Group Blog
 
All Blogs
 

Alesis QS8 88คีย์ที่สุดคุ้ม

มีโอกาสได้เป็นเจ้าของตัวนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้วครับ ตอนนั้นเพิ่งเริ่มจบใหม่ๆ กะลังมองหาคีย์บอร์ดแบบ 88 คีย์ไว้ฝึกเล่นที่บ้านซึ่งเป็นทาวน์เฮาส์ ช่วงนั้นคีย์บอร์ด 88 คีย์ราคาเอาเรื่องทุกตัวครับ ตั้งแต่ของ Kurzweil K2500 X, Roland JV-1000 , Korg Trinity ProX ราคาเกินแสนทั้งนั้น ก็เหลือแต่ตัวนี้ซึ่งราคาหย่อนห้าหมื่นไปสองพัน

ตอนเมื่อสักสิบปีก่อน ก่อนจะมี pantip.com คนเล่น internet จะคุ้นเคยกับ newsgroup นะครับ โดยเฉพาะเจ้า Dejanews ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ newsgroup ใหญ่ขณะนั้นเลยทีเดียว ที่นี่แหละครับที่ทำให้ผมรู้จัก synthesizer ต่างๆมากขึ้น เพราะ Alesis , Kurzweil , Yamaha เริ่มมองเห็นช่องทางของการทำ e-marketting โดยการส่ง sales ของตนเข้ามาป้วนเปี้ยนใน newsgroup คอยตอบคำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตร คอย defend กับบริษัทอื่นๆที่เข้ามาบลัฟฟ์กัน ซึ่งคู่ต่อสู้ในช่วงปี พ.ศ.2539 ที่ดุเดือดมากคู่หนึ่งก็คือ Kurzweil K2500 กับ Alesis QS8 ครับ

ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อว่า Alesius QS ซึ่งเป็น synth ที่เล็กกว่า K2500 มาก จะหาญกล้ามากที่มาลุยกะ synth รุ่นพี่ แต่ alesis นั้นนำทีมโดย Dave Bryce ครับ ซึ่งปัจจุบันเป็น moderator ประจำ keyboard forum ของ //www.musicplayer.com ซึ่งเป็นเครือของ keyboard mag, Guitar mag อะไรพวกนี้ครับ ตา Dave นี่แกกัด Kurzweil ไม่เลือกเลย และสามารถชี้จุดแข็งจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ของตน (QS8) และของคู่ต่อสู้ได้อย่างชัดเจนครับ อ่านจนเคลิ้มตามเลยถอยตัวนี้ออกมาครับ (จริงๆมันก็เป็น most affordable 88 keys ในขณะนั้นด้วยแหละครับ)

QS-series ประกอบด้วย 3 รุ่นขณะนั้นคือ QS6, 7, 8 ทุกตัวนี่ตัวถังเป็นเหล็กทั้งหมด แข็งแรงบึกบึนตามสไตล์อเมริกันแหละครับ ต่างกันที่ wave ROM ของ QS6 จะน้อยกว่าชาวบ้านเค้าคือมีแค่ 8 MB ส่วนรุ่นพี่มี 16 MB โดย 8 MB ที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นส่วนของเสียง stereo sampling (steinway) grand piano 7+ MB และเสียงอื่นๆอีกเกือบ เม็กครับ

สิ่งที่ค่อนข้างเด่นในตัว Alesis QS คือ คีย์บอร์ดที่เป็น weight hammer keys ของ Fatar รุ่นใหม่ พอดีผมจำชื่อรุ่นไม่ได้ครับ แต่จำได้ว่ารุ่นแรกนั้นมีใช้ใน KurzweilK2500 ส่วน Alesis เอารุ่นที่สองมาลงใน QS8 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบดูแล้วน้ำหนักคีย์จะดีกว่าจริงๆ แต่ทั้งตัวนี่ก็หนักเอาเรื่องนะครับ เพราะ body เป็นโลหะแต่พ่นสีดำกระด้างไม่เป็นรอยเวลาขูดขีด

เสียงของตัวนี้ค่อนข้างปานกลางนะครับ จะเด่นที่เสียงเปียโนครับ แต่เนื่องจากเป็น single laye rเสียงไม่ค่อยมี dynamic เท่าไร เสียงอื่นๆเช่น string หรือ organ หรือ synth (ให้ Keith emerson โปรแกรมเสียงให้) ก็ใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจาก synth engine ใช้ filter แบบ low pass filter ไม่มี resonance เสียงตระกูล synth เลยไม่ค่อยได้หายใจหายคอเท่าไรนัก โดยรวมเสียงพอผ่านระดับที่เล่นกับวง pop ทั่วๆไปได้ครับ ตัวนี้สามารถเพิ่ม PCMCIA card ได้ 2 slots ครับ ทำให้ max wave ROM ได้ถึง 32 MB แต่เมืองไทยหาซื้อการ์ดไม่ได้เลยครับ ผมเคยจะไปหาถึงสิงคโปร์ก็หายากจริงๆครับ แล้วหลังจากนั้น alesis ก็ว่างเว้นจากการพัฒนา synth ตระกูลนี้ไปเลยกว่า 8 ปี จนกระทั่งมาเริ่มโปรเจคส์ Fusion synth ซึ่งกะลังจะออกมายลโฉมเร็วๆนี้แล้วครับ




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2548    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2548 15:26:57 น.
Counter : 597 Pageviews.  

ตัวนี้เจอโดยบังเอิญครับ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เป็นเจ้าของ Oberheim Matrix-1000

ย้อนหลังไปในสมัยที่ยุค analogs กำลังเฟื่องฟู สมัยนั้นมี synth ที่เป็นสายพันธุ์อเมริกันที่ขึ้นชื่ออยู่หลายเจ้า เช่น Sequential , Oberheim , Linn electronics , Moog (พันธุ์ผสมอังกฤษ) , ARP และอื่นๆอีกมากมาย จนมาถึงยุค 80 ที่ Digital synth เริ่มเข้ามามีบทบาทขึ้นจนทำเอา analogs synth หายสาบสูญไปกว่าสิบปีจนมาถึงยุค dance , electro ที่กระแส vintage เริ่มกลับมาอีกครั้งหนึ่ง analog synth รุ่นโบราณก็เริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้น เพราะน้ำเสียงและเนื้อเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความแน่นของเสียงแบบมันจุกอกที่ digital ในยุค 90 ยังเลียนแบบไม่ได้ แม้ในยุคปัจจุบัน

Oberheim เป็นบริษัทที่ผลิต synth มานับสิบปีครับ และสายการผลิตสุดท้ายก่อนที่จะขายกิจการให้กับ Gibson ก็คือ Oberheim Matrix-1000

Series สุดท้ายนี้จะประกอบด้วย Keyboard 2 ตัวและ sound module 2 ตัว ได้แก่ Oberheim matrix12, Oberheim expander, Oberheim matrix 6 , oberheim matrix 6r และ oberheim matrix 1000 โดยทั้งหมดมีพื้นฐานของวงจรเหมือนกันหมดคือเป็น Digital generate waveform ผ่าน analog circuit โดย matrix 12 จะมีจำนวน oscillators มากกว่าตัวอื่นเท่าตัว คือสามารถเล่น polyphony ได้สูงสุด 12 voices ส่วนรุ่นอื่นๆจะมาสุดที่ 6 voices และ matrix 6r , expander กับ matrix-1000 จะเป็น sound module เหมือนกัน ต่างกันที่ expander จะมี control knob สำหรับโปรแกรมเสียงได้ แต่ 6r, matrix-1000 ต้องผ่านโปรแกรม editor librarian เท่านั้นครับ

สิ่งที่ matrix 1000 มีเหนือกว่ารุ่นพี่ทั้งสี่ก็คือ หน่วยความจำเสียงที่เรียกได้ว่ามหึมาในสมัยนั้นเลย หรือแม้ในปัจจุบันก็ยังถือว่ามากมายทีเดียว คือมี 1000 preset (800 ROM + 200 RAM) ผมยังจำโฆษณาในปกหลัง Keyboard magazine ยุคนั้นได้เลยว่า รายชื่อของเสียงมันเยอะจน ไม่รู้จะตั้งชื่อไปทำไม

Matrix-100 จะมีการจัดแบ่งหมวดหมู่ของเสียงเพื่อการเรียกใช้งานที่ง่ายดายโดยการแบ่งตามหลักร้อยเป็น synth, lead, string, brass เป็นต้น

นอกจากนี้ Matrix-1000 ยังมี UNISON mode โดยการ stack เสียงทั้ง 6 เสียงเข้าด้วยกัน เพื่อทำเป็น power lead แบบ analogs mเสียงแน่นมากขึ้นครับ และสามารถพ่วง Matrix 1000 ได้ถึง 6 ตัวโดยที่แต่ละตัวสามารถรับ midi channel คนละ channel กัน หรือ รับ channel เดียวกันเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของการเล่นและสร้าง sequencer

เสียงของตัวนี้ค่อนข้างดิบทีเดียวครับ ถ้าเทียบกับ digital หรือ virtual analog ในปัจจุบันที่อาศัย effects ช่วยมากมาย แต่ในความดิบของ matrix-1000 นั้น ปฏิเสธในความแน่นของเสียงไม่ได้เลยครับ เพราะเสียงที่ได้มีน้ำหนักมาก และครบคุณลักษณะของ oberheim ทุกประการ คือแน่น นุ่ม และกว้าง

ตัวนี้ผมไปได้มาจากสื่อซื้อขายที่พันธ์ทิพย์ชั้น M ครับ เดินผ่านแล้วเห็นแว้ปๆ ราคาตอนนั้ประมาณ หมื่นนิดๆซึ่งถือว่าไม่แพงเลยในยุคที่ digital ราคาถูกลงเรื่อยๆ แต่ analog ที่เป็น vintage นี่หายากขึ้นทุกที




 

Create Date : 30 เมษายน 2548    
Last Update : 30 เมษายน 2548 15:08:05 น.
Counter : 310 Pageviews.  

คิดถึง Roland MT-32

มีใครไม่รู้จักตัวนี้บ้างครับ
คนที่อยู่ในวงการมากกว่า 10 ปีต้องรู้จักเจ้า sound module ตัวนี้แน่นอน เป็นเหมือนกับ Sound module รุ่นสุดคุ้มตัวหนึ่งทีเดียว

ย้อนรอยอดีตไป ในสมัยที่ Roland เริ่มเอาระบบ sampling / synthesis มาใช้ใน synth ยุคแรกๆ นั่นก็คือ Roland D-50 อันโด่งดัง แม้ว่าหลักการกำเนิดเสียงจะดูง่ายๆ คือใช้ต้นเสียงหรือที่ Roland เรียกว่า attack transient มาเป็นตัวเปิดเสียงแล้วตามด้วย body ที่เป็นเสียง synth ที่ผลิตมาจาก DCO ของ Roland แต่ผลลัพธ์ที่ได้ในสมัยนั้น เรียกได้ว่าพลิกวงการเครื่องดนตรีครั้งใหญ่เลยทีเดียว เพราะ D-50 นำเสนอเสียงที่ใกล้เคียงเสียงจริงมาก ซึ่งแต่ก่อนจะหาได้ตามคีย์บอร์ดรุ่นใหญ่ๆเท่านั้น และราคาค่าตัวก็ไม่ได้สูงเกินไขว่คว้าแต่อย่างใด
หลังจาก D-50 ออกมาได้ไม่นาน Roland ได้เอาชิพตัวเดียวกันนี้มาปรับแต่งในเรื่องของ multitimbral และเพิ่มความสามารถในส่วนของ Dynamic voice allocation ซึ่งก็คือการสามารถแบ่งจำนวนโน๊ตที่ใช้ตาม midi channel เองโดยผู้ใช้ไม่ต้องมานั่งแบ่งเองทีละ channel ก็เลยออกมาในรูปแบบ synth หลายๆตัวเช่น D-20 , U-20 , และตัวที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนี้ MT-32 ครับ


ภาพประกอบจาก //www.vintagesynth.org

ตัว MT-32 ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่สุดของ Roland ที่เรียกว่า partials (หรือ DCO) 32 partials และใช้ในการสร้างเสียงเสียงหนึ่งตั้งแต่ 1-4 partials ดังนั้น จำนวน polyphony ของเจ้านี่จะอยู่ที่ 8-32 voices เลยทีเดียวครับ มี digital reverb ในตัวที่สามารถเลือก algorhythm ง่ายๆได้ตามขนาดของ reverb และปรับ wet/dry ได้ เสียงโดยรวมเป็นเสียงจาก D-50 ทั้งหมดครับ สามารถปรับแต่งได้จากคอมพิวเตอร์ มี 7 part + 1 rhythm part ทำให้การโปรแกรมดนตรีทำได้ดีทีเดียว แต่ข้อเสียคือ part D/A converter ที่ Roland เลือกใช้ตัวที่คุณภาพต่ำกว่า D-50 เสียงที่ได้ไม่แน่นพอและมี noise เยอะ ไม่สามารถใช้งานในระดับ studio ได้ คงเป็นงานในระดับของ hamoe studio หรืองานเล็กๆมากกว่าครับ

Spec ของตัวนี้ก็อยู่ในระดับกลางๆของยุคนั้นครับ ROM ความจุ 4 MB มี drumkit มี 8 แบบ มีเสียงให้เลือกในตัว 128 เสียง มี user bank 64 เสียงแต่ถ้าปิดเครื่องก็โดนลบหมด (แล้วมีทำไมว้า) เสียงที่เด่นๆตอนนั้นที่ผมชอบมากเป็นพิเศษได้แก่ตระกูล newage ทั้งหลายซึ่งต่อมาเป็นต้นแบบให้กับเสียงในตระกูล General Midi (สมัยนั้น คำว่า general midi ยังอยู่ในแบบร่างนะครับ ยังไม่มีการใช้กัน) ก็นับได้ว่า เจ้า MT-32 เป็นเหมือนปู่ของพวกตระกูล soundcanvas ในรุ่นหลังๆเลยทีเดียว

ราคาตัวนี้สมัยนั้นประมาณ หมื่นต้นๆซึ่งค่อนข้างประหยัดมากทีเดียว ผมได้ใช้งานตัวนี้อยู่หลายปีจนถึงยุคของ JV1080 จึงได้ปลดระวางเจ้านี่ไป แต่ก็ยอมรับครับว่า Roland ทำตัวนี้ออกมาได้ดีทีเดียว และเหมาะสมกับตลาดแบบ mass market มาก




 

Create Date : 30 เมษายน 2548    
Last Update : 30 เมษายน 2548 8:41:31 น.
Counter : 360 Pageviews.  

Soundmodule ตัวแรกของผม Yamaha TX81Z

พล่ามถึง Synth ตัวแรกไปเยอะ ก็พลอยนึกถึง sound module ตัวแรกให้ตะหงิดๆครับ
(ภาพประกอบจาก //www.vintagesynth.org ครับ)

สมัยนั้นเป็นยุคของ multitimbral เพราะอย่างที่เกริ่นในตอนแรกว่า synth ที่มีตอนนั้นส่วนใหญ่ที่เล่นได้หลายๆเสียง ราคายังสูงอยู่ ตัวที่เป็น performance synth เด่นๆในยุคนั้นเช่น Yamaha DX7 mkII หรือ Roland JX10 super jupiter , Roland D-50 ต่างก็ทำได้แค่ bi-timbral เท่านั้น คือเล่นได้สองเสียง รับ midi ได้ทีละ 2 channels คือออกแบบมาให้ layer เสียงได้ 2 เสียงเท่านั้นครับ

สมัยนั้นค่อนข้างแปลกที่บริษัทใหญ่ๆไม่ค่อยกล้าลงมาเล่นในตลบาด multitimbral เท่าไรนัก จะส่งแต่รุ่นเล็กๆมาชิมลางครับ Yamaha ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ



จริงๆแล้ว ตัวที่ yamaha ออกมาชิมลางต่อจาก TX816 ก็คือ FB01 ครับ ตัวนี้ engine หลักๆเป็น FM แบบ 4 OP มี 8 voices polyphony พร้อมเสียงอีก 300 กว่าเสียงที่ preset มาให้ ซึ่งดูน่าตื่นเต้นมากในยุคนั้นที่ synth ส่วนใหญ่ ความจุเสียงแค่ 64 เสียงหรือ 128 เสียงก็นับว่าเยี่ยมแล้ว แต่นี่ให้มาเต็มที่ แต่เนื่องจากเป็นเพียง 4 op FM synth เสียงที่ออกมาค่อนข้างบางมากถึงบางจ๋อย ถ้าจำสมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อนที่ computer ทุกตัวจะมี FM sound onboard มาให้ก่อนที่จะถึงยุค wavetable ก็อย่างไงอย่างงั้นแหละครับ

ปีถัดมา Yamaha ยังไม่ยอมเขยิบมายังตลาดบน ออกรุ่น TX81Z มาชิมลางอีก ตัวนี้ปรับปรุงขึ้นโดยมี waveform มาให้ 8 แบบ ทุ่นแรง operator ของ FM ทำให้สามารถเอา operator ไปใช้งานอื่นได้เต็มที่ขึ้น เป็น multitimbral synth แต่ต้อง set channel และ polyphony per channel เอง มี pseudo effect มาให้ 2 แบบคือ delay กับ reverb ซึ่งจริงๆแล้วคือการดัดแปลงที่ระดับของ envelope ของ FM เช่น delay ก็ re-trigger envelope ซ้ำๆแล้วลด amplitude ลง ส่วน reverb ก็ลาก decay ของ envelope ให้ยาวขึ้น ซึ่งเสียงที่ออกมา ไม่สามารถเทียบเท่า DX-7 ได้ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และราคาไม่สูงเกินไป สมัย 17 ปีก่อนราคาประมาณ 2 หมื่นกลางๆครับ



เสียงของเจ้า TX81Z นี่ค่อนข้างใสและดุดันตาม style FM ไม่หนาแน่นเหมือน DX-7 แต่ครบองค์ประกอบหลัก เสียงที่แนะนำได้แก่ electric piano, bell, bass, effect, synth string ซึ่งยังมีใช้ในปัจจุบันอยู่บ้าง



ปีถัดมา Yamaha ออกรุ่น keyboard ของ TX81Z พร้อมทั้ง onboard effects จริงๆ คือ digital delay และมี sequencer 8 tracks ในตัว ครั้งแรกในญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า Yamaha V2 ซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงการตั้งชื่อที่ไม่มีการดูตาม้าตาเรืออย่างยิ่ง เพราะ V2 เป็นชื่อเดียวกันกับจรวดที่นาซีใช้ยิงไปถล่มเกาะอังกฤษ พอจะเริ่มออกขายทั่วโลก V2 ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น DX11 เสียใหม่ แต่รูปโฉมและ spec เดิมครับ

หลายๆคนมองว่า DX11 เป็นเพียงการดิ้นเฮือกสุดท้ายของ FM synth เพราะในช่วงนั้นเริ่มเข้าสู่ยุคของ wavetable หรือ synth ที่ใช้เสียงจริงๆที่มีการบันทึกๆไว้ล่วงหน้าแล้วเก็บใน ROM แล้ว เพราะปีถัดมาก็เข้าสู่ยุคของ synth ที่ขายดีที่สุดในโลก Korg M1!!!



Yamaha V2 ครับ




 

Create Date : 29 เมษายน 2548    
Last Update : 29 เมษายน 2548 18:05:28 น.
Counter : 555 Pageviews.  

CCRMA กับ Yamaha DX-7 และอีกมากมาย (ยังไม่จบ)

จาก //www.mycgiserver.com/~chrisdodunski/dx7_tx7.html
"The DX7 did not happen overnight. This was not some idea scratched out on the back of a cigarette packet and knocked out within the year. The first DX7's may have steamed out of Osaka in 1983, but the story actually began in California 15 earlier...."

"...Stanford University electronic music composition teacher John Chowning [was] experimenting with vibratos in the late 1960's until he discovered that he could produce musically complex, harmonically interesting results by modulating one sine wave with the output from another, using high speed vibratos. Thus in 1967, the seeds of modern Frequency Modulation (FM) synthesis were sewn. (FM as a concept had already been broadly accepted, but Chowning's work made it controllable and valid in the musical mainstream.)

"Chowning did not run from his studio on campus screaming 'Eureka!' Instead, he tinkered away for a number of years, perfecting this, recalculating that, making noises and drawing the occasional scathing comment from colleagues who figured that he must be using up all the University's quota of oscillators, such was the succession of harmonically rich sounds that continued to emanate from his wooden hut of a studio on campus. Of course, he was not. He was using just two; one as a carrier, one as a modulator.

"In 1971, digital synthesis guru Max Matthews of Bell Labs told Chowning that if he could tame his system to make recognizable brass and organ sounds, he might have a salable product on his hands. He approached the Stanford's Office of Technology Licensing with his discoveries, and they approached a number of American organ manufacturers to see if they were interested in acquiring this new technology.. They were not. Wurlitzer, Lowry, Hammond and others all turned the offer down..."

"More as a last-ditch effort than anything else, Stanford turned to Yamaha, who produced a small range of Electone organs (at this time, everyone figured FM would only be of interest to organ manufacturers) and had an office in California.

"A young engineer by the name of Mr. Ichimura was dispatched to Stanford to check things out. Mr. Ichimura understood digital and, as an engineer, appreciated the concept of FM in radio terms. So, it only took him about ten or fifteen minutes to comprehend the essence of what Chowning had cooking. Chowning knew that Ichimura was impressed by what he'd seen and heard and so was not surprised when he learned that Yamaha wanted to take out a year's exclusive option on FM.

"In the ensuing few years, a number of things developed. Under the wing of Yamaha's organ division (the division that had actually taken out the option), a prototype FM instrument was built under the direction of Dr. Mochida, entitled the 'MAD.' This monophonic FM synth, built in 1973 by two young engineers by the names of Hirokato and Endos, is possibly the first all-digital synth ever made. By 1975, a polyphonic version had also been built.

Over at Stanford, meanwhile, things weren't quite so rosy. John Chowning's job was as an electronic music composer and teacher at Stanford, and the University's approach was very much this: 'To hell with all this fancy synthesis stuff, where are the compositions?' To put it as bluntly as Californians get, they 'let him go.'

"When Yamaha returned to Stanford in order to 'do the big deal' - take out a ten-year license on FM - Chowning was nowhere to be seen (actually, he was in Europe). All very embarrassing. Somewhat hastily, the University contacted Chowning and offered him the post of Research Associate, a job he says he was by then in no position to turn down. Installed as Director of the University's Center for Computer Research and Musical Acoustics (CCRMA, known as 'carma'), Chowning was later offered a professorship in 1979.

"As an aside, one of the many stories that grew up around FM is that Dr. Chowning received no monetary reward for his invention. Not true. As a member of the faculty in 1970, it was not compulsory to turn over licensing of any technology developed while at the University (as it is now), but it was the most obvious and perhaps the wisest move. Chowning signed the copyright of FM over to the University in return for a royalty, and in turn, the University assigned a license to Yamaha. Dr. Chowning may not presently be living in a Bel Air mansion, but he appears happy with what he made out of the deal. 'People say to me, 'You'd be a billionaire if you'd kept it to yourself,' he says. 'And I say, right. Or I'd have got nothing.' As it is, all parties appear to have been scrupulously diligent about royalty payments, and no whiff of dissent hangs in the air. While Chowning's deal with Stanford is privileged information, the university itself is said to have reaped more than $20 million in license fees and outright payments, which it used, to its credit, to move CCRMA from its 'shed' on campus to a splendid, brand-new, specially designed building.

"But back to our story. With Chowning ensconced at Stanford again and a new ten-year license in place, serious work began on producing marketable products utilizing FM synthesis. There was, however, one final shootout between two technologies that Yamaha had been developing side by side: FM and a home-grown 'summation' additive synthesis. Chowning, who by now was paying occasional visits to Japan, recalls a big meeting at which the two competing technologies were displayed and discussed. In the end, FM, which wasn't dependent upon digital filters that would have been very expensive to produce, won out. Not only was it more memory-efficient, but it also had the potential for far greater player-control.

"From then until the DX7's launch in 1983, John Chowning only occasionally heard whispers of "DX" as he slipped through factory corridors on his visits to Japan. The GS1 was the first FM-sporting instrument to be released, in 1981, though in spite of the ripple of excitement it caused in the industry, the GS series was always intended to be a market-tester."

The 1983 Debut

With the launch of the DX7, all hell was let loose; Yamaha simply couldn't make enough of them. But by now, this was far removed from John Chowning`s world. In fact, he saw and heard his first DX7 synthesizer in a bar in Palo Alto. Chowning remembers the occasion vividly: 'My wife and I had been out to see a movie and we stopped off at a local bar for a nightcap I knew the keyboard player in the bar, and when he saw me he waved me over excitedly to come and see this incredible new instrument he had sitting on top of his piano. I was astonished. It was an awesome moment. I had no idea that people had been waiting in line to buy DX7's. I had no idea at all.'"

Design & Programmability

"And so the product of Chowning's (and many other's) labors ended up as a 16-voice polyphonic digital synthesizer, offering 32 internal memories plus a ROM/RAM cartridge slot. The DX7 keyboard is not weighted, but it responds to velocity and aftertouch. Further expression can be extracted from a Breath Controller, Yamaha's own invention, a mouthpiece/pacifier affair by which you can more or less convincingly simulate the breath-to-tone response of a wind instrument. (Unfortunately, very few players felt comfortable with this object stuffed into their mouths)

"The DX7 panel is not an object of particular beauty. There are plenty of dedicated controls, though switches are squishy "membrane" types and the display screen is minuscule. Along the top of the panel runs a collection of "algorithm" diagrams, so you can see at a glance the type of sound you are likely to produce (effectively) using each of these oscillator configurations. An envelope generator and a keyboard-level scaling graphic are perched on the end.

"Chowning's FM theories manifest them on the DX7 as a series of "operators" (which can be thought of as oscillators) that the instrument offers to the user in a number of different configurations or "algorithms." The operators are all sine waves, and each can be either a carrier wave or a modulator wave, depending on its position or relationship with another wave in a particular algorithm. The DX7 can use six operators per voice.

"DX7 programming is commonly, though not a little unfairly, perceived as impenetrable. Perhaps it was unwise of Yamaha to splash about words like 'operator' and 'algorithm' when 'oscillator' or 'voice' or 'shape' might have been less intimidating.

"In any given program, the novice programmer can simply switch operators on or off and begin to learn what role each performs within a sound, but things do get rather more involved when you consider that each operator can also specify a particular pitch, volume, envelope and such, and so each is almost a complete mini-synth in its own right. In a flat operator-plus-operator algorithm, the system can work as simply as drawbars on an organ, but once operators begin to interact, then the sonic results become vastly more complex and unpredictable (which is why the system sounds so good, of course). In fact, a maneuver such as changing an envelope setting of the top member in a stack of interacting operators can exert all manner of unexpected influences on those further down; it is this level of programming intensity that has led to the theory that the three essential ingredients of FM programming are trial, error and luck.

"The individual parameters do not befuddle as much at the general level of interaction. Indeed, Yamaha retained many analog-style features and terminologies. The LFO, for instance, offers triangle, saw up/down, square, sine and random waves and can be set in terms of speed, delay, routing (pitch or volume) and amount. Although the envelope generators, which Yamaha bravely but wisely entombed in silicon rather than taking the 'flexible' software route, have their rate and level system emblazoned on the control panel, such multistage envelopes are notoriously complex to set, especially without any help via movable graphics on the display screen. If I may borrow from Howard Massey's excellent book The Complete DX7, one rule of thumb is to remember that envelope generator control over a carrier will affect volume over time and envelope generator control over a modulator will similarly affect tone. There is also a separate four-stage pitch envelope generator. (The tangible benefit of hardware envelopes, by the way, is speed.)

"Many parameters that are sewn into the fabric of a program on more modern instruments are global parameters on the DX7. These include pitch bend range, mod wheel assignments, aftertouch response, glissando, poly/mono assign, etc. All of these are called Function parameters and are accessed using the same buttons as the presets or voice programming parameters. Said buttons - the offending squishy membranes - thus have three separate purposes."

Those Famous Factory Presets

"Though FM programming has been somewhat unfairly classified as hopelessly complex, it is reasonable to say that 155,000 out of the instrument's 160,000 customers have been content to play the presets. Credit for this fact goes squarely to the two consultant programmers who voiced the DX7, Dave Bristow in the UK and Gary Leuenberger in the U.S. This Lennon-and-McCartney team of programmers, whose work spans from the GS1 to the SY series, extracted every possible ounce of musicianship from the DX7, ranging from the classic Fender Rhodes electric piano facsimile (which has since entered synth folklore, known as "DX piano' to all subsequent copyists), to the sonorous collection of fretted and fretless basses, to hand percussion, bells, marimbas, ripping brass and sound effects.

"Leuenberger explains how he created the DX piano: 'It was a very intuitive thing that began on the GS series, which has just four pairs of operators. Having come from a background of B-3s, I knew what to expect by adding sine waves together. After learning what happens by changing the envelope for a modulator and a carrier, I made the foundation 'rubbery' tone with one-to-one ratio but with different envelopes. Then I did the same using another pair of operators and detuned one against the other. With a third pair, I produced a sound like something hitting metal, which, to my intuitive sense, sounded like a 'tine' [Rhodes metal rod] sound, so I added that in. Finally, by apportioning velocity control to these components, it turned into this beautiful, real-sounding musical instrument.'

"Bristow and Leuenberger also recommend embracing the concept of "stuff." Stuff is some character-inducing component part of a sound that can be used in several tones. Bristow explains creating a Wurlirzer tone: "I had this real high operator noise ("stuff") which I added to 2:1 ratio square-wave, clarinet type of sound, so providing the fart necessary for a convincing Wurlitzer electric piano. Put a bunch of velocity on it and some tremolo... that's how it was made.

"Adding non-integer, weird ratios for just a fraction of a second colors your perception of a sound. Later I discovered that this wasn't actually FM at all, but AM, amplitude modulation - that the frequency is going up and down so much over a short period of time that they were creating their own side bands."

"Bristow and Leuenberger's experiences with DX7 programming were moving (Bristow remembers the final sound presentation meeting in Japan at which all the engineers were packed into a room with tears in their eyes, some of them hearing music on this instrument for the first time after laboring over oscilloscopes and technical data for two years), madcap and occasionally murderous (they had just one week to compile the instrument's first 128 presets), but both agreed, when interviewed recently, that they would do it all again for the same unmentionably low fee...."

DX7's Popularity and the Sequel

"...there can hardly have been a player in the 1980s who did not use the DX7 or one of its multifarious spinoffs. There also grew up a whole industry of DX7 add-ons and support products, such as Grey Matter's E! expansion kit, which bolsters the patch tally to 320 - each one complete with its own dedicated function parameters - while improving the MIDI spec to include local on/off, full 16-channel access and wide-ranging MIDI filtering and also adding some simple tone controls and the possibility of patch layering.

A similarly user-installable mod from Group Center called DX Super Max beefs up the program count to 256, offers patch layering and function programming, and the delights of a superb arpeggiator.

Many of these features were later to be found on the DX7II, a bold attempt to rectify the occasional DX7 foible, especially concerning the MIDI specs (the DX7 came out in the same year as MIDI and is understandably a bit limited - the ability to send out only on MIDI channel 1 and lack of a local off setting being the two biggest problems). It was unreasonable to expect the Mark II to live up to its illustrious forebear; most feel that some quite major improvements to the sound quality and improved programming possibilities through patch layering and microtonal tuning were offset by a sluggish keyboard response (too much processing going on)."




 

Create Date : 29 เมษายน 2548    
Last Update : 29 เมษายน 2548 18:36:05 น.
Counter : 579 Pageviews.  

1  2  

Valentine's Month


 
หมอจุ๊บ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add หมอจุ๊บ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.