Morocco - การผจญภัย ครั้งใหม่ในดินแดนอาหรับ ตอนที่ 7 - Midelt
สถานที่ท่องเที่ยว : Midelt, Morocco
พิกัด GPS : 32° 49' 5.56" N -5° 16' 44.92" E




วันที่ 6 Midelt

วันนี้เราออกเดินทางด้วยรถมินิบัสแต่เช้า กับระยะเวลาการเดินทางกว่า 4 ชม. เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Midelt

ถ่ายโดย Kim Aubin

การเดินทางวันนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย เลยถือโอกาสถ่ายรูปทิวทัศน์ข้างทางมาให้ได้ชมกัน




และระหว่างทางเราก็ได้แวะตลาดซื้อขายสินค้าทางการเกษตรและสัตว์ด้วย




ขนมปังเก่าแบบนี้ ทางหัวหน้าทัวร์เล่าให้ฟังว่า เหล่าบรรดาภรรยาของชาว Berber จะนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์เพื่อเป็นรายได้อีกทางของครอบครัวกันด้วย

หลังจากนั้น เราก็ปิคนิคกันที่สวนเล็กๆ ระหว่างทาง และเดินทางต่อจนถึงเมือง Midelt


ความสำคัญของเมือง Midelt
เมืองนี้ตั้งอยู่ช่วงกลางของประเทศโมรอกโก บนระดับความสูง 1500 เมตร เป็นเมืองที่มีประชากรชนพื้นเมืองหรือชาว Berber อยู่ประมาณ 50000 คน แต่มีความสำคัญทางด้านการค้าขายทางการเกษตรแห่งหนึ่งของโมรอกโกก็ว่าได้ ผลผลิตที่ปลูกในบริเวณนี้ได้แก่ แอปเปิ้ล วอลนัท แอฟริคอต พลัม ทับทิบ ข้าวสาลี ข้าวโพด และผักชนิดต่างๆ ในอดีตเมืองนี้มีความสำคัญครั้งยังอยู่ภายใต้การเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นแหล่งแร่ตะกั่ว ยิปซัม และแร่อื่นๆ ทำให้มีการก่อสร้างเหมืองกันอย่างแพร่หลายในบริเวณนี้ จึงทำให้มีการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมในแถบนี้ให้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีการต่อกระแสไฟฟ้าเข้ามาในเขตพื้นที่แถบนี้เป็นเมืองแรกๆ ของโมรอกโก  

หลังจากเราเอาสัมภาระเข้าเก็บยังสถานที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็มาสำรวจเมืองเล็กๆ นี้กัน โดยระหว่างทางเราเดินทางสวนแอปเปิ้ล

บ้านของคนในแถบนี้จะเป็นบ้านที่สร้างด้วยดินแทบจะทุกหลัง ดังนั้นในบริเวณแถบนี้จะมีฝุ่นค่อนข้างมาก


คนท้องถิ่นที่นี่ก็จะมีลาไว้สำหรับการบรรทุกสินค้าเพื่อนำไปขายตามแหล่งต่างๆ


หลังจากเราเดินทางผ่านหมู่บ้านไป ก็จะพบกับแกรนด์แคนยอนแห่งโมรอกโก ซึ่งจะมีแม่น้ำที่คนในหมู่บ้านแห่งนี้ใช้สำหรับการอุปโภค หากต้องการน้ำสำหรับดื่ม เค้าจะไปเอาน้ำจากบนเขาซึ่งมีความสะอาดมากมาเพื่อใช้ในการบริโภค




ถ่ายโดย Kim Aubin

ช่วงเย็นเราก็ทานอาหารในบริเวณที่พัก แต่เนื่องจากที่พักมีเวลาทำน้ำร้อนไม่มาก ข้าพเจ้าเลยรีบกินแล้วรีบไปอาบน้ำ มิเช่นนั้นก็จะต้องอาบน้ำเย็น เพิ่งมารู้ทีหลังว่าหลังจากทานอาหารเสร็จแล้วมีการร้องรำทำเพลงเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับคณะด้วย แต่อย่างไรก็ดี การอาบน้ำถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรามากเพราะอากาศค่อนข้างหนาวและน้ำเย็นมากกกก 5555555

การเดินทางวันนี้เราไม่ได้ผจญภัยเยอะนัก แต่เราได้เห็นอะไรที่เราเองไม่ได้เห็นและสัมผัสประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสเดินทางมายังบริเวณนี้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว




Create Date : 02 มิถุนายน 2559
Last Update : 2 มิถุนายน 2559 19:20:28 น.
Counter : 553 Pageviews.

0 comment
Morocco - การผจญภัย ครั้งใหม่ในดินแดนอาหรับ ตอนที่ 6 - Fez
สถานที่ท่องเที่ยว : Fez, Morocco
พิกัด GPS : 34° 0' 31.12" N -6° 58' 52.10" E




วันที่ 5 Fez

เมือง Fez
คำว่า Fez ในภาษาอาหรับ หมายถึง พลั่ว ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า เป็นพลั่วที่ถูกกษัตริย์ Idriss I แห่งโมรอกโกใช้เพื่อสร้างแนวผังเมือง สร้างขึ้นในยุคกลาง เมือง Fez จัดว่าเป็นเมืองที่มี 2 เมือง เมืองแรก Fez El Bali สร้างโดย Idriss I และอีกเมือง Al Aliya สร้างโดยลูกชายของกษัตริย์ Idriss II  เคยเป็นเมืองหลวงของโมรอกโก จนถึงปี คศ 1912 (ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปยัง Rabat) อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณแห่งโมรอกโก และเป็นจุดมุ่งหมายหลักแห่งหนึ่งของชาวมุสลิมทั่วโลก ตัวเมืองเก่า Fez El Bali ได้ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองมรดกโลกซึ่งได้ถูกอนุรักษ์รักษาไว้เป็นอย่างดีตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงยุคแรกๆ ของการก่อตั้งศาสนาอิสลามในโมรอกโก ซึ่งยังคงสิ่งปลูกสร้างในครั้งอดีตมาถึงในปัจจุบันนี้ เป็นเมืองปลอดรถขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (ไม่อนุญาติให้รถเข้าเมือง)  มี Al Karaouiyine Mosche ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่ก่อตั้งขึ้นใน คศ 859 และยังคงเปิดทำการเรียนการสอนอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ มีขื่อเรียกเมือง Fez อีกชื่อว่า เป็นนครเมกกะแห่งตะวันตก และนครเอเธนส์แห่งทวิปแอฟริกา

ทัวร์วันนี้ เราเริ่มต้นด้วย Royal Palace (Fez El Jedid) ตั้งอยู๋ในเขตเมืองใหม่ ซึ่งปัจจุบันก็ยังใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ในปัจจุบันนี้

ไม่ห่างจากพระราชวังมากนัก เป็นชุมชนชาวยิว Mellah เนื่องจากความเฉลียวฉลาดของชาวยิวทำให้ชาวยิวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญทางด้านการค้าและวัฒนธรรมต่อพื้นที่ในเขตนี้ค่อนข้างมาก ชาวยิวได้รับเกียรติและอีกทั้งยังเป็นโล่ห์ป้องกันการรุกรานของชาวอาหรับในพื้นที่นี้ ที่อยู่อาศัยของชาวยิวจะมีการก่อสร้างบ้านที่แตกต่างจากคนเมืองเก่าของโมรอกโก โดยจะมีการสร้างบ้านที่มีระเบียงและหน้าต่างที่หันหน้าออกมาทางถนน  


ต่อจากนั้นเราก็เดินทางไปยัง Borj Nord เป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ภายในสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงคอเล็กชั่นทางสรรพายุทธ แต่เราไม่ได้เข้าไปข้างใน มาเพื่อเก็บภาพความสวยงามของทิวทัศน์ของเมืองเก่าของ Fez



หลังจากนั้น ถึงเวลาที่เราจะเข้ามายังตัวเมืองเพื่อสำรวจเมืองเก่าของ Fez ซึ่งตัวเมืองเก่าแห่งนี้ก็มีการก่อสร้างที่ไม่ต่างจากตัวเมืองเก่าอื่นๆ ที่เราได้ท่องเที่ยวมาซึ่งจะมีทางเดินที่แคบ ระหว่างทางก็จะมีร้านค้าขายสินค้าและอาหารต่างๆ สร้างความเพลิดเพลินตลอดระยะเวลาที่เราเดินสำรวจในเมืองแห่งนี้







แต่ที่น่าเสียดาย เนื่องจากทางการต้องการปรับปรุงภาพลักษณ์ของเมืองเก่าแห่งนี้จึงมีการรื้อตัวเมืองบางส่วนออกและสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ที่คล้ายเดิมเข้าไปแทนเลยทำให้เราไม่ได้เห็นบ่อสีที่ใช้ในการย้อมสีหนังแบบในหนังสือท่องเที่ยว ถึงแม้ว่าจุดประสงค์ของทางการที่ต้องการจะสร้างสถานที่แห่งนี้ให้ดูสะอาดตาก็ตาม




จากนั้นเราก็ไปรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหาร Le Patio Bleu ซึ่งเราได้รับส่วนลดในราคาพิเศษ แบบเซ็ทเมนูในราคาท่านละ 100 Dirham ประกอบไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารหลักและผลไม้ (ซึ่งอาหารหลัก เราสามารถเลือกในเมนูได้ วันนี้เราได้ลองอาหารใหม่)

อาหารเรียกน้ำย่อยของทางโมรอกโกจะเสริฟคล้ายกับทางยุโรป คือขนมปังและเครื่องเคียงที่จะทานพร้อมกับขนมปัง

อันนี้เป็นเมนูที่เรายังไม่เคยลอง เรียกว่า B`stilla ซึ่งถือว่าเป็นอาหารของเฉพาะของเมือง Fez คล้ายพาย ไส้ข้างในทำจากเนื้อนกพิราบ อัลมอนต์ ไข่ เครื่องเทศมีรสชาติซินเนม่อน ซาฟรานและผักชี ด้านบนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่งกับซินเนม่อน (ซึ่งจะเป็นขนมก็ไม่ใช่ จะเป็นอาหารหลักก็ไม่เชิง)

ของหวาน ก็เป็นส้ม กล้วย โรยด้วยซินเนม่อน

หลังจากอิ่มหนำก็แวะเยี่ยมชม Nejjarine Museum of Wooden Arts & Crafts จัดแสดงอุปกรณ์และสินค้าที่พ่อค้าใช้ในการค้าขาย ลูกปัดที่ใช้ในการละหมาด เครื่องดนตรี



จนถึงบ่าย 3 โมงเย็น หลังจากนั้นไกด์ก็พากลับ แต่เราขออยู่ต่อและตัดสินใจกลับกันเอง ระหว่างทางก็เจอร้านของหวานเลยซื้อไปลองชิมอย่างละอัน ขอบอกว่าของหวานหวานจริงๆ สมชื่อ มีบางอย่างที่เราชอบทาน ทีเหลือก็ไม่ไหวจริงๆ เพราะของหวานของเค้าส่วนมากจะทอดก่อนแล้วค่อยเอาไปแช่ในน้ำผื้ง


วันนี้จบแล้วที่ Fez ค่า แต่เราจำไม่ได้ว่า เราได้แวะไปที่มหาวิทยาลัยเก่าแก่หรือเปล่า  เพราะมัวแต่มองสินค้า อาหารตลอดทาง แต่จำได้ว่าเรามีเดินผ่านซักอย่าง เพราะไกด์ค่อนข้างเร็ว บางครั้งกลุ่มทัวร์ยังเดินไปถึงไม่ครบ แกก็อธิบายแล้ว 5555 จะเดินกลับไปก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน ท่าทางจะหลงแน่ เราก็เลยแค่เดินชมเมืองกันหลังจากไกด์อธิบายจบแล้ว




Create Date : 30 พฤษภาคม 2559
Last Update : 30 พฤษภาคม 2559 20:24:32 น.
Counter : 682 Pageviews.

0 comment
Morocco - การผจญภัย ครั้งใหม่ในดินแดนอาหรับ ตอนที่ 5 - Volubilis - Meknes
สถานที่ท่องเที่ยว : Volubilis, Meknes, Morocco
พิกัด GPS : 33° 55' 58.98" N -6° 28' 18.86" E




วันที่ 5 Volubilis (Ruin Ancient Roman) - Meknes

วันนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้าด้วยแท็กซี่เพื่อเดินทางไป Volubilis ชมพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของนครโรมันอันเก่าแก่อันเคยเป็นที่เคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง Mauretania อาณาจักรโรมันในครั้งอดีตที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในแอฟริกา ก่อสร้างในช่วง ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ด้วยพื้นที่กว่า 42 เฮกเตอร์ และมีกำแพงที่กว้างถึง 2.6 กิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่แห่งนครแห่งนี้ในครั้งอดีต อีกทั้งยังเคยเป็นเมืองหลวงสั้นๆ ในช่วงยุคกษัตรย์ Idriss I นครแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ทำการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ แหล่งผลิตธัญพืชและน้ำมันมะกอก ซึ่งชาวโรมันได้นำผลผลิตเหล่านี้ส่งกลับไปนครโรมัน แต่หลังจากนั้นเกิดข้อพิพาทกับชาว Berber (ชนพื้นเมืองของโมรอกโก) เนื่องมาจากชนพื้นเมืองไม่ต้องการให้ชาวโรมันใช้ประโยชน์การผืนแผ่นดันอันสมบูรณ์ของตน 300 ปี แห่งการพิพาท อีกทั้งการเสื่อมสลายของอาณาจักรโรมัน ทำให้ชาวโรมันออกจากประเทศโมรอกโกไป กลางศตวรรษที่ 18 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้น ส่งผลให้อาณาจักรแห่งนี้ได้รับความเสียหายไปมาก นครโบราณแห่งนี้ได้รับการยอมรับให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ตั้งแต่ปี 1997 อาณาจักรโบราณแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย หลังการถ่ายทำภาพยนตร์ ชื่อว่า Last Temptation of Christ กำกับโดย Martin Scorsese ในปี 1988.







ต่อจากนั้นเราเดินทางเข้าเมือง Meknes ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 11 โดย Almoravids และได้กลายเป็นเมืองหลวงภายในการปกครองของกษัตริย์ Sultan Moulay Ismail (คศ.1672 - 1727) รูปแบบสถาปัตยกรรมการก่อสร้างได้รับการผสมผสานระหว่างอิสลามและแบบตะวันตก นครแห่งได้มีการสร้างกำแพงสูงที่มีความยาวถึง 40 กิโลเมตร ล้อมรอบตัวเมือง การถ่ายรูปใน Medina ถือว่าค่อนข้างยากเนื่องจากตัวสถานที่ค่อนข้างแคบจริงๆ และมีหลายสถานที่ไม่ได้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชม


Bab Mansour ประตูเมืองที่มีการสร้างถึง 27 แห่ง ล้อมรอบตัวเมือง เราจะสังเกตุเห็นว่ามีการเจาะรู ซึ่งทำเพื่อระบายความชื้น ซึ่งก็ได้เป็นที่อาศัยของเหล่าบรรดานกที่อยู่ในเขตนี้




ที่นี่ชื่อว่า Medresa Bou Inania ซึ่งเป็นโรงเรียนอิสลามสำหรับเด็กๆ ซึ่งเด็กที่ได้เข้ามาเรียนที่นี่จะได้รับการศึกษาฟรี และมีที่พักให้อยู่ด้วย


Grand Mosche สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12

ก่อนเดินทางเราก็แวะไปลองชิม เบอร์เกอร์เนื้ออูฐกัน ซึ่งรสชาติของเนื้ออูฐไม่ได้มีรสชาติอะไรมาก หากมีโอกาสไปก็ลองแวะชิมนะคะ แต่อย่าถามว่าอยู่ตรงไหนนะ เพราะขนาดเดินไปมายังหลงเลย ตรอกซอยเล็กน้อยเยอะมาก กลับไปอีกรอบก็ไม่รู้จะหาเจอไหม 555



หลังจากนั้นเราก็เดินทางเพื่อไปขึ้นรถไฟไปยังจุดหมายปลายทางต่อไปคือ เมือง Fez.
ส่วนตัว หากมีเวลาน่าจะแวะเมืองนี้อีกสักหนึ่งวัน เพราะยังมีอีกหลายสถานที่ที่เราไม่ได้เช้าชม เช่น พระราชวัง Hedim พิพิธภัณฑ์ Dar Jamai คุก Hab Qara




Create Date : 27 พฤษภาคม 2559
Last Update : 27 พฤษภาคม 2559 14:49:26 น.
Counter : 611 Pageviews.

0 comment
Morocco - การผจญภัย ครั้งใหม่ในดินแดนอาหรับ ตอนที่ 4 - Moulay Idriss


วันที่ 4 ออกเดินทางไปยัง Moulay Idriss ด้วยรถไฟ

ช่วงเช้าเป็นช่วงที่เราพอจะมีเวลาที่จะไปแวะเยี่ยมเยืยน Hassen II Mosche (แต่นินเลือกลงไปในตอนที่แล้ว เพราะจะได้แยกเป็นสถานที่นะคะ)
ณ เวลา 11.00 น. ถึงเวลาที่คณะทัวร์พร้อมจะออกเดินทางด้วยรถไฟจากสถานี Casa Voyageurs Station ไปยังสถานี Meknes ระยะเวลาการเดินทางโดยประมาณ 3 ชั่วโมง และหลังจากนั้นเราก็นั่งแท็กซี่ต่อไปยังเมืองจุดม่งุหมายปลายทางของเราวันนี้ นามว่า Moulay Idriss





ระหว่างทางเราก็ดื่มดำไปกับบรรยากาศข้างทาง ถือได้ว่าช่วงเวลาที่เราเดินทาง สภาพอากาศค่อนข้างเป็นใจมาก เห็นแต่ท้องฟ้าสีฟ้า ถ่ายรูปออกมาเลยสวยมาก แม้กระทั่งใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้ภาพออกมาสวยทีเดียว



ความสำคัญของเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า Moulay Idriss
เมืองนี้ตั้งอยู่ทางเหนือของโมรอกโก ห่างจากเมือง Meknes เพียงแค่ 25 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งตั้งอยู่ระหว่าง 2 เนินเขาของภูเขา Zerhoun เมื่องนี้ก่อตั้งโดยกษัตริย์นามว่า Moulay Idriss I ได้เดินทางมาที่เมืองนี้เพื่อเริ่มราชวงศ์ใหม่ของพระองค์ พร้อมด้วยศาสนาอิสลาม จึงได้ก่อตั้งเมืองและให้ชื่อตามพระองค์ว่า Moulay Idriss ซึ่งตัวเมืองไม่ได้ใหญ่และมีถนนที่ค่อนข้างแคบตามแบบเมืองเก่าของโมรอกโก (หรือที่เราจะคุ้นชินหูว่า Old Medina ในหลายๆ เมือง) ใจกลางเมืองก็จะมีสุสานของกษัตริย์ Moulay Idriss I และพระบรมวงศานุวงศ์ถูกบรรจุไว้ที่นี่ (หลังคาสีเขียว) ที่นี่ถือว่ามีความสำคัญกับซึ่งคนมุสลิมของโมรอกโกเมื่อถือช่วงเวลาแสวงบุญก็จะมาที่นี่ ซึ่งทุกคนชาวมุสลิมที่อาศัยที่โมรอกโกควรต้องมาที่นี่ซักครั้ง อีกสถานที่ที่น่าสนใจไม่ไกลจาก Moulay Idriss คือ Volubilis ซึ่งเมื่อก่อนเคยเป็นอาณาจักรโรมันโบราณ (เราจะไปชมพรุ่งนี้ค่า)



เมื่อไปถึง ก็มาลาน้อยขนสัมภาระของเราขึ้นไปยังสถานที่พัก เค้าขนได้มากกว่าน้ำหนักตัวอีก แถมเดินเร็วมากๆ ด้วย



ที่พักวันนี้เราพักกับโฮมสเตย์ที่ถือว่าดีที่สุดแห่งเมืองนี้ ชื่อว่า Dar Zerhoune เพราะได้รับเรทติ้ง 9++ จาก Booking.com ทีเดียว ลักษณะการปลูกบ้านของคนโมรอกโกที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์คือจะปลูกบ้านเป็นแบบสี่เหลี่ยม และตรงกลางบ้านจะสร้างหลังคาแบบโปร่ง เพื่อเปิดรับแสงอาทิตย์ให้ส่องลงมาถึงชั้นล่างของบ้าน ระหว่างชั้นก็จะมีการทำระเบียงเพื่อเดินไปมา ด้านบนสามารถที่จะมองเห็นวิวของเมืองได้ด้วย (หากเราไปอยู่ที่ Riad คล้ายเกสเฮ้าส์ ก็จะมีลักษณะคล้ายกัน)






หลังจากเราขนสัมภาระของเราเข้าไปยังสถานที่พักแล้ว เราก็ออกไปสำรวจเมืองกัน กับไกด์ท้องถิ่นของเรา นามว่า Mouhammed









วันนี้อาหารเย็นเราไม่ได้รวม เราสามารถที่จะทานกับโฮมสเตย์ในราคาคนละ 80 Dirham ไม่รวมเครื่องดื่ม ถือว่าไม่แพงเลย เพราะ


Zaalouk ทำจากมะเขือ พริก คล้ายอาหารอินเดีย


Harira Soup ซึ่งชาวมุสลิมนิยมทานช่วงถือศีลอด


Couscous with chicken


Kefta with Egg on top (Kefta คือลูกชิ้น)

พอดีของหวานเป็นส้มโรยหน้าด้วยซินเนม่อน ถือว่าคุ้มกับราคามากๆ เราทานกันจนจะเดินไม่ไหวเลย จากนั้นหนังท้องตึง หน้าตาเราก็เริ่มหย่อน พร้อมแล้วที่จะเข้านอน และเตรียมพร้อมกับการผจญภัยวันใหม่



Create Date : 24 พฤษภาคม 2559
Last Update : 24 พฤษภาคม 2559 15:42:02 น.
Counter : 594 Pageviews.

2 comment
Morocco - การผจญภัย ครั้งใหม่ในดินแดนอาหรับ ตอนที่ 3 - Casablanca
สถานที่ท่องเที่ยว : Casablanca, Morocco
พิกัด GPS : 33° 33' 59.98" N -8° 23' 42.53" E




วันที่ 2 Hassen II  Mosche - Old Medina - Beach of Casablanca

สถานที่แรกที่เราจะเดินทางไปวันนี้ได้แก่  มัสยิส Hassen II เป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในโมรอคโคและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ของโลก  King Mohammed V มีพระราชประสงค์ให้สร้างมัสยิสแห่งนี้ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้มาประกอบพิธีละหมาดแต่พระองค์ก็สวรรคตก่อนที่มัสยิสแห่งนี้จะสร้างเสร็จ ดังน้ัน King Hassen II จึงมีพระราชประสงค์ที่จะสืบเจตนารมให้สร้างมัสยิสแห่งนี้ให้เสร็จ ด้วยประสงค์ที่ต้องการจะสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Casablanca จากความร่วมมือและแรงศรัทธาแห่งชาวมุสลิมในประเทศ รวมถึงประเทศอาหรับ อีกทั้งชาติตะวันตก ในที่สุดมัสยิสที่มีสถาปัตยกรรมที่ปราณีตแห่งนี้ก่อสร้างสำเร็จในปี คศ 1993 ด้วยเงินทุนโดยประมาณการ 585 ล้านยูโร ในการเยี่ยมชมจะมีรอบการเข้าชม ซึ่งไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวเดินชมเอง ต้องไปตามรอบเท่านั้น ซึ่งจะมีทุกๆ ชั่วโมง เสียค่าเข้าชมท่านละ 120 Dirhams (พอดีเราชมแต่เพียงด้านนอก เลยไม่ได้มีภาพให้ชมนะคะ)



**โดยปรกติแล้วมัสยิสจะไม่อนุญาติให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมเข้าไปภายใน แต่ที่โมรอคโคมี 2 มัสยิสที่ยินดีให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมและสัมผัสสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ ได้แก่ Hassen II Mosche (Casablanca) และ Tin Mal Mosche (Marrakech)

ต่อจากนั้น เราก็เดินไปยัง Old Medina (ตอนแรกๆ เราสงสัยเหมือนกันว่าทำไมแต่ละเมืองของโมรอคโคถึงมีสถานที่ที่ชื่อ Medina เหมือนกัน ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า Medina คือส่วนของเมืองเก่า ก่อนที่จะมีการขยายเมือง ดังนั้นอย่าแปลกใจไปนะคะ ว่าทำไมทุกเมืองถึงมีแต่ Medina) เมืองเก่าของ Casablanca แห่งนี้ หากดูรวมๆ ไป ก็คล้ายๆ กับแหล่งตลาดบ้านเรานี่เอง เพราะภายในโซนนี้ จะมีร้านขายของหลากหลาย ซึ่งก็จะมีการจัดแบ่งเป็นโซนเสื้อผ้า อาหาร ของกิน ของสด ไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดจตุจักรบ้านเราเลย ซึ่งในตลาดนี้ถ้าไม่มีป้ายราคาอย่างชัดเจนก็อย่าลืมต่อราคากันนะคะ ฝึกฝีมือกันให้ดี

สินค้าที่ถือได้ว่ามีชื่อเสียง และนิยมนำมาเป็นของฝากของที่โมรอคโค ได้แก่ เครื่องเงิน เครื่องปั้นดินเผา เช่น จาน ชาม ซึ่งมีลวดลาย เครื่องเทศ พรม สิ่งทอ ภาพวาดที่ใช้ไฟวาด ผลไม้ ได้แก่ มะกอก ส้ม สตอเบอร์รี่ ฯลฯ




ตลาดสดบ้านเค้า คล้ายบ้านเรามากอะคะ




ที่เราสนใจคือ ไอ้นี่ มีปลาฉลามขายด้วย ซึ่งเจ้าของร้านน่ารักมาก เราไปขอถ่ายรูปปลาเค้าจับมาโชว์เป็นแบบให้ด้วย (ความเห็นส่วนตัวนะคะ นินสังเกตุว่าผู้คนทางฝั่งเหนือของโมรอคโค มีความเป็นมิตรมากซึ่งต่างกับทางตอนใต้ โดยเฉพาะเข้าใกล้ Marrekech ถ่ายรูปจะขอเงินท่าเดียวเลย ดังนั้นระวังให้ดีนะคะ)




หลังจากนั้นเราไปแวะทานอาหาร ที่ร้าน Cafe La Sqala ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นร้านอาหารโมรอคโคที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้จากหนังสือแนะนำท่องเที่ยวในหลายๆ สำนักพิมพ์ของต่างชาติจะต้องมีร้านนี้ติดอยู่ด้วยเสมอ ด้านหน้าจะมีป้อมกับปืนใหญ่อยู่ ตอนแรกๆ เราก็ไม่รู้ว่าร้านนี้เดินวนหาอยู่ 2 รอบใหญ่ๆ จนต้องถามคนท้องถิ่นถึงถึงบางอ้อว่า เดินเลยมาแล้ว

พอดีลืมถ่ายภาพบรรยากาศภายในมา เลยเอาลิ่งค์มาใส่ให้ดูบรรยากาศนะคะ ช่วงที่ไปคนแน่นมากเพราะเป็นช่วงอาหารกลางวันพอดี ร้านอาหารสะอาดน่านั่งคะ //restopro.ma/sqala/#_=_


นินจำชื่อไม่ได้ แต่มันคล้ายกับ Samosa ซึ่งมีหลายใส้


ด้านหน้านิน อันที่เป็นเนื้อเสียบไม้ เรียกว่า Kebab ส่วนอันที่อยู่ตรงข้าม คือ Chicken Tagine ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของโมรอคโค

อาหารร้านนี้ถือว่า ราคาไม่ได้แพงมาก พอๆ กับร้านอาหารบ้านเราในร้านอาหารนะคะ หากใครมาก็แวะมาลองทานดูนะคะ

เดินต่อไปไม่ไกลจากร้านอาหารก็จะเป็น สถานีรถไฟบ้านเค้าก็ค่อนข้างทันสมัยกว่าบ้านเรามากเลย ที่นี่มีสถานีรถไฟ 2 สถานี ได้แก่ Casa Voyageurs Station ซึ่งเป็นสถานีที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟหลักๆ ในโมรอกโก (สถานีนี้เป็นสถานีที่ทัวร์นี้ใช้เพื่อเดินทางไปยังเมืองต่อไป) กับ Casa Port Station จะใช้สำหรับการเดินทางไป Kenitra หรือไปยัง Casa Voyageurs Station





หลังจากนั้น เราก็นั่งรถไฟฟ้าสุดสายแวะไปเยี่ยมเยืยนชายทะเลบ้านเค้า เนื่องจากโมรอคโคเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากยุโรปมาก ดังนั้นคนยุโรปนิยมที่จะเดินทางมาที่โมรอคโคเพื่อพักผ่อน สัมผัสบรรยากาศตามชายหาด ด้วยความที่อากาศหน้าร้อนร้อนได้ใจ คนยุโรปเลยบินมาเปลี่ยนสีผิวกันที่นี่ อีกทั้งค่าครองชีพที่นี่ถูกเมืองเทียบกับยุโรปเลยทำให้โมรอคโคได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก (แต่น้ำไม่ต้องพูดถึง เย็นยะเยือก ดังนั้นเวลาคนยุโรปไปทางแถบเอเชีย เค้าจะชอบมากกว่าที่จะมาทะเลทางเอเชีย เพราะน้ำทะเลจะอุ่นกว่ามาก)





วันนี้ถือว่าเป็นวันที่อากาศดีมาก ดังนั้นคนโมรอคโคเองก็มาเล่นน้ำทะเลกันอย่างครึกครื้นทีเดียว (ไม่อยากบอกเลยว่า ทะเลบ้านเราสวยกว่ามาก แถมบางสถานที่มีทรายที่ละเอียด ไม่แปลกใจเลยทำไมคนตะวันตกชอบมาทะเลบ้านเรา เพราะหาทะเลที่ดีและสวยเทียบบ้านเราไม่ได้จริงๆ)

จากนั้นเราก็กลับมาที่โรงแรมเพื่อเตรียมตัว พบกับกรุ๊ป ณ เวลา 6.00 น.
ซึ่งกรุ๊ปนี้แหมๆ ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวชายบ้านเราคงชอบ เพราะเต็มกรุ๊ป 15 คน มีผู้ชาย 1 เดียว ทีเหลือผู้หญิงทั้งหมดเลย



วันนี้จบเพียงแค่นี้ก่อนนะคะ จะมาเล่าวันต่อๆ ไปอีกทีคร่า

Morocco - การผจญภัย ครั้งใหม่ในดินแดนอาหรับ ตอนที่ 1  - //pantip.com/topic/35172520
Morocco - การผจญภัย ครั้งใหม่ในดินแดนอาหรับ ตอนที่ 2 - Casablanca - //pantip.com/topic/35179820

หากเพื่อน ๆ สนใจเรื่องเกี่ยวกับท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ หรือประเทศอื่นๆ ที่นินเคยไปก็ยินดีที่จะแชร์ข้อมูลให้นะคะ เขียนมาคุยหรือติดตามเราทางเฟสบุ๊คตามลิ้งค์ข้างล่างได้นะ
https://www.facebook.com/Just-Travel-Nilvadee-Egger-1525046174401198/?ref=aymt_homepage_panel
ปล. เราจะเปิดทัวร์โฮมสเตย์ที่สวิตเซอร์แลนด์ปี 2017 ซึ่งหากเพื่อนๆสนใจก็เขียนเข้ามาข้อดูรายละเอียดโปรแกรมหรือปรึกษาเส้นทางท่องเที่ยวได้นะคะ ยินดีให้คำปรึกษาคะ




Create Date : 23 พฤษภาคม 2559
Last Update : 23 พฤษภาคม 2559 20:36:04 น.
Counter : 590 Pageviews.

0 comment
1  2  

สมาชิกหมายเลข 2696677
Location :
Bern  Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ชื่อ นิลวดี เอ็กเกอร์ คร่า ชอบท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เนื่องจากเราเที่ยวไม่ค่อยเหมือนใคร ลุยบ้างแล้วแต่โอกาส เคยเป็นหัวหน้าทัวร์ประมาณ 5 ปี โดยเ้ส้นทางที่ทำทัวร์ เขมร เวียดนาม ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ ปักกิ่ง มองโกเลีย รัสเซีย ลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ 100% จุดนี้ทำให้ได้พบรักกับสามีชาวสวิส ก่อนมาเปิดบริษัททัวร์ในประเทศไทย 2 ปี ตอนนี้เพื่อนทำต่อ เพราะเราแต่งมาอยู่ที่สวิสแล้ว

สวิสเป็นเมืองในฝันของใครหลายๆ คน หากใครต้องการข้อมูล หรือรายละเอียด คำแนะนำ สามารถเขียนมาถามกันได้นะคะ ยินดีให้คำแนะนำคร่าาา