เรื่องราวผู้หญิงกับการเดินทางด้วยหัวใจ 2 ล้อ (มอเตอร์ไซด์) รวมถึงการท่องไปในโลกกว้างด้วยวิธีการอื่นๆ คลอเคล้าด้วยคนตรีไพเราะหลากหลายรูปแบบ เรามาผจญภัยด้วยกันนะคะ

ทำไมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะเจ๊งหมดภายใน 30 ปี และจะแก้ไขได้อย่างไร?



เผยแพร่:  โดย: อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ผอ.หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต Business analytics and data science
อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


กองทุนสุขภาพของไทยสามกองทุนคือ

หนึ่ง กองทุนบัตรทอง ดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดูแลคนไทยราว 48 ล้านคน ใช้เงินงบประมาณปีละประมาณแสนแปดหมื่นล้านบาทต่อปี

สอง สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการและผู้มีสิทธิ ดูแลคนไทยราว 6 ล้านคนและใช้เงินงบประมาณปีละประมาณเจ็ดหมื่นล้านบาทต่อปีและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี

สาม สิทธิประกันสังคม ซึ่งมีผู้ประกันตนประมาณสิบล้านคน และเป็นกองทุนเดียวที่ต้องส่งเงินสมทบ หรือมีการร่วมจ่ายมากที่สุด

ข้อพยากรณ์คือ กองทุนทั้งสามกองทุนจะขาดทุนหรือร่อแร่ในระยะเวลาอันใกล้ บางกองทุนอาจจะภายใน 4-5 ปีนับจากวันนี้เท่านั้น สาเหตุหลักร่วมกันของทั้งสามกองทุนคือภาวะสังคมสูงวัย (Aging society) ซึ่งจะทำให้กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลของรัฐจะเจ๊งทั้งหมด

สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการนั้น การฉายภาพประชากรข้าราชการไทยโดยอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์และคณะพบว่าพิระมิดประชากรข้าราชการหัวคว่ำ รูปสามเหลี่ยมหัวคว่ำ คือเต็มไปด้วยคนแก่ที่เริ่มเจ็บและป่วย อายุเฉลี่ยข้าราชการเกือบ 50 ปี อายุเฉลี่ยข้าราชการแรกเข้าคือ 31 ปี เราจะมีปัญหา aging society ของสิทธิราชการรุนแรงกว่าทุกสิทธิ์เพราะข้าราชการไทยเต็มไปด้วยคนแก่

ข้าราชการไทยแก่หนักมาก แก่กว่าประชากรของไทยที่จัดว่าแก่แล้ว ประชากรข้าราชการไทยนั้นไม่ได้เป็น aging society หรือภาวะสังคมสูงวัย แต่เป็น aged society หรือภาวะสังคมสูงวัยเต็มขั้น และกำลังเลื่อนเข้าไปสู่ super aged society หรือภาวะสังคมสูงวัยขั้นสุด ในเร็ววัน



คนเราเมื่อแก่มา ก็เจ็บป่วยมากขึ้นตามความเสื่อมของสังขาร ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็มากขึ้นเป็นทวีคูณ ตรีคูณ ที่ต้นทุนของค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการไทยสูงกว่าสิทธิอื่น ๆ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประชากรข้าราชการไทยและผู้มีสิทธิแก่กว่าประชากรไทยโดยเฉลี่ยค่อนข้างรุนแรง 

ผลการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (actuarial valuation) พบว่ามีภาระทางการคลังจากสิทธิ์รักษาพยาบาลราชการอย่างหนักหน่วงเพราะประชากรราชการไทยแก่มาก ป่วยมาก เจ็บมาก จนจะเกิดปัญหาภาระทางการคลัง น่าจะแตะแสนล้านภายใน 10 ปี และกระทรวงการคลังจะจ่ายไม่ไหว

สำหรับกองทุนประกันสังคมนั้นองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International labour organization: ILO) ได้ทำการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย หรือ actuarial valuation เช่นกันแล้วพบว่าเงินกองทุนจะติดลบใน 28 ปีจากนี้ สาเหตุคือ

หนึ่ง ประเทศไทยมีอัตราการจ่ายเงินสมทบรวมหรือ total contribution rate ต่ำที่สุดในโลกคือนายจ้าง ลูกจ้าง รัฐ จ่ายสมทบรวมกันต่ำมากไม่ถึง 8% ในขณะที่กองทุนประกันสังคมของจีนมี total contribution rate สูงกว่าร้อยละ 20 ต่ำที่สุดใน OECD และน่าจะต่ำที่สุดในโลก แล้วไม่จ่ายเงินแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายบำนาญและจ่ายให้สวัสดิการรักษาพยาบาล

สอง คืออายุเกษียณที่จะได้รับบำนาญ (Pensionable age) ของประเทศไทยนั้น ยอมให้ผู้ประกันตนของสิทธิ์ประกันสังคมเกษียณเพื่อรับเงินบำนาญได้ไวที่สุดในโลกคือ 55 ปี ซึ่งต่ำที่สุดในโลก ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำหนดอายุเกษียณไว้สูงถึง 67 ปี ส่งเงินสมทบไม่นานก็สามารถได้รับบำนาญเสียแล้ว

เรื่องของ total contribution rate นั้นยังเป็นปัญหา เพราะในอดีตที่ผ่านมานักการเมืองนิยมหาเสียงด้วยการลด total contribution rate นี้เนื่องจาก ทำให้ได้เสียงจากนายจ้าง ที่ได้ผลประโยชน์เต็มที่จากการลดการจ่ายเงินสมทบลง ฝ่ายลูกจ้างและบรรดาสหภาพและสหพันธ์แรงงานที่ขาดสติและปัญญาหลงคิดสั้น ๆ ว่าเป็นผลงานตัวเอง ทำให้ลูกจ้างไม่ต้องจ่ายสมทบมากนัก ทั้ง ๆ ที่หลักการคือ ถ้าลูกจ้างสมทบไปเท่าใด นายจ้างและรัฐก็ต้องจ่ายสมทบให้ไปเท่านั้น แรงงานขาดวิสัยทัศน์ไม่คิดให้รอบคอบก็หลงดีใจไปว่าตัวเองได้ประโยชน์ทั้ง ๆ ที่ในระยะยาวเสียประโยชน์ไปเต็ม ๆ ส่วนรัฐบาลเองยิ่งชอบใจดีใจที่ได้จ่ายเงินสมทบลดลง เอาเงินงบประมาณไปทำอย่างอื่น ที่อาจจะได้ประโยชน์เข้าตัวนักการเมืองหรือข้าราชการก็ได้เช่นกัน กลายเป็นเรื่องของประชานิยมที่ทำให้กองทุนประกันสังคมยอบแยบลงไป เพราะทุกคนเห็นแก่ได้ในระยะสั้นพากันดีใจบนความหายนะของตัวลูกจ้างเองและตัวกองทุนประกันสังคม

สำหรับบัตรทองหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ใช้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นปีละหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปีและโรงพยาบาลของรัฐก็ขาดทุนหนักเพราะบัตรทองทุกปี ขณะนี้โรงพยาบาลของรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีเงินบำรุงติดลบ ขึ้นตัวแดง ขาดทุนย่อยยับถึงหกร้อยกว่าโรงพยาบาลจากแปดร้อยโรงพยาบาลหรือคิดเป็นร้อยละ 75 ขึ้นไป งบบัตรทองจะแตะร้อยละ 25 ของงบประมาณแผ่นดินภายในไม่เกิน 10 ปีซึ่งสูงที่สุดในโลก ผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบเช่นเดียวกัน เพราะเราเข้า aging society หนีไม่พ้น จนและแก่ ประเทศที่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปเพื่อการสาธารณสุขแตะร้อยละ 20 ของเงินงบประมาณแผ่นดินมีอยู่สองประเทศ คือกรีซและอาร์เจนติน่า ซึ่งสองประเทศนี้มีภาระหนี้สาธารณะท่วมท้นจนเศรษฐกิจแทบจะล้มละลาย หรือเราจะต้องการเช่นนั้น




สรุปง่าย ๆ คือทางข้างหน้าของโรงพยาบาลของรัฐมีแต่เหวลึกทางการเงินและไม่มีทางรอดพ้นไปได้ ทุกอย่างมีตัวเลขพยากรณ์หมด ถ้าไม่เริ่มทำวันนี้ รับรองว่ากระทรวงสาธารณสุขจะตายเรียบเพราะไม่มีเงิน ต้องแก้ตอนนี้ทันที ก่อนจะสายเกินไป

ทางแก้คือต้องมีการร่วมจ่าย (Copayment) โดยรูปแบบที่ดีที่สุดคือการให้ประชาชนมีประกันสุขภาพร่วมจ่ายล่วงหน้า ก่อนที่จะเจ็บป่วยเป็นการสร้างเสริมวินัยทางการคลัง ให้คนไทยรู้จักออมเพื่อรองรับการเจ็บป่วยที่อาจจะเกิดขึ้น และเมื่อจ่ายเงินไปแล้วต้องได้รับบริการที่ดีขึ้น ชนชั้นกลางที่พอจ่ายไหวต้องร่วมจ่าย แต่การร่วมจ่ายนั้นต้องนำไปสู่การบริการที่ดีขึ้น รัฐควรลดหย่อนภาษีให้สำหรับการซื้อประกันสุขภาพร่วมจ่าย ซึ่งจะช่วยหล่อเลี้ยงให้ระบบสุขภาพไม่ล่มสลาย

ส่วนปัญหาของแต่ละสิทธิต้องไปแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา

กองทุนประกันสังคมต้องค่อย ๆ ขยายอายุเกษียณและทยอยเพิ่ม Total contribution rate การขยายอายุเกษียณเพิ่มขึ้นหนึ่งปี โดยประกาศแบบปีเว้นปีจะช่วยลดแรงต้านจากภาคแรงงานลงไป เช่นเดียวกันกับการเพิ่ม Total contribution rate ที่ต้องทยอยเพิ่มขึ้นปีเว้นปี เพื่อให้เกิดการต่อต้านลดลง แต่จำเป็นต้องทำ และควรพัฒนาการบริการด้านการรักษาพยาบาลของสิทธิประกันสังคมให้ดีขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

สำหรับสิทธิรักษาพยาบาลราชการต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

หนึ่ง ต้องพยายามแก้ไขปัญหาประชากรข้าราชการแก่มาก เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ต้องดึงดูดบัณฑิตอายุเฉลี่ย 20 ปีเข้ารับราชการ ไม่ใช่รับคนอายุเฉลี่ย 31 ปีเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สอง ควรตั้งสำรอง (reserve) ให้ลงทุนมีผลตอบแทนที่ดีสำหรับใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลราชการในอนาคต ไม่ใช่จ่ายอย่าง pay as you go เป็นปี ๆ ไปเช่นทำอยู่ในปัจจุบัน

และ สาม เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสิทธิราชการให้ดีขึ้น เช่นควรทำ public-private partnership ให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนซึ่งมีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญในการควบคุมการเบิกจ่ายสินไหมรักษาพยาบาล (Medical claim control) มากกว่ามาก จะช่วยทำให้การเบิกจ่ายมีจุดรั่วไหลลดลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตามสิทธิบัตรทองและทุกสิทธิต้องเน้นการป้องกันโรคที่ได้ผลจริง โยงหา health outcome ได้จริง ไม่ใช่เน้นการทำ event แบบ สสส ที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือใช้เงินไม่คุ้มค่าอย่างเช่นที่เป็นมาในอดีต

ปัญหาใหญ่คือองค์การตระกูล ส ที่ดูแลระบบสาธารณสุขหลายส่วน เช่น สปสช และ สสส ต้องแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้จ่ายเงินผิดประเภทโดยเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลหรือแม้แต่สุขภาพ และต้องเลิกประชานิยมและส่งเสริม copayment เพื่อให้เกิดการเป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน

กระทรวงสาธารณสุขต้องปฏิรูป ให้มีการบริหารแบบเขตสุขภาพจะทำให้เกิด risk sharing และ risk pooling ที่ดีขึ้น

สปสช. ต้องไม่บริหารการรักษา เพราะไม่ใช่หน้าที่ และไม่มีความรู้เพียงพอ การบริหารการรักษาโดยการกำหนดกฎเกณฑ์ในการจ่ายเงินเช่น DRG นั้นเป็นการก้าวล่วงอำนาจของแพทยสภาและราชวิทยาลัย ต้องยกเลิกการทำสัญญาผลงานกับโรงพยาบาล ให้ทำกับเขตสุขภาพแทน ลดขนาดองค์การ สปสช. ลง ยกเลิกกองทุนย่อยทั้งหมด สปสช. มีขนาดใหญ่มาก บุคลากร สปสช. ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการดีกว่าข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในการรักษาและดูแลสุขภาพประชาชนในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งโรงพยาบาลขาดทุนและไม่มีเงินจะจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าแรงของบุคลากร แต่พนักงาน สปสช. กลับได้รับโบนัส

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนคือ หนึ่ง ต้องรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ให้เจ็บป่วยได้นานที่สุด ให้เจ็บป่วยและแก่ให้ช้าที่สุด ต้องมี health literacy หรือมีความรู้ในการดูแลสุขภาพให้ดี สองประชาชนต้อออมเงินและลงทุนเพื่อเตรียมตัวเกษียณสำหรับตนเอง อย่าหวังพึ่งรัฐแต่ถ่ายเดียว ซึ่งคนไทยกว่าร้อยละ 60 คิดว่ารัฐต้องดูแลตนเองตอนแก่ ซึ่งรัฐไทยไม่มีความสามารถขนาดนั้น ตนเองต้องเป็นที่พึ่งของตนเอง อย่าไปหวังพึ่งใครแม้กระทั่งรัฐบาล

ที่มา: mgronline




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2562    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2562 1:10:35 น.
Counter : 39 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สิทธิการรักษาพยาบาลในแบบต่างๆ ควรเท่าเทียมกันหรือไม่



ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งที่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพและต้องนำเงินส่วนหนึ่งที่หามาได้จากน้ำพักน้ำแรงไปเสียภาษีเงินได้จากการประกอบอาชีพทั้งในรูปแบบส่วนบุคคลและในรูปแบบบริษัท รวมไปถึงภาษีในหลากหลายรูปแบบ ภาษีโรงเรือน ภาษีป้ายในการประกอบกิจการ อื่นๆ อีกมากมาย แม้กระทั่งภาษี Vat


แล้วภาษีที่เราจ่ายนั้นถูกจัดสรรเป็นงบประมาณในการนำไปดุแลสุขภาพประชากรในประเทศส่วนหนึ่งที่มีแรงกายที่สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพ หรือ อยู่ในกลุ่มอาชีพอิสระที่ไม่ได้จ่ายภาษี มันก็ออกจะดูเอาเปรียบไม่ใช่น้อย ส่วนตัวยินดีให้สิทธ์ สปสช ในกลุ่มเด็ก คนพิการ คนชรา


วมไปถึงนโยบายประชานิยมอื่นๆ ซึ่งตอนนี้เห็นแต่นโยบายแต่ละอัน เน้นไปทางส่งเสริมไปยังคนที่ไม่ทำงานแต่รอรายได้จากรัฐทั้งนั้น อ้างอยู่อย่างเดียวความไม่เท่าเทียม 


ส่วนตัวไม่ใช่ข้าราชการนะ  แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการไปลดสิทธิต่างๆ ถึงแม้เราจะรู้สึกว่าข้าราชการไทยดูเหมือนจะทำงานไม่โอเค แต่ข้าราชการก็ยังทำงานให้รัฐ ถ้าข้าราชการไม่ได้สิทธิประโยชน์อะไรในการทำงานในจุดนี้ ใครจะรับราชการ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องมีการควบคุมการใช้เงินในสิทธิ์ต่างๆ ไม่ให้นำไปใช้จ่ายเกินควรหรือไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง


และก็เข้าใจว่ามันก็ควรมีสิทธิการรักษาพยาบาลที่ดูแลทุกคนในประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดสิทธิ์บัตรทองหรือที่เราเรียก สปสช เพื่อทุกคนนั้น มีก็ดี แต่คนไทยต้องมีสำนึกในการดูแลตนเอง เพื่อให้ใช้งบประมาณในส่วนนี้ไม่มากเกินไป และจงเข้าใจว่าสิทธิ์นี้เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานตามมาตรฐานหลักวิชาชีพแพทย์ที่การรักษาฟรีโดยรัฐเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แม้แต่ประเทศในที่เจริญแล้วหลายประเทศยังไม่มีเลย ประเทศไทยเรานี้แสนดีขนาดไหน



เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า



ในประเทศไทย มีสิทธิ์การรักษาอยู่ 3 สิทธิ์

  1. กระทรวงสาธารณสุขสปสช. - จ่าย 30 บาท หรือ ฟรี
  2. กระทรวงแรงงาน - ประกันสังคม - ต้องถูกบังคับจ่ายเงิน โดยนายจ้างจ่ายเงินสมทบ
  3. กรมบัญชีกลาง - ข้าราชการ - เงินเดือนน้อย กว่าการทำงานเอกชน พ่อ,แม่, บุตร ได้สิทธิ์นี้ด้วย

งบ สปสช นี่รัฐจ่ายล้วนๆ โดยที่ไม่ได้มีการสมทบจากภาคประชาชนหรือประชาชนในส่วนนี้ทำงานให้รัฐแต่อย่างใด ส่วน ปกส เป็นการจ่ายประกันตนเองร่วมกับนายจ้าง ในส่วนของ ขรก นั้นก็มาจากนายจ้างซึ่งก็คือรัฐ อย่าพูดถึงการเสียภาษีเข้ารัฐนะ ซึ่งจริงๆ มาจากคนกลุ่มไหนล่ะ มีคนบางคนมองว่าแต่ละสิทธิ์นั้นมันไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งมันก็ไม่ควรจะเท่าเทียมกัน 


จริงๆ สิทธิ์ที่น่าสงสารมากที่สุดคือกลุ่มแรงงานที่เมื่อทำงานในบริษัทที่มีการจ่ายเงินในรูปแบบรายเดือน ก็จะต้องถูกบังคับให้จ่ายเงินเข้าสู่ระบบประกันสังคม หรือ ปกส โดยคุณจะถูกตัดสิทธิ์บัตรทองไปโดยอัตโนมัติ จนกว่าจะตกงาน จริงอยู่ว่าถ้าป่วยหนักจริงๆ ยังไงก็ได้รับการรักษา แต่ถ้าไปดุรายละเอียดในสิทธิ์แทบจะไม่ได้ดีไปกว่าบัตรทองเลย (แล้วจะต้องจ่ายเงินไปทำไมวะ) และถ้าใครเคยอยู่ในสิทธิ์นี้จะรู้ว่าโรงพยายาลเอกชนที่ดูแลสิทธิ์นี้จะดุแลแบบรัดเข็มขัดมากๆ และในปัจจุบัน รพ.เอกชนก็รับดูแลสิทธิ์นี้น้อยลง เลยกลายเป็นต้องโยนกลับใปให้ รพ.รัฐบาลที่แออัดอยู่แล้วรับไปดุแลอย่างปฏิเสธไม่ได้


จากภายนอกคนจะมองว่าข้าราชการได้สิทธิ์พิเศษทางการรักษามากมาย ต้องมองเข้าไปให้ลึกถึงระบบเบิกจ่ายมากกว่า ว่าทำไมสิทธิ์นี้ถึงผลาญงบประมาณมากมายเกินไปต่อจำนวนของผู้ที่ได้รับสิทธิ์ ต้องเข้าไปควบคุมตรงนี้ แต่หากจะไปตัดสิทธิ์การรักษาพยาบาลของบิดา มารดา ภรรยา บุตร ออกไปก็ดูจะไม่เป็นธรรม เพราะข้าราชการเงินเดิอนน้อยกว่า ถ้าเทียบกับการทำงานในภาคเอกชน หลายคนบอกว่าข้าราชการทำงานเช้าชามเย็นชาม นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาระบบการทำงานของราชการ ไม่ใช่ไปลดสิทธิเขา


แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ความพยายามที่จะมีการยุบรวม 3 กองทุนเข้าด้วยกันนะ เราลองไปดูกันค่ะ



ข้อความต่อนี้มาจาก ลุงกวิ้น เดอะบรรลัยแมน ในทวิตเตอร์ ขอนำมารวบรวมไว้ในที่นี้



มารู้จักกับแนวางยุบรวม 3 กองทุน สปสช.กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และกรมบัญชีกลาง พยายามผลักดันมานานเกือบสิบปี และเริ่มลงมือใช้มาแล้วปีนี้ก็นับเป็นปีที่ 6


ก่อนที่จะมีคนหรือพรรคการเมืองมาแอบอ้างผลงานตัวเองอีก


ภาครัฐในยุคนั้น เริ่มเห็นว่านโยบายบัตรทองมีความมั่นคง แต่ว่าสิทธิยังคงมี "ความเหลื่อมล้ำ" กับราชการมากเกินไป ตัวเลขรายหัวของราชการกับสปสช. ต่างกันราวๆ 4 เท่า จึงเริ่มมีแนวคิดว่าควรคุมรายจ่ายตรงนี้


ปัญหาคือตอนนั้นราชการเอง โดนบีบด้วยนโยบายสำคัญที่มีมาตั้งแต่ยุคทักษิณ คือการคุมจำนวนการจ้างงานแบบ "ข้าราชการ" ที่เรียกกันว่า Zero Growth ทำให้การไปบีบด้วยการตัดสิทธิสวัสดิการ ยิ่งทำให้คนอยากออกจากระบบมากขึ้น มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า คนยอมมาทำเพราะหวัง "บรรจุ"


ปัญหานี้ใหญ่ขนาดที่ว่า มีงานวิจัยที่พยายามทำ เพื่อหา Benefit Package ที่เหมาะสมกับการ "ไม่บรรจุ" เช่น เพิ่มเงินเดือนเท่าไร เพิ่มสวัสดิการอื่นได้ไหม


แต่คำตอบมาในแนวทางว่า

1. ขอสิทธิรักษาพยาบาล

2. ขอให้สามารถอยู่ใกล้บ้านได้


สองอย่างนี้ คือผลประโยชน์หลักที่คนอยาก "บรรจุ"


ดังนั้น การบีบให้คนไม่รอบรรจุ มันเลยมีวิธีง่ายๆ คือหาทางให้คนกลับบ้าน หรือบรรจุด้วยวิธีอื่นๆ ใกล้บ้าน ที่ราชการชอบเรียกว่า "ใกล้บ้าน ใกล้ใจ"


กับอีกทางคือทำให้คนไม่เห็นความต่างของการใช้สิทธิราชการ กับสิทธิอื่น


ซึ่งสิทธิอื่นที่ว่าคือบัตรทองและประกันสังคม


แนวคิดนี้เมื่อมารวมกับความเหลื่อมล้ำทางต้นทุนระบบสุขภาพ จึงเกิดการผลักดันการยุบรวม 3 กองทุน อย่างเป็นรูปธรรม ช่วงประมาณปี 52-53 จึงเริ่มมีเวทีที่กล่าวถึงความต่างของเงินและชุดสิทธิประโยชน์มากขึ้นมาก และก็นับว่าได้ผล ราชการร้อนๆ หนาวๆ ไปตามๆ กัน


สิ่งที่เป็นภาระให้กับระบบสวัสดิการทางการแพทย์ของข้าราชการ (Civil Servant Medical Benefit Scheme - CSMBS) มากที่สุด กลับไม่ใช่การรักษาราคาแพงมาก แต่เป็นการรักษาด้วยยาธรรมดานี่แหละ ที่มีความต่างกับชาวบ้านมาก ในขณะที่การรักษาด้วยเครื่องมือนั้น CSMBS โดนจำกัดมากกว่า พอเริ่มมีการไล่ดู ก็พบว่าต้นทุนยานั้น อยู่ในระดับค่อนข้างสูง และที่สูงคือยาที่มีการใช้ยาต้นแบบ หรือยาใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยตลาด ที่ระบุว่า มูลค่าตลาดยานั้น 80% อยู่ในระบบโรงพยาบาลเหมือนกับที่ NGO หลายๆ คนพยายามดันเรื่องนี้ ว่าหมอหลอกจ่ายยาใหม่ ฯลฯ


โดยพื้นฐานแล้ว ประชาชนไทยทุกคน มีสิทธิเข้าถึงการใช้ยา ตาม "บัญชียาหลักแห่งชาติ" ไม่ว่าคุณจะใช้สิทธิไหน ส่วนราชการนั้น จะมีสิทธิเพิ่มเติม ในการใช้ยาที่อยู่ในรายการของกรมบัญชีกลาง ซึ่งรายการตรงนี้แหละ ที่คนชอบยกมาว่า "ไม่เท่าเทียม" เพราะมักจะเป็น "ยาใหม่" หรือ "ยาต้นแบบ"


ยาต้นแบบ หรือยา Original หมายถึงยาที่บริษัทผู้พัฒนายานั้น เป็นผู้ขายเอง ซึ่งก็มักจะเป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้เราเรียกกันว่า "ยานอก" และเรียกยาที่โรงงานอื่นมาผลิตโดยใช้สารเคมีตัวเดียวกันว่า "ยาใน" ซึ่งการผลิต "ยาใน" จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานหลายอย่าง จึงจะทำได้ ดังนั้นหากผ่านมาตรฐานที่ทางรัฐกำหนด ทั้งแง่การพัฒนาสูตร การผลิต ก็ทำให้ยาในและยานอกโดยทั่วไปนั้น ไม่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะโดยทฤษฎี หรือปฏิบัติ ยกเว้นบางกรณี เช่น ยาที่ต้องการความแม่นยำสูงในการผลิต ยังอาจจะทำได้ไม่เท่ากันอยู่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า จะเริ่มใช้ยา .ไหนก่อน


ซึ่งยาในบัญชียาหลักแห่งชาตินั้น จะกำหนดชนิดของยา โดยยึดตาม "ชื่อสามัญทางยา" หรือ Generic Name (GN) โดยไม่สนใจว่าจะเป็นบริษัทใด ดังนั้นจะยานอกยาใน ถ้าโรงพยาบาลซื้อมาแล้ว ก็ใช้ได้หมด ถ้าเป็น GN เดียวกัน แต่โรงพยาบาล มักจะเก็บยานอกไว้จ่ายให้กับคนไข้บางสิทธิเท่านั้น


การที่รพ.ทำแบบนั้นเพราะกรมบัญชีกลางและ สปสช. มีการกำหนดราคาขายจากต้นทุน เช่น ถ้าต้นทุนไม่เกิน 50 สตางค์ ขายได้ 50 สตางค์ แต่ 50-100 สตางค์ ขายได้ไม่เกิน 150 สตางค์ (ตัวเลขสมมติ) ดังนั้นยานอกที่ต้นทุนแพงกว่า จึงสามารถบวกราคาได้มากกว่า และกำไรจะเป็นรายได้เข้าโรงพยาบาล


ในบัญชียาหลักนั้น แต่ละโรคจะมี ยาบัญชี

(1)

(2)


ถ้าใช้แล้วไม่หาย แพ้ หรือมีความจำเป็นอื่น หมอสามารถเลือกเปลี่ยนกลุ่มให้คนไข้ได้ โดยมีระดับการควบคุมต่างกัน แต่ราชการจะมีการยกเว้น สามารถใช้ยาข้ามขั้นได้ ไม่ต้องไล่ตามบัญชี ตรงนี้คือรูรั่วของระบบ


นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางยังอนุญาตให้แพทย์ใช้ยาอื่นที่อยู่นอกบัญชี แต่ยังอยู่ในกรอบที่กรมบัญชีกลางอนุมติได้ โดยที่แพทย์เห็นสมควรว่าต้องใช้ “โดยไม่เกี่ยวกับราคาและชื่อการค้าของยา" ดังนั้น ส่วนเหลื่อมล้ำจริงๆ อยู่ที่ "ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ" ไม่ใช่ "ยานอก" แต่แพงที่ยานอก


ถาม: ยา GN มียานอกบัญชียาหลักไหม?

คำตอบ: เพียบ


ถาม: ถ้าใช้ยา GN กับยานอกบัญชียาหลักแทน Original หละ ได้ไหม

ตอบ: ก็ได้


แต่การบีบสิทธิมันทำแค่นั้นไม่ได้ 6 ปีก่อน เลยมีการตั้ง "National Clearinghouse" เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการรับผิดชอบการเบิกจ่ายงบประมาณที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ของทั้ง 3 กองทุน พร้อมกันนั้น เริ่มมีการบีบ โดยเริ่มจากระบบ "การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล" (Rational Drug Use - RDU) โดยคุมยา 10 กลุ่ม ที่มีมูลค่าการใช้สูงสุด เช่น ยาโรคทางเดินอาหาร, ยาแก้ปวด, ยาต้านจุลชีพ และมีการลดสิทธิประโยชน์อื่นๆ คู่ไปด้วย เช่น ห้ามการเบิกจ่ายยาบางตัวอย่าง Glucosamine


ก้าวที่ 2 คือการคุมราคายา โดยใช้ "Reference Price" หรือราคากลาง แต่เป็นราคากลางในระดับ “Global" แปลว่าสั่งได้นะ แต่ราคาที่ให้เบิกคืน ต้องไม่เกินราคากลาง ราคากลางนี้ปรกติจะได้จากราคาขายยาทั้งประเทศมาเฉลี่ยด้วยวิธี “ใดก็ได้" ถ้าไม่มี ให้เอายาที่หาได้ "ทั้งโลก" มาเฉลี่ย


การบีบจนบริษัทพังอยู่ตรงราคากลางนี่แหละ เพราะการที่ตั้งราคาขายสูงกว่าราคากลาง รพ.เบิกคืนไม่ได้ ก็ต้องซื้อจากบ.ที่ขายถูกกว่า ถ้ายานอกจะแข่ง ก็ต้องลดราคามาให้เท่าราคากลาง ซึ่งยา GN ก็จะหั่นราคาลงไปอีก ทำให้ราคากลางขยับลงไป สุดท้าย .ทั้งหมด ก็จะขายราคาเท่าๆ กัน พอ .ขายเท่ากัน ทีนี้ .นอกจะเริ่มอยู่ไม่ได้แล้ว ก็มีสองทาง คือตั้งแบรนด์ใหม่มาขายสู้ หรือถอนตัวออกไป ซึ่งอันหลัง เจอเยอะขึ้นเรื่อยๆ ระบบนี้ต่างกับประเทศอื่นตรงที่หลายที่ใช้ "เพดาน" คือคุณจะขายเท่าไรก็ได้ แต่ห้ามเกินเพดาน ส่วนบ.ที่ขายถูกกว่า ก็ดึงให้คนมาซื้อได้มากกว่า


เรื่องตลกคือ การกำหนดราคากลางนั้นใช้กับยา


แต่พอเป็นเวชภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ จะใช้ระบบ "ชุดสิทธิประโยชน์" แทน ซึ่งในชุดสิทธิประโยชน์นั้นจะประกอบด้วย โรคอะไร เบิกอะไรได้บ้าง ข้อจำกัดการเบิกเป็นอย่างไร


โดยแต่ละกองทุน มีชุดสิทธิประโยชน์ต่างๆ กันไป ข้อได้เปรียบเสียเปรียบนี้ ยังคงถกเกียงกันว่าใครดีกว่าใคร เพราะแต่ละคน ไม่พอใจของตัวเองเสมอ


ยกตัวอย่าง สิทธิ์การใช้รถพยาบาล ราชการไม่สามารถใช้รถพยาบาลหรือคอปเตอร์ได้ ในขณะที่บัตรทองทำได้ หรือประกันสังคม ได้ค่าทำฟันแค่ปีละ 900 บาท ราชการและประกันสังคมสามารถใช้ได้เต็มที่ ในบางโรค ที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ 30 บาทสามารถใช้ได้ไม่จำกัด ในขณะที่ในระบบราชการและประกันสังคมนั้น เกือบทุกโรคมีเพดานในการเบิกหมด ทำให้ปัจจุบัน ทุกกองทุนถูกบังคับให้เท่าเทียมกันมากขึ้นด้วยระบบเบิกจ่าย ในขณะที่บัตรทองเอง มีแนวโน้มที่จะได้รับชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น


ความเป็นจริงแล้ว ทั้งสามกองทุนนั้น กองทุนที่น่าจะเสียเปรียบที่สุดคือกองทุนประกันสังคม กองทุนประกันสังคมมีระบบเบิกจ่ายที่ไม่เข้มงวดเท่ากับ 30 บาท ทำให้เงินในกองทุนนั้น ถูกนำไปใช้งานได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ถึงตัวคนไข้จริงๆ ในขณะที่ 30 บาท กว่าจะเบิกได้ต้องทำตามกติกาสารพัด


เงินในกองทุนประกันสังคมที่ส่งให้ รพ. ไม่เอามาใช้กับผู้ป่วยก็ได้ แต่ 30 บาทไม่ได้ ทำให้เงินลงไปถึงผู้ป่วยมากที่สุด


****แต่สิ่งที่ทำให้ รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีปัญหาการเงิน ไม่ใช่ปริมาณงบ แต่เป็นระบบจ่ายเงินเดือน ที่เอาเงินในกองทุนสปสช. ไปจ่ายเงินเดือนแทนกรมบัญชีกลาง


ท่ากับว่า เงินรายหัวปีละ 3,400 บาทต่อคน โดนหักไปแล้วราว 50% ในการบริหารจัดการ และลงถึงผป.จริง < 2,000 ต่อคนต่อปี และระบบเบิกจ่ายที่เข้มงวดเกินไป ทำให้รพ.เกิดภาวะขาดสภาพคล่อง


ซึ่งเรื่องนี้พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ยกมาพูด เข้าใจว่าไม่มีข้อมูลตรงนี้ มากกว่าจะเลือกปกปิดไว้


การเบิกจ่ายที่เข้มงวดนั้น ไม่ใช่แต่บัตรทองที่โดน ตอนนี้มีนโยบายเรื่อง 1 Generic 1 SKU หมายความว่า ยา 1 รายการ จะมี 2 ยี่ห้อไม่ได้ แม้กระทั่งจะจ่ายยาแพงให้ผู้ป่วยจ่ายเอง แล้วยาถูกให้คนที่ใช้สิทธิยังทำไม่ได้ “ทุกคนเท่ากัน" แต่วิธีนี้ช่วยให้รพ.ลดภาระคลังได้ 30-50% ดังนั้น ใครที่ยังเข้าใจว่า "ราชการสิทธิรักษาดีกว่าบัตรทอง" ควรปรับความเข้าใจ


และหันไปขอโทษคนใช้ "ประกันสังคม" ด้วยนะ เงินจ่ายเอง สิทธิน้อยสุด


ปล. รพ.ไม่ได้ขาดทุน รพ.ขาดสภาพคล่องทางการเงิน


การเรียกว่าขาดทุน เพื่อให้เข้าใจง่ายว่า บัญชีติดตัวแดง แค่นั้น


คำถามว่า อ้าว มันก็แค่ขยับมาใกล้กัน ไม่ได้เท่ากัน


ครับ มันไม่เท่ากัน เพราะสิทธิพื้นฐานของทุกคนมีเท่ากัน


อย่างที่เคยอธิบายไป ราชการได้เพิ่ม เพราะการทำงานแลกกับค่าจ้างที่น้อยกว่าตลาด มันคือการสร้างแรงจูงให้คนอยู่ในระบบ แต่ตำแหน่งไม่เปิดเพิ่มนะครับ ... แปลว่าใครที่เข้ามาอยู่ในระบบ ก็ต้องถูกคัดกรองมาแล้ว อย่าไปคิดถึงข้าราชการยุคเก่าๆ ครับ 17 ปีที่ปฏิรูประบราชการมา ตำแหน่งข้าราชการไม่มีเปิดเพิ่ม คนที่รับราชการหลังปี 2545 ไม่ได้มีสิทธิประโยชน์อะไรมากมายเลย แถมจะเป็นลูกจ้างก็ไม่ใช่ง่าย จำนวนลูกจ้างก็โดนบีบอีกต่างหาก






 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2562    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2562 1:42:55 น.
Counter : 29 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ติดมือถือ ก็ป่วยได้



SMARTPHONE ADDICTION & BAD SIDE EFFECTS


ทันทีที่คุณรับสมาร์ทโฟนเข้ามาอยู่ในชีวิต กดคลิกแอพฯ เกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์คมาใช้การ นั่นแปลว่าคุณได้เปิดประตูตอนรับโรคภัยจากเจ้าเทคโนโลยีเหล่านี้มาสู่ตัวแล้ว และนี่คือนิยามของอาการป่วยใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากผลพวงของสมาร์ทโฟน ซึ่งพอรู้แล้วบอกเลยว่า ไม่สมาร์ทต่อสุขภาพเอาเสียเลย

1. Cell Phone Elbow ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม พิมพ์ข้อความ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คุณต้องเคลือนนิ้วไปมาบนสมาร์ทโนเป็นเวลานานๆ นั่นเป็นการล็อกให้เส้นประสาทบริเวณข้อศอกเกิดการยึดเกร็ง เลือดไปเลี้ยงเส้นเลือดไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการขาบริเวณนิ้วกลางและนิ้วนางเจ็บจี๊ดที่ปลายข้อศอก เรียกอาการนี้ว่า Cell Phone Elbow
2. Text Claw มีบางคนที่ชอบถือและเล่นโทรศัพท์ด้วยมือเดียว โดยพยายามจะใช้นิ้วโป่งควบคุมสมาร์ทโฟนทั้งเครื่อง หรือพิมพ์ข้อความทั้งหมดให้ได้ จนเกิดเป็นลักษณะมือที่คล้ายอุ้งเท้า เป็นอาการที่เรียกว่า Text Claw เกิดจากการส่งข้อความมากเกินไป ทำให้ปวดข้อนิ้วโป้ง ปวดข้อมือ เป็นต้นเหตุของโรคข้ออักเสบ คนไทยรู้จักอาการนี้ในภาษาชาวบ้านเรียกว่า นิ้วล็อก
3. Sleep Texting ช็อคแน่ๆ หากตื่นนอนมาแล้วพบว่า เมื่อคืนคุณส่งข้อความไปให้กับใครบางคนโดยไม่รู้ตัว อาการที่ว่านี้คือผลข้างเคียงจากการที่คุณติดโทรศัพท์มากๆจนถึงขั้นละเมอส่งเท็กซ์ หรือละเมอพิมพ์ข้อความ เรียกว่า Sleep Texting หากคุณมีอาการที่ต้องหยิบมือถือทุกครั้งที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนหรือวิตกกังวลทุกครั้งที่มีสัญญาณเตือนสมาร์ทโฟนดังแล้วไม่ได้เช็คหรือตอบข้อความ คุณมีสิทธิ์เป็น Sleep Texting โดยไม่ต้องสงสัย ซึ่งแพทย์ระบุว่าอาการดังกล่าวจะรบกวนการนอนหลับพักผ่อน และส่งผลในแง่ลบต่อองค์รวมของสุขภาพในที่สุด
4. Text Neck และ iPosture นิยามของคนที่มีอาการไหลห่อคอตกจากการก้มมองโทรศัพท์จนรู้สึกปวดเมื่อยคอ สะบัก ลุกลามไปถึงหัวไหล่ ซึ่งหากเป็นหนักๆ เข้าอาจโยงใยไปสู่อาการปวดหัว ปวดแขน และปวดตามข้อต่อต่อได้ ส่งผลเสียให้ร่างกายเติบโตแบบผิดรูปผิดร่าง เส้นเอ็นอ่อนแอ สันหลังด้านบนปูดบวม เส้นประสาทถูกกดทับ น่ากลัวน้อยซะที่ไหน
5. Nomophobia อาการทางจิตเวชที่ดัดแปลงชื่อบัญญัติมาจากคำว่า “No-Mobile-Phone Phobia” แปลเป็นไทยได้ว่า “โรคกลัวไม่มีมือถือใช้” สังเกตง่ายๆคือ หากเวลาแบตโทรศัพท์หมด หรือเวลาคุณหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่มีสัญญาณมือถือ เช่น ในต่างประเทศ หรือบนเขาบนดอย แล้วรู้สึกเครียด จิตตก หงุดหงิด ที่ไม่สามารถใช้มือถือได้พึงรู้เลยว่า คุณแอดเข้ากรุ๊ปโนโมโฟเบียเรียบร้อยแล้วละ
6. Computer Vision Syndrome และ Cyber Sickness หากมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย คล้ายจะเป็นลม อาการเช่นนี้ ยาดม ยาหอม ยาหม่อง ช่วยได้บางส่วน แต่ถ้าจะให้ผลชะงัด คุณต้องหากจากสมาร์ทโฟนเสียบ้าง เพราะสัญญาณที่บอกว่าแสงจากจอมือถือกำลังเล่นงานประสาทตาของคุณ ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆ สายตาพังแน่ๆบร้อยแล้วละ
7. Phantom Smartphone Vibration Syndrome คำว่า “มโน” ที่กำลังฮิต น่าจะเหมาะแก่การอธิบายอาการที่เรียกว่า Phantom Smartphone Vibration Syndrome หรืออาการนึกว่ามือถือสั่นยังไม่ได้สั่น พบได้ 7 ใน 10 ของคนใช้สมาร์ทโฟน ในเวลาที่รอรับสายหรือรอข้อความจากคนสำคัญ




https://www.psychguides.com/guides/signs-and-symptoms-of-cell-phone-addiction/




 

Create Date : 04 กันยายน 2561    
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2562 20:51:54 น.
Counter : 5 Pageviews.  

ประเภทของพยาบาล



ในโรงพยาบาล เราจะพบคนที่ใส่ชุดสีขาว ส่วนมากมักจะเป็นผู้หญิงที่คอยเป็นผู้ช่วยแพทย์ ที่เราเรียกว่าพยาบาลนั้น เพราะในบางโรงพยายาลก็จะใส่ชุดขาวเหมือนกันหมด จริงๆ แล้วมีความแตกต่างกันหรือไม่ มีการเรียนหรือวุฒิอย่างไรบ้าง คำเรียนเป็นภาษาอังกฤษที่ใส่มาให้ก็จะเป็นการเรียกในต่างประเทศนะคะ ลองมาดูกันค่ะ 



1. RN = Registerd Nurse
ก็คือ พยาบาลที่เรียน 4 ปี มีปริญาบัตรวุฒิ ป.ตรี  ที่เรียกว่า GN=General Nurse ของบ้านเรา 
โดยจะแยกกันที่มีการใส่หมวกขาว ที่ปีกหมวกจะมีขีดตามแนวยาวค่ะ

2. RPN = Registerd Practical  Nurse
ก็คือ พยาบาลเทคนิค เรียน 2 ปีในบ้านเราที่เรียกว่า  TN = Technical Nurse
แต่ถ้าจำไม่ผิด พยาบาลเทคนิคนี้ล้มเลิกมานานหลายสิบ ปีแล้ว
ทุกวันนี้ พอเขาล้มเลิก พยาบาลเทคนิค ที่มีอยู่ตามหลายๆมหาวิทยาลัย ก็คือ ผู้ช่วยพยาบาล เรียน 1 ปีหรือเรียกว่า  PN=Practical Nurse  ของบ้านเรานั่นเอง

3. PSW = Personal Support worker/Health Care Aid
ก็คือผู้ช่วยเลือคนไข้เรื่องเวลาเรียน แล้วแต่ สถาบันไหนจะจัดสอน สี่เดือน หกเดือน  = Nurse Aid ของบ้านเรานั่นเอง

ซึ่งในการจำแนกกลุ่มเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีความชำนาญที่ลงลึกไปอีก หากจะเลือกมาดูแลผู้ป่วย อาจต้องถามความชำนาญแยกย่อยออกไปอีก ว่าต้องการให้ดูแลเด็กเล็ก เด็กป่วย เด็กพิเศษ หรือผู้ใหญ่ที่ป่วยในลักษณะใน 
ในกลุ่มพยาบาล RN (GN) นั้น ก็จะมีการอบรมเพื่อรับในประกาศเฉพาะทางลึกลงไปอีกค่ะ




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2561    
Last Update : 2 มิถุนายน 2561 16:58:54 น.
Counter : 218 Pageviews.  

กินเข้าไป " กิน กิน กิน "...ให้ผอม

ตอนเด็กๆ กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ข้าวเอย ขนมเอย จัดเต็ม กินไม่มียัง แต่พออายุมากขึ้น ทำไมกินอะไรนิดอะไรหน่อยก็อ้วน เรามาดูสาเหตุกัน จริงๆ ก็คงพอรู้กันอยู่แล้วเนาะ แต่อยากเขียนให้ชัดๆ

1 กิจกรรมที่ลดลง ถ้าเรามองย้อนดูเราตอนเด็กกว่านี้ จะพบว่าเรามีกิจกรรมทางกายภาพที่ลดลงมากกว่าตอนเด็กๆ อย่างแน่นอน สมัยเรียนไหนจะกิจกรรมกีฬาในชั่วโมงเรียน หลังเลิกเรียนก็ยังเล่นกีฬา หรือ ไม่ก็ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยวเตร่เฮฮา ระหว่างช่วงโมงเรียนก็เดินไปนู่นมานี่ และการเดินทางในวัยเด็ก แน่นอน...เรายังขับรถไม่ได้ ก็ต้องโหนรถเมล์ ใช้บริการรถมวลชนกันกันไป แต่พอเราทำงานแล้ว วันๆ ก็นั่งอยู่กับโต๊ะ ใช้สมองคิดนู่นคิดนี่ ตกเย็นก็ล้าเกินกว่าจะกระดิกกระเดี้ยตัวไปออกกำลัง ได้แต่เปรยกับตัวเองเบาๆ ว่าพรุ่งนี้แล้วกัน วันนี้เหนื่อยแล้ว

2 กินเยอะขึ้น ในที่นี้หมายถึง เรากินอาหารที่ดีขึ้น คือ เรากินอาหารตามร้านอาหารบ่อยขึ้น เพื่อความสะดวกและความสะบาย และการกินลักษณะนี้ทำให้เรากินอาหารต่อมื้อที่มากขึ้น ลักษณะอาหารที่มีแคลลอรี่สูงขึ้น รวมทั้งอาจจะมีการกินจุกกินจิกระหว่างที่นั่งทำงาน ในห้องเรียนเราแอบกิันไม่ได้นี่นะ และบางครั้งเราก็ใช้การกินเพื่อเข้าัสังคม ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้ต่างๆ แถมพ่วงเข้าไปด้วยแอลกอฮอล์ เจ้านี่แหละตัวดีแคลอรี่สูงลิบลิ่ว

3 การเผาผลาญที่ลดลง เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดลง

เมื่อ 3 อย่างมาบวกกันแล้ว จะไม่น้ำหนักขึ้นอย่างไรไหว

งั้น...เี่ราจะทำอย่างไรดี ในเมื่อปากก็ยังอยากกินอยู่ หยุดไม่ไหว

กินอย่างไร...ให้ผอม

...ทำได้ด้วยเหรอ ...

คำตอบคือ ... ทำได้ค่ะ แต่ต้องใช้สมองตอนกินนิดหน่อย


วิธีการ ก็คือ กินอะไร อย่างไร เท่าไหร่ ก็ได้ แต่ต้องไม่เกินปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายต้องการต่อวัน

ในภาวะปกติถ้าเราอยู่เฉยๆ เพียงแค่เดินไปเดินมา นั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือ ดูทีวี ร่างกายเราจะใช้พลังงานประมาณ 1600-2400 แคลอรี่ โดยขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ส่วนสูง อายุ เพศ และโครงสร้างของร่างกาย เรียกการใช้พลังงานในภาวะปกตินี้ว่า Basal Metabolism Rate (BMR) ผู้หญิงจะน้อยกว่าผู้ชายนิดหน่อย จะง่ายๆ ผู้หญิงประมาณ 1500 แคลอรี่ ส่วนผู้ชายต้องการประมาณ 2000 แคลอรี่ต่อวัน
แต่ถ้าอยากได้เ๋ป๊ะๆ ก็ต้องคำนวนด้วยสูตรดังนี้

สำหรับผู้ชาย BMR = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (5 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (6.8 x อายุ)

สำหรับผู้หญิง BMR = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (1.8 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (4.7 x อายุ)

เมื่อเรารู้แล้วว่าวันหนึ่งต้องไม่กินให้ปริมาณแคลอรี่เกินเท่าไหร่แล้ว ที่นี้จะกินอะไรก็ได้แต่อย่าให้เกินก็แล้วกัน ดังนั้นจะกินเค้ก ไอติม หรือ พิซซ่าก็ยังได้ เพียงแต่ถ้าคุณเลือกของที่แคลอรี่เยอะแต่ปริมาณน้อย ความรู้สึกหิวก็จะไม่หมดไปง่ายๆ ก็จะรู้สึกทรมานเล็กน้อย ต่อไปก็จะทำให้เรารู้จักคิดก่อนกินมาขึ้น ว่าจะเลือกกินอะไรอย่างไร ให้อร่อยทั้งปาก และสบายทั้งท้อง

การใช้สมองอีกเรื่องสำหรับการกินก็คือ ต้องรู้คร่าวๆ ว่าอาหารแต่ละชนิดมีแคลอรี่เท่าไหร่ จำให้ได้คร่าวๆ

ตัวอย่างปริมาณแคลอรี่ในอาหารแต่ละประเภท
- พิซซ่า ซูปเปอร์สุพรีม 1 ชิ้นใหญ่ 510 แคลอรี่
- บลูเบอร์รี่มัฟฟิน 1 ชิ้นใหญ่ 410 แคลอรี่
- ไอศครีม 1 ถ้วย 350 แคลอรี่
- คุกกี้ชอคชิพ 6 ชิ้นเล็ก 350 แคลอรี่
- เฟรนฟรายต์ 20 แท่ง 315 แคลอรี่
- โดนัทมีไล้ครีม 1 ชิ้น 310 แคลอรี่
- ครัวซองค์ 1 ชิ้น 275 แคลอรี่ เป็นต้น

พอดีไปเจอข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตจากเวปนี้ กองโภชนาการ และก็ไปเจอหมอแมววใน exteen blog ทำเป็น excel file ไว้และนำมาแจก ขอนำมาแจกต่อ ขอบคุณหมอแมวด้วยค่ะ มีเป็นพันรายการเลยหล่ะค่ะ

อีกหลักที่ตัวเองใช้ คือ การพลิกดูฉลากของกิน ปัจจุบันส่วนใหญ่จะบอกว่า 1 หน่วยบริโภคให้แคลอรี่เท่าไหร่ ถ้าอยากกินจริงๆ ก็จะพยายามเลือกอันที่ให้แคลอรี่น้อยที่สุด และพอพลิกดูก็จะเป็นการเตือนใจตัวเองไม่ให้กินมากเกินไปอีกด้วย

การมีสุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและมีวินัยอย่างสม่ำเสมอค่ะ




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2554    
Last Update : 10 กันยายน 2554 20:10:50 น.
Counter : 739 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

blue passion
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




มีหัวใจไว้เดินทาง ค้นหาความหมายของชีวิต เพื่อเติมเต็มให้กับคำถามที่เกิดขึ้นมากมายระหว่างการเติบโต วิธีการในการเดินทางมีมากมาย แต่ ณ วันนี้ ขอเลือกสองล้อเป็นพาหนะในการนำพาไปสู่จุดหมายปลายทาง

Site Meter

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add blue passion's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.