Group Blog
 
All Blogs
 

มาฟังเสียงพิณเปี๊ยะกันดีกว่า















กล่าวกันว่า เปี๊ยะ เป็นเครื่องดีดตระกูลพิณที่ไพเราะ เสียงเบา และ

เล่นยากที่สุดอย่างหนึ่งในบรรดาเครื่องดนตรีทั้งหมดทั้งมวล

ช่างดนตรีทางเหนือพูดเปรียบเปรยให้เข้าใจได้ง่ายว่า

"หัดเปี๊ยะ 3 ปี หัดปี่ 3 เดือน"

ก็เพราะการจะบรรเลงให้ได้ดีนั้น ต้อง

ใช้เทคนิคและความชำนาญเป็นอย่างมากผู้หัดจำต้องมีพื้นฐานทางดนตรีที่ดีมาก่อน การดีดก็ใช่ว่าจะธรรมดา ต้องดีดด้วยเทคนิค

ต้องดีดด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า "ป๊อก" เพื่อให้เกิดเสียง คม ใส ดังก้องกังวาลนานกว่าเสียงธรรมดา ไม่เพียงมีวิธีดีดที่พิเศษ

เปี๊ยะยังมีโครงสร้างของระบบเสียงที่พิเศษอีกด้วยคือ เสียงที่เกิดจากการ "ป๊อก" จะส่งผ่านตามสายไปยังหัวเปี๊ยะ แล้วไหลผ่าน

ตามสายมายังกล่องเสียงซึ่งทำจากกะลามะพร้าวผ่าครึ่งที่แนบอยู่กับหน้าอกผู้เล่น คลื่นเสียงจะผ่านอากาศในช่องของกล่องเสียง

ไปสะท้อนกับแผ่นอก แล้วสะท้อนออกมาทางช่องว่างระหว่างกะลากับหน้าอก ผู้เล่นต้องปรับขนาดช่องว่างนี้ด้วยมือซ้ายเพียง

มือเดียว เพื่อให้ได้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและทุ้มแหลม หนัก-เบา หรือโทนเสียงต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง เสียงลักษณะนี้เราจะไม่พบ

ในเครื่องดนตรีอื่นเลย

หลายคนยอมรับว่า เปี๊ยะ เป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยาก มิใช่ว่าจะเล่นได้ทุกคน แม้จะพยายามฝึกหัดแล้วก็ตาม ด้วยเหตุนี้

ในอดีต ชายหนุ่มผู้ใดที่เล่นเปี๊ยะได้จึงดูดีกว่าหนุ่มที่เล่นเครื่องดนตรี "พื้นๆ" อย่าง ขลุ่ย ปี่ สะล้อ ซึง ยามไปแอ่วสาวที่ตนหมายปอง

นอกจากเล่นเปี๊ยะตอนไปแอ่วสาวแล้วบรรดานัก "ป๊อก" เปี๊ยะทั้งหลายก็หยิบมาเล่นเพื่อเสพสุนทรีย์ทางดนตรีอันเกิดจาก

ฝีมือของตนเองในยามว่าง เพราะแม้จะมีเสียงอันไพเราะ แต่ค่าที่เสียงของเปี๊ยะเบามากเมื่อเทียบกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น

จึงไม่เอื้อต่อการนำไป เล่นประกอบวง

เมื่อประมาณ 100 ปีมานี้ เกิดกรณีพิพาท คู่กรณีคู่กรณีฝ่ายหนึ่งใช้คัน เปี๊ยะ ตีหัวคู่อริถึงแก่ความตาย ทางการจึงประกาศ

ห้ามถือเปี๊ยะไป "ป๊อก" หรือดีดที่ไหน ๆ อย่างแต่ก่อนความนิยมจึงลดลงไปมาก ทั้งเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ค่านิยมในการแอ่วสาว

อย่างแต่ก่อนความนิยมจึงลดลงไปมาก ทั้งเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ค่านิยมในการแอ่วสาวแบบเก่าก็เปลี่ยนไปด้วย เปี๊ยะ ดี ๆ ซึ่ง

เล่นยากอยู่แล้วก็หายาก เสียง เปี๊ยะจึงค่อย ๆ ห่างหายไปจากสังคมคนเมืองมากขึ้นตามวันเวลา.....................

ปัจจุปันดูเหมือนชีวิตของเครื่องดนตรีโบราณและคลาสสิคชิ้นนี้ใกล้จะถึงคราวสิ้นสุดเต็มที แม้ว่า....ในช่วงเวลากว่า 10 ปี

ที่ผ่านมา นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จากสถาบันต่างๆ ต่างช่วยกันฟื้นฟูอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีคนกลับมาเล่นหรือให้ความสนใจ

เครื่องดีดชนิดนี้ โดยมี พ่ออุ๊ยแปง โนจา ชาวเชียงราย(ปัจจุปันเสียชีวิตแล้ว) พ่ออุ๊ยวัน กาเกิด พ่ออุ๊ยบุญมา ไชยมะโน นักดีดชาวเชียงใหม่เป็นครูคนสำคัญ

การฟื้นฟูเรียนรู้วิธีดีดเปี๊ยะ มีอุปสรรคมากมาย เริ่มตั้งแต่ขาดแคลนนักดนตรีและผู้รู้ที่จะอบรมฝึกสอน คนที่เล่นเป็นก็อายุมาก

และหยุดเล่นไปนานกว่า 40 ปี แล้วทั้งสิ้นทำให้เล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร ความรู้ที่มีอยู่ก็ไม่เป็นระบบ เปี๊ยะที่ดีมีคุณภาพก็ขาดแคลน

การจะผลิตเปี๊ยะขึ้นมาใหม่ให้ได้คุณภาพดีเป็นเรื่องยาก ส่วนของเก่าที่ดีก็มีน้อยลงไปทุกขณะ เพราะคนเล่นมีน้อยจึงไม่เก็บรักษาไว้

หัวเปี๊ยะซึ่งทำจากสำริดหล่อเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ อันเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เปี๊ยะมีเสียงไพเราะก็หายาก ราคาแพง มีอยู่ก็แต่ในร้าน

ค้าของเก่าหรือกรุของนักสะสมเสียส่วนมาก การฝึกหัดเล่นให้เป็นนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง เพียงแต่ฟังให้เข้าถึงความไพเราะก็ยากพอดู

เพราะเสียงก็เบา และท่วงทำนองก็แปลกหูคนฟังสมัยใหม่ อุปสรรคเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่ แต่ความหวัง ความพยายามในการปลุก

ชีวิตก็ยังคงไม่หมดสิ้นเช่นกัน

(สุดารา สุจฉายา. เพื่อความเข้าใจในแผ่นดิน เชียงใหม่.กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สารคดี,กุมภาพันธ์ 2540.)

พิณเปี๊ยะ เกือบสูญหายไปจากโลกนี้แล้ว ถ้าไม่มี อุ๊ยแปง โนจา อุ๊ยวัน ถาเกิด และอุ๊ยมา ไชยมะโน ช่วยกันฟื้นฟูรักษา

เหตุที่พิณเปี๊ยะไม่แพร่หลายก็เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงเบามากเล่นรวมกับเครื่องดนตรีอื่นไม่ได้

ท่วงทำนองและลีลาการเล่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนเล่นและคนฟังต้องมีสมาธิ เสียงพิณเปี๊ยะที่แผ่วเบาและกังวาลนั้นเปรียบประดุจ

กระแสเสียงดนตรีที่เล่นให้เทวดาฟังนั่นเทียว

(คัดจากปกเทป ม่านไหมใยหมอก6 เสียงซึงสู่พิณเปี๊ยะ จรัล มโนเพ็ชร)

ผู้จัดทำมีความหวังอย่างยิ่งว่าคงได้เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ให้

"พิณเปี๊ยะ" ได้มีการรู้จักมากขึ้นและยินดีที่จะถ่ายทอด สอนวิธีการเล่น ให้แก่

ผู้สนใจทุก ๆ ท่าน เป็นอย่างยิ่ง



" เด็งปันเมา " นิยามแห่งความงาม

ถึงแม้การเล่นเปี๊ยะจะยาก แต่เสียงเปี๊ยะที่ได้นั้นคุ้มกับความยากเพราะเสียงอย่าง เด็ง นั้นมีความกังวาล หวาน ระคนวังเวง ชวนให้ผู้ฟังหลงใหล จนมีเรื่องหนึ่งพาดพิงไปถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย พระครูแก้ว กาวิไล เจ้าอาวาสวัดดอนมูล ตำบลป่าถ่อน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยเสด็จประพาสเชียงใหม่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี(ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ) ได้จัดนาฏศิลป์และดนตรีล้านนาถวาย ซึ่งมีการเล่นเปี๊ยะรวมอยู่ด้วยปรากฏว่า เปี๊ยะเป็นที่โปรดปรานที่สุด ในบรรดาการแสดงดนตรีทั้งหมดในคราวนั้น พ่อครูแปง โนจา อ้างว่า ความไพเราะของเสียงเปี๊ยะนั้น คนสมัยก่อนพูดเป็นคำสั้น ๆ กล่าวสืบต่อกันมาว่า ประดุจ " เด็งพันเมา " หรือ " ระฆังที่ชวนหลงใหลในฉับพลัน " คำสั้น ๆ สามพยางค์นี้มีความหมายมากเหลือเกินเพราะครอบคลุมเนื้อหาและวิธีการของ เปี๊ยะ ไว้หลายอย่าง แรกสุด คือคำว่า " เด็ง " นั้นคือดุริยศัพท์ล้านนาในความหมายเดียวกันกับดุริยศัพท์สากลว่า " ฮาร์โมนิค " นั่นเอง เพราะฝรั่งเองก็อธิบายคุณสมบัติของเสียงนี้ที่ได้จากสายลวดว่า " เหมือนระฆัง " คำว่า " ปันเมา " ก็เป็นได้ทั้งคุณศัพท์ขยายคำว่า เด็ง และเป็นคำแสดงความซาบซึ้งของผู้ฟังด้วย เมื่อรวมกันเป็น " เด็งปันเมา " จึงเป็นนิยามแห่งความงามอย่างแท้จริง ( ปัน เป็นกริยาช่วย มีความหมายในทางเร่งให้กริยาที่ตามหลังเกิดขึ้นโดยฉับพลัน ชาวล้านนานิยมใช้สำนวนเป็นคู่ ๆ เช่น " ปันใหญ่ปันสูง " หรือ " ปันมั่งปันมี " ) ประการที่สอง คำว่า " เด็งปันเมา " ใช้หมายถึง เปี๊ยะก็ได้เป็นความหมายที่อยู่ในระดับอุดมคติด้วย ขณะเดียวกันจะใช้หมายถึงเสียงของ เปี๊ยะ ก็ได้ และเป็นอุดมคติเช่นกัน นอกจากนี้ยังใช้เป็นจุดมุ่งหมายของการเล่น เปี๊ยะ ได้อีกด้วย คือต้องเล่นให้เป็น " เด็งปันเมา " จึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักเล่นเปี๊ยะที่แท้จริง (ประสิทธ์ เลียวสิริพงค์. แปง โนจา ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน-พิณเปี๊ยะ ). กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2538 .)



การเล่นเปี๊ยะ : การส่งดนตรีจากดวงใจ

เปี๊ยะเป็นเครื่องดนตรีที่ชาวบ้านในล้านนาไทยนิยมเล่นกันในสมัยหนึ่ง ปัจจุปันได้สูญหายไปจนเกือบหมด เปี๊ยะเป็นเครื่องดนตรีที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะของผู้ประดิษฐ์และผู้เล่นเป็นอย่างมาก เป็นเครื่องดนตรีระดับชาวบ้านที่ทำยากและราคาแพงที่สุด เสียงของเปี๊ยะก็มีลักษณะไพเราะและโอ่อ่าอลังการกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน แม้ว่าเสียงของเปี๊ยะที่ได้รับการบันทึกเอาไว้และนำมาเปิดสู่กันฟังก็ไม่ได้หมายมาจากยอดฝีมือในการเปี๊ยะ ก็สามารถสะกดคนฟัง ให้หลงใหลติดอกติดใจในเสียงของเปี๊ยะได้ไม่น้อย เปี๊ยะจึงสะท้อนภาพเอกลักษณ์ของสังคมล้านนาได้ค่อนข้างจะพิเศษ และชัดเจนกว่าเครื่องดนตรีที่ชาวบ้านนิยมกันโดยทั่วไป อาจกล่าวได้ว่าเปี๊ยะเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นยากมากที่สุดชนิดหนึ่ง ยากกว่าการเล่นกีตาร์คลาสสิค เพราะเสียงของเปี๊ยะเป็นเสียงแบบเสียง overtone ซึ่งทำให้เกิดตรงตามความตั้งใจได้ยาก การเล่นเปี๊ยะของล้านนาเท่าที่พบและจากการสัมภาษณ์ ไม่ปรากฏว่ามีการขับร้องประกอบ และไม่ค่อยจะผสมวง ความไพเราะของเสียงเปี๊ยะเป็นสิ่งที่เด่นอยู่มากแล้ว ดล้ายกับการเล่นดนตรีคลาสสิคอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีการขับร้องประกอบ ( สุรสิงห์สำรวม ฉิมพะเนาว์. แปง โนจา ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีพื้นบ้าน-พิณเปี๊ยะ ). กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2538 . ) ในอดีตกาล โอกาสที่จะเล่นเปี๊ยะ เป็นการเล่นของพวกชายหนุ่มในยามออกไปเกี้ยวสาว การเกี้ยวสาวเป็นประเพณีของบ่าวหรือหนุ่มทางเหนือพอตกค่ำหลังจากเสร็จไร่นา บรรดาหนุ่ม ๆ มักไปหาสาวที่ตนกำลังหมายปองอยู่ ถ้าชายหนุ่มใดถือเปี๊ยะ ไปเล่นแล้ว จะมีภาษีดีกว่าหนุ่มที่เล่นเครื่องดนตรี " พื้น ๆ " อย่าง ขลุ่ย ปี่ หรือสะล้อ อีกอย่างเวลาเล่นเปี๊ยะ จำต้องถอดเสื้อทอนบนออกแล้วเอากระโหลกของเปี๊ยะ ครอบไว้บริเวณหัวใจด้วย และนี่คือที่มาของคำว่า " การส่งดนตรีจากดวงใจ "




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2548    
Last Update : 5 สิงหาคม 2548 21:23:43 น.
Counter : 1232 Pageviews.  


surgery
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add surgery's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.