น ก ก ร ะ จิ บ เ ล่ า เ รื่ อ ง
ธรรมะเป็นคำตอบของคนหนุ่มสาว
Group Blog
 
All Blogs
 

หลวงปู่เจือ สุภโร แสดงธรรมที่ บ. ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด

วันที่ 29 ธันวาคม 2548 หลวงปู่เจือ สุภโร รับนิมนต์ไปแสดงธรรมเรื่อง "รักตนอย่างไรให้ถึงมรรคผล" ที่อาคาร เลอ คองคอร์ด สี่แยกห้วยขวาง

จึงนำภาพข่าวมาให้ชมกัน ส่วนเนื้อหาที่ท่านแสดงนั้น Coming Soon นะคะ โปรดติดตาม ...

ห้องทำงานผู้บริหาร

























ในห้องประชุม



คุณอภิชา อภิภัทรกิตติ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด กล่าวเปิดงาน นำสวดมนต์และอาราธนาธรรม


พนักงานบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ตั้งใจฟังธรรมหัวข้อ "รักตนอย่างไรให้ถึงมรรคผล"


คุณอภิชา นั่งฟังอยู่หลังสุดเลย


หลวงปู่เจือ สุภโร แสดงธรรม


ยังนั่งฟังธรรมอย่างตริตรองตาม


ฟังธรรมด้วยความเคารพในธรรม







หลวงปู่แสดงธรรม















ปฏิบัติกรรมฐาน













หลวงปู่สอนกรรมฐาน








ถามธรรมะหลวงปู่ - หลวงปู่อธิบายธรรม












รับพร






จบกัณฑ์เทศน์








รับหนังสือ







อนุโมทนาบุญกับผู้บริหารและพนักงานบริษัท ซี.พี อินเตอร์เทรด จำกัด กับบุญอันใหญ่ยิ่งเช่นนี้ การฟังธรรมเป็นหนึ่งในมงคลอันสูงสุด

ขอให้ทุกท่านพบกับความสุขโดยทั่วกัน โปรดติดตามฟังบันทึกเทปการแสดงธรรมเรื่อง "รักตนอย่างไรให้ถึงมรรคผล" ในเร็วๆ นี้นะคะ สาธุค่ะ : )




 

Create Date : 03 มกราคม 2549    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2549 22:29:52 น.
Counter : 616 Pageviews.  

ไหว้ครู - หลวงปู่เจือ สุภโร (4)

หลวงปู่กำราบเด็ก
ลูกศิษย์หลวงปู่ที่มีครอบครัวไปแล้ว มักพาลูกตัวเล็กๆ มากราบหลวงปู่ด้วย
เด็กบางคน มีลักษณะพิเศษ คือ ซนผิดปกติ
เด็กบางคน ต้องการให้คนสรรเสริญ
เด็กบางคน ต้องการให้คนรัก
เด็กบางคน ต้องการให้คนสนใจ
การแสดงออกของเด็กเหล่านี้ จึงมีลักษณะดื้อ ซน อยากให้ผู้ใหญ่ตามใจ

เจ้าก็อต เป็นเด็กออทิสติก
พูดเร็ว อยู่ไม่นิ่ง รู้มาก
วันหนึ่ง ก็อต ดื้อมาก
หลวงปู่จึงชมน้องสาวของก็อตต่อหน้าก็อตว่า
"วันนี้ เทมมี่น่ารักนะ ดูเหมือนจะเป็นพี่ของก็อต"
ก็อตโกรธ ร้องไห้ จะอาละวาด

พอจะกลับ ก็อตเข้าไปกราบหลวงปู่
พยายามกราบอย่างสวยงาม เพื่อให้หลวงปู่เห็นแล้วชม
แต่หลวงปู่เฉยเสีย มองไปทางอื่น
พอเทมมี่มากราบหลวงปู่ ท่านก็ยิ้ม ชมว่า
"เทมมี่กราบสวยนะ"
ก็อตร้องไห้ โกรธหลวงปู่
แล้วไปลงที่แม่ว่า แม่ไม่รักก็อต
ร้องไห้อยู่เนิ่นนาน
ประชดประชันหลวงปู่

หลวงปู่ก็ไม่สนใจอีก
ก็อตเข้าไปกราบสวยๆ อีก
หลวงปู่ก็นิ่งเสีย
ก็อตก็ยิ่งร้องไห้

หลังจากนั้น ....
ก็อตมาหาหลวงปู่อีก
อาการของก็อตเรียบร้อยขึ้นเยอะ
ไม่ซน ไม่ดื้อมากเหมือนครั้งแรกๆ
นิ่งลงเยอะเชียวแหละค่ะ

เด็กน่ะ ... อย่าไปตามใจมัน เดี๋ยวมันจะเหลิง
หลวงปู่มักพูดถึงเด็กคนหนึ่งอยู่บ่อยๆ ว่า มันต้องการให้คนสรรเสริญเหลือเกิน
"วันหนึ่ง อาตมาดุไอ้นิวมันว่า มันบ้าสรรเสริญ มันหน้าสลดลง ตั้งแต่นั้นมา ที่มันชอบเล่นอะไรเสียงดัง ส่งเสียงบ้าๆ บอๆ ลดลงไปตั้งเยอะ"
นิว เด็กอายุ 8 ขวบ ดูเรียบร้อยขึ้น ....
เขาเป็นเด็กที่มีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็กทั่วๆ ไป
เพียงแต่เขาซน
ลักษณะการซนของเขา ก็ซนอย่างนิ่งๆ ด้วย

นิวพูดจาดูเป็นผู้ใหญ่
แต่คล้ายเด็กขาดคนสนใจ จึงมักจะเล่นคนเดียว
เหมือนเด็กสับสนในตัวเองนิดๆ
อยากทำตัวเป็นเด็กก็ยังอยาก
อยากเป็นคนดี ก็อยาก

เขาพูดกับแม่ของเขาว่า ความจริงหนูก็ไม่อยากซน ไม่อยากดื้อ ไม่อยากให้หลวงปู่ดุหรอกนะ แต่มันซนเอง ไม่รู้เป็นไง
นิวซนอย่างไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใคร
ไม่อาละวาด แต่มักจะก่อความรำคาญ
เพราะนิสัยชอบทำเสียงดังๆ ชอบพูดคนเดียว พูดแบบส่งเสียงอุทานแปลกๆ
ทำให้หลวงปู่ต้องดุเป็นประจำ

ท่านบอกว่า อย่าไปสรรเสริญมัน
เดี๋ยวมันจะเหลิง
มันจะคิดว่า ตัวเองดี อีกหน่อยจะคุมยาก
ยิ่งเด็กเล็กๆ ยิ่งต้องเอาให้อยู่ในวินัย
ไม่เช่นนั้น โตขึ้นไปจะแก้ยากแล้ว

เด็กผู้หญิงน่ารักคนหนึ่ง อายุ 5 ขวบ
เธอซนอย่างร้ายกาจ
ชอบเล่นโน่นเล่นนี่ ห้ามแล้วก็ยังเล่นอย่างอื่นต่อ

วันหนึ่ง เธอเอาแต่ใจตัวเอง
ร้องให้พี่สาวใส่รองเท้าให้ตัวเอง
ทั้งที่รองเท้าอยู่ใกล้ๆ เท้าเท่านั้นเอง

พี่สาวไม่ยอมทำให้
ร้องไห้อาละวาด
พอแม่มาถึง ก็ฟ้องแม่ หวังว่า แม่จะเอาใจ
แม่ไม่สนใจ เพราะหลวงปู่สั่งว่า อย่าไปสนใจเขา
เธอโกรธ เขวี้ยงรองเท้าอีกข้างที่ใส่อยู่ลงไปในสระ

แล้วร้องให้แม่ลงไปเก็บให้
หลวงปู่บอกว่า ให้เขาเก็บเอง
เขาลงไป แล้วร้องให้แม่อุ้มเขาขึ้นมาบนสระ
แม่ไม่สนใจ ปล่อยให้อยู่ในสระอย่างนั้น
เธอร้องไห้อาละวาด จะเอาชนะ
แล้วก็เหวี่ยงตัวเองขึ้นมาจากสระจนได้
ทั้งที่สระก็อยู่สูงกว่าตัวเองตั้งเยอะ
ต้นไม้ที่อยู่ขอบสระ ตายไป 5 ต้น
แล้วเธอก็มานั่งร้องไห้ต่อ

หลวงปู่บอกว่า ให้ปล่อยไป
แม่ขึ้นมาฟังหลวงปู่แสดงธรรมบนศาลา
เธอก็ร้องไห้ แล้วขยับตัวขึ้นบันไดทีละขั้นๆ
หลวงปู่จึงเดินไปแหย่เธอ
"เอ้า ร้องเพลงอะไรนะ เพราะจังเลย ร้องอีกๆ"
เธอก็ยังไม่หยุดร้อง

ค่อยๆ ปีนขึ้นมา ถึงข้างบน
เขวี้ยงขนมบ้าง เอาก้นกระแทกพื้นบ้าง
สารพัดท่าที่จะให้แม่สนใจ
หลวงปู่บอกว่า ให้แม่ทำเฉยๆ ไว้
เธอก็อาละวาดไม่หยุด

แล้วขยับมาใกล้ๆ แม่
ตีแม่ ให้แม่สนใจ
แม่ก็ยังเฉย

ดึงเสื้อแม่ แล้วร้องไห้
"แม่ หนูอยากให้แม่สนใจหนู"
ร้องดังลั่นเลย
"แม่ หนูอยากให้แม่โอ๋หนู"
"แม่ หนูไม่อยากให้แม่เฉยกับหนู"
"แม่ หนูอยากให้แม่สนหนู"
ร้องไปกระแทกพื้นไป

จนกระทั่ง เป็นชั่วโมงผ่านไปแล้ว
เธอหมดแรง เสียงเริ่มอ่อนลง
แล้วเธอก็หลับ

หลวงปู่บอกว่า ให้เป็นอย่างนี้สัก 3 ครั้ง ถึงจะเอาอยู่
เด็กมันน่ารัก ใครๆ ก็ตามใจ ถึงเหลิงอย่างนี้
ถ้าไม่รีบแก้ไขซะตอนนี้ โตขึ้นไปจะลำบาก
ต้องขัดใจเขา ให้เขาไม่ได้ดังใจซะบ้าง

หลวงปู่บอกว่า ดูเด็กไว้นะ กิเลสของคนก็ไม่ต่างอะไรกับอาการเอาแต่ใจของเด็กหรอก

เด็กระเริง
เด็กชายน่ารักคนหนึ่ง อายุ 5 ขวบ
เขาฉลาดมาก ช่างพูด รู้จักพูด
ใครที่รู้จักเขาครั้งแรก จะหลงรักเขากันทุกคน
แดดเช้าคนหนึ่งละ ... ที่หลงรักเจ้าหนูคนนี้

อ๊ายหยา .... เป็นเด็กที่รู้จักคิด
เขามาหาหลวงปู่ครั้งแรก
บอกอะไรเขา เขาทำตามหมดทุกอย่างเลย

รู้จักพูดประจบ
"คิดถึงป้ารุ่งจังเลย คิดถึงป้ารุ่งที่สุดในโลกเลย"
ใครจะไม่รักเขาได้

วันหนึ่ง เขามาหาหลวงปู่
เขาช่วยงานหลวงปู่
พอเห็นน้ำหก อ๊ายหยารีบเดินไปหยิบกระดาษทิชชูมาให้หลวงปู่ทันที

เอากระดาษทิชชูมาช่วยเช็คน้ำที่หก
หลวงปู่สอนว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราใช้ของให้น้อยๆ กระดาษทิชชูเช็คน้ำแล้ว ต้องบิดน้ำทิ้งแล้วเอามาใช้ได้อีก จะได้ประหยัด รู้ไหม
อ๊ายหยา ทำตามหมดทุกอย่าง
ใช้กระดาษทิชชูซับน้ำ แล้วบิดทิ้ง เอามาซับน้ำอีกหลายๆ ครั้ง

อ๊ายหยา ช่วยหลวงปู่ทำโน่นทำนี่ อำนวยความสะดวกให้ท่าน
อ๊ายหยา บ่นหาหลวงพี่ที่อยู่กับหลวงปู่
"หลวงพี่ไปไหน"
"หลวงพี่อยู่ที่กุฏิ"
"เมื่อไหร่หลวงพี่จะมา"
เขาถามซ้ำๆ หลายรอบ

พอหลวงพี่ของเขามา เขาก็ไปหา
บอกว่า คิดถึงหลวงพี่ที่สุดเลย

เล่นอยู่กับหลวงพี่สักพัก
เขาก็ไปเล่นหิน
หลวงปู่บอกว่า เอาหินวางกองๆ ไว้ที่ตรงหน้านะ แยกหินกับดิน
เขาก็ทำ แล้วเขาก็พูดว่า
"ป้ารุ่ง เหนื่อยจัง"
"เหนื่อยก็พักก่อนสิจ๊ะ"
"ไม่พักดีกว่า ทำงานดีกว่า"

เขาเล่นของเขา แต่เขาสำคัญว่า เขาช่วยงาน
เขาสนุกจนเพลินไปหน่อย
เริ่มเล่นหนักขึ้น

แทนที่จะขึ้นมาบนศาลาทางบันไดดีๆ
เขากลับปีนขึ้นข้างๆ
หลวงปู่บอกว่า ขึ้นมาทางไหน ลงทางนั้นนะ
รองเท้าอยู่ที่นี่ ลงทางบันไดไม่ได้ ต้องปีนลงไปทางนั้น

เขาก็ยังระเริงสนุกมากขึ้นด้วยความลืมตัว
เขาเดินเสียงดัง สนุกสนาน หัวเราะร่าเริง
แม่เขาเตือนแล้วเริ่มไม่สนใจฟัง
เพลินไปหน่อย แม่เลยตีเข้าที่ขาสักที
ร้องไห้จ้า ....

แม่ปล่อยให้ร้องไห้ไปอย่างนั้นแหละ
ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ
เขาก็ร้องไห้ ไม่หยุด

พอจะกลับบ้าน
แม่เดินหนี ไม่สนใจเขา
เขาดึงแขน ดึงมือแดดเช้าไว้
"ป้ารุ่ง อย่าไป ป้ารุ่ง อยู่ที่นี่ก่อน"
แดดเช้าไม่สนใจ จะเดินไป ก็ถูกเขาดึงมือไว้

ไม่มีใครสนใจเขาเลย
หนังสือนิทานและขนม เขาก็ยังไม่เก็บ
แม่เขาจึงสั่งให้ไปเก็บ
เขาร้องไห้บอกว่า เดี๋ยวแม่ไม่รอ
แม่จึงเดินหนี

เขาไม่กล้าเก็บหนังสือและขนม
เพราะกลัวแม่ไม่รอ

ในที่สุด ก็ขึ้นมาเก็บอย่างกลัวๆ
เขาเก็บแล้ว แม่กำลังเดินหนี
เขาร้องไห้ ไม่ยอมใส่รองเท้า
ดึงมือแดดเช้าไว้ ไม่ยอมให้ไป

ใส่รองเท้ากลับข้าง
แม่บอกว่าให้ใส่ดีๆ
ก็กลัวแม่ไม่รอ ก็ไม่ยอมแก้ไข

บอกให้ไปกราบหลวงปู่
ก็เดินไปไหว้ไกลๆ ทีนึง
แล้ววิ่งมา
แล้วกลับไปไหว้อีก
แล้ววิ่งมาอีก
ถอดรองเท้าขึ้นไปจะกราบอีก
แต่ได้แต่ไหว้ห่างๆ แล้วรีบลงมา
สักพัก แดดเช้าบอกว่า ต้องลงไปกราบเท้าหลวงปู่
เขาบอกว่า ไม่กล้า
ถามว่า ทำไมไม่กล้าล่ะ
กลัวแม่ไม่รอ
บอกว่า แม่กับป้ารุ่งรออยู่ตรงนี้นะ ไปกราบก่อนเลย
เขาบอกว่า กลัวเลอะ
ก็เลยย้อนถามเขาไปว่า ทีเล่นหินยังไม่เห็นกลัวเลอะเลย เขาก็อึ้งไป
แดดเช้าจึงกราบให้ดู กราบลงกับพื้นให้เห็นเลย
เขาก็ไม่กล้า
แม่จึงเดินหนี

เขาเดินตาม
แม่ไม่สนใจ
เดินไปได้สักพัก เขาบอกว่า หยาอยากไปกราบหลวงปู่ง่ะ ให้หยาไปกราบหลวงปู่
ร้องไห้อยากกลับไปกราบหลวงปู่

แม่จึงสอนว่า เวลามีโอกาสแล้วหยาไม่ทำ ตอนนี้หมดโอกาสแล้ว หลวงปู่ท่านไม่อยู่ให้กราบแล้ว ท่านจะพัก ท่านจะจำวัดแล้ว ทำไมเมื่อกี้ไม่รู้จักทำ
อ๊ายหยาบอกว่า กลัวแม่ไม่รอ
แม่บอกว่า แม่บอกแล้วว่า จะรอ ให้หยาทำ หยาไม่ทำเอง
แล้วแม่ก็เดินอย่างไม่สนใจ ให้เขาเดินตามไป
เขาสะกิดแขนแม่ บอกว่า แม่ครับ หยาขอโทษครับ หยาจะไม่ทำอีกแล้วครับ

เด็กน่ารักคนนี้ เป็นเด็กมีเหตุมีผล
เวลาตีเขา เขามักจะไม่ค่อยจะสนใจสักเท่าไหร่ ยังทำซ้ำๆ
แม่จึงต้องใช้วิธีนี้

หลวงปู่สรรเสริญว่า แม่ของอ๊ายหยามีปัญญาในการสอนลูกดีเหลือเกิน
เด็กขนาดนี้ ต้องทำอย่างนี้ ไม่เช่นนั้น โตขึ้นจะเสียคนได้ง่ายๆ
และเด็กอย่างอ๊ายหยา เป็นเด็กฉลาด
ถ้าฝึกไม่ดี ก็จะแย่ง่ายๆ
ถ้าฝึกดี ก็จะมีปัญญามาก และจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมสืบต่อไป

หลวงปู่มักไม่สรรเสริญใคร
แดดเช้าไม่เคยเห็นหลวงปู่สรรเสริญใครต่อหน้าเลย
ท่านบอกว่า คำสรรเสริญนี่อันตรายนักหนา

บางคน ได้รับคำสรรเสริญมามากๆ
วันหนึ่ง ใครสักคนติเตียน เพื่อให้เขารู้ตัว
เขาก็จะรู้ตัวได้ยาก

ท่านจึงบอกว่า กับเด็กๆ ไม่ควรสรรเสริญ หรือแสดงความรักต่อหน้าเด็ก
ควรวางอุเบกขาให้มากๆ
เด็กจะได้เป็นเด็กที่รู้คิด และมีสติ
ไม่หลงไปกับโลกธรรมต่างๆ

เมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาก็จะไม่แสวงหาความรัก
คงที่แม้อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยโลกธรรมต่างๆ
ไม่หวั่นไหวกับสิ่งใดๆ
ยึดมั่นอยู่ในความเป็นจริง

การดูแลเด็กให้เด็กเข้าใจชีวิต
นี่เป็นอุบายที่ดีเหลือเกิน

ท่านบอกว่า ไม่ควรสรรเสริญเด็กต่อหน้าคนอื่นๆ
ไม่ควรให้เด็กเหลิง ระเริง
ไม่ควรตามใจเด็ก แต่ควรจะให้เป็นไปตามธรรมที่เด็กควรจะได้
เพื่อเด็กจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพสืบต่อไป
ยึดมั่นอยู่ในความจริง ไม่หลงเพ้อฝันอยากได้ อยากมี อยากเป็น ทะยานอยากในสิ่งต่างๆ

ขอนอบน้อมกราบปัญญาบารมีของหลวงปู่ด้วยจิตอันเคารพ หากธรรมทานที่ข้าพเจ้าตั้งใจบันทึกเพื่อให้ผู้อื่นได้อ่าน คิดใคร่ครวญ และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ข้าพเจ้าขอน้อมถวายบุญกุศลนี้แด่หลวงปู่เจือ สุภโร และมอบบุญกุศลนี้ให้แก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอให้ทุกท่านได้เข้าถึงสัจธรรม มีดวงตาแจ่มกระจ่างในการเห็นความเป็นจริงของโลกและชีวิตด้วยอานุภาพคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยเทอญ สาธุๆๆ




 

Create Date : 03 เมษายน 2548    
Last Update : 3 เมษายน 2548 22:30:24 น.
Counter : 313 Pageviews.  

ไหว้ครู - หลวงปู่เจือ สุภโร (3)

"อาตมาไม่ปดมาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ"
เมื่อมีคนมาหาหลวงปู่ หลวงปู่มักจะถามว่า
"ปดบ้างหรือเปล่า?"

บางคนก็บอกว่า
"บางทีก็ปดบ้าง"
บางคนก็ตอบว่า
"ไม่ค่ะ"

แล้วหลวงปู่ท่านก็แสดงธรรมว่า
"การไม่ปดนี่ดีเหลือเกิน อาตมาไม่ปดตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เพราะอ่านหนังสือเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ ตอนอายุ 9 ขวบ อาตมาชอบปด แล้วผู้ใหญ่ก็หัวเราะเห็นว่ามันน่ารัก เรียกว่า 'ขี้ปดๆ' อาตมาก็หัวเราะเห็นว่า เป็นสิ่งดี ใครๆ ก็เอ็นดู คิดว่าเป็นคำสรรเสริญ

มีอยู่ครั้งหนึ่งพูดความจริง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ รู้สึกเสียใจเหลือเกิน คิดซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นแหละว่า ทำไมนะ .. ทำไมนะ

จนวันหนึ่ง อาตมาไปอ่านนิทานเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ ตั้งแต่นั้นมาจึงตั้งใจจะเลิกปด พูดความจริงตลอดมา

พูดความจริงนี่สบายเหลือเกิน มันจบเรื่อง ไม่ต้องจำเรื่องว่าตัวเองแต่งเรื่องว่าอะไรไปบ้าง"

แล้วหลวงปู่ก็แสดงธรรมต่อไปอีกว่า
"พระโสดาบันขึ้นไป ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องจำเป็นต้องปดอีกแล้วนะ แต่ปุถุชน เหมือนๆ จะมีเหตุต้องปดซะเรื่อย อาตมาเคยอ่านคำกล่าวของนักปรัชญาชาวญี่ปุ่นอยู่ท่านหนึ่ง เขียนบอกว่า 'มนุษย์ทุกคนขี้โกงหมด ขึ้นอยู่กับว่ามีโอกาสจะโกงหรือไม่" ตอนนั้นอาตมาเป็นตำรวจที่ตั้งใจจะทำงานด้วยความสุจริต คิดทวนซ้ำๆ เกี่ยวกับคำกล่าวนี้เรื่อยมา คัดค้านเสมอมาว่า ไม่จริงหรอก อาตมาจะไม่โกง แม้จะมีโอกาสโกง

วันหนึ่ง อาตมาก็มารู้ความจริงว่า ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ก็ต้องมีเหตุอันทำให้โกงได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่า จะโกงได้มากหรือน้อยเท่านั้น

แต่ถ้าเป็นโสดาบันขึ้นไป ต่อให้อดตายยังไง ก็จะไม่ผิดศีล ...

โอ้ววว ... นักปรัชญาชาวญี่ปุ่นคนนั้นเข้าใจความจริงดีเหลือเกิน เพียงแต่เขากล่าวไม่ค่อยจะชัดเจนเท่านั้นเอง"

แล้วหลวงปู่ก็มักจะกล่าวย้ำเสมอๆ ว่า
"อย่าปดนะ .... "

เขาก็มีจิตเหมือนกับเรา เพียงแต่มี บาป - บุญ ห่อหุ้มจิตให้แตกต่างจากเรา
หลวงปู่มักแสดงธรรมเรื่องการฆ่าสัตว์ว่า
"ไม่ว่าจะเป็นนรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา มาร พรหม ล้วนแต่ก็มีจิตไม่ต่างกันหรอก เพียงแต่มีบาป-บุญห่อหุ้มจิตไว้ทำให้มีความแตกต่างกันเท่านั้นเอง เขามีความสุขแท้ๆ อยู่ภายใน แต่เขาไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น เขายังเป็นปุถุชนที่ยังไม่เห็นแจ้งจิตของตัวเอง"

แล้วก็เล่าต่อว่า
"อาตมาตั้งใจจะไม่ฆ่าสัตว์ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ตอนนั้นพี่ชายไปจับปลา แล้วให้อาตมาไปด้วย อาตมาก็จับแล้วก็ปล่อย ให้เหลือไว้สัก 3 ตัว เสียงวิกน้ำดังขึ้นมาครืดคราด แต่อาตมาฟังเป็น 'ศีลขาด ... ศีลขาด'

พี่ชายมาเห็นอาตมาจับปลาได้แค่สามตัว ก็ตบหัวเอา บอกว่า เอ็งหาปลาตั้งนานได้แค่นี้เองหรือ ....
ก็เดินกลับบ้านกัน แล้วแอบปล่อยปลาด้วย .... อาตมาได้ยินเสียงนั้นดังเป็น 'ไม่ขาด ... ไม่ขาด'

กลับถึงบ้าน พี่ชายก็ไม่ให้อาตมากินปลาด้วย เพราะแอบไปปล่อยปลา ...."
(เรื่องเล่านี้จำไม่ครบถ้วนนะคะ อาจจะมีการคลาดเคลื่อนผิดพลาด ขอขมาไว้นะที่นี้ด้วย ถ้าได้ข้อมูลใหม่มา จะนำมาแก้ไขตามความเป็นจริงค่ะ)

เรื่องของศีลนี่ ถ้ารักษาได้เป็นปกติ ก็จะสบายเหลือเกิน ....

จะยังไงก็ได้ ... วินัยต้องไม่บกพร่อง
หลวงปู่ท่านเล่าว่า ท่านเคยคิดว่า ถ้าเราจะเพียรรักษาศีล 227 ข้ออย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามธรรมวินัยให้ครบถ้วน หมู่พวกจะต้องติเตียนเอาเป็นแน่ .... เพราะหมู่พวกไม่ค่อยรักษาวินัยกัน

แต่พอมาคิดทวนไปทวนมา ถึงหมู่พวกจะติเตียนหรือรังเกียจ เราก็อยู่เพียงลำพัง ถึงอยู่เพียงลำพัง เราเพียรรักษาวินัยอย่างดี ชาวบ้านก็ศรัทธาเลื่อมใสในสิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติ ไปบิณฑบาต เราก็ยังได้อาหารมาฉัน ไม่อดตายหรอก

ถ้าหมู่พวกไม่ต้อนรับเรา เราปฏิบัติเพียงลำพัง ปลีกมาอยู่ในที่ที่หนึ่งเพียงลำพัง เราปฏิบัติตามวินัยอย่างเคร่งครัด เราก็ไม่อดตายเหมือนกัน

คิดดูแล้ว ... ถ้าเรารักษาวินัยเพียงคนเดียว เราก็อยู่ได้ และพระศาสนาก็ยังอยู่ได้
จึงตัดสินใจรักษาวินัยอย่างเคร่งครัดตลอดมา โดยไม่หวั่นเกรงอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น

เมื่อมีผู้ถวายปัจจัย หลวงปู่ท่านให้ใส่ซอง แล้ววางไว้ ท่านไม่หยิบจับปัจจัย ...
ได้โอกาสก็ให้ลูกศิษย์เก็บใส่ตู้ไว้ให้

เมื่อมีการถวายสังฆทาน ท่านก็ให้แยกอาหารออกจากเครื่องสังฆทาน ถวายเฉพาะสิ่งที่จะรับประเคนได้ ส่วนอาหารแห้ง อาหารสด ก็ให้ไปไว้ในครัว

แม้แต่ ยาแคปซูล เมื่อท่านรู้ว่า ตัวแคปซูลยาเป็นแป้ง ท่านยังนำแป้งออกมา แล้วฉันเฉพาะตัวยา .... เพราะแป้งเป็นอาหาร ฉันหลังเที่ยงไม่ได้ หมอจึงบอกว่า ท่านจะเคร่งวินัยมากไปหรือเปล่า เพราะพระรูปอื่นๆ ไม่สนใจเรื่องนี้เลย

วันหนึ่ง ...
แดดเช้าเตรียมน้ำหวานชงกับเกลือมะนาวประเคนท่าน ไม่ละเอียดพอ ไม่ทันกรองน้ำมะนาวซะก่อน
ท่านฉันไปคำหนึ่งแล้วท่านก็หยุดฉัน ถามแดดเช้าว่า
"รุ่ง .... กรองน้ำมะนาวก่อนหรือเปล่า"
"เอ่อ .... เปล่าเจ้าค่ะ ขอขมาเจ้าค่ะ รุ่งลืม"

ท่านจึงนำน้ำแก้วนั้นคืนให้แดดเช้าไปดื่ม .... เพราะผิดวินัยสงฆ์ที่ฉันน้ำผลไม้ที่มีกากหลังเที่ยงวัน

แสดงธรรมกับผู้หญิง .... ต้องมีบุรุษอยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน
วันหนึ่ง แดดเช้าแวะไปหาท่าน
คนอื่นๆ กลับกันหมดแล้ว .... เหลือแดดเช้าเพียงคนเดียว

หลวงปู่ท่านเรียกหาพระที่อยู่กับท่านมานั่งด้วย
เพราะท่านบอกว่า อยู่กับผู้หญิงเพียงลำพังในที่รโหฐาน เป็นการผิดพระวินัย

ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยพุทธกาล มีพระภิกษุรูปหนึ่งพาน้องสาวไปธุดงค์ด้วย แต่เป็นน้องสาวก็ไปธุดงค์กันด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับออกมาจากธุดงค์ กลับได้รับการครหาติเตียนจากชาวบ้านเป็นอันมาก

ทำให้ศาสนามัวหมองลง พระพุทธองค์จึงบัญญัติพระวินัยนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันการครหาติเตียน ถึงแม้พระภิกษุรูปนั้นจะบริสุทธิ์ใจเพียงใดก็ตาม แต่เราห้ามความคิดของผู้อื่นไม่ได้ จึงเป็นการป้องกันศาสนาไว้อีกทางหนึ่ง

การรักษาวินัย ... ทำให้ศาสนาดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างแท้จริง

ศีลที่ผ่องแผ้ว จริยาแกล้วกล้า
หลวงปู่จึงไม่เกรงกลัวใคร เพราะท่านมั่นคงต่อพระธรรมพระวินัย
ศีลท่านไม่บกพร่อง ท่านจึงไม่มีความผิดใดๆ ที่ต้องครั่นคร้าม
จริยาของท่านจึงงดงามและแกล้วกล้า ปัญญาญาณเฉียบคมลึกซึ้ง

แดดเช้าฟังท่านแสดงธรรมบ่อยครั้ง ... ทำให้รู้สึกว่า ทุกคำของท่านเป็นคำจริง เป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องอ้างอิงตำรายากๆ แต่อย่างไร การแสดงธรรมของท่านฟังง่าย แม้จะลึกซึ้งยิ่งนัก

ไม่เคยได้ยินได้ฟังพระท่านใดที่กล้าแสดงธรรมลงลึกถึงเรื่องจิตใจได้ขนาดนี้เลย ... ท่านมักพูดเรื่อง มรรคผล ทุกข์ปกปิดและทุกข์ไม่ปกปิด

ท่านว่า ในโลกนี้ไม่มีสุขเลย มีแต่ทุกข์ สุขในโลกคือ ทุกข์ปกปิด นั่นเอง

น้อมกราบศีลานุวัตรของท่านด้วยใจเคารพ
แดดเช้านึกถึงท่าน ก็นึกน้อมกราบศีลานุวัตรของท่านแทบจะแนบแผ่นดิน
เพราะศีลที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้วนี่เอง ที่ทำให้เกิดความสงบใจเป็นที่ยิ่ง
และทำให้กิเลสที่อยู่ในใจร่วงหลุดได้ง่ายๆ

ความพยาบาท ที่คิดเบียนเบียนทำร้ายใคร ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะศีลสะกัดกั้น
ความโลภ อยากได้ของผู้อื่นก็เกิดขึ้นไม่ได้
ความใฝ่ในกามราคะ ความมายาสาไถย เล่ห์ทุบาย ความไร้สติและประมาท ล้วนเกิดขึ้นไม่ได้ทั้งสิ้น

ถ้าศีลบริสุทธิ์ ก็กระเทาะกิเลสของปุถุชนให้ร่วงมลายลงได้ไม่ยาก

ขอน้อมกราบ ศีล ของหลวงปู่เจือ สุภโร
ขออนุโมทนาบุญของท่าน อนุโมทนาศีลแห่งท่าน ขอให้การอนุโมทนาบุญของข้าพเจ้าในครั้งนี้ จงเป็นอานิสงส์ให้ข้าพเจ้าได้มีปัญญารู้เห็นธรรมอย่างลึกซึ้ง แตกฉาน และแยบคาย เพื่อประกอบกิจทางพระศาสนา ช่วยเหลือผู้คนให้ได้พบแสงสว่างทางปัญญา ด้วยอานุภาพคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์อันหาประมาณมิได้ นี้ด้วยเทอญ

ขอให้ความปรารถนาของข้าพเจ้าจงเป็นจริงทุกประการ สาธุๆๆ

ขอมอบบุญกุศลทั้งหมดทั้งสิ้นอันเกิดจากธรรมทานของข้าพเจ้า ถ้าเกิดประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลเช่นใด ก็ขอให้ทุกท่านจงได้รับบุญของข้าพเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ เพื่อให้ทุกท่านได้รับความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยอานุภาพคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยเทอญ สาธุๆๆ




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2548 21:04:13 น.
Counter : 262 Pageviews.  

ไหว้ครู - หลวงปู่เจือ สุภโร (2)

ผู้ที่ทรงไว้ซึ่ง "อุชุปะฏิปันโน"
หลวงปู่เจือ สุภโร เป็นพระธรรมยุกติ
ท่านฉันอาหารมื้อเช้าเพียงมื้อเดียว
แต่ท่านยังแข็งแรงอยู่มาก อายุเกือบ 90 ปี แต่เหมือนมีอายุเพียง 60 ปีเท่านั้นเอง

ท่านพูดตรง พูดจริง
ไม่มีการเกรงใจใคร ไม่สนใจว่า ใครจะมาหาท่านอีกหรือเปล่า
ไม่สนใจว่า ใครจะนับถือท่านหรือไม่อย่างไร
ท่านต้องการให้คนมาหาท่านเพื่อขอข้อปฏิบัติจากท่าน
ถ้าใครมาแล้วไม่ต้องการการปฏิบัติ บางทีอาจจะถูกท่านดุไล่กลับไปด้วยซ้ำ
ไม่มีการประจบ พูดดี เอาใจใครทั้งสิ้น
ท่านพูดทุกอย่างเป็นไปตามธรรมตามวินัย

ท่านปฏิบัติตามพระธรรมวินัยทุกข้อ ไม่มีขาดตกบกพร่อง
ไม่หยิบจับปัจจัย ถ้าใครจะถวายใส่ซองเอาไว้ แล้วให้ลูกศิษย์ไปเก็บให้
ท่านจะมีหน้าที่ตรวจสอบเงินในธนาคารของท่าน
เงินเหล่านี้ ท่านจะพิมพ์หนังสือแจก

ถ้าใครอยากได้ข้อปฏิบัติ อยากได้หนังสือ ก็ไปพบท่านเพื่อขอกรรมฐานได้
สำนักของท่านอยู่ที่ซอยร่วมสุข ใต้ทางด่วนปทุมธานี - นครนายก

กระแสเสียงท่านทรงพลัง ออกเสียงชัดทุกถ้อยทุกคำ
แดดเช้าเคยฟังหลวงปู่สวดสรภัญญะให้ฟัง
ฟังแล้วเหมือนสมาธิเกิดได้เลย ไพเราะยิ่งนัก
ท่านออกเสียงทุกถ้อยทุกคำชัดมาก

กระแสเสียงของท่านทำให้เกิดสมาธิมั่นดีเหลือเกิน
เวลาฝึกสมาธิ ถ้าท่านคุมอยู่ด้วย สมาธิจะเกิดได้ง่ายๆ

ท่านมักจะสอนแดดเช้าเรื่องการออกเสียงอยู่บ่อยครั้ง
ลูกศิษย์ของท่านบางคนแนะว่า ให้แดดเช้าจำเสียงของหลวงปู่ไว้ แล้วหัดพูดให้ได้อย่างท่าน

เจ้าค่ะ .... หนูกำลังปฏิบัติตามอยู่

ท่านเหมือนผู้ยืนอยู่บนที่สูงๆ เราเหมือนผู้ที่อยู่ล่างกว่า - คำพูดทุกคำของหลวงปู่ถูกต้องหมดเลย ถ้าเราไม่เข้าใจ นั่นคือปัญญาเรายังตามไม่ทันท่าน
แดดเช้าเคยคิดเถียงท่านหลายเรื่อง
ภายหลังก็ต้องไปขอขมาทุกที
เพราะพิสูจน์ได้ว่า ท่านพูดถูกทุกคำ
แต่อาจจะเร็ว อาจจะช้า นั่นขึ้นอยู่กับว่า การใคร่ครวญของแดดเช้าจะละเอียดและเข้าใจได้เร็วหรือช้าเพียงใด

บางทีอาจจะเพียงไม่กี่นาที
บางทีอาจจะหลายชั่วโมง
บางทีอาจจะหลายวัน
บางทีอาจจะเป็นเดือน

แต่ที่ผ่านมา แดดเช้าเป็นอันต้องขอขมาท่านทุกครั้ง
ทุกสิ่งที่ท่านพูด ท่านบอก เป็นสิ่งจริงหมด
แดดเช้าเห็นอย่างที่ท่านพูดจริงๆ

"เวลาคุยกับหลวงปู่ต้องหมั่นใคร่ครวญ"
แดดเช้ามักจะบอกตัวเองเช่นนี้

ท่านว่าอะไรมา บางทีไม่เข้าใจ ก็ถามท่าน
บางทีท่านก็อธิบาย
บางทีท่านก็ติเตียนว่า โง่เหลือเกิน
บางทีท่านก็ตอบว่า "ไม่รู้สิ"
ตามแต่ว่า เรื่องนั้นๆ จะตอบอย่างไรให้แดดเช้ารู้ได้
ปัญญาญาณท่านกว้างไกลยิ่งนัก

ความพิเศษของท่านที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
มีอาจารย์ผู้หนึ่ง ครั้งแรกที่มาเป็นผู้ที่มีความถือตัวถือตนสูงมาก
แดดเช้าปวดหัวเลย เขาจะพูดเกี่ยวกับความรู้ของเขา และดูเหมือนเขาจะแข็งๆ
คุยกับหลวงปู่ ก็มีความรู้โต้ตอบหลวงปู่เยอะมาก

ครั้งที่สอง เขามาอีก
อ่อนลงไปเยอะ แต่ก็ยังติดนิสัยชอบสอน
เวลาหลวงปู่แสดงธรรมให้เขาฟัง เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็น

ครั้งต่อๆ มา ก็มาบ่อยๆ
แดดเช้าเห็นการเปลี่ยนแปลง เขานิ่งลง อ่อนลง
มานะ - ความถือตัวถือตน หายไปไหนเกือบหมดไม่รู้
จางลงเยอะ แม้จะมีกิริยาท่าทีติดๆ อยู่บ้าง

อัศจรรย์ใจเหลือเกิน จึงเรียนถามหลวงปู่
"หลวงปู่เจ้าขา ทำไมอาจารย์คนนี้ถึงมีกิริยาเปลี่ยนไป ครั้งแรกดูเหมือนยิ่งใหญ่มากเลยนะเจ้าคะ"
"คงมาที่นี่บ่อยๆ แล้วได้รับกระแสจิตของพวกเราละมัง เลยเปลี่ยนแปลงตัวเองได้"
"ยังงั้นรึเจ้าคะ"

แดดเช้าก็เลยกลับมาดูตัวเอง
แดดเช้าคุยกับหลวงปู่ทุกวัน วันละหลายครั้ง
แดดเช้าก็คงได้รับกระแสจิตจากท่านที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้างสินะ

แต่ ...... แดดเช้าก็ยังกิเลสหนาเหมือนเดิม
เพียงแต่จิตใจถูกเกลามากขึ้น ยอมรับอะไรได้มากขึ้น จิตเปิดมากขึ้น สัมผัสสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
และยิ่งทบทวนถึงอดีตที่ผ่านมาด้วยแล้ว
ทำไมนะ .... เมื่อก่อนเราจึงสกปรกอย่างนี้ น่าสะอิดสะเอียน น่าอิดหนาระอาใจ

เฮ้อ .... ปุถุชน แปลว่า ชนผู้หนา เป็นเช่นนี้เอง

ท่านบอกว่า ถ้าเรายอมรับความผิดเลวของเราเองได้ เท่ากับเราตั้งใจจะคิดละในความผิดเลวนั้นๆ แล้ว
บางทีก็ท้อใจ เรียนบอกหลวงปู่ว่า
"หนูเห็นตัวเองสกปรกจังเลยเจ้าค่ะ กิเลสที่ไม่ดีๆ มีเยอะเหลือเกิน"
ท่านบอกว่า เราเห็นอย่างนี้ เท่ากับว่า เราตั้งใจละไม่ทำอีกต่อไปแล้ว
แต่เป็นการละแบบข่มเอาไว้เท่านั้นนะ
ยังไม่ได้ละอย่างจริงๆ

ท่านกล่าวเช่นนี้ ก็เป็นกำลังใจให้แดดเช้ามากทีเดียว

ท่านเคยสอนว่า ก่อนนอน ให้นึกทบทวนตัวเองว่า วันนี้เราทำอะไรบ้าง
อะไรเป็นสิ่งดีบ้าง อะไรเป็นสิ่งไม่ดี
สิ่งไม่ดี เราก็ตั้งใจว่า เราจะไม่ทำอีก
เป็นการตรวจศีลประจำวัน

กราบครูบาอาจารย์ผู้ชี้ทางสว่างทางจิตให้กับแดดเช้า
เดี๋ยวนี้ แดดเช้านึกกราบท่านแทบจะแนบกับแผ่นดินทุกๆ ครั้งที่นึกถึงความสุขทางจิตของตัวเอง
แดดเช้ารู้สึกว่า จิตแดดเช้าเบา สว่างขึ้น เพราะแดดเช้าได้รู้ได้เห็น และมีปัญญาละเอียดขึ้นทุกวันๆ
ถึงแม้จะยังไม่ถึงมรรคผลก็ตาม
แต่ก็อุ่นใจและเบาใจเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ชาตินี้เราก็ต้องเข้าถึงความจริง
ชาติหน้าของเราไม่มีแล้ว คงจะอยู่บนสุทธาวาส
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องเพียรปฏิบัติต่อไปให้ถึงมรรคผล

นึกกราบครูบาอาจารย์แต่ละครั้งๆ รู้สึกกายเบาทุกครั้ง
กราบคุณพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์
นึกกราบทุกๆ ท่านที่อยู่เบื้องบน
นึกกราบทุกๆ สรรพสิ่งบนโลกนี้
แปลกดี .... ทำไมถึงรู้สึกนึกกราบได้ขนาดนี้

พูดถึงการกราบ
การกราบเป็นเหมือนธรรมาธิษฐานอย่างหนึ่ง
มนุษย์เราเป็นผู้มีหลังตั้งฉากกับพื้น
มีหัวชูขึ้นฟ้า
เป็นผู้มีมานะ (ถือตัวถือตน) สูง

แต่การกราบ ทำให้เราลดมานะลง
เราทำหลังของเราแนบกับพื้น
หน้าผากของเราจรดกับพื้น

ถ้าเรากราบด้วยสมาธิ จะรู้สึกได้ทันทีเลยว่า ตัวของเราจะเบาลงเยอะ
เบาจนแนบเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง

หลวงปู่เคยสอนแดดเช้าให้กราบให้สวยๆ
แดดเช้าก็ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง
มาอีกครั้ง กราบหลวงปู่
ท่านก็ยังพูดอีกว่า
"ไอ้รุ่งยังกราบไม่ได้จังหวะเลยสิน่า"
แล้วท่านก็กราบให้ดูอีกรอบ แดดเช้าก็ทำตาม
ท่านก็หัวเราะ บอกว่า ไปฝึกที่บ้านแล้วดูตัวเองกราบเรื่อยๆ นะ

หลวงปู่ท่านกราบสวยมากๆ เลยค่ะ .... ขอบอก

ครั้งต่อมา ไปหาท่านอีก
กราบอีก ท่านก็พูดอีก
"ไอ้รุ่งมันยังกราบไม่ได้จังหวะเลยสิน่า"
สงสัยสติยังไม่แนบกับกายสนิทนัก เลยทำให้ท่วงท่าไม่งดงามเท่าไหร่

อดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า หนูก็กราบสวยขึ้นกว่าเดิมแล้วนะคะ : )

ขอให้ทุกท่านหมั่นกราบกันบ่อยๆ นะคะ
กราบอย่างตั้งใจ กราบด้วยสมาธิ แล้วจะรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง
จะรู้สึกเบากายสบายใจ
และเข้าถึงความสุขอย่างซาบซึ้ง

หากบันทึกของแดดเช้าก่อให้เกิดประโยชน์แก่ท่านผู้ใด หรือหลายๆ ท่านก็ตาม แดดเช้าขออนุโมทนาบุญของทุกๆ ท่านด้วยนะเจ้าคะ และด้วยอานุภาพคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ ขอให้บุญกุศลทั้งหลายที่ข้าพเจ้าตั้งใจสร้างเป็นธรรมทานในครั้งนี้ ถวายแด่หลวงปู่เจือ สุภโร และมอบให้แก่ทุกๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน และนำข้อปฏิบัติไปปฏิบัติเป็นสัมมาทิฐิ และ สัมมาสมาธิ ด้วยเทอญ

สาธุๆๆ




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2548 12:07:25 น.
Counter : 469 Pageviews.  

ไหว้ครู - หลวงปู่เจือ สุภโร (1)

บุญบันดาล ให้พบพระธรรมของพระพุทธเจ้า
แดดเช้าศึกษาธรรมะมาตั้งแต่เด็กๆ
ศึกษามามากเท่าไหร่ ก็ไม่เห็นทำให้แดดเช้าพ้นไปจากกองทุกข์ได้เลย
ยังมี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม และทุกข์อยู่เนืองแน่นในเบญจขันธ์

แดดเช้าแสวงหาวิธีปฏิบัติ ไปฝึกกรรมฐานมาหลายที่หลายสำนัก
แต่ก็ไม่เคยรู้แจ้งอะไรสักอย่างเดียว

วันหนึ่ง ด้วยความโหยหาของแดดเช้า
แดดเช้าอยากหาที่เงียบๆ นั่งสมาธิสักที่
ไปวัดพระศรีฯ บางเขนดีกว่า ....
อยู่ใกล้ๆ มาเป็นปีแล้ว ยังไม่เคยไปสักที

เข้าไปนั่งสมาธิ ร้อนก็ร้อน อึดอัดก็อึดอัด
สมาธิดิ่ง สำคัญว่าสบาย จะหลับคาสมาธิอยู่นั่นแล้ว

ชายหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งมากราบพระอยู่ตรงหน้า
แดดเช้าทนไม่ไหวแล้ว ร้อนเหลือเกิน จึงสะกิดเขา
"พี่ๆ ช่วยหนูสักนิดนึงนะคะ เมื่อกี้หนูจะเปิดพัดลม เปิดไม่ได้สักที"
"ได้เลยน้อง" แล้วเขาก็เปิดพัดลมให้

"น้องๆ นั่งสมาธิวิธีไหน"
"ก็นั่งดูลมหายใจ"
"ฝึกวิธีของหลวงปู่เจือ สุภโร บ้างไหม?"
ด้วยความตื่นเต้น บ้าของใหม่ ก็เลยสนใจ
ฝึกจนครบทุกขั้นตอน

"หลวงปู่เจือ คือใคร"
"ท่านอยู่แถวคลองประปานะ"
"พาหนูไปหาตอนนี้เลยได้ไหม"
"ตอนนี้เลยเหรอ คือ พี่มางานบวชน้องชายนะ พรุ่งนี้พี่จะไปใส่บาตรหลวงปู่ จะติดรถไปด้วยก็ได้ เจอกันตอนเจ็ดโมงเช้าที่แยกปากเกร็ด ท่านฉันมื้อเดียวตอนเจ็ดโมงครึ่ง"

วันรุ่งขึ้น แดดเช้าก็ไปตามนัด
พี่คนนี้ ก็รายงานหลวงปู่เสร็จสรรพเลยว่า พบแดดเช้าได้อย่างไร

มาวันแรก ก็ถูกดุ
"ฝึกกรรมฐานวิธีไหนมาบ้าง"
"หลายวิธีค่ะ"
"ฝึกมาหลายวิธี ไม่ค่อยอยากจะสอนเลย เดี๋ยวเอามาเปรียบเทียบกัน แล้วคิดฟุ้งอะไรไปอีก ไม่ค่อยได้ผล"

สักพัก ไม่รู้ว่า ท่านถามอะไรแดดเช้าอีก
แต่รู้ว่า ท่านก็เสียงดังใส่
แดดเช้าก็หัวเราะ ไม่ค่อยรู้สึกโกรธอะไรเลย

แดดเช้าหายไปสองสามสัปดาห์ พี่คนนั้นก็โทร.มาหา ถามว่า ไม่เห็นไปหาหลวงปู่เลย หลวงปู่ท่านคิดถึงอยู่เหมือนกันนะ
"งั้นพรุ่งนี้รุ่งไปเลยนะ"
ดูเหมือนพี่คนนั้นคงจะนึกแปลกใจ ทำไมมันปุบปับ

"ไอ้รุ่งนี่ .... ดุมันยังไงมันก็ไม่โกรธ" - หลวงปู่มักพูดเช่นนี้
แดดเช้าไปหาท่านบ่อยขึ้น
บางทีท่านก็ดุว่า "มันพูดมากจริง พูดให้จบเป็นคำๆ ได้ไหม พูดอะไรฟังไม่รู้เรื่อง"

ท่านดุซะเรื่อย จนท่านถามแดดเช้าว่า
"ไม่ค่อยเห็นมันโกรธอะไรเลย ทำไมถึงไม่โกรธ"
"ถ้าเราโกรธเอง เราก็ทุกข์เอง คนอื่นไม่เห็นทุกข์กับเราด้วยเลย"
"มันข่มความโกรธไว้นี่นา"

เป็นจริงอย่างที่ท่านว่า ข่มความโกรธไว้ แล้วถ้าวันหนึ่งข่มไม่อยู่ ก็จะรุนแรงขึ้นกว่าปกติอีกมาก
เหมือนกับทุกวันนี้ที่แดดเช้านึกน้อยใจท่านซะเรื่อย
บางที ท่านก็ดุแรงๆ แดดเช้าก็ตกใจ ร้องไห้โฮ....

นี่แหละนะ ....ปุถุชน ไม่เห็นกิเลสตัวเอง

ท่านชี้โทษของความอยากเด่นอยากดัง
"ไอ้รุ่งมันหลงเกียรติยศชื่อเสียง มันอยากเด่นอยากดัง มันขี้เกียจขี้คร้าน"
ท่านดุแดดเช้าต่อหน้าคนอื่นๆ หลายๆ คนอย่างนั้นแหละ
คนมาทำบุญเต็มศาลาเลย
แดดเช้ารู้สึกโกรธอยู่ในใจ น้อยใจ เสียใจ

แต่ท่านไม่สนใจ ดุเสียงดังต่อ
"มันคิดว่ามันเก่งแล้ว มันดีแล้ว มันอยากให้คนสรรเสริญมัน ไอ้รุ่งมันเหลวไหล"
ตาเริ่มแดงๆ น้ำตาจะไหลแล้ว
ท่านก็ยังไม่สนใจอีก

"อิ๋ว ฝึกสมาธิไปนะ อย่าเอาอย่างไอ้รุ่ง มันขี้เกียจขี้คร้าน มันติดดี มันคิดว่า ดีแค่นี้พอแล้ว แล้วมันไม่สนใจทำให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป"
ท่านแนะอีกคนหนึ่ง โดยเปรียบเทียบกับแดดเช้า

เสียใจ น้อยใจ ประชดประชัน....
คิดว่า ถ้าถูกดุเรื่อยๆ อย่างนี้ จะไม่ไปหาหลวงปู่อีกแล้ว

กลับมาร้องไห้สองชั่วโมง
ปวดศีรษะไปหมดเลย ร้องจนสุดจิตสุดใจ เหนื่อยแล้วก็หลับ

ตื่นขึ้นมา หลวงปู่ท่านโทร.มา
"เป็นไงรุ่ง"
"หนูร้องไห้ หนูทุกข์ หนูน้อยใจหลวงปู่ หนูประชดประชันหลวงปู่ ตอนนี้เพิ่งตื่น หายแล้วเจ้าค่ะ"
"เออ"
"หลวงปู่เจ้าคะ หนูขอขมาหลวงปู่ด้วยนะเจ้าคะ เมื่อเช้าหนูไม่เข้าใจว่า หนูอยากเด่นอยากดัง หลงเกียรติยศชื่อเสียงที่ตรงไหนเลย หนูก็เลยน้อยใจ ทุกข์มาก ร้องไห้จนหลับไปเลย ตอนนี้หนูพอเข้าใจแล้วค่ะ

หนูพูดเยอะๆ เพราะต้องการให้คนอื่นเห็นว่า หนูฉลาด
หนูพยายามทำทุกอย่างให้คนอื่นสนใจหนู
หนูน้อยใจหลวงปู่แล้วประชดประชัน เพราะหนูอยากให้หลวงปู่ง้อหนู หนูก็เลยงอน หนูอยากให้คนสรรเสริญ อยากให้คนรักหนูเจ้าค่ะ

ตอนนี้หนูรู้แล้วค่ะ นิสัยเหล่านี้มันไม่ดีเลยนะเจ้าคะ หลวงปู่"

ท่านก็ตอบเสียงเรียบๆ ว่า
"อืม ... อาตมาก็อยากให้รุ่งรู้อย่างนี้เหมือนกัน บางทีอาตมาบอกไป รุ่งก็รู้จริงๆ ไม่ได้ พอรุ่งพูดออกมาอย่างนี้ นิสัยเหล่านี้ก็จางลงไปได้แล้ว อีกหน่อยก็จะหายไป แต่ถ้ารุ่งไม่รู้ตัว มันก็เป็นนิสัยน่าเกลียดๆ อยู่อย่างนั้นแหละ แก้ไขปรับปรุงไม่ได้"
"เจ้าค่ะ ... รุ่งต้องขอขมาหลวงปู่นะเจ้าคะที่น้อยใจหลวงปู่แล้วคิดประชดประชัน พลั้งปากไปว่า หลวงปู่ดุหนักๆ อย่างนี้ ไม่เอามรรคผลก็ได้ รุ่งขอถอนคำพูดเหล่านี้ที่พูดไปด้วยอารมณ์น้อยใจนะเจ้าคะ"
"เออ"

กระเทาะกิเลสของแดดเช้าหลุดไปตั้งเป็นกอง

ทำไมหลวงปู่ดุหนูจังเลยเจ้าคะ ทำไมไม่ดุคนอื่นบ้าง
"หลวงปู่เจ้าคะ รุ่งคิดว่า หลวงปู่มีปัญญามากมายที่จะรู้ว่า บุคคลไหนควรจะสอนด้วยอุบายใดนะเจ้าคะ แปลกใจที่พี่บางคนไม่น่าจะเอาอยู่ได้ แต่เขาก็ศรัทธาหลวงปู่มาก บางคนมานะสูง มีท่าทีที่แสดงอาการแข็ง คิดว่า ตัวเองรู้เยอะ การศึกษาดี พอมาหาหลวงปู่บ่อยๆ ก็อ่อนลงไปมากเลย รุ่งพยายามเรียนรู้อุบายในการสอนคนจากหลวงปู่ รุ่งยังไม่สามารถทำได้เทียบเท่ากับหลวงปู่เลยนะเจ้าคะ"
"อาตมาก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ..... บางที อย่างไอ้รุ่งมันก็ต้องดุ ไม่รู้ว่าทำไม แต่รู้ว่า ดุมันแล้วมันจะดีขึ้น"
"นั่นสิคะ .... ทำไมหลวงปู่ดุหนูจังเลยเจ้าคะ ทำไมไม่ดุคนอื่นบ้าง"
"คนอื่นบางคนมันพัฒนาดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว อาตมารู้ว่า ดุรุ่งแล้วรุ่งมันก็ไม่ชอบใจอาตมา แต่มันก็ไปไหนไม่ได้หรอก และอีกอย่างนึง อาตมาเคยเห็นท่านพ่อลีท่านฝึกลูกศิษย์ พวกที่มีปัญญาฟุ้งมากๆ ท่านจะไม่สรรเสริญมันหรอก แต่ท่านจะดุมัน ให้ปัญญามันเข้าที่"

อ๋อ .... เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ หลวงปู่

อย่าพูดไปหัวเราะไป มันน่าเกลียด
ท่านมักเตือนแดดเช้าเรื่องความติดสนุก
พูดไปหัวเราะไป ท่านบอกว่า มันน่าเกลียด

เมื่อก่อนแดดเช้าไม่เข้าใจ น่าเกลียดที่ตรงไหน?

แดดเช้าจึงเรียนถามท่าน ทำไมพูดไปหัวเราะไปถึงน่าเกลียดละเจ้าคะ
ท่านตอบว่า การที่เราพูดไปหัวเราะไป มันทำให้จิตใจคนอื่นหวั่นไหว ทำให้เกิดกิเลสกาม และก็ทำให้เราฟุ้งซ่านด้วย ถ้าเราพูดด้วยอารมณ์นิ่งๆ จิตใจของเราก็จะไม่ฟุ้งซ่าน ก็จะสงบ

พระอรหันต์ท่านจะไม่หัวเราะด้วยอารมณ์ฟุ้งซ่าน พระพุทธเจ้าก็เช่นกัน อย่างมากก็แค่แย้มพระโอษฐ์เท่านั้นเอง

เวลาพูดจาอะไร รักษาอารมณ์ให้สม่ำเสมอ
ปัญหาอีกอย่างของแดดเช้าที่ต้องแก้ไขก็คือ อารมณ์สูงๆ ต่ำๆ ในระหว่างการสนทนา
สติหลุดประจำ ....

"ดูอย่างพระเทพฯ สิ .... ท่านพูดอะไรอารมณ์คงที่เหลือเกิน พูดเหมือนสักแต่ว่าพูดอย่างนั้นแหละ เรียบๆ สม่ำเสมอ" ท่านแนะนำแดดเช้าเช่นนี้

"รุ่งลองทำอารมณ์ให้สม่ำเสมอเวลาพูดหน่อยนึง แล้วจะดี"


เมตตาธรรมมหาศาลของหลวงปู่เจือ สุภโร
เวลาไปหาท่าน ถ้ายังมีคนจะมาหาท่านอีก ท่านก็จะอยู่รอ
บางที ท่านยังไม่ได้พักเลยทั้งวัน
อายุประมาณ 87-88 แล้ว ท่านควรจะได้พักบ้าง แต่ท่านก็ยังรอ

บางคนมาเย็นมาก ถึงหกโมงเย็น
ท่านก็ยังเมตตาสอนกรรมฐาน แสดงธรรมต่อจนหัวค่ำ

บางคนมาดึกๆ ท่านก็ยังเมตตาแสดงธรรม โดยไม่แสดงอาการเหนื่อยหน่ายแต่อย่างไร

แดดเช้าจึงบอกกับลูกศิษย์ของท่านที่แดดเช้าพอจะบอกได้เรื่อยๆ ว่า
"คิดดูนะ หลวงปู่ท่านเมตตามหาศาลเพียงใด พอมีใครมาหาท่าน ท่านก็ต้อนรับแสดงธรรม และบางทีท่านก็โทร.หารุ่ง ให้รุ่งช่วยดูเวรกรรมให้ ให้รุ่งดูชีวิตของเขาให้ แล้วท่านก็แสดงธรรมผ่านการดูการเห็นตรงนี้ด้วย

ท่านเมตตามากมายมหาศาลอย่างนี้ ท่านตั้งใจให้วิธีปฏิบัติเพื่อให้ถึงการสิ้นกองทุกข์กับเราขนาดนี้แล้ว ต้องเห็นคุณท่านด้วยการปฏิบัติกรรมฐานตามที่ท่านแนะนำ เพื่อที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ท่านทุ่มเทและให้เรา ท่านไม่ได้ให้เราอย่างสูญค่า เราต้องปฏิบัติให้ถึงมรรคผล เพื่อเป็นการบูชาเมตตาธรรมของครูบาอาจารย์นะคะ"

หาครูดีๆ อย่างนี้ได้ที่ไหนอีก ....... แสนยากเหลือเกิน
เราปฏิบัติได้ผล แล้วท่านได้อะไร
ท่านไม่ได้อะไรเลย
นอกเสียจากว่า ปณิธานของท่านจะประสบผลสำเร็จ

ท่านปณิธานที่จะช่วยพระศาสนา
กรรมฐานของท่านเป็นไปตามธรรมตามวินัย
ถ้าเราปฏิบัติตาม เราได้บุญใหญ่ที่ดำรงพระศาสนาให้ทรงอยู่

ถ้าเราไม่ปฏิบัติตาม เหมือนกับเราดูถูกครูบาอาจารย์ที่ท่านสร้างสรรค์คุณค่ายิ่งใหญ่ เป็นบุญเป็นกุศลสำหรับเรา

ประโยชน์ทั้งหลายที่เกิดจากการปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ บังเกิดแก่เราทั้งหมดทั้งสิ้น
ท่านเองไม่ได้มีผลได้ผลเสียอะไรเลย ......

ท่านเคยบอกว่า พระพุทธองค์เคยตรัสว่า
การที่บุคคลเลื่อมใสพระองค์ ไม่ใช่เพราะเห็นพระองค์เป็นอย่างไรเลย แต่เป็นเพราะปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์แล้วได้ผล จึงเกิดความเลื่อมใสขึ้นมาต่างหาก

ท่านจึงมักเตือนแดดเช้าว่า เวลาสอนใคร ไม่จำเป็นต้องทำให้เขาเลื่อมใสหรอก แต่ถ้าวิธีปฏิบัติทำให้เขาปฏิบัติตามแล้วได้ผล เขาก็จะเลื่อมใสเอง

ใครทำได้ ก็ไม่ต้องยินดี
ใครทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องเสียใจ
ดีก็ไม่เอา ชั่วก็ไม่ละ

ของจริง เป็นสิ่งจริงในตัวเอง ผู้มีปัญญาก็จะแยกแยะออกเองว่า อย่างใดเป็นของจริง อย่างใดเป็นของปลอม

ขอให้ทุกท่านลองปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้านะคะ แล้วท่านจะเห็นผลตามความเป็นจริงเองว่า
ธรรมะของพระพุทธองค์ เป็น อกาลิโก - ใช้ได้ในทุกกาล ทุกสมัย
เอหิปัสสิโก - กล้าท้าให้มาพิสูจน์ด้วยตนเอง
และ ปัจจัตตัง - รู้เห็นได้ด้วยตนเองเท่านั้น ฟังคนอื่นพูด คนอื่นบอก อ่านจากที่คนอื่นเขียน สู้ปฏิบัติให้ถึงเองไม่ได้หรอกนะคะ

อานิสงส์จากธรรมทานของข้าพเจ้า ถ้าเกิดประโยชน์มากมายมหาศาลเพียงใด ขอให้บุญกุศลอันนั้นจงได้แก่ทุกๆ ท่านที่ได้อ่าน และถวายบุญทั้งสิ้นให้แด่ หลวงปู่เจือ สุภโร ครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิชากรรมฐานให้ข้าพเจ้าด้วยอานุภาพคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ ด้วยเทอญ สาธุๆๆ




 

Create Date : 08 กุมภาพันธ์ 2548    
Last Update : 8 กุมภาพันธ์ 2548 17:47:58 น.
Counter : 2476 Pageviews.  


แดดเช้า
Location :
พัทลุง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




[จะเป็นสะพานพาคนให้พ้นทุกข์]
...........................................................
หวังเกื้อกูลพระศาสนา
จึงตั้งค่าการหยั่งรู้ สู่มรรคผล
เพื่อรู้แจ้ง แห่งสัจธรรม นำใจคน
พาหลุดพ้น เป็นคันฉ่อง ครรลองธรรม : )

เกิดตายมาหลายหนจนนับไม่ถ้วน
ชาติหน้า หน่ายแล้ว ไม่อยากเกิดอีกแล้ว )

..............................................................
นาม ฉันนั้นแดดเช้า ........... ทอทอง
รูป แจ่มสดใสมอง ................ สุขล้ำ
จุดหมาย ดั่งครรลอง ............. หวังวาด
คติ แน่นในเนื้อน้ำ .......... ดิ่งซึ้งรสธรรม

หวัง นำชนสู่เป้า ................... แดนฝัน
กิจ ที่อธิษฐานพลัน ............... หยั่งรู้
ใน ชีวิตคิดสรรค์ .................... สร้างโลก
ธรรม สถิตมั่นสู้ ........... ปราบสิ้นกิเลสมาร

สานชีวิตแดดเช้า .................... หยาดอรุณ
มองโลกเพื่อเจือจุน ................. แหล่งหล้า
อาบอุ่นประกายคุณ .............. ไตรรัตน์
เพียงนบสนองแกล้วกล้า ..... แจ่มแจ้งปัญญา

ค่าแห่งอุดมคติเน้น .............. ตรงธรรม
ประกาศศาสน์น้อมนำ ........ อริยะแจ้ง
ฉุดผองเหล่าชนถลำ ............ จมทุกข์
ชี้ฝั่งให้เห็นแห้ง ......... แห่งห้วงทะเลกรรม

จึงบำเพ็ญตบะกล้า ......... ทางใจ
เพื่อมรรคผลอำไพ ........... จิตแจ้ง
เห็นอริยสัจจ์สว่างใส...... ทุกข์ปลด
แล้วจึ่งล้างขัดแย้ง .......... เบิกฟ้าสันติธรรม

หวังนำคุณพระแพร้ว......... ชี้ทาง
สถิตจิตในสิ่งวาง ............. มั่นเข้า
แผ่คุณเมตตาถาง .............. อุปสรรค
สู่ทุกจิตค่ำเช้า ........... พบแผ้วผ่องใส.

Friends' blogs
[Add แดดเช้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.