Suckoja in Japan - Day 5 - ~Arima Onsen~



มันก็เหมือนกับการที่เราพยายามขจัดเสี้ยนหนามที่รบกวนจิตใจอยู่กระมัง เป็นเวลานานนับ 2
เดือนได้แล้วล่ะครับที่ผมลืมอัพเดตให้ซีรีย์ท่องเที่ยวมีสาระอย่างหลบๆซ่อนๆของผมที่ดินแดน
อาทิตย์อุทัย เอาเป็นว่าผมกลับมาสะสางต่อกะหมายความจะเอาให้จบในระลอกนี้ไปเสียให้สิ้น
พร่ำมากคงไม่ดี เชิญอ่านเนื้อความวันที่ 5 ต่อได้เลยละกันครับ

เริ่มวันที่ 5 กันอย่างปวดเศียรเวียนเกล้าอีกครา เมื่อแผนที่วางเอาไว้ว่าจะหาที่พักสำหรับ
การไปแช่บ่อน้ำร้อนยังไม่ได้เป็นตัวเป็นตนเลย แม้จะเสียเวลาเสิร์จหาอยู่เป็นชั่วโมงเมื่อคืน
ที่ 4 แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผลเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ดี สุดท้ายเกดจึงแนะนำให้ไปขอความช่วยเหลือ
จากคุณซูเปอร์เลขา (ที่กระผมจำนามไม่ได้แต่ชื่นชมในความสามารถขั้นเทพของเธอ) โดย
เราเดินทางกันไปมหาลัยเกียวโตกันอีกครา นอกจากเพื่อกินข้าวเช้าแล้ว ยังหมายรวมถึงการ
ไปพบคุณซูเปอร์เลขาด้วย เกดขึ้นไปหาคุณเลขาเพื่อขอความช่วยเหลือก่อน ส่วนพวกผมก็กิน
ข้าวหน้าหมูทอดราคาถูกของโรงอาหารกินพ่วงซุปมิโสะกับชาเติมฟรีจนมีกิริยาอันไม่พึงประสงค์
หลุดออกมาด้วย (เอิ๊บ~) เมื่อเดินไปที่ตึกเรียนหลักของเกด ขณะที่รออยู่หน้าตึก ผมก็สนุกกับ
การเก็บภาพของนักศึกษาที่ขี่จักรยานสัญจรไปมากันเพื่อจะเข้าเรียนวิชาช่วงเช้ากันให้ทัน เห็น
แล้วนึกถึงบรรยากาศสมัยยังเป็นนักศึกษาอยู่มิคลาย ตึกเรียนของที่นี่ให้บรรยากาศแบบเก่าๆที่
เห็นแล้วสุขใจ ถ้าได้มาศึกษาต่อที่นี่คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว ขณะที่ความคิดเหล่านั้นกำลังแล่น
ผ่านก้อนสมองน้อยๆ คุณซูเปอร์เลขาจึงเปิดประตูห้องออกมาพร้อมกระดาษแฟกซ์แนะนำบ่อน้ำ
ร้อนโดยเสร็จสรรพ ทำให้เราได้ที่หมายคือแหล่งน้ำพุร้อนอาริมะในโกเบ เมื่อได้ที่หมายแล้ว
ผม โอ และทพี่อาร์ทจึงจับรถเมล์ไปยังสถานีเกียวโตอีกครา เพื่อนั่งรถไฟไปโกเบกันอีกรอบ
จากนั้นจึงขึ้นรถเมล์ขึ้นภูเขารกโกะไปยังที่หมาย ยอมรับทีเดียวครับว่าการนั่งท้ายรถเมล์ที่
ขึ้นภูเขานั้นชวนให้เวียนหัวอยู่พอตัว แต่ก็ชอบใจกับความสบายๆในการขับของโชเฟอร์ทีเดียว
เมื่อถึงที่หมายในอีกชั่วโมงถัดมา เราก็เดินหาที่พักกันก่อนเลย เดินไปได้ซักครู่ก็เจอโรงแรม
โอคุโนะโบ ถามความกันเล็กน้อย (ด้วยความขี้เกียจหาต่อ) ก็ตกลงพักกันที่นี่เลย โดยพวก
เราทำการจองในนามชื่อของผม เมื่อจองและฝากกระเป๋าไว้แล้ว พวกเราจึงออกไปตระ
เวณรอบๆกัน โดยเราลงไปถ่ายรูปกันในแม่น้ำอาริมะกันแล้ว เราก็เข้าร้านอุด้งกินกันแบบ
พอหอมปากหอมคอ จากนั้นจึงออกเดินตระเวณโดยรอบตามแผนที่ โดยมีเป้าหมายจะเดินวน
ให้ครบ 9 เก้าวัดที่อยู่ในแผนที่ท่องเที่ยว ลักษณะวัดของที่นี่จะออกแนวศาลเจ้าเล็กๆเสียมาก
กว่า เราเดินขึ้นเดินลงลัดเลาะไปตามป่าเขา แล้วทะลุมาออกเขตที่พักอาศัย ผมเห็นร้าน
เหล้าก็เลยแวะเข้าไปทักหมายจะหา Hoppy ติดมือไปด้วย แต่ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่มีขาย
ก็เลยเซ็งไป เมื่อเดินไปอีกหน่อยลองเข้าไปดูในร้านจักสาน เห็นคุณลุงในรูปกำลังทำงานอยู่
ก็รู้สึกชื่นชม เดินเข้าไปดูราคาสินค้าแล้วพี่อาร์ทก็พูดออกมาเลยว่า "คนงานที่บ้านพี่ทำออก
มาได้สวยกว่านี้อีก" ...คือราคามันเป็นแสนเยนเลยน่ะครับ ก็ว่ากันไป พวกเราจึงออกเดิน
กันต่อไป ข้ามสะพานไปทางนู้นทางนี้ไล่ตามหาวัดตามแผนที่ไปเรื่อยๆ ผมลองเสี่ยงไต่เขา
ไปเก็บรูปของดอกไม้นานาพรรณที่ขึ้นอย่างสวยงาม จากนั้นเราก็เดินย้อนลงมาเจอะกับโรง
แรมของเราอย่างพอดิบพอดี แต่เนื่องจากแรงยังไม่หมด และยังวนไม่ครบทุกวัด เราจึงเดิน
กันขึ้นเขาไปอีกรอบ โดยคราวยี้เขาป่าเข้าพงมากขึ้น แต่บรรอากาศยามเย็นของป่าที่อาริมะ
ชวนให้จิตใจสงบนักครับ ผมให้ทั้งสองเดินกันไปก่อนเพื่อจะเก็บภาพดอกไม้สวยๆมาเป็นคอล
เล็กชั่น เมื่อเดินไปจนถึงศาลเจ้าที่แอบอยู่ริมทาง เราก็ย้อนกลับลงมาเพื่อเข้าเช็คอินโรง
แรมกันเสียที ในห้องเป็นห้องพักแบบ 4 เสื่อมีห้องน้ำให้ด้วยในตัว คนรับใช้ในชุดกิโมโนก็
ดูดีมากเลยครับ เสียดายไม่ได้ชักภาพด้วยกันเพราะเธอทำงานอย่างว่องไวเหลือเกิน เมื่อ
เปลี่ยนไปใส่ชุดยูกาตะแล้ว ผมก็ลองแฮ๊กสัญญาณเน็ตแถวนั้นดู ปรากฏว่าใช้งานได้ด้วยครับ
ลูกสาว macbook ของผมก็เลยได้ออนเอ็มเพื่อรายงานสดไปหาเพื่อนๆที่เมืองไทยได้ด้วย
เมื่อผมให้พี่อาร์ทเข้ามาเล่นแทน ผมกับโอก็เดินขึ้นลิฟท์ไปชั้น 6 เพื่อทำการลงแช่บ่อน้ำพุร้อน
เป้าหมายหลักในการเดินทางวันนี้ แน่นอนครับว่าเป็นบ่อแยกชายหญิง แถมแยกกันอยู่คนละ
ฟากเลยด้วย เมื่อเข้าไปถอดชุดยูกาตะใส่ตะกร้าประจำตัว ผมก็ล่อนจ้อนเดินเข้าไปในห้อง
อาบน้ำเลยโดยไม่ได้มีความอายประชาชี ผมกับโอล้างตัวสระผมกันให้เสร็จก่อน ด้วยครีม
อาบน้ำและแชมพูที่ที่นี่มีไว้ให้ ชำระร่างกายเสร็จ เราก็ค่อยๆลงไปแช่น้ำร้อน ขอบอกว่า...
โคตรร้อนเลยครับ ผมแหย่แล้วหนีทันที แต่อาศัยความกล้า(ปนโง่)แข็งใจแช่เท้ามันไว้ก่อน
แล้วค่อยๆหย่อนตัวลงไป ช่างเป็นนาทีแห่งความเดือดดาลแต่ก็มันส์ในอารมณ์เล็กๆอยู่ทีเดียว
นั่งแช่ในบ่อในพอประมาณแล้ว ผมกลุกขึ้นไปแช่บ่อนอก โดยบ่อนอกนี้มีสีออกส้มเรียกว่า
"คินเซ็น" เพราะธาตุเหล็กและเกลือที่ผลสมอยู่ในน้ำของที่นี่เยอะน่ะครับ แช่อยู่ซักครู่ผมก็ลุก
ขึ้นมานั่งข้างนอก เพราะเริ่มมึน จากนั้นล้างตัวแล้วก็กลับห้องพักครับ เมื่อถึงเวลา 1 ทุ่ม
พนักงานก็มาเสิร์ฟมื้อเย็นสไตล์ญี่ปุ่นแท้ที่เน้นผักแบบที่ผมไม่เคยกินมาก่อน มีเมนูหลายอย่างที่
ผมไม่รู้จักและกินกันอย่างสำราญเลยครับ เสร็จมื้อเย็นแล้วก็ออกไปเดินหาเบียร์มาซดกัน
หน่อย ตกดึกก็ลงไปแช่น้ำกันอีกรอบ แล้วก็เข้านอนกันบนเตียงนอนพื้นที่หลับสบายเป็นอย่าง
ยิ่งครับ




 

Create Date : 23 กันยายน 2551    
Last Update : 23 กันยายน 2551 22:57:42 น.
Counter : 585 Pageviews.  

Suckoja in Japan - Day 4 ~Nara Atsui~



วันที่สี่นี้ เริ่มต้นวันกันแต่เช้าเลยครับ พวกเราออกจากหอกันตอน 0720 เพื่อไปสถานี
เกียวโตกันตามเคย วันนี้กลุ่มได้เพื่อนร่วมทางใหม่มาเพิ่มอีกคน นั่นคือพี่อาร์ทที่อุตส่าห์บิน
ตามมาร่วมกลุ่มกันจากเมืองไทยเมื่อคืนเลยทีเดียว ผมซื้อแซนวิชราคา 280 เยน เพื่อรับ
ประทานเป็นอาหารเช้าเอาประทังหิว แล้วเราก็จับรถไฟไปนารากันในวันนี้ นั่งกันเกือบชั่ว
โมงเราก็ไปถึงสถานีนารา และเหมือนเคยครับ เมื่อไปยังต่างถิ่นมันก็เกิดอาการหลงทาง
ร้อนตัวต้องไปหาประชาสัมพันธ์สำหรับนักท่องเที่ยวให้ช่วยแนะนำแผนการเดินเที่ยวในเวลา
1 วันกับพวกเราหน่อย เมื่อได้แผนการแล้ว เราก็นั่งรถเมล์ ไปลงที่หมายแรก นั่นคือสวน
สาธารณะนารา เขตดินแดนที่เต็มไปด้วยกวาง... กวาง... และกวาง! ทั้งสองท่านสนุกสนาน
กับการให้อาหารกวางกัน (ราคาแผงละ 150 เยน) ขณะที่ผมถ่ายรูปกวางอย่างเมามันส์
และแอบฮากับภาพของคนที่ถูกฝูงกวางวิ่งไล่รุมเอาอาหาร เราเดินกันเข้าไปเขตภายใน
สวนสาธารณะเพื่อชมวัดโคฟุคุจิกัน หลังจากเดินวนกันรอบแล้ว พวกเราก็
เดินกันต่อไปเรื่อยๆตามเส้นทางที่ถูกวางแผนไว้อย่างดีของนออกแบบผังเมืองในนารา ให้
นักท่องเที่ยวได้เดินตามเส้นทางี้ แล้วท่านจะได้วนรอบสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างครบครัน
เราแวะเข้าไปในพิพิธภัณฑ์เพื่อการวิจัยแผ่นดินไหว ที่นี่พี่อาร์ทได้ทำการทดสอบเครื่อง
จำลองแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริกเตอร์ ที่เคยเกิดขึ้นในโกเบเมื่อปี 1995 ผม
ดูพี่เขาเขย่าไปมาในเครื่องจำลอง เห็นแล้วก็นึกว่าพี่แกกำลังนั่งเบาะข้างรถแรลลี่ของ
เซบาสเตียน โลฟ ยังไงยังงั้น จากนั้นเราก็เข้าไปดูวััศาลเจ้าริมทางที่ผมไม่ทราบชื่อ ที่นี่
โอได้ลองเสี่ยงเซียมซีดู เมื่อได้ผลลัพธ์ออกมาพวกเราก็ไม่รู้ว่ามีดีหรือร้ายยังไงเพราะอ่าน
กันไม่ออก โอเลยทำการผูกมันกับกิ่งไม้ซะเลย



จากนั้นพวกเราก็เดินกันต่อไปจนเข้าเขตวัดโทไดจิ เพื่อเข้าเยี่ยมชมพระพุทธรูปไม้ที่
ใหญ่ที่สุดในโลกกัน (ขอเรียกว่าหลวงพ่อโตละกัน) อาณาเขตโดยรอบตัววัดใหญ่มากครับ
ทางเข้าของวัดเต็มไปด้วยร้านรวงขายสินค้าที่ระลึก พี่อาร์ทซื้อขนม"มิทาราชิ ดังโงะ"มา
ด้วยความไม่รู้ นึกว่าเป็นลูกชิ้นไก่ พอพี่เขากับผมงับกันเข้าไปด้วยความคาดหวังว่ามันจะ
ต้อง "เด้ง" กลับกลายเป็นว่ามัน "หนุบหนับ" แทนซะงั้น พวกเรากินกันด้วยความยากลำบาก
และรู้สึกเข็ดหลาบอย่างกับความผิดพลาดอย่างรุนแรงครั้งนี้ เมื่อเข้าไปในตัวเขตวัดกัน
แล้ว ผมก็ต้องตกตะลึงกับเรื่องสองประการ 1. ความใหญ่โตมโหฬารของตัวโบสถ์และ
อาณาบริเวณโดยรอบที่ใหญ่มาก 2. พื้นรองเท้าของผมเกิดหลุดออกมาทั้งชิ้นเลยครับ ยังดี
ที่รองเท้าของผมทำพื้นไว้สองชั้น ชั้นแรกที่หลุดไปนั้นเป็นส่วนที่เพิ่มแรงเสียดทานให้
สามารถเกาะพื้นถนนได้อย่างดี ผลลัพธ์ก็คือมันลื่นขึ้นเยอะเลยครับ จากนั้นเราก็เข้าไปตระ
เวณรอบตัวโบสถ์ทั้งภายในและภายนอก ผมรู้สึกว่าหลวงพ่อโต องค์ท่านช่างใหญ่มหึมา
แถมนี่เป็นโบสถ์หลังที่สองของพระองค์ด้วย โดยข้างในมีรูปจำลองโบสถ์แรกให้เราได้ดูว่า
มันเป็นยังไง ผมชอบงานไม้ของทหารองค์รักษ์สององค์ที่ขนาบข้างหลวงพ่อโตนะครับ แสง
ที่ลอดช่องอาคารลงมาทำให้ทั้งสองดูมีความอลังการแบบที่หาอะไรมาเปรียบเสมือนได้ยาก
สิ่งที่ผมรู้สึกตลกก็คือ ภายในตัวโบสถ์แท้ๆก็ยังมีซุ้มขายของที่ระลึกเลย เรื่องเงินๆทองๆล่ะ
นะครับ เมื่อเสร็จแล้วพวกเราก็ออกมาแล้วเดินกันต่อไปวัดไซไดจิ แล้วก็วนเวียนกันอยู่ใน
นั้นโดยอาณาเขตแถวนันส่วนใหญ่จะเป็นป่าที่ทึบขึ้นมา พวกเราเดินกันต่อไปเรื่อยๆจนออก
มาถึงศาลเจ้าคาสุงะ ที่เต็มไปด้วยสีแดงอมส้ม แดงละลานตาเต็มไปหมดเลยครับ ที่นี่พวก
เราได้เจอกับมิโกะสาวตัวเป็นๆด้วยครับ คนแรกที่เจอนั้นพอผมจะยกกล้องถ่ายรูปเธอพูด
ออกมาเลยว่า "No photo!" แล้วก็เดินฉับๆหนีไปเลย ทำเอาผมงงเต๊กอยู่ตรงนั้นเลยครับ
ไม่เป็นไรครับ ผมยังเจอกับมิโกะท่านอื่นๆอยู่อีก แต่ละคนดูจะเร่งรีบทำธุระกันเหลือเกิน
พวกเราเดินสำรวจภายในกัน ผมค่อนข้างสนใจความใหญ่โตของต้นไม้ใหญ่ภายในศาลเจ้า
นี้ครับ มันใหญ่ซะจนทางศาลเจ้าต้องสร้างอาคารเข้าล้อมกิ่งของมันเลยครับ ก็ไม่รู้เหมือน
กันนะครับว่าอายุมากี่ร้อยปีแล้วถึงได้ใหญ่ขนาดนั้น เมื่อพวกเราออกมาจากศาลเจ้าแล้ว
เราก็เดินกันต่อไปด้วยอาการเมื่อล้าเต็มรูปแบบ พวกเราเดินฝ่าป่าจนออกมาสู่ถนนตรอก
ซอยที่พักอาศัยของคนแถวนั้น ระหว่างทางลงมาถนนใหญ่เพื่อขึ้นรถเมล์ พวกผมก็พบเด็ก
ม.ต้นเดินกลับบ้านกันอยู่หลายคน ซึ่งทุกคนจะต้องสะพายกระเป๋ากีฬาที่ใหญ่เกินตัวมากัน
ทุกคนเลย บางคนถึงกับต้องจัดท่าทางเพราะความใหญ่ของกระเป๋ากันทุกๆสิบก้าว ผมยัง
คงงงอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ว่าถ้ามันลำบากขนาดนั้น แล้วจะแบกกันทำไมให้เมื่อยตุ้ม? เมื่อเราลง
มาถึงถนนข้างล่าง เราก็จับรถเมล์ย้อนกลับไปสถานีนารา สั่งอุด้งมากินคนละชาม แล้วจับ
รถไฟกลับไปเกียวโตกัน
พวกเราไปทัวร์สถานีเกียวโตกันอีกรอบซึ่งคราวนี้เราเดินท่องกันในห้าง ZEN ดูสินค้า
แบรนด์เนมกัน พอขึ้นไปชั้นบนสุด(อีกรอบ) พี่อาร์ทแกก็สั่งทาโกะยากิมากิน เนื่องจากเป็น
ครั้งแรกที่ผมเคยลองกินทาโกะยากิในชีวิต ผมจึงไม่รู้เลยว่ามัน"โคตรร้อน"ขนาดนี้!! ผม
สวาปามเข้าไปทั้งลูก พอกัดเนื้อมัน น้ำข้างในก็ทะลักออกมาทำเอาผมดิ้นพราดๆด้วยความ
ร้อยระอุของทาโกะยากิ น้ำหูน้ำตาทะลักออกมา สาบานว่าในช่วงนาทีนั้น ผมทรมานจริงๆ
ครับ ผมอังปากไว้เป็นนาทีกว่าด้วยความเป็นห่วงปนสมน้ำหน้าของทั้งโอและพี่อาร์ท กว่าจะ
กลืนลงไปได้หมดปากผมก็ลวกได้ที่ เมื่อตั้งสติได้ผมก็เริ่มกินลูกต่อไปด้วยความระวังแบบ
สุดขีด ยังดีที่ท้องฟ้ายามเย็นของโตเกียวทาวเวอร์มันสวยนะครับ ไม่งั้นผมคงได้เซ็งยาว
แน่ๆ พวกเราลงมาข้างล่างแล้วโดนต้องมาเซ็งเพิ่มเติมกับการโดนตำรวจเรียกตรวจ
พาสปอร์ตเพราะพวกเราทั้งามคนดันตัดผมทรงหัวเหม่งกันหมด (ทั้งสองท่านเพิ่งจะสึกกัน
มาหมาดๆนิ) แหม... คุณตำรวจ จะเข้ามาตรวจตรงๆเลยก็ได้ครับ ไม่ต้องทำอ้อมค้อมมา
ทำเป็นช่วยแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวให้เราหรอก แต่ก็ขอบคุณนะครับที่ปฏิบัติตามหน้าที่ของ
ท่านอย่างเคร่งครัด จากนั้นเราก็ไปเดินเที่ยวกันในย่านการค้าของเกียวโต เดินไปเดินมา ดู
สินค้าไปเรื่อยๆ เราก็มาตกลงปลงใจเข้าร้านเนื้อย่างเพื่อไปกินข้าวเย็นกัน ราคาอาหารร้าน
นี้นี่สุดยอดจริงๆครับ เล่นเอานกท่องเที่ยวจนๆอย่างพวกผมแทบช๊อก เราพยายามสั่งเนื้อที่
ถูกที่สุดมากินกัน โดยที่บิลโดยรวมออกมาก็ประมาณ 9840 เยน (นี่ขนาดประหยัดสุดๆ
แล้วนะ!) จากนั้นชักรูปป้ากับเจ้าของร้าน พวกเราก็กลับหอกันโดยไม่รู้ตัวเลยว่า นี่เป็นเวลา
2300 กันแล้ว รถเมล์ก็หมดไปเรีบยร้อย พวกเราเลยต้องเดินกลับหอเกดกันครับ... เป็นอัน
จบวันที่สี่ที่ทรมานจิตใจของผมในระดับที่ใช้ได้เลยล่ะครับ




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2551 17:37:32 น.
Counter : 157 Pageviews.  

Suckoja in Japan - Day 3 - ~Kyoto Animation Banzai~

Suckoja in Japan - Day 3 - ~Kyoto Animation Banzai~



ในวันที่สามนี้ เราเริ่มต้นกันได้ตะกุกตะกักมากเลยครับ ผมตื่นขึ้นมาตอน 0600
แต่คนอื่นๆยังนอนกันอยู่ ผมก็เลยเตรียมตัวทำอะไรไปตามเรื่องของผม จนประมาณซัก
0630 ผมก็เริ่มเอนตัวลงไปอีกรอบ เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ 0830 ซะแล้ว เรารีบลุกลี้ลุกลนเก็บ
ของออกไปกันทันที วันนี้เราต้องจัดเก็บกระเป๋าเข้าตู้ด้วยครับ เพราะเดี๋ยวแม่บ้านจะมาทำ
ความสะอาดห้องเกด เดี๋ยวความลับแตกว่าพวกผมแอบมาอาศัยอยู่ด้วย... เมื่อเอากระเป๋า
ยัดแอบนตู้ไปเรียบร้อยแล้ว เราจะรีบจ้ำอ้าวไปขึ้นรถเมล์เพื่อไป Kyoto Station เพื่อไปซื้อ
ตั๋วแบบหนึ่งวันมาใช้กันในวันนี้
เราไปที่หมายแรกของเราก่อนในวันนี้ น่ะคือวัดคิโยมิสึที่มีชื่อเสียงโด่งดังของเกียวโต
นั่นเอง สิ่งแรกที่เราได้พบเห็นก็คือหมู่คนมากมายมหาศาล โดยที่ 90% เป็นเด็กนักเรียนชั้น
ม.ต้นที่มาทัศนศึกษาที่เกียวโตกันครับ มีมากันหลายโรงเรียนเลยครับ พวกผมเดินถ่ายรูป
กันไปเรื่อยๆ ก็เจอกลุ่มเด็กสาวมาขอถ่ายรูปด้วย พอต้องเปิดสมุดโน้ตเพื่อพูดทักทายกับ
ชาวต่างชาติ ผมเลยขอดูว่าขอให้พูดว่าอะไร ผมเลยโชว์พาวสอนเด็กว่าต้องอ่านประโยคนี้
ว่ายังไง (จำไม่ได้แล้วว่าอ่านว่าอะไร แต่เป็นแนวๆขอถ่ายรูปและทำความรู้จักกับเรา) แล้ว
ก็มีให้เซ็นชื่อด้วยครับ แหม~ ไม่ขัดศรัทธาอยู่แล้วครับ แล้วก็เจออีกกลุ่มมาขอถ่ายเหมือน
กัน เราเองก็ขอเข้าไปถ่ายกับกลุ่มที่ใส่ชุดกิโมโนเหมือนกันครับ เพราะหน้าด้านได้ที่แล้ว
เราเดินผ่านจุดที่คนจะกระโดดกัน ผมดูแล้วก็พบว่าโอกาสที่กระโดดลงไปแล้วจะตายนั้น
เห็นได้ชัดว่าน้อยกว่าจะรอด เพราะต้นไม้มันเยอะมากครับ กระโดดให้ไม่โดนกิ่งไม้ได้นี่
นับว่าเก่งเลยล่ะครับ เราเดินลงมาข้างล่างหวังว่าจะได้ลองลิ้มรสน้ำตกโอโทวะดู แต่คนรอ
เข้าคิวกันยาวเหยียดเหลือเกิน พวกผมเลยจรลีกันไปก่อน จากนั้นเราก็เดินลงไปข้างล่าง
เพื่อรีบนั่งรถเมล์กลับไปยังมหาวิทยาลัยเกียวโต เพราะนัดทากะไว้ว่าจะไปกินข้าวเที่ยวด้วย
กัน เมื่อถึงเวลานัดตอนเที่ยงทากะก็มาหาพวกเราตามที่นัด แล้วเขาก็พาเราไปกินโอโคโน
มิยากิกันกับเพื่อนของทากะอีก 4 คนมี โคคุโตะคุง, โชคุง, ยูทาโกะซัง และ ยูริซัง ขณะที่
รออาหารมาเสิร์ฟเราก็คุยกันอย่างถูกคอ เพราะทุกคนสามารถพูดภาษาอังกฤษกันได้ใน
ระดับที่โอเค ผมก็คุยกับพวกเขาถึงเรื่องการเรียนและโปรเจ็คของแต่ละคนที่กำลังจะพรี
เซนต์กัน เมื่ออาหารมาถึงนี่ ก็อร่อยมากครับ (ของฟรีนิ) จากนั้นเราก็ร่ำลากัน แล้วพวกผม
ก็กลับไปสถานีเกียวโต เพื่อเป้าหมายสำคัญที่สุดในเกียวโตนี้ของผม... การไปเยือน
บริษัทเกียวโตอนิเมชั่น (Kyoto Animation)



เรานั่งรถไฟออกไปยังเส้นนาราเพื่อไปลงที่ อุจิชิ แล้วก็พบว่ามันไม่ใช่สถานีนี้ เราไล่
ถามคนไปเรื่อยจนพบว่าเราต้องไปลงอีกสถานีนึงนั่นคือ "โคฮาตะ" เมื่อเราย้อนกลับมาได้
แล้ว โอมันก็ขอแชะกับเจ้าหน้าที่สาวสวยประจำสถานีโคฮาตะและถามเธอว่า เกียวโตอนิเม
ชั่นนั้นมันอยู่ที่ไหน เธอบอกว่าเลี้ยวซ้ายก็เจอเลย... ผมฟังแล้วก็งง พอออกมาจากสถานี
เลี้ยวซ้ายปุ๊ปก็เจอตึกสำนักงานหลักของเกียวโตอนิเมชั่นโดยทันที ไม่ผิดที่แน่นอนครับถ้ามี
รูปของนางาโตะ ยูกิ (Suzumiya Haruhi) และมุนโต (Munto) อยู่แบบนี้ เมื่อถ่ายรูปรอบๆ
กันเรียบร้อยแล้วผมก็ทำใจกล้าแล้วเปิดประตูออฟฟิศของพวกเขาเลย เมื่อเข้าไปแล้วผม
เรียกพนักงานสาวคนที่อยู่ใกล้ปนะตูที่สุด มาสอบถามว่ามีใครพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง เธอ
ก็ไปเรียกผู้ชายสวมเสื้อขาวช้างในออกมาคุยกับผม ได้ความภายหลังว่าชื่อคุณคันบาระครับ
ผมเล่าเรื่องของผมให้คุณคันบาระฟังว่า ผมเคยเมล์มาหาที่นี่สองรอบแล้วในเดือนที่ผ่านมา
ว่าผมจะมาขอเยี่ยมชมการทำงานของที่นี่ คุณคันบาระเลยโทรศัพท์ไปที่สตูดิโอของเกียว
โตอนิเมชั่น (เป็นคนละตึกกับที่สำนักงานนี้ครับ) คุยแล้วเขาก็บอกเราว่าเดี๋ยวจะมีคนมารับ
พวกเราไปเยี่ยมชมที่สตูดิโอหลัก ผมแทบตะลึงด้วยความไม่อยากเชื่อว่าดวงผมมันจะได้
ขนาดนี้ คุณคันบาระเขาก็สอบถามเราว่ามาจากไหน ก็บอกไปว่ามาจากเมืองไทยครับ คุณ
คันบาระเขาขอให้เรารอข้างนอก พวกเราก็นั่งรอกันอยู่ที่เก้าอี้ข้างนอกสำนักงาน ผ่านไป
อีกซัก 7-8 นาที ก็มีผู้ชายขับรถมาจอดที่สำนักงาน ทราบความว่าเขาคือคุณมุราโมโตะ
คัทสึฮิโกะนั่นเอง คุณมุราโมโตะเชิญพวกเราขึ้นไปนั่งรถที่เพื่อขับพาพวกเราไปยังสตูดิโอ
หลัก ระหว่างทางเขาก็ถามว่าพวกเรามากันจากไหน เขาก็บอกว่าได้เห็นเมล์ที่ผมส่งไปให้
แล้วแต่ยังไม่ได้อ่านเนื้อความข้างใน ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรและขอบคุณเขาที่อุตส่าห์ขับรถ
มารับพวกเราแบบนี้ เมื่อไปถึงสตูดิโอหลักแล้ว คุณมุราโมโตะก็พาพวกเราเข้าไปข้างในตัว
สตูดิโอแล้วพาเดินดูรอบๆ การทำงานของทีมงานทุกคนที่กำลังตั้งใจทำงานกันอย่างขะมัก
เขม้น โดยคุณมุราโมโตะขอให้พวกผมสัญญากับเขาก่อนว่าจะปิดสิ่งที่ได้เห็นเป็นความลับ
ไม่เอาไปบอกใคร เพราะสิ่งที่จะได้เห็นเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าของผลงานนั้นๆครับ
แน่นอนครับผมไม่บอกใครอยู่แล้วล่ะ อิอิ ผมจะเล่าเรื่องการสร้างอนิเมชั่นของที่นี่ละกัน
ครับ เอาแบบคร่าวๆ เพราะไม่ละเมิดเรื่องลิขสิทธิ์แน่นอน คนทำงานที่นี่กว่า 70% จะเป็น
Key Animator กันครับ เรียกว่านั่งกันสลอนในโต๊ะวาดรูปของตัวเองทั้ง 2 ชั้นเลยครับ จาก
นั้นเราก็ได้เห็นทีม Animation Director ทำการลงสีให้กับตัวละครอยู่ แล้วเราก็ได้เห็น
การนำภาพลายเส้นมาเข้ากระบวนการอัดลงแบบดิจิติลโดยใช้กล้องความเร็วสูงมาจับภาพ
ตัวละครทีละเฟรมแล้วผู้ทำก็เกลี่ยหน้าลงมาทำให้ได้ข้อมูลดิจิตอลเป็นลายเส้นตัวละคร
เคลื่อนไหวแบบที่เราเห็นในทีวีจริงๆเลยครับ แล้วเราก็ได้เห็นช่างศิลป์อีกกลุ่มกำลังตกแต่ง
แบ๊กกรานด์ของแต่ละช๊อตกันอยู่ จากนั้นเราก็ได้เห็นคุณอิชิฮาระ ทัตสึยะ และคุณทาเคโม
โตะ ยาสุฮิโระ สองผู้กำกับชื่อดังของเกียวโตอนิเมชั่นกำลังนั่งทำงานเคียงข้างกันอย่างตั้ง
อกตั้งใจ จนไม่กล้าเข้าไปรบกวนการทำงานของทั้งสองท่านเลยล่ะครับ (ในใจแอบกรี๊ดอยู่)
แล้วคุณมุราโมโตะก็พาเราไปเข้าห้องอัดเพื่อดูกระบวนการรวมข้อมูลทุกอย่างแปลงออก
มาให้เป็นวิดีโออนิเมชั่นที่เราได้ชมกัน แค่ภาพนะครับ คุณมุราโมโตะอธิบายว่าเมื่อผ่าน
กระบวนการนี้แล้ว ทางเขาจะต้องส่งวิดีโอนี้ไปให้บริษัทอื่นทำเสียงและงานพากย์ใส่ลงมา
อีก ก่อนที่จะนำไปออกอากาศได้จริงๆ เมื่อดูทุกอย่างเรียบร้อยจนแมวที่เขาเลี้ยงเอาไว้ชื่อ
คุโรอิ เริ่มออกอาการง่วงนอน คุณมุราโมโตะก็พาเราลงมาข้างล่างเพื่อส่งพวกเรากลับไป
ผมขอบคุณพวกเขาไม่รู้กี่รอบ และขอชักรูปกับคุณมุราโมโตะซักรูปด้วย แล้วออกไปถ่าย
รูปข้างนอกต่ออีกหน่อย ก็ขอตัวกลับครับ... วู้ว!! สุดยอดไปเลยครับ!!
พวกเรานั่งรถไฟกลับไปเกียวโต แล้วถ่ายรูปกันที่สถานีเกียวโต จากนั้นก็กลับหอไป
ก่อนจะออกไปกินข้าวกันที่เขตนิโจ มีอาจารย์ของเกดท่านบินมาญี่ปุ่นเพื่อมาดูพรีเซนต์
โปรเจ็ค ท่านพาไปเลี้ยงข้างกัน เนื่องจากโอมันรู้จักอาจารย์ด้วย ผมเลยรับอานิสงส์ไปด้วย
เลย เมื่อกินกันเสร็จแล้ว ก่อนจะกลับหอพักผมไปซื้อ CD ของวง Spitz ชุด Cycle Hit ทั้ง
สองชุดมาด้วย หลังจากฟังของปลอมมานาน ในที่สุดผมก็เป็นเจ้าของอัลบั้มนี้อย่างถูกต้อง
เสียที... และก็กลับหอไป เป็นอันจบวันที่สามครับ




 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2551 22:47:13 น.
Counter : 160 Pageviews.  

Suckoja in Japan - Day 2 - ~Seek Kyoto~

Suckoja in Japan - Day 2 - ~Seek Kyoto~



การมุดตัวอยู่ในถุงนอนที่มีคุณภาพ มันให้ความสุขในการนอนหลับในระดับที่อิ่มต่อ
ความต้องการในการพักผ่อนของเราได้ เมื่อคืนผมก็มุดตัวอยู่ในถุงนอนเช่นหันครับ เมื่อ
อิ่มได้ที่ก็ตื่นขึ้นมาครับ ด้วยความเคยชินที่่ว่าพอเคยฟ้าสางนิดๆ ผมก็ต้องตื่นไปทำงาน พอ
เจอฟ้าสางนิดๆของที่นี่ผมก็เลยตื่นขึ้นมา... พับผ่าิดันเพิ่งจะเป็นแค่ตีห้าเอง แต่ผมก็ตื่นขึ้น
มาแล้วก็เลยลอง Canon EOS Kiss X2 ตัวใหม่ดูหน่อยละกัน...
วันนี้เริมต้นกันด้วยการเดินไปมหาวิทยาลัยเกียวโตเพื่อรับประทานอาหารเช้าราคานักศึก
ษากันที่นั่นครับ ผมไปสั่งกับข้าวชนิดต่างๆให้ตักราดรวมกันมา แล้วไปตักข้าวกับซุปมิโสะ
เอง ข้าวญี่ปุ่นตักค่อนข้างยากนะครับ ถ้าอยากได้ปริมาณที่เหมาะสมต้องปั้นข้าวให้เป็นลูก
กันหน่อย จากนั้นก็ไปจ่ายเงิน แล้วก็อิ่มอร่อยกับมื้อแรกราคาเพียง 380 เยน เมื่อกินเสร็จ
แล้ว ก็นำทั้งถาดไปเก็บ ที่เก็บถาดที่นี่น่ารักดีครับ เป็นระบบหมุนสายพานให้เราวางแล้วถาด
จะค่อยๆไหลไปยังห้องล้างจานข้างหลังเอง หลังจากนั้นก็ร่ำลากับเกดและพี่อุ๋มเพราะทั้งคู่
มีเรียนกัน พวกผมก็ออกไปนั่งรถเมล์กลับไปสถานีเกียวโตเพื่อซื้อตั๋วรถเมล์แบบหนึ่งวันกัน
ที่นั่นครับ
ที่หมายแรกในวันนี้คือ Imperial Park ครับ พอนั่งรถเมล์กันมาถึงแล้ว ก็เดินหาทาง
เข้ากันหลงทางเล็กน้อย เมื่อเข้ามาแล้วพวกผมก็ตะลึงกับขนาดมันใหญ่โตของพระราชวัง
เก่ามากครับ เขตตัวพระราชวังถ้าจะเดินให้ครบก็คงใช้เวลากันทั้งวันเป็นแน่ ใหญ่จริงๆ
พวกผมเดินไปถ่ายรูปไป แล้วกว่าจะพบสำนักงานก็ล่อเกือบเป็นชั่วโมงเลยครับ สำหรับที่
พระราชวังเก่าแห่งนี้เราต้องมาจองรอบกันเข้าไปเยี่ยมชมสำหรับชาวต่างชาติก่อนด้วยครับ
โดยเขาจะมีไกด์ภาษาอังกฤษมานำทัวร์เราข้างในตัวเขตพระราชวัง ใช้พาสปอร์ตในการ
จองด้วย แต่พวกผมไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายๆใดๆเลยครับ พวกเราจองเข้าชมในรอบ 1400 โดย
เวลา ณ ตอนนี้คือ 1130 พวกผมจึงตัดสินเดินไปชมปราสาทนิโจกันก่อน โดยระหว่างทาง
พวกผมเจอศาลเจ้าเล็กๆ ก็เลยเข้าไปดูว่ามีอะไรบ้าง เมื่อดูรอบๆเสร็จแล้ว พวกผมก็กดออด
เรียกเจ้าหน้าที่ เป็นคุณยายออกมาซื้อของฝากกันเล็กน้อย กว่าจะสื่อสารกันเข้าใจว่าราคา
ของที่โอจะซื้อมัน 500 เยนก็งงกันนานเลยครับ
จากนั้นก็เดินกันไปจนถึงปราสาทนิโจ เสียค่าเข้าชมตัวปราสาทคนละ 600 เยน ใน
ตำหนักประทับของโชกุน ลักษณะห้องของที่นี่จะเป็นห้องปูเสื่อกว้างๆ ไม่ค่อยมีอะไรประดับ
จะมีก็แค่ภาพวาดบนกำแพงห้อง พอให้เห็นอยู่บ้างประปราย ตัวห้องจะเรียกว่าสวยงามผม
คงไม่กล้าพูดเต็มปากครับ เพราะดูแล้วรู้สึกว่าคนสร้างนี่เน้อนความใหญ่โตแต่ไม่ได้เน้น
การใช้งานซักเท่าไหร่เลย
แต่ก็ทำให้คนรุ่นหลังที่มาเยี่ยมชมได้เห็นความอลังการแบบเรียบๆก็โอเคครับ ออกมาจากตำหนักโชกุน ก็เดินร่อนๆไปรอบๆตัวปราสาทครับ ในส่วน
ปราสาทภายในจะมีธารน้ำล้อมรอบไว้เพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์เมื่อถูกข้าศึกบุกโจมตี
สวนภายในที่นี่ก็ใช้ได้นะครับ เป็นสวนที่มีการตัดแต่งดูแลอย่างดีเมื่อประดับอยู่ข้างตำหนัก
รโหฐานเก่าแก่แบบนี้แล้วก็ให้อารมณ์ที่โหยหาอย่างไรชอบกลอยู่ จากนั้นเราก็เดินวนไป
เข้าชมภาพวาดประดับผนังห้องที่จัดเป็นโซนไว้อยู่ รูปนกยูงหลายตัวมองไปยังต้นเมเปิ้ลให้
ความรู้สึกที่แปลกๆอยู่ อาจเป็นเพราะราคาค่าเข้า 300 เยนที่เพิ่มขึ้นมาทำให้ผมรู้สึก
ทะแม่งๆแบบนี้ก็เป็นได้ ในตอนนี้เป็นเวลา 1320 แล้ว เราก็ออกจากปราสาทนิโจรีบกลับไป
Imperial Park ระหว่างทางก็แวะกินมื้อกลางวันเป็นคัทสึด้งกับเกี๊ยวซ่ากันหน่อย แต่ก็ต้อง
กินแบบเร่งรีบครับเพราะจะไป Imperial Park กันไม่ทันแล้ว!
เมื่อมาถึง Imperial Park ก็เป็นเวลา 1410 แล้วครับ สายไปตั้ง 10 นาทีแต่ทางเจ้า
หน้าที่ก็ยังอนุญาตให้เข้าไปได้อยู่ แต่ก็ต้องเดินตามกลุ่มคณะกันไกลพอตัวอยู่เลยครับ โดย
มีเจ้าหน้าที่นำเราเดินไปหากลุ่มคณะทัวร์ด้วยครับ ขอบคุณมากจริงๆที่ยังยอมให้พวกเราได้
เข้ามา ภายใน Imperial Park ก็มีสถานปัตยกรรมและสวนที่สวยงามอยู่ภายในหลายที่ แม้
ทางเขาจะไม่เปิดให้เยี่ยมชนภายในตัวอาคาร แต่สภาพภายนอกก็โอ่อ่าสวยงามมากแล้ว
ครับ สิ่งที่ผมรู้สึกขำในการเยี่ยมชม Imperial Park รอบนี้ดูจะเป็น การประชันกันของตา
กล้องทั้งหลายที่เป็นนักท่องเที่ยว เรียกว่ามีกล้องอะไรก็เอาออกมาโชว์กันสุดเหวี่ยง ผมก็
เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันครับ เวลาถ่ายอะไรไป พอคนอื่นๆเขาเดินไปจุดอื่นต่อ พวกตากล้อง
จะยังอยู่ต่อเพื่อถ่ายภาพที่ไม่มีคนอื่นติดด้วย แต่ก็มีเจ้าหน้าที่หน้าเข้มคอยเตือนให้พวกเรา
รีบไปต่อกันได้แล้ว หน้าตาเขาเหี้ยมดีจริงๆครับ ขอบอก



เสร็จจากที่ Imperial Park แล้วฟ้าฝนก็เริ่มไม่เป็นใจ พวกผมจึงรีบจ้ำอ้าวไปเข้าที่
หมายต่อไป นั่นคือ Kyoto Manga Museum ครับ จ่ายค่าเข้าเป็นราคา 500 เยน แล้วเรา
ก็ได้พบว่าที่นี่มันหอสมุดมังงะชัดๆเลยครับ มีมังงะตั้งแต่เริ่มต้นอุตสาหกรรมอยู่มากมายให้
เลือกหยิบไปนั่งอ่านกัน โดยที่นี่มีทั้งหมดสามชั้น แต่ละชั้นจะมีประวัติศาสตร์ของวงการ
มังงะ ในยุคสมัยต่างๆอธิบายอยู่ ทั้งวิธีการวาดขึ้นมา มังงะของแต่ละชาติ รายละเอียดของ
มังงะต่างๆ เมื่อเดินดูรอบๆแล้ว ผมก็เดินไปหยิบ "มังกรซ่อนลาย" ที่ไปเจอเข้าพอดีในกอง
มังงะกว่า 50000 เล่มของที่นี่ ผมก็สอยมาอ่านทั้ง 8 เล่มเลย ถึงจะอ่านไม่ออกแต่แค่ดูภาพ
ก็ซี๊ดซ้าดแล้วครับ พวกเราหาเรื่องอื่นๆมาอ่านรอเกด เมื่อเกดมาถึงตอน 1930 พวกเราก็
ออกไปกินซูซิราคา 100 เยนครับ ที่นี่มีซูชิให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ผมก็หยิบมากินไป
เรื่อยๆ แล้วก็ยัดลงช่องทางคิดเงินที่อยู่ติดกับที่นั่งเรา (ใต้สายพานซูชิ) ซูชิกินกับเบียร์นี่ก็ไม่
เลวนะครับ
เมื่อกินเสร็จแล้วก็เข้าไปซื้อของในร้านค้า 100 เยนกันหน่อย ที่นี่ราคาของเกือบทั้ง
หมดเป็นร้อยเยน + VAT = 105 เยนเกือบหมดเลยครับ สินค้าบางชนิดที่ราคามันเกินตัว
ไปจริงๆก็จะแปะราคาตามจริงไป แต่ถ้าต้องการของใช้อะไรที่นี่ก็มีให้เกือบหมดแล้วครับใน
ราคา 100 เยนต่อชิ้น เมื่อซื้อของกันเสร็จแล้วพวกเราก็นั่งรถเมล์กลับหอกันครับ เป็นอันจบ
วันที่สองลงไป




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2551 12:03:42 น.
Counter : 103 Pageviews.  

Suckoja in Japan - Day 1 - ~Lost&Found~

Suckoja in Japan - Day 1 - ~Lost & Found~



มาเริ่มต้นวันกันบนเครื่องบิน SG632 ก่อนดีกว่านะครับ เครื่องออกจากสุวรรณภูมิ
ตอน 2300 ตามเวลาในประเทศไทยของคืนวันเสาร์ ผมเลือกที่นั่งข้างหน้าสุดเพื่อให้มีที่
เหยียดขาออกไปได้สบายขึ้น การบินโดยรวมก็เรียบร้อยดีครับ จะมีก็แค่ "ผีเด็ก" ที่ร้องกัน
ทั้งคืน ทำเอาไม่ได้หลับได้นอนกันเท่านั้นเอง ส่วนอาหารที่รับประทานกันบนเครื่อง ผม
เลือกชุดอาหารญี่ปุ่นครับ เสิร์ฟพร้อมกับบะหมี่เย็นที่รสชาติพิลึกๆยังไงชอบกล เนื่องด้วยว่า
ทางเจ้าหน้าที่มีการเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ผมกับโอก็เลยจิบไวน์กันไป 3 แก้ว กะ
เอาให้มึนกันไปเลยจะได้หลับสบายแต่ดันผิดแผนครับ ผมดันหลับไม่ค่อยจะลงครับ มันหลับ
ๆตื่นๆไปจนฟ้าเริ่มสว่าง ผมก็ไม่นอนต่อแล้วครับ ทรมาน...
เมื่อลงจากเครื่องบิน ผมก็ไปใช้บริการ"ชักโครกอวกาศ" ที่มีชื่อเสียงของนาริตะทันที
จากนั้นก็รีบบึ่งออกไปด่านตรวจคนเข้าเมือง พอไปถึงก็พบจำนวนคนที่ต่อแถวรอเข้าคิวผ่าน
ด่านคนต่างชาติอยู่พอสมควร แต่ในส่วนของเจ้าหน้าที่กลับมีทำการเพียงแค่ 3 คอก แล้ว
ด่านในญี่ปุ่นเขาทำกันเร็วซะที่ไหนกันล่ะครับ กว่าจะมาถึงคิวของผมนี่ก็รอกันนานพอตัว
เลย แต่ที่ชวนให้เซ้งในอารมณ์คือเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆ ดันเริ่มงานกันตอนที่มาถึงคิวของผม
พอดีซะนี่ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ก็พอจะเข้าใจอยู่ครับว่าพวกท่านอยากพักผ่อนกันให้นานขึ้น
ผมจะหยวนๆให้ละกัน เมื่อหลุดด่านมาได้แล้ว ผมก็รีบไปหาสำนักงานของ Japan Rail (JR)
เพื่อทำการแปรสภาพตั๋ว JR PASS ให้ามารถใช้งานได้ พี่ชายพนักงานคนเปลี่ยนตั๋วเขาน่า
รักมากครับ พูดฟังภาษาอังกฤษได้เงอะๆงะๆดีแท้ "Engrish" สุดๆ เฮียแกก็ทำงานหวาน
เย็นแบบค่อยๆบรรจงทำบัตรให้กับพวกเรา พร้อมกับออกตั๋ว Limit Express ไปสถานีโต
เกียวรอบ 0811 ให้ด้วยครับ เสร็จธุระกับเฮียแล้วพวกเราก็ออกไปขึ้น Narita LIMIT
EXPRESS ทันทีครับ...
ทัศนียภาพแรกที่ผ่านตาพวกเราเมื่อรถไฟด่วนขบวนนี้แล่นผ่านคือทุ่งนาอันเป็นระบบ
ของชาวญี่ปุ่นเขาครับ เขาก็ใช้วิธีการดำนาเฉกเช่นเดียวกับเราครับ แต่สิ่งที่น่าสนใจดูจะเป็น
ระบบการจัดการน้ำของพวกเขาที่ดูจะเท่าเทียมกันในทุกไร่นา จากนั้นเราก็เริ่มเห็นบ้าน
เรือนที่อยู่อาศัย บ้านส่วนใหญ่ของที่นี่จะมีขนาดเล็กๆครับ คาดว่าน่าจะมาจากราคาที่ดินอัน
ทรมานจิตใจ ใครที่มีบ้านหลังเลิ้มคงเปรียบเหมือนประกาศทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่ด้วย เมื่อ
รถไฟแล่นเข้าสู่ตัวเมืองเรื่อยๆ ความเจริญของตัวเมืองโตเกียวก็เริ่มแสดงให้เห็นมากขึ้น
เรื่อยๆ มันมีบางสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สัมผัสได้แม้จะอยู่ในตัวรถไฟแล้วมองออกไปข้างนอก
ว่าที่นี่คือญี่ปุ่น เมื่อเราเดินทางมาถึงสถานีโตเกียว สิ่งแรกที่เราทำคือหาที่เก็บกระเป๋าให้ได้
ก่อนครับ เราเดินหลงไปหลงมาในสถานีโตเกียวอันกว้างใหญ่นี้จนต้องไปถามประชาสัม
พันธ์ว่าที่ฝากกระเป๋ามันอยู่ตรงไหนกันแน่ มันอยู่ในชั้นล่างลงไปครับ B1F เราคลำทางต่อ
ไปจนเจอโซนฝากกระเป๋าที่มีตู้ล๊ิกเกอร์เก็บของมีเยอะมากครับ เราถามราคาฝากกระเป๋า
ได้ความว่า "ฝากใบละ 500 เยนค่ะ" แบบนี้ไม่ไหวครับ พวกผมเลยยัดกระเป๋าใส่ตู้ขนาด
600 เยนแทน ซึ่งสามารถใส่กระเป๋าทั้งหมดของพวกเราได้ในตู้เดียวเลยครับ เมื่อจัดแจง
กระเป๋าที่จะติดตัวไปด้วยเรียบร้อย พวกเราก็ออกไปลุยโตเกียวกันในวันแรกครับ
ภารกิจแรกที่พวกผมทำคือหา Internet เพื่อเข้าเมล์เช็คข้อมูลยืนยันกับยูกิ เพื่อนชาว
ญี่ปุ่นที่เรานัดเจอกันในวันแรกนี้ครับ เราใช้ตู้เน็ต 10 นาที 100 เยน ในสถานีโตเกียว เมื่อ
ตรวจสอบเบอร์ติดต่อกับยูกิจากในเมล์แล้ว เรากออกไปหาโทรศัพท์สาธารณะเพื่อติดต่อ
กับเกด แฟนของโอก่อนครับ หลังจากกระหนุงกระหนิงกันจนได้ที่ โอก็โทรไปหายูกิต่อ
ปรากฏว่าโทรไม่คิดครับ... ยูกิไม่รับสาย... ลองอีก 2-3 รอบก็ไม่รับสาย ณ ตอนนี้เป็น
เวลา 1010 แล้ว ยังไม่ถึงเวลาท่นักเจอกับยูกิตอน 1100 เราก็เลยออกไปเดินโฉบรอบนอก
สถานีโตเกียวกันดูก่อน พยากรณ์อากาศก่อนมาบอกมาอุณหภูมิจะซัก 22 องศานี่มันเป็น
จริงๆครับ อากาศดีมากครับ ลมเย็นสบายอย่างที่ไม่เย็นจนหนาวสั่นเลยครับ เราเดินไป
รอบๆเขตสถานีโตเกียว เพื่อจะหาโทรศัพท์ติดต่อกับยูกิอีกครั้ง เดินกันไปเรื่อยๆก็หาไม่เจอ
ซักตู้ครับ จนเจอพ่ตำรวจคนนึงกำลังแนะนำทางให้กับคู่หนุ่มสาวคู่หนึ่งอยู่ พอเขาให้คำแนะ
นำเสร็จเราก็เสียบไปถามต่อเลยครับ พอมั่วๆไปบอกว่าจะหาโทรศพท์สาธารณะแล้ว พี่แก
เขานำทางเราเข้าตึก Oazo พาเราไปหาโทรศพท์สาธารณะหน้าห้องน้ำเลยครับ สุดยอด
มากเลยครับ เมื่อเราโทรอีกรอบคราวนี้ก็ติดต่อยูกิได้แล้ว เธอกำลังนั่งรถไปมาสถานีโต
เกียวอยู่ครับ เราบอกว่าเราอยู่ตึก Oazo แล้วเธอก็รับทราบ จากนั้นอีก 10 นาทีต่อมาเธอก็
มาเจอเราได้ครับ ยูกิเธอเป็นสาวสวยหน้าตาดีครับ เมื่อผมทักทายและทำความรู้จักแล้ว ผม
ก็บอกแผนการเดินเที่ยวที่ผมจะไปให้ยูกิฟัง ที่หมายแรกคือแหล่งศักดิ์สิทธิ์แห่งวงการการ์ตูน
ญี่ปุ่น "อากิฮาบาระ" ครับ เนื่องจากยูกิเธอเองก็ไม่เคยไปที่สถานีนี้มาก่อน นี่ก็ถือเป็นครั้ง
แรกของเราทั้งสามคนเลยครับ เมื่อออกมาจากยามาโนะเทะไลน์และสถานีอากิฮาบาระแล้ว
เราก็ค่อยๆเดินเลาะไปตามซอยครับ เราเดินเข้าไปในร้านที่ดูเหมือนว่าจะขายเครื่องเกมส์
ก่อน เครื่อง PS3, Wii ถูกกว่าในเมืองไทยมากครับ แถมอุปกรณ์อะไรต่างๆที่นี่ก็มีให้อื้อ
ผมเหลือบเห็นว่าที่นี่มีบันไดขึ้นไปข้างบนต่อ ชั้นที่สองของที่นี่ขายแผ่นเกมส์ต่างๆครับ
ชั้นที่สามที่นี่ขายของเล่นทั่วๆไปครับ ส่วนชั้นที่สี่นี่สิครับ... ผมเดินขึ้นมาผมก็สัมผัสได้ถึง
ความนรกแตกบางประการทันที มันขายฟิกเกอร์อนิเมชั่น และกันดั้มพลาโมครับ! ราคา
ของในนี้ก็ตรงกับในเว็บไซต์เลยครับ ที่นี่มีฟิกเกอร์เยอะมากครับ รวมไปถึงจิ๊กซอว์แสกน
illustration ของอนิเมเรื่องต่างๆทำออกมาหลอกเอาเงินกัน ที่นี่มีสินค้าของเรื่อง
Suzumiya Haruhi ขายอยู่พอสมควรเลยครับ ถ้าคุณฟอร์ดอ่านข้อความนี้อยู่ เดี๋ยวผมซื้อ
พระเจ้ากับนางาโตะไปฝากคุณให้ตัวนึงนะ
ผมถ่ายรูปมาเล็กน้อยแล้วรีบอพยพออก
ไปก่อนที่กิเลสผมจะพลุ่งพล่านมากไปกว่านี้ จากนั้นเราก็เดินไปเข้าร้านขาย DVD เพื่อดู
ชุดเซ๊ตอนิเมชั่นต่างๆ ราคาก็พอสู้กันได้นะครับ แต่ก็กินแกลบเลยถ้าจะสอยทั้งเซ็ตไปซัก
เรื่องนึง จากนั้นเราก็ไปเข้าร้านขาย DVD ปลุกใจเสือป่าครับ แน่นอนว่ายูกิขอเลี่ยงไม่เข้า
ไปด้วยแน่ มิฉะนั้นอาจจะไม่งามเป็นแน่แท้ เมื่อเข้าไปนี่... เป็นแหล่งหนังโป๊ชัดๆเลยครับ มี
การเปิดหนังให้ดูอยู่ 5-6 เครื่อง ส่งเสียงร้องกันเรียกว่าผมนี่แทบจะทนไม่ไหวเลยครับ เดิน
ขึ้นไปชั้นบนแล้วก็วนลงมาข้างล่างอย่างรวดเร็ว ในที่นี้มีขาย Visual Novel บางเกมด้วย
ครับ พอดูเสร็จก็รีบแจ้นออกไปจากร้าน ขืนอยู่ต่ออาจจะไม่ดีแน่ จากนั้นเราก็ขึ้นไปร้าน
เกมส์ตู้ครับ ผมตกตะลีงมากว่า แค่เรื่องเกมนี่ที่นี่ทำเป็นตึก 5 ชั้นที่มีเกมไม่ซ้ำแบบกันได้
เลยครับ ผมเดินขึ้นไปแต่ละชั้นก็จะพบเกมส์สำหรับคนต่างวัยกันไป ข้างยนสุดก็เป็นเกม
การ์ดครับ มุงดูกันใหญ่ เล่นกันหน้าดำคร่ำเครียดมากครับ จากนั้นผมก็ออกไปจากร้านแล้ว
ก็เข้าไปร้านเครื่องขายไฟฟ้าเพื่อดูราคาเครื่องใช้ไฟฟ้าของบ้านเขาครับ ผมไปหยุดในชั้น
ที่ขายกล้องครับ ผมได้ลอง Canon EOS 450D เทียบกับ Nikon D80 แล้วดูราคา... ผม
แทบอยากจะบ้า อยากได้แบบสุดๆ แตก็ข่มความต้องการเอาไว้ แล้วขึ้นไปอีกชั้นนึงเพื่อดู
หูฟังรุ่นต่างๆ... เสียงแต่ละอันดีมากเลยครับ แต่ก็ราคาไม่ใช่น้อยเช่นกัน จากนั้นก็ลงมาแล้ว
เดินออกจากถนนกลับไปสถานีเพราะกลัวจะไปที่อื่นต่อไม่ทัน มัน 1300 แล้วน่ะครับ พอ
ออกมาเดินนอกถนน ผมก็พบว่าถนนอากิบะปิดกลายเป็นถนนคนเดินไปแล้วครับ คนมากัน
เป็นจำนวนมากเลยครับ อยากอยู่ต่อแต่ก็ต้องไปก่อนแล้ว



จากนั้นเราก็มาโผล่สถานีชินจูกุ เพื่อหาอะไรกินเป็นข้าวกลางวันครับ มื้อแรกของที่นี่
ยูกิพาพวกผมไปเข้าร้านราเม็งครับ ผมสั่งราเม็งหมูมา ยูกิก็สั่งเกี๊ยวซ่ามาให้กินด้วย อร่อย
มากครับ เสร็จแล้วผมกขอห้ยูกิพาไปร้าน Bic Camera เพื่อดูราคากล้องเพราะตอนนี้มัน
เสี้ยนอยากได้กล้องตัวใหม่จัดแล้วครับ เข้าไป Bic Camera ผมก็ได้ถอย Canon EOS Kiss
X2 (450D) พร้อมเลนส์ 18-55IS มาด้วยครับ และผมเลือกสิทธิ์การใช้บัตรสมาชิกได้แต้ม
13% จากราคาของที่ซื้อ นั่นคือผมซื้อกล้องพร้อมเลนส์เป็นเงิน 95200 ผมก็ได้สิทธิ์แลกซื้อ
ของเพิ่มอีกในจำนวนเงิน 12700 เยนครับ ผมก็เลือกเากระเป๋า ถ่านสำรอง และ Memory
ขนาด 2GB มาครับ พอดีเลย... เมื่อซื้อเสร็จแล้วรู้สึกถึงความวาบหวิวของกระเป๋าเงิน (มัน
ฮวบลงไปเลยครับ) ผมก็ออกเดินไปฮาราจูกุต่อครับ หลังจากหลงทางกันได้ที่ เราก็เดินมา
ถึงย่านความเจริญ แหล่งแฟชั่นวัยรุ่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างฮาราจูกุครับ พวกเราเดินกัน
เข้าไปในซอยทาเคชิตะ ที่ผู้คนมันช่างพลุ่กพล่านดีเหลือเกิน แฟชั่นของที่นี่จะแสดงความ
เนี๊ยบในรูปแบบของตัวเองมากเลยครับ การแต่งตัวมันจะเข้าเซ๊ตของเขาเป็นชุดๆไปเลย
ละลานตามากๆครับ สาวๆที่นี่ก็สวยกันมากครับ ผมนี่เดินดูสาวๆและการแต่งตัวของพวก
เธอสนุกกว่าดูราคาสินค้ามากครับ หลังจากไหลตามผู้คนจนไปออกนอกซอยแล้ว พวกเรา
ก็เดินกันต่อไปสวนสาธารณะชิบูย่า ตอนแรกพวกผมว่าจะเดินไปสถานีชิบูย่าเลย แต่สังเกตุ
เห็นคนเดินกันพลุกพล่านในนั้น ผมเลยเดินไปดู ปรากฎว่าผมพบกลุ่มวงดนตรีสมัครเล่น
มากมายมาเล่นสดกันเต็มไปหมด เรียงกันเลยครับ แต่ละวงก็จะมีสาวๆมากรี๊ดและหยุดยืนดู
การแสดงในปริมาณที่พอสมควรเลยล่ะครับ ยิ่งวงไหนเล่นดี มีความเป็นตัวของตัวเองสูง
คนดูก็ยิ่งเยอะครับ แต่ล่ะกลุ่มก็เล่นกันใช้ได้เลยล่ะครับ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและสนุก
ในการเล่นดนตรีของพวกเขาได้อย่างชัดเจน ผมอยากหยุดดูนานๆเหมือนกัน แต่ก็ต้องรีบ
แจ้นไปชิบูย่าแล้วเพราะตอนนี้เป็นเวลา 1640 แล้วครับ
สาเหตุที่พวกผมต้องรีบร้อนไปที่ต่างๆก็เพราะ พวกผมจองรถไฟชินคันเซ็นรอบ
1933 ที่่จะไปเกียวโตไว้ ผมก็เลยอยากกลับมาที่สถานีโตเกียวก่อนซัก 40-50 นาทีเพื่อจะ
ได้เตรียมตัวอะไรได้ทันและแน่นอน พวกเราก็เดินกันต่อไปชิบูย่า แม้ว่าจะเมื่อยกันมากแล้ว
แต่เราก็ยังพยายามลากสังขารต่อไป (สงสารยูกิครับ เธอใส่ส้นสูงมา แล้วมาผจญการเดิน
กับพวกผมแบบนี้ได้นี่ นับถือมากๆครับ) เมื่อถึงชิบูย่า ที่นี่ก็มีร้านค้าแบรนด์เนมอยู่เยอะเลย
ล่ะครับ เราก็เดินวนกันไปดูรอบๆชิบูย่า จนมาถึงหกโมงเย็น ผมก็ได้เห็นปริมาณคนจำนวน
มากพากันข้ามที่ห้าแยกชิบูย่า เรียกได้ว่าเป็นภาพที่สวยงามมากครับ กับการที่ผู้คนมากมาย
ต่างได้มาเดินผ่านกันเพื่อดำเนินชีวิตของตัวเองต่อไป ณ จุดนี้เหมือนกับเป็นจุดที่คน
โตเกียวจะได้พบปะคนมากหน้าหลายตามากที่สุดแล้วล่ะครับ จากนั้นเราเข้าสถานีชิบูย่าแล้ว
ทำการร่ำลายูกิสาวสวยผู้ทรหดอดทนไป โดยเราจะได้เจอกันอีกในวันเสาร์หน้าครับ ขอบ
คุณสำหรับทุกอย่างที่ทำให้พวกผมในวันนี้มากเลยครับ ยูกิ
พวกผมนั่งยามาโนะเทะกลับมาที่สถานีโตเกียว ด้วยร่างกายที่อิดโรย พวกผมก็ไปหา
เลือกซื้ออาหารเย็นกินประทังหิวก่อนที่จะขึ้นชินคันเซ็น โอซื้อข้าวราดแกงกะหรี่ส่วนผมซื้อ
ชุดอาหารราคา 820 เยนที่เขาไม่ได้อุ่นให้ เมื่อซื้อเสร็จก็ไปแอบนั่งกินที่หน้าตู้ล๊อกเกอร์
ของพวกเรา แม้จะเย็นชืดแต่ผมก็กินให้หมดไปเพราะต้องการพลังงานเพื่อต่อชีวิตไป เมื่อ
กินเสร็จเราก็ไปเติมน้ำก๊อกในห้องน้ำลงขวดชาเขียวที่ซื้อกินกันไปก่อนหน้านี้ ...น้ำเปล่าที่
นี่อร่อยมากครับ รสชาติดีกว่าชาเขียวราคา 150 เยนเยอะครับ เมื่อกินเสร็จแล้วจัดของ
เรียบร้อย พวกผมก็เดินข้ามฟากสถานี้ไปขึ้นชินคันเซ็นสาย Hikari 427 เส้นโทไคโด ไป
เกียวโต ระหว่างยืนรอให้เจ้าหน้าที่จัดการรถเทียบท่าและทำความสะอาด ผมมองดูเจ้าหน้า
ที่ทำความสะอาดตู้โดยสารรถไฟด้วยความเร็วระดับชินคันเซ็นครับ พวกเธอทำกันเร็วมาก
จนผมอึ้งเลยครับ คนเดียวทำตั้งโบกี้ไม่ถึงห้านาทีก็เสร็จแล้ว!? เมื่อผมหายอึ้ง พวกผมก็ขึ้น
ไปนั่งประจำที่ที่ได้จองเอาไว้ก่อนในตอนเช้า เมื่อรถไฟออกตัว มันยังเคลื่นตัวในระดับ
ความเร็วที่พอๆกับยามาโนะเทะไลน์ในช่วงที่ยังอยู่เขตโตเกียว แต่พอออกจากสถานีโยโก
ฮาม่าแล้ว... มันติดปีกเลยครับ เร็วเป็นบ้า เร็วจนหูอื้อไปเลย อีก 2 ชั่วโมง 40 นาทีต่อมา
มันก็มาถึงสถานีเกียโตแล้วครับ เร็วจริงๆ (ห้องน้ำในรถไฟก็ยอดเยี่ยมซะด้วย) พอลงที่นี่
แล้วพวกผมก็เดินหลงทางกันในสถานีเกียวโตต่ออีกเล็กน้อย จากนั้นก็ได้เจอกับเกดและพี่
อุ๋มที่มารอพวกเราอยูหน้าสถานีเกียวโต เนื่องจากรถเมล์ในเกียวโตใกล้จะหมดแล้ว เราเลย
รีบขึ้นสาย 206 เพื่อไปลงที่หน้ามหาวิทยาลัยเกียวโต แล้วเดินต่อมาเข้าหอพักนักศึกษาต่าง
ชาติครับ อาบน้ำแล้วก็มุดตัวนอนในถุงนอน ...แล้วก็เป็นอันจบวันแรกครับ

แค่วันแรกนี้ผมก็เจออะไรใหม่ๆ มากมายจนเก็บมาเล่าได้ไม่หมดแล้วล่ะครับ การพบ
เจอสิ่งใหม่ๆ โลกใหม่ๆของผมยังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเองครับ ถ้าอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อ
รอพบตอนต่อไปได้ในบล๊อกนี้นะครับ สำหรับวันนี้... สวัสดีครับ




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 27 พฤษภาคม 2551 11:59:49 น.
Counter : 141 Pageviews.  

1  2  

suckoja
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ตัวเรานั้นเป็นเพียงเศษละอองแห่งดวงดาว...
เล็กกระจิ๋วเมื่อเทียบกับสากลโลก...
แต่เศษละอองนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกได้...
ด้วยศรัทธา...

Thomas Clover's Facebook profile

Suckoja Updates

    Group Blog
     
    All Blogs
     
    Friends' blogs
    [Add suckoja's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.