AIR DVD Limited Edition Box Set -- Extensive Review --



(ส่วนหนึ่งจากบทสนทนากับน้องที่ชอบเรื่องนี้ ณ วันที่ 2 ธ.ค. 2008 ซึ่งทำให้ผมทุ่มทุนซื้ออนิเมเรื่องนี้)
suckoja: เดือนนี้...หมดตูด
~oTadPoleo~: นั่นสิ
suckoja: นี่ถ้าสั่งซื้อไปเดือนนี้... ไม่มีเงินกินข้าวกับทำอย่างอื่นเลยนะเนี่ย!
~oTadPoleo~: อะไรพี่ เพิ่งต้นเดือน
~oTadPoleo~: เค้าบอกว่า ต้องจองภายในวันนี้ จะได้ราคา 1650 แต่ถ้าพรุ่งนี้ 1800
suckoja: เห...
suckoja: เป็น LIMITED EDITION ที่ demand น้อยจริงๆ
suckoja: เอาวะ!!
suckoja: เห็นแล้วก็อยากได้นะเนี่ย เฮ้ย!
~oTadPoleo~: ตัดสินใจอยู่
suckoja: เอาล่ะ... ในฐานะผู้สนับสนุนผลงานของบริษัท Kyoto Animation
และเคยได้ไปเหยียบถิ่นเขามาแล้ว... [b]พี่ซื้อล่ะ[/b]

ครับ... และวันนี้ AIR DVD Box Set Limited Collection จัดจำหน่ายในประเทศไทยโดย TIGA
ก็ถูกส่งมาให้ผมเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนี้ (ดูภาพประกอบของกล่องที่ส่งมาได้จากรูปด้านบน)
ก่อนอื่นต้องท้าวความไปก่อนนะครับว่าเรื่องนี้นั้นเรื่องฉายที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นปี 2005 และเป็น
อนิเมชั่นเรื่องแรกๆที่ Kyoto Animation ดำเนินการผลิตแบบเต็มตัว ก่อนที่ปีต่อมาเขา
จะออกฮารุฮิมาเขย่าวงการ เรื่องนี้ตอนที่ฉายอยู่ทางทีวีนั้นเป็นอนิเมม้ามืดที่ได้รับความนิยม
ในหมู่ผู้ชื่นชอบอนิเมเป็นอย่างมาก ด้วยงานอนิเมชั่นที่สวยงามและไม่มีการเผาซึ่งเป็นเรื่อง
ที่แปลกประหลาดของอนิเมที่ฉายทางทีวีในสมัยนั้น การดำเนินเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม เรียก
น้ำตาผู้ชมได้อย่างมหาศาล ตัวกระผมเองที่เคยดูมาก่อนแล้วก็ยังอดสะอื้นไม่ได้เลย

เหมือนเคยครับ ผมจะไม่เล่าถึงเนื้อเรื่องโดยย่อเพราะเดี๋ยวจะยาว... เอาเป็นว่าเรา
มาดูกันดีกว่าครับว่าทำไม Box Set ชุดนี้ถึงมีราคาที่ถือว่าโหดอย่าง 1650 บาทกันได้
สำหรับเรื่องนี้ผมสั่งซื้อผ่านทางเว็บของ TIGA เลยครับ เพราะได้ยินมาว่าทำออกมามี
จำนวนจำกัด พอโทรไปถามเขาดูก็บอกว่าทำออกมา 600 (หรือ 700 หว่า) ชุดเท่านั้น
ซึ่งถือว่า Limited จริงๆ แต่ก็ว่ากันไม่ได้หรอกครับเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่อนิเมตลาด
โอกาสที่ทาง TIGA จะพลาดกับเรื่องนี้มีสูงทีเดียว แถมยังเล่นดองลิขสิทธิ์ไว้มาซะจนถึง
ตอนนี้ ทำเอาผมเองก็ลืมไปแล้วว่าเรื่องนี้เคยมีคนซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาในประเทศไทย นั่นคือ
ประวัติเล็กๆน้อยๆของเรื่องนี้ ทีนี้มาดูที่แพ็คเกจกัน เป็นกล่องพัศดุขนาดใหญ่ ที่เปิดออกมา
แล้วมีโฟมกันกระแทกอยู่เต็มกล่อง เมื่อหยิบ Box Set ออกมาพร้อมแกะบับเบิ้ลออกแล้ว
เราจะเห็นราคาเต็มๆของมันคือ 2,100 บาท เมื่อผมลองเปิดแพ็คเกจที่ทำออกมาเป็นสมุด
พกออกดูแล้วก็เจอะกับหน้าของมิซุสุและคันนะสองนางเอกต่างเวลาของเรื่องนี้ยิ้มพราว
เสน่ห์พิมพ์ใจให้ดู พอคลี่ออกมาอีกชั้นก็จะเห็น DVD 6 แผ่นบรรจุเรียงไว้ไล่จากซ้ายไปขวา
โดยหน้าทางขวาสุดนั้นจะมีโปสการ์ดสอดเอาไว้อยู่ โดยโปสการ์ดเหล่านี้ก็มาจากหน้าปก
DVD ทั้ง 6 ของญี่ปุ่นนั่นเอง ถึงตรงนี้ผมมีเรื่องติงเล็กน้อยตรงที่สอดเก็บโปสการ์ดนั้น"ลื่น"
มากทีเดียว เมื่อคุณปิดสมุดลงหรือตะแคงไปอีกข้าง โปสการ์ดจะพากันไหลออกมาหมดโดย
ทันที ส่วนชุดโฟมแข็งสำหรับเก็บแผ่น DVD นั้นก็โอเคครับ หยิบแผ่นออกมาได้สะดวกดี แม้
ว่าตอนคลี่ออกมาครั้งแรกแผ่นจะเหโลไหลกันออกมาจากตำแหน่งที่ควรของมัน 2 แผ่นก็ตาม
ที โดยรวมแล้วแพ็คเกจถือว่าสอบผ่านในเกณฑ์เฉียดฉิวสำหรับราคาขนาดนี้ครับ

ต่อมาก็เป็นรายละเอียดในแผ่น DVD ที่บรรจุมาด้วยกันทั้งหมด 6 แผ่นแยกได้เป็นดังนี้
แผ่นที่ 1 - 4 มีเนื้อเรื่องภาคทีวีซีรีย์ทั้งหมด 12 ตอน รวมกับตอนพิเศษ Memories อีก 1 ตอน
แผ่น In Summer เป็นเนื้อเรื่องฉบับ OVA ขยายความเรื่องราวในสมัยของคันนะมี 2 ตอน
แผ่น Special ก็มีของแถมเด็ดๆเยอะเลยครับโดยแยกรายละเอียดดังนี้
-- Report From Studio Sneaking --
ไดสึเกะ โอโนะคนพากย์ยูกิโตะจับกล้องดำเนินรายการสัมภาษณ์สด เหล่านักพากย์ท่านอื่นๆ
ในสตูดิโอด้วยตัวเองเลย น่ารักดีครับ
-- Cast Interview --
บทสัมภาษณ์ของนักพากย์แต่ละท่านเกี่ยวกับความรู้สึกที่ได้รับเล่นบทนั้นๆ มีตัวละครหลักๆครบ
ทุกคนเลยครับ จะพบเลยว่าเสียงพูดจริงๆกับเสียงในการแสดงของพวกเธอเหล่านี้ต่างกัน
มากเลยทีเดียวครับ
-- TV Program "Anikuri / AIR Special" --
รายการ Anikuri ตอนพิเศษ ทำการสัมภาษณ์ Character Designer และ Cheif
Animation Director คุณอาราทานิ โทโมเอะ ถึงการทำงานในเรื่องนี้
-- Anikuri 2005 --
รายการ Anikuri ตอนทำการสัมภาษณ์ผู้กำกับของเรื่องนี้ คุณอิชิฮาระ ทัตสึยะ
-- Spot CM --
โฆษณาโปรโมตเรื่องนี้ที่ฉายตามสื่อต่างๆ
-- PV --
Promotional Video ของเพลง "Tori no Uta" ร้องโดย LIA
-- Promotion Clip --
คลิปโฆษณาเรื่องนี้ฉบับที่ยาวที่สุดครับ
-- AIR Non Credit Opening/Ending --
OP และ ED ทั้งหมดที่ฉายในเรื่องแบบไม่ต้องมี credit มาฉายให้รบกวนสายตาครับ
-- Original Japanese Cover --
ปก DVD ของโซนญี่ปุ่นทั้งแบบธรรมดาและ Limited Edition สวยงามมากๆครับ

ทีนี้ก็มาดูส่วนของภาพและเสียงกันบ้าง สำหรับภาพที่ encode ด้วยมาตรฐาน MPEG2 แล้ว
นำมาเล่นบนคอมพิวเตอร์แล้ว ก็จะพบเส้น interlace อันน่ารำคาญเป็นอานิจอยู่แล้วเรื่อง
นี้พอทำใจรับได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจก็คงจะเป็นเรื่องเสียงที่ค่อนข้างเบานี่
แหละครับ แถมยังมีอาการตกฮวบของเสียงเป็นบางช่วงในตอนด้วย เสียงจะเบาลงไปชั่วครู่
แล้วค่อยขยายกลับมาเท่าเดิม พบเจอได้บ่อยครั้งสร้างความตะขิดตะขวงให้กับการรับชมไม่
ใช่น้อยเลยล่ะครับ ส่วนงานแปลของ TIGA นั้นรับประกันคุณภาพเป็นที่น่าเชื่อถือได้อยู่แล้ว
แต่ถึงกระนั้นผมก็ขอบ่นเรื่องซับหน่อยที่ตัวอักษรใหญ่เบ้อเริ่มแถมขอบฟอนต์ยังดำหนาจนบดบัง
ตัวงานอนิเมชั่นไปอย่างอักโข โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอน OP กับ ED ที่ขึ้นซับสองบรรทัดทั้ง
ของเนื้อร้องภาษาโรมันจิและคำแปลเนื้อร้องภาษาไทย บดบังงานอนิเมชั่นซะเสียอารมณ์จน
ผมต้องรีบปิดซับเลยล่ะครับ ยังดีที่ในแผ่น Special มี OP/ED แบบ Non Credit อยู่
ไม่งั้นผมอาจจะเคืองยิ่งกว่านี้อีกนะนี่

ฟู่... รู้สึกว่าในงวดนี้ผมจะบ่นยิ่งกว่าชมงานชุดนี้นะเนี่ย ฉะนั้นลองมาชื่นชมกันดูบ้างดีกว่า
งานอนิเมชั่นของ Kyoto Animation ที่สวยงามนั้นเริ่มต้นจากเรื่องนี้ล่ะครับ แม้ตัวละคร
ที่ออกแบบโดยคุณอาราทานิจะมีสเกลสัดส่วนของลูกตาต่อใบหน้าที่ใหญ่พิกลอยู่จนทำให้ดูขาด
ความเป็นธรรมชาติอยู่บ้าง แต่งานรายละเอียดแบ็คกรานด์ของสภาพเมือง งานแสงสีทิวทัศน์
นั้นสวยงามอลังการตามการใช้งานของซอฟท์แวร์ของ Adobe จริงๆครับ และนี่แหละครับ
คือจุดที่น่าลงทุนซื้อมาเก็บของเรื่อง AIR เลยล่ะครับ ขนาดลองปิดซับกับเสียงไปแล้วดูภาพ
อย่างเดียวก็ยังรู้สึกดีเลยครับ ส่วนเรื่องเสียงนั้นผมเปิดฟังแต่ soundtrack อยู่แล้วซึ่ง
งานพากย์ของต้นฉบับนั้นให้อารมณ์ร่วมได้ดี ถึงแม้นักพากย์หลายๆท่านในตอนที่ทำเรื่องนี้อยู่
(ปี 2004) จะยังเป็นหน้าใหม่ของวงการกันหลายคน แต่ก็ทำงานออกมาได้ดีครับ

โดยรวมแล้วสำหรับ AIR DVD Limited Box Set Collection ชุดนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่
เหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการซื้อหาเรื่องนี้มารับชมเท่าใดนักครับ เพราะด้วยราคาที่นับว่า
แพงโหดเรียกได้ว่ามากกว่าเท่าตัวของฮารุฮิเสียอีก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าผมชอบและเคารพ
งานของ Kyoto Animation ผมคงรอไปซื้อ DVD ในรูปแบบธรรมดาแทนแล้ว (ถ้ามี) ซึ่ง
ผมก็ขอแนะนำคุณๆท่านๆว่าให้ไปซื้อแบบนั้นดีกว่าครับ ถ้าท่านไม่รักเรื่องนี้แบบจริงๆจังๆแล้ว
ท่านจะรู้สึกไม่คุ้มกับการซื้อจากตามร้านที่มีราคาประมาณ 1800 บาทเป็นแน่




 

Create Date : 09 ธันวาคม 2551    
Last Update : 10 ธันวาคม 2551 8:58:29 น.
Counter : 432 Pageviews.  

เฉิดฉาย อบอุ่น สุขใจไปกับ Honey & Clover เล่ม 1


เครดิตภาพจาก amazon นะครับ

คุณจำความสุข สนุกสนานไปกับเหล่าผองเพื่อนของคุณในชีวิตวัยมหาลัยได้มั้ยครับ?
คุณจำวันเวลาแห่งความสุขเหล่าน้้นได้มั้ยครับ? วันเวลาที่คุณได้ใช้ชีวิตในช่วงของวัยรุ่น...
คุณได้หัวเราะ คุณได้สร้างความทรงจำที่ดีไปด้วยกับเหล่าเพื่อนในวัยเรียนของคุณ
คุณได้ออกค้นหาความรัก ออกค้นหาตัวตนที่คุณต้องการจะเป็น ออกค้นหาความหมาย
ของการใช้ชีวิต และสับสนไปกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะความรับผิดชอบที่มากขึ้น
และคุณได้รู้จักก้าวแรกสู่การออกไปเป็นผู้ใหญ่ ไปสู่ความรับผิดชอบต่อตนเองในโลก
แห่งการทำงาน... ทั้งหมดที่ผมเกริ่นมาคือเสี้ยวหนึ่งของผืนผ้าใบบางๆ ที่รอให้เรามา
แต่งเติมสีสันให้มันเฉิดฉาย... นี่คือการ์ตูนที่ว่าด้วยเรื่องเหล่านี้ครับ กับ Honey & Clover
การ์ตูนรางวัลชนะเลิศสาขาการฺตูนผู้หญิงยอดเยี่ยมของโคดันฉะในปี 2003 โดยอุมิโนะ ชิกะ

ขอเกริ่นนำซักเล็กน้อย (ตามหลังปกของบงกช) เด็กมหา'ลัยศิลปะ โมริตะ มายามะ และ
ทาเคโมโตะ ใช้ชีวิตอย่างยาจกแต่ก็มีความสุขในหอพักขนาด 6 เสื่อ + ครัว 3 เสื่อ
แถมไม่มีห้องอาบน้ำ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาได้พบกับฮานาโมโตะ ฮากุมิ...!?
(ผมต่อเอง) ก็เกิดเรื่องราวแห่งความรักที่มิอาจลงตัวกับความรู้สึกของตัวเองแต่งดงาม
ยังไงล่ะครับ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับยอดขายมหาศาลในประเทศญี่ปุ่น
เรื่องนี้ก็ได้รับการดัดแปลงเป็นอนิเมชั่นในปี 2005 ซีซั่นที่สองและภาพยนตร์ live-action
ในปี 2006 และ TV Drama ในปี 2008 เป็นเครื่องยืนยันความโด่งดังของเรื่องนี้
โดยในบ้านเราจะรู้จักเรื่องนี้กันจากเวอร์ชันอนิเมของ J.C.Staff ที่เป็นหนึ่งในผลงานที่
ได้รับการบอกเล่าแบบปากต่อปากถึงคุณภาพและความสนุกของเนื้อเรื่อง และได้รับแรง
วิจารณ์ในเชิงบวกมาโดยตลอด... ผมเฝ้าสงสัยมาตลอดว่าทำไมมังงะของเรื่องนี้ถึงไม่ได้
รับการตีพิมพ์ในบ้านเราเสียที... วันนี้ข้อสงสัยของผมได้หมดไปเมื่อผมได้ไปซื้อฉบับ
แรกของเรื่องนี้มาอ่านเสียทีครับ ผมขอขอบคุณสำนักพิมพ์บงกชเป็นอย่างมากครับที่ทำให้
ผมได้อ่านการ์ตูนที่มีเนื้อเรื่องล้ำลึกที่สุดเรื่องนี้เสียที หลังจากอ่านเล่มแรกไปแล้ว ผมก็ยัง
ฮาแตกไปกับบรรดามุขที่ผมเคยได้สัมผัสในอนิเมมาแล้วอยู่ดี ผมยังรู้สึกอบอุ่นเหมือนเคย
ที่ได้เห็นตัวละครทุกคนดำเนินชีวิตไปในรั้วมหาลัยศิลปะฮามาบิ ผมยังรู้สึกทึ่งกับความบ้า
ของโมริตะ ชิโนบุที่ยังยอดเยียมอยู่เสมอ และผมยังคงรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเมื่อสัมผัสถึงความ
รักที่ยามาดะมีให้ต่อมายามะ... แม้จะเพิ่งเป็นแค่เล่มแรกแต่เนื้อเรื่องก็เริ่มจับประเด็น
หลักออกมาให้เห็นกันแล้ว ซึ่งในเล่มหลังๆต่อจากนี้เนื้อหาจะยิ่งเข้มข้นขึ้นอีกมากครับ

ปล. ใครสนใจเวอร์ชั่นอนิเมซับไทยก็สามารถโหลดได้จากลิงค์นี้นะครับ ซีซั่นแรก ซีซั่นสอง
โหลดโหดหน่อยนะครับ ^_^




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2551    
Last Update : 25 สิงหาคม 2551 22:37:40 น.
Counter : 522 Pageviews.  

WALL-E หุ่นบทพูดน้อยแต่สื่อสารความรักจากใจได้น่าเชียร์สุดๆ


(เครดิตภาพจาก Rotten Tomatoes)


WALL-E หรือชื่อเต็มๆว่า Wasted Allocation Load Lifter Earth-Class หุ่นยนต์เก็บกวาดขยะตัวจ้อยขนาดกะทัดรัด
ที่บริษัท Buy n Large ปล่อยไว้ให้ทำหน้าที่เก็บขยะในโลกที่มนุษย์อยู่ต่อไปไม่ได้ เพราะ
ปัญหาขยะล้นโลก พระเอกใหม่นำเสนอโดย Pixar Animation Studio เป็นงาน
อนิเมชั่นที่ผมรอมาข้ามปีตั้งแต่ได้ชม Ratatouille ในโรงภาพยนตร์เมื่อปีที่แล้ว

มาว่ากันด้วยเนื้อเรื่องแบบย่อๆก่อนละกันนะครับ ในศตวรรษที่ 22 บริษัท Buy n Large
ได้กลายมาเป็นกิจการที่ใหญ่ในระดับที่เข้าครอบครองปัจจัยกาซื้อทุกอย่างของโลกได้
แล้วโลกก็เกิดปัญหาขยะล้นโลกขึ้นมา บริษัท Buy n Large จึงนำเสนอบริการลี้ภัยออก
ไปอยู่ในอวกาศแล้วในช่วงเวลานี้ก็ให้หุุ่นทำความสะอาดรุ่น WALL-E เก็บกวาดขยะในโลก
ไป แต่เนื่องจากสภาวะมลพิษบนโลกที่รุนแรงเกินที่สิ่งมีชีวิตใดจะอาศัยอยู่ได้ ทำให้โลกถูก
ทิ้งอยู่แบบนั้นเป็นเ้วลากว่า 700 ปี จำนวน WALL-E ที่มีเป็นแสนตัวในตอนแรก ก็เหลืออยู่
แค่ตัวเดียว(คือตัวเอก)ที่ยังคงทำงานอยู่ต่อไป จนวันหนึ่งมียานอวกาศถููกส่งมาจาก Axiom
เพื่อมาทำการตรวจสอบสภาวะการอยู่อาศัยบนโลก โดยมันได้ทำการปล่อยหุ่น EVE
(Extraterrestrial Vegetation Evaluator) ไว้เพื่อทำการค้นหาสิ่งมีชีวิต
ที่สามารถเติบโตได้ด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสง (ก็พืชนั่นแหละครับ) WALL-E ที่อยู่
ตัวเดียวมานานแสนนาน(มีเพื่อนเป็นแมลงสาบทนทรหึด)เห็น EVE ปุ๊บก็ตกหลุมรักเข้า
อย่างจัง จึงทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเธอ (ผมคิดว่า EVE เป็นเพศเมียนะ
ซึ่งแนวคิดเรื่องเพศของหุ่นยนต์มันก็ฟังดูโรแมนติกดี) ทีนี้พอ WALL-E ประสบความสำ
เร็จในการพาเธอไปที่ฐานของตัวเองได้ เธอก็ได้พบกับพืชที่เธอตามหาอยู่ (WALL-E ไป
เจอมาเมื่อเร็วๆที่ผ่านมา) เธอก็เข้าสู่ภาวะหยุดการทำงานเพื่อรอให้ยานแม่มารับเธอไป
ตรวจสอบผลลัพธ์การทำงาน จากตรงนี้ไปผมคิดว่าทุกท่านคงพอเดาเนื้อเรื่องต่อไปกันได้
นะครับ

ในส่วนของเนื้อเรื่องที่อาศัยธีมของ Love-Comedy ให้น่าลุ้นน่าเชียร์ของเรื่องนี้ ทำออกมา
ได้ดีมากๆเลยครับ แม้ว่าหุ่นพระนางทั้งคู่จะพูดกันไม่ค่อยจะได้ แต่ทั้งคู่ก็หาทางสื่อสารกัน
เพื่อสื่อความในใจของตัวเองผ่านรูปแบบอื่นๆได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะ Facial
Expression ของทั้งคู่นั้นผมชอบมากเลยครับ ตัว WALL-E อาศัยการขยับกระบอกตา
ของตัวเองในการแสดงอารมณ์ ส่วน EVE ก็อาศัยการเรียงตัวของ OLED บนใบหน้าเพื่อ
แสดงอารมณ์ของตัวเองออกมาให้เห็น แม้ไม่ต้องพูดกันแต่ก็สื่อความในใจกันได้ ผมดู
แบบนี้แล้วมันน่ารักซะยิ่งกว่ามาฟังบทพร่ำรักหน้าตายเยอะเลยครับ ส่วนอีกด้านของเนื้อเรื่อง
นั้น เรื่องนี้นำเสนอแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่เจ็บแสบเอาเรื่อง ด้วยแนวคิดของปัญหาเรื่อง
ขยะล้นโลก และจักรวรรดิ Chain-Supply ที่ขยายตัวจนก่อให้เกิดปัญหานี้ขึ้นมา จนต้อง
หาทางหนีออกออกโลกเพราะอาศัยอยู่ต่อไปไม่ได้ (คล้ายกับมาครอสแต่ต่างกันตรง
ปัจจัยการหนีออกจากโลก) ปัญหานี้เหมือนกับจะเสียดสีกับสิ่งที่จีนกำลังเผชิญอยู่เลยครับ
แล้วยิ่งพอขึ้นอวกาศมานี่ Pixar ก็เล่นประเด็นอารยธรรมมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี
จนกลายเป็นว่าขาดมันไม่ได้ การใช้ชีวิตของมนุษย์ที่อยู่บนยาน Axiom ได้วิวัฒนาการ
ตัวเองจนกลายเป็นตุ่มที่จุ้มปุ้กอยู่แต่บนเก้าอี้ลอยได้ของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว จนลักษณะ
กระดูกของมนุษย์บนนั้นไม่อำนวยต่อการเดินอีกต่อไป (เพราะไม่ได้ใช้งานเลยตั้งแต่เกิด)
อีกด้านของการเสียดสีเรื่องเทคโนโลยีก็คงเป็นเรื่อง "หุ่นเดินตามเส้น" นี่แหละครับ
สำหรับคนทำหุ่นแบบ auto ทั่วโลก หนังเรื่องนี้ถือเป็นตลกร้ายที่เสียดสีได้อย่างน่าขบขัน
สุดๆ การทำงานของหุ่นยนต์ที่อยู่บน Axoim นั้น เป็นการเดินตามเส้นหมดเลยครับ รวมไป
ถึงเก้าอี้ชูชีพของมนุษย์ทุกคนบนนั้น ทำให้การใช้ชีวิตบนนั้นเป็นไปตามกรอบเพื่อง่ายต่อ
การควบคุมมากที่สุด มองในอีกแง่ ชีวิตบนนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากการถูฏจองจำในคุกเลยนะ
ครับ แถมอาศัยความสะดวกสบายของเทคโนโลยีทำการล้างความต้องการจะพัฒนาสิ่งใหม่
ออกไปจากความคิดของมนุษย์เพราะทุกอย่างที่อยู่บน Axoim มันสมบูรณ์ดีแล้วในการมี
ชีวิตอยู่ แต่พอมีหุ่นที่ไม่เดินตามเส้นที่เตรียมไว้ให้ ก็ทำให้เกิดเรื่องราวใหม่ที่ไม่สามารถ
ควบคุมได้ขึ้นมาอย่างในหนัง
ผมดีใจนะครับที่เมื่อมีเหตุปัจจัยให้มนุษย์เราทำในสิ่งที่แตกต่าง เรายังเลือกที่จะทำสิ่งที่แตก
ต่างเพื่อวิวัฒนาการของตัวเราเองอยู่ ตราบเท่าที่มนุษย์เรายังคงแนวความคิดนี้ไว้ได้อยู่
เราจะไม่สูญพันธ์ไปจากจักรวาลนี้แน่นอนครับ และเราก็จะสามารถป้องกันไม่ให้ปัญหา
สิ่งแวดล้อมขยายตัวลุกลามจนเลยเถิดแบบในเรื่องด้วยเช่นกัน ผมเชื่อจริงๆนะ

ยังมีเรื่องอีกมากที่สอดแทรกและอบแฝงอยู่ในเรื่องราวของในหนังเรื่องนี้ ถ้าผมยกมาพูด
ทั้งหมดก็คงจะไม่ดี ผมให้คุณๆไปดูกับตาเองดีกว่าครับ ความประทับใจในหนังเรื่องนี้ที่ผม
มีนั้นมากพอที่จะกล้าเชียร์ให้เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเลยครับ
เรื่องนี้มันดีขนาดนั้นจริงๆครับ อย่างน้อยก็ในความคิดของผม สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นครับ
ผมแนะนำให้คุณไปลองชมด้วยตัวเองดีกว่า หุ่นอาจจะหลงรักหุ่นเก็บขยะเสียงชาร์จพลังงาน
เต็มแบบ OS X ตัวนี้แบบผมก็ได้ครับ




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2551    
Last Update : 13 สิงหาคม 2551 12:30:14 น.
Counter : 1694 Pageviews.  

ฮีธ เลดเจอร์กับบทบาทของโจ๊กเกอร์ที่จะตราตรึงคุณไปอีกนาน!



ผมคาดว่า ณ ตอนนี้ หลายท่านคงได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง The Dark Knight และได้
อ่านรีวิวของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปกันบ้างแล้ว สำหรับผมนั้น... ไม่ขอบังอาจทำตัวเป็นนักวิจารณ์
หนังอะไรละกันนะครับ ผมแค่ต้องการจะออกมาแสดงความรู้สึก<>ยกย่องตัวภาพยนตร์และ
การแสดงอันทรงพลังถึงขั้นที่ผมยกนิ้วโป้งให้ขณะที่ชมภาพยนตร์ไปของ ฮีธ เลดเตอร์ นักแสดงชาว
ออสเตรเลียผู้เสียชีวิตไปเมื่อต้นปี... เมื่อผมบอกพ่อของผมไปว่าผมได้ไปดูหนังเรื่องนี้มาเมื่อวัน
อาทิตย์ พ่อก็ถามผมว่ามันเป็นยังไงบ้าง ผมก็ตอบไปง่ายๆครับ

"The best Batman movie they ever made in the series. It is the
best because it's feature Batman the least!"

ใช่ครับ... แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะยาวถึง 152 นาที แต่ต่อให้ยาวไปกว่านี้อีกผมก็จะพูดคำนี้อยู่ดี
เพราะโจ๊กเกอร์แย่งบทเด่นไปจากแบ๊ทแมนหมดเลยครับ ผมจำโจ๊กเกอร์ที่ แจ๊ค นิโคลส์สัน เล่นไม่
ได้แล้วครับ เพราะเคยดูเมื่อสมัยเด็กตอนที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่โจ๊กเกอร์ฉบับของฮีธ เลดเจอร์
นั้นฉีกภาพลักษณ์วายร้ายตัวตลกที่อยู่ในการ์ตูนดสียสิ้น โจ๊กเกอร์ฉบับนี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่วิปลาส...
หลักแหลม และยึดมั่นกับทัศนคติของตัวเองอย่างที่สุด นั่นคือ "โลกนี้มันไม่มีกฏเกณฑ์อะไรบ้าบอ
พวกนั้นหรอก" นั่นทำให้โจ๊กเกอร์คนนี้สามารถวางแผนก่อการร้ายที่เถรตรงแต่ลึกล้ำออกมาได้อย่าง
เหนือชั้น ทัศนคติของโจ๊กเกอร์นั้นยึดมั่นอยู่กับความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในจิตใจของคนเรา ความโลภโม-
โทสัน ความเห็นแก่ตัว ความกลัวทั้งหลาย โจ๊กเกอร์ดึงเอาสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้งานเป็นเครื่องมือของ
ตัวเอง สำหรับเขาแล้วนั้น สิ่งเหล่านั้นของผู้อื่นเป็นเพียงแค่อารมณ์ที่เขาสามารถฉกฉวยมาใช้งานเพื่อ
ให้เข้ากับสถานการณ์ของตัวเองได้ นั่นทำให้โจ๊กเกอร์ในคราวนี้ไม่ได้มีความสามารถเหนือมนุษย์
อะไรที่เหมือนกับในภาคอื่นๆ แต่เขาคืออาชญากรที่เข้าใจจิตใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้งในระดับเห็นแล้ว
ต้องสยองเลยครับ ความวิปลาสเหล่านี้ทำให้ทุกฉากที่มีโจ๊กเกอร์เล่นอยู่นั้น เป็นฉากที่ผมชมด้วย
ความตื่นเต้นว่าโจ๊กเกอร์จะแสดงอะไรออกมาให้เห็นอีก เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมของฮีธ เลดเจอร์
จริงๆครับ ผมขอสนับสนุนให้เขาได้เป็นผู้ชนะรางวัลออสการ์สาขาสมทบยอดเยี่ยมชายคนแรกนับจาก
ปีเตอร์ ฟินช์ ในปี 1976 ที่ชนะรางวัลนี้เมื่อเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว!

แล้วตัวหนังเป็นยังไงบ้างน่ะเหรอครับ ผมคงไม่ต้องเล่าให้เสียเวลาแล้ว เพราะไปดูเองเลยจะง่าย
กว่า แต่ถึงกระนั้นผมก็อดไม่ชื่นชมเนื้อหาที่ตัวภาพยนตร์ต้องการจะสื่อไม่ได้จริงๆ โทนมืดทะมึน
ของเรื่องนี้ที่สานต่อแนวคิดมาจาก Batman Begins ถูกขยายความให้ชัดเจนขึ้นไป
อีกขั้น แบ๊ทแมนไม่ใช่วีรบุรุษครับ เขาแค่เป็นผู้ที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องที่เขาเห็นสมควร เขายึดมั่นใน
ความดีที่มีอยู่ในตัวคนเรา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับของโจ๊กเกอร์ แต่สิ่งนั้นกลับทำให้ทั้งคู่สา
มารถต่อสู้กันได้ในระดับที่เหนือชั้นขึ้นไปยิ่งกว่าการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว แต่เป็นการ
ต่อสู้กันระหว่างสองขั้วแนวคิดที่แตกต่างกันเท่านั้น คนนึงต้องการปกป้อง อีกคนต้องการทำลาย
เพียงเท่านี้ก็ทำให้การประชันปัญญาและไหวพริบของทั้งคู่ออกมาได้น่าตื่นเต้นและลุ้นระทึกเป็นที่สุด
ตัวหนังเห็นเทคโนโลยีใหม่ๆเป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยให้งานของแบ๊ทแมนทำได้ง่ายขึ้น แต่เอาเวลามา
พัฒนาเหล่าตัวละครในเรื่องให้เราเกิดความรู้สึกร่วมไปด้วย ตามแบบที่หนังดราม่าชั้นดีทำกัน ผล
ลัพธ์ก็คือหนังเรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนที่สมจริงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
เรื่องนึงเลย... แม้กระทั่งตอนนี้ผมก็ยังชื่นชมและอยากไปดูเรื่องนี้ซ้ำอีกรอบเลยครับ มั่นใจได้
เลยว่าเมื่อ DVD เรื่องนี้วางแผงแล้ว ผมจะไปสอยมาเก็บไว้อย่างแน่นอนที่สุด! ขอบคุณครับ!




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2551 21:47:07 น.
Counter : 469 Pageviews.  

CLANNAD 24 - Another World, Tomoyo Chapter -



- เช้าวันเลือกตั้งประธานนักศึกษา โทโมโยะได้มาปลุกโทโมยะไปโรงเรียนเหมือนเคย พอโทโมยะ
ดื้อไม่อยากตื่นแล้วหลุดปากไปว่าให้เลิกกัน โทโมยะก็เสียใจจนโทโมยะต้องลุกขึ้นมาขอโทษใหญ่
- ขณะที่ทั้งโรงเรียนกำลังทำการลงคะแนนเลือกตั้งอยู่ โทโมยะกับโทโมโยะก็มารอฟังผลด้วยกัน
ในห้องเรียนเพียงสองคน เมื่อประกาศผลออกมาปรากฎว่าโทโมโยะเปฺ็นผู้ชนะโดยได้รับคะแนน
เสียงไป 503 คะแนน ทั้งคู่ดีใจมาก โทโมยะย้ำเตือนโทโมโยะว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการ
ทำตามฝันของโทโมโยะที่จะยับยั้งไม่ให้ต้นซากุระระหว่างทางมาโรงดรียนต้องถูกโค่นลงไป
- เมื่อโทโมโยะได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน เวลาที่เธอมีให้กับโทโมยะก็น้อยลง และเมื่อมีคน
เห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ก็เกิดเป็นเสียงครหาถึงสถานะความสัมพันธืของทั้งคู่ขึ้นมา ถึงกระนั้นในวันแรก
ของตำแหน่งประธาน โทโมโยะก็ได้ใช้ห้องประชาสัมพันธ์ ประกาศบอกโทโมยะให้กลับบ้านไป
ก่อนเพราะเธอมีธุระ การประกาศนี้ได้ยินดังไปทั่วโรงเรียนรวมไปถึงหูของอาจารย์ด้วย โดย
อาจารย์ได้เรียกทั้งคู่ไปคุยกันถึงความประพฤติในฐานะของประธานนักเรียนของโทโฒโยะและความ
สัมพันฑธ์ของทั้งคู่ เมื่อเสร็จแล้วทั้งคู่ก็ขึ้นไปดาดฟ้าตึกเรียน โดยที่โทโมโยะย้ำกับโทโมยะถึง
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในฐานะคนรักกัน
- เมื่อถึงวันงานเทศกาลโรงเรียน โทโมโยะที่ใส่ชุดหมีออกมาเดินตรวจตราและพบกับโทโมยะที่
นั่งคุยอยู่สุโนฮาระอยู่ข้างนอก เธอชี้ทางบอกให้เขาตามเธอไปนั่งกันตามลำพังสองคนที่ข้างหลัง
โรงเรียน โทโมโยะบ่นถึงตารางการทำงานที่แน่นเอี๊ยดทำให้เธอไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่กับโทโมยะ
โดยเธอยังบอกอีกว่าหลังจากงานโรงเรียนแล้วเธอก็จะยุ่งมากขึ้นอีกเพราะเรื่องของต้นซากุระ เมื่อ
พูดถึงตรงนี้ทั้งคู่จึงหันมาสบตากันและเอนหน้าเข้าหากันเพื่อจะจูบ แต่รองประธานนักเรียนก็ตัดบท
ของทั้งคู่ก่อนโดยบอกกับโทโมโยะว่าเธอต้องกลับไปทำงานต่อได้แล้ว เมื่อโทโมโยะจากไปทำงาน
ต่อ รองประธานก็เข้ามาพูดกับโทโมยะถึงเรื่องตัวตนของเขาที่ขัดขวางไม่ให้โทโมโยะได้ก้าวต่อไป
รองประธานย้ำว่าโทโมโยะเป็นคนประเภทที่ก้าวต่อไปได้ไกลยิ่งกว่านี้ และชี้ให้เห็นว่าตัวโทโมยะ
เองก็รู้ดีว่าเขากับโทโมโยะนั้นไม่เข้ากัน
- วันต่อมาโทโมโยะมาบอกกับโทโมยะที่รอเธออยู่หน้าโรงเรียนให้กลับบ้านไปก่อนเพราะงานเธอ
ยุ่ง เมื่อเธอกลับไปทำงานต่อ รองประธานนักเรียนก็เข้ามาพูดกับโทโมยะถึงเรื่องข่าวลือที่ทั้งคู่ออก
มาจากบ้านของโทโมยะด้วยกัน รองประธานชีให้เห็นอีกว่าเรื่องพวกนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของ
โทโมโยะเสียหาย และอาจทำให้แผนการที่เธอวางเอาไว้ต้องล้มครืนลงไป เขาย้ำอีกครั้งให้
โทโมยะได้คิดว่าคนที่โทโยะกำลังคบอยู่นั้นเป็นใคร และตัวเขานั้นเป็นใคร
- โทโมยะและโทโมโยะมานั่งคุยกันข้างนอก โดยโทโมโยะแก้ข้อเข้าใจผิดของทั้งคู่ให้คนอื่นฟัง
แล้ว เมื่อโทโมยะที่ถือเครปกล้วยอยู่จนน้ำกล้วยไหลลงมาหยดใส่ขา โทโมโยะก็ก้มลงไปเช็ดให้
แล้วโทโมโยะก็บอกเลิกกับเธอ เขายกเรื่องที่ว่าโทโมโยะมีเป้าหมายของชีวิตที่สูงกว่านี้ ถ้าทั้งคู่
อยู่ด้วยก็จะเป็นการขัดขวางเป้าหมายเหล่านั้นของเธอ โทโมโยะที่รับเรื่องนี้ไม่ได้ปฏิเสธความเห็น
นี้ของโทโมยะและไม่ยอมที่จะเลิกกับเขาด้วย โดยยกถึงเหตุผลว่าใครจะคอยดูแลเขาให้ ซึงโทโม
ยะบอกว่าเขาดูแลตัวเองได้แม้ไม่มีเธอ ถ้าโทโมโยะยังอยู่ เขาก็ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เสียที
เขาอยากให้เธอได้ทำตามฝัน เพื่อว่าซักวันเขาจะได้ภูมิใจว่าเคยได้คบเป็นแฟนกับคนเก่งที่มีความ
สามารถอย่างเธอ โทโมโยะยอมตกลงและขอบคุณโทโมยะที่ยอมคบกันผู้หญิงอย่างเธอ แล้วก็
เดินจากไป ทิ้งให้โทโมยะต้องกินเครปอย่างขมขื่นคนเดียว
- เมื่อเวลาผ่านไป โทโมยะก็ตั้งใจเรียนมากขึ้น โทโมโยะก็พยายามผลักดันเรื่องต้นซากุระอย่าง
เต็มที่ เมื่อทั้งคู่เดินสวนกันในโรงเรียน ทั้งคู่ก็ไม่ยอมสบตากัน
- วันเวลาผ่านไปและโทโมยะที่เรียนใกล้จบแล้วก็สามารถหางานทำได้ต่อนั้น พบกับโทโมโยะ
อีกครั้งที่ต้นซากุระในวันที่เขาจบการศึกษา เป็นวันที่หิมะโปรยปรายลงมา เธอมายืนรอพบเขาเพื่อ
บอกว่าต้นซากุระจะไม่ถูกตัดลงแล้ว เธอบอกกับเขาว่าความฝันของเธอนี้ต้องแลกมาด้วยความ
ทรมานที่ไม่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรักนานถึง 8 เดือน เธอรักเขา และจนบัดนี้ยิ่งรักเขามากขึ้นกว่า
เดิม ซึ่งโทโมยะเองก็รู้ดีอยู่ เธอบอกกับเขาว่าเธอคอยมองเขาอยู่ตลอดและเห็นพัฒนาการของเขา
ซึ่งโทโมยะเองก็ยอมรับเรื่องนี้แม้ว่าจะลำบากอยู่ก็ตาม เขาได้งานทำใกล้บ้าน แม้จะอยู่ในเมืองนี้
แต่เขาก็พอใจ เขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้กับเธอได้ เขาไม่สามารถที่จะไปพร้อมกันกับเธอ เมื่อเธอ
เรียนจบจากที่นี่แล้วลาจากไปยังที่ๆเขาเอื้อมไม่ถึง เพราะเขาไม่อาจออกไปจากที่นี่ได้ โทโมโยะ
บอกกับเขาว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ เธอจะอยู่เคียงข้างกับเขาเอง ซึ่งโทโมยะขึ้นเสียงกลับไปว่าทำไมเธอ
ถึงไม่ไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าการอยู่เคียงข้างเขา โทโมโยะก็ตอบว่าไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ก็ไม่มี
ที่ไหนที่สูงไปกว่าที่ๆโทโมยะจะไปแล้วสำหรับเธอ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เธอก็จะตามไปด้วย นั่น
ทำให้โทโมยะยอมรับและตอบกลับไปว่า แม้จะช้าไปหน่อยแต่เขาจะตามเธอให้ทันเอง นั่นทำให้
โทโมโยะถึงกับร้องไห้แล้วทั้งคู่ก็สวมกอดกัน
- เช้าวันหนึ่งของในการไปทำงานของโทโมยะ โทโมโยะมารอพบเขาพร้อมกับกล่องข้าวกลางวัน
ที่เธอทำให้กับเขา

ตอนที่ 24 ของ CLANNAD ที่ไม่ได้ฉายทางทีวีนี้ แต่เป็นตอนที่แถมมากับ DVD แผ่นที่ 8 แทนนั้น
คงทำให้เหล่าแฟนๆของโทโมโยะได้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง หลังจากเนื้อเรื่องของโทโมโยะในซีรีย์ปกตินั้น
จบลงได้ค่อนข้างรวบรัดมาก (แม้จะไม่ทรมานจิตใตเท่ากับของเคียวก็ตามที)
จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ตอนของโทโมโยะแบบเพียวๆก็มีออกมาแล้ว หลังจากได้ชมไปแล้ว ผมก็รู้
สึกว่าคู่ของโทโมยะกับโทโมโยะนั้นเข้ากันดีจริงๆครับ แม้ในช่วงแรกของตอนจะรู้สึกกระอัก
กระอ่วนกับความหวานเจี๊ยบของคู่นี้ก็ตามที เนื้อเรื่องดำเนินไปโดยตัวบทบีบให้โทโมยะกลับมาสู่เส้น
ทางของเด็กเก ผู้ไม่เข้าใจตัวเองและไม่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า ไม่เหมือนกับในช่วงที่ฉายทางทีวีซึ่ง
โทโมยะเป็นตัวเอกที่กล้าพุ่งชนปัญหาและเลือกกระทำในสิ่งที่ถูกที่ควรมากกว่านี้ พอผมมาดูแบบนี้
ผมก็ยังคิดอยู่เลยว่าคู่นี้มันกลายมาเป็นแฟนกันได้ยังไงเนี่ย? แม้ว่านี่จะเป็นเนื้อเรื่องที่ดึงมาทางเส้นทาง
ของโทโมโยะในเกมเลย(เนื้อเรื่องเกือบทั้งหมดของโทโมโยะจบลงในตอนเดียว) แต่ผมก็ไม่นึกว่าตัว
ของโทโมยะจะตกต่ำลงกลับลงมาในระดับนี้ คงต้องพูดว่าผมไม่ได้คาดฝันเลยล่ะ ในอีกด้านหนึ่ง
โทโมโยะเธอแสดงด้านที่อ่อนแอของตัวเองออกมาให้กับโทโมยะอย่างเต็มที่เช่นกัน แม้ว่าจะเก่งกาจ
แค่ไหนหรือว่าจะมีอนาคตสดใจเพียงใด เธอกลับเลือกที่จะอยู่เคียงข้างกับโทโมยะ ผมดูแล้วก็รู้สึกได้ถึง
ความโรแมนติกในทางเลือกของเธอจริงๆ เธอเลือกความรักที่ตัวเองมีให้กับโทโมยะเหนือสิ่งอื่นใด
โอเค เธอทำให้แผนการยับยั้งการตัดต้นซากุระเป็นจริงให้สำเร็จก่อน แต่นั่นก็เป็นเพราะโทโมยะ
บังคับเธอให้ต้องเดินต่อในเส้นทางนั้นด้วยการเลิกคบกัน แต่ผมสงสัยนะครับว่าถ้าเป็นโทโมยะใน
เวอร์ชันทางทีวี ถ้าทั้งคู่คบกันจริงแบบนี้ ผมกลับคิดนะว่าโทโมยะจะเลือกยืนอยู่เคียงข้างโทโมโยะ
และคอยเป็นกำลังใจและต่อสู่ไปด้วยกันแทน
ที่ผมออกมาพูดแบบนี้เพราะผมค่อนข้างผิดหวังกับแนวคิดของโทโมยะในเวอร์ชันนี้เท่านั้นเองล่ะครับ
และการที่เนื้อหาทั้ง route จบลงในตอนเดียว มันก็เลยเหมือนรวบรัดกันเกินไป(อีกแล้ว) ทำให้
ผมไม่ค่อยรู้สึกยินดีกับบทลงเอยของคู่นี้อย่างที่ผมควรจะรู้สึกในช่วงที่ CLANNAD เพิ่งจบลงไปใหม่ๆ
แต่ถ้าคิดว่านี่จะเป็นการเตรียมตัวให้กับ CLANNAD ~After Story~ ที่จะลงจอฉายในฤดูใบ
ไม้ร่วงปีนี้ ก็นับว่าไม่เลวเหมือนกันครับ

ปล. ไปๆมาๆ กลายเป็นโพสที่ยาวเอาเรื่องเลยแฮะ




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2551 22:33:31 น.
Counter : 565 Pageviews.  

1  2  3  

suckoja
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ตัวเรานั้นเป็นเพียงเศษละอองแห่งดวงดาว...
เล็กกระจิ๋วเมื่อเทียบกับสากลโลก...
แต่เศษละอองนี้จะเปลี่ยนแปลงโลกได้...
ด้วยศรัทธา...

Thomas Clover's Facebook profile

Suckoja Updates

    Group Blog
     
    All Blogs
     
    Friends' blogs
    [Add suckoja's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.