เกิดมาทั้งทีต้องมีรสชาติ
Group Blog
 
All Blogs
 

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี



พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจันทร์ และเป็นพระภรรยาเจ้าพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติพระราชบุตร

พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2395 ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจันทร์ ธิดาของพระยาพิพิธสุนทรการ (สุข สุขสถิต) เจ้าเมืองตราด ทรงมีพระชันษาแก่กว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หนึ่งพรรษา

ทรงมีพระขนิษฐา พระอนุชา ร่วมเจ้าจอมมารดา 4 พระองค์ คือ

  • พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี

  • พระองค์เจ้ามัณยาภาธร

  • พระองค์เจ้าศุขสวัสดี

  • พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค


พระบาทสมเด้จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี เป็นพระภรรยาเจ้าระดับ "ลูกหลวง" พระองค์แรกในรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2413 ทรงประสูติพระราชบุตรเป็นพระราชโอรส เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ตรงกับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2415 เป็นพระราชบุตรพระองค์ที่ 5

สมเด็จเจ้าฟ้าชายที่ประสูติแต่พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี ทรงเป็น เจ้าฟ้าลูกหลวงเอก พระองค์แรกในรัชกาล ทรงสิ้นพระชนม์ในวันประสูติ พระองค์เจ้าทักษิณชาทรงเสียพระทัยมากจนสูญเสียพระจริต ไม่สามารถรับราชการต่อไปได้ ทรงอยู่ในสภาพผู้ป่วยตลอดพระชนม์ชีพ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุขสวัสดี กรมหลวงอดิศรอุดมเดช พระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดา ทรงรับพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าัีัทักษิณชา ไปบริบาลที่พระตำหนักสวนกุหลาบ จนสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2449 ที่ตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ ทรงอยู่ในสภาพผู้ป่วยนานถึง 34 ปี




 

Create Date : 04 เมษายน 2551    
Last Update : 4 เมษายน 2551 8:52:40 น.
Counter : 779 Pageviews.  

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี



พระราชชายา เจ้าดารารัศมี (๒๖ สิงหาคม ๒๔๑๖ - ๙ ธันวาคม ๒๔๗๖) เจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ฝ่ายเหนือผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการรวมล้านนาเข้ากับสยาม เจ้าหญิงผู้เป็นดั่งดวงประทีปแห่งล้านนา ผู้มากด้วยพระอัจฉริยภาพ เจ้าหญิงผู้ทรงพลิกฟื้นศิลปะวัฒนธรรมแห่งแผ่นดินล้านนา เจ้าหญิงผู้เสด็จลงมาถวายตัว สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ด้วยเหตุทางการเมือง ก่อเกิดเป็นตำนานรักอันยิ่งใหญ่ระหว่างสองพระองค์ที่ยากจะพรรณนา

พระประวัติ


พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงมีพระนามเดิมว่า "เจ้านางดารารัศมี" พระนามลำลองว่า "เจ้าอึ่ง" ประสูติเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา (หากนับทางเหนือ เป็นเดือน ๑๐) หรือตรงกับวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๖ เมื่อเวลา ๐๐.๓๐ น.เศษ ณ คุ้มหลวงกลางเวียง (ที่ตั้งของ "ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่หลังเดิม) ทรงเป็นพระราชธิดาใน พระเจ้าอินทวิชยานนท์, พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗ กับ แม่เจ้าทิพเกสร หรือ เทพไกรสร พระอัครมเหสีโดยแม่เจ้าเทพไกรสร พระราชชนนีนั้นประสูติในพระฐานันดรศักดิ์อันสูง นั่นคือทรงเป็นพระราชธิดาแต่เพียงพระองค์เดียวในพระเจ้ากาวิโลรส พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่ ๖ ซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสี ส่วนพระเจ้าอินทวิชยานนท์นั้นเดิมชื่อ เจ้าอินทนนท์ เป็นแต่เจ้าชั้นเล็ก แต่ได้ความชอบธรรมในการขึ้นเสวยราชย์เป็นเจ้านครเชียงใหม่เนื่องด้วยเป็นสวามีในพระราชธิดาของพระเจ้านครเชียงใหม่องค์ก่อนเท่านั้น เจ้านางดารารัศมีมีพระพี่นางร่วมพระโสทรหนึ่งพระองค์ คือ เจ้านางจันทรโสภา

เมื่อทรงพระเยาว์ เจ้านางดารารัศมีทรงศึกษาหนังสือทั้งอักษรไทยเหนือ และอักษรไทยใต้ (ภาคกลาง) และยังศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เป็นอย่างดี และทรงโปรดการขี่ม้าเป็นอย่างยิ่ง


เหตุแห่งการเสด็จเข้าวังหลวง

หลังจาก อังกฤษ ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครอง พม่าแล้ว อังกฤษได้พยายามขยายอิทธิพลเข้ามายังนครเชียงใหม่และอาณาจักรหัวเมืองฝ่ายเหนือ โดย สมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ได้ส่งราชทูตมาทูลขอ เจ้านางดารารัศมี พระราชธิดาพระองค์เล็กใน พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ไปเป็นพระราชธิดาบุญธรรม ในเวลานั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่า พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ทรงมีรับสั่งกราบทูลตอบกลับไปว่าอย่างไร โดยสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรได้ให้เงื่อนไขว่า หากยกเจ้านางดารารัศมีให้เป็นพระราชธิดาบุญธรรม เจ้านางดารารัศมีจะได้เป็น "Princess Of Siam" เทียบเท่ากับพระราชโอรส-พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์และนครเชียงใหม่จะได้มีอำนาจมากกว่าเดิมอีกด้วย แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลว่า หากเจ้านางดารารัศมีได้เป็นพระราชธิดาบุญธรรมของนางพระยาแม่อยู่หัวแห่งอังกฤษแล้ว นครเชียงใหม่อาจจะกลายเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษไป เนื่องจากในสมัยนั้นมีการล่าอาณานิคมเป็นเมืองขึ้นตามประเทศต่างๆ แม้ว่าจะเป็นข้อเสนอที่ดูผิวเผินเพียงแค่เจรจาไมตรี หากมองดูลงไปให้ลึกซึ้งอังกฤษต้องการนครเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้นเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง(พม่า นั่นเอง)

อย่างไรก็ตาม ความดังกล่าวได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร (เวลานั้นดำรงตำแหน่งเทียบได้กับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในภาคพายัพ) ได้อัญเชิญพระกุณฑล (ตุ้มหู) และพระธำมรงค์เพชร ไปพระราชทานเป็นของขวัญแด่ เจ้านางดารารัศมี เพื่อเป็นการหมั้นหมาย รวมทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีโสกันต์ฯ พระราชทานตามแบบอย่างเจ้านายใน "พระบรมราชจักรีวงศ์" เป็นกรณีพิเศษ(ปล. แม่เจ้าเทพไกรสร พระราชชนนีได้สิ้นพระชนม์ล่วงลับไปในปี ๒๔๒๖ นี้เอง) คล้อยหลัง ๓ ปี เจ้านางดารารัศมี ได้โดยเสด็จพระราชบิดาลงมาเข้าเฝ้าและถวายตัวรับราชการฝ่ายในในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๒๙ (ตรงกับ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ อัฐศก จุลศักราช ๑๒๔๘)ในปี๒๔๒๙นั้น พระเจ้าอินทวิชยานนท์ได้เสด็จลงมายังกรุงเทพฯเพื่อร่วมในพระราชพิธีลงสรง และสถาปนาสมเด๗พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร เจ้านางดารารัศมีได้โดยเสด็จพระราชบิดาลงมากรุงเทพฯในครั้งนี้ด้วย และได้รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอม ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เลยประทับอยู่ ณ กรุงเทพฯนับแต่นั้น

เหตุแห่งการเมืองไปสู่ความรักระหว่างสองพระองค์

เมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาประทับใน พระบรมมหาราชวัง พระราชบิดาได้พระราชทานเงินค่าตอไม้ เพื่อสร้างพระตำหนักขนาดใหญ่ขึ้นใหม่เพื่อเป็นที่ประทับของ เจ้าจอมเจ้าดารารัศมี และข้าราชบริพารในพระองค์ ในระหว่างที่ประทับอยู่ใน พระบรมมหาราชวัง ทรงดำรงพระองค์อย่างเรียบง่าย มิได้สนพระทัยต่อการถูกมองพระองค์ว่าเป็น "เจ้าหญิงเมืองลาว" แต่ประการใด ทรงให้ข้าราชบริพารในพระตำหนักแต่งกายด้วยผ้าซิ่นแบบล้านนา รวมทั้งให้ศึกษาศิลปะดนตรีไทย ดนตรีสากล การขับร้อง และการฟ้อนรำ ทั้งนี้ เจ้าจอมเจ้าดารารัศมีสามารถทรงเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด แต่ที่ทรงโปรดและถนัดที่สุดคือ จะเข้ เจ้าจอมเจ้าดารารัศมี ยังทรงสนพระทัยในการถ่ายรูปซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น นอกเหนือไปจากพระปรีชาสามารถด้านการขี่ม้า (ปล.ใช้คำราชาศัพท์กับพระองค์ แม้ว่าขณะนั้นยังทรงเป็นเพียงเจ้าจอมพระสนมเอก ก็เพราะว่าทรงประสูติในพระฐานันดรศักดิ์อันสูงส่งเป็นถึงพระราชธิดาในพระเจ้านครเชียงใหม่ซึ่งเป็นพระเจ้าประเทศราช ประสูติแต่สมเด็จพระอัครมเหสีซึ่งก็เป็นเจ้าหญิงที่สูงศักดิ์มาแต่เดิม จึงสมควรที่จะใช้คำราชาศัพท์กับพระองค์ แม้ว่าธรรมเนียมของกรุงเทพฯจะห้ามไม่ให้ใช้คำราชาศัพท์กับบุคคลนอกราชวงศ์จักรีก็ตามที(ขณะนั้นยังทรงเป็นเพียงเจ้าจอม พระสนม ยังไม่ได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี จนกระทั่งปี ๒๔๕๑ ที่เจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมีมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปเยือนนครเชียงใหม่ รัชกาลที่ ๕ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมี ขึ้นเป็นพระมเหสี ดำรงพระอิสริยยศ"พระราชชายา" และดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศืจักรีนับแต่นั้น)

ด้วยการดำรงพระองค์อย่างเรียบง่าย หากแต่แฝงไว้ด้วยพระปรีชาญาณ ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในพระองค์ กอปรกับความจงรักภักดีที่ทรงมีต่อพระราชสวามี จึงเป็นที่โปรดปรานฯ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในที่สุด เจ้านางดารารัศมี ซึ่งขณะนั้นยังทรงดำรงตำแหน่ง "เจ้าจอม เจ้าดารารัศมี" ก็ทรงพระครรภ์ และมีพระประสูติกาลพระราชธิดา เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๒ ทรงพระนามว่า พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี อ่านว่า วิ-มน-นาก-นะ-พี-สี ในคราวนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง "เจ้าจอม เจ้าดารารัศมี" ขึ้นที่ "เจ้าจอมมารดา เจ้าดารารัศมี"

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี หรือพระนามเรียกขานในหมู่ข้าราชบริพารว่า เสด็จเจ้าน้อย เป็นที่โปรดปรานฯ ใน พระราชบิดา ยิ่งนัก ด้วยทรงเป็นเจ้าหญิงพระองค์น้อยที่ฉลองพระองค์ซิ่นแบบเจ้านายเมืองเหนือตลอดเวลา เป็นที่น่าเสียดายว่า พระธิดาทรงมีพระชันษาเพียง ๓ ปี ๔ เดือน ๑๘ วัน ก็ได้ประชวรและสิ้นพระชนม์ลง เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๕ (ต่อมาทรงได้รับโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามพระอัฐิขึ้นเป็น "พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" "พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" และ "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวิมลนาคนพีสี" ตามลำดับ)

การสิ้นพระชนม์ของพระราชธิดาในคราวนี้นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก ทรงมีรับสั่งกับ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวโทษพระองค์เอง ว่า "ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก ที่ทรงมิได้สถาปนาพระยศพระราชธิดาให้เป็น "เจ้าฟ้า" เป็นเหตุให้พระธิดาสิ้นพระชนม์" แต่สำหรับ เจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมีแล้วนั้น ทรงเสียพระทัยอย่างที่สุด ไม่สามารถรับสั่งเป็นคำพูดได้ ทรงฉีกทำลายพระฉายาลักษณ์ที่ "พระราชสวามี" ประทับร่วมอยู่กับ "พระองค์" และ "พระราชธิดา" เสียจนหมดสิ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากทรงได้รับลายพระหัตถเลขา จากพระราชบิดาที่ส่งมาประทานแล้ว ทำให้ทรงมีกำลังพระทัยดีขึ้นโดยลำดับ ต่อมาภายหลัง เจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมีมิได้ทรงมีพระประสูติกาลอีกเลย ทั้งที่โดยความจริงแล้วนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระทัยเอาไว้ ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้าจอมมารดาเจ้าดารารัศมี ก็ยังทรงมุ่งมั่นรับใช้เบื้องพระยุคลบาท และถวายความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระบรมราชสวามีอย่างหาที่สุดไม่ได้



โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี"

พระราชชายา เจ้าดารารัศมีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศ "เจ้าจอมมารดา เจ้าดารารัศมี" ขึ้นเป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี มีพระอิสริยยศเป็นพระมเหสีพระองค์หนึ่ง ออกพระนามว่า "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี" นับเป็นพระอิสริยยศในตำแหน่งพระมเหสีเทวีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงนับได้ว่า "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี" ทรงเป็นพระมเหสีลำดับที่ ๕ ในเวลานั้น (ไม่นับ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ที่สิ้นพระชนม์ก่อนหน้านั้น)

การเสด็จประพาสนครเชียงใหม่

นับแต่ พระราชชายาฯ เสด็จมาประทับใน พระบรมมหาราชวัง ก็มิได้เสด็จกลับเชียงใหม่อีกเลย แม้คราวที่ พระราชบิดาสิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ ก็ตาม ครั้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๑ เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๘ พระเชษฐาต่างพระมารดา ได้ลงมาเฝ้า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชชายาฯ จึงกราบถวายบังคมขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จนครเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมพระประยูรญาติพร้อมกับพระเชษฐา ในครานั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานอนุญาต ด้วยไม่ทรงอยากขัดพระทัย

อย่างไรก็ตาม การเสด็จพระราชดำเนินของพระราชชายาฯ ในคราวนี้นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเป็นห่วงและเอาพระทัยใส่ยิ่งนัก ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชสวามี เสด็จพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดจนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาส่งเสด็จ พระราชชายาฯ ขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ พระราชโอรสใน เจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกษร ณ เชียงใหม่(ท่านนี้เป็นคนละคนกับแม่เจ้าทิพเกสร พระชนนีของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี โดยเจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกสรนี้เป็นพระธิดาของเจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่เท่านั้น พระยศต่างกับแม่เจ้าทิพเกสรที่ทรงเป็นถึงพระราชธิดาในพระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์หนึ่ง อีกทั้งยังเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่อีกพระองค์หนึ่งเป็นอย่างมาก) โดยเสด็จไปส่ง พระราชชายาฯ ถึงปากน้ำโพ นครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของทางรถไฟสายเหนือ ตลอดการเสด็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระยา กรม กองโดยเสด็จ มี ธงดารารัศมี ประจำพระองค์ประดับ เพื่อแสดงถึงฐานะของพระมเหสีอันสูงศักดิ์ และให้ข้าราชการ กรมการเมืองทั้งหลายตลอดเส้นทางที่เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนนครเชียงใหม่นั้นจัดเตรียมการรับเสด็จเสมือนหนึ่งว่าทรงดำรงตำแหน่ง พระอัครชายาเธอ ทีเดียว เมื่อ พระราชชายาฯ เสด็จถึงปากน้ำโพ ได้เสด็จพระราชดำเนินต่อทางชลมารค ทรงประทับในเรือเก๋งประพาส มีเรือในขบวนเสด็จกว่า ๕๐ ลำ มีการปักธงทิวเป็นขบวนไปตามลำน้ำปิง เมื่อผ่านเขตอำเภอ จังหวัด มณฑลใด มีเจ้าหน้าที่ปลูกพลับพลาประทับร้อน ประทับแรม และคอยรับส่งเสด็จตลอดเขตของตนทุกแห่ง

การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า ใช้เวลานานถึง ๒ เดือน ๙ วัน จึงเสด็จถึงนครเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๒ ณ ที่นั้น เจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐ์ศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ พร้อมด้วย พระประยูรญาติ เจ้านายฝ่ายเหนือ ข้าราชการทหาร พลเรือน ประชาชนแต่ละอำเภอ คหบดี ต่างจัดขบวนแห่ของตน มีขบวนทหาร ตำรวจ ข้าราชการขี่ม้าเข้าแถวนำ แต่งขบวนเป็นภาพคนสมัยโบราณ คนป่า เรื่องชาดกรามเกียรติ์ และนิทานพื้นบ้าน มีขบวนกลองชนะ กลองสะบัดไชย กลองเมือง แตรวง กลองพม่า ต่อกันเป็นระยะๆ ตามหน้าบ้านมีการตั้งเครื่องบูชารายทางมิได้ขาด ถึงที่ประทับคุ้มหลวง จัดเป็นข้างหน้าข้างใน มี สนม กรมวังกำกับอย่างใน พระบรมมหาราชวัง มีทหารกองเกียรติยศตั้งรับเสด็จอย่างสง่างาม

ระหว่างประทับที่เชียงใหม่ พระราชชายาฯ ได้เสด็จเยี่ยมพระประยูรญาติ ณ นครลำพูน และ นครลำปาง เสด็จเยี่ยมราษฎรในที่ต่างๆ รวมทั้งได้เสด็จไปนมัสการพระธาตุ พระพุทธบาท และปูชนียสถานสำคัญอย่างสำราญพระราชหฤทัย ตลอดห้วงการเสด็จประพาสเชียงใหม่ในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโทรเลข และพระราชหัตถเลขา แสดงความรักอาทรห่วงใย พระราชทาน พระราชชายาฯ และ พระราชชายาฯ ก็ทรงตอบถวายกลับโดยตลอด

การเสด็จนิวัติพระนคร

พระราชชายาฯ ประทับอยู่ ณ นครเชียงใหม่ได้หกเดือนเศษ ก็ถึงคราวเสด็จนิวัติ พระนคร ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเตรียมการรับเสด็จอย่างยิ่งใหญ่ มีขบวนรับเสด็จอย่างมืดฟ้ามัวดิน ขบวนเรือเสด็จประกอบด้วยเรือถึง ๑๐๐ ลำเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประทับเรือยนต์หลวงมารอรับเสด็จ พระราชชายาฯ ที่อ่างทอง แล้วเสด็จพระราชดำเนินพร้อมกันไปประทับแรม ณ พระราชวังบางปะอิน โปรดเกล้าฯ พระราชทานสร้อยพระกรประดับเพชรเป็นของพระขวัญ ทรงประทับแรมอยู่ ณ พระราชวังบางปะอิน เป็นเวลา ๒ คืน จึงเสด็จพระราชดำเนินถึง พระนคร ในวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๒ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดพระราชทานเลี้ยงฉลองขึ้น พระตำหนักสวนฝรั่งกังไส (พระราชวังดุสิต) ซึ่งเป็นพระตำหนักใหม่ที่โปรดเกล้าฯ สร้างพระราชทาน พระราชชายาฯ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้านายฝ่ายเหนือ ที่โดยเสด็จลงมาร่วมโต๊ะเสวยทุกองค์


"วันวิปโยค" พระราชสวามีเสด็จสวรรคต

หลังจากเสด็จนิวัติ พระนคร พระราชชายาฯ ได้ทรงประทับอยู่ใน พระราชวังดุสิต อย่างสำราญพระราชหฤทัยที่ได้ทรงกลับมารับใช้เบื้องพระยุคลบาท พระราชสวามีได้เพียง ๑๐ เดือน ก็ต้องทรงประสพกับเหตุวิปโยคคราใหญ่ในพระชนม์ชีพอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสวามี ได้เสด็จสวรรคต ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ นับรวมเวลาที่ พระราชชายาฯ เสด็จมาประทับรับใช้เบื้องยุคลบาท เป็นเวลา ๒๓ ปีเศษ

นับแต่สิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชชายาฯ ยังทรงประทับใน พระราชวังดุสิต มาโดยตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ก็ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบถวายบังคมลา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่เป็นการถาวร เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต ก็เสด็จคืนสู่นครเชียงใหม่ โดยเสด็จออกเดินทางเมื่อ วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗ และเสด็จถึงนครเชียงใหม่ในวันที่ ๒๒ เดือนเดียวกัน โดยประทับที่ คุ้มท่าเจดีย์กิ่ว ริมแม่น้ำปิง แต่นั้น


พระราชกรณียกิจสำคัญ

พระราชชายาฯ ทรงมีพระราชกรณียกิจที่ทรงคุณเอนกอนันต์ต่อล้านนาและสยาม พอสังเขป ดังนี้

ทรงดำรงพระองค์เป็นศูนย์รวมดวงใจของข้าราชบริพารฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้
หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาใน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงกล่าวถึง พระราชชายาฯ ซึ่งทรงออกพระนามว่า "เจ้าป้า" ตอนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งและประทับใจยิ่งนัก เวลาเห็นพระองค์ท่านประทับอยู่ในที่ว่าราชการ ท่ามกลางข้าราชการฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ จากที่เคยเห็นท่านดำรงพระองค์เรียบง่ายสงบคำเวลาประทับอยู่ในวังหลวง แต่ในที่นั่น พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่าราชการอย่างฉะฉาน เวลาตรัสกับข้าราชการฝ่ายเหนือก็ตรัสเป็นภาษาเหนือ เวลาตรัสกับข้าราชการฝ่ายใต้ก็ตรัสเป็นภาษาใต้ รับสั่งกลับไปกลับมาอย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าพระองค์ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของข้าราชการทุกหมู่เหล่าอย่างยิ่ง" นอกจากนั้น ยังทรงกล่าวตอนหนึ่งว่า "ฉันเคยพูดกับพวกฝรั่ง เขาว่านะว่า เจ้าเชียงใหม่ไม่เห็นจะทรงฉลาดซักเท่าไร เห็นจะมีแต่ พริ้นเซสออฟเชียงใหม่ ซึ่งหมายถึง พระราชชายาฯ นี่นะสิ ทรงฉลาดเหลือเกิน"

ทรงฟื้นฟูศิลปะด้านการแสดงล้านนา

ทรงส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเรื่องดนตรีพื้นเมือง และศิลปะการแสดงพื้นเมืองนั้น ด้วยทรงมีพระนิสัยโปรดเล่นดนตรีไทย ตั้งแต่ครั้งประทับอยู่ใน พระบรมมหาราชวัง ซึ่ง วงดนตรีไทยประจำพระตำหนักของพระราชชายา นั้น มีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วฝ่ายใน เมื่อเสด็จมาประทับนครเชียงใหม่ ทรงโปรดให้รื้อฟื้นศิลปะการฟ้อนรำ การดนตรีพื้นเมืองทั้งหมด ทรงโปรดให้รวบรวมศิลปินล้านนาเก่าแก่มาเป็นบรมครูผู้ประสาทวิชาเพื่อสนับสนุนให้ความรู้แก่พระญาติและประชาชน รวมทั้งทรงโปรดให้จัดการฝึกสอนขึ้นในพระตำหนัก พระญาติของพระองค์ต่อมาได้มีบทบาทในการสานต่อพระราชปณิธานดังกล่าว อาทิเช่น เจ้าหญิงเครือแก้ว ณ เชียงใหม่ ซึ่งต่อมาเป็น ศิลปินแห่งชาติ และ เจ้าสุนทร ณ เชียงใหม่ ผู้สืบทอดการผลิตเครื่องดนตรีและการเล่นดนตรีพื้นเมือง

ทรงฟื้นฟูศิลปะการทอผ้า

ทรงฟื้นฟูและส่งเสริมกิจการทอผ้าซึ่งเคยมีชื่อเสียงมาช้านานในล้านนา ได้ทรงรวบรวมผู้ชำนาญการทอผ้ายก ผ้าซิ่นตีนจก และฝึกสอนช่างทอ โดยสร้างโรงทอผ้าที่หลังพระตำหนักของพระองค์ มีกี่ทอผ้าประมาณ ๒๐ หลัง ภายหลังพระญาติจากนครลำพูนได้มาศึกษาการทอผ้าซิ่นยกดอก และนำไปฝึกหัดคนในคุ้มหลวงที่ลำพูนจนมีความชำนาญ และได้สืบทอดต่อกันมาจวบจนปัจจุบัน กิจการด้านการทอผ้าได้แพร่หลายไปสู่หมู่ประชาชน จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญของเชียงใหม่และลำพูนมาตราบจนปัจจุบัน

ทรงสนับสนุนกิจการด้านการศึกษา

ทรงอุดหนุนการศึกษาของสงฆ์ และการศึกษาในโรงเรียนชายหญิงของนครเชียงใหม่ พระราชชายาฯ ได้พระราชทานที่ดินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้แก่ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และ โรงเรียนดาราวิทยาลัย โดยเฉพาะ โรงเรียนดาราวิทยาลัย นั้น แต่เดิมเรียกว่า โรงเรียนสตรี ภายหลังได้รับพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า โรงเรียนพระราชชายา และเปลี่ยนเป็น โรงเรียนดาราวิทยาลัย ตามพระนามของพระราชชายาฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๒

ทรงสนับสนุนกิจการด้านพระศาสนา

นอกจากทรงอุดหนุนการศึกษาของสงฆ์แล้ว ทรงทำนุบำรุงศาสนา บูรณะวัดวาอารามต่างๆ มากมายทั่วนครเชียงใหม่ พระราชชายาฯ ได้ทรงพระราชทาน ที่ดินส่วนพระองค์อันเป็นที่ตั้งของ พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก บนดอยสุเทพ ถวายแก่ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร นอกจากนั้น ได้ทรงรวบรวมพระอัฐิพระเจ้านครเชียงใหม่กับพระอัครมเหสีแต่ก่อนมาทุกพระองค์ กับทั้งอัฐิของพระราชวงศ์ฝ่ายเหนือทั้งปวงซึ่งเป็นพระประยูรญาติของพระองค์ มาบรรจุรวมกันไว้ ณ กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ ที่ วัดสวนดอกวรมหาวิหาร

ทรงส่งเสริมการเกษตรสมัยใหม่ ทรงริเริ่มการปลูกลำไย
พระราชชายาฯ ได้ทรงโปรดให้ใช้ พระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม เป็นแปลงทดลองการเกษตรส่วนพระองค์ขนาดใหญ่ ทรงโปรดให้ เจ้าชื่น สิโรรส พระญาติสาย ราชวงศ์เม็งราย มาดูแลควบคุมพัฒนาการเกษตร ทรงริเริ่มส่งเสริมการปลูกใบยาสูบเวอร์จิเนีย ใบชา ใบหม่อน ดอกไม้เมืองหนาว และกล้วยไม้ ทั่วนครเชียงใหม่และหัวเมืองใกล้เคียง นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงทดลองปลูกพืชใหม่ ๆ อยู่เสมอ เช่น ทรงทดลองปลูกกะหล่ำปลีสีม่วง แครอท แตงโมบางเบิด แคนตาลูป รวมทั้งลำไย ผลไม้ขึ้นชื่อของเชียงใหม่ในปัจจุบัน พระองค์ท่านก็ทรงนำมาปลูกเป็นพระองค์แรก ที่สำคัญ ทรงให้มีการศึกษาพัฒนาด้านการเกษตรอยู่เสมอ และทรงเน้นการให้ความรู้การเกษตรสมัยใหม่เข้าถึงประชาชนของพระองค์อย่างแท้จริง พระราชอัจฉริยะภาพและพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ปรากฏให้เห็นถึงปัจจุบันที่ การปลูกใบชา ใบหม่อน กล้วยไม้ และลำไย กระจายอยู่ทั่วนครเชียงใหม่และเมืองใกล้เคียง ประชาชนต่างยึดถือเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เลี้ยงครัวเรือน

ทรงพระราชทานนามกุหลาบสีชมพูกลิ่นหอมพันธุ์หนึ่ง ถวายแด่พระราชสวามี ว่า "จุฬาลงกรณ์"

พระราชชายาฯ ทรงเป็นเจ้านายสตรีชั้นนำของประเทศ ทรงเป็น สมาชิกกิตติมศักดิ์ ของ ราชสมาคมกุหลาบแห่งประเทศอังกฤษ ทรงริเริ่มและสนับสนุนการปลูกกุหลาบทั่วนครเชียงใหม่ และหัวเมืองใกล้เคียง ภายหลังทรงพบกุหลาบขนาดใหญ่พันธุ์หนึ่ง ซึ่งมีสีชมพูระเรื่อ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ทำให้ทรงหวนระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสวามีที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว จึงได้พระราชทานนามกุหลาบพันธ์นั้นตามพระนามในพระราชสวามีว่า "จุฬาลงกรณ์" พระราชชายาฯ ทรงโปรดให้สร้างแปลงเพาะพันธุ์บน พระตำหนักม่อนจ๊อกป๊อก บนดอยสุเทพ ซึ่งมีอากาศเย็นทั้งปี เมื่อเสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักดาราภิรมย์ ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ ก็ทรงโปรดให้ปลูกกุหลาบ "จุฬาลงกรณ์" โดยรอบพระตำหนัก และทรงตัดดอกถวายสักการะ พระราชสวามี ซึ่งต่อมาภายหลัง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำกุหลาบ "จุฬาลงกรณ์" มาเพาะพันธุ์และทรงโปรดให้ปลูกประดับโดยรอบ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์


ที่สุดแห่งพระชนม์ชีพ


พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่ทรงคุณเอนกอนันต์และดำรงพระองค์เป็นที่สักการะเทิดทูนในหมู่พสกนิกรชาวล้านนา ในบั้นปลายพระชนม์ชีพได้ทรงประทับอยู่ใน พระตำหนักดาราภิรมย์ ณ สวนเจ้าสบาย อำเภอแม่ริม พระตำหนักที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างถวายแวดล้อมด้วยพระประยูรญาติและข้าราชบริพารในพระองค์อย่างมีความสุขเป็นเวลานานถึง ๒๐ ปี

ตกกระทั่งวันที่ ๓๐ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ทรงเริ่มมีพระอาการประชวรด้วยพระโรคพระปัปผาสะพิการ (ปอดพิการ) นายแพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้พยายามถวายการรักษาอย่างเต็มที่ แต่พระอาการก็ยังคงมีแต่ทรงกับทรุด พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ, เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๙ พระเชษฐาต่างพระมารดา จึงเชิญเสด็จมาประทับ ณ คุ้มรินแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้สะดวกในการที่พระประยูรญาติจะได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการ และเป็นการง่ายที่แพทย์จะถวายการรักษา

ความทราบถึงพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังกรุงเทพฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน อัญเชิญด้ายสายสิญจน์มาผูกพระกรพระราชชายาฯ กับได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยในการรักษาพยาบาล และโปรดเกล้าฯ ให้แพทย์ถวายรายงานพระอาการให้ทรงทราบเป็นประจำวัน ขณะเดียวกัน พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ นายแพทย์กรมรถไฟขึ้นมาประจำกับแพทย์ทางเชียงใหม่ถวายการดูแลพระอาการอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ พระประยูรญาติ และข้าราชบริพาร ยังได้จัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ชนิดย้ายที่ได้จากอินโดนีเซียส่งมาทางเครื่องบิน เพื่อฉายดูพระปัปผาสะ เป็นการช่วยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พระอาการก็มิได้ทุเลาอย่างใด

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงพระประชวรสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เมื่อเวลา ๑๕.๑๔ น. ณ คุ้มรินแก้ว สิริพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ๓ เดือน ๑๓ วัน



ธงดารารัศมี


ดารารัศมี เป็นธงประจำพระองค์พระราชชายา เจ้าดารารัศมี มีพระนามย่อประดับรูปดาว ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำขึ้น

เพลงเจ้าดารารัศมี


พระราชชายา เจ้าดารารัศมีคำร้อง พาริณี พจนสุนทร ทำนองและเรียบเรียงเสียงประสาน อภิชาติ ศรีศิริจันทร์

ฟ้างามยามแสงดาราส่องเรืองฟากฟ้าเหนืออาณาเชียงใหม่
กะพริบพราว..วาววับระยับเด่นไกลสูงลอยเฉิดฉันวิไล..ทั่วในแคว้นแดนล้านนา
แคว้นใดใฝ่หารานี..ดารารัศมีขวัญฤดีราชา
ประทับในหทัยแห่งองค์จุฬา ฯ เชิดชูศักดิ์ศรีลานนาเลอล้ำค่าเทียมทัน
งามสมคำกล่าวขานโน้มนำสถานใกล้ไกล โยงผูกไมตรีสัมพันธ์
ทรงสรรค์สร้างพราวพร่างงานเสกสรร
ชนทั่วหล้าจำนรรจ์วัฒนธรรมบ้านเกิดเมืองนอน
ร้างนานถิ่นฐานเวียงพิงค์กลับมาแอบอิงสายน้ำปิงเหมือนก่อน
กะพริบพราววาววับพิงคนคร ..ทอดกายให้หายอาวรณ์
ประทับนอนสวนเจ้าสบาย....
(ดนตรี )
งามสมคำกล่าวขานโน้มนำสถานใกล้ไกล โยงผูกไมตรีสัมพันธ์
ทรงสรรค์สร้างพราวพร่างงานเสกสรร
ชนทั่วหล้าจำนรรจ์วัฒนธรรมบ้านเกิดเมืองนอน
ร้างนานถิ่นฐานเวียงพิงค์กลับมาแอบอิงสายน้ำปิงเหมือนก่อน
กะพริบพราววาววับพิงคนคร ..ทอดกายให้หายอาวรณ์
ประทับนอนสวนเจ้าสบาย




 

Create Date : 03 เมษายน 2551    
Last Update : 3 เมษายน 2551 20:57:31 น.
Counter : 1486 Pageviews.  

พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา



พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ในพระพุทธเจ้าหลวง หรือพระนามเดิม หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี อันประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจีน(เดิมเป็นหม่อมจีน ลดาวัลย์ฯ หม่อมห้ามเจ้านายตามปกติ แต่รัชกาลที่๕ สถาปนาให้มียศเป็นเจ้าจอมมารดา ทั้งที่ไม่ได้เป็นพระสนมในพระมหากษัตริย์รัชกาลใดเลยนั้นเพราะว่า เจ้าจอมมารดาจีนเป็นขรัวยายของเจ้าฟ้าพระราชโอรส-ธิดาในรัชกาลนั้นถึง ๖ พระองค์ทีเดียว) เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๖

หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ เมื่อประสูติทรงประทับอยู่ที่วังของพระบิดา โดยมีสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ทรงเป็นผู้อภิบาล ทรงมีพระเชษฐภคินีที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจีน ๒ พระองค์ และได้รับราชการฝ่ายในเป็นพระอรรคชายาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกันทั้งสามพระองค์ คือ

  • หม่อมเจ้าบัว ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี ทรงมีพระอิสริยศักดิ์เป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค ต่อมาได้ทรงกรมเป็น กรมขุนอรรควรราชกัลยา

  • หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี ทรงมีพระอิสริยศักดิ์เป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐


หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ ทรงรับราชการฝ่ายในเป็นพระภรรยาเจ้าทรงอิสริยศักดิ์เป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลห้องพระเครื่องต้น ของเสวยคาวหวาน ต่อมาทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระอรรคชายาเธอมีกรม เป็น กรมขุนสุทธาสินีนาฏ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ทรงมีพระราชโอรสและธิดา ๔ พระองค์คือ

  • พระองค์เจ้าชายยุคลทิฆัมพร ต่อมาเฉลิมพระยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์

  • พระองค์เจ้าหญิงนภาพรจำรัสศรี ต่อมาเฉลิมพระยศเป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านภาพรจำรัสศรี สิ้นพระชนม์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์

  • พระองค์เจ้าหญิงมาลินีนพดารา สิรินิภาพรรณวดี ต่อมาเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามาลินีนพดารา กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา

  • พระองค์เจ้าหญิงนิภานภดล วิมลประภาวดี ต่อมาเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี



เจ้าฟ้ามาลินีนพดารา(ซ้าย) และ เจ้าฟ้านิภานภดล(ขวา)


พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ ทรงเป็นผู้ที่ตั้งโรงเลี้ยงเด็กขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย บริเวณตำบลสวนมะลิ ถนนบำรุงเมือง อุทิศพระกุศลประทานพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ที่สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงรับเด็กกำพร้าและเด็กยากจนมาเลี้ยงดู สอนให้เล่าเรียน และฝึกวิชาชีพทั้งหญิงและชาย ทรงเป็นองค์อุปนายิกาสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย) ในสมัยหนึ่งอีกด้วย

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับเฉลิมพระนามเป็น พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระวิมาดาเธอฯทรงประชวรด้วยพระโรคมะเร็งในช่องพระโอษฐ์สิ้นพระชนม์ ณ ตำหนักในสวนสุนันทา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ และได้รับพระราชทานโกศกุดั่นน้อยทรงพระศพ และพระราชทานพระโกศทองใหญ่ในวันออกพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ (พระโกศทองใหญ่ เป็นพระโกศชั้นสูงสุดสำหรับทรงพระบรมศพ พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระอัครมเหสี)





 

Create Date : 03 เมษายน 2551    
Last Update : 3 เมษายน 2551 20:47:30 น.
Counter : 1265 Pageviews.  

พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์



พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ ในรัชกาลที่๕ หรือพระนามเดิม หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์ เป็นพระธิดาพระองค์รองในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี อันประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจีน เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๓๙๗

หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์ เมื่อประสูติทรงประทับอยู่ที่วังของพระบิดา โดยมีกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร (ทูลกระหม่อมแก้ว) ทรงเป็นผู้อภิบาล ทรงมีพระเชษฐภคินีและพระขนิษฐาที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจีน ๒ พระองค์ และได้ถวายพระองค์เป็นพระอรรคชายาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสามพระองค์ คือ

  • หม่อมเจ้าบัว ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี ทรงมีอิสริยศักดิ์เป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค

  • หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี ทรงมีอิสริยศักดิ์เป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์


หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์ ทรงรับราชการฝ่ายในเป็นพระมเหสีทรงอิสริยศักดิ์เป็น หม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ ทรงมีพระราชธิดา ๑ พระองค์ คือ

  • เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร ประสูติในปี พ.ศ.๒๔๑๖ ต่อมาทรงเฉลิมพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร กรมขุนพิจิตรเจษฎ์จันทร์ หรือ สมเด็จหญิงใหญ่


หม่อมเจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ ทรงเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูรมาก ถึงกับทรงตั้งพระทัยจะให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระอัครมเหสีทีเดียว แต่ว่าหม่อมเจ้าเสาวภาคยนารีรัตนมีพระพลานามัยไม่สู้จะสมบูรณ์นัก ประสูติพระราชธิดาพระองค์ ๑ แล้วก็ประชวรกระเสาะกระแสะเรื่อยมา จนกระทั่งสิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๐ และได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศหลังจากสิ้นชีพิตักษัยไปแล้วนั้นให้ขึ้นเป็นพระองค์เจ้า ออกพระนามว่า พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์

ในปีนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสูญเสียพระอรรคชายาเธอ พระราชโอรส และพระราชธิดาถึง ๓ พระองค์ ในปีเดียวกัน คือ พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตรีเพชรุตม์ธำรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ที่ระลึก ทำด้วยหินอ่อนแกะสลักพระรูปเหมือน ไว้ใกล้กับอนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม ที่พระราชวังบางปะอิน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑




 

Create Date : 03 เมษายน 2551    
Last Update : 3 เมษายน 2551 18:32:43 น.
Counter : 879 Pageviews.  

พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา



พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค ในรัชกาลที่๕ ทรงประสูติเป็นหม่อมเจ้าหญิงในราชสกุล ลดาวัลย์ฯ ทรงพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงบัว ลดาวัลย์ฯ เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๓ พระองค์เจ้าลดาวัลย์ กรมหมื่นภูมินทรภักดี อันประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจีน เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๐

หม่อมเจ้าบัว ลดาวัลย์ เมื่อทรงพระเยาว์ประทับอยู่ที่วังของพระบิดา โดยมีสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ซึ่งเป็นเสด็จป้าของหม่อมเจ้าหญิงบัว คือทรงเป็นพระเชษฐภคินีต่างพระมารดากับกรมหมื่นภูมินทรภักดี พระบิดาของเจ้าหญิงทรงเป็นผู้อภิบาล ทรงมีพระพระขนิษฐาที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาจีน ๒ พระองค์ และได้รับราชการฝ่ายในเป็นพระอรรคชายาเธอใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสามพระองค์ คือ

  • หม่อมเจ้าปิ๋ว ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสี ทรงมีอิสริยศักดิ์เป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาคย์นารีรัตน์ สิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐

  • หม่อมเจ้าสาย ลดาวัลย์ เมื่อเป็นพระมเหสีทรงมีอิสริยศักดิ์เป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ


หม่อมเจ้าบัว ลดาวัลย์ ทรงรับราชการฝ่ายในและได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานเครื่องยศตั้งอยู่ในตำแหน่ง พระอรรคชายา และได้รับพระราชทานพระนามใหม่เป็น หม่อมเจ้าอุบลรัตนนารีนาค ต่อมาทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายใน พระอิสริยยศเต็มๆจึงเป็น พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา ทรงมีพระราชธิดา ๑ พระองค์ คือ

พระองค์เจ้าเยาวมาลย์นฤมล ต่อมาทรงเฉลิมพระยศเป็น พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี ตามลำดับ สิ้นพระชนม์ใน พ.ศ.๒๔๕๒ ภายหลังออกพระนามพระอัฐิว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมล สรรพสกนธ์กัลยาณี กรมขุนสวรรคโลกลักษณวดี
พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตนนารีนาค กรมขุนอรรควรราชกัลยา ทรงเป็นองค์อุปนายิกาสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย) ในสมัยหนึ่งอีกด้วย




 

Create Date : 03 เมษายน 2551    
Last Update : 3 เมษายน 2551 18:30:11 น.
Counter : 711 Pageviews.  

1  2  

LowLow
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add LowLow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.