เกิดมาทั้งทีต้องมีรสชาติ
Group Blog
 
All Blogs
 
การลำดับชั้นพระอิสริยยศพระมเหสี ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และ ว่าด้วยเรื่อง ... พระยศของพระราชนัดดา และ“สมเด

การลำดับชั้นพระอิสริยยศพระมเหสี ในสมัยรัชกาลที่ ๕


นับตั้งแต่สมัยโบราณในราชสำนักไม่มีการลำดับชั้นพระราชอิสริยยศของพระมเหสีอย่างชัดเจน เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานว่าเคยมีธรรมเนียมการอภิเษกพระมเหสีหรือจารึกพระนามลงในแผ่นพระสุพรรณบัฏแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ตลอดจนการมีพระมเหสีนั้นไม่มีการกำหนดว่ามีได้จำนวนเท่าใด จึงก่อให้เกิดความสับสนในการเลือกใช้คำเรียกขานเพื่อบ่งลำดับชั้นยศ มาถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระภรรยาเจ้าหลายพระองค์ด้วยกัน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความสับสนในการสืบราชสันตติวงศ์ได้ จึงได้ทรงเริ่มกำหนดลำดับชั้นพระอิสริยยศของพระภรรยาเจ้าอย่างเป็นทางการตามลำดับดังนี้

พระบรมราชเทวี (พระอัครมเหสี) --- สมเด็จพระนางเจ้าสวว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี

พระวรราชเทวี --- พระนางเจ้าเสาวภาผ่่องศรี พระวรราชเทวี

พระราชเทวี --- พระนางเจ้าสุขุมาลมมารศรี พระราชเทวี

พระอัครชายา --- เช่น พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์

ต่อมาเมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ขึ้นเป็นสมเด็จพระโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารพระองค์ใหม่ จึงก่อให้เกิดความสับสนในเกี่ยวกับฐานะของพระอัครมเหสี เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ซึ่งทรงเป็นพระราชชนนีของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศนั้นทรงยังเป็นพระอัครมเหสีอยู่ แต่ในขณะเดียวกันตามธรรมเนียมการสืบราชสันตติวงศ์ตำแหน่งองค์รัชทายาทจะตกอยู่กับพระราชโอรสของพระอัครมเหสี ซึ่งเวลานั้นสมเด็จพระนางเจ้าเสวาภาผ่องศรี พระราชชนนีของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงมีพระอิสริยยศเป็นที่พระวรราชเทวี พระมเหสีรอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระนางขึ้นเป็นที่ พระอรรคราชเทวี พระอัครมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง จึงทำให้เกิดตำแหน่งพระอัครมเหสีซ้อนขึ้นมา ก่อให้เกิดความสับสนในการบริหารราชการแผ่นดินบางประการ

ดังนั้นในปีพุทธศักราช 2440 ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จประพาสยุโรป เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการบริหารราชการแผ่นดินในระหว่างที่พระองค์ไม่ประทับอยู่ในพระราชอาณาจักร จึงได้ทรงสถาปนาพระราชชนนีแห่งองค์รัชทายาทขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่างพระองค์ไปจนกว่าจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ และด้วยเหตุที่พระอิสริยยศพระมเหสีที่ทรงสถาปนาขึ้นใหม่นี้ มีพระเกียรติยศเสมอด้วยองค์พระมหากษัตริย์ จึงทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถ กลายเป็นพระอิสริยยศสูงสุดในบรรดาพระมเหสีและพระภรรยาเจ้าทั้งปวง และมีความหมายตรงกับคำว่า Queen ตามธรรมเนียมของทางตะวันตกอย่างแท้จริง

นอกจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงแก้ไขเพิ่มเติมพระอิสริยยศของพระภรรยาเจ้าที่เป็นพระอัครมเหสีแล้ว ยังได้ทรงสถาปนาตำแหน่ง พระราชชายา ขึ้นเป็นพระอิสริยยศของพระภรรยาเจ้าอีกตำแหน่งด้วย ดังนั้นลำดับชั้นพระอิสริยยศของพระมเหสีในรัชกาลที่ 5 จึงได้รับการจัดลำดับใหม่ภายหลัง ดังนี้

พระบรมราชินีนาถ --- สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (พระอัครมเหสี)

พระบรมราชเทวี และพระอรรคราชเทวี --- สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี

พระวรราชเทวี

พระราชเทวี --- พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี

พระอัครชายา ---- เช่น พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ

พระราชชายา ---- พระราชชายาเจ้าดารารัศมี

ว่าด้วยเรื่อง ... พระยศของพระราชนัดดา


ตามที่หม่อมศรีรัศมิ์ มหิดล ณ อยุธยา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีประสูติกาลพระโอรสนั้น นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระราชวงศ์จักรี จะทรงมีสมาชิกซึ่งเป็นพระราชนัดดาเพิ่มอีกหนึ่งพระองค์

รอยใบลานจึงขอนำความรู้เกี่ยวกับพระยศของเจ้านายหลานเธอมาให้อ่านกันครับ พระราชนัดดา ของพระเจ้าแผ่นดินนั้น ตามธรรมเนียมแล้วจะทรงมีพระยศแตกต่างกันออกไปตามศักดิ์ของพระมารดา แต่ทั้งนี้ก็ต้องเป็นไปโดยพระบรมราชวินิจฉัยเป็นหลัก เพราะในบางครั้งพระราชนัดดาบางพระองค์ก็อาจได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเกียรติยศเป็นพิเศษ เจ้านายชั้นหลานเธอนี้มิได้หมายความเฉพาะ หลานปู่ หรือ หลานตาของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงพระภาคิไนย และพระภาติยะของพระองค์ด้วย ในบทความนี้รอยใบลานจะขอกล่าวถึงพระราชนัดดาที่มีพระสกุลยศเป็นพระองค์เจ้า กับหม่อมเจ้าเท่านั้น เนื่องจากพระราชนัดดาที่ทรงเป็นเจ้าฟ้านั้น ตามธรรมเนียมก็คือพระราชโอรสธิดาของพระมหากษัตริย์ที่ประสูติจากพระมเหสีเทวี หรือพระราชมารดาที่เป็นเจ้าฟ้า เช่น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ พระราชนัดดาในรัชกาลที่ 1 ซึ่งทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 กับเจ้าฟ้ากุณฑล นอกจากนี้ยังมีกรณีเจ้าฟ้าหลานเธอ ซึ่งประสูติแต่พระมารดาที่เป็นเจ้าฟ้า จะทรงมีศักดิ์แตกต่างกันตามศักดิ์ของพระบิดา เช่น เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด พระราชภาคิไนยในรัชกาลที่ 1 ซึ่งเจ้าฟ้าหลานเธอในลักษณะนี้ปรากฏเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 1 เนื่องจากติดด้วยธรรมเนียมที่ว่าเจ้าฟ้าหญิงจะต้องทรงเสกสมรสกับผู้ที่คู่ควรแก่ฐานันดรศักดิ์

เจ้านายหลานเธอชั้นพระองค์เจ้า จะใช้คำนำหน้าพระนามต่างกันออกไปตามพระเกียรติยศ ดังนี้

พระจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า และ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า

พระราชนัดดาที่จะใช้คำนำหน้าพระนามว่า พระเจ้าหลานเธอ หรือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ นั้น มีกฎเกณฑ์ดังนี้

1. เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งพระบิดาเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชร่วมพระบรมราชชนกแลพระบรมราชชนนีเดียวกันกับพระเจ้าแผ่นดิน ประสูติจากพระชายาเอก ซึ่งพระราชทานให้เป็นสะใภ้หลวง เช่น พระโอรสธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์ กับหม่อมราชวงศ์สว่าง และพระโอรสธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช กับหม่อมแม้น ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ เป็นพระอนุชาร่วมพระครรโภทรเดียวกับรัชกาลที่ 5

2. พระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งมีพระบิดาเป็นเจ้าฟ้า และพระมารดาเป็นพระองค์เจ้าหรือหม่อมเจ้า เช่น

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงศบริพัตร พระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กับหม่อมเจ้าประสงค์สม

4. พระราชนัดดา (หลานตา) ของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานพระเกียรติยศเป็นพิเศษ เช่น

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาในสมเด็จพระลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กับ น.อ.วีระยุทธ ดิษยะศริน

3. หม่อมเจ้า ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณยกขึ้นเป็นพระองค์เจ้า เช่น

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ พระโอรสในสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กับหม่อมคัทริน เนื่องจากรัชกาลที่ 6 ทรงพระเมตตาโปรดปรานว่าเป็นพระราชภาติยะ (หลานลุง) เพียงพระองค์เดียวในสมเด็จพระอนุชาธิราชร่วมพระครรโภทร

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และหม่อมเจ้าทิพยสัมพันธ์

ซึ่งทั้งสองพระองค์นี้ได้รับพระเกียรติยศเป็นพิเศษเฉพาะพระองค์ มิได้สืบไปถึงพระทายาท โอรสธิดาที่ยังคงเป็นหม่อมราชวงศ์ ซึ่งตามปกติเจ้านายชั้นนี้ทรงมีพระทายาทเป็นหม่อมเจ้า

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า

พระราชนัดดาที่ทรงใช้คำหน้าพระนามว่า พระวรวงศ์เธอ นั้น เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งพระบิดาเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก แต่พระมารดาเป็นสามัญชนที่เป็นสะใภ้หลวง ซึ่งได้เลื่อนขึ้นจากหม่อมเจ้าในสมัยรัชกาลที่ 6 - 7 และทำให้พระโอรสธิดาที่ประสูติหลังจากประกาศนี้ มีพระยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ทุกพระองค์ตั้งแต่แรกประสูติ เช่น

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์ (หม่อมเจ้าสุขุมาภินันท์) ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (หม่อมเจ้าวรานนท์ธวัช) ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ กับหม่อมสังวาลย์

นอกจากนี้พระราชนัดดาที่มีพระบิดาเป็นพระองค์เจ้า และพระมารดาเป็นพระองค์เจ้า ก็ใช้คำนำหน้าพระนามว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ด้วย เช่น

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธิ์นฤมล

หม่อมเจ้าหลานเธอ

พระราชนัดดาในสมเด็จเจ้าฟ้า เจ้าต่างกรม พระองค์เจ้า ที่พระมารดาเป็นสามัญชนตั้งแต่หม่อมราชวงศ์ลงไป เจ้านายหลานเธอชั้นนี้ทรงมีพระทายาทเป็นหม่อมราชวงศ์ เช่น

หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล พระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับหม่อมสุจาริณี

“สมเด็จพระบรมราชกุมารี”

เขียนโดย ... รอยใบลาน

ข้อมูลใน เว็บนี้ได้รับการแก้ไขครั้งล่าสุด 05/11/06


“... อนึ่ง ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงพระเจริญเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ปฏิบัติพระองค์ตามขัตติยราชกุมารี สนองพระเดชพระคุณในพระราชภารกิจที่ทรงมอบหมายแทนพระองค์ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี กอปรทั้งมีพระหฤทัยเปี่ยมไปด้วยความรักชาติ ศาสนาและมีพระหฤทัยจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง ในมหามงคลสมัยการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษานี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ เพื่อเป็นเกียรติประวัติตามโบราณราชประเพณีในมหามงคล สมัยเฉลิมพระชนมพรรษา...”

วันที่ 5 ธันวาคม 2520 ในงานพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคมเพื่อรับการถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชกุมารี ดังปรากฎในประกาศสถาปนาความว่า

“... สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้ กอปรด้วยพระจรรยามารยาทเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติขัตติยราชกุมารีทุกประการ เป็นที่รักใคร่นับถือ ยกย่องสรรเสริญพระเกียรติคุณกันอยู่โดยทั่วไป บัดนี้ทรงพระเจริญวัยสมบูรณ์ด้วยพระเกียรติคุณดังกล่าวมา สมควรได้รับพระราชทานสถาปนาพระอิสริยยศและพระอิสริยยศักดิ์ให้สูงขึ้น ให้ทรงรับพระราชบัญชาและสัปตปฎลเศวตรฉัตร เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไปตามโบราณขัตติยราชประเพณี
จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ เฉลิมพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร สยามบรมราชกุมารี…”

ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์จักรีที่เจ้านายฝ่ายในชั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็นพิเศษ ให้ดำรงพระอิสริยยศสูงสุดถึง “สมเด็จพระ” ในตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชกุมารี อันมีพระเกียรติยศรองลงไปจากตำแหน่งสมเด็จพระยุพราช สยามมกุฎราชกุมาร

หากเราย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์การสถาปนาพระอิสริยยศเจ้านายฝ่ายในในสมัยรัตนโกสินทร์ เราจะพบว่าพระอิสริยยศสูงสุดที่เจ้านายชั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า เคยได้รับ คือ "กรมหลวง" เช่น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร์ พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 5 เป็นต้น ส่วนพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายในชั้นเจ้าฟ้าเคยได้รับพระอิสริยยศสูงสุดเป็นที่ "กรมสมเด็จพระ" หรือ "กรมพระยา" ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยาเทพสุดาวดี พระเจ้าพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ 1 และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร

โดยพระอิสริยยศ "กรมสมเด็จพระ" นั้น มีขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดขึ้นเป็น "กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์" ในตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกันนั้นโปรดให้เปลี่ยนพระนามกรมสมเด็จพระพันปีหลวงในรัชกาลก่อนๆ เป็น "กรมสมเด็จพระ" ด้วยทุกพระองค์

พระอิสริยยศ "กรมสมเด็จพระ" นี้ นอกจากจะเป็นพระอิสริยยศสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงแล้ว รัชกาลที่ 4 ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยศสูงสุดสำหรับเจ้านายฝ่ายหน้าด้วย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระยศกรมขุนเดชอดิศร พระเชษฐาขึ้นเป็น "กรมสมเด็จพระเดชาดิศร" ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมพระสุดารัตนราชประยูร ซึ่งได้ถวายการอภิบาลพระองค์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงเคารพเสมอด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมผู้ใหญ่ฝ่ายในในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระนามว่า "พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร" ครั้นเมื่อกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูรสิ้นพระชนม์ ทรงมีพระราชดำริว่าแม้จะทรงยกย่องให้มีพระอิสริยยศเสมอด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี แต่พระเกียรติยศบางอย่างยังเว้นอยู่มิได้พระราชทาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานสัตปฎลเศวตรฉัตร และใช้คำว่า "สวรรคต" ในบาดหมายราชการทั้งปวง แต่กระนั้นในงานถวายพระเพลิงพระศพก็ต้องถวายต่อจากพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนพระอิสริยยศ "กรมสมเด็จพระ" เป็น "กรมพระยา" จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งเคยดำรงพระอิสริยยศ "กรมสมเด็จพระ" เป็น "กรมพระยา" ทุกพระองค์ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร เป็นต้น ส่วนพระอิสริยศแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงนั้น โปรดให้เปลี่ยนจาก "กรมสมเด็จพระ" เป็น "สมเด็จพระ" ในคราวที่ทรงเฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เป็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พร้อมกันนั้นโปรดให้เฉลิมพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมราชชนนีในรัชกาลก่อนๆ ซึ่งเคยทรงศักดิ์เป็นพระอัครมเหสีขึ้นเป็น "สมเด็จพระ" แล้วเปลี่ยนคำว่า "มาตย์" ในท้ายพระนามเป็น "บรมราชินี" ทุกพระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เว้นแต่กรมสมเด็จพระศรีสุลาลัยเพียงพระองค์เดียว ที่ได้รับการเฉลิมพระนามเป็น "สมเด็จพระศรีสุลาลัย" ในตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องจากมิได้ทรงเป็นพระอัครมเหสีในรัชกาลก่อน อีกทั้งยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมนามอัฐิของเจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม พระชนนีในสมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ เป็น "สมเด็จพระปิยะมาวดีศรีพัชรินทรมาตา"

มาในรัชกาลปัจจุบันได้ทรงพระราชทานพระอิสริยยศ "สมเด็จพระ" ให้กับเจ้านายฝ่ายหน้าเป็นครั้งแรกเมื่อครั้งที่ทรงเฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชชนก เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก มีพระเกียรติยศเสมอด้วยสมเด็จพระบวรราชเจ้าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทุกประการ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ขึ้นเป็น "สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" ในคราวเดียวกันนั้นด้วย จนกระทั่งในมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 50 พรรษา และเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติได้หมื่นวันเศษ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรฯ ให้มีพระอิสริยยศเป็นที่ "สมเด็จพระ" ในตำแน่งสมเด็จพระบรมราชกุมารี เฉลิมพระนามว่า "สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี"

ตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชกุมารีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นใหม่ในครั้งนี้ ผู้รู้หลายๆ ท่านให้ความเห็นว่าพระอิสริยยศของสมเด็จพระเทพฯ นี้เทียบเท่ากับ "กรมสมเด็จพระ" ในสมัยโบราณ เพราะสมเด็จพระเทพฯ ทรงรับสัตปฎลเศวตรฉัตร และได้เครื่องประกอบพระอิสริยยศเสมอด้วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เช่นเดียวกับกรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร (ภายหลังเป็น "กรมพระยา") ซึ่งทรงรับสัตปฎลเศวตรฉัตร และทรงมีพระเกียรติยศเสมอด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี แต่หากนำไปเปรียบเทียบกับพระยศสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาเทพสุดาวดี ซึ่งมีความตอนหนึ่งในประกาศสถาปนากรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์ ว่าทรงมีพระยศเสมอด้วย "กรมสมเด็จพระ" นั้น จะเห็นว่าสมเด็จพระเทพฯ ทรงมีพระยศสูงกว่า แต่หากนำไปเปรียบเทียบว่าตำแหน่ง "สมเด็จพระบรมราชกุมารี" เทียบเท่ากับ "กรมสมเด็จพระ" ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่มิได้เป็นพระอัครมเหสีในรัชกาลก่อนๆ นั้นก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะพระเกียรติยศหลายอย่างมิได้พระราชทานให้ทรงสูงศักดิ์ถึงเพียงนั้น แต่หากจะเปรียบเทียบการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ในครั้งนี้น่าจะคล้ายคลึงกับเมื่อครั้งที่รัชกาลที่ 7 ทรงเฉลิมพระอิสริยยศสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช ขึ้นเป็นพิเศษให้ทรงศักดิ์สูงกว่าสมเด็จเจ้าฟ้าต่างกรมธรรมดา โดยโปรดให้เฉลิมพระนามว่า "สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช" ทรงศักดินา 100,000 เสมอด้วยกรมพระราชวังบวรฯ แต่ยังคงรับฉัตร 5 ชั้น เช่นเดียวกับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยา เหมือนเดิม เมื่อสิ้นพระชนม์ก็โปรดให้ใช้ "ทิวงคต" เช่นสมเด็จเจ้าฟ้าที่ได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็นพิเศษ

ดังนั้นตำแหน่ง "สมเด็จพระบรมราชกุมารี" จึงเป็นการเฉลิมพระอิสริยยศเป็นพิเศษเฉพาะพระองค์ ให้ทรงศักดิ์สูงกว่าเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในธรรมดา และน่าจะมีพระยศสูงกว่า "กรมสมเด็จพระ" หรือ "กรมพระยา" ฝ่ายใน เพราะความแจ้งอยู่ในประกาศสถาปนาแล้วว่า นอกจากจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัตปฎลเศวตรฉัตร ประกอบพระเกียรติยศแล้ว ยังโปรดให้สมเด็จพระเทพฯ ทรงรับพระราชบัญชา เสมอด้วยคำสั่งของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข(วังหลัง) อีกด้วย

สำหรับเครื่องยศของสมเด็จพระเทพฯ ที่ระบุไว้ในหมายกำหนดการพระราชพิธีมีดังนี้

1. พานพระศรีทองคำลงยา เครื่องพร้อม 1 ชุด

2. หีบพานพระศรีทองคำลงยา ตราพระจุลมงกุฎประดับเพชรเครื่องพร้อม 1 ชุด (รับพระราชทานจากพระหัตถ์)

3. พานทองรองหีบพระศรี 1 ชุด

4. พระสุพรรณศรีทองคำลงยา

5. ทองคำรูปกระบอกมีถาดรอง

6. ขันน้ำเสวยทองคำลงยา มีจอกทอง

7. ขันสรงพระพักตร์ทองคำลงยา พร้อมพานรอง

นอกจากนี้ยังได้รับพระราชทานพระที่นั่งกงประกอบพระเกียรติยศด้วยอีกอย่างหนึ่ง

สำหรับตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชกุมารี อันเป็นพระอิสริยยศของสมเด็จเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในที่ได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็นพิเศษนี้ ทรงมีพระเกียรติยศบางประการที่ยกเว้นมิได้พระราชทานให้เสมอด้วยเจ้านายที่ทรงสัตปฎลเศวตรฉัตร ดังมีรายละเอียดดังนี้

1) การบรรเลงเพลงรับ และส่งเสด็จ

สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระยุพราช สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จฯ ไปในงานพิธีใด ไม่ว่าจะแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือไม่ จะใช้เพลงสรรเสริญพระบารมี บรรเลงรับและส่งเสด็จฯ ส่วนสมเด็จพระบรมราชกุมารี ใช้เพลงมหาชัย รับและส่งเสด็จฯ แต่หากเสด็จฯ แทนพระองค์เมื่อถึงที่ประทับเรียบร้อยแล้ว จึงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นการเปิดงาน และปิดงาน

2) ธงประจำพระอิสริยยศ

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี ทรงใช้ธงราชินี เป็นธงประจำตำแหน่งพระอัครมเหสี

สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงใช้ธงบรมราชวงศ์ เป็นธงประจำตำแหน่งสมเด็จพระบรมราชชนนี

สมเด็จพระยุพราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงใช้ธงเยาวราช เป็นธงประจำตำแหน่งรัชทายาท

สมเด็จพระบรมราชกุมารี ทรงใช้ธงราชวงศ์ฝ่ายใน เป็นธงประจำตำแหน่งเสมอด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้า

3) คำสั่ง

พระราชเสาวนีย์ ใช้กับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระบรมราชินี, สมเด็จพระบรมราชชนนี

พระราชบัณฑูร, พระราชดำรัสสั่ง ใช้กับสมเด็จพระยุพราช เสมอด้วยสมเด็จพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

พระราชบัญชา, พระราชดำรัสสั่ง ใช้กับสมเด็จพระบรมราชกุมารี เสมอด้วยกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข

4) การใช้คำเนื่องในงานบำเพ็ญกุศลวันเกิด

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ใช้ว่า "วันเฉลิมพระชนมพรรษา"

สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมราชชนนี สมเด็จพระยุพราช ใช้ว่า "บำเพ็ญพระราชกุศเฉลิมพระชนมพรรษา" หรือ "บำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ"

ส่วนสมเด็จพระบรมราชกุมารี ใช้ว่า "บำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ" ได้เพียงอย่างเดียว





Create Date : 28 มกราคม 2551
Last Update : 28 มกราคม 2551 16:31:03 น. 0 comments
Counter : 460 Pageviews.

LowLow
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Friends' blogs
[Add LowLow's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.