STAND UP PLEASE ! ลำแข้งเค้ามีไว้ให้ยืน !
Group Blog
 
All blogs
 

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 4: ไม่ใช่ขี้ ขี้ !



ในที่สุดรถไฟก็พาเรามาถึงอาซากุสะจนได้ ออกมาจากสถานีรถไฟก็เจอฟ้าจริงๆ ในโตเกียวเสียที ฟ้าแรกในโตเกียวของเราไม่ค่อยจะสดใสเท่าไร ออกจะครึ้มๆ ยังไงชอบกล มีเพียงแสงแดดอ่อนๆ เล็ดรอดออกมาจากกลุ่มหมอบนฟ้าบ้าง

อุณหภูมิวันนี้อยู่ที่ประมาณ 24 องศา กำลังสบายเหมือนเดินอยู่ในห้องแอร์ยังไงยังงั้น

นูมะซังถามเราว่าอยากจะกินอะไรเป็นมื้อแรก จริงๆ จะตอบว่าอยากจะกิน “ฟรี” แต่ก็ดูจะเป็นอะไรที่หน้าด้านเกินไป เลยตอบเลี่ยงๆ ให้ดูดีไปก่อนว่าอะไรก็ได้ แล้วแต่นูมะซังแล้วกัน

นูมะซังแสดงการเป็นเจ้าบ้านที่ดีด้วยการเดินวนไปวนมาอยู่แถวรอบๆ สถานีอาซากุสะ โดยมีลูกบ้านที่ดีอย่างเราคอยเดินตามต้อยๆ พร้อมกับประเป๋าเดินทางใบยักษ์ที่ลากไปลากมา ใจคอจะไม่ถามสักคำหรือครับว่าจะเข้าไปเช็คอินก่อนไหม อะไรไหม นี่พี่แกเล่นพาขึ้นบันได ลงบันได ข้ามถนนไปนั่นมานี่ กว่าจะเจอร้านที่ถูกใจได้ก็เล่นเอากล้ามแขนเป่งขึ้นมานิดๆ

ในที่สุดก็เจอร้านที่สมใจ (นูมะซัง) มื้อแรกในโตเกียวของเราคือ “Unadon” หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า “ข้าวหน้าปลาไหล” นั่นแหละ



หน้าร้านเค้ามีคำโฆษณาโปรยไว้ว่าประมาณว่า ข้าวหน้าปลาไหลร้านนี้อร่อยเป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น แถมยังเคยออกทีวีมาแล้วด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าโม้รึเปล่า รู้แต่ว่าต้องลองดูซะหน่อย

ชื่อร้าน Unatoto



เมนูยอมนิยมอันดับหนึ่งของร้านนี้คือ Unagi Double คือ มีเนื้อปลาไหลเพิ่มมาอีกหนึ่งชิ้น วางโปะจนล้นออกมาจากชามข้าว เมนูนี้ราคา 900 เยน
ปลาไหลย่างบนเตาถ่านร้อนๆ ราดซอสหวานมัน

ส่วนอีกเมนูที่นูมะซังแนะนำ เป็นเครื่องในปลาไหลย่าง Kimogushi เค้าขายกันไม้ละ 200 เยน

ส่วนถ้าถามว่ากินแล้วเป็นไง ก็อยากบอกว่าอร่อยดีเหมือนกัน แต่เราเคยกินที่อื่นรู้สึกอร่อยกว่านี้หน่อยนึง ชอบข้าวหน้าปลาไหลที่ Yanakawa มากกว่า (เมืองเล็กๆ เงียบสงบ ที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง Fukuoka หนึ่งในจังหวัดทางตอนใต้ของเกาะคิวชู) เนื้อปลาไหลมันจะนุ่มและชุ่มน้ำซอสมากกว่านี้ แต่ที่นี่ก็โอเคอยู่นะ โดยรวมแล้วก็อร่อยแหละ ใครที่ชอบข้าวหน้าปลาไหลแบบเราต้องโดนแน่ๆ เอาไว้คราวหน้า ว่าจะเดินมากินเอง

*** เครื่องปรุงที่อยู่ในขวดรูปน้ำเต้า เค้าเรียก Shichimi เค้าว่าเป็นเครื่องปรุงที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ 7 ชนิด เอามาโรยกินกับข้าวหน้าปลาไหลอร่อยดี เผ็ดนิดๆ



……

ออกจากร้าน นูมะซังพาเดินข้ามมาแถวเชิงสะพาน Azumabashi จุดชมวิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว มองไปตรงข้ามจะเห็นตึก Asahi Beer Headquarter ซึ่งมี 2 ตึก ทางซ้ายมือคือตึก Super dry Building สูงประมาณ 100 เมตร ตึกนี้เค้าตั้งใจทำให้เป็นเหมือนเหงือกเบียร์ขนาดยักษ์ ที่มีฟองเบียร์ลอยฟูฟ่องขึ้นมาถึงปริ่มปากเหยือก



มองออกไหมว่าเป็นเหยือกเบียร์ มองออกใช่ไหม

เราก็เหมือนกัน

ส่วนไอก้อนสีเหลืองๆ ที่โดดเด่นเป็นสง่านั่น ตั้งอยู่บนดาดฟ้าของตึก Super Dry Hall ตัวตึกสีดำๆ นั่นเค้าตั้งใจทำให้มันเป็นเหมือนแก้วเบียร์สีดำ

มองออกไหมว่าเป็นแก้วเบียร์ มองไม่ออกใช่ไหม

เราก็เหมือนกัน ^^!

จะว่าไปมันก็ดูเป็นแก้วอยู่หรอกนะ แต่ออกไปทางแก้วกาแฟเสียมากกว่า

......

หลายคนอาจสงสัยว่ามันคือก้อนอะไร

ที่แน่ๆ ไม่ใช่ก้อนขี้ !

แต่มันคือเปลวไฟสีทองเหลืองอร่าม
หนึ่งในงานออกแบบของนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชื่อก้องโลกชาวฝรั่งเศส

Phillippe Starck !

แต่หลายคนกลับเรียกมันว่าตึกอุนจิไปซะงั้น
ขนาดคนญี่ปุ่นเองก็ยังคิดกันแบบนี้



ถ้ามันเป็นอุนจิ ก็คงเป็นอุนจิก้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ด้วยน้ำหนักอันมหาศาลประมาณ 300 ตัน

แต่ถึงจะเป็นอุนจิ ก็ต้องบอกว่าเป็นอุนจิที่ (เนื้อ) หอมที่สุดในโลกด้วยเหมือนกัน

มีแต่คนอยากเก็บเจ้าอุนจิก้อนนี้เอาไว้ในกล้องกันทั้งนั้น



อย่าดูกถูกไป บอกแล้วไง

.....

ไม่ใช่ขี้ๆ

.......

ส่วนอีกตึกสูงชะลูดที่อยู่ข้างหลังไกลๆ นั่น มันคือ

ต้นโตเกียว !

ต้นไม้ที่กำลังจะสูงที่สุดในโลกในอีกไม่ช้านี้
แต่ตอนนี้ยังไม่เสร็จ อดใจรออีกนิด

Tokyo Sky Tree !

……

ตรงแถวๆ เชิงสะพาน Azumabashi มีคนลากสามล้ออยู่หลายราย คอยเรียก
นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมา คนญี่ปุ่นเค้าเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า

Jinrikisha





นูมะซังถามว่าอยากลองนั่งดูสักครั้งไหม โดยส่วนตัวไม่อยากเท่าไร แต่ถ้าได้ลองนั่งสักทีก็คงดีเหมือนกัน

ค่าใช้บริการค่อนข้างแพงทีเดียว สำหรับราคา 3,000 เยน กับช่วงเวลาแค่ 10 นาที นูมะซังบอกว่าเขาจะพาเราไปเที่ยวชมเมืองเล็กน้อย แล้วจะไปส่งถึงที่พักที่ข้าวสารเกสต์เฮ้าส์ ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลเท่าไร จากตรงนี้เดินไป อย่างมากน่าจะไม่เกิน 10 นาที



แน่นอนว่านูมะซังจ่าย ^^!

……

ในระแวกอาซากุสะ มีข้าวสารเกสต์เฮ้าส์อยู่ด้วยกัน 5 แห่ง คือ Khaosan Original, Khaosan Samurai, Khaosan Smile, Khaosan Ninja และ Khaosan Annex และที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือที่ที่เราจะมาเข้าๆ ออกๆ ในช่วง 3 เดือนนี้ในโตเกียว ส่วนรายละเอียดจะขอพูดถึงในคราวถัดๆๆๆๆๆ ไป เพราะยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน ^^!




คืนนี้นูมะซังจะเข้าพักที่ Khaosan Annex นูมะซังเพิ่งกลับมาจากบ้านเกิดที่อาโอโมริ แต่ยังติดธุระมีอะไรต้องทำต่อที่โตเกียวอีก 2 วัน เราเลยพลอยได้อนิสงค์พักฟรีกับนูมะซังในฐานะแขกของที่นี่ไปด้วย แต่หลังจากสองวันนี้ สถานะของเราจะเปลี่ยนจากแขกของข้าวสาร ไปเป็นพนักงานขนข้าวสาร เอ้ย ! ไปเป็นพนักงาน Cleaning Staff ของที่นี่แทน T T

ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจได้ว่าจะมาโตเกียวคนเดียว ตัดสินใจอยู่ว่าจะไปเมื่อไร ช่วงไหน ยังไงดี แต่พอได้รู้ว่านูมะซังก็จะไปโตเกียวด้วยเหมือนกัน เลยได้ที ขอพลอยฟ้าพลอยฝนไปกับนูมะซังด้วยเลยดีกว่า ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะมาไม่ทัน เพรามีเวลาจัดการธุระปะปังทุกอย่างแค่ 2 อาทิตย์ ทั้งเรื่องวีซ่า เรื่องตั๋ว เรื่องอะไรต่างๆ โชคดีที่เสร็จทันก่อนที่นูมะซังจะกลับ

ถึงจะแค่ 2 วันก็ยังดี

……

ข้อดีของการมีนูมะซังอยู่ด้วยในโตเกียว

ข้อแรก การได้มีนูมะซังอยู่ด้วย คงช่วยอะไรแนะนำอะไรให้คนมึนๆ อย่างเราได้หลายอย่าง ในฐานะของนักหลงทางมืออาชีพที่ไม่ประสีประสาภาษาญี่ปุ่น และมาโตเกียวเป็นครั้งแรกในชีวิต

ข้อที่ 2 การได้มีนูมะซังอยู่ด้วย อาจจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้บ้าง อย่างน้อยก็สองวันทำการ เพราะแอบคิดเอาเองว่ายังไงซะนูมะซังก็ (น่าจะ) เลี้ยง ในฐานะผู้ใหญ่ต่อผู้น้อยที่เคยร่วมงานกันมา และในฐานะของเจ้าบ้านผู้ใจดี ^^!

ขอขอบคุณนูมะซังอีกครั้งมา ณ โอกาสนี้




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2553    
Last Update : 16 มกราคม 2554 8:32:10 น.
Counter : 1603 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 3 : ไม่เป็นก็ต้องเป็น

ก่อนหน้าที่จะมาโตเกียวไม่กี่วัน โทรไปนัดอิซุมิซังว่ากำลังจะไปโตเกียว อยากให้ช่วยแนะนำข้อมูลอะไรดีๆ ในโตเกียวให้หน่อย

อิซุมิซังเป็นคนญี่ปุ่นที่พูดภาษาไทยได้ชัดถ้อยชัดคำคนหนึ่งที่เรารู้จัก ตอนนี้อิซุมิซังทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ แม้จะไม่ใช่คนโตเกียวโดยกำเนิด แต่ก็กำเนิดใกล้ๆ กับโตเกียว (บ้านอิซุมิซังอยู่ชิบะ) แถมอิซุมิซังก็เคยทำงานอยู่ในโตเกียว น่าจะรู้อะไรดีๆ ในโตเกียวไม่น้อยอยู่ ซึ่งภายหลังการพูดคุย นอกจากจะได้ข้อมูลดีๆ แล้ว อิซุมิซังยังใจดีให้ยืมโทรศัพท์แบบเติมเงินมาใช้ในระหว่างสามเดือนนี้ด้วย อิซุมิซังบอกว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ไม่ได้ใช้นานมากแล้ว และคงอีกนานโขกว่าจะได้ใช้ และเบอร์นี้ก็ไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้อยู่มั้ย ?

อ้าว !

......

กลับมาที่สนามบินนาริตะ

......

เก็บกระเป๋าได้ก็รีบมองหาเคาท์เตอร์ซอฟท์แบงค์ (เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเครือข่ายหนึ่งในญี่ปุ่น) อิซุมิซังแนะนำมาว่าให้ลองแวะไปเติมเงินก่อน ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็คงใช้ได้

“คิดว่าน่าจะใช้ได้อยู่นะคะ แต่คุณต้องเติมเงินก่อน”

พนักงานสาวของเคาท์เตอร์ซอฟท์แบงค์ ให้คำแนะนำหลังเช็คเครื่องโทรศัพท์เรียบร้อย

“จะเติมเท่าไรดีคะ มี 3,000 เยน กับ 5,000 เยน”

“5,000 เยนก็ได้ครับ”

ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เลยตอบส่งๆ ไปก่อนเพราะกำลังรีบ พอมาคิดดูอีกที เติมเงินโทรศัพท์ทีตั้ง 5,000 เยน คิดเป็นไทยนี่ราวๆ 1,600 บาทเลยนะเนี่ย จะเติมเยอะขนาดนี้ไปหาอะไรมาทราบ ทำยังกะมีเพื่อนเยอะแยะในโตเกียว ปกติอยู่เมืองไทยเติมเงินทีละ 50 บาท ยังคิดแล้วคิดอีก ตังค์ยิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่

โทรศัพท์พร้อมใช้งานแล้ว เลยรีบโทรไปหานูมะซัง อดีตหัวหน้าที่บอกว่าจะรออยู่ที่สถานีอาซากุสะตอนสิบโมง แต่นี่มันปาเข้าไปเกือบเที่ยงแล้ว ไม่รู้จะรออยู่ไหม หรือจะกินข้าวเที่ยงไปแล้วก็ไม่รู้

“ฮัลโหล มาถึงแล้วครับ พอเครื่องดีเลย์ เลยทำให้ บลาๆๆ”

“อ๋อ ผมรู้แล้ว ตอนนี้คุณอยู่ไหน”

“อยู่นาริตะแล้วครับ นูมะซังอย่าเพิ่งกินอะไรนะครับ”

“แต่ผมหิวแล้ว อีกนานหรือเปล่า”

“อีกแค่ชั่วโมงเศษๆ ครับ”

“ผมอยู่ที่สถานีอาซากุสะนะ มาเป็นรึเปล่า”

“กำลังจะเป็นเดี๋ยวนี้เลยครับ ยังไงอย่าเพิ่งกินอะไรนะครับ”

“อ่า........”

ตู้ด ตู้ด ตู้ด ............

......

พูดจบเราก็รีบตัดบทชิงวางหูก่อนเลย วิธีนี้จะทำให้คนฟังงงๆ ทำอะไรไม่ถูก เลยต้องรอมันไปโดยปริยาย

ที่ต้องย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าเพิ่งกินอะไร เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก กลัวไปไม่ทันแกกินมื้อเที่ยงแค่นั้นแหละ

......

เอาตรงๆ เลยก็คือ กลัวไปไม่ทันกินฟรีนั่นเอง

.....



.....

จริงๆ แล้วก่อนหน้าที่จะมา ก็พอจะศึกษาข้อมูลมาบ้างว่าการเดินทางในโตเกียวเค้าต้องทำยังไงกัน จากข้อมูลที่มีเค้าว่าจากสนามบินนาริตะ หากจะไปสถานี Asakusa ให้ขึ้นรถไฟสาย Keisei Line เลือกขึ้นรถไฟฝั่งที่จะไปสถานีอุเอโนะ แล้วไปเปลี่ยนสายที่สถานี Aoto เป็นสาย Toei Asakusa Line ใช้เวลาประมาณ 72 นาทีก็จะถึงสถานี Asakusa ฟังดูง่ายๆ แต่เอาเข้าจริงไปถึงก็มึนตึ๊บอยู่ดี ยิ่งรีบๆ ด้วย เลยตรงไปถามคุณพี่ขายตั๋วว่าจะเอาไงดี คุณพี่แกแนะนำว่าเอาอย่างนี้ ข้อมูลที่น้องมีก็ใช้ได้นะคะ แต่พี่ว่ามึนๆ อย่างน้อง แถมภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ จะให้ง่ายกว่านี้พี่ขอแนะนำให้ไปอีกสายหนึ่งดีกว่า ก็เลยได้ข้อมูลใหม่จากคุณพี่แกมาว่าจากสนามบินนาริตะ สามารถไปลงที่สถานี Asakusa ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟให้ยุ่งยาก ด้วยรถด่วนสาย Narita Sky Excess Line

“อาซาคุสะ......ใช่ไหม ?” เราถามคุณเจ้าหน้าที่บนคนหนึ่งที่อยู่รถไฟอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ พร้อมกับชี้มือชี้ไม้ ชวนให้ดูแผนที่รถไฟในมือด้วย

“ไฮ !” แปลว่า ใช่ !

สั้นๆ ง่ายๆ ฟังแล้วสบายใจ ไม่ผิดคันแน่ๆ

กำลังจะได้กินจริงๆ แล้ว

ขนมโตเกียวร้อนๆ !



*** Narita Sky Excess Line เป็นเหมือนรถไฟสายด่วนพิเศษที่มีรถหลายแบบให้เลือกใช้บริการ ส่วนค่าโดยสารถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,240 เยน มั้ง น่าจะใช่ ^^!

รายละเอียดเพิ่มเติมลองดูในนี้นะ
//www.keisei.co.jp/keisei/tetudou/skyliner/us/index.html




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2553    
Last Update : 16 มกราคม 2554 8:49:26 น.
Counter : 439 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 2 : เลขที่ออก...

หลังผ่านด่านวัดใจมาได้ ก็รีบวิ่งแจ้นไปเอากระเป๋าทันใด เพราะมีนัดกับคุณอดีตเจ้านายตอน 10 โมงเช้าที่สถานีอาซากุสะ แต่นี่มันจะเที่ยงอยู่รอมร่อ ด้วยความที่เครื่องดีเลย์อยู่ที่สนามบินไซง่อนอยู่นานเกือบ 3 ชั่วโมง รวมกับเวลาที่จะต้องรอเปลี่ยนเครื่องอีก 3 ชั่วโมง กลายเป็นว่า ต้องนั่งหง่าวอยู่ในเกตอย่างเดียว 6 ชั่วโมง กะว่าจะแวะออกไปกินเฝอในโฮจิมินท์สักถ้วยก็ใจไม่ด้านพอ เพราะใครๆ เค้าก็นอนง่อยอยู่ที่เกตกันทั้งนั้น จริงๆ ก็บ่นไปอย่างนั้นเอง เพิ่งจะหาตั๋วเมื่อวานซืน อุตส่าห์เก็บตั๋วมาได้ในราคาขนาดนี้ก็ดีถมถืดขนาดไหนแล้ว โชคยังดีที่คุณพี่เอเจนซี่เป็นธุระควานหาตั๋วให้ บอกแกไปว่าเราจะเดินทางมะรืนนี้ แถมยังกำชับว่าอย่าให้เกินสองหมื่นนะพี่ ถ้าแพงกว่านี้จะชีช้ำเกินไป พี่แกบอก น้องรีบขนาดนี้พี่ว่าไปรถทัวร์ดีกว่าไหม แต่สุดท้ายพี่แกก็ยังอุตส่าห์ควานหามาให้ได้ในราคาไม่เกินสองหมื่นจริงๆ รวมเบ็ดเสร็จทั้งไปกลับและค่านั่นนี่ก็ 18,300 บาทถ้วนๆ แต่แกว่าต้องรอเปลี่ยนเครื่องที่ไซง่อน 3 ชั่วโมงนะ จังหวะนี้แล้วจะไปเรื่องมากอะไรอีกก็คงไม่ได้



แต่ที่เราเพิ่งจะหาตั๋วล่วงหน้าแค่สองวันเดินทาง ไม่ใช่ว่าจะโอ้เอ้อะไร แต่กะว่าจะรอให้วีซ่าผ่านก่อนแล้วถึงค่อยจองตั๋ว รออยู่เป็นอาทิตย์เห็นจะได้ เพราะตอนนี้วีซ่าญี่ปุ่นเค้าเปลี่ยนระบบใหม่แล้วต้องยื่นผ่านเอเจนซี่อย่างเดียว (ศูนย์ยื่นขอวีซ่าทุกประเภทของสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, JVAC) ไม่ต้องถ่อไปถึงสถานทูตด้วยตัวเอง และต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 5 วันทำการ แต่ที่เราต้องรอเป็นอาทิตย์ เพราะทางสถานทูตเค้าโทรมาบอกว่า

“เคสของคุณเป็นเคสพิเศษ ต้องใช้เวลาในการพิจารณา ฉะนั้นอีก 5 วันทำ
การก็ยังไม่ต้องมารับนะครับ แล้วเราจะโทรไปบอกเองว่าเมื่อไร”

น้ำเสียงของคุณพี่คนนั้น ฟังแล้วชวนขนลุกยังไงไม่ทราบ เพราะพูดห้วนซะจนทำเอาใจเสีย กะว่าไม่ได้ไปแล้วโตเกียว คงได้กินขนมโตเกียวอยู่แถวนี้เป็นแน่แท้ สุดท้ายอีก 4 วันถัดมา ก็มีโทรศัพท์จากสถานทูตโทรมาอีก แต่คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิง ซึ่งฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะเป็นคนญี่ปุ่นแหงๆ

“คุณ.... ใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ”

“ดิฉันโทรจากสถานทูตญี่ปุ่นนะคะ พูดญี่ปุ่นได้รึเปล่าคะ”

“ไม่ได้เลยครับ”

“งั้นพูดไทยก็แล้วกัน”

(คิดในใจ) ก็พูดเป็นอยู่ภาษาเดียวนี้แหละจ๊ะ พี่พูดภาษาอื่นมาก็คงคุยกันไม่รู้เรื่องแน่ๆ

“จากสเตทเม้นท์ที่คุณให้มา คิดว่าจะพอสำหรับสามเดือนหรือคะ”

“คือกะว่าจะไปเที่ยวอย่างเดียวนะครับ โดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ค่อยจะสนใจช้อปปิ้งเท่าไร จะมีก็แต่ค่ากิน กับค่าเดินทางไปที่นั่นที่นี่เป็นหลักครับ ลองเช็คๆ ดูราคารถไฟใต้ดินในโตเกียวคร่าวๆ แล้วก็ไม่ได้แพงอะไรมาก ก็คำนวณคร่าวๆ ดูแล้ว คิดว่าน่าจะพอแน่ๆ นะครับ แล้วอีกอย่างค่าที่พักก็ไม่ต้องเสียด้วย พอดีว่าจะไปขอพักฟรีน่ะครับ”

“พักฟรี ? คุณจะไปพักที่ไหนคะ”

“ข้าวสารเกสต์เฮาส์ครับ”

“บ้านเพื่อนเหรอคะ”

“ไม่ใช่บ้านเพื่อนหรอกครับ ก็เป็นเกสต์เฮ้าส์นี่แหละครับ เกสต์เฮ้าส์สำหรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าเบานะครับ พอดีบังเอิญได้เจอกับคุณพี่ผู้จัดการที่ดูแลเกสต์เฮาส์ที่นั่นโดยบังเอิญ เค้าเลยชวนให้ไปพักฟรีที่เกสต์เฮ้าส์เค้าน่ะครับ ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ฟรีหรอกครับ คือจะทำงานตอบแทนเค้าน่ะครับ แต่เป็นงานที่ไม่ได้ตังค์นะครับ สักเยนเดียวก็ไม่ได้ ได้แค่พักฟรีอย่างเดียว”

“จะทำงานอะไรที่นั่นคะ”

“อ๋อ คุณผู้จัดการเค้าบอกว่าถ้าอยากพักฟรีก็ต้องเป็น Cleaning Staff ครับ”


“หมายความว่าไงคะ”

“เอาตรงๆ ก็พนักงานทำความสะอาดอ่ะครับ”

“แล้วยังไง”

“ก็คือกับทำงานแลกกับค่าที่พักอ่ะครับ”

“อืม...... โอเค เข้าใจแล้ว งั้นเอาไว้เราจะติดต่อกลับไปใหม่นะคะ”

พอคุยจบ รู้สึกว่าตัวเองตอบไปแบบบื้อๆ มาก เอาไปเล่าให้ใครฟัง เค้าก็บอกว่าพูดตรงเกินไป ตอแหลไปบ้างก็ได้ ให้มันดูดีกว่านี้หน่อย ก็ไม่อยากจะโกหกเค้า คิดเอาไว้แค่ว่า ถ้าได้ไปก็ดี ถ้าไม่ได้ไปก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ตั๋วก็ยังไม่ได้จอง ไม่ได้เสียหายอะไรมาก เที่ยวแถวนี้เอาแล้วกัน แต่หลังจากนั้นสามวันถัดมาคุณพี่ผู้หญิงคนเดิมก็โทรกลับมาอีกครั้ง

“คุณ... ใช่ไหมค่ะ”

“ใช่ครับ”

“ดิฉันโทรมาจากสถานทูตญี่ปุ่นนะคะ คุณจะบอกแบบนี้กับทางสถานทูตไม่ได้นะคะ”

“บอกอะไรครับ”

“ที่คุณบอกคุณจะไปทำงานที่เกสต์เฮ้าส์”


“แต่ไม่ได้ทำงานหาเงินนะครับ แค่พักฟรีอย่างเดียว ข้าวปลาก็ต้องหากินเอง”

“นั่นแหละค่ะ ทางสถานทูตเค้าก็มองว่าเป็นการทำงานอยู่ดี ก็วีซ่าที่คุณขอเป็นวีซ่าท่องเที่ยวไม่ใช่เหรอคะ”

(คิดในใจ) เอาแล้วไง มีเค้าว่าจะได้กินขนมโตเกียวอยู่แถวนี้แน่ๆ

“แสดงว่าวีซ่าไม่ผ่านใช่ไหมครับแบบนี้”

“คุณต้องส่งจดหมายปฏิญาณตนมาให้ทางสถานทูต”

“จดหมายอะไรนะครับ”

“จดหมายปฏิญาณตนค่ะ”

“ปฏิญาณอะไรครับ”
“ปฏิญาณว่าคุณจะดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างเองทั้งหมด ทั้งที่พัก อาหาร และอื่นๆ ตลอดระยะเวลาสามเดือน ตกลงไหมคะ”

“ถ้าทำแล้ววีซ่าจะผ่านไหมครับ”

“ไม่ทราบค่ะ ดิฉันแค่จะโทรมาบอกคุณว่าให้ส่งจดหมายมาให้ทางสถานทูตเพิ่มเติม”

“......”

พูดอะไรไม่ออก กำลังมึน อะไรฟะจดหมายปฏิญาณตน ใช่แบบที่ลูกเสือเค้าทำกันรึเปล่าหว่า

“ถ้ายังไง รีบส่งมาให้หน่อยก็ดี วันนี้เลยก็ได้ค่ะ มาส่งด้วยตัวเองที่สถานทูตนะคะ สวัสดีค่ะ”

“เอ่อ....ครับ ส่งครับส่ง”

วางสายปุ๊บเราเลยรีบกุลีกุจอเขียนจดหมายเลย ไม่รู้ใช่จดหมายปฏิญาณตนหรือเปล่า เขียนๆ ไปก่อน เค้าบอกให้ระบุไว้ว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด ก็เขียนๆ นั่นแหละ แล้วก็รีบส่งไปบ่ายวันนั้นเลย ปรากฏว่าอีกวันหนึ่ง มีโทรศัพท์โทรมาบอกว่าวีซ่าได้แล้ว ไปรับได้เลย พอเปิดมาก็เจอหน้าบานๆ ของตัวเองกับตัวเลขที่สวยที่สุดในงวดนี้

For stay(s) of 90 days !





 

Create Date : 19 ตุลาคม 2553    
Last Update : 23 ตุลาคม 2553 13:45:17 น.
Counter : 353 Pageviews.  

ขนมโตเกียว ช่วงที่ 1 : ทำไมมาคนเดียว ?

เกริ่น

ขนมโตเกียว เป็นบันทึกเรื่องเล่าที่ไร้ซึ่งสาระของนักหลงทางมือวางอันดับหนึ่ง ที่เพิ่งจะตกงานมาหมาดๆ เลยกะจะมาลองเดินหลงทางไปเรื่อยเปื่อยในโตเกียวดูบ้าง โชคดีที่วีซ่าดันผ่าน เลยมีโอกาสเดินหลงได้เต็มที่ถึง 3 เดือนเต็ม แต่เพราะเป็นโตเกียว มหานครที่ใครๆ เค้าก็ว่าค่าครองชีพแพงหูดับ จึงต้องหาวิธีประหยัดงบประมาณด้วยการอาสาไปเป็นพนักงานทำความสะอาดที่เกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งในโตเกียวแทน ขอผู้อ่านอย่าได้ถามหาเอาสาระใดๆ จากเรื่องราวต่อไปนี้เลย เพราะมันไม่มีอยู่แล้ว แต่หากคิดจะอ่านฆ่าเวลาก็พอได้อยู่ ที่เขียนขึ้นมาเพราะเพียงแค่อยากจะทำตามอย่างที่พี่เบิร์ดเคยสอนไว้ว่า อย่าลืม...เล่าสู่กันฟัง เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน และเพราะมีพี่เบิร์ดอยู่ด้วยทั้งคนขนาดนี้ เลยไม่รู้สึกว่าการมาโตเกียวคนเดียวในครั้งนี้จะต้องหงอยเหงาเศร้าซึมอีกต่อไป อีกทั้งยังเป็นวิธีการระบายออกทางอารมณ์ที่ถูกต้องวิธีหนึ่งในการที่จะต้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองคนเดียวในช่วงหนึ่งของชีวิต ขอขอบคุณพี่เบิร์ด ธงไชยแมคฯ มา ณ โอกาสนี้ด้วย

ข้อควรระวัง
คำอ่านภาษาญี่ปุ่นที่ระบุไว้ในเรื่องอาจคลาดเคลื่อนจากชื่อเรียกจริงๆ ไปบ้าง ขอได้โปรดเข้าใจ เนื่องจากคนเขียนพูดญี่ปุ่นไม่ได้ อาศัยถามๆ เอาจากคนนั้นคนนี้แล้วจดๆ ใส่สมุดเก็บไว้ หรือไม่ก็เอาตารางอักษรฮิรางานะกับคาตาคานะมาเทียบเคียงแล้วอ่านเอาเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะคลาดเคลื่อน ขออย่าได้ถือสากันเลย และหากใครที่พอจะรู้ว่ามีข้อมูลที่ผิดพลาดตรงไหนอย่างไร โปรดบอกเราด้วย เพราะเราเองก็อยากรู้เหมือนกัน จะได้ไม่เข้าใจอะไรผิดไป

ส่วนที่มาชื่อขนมโตเกียว ที่ตั้งเพราะนึกชื่ออะไรไม่ออกจริงๆ เลยตั้งๆ ไปก่อน ถ้าคิดหาชื่อที่ดีกว่านี้ได้เมื่อไร จะเปลี่ยนใหม่ทันทีเลย



ช่วงที่ 1

031010

ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินนาริตะ

คุณพี่เจ้าหน้าที่สาวของด่านตรวจคนเข้าเมืองกำลังตรวจดูพาสปอร์ตด้วยสีหน้านิ้วจนคิ้วขมวดกันเป็นปม ไม่รู้เหมือนกันว่าข้องใจอะไรนักหนา หรืออาจจะเป็นเพราะหน้าตาของเราที่ดูเยาว์วัยกว่าอายุจริง ^^!

“เคยมาโตเกียวหรือยัง”

“ไม่เคยเลยครับ เคยไปแต่ที่อื่น”

“เคยไปที่ไหนมาบ้าง”

“ลาว จีน ฮ่องกง เวียดนาม บา...”

“หมายถึงในญี่ปุ่นค่ะ”

“อ๋อ คิวชูกับฮอกไกโดครับ”

“แล้วทำไมคราวนี้อยากมาโตเกียว”

“ก็โตเกียวออกจะน่าเที่ยวนี่ครับ”

“มากับใครค่ะ”

“คนเดียวครับ”

“ทำไมมาคนเดียว”

“คือชวนเพื่อนแล้วไม่มีใครมากันอ่ะครับ” ฟังดูเหมือนไม่มีใครคบยังไงไม่รู้

“แล้วจะมาอยู่กี่วัน”

“ประมาณสามเดือนครับ”

“ตั้งสามเดือน ไม่คิดว่ามันนานไปเหรอ”

“คืออย่างนี้ครับ ทุกทีเวลาขอวีซ่าไปเค้าก็ให้สามเดือนนะครับ ไม่เคยใช้เกิน
เลย พอมาคิดๆ ดู รู้สึกเสียดายโควต้า มาคราวนี้เลยตั้งใจว่าจะใช้เวลาให้คุ้มกับที่สถานทูตอุตส่าห์ใจดีให้มาเสียหน่อย กะจะอยู่ให้ครบสามเดือนเลย อีกอย่าง โตเกียวก็มีอะไรให้ดูให้เที่ยวตั้งเยอะ สามเดือนก็เที่ยวไม่หมดหรอกครับ สัญญาว่าไม่อยู่เกินแน่นอนจ๊ะ” (พูดเสร็จเลยแจกอมยิ้มให้พี่เค้าแถมไป ^^!)

“นอกจากโตเกียวแล้วจะไปไหนอีกหรือเปล่า”

“ไม่ไปครับ”

“แน่ใจเหรอว่าจะไม่ไปที่อื่น”

“แน่ใจครับ ตั้งใจว่าจะอยู่แต่ในโตเกียวอย่างเดียวเลย”

“แล้วจะไปพักที่ไหนตั้งสามเดือน”

“ข้าวสารเกสต์เฮาส์ครับ”

“เกสต์เฮ้าส์อยู่ที่ไหน”

“ใกล้ๆ กับสถานีอาซากุสะครับ ที่อยู่กับเบอร์โทรเขียนไว้อยู่ในนั้นแล้วนะครับ”

คุณพี่พนักงานนิ่งเงียบครุ่นคิดพิจารณาอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ในระหว่างที่เราก็พยายามเอามือกุมเป้าตัวเองไว้อย่างแน่นหนัก เพราะไม่รู้จะเอาไปกุมตรงไหนให้ดูเจียมเนื้อเจียมตัวได้มากกว่านี้อีกแล้ว ทำยังกะไปขอตังค์พี่เค้าเที่ยวยังไงยังงั้น

“เอาล่ะ หันหน้ามองกล้องแล้วยืนนิ่งๆ ไว้นะ”

หลังส่งยิ้มสุดสะพรึงให้กล้องเรียบร้อย คุณพี่เจ้าหน้าที่คนเดิมจึงยื่นพาสปอร์ตคืนมาให้ แถมท้ายด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ที่ส่งมาให้กับนักท่องเที่ยวที่พยายามจะเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างเรา พร้อมกับประโยคที่น่าฟังที่สุดของพี่เค้า

“ยินดีต้อนรับสู่โตเกียวค่ะ”




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2553    
Last Update : 16 มกราคม 2554 8:43:23 น.
Counter : 486 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

standupplease
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีที่ได้รู้จัก ตามสบายนะ ขอโทษที ห้องรกไปหน่อย เชิญนั่งก่อนดีกว่า หิวมั้ย กินอะไรมารึยัง
New Comments
Friends' blogs
[Add standupplease's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.