ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

วิถีชีวิตโอตาคุในแบบฉบับเศรษฐกิจพอเพียง

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ60ปี ก็เห็นว่าคนไทยหลายๆท่านรักในหลวงกันมากยิ่งนักเนื่องด้วยโครงการในพระราชดำริที่มุ่งแก้ปัญหาความยากจนของพสกนิกรเป็นหลักตลอดระยะเวลาการครองสิริราชสมบัติ เหล่าพสกนิกรพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองบ้าง ใส่สายรัดข้อมือเรารักพระเจ้าอยู่หัวบ้าง ซึ่งผมเห็นว่านั้นเป็นการแสดงความจงรักภักดีกันเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น การน้อมรับเอากระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่านไปปฏิบัติต่างหากนั้นแหละถึงจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อการดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง
เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงนั้นสามารถหาอ่านได้อย่างละเอียดที่ //www.sufficiencyeconomy.org เพราะถ้าพูดกันจริงๆกว่าจะเข้าเรื่องกันได้คอการ์ตูนหลายท่านคงจะเบื่อกันไปก่อนแน่ๆ ซึ่งผมจะขออัญเชิญพระราชดำรัสบางส่วนมาเกริ่นเข้าเรื่องสักเล็กน้อยนะครับ
". . . ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงและทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่เท่านั้นจะพอนั้น ไม่ได้แปลว่าเศษหนึ่งส่วนสี่ของพื้นที่ แต่เป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ. . ."
จากนั้น ได้ทรงขยายความ คำว่า "พอเพียง" เพิ่มเติมต่อไปว่า หมายถึง "พอมีพอกิน"
". . . พอมีพอกิน ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนพอมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี. . ."
". . . ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่พอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ. . ."
ทรงเปรียบเทียบคำว่า พอเพียง กับคำว่า Self-Sufficiency ว่า
". . . Self-Sufficiency นั้น หมายความว่า ผลิตอะไร มีพอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง. . . เป็นไปตามที่เค้าเรียกว่ายืนบนขาของตัวเอง. . .
" แต่ว่าพอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอใจในความต้องการมันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย
ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข
พอเพียงนี้ อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง. . ."
ได้มีพระราชกระแสเพิ่มเติมระหว่างเข้าเฝ้าถวายงานมาอีกว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐาน ของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั้นเอง สิ่งก่อสร้างจะอยู่มั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป
ขออนุญาตพูดถึงชีวิตโอตากุโดยทั่วไปเล็กน้อยนะครับ จากบทความนิยามของโอตากุที่มีผู้เอามาโพสต์เผยแพร่ทางWebboard โอตากุมักจะมีงานอดิเรกส่วนตัวในการสะสมสิ่งของและสืบค้นหาข้อมูลต่างๆอย่างบ้าคลั่ง(Information Fetish) ไม่ชอบการติดต่อสัมพันธ์ทางกาย คลั่งสื่อมัลติมีเดียและเทคโนโลยี ไม่ได้จำกัดความสนใจส่วนตัวเฉพาะหัวข้อการ์ตูนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเกม ,วงการบันเทิง ,ดารา ,หุ้นการลงทุน ,การเมือง ,วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆไม่หยุดนิ่ง ทำให้ต้องมีการเสพบริโภคข้อมูลข่าวสารกันทางสื่อต่างๆทั้งInternet,หนังสือพิมพ์,นิตยสาร กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นเพื่อให้พวกเราชาวโอตากุมีชีวิตแบบพอมีพอกินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และมีส่วนในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ผมจึงขอนำเสนอวิถีการดำรงชีวิตแบบฉบับเศรษฐกิจพอเพียงในสไตล์โอตากุกันนะครับ
1.อาหารการกิน ผมก็เหมือนหลายๆท่านที่ชอบกินอาหารตรงที่รสชาติทั้งๆที่รู้ว่ามันให้คุณค่าทางอาหารกับร่างกายเราไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปเลย
อีกทั้งถ้ากินสะสมมากไปก็จะกลายเป็นโรคอ้วนเป็นปัญหาต่อสุขภาพอีก เผลอๆจะพ่วงโรคมะเร็งจากสารปรุงแต่งแปลกๆที่ร่างกายไม่เคยได้รับมาก่อนเข้าไปอีกคราวนี้ได้ตายผ่อนส่งแน่ๆ เพราะความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนะ
ซึ่งเราควรใช้เงินซื้ออาหารที่ตัวเองชอบกินแค่พอรู้สึกอิ่มท้องเท่านั้นละครับ และพยายามปรับนิสัยหาผักที่ตัวเองกินได้โดยไม่กระดากลิ้นมากินให้เยอะๆ ถึงจะไม่มากเป็นครึ่งหนึ่งของที่กินไปอย่างที่เขารณรงค์ ผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง นั้นละครับ
2.การเดินทาง เนื่องจากการเดินทางไปกลับในแต่ละวันเพื่อไปเรียนหนังสือในสถานศึกษา หรือแม้แต่ทำงานในบริษัท จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวางแผนเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเวลาที่สูญเสียไปในการเดินทาง เช่น
- สำหรับคนที่มีบ้านอยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่นักก็ให้เดินเท้าเป็นการออกกำลังแทนการขึ้นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
- ใช้ระบบขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์หรือรถไฟฟ้า แทนการใช้รถส่วนตัวในช่วงที่น้ำมันราคาสูงมากถึงเกือบ30บาทต่อลิตร
- ลองคำนวณว่าในการเดินทางแต่ละครั้งใช้เวลาไปนานแค่ไหน เพื่อจะได้กำหนดเวลาในการตื่นนอนทำธุระส่วนตัวและออกจากบ้านได้อย่างลงตัว เพื่อจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการงานที่ไม่ตรงต่อเวลา
- เมื่อเราต้องอยู่ในรถเมล์ในสภาพการจราจรที่ติดขัดอยู่เกือบตลอดเวลา ซึ่งแม้แต่ต้องรอคอยเที่ยวรถที่ยังไม่มา ให้วางแผนบริหารเวลาตรงนี้ให้เป็นประโยชน์อย่างเช่น เอาการ์ตูนมานั่งอ่านฆ่าเวลา ทบทวนเนื้องานที่เราจะทำ ฯลฯ
- เมื่อคิดจะวางแผนทำธุระหรือไปเที่ยวนอกบ้าน ควรคำนึงถึงประโยชน์ความพอใจที่จะได้รับจากสิ่งที่ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดการสิ้นเปลืองทั้งเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไปหากต้องเดินทางไปกลับหลายๆเที่ยว
3. น้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ หลายคนมักจะมองข้ามการประหยัดเงินตรงนี้ไปเพราะเห็นแก่ความสะดวกสบาย กับนิสัยมักง่ายเป็นหลัก โดยเฉพาะไฟฟ้าซึ่งหลายคนต้องเปิดแอร์เย็นๆก่อนถึงจะหลับสนิท ถ้าเกิดวันไหนมีฝนตกให้เปิดหน้าต่าง เปิดพัดลมรับอากาศเย็นๆแทนการเปิดแอร์ต่อหลับได้สบายแล้วครับ
การประหยัดในส่วนตรงนี้จะไม่ขอกล่าวละเอียดเพราะมาตรฐานความสบายของแต่ละคนมีความแตกต่างกันไปครับ
4.แฟชั่นตามกระแสนิยม ไม่ว่าจะเป็นการโหลดWallpaper Ringtone Screensaver Javagame พวกนี้โดยรวมแล้วมันก็คือแฟชั่นมือถืออวดโก้ให้ใครเขารู้กันทั่วว่าตัวเองทันกระแสIntrend ซึ่งถ้าโหลดมาใช้เพื่อประดับให้เข้ากับตัวเองจริงๆเพียงไม่กี่ลายก็แล้วไปครับ แต่ถ้าใช้ๆแล้วอยู่เกิดเบื่อขึ้นมามันก็ต้องหาของใหม่ก็ต้องไปโหลดของใหม่แล้วก็ต้องเงินเพิ่มอีกเป็นวัฏจักรแบบเนี่ยไม่รู้จักจบสักที เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เช่นกันครับ ถ้ามันไม่ทำให้ตัวเองดูแปลกแยกจากคนรอบข้างมากจนเกินไปนักละก็ใส่ๆชุดเดิมไปเถอะครับอย่าเป็นคนประเภทซื้อง่าย หน่ายเร็วตามกระแสนิยมจะดีกว่า เพราะการตามกระแสนิยมจนเกินไปอาจผลาญเงินกระเป๋าท่านอย่างน่าเสียดาย
มือถือนั้นจริงๆก็มีไว้ใช้แค่ติดต่อฉุกเฉิน ตามตัวพูดคุยกันได้ถึงตัวตรงๆในตอนแรกๆ แต่หลังๆมือถือมีOptionอื่นๆดึงดูดใจมากมายไม่ว่าจะเป็นเกม เปลี่ยนเสียงเรียกเข้า(Ringtone) รับส่งข้อความตัวอักษร เครื่องคิดเลข นาฬิกา โอนสาย ถ่ายรูป เล่นWap GPRSฯลฯ ซึ่งก็อัพเดตไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้คอมพิวเตอร์เลย
ซึ่งแนะนำว่าซื้อเท่าที่จำเป็นจะใช้ และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปจะดีกว่านะครับ คอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน
5.การบริโภคสื่อ เริ่มจากสื่อรอบตัวในบ้านอย่างInternet ซึ่งพวกนี้เสียค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไฟฟ้าและค่าต่อสายเท่านั้น ปัจจุบันมีเน็ตความเร็วสูงADSLเหมาจ่ายแบบรายเดือนโดยคิดราคาตามความเร็วที่ใช้ไม่เสียค่าต่อสาย ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโหลดสื่อข้อมูลแบบมาราธอนโดยเฉพาะไฟล์เพลง ภาพยนตร์Animation รูปภาพศิลปะ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายอย่างต่ำคือ600บาทขึ้นไปครับ เทียบกับเน็ตฟรีของTOTที่ผมใช้เสียค่าต่อครั้งละ3บาทใช้ได้นาน2ชั่วโมง แต่โหลดข้อมูลเท่าที่จำเป็นและพอเพียง กับความเร็วประมาณ4-6Kb.ต่อวินาที(ประมาณ1/10ของADSL) ถ้าต่อเน็ตใช้วันละ4ชั่วโมงก็จะเสียแค่เดือนละไม่ถึง200เลยครับ สนองความต้องการบริโภคข้อมูลของโอตากุได้แทบทุกคนเลย เพียงแค่เข้าไปค้นหาผ่านทางWeb Search Engineชื่อดังโดยใช้Keywordคำที่ต้องการ
โทรทัศน์ ก็เป็นสื่อที่ใช้บริโภคกันแทบทุกบ้านทุกครัวเรือนเสียแค่ค่าไฟเท่านั้น แต่ก็ไม่อาจตอบสนองความต้องการของโอตากุได้หมดเพราะรายการโทรทัศน์ในปัจจุบันมีแต่ข่าวสารการเมือง กีฬา ดารา เพลง บันเทิงละคร ซะส่วนใหญ่และเนื้อหาก็มักจะวนอยู่ในวงแคบๆ ถ้าไม่ใช่โอตากุในสาขานี้ละก็แทบจะไม่มีความสนใจในสื่อนี้เลย
หนังสือพิมพ์นิตยสาร เป็นสื่อที่มีมากมายหลายหัวเรื่องแยกตามความสนใจของโอตากุแต่ละคนได้หลากหลายกว่าสื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะเรื่องของการ์ตูน ,ภาพยนตร์ ,หุ้นเศรษฐกิจการลงทุน ,สัตว์เลี้ยง ,อาหาร ,วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ,การท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งหาอ่านได้ในนิตยสารที่มีขายกันทั่วไปในแผงหนังสือ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการติดตามข้อมูลสาระกันอย่างละเอียดต่อเนื่องไม่ขาดตอน
แต่สำหรับคนที่นานๆจะติดตามข้อมูลสาระทีหนึ่งแนะนำให้เลือกซื้อหนังสือรวมเล่มรวบยอดเนื้อหาจากนิตยสารที่นำเสนอไปแล้วจะประหยัดกว่าการไล่ตามซื้อนิตยสาร ซึ่งผมยึดถือความเป็นโอตากุในสไตล์นี้เป็นหลัก
6.เรียนรู้สังคมโอตากุรอบข้าง เนื่องจากการเพ็งความสนใจไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่งบ่อยๆนานๆย่อมบั่นทอนสุขภาพจิตรวมไปถึงสุขภาพกายตามไปด้วย ดังนั้นลองทำตัวเป็นกบนอกกะลามาเรียนรู้สังคมและสาระนอกสาขาที่เราไม่เคยสนใจมาก่อนเลยบ้าง ขยายฐานความสนใจในเนื้อหาสาระของตนเองให้กว้างขึ้น จะช่วยพัฒนาสมองสติปัญญาของเราให้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ลองพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นๆในความสนใจและความรู้เท่าที่เรามีอยู่จะช่วยลบจุดอ่อนสำคัญของโอตากุในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ได้ดียิ่งขึ้น โดยในช่วงเริ่มต้นมันอาจจะยากลำบากแต่ถ้าทำบ่อยๆเข้าก็จะเป็นความเคยชินได้

ที่นี้มาว่ากันถึงการเลือกซื้อการ์ตูนให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและลูกหลานกันบ้าง
การ์ตูนที่ผมซื้อสะสมนั้นสิ่งที่ผมคำนึงถึงอยู่ตลอดเลยคือ ความคุ้มค่าของเนื้อหาในระยะยาว ซึ่งสามารถนำมาใช้สอนลูกหลานรุ่นหลังๆได้อย่างมีประโยชน์และประสิทธิ์ภาพกว่าหนังสือเรียนธรรมดาทั่วไป รวมถึงความสนุกสนานอันเป็นต้นแบบของจินตนาการในการแต่งนิยายในอนาคตข้างหน้าให้มีความสลับซับซ้อน เนื้อหาไม่ซ้ำซากจำเจน่าเบื่อ มีคุณค่าทางวรรณกรรมสืบไป รวมไปถึงงานศิลปะลายเส้นที่วิจิตรพิสดารเป็นต้นแบบในการเอามาใช้วาดการ์ตูนให้สวยงามมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น
ซึ่งการ์ตูนที่ดีนั้น เทะสึกะ โอซามุ บิดาแห่งศิลปะการ์ตูนญี่ปุ่นได้กำหนดหลักไว้4ข้อ ตามหลักการ์ตูน4ช่องจบด้วยกันอันได้แก่
1.บทนำ สร้างเกริ่นเรื่อง
2.บทรับ ความเป็นไปของเรื่อง
3.บทรับ ใส่เหตุผลลงไป
4.บทส่ง สรุปให้เรื่องจบแบบไม่คาดคิด
ซึ่งการ์ตูนที่ดีควรค่าแก่การสะสมนั้น จะต้องสามารถผสมผสานหลักทั้ง4อย่างนี้ได้อย่างกลมกลืนเหมาะสม อีกทั้งเนื้อหาต้องฉีกแนวไปจากผลงานเดิมที่มีผู้นำเสนอไปแล้ว

เนื่องจากกว่าจะคัดเลือกการ์ตูนที่ควรจะซื้อออกมาได้ จำเป็นจะต้องมีการสำรวจเนื้อหาในเล่มของการ์ตูนซะก่อนจะตัดสินใจว่าจะซื้อสะสมหรือไม่ตามมาตรฐานความสนใจที่แตกต่างกันไป ซึ่งแน่นอนว่าการ์ตูนที่วางขายกันตามร้านเขาผนึกพลาสติกใส่ห่ออย่างดี เนื่องจากถ้าปล่อยให้ลูกค้าเปิดอ่านกันตามใจชอบอาจทำให้สินค้าเสียหายหมดราคาได้
ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการเช่ามาอ่านครับด้วยค่าใช้จ่าย10%ของราคาหัวหนังสือต่อ1เล่ม ซึ่งนับถึงตอนนี้ผมคงเช่า+ซื้ออ่านการ์ตูนมาจนถึงตอนนี้ก็พันเล่มขึ้นไปได้แล้ว โดยใช้เวลาว่างจากงานหรือช่วงคอยรถเมล์กับรถติด อ่านไปเรื่อยๆ
นอกจากนี้สำหรับคนที่ไม่สะดวกที่จะไปร้านขายหนังสือการ์ตูน ก็สามารถติดตามข่าวสารการ์ตูนออกใหม่จากเน็ตทางWebsiteของสำนักพิมพ์หรือทางกระทู้ในWebboardเพื่อวางแผนลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวบยอดซื้อการ์ตูนที่เราชอบไปในครั้งเดียวโดยเลือกไปในร้านที่ให้ส่วนลดมากที่สุดคือ20%ซึ่งเท่าที่ผมรู้จักมีอยู่2ที่ด้วยกันคือร้านJC.สาส์น สะพานควายและร้านบุ๊คส์ราม รามคำแหง49 เลือกไปได้ตามแต่สะดวกครับ
ก็จบแล้วสำหรับข้อแนะนำในการใช้ชีวิตโอตากุแบบฉบับเศรษฐกิจพอเพียง ท่านผู้อ่านที่ปฏิบัติตามที่เขียนมานี่ได้ก็ขอให้มีเงินมีทองใช้กันสุขสบายตลอดชาตินะครับ




 

Create Date : 27 ตุลาคม 2549    
Last Update : 27 ตุลาคม 2549 0:31:42 น.
Counter : 399 Pageviews.  

Lifeการ์ตูนผู้หญิงที่ผมอยากเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นMaskแทน(Spoil)

หลายคนคงจะสงสัยกันว่าการ์ตูนเรื่องนี้มันมีอะไรที่ทำไมต้องขึ้นหัวกระทู้เช่นนี้
ก่อนจะเข้าเรื่องนั้นผมก็ต้องเกริ่นนำก่อนว่าทำไมผมถึงหันมาสนใจอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ แรกเริ่มเลยช่วงที่ผมได้รู้จักกับการ์ตูนเรื่องนี้เคยได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในสาขาการ์ตูนผู้หญิงจากการคัดเลือกของต้นสังกัดKodanshaมาแล้ว ทำให้ผมเริ่มหันมาสนใจกับการ์ตูนในระดับหนึ่งว่า เอ... เรื่องมันเป็นยังไงนะ ทำให้มันถึงกวาดรางวัลมาได้
การ์ตูนเรื่องนี้พิมพ์ฉบับลิขสิทธิ์โดยบงกช ผลงานจากลายเส้นของชิเอโนบุ เคย์โกะ ออกมาแล้ว12เล่มด้วยกันเมื่อวานผมเพิ่งจะมีโอกาสได้ลองเช่าเรื่องนี้อ่านดู ก่อนอื่นผมต้องขอพูดถึงหน้าปกของเรื่องนี้ซึ่งจะเห็นได้ว่าหน้าปกการ์ตูนของเรื่องนี้นั้นมีแต่หน้าของตัวเอกดำเนินเรื่องบ้าง ตัวสมทบบ้าง ตัวประกอบบ้าง โผล่มาโชว์เต็มหน้าปกเลยนั้นก็ยิ่งทำให้ผมเกิดความสงสัยเพิ่มเข้าไปอีกว่า หน้าปกการ์ตูนผู้หญิงโดยปกติจะต้องรูปของตัวละครทั้งตัวจะเดี่ยว คู่ หรือว่ากลุ่มก็ได้มานั่งหรือยืนประชันหน้ากระดาษกัน แต่ทำไมเจ๊คนเขียนถึงได้ตัดสินใจเขียนหน้าปกแบบนี้ออกมา ซึ่งพอผมได้อ่านไปแล้วมันก็ทำให้เข้าใจเจตนาเจ๊เขาละครับว่าทำไมต้องใช้หน้าปกแบบนี้

เรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อนางเอกตั้งใจสอบเข้าโรงเรียนไฮสคูลชื่อดังโดยหวังจะติดตามเพื่อนสนิทที่ตั้งใจสอบเข้าด้วยแต่ผลการเรียนไม่ถึง และด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนคนนั้นทำให้เธอสอบเข้ามาได้สำเร็จแต่ก็ทราบในภายหลังว่าเพื่อนคนนั้นผลการเรียนตก และสอบไม่ผ่านเพราะไม่มีเวลาทบทวนของตัวเอง มัวแต่เอาเวลาไปช่วยติวให้เพื่อน ทำให้นางเอกมารู้สึกว่าตัวเองน่ารังเกียจมากที่ไม่เคยสนใจภูมิหลังความรู้สึกของเพื่อนว่าเป็นยังไงบ้าง ปิดฉากการเป็นเพื่อนแบบขมขื่นและเพื่อนก็หายไปจากเรื่องนี้ไม่ปรากฏให้เห็นเลยแต่ผมเดาว่าเจ๊คนเขียนแกคงจะเอาเพื่อนคนนี้มามีบทบาทในช่วงหลังด้วยมั๊งนะคิดว่า และนางเอกต้องระบายอารมณ์คับใจนี้โดยการกรีดข้อมือตัวเองจนเป็นแผลเป็นหลายรอย
เข้าเรื่องกันต่อ หลังจากที่นางเอกได้ที่เรียนใหม่แล้วแลกกับการที่ต้องสูญเสียมิตรคนสนิทก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าตัวเองจะหาเพื่อนใหม่ และจะคอยดูแลเอาใจใส่เขาให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าความคิดเช่นนี้จะกลายเป็นผลร้ายอันเป็นแก่นเนื้อหาสำคัญของเรื่องนี้อย่างรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดมา เมื่อเธอได้มีโอกาสทำความรู้จักกับคุณหนูลูกของประธานบริษัทใหญ่คนหนึ่งที่เข้ามาตีสนิทกับเธอ และเธอก็เริ่มตัดสินใจคบ ต่อมาทราบว่าเธอถูกหนุ่มคนหนึ่งขอเลิก จึงได้แสดงความเศร้าผิดหวังในรักต่อหน้าเพื่อน นางเอกของเราจึงตัดสินใจจะช่วยสานสัมพันธ์พวกเขาให้ เพราะกลัวว่าตัวเองจะสูญเสียเพื่อนไป
กลายเป็นการเปิดฉากเริ่มต้นของมรสุมชีวิตเมื่อมาทราบภายหลังว่าหนุ่มกระทาชายคนนั้นแท้จริงแล้วเป็นโรคจิตถูกบีบคั้นจากพ่อซึ่งเป็นประธานบริษัทเล็กให้มาเป็นแฟนกับคุณหนูคนนั้น และต้องเรียนอยู่ร่วมสถาบันเดียวกันทั้งๆที่ตัวเองไม่ต้องการเลย ทำให้ต้องระบายอารมณ์กระทำอนาจารกับหญิงสาวมากหน้าหลายตาและนางเอกก็หนีไม่พ้นเป็นเหยื่อตาคนนี้เช่นกัน ทำให้เธอตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องกลายเป็นคนเก็บกด เพราะบรรดาเพื่อนที่มาคบกับคุณหนูคนนี้ล้วนแต่เป็นมิตรเทียมแทบทั้งสิ้นทั้งเห็นแก่ตัว ปอกลอก ใส่ความ ฯลฯ
ในขณะที่แม่ซึ่งเป็นผู้ปกครองก็ไปดูแลเอาอกเอาใจน้องสาวซึ่งกำลังเข้าม.ต้นพอดีจนไม่มีเวลามาใส่ใจลูกสาวเลยแม้แต่นิด ไม่เคยสังเกตเลยว่าทำไมนางเอกถึงกลับบ้านดึกและสภาพชุดมอมแมม ทั้งๆที่ตัวเองควรจะใส่ใจบ้าง
ตัวละครพวกนี้ทำให้ผมได้ประจักษ์ถึงสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเลยคือ หน้ากาก ครับต่างคนต่างก็สวมเข้าหากัน ไม่เว้นแม้กระทั่งตัวอาจาร์ยที่ปรึกษาประจำห้องซึ่งน่าจะเป็นที่พึ่งของนางเอกได้ เพราะลำเอียงไปหลงรักลูกศิษย์กระทาชายโรคจิตคนที่กล่าวไปแล้วซึ่งเป็นที่นับถือในโรงเรียนเพราะมีผลการเรียนเป็นที่1ของชั้น เป็นหน้าตา(หน้ากาก?)ของโรงเรียน ภายหลังกระทาชายคนนี้ก็เจอกับผลกรรมถูกกลุ่มอันตพาลรุมกินโต๊ะจนทำให้ผลการเรียนตกและถูกพ่อด่าว่าซะไม่มีดี (หน้ากากร้าวไปนิดหนึ่ง)
ต่อมานางเอกก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับหญิงสาวร่วมห้องสู้ชีวิตคนหนึ่ง ซึ่งมีครอบครัวแตกแยกแต่ก็ตัดสินใจจะสู้โดยการหางานพิเศษทำไม่เลือกงาน ได้อะไรก็ทำไป ซึ่งคนนี้แหละกลายมาเป็นมิตรแท้ในภายหลังแม้ว่าจะถูกกลุ่มเพื่อนคุณหนูนั้นทำเรื่องร้ายต่างๆนานาไม่แพ้นางเอก แต่เธอคนนี้ตัดสินใจสู้เพื่อความถูกต้องที่ตัวเองเชื่อเป็นสำคัญ จัดว่าเป็นหญิงเหล็กคนหนึ่งได้เลย มีผลการเรียนในอันดับต้นไล่หลังกระทาชายโรคจิตคนนั้น
จนกระทั่งคุณหนูคนนั้นเริ่มเบื่อหน่ายกระทาชายคนนั้นไม่สามารถสนองกามารมณ์ของตัวเองได้ดีพอ หันไปคบกับหนุ่มอันตพาลต่างโรงเรียน มอมเมายาเสพติดให้จนส่งผลสติของเธอเกิดวิปลาส หลอกใช้งานเพื่อนของตนรวมถึงอันตพาลคนนั้นรุมทำร้ายนางเอกที่คิดตีตนออกห่างจนแทบจะเสียผู้เสียคน ต่อมาอันตพาลคนนั้นก็ถูกตำรวจจับและถูกคุณหนูวิปลาสหลอกเฉดหัวทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย
ซึ่งช่วงนี้หนุ่มร่วมห้องคนหนึ่งซึ่งเคยถูกอันตพาลคนนี้รังแกจนต้องย้ายออกจากโรงเรียนเดิมตั้งแต่ม.ต้น ก็เข้ามาช่วยเหลือและพูดคุยเปิดอกกันและกันในฐานะที่เคยประสบกับทุกข์แบบเดียวกันกับตน และกลายเป็นแฟนในเล่มหลังๆ
ย้อนมาที่กลุ่มมิตรเทียมของคุณหนูวิปลาสนั้นบ้าง หลังจากเริ่มระแคะระคายถึงตัวตนหน้ากากที่คุณหนูคนนี้สวมอยู่ ในที่สุดก็ประสบกับผลกรรมที่ตัวเองเคยร่วมทำไว้(หน้ากากแตกยับเยิน)กับนางเอกถึงขนาดฆ่าตัวตายแต่ก็รอดมาได้ และได้รับการให้อภัยจากนางเอกเพื่อกลับใจซะใหม่ แต่แล้วก็ถูกคุณหนูวิปลาสรังแกถึงห้องพักฟื้น(พร้อมกับกระซิบอะไรบางอย่างซึ่งผมเดาว่าจะต้องคอยเป็นมือที่3ทำให้คู่ของนางเอกที่เพิ่งคบกันไม่นานต้องมาแตกแยกกัน หลังจากที่คุณหนูวิปลาสคนนี้แอบไปรู้เข้า) ในขณะที่สมาชิกมิตรเทียมที่เหลือเริ่มระแวงในสีหน้าที่เหมือนหน้ากากที่ทั้งหนาและเหนียวหนึบของคุณหนูวิปลาสจนเกิดภาวะล่มสลายอย่างสิ้นเชิง (หน้ากากแตกกันทั่วหน้า)
ในขณะที่กรรมของคุณหนูวิปลาสเองก็เริ่มตามทัน เมื่อเริ่มเห็นสีหน้าของเด็กนักเรียนในโรงเรียนจ้องมองเป็นจุดเดียวกันราวกับหน้ากากเข้ามาหลอกหลอนจิตใจ และเริ่มดิ้นรนที่จะล้างแค้นนางเอกอีกครั้ง(หน้ากากทั้งเหนียวและหนาไม่มีใครเกินจริงๆ)
เนื้อหาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาแค่เทอมเดียวเองนะครับ แม้แต่มารดาของนางเอกก็เพิ่งจะทราบความจริงว่านางเอกต้องเจอกับอะไรบ้าง งามหน้าไหมครับผู้ปกครองคนนี้ และผมไม่ได้เล่าอย่างละเอียดที่ว่านางเอกต้องเจอชะตากรรมร้ายแบบไหนบ้างหาอ่านเอาเองละกัน

บรรยายมาถึงตอนนี้ เอ.... มันเหมือนละครน้ำเน่าเรื่องไหนมั่งหรือเปล่าน้า??? เอาเป็นว่าเรื่องนี้สะท้อนปัญหาสังคมวัยรุ่นวัยเรียนของญี่ปุ่นที่นับวันสถิติการฆ่าตัวตายในหมู่วัยรุ่นนั้นจะเพิ่มมากขึ้น ใช้หน้าปกที่เป็นหน้าคนเต็มหน้าเพื่อให้เห็นว่าหน้าตาที่สวยสดงดงามนั้นเมื่อเปิดดูเนื้อหาข้างในก็จะพบกับอารมณ์เยี่ยงสัตว์เดรัจฉานของตัวละครในเรื่อง ราวกับว่าหน้าปกนั้นแท้ที่จริงแล้วมันเสมือนเป็นหน้ากากที่สวมอยู่ต่างหาก ทำให้ตัดสินว่าควรจะเปลี่ยนชื่อเรื่องนี้ซะใหม่จากคำว่าLife(ชีวิต)มาเป็นMask(หน้ากาก)แทน

Spoilซะเต็มที่เลย ใครอยากชมงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงหน้ากากกับความแปรปรวนทางอารมณ์ภายใต้หน้ากากของตัวละครต่างๆ สนใจซื้อมาอ่านกันได้นะครับ ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วครับว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกวาดรางวัลยอดเยี่ยมสาขาการ์ตูนผู้หญิงของKodanshaมาได้




 

Create Date : 25 ตุลาคม 2549    
Last Update : 25 ตุลาคม 2549 23:27:27 น.
Counter : 824 Pageviews.  

คุ้ยลึกหัวนิตยสารการ์ตูนของญี่ปุ่น

เนื่องจากบางสำนักพิมพ์อย่างเช่นKodanshaกับShueishaพวกนี้จะแบ่งหัวนิตยสารการ์ตูนย่อยๆไปอีก ตามกลุ่มเป้าหมายของการนำเสนอ
โดยเราเคยพูดถึงหัวนิตยสารการ์ตูนเด็กผู้ชายประถมปลายถึงม.ต้นอย่าง
Magazine(Kodansha)
Jump(Shueisha)
Sunday(Shogakukan)
Ace(Kadokawa)
Champian(Akita)
Dengeki Daioh(MediaWork)
Blade(Mag Garden)
Gangan(Square Enix)
Birz(Gentosha)
Young Animal(Hakusensha)
Young King(Shonen Gohosha)
Zerosum(Ichijinsha)
Comic Gum(Wani Book) ฯลฯ

ซึ่งบางหัวมีลงทั้งรายสัปดาห์ รายเดือน และรายปักษ์(ตระกูลYoungทั้งหลาย ซึ่งก็มี
Young Jump
Young Magazine
Young Gangan
Young Champian
และYoung Sunday
เจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นมัธยมปลายขึ้นมาหน่อย)

และนอกจากนี้ก็มีหัวนิตยสารการ์ตูนสำหรับผู้หญิงแยกเป็นวัยใสประมาณมัธยมต้นลงมา และวัยเปรี้ยวตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไปตามลำดับออกเป็นรายเดือน ซึ่งก็มี Hanatoyume(Hakusensha)
Asuka Comic(Kadokawa)
Ribbon,Cookie ,Queen'sและMargaret(Shueisha)
Nakayoshi ,BetsufureและKiss(Kodansha)
Princess,Bonita,Kirara16,Petit Princess(Akita)
Ciao ,Chu ChuและSho-Comi,Cheese,Betsucomi,Petit(Shogakukan) ฯลฯ

แต่สำหรับKodansha ,Square EnixและShueishaพวกนี้มีหัวนิตยสารเฉพาะที่แยกย่อยไปอีก ส่วนใหญ่ออกเป็นรายปักษ์ซึ่งก็มี

Morning(Kodansha) และBusiness Jump(Shueisha) 2หัวนี้นำเสนอการ์ตูนสนุกแนวสาระสำหรับปัญญาชนและคนวัยทำงาน

Afternoon(Kodansha) และUltra Jump(Shueisha) 2หัวนี้นำเสนอการ์ตูนในแนวแอคชั่นผจญภัยสนุกๆทั้งไซไฟและแฟนตาซีแบบฉบับของผู้ใหญ่ ซึ่งการ์ตูนดังๆในหัวนี้มักจะมีเนื้อหายืดเยื้อ ดองกันเนิ่นนาน

Magazine Bombom(Kodansha)
GanganWing(Square Enix)
Corocoro Dragon ,Tentomushi(Shogakukan)
Dragon Ace(Kadokawa)
และV Jump(Shueisha)
6หัวนี้นำเสนอการ์ตูนเจาะกลุ่มเป้าหมายเด็ก หากินตามกระแสผลิตภัณฑ์เกมและของเล่นครับ

Magazine Sirius(Kodansha) กับG Fantasy(Square Enix) 2หัวนี้เน้นแอคชั่นผจญภัยทั้งแฟนตาซีและไซไฟสุดอลังการ

Magazine Z(Kodansha) หัวนี้เน้นการ์ตูนตามกระแสเกมในแบบฉบับของวัยรุ่นขึ้นไปครับ

Sunday GX(Shogakukan) หัวนี้เน้นการ์ตูนรักและแอคชั่นสไตล์ผู้ใหญ่ครับ

Evening(Kodansha) ,Super Jump(Shueisha)ยังไม่แน่ชัดว่าเน้นการ์ตูนในสไตล์ไหนบ้าง

Big Comic(Shogakukan) หัวนี้เน้นการ์ตูนสาระสำหรับผู้ใหญ่ครับ




 

Create Date : 26 กันยายน 2549    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2550 17:56:07 น.
Counter : 475 Pageviews.  

คุ้ยลึกสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นเท่าที่กรรมกรจับทางได้(ฉบับเพิ่มเติม)

คราวนี้ผมจะขอมาคุ้ยลึกเรื่องของต้นสังกัดการ์ตูนที่ญี่ปุ่นกับแนวการ์ตูนถนัด การ์ตูนเรื่องไหนขายดีบ้าง
ค่ายญี่ปุ่นที่ผมชอบที่สุดคือKodansha เพราะการ์ตูนแต่ละเรื่องล้วนแต่มีเนื้อสาระมีประโยชน์ต่อภูมิปัญญาคนอ่านได้ในระยะยาวไม่เหมือนการ์ตูนที่มีแต่ความสนุกอย่างเดียวของShueisha ปัจจุบันสังกัดบังคับตีพิมพ์แบบญี่ปุ่นกับหัวMagazineทั้งรายสัปดาห์กับรายเดือนเป็นที่แน่นอนแล้วส่วนหัวอื่นยังไม่ยืนยัน มือวางอยู่ในอันดับ2(เป็นยักษ์ใหญ่วงการสื่อสิ่งพิมพ์ญี่ปุ่นที่ขับเคี่ยวมาตลอดกับShogakukan)
สำนักพิมพ์ที่จองของค่ายนี้ก็มีวิบูลย์กิจ ซึ่งจองในส่วนของการ์ตูนผู้ชายทั้งรายสัปดาห์,รายปักษ์(Young Magazine)และรายเดือน ส่วนของหัวนิตยสารAfternoonส่วนใหญ่SICจองไปครับ ในขณะที่หัวMorningเฉลี่ยๆกันไประหว่างวิบูลย์กิจ,SICและเนชั่น โดยเนชั่นซื้อของหัวนี้ไปมากที่สุด
การ์ตูนผู้หญิงทั้งส่วนของNakayoshi(ตลาดวัยใส) ,Kiss,Betsufure(ตลาดวัยเปรี้ยว)พวกนี้บงกชจองไปเรียบ รวมถึงการ์ตูนตลาดสำหรับเด็กหัวBomBomKC.(แต่กำลังจะปิดตัวในปลายปีนี้)และหัวSiriusครับ

Shueisha ค่ายนี้จัดได้ว่ามีการ์ตูนขายดีในสังกัดมากที่สุดกว่าค่ายอื่นๆ แต่เรื่องของคุณภาพเน้อหาระยะยาวผมว่ายังสู้Kodanshaไม่ได้ครับ เพราะเน้นกันแต่ความสนุกตามแนวความต้องการตลาดการ์ตูนผู้ชายในตอนนั้น ค่ายนี้เรื่องมากในส่วนของการ์ตูนผู้ชายครับ ของการ์ตูนผู้หญิงมาเรื่องมากหลังการ์ตูนผู้ชายไปได้2ปีกว่าครับ เป็นค่ายมือวางอันดับ1(แต่ยังไม่ใช่ยักษ์ใหญ่วงการสื่อสิ่งพิมพ์ญี่ปุ่นครบวงจรนะครับ)
สำนักพิมพ์ที่จองของค่ายนี้ก็มีเนชั่นกับSIC.ในส่วนของการ์ตูนผู้ชายในJumpรายสัปดาห์ ในขณะที่Jumpรายเดือนนั้นมีผู้ซื้อน้อยมากๆ ซึ่งวิบูลย์กิจซื้อไปซะส่วนใหญ่แต่ตอนนี้โอกาสซื้อเรื่องใหม่ยากมากแล้ว ส่วนYoung Jumpอันนี้ก็เฉลี่ยกันไประหว่างเนชั่นกับSIC.
มาที่ส่วนการ์ตูนผู้หญิงทั้งส่วนของนิตยสารRibbon,Cookie(ตลาดวัยใส)และMargaret(ตลาดวัยเปรี้ยว)บงกชก็กินเรียบไปเช่นเคย

Shogakukan ค่ายนี้ต้องยอมรับว่าเรื่องที่ขายดีก็ขายดีแบบสุดๆอย่างเช่นโดเรมอน,โคนัน,อาซาริเป็นต้น แต่เรื่องโดยส่วนใหญ่ขายไม่ค่อยจะดีเหมือนกับShueishaกับKodansha แม้ว่าสำนักพิมพ์จะไม่ได้เรื่องมาก แต่นักเขียนในสังกัดขึ้นชื่อในความเรื่องมากอยู่มากมายหลายท่านครับ ถือเป็นค่ายมือวางอันดับ3 แต่ก็เป็นเป็นยักษ์ใหญ่สื่อสิ่งพิมพืญี่ปุ่นในตอนนี้หลังจากเพิ่งโค่นแชมป์อย่างKodanshaลงไปได้ ปัจจุบันบังคับพิมพ์แบบญี่ปุ่นกับหัวSundayแล้วหัวอื่นยังไม่ยืนยัน
ค่ายนี้ไม่มีใครกินเรียบเด็ดขาดแบ่งเฉลี่ยกันดีครบทุกค่ายครับทั้งเนชั่น,วิบูลย์กิจ,SIC.และบงกช ทุกหัวนิตยสารSunday(การ์ตูนผู้ชาย) แต่การ์ตูนผู้หญิงทั้งในส่วนของCiao,Chu Chu(ตลาดวัยใส)และFlower Shocomi,Betsucomi,Petit,Cheese(ตลาดวัยเปรี้ยว)บงกชกินเรียบนะครับท่าน(ยกเว้นผลงานของชิโนฮาระ จิเอะ กับไซโต้ จิโฮะบางเรื่องลิขสิทธิ์ตกไปที่SICครับ) ส่วนการ์ตูนในหัวนิตยสารCorocoro Dragonบงกชซื้อซะส่วนใหญ่ครับ

Square Enixเจ้านี้ก็ขายดีมากๆในเรื่องความเป็นการ์ตูนไซไฟแฟนตาซีเป็นหลักครับ โดยเฉพาะการ์ตูนจากซีรีย์เกมชื่อดังอย่างDragon QuestกับStar Oceanและก็การ์ตูนดังในกระแสอย่างFull Metal Alchemist แต่หลังๆผมจำเป็นต้องบอยคอยต้นสังกัดนี้เพราะความเรื่องมากในช่วงหลังๆนี้ครับ ส่วนแบ่งน่าจะอันดับ4ในตลาด เนื่องจากเจ้านี้ถนัดสร้างเกมขายดีมากกว่าครับ
สำนักพิมพ์ไทยที่จองของค่ายนี้แรกๆมีแต่วิบูลย์กิจเจ้าเดียวครับ แต่ต่อมาSICเริ่มเข้ามาแย่งซื้อในบางเรื่อง ล่าสุดทราบมาว่าบงกชแอบติดต่อซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนในหัวนิตยสารYoung Ganganแล้วอย่างเงียบๆ

Mag Gardenเห็นขายดีก็แค่วุ่นรักฯ ,Loki Ragnarok ,ARIAกับErementra Gerad เท่านี้เอง โดยเรื่องที่ขายดีในสังกัดนี้มักจะเป็นเรื่องของนักเขียนที่ย้ายสังกัดมาจากSquare Enixช่วงที่Square softกับEnix Corp.กำลังควบรวมกิจการพอดี ค่ายนี้เรื่องมากจนผมต้องขอบายครับ
สำนักพิมพ์ไทยที่จองของค่ายนี้มีแต่บงกชเจ้าเดียวเท่านั้นครับ

MediaWork บริษัทลูกในเครือของKadokawa Holdingครับที่ตั้งก็อยู่ใกล้กันกับKadokawaเลย หากินกับการ์ตูนที่เขียนโดยอ้างอิงกับเกมดังๆเป็นหลักเน้นกระแสLoliเป็นหลักเช่นIchigo Mashimaro ,Tsukihime ,Onegai Serie ,Azumanga Daioh ,Junk Forceฯลฯ ค่ายนี้ก็เรื่องมากต้องขอบายเช่นกัน
สำนักพิมพ์ไทยที่จองของค่ายนี้แรกๆก็มีSIC.เจ้าเดียวครับ แต่ต่อมาNegiboseเริ่มเข้ามากวาดซื้อในช่วงหลังทั้งๆที่กำลังการผลิตก็น้อยเหลือเกินทำให้ผมกังวลว่าจะมีการดองเรื่องที่ยาวนานขึ้นซะแล้ว บางเรื่องน้อยมากบูรพัฒน์ก็ซื้อไปได้ครับ

Wani Bookเท่าที่มีในตลาดก็มีMahoromatic และMoon Phaseที่พอจะขายได้ นี่ก็เรื่องมากเช่นเคย
สำนักพิมพ์ที่จองของค่ายนี้มีแต่SICเจ้าเดียวเท่านั้นครับ

Kadokawa Shoten ค่ายนี้ตัวบริษัทเปิดมาตั้งแต่1940 แต่สายสื่อการ์ตูนเพิ่งเปิดมาได้แค่สิบกว่าปีเท่านั้น แต่การ์ตูนขายดีในสังกัดมีเยอะเอาการครับถือว่ามาแรงมากๆครับในช่วงที่ผ่านมา บริษัทนี้ตั้งชื่อตามที่ตั้งของบริษัทซึ่งอยู่ที่เวิ้ง(Kado)แม่น้ำ(Kawa) รายนี้จัดว่าอยู่อันดับ5
สำนักพิมพ์ที่จองของค่ายนี้ก็มีSIC.ซึ่งได้ของหัวนิตยสารAceและAsuka Comicซะส่วนใหญ่ และบงกชที่ได้ในส่วนของหัวนิตยสารDragon Jr.ไป แต่วิบูลย์กิจเมื่อครั้งอดีตก็ซื้อผลงานในส่วนของClampไปก่อนแล้ว

Akita Pulishing ค่ายนี้แรกๆถนัดการ์ตูนแนวตลกเฮฮา นักเรียนนักเลงพวกนี้มากกว่าครับ
สำนักพิมพ์ที่จองของค่ายนี้ก็มีวิบูลย์กิจซึ่งกินเรียบการ์ตูนผุ้ชายในส่วนของหัวนิตยสารChampianกับChampian Red รวมถึงการ์ตูนผู้หญิงในหัวนิตยสารPrincess,Bonita,Kirara16และPetit Princess มีบางเรื่องหลุดไปให้บงกชอยู่บ้าง
ในช่วงหลังที่ผมสังเกตเรื่องในหัวนิตยสารChampianต้นสังกัดแสดงอาการเรื่องมากให้ผมจับได้ซะแล้วครับ

Gentosha Comic ค่ายนี้น่าจะเพิ่งตั้งใหม่การ์ตูนขายดีเท่าที่ทราบมีแค่เรื่องเดียวคือRozen MaidenของนักเขียนดูโอสองสาวPeach-Pitครับ ในหัวนิตยสารBirz Comic ขายลิขสิทธิ์ก็เรื่องมากเช่นเคย
สำนักพิมพ์ที่จองของค่ายนี้มีแต่SIC.เจ้าเดียวเท่านั้นครับ

Hakusensha ค่ายนี้ส่วนใหญ่จะเน้นไปในการ์ตูนผู้หญิงขายดีซะส่วนใหญ่ เช่น Fruit Basket, Alice Academy ,Kanata Kana(จอมคนแดนฝัน) ,สับขั้วมาลุ้นรัก ,ยุ่งชะมัดเป็นสัตวแพทย์ ฯลฯ ส่วนการ์ตูนผู้ชายนั้นมีขายดีสร้างชื่ออยู่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นก็คือBerserkครับ ค่ายนี้ไม่เรื่องมาก แต่นักเขียนที่เรื่องมากก็เริ่มมีให้เห็นเยอะขึ้นอยู่ครับ
สำนักพิมพ์ไทยที่จองของค่ายนี้ก็เฉลี่ยๆกันไปในส่วนของการ์ตูนผู้หญิงในหัวนิตยสารHana to Yumeทั้งวิบูลย์กิจ ,SIC และบงกช โดยหลังๆบงกชแทบจะเหมาเรื่องใหม่ๆไปทั้งหมด ส่วนการ์ตูนผู้ชายในหัวYoung Animalนั้นมีแต่วิบูลย์กิจเจ้าเดียวครับ
ต้นสังกัดนี้นี่ถือว่าใจกว้างมากๆครับ มากที่สุดด้วยซ้ำในการปรับเปลี่ยนผลงานเพื่อความเหมาะสมนับถือจริงๆครับ

Shonen Gohosha เอาเท่าที่ผมพอนึกออกก็มีTrigun,Excell Saga(สองเรื่องนี้ของSIC.),SARAI,KAZANและอาโอบะสองล้อสู่ฝัน(พวกนี้ของบงกช) ใช้หัวนิตยสารว่าYoung King Comic ค่ายนี้ไม่มีเรื่องมากครับ
สำนักพิมพ์ไทยที่จองของค่ายนี้บงกชเป็นตัวเลือกแรกเลยเพราะถึงซื้อไปหลังSIC.แต่ก็กวาดไปเยอะอยู่นะครับ

ข้อมูลต่อไปนี้ขอบคุณ คุณtareที่เอื้อเฟื้อให้นะครับ
Ichijinsha มีนิตยสารเท่าที่ผมรู้จักอยู่สองหัว คือZeroSum ที่มีSaiyukiกับLovelessลงประจำอยู่ ส่วนอีกหัวก็คือComicRexที่เป็นนิตยสารใหม่ซึ่งมีเรื่องเก่าที่สยามเคยตีพิมพ์อย่าง วาตะ และ มังกรน้อยแสนซนฯ ย้ายมาลงตีพิมพ์อยู่ แน่นอนว่าเรื่องในสังกัดส่วนมากเท่าที่เห็นในตลาดตอนนี้เป็นของSIC.ทั้งหมด

Shinchosha เป็นเหมือนที่รวมกันของนักวาดเก่าๆสังกัดShueishaครับ เพราะมีทั้งเรื่องแองเจิ้ลฮาร์ท(ซิตี้ฮันเตอร์ภาคใหม่) ,หมัดดาวเหนือ2 ,ก๊อดไซเดอร์2 ,เม็งคิจิ(คนวาดยามาซากิบิสิเนสคอมมานโด) 251อู่นี้ซ่อมไ ด้(คนวาดซูเปอร์แพทรอล) มือปราบซามูไร(คนวาดซามูไรจอมทะเล้น) ส่วนเรื่องใหม่ซิงๆเลยก็คงเป็นBrave Storyกะไซเซนมือปราบล้างทรชนล่ะมั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ลงตีพิมพ์ อยู่ในนิตยสารBunch รายสัปดาห์ครับ ค่ายนี้ไม่มีเรื่องมากครับ
สำนักพิมพ์ไทยที่จองของค่ายนี้มีแต่SIC.เจ้าเดียวเท่านั้นครับ

Media Factory ค่ายการ์ตูนที่มีเรื่องดีๆมันส์ๆอยู่ไม่น้อย แต่คนไทยไม่ค่อยจะรู้จักกันเท่าไหร่ เรื่องของค่ายนี้ในไทยเคยถูกจับจองอยู่เจ้าเดียวโดยสนพ.มังก้าบุ๊คส์ ซึ่งได้ปิดตัวลงไปนานแล้ว(เสียดายมากๆ) เรื่องที่รู้จักกันดี ก็มี ไร นักรบอหังการ์ , ฟอร์จูนเควสต์ , ตำนานเจ้าชายหมาป่า , ซามุไรสปิริต อนึ่ง ปัจจุบันลิขสิทธิ์ส่วนมากอยู่กับ สยาม(อีกแล้วครับท่าน) นอกจากนี้ก็มีการ์ตูนเก่าๆย้ายมาลงหากินขายใหม่อีกรอบอย่างพิกมาริโอ,สายสืบสเคบัน ,อาสึกะสาวน้อยปาฎิหาร์ยของวาดะ ชินจิ ,ศึกสามก๊กของเทราชิม่า ยู ,Love Syncroidของชิบาตะ มาซาฮิโระ และก็มีCobraของเทราซาวะ บูอิจิอีกเรื่องพวกนี้ลิขสิทธิ์ของวิบูลย์กิจครับ ค่ายนี้ขายลิขสิทธิ์ไม่มีเรื่องมาก

JIVE ค่ายนี้บอกไปคงไม่ค่อยมีใครรู้จักเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าGalxy Angelคงพอจะมีคนคุ้นหูกันอยู่บ้าง (ที่บงกชออกเล่มต่อไม่ได้ก็เพราะเจ๊Kananแกย้ายจากคาโดคาว่ามาค่ายนี้นั่นแล) เป็นสนพ.ที่เปิดตัวมาได้ราวๆ3-4ปีแล้ว ขายลิขสิทธิ์เรื่องมากเช่นเคยหลังจากสังเกตมานาน
สำนักพิมพ์ไทยที่จองของค่ายนี้มีบงกชเจ้าเดียวเท่านั้นครับ เป็นต้นสังกัดที่ใช้เวลาในการติดต่ออนุมัติปกและส่งต้นฉบับช้าที่สุดในบรรดาต้นสังกัดทั้งหมด นอกจากนี้ยอดขายในไทยยังทำได้ไม่ดีจนทางบงกชต้องชะลอการซื้อลิขสิทธิ์เรื่องใหม่ๆไปจนกว่าจะเคลียร์เรื่องที่ซื้อไปแล้วให้เรียบร้อยก่อนครับ

MODIVA Entertainment เจ้าสุดท้ายที่จะแนะนำในคราวนี้ เป็นเจ้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่ถึงปี ด้วยนิตยสารการ์ตูนรายเดือน "โชเน็นบลัด" ด้วยคอนเซ็ปต์ "การผจญภัยอันเร่าร้อน" เรื่องในเล่มส่วนมากจึงเป็นแนวแอกชั่นแฟนตาซี โดยมีแนวรักกุ๊กกิ๊กแซมๆอยู่บ้าง เป็นค่ายใหม่ที่มีแต่นักวาดหน้าใหม่ทั้งหมด แต่มีจุดดึงดูดคือ จะมีแถมภาพพินอัพจากนักวาดภาพประกอบชื่อดังๆให้ในเล่มด้วย นับว่าต้องจับตามอง เพราะแนวนี้ในไทยขายได้ง่ายอยู่แล้ว และเท่าที่รู้ยังไม่มีสนพ.ไทยเจ้าใดติดต่อไปเลยครับ




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2549    
Last Update : 30 สิงหาคม 2550 19:31:02 น.
Counter : 465 Pageviews.  

การเรียงตอนของการ์ตูนคลาสสิกเรื่องTin Tin

การ์ตูนคลาสสิกของนักเขียนสัญชาติเบลเยี่ยมนาม จอร์จ เรมี่(Georges Remi) หรือนามแฝงแอร์เช่(R.G. :Herge) ซึ่งตีพิมพ์ในสำนักพิมพ์ของฝรั่งเศส มีชีวิตร่วมสมัยสงครามโลกครั้งที่2ด้วย
“จอร์จ เรมี่” ศิลปินชาวเบลเยียมผู้เกิดในกรุงบลัสเซลในคศ. 1907
ก้าวแรกของอาชีพนักวาดการ์ตูนเริ่มขึ้นระหว่างวันคืนน่าเบื่อภายในโรงเรียน จนเขาได้ร่วมกิจกรรมลูกเสือ และมีโอกาสสร้างผลงานครั้งแรกลงจุลสารของโรงเรียน
หลังจบการศึกษา เขาสมัครเข้าทำงานวาดภาพประกอบในสำนักพิมพ์ ซึ่งตีพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวันเพื่อเผยแพร่ศาสนาคาธอลิคในเบลเยี่ยม ก่อนหน้านี้มีแต่คนวิจารณ์ว่ารูปวาดของเขาเหมือนผลงานของเด็กเล็กๆ แต่บรรณาธิการมองเห็นความแปลกใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ จึงให้โอกาสเขียนการ์ตูนหลายตอนจบ
คศ. 1926 เขาวาดตัวการ์ตูนเป็นเด็กลูกเสือชื่อ Totor ซึ่งดัดแปลงจากประสบการณ์สมัยเรียน
สามปีให้หลังตัวการ์ตูนนั้นถูกพัฒนาใหม่ “ตินตินกับสโนวี่” จึงถือกำเนิดขึ้น โดยลงประเดิมตอนแรกในวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.1929
คศ. 1930 ตินตินรวมเล่มฉบับแรกวางแผงในตอน “Tintin , reporter, in the land of Soviets” นับจากนั้นเขาก็สร้างผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในรูปแบบสิ่งพิมพ์รวมถึงอะนิเมชั่น
ปัจจุบันตินตินไม่เพียงถูกยกย่องเป็นการ์ตูนอ่านสนุก แต่ยังถูกจัดชั้นเป็นผลงานทางศิลปะและประวัติศาสตร์อีกด้วย !
ไม่นับต้นฉบับพิมพ์ครั้งแรกที่กลายเป็นของมีค่าราคาสูง ตินตินและผองเพื่อนยังถูกดัดแปลงเป็นสินค้าสารพัด ไม่ว่าเป็นของตกแต่ง ของเล่น เครื่องเขียน ฯลฯ ซึ่งคงทำรายได้ให้กับเบลเยียมไปอีกยาวนาน นอกจากนี้ตินตินกำลังจะกลายเป็นภาพยนตร์โดยฝีมือสตีเว่น สปีลเบิร์กอีกด้วย

ส่วนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของตินตินก็มีมหาศาล เนื่องจากตินตินถือกำเนิดในช่วงสงครามโลก เบลเยียมถูกรุกรานโดยเยอรมัน ซึ่งอาจทำให้จอร์จ เรมี่เริ่มสนใจความเป็นไปของโลก ประกอบกับตัวเขาชอบคบหาชาวต่างชาติ ทั้งที่สมัยนั้นระบบคมนาคมยังลำบาก การติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติย่อมไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปอย่างปัจจุบัน ปัจจัยเหล่านี้คงมีส่วนในการเปิดจินตนาการของเขาให้แผ่กว้างไร้ขอบเขต
จนอาจเรียกได้ว่าตินตินเป็นตัวการ์ตูนที่หลุดออกจากกรอบของยุคสมัย !
ไม่เชื่อ ลองดูจากเส้นทางการผจญภัยของตินติน
เรียกได้ว่าตะลุยไปแทบทั่วโลกยันอวกาศ !
อีกอย่างอย่าลืมว่าเวลานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะแหวกม่านเหล็กของสหภาพโซเวียตหรือม่านไม้ไผ่ของจีนได้
จอร์จ เรมี่จึงน่าจะเป็นศิลปินคนแรก ๆ ในโลกที่เข้าใจคำว่าโลกาภิวัตน์ !
ดังนั้นความยิ่งใหญ่ของตินตินไม่ได้อยู่ที่จินตนาการและลายเส้นงดงาม แต่รวมถึงเนื้อหาลุ่มลึกจากความอุตสาหะในการวิจัยค้นคว้าข้อมูล
ที่สำคัญตินตินยังแสดงให้เรารู้ว่าบางครั้งการ์ตูนไม่ได้เป็นเพียงสื่อเพื่อความบันเทิง หากยังเป็นกระจกสะท้อนสภาพของยุคสมัย ซึ่งอาจต่างกันแค่ภาพสะท้อนนั้นงดงามหรือเน่าเฟะ
Credit : //www.bemyshelf.com/cartoon_detail.php?id=30

การ์ตูนเรื่องนี้ ไม่ได้มีเสน่ห์เพียงแค่การสืบสวนคลี่คลายคดีด้วยความรอบคอบเท่านั้น แต่ยังนำผู้อ่านไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งในขณะนั้นหลายประเทศเป็นประเทศปิด ไม่สามารถเดินทางเข้าไปง่ายๆ แต่ผู้เขียนสามารถนำข้อมูล ตลอดจนภาพฉากต่างๆ ที่มีความสมจริง นำเสนอออกมาได้อย่างน่าชม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้เขียนเป็นนักหนังสือพิมพ์ ที่คลุกคลีอยู่ท่ามกลางข้อมูลทุกวัน กอรปกับเป็นคนที่เอาใจใส่กับรายละเอียด โดยเขาเก็บภาพถ่ายสถานที่ต่างๆ ไว้ใช้ในการวาดภาพประกอบ ผู้อ่านจึงรู้สึกเหมือนได้ท่องโลกไปพร้อมกับตัวละคร

ไม่เพียงแต่ฉากเท่านั้นที่จำลองมาจากสถานที่จริง แม้แต่ตัวละครก็ยังถูกถอดแบบออกมาจากบุคคลที่มีชีวิตจริงด้วยเช่นกัน โดยตัวเอกของเรื่องคาดว่ามีต้นแบบมาจากน้องชายของผู้เขียน

แรกๆ อ่านแล้วมึน เพราะมันไม่เรียงตอน อ่านตอนนึงแต๋งแต๋งสนิทกับ 2 นักสืบแฝดแล้ว พอตอนใหม่ที่ NED พิมพ์ออกมา แต๋งแต๋งกับ 2 นักสืบฝาแฝดยังไม่สนิทกันเลย มึนมาก อย่างตัวละครสำคัญที่มาบ่อยๆ ก็กัปตันแฮดด็อก กับ ศาสตราจารย์ตูร์เนอซอล
ที่ควรรู้ความสัมพันธ์และการผจญภัย ถ้าอ่านเรียงตอนแล้วจะสนุกกว่า

1. Tin Tin in the land of the soviets (1930) - เล่มนี้ลายเส้นยังเป็นช่วงแรกๆไม่เหมือนลายเส้นตินตินที่เราคุ้นเคย ลายเส้นยังเป็นแบบขาวดำหยาบๆและใช้ช่องหน้ากระดาษเปลือง มุขในบางหน้าดูจะฝืดๆ
เนื้อหาเสียดสีระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์ในรัสเซียเมื่อตอนนั้น ที่พยายามสร้างภาพPropagandaกับฝ่ายต่างชาติว่าระบอบการปกครองของตัวเองมันดีจริงๆ
มุขผจญภัยและเสียดสีตัวละครบางมุข ผมไม่แน่ใจว่าคนยุโรบในปีค.ศ.1930จะคิดยังไงแต่สำหรับผมมองว่ามันฝืดซะส่วนใหญ่ เนื้อหาต้องปรับในหลายส่วน
ตอนแรกผมสงสัยว่าทำไมจอร์จ เรมี่ถึงไม่เอาตอนแรกมาวาดใหม่เป็นภาพสีจัดวางกรอบเล็กลงไม่เปลืองหน้ากระดาษเหมือนตอนต่อมาที่ไปตะลุยคองโก ผมได้คำตอบแล้วว่าเนื้อหามันไม่ผ่านต้องปรับแก้ในหลายจุด อีกทั้งเนื้อหามันกระทบต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคที่สงครามเย็นกำลังร้อนแรง จึงทำให้จอร์จ เรมี่ไม่ได้เอามาวาดแก้ใหม่เลยตราบจนถึงแก่กรรม
(2.) Tin Tin in the congo (1931) ตินตินตะลุยคองโก - เล่มนี้มีสองเวอร์ชั่นคือขาวดำลายเส้นหยาบๆและใช้กรอบใหญ่ๆเปลืองหน้ากระดาษซึ่งเป้นเวอร์ชั่นแรกเหมือนตอนแรก กับเวอร์ชั่นแก้ไขปรับปรุงเป็นภาพสีจัดวางกรอบเล็กลงไม่เปลืองหน้ากระดาษ เหมือนเวอร์ชั่นที่เราคุ้นเคยกันในตอนทั่วๆไป
(3.) Tin Tin in America (1932) ตินตินบุกอเมริกา - ตีแผ่สังคมของอเมริกาที่มีเจ้าพ่ออิทธิพลประจำในเมืองชิคาโก และการไล่ที่ของคนขาวที่มีต่ออินเดียนแดงท้องถิ่น
(4.) Cigars of the pharaoh (1934) ซิการ์ของฟาโรห์
(5.) The blue lotus (1936) บัวสีน้ำเงิน
(6.) Tin Tin and the broken ear (1937) แกะรอยเทวรูปอารุมบายา
(7.) The black island (1938) มหันตภัยเกาะดำ
[8.] King ottokar's sceptre (1942) คฑาคู่บัลลังก์
(9.) The crab with the golden claws (1942) ก้ามปูทอง - ตอนนี้ฮาดี เจอกับกัปตันแฮดด็อกเป็นครั้งแรก
(10.) The shooting star (1942) ตามล่าอุกกาบาต
(11.) The secret of the unicorn (1943) ความลับของเรือยูนิคอร์น
(12.) Red Rackham's treasure (1944) ขุมทรัพย์โจรสลัด
(13.) The seven crystal balls (1948) ปริศนาเจ็ดลูกแก้ว
(14.) Prisoners of the sun (1949) นักโทษแห่งวิหารสุริยเทพ
(15.) land of black gold (1951) ขุมทรัพย์ทองคำสีดำ - ตอบรับกระแสเศรษฐกิจจากธุรกิจขุดเจาะบ่อน้ำมันในตะวันออกกลางที่กำลังเฟื่องฟู
[16.] Destination Moon (1953) มุ่งสู่ดวงจันทร์
[17.] Explorers on the moon (1954) พิชิตดวงจันทร์
(18.) Calculus Affair (1956) ศึกชิงศาสตราจาร์ยสติเฟื่อง - สะท้อนสังคมโลกที่กำลังแย่งชิงตัวบุคลากรทางวิชาการและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวกับประเทศของตน
[19.] The red sea sharks (1958) ฉลามทะเลแดง
(20.) Tin Tin in tibet (1960) ตินตินย่ำทิเบต
(21.) The castafiore emerald (1963) อัญมณีที่หายไป
[22.] Flight 714 (1968) เที่ยวบินมหาภัยสู่ซิตนีย์
[23.] Tin Tin and the picaros (1976) ตินตินกับกบฏปิกาโร - สะท้อนการเมืองในอเมริกากลางและใต้บางประเทศที่ยังวุ่นวาย แย่งชืงอำนาจกันผ่านทางกองกำลังทหาร
24. Tin Tin and the alpha-art (1986) เล่มนี้ถ้าแปลไม่ผิดเป็นเล่มสุดท้ายที่ยังเขียนไม่จบ เนื้อเรื่องเลยเหมือนฉบับร่างอยู่ เพราะผู้เขียนเสียชีวิตในปี 1983 รวมอายุได้76ปี แถมคนเขียนยังระบุพินัยกรรมไว้ว่าห้ามใครมาสานต่อผลงานของเขาเด็ดขาด(คงห้ามได้ถึงแค่ปี2033เท่านั้นแหละ เพราะเมื่อลิขสิทธิ์กลายเป็นของสาธารณะเมื่อไหร่ ก็คงจะมีคนเอามาเขียนแต่งเพิ่มให้สนุกมือไป ถึงตายก็เอาอะไรไปไม่ได้กระทั่งทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง)
ปี2009นี้ ตินตินตั้งแต่เล่ม1-19ได้หมดอายุลิขสิทธิ์ทั้งหมด50ปีนับจากปีที่เผยแพร่ผลงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถพิมพ์ขายแบบไพเรตได้อย่างเสรีโดยไม่ผิดกฏหมายลิขสิทธิ์สากลใดๆ ท่านสามารถหาโหลดในแบบScan E-Bookได้เลย

ตามด้วย Official Website Tin Tin

เล่มที่มีวงเล็บข้างหน้าคือ 16 เล่มที่ NED พิมพ์ออกมาแล้ว หาซื้อได้ตาม B2S หรือ Se-Ed ราคาเล่มละ150บาท ส่วนเล่มที่ใส่ก้ามปูคือเล่มละ195บาท แต่ถ้าตามเก็บในงานหนังสือก็120บาทกับ156บาทตามลำดับครับ
ส่วนเรื่องที่เป็นตอนต่อที่ต้องอ่านต่อๆ กัน ก็ตอน 4+5 11+12 13+14 16+17
ข้อมูลโดยคุณแว่นน้อย@หาดใหญ่ แก้ไขเล็กน้อยตามกาลเวลาโดยผมเองครับ

รูปหน้าตาของผู้เขียน Georges Remi


นอกจากนี้ผู้เขียนยังมีผลงานอีกเรื่องแยกออกมาคือ การผจญภัยของJo,ZetteและJocko โดยตัวละครเด็ก2พี่น้องโดยพี่ชาย(Jo),น้องสาว(Zette)และลิง(Jocko) โดยผู้เขียนวาดมารวมแล้วทั้งหมด5เล่มด้วยกัน
ข้อมูลจากWikiเป็นภาษาอังกฤษ

Link download comic scan

E-Book PDF Eng. File Tintin book Vol.1-24 by Georges Remi(Hergé)+ 4Pirate Fan Sidestory
Tintin 8 part Winrar file

RAW French Bookset Les aventures de Jo, Zette et Jocko Vol.1-5 by Georges Remi(Hergé)




 

Create Date : 16 เมษายน 2549    
Last Update : 21 ตุลาคม 2553 4:53:06 น.
Counter : 1518 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.