ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

นินทาพฤติกรรมประจำตัวของนักเขียนการ์ตูนญี่ปุ่น

ต้องขอแบ่งประเภทกันสักหน่อย

นักวาดจอมอู้งาน

โยชิฮิโระ โทงาชิ นักวาดเจ้าของผลงานคนเก่งทะลุโลกกับHunterXHunterที่จัดได้ว่าเผางาน(ภาพวาดการ์ตูน ไม่ใช่เนื้อหา)ส่ง และยังอู้งานเป็นประจำอีกต่างหาก

ฮางิวาระ คาสึชิ ผลงานอย่างBustardใช้เวลาตั้งเป็น20กว่าปี แต่กลับวาดออกมาได้แค่24เล่ม ติดทำเนียบอู้งานเป็นอันดับ1ใช้เวลา 20 กว่าปีวาดการ์ตูนมาเรื่องเดียวนะครับ แต่จากข้อมูลทักท้วงข้างล่างนี่ เอาเป็นว่าแกชอบอู้งานไปทำอย่างอื่นที่เป็นความฝันและงานอดิเรกของแกไปเลยแบบนั้นละกัน เพราะขึ้นชื่อว่าอู้งานก็ไม่ได้หมายความว่าต้องขี้เกียจเสมอไปนี่นะ
ข้อมูลทักท้วงจากแฟนคลับ
ระหว่างที่วาด bastard มีช่วงนึง(ไม่ใช่ช่วงที่แกไม่สบาย) ที่หายไปนานเลยช่วงนั่นแกไปทำอนิเมะ guardress อยู่
ส่วนตอนนี้แกมีอีกโปรเจคต์นึงเป็นการ์ตูนแนวรักๆใคร่ๆอันนี้ผมจำชื่อไม่ได้ เพราะเป็นการ์ตูนใหม่ แถมยังมีเขียนโนเวล ของเรื่องbastardอีก แกก็ต้องมานั่งคิด side story เพื่อเขียนอีก
และเนื้อเรื่อง โครงสร้าง มันระดับอลังการ หมื่นเหม่ต่อศีลธรรม ศาสนา เซ็กและความรุนแรง
คุณคิดว่าวาดได้ง่ายๆเหรอครับ ? ใช้เวลา 4-5 ปีให้คนยอมรับได้เหรอครับ ?
ขนาดตัวอ. เองแกยังต้องไปเขียนแบบ ไร้เซนเซอร์ มีทั้งเซ็ก ความรุนแรง(เป็นตอนแยก) เพื่อระบายความอัดอั้นเลย

นักวาดนิสัยโอตากุ

มิอุระ เคนทาโร่ เจ้าของผลงานดิบเถื่อนอย่างBerserkรายนี้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีงานอดิเรกที่ไปกันคนละทางกับงานของตัวเอง นั้นก็คือชอบเล่นเกมจีบสาวขนาดหนักเช่น Idolmaster และ Koihime Musou เป็นต้น ถึงขั้นเว้นวรรคการส่งผลงานให้สำนักพิมพ์ในหลายๆเดือน
แต่มีผู้วิเคราะห์ว่าแกคงจะเครียดจัดกับการเขียนเรื่องที่ท้าทายปัญญาและความเชื่อของนักอ่านอยู่หลายคนมากก็เลยหันไปเล่นเกมจีบสาวพวกนั้นอย่างที่เราทราบกันดี

นักวาดขี้หวงผลงาน

Clamp กลุ่มนักวาดหญิง4คนกลุ่มนี้ ติดอันดับขี้หวงผลงานของตัวเองเป็นที่1 ซึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวก็มี ตั้งเงื่อนไขในเรื่องกระดาษที่จะใช้พิมพ์หน้าเปิดการ์ตูนXXXHolicบ้าง และล่าสุดหวงไม่ยอมขายลิขสิทธิ์งานภาพตัวเองในเรื่องCode Geassนอกประเทศญี่ปุ่น
ป้าๆClampครับ คุณดูถูกInternetและPhotoshopมากเกินไปแล้ว ขายๆมาเถอะครับไม่งั้นของไพเรตได้เกลื่อนไปทั่วแน่ๆแล้วป้าๆทั้งหลายจะ จัดการเอาเรื่องไหวเหรอครับ??

ถามตอบกับVBK โดยarmadewloแห่งบอร์ดบงกช
- แคลมป์เรื่องมากจริงมั้ย?
เขาบอกว่า ปวดหัวกับแคลมป์มาก เรื่องมากสุดๆ ยกตัวอย่างนะ
ความจริงแคลมป์ให้ใช้กระดาษยุ่นพิมพ์เลยนะ แต่vbk ไม่มี ก็เลยทำได้แค่กระดาษที่ใช้อยู่นี่ล่ะ ดีสุดแล้ว
และที่ช้าๆ นี่เป็นเพราะปรูฟสีปก กับหน้าสีด้านใน ซึ่งตัวแคลมป์เป็นคนปรู๊ฟเอง แคลมป์จะเอาปกไทย ให้สีเหมือนแบบปกยุ่นเลย
ซึ่งก็รู้กันอยู่แล้วว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ยุ่นมันสูงแค่ไหน และสีที่ใช้ก็คนละยี่ห้ออีก จึงเป็นการยากที่จะให้สีตรงกัน แถมอยู่กันคนละประเทศ
อีก ทำให้ชักช้ามาก ทางต้นสังกัดไม่อะไรมากหรอก แคลมป์นี่แหละตัวแม่เลย ไ่ม่ใช่แค่หนังสือย่างเดียว พวกอนิเมะ ก็ต้องให้แคลมป์ตรวจก่อนจะออก ถามว่า โฮลิค จะได้อีกซักเล่มมั้ยปีเนี่ย เขาก็บอกว่า ไม่ทันหรอก สึบาสะยังไม่ถึงไหนเลย พวกเราก็ต้องมาดูโคบาโตะของ บงกชล่ะว่าจะเป็ยยังไงจะช้ามั้ย เรื่องมากมั้ย

ที่บก. ยูตะ เคยพูดถึง 20 ปีแคลมป์ ที่ขออุปไว้ ผมถามมาแล้วครับ รับรองปลื้มแน่ ที่จะจับมือกับเนชั่วน่ะครับ
แคลมป์สั่งครับ "สั่ง" นะครับ ให้ทำหนังสือแจกฟรีครับ "ฟรีครับ" โดยจะเป็นภาพสีทั้งเล่ม ผมจำไม่ได้แล้วว่าเป็นเรื่องใหม่หรือเอาทุกเรื่องมารวม
งานนี้มีเจ๊งครับ ผมถามว่าใครพิมพ์ครับ vbk หรือเนชั่ว บก.ยูตะ บอกเนชั่วพิมพ์ครับ (เอากำไรเกินควรไปเยอะละ ได้เวลาคืนกำไรมั่ง ฮ่ะๆ สะใจ)
รูปแบบการแจก อาจจะเอามาแจกตูมเดียวเลย หมดแล้วหมดเลย ของเนชั่ว ไม่แน่ว่าจะแจกผ่านบูมรึเปล่านะ ยังไม่คอนเฟิร์ม คนที่อยากได้ต้องวิ่งเต้นกันหน่อยแล้วครับ

โฮโชคาวะ จิเอโกะ เจ้าของผลงานการ์ตูนมาราธอนอย่างคำสาบฟาโร่ห์ซึ่งเป็นชื่อในแบบไพเรต แต่เจ้าตัวกลับกระแดะไม่ยอมให้มีการแปลชื่อหัวเรื่องของตัวเองไปเป็นภาษาอื่น เพราะต้องการคงรูปตัวอักษรเดิมของตัวเองไว้(อ้าว... แล้วทำไมไม่ปล่อยให้มีชื่อหัวภาษาไทยโปรยเล็กๆติดไว้สักหน่อยให้พอเข้าใจก็ได้อยู่นี่นา)
นอกเหนือจากนี้คำทักทายผู้อ่านที่เป็นภาษาญี่ปุ่นฉบับดั้งเดิมก็ยังไม่อนุญาตให้มีการแปลเป็นภาษาไทยให้พอเข้าใจ (โธ่... นี่ป้าไม่คิดจะติดต่อปฏิสัมพันธ์กับนักอ่านต่างชาติเขาเลยหรือไง ถามหน่อยเหอะป้าคิดยังไงกันแน่ถึงมาขายลิขสิทธิ์ฉบับภาษาต่างประเทศกันแบบครึ่งๆกลางๆยังงี้ มันก็มีอีกวิธีที่เลี่ยงได้นั้นก็คือแยกหน้ากระดาษเป็นภาคผนวกต่างหากเพื่อแปลเป็นภาษาต่างประเทศให้ผู้อ่านต่างประเทศเขาเข้าใจแค่นี้เอง ทำไมป้าถึงทำไม่ได้ละครับ ถามหน่อยเหอะ)
เอาละ ถ้าป้าคิดจะขายลิขสิทธิ์แบบนี้ละก็ ผมว่าป้าขายลิขสิทธิ์ฉบับภาษาญี่ปุ่นแท้ๆไปเลยดีกว่า อย่ามาดัดจริตขายลิขสิทธิ์ฉบับแปลเลยครับ ขอร้องละ

นักวาดลายเส้นสุดโมเอะแต่เนื้อหาไม่ติดตลาดจนน่าเสียดายลายเส้น

Tinkle ผลงานเรื่องแรกอย่างจอมโจรลิลิสก็น่ารักน่าเก็บดีหรอกครับ แต่เนื้อหานี่มันจะเน่าๆและไม่สมเหตุสมผลในหลายจุดไปมั่ง แถมเหมือนถูกตัดจบอีกต่างหาก

ทาเคชิตะ เคนชิโร่ ไม่รู้ว่างานวาดอย่างHappy Worldติดตลาดหรือไม่ แต่เนื่องจากมันเป็นงานวาดที่ทำให้ผมต้องขอบอกว่าคุณไปเขียนการ์ตูนHเป็นงานหลักดีกว่าครับ คุณวาดการ์ตูนทั้งทีไม่จำเป็นต้องโชว์เนื้อหนังมังสาให้มากก็ได้ครับ ขอร้องละ

นักวาดขี้ฟ้อง

มัตสึโมโต้ เลย์จิ เจ้าของผลงานการ์ตูนปรัชญาในตำนานอย่างGalaxy Express วิตกจริตมากกับการที่มีคนมาขโมยไอเดียในผลงานของตัวเองไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต แพ้คดีเรื่องที่ไปฟ้องนักแต่งเพลงที่เอาส่วนของบทปรัชญาในการ์ตูนไปใช้ในคำร้องของเพลง นอกจากนี้ยังวิตกมากถึงขนาดฟ้องจอร์จ ลูคัส ที่สร้างมหากาพย์ภาพยนตร์สตาร์วอร์จากไอเดียอะไรสักอย่างในGalaxy Expressนี่แหละ

นักวาดจอมหยิ่งไม่ง้อสำนักพิมพ์

ซาโต้ ซุยโฮ วาดการ์ตูนส่งสำนักพิมพ์ดีๆ แต่ไม่พอใจระบบการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนของสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นจนถึงกับแยกตัวออกมาวาดการ์ตูนขายเองไม่ง้อสำนักพิมพ์ หวังเจาะตลาดการ์ตูนออนไลน์
โดยเขาได้เขียนบทความระบายถึงเรื่องนี้สุดยาวอย่างที่อ่านกัน แต่ก็ถูกนักเขียนท่านอื่นเขียนชี้แจงระบบโต้กลับไปไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

นักวาดลายเส้นพิมพ์นิยม
แปลง่ายๆก็คือแม้จะวาดออกแบบตัวละครลงในอีกเรื่องหนึ่งไปแล้ว แต่ลักษณะโครงหน้าค่าตาตัวละครเหมือนกันแทบแยกไม่ออก

อาดาจิ มิตสึรุ รายนี้วาดการ์ตูนแนววัยรุ่นวัยกีฬามากมายหลายเรื่อง ตัวละครแต่ละตัวเหมือนๆกับมารับจ็อบเล่นงานแสดงละครการ์ตูนในโลกคู่ขนานยังไงยังงั้น แต่ถึงยังงั้นก็เหอะกลับติดทำเนียบนักวาดการ์ตูนที่มีทำยอดรายได้โดยรวมตลอดชีวิตการเป็นนักเขียนมากที่สุดติดอันดับต้นๆ

โคจิ เซโอะ ถึงจะวาดการ์ตูนมาแค่ไม่กี่เรื่องก็ส่อเค้าจะกลายเป็นตัวละครมารับจ็อบเล่นงานแสดงข้ามเรื่องไปมาอีกเช่นเคย เอ้อ...

นักวาดลายเส้นหน้า(เกือบ)ตาย

อาคาอิชิ มิจิโยะ ถ้าลองได้อ่านชมการ์ตูนของผู้เขียนคนนี้เช่น โทยามะ เคียวกะ นายกสาวหัวใจเพชร ,Amakusa1637 ฯลฯ ก็คงได้เห็นแล้วว่าอารมณ์หน้าตาของตัวละครในแต่ละเรื่อง แต่ละช่วง แทบจะไม่ค่อยมีความแตกต่างเท่าไหร่เลยพับผ่าสิ

นักวาดผู้บูชายัญตัวละคร

ชิโนฮาระ จิเอะ ถ้าคุณได้ลองอ่านการ์ตูนของผู้เขียนคนนี้แล้ว บอกได้เลยว่าเกือบทุกเรื่องหนีไม่พ้นสังเวยด้วยชีวิตและความตายของตัวละครเป็นว่าเล่น เนื่องจากเดิมนักวาดท่านนี้แกถนัดวาดแนวผีๆสยองขวัญอยู่แล้วถึงจะเปลี่ยนแนวจากเดิมไปก็ไม่วายหนีไม่พ้นต้องบูชายัญตัวละครเหมือนการ์ตูนแนวผีๆที่เจ๊แกเคยเขียนมานั้นอยู่ดี ฮา...




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2552    
Last Update : 21 ตุลาคม 2552 19:55:26 น.
Counter : 590 Pageviews.  

เมื่อนักทำเกมโดจินถกปัญหาในการสร้างเกมโดจิน

มีบทความดีๆ น่าสนใจสำหรับคนสนใจวงการเกมโดจินและอยู่ในฟิลด์ที่กำลังจะเริ่มสร้างเกม ด้วยครับ โดยบทความนี้มาจาก Canned Dog ที่รายงานมาจากงาน International Game Developers Association (IGDA) ที่เป็นงานสัมนาเกี่ยวกับเกมโดจินและเกมจากค่ายอิสระ ที่มหาวิทยาลัย Bunkyo Gakuin ในกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา และในงานนี้ก็ได้มีการเชิญบุคคลสำคัญในวงการเกมโดจินหลายๆ คนมาร่วมพูดคุยกันอย่าง Chou Kenta (รูปบนซ้าย) จาก ABA Games, Watanabe Kuniaki (รูปบนขวา) จาก kuni-soft, Fujisaki Yutaka (ล่างซ้าย) จาก French Bread, และ Kataoka Tomo (รูปล่างขวา) จาก Stage Nana, และ Goo จาก Blank-note หัวข้อในการพูดคุยครั้งนี้ก็คือการรักษาแรงบันดาลใจเอาไว้ขณะที่กำลังสร้าง เกม และอุปสรรคที่พบในการสร้างเกมโดจิน และเกมอิสระทั้งหลาย

ในครึ่งแรกของการสัมนาได้มีการแสดงให้เห็นผลการศึกษาของนักวิจัยซึ่งพบว่า กว่า 90% ของโปรเจคเกมนั้นไม่ได้ถูกทำให้สมบูรณ์ ซึ่งจากผลการสำรวจนี้ Chou Kenta ได้ให้ความเห็นว่าเหตุที่เกมไม่เสร็จสมบูรณ์มาจาก 3 เหตุก็คือ "ไม่มีไอเดียดีๆ" "เหนื่อยจากการทำงานนานเกินไป" และ "เกมไม่ออกมาเจ๋งเหมือนที่ตั้งใจจะทำเอาไว้ตั้งแต่แรก"

ในส่วนของค่าพัฒนาเกมโดจินนั้นจริงๆ แล้วก็ค่อนข้างจะสูง และไม่ค่อยจะคุ้มค่าเท่าไหร่ โดยเกมโดจินนั้นใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี แต่ราคาตั้งของเกมโดจินนั้นจะเริ่มต้นที่ราวๆ ประมาณ 1,000 เยน และเรื่องจริงก็คือทุกคนนั้นต่างก็เลือกจะซื้อเกมของเซอร์เคิลดังๆ ไม่คิดจะซื้อเกมของคนที่ไม่ดัง และยิ่งถ้าเจอเกมที่คุณภาพสูงๆ ของบางเซอร์เคิลก็ทำให้พวกนี้ยิ่งตกไปอยู่ในเงามืดเข้าไปใหญ่ และที่สำคัญที่สุดก็ด้วยการงานที่ต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้นักพัฒนาเกมหลายๆ คนทำเกมโดจินเป็นงานอดิเรกมากกว่า

การคาดหวังในตัวเกมที่สูงขึ้น
ผู้บรรยายทุกคนต่างเห็นด้วยในหัวข้อนี้ว่า กำแพงในการสร้างเกมนั้นนับวันมีแต่จะยิ่งสูงขึ้นและสูงขึ้น และ 2 กำแพงหลักใหญ่ๆนั้นก็คือ อันแรก สกิลที่จำเป็นในการสร้างเกม โดยแต่ก่อนนั้นนั้นนักสร้างเกมจะใช้ภาษาง่ายๆ อย่าง BASIC ในการเขียนโปรแกม นิตยสารอย่าง Mycom BASIC นั้นเปรียบได้กับไบเบิ้ลในการสร้างเกมอิสระพวกนี้ การใช้ภาษา BASIC นั้นกลายเป็นมาตรฐานในการเขียนโปรแกม ส่วนการใช้อย่าง Assembly นั้นจะใช้สำหรับคนที่แอดวานซ์กว่านั้น และมันก็เป็นงานอดิเรกแบบนั้นเรื่อยมา

แต่ว่าปัจจุบัน OS และฮาร์ดแวร์นั้นยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สกิลและเทคนิคในการใช้งานสิ่งเหล่านั้นปรับเปลี่ยนเร็วขึ้นจนน่าตกใจ ภาษาโปรแกมระดับสูงที่สามารถใช้งานได้ง่ายก็มีการสร้างออกมา แต่ว่ามันเป็นเรื่องยากที่โปรแกมเมอร์ที่ทำงานเฉพาะวันหยุดและยังทำเป็นแค่ งานอดิเรกจะสามารถเรียนรู้มันได้ทัน

กำแพงอย่างที่สองก็คือตัวเกมเอง ด้วยความที่ระดับของโดจินเกมและเกมแจกฟรีในปัจจุบันนั้นสูงมากขึ้นอย่างรวด เร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกมเหล่านั้นขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย และด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้เกมจากบริษัททั้งหลายต่างพากันพัฒนาขึ้นไปอย่างรวด เร็วเช่นกัน

และด้วยเหตุที่ว่ามาข้างต้นทำให้เมื่อใครซักคนคิดอยากที่จะสร้างเกม ก็จะทำให้คนๆ นั้นคาดหวังถึงเกมที่ตัวเองจะสร้างออกมามีระดับสูงมาก หรือถ้าไม่จริงตามนั้น อย่างนั้นก็คงอยากจะสร้างเกมที่ไปให้ถึงมาตรฐานที่ต่ำที่สุดของเกมที่มีออก มา โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่ากว่าเกมเหล่านั้นจะออกมาได้แบบนั้นต้องอาศัยทักษะ ระดับสูงขนาดไหน

และไม่ใช่เพียงแค่ในส่วนของการเขียนโปรแกมเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของเกมอย่างคอนเซปท์ดีไซน์ และการออกแบบเลเวลของเกมนั้น ในบางที่ก็ต้องการสกิลความสามารถระดับสูงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้บางโปรเจคนั้นต้องชะงักตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำด้วยซ้ำ

ซึ่งในจำนวนเกมโดจินพวกนี้ กลุ่มเกมพวกแบบโนเวลไม่ว่าจะวิช่วลโนเวลหรือว่าซาวนด์โนเวลนั้นน่าจะเป็น เรื่องง่ายที่จะแก้ปัญหาพวกนี้ แต่ว่าพวกโนเวลเกมนั้นก็มีปัญหาเรื่องของค่าใช้จ่ายในการทำกราฟฟิกและเพลง ประกอบเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเปรียบเทียบเกมแนวนี้กับเกมอื่นๆ แล้ว หากคุณลดจำนวนภาพ CG ลง หรือว่าใช้ BGM ซ้ำๆ ไปมา ก็ชื่อได้ว่าคนเล่นคงรู้สึกผิดหวังแน่ๆ ดังนั้นเพื่อจะไม่ให้ผู้เล่นรู้สึกผิดหวังการเพิ่มจำนวนภาพ CG ก็จะตามมาด้วยปัญหาเรื่องงบประมาณ Goo จากเซอร์เคิล Blank-note ที่เป็นผู้สร้างเกม Himawari ซึ่งเป็นโดจินที่ได้ความนิยมจากงานครั้ง Comket ครั้งที่ผ่านมา และกำลังเขียนเกม narcissu 3 ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงยังทำโดจินอยู่เมื่อได้ยินปัญหานี้

ปัญหาต่อมาก็คือจำนวนของภาคของเกม ซึ่งพบได้บ่อยๆ ในพวกเกมโนเวล Goo จาก Blank-note คนเดิมได้อธิบายเอาไว้เหมือนกันว่าเกม Himawari ของเขานั้นเขียนอยู่บนแพคเกจว่าตัวเกมมีความยาวประมาณ 20 ชั่วโมง ซึ่งมีบางคนในงานโดจินบอกกับเขาว่ามันค่อนข้างจะยาวเกินไป ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับปัญหานี้ แต่ว่า Kataoka Tomo จากเซอร์เคิล Stage Nana บอกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเกมที่ความยาว 3 ชั่วโมงแต่สามารถมอบความพอใจให้กับผู้เล่นได้เต็มร้อย กับเกมความยาว 10 ชั่วโมงที่ให้ความพอใจได้เต็มร้อยเช่นกัน เกมความยาว 3 ชั่วโมงย่อมดีกว่า การทำเกมสั้นๆ ให้ผู้เล่นพึงพอใจได้เป็นเรื่องในอุดมคติ ตัวเขาเองเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ยาวกว่า 3 ชั่วโมงเป็นเรื่องที่มากเกินกว่าจะทำให้สนุกสนานไปกับเรื่องราวได้

ปัญหาอีกอย่างก็คือการส่งให้ถึงมือลูกค้า
ปัญหาอีกอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการสัมนาครั้งนี้ก็คือปัญหาเรื่องของการ ที่ไม่มีพื้นที่ให้พวกเขาโฆษณาเกมที่พวกเขาทำขึ้นมา มันเคยมีเวปไซต์ข่าวที่ลงเรื่องโดจินและเกมฟรี แต่ว่าเวปพวกนั้นในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมานี้ก็หยุดอัพเดท หรือไม่ก็อัพเดทช้ามากๆ ซึ่งมีคนในงานซึ่งเป็นคนใหญ่คนโตนั้นไม่เห็นรู้สึกว่าเวปไซต์ข่าวเหล่านั้น จะมีผลกระทบอะไร แต่ว่าผู้เข้าร่วมงานบางคนที่เป็นคนสร้างเกมโดจินนั้นรู้สึกว่าจำนวนผู้เข้า ชมเวปไซต์ของเขานั้นมีน้อยลงหลังจากเวปไซต์ข่าวโดจินนั้นเริ่มตกต่ำลง

แต่ว่าเวปไซต์ข่าวเหล่านั้นโดยพื้นฐานนั้นก็เป็นเวปไซต์ส่วนตัวที่ทำขึ้นมา ในลักษณะเป็นงานอดิเรก จำนวนเกมที่มีเพิ่มมากขึ้น การทำเวปไซต์ส่วนตัวแบบนี้ไม่สามารถที่จะครอบคลุมได้ทั้งหมด แต่อย่างไรก็ดี มีคนเสนอความคิดเห็นว่าเป็นการง่ายที่จะทำให้เกิดทราฟฟิกบนเวปไซต์ด้วยการ สร้างเกมโป๊แบบ R18 ไปเลย แทบที่จะมารอให้เวปไซต์ข่าวเหล่านั้นมาแนะนำเกมโดจิน

อีกไอเดียหนึ่งที่ถูกเสนอขึ้นมาก็คือการสร้างเวปแบบ wiki ขึ้นมาเพื่อแนะนำโดจินหรือว่าเกมฟรีแวร์ ซึ่งฟังดูแล้วมีเหตุผล และน่าจะแก้ปัญหาได้ ด้วยฟังก์ชั่นแบบ wiki นั้นค่อนข้างจะสะดวก แต่ว่าเมื่อจำนวนผู้ใช้มีมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบริหารเวปไซต์ก็จะโตตามขึ้นไปด้วย และในการแนะนำเกมแต่ละเกม ก็จำเป็นที่จะต้องใส่ภาพสกรีนช็อตเข้าไป (แม้ว่าเวปไซต์โดจินหลายๆ แห่งจะไม่ชอบใส่ภาพสกรีนช็อตก็ตาม) จากปัญหานี้จะทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงส่วน Data Tranfer ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการเวปไซต์ส่วนตัวเองก็จะต้องเจอกับปัญหาในส่วนค่าใช้จ่าย ตรงนี้ (ถ้าไม่ได้ใช้โฮสท์ฟรีนะ)

Apple Store ของ iPhone และเวปไซต์โดจินอื่นๆ ที่ยังเหลืออยู่นั้นได้นำเสนอข้อมูลและขายหรือแจกจ่ายเกมโดจิน และเกมฟรีแวร์ทั้งหลายได้ถูกนำมาพูดถึงในการสัมนาครั้งนี้ด้วย มันคงจะเป็นเรื่องที่หนักหนามากหากปราศจากระบบที่การที่ผู้ที่ให้ทั้งข้อมูล ก็คือเวปไซต์โดจินทั้งหลาย และคนที่เป็นคนขายเกมนั้นจะได้เงินด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็มีผู้ให้ความเห็นเหมือนกันว่าระบบทั้งหมดไม่จำเป็นต้องอยู่ยงคงกระพัน ไปแบบที่ต้องการทั้งหมด แค่เพียงขอให้สะดวกต่อการใช้งานในยุคนี้ก็เพียงพอแล้ว

ที่มา canned dog
แปลและเรียบเรียงโดย Arden Endrain + "สำนักข่าว Questnews"
ที่มาภาษาไทย สำนักข่าว Questnews




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2552 15:57:19 น.
Counter : 375 Pageviews.  

แกะรอยค่าต้นฉบับนักเขียนในญี่ปุ่นรายได้และรายรับเป็นอย่างไร[เวอร์ชั่นละเอียด]

แกะรอยค่าต้นฉบับนักเขียนในญี่ปุ่น รายได้และรายรับเป็นอย่างไร

ต้องบอกว่าเป็นข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการนะครับ แต่ว่าเป็นข้อมูลมาจาก Blog ของอ.ชูโฮ ซาโตะ ผู้เขียนเรื่อง Say Hello to Black Jack ซึ่งอนุมานได้เหมือนกันว่าเป็นนักเขียนที่ขายดีอีกคนหนึ่ง เขาได้เปิดเผยเรื่องรายได้และรายจ่ายในอาชีพนักเขียนการ์ตูนออกมา ซึ่งก็ปรากฏว่าแม้ว่าจะรายได้เยอะแต่ว่ารายจ่ายกลับเยอะยิ่งกว่า ซึ่งรายละเอียดเป็นดังนี้ครับ
อ.ชูโฮได้เผิดเผยออกมาว่าในแต่ละปีนั้นเขาจะเขียนการ์ตูนราวๆ 450 หน้า ซึ่งด้วยค่าต้นฉบับนี้ทำให้เขาจะได้รับเงินราวๆ 16 ล้าน เยนต่อปี จากการลงตีพิมพ์ในนิตยสาร แต่ว่าเขากลับต้องจ่ายเงินมากถึง 18 ล้านเยน เพื่อเป็นค่าทีมงานผู้ช่วยอีก 6 คน
ถ้าดูจากจำนวนตัวเลขนี้แล้วต้องบอกว่าแบบนี้ก็แสดงว่าขาดทุน แต่ไม่ใช่ครับ อ.ชูโฮยังมีรายได้จากการได้ค่าลิขสิทธิ์จากการรวมเล่มอีก 10% จากราคาขายของหนังสือนั่นก็คือหนังสือรวมเล่มราคา 580 เยน เขาจะได้ 58 เยน ซึ่งผลงานเล่มล่าสุดของ Say Hello to Black Jack ที่เป็นเล่มที่ 5 นั้นขายได้ 98,579 เล่ม ก็จะทำให้เขาได้เงินอีกราวๆ 5.7 ล้านเยน นั่นเอง ถ้าปีหนึ่งสามารถออกรวมเล่มได้ซัก 4 เล่ม ก็จะทำให้เขามีรายได้รวมแล้วอีกราวๆ 22 ล้านเยน หักลบกลบหนี้แล้วก็เหลือเงินอีกราวๆ 20 ล้านเยนต่อปีนั่นเอง (อ.ชูโฮยังบอกด้วยว่าในกลุ่มนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงจะได้ค่าลิขสิทธิ์ตรงนี้น้อยกว่าอยู่ที่ราวๆ 8-9% เท่านั้น)

อ.ชูโฮยังได้พูดถึงผลงานก่อนหน้านี่อย่าง Umizaru (ที่ได้ทำเป็นหนังและละคร) ว่าในการเขียนงานตอนนั้นเขาต้องขายทุนราวๆ เดือนละ 200,000 เยน ก่อนที่เขาจะได้รับค่าลิขสิทธิ์

โดยแจกแจงเป็นรายได้รายจ่ายดังนี้
- ค่าต้นฉบับ 1 หน้าอยู่ที่ 10,000 เยนต่อหน้า
- เขียน 80 หน้าต่อเดือน (รายสัปดาห์ ครั้งละ 20 หน้า) ได้เงิน 800,000 เยน
- เสียภาษีต่อเดือน 80,000 เยน (10%)
- ค่าใช้จ่ายสำหรับทีมงาน 3 คน 470,000 เยน
- ค่าใช้อาหารสำหรับทีมงาน 100,000 เยน
- ค่าอุปกรณ์สำหรับงานเขียน 100,000 เยน
- ค่าเช่าสตูดิโอ 70,000 เยน
- ค่าน้ำมันและรายจ่ายอื่นๆ 50,000 เยน
- ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่นๆ รวมแล้วติดลบต่อเดือน 200,000 เยน

สำหรับปัจจุบันนั้นอ.ชูโฮได้รับค่าต้นฉบับจาก Say Hello to Black Jack ราวๆ หน้าละ 35,000 เยน (เป็นที่มาของรายได้ 16 ล้านเยน) และได้รับเงินล่วงหน้ามาก่อนราว 150,000 เยนต่อการเขียนงานต่อตอน และสำหรับผู้ช่วยของเขานั้นเมื่อรวมรายได้แล้วจะได้เงินแค่ราวๆ 3 ล้านเยนต่อไป ซึ่งต้องบอกว่าเป็นรายได้ที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับพนักงานกินเงินเดือนทั่วไปในช่วงอายุ 20 ต้นๆ เช่นนี้

ที่มา Getnews.jp
Anime News Network

เสริมข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ว่าในปี 2003 อ.ทาคาฮาชิ รูมิโกะ ถูกบันทึกว่าเป็นนักเขียนที่ต้องจ่ายเงินค่าภาษีสูงถึง 171 ล้านเยน ซึ่งทำให้มีการประมาณว่าเธอน่าจะมีรายได้ตลอดทั้งปีนั้นราวๆ 450 ล้านเยนต่อไป ลองคิดเอาละกันว่าอ.ทาคาฮาชิ จะมีรายได้จากการเขียนต้นฉบับต่อหน้าในการเขียนการ์ตูนรายสัปดาห์เท่าไหร่เอ่ย??
ที่มา : สำนักข่าวQuest News

ที่ท่านจะได้อ่านดังต่อไปนี้คือการชี้แจงรายละเอียดในเรื่องค่าใช้จ่ายราย รับรายได้ทั้งหมดของอ.ซาโต้ ชูโฮ
ผู้เขียนเรื่อง Blackjack ni Yoroshiku ซึ่งได้เคยออกมาเปิดเผยรายละเอียดคร่าวๆ ไปเมื่อก่อนหน้านี้
แต่ว่านี่คือชุดเวอร์ชั่นสุดละเอียดที่คุณอ่านแล้วอาจจะรู้สึกได้ว่าไม่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเลยก็เป็นได้

มาเริ่มกันเถอะ

"เริ่มลงตีพิมพ์รายสัปดาห์"
ผลงานเรื่องแรกของอ.ชูโฮ ที่เริ่มลงตีพิมพ์รายสัปดาห์ก็คือ Umizaru ซึ่งตอนนั้น
เขาได้รับค่าต้นฉบับจำนวน 10,000 เยนต่อหน้า โดยเขามีกำหนดการเขียนก็คือ 20 หน้าต่อสัปดาห์
ทำให้เขาจะได้รับเงิน 800,000 เยนต่อเดือนหากเขียนตอนละสัปดาห์

โดยแจกแจงเป็นรายได้รายจ่ายดังนี้
- ค่าต้นฉบับ 1 หน้าอยู่ที่ 10,000 เยนต่อหน้า
- เขียน 80 หน้าต่อเดือน (รายสัปดาห์ ครั้งละ 20 หน้า) ได้เงิน 800,000 เยน
- เสียภาษีต่อเดือน 80,000 เยน (10%)
- ค่าใช้จ่ายสำหรับทีมงาน 3 คน 470,000 เยน
- ค่าใช้อาหารสำหรับทีมงาน 100,000 เยน
- ค่าอุปกรณ์สำหรับงานเขียน 100,000 เยน
- ค่าเช่าส...ิโอ 70,000 เยน
- ค่าน้ำมันและรายจ่ายอื่นๆ 50,000 เยน
- ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่นๆ รวมแล้วติดลบต่อเดือน 200,000 เยน

ในสัปดาห์หนึ่งเขาจำเป็นต้องทำงานถึง 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะใช้ส...ิโอเป็นบ้านที่พักอาศัยด้วย
โดยก่อนที่จะเริ่มเขียนการ์ตูนลงตีพิมพ์นั้นเขามีเงินเก็บอยู่ราวๆ 2,000,000 เยน
แต่ว่ากว่าฉบับรวมเล่ม เล่มแรกออกวางจำหน่ายเงินเก็บของเขาก็เหลือเพียงแค่ 70,000 เยนเท่านั้น
แน่นอนว่ามันเป็นไปได้เหมือนกันที่เขาจะขอยืมเงินจากฝ่ายกองบรรณาธิการ
แต่ว่าเขาไม่อยากจะทำอย่างนั้น เพราะไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่าเขาต้องเขียนการ์ตูนเพื่อใช้หนี้กองบรรณาธิการ ไปซะอย่างงั้น
ซึ่งทางกองบรรณาธิการมักจะบอกกับเขาหลายครั้งว่า ตอนที่ฉบับรวมเล่มออกวางขาย
ปัญหาเรื่องเงินของเขาจะหมดไป และเขาจะได้เงินคืน แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีการทำเป็นสัญญาอะไรออกมาว่าทางสนพ.จะรวมเล่มการ์ตูนออกมา

มีในหลายๆ ครั้งที่การ์ตูนฮิตหลายๆ เรื่องถูกสั่งให้ตัดจบหลังจากมีการเปลี่ยนหัวหน้าบก.
ที่ต้องการเปลี่ยนทิศทางของนิตยสาร และก็มีหลายๆ เคสที่การ์ตูนที่นักเขียนเขียนแล้วได้รับปฎิเสธ
ให้ตีพิมพ์ลงในนิตยสารทั้งที่เขียนเสร็จแล้ว ซึ่งในกรณีนี้ทางสนพ.ก็จะจ่ายให้กับเฉพาะหน้าที่เขียนเสร็จแล้วเท่านั้น

ซึ่งในกรณีนี้ อ.ซาโต้ ชูโฮ เป็นคนเดียวเท่านั้นที่ทำสัญญากับทางสนพ.โชกาคุคัง ซึ่งเป็นการระบุเลยว่า
เขาจะได้รับค่าต้นฉบับเท่าไหร่ และการ์ตูนของเขานั้นจะตีพิมพ์ยาวเท่าไหร่ ซึ่งอ.ซาโต้ยังบอกด้วยว่า
เขาอาจจะเป็นนักเขียนการ์ตูนคนแรกเลยก็ได้ที่ได้ทำ สัญญา และแจกแจงทุกอย่างอย่างชัดเจนขนาดนี้

ย้อนกลับมาพูดถึงการ์ตูนอย่าง Umizaru หลังจากลงตีพิมพ์มาได้ 6 เดือนและพบปัญหาเรื่องการเงิน
อ.ซาโต้ได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อที่จะเจรจาขอขึ้นค่าต้นฉบับ ที่ต้องบอกว่าต้องใช้ความกล้าอย่างมาก
ที่จะขอขึ้นค่าต้นฉบับก็เพราะว่า ทุกอย่างจะจบลงอย่างแน่นอนถ้ากองบก.ตอบกลับมาว่า
"เราไม่ต้องการงานของ อ.อีกแล้ว" (หมายถึงตัดจบ) ซึ่งสุดท้ายแล้วคำร้องขอขึ้นค่าต้นฉบับนี้ก็เป็นหมัน
และกองบก.ก็ไม่ได้สั่งให้ตัดจบหรือว่าทำอะไรทั้งสิ้น

แต่ว่าด้วยสถานการณ์อันแสนดุเดือดในปัจจุบันนั้นแตกต่างกับ 10 ปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิง
สภาพตลาดไม่ได้ดีเหมือนสมัยก่อน หลายๆ สำนักพิมพ์กดค่าต้นฉบับ
สำหรับนักเขียนการ์ตูนหน้าใหม่ลงเหลือเพียง 1,000 เยนต่อหน้าก็ยังมี

ในขณะที่ยอดขายแมกกาซีนก็เข้าขั้นสุดวิกฤต เพราะว่าหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์นั้นจะขาดทุนถึง 20 ล้านเยนต่อฉบับที่ออกจำหน่ายในแต่ละสัปดาห์
และการที่นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์นั้นต้องวางจำหน่ายประมาณ 50 ฉบับต่อปี ทำให้ในแต่ละปีทางสนพ.
ต้องขาดทุนถึง 1 พันล้านเยนต่อไป ซึ่งรายได้ที่จะได้คืนมาก็มีแต่การขายฉบับรวมเล่มเท่านั้น
แน่นอนว่าในนิตยสารบางเล่มสามารถเอาตัวรอดอยู่ได้ด้วยกำไรจากการขายแมกกาซีน
แต่ว่ามากกว่าร้อยละ 90% ของนิตยสารการ์ตูนที่ออกวางจำหน่ายนั้นล้วนแล้วแต่ขาดทุนทั้งนั้น
ด้วยเหตุผลเช่นนี้ อ.ซาโต้ จึงมองว่ารูปแบบธุรกิจแบบนี้นั้นใช้ไม่ได้เสียแล้ว
และเขาก็เตรียมพร้อมเอาไว้แล้วยามที่รูปแบบของนิตยสารที่ต้องตีพิมพ์นี้หมดลง

"ยามเมื่อหลายปีที่ผ่านมา"

ค่าต้นฉบับของ Shin Blackjack ni Yoroshiku อยู่ที่หน้าละ 35,000 เยน
ค่าต้นฉบับของ Tokkou no shima อยู่ที่หน้าละ 25,000 เยน

สำหรับการ์ตูน 4 ช่องจบนั้น จะได้รับเงิน 10,000 - 20,000 เยน ต่อชุด (บางคนก็จะได้เงินน้อยกว่านั้น)
จำนวนหน้าที่จะได้ลงในแมกกาซีนก็น้อย และต้องใส่ไอเดียลงให้จบใน 4 ช่อง ซึ่งเมื่อเทียบกับการ์ตูนเป็นเรื่องๆ
ที่ใช้ไอเดียเดียวแต่สามารถเขียนลากได้ยาวถึง 3-4 ตอนก็ค่อนข้างจะเสียเปรียบ แต่ว่ากลับไปได้เปรียบตรงที่
การ์ตูน 4 ช่องจบนั้นสามารถเขียนด้วยตัวคนเดียวได้ ในขณะที่การ์ตูนแบบยาวนั้นต้องใช้ผู้ช่วยในการเขียน
ซึ่งแน่นอนว่าจะต้อง เสี่ยงกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ยังมีในกรณีที่มีคนแต่งเรื่องทำงานคู่กับนักเขียนการ์ตูน คนแต่งเรื่องก็จะได้รับเงินค่าแต่งเรื่องเท่ากับที่จ่ายให้กับ
นักเขียน แต่ว่าถ้านักเขียนที่ทั้งแต่งเรื่องและเขียนรูปเอง กลับไม่ได้รับค่าเรื่องเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด อ.ชูโฮ เคยถาม
ว่าเป็นไปได้ไหมว่าเขาจะแบ่งตัวออก 2 คน โดยให้ "ซาโต้" เป็นคนแต่งเรื่อง และคนเขียนรูปเป็น "ชูโฮ" จะทำ
ให้ได้รับค่าต้นฉบับเป็นสองเท่า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ กลับกันถ้ามองในมุมของกองบก.แล้ว ก็จะบอกว่าเงิน
ที่จ่ายให้กับคนแต่งเรื่องนั้นถือเป็นโบนัสจากทางสนพ. จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้อยากจะจ่ายเงินนั้นเลยด้วยซ้ำ

ในเรื่องของค่าลิขสิทธิ์ของผู้แต่ง 10% จากการ์ตูนรวมเล่มที่ออกวางจำหน่าย ตัวเลขนี้จะไม่เปลี่ยนเมื่อเทียบกับ
จำนวนยอดขาย ดังนั้นถ้ามองในมุมนี้แล้วสนพ.ก็จะได้รับเงินมากขึ้นต่อเล่มถ้าหนังสือเล่ม นั้นๆ ขายดี
ซึ่ง อ.ซาโต้ พยายามที่จะขอค่าลิขสิทธิ์มากขึ้นเมื่อหนังสือของเขาขายดี แต่ว่ากลับถูกปฏิเสธ (ก็แหงซิ)
โดยทาง สนพ.ให้เหตุผลว่าตัวนักเขียนคนจะพอใจกับอัตราค่าลิขสิทธิ์ 10% เพราะว่าตัวนักเขียนไม่ต้องมากังวลกับสต๊อกหนังสือที่เหลืออยู่

การคิดคำนวนค่าลิขสิทธิ์ 10% จากจำนวนที่หนังสือขายเป็นเรื่องการคิดง่ายๆ เช่นหนังสือ 500 เยน
ผู้แต่งจะได้รับ 50 เยนต่อเล่ม และค่าลิขสิทธิ์ที่ได้ไม่ได้มาจากการนับตรงที่หนังสือจำหน่ายไปได้เท่าไหร่
แต่ว่านับจากหนังสือที่พิมพ์ขึ้นมาจริงๆ ในกรณีของการพิมพ์ซ้ำนั้นจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นอีก
แต่ว่าค่อนข้างจะซับซ้อนเหมือนกัน

แต่ว่าไม่ว่าหนังสือจะขายไปได้เท่าไหร่ ผู้แต่งก็จะได้รับเงินเพียงแค่ 50 เยนต่อเล่ม
ในทางกลับกันสนพ.ก็จะได้กำไรมากขึ้นหากขายหนังสือได้มาก
เพราะว่าค่าการผลิตต่อเล่มหรือว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะลดลง เมื่อพวกเขาผลิตในจำนวนมากขึ้น

ปัจจุบันอ.ชูโฮเขียนการ์ตูนราวๆ 450 หน้าต่อไป สามารถทำเงินได้ราวๆ 16 ล้านเยนต่อปี
ซึ่งในการเขียน Shin Blackjack ni Yoroshiku นั้นเขาต้องใช้เงินประมาณ 150,000 เยนต่อตอน
ทำให้เขามีค่าใช้จ่าย 18 ล้านเยนต่อปีจากการจ้างผู้ช่วยทั้งหมด 6 คน เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วปรากฏว่า
แทบจะไม่เหลืออะไร และยิ่งเมื่อรวมกับค่าวัตถุดิบในการวาดรูป,การหาข้อมูล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วก็เรียกได้ว่าเงินไม่พอใช้เลยทีเดียว

อ.ชูโฮ ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทุกอย่างมันเป็นเพราะว่าเขาวาดช้าเกินไป หรือว่าใช้ผู้ช่วยมากเกินไปหรือเปล่า
แต่ก็รู้สึกด้วยตัวเองว่าจำนวนเงิน 18 ล้านเยนนี้คือค่าใช้จ่ายต่ำสุดเท่าที่เขาจะจ่ายผู้ช่วยและจะทำให้เขาสามารถ
ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติได้ สำหรับผู้ช่วยของเขาทีมีรายได้แค่ 3 ล้านเยนต่อปีนั้น
ต้องบอกว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกันที่ทำงานเป็นพนักงานบริษัท
ในกรณีของผู้ช่วยนี้อ.ซาโต้บอกว่ามีหลายครั้งที่นักเขียนจ่ายเงินผู้ช่วยต่ำ กว่าความเป็นจริง
และยังบังคับให้ผู้ช่วยทำงานเกินเวลา ตัวเขาเองก็เคยมีประสบการณ์ในการเป็นผู้ช่วยนักเขียนการ์ตูนมาก่อน
โดยค่าจ้างที่ถูกที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมาก็คือประมาณ 120 เยนต่อชั่วโมง

สำหรับในการเขียนการ์ตูนอย่าง Umizaru นั้นเขามีผู้ช่วยเพียงแค่ 3 คน และก็ไม่สามาถจ่ายโบนัสได้
และสิ่งที่ทำให้เขาสามารถเขียนการ์ตูนลงรายสัปดาห์ได้อย่างต่อเนื่องมีเพียง แค่วิธีการแลกเลือด
ทิ้งชีวิตส่วนตัวของตัวเองทิ้งไป ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีครึ่งที่เขาไม่ได้พัก
และใช้ชีวิตอยู่กับการเขียนการ์ตูนอย่างเดียว เพราะว่าฉากหลังกว่าครึ่งในการ์ตูนนั้นเขาต้องเป็นคนเขียนเองทั้งหมด

สำหรับการ์ตูนเรื่อง Blackjack ni yoroshiku และ Shin Blackjack ni yoroshiku นั้นสามารถขายรวมกันได้
มากกว่า 10 ล้านเล่ม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังได้ 50 เยนต่อเล่ม แม้ว่าผลรวมจะดูเป็นจำนวนมหาศาล
แต่ว่ากว่าครึ่งก็ต้องเสียไปกับภาษี และก็ต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในส...ิโอซึ่งมีรูปแบบการทำงานไม่ต่างกับบริษัท

สำหรับสตูดิโอของ อ.ชูโฮะ นั้น ทีมงาน (ที่ไม่ใช่ผู้ช่วย) นั้นจะได้รับการจ่ายเงิน 100%
แม้ว่าการ์ตูนจะหยุดเขียนทั้งปี และการหยุดเขียนนี้ก็เป็นความรับผิดชอบของตัว อ.ชูโฮ เองไม่ใช่ความผิดของตัว ผู้ช่วย

ในฐานะเจ้าของสตูดิโอ เขาจ่ายเงินตัวเขาเองอยู่ที่ "700,000 เยน" ต่อเดือน
ซึ่ง อ.ชูโฮ บอกว่าคิดเป็นเงินเดือนประมาณ 2 ใน 3 ของบก.จากสนพใหญ่ๆ

สำหรับค่าการพิมพ์หนังสือ 1 เล่ม
อ.ซาโต้แกะรอยจนได้ราคาว่าอยู่ที่ประมาณเล่มละ 150 เยนหลังจากรวมค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้กับนักเขียนแล้ว

โดยหนังสือหนึ่งเล่มขายอยู่ที่ 515 เยน
มีจำนวนพิมพ์อยู่ที่ 50,291 เล่ม
รายได้จากการขายอยู่ที่ 17,352,910 เยน

ค่ากระดาษ 1,725,210 เยน
ค่าเพลท 12,800 เยน
ค่าตัวเรียงพิมพ์ 1,100 เยน
ค่าจัดรูป 28,700 เยน
ค่าพิมพ์ 853,705 เยน
ค่าเข้าเล่ม 1,081,256 เยน
ค่าดำเนินการและวัตถุดิบอื่นๆ 201,629 เยน
ค่าธรรมเนียม 8,000 เยน
ค่าลิขสิทธิ์ 2,584,837 เยน
ค่าแรงงาน 989,682
รวมทั้งสิ้น 7,486,919 เยน

เฉลี่ยแล้ว 150.30 เยนต่อเล่ม

ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้จะเปลี่ยนไปตามจำนวนการพิมพ์ อย่างที่คำนวนนี้เป็น 50,000 เยน
แต่ว่าถ้าหากพิมพ์เป็น 100,000 เล่มแล้ว ทั้งค่าเพลท,ค่าตัวเรียงพิมพ์,ค่าจัดรูป และค่าธรรมเนียมนั้น
จะยังคงเท่าเดิม ส่วนค่าแรงงานนั้นก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก
ดังนั้นหากคำนวนค่าการพิมพ์จำนวน 100,000 เล่ม
ตามปัจจัยดังกล่าวแล้วค่าการผลิตก็จะเหลือ 12,490,016 เยน หรือว่า 125 เยนต่อเล่มเท่านั้น

สรุปก็คือพิมพ์ 50,000 เล่ม ค่าใช้จ่ายต่อเล่มอยู่ที่ 150 เยน
ถ้าพิมพ์ 100,000 เล่ม ค่าใช้จ่ายต่อเล่มอยู่ที่ 125 เยน

กำไรที่สนพ.จะได้จากหนังสือแต่ละเล่มนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนการพิมพ์ในรอบแรก
แต่ว่ากำไรพิเศษนอกเหลือจากนั้นจะตรงเข้าหาสนพ.ทั้งหมด แต่นักเขียนก็จะยังคงได้ตามมาตรฐานเดิมแต่ละเล่ม

แน่นอนว่าการที่ Blackjack ni yoroshiku ขายได้ 1 ล้านเล่มต่อเล่ม
ทางสนพ.จะได้กำไรมากกว่าปกติถึง 50 ล้านเยนจากความแตกต่างในค่าการผลิต
เมื่อเทียบกับการพิมพ์จำนวน 50,000 เล่ม ซึ่งจากการออกวางจำหน่ายมาแล้ว 13 เล่ม
ทางสนพ.จะได้กำไรไปแล้ว 600 ล้านเยน แต่ อ.ชูโฮก็ไม่ได้รับเงินอะไรจากตรงนั้นเลยแม้แต่น้อย
(ซึ่งผมก็ว่าเป็นเรื่องปกติของสนพ.นะ ถ้ามองในมุมมองของสนพ.)
แม้ว่าอ.ซาโต้จะขอขึ้นค่าลิขสิทธิ์แต่ค่าลิขสิทธิ์ก็ยังคงเป็น 10% จนถึงทุกวันนี้ไม่มีทางเปลี่ยนได้

อ.ซาโต้เคยลองพยายามหาทางที่จะพิมพ์หนังสือด้วยตัวเอง แต่ว่าเขาพบว่าถ้าเขาพิมพ์หนังสือแค่ 1000 เล่ม
ต้องใช้เงินมากถึง 1200 เยนต่อเล่ม ถ้าเขาพิมพ์ 100,000 เล่ม ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถขายหนังสือได้ถึง
100,000 เล่ม เพราะว่าร้านหนังสือคงไม่ยอมวางหนังสือของเขาทั้งหมดแน่ๆ นอกจากนี้เขาก็ไม่มีความสามารถ
ทางด้านการทำธุรกิจ รวมถึงไม่มีเงินจ้างคนมาทำให้แทนด้วย และแน่นอนว่าเขาไม่มีเงินที่จะไปลงโฆษณาที่ไหนด้วย

และต่อให้มีร้านหนังสือที่อยากจะขายหนังสือของเขา เขาก็มีปัญหาเรื่องการจัดจำหน่าย
เพราะว่าเขาคงไม่สามารถขับรถบรรทุกออกไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อวางหนังสือให้ทั่วได้

เมื่อคิดว่าไม่สามารถทำได้อย่างที่บอกไปข้างต้นแล้ว
มันก็หมายความว่าเขาจำเป็นจะต้องฟังทุกอย่างที่สนพ.บอกมาอย่างนั้นหรือ
จะดีกว่าไหมว่าถ้าจะเลิกเขียนการ์ตูนมันไปซะเลย?

ความสัมพันธ์ระหว่างนักเขียนและสนพ.นั้น
นักเขียนก็เหมือนกับผู้รับเหมา ไม่มีทางที่จะเท่าเทียมกันเด็ดขาด

Arden Endrain + "สำนักข่าว Questnews"
ที่มา สำนักข่าว Questnews

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียน Say Hello to Blackjack ตั้งเป้าเขียนการ์ตูนออนไลน์ต่อ

หลังจากเป็นผู้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องค่าต้นฉบับของตัวเองและเรื่องค่าลิขสิทธิ์ ล่าสุดอ.ซาโต้ ชูโฮ ผู้เขียนเรื่อง Say Hello to Blackjack นั้นก็ออกมาประกาศว่าเขาจะเปิดให้อ่านการ์ตูนเรื่อง Say Hello to Blackjack ที่เขียนลงประจำอยู่ในหนังสือ Big Comic Spirits ผ่านทางเวปไซต์ของเขาเอง โดยจะมีการเก็บเงินเล็กน้อยเพื่อจะได้เข้ามาอ่านได้

สำหรับที่มาของความคิดนี้นั้นมาจากการที่ทางอาจารย์ชูโฮรู้ว่าทางสนพ.นั้นมีสิทธิ์เพียงแค่การนำการ์ตูนที่เขาเขียนขึ้นไปลงตีพิมพ์ในนิตยสารเท่านั้น แต่ว่าสิทธิ์ในส่วนของต้นฉบับการ์ตูนนั้นยังคงอยู่กับผู้เขียน ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิทำอะไรก็ได้ รวมถึงในทางเทคนิคแล้ว ผู้เขียนนั้นมีสิทธิที่จะทำอะไรกับต้นฉบับของตัวเองก็ได้ หลังจากต้นฉบับนั้นได้ตีพิมพ์ไปแล้ว
การเปิดให้อ่านแบบออนไลน์นี้เป็นการทดลองการทำธุรกิจแบบใหม่ๆ ที่ผู้เขียนไม่จำเป็นจะต้องพึ่งสนพ.อีกต่อไป และอ.ชูโฮเองก็อยากรู้ด้วยว่าจะเป็นไปได้ไหมที่นักเขียนนั้นจะเขียนการ์ตูนโดยที่สามารถคงคุณภาพและความเร็วเอาไว้ได้หากไม่มีสนพ.คอยช่วยหนุนหลังแล้ว
ซึ่งการที่เขาเริ่มทำธุรกิจแนวนี้ก็เพราะเขาเชื่อว่าผลงานเรื่อง Say Hello to Blackjack นี้คงจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาแล้วที่จะเขียนให้กับนิตยสาร และส่วนหนึ่งก็คือว่าทางนิตยสารคงไม่เรียกร้องให้อ.ชูโฮเขียนผลงานชิ้นใหม่อีกต่อไปแล้ว

หากแนวคิดและหลักการของอ.ชูโฮเป็นจริง และสามารถทำธุรกิจนี้ได้ งานนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าอาจจะมีนักเขียนยึดหลักการอย่างนี้และทำเองเพิ่มมากขึ้นก็ได้นะ

ที่มา : Yahoo Japan

นักเขียนอื่นโต้ อ.ซาโต้ ใช้ผู้ช่วยเปลือง แถมไม่รู้ระบบจริง (ยาวมากๆ)

ที่ท่านจะได้อ่านกันต่อไปนี้ยาวมากครับ ยาวจนขี้เกียจจะพิมพ์แต่ก็อยากจะให้คนที่เป็นทั้งนักเขียนและนักอ่านการ์ตูน ได้อ่านกันถึงของระบบนักเขียนการ์ตูนในญี่ปุ่นกันว่า เบื้องหน้าและเบื้องหลังมันก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่ท่านได้อ่านสินค้าที่ สำเร็จเป็นเล่มๆ แล้ว และนี่ก็คือข้อความจากนักเขียนคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Masuda ซึ่ง เขียนตอบโต้ที่อ.ซาโต้ ชูโฮ ผู้เขียน Say Hello to Blackjack ถึงเรื่องค่าลิขสิทธิ์และค่าใช้จ่ายในการเป็นนักเขียนการ์ตูน

"ต่อให้อ.ซาโต้ใช้เงินเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 700,000 เยนต่อเดือนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับการที่สตูดิโอของเขาดำเนินงานในรูปแบบบริษัท"

ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือว่ารายจ่ายอื่นๆ โดยพื้นฐานแล้วก็ย่อมต้องแตกต่างกันไปตามผู้เขียนแต่ละคน ของใหญ่ๆ อย่างทีวีจอยักษ์,เครื่อง PC,แอร์,เกม,ค่าเช่า สามารถใช้ในการลดภาษีได้ รวมถึงการไปเที่ยว,ค่าอาหาร หรือว่าแม้กระทั่งการไปคาบาเร่ต์ ก็สามารถใช้เป็นส่วนลดในการหักภาษีได้

และก็เงินจำนวน 700,000 เยนนั้นก็ไม่ได้มากเกินไปเลยสำหรับการที่เขาจะจ่ายให้กับตัวเองเพื่อใช้ใน ชีวิตประจำวัน สำหรับการซื้อของใช้ส่วนตัวอย่างเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือว่าเอาไปเล่นปาจิงโกะ

แน่นอนว่าการเป็นนักเขียนการ์ตูนนั้นเป็นการเสี่ยงครั้งใหญ่ในชีวิต ในขณะที่เป็นบรรณาธิการซึ่งปกติแล้วจะเป็นคนวัยกลางคนก็แค่ถูกลดอำนาจใน บริษัท และมีความเสี่ยงน้อยกว่าถ้าหากว่าการ์ตูนที่ดูแลอยู่เกิดทำท่าไปได้ไม่ดีซัก เรื่อง 2 เรื่อง แม้แต่คนที่ไม่เคยมีผลงานอะไรในมือก็ยังมีเงินเดือนรวม 8,000,000 เยนต่อปี ในขณะที่คนมีอายุหน่อยมีเงินเดือนรวม 10,000,000 - 20,000,000 เยนต่อปี คิดดูแล้วเมื่อเทียบกับนักเขียนยังไงก็ไม่แฟร์

แต่ว่าบรรณาธิการก็ยังเป็นบรรณาธิการอยู่วันยังค่ำ ในท้ายที่สุดแล้วนักเขียนคือคนที่ได้นำเสนอผลงานสู่สายตาโลกภายนอก มีแต่นักเขียนเท่านั้นที่จะมีแฟนๆ คอยติดตามผลงาน ไม่ใช่กองบรรณาธิการ นั่นทำให้กองบรรณาธิการต่างพากันอิจฉานักเขียนตรงนี้ การเป็นนักเขียนเป็นความเสี่ยงสูง แต่ถ้าได้กลับมาก็ได้กลับมาสูงเช่นกัน ถ้าเกิดอยากได้เงินเดือนประจำก็ไปเป็นพนักงานกินเงินเดือนเถอะ

การที่อ.ซาโต้บอกว่าทำรายได้เพียงแค่ 16,000,000 เยนต่อปีโดยการได้รับค่าใช้จ่ายต่อหน้าตามมาตรฐาน แต่ว่ากลับมีรายจ่ายมากถึง 18,000,000 เยนต่อปี ก็เป็นแค่ข้ออ้างสำหรับสำนักงานตรวจภาษีเท่านั้น

ฟังดูเหมือนแล้วจะเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับเขากับการจ่าย 3,000,000 เยนต่อปีสำหรับผู้ช่วย 6 คน แต่ว่าจำนวนหน้าการ์ตูนที่เขาเขียนต่อปีนั้นมีเพียงแค่ 450 หน้า หากนับว่าเขาเขียนแต่การ์ตูนรายสัปดาห์แล้ว ในหนึ่งปีการ์ตูนรายสัปดาห์จะมีเพียงแค่ประมาณ 50 ฉบับ และการ์ตูนรายสัปดาห์จะเขียนกันยาวประมาณตอนละ 20 หน้า นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วหากลงตีพิมพ์ประจำเขาจะต้องเขียนการ์ตูนประมาณ 800-1000 หน้าต่อปี แต่อ.ซาโต้กลับเขียนน้อยกว่า เพราะว่าเขียนแค่ 450 หน้าเท่านั้น

ดังนั้นการที่เขาเขียนการ์ตูนได้ไม่ถึงครึ่งของที่ควรจะเขียน ก็หมายความว่าเขาไม่ควรจะใช้ผู้ช่วยถึง 6 คนสำหรับการเขียนการ์ตูน 450 หน้าต่อปี อุตสาหกรรมในการผลิตการ์ตูนนั้นมักจะขาดแรงงานเสมอ เหล่าผู้ช่วยทั้งหลายสามารถหางานใหม่ได้ง่ายๆ แม้ว่าจะโดนไล่ออก และยิ่งถ้าเป็นผู้ช่วยของอ.ซาโต้ แล้วแสดงว่าก็ต้องมีฝืมือดีมาก ไปสมัครงานที่ไหนต่อก็ได้ และถ้าคำนวนไปให้ลึกกว่านั้นในจำนวนการ์ตูน 450 หน้า ถ้าหารด้วย 6 คนก็หมายความว่าคนหนึ่งต้องเขียน 75 หน้าต่อไป ถ้าหารด้วย 12 เดือนก็จะเหลือแค่ 6 หน้าต่อเดือน

ถ้าถามว่าการที่ผู้ช่วยคนหนึ่งจะใช้เวลาในการเขียนการ์ตูนหน้าหนึ่งจะต้อง ใช้เวลาเท่าไหร่ แน่นอนว่าคงจะแตกต่างกันไป แต่มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้สำหรับการ์ตูนหนึ่งหน้าก็คือไม่เกิน 24 ชั่วโมง และสำหรับการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะใช้เวลา 3 วันต่อหน้า ถ้าใช้เวลา 9 วันในการทำ 3 หน้า ก็จะหลุดจากตารางการทำงานของการเขียนการ์ตูนรายสัปดาห์ โอเค เราจะพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แม้ว่าเราจะรู้ว่าผู้ช่วยของอ.ซาโต้ทำงานน้อยกว่า 10 วันต่อเดือนก็ตาม

การที่อ.ซาโต้บอกว่าต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้กับผู้ช่วยก็จริง แต่ค่าใช้จ่ายนั้นก็เอาไว้ใช้ในการหักลดภาษี ซึ่งเป็นการขาดดุลที่เขาทำขึ้นมาเอง

ในเรื่องของค่าลิขสิทธิ์ อ.ซาโต้บ่นเรื่องที่ค่าลิขสิทธิ์นั้นต่ำเกินไป ทีนี้เรามาดูสัดส่วนเปอร์เซนต์ที่ได้จากการขายการ์ตูน 1 เล่มกัน

ผู้แต่ง 10%
สำนักพิมพ์ 60%
สายส่ง 10%
ร้านค้า 20%

โดยพื้นฐานแล้วแม้ว่าสำนักพิมพ์จะได้ผลตอบแทนถึง 60% แต่ถ้าคิดแล้วสายส่งไม่ยิ่งหนักกว่าหรือเพราะว่าได้เพียงแค่ 10% จากการไปส่งหนังสือทั้งๆ ที่อาจจะไม่ได้เป็นงานที่น่าพอใจเลยก็ได้
นอกจากนี้ในจำนวน 60% ที่สนพ.ได้ พวกเขาก็ต้องทนแบกรับค่าใช้จ่ายในการผลิต และก็ต้องพบกับความเสี่ยงในกรณีที่เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดถ้าเกิด หนังสือขายไม่ได้ และต้องเก็บสต็อกเอาไว้ แน่นอนว่าการพิมพ์หนังสือรวมเล่มของนักเขียนที่ขายดีก็เหมือนกับการพิมพ์ แบงก์ขึ้นมา แต่เงินที่ได้มาจากส่วนนี้ก็ต้องเอามาใช้ในการดำเนินงานในการทำนิตยสาร คนทั่วไปส่วนใหญ่จะรู้ดีกว่าพวกนิตยสารนี้ขายยังไงก็ขาดทุน และเหตุผลที่ว่าทำไมนักเขียนชื่อดังถึงสามารถทำให้การดำเนินงานของนิตยสาร ถึงกับกระเทือนได้นั่นก็เพราะว่าการที่มีนักเขียนชื่อดังอยู่คือเหตุผลที่ทำ ให้นิตยสารยังคงพิมพ์ต่อไปได้ (ก็ลองคิดดูว่านิตยสารมีแต่คนที่ไม่รู้จักจะมีคนซื้อไหมละ)

การที่บรรณาธิการจะได้รับค่าตอบแทนสูงส่วนใหญ่ก็ต้องขอบคุณนักเขียน ฟังดูแล้วก็เหมือนกองบรรณาธิการนั้นเป็นปลิงคอยดูดเงินนักเขียนดังๆ แต่ว่านักเขียนดังๆ เหล่านั้นก็ใช่ว่าจะได้รับความนิยมมาตั้งแต่ต้นซักหน่อย ทุกๆ คนก็ล้วนแล้วไต่ขึ้นมาจากศูนย์ทั้งนั้น และเมื่อเขาเริ่มจากศูนย์ ก็เป็นไปได้ทั้งการที่เรื่องที่ลงตีพิมพ์อยู่จะโดนตัดจบ,หรือว่าได้เขียนแค่ เรื่องสั้น หรือได้เงินมาจากรางวัลนักเขียนหน้าใหม่จากการประกวดนักเขียนในนิตยสาร ซึ่งเงินทั้งหมดที่ว่ามาก็เป็นเงินที่สนพ.ต้องหามาจ่ายและแบกรับค่าใช้จ่าย เอาไว้ทั้งหมด

ส่วนเงินที่เอามาใช้ในการดำเนินการทั้งหมดนี้ก็มาจากที่ได้มาจากนักเขียนที่ เคยได้รับความนิยมในนิตยสาร เหล่าคนที่ทำงานในนิตยสารก็ต้องได้แต่ทำนิตยสาร ,ขาย,และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับนิตยสาร และใช้ความแข็งแกร่งของหัวหนังสือนั้นในการสร้างนักเขียนหน้าใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นวัฎจักรที่ไม่รู้จักจบสิ้น

ซึ่งถ้าพูดกันแบบตรงๆ แล้วถ้าการ์ตูนเรื่อง Say Hello to Blackjack นั้นไม่ได้ลงตีพิมพ์ลงในหนังสือ Morning มันก็คงไม่ได้รับความนิยมมากถึงขนาดนี้ เหมือนอย่างการ์ตูนเรื่อง Tokkou no Shima ซึ่งเขียนโดยอ.คนเดียวกัน ซึ่งเขียนลงในหนังสือหัวที่เล็กกว่านี้ ก็ไม่ได้ขายรวมเล่มได้มากเท่านี้
ถ้ามีการเพิ่มค่าลิขสิทธิ์จริงๆ จะต้องมีผลกระทบกับใครซักคนอย่างแน่นอน เช่นอาจจะดีก็ได้ถ้าไล่บรรณาธิการที่ใช้ไม่ได้เรื่องออก หรืองบประมาณในการที่เฟ้นหานักเขียนหน้าใหม่ก็อาจจะลดลงก็ได้ พวกนิตยสารหัวเล็กๆ นั้นมีเงินหมุนเวียนไม่มาก ถ้าอยากจะถูกยกให้เป็นนักเขียนชั้นแนวหน้าคุณต้องไปลงตีพิมพ์กับพวกหนังสือ หัวใหญ่ๆ

นักเขียนที่ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นมาได้จากความพยายามของหลายคนที่ช่วยกัน จะไม่มีอะไรดีเลยถ้าเอาแต่หยิ่งและวางอำนาจหลังจากประสบความสำเร็จแล้ว คนที่เคยได้รับไม้มาก็เหมือนมีหน้าที่ๆ จะต้องส่งไม้ต่อไปยังคนรุ่นหลัง ซาโต้ควรจะหยุดเห็นแก่ตัวได้แล้ว

ถ้าอยากจะได้เงินมากกว่านี้ ก็ต้องทำงานให้มากกว่านี้ ถ้าอยากจะได้เงินมาง่ายๆ แบบตอนที่ยังนอนอยู่ก็ควรจะไปเล่นหุ้นซะเลย แต่นั่นยิ่งเสี่ยงเข้าไปใหญ่ และทางทีดีถ้าบอกว่าเรื่อง Say Hello to Blackjack นี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายที่เขียนลงนิตยสารแล้วละก็ยิ่งเป็นเรื่องดี ทางทีดีอย่ากลับมาเขียนการ์ตูนเลยดีกว่า

ได้โปรดอย่าเชื่อทุกอย่างที่ซาโต้ ชูโฮบอก แม้ว่าจริงๆ แล้วจะมีคนที่จนมากๆ แม้ว่าจะมีการ์ตูนลงตีพิมพ์ต่อเนื่อง แต่ว่าโดยส่วนมากพวกนั้นจะเป็นคนที่ไม่สามารถบริหารการเงินของตัวเองได้ และทำงานช้ามาก การเขียนการ์ตูนสามารถทำรายได้ได้จริงๆ อย่ามองว่านักเขียนการ์ตูนเหมือนพวกคนที่ทำงานแล้วได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มกับ ที่ทำงาน

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องของผู้ช่วยบ้าง แม้จะบอกว่ารายได้ของผู้ช่วย 3,000,000 เยนนั้นจะน้อยเมื่อเทียบกับงานทั่วๆ ไป แต่ว่าถ้าคิดว่าคนที่ทำงานเป็นผู้ช่วยนั้นก็เหมือนการได้ฝึกฝนตัวเองและได้ ประสบการณ์ในการเขียนงานซึ่งอาจจะมีสิทธิได้กลายเป็นนักเขียนการ์ตูนจริงๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะได้รับค่าจ้างที่ต่ำกว่าปกติ
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีบางคนที่ยึดอาชีพเป็นผู้ช่วยมืออาชีพเลยก็มีเช่นกัน แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่บางคนเลือกที่จะเป็นผู้ช่วยมืออาชีพตั้งแต่แรก เลยก็มีด้วย ซึ่งกลุ่มผู้ช่วยเหล่านี้จะทำงานกับนักเขียนหลายคนในเวลาเดียวกัน แทนที่จะทำงานกับอ.คนเดียว มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องยึดติดกับนักเขียนคนเดียวเพื่อรับรายได้ทางเดียว ผู้ช่วยส่วนมากจะได้รับค่าจ้างประมาณ 1,000,000 เยนจากนักเขียน A 2,000,000 เยนจากนักเขียน B และ 1,000,000 เยนจากนักเขียน C แม้ว่าการ์ตูนของนักเขียนบางคนจะจบลงไป เขาก็ยังมีสิทธิ์ได้รับรายได้จากนักเขียนคนอื่น พวกนี้ต้องหางานทำในช่วงที่ยังมีช่วงเวลาว่า และก็มักจะมีงานด่วนๆ ให้ทำเป็นประจำอยู่แล้วด้วย
นั่นก็คือจริงๆ แล้วถ้านักเขียนอยากจะประหยัดด้วยการไม่จ้างผู้ช่วยก็ทำได้ และผู้ช่วยก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรด้วย ในทางกลับกัน อ.ซาโต้ใช้ผู้ช่วยมากเกินไปในการทำงาน ถ้าในกรณีอย่างนี้แสดงว่าตัวซาโต้นั่นแหละมีปัญหาในการบริหารงานทางธุรกิจ เหมือนกับคนอื่นๆ ที่มีปัญหาเรื่องการเงิน
ถ้าซาโต้ยังคงจะพูดถึงแต่เรื่องเงินต่อไป เขาควรจะระแวดระวังและทำตัวเหมือนคนที่กำลังทำธุรกิจเล็กๆ อยู่จริงๆ มากกว่านี้ ไอ้การทำตัวเป็นคนดีแต่ว่าอยากได้เงินทั้งหมดดูยังไงก็แค่คนอวดดี สำหรับคนที่มองว่าเขาออกมาแฉเรื่องอย่างโน้นอย่างนี้ และทำตัวเป็นคนที่จะปฏิวัติระบบในวงการการ์ตูนยังไงก็คงไม่เข้าใจหรอก
ถามว่าคนที่สนับสนุนความคิดเขา จะยอมซื้อผลงานเขาแบบออนไลน์จริงๆ อย่างงั้นหรือ ไม่ว่าจะ 10 เยน หรือว่า 30 เยนมันไม่สำคัญ ธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่ชอบยุ่งยากกับการซื้อขายของออนไลน์เมื่อเทียบกับกร ไปซื้อการ์ตูนที่ร้านที่สะดวกสบายกว่าอยู่แล้ว ซาโต้ เอ้ย อย่าได้ดูถูกพฤติกรรมของมนุษย์เราผิดไป
มันเป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่นานในอนาคต นิตยสารทั้งหลายคงย้ายกันไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตแน่ๆ แต่ว่ามันเป็นคำถามที่แตกต่างกันไม่ว่าความพยายามของซาโต้ออกมาดีหรือไม่ก็ ตาม เพราะว่าถ้าเกิดเมื่อไหร่ที่เขาเงินทุนหมด เขาก็แค่ขอโทษใครบางคนแล้วก็กลับมาเขียนใหม่ หรือว่าเขาจะไปเขียนการ์ตูนลงมือถือต่อเพราะว่าเขาไม่มีเซนส์ทางด้านธุรกิจ และทำได้แค่เพียงทำงานเป็นอิสระโดยที่พึ่งแต่ตัวเองเท่านั้น

ที่มา
Canned Dog1 (ภาษาอังกฤษ)
Canned Dog2 (ภาษาอังกฤษ)
สำนักข่าวQuest News (ภาษาไทย)




 

Create Date : 20 เมษายน 2552    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2552 16:00:13 น.
Counter : 273 Pageviews.  

คติธรรมการล้างแค้นจากเรื่องสาวน้อยจากนรก(Jigoku Shojo)

ผมตามเช่าอ่านสาวน้อยจากนรกมาจนถึงตอนนี้ ผมได้เห็นถึงจิตวิทยาที่แตกต่างของตัวละครที่ตั้งใจจะล้างแค้นศัตรูคู่อาฆาตของตนให้ตกลงไปสู่ขุมนรกโดยผีสาวสวยชุดสีดำทมึนนามว่า เอนมะ(ยมฑูต) ไอ
หลายคนทำไปด้วยจำเป็นบ้าง แต่บางคนทำไปเพราะความผิดพลาดบางอย่าง บางคนทำด้วยเหตุผลที่งี่เง่าๆบ้าง และบางคนทำไปแล้วใช่ว่าตัวเองจะอยู่ดีมีสุขเหมือนคนทั่วไปแต่กลับต้องแบกรับความทุกข์เช่น คำด่าทอสาปแช่ง ความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ฯลฯ และไม่มีหลักประกันว่าจะเมื่อล้างแค้นพาคนที่ตนเกลียดลงสู่นรกแล้ว จะไม่มีความเกลียดชังใดๆเหลืออีกเพราะตามเงื่อนไขของบริการประตูสู่นรกแล้วสามารถลากเอาวิญญาณที่ตนเกลียดลงสู่นรกได้แค่คนต่อคนเท่านั้น เข้าทำนองหนีเสือปะจระเข้
แต่สำหรับผมซึ่งเรียนรู้ปรัชญาคำสอนแบบฉบับชาวพุทธมาจนถึงตอนนี้ ต้องยอมรับว่าหากความเชื่อมั่นหรือความอดทนที่มีต่อกฏแห่งกรรมธรรมชาติมันเลือนหายลงไปเมื่อไหร่ เมื่อนั้นความโกรธแค้นชิงชังก็จะเข้าครอบงำจิตและทำในสิ่งที่ขัดต่อกฏแห่งกรรมธรรมชาติเข้าให้จนได้ เพราะไม่อาจทนรอได้ว่าเมื่อไหร่กรรมชั่วนั้นจะสนองตอบต่อคนที่ตนแค้นซะที ทั้งทีความเป็นจริงแล้ว พุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า ฆ่าความโกรธได้ ย่อมอยู่เป็นสุข มันยังคงใช้ได้เสมอมา
ถ้าเราพยายามคิดซะว่า กรรมที่เรากำลังเผชิญอยู่นี่มีเหตุมาจากชาติปางก่อน ก็ยังพอทำใจได้เพียงแต่เราไม่สามารถที่จะไประลึกชาตินี่นะว่าเราทำกรรมอะไรแย่ๆเอาไว้ เรามีแต่สร้างกรรมดีในปัจจุบันให้มากที่สุดเพื่อเป็นหลักประกันในอนาคต และต้องพยายามไม่สร้างกรรมชั่วแม้เพียงครั้งเดียว เพราะกรรมดีกับกรรมชั่วมันลบล้างกันเองไม่ได้ มันแยกกันส่งผลวิบากแยกต่างหากของมันไป
และต้องไม่คิดสั้นหนีกรรมชั่วกันง่ายๆโดยการฆ่าตัวตายอย่างนี้ไม่พ้นเจอกรรมชั่วอยู่ดีซึ่งผลที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือการเป็นผีตายโหงเร่ร่อนบนโลกโดยไม่ได้ผุดได้เกิดจนกว่าเวลาจะครบตามอายุขัยของตนถึงจะไปอีกภพหนึ่ง อีกทั้งร่างกายนั้นตามหลักธรรมถือเป็นของธรรมชาติมิใช่ของๆเรา การฆ่าตัวตายจึงเป็นการละเมิดต่อกฏเกณฑ์แห่งกรรมธรรมชาติเช่นกัน

เพราะแม้แต่ตัวกรรมกรกระทู้เอง ยังยอมรับเลยว่ามีความแค้นต่อบุคคลที่ให้ประชาธิปไตยเราชะงักงันอยู่เรื่อยมา และพยายามศึกษากฏเกณฑ์ธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตยนี่รวมไปถึงข้อมูลข้อเท็จจริงของทุกๆฝ่าย แต่ว่าความแค้นมันก็ไม่ค่อยจะลดลงไปสักเท่าไหร่ เลยเหลือทางเดียวก็คือเว้นวรรคปล่อยวางการติดตามข้อมูลข่าวสารเสียบ้าง และหันไปหาของบันเทิงมาเสพซะก็แค่นั้นเอง
แต่ว่าพ่อแม่ผมนี่สิ สาวกศาสดาลิ้มตัวจริงเลยแหละ วันๆเปิดแต่AssHoleTVหรือไม่ก็เนชั่(ว)น ส่วนผมถ้าไม่เปิดD-Stationก็ไปเปิดช่องStream ABTV4เพื่อไปดูAnimeน่าสนใจที่สำนักลิขสิทธิ์ในไทยทำเป็นVCDหรือDVDขายไปแล้วอย่างนี้
คนที่เสพสื่อได้รอบด้านต้องถือว่าเก่งกาจมากในการควบคุมอารมณ์ไม่ให้กระเจิดกระเจิงไปซะก่อน ราวกับคนที่ทานอาหารผิดสำแนงไปแล้วก็อาเจียนออกมานั้นแหละ หรือแม้แต่ฟังเสียงของสื่อที่ออกมาขัดแย้งกับความคิดเห็นของตนแล้วอารมณ์มันขึ้นจนต้ิองอุดหูเหมือนกับกำลังอยู่ท่ามกลางกองขี้แล้วต้องอุดจมูกนั้นแหละ พ่อผมนี่ปากบอกว่าเสพสื่อรอบด้านแต่เอาเข้าจริงๆกระทั่งรายการความจริงวันนี้ก็ยังไม่ค่อยยอมตามดูเท่าไหร่เลย แล้วจะให้ผมเชื่อได้ยังไงละนี่

เลยตัดปัญหาโดยการแยกกันชั่วคราวจนกว่าจะดูจบ โดยผมก็นั่งเล่นเน็ตไร้สายในห้องนอนตัวเองไป ปล่อยให้คนข้างเสพสื่อของตัวเองไป ดูเหมือนพ่อแม่ผมจะไม่ห่วงลูกชายคนนี้ที่ถึงขนาดยอมอดข้าวเพราะไม่อยากนั่งทนฟังสื่อสวะพวกนั้นเลยนะนี่ ถือว่าตัวเองเป็นเจ้าบ้านมีศักดิ์ฐานะดีกว่าจะทำอะไรก็ทำได้ทำไปโดยไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพของผู้ร่วมอาศัยที่เป็นลูกชายแท้ๆด้วย
ก็ได้แต่เอาหลักธรรมมาปลอบใจตัวเองเท่านั้นแหละครับตอนนี้ ก็บ้านมันมีแค่หลังเดียวถ้ามันย้ายได้ผมก็ย้ายไปก่อนแล้ว แถมจนถึงตอนนี้ผมก็ยังหางานใหม่ๆทำไม่ได้อีกไม่รู้ว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจแย่หรือว่าคุณสมบัติของผมมันไม่ผ่านกันแน่




 

Create Date : 30 มกราคม 2552    
Last Update : 30 มกราคม 2552 3:55:11 น.
Counter : 441 Pageviews.  

ย้อนรอย Comiket งานคนการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุด

เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ก็เลยแปลมาให้อ่านกันครับสำหรับประวัติความเป็นมาของงานรวมพลคนการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Comic Market หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ Comiket ซึ่งปัจจุบันจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยช่วงแรกที่เรียกว่า Summer นั้นจะจัดขึ้นช่วงกลางเดือนส.ค. และที่เรียกว่า Winter นั้นจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธ.ค. (ซึ่งหลังๆ ก็จะชนกับช่วงปีใหม่ทุกที) แน่นอนว่าสถานที่จัดนั้นก็คือ Tokyo Big Sight ที่โอไดบะนั่นเอง สำหรับงาน Comiket ครั้งที่ 72 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17-19 ส.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานว่ามีแฟนๆ ไปเข้าร่วมงานมากกว่า 170,000 คนในวันแรก ซึ่งมากกว่าที่จัดเมื่อปลายเดือนธ.ค.ปีที่แล้วถึง 40,000 คนเลยทีเดียว

พูดถึงคอมมิคเก็ตแล้ว ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็คือสถานที่ๆ นักวาดโดจินที่ทั้งเป็นศิลปินเดี่ยวหรือว่ากลุ่มจะได้มารวมตัวกันเพื่อขายงานของตัวเอง แน่นอนว่าก็มีหลายกลุ่มที่ทำผลงานออกมาแล้วเข้าเนื้อ แต่คอมมิคเก็ตยังคงเป็นสถานที่พวกเขาจะได้ทดลองทำ และสร้างชื่อให้กับตัวเองอยู่ดีนั่นเอง ในปัจจุบันมีนักเขียนชื่อดังหลายคนรวมถึงกลายกลุ่มที่สร้างชื่อมาจากงานคอมมิคเก็ตจนได้มาอยู่แนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นอ.รูมิโกะ ทาคาฮาชิ หรือแม้แต่ 4 จตุinw CLAMP และแน่นอนว่าอย่าง Type-Moon และ 07th Expansion ก็ได้ก้าวขึ้นมาอยู่แนวหน้าและได้รับความนิยมจนสามารถกลายเป็นมืออาชีพที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ประวัติศาสตร์ของคอมมิคเก็ตเริ่มต้นขึ้นในปี 1975 และก็กลายเป็นงานการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้เข้าชมในแต่ละวันที่มากกว่า 100,000 คน และรวมทุกวันแล้วไม่ต่ำกว่า 510,000 คน อะไรทำให้งานนี้ได้รับความนิยมมากขนาดนี้กันนะ

ยุคเริ่มต้นแห่ง Comiket

ในช่วงราวๆ ยุคปี 1970 แฟนๆ ของภาพยนตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ได้เริ่มเขียนโดจินชิขึ้น แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องการสถานที่สำหรับการขายและซื้อผลงานของพวกเขากันเอง งาน Comic Market หรือ Comiket เลยเกิดขึ้นตามความต้องการตรงนั้น อันที่จริงแล้วคอมมิคก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสวยหรูอะไรมากนัก งานถูกจัดขึ้นเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง Meiku กลุ่มเซอร์เคิลโดจินที่เป็นผู้ริเริ่มจัดงานนี้ และ Japan Manga Convention (JMC) ซึ่งได้ปฎิเสธที่จะรับพวกเขาเข้าร่วมงาน และคนอื่นๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ JMC ดังนั้นคอมมิคเก็ตจึงถูกจัดขึ้นโดยโดยมีนโยบายอย่างกว้างๆ ว่า "จะไม่ปฏิเสธใคร" พวกเขาตั้งมั่นที่จะเป็นงานของแฟน โดยแฟน เพื่อแฟน

ครั้งแรก

งานคอมมิคเก็ตครั้งแรก หรือว่า C1 นั้นจัดขึ้นที่ห้องประชุมของตึกหน่วยป้องกันอัคคีภัยแห่งญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ปี 1975 โดยทางเซอร์เคิล Meiku มีกลุ่มเซอร์เคิลเข้าร่วม 32 กลุ่ม และมีผู้เข้าเยี่ยมชมถึง 700 คน แถมยังมีข่าวลือด้วยว่าในคืนก่อนวันจัดงาน มีกลุ่มแฟนๆ นั้นได้ออกมาค้างคืนรอเข้างาน และจับกลุ่มกันร้องเพลงอนิเม (ซึ่งในยุคนั้นมันมีอนิเมอะไรเยอะซะที่ไหนกันละ) สำหรับเซอร์เคิลที่เข้าร่วมงานนั้นกว่าครึ่งก็เป็นสมาชิกของชมรมการ์ตูนจากม.ปลายและม.ต้น และบางส่วนนั้นก็เป็นแฟนคลับของอ.โมโตะ ฮางิโอะ (ซึ่งถือได้ว่าเป็นมารดาแห่งการ์ตูนผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง YAOI) ซึ่งกว่า 90% ของกลุ่มแฟนคลับนี้ก็เป็นนักเรียนหญิงที่ชื่นชอบในการ์ตูนผู้หญิงเหล่านั้น
หลังจากงาน C1 คอมมิคเก็ตก็จัดขึ้นอีก 3 ครั้งในอีกปีนั้น ในช่วงระหว่างปิดภาคเรียน Meiku ที่เป็นผู้เริ่มต้นในการจัดงานก็เลิกจากการเป็นผู้จัด แต่พวกเขาก็ยังคงได้เกียรติและสิทธิชั่วนิรันดร์ในการได้พื้นที่ในงานจนถึงในปัจจุบัน

ในปี 1976 C2-C4 งานถูกจัดขึ้นที่ตึกของสมาพันธ์อุตสาหกรรมอิตาบาชิ จำนวนของเซอร์เคิลที่เข้าร่วมยังคงมีไม่เกิน 100 กลุ่มในช่วงนั้น และงาน C5 สถานที่จัดก็ถูกเปลี่ยนไปที่ตึกอุตสาหกรรมโอตะ และงานก็ยังคงจัดที่นั่นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงงาน C13 ในปี 1979 จำนวนเซอร์เคิลก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้เข้าร่วมงานนั้นต้องต่อคิวเป็นแถวยาวหน้าประตูทางเข้า ซึ่งเมื่อนับจำนวนแล้วก็พวกว่ามีเซอร์เคิลมากถึงเกือบ 300 และจำนวนผู้เข้าชมกว่า 4,000 คน ซึ่งแม้ว่าจำนวนเซอร์เคิลจากสมาชิกชมรมนั้นจะลดลง แต่ว่าเซอร์เคิลจากกลุ่มอนิเมนั้นมีมากขึ้น แน่นอนว่าคงต้องยกความดีความชอบให้กับอนิเมอย่างเรือรบอวกาศยามาโต้ และกันดั้มที่ฉายในยุคนั้น ซึ่งกลุ่มแฟนเหล่านี้เนี่ยแหละที่เป็นบรรพบุรุษที่ทำให้เกิดโอตาคุในปัจจุบัน และความมุ่งมั่นของพวกเขาที่ทำให้งานคอมมิคเก็ตยังคงพัฒนาต่อไป ในช่วงเวลานี้ที่ Meiku ไม่ได้เป็นผู้จัดงานแล้ว คอมมิคเก็ตก็กลายเป็นองค์กรอิสระไป

ตั้งแต่ปี 1980-1981 คอมมิคเก็ตย้ายไปจัดกันที่คาวาซากิชิมินพลาซ่า ยอดคนเข้างานเพิ่มเป็น 7000 คนและมีเซอร์เคิลถึง 350-400 กลุ่ม แน่นอนว่าคนแน่นเอี้ยด จนใน C18 งานก็ย้ายไปจัดที่โยโกฮาม่าซันโบะโฮล คนเข้าชมงานพุ่งทะลุ 10,000 คน ซึ่งในงานนี้กลุ่มเซอร์เคิลที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับ "Urusei Yatsura" หรือลามูทรามวัยต่างดาวนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้เซอร์เคิลที่เข้าร่วมงานมักจะเป็นผู้หญิง แต่ว่าด้วยความนิยมของเรื่องนี้ก็ทำให้มีผู้ชายเพิ่มมากขึ้น

ในงาน C19 เกิดความขัดแย้งในกลุ่มผู้จัดงาน โดยกลุ่มที่ต่อต้านสมาชิกกลุ่มหลักซึ่งเรียกตัวเองว่า Revolutionaries นั้นได้เข้าจองคาวาซากิชิมินพลาซ่าตัดหน้า บางคนบอกว่าต้นเหตุของความขัดแย้งมาจากการที่พวกต่อต้านนี้ได้ยืนกรานที่จะให้มีการจำกัดผู้เข้างาน บางกระแสก็บอกว่าพวกนี้พยายามที่จะฮุบงานคอมมิคเก็ตเป็นของตัวเองเพื่อหาประโยชน์เข้าตัว หรือบางพวกก็บอกว่าพวกต่อต้านนี้ต้องการจะเชิญนักพากย์มาเป็นเกสท์ แต่ทว่าความพยายามของพวกเขาก็ถูกกลุ่มผู้จัดหลักปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากมีการย้ายงานไปที่ World International Trade Show Hall ที่ฮารุมิแทน ทำให้กลุ่มต่อต้านนี้ต้องเปลี่ยนชื่องานเป็น "New Comiket" และภายหลังก็เปลี่ยนชื่อเป็น "Comic Squire" แทน

เวลาผ่านไปอีก 6 ปีคอมมิคเก็ตก็ยังคงยืนหยัดจัดที่ฮารุมิมาตลอด จำนวนผู้เข้าร่วมงานก็เพิ่มมากขึ้น โดยในงาน C30 มีคนเข้างานมากถึง 35,000 คน กับ 3,900 เซอร์เคิล และในช่วงปี 1985 นี่เองที่กัปตันสึบาสะนั้นดังเป็นพลุแตกในหมู่พวกผู้หญิง การ์ตูนหมวดพวก yaoi จึงได้ถึอกำเนิดขึ้นมาในยุคนี้ และ Yaoi นี่เองที่กลายเป็นแรงขับดันให้กลุ่มผู้ร่วมงานผู้หญิงนั้นมามากขึ้นแบบไม่น่าเชื่อ โดยมีการบันทึกเอาไว้ว่าหัวหน้ากลุ่มของเซอร์เคิลที่ชื่นชอบกัปตันสึบาสะนั้นมีเพียงแค่ 6 คน ส่วนอีก 1,083 คนนั้นเป็นผู้หญิง
และสิ่งที่น่าจดจำอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่คุณซึกุโอะ อิวาตะ ที่เข้ามาเป็นกลุ่มผู้จัดงานคอมมิคเก็ตในปี 1983 นั้นเริ่มมีการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้การจัดการข้อมูลเพื่อรองรับกับงานที่ขยายตัวมากขึ้น และเขาก็ยังมีส่วนร่วมในการงานแผนจัดงานอีกหลายครั้งจนกระทั่งเขาลาออก และเสียชีวิตเมื่อปี 2004 ที่ผ่านมา

ในปี 1988 งาน C33 จำเป็นต้องย้ายไปจัดที่ Tokyo Logistic Center (TLC) เพราะว่าฮารุมินั้นมีการจัดงานอื่นอยู่ การจัดงานเลยต้องมีเพิ่มขึ้นเป็น 2 วันเนื่องจากว่าพื้นที่จัดงานนั้นแคบและเล็กกว่าที่เดิม ซึ่งในงานนี้มีเข้าร่วมถึง 40,000-60,000 คน และมีเซอร์เคิลเข้าร่วมมากว่า 4,400 กลุ่ม งานนี้ยังเป็นงานแรกที่เริ่มมีใช้ระบบจัดหมวดหมู่ของเซอร์เคิลต่างๆ เข้ามาใช้แล้วด้วย แต่แน่นอนว่าแม้งานจะมี 2 วันแต่ว่าสถานที่จัดงานก็ยังไม่สามารถรองรับจำนวนคนมหาศาลนี้ได้ จนในงาน C34 ปี 1988 จึงต้องย้ายกลับไปจัดกันที่ฮารุมิอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการจัดการนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทำให้มีเซอร์เคิลกว่า 9,200 กลุ่มซึ่งมากกว่างานที่แล้วถึงกว่า 2 เท่าเข้าร่วมงานนี้ ส่วนงาน C35 นั้นหลังจากที่กลุ่มผู้จัดพยายามหาสถานที่ใหม่แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ทำงานงานต้องเลื่อนมาจัดในเดือนมี.ค.ปี 1989 และในงาน C36 ช่วงฤดูร้อนปี 1989 ยอดคนเข้างานก็ทะลุล้านคน พร้อมกับเซอร์เคิลที่มีมากถึง 10,000 กลุ่ม

แต่ทว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนงานคอมมิคเก็ต ก็เกิดคดีฆาตกรรมเด็กสาวถึง 4 คนโดยนายมิยาซากิ ที่เป็นโอตาคุ และยังเป็นสมาชิกในกลุ่มเซอร์เคิลที่เข้าร่วมงานคอมมิคเก็ตในครั้งนั้น ทำให้สื่อมวลชนทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์พากันประโคมข่าวประณามงานคอมมิคเก็ตที่ส่วนทำให้เกิดคนอย่างมิยาซากิขึ้น ถึงขนาดนี้รายการทอลค์โชว์เข้าไปทำรายการและตะโกนใส่ผู้ที่เข้าร่วมงานว่า เขาเห็นคนอย่างมิยาซากินับล้านคนอยู่ที่นี่ เลยทีเดียว

ด้วยจำนวนคนเข้างานที่มหาศาลมากมายเกินรับได้ของฮารุมิ ทำให้งาน C37 ต้องย้ายกันไปจัดกันที่มาคุฮาริ เมซเซ่ในจิบะ ซึ่งเป็นหนึ่งในฮอลจัดงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และก็มีบันทึกด้วยว่าในงาน C39 ช่วงฤดูหนาวปีถัดมานั้นมีผู้เข้าร่วมชมงานมากถึง 2.5 ล้านคน ด้วยความสำเร็จนี้งานคอมมิคเก็ตก็ควรที่จะอยู่ที่มาคุฮาริเมซเซ่ต่อไปหากไม่เกิดเหตุการณ์ว่าทางมาคุฮาริเมซเซ่นั้นเกิดปฏิเสธไมให้มีการจัดงานที่นี่ขึ้นมา เนื่องจากพบว่าในงานนั้นมีโดจินชิที่เป็นการ์ตูนโป๊มากมาย เหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกจัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของการจัดงานคอมมิคเก็ต และเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานครั้งนั้นก็ยังคงเกลียดมาคุฮาริเมซเซ่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งการปฏิเสธการจัดงานครั้งนี้ส่งผลกระทบมากมายตั้งแต่โรงแรมบริเวณรอบๆ มาคุฮาริและจิบะนั้นถูกยกเลิกการจองเพียบ ทำให้สูญเสียรายได้มากกว่าร้อยล้านเยน ไฟจากโรงแรมและร้านค้าที่เคยส่องแสงระยิบระยับในช่วงกลางคืนเหมือนปีที่แล้วต้องมืดลงอย่างช่วยไม่ได้ ร้านอาหารและร้านสะดวกซื้อที่ตุนอาหารและเครื่องดื่มเอาไว้รองรับเหล่าคนการ์ตูนโดยอาศัยข้อมูลจากงานที่จัดครั้งที่แล้วก็ต้องพบกับปัญหาสต็อกบวมแบบเจ็บปวด ยอดขายของร้านอาหารรอบๆ มาคุฮารินั้นตกลงมาต่ำกว่า 10% เมื่อเทียบกับที่ทำได้ในงานครั้งที่แล้ว

แต่ถึงกระนั้นคอมมิคเก็ตก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยงาน C40 นั้นก็ย้ายกลับไปจัดกันที่ฮารุมิจนกระทั่งถึงงาน C49 ใน C40 นี้เองระบบที่ใช้ในการตรวจสอบภาพโดจินชิที่โป๊เปลือยอย่างเข้มงวดก็เริ่มขึ้นในงานนี้ โดจินชิทุกเรื่องที่ขายในงานนั้นต้องได้รับการตรวจสอบก่อนที่จะออกวางขาย และในงาน C42 ช่วงฤดูร้อนปี 1995 มีแฟนๆ กว่าร้อยคนที่เป็นลมแดดระหว่างที่รอต่อแถวเข้างานจนต้องหามส่งเต้นท์พยาบาลจนใครก็ขนาดนามคอมมิคเก็ตครั้งนั้นว่า Genocide Comiket และในงาน C48 ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 2 ทศวรรษของการจัดงานคอมมิคเก็ต งานก็ถูกขยายขึ้นเป็น 3 วันเต็ม ในช่วงเวลานี้นี่เองที่การ์ตูนอย่างกลุ่มอัศวินสาวแห่งดารา "เซเลอร์มูน" ได้รับความนิยมอย่างสูง พร้อมกับการ์ตูนในตำนานอย่างอีวานเกเลี่ยน และเซนต์เซย์ย่ารวมถึงซามูไรทรูปเปอร์ มีโดจินชิมากมายถูกสร้างมาจากเรื่องเหล่านี้และแน่นอนว่าส่วนมากก็เป็น Yaoi ทั้งนั้น แม้ว่าบริษัทอนิเมชั่นทั้งหลายนั้นไม่ยอมรับว่าเทรนด์เรื่องแนวนี้นั้นมาแรง แต่ก็มีหลายๆ บริษัทที่เปลี่ยนแนวความคิดดังกล่าวและออกผลงานที่ออกมาเจาะกลุ่มแนวนี้โดยเฉพาะก็มีเหมือนกัน สำหรับ C49 ที่จัดในปี 1995 นั้นถือได้ว่าเป็นงานครั้งสุดท้ายที่จัดขึ้นที่ฮารุมิเพราะว่า World Trade Fair Hall นั้นปิดตัวลง ซึ่งทำให้ช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1996 มีการจัดงานทิ้งท้าย "Sayonara Harumi Comiket Special" ขึ้นมาเพื่ออำลาที่แห่งนี้ด้วย

นับตั้งแต่งาน C50 ในปี 1996 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันคอมมิคเก็ตก็ย้ายมาจัดกันที่โตเกียวบิ๊กไซท์ที่อาริอาเกะ บนเกาะโอไดบะที่ถูกถมทะเลสร้างขึ้นมา รูปแบบงานก็ยังคงมี 3 วันเช่นเดิม ในงาน C52 ในปี 1997 จำนวนเซอร์เคิลก็พุ่งทะลุ 30,000 กลุ่ม งาน C71 และ C73 ถือได้ว่าเป็นงานที่แปลกงานหนึ่งเพราะว่าจัดกันช่วงปลายปีแบบว่าจบงานก็ขึ้นปีใหม่เลยทีเดียว
พูดถึงแนวงานในช่วงนี้แล้วด้วยกระแสความแรงของอีวานเกเลี่ยนรวมถึงเซเลอร์มูน และเกมแนวไฟท์ติ้งทำให้โดจินชิเปลี่ยนจากแนววิทยาศาสตร์ไปเป็นแนวโมเอะเต็มตัว และก็ทำให้คนภายนอกมองภาพตลาดโดจินชิส่วนใหญ่นั้นเป็นแนว Hentai ไปเสียหมด

ในช่วงปี 2000 กลุ่มโดจินเกมอย่าง Tsukihime,Higurashi no Naku Koroni และ Toho Project ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก จนถึงขึ้นเกิดโดจินชิล้อโดจินชิอีกที เมื่อโดจินชิกลายเป็นงานออริจินั่ลขึ้นมาก็เลยทำให้ TYPE-MOON ที่เป็นผู้สร้าง Tsukihime นั้นผันตัวเองกลายเป็นคนสร้างเกมอย่างจริงจังแทนที่จะเป็นแค่เซอร์เคิลธรรมดา กลุ่มเซอร์เคิลที่เกี่ยวกับเพลงอย่าง Sound Horizon และ Rakka Katagiri นั้นก็กลายเป็นมืออาชีพ

ปัจจุบันคอมมิคเก็ตกลายเป็นประตูสู่หนทางแห่งมืออาชีพสำหรับหลายๆ เซอร์เคิล ในช่วงตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมามีผู้เข้าร่วมงานมากว่า 5 ล้านคน และจำนวนของรูปแบบหมวดหมู่สินค้าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันเรียกได้ว่าถ้าเรื่องไหนฮิตๆ จะต้องมีอยู่ที่งานนี้แน่นอน

จุดน่าสนใจอย่างหนึ่งที่น่าจับตาก็คือในงาน C51 มีบางส่วนของพื้นที่จัดงานนั้นถูกจัดเป็นพื้นที่ให้กับบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหลาย ทำให้มีแฟนๆ บางส่วนวิจารณ์ตรงนี้ว่าเป็นการทำลายชื่อเสียงของคอมมิคเก็ตที่เปิดโอกาสให้กลุ่มมือสมัครเล่น แต่ว่าส่วนนี้กลับเป็นการช่วยให้กลุ่มบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหลายยอมรับในงานที่แฟนๆ สร้างสรรค์ขึ้นในงานคอมมิคเก็ต จนทำให้มีแฟนๆ บางส่วนมาที่งานคอมมิคเก็ตเพื่อที่จะมายังบูธของบริษัทต่างๆ นี้ แถมบริษัทต่างๆ นี้ก็ยังใช้งานคอมมิคเก็ตเพื่อเป็นที่โปรโมทด้วย แต่ว่าก็ยังมีบางบริษัทที่ได้รับการปฏิเสธไม่ให้มาเข้าร่วมงานนี้ก็มีเช่นกัน

ด้วยความนิยมของคอมมิคเก็ตที่สูงมากขึ้นทุกๆ ปี กลุ่มนักวาดมืออาชีพ และบริษัทเกมมากมายซึ่งส่วนมากเป็นพวกเกมโป๊ทั้งหลายก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในงานนี้มากขึ้น จนทำให้เกิดเป็นพื้นที่พิเศษซึ่งจะกันเอาไว้ให้พวกมืออาชีพทั้งหลาย และแม้ว่างานคอมมิคเก็ตนี้จะเป็นงานของโดจินจากทั้งการ์ตูน,อนิเมและเกม แต่ว่ากลุ่มคนที่ออกแบบแฟชั่นสไตล์ก็อธธิคโลลิต้าและวงดนตรีต่างๆ ก็พากันมางานนี้เพื่อขายงานของตัวเองเช่นกัน

จบแล้วคร้าบ

ที่มา //www.comipress.com/article/2008/08/03/3636
Arden Endrain "สำนักข่าว Questnews"




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2551 4:33:05 น.
Counter : 274 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.