ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

อนาถ!สื่อไทยมั่วตั้งแต่ต้นจนจบ ฮือต้านตัดสินรางวัลสุดนิ่มจิกหัวเสื้อแดงคว้าภาพยอดเยี่ยม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท และฟ้าเดียวกัน
16 มิถุนายน 2552

ภาพหนุ่มเสื้อเหลืองจิกหัวสาวเสื้อแดงลากพื้นได้รางวัลภาพยอดเยี่ยมแห่งปี

ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 14 มิ.ย. และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. พาดหัวข่าว “ไทยรัฐคว้า ภาพยอดเยี่ยม” โดยมีเนื้อหาเป็นการรายงานข่าวสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ประกาศผลการตัดสินรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยม ครั้งที่ 13 ประจำปี 2551-2552 ที่โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว เมื่อ 14 มิ.ย.

โดยปีนี้มีผู้ส่งภาพเข้าประกวด 600 ภาพ และภาพข่าวทีวี 46 เรื่อง แบ่งออกเป็น 35 รางวัล รวมมูลค่าประมาณ 7 แสนบาท ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า ภาพข่าวยอดเยี่ยมในปีนี้ได้แก่ภาพชื่อ 'ทนไม่ไหว' เป็นภาพเหตุการณ์วันที่ 13 เม.ย. เป็นภาพผู้หญิงเสื้อแดงชื่อ น.ส.มินตรา โสรส ถูกนายกวีไกร โชคพัฒนาเกษมสุข อดีตการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตรงเข้าไปดึงผมจนล้ม หลังบุกเข้ามาด่าทหารที่เข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณถนนราชปรารภ ฝีมือลั่นชัตเตอร์โดยนายประสิทธิ์ นิเวศน์ทอง ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม น.ส.พ.ไทยรัฐ ได้รับถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเงินรางวัล 1 แสนบาท

นายกฯ สมาคมเผยได้รางวัลเพราะภาพได้อารมณ์ไม่ต้องบรรยาย ‘มาร์ค’ เตรียมมอบรางวัล

นายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินการให้รางวัลด้วยความยุติธรรมโปร่งใสทุกขั้นตอน ภาพ 'ทนไม่ไหว' ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในปีนี้ เพราะกรรมการเห็นว่ามีความโดดเด่นและองค์ประกอบของภาพครบจากเหตุการณ์ความชุลมุนวุ่นวาย ในภาพจะเห็นว่ามีช่างภาพยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ยืนในจุดที่ต่างจากคนอื่น จึงลั่นชัดเตอร์ได้เพียงคนเดียว ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย กรรมการทุกคนเห็นแล้วต่างลงคะแนนให้ชนะเป็นเอกฉันท์

สำหรับงานมอบรางวัลจะมีขึ้นวันที่ 18 มิ.ย. ที่ รร.โซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นประธานและจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 7 สี เวลา 16.30-18.30 น.

เผยภาพรางวัลยอดเยี่ยมไทยรัฐ เคยบรรยายภาพพลาด

โฉมหน้าของหนุ่มจิกหัวสาวเสื้อแดง-กวีไกรคนที่จิกหัวหญิงเสื้อแดง ไม่ใช่ชาวบ้านย่านแฟลตดินแดงที่ทนเสื้อแดงประท้วงไม่ไหวตามข่าว แต่เป็นการ์ดของพันธมิตรที่เคยเป็นการ์ดตอนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และอ้างว่าเคยนำปืนไปยิงใส่กลุ่มเสื้อแดงมาก่อนหน้านี้แล้ว

ประชาไทรายงานว่า สำหรับภาพข่าว ‘ทนไม่ไหว’ ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ได้รับรางวัลภาพข่าวสื่อมวลชนยอดเยี่ยมประจำปี 2551-2555 นั้น เป็นภาพที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีพิมพ์ลงหน้าหนึ่ง ในฉบับวันที่ 14 เมษายน 2552 ซึ่งประชาไทเคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ว่ามีการรายงานคำบรรยายภาพใต้ภาพผิดพลาด โดยในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับดังกล่าวเขียนว่า

"ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงจะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง"


โดยหลังจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐตีพิมพ์ภาพและคำบรรยายภาพดังกล่าว ต่อมาเมื่้อ 16 เม.ย. ทั้งใน กระดานข่าวพันทิพ ห้องราชดำเนิน และเว็บบอร์ดประชาไท ฯลฯ ได้มีผู้ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และพบว่าเหตุการณ์ที่มีชายชุดเขียวจิกศีรษะผู้หญิงเสื้อแดงนั้น เกิดขึ้นที่ ถ.ราชปรารภ ย่านถนนราชปรารภ 12 ซึ่งอยู่ห่างจากย่านแฟลตดินแดงเป็นระยะทางไกลมาก

โดยในวันดังกล่าว ไม่เพียงแต่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจะรายงานว่าเป็นเหตุการณ์ที่ชาวแฟลตดินแดงออกมาทำร้ายสตรีเสื้อแดงเพราะไม่พอใจที่มีการนำรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดงแล้ว สื่อมวลชนหลายสำนักยังรายงานคาดเคลื่อนเช่นกัน รวมถึงรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ดำเนินรายการและประกาศข่าวโดย นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา และ น.ส.กฤติกา ศักดิ์มณี ซึ่งออกอากาศเมื่อเช้าวันที่ 14 เม.ย. 52 ด้วย

นอกจากนี้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตยังมีการสืบค้นและพบว่าชายชุดเขียวที่จิกศีรษะ น.ส.มินตรา ดังกล่าว คือนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข อายุ 30 ปี เคยเป็นการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ที่ผ่านมา น.ส.อัญชะลี ไพรีรักษ์ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ ASTV ยังได้สัมภาษณ์นายกวีไกรทางโทรศัพท์ถึงสาเหตุที่นายกวีไกรกระทำการดังกล่าวในเหตุการณ์เมื่อ 13 เม.ย. ที่ผ่านมาด้วย

มติชนออนไลน์ ยังได้เผยแพร่บันทึกของนายกวีไกร ที่ประกาศไว้ใน Hi5 ของเขาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า "ผมไม่สงสารตัวเองกับคนที่มาด่าประณามผมเพราะผมควรที่จะได้รับ ... แต่ยอมรับว่าผมไม่รู้สึกที่จะขอโทษผู้หญิงคนนั้นหรือสงสาร" และนายกวีไกรเคยสอบถามไปยัง สน.พญาไท ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุว่า น.ส.มินตรา ไปแจ้งความหรือไม่ โดยเขาประกาศว่าหากมีการไปแจ้งความเมื่อไหร่เขาจะไปมอบตัวทันที

ชาวเน็ตโวยไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของสมาคมช่างภาพที่ให้ได้รับรางวัล

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เขียนข้อความลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า ไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของสมาคมช่างภาพสื่อในการให้รางวัลชนะเลิศ ภาพ "ทนไม่ไหว" โดยช่างภาพไทยรัฐ โดยระบุว่า ก่อนอื่น ขอย้ำว่า ผมไม่ได้ให้ความเห็นในแง่ของ composition ของภาพ หรือ เทคนิค (ภาพชัดคม ฯลฯ) เพราะ นี่เป็นภาพถ่ายสื่อมวลชน นั่นคือ ภาพนี้ก็เหมือนส่วนอื่นๆของสื่อมวลชน คือ การรายงานเหตุการณ์ ตามความเป็นจริงให้มากที่สุด ซึ่งตามบรรทัดฐานนี้ ภาพนี้ ไม่สมควรได้รางวัลชนะเลิศ

นี่คือการให้เหตุผลของคณะกรรมการ ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้ภาพนี้ได้รางวัลชนะเลิศ (ดูโดยเฉพาะส่วนที่ผมเน้นด้วยตัวหนา)
//www.thairath.co.th/today/view/12919

ทั้งนี้ นายวิชัย วลาพล นายกสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินการให้รางวัลด้วยความยุติธรรม โปร่งใสทุกขั้นตอน สำหรับภาพ "ทนไม่ไหว" ที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในปีนี้ เพราะกรรมการเห็นว่ามีความโดดเด่นและองค์ประกอบของภาพครบจากเหตุการณ์ ความชุลมุนวุ่นวาย ในภาพจะเห็นว่ามีช่างภาพยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ช่างภาพที่ถ่ายภาพนี้ยืนในจุดที่ต่างจากคนอื่น จึงลั่นชัตเตอร์ได้เพียงคนเดียว ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย กรรมการทุกคนเห็นแล้วต่างลงคะแนนให้ชนะเป็นเอกฉันท์

ก่อนอื่น คณะกรรมการ สมควรทราบแล้วว่า ชื่อภาพนี้ และคำบรรยายภาพนี้ เมื่อปรากฏในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เป็นชื่อภาพและคำบรรยายที่ผิดข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง

นี่คือคำบรรยายใต้ภาพเมื่อตีพิมพ์ครั้งแรก

ทนไม่ไหว หลังจากม็อบเสื้อแดงงัดยุทธวิธีขับรถบรรทุกแก๊สไปจอดบริเวณอุโมงค์ดินแดง จะจุดระเบิด สร้างความไม่พอใจแก่ชาวแฟลตดินแดง ถึงขั้นยกพวกออกมาลุยม็อบเสียเอง

บัดนี้เราได้ทราบแล้วว่า ชายคนที่ลากหญิงคนนั้นไปตามพื้น หาได้ ทำไป เพราะ "ทนไม่ไหว" เพราะเหตุการณ์รถแก๊ส หรือแม้แต่เหตุการณ์ใดๆในวันนั้นแต่อย่างใด

เพราะชายผู้นั้น คือนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข ผู้เป็นพวกพันธมิตรฯ ในลักษณะที่เรียกว่า "ฮาร์ดคอร์" คือเป็นพวกที่เป็นปฏิปักษ์กับคนเสื้อแดงอยู่นานแล้ว ไม่ว่า คนเสื้อแดง จะทำอะไรหรือไม่ในวันที่ 13 เมษา นั้น

นายกวีไกรเองเล่าว่า เขาเคยถึงกับลอบเอาปืนไปยิงใส่การชุมนุมของเสื้อแดง (โดยไม่ได้มีสาเหตุเฉพาะหน้ากระทบต่อเขาแต่อย่างใด) นี่คือสิ่งที่เขาเล่าไว้เอง ใน hi-5 ของเขา (ขณะนี้ปิดไปแล้ว) :

กูทำกับพวกมึงก่อนหน้านั้นไว้เยอะกว่าที่มึงเห็นแค่ตอนไอ้สาวเสื้อแดงโดนกูจิกหัว แค่ที่ผ่านมาไม่เป็นข่าว เช่น ตอนที่พวกมึงไปที่สนามกีฬาแห่งชาติ กูก็ไปดักยิงคนของพวกมึงที่กำลังเดินกลับบ้าน ยอมรับว่าเสียดายยิงพลาดไม่โดน กูในอนาคตคิดแผนใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ กูคิดว่ากูคนเดียวก็ป่วนพวกมึงหลายคนได้แล้ว

ดังนั้น การกระทำของชายผู้นั้น จึงหาใช่เป็นเรื่องของการ "ทนไม่ไหว" กับสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า หรือกระทั่งในวันนั้น แต่อย่างใด

นายกวีไกร หาใช่กระทำดังกล่าว เพราะ "ทนไม่ไหว" กับเรื่องรถบรรทุกแก๊สแต่อย่างใด แต่ "ทนไม่ไหว" เพียงเพราะถูกผู้หญิงในภาพด่าทอ เพราะความที่เป็น "ฮาร์ดคอร์" ของพันธมิตร ที่ไม่ชอบเสื้อแดงอย่างรุนแรง (ถึงขั้นเคยเอาปืนไปยิงใส่ โดยไม่มีสาเหตุเฉพาะดังกล่าว)

ภาพสื่อมวลชน เป็นส่วนหนึ่งของการรายงานความจริง การตั้งชื่อภาพ และการบรรยายภาพ จึงเป็นองค์ประกอบของการรายงานความจริงนี้ด้วย ดังนั้น ลำพังชื่อภาพ ก็ไม่ตรงความจริงแล้ว คำบรรยายเมื่อตีพิมพ์ครั้งแรก บัดนี้ ก็เป็นทีทราบกันแล้วว่า ผิดความจริง ภาพนี้ จึงไม่ใช่ภาพที่สะท้อนความจริง แต่เป็นภาพเสนอความเท็จ ทำให้คนอ่านเข้าใจผิด

ที่คณะกรรมการลงความเห็นว่า

ภาพนี้จึงได้อารมณ์ของภาพโดยไม่ต้องบรรยาย

ขอถามว่า "อารมณ์" ที่ว่า คืออะไร?

และ "ไม่ต้องบรรยาย" คืออะไร?

คำบรรยายในการตีพิมพ์ครั้งแรก และแม้แต่ชื่อภาพ ที่ยังคงใช้ในการประกวดครั้งนี้ ก็ผิดแล้ว จะกล่าวว่า "โดยไม่ต้องบรรยาย" ได้อย่างไร?

ภาพนี้ ลำพังสิ่งที่แสดงในภาพเอง ไม่มีทางให้ "สาร" หรือ "ข้อมูล" อะไรได้ ถ้าคนอ่าน ไม่รู้ว่า ชายคนนั้น คือ "ฮาร์ดคอร์" ของ พันธมิตร ไม่ใช่ "ชาวบ้าน" ธรรมดา

ลำพังภาพ ถ้าไม่มีการบรรยาย ข้อเท็จจริงนี้ประกอบ จึงมีลักษณะ misleading คือ ทำให้ไขว้เขว หาได้ทำให้ทราบความจริงแต่อย่างใด

การที่คณะกรรมการอ้างว่า "ไม่ต้องบรรยาย" จึงขัดกับความจริงโดยสิ้นเชิง

อย่าลืมว่า ในการตีพิมพ์ครั้งแรก ไทยรัฐ ต้องการเสนอว่า การแสดงออกของชายในภาพ เป็นการแสดงออกของ "ชาวบ้าน" ที่ "ทนไม่ไหว" ในการกระทำเรื่องรถแก๊สของคนเสื้อแดง

บัดนี้ เมื่อความจริงปรากฏแล้ว การกระทำของชายผู้ซึ่งเป็น "ฮาร์ดคอร์" ของพันธมิตร ผู้นี้ (ผู้มีประวัติในลักษณะชวนให้คิดว่า จิตใจ ไม่ปกติด้วยซ้ำ) ยังจะสามารถถือเป็นการแสดงออกในลักษณะทีเป็น "ตัวแทน" ของ "ชาวบ้าน" ที่ "ทนไม่ไหว" ได้หรือ?

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า เชียร์ เสื้อแดง หรือ แอนตี้ เสื้อแดง เลย
ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือ ไม่เห็นด้วย กับการกระทำที่ปรากฏออกทางภาพนั้นเลย

แต่อยู่ที่ประเด็นพื้นฐานที่สุดว่า ภาพดังกล่าว นำเสนอข่าวสารที่ผิดตั้งแต่ (1) การตั้งชื่อภาพ (2) คำบรรยายประกอบภาพ (3) บริบทของการนำเสนอภาพ

ทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นการนำเสนอ ภายใต้ความเชื่อทีว่า เป็นเรื่องของ "ประชาชนชาวแฟลตดินแดง ไม่พอใจ เสื้อแดง เรื่องรถแก๊ส จนทนไม่ได้ ถึงกับแสดงออกเช่นนั้น"
ซึ่งผิดความจริง โดยสิ้นเชิง

การที่สมาคมช่างภาพฯ ยังดันทุรัง ตัดสินให้ ภาพที่เสนอข่าวสารผิดๆ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่า วิจารณญาณ (judgement) ของวงการสื่อไทย ปัจจุบน อยู่ในระดับที่ต่ำมากๆ

ขอยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับต้องประณามการกระทำของ กวีไกร ในภาพเลย
ภาพที่ถ่ายทอดการกระทำที่เราไม่เห็นด้วยมากๆ ก็สามารถเป็น "ภาพยอดเยี่ยม" ได้ (นึกถึงภาพ "ตอก-อก" (6 ตุลา) ที่ได้รางวัลภาพยอดเยี่ยม) ประเด็นอยู่ที่ว่า ในฐานะภาพข่าว จะต้องสะท้อนความจริง ซึ่งภาพ "ทนไม่ไหว" สะท้อนความผิดพลาดของการเสนอข่าว


ลูกกระจ๊อกเหลืองกร่างตามหัวโจก จิกหัวหญิงไม่พอเผยเคยยิงเสื้อแดง เหิมขู่ฆ่าเหมือนผักปลา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 เมษายน 2552

บ้านเมืองไร้ขื่อแปตำรวจยังไม่จับ"กวีไกร"หลังเปิดตัวจิกหัวหญิงเสื้อแดง เหิมเกริมออกมาท้าทายเมื่อไหร่จะจับ ท้าทายกฎหมายแค่นี้น้อยไปเคยวางแผนบึ้มพลีชีพสังหารทักษิณ และเคยดักยิงตอนเสื้อแดงชุมนุมที่สนามกีฬาแห่งชาติมาแล้ว ตอนนี้ก็วางแผนใช้ทั้งปืนและระเบิดฆ่าให้ตายเป็นผักปลา คาดกร่างตามหัวโจกลูกพี่แกนนำเสื้อเหลืองที่ยังลอยนวลเพราะเส้นใหญ่หนุนหลัง

นายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข ชายเสื้อเขียวที่จิกหัวหญิงเสื้อแดงในเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อว้นที่13เมษายนที่ผ่านมา และพบว่าเป็นการ์ดพันธมิตรหัวรุนแรงที่เคยวางแผนจะระเบิดพลีชีพสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่ได้สำนึกในการกระทำที่ก่อขึ้น ซ้ำยังได้เขียนลงในHI5ของเขาในวันนี้ว่า เคยก่อเหตุรุนแรงต่อกลุ่มเสื้อแดงมากกว่านี้แล้ว โดยเคยไปดักยิงกลุ่มเสื้อแดงที่เคยไปชุมนุมที่สนามกีฬาแห่งชาติ และในอนาคตจะมีแผนใหม่อีกเรื่อยๆ

เส้นใหญ่ท้าตำรวจจับ ประกาศเคยก่อเหตุยิงเสื้อแดง อนาคตจะฆ่าเป็นผักปลา

นายกวีไกรเขียนเรื่องดังกล่าวในHIของเขาในวันนี้(//kaweekai13.hi5.com/friend/p89041432--kaweekai_chok--html ซึ่งได้ถูกปิดไปแล้ว)ว่า ผมบอกแล้วว่าไม่เสียใจหรือคิดจะขอโทษผู้หญิงคนนั้นแน่นอน และยอมติดคุกกับเรื่องนี้ด้วย(ถ้าต้องติด)เมื่อวันที่24/04/52ผมโทรไปติดตามเรื่องที่ สน.พญาไท ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุว่าผู้หญิงนั้นมาแจ้งความไว้ไหม เพราะผมจะมอบตัวรับกับสิ่งที่ผมทำทันที แต่ยังไม่มีการแจ้งความในเรื่องนี้ ดังนั้นผมจะติดต่อไปอีกตอนวันจันทร์นี้ ถ้ามีเข้ามาผมจะไปมอบตัวทันที

"เวลาที่พวกมึงมารวมตัวที่กรุงเทพฯก็ระวังตัวไว้ให้ดีนะ หากโอกาสมีก็จะเอาลูกตะกั่ว และระเบิดไปทำให้พวกทาสของทักษิณ ทาสของเงินทองให้ตายเป็นผักปลา กูคนเดียวไม่เสียดายชีวิต ยิ่งตอนนี้พวกมึงมารวมตัวสนามหลวงมาแบบไม่ค่อยใส่สีแดง ยิ่งจะง่ายในการแฝงตัว(หนาวๆว่ะใครใส่สีแดงมีสัญลักษณ์ นปช.มาเดินในกรุงเทพ มีมือมืดจ้องแก้แค้นอยู่ ทหารไม่ได้ฆ่าเสื้อแดงเลยสักคน แต่ประชาชนจะฆ่าเองเหมือนสองศพที่ลอยน้ำนั้น) ปล.กูท้าให้พวกมึงไปตามตัวกูมาแก้แค้นแทนผู้หญิงคนนั้น มึงอย่าคิดว่า นปช. มีใต้ดินแล้วคนอื่นไม่มีใต้ดินบ้าง เพียงแต่ใต้ดินของกูไม่ไปทำลายเมืองหรือไปทำชาวบ้านยกเว้น นปช.

กูทำกับพวกมึงก่อนหน้านั้นไว้เยอะกว่าที่มึงเห็นแค่ตอนไอ้สาวเสื้อแดงโดนกูจิกหัว แค่ที่ผ่านมาไม่เป็นข่าว เช่น ตอนที่พวกมึงไปที่สนามกีฬาแห่งชาติ กูก็ไปดักยิงคนของพวกมึงที่กำลังเดินกลับบ้าน ยอมรับว่าเสียดายยิงพลาดไม่โดน กูในอนาคตคิดแผนใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ กูคิดว่ากูคนเดียวก็ป่วนพวกมึงหลายคนได้แล้ว ส่วนพวกมึงคงต้องใช้หลายคนมาป่วนกู แต่ตอนนี้กูยังไม่เห็นมีใครมาป่วนว่ะรออยู่ เหี้ยกูสะใจวะที่แทนที่ผู้หญิงเสื้อแดงนั้นจะได้รับความเห็นใจจากสังคมดันตกไปเป็นเครื่องมือฝ่ายค้านเอามาเป็นประเด็น แถมเอามาแถลงนอกรัฐสภาอีก แทนที่กูจะเสียชื่อคนเดียวผู้หญิงนั่นก็เสียชื่อไปด้วย(แบบว่าเขางอกที่หัว) 555"

ก่อนนั้นเคยวางแผนพลีชีพลอบสังหารทักษิณ

มีหลักฐานว่านายกวีไกรน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานหัวรุนแรงของพันธมิตรด้วย สังเกตจากการที่เขาเคยใช้อีเมล์ของเขาส่งไปแสดงความเห็นท้ายข่าวหนังสือพิมพ์คมชัดลึกออนไลน์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 โดยเขียนว่า"ผมบอกให้จะให้ทักษิณตายได้ต้องมีการสละชีวิต มีคนที่อยากจะทำอยู่แค่ต้องการให้ช่วยหาแหล่งที่จะเอาระเบิดและอุปกรณ์มาได้(ไม่ต้องเป็นเงิน)ติดต่อได้ที่ tommy13_@hotmail.com โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อ และไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับทักษิณ เพราะเคยเห็นคนที่ใช้วิธีระเบิดตัวเองเพื่อทำลายคนอื่นสำเร็จมาแล้ว(ในต่างประเทศ) ตอนนี้มีคนพร้อมที่จะทำอยู่ เพียงแต่ขาดอุปกรณ์ที่จะทำ(ไม่ต้องการเงิน) ไม่ต้องกลัวถูกจับเพราะผู้ที่จะกระทำบอกผมต่อมาอีกที"(คลิ้กลิ้งค์)

กระบอกเสียงโจรพันธมิตรยกเป็นฮีโร่ แต่ไม่ยอมเปิดตัวว่าเป็นการ์ดพธม.

ขณะเดียวกันเวบผู้จัดการได้นำเสนอข่าวเรื่อง ชายเสื้อเขียวเปิดใจเหตุทะเลาะ-ดึงผมหญิงเสื้อแดง ดังนี้

ชายเสื้อเขียวที่ปรากฏในภาพ ซึ่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทยอ้างว่าเป็นทหารดึงผมสาวเสื้อแดง ในเหตุการณ์จลาจลป่วนกรุงเมื่อวันสงกรานต์ ได้เปิดเผยตัวเองแล้ว ด้วยการให้สัมภาษณ์กับ"อัญชะลี ไพรีรัก" และ"กมลพร วรกุล" ผ่านรายการ"ยามเช้าริมเจ้าพระยา" ทางเอเอสทีวี เมื่อเช้าวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา

ชายคนดังกล่าวเปิดเผยเพียงชื่อตัวเองว่า "กวีไกร" ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่ทหารและไม่ใช่สื่อมวลชน แต่เป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความสนใจต่อเรื่องราวทางการเมือง นายกวีไกร กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุได้ออกไปดูเหตุการณ์และสะพายกล้องไปด้วยเพื่อถ่ายภาพ บริเวณถนนราชปรารภที่ทหารกำลังกดดันผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และเจอกับผู้หญิงเสื้อแดง 2 คน ที่กำลังโวยวายทหาร จึงเกิดการถกเถียงกันขึ้น และผู้หญิงเสื้อแดงคนหนึ่งได้ถ่มน้ำลายใส่แต่ไม่โดน แต่การถกเถียงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีชายอีกคนหนึ่งเข้ามาด่าผู้หญิง 2 คนนี้ ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งถอดเสื้อออก และอีกคนปรี่เข้าหาผู้ชายคนนั้น ตนจึงเกิดบันดาลโทสะใช้มือดึงผมผู้หญิงคนที่ไม่ได้ถอดเสื้อ ก่อนที่ทหารจะเข้ามาห้ามไว้ ยอมรับว่าคุมอารมณ์ไม่อยู่ และถ้ามีการไปแจ้งความก็พร้อมที่จะไปมอบตัว



เหิมเกริมเห็นหัวโจกโจรพธม.ลอยนวล หางแถวกวีไกรกร่าง

อย่างไรก็ตามผู้จัดการไม่ได้นำเสนอว่าชายคนนี้เป็นการ์ดของพันธมิตรทั้งที่มีรูปหลักฐานการทำหน้าที่การ์ดตอนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ถ่ายที่บังเกอร์พันธมิตรเป็นต้น ขณะที่ท้ายข่าว กลุ่มพันธมิตรเข้ามายกย่องให้นายกวีไกรเป็นฮีโร่ของพันธมิตรล้นหลาม

ยังไม่มีรายงานจากตำรวจว่าจะจัดการอย่างไรกับนายกวีไกร ทั้งคดีจิกหัวผู้หญิง,คดีที่เคยวางแผนสังหารพ.ต.ท.ทักษิณ,การสารภาพว่าเคนดักยิงเสื้อแดง และข่มขู่ว่าจะฆ่าเสื้อแดงด้วยปืนและระเบิดเปแนผักปลา ทั้งนี้นายกวีไกรอาจได้ใจที่หัวโจกโจรพันธมิตรไม่เคยถูกดำเนินคดีเลย จึงเหิมเกริมท้าทายกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัวคุก

เพิ่มเติม ลองดูอดีตของคนๆนี้
**********************
หนุ่มหมอดูไพ่ยิปซีกลุ้มจะฆ่าตัวตาย

กรุงเทพ--9 ธ.ค.--เดลินิวส์

หมอดูไพ่ยิปซีหวังฆ่าตัวตายรายนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. พ.ต.ต.ประจักษ์ พันธ์ทอง สวส.สน.บวรมงคล รับแจ้งมีเหตุชายจะฆ่าตัวตายที่สะพาน:-)พระปิ่นเกล้าด้านถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอก น้อย ไปที่เกิดเหตุพร้อมเรือกู้ภัยฯ พบนายกวีไกร โชคพัฒนเกษมสุข อายุ 21 ปี พักอยู่บ้านเลขที่ 601/125 หมู่ 10 ถนนเพชรเกษม แขวงและเขตบางแค กำลังใช้เข็มขัดหนังสีดำผูกกับขาตัวเองทั้ง 2 ข้าง แล้วปีนขึ้นไปบนราวสะพานเตรียมกระโดดลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาหวังฆ่าตัวตาย แต่เมื่อนาย กวีไกรเห็นเรือกู้ภัยฯ ลอยลำอยู่ในแม่น้ำจึงเปลี่ยนวิธีใช้เข็มขัดผูกคอมัดกับราวสะพานหวังฆ่าตัว ตายอีกรอบ แต่ไม่ทันได้ทำอะไรมากกว่านี้ทางเจ้าหน้า ที่ตำรวจที่อยู่บนสะพานต่างกรูจับตัวเอาไว้ได้
จากนั้นนำตัวมาสอบสวน นายกวีไกร ให้การด้วยสีหน้าเศร้าหมองว่า เป็นหมอดูไพ่ยิปซีอยู่ย่านสีลมมาหลายปีแล้ว ระยะหลังลูกค้าน้อยลง ทำให้ไม่มีเงินเสียค่าเช่าแผงจนถูกเจ้าของที่ก

ประกอบกับมีปัญหากับพ่อแม่จนถูกไล่ออกจากบ้าน ต้องไปอาศัยนอนในสุสานย่านสีลม ก่อนเกิดเหตุได้มีปากเสียงกับแฟนสาวรุ่นพี่อีก ทำให้คิดไม่ตกจึงมาฆ่าตัวตายดังกล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานมาด้วยว่า เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน นายกวีไกร มาจด ๆ จ้อง ๆ จะฆ่าตัวตายบริเวณดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยไว้ทัน แต่ยังมาก่อเหตุซ้ำอีก จึงติดต่อไปยังพ่อแม่ให้มารับตัวไปว่ากล่าวตักเตือนต่อไป.

ที่มา: เดลินิวส์ (9 Dec 1999)

//talk.mthai.com/topic/56711




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2552    
Last Update : 18 มิถุนายน 2552 21:47:10 น.
Counter : 294 Pageviews.  

Silence of the Lamp: คำตอบที่ผมได้จากนายกสมาคมนักข่าวฯ กรณีเสถียร จันทิมาธร

Sun, 2009-05-31 22:08

ประวิตร โรจนพฤกษ์

เมื่อวันที่28 พ.ค. ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมเสวนาเรื่องสื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต: บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อซึ่งที่นั้นผู้อภิปรายชาวเยอรมันชื่อดร.วูลฟ์เกง ชูลส์ผู้ เชี่ยวชาญทางด้านสื่อจากมหาวิทยาลัยฮัมบวร์ก ได้พูดถึงกรณีเหตุการณ์ในเยอรมันว่าเมื่อไม่นานมานี้มีบรรณาธิการของสถานี โทรทัศน์เยอรมันช่องหนึ่งได้ถูกกดดันให้ออกเพราะจุดยืนทางการเมืองซ้ายจัดแต่ในที่สุดก็รอดเพราะมีการรณรงค์เพื่อปกป้องเขาซึ่งในที่นี้รวมถึงบรรณาธิการและนักข่าวที่มีจุดยืนขวาจัดเข้าร่วมรณรงค์ด้วยซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตระหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยคนที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันแต่ก็ยังยอมรับว่าสิทธิในการแสดงออกเป็นเรื่องสำคัญและจำต้องปกป้องสิทธิของผู้ที่เห็นต่างจากตนเองด้วย

ได้ยินเช่นนี้ผู้เขียนจึงนึกถึงกรณีข่าวจากเว็บไซต์เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ว่าด้วยการปลดนายเสถียรจันทิมาธรออกจากตำแหน่งเพียงเพราะมีจุดยืนทางการเมืองสนับสนุนฝ่ายแดงพอตอนท้ายรายการ ผู้เขียนจึงถือโอกาสถามนายประสงค์เลิศรัตนวิสุทธิ์บรรณาธิการจากเครือมติชนและนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายว่านายประสงค์คิดอย่างไรกับกรณีข่าวปลดนายเสถียรเมื่อเทียบกับกรณีเยอรมันที่ได้ฟังมา

นายประสงค์ได้ตอบผู้เขียนว่าข่าวนั้น“ไม่จริง” จึงไม่จำเป็นต้องตอบอะไร แถมนายประสงค์ตั้งข้อกังขาถึงเจตนาของผู้เขียนว่าทำไมถึงถามเช่นนั้นและพูดต่อไปว่า“แล้วคุณเชื่อผู้จัดการหรือ” ผู้เขียนไม่ได้ตอบแต่ได้ถามย้อนกลับไปว่าหากเป็นเช่นนั้นทำไมมติชนจึงไม่มีการแก้ข่าวหรือชี้แจงต่อสาธารณะ

“ไม่ต้องแก้ข่าว” คือคำตอบของนายประสงค์ซึ่งท่าทางไม่พอใจต่อผู้เขียนพอสมควรและยกตัวอย่างอีกว่าหลายฉบับ รวมทั้งหนังสือพิมพ์อย่างคมชัดลึกก็เขียนคอลัมน์ให้ข้อมูลอย่างผิดๆแต่ก็ไม่เห็นมีใครแก้ข่าวและบอกว่าให้ประชาชนตัดสินว่าใครน่าเชื่อถือกันเอง

(นายกสมาคมนักข่าวฯดูไม่แฮปปี้กับคำถามทั้งๆที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เขาพูดเองในช่วงอภิปรายว่าสื่อควรได้รับการตรวจสอบจากกลุ่มอื่นๆอย่างเช่นกลุ่มมีเดียมอนิเตอร์มากขึ้นและสื่อควรรับฟังเผยแพร่ผลของการตรวจสอบ ... มันจึงทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่านี่เป็นตลกร้าย)

ผู้เขียนพยายามจะถกต่อแต่ก็ถูกตัดบทโดยผู้ดำเนินการอภิปรายและด้วยความเคารพต่อผู้ดำเนินการอภิปรายก็จึงหยุดแต่ก็อดคิดต่อไปไม่ได้และถ้าหากพูดต่อไปได้ก็คงจะพูดว่าคุณเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯแต่กลับรู้สึกว่าเวลามีการให้ข้อมูลผิดกลับไม่ต้องแก้ข่าวและถ้าการไม่แก้ข่าวเป็นเรื่องปกตินั้นผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรเพราะสังคมจะไปหวังเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบและความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้อย่างไรในเมื่อสื่อเองไม่ให้ความสำคัญกับความ“ผิดพลาด” ของข้อมูลซึ่งผู้เขียนเช็คทางอื่นก็ยังคงมีการยืนยันว่ามีการจัดการกับฝ่ายซึ่งสนับสนุนหรือเห็นใจเสื้อแดงในเครือมติชน

แทนที่จะบอกว่ามาตรฐานต่ำๆของสื่อที่ไม่ยอมแก้ข้อมูลหรือชี้แจงนั้นควรเปลี่ยนและปรับปรุงได้แล้วแต่นายกสมาคมนักข่าวฯกลับอ้างว่าในเมื่อสื่อหลายฉบับก็ปฏิบัติเช่นนี้โดยไม่ยอมชี้แจงหรือแก้ข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และถ้าเกิดข้อมูลเอเอสทีวีผู้จัดการผิดจริงทำไมสมาคมฯไม่ออกมาตรวจสอบและวิจารณ์

และอีกประการหนึ่งคุณประสงค์ไม่คิดเหรอว่าคนเสื้อเหลืองจำนวนมากย่อมเชื่อข้อมูลของเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์อย่างมิต้องสงสัยนี่ยังไม่รวมถึงคนเสื้อแดงอีกไม่รู้กี่แสนที่ทราบข่าวนี้แล้วคงรู้สึกสะเทือนใจและโกรธแค้นและถ้าคุณประสงค์คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องชี้แจงหรือแก้ไขผมว่าก็คงปฏิเสธได้ยากว่าสื่อกระแสหลักอย่างมติชนและความคิดอย่างนี้ในกลุ่มผู้นำสมาคมนักข่าวฯก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความยุ่งเหยิงขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน

และอีกอย่างการที่คุณประสงค์พูดว่า“แล้วคุณเชื่อผู้จัดการหรือ” เป็นการพูดเหมารวมที่น่าสะเทือนใจมากเสมือนว่านักข่าวและบรรดาบรรณาธิการในเึครือผู้จัดการทั้งหมดเสนอแต่สิ่งที่เป็นเท็จถ้าผู้เขียนเข้าใจไม่ผิดผู้จัดการก็เป็นสมาชิกสมาคมนักข่าวฯด้วยมิใช่หรือการพูดเช่นนี้รู้สึกจะหยาบเหมารวมและไม่ให้เกียรติเป็นอย่างยิ่ง

00000


ป.ล.1 และมันก็น่าเสียดายที่คุณประสงค์คิดได้แต่เรื่องว่าใครที่ถามคำถามเช่นนี้มีเจตนาแอบแฝงหรือไม่เพราะในโลกที่คนคิดเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นการที่จะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วการที่คุณประสงค์ไปเป็นนายกสมาคมนักข่าวฯนั้นมีเจตนาอะไรแอบแฝงหรือไม่ หรืออาจสรุปไปว่าคุณประสงค์ตอบเช่นนี้มีเจตนาปกปิดอะไรหรือเปล่า

ผู้เขียนก็แค่เป็นห่วงมติชนและสื่อมวลชนโดยรวมเท่านั้นแหละแต่คำตอบที่ได้รับจากคุณประสงค์ก็ยิ่งทำให้ผู้เขียนกังวลยิ่งขึ้น เพราะ บรรดาสื่อที่เรียกร้องความโปร่งใส เรียกร้องให้มีการตรวจสอบองค์กรและกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมกลับดูเหมือนจะทำตัวเป็นข้อยกเว้นเสียเอง

ถ้าคิดเช่นนี้ก็มิจำเป็นต้องมีข่าวสืบสวนสอบสวน มิจำเป็นต้องมีการตรวจสอบองค์กรสถาบันอื่นๆ แบบสื่อ เพราะใครจะเชื่ออะไรก็เชื่อไป

ป.ล.2 หลัง จากเหตุการณ์ซักถามคุณประสงค์ได้จบลง ผู้เขียนก็ได้พยายามถามนักข่าวที่เชื่อถือได้ว่าความจริงเรื่องคุณเสถียร เป็นอย่างไรกันแน่ นักข่าวบางกอกโพสต์ระดับแนวหน้าผู้เคยได้รับรางวัลระดับนานาชาติผู้หนึ่งบอก ผู้เขียนว่า ก็จริงอย่างที่เป็นข่าวน่ะแหละ เพราะตัวเธอนั้นมีเพื่อนอยู่ที่มติชนและก็คอนเฟิร์มเรื่องนี้ ส่วนนักข่าวรุ่นพี่อีกคนที่สอบถามไป ถึงขนาดกล่าวหาว่า นายประสงค์์ “ตอแหล” ต่อหน้าสื่อหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุจำนวนมากในวันนั้น

ผู้เขียนแทบไม่อยากเชื่อว่าคนที่เป็นนายกสมาคมนักข่าวฯ จะสามารถโกหกซึ่งๆ หน้าต่อหน้าผู้คนจำนวนมากได้อย่างหน้าตาเฉย

ใน ขณะเดียวกันผู้เขียนก็คิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่คนอย่างคุณเสถียร จันทิมาธร ผู้ถูกพาดพิงจะออกมาชี้แจง แน่นอนผู้เขียนตระหนักดีว่าเคยมีคนบอกผู้เขียนว่าที่มติชนเขาอยู่กันอย่าง “พี่น้ิอง” ซึ่งหมายถึงวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก จึงไม่แน่ใจว่า จะรู้ความจริงเรื่องนี้อย่างแท้จริงได้อย่างไร

แล้วอีกอย่างสังคมไทยมักชอบพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในหลายวงการ ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจว่าใครโกหกกันแน่ระหว่างข่าวผู้จัดการหรือนายประสงค์

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 18:15:47 น.
Counter : 301 Pageviews.  

สังเวช!อีแร้งในไร่ส้มสาวไส้กันเละ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ASTVผู้จัดการ

ผู้จัดการASTV กระบอกเสียงของสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเสนอข่าวเรื่อง คำต่อคำ บิ๊กมติชน-ทีวีไทย เหน็บ “ASTVผู้จัดการ” สื่อการเมือง-เลือกข้าง จากนั้นก็รีบแฉโพยกลับเครือมติชนด้วยข่าวประจาน “บก.เก๊ะ” ข้อมูลชัด “มติชน” ฟาดโฆษณารัฐอิ่มแปล้! ซึ่งเป็นการเปิดศึกในแวดวงสื่อมวลชนครั้งล่าสุด ทำให้สังคมได้รับรู้ไส้ในอันฟอนเฟะของฐานันดรที่4ในทุกวันนี้

วันที่ 28 พ.ค. ที่อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (The Friedrich Ebert Stiftung)จัดสัมมนาเรื่อง “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ” โดยมีนักวิชาการ สื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างหนาตา โดยผู้ร่วมสัมมนาบางส่วนได้กล่าวพาดพิงถึงการทำหน้าที่สื่อของ “เอเอสทีวี-ผู้จัดการ”

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน จะยอมรับกันหรือเปล่า ถ้ายอมรับก็ต้องแก้มาตรา 48 ครับ นี่เถียงกันให้ตกนะครับ อย่าไปอีแอบอยู่ จะเอาให้ตกก็ตก นักการเมืองควรไปจัดรายการไหม คนที่เป็นนักการเมืองครึ่งหนึ่ง เดี๋ยววันดีคืนนี้วันนี้เป็น ส.ว. วันนี้เป็นนักการเมือง พอตกงาน สอบตก พอคุณเกษียณไปจัดรายการวิทยุ จะเอาไหม พอเราปรับกิจการจะเอายังไง จะเล่นบทไหน วันหนึ่งสอบตกโผล่มาเป็นกลุ่มนี้ วันหนึ่งสอบได้กลับมาเป็นนักการเมือง วันหนึ่งตกไปโผล่ตรงนี้อีก

จะเอายังไงครับ เอาให้ตกนะครับตรงนี้ ไม่ต้องมานั่งเถียงกันแล้ว เพราะสามารถบริหารจัดการสื่อโดยตรง โดยอ้อม จะเอายังไงก็เอาให้ชัด ถ้าแก้ไม่ได้ แล้วสื่อท้องถิ่นทุกวันนี้ นักการเมืองท้องถิ่นทั้งนั้นเป็นเจ้าของ หนังสือพิมพ์ เขาโวยวายตั้งแต่ต้นตอนร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าเกิดทำไม่ได้ผมก็ไม่รู้ยังไง ของเยอรมันบอกต้องทำตามรัฐธรรมนูญให้ได้ ของเราบอกขอแหกให้ได้ก่อน มันตรงกันข้าม เรื่องวัฒนธรรม เถียงให้ตกนะครับ แล้วแก้ ถ้าไม่แก้ก็อยู่อย่างนี้ เถียงกันไป เดี๋ยวก็ยื่น ก็คงยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คุณเรืองไกรต้องยื่นมากหน่อยแล้วกัน ยื่นทั่วประเทศ


นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีวีไทยกล่าวว่า มี 2-3 ท่านพูดถึงว่าทำไมคนไทยถึงได้หันไปหาสื่อที่เป็น จะเรียกว่าสื่อทางเลือก หรือสื่อเลือกข้างก็แล้วแต่ ที่เป็น ASTV และเป็น D-Station ถามว่าทำไมสื่อมวลชนที่เป็น Main Stream Media มันหายไปไหน ทำไมสื่อมวลชนทุกวันนี้ที่มีบทบาทอย่างมากเลยในการทำให้คนมีอารมณ์ ทำให้คนโกรธแค้น ทำให้คนชอบ/ไม่ชอบ เอาอะไร/ไม่เอาอะไร มันกลายเป็นสื่อที่เลือกข้าง มีสีของตนชัดเจนหมดเลย แต่สื่อที่ตามหลักการแล้วควรจะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการทำให้ประชาชนมีความคิดเห็นที่ดี ที่ถูกต้อง และสามารถนำความคิดเห็น นำข้อมูลเหล่านี้มาโต้เถียงกันได้ ค่อนข้างที่จะบทบาทหายไปจากสังคมนี้มากทีเดียว กลับกลายเป็นสื่อสองขั้วเป็นคนกำกับความรู้สึก เป็นคนกำกับความเห็นของประชาชน ค่อนข้างสูง

ผมคิดว่าเมืองไทยคงเป็นไม่กี่ประเทศในโลกขณะนี้ที่ความรู้สึกความเห็นของคนถูกกำหนดด้วยสื่อที่เลือกข้างแบบนี้ และผมคิดว่าระยะยาวแล้วอันตราย เพราะว่าทันทีที่ประชาชนมีความรู้สึกว่าสื่อที่พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง มีเหตุมีผล ถกเถียงอย่างมีที่มาที่ไป มันไม่สนุกไม่ตื่นเต้นเหมือนกับสื่อที่มันสุดขั้ว ที่มันใช้ภาษาหยาบคาย ที่มันด่ากันฟังแล้วมันมันสะใจแล้วก็เชื่อเลย ผมคิดว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้ออกไปนานวันมากขึ้น ผมคิดว่าอันตรายที่มีต่อประชาธิปไตยผมคิดว่ามีสูงแน่

ผมขอตั้งข้อสังเกตนิดเดียวกับข้อกังวลของบางท่านที่บอกว่าถ้ามีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา และมีสื่อในมือของตัวเอง และแยกไม่ออกระหว่างความเป็นสื่อ กับการเป็นเครื่องมือทางการเมือง ตรงนี้จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยเป็นห่วงมากนัก เพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคุณค่าที่สำคัญที่สุดของสื่อมันอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ เพราะว่าทันทีที่สื่อไหนก็ตามที่มีภาพชัดเจนว่าเป็นพรรคพวกของฝ่ายไหน เป็นของพรรคการเมืองไหน เป็นของการเมืองกลุ่มไหน ผมคิดว่าความน่าเชื่อถือก็คงจะค่อยๆ หายไป ผมคิดว่าพยายามมองในแง่ดีนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดคือทำยังไงให้สื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลัก Main Stream Media กลับกลายมาเป็นสถาบันที่ประชาชนคนในสังคมให้ความเชื่อถืออีกครั้งหนึ่ง”

กระบอกเสียงลิ้มสาวไส้มติชนกลับแก้แค้นที่โดนก่อนเป็นสื่อการเมือง

เปิดสถิติ “มติชนรายวัน” ฟาดโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐทะลุ 60 ชิ้น/สัปดาห์ บ่งชี้ต้นเหตุ “ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์” นายกสมาคมนักข่าวฯ ออกมาโวย จะเอากันยังไงถ้าไม่มีโฆษณารัฐ นสพ.เจ๊ง-นักข่าวตกงานแน่ สื่ออาวุโสระบุ “โฆษณารัฐ” เยอะไม่เป็นไรแต่อย่ามีพฤติกรรมเลียนักการเมือง ให้เงินใต้โต๊ะ หรือทอนเงิน ขรก.-นักการเมือง ชี้แม้แต่เอากระเช้าไปให้นักการเมืองเมื่อได้ตำแหน่งก็ไม่เหมาะสม

จากกรณีที่วานนี้ (28 พ.ค.) นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ หรือ “บก.เก๊ะ” บรรณาธิการในเครือมติชน ในฐานะนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวอภิปรายในงานสัมมนา “สื่อและประชาธิปไตยในวิกฤต : บทบาทและความรับผิดชอบของสื่อ” ซึ่งจัดโดย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิฟรีดริช เอแบร์ท (The Friedrich Ebert Stiftung) ที่อาคารรัฐสภา 2 เกี่ยวกับกรณีปัญหาความจำเป็นในการพึ่งพิงโฆษณาจากภาครัฐของสื่อไทย รวมถึงกล่าวโจมตีสื่อเครือเอเอสทีวี-ผู้จัดการด้วยว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายประสงค์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้สื่อมวลชนไทยจึงต้องเอาอกเอาใจนักการเมือง เนื่องจากนักการเมืองเป็นผู้คุมงบประมาณของโฆษณาภาครัฐอยู่ ซึ่งถ้าหากไม่มีโฆษณาจากภาครัฐสื่อจะทำกำไรไม่ได้ หรืออาจอยู่รอดไม่ได้ และพนักงานขององค์กรสื่ออาจจะต้องตกงาน

“เรื่องของทุนก็ต้องยอมรับกันว่าสื่อหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเครื่องมือทางการเมืองบ้าง อะไรบ้าง จะทำยังไงกับมัน กำไรก็ต้องมี พนักงาน 2,000 คน จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม ยิ่งเค้กก้อนเล็กลง โฆษณาก้อนเล็กลงขณะนี้จะเอายังไง

“แล้วก้อนที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้บอกให้ตรงๆ นะครับ ก้อนใหญ่ที่สุดคือโฆษณา งบประมาณของเรา ในแง่โฆษณาประชาสัมพันธ์จะทำยังไง ซึ่งคนที่คุมก็คือนักการเมือง แต่ถ้านักการเมืองคุม นักการเมือง สปอตโฆษณาออกทีวีนี่หน้านักการเมืองทั้งนั้นเลยนะ จะทำยังไง จะให้อยู่รอดไหม พวกผมเอาให้ตกงานไหม พูดลงลึกไปถึงระดับลูกจ้าง ลูกน้องจะตกงานหรือเปล่า อันนี้พูดความจริงกัน โครงสร้างการจัดการจะยอมให้เป็นสื่อแบบทุนนิยมแบบนี้ ทุนโดยรัฐ จะเอายังไงกับมัน สังคมจะทำยังไง จะตอบยังไง ก็พูดข้อเท็จจริงว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ ผมแก้ไม่ได้หรอก ให้ผมแก้ผมจะไปยอมได้ไง” บรรณาธิการในเครือมติชนกล่าว

ขณะที่ในอีกตอนหนึ่งนายประสงค์กล่าวว่า “เราจะยอมรับหรือเปล่าให้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ เราจะยอมรับความจริงไหม วันนี้ถ้าเกิดพรรคพันธมิตรฯ ตั้ง ASTV บอกไม่ใช่ของพรรคหรอก มันเป็นเครื่องมือทางการเมืองแน่นอน ...”

ทั้งนี้ เมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ทีมข่าวของ ASTVผู้จัดการออนไลน์ก็ได้รับแจ้งจากประชาชนผู้ติดตามสื่อซึ่งระบุว่า หากสังเกตให้ดีจะพบว่าตลอดระยะเวลาปลายปีที่ผ่านมาสื่อในเครือมติชน โดยเฉพาะ นสพ.มติชนรายวัน นั้นถือเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ที่ได้รับงบประมาณโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสื่อหนังสือพิมพ์อื่นๆ โดยบางวันในหนังสือพิมพ์ที่มี 32 หน้า (รวมส่วนโฆษณาย่อยแล้ว) มีโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่าสิบชิ้น

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อผนวกเข้ากับคำอภิปรายของนายประสงค์ล่าสุดก็อาจจะเป็นการไขคำตอบได้ว่า ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด เมื่อนักการเมืองกลุ่มใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล สื่อบางส่วนจึงต้องเอาอกเอาใจนักการเมืองเหล่านั้นเป็นพิเศษ

เมื่อผู้สื่อข่าวตรวจสอบจำนวนโฆษณาภาครัฐของ นสพ.มติชนรายวัน ในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 23 พ.ค. ถึงวันศุกร์ 29 พ.ค.52 ก็พบว่ามีหน่วยงานภาครัฐ หรือ หน่วยงานที่กำกับดูแลโดยภาครัฐ ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวมากถึง 63 ชิ้น โดย ไม่นับรวมถึงโฆษณาสถาบันการศึกษาของรัฐ โฆษณาของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่แสวงหากำไร อีกทั้ง ไม่รวมโฆษณาในส่วนโฆษณาย่อย (Classified) และโฆษณาฉบับพิเศษ (Supplement) อื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตด้วยว่า โฆษณาภาครัฐที่ลงใน นสพ.มติชนรายวัน จะกระจุกตัวอยู่ในช่วงวันทำการของราชการ คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนมากถึงประมาณร้อยละ 50 ของโฆษณาทั้งหมดที่ลงในหนังสือพิมพ์แต่ละวัน สำหรับรายละเอียดของโฆษณาในแต่ละวันมีดังนี้

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 2 ชิ้น จาก
1.กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงมหาดไทย
2.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 1 ชิ้น จาก
1.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 12 ชิ้น จาก
1.กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
2.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
3.กรมการปกครอง
4.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
5.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
6.การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
7.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
8.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
9.กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
10.สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
11.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
12.กรมพัฒนาพลังงานทดแทน กระทรวงพลังงาน

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 9 ชิ้น จาก
1.สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และกระทรวงอุตสาหกรรม
2.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
3.กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
5.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร (คปก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
6.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.กรมประชาสัมพันธ์
9.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 14 ชิ้น จาก
1.องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข
2.กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
3.การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)
4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
5.สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
6.กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
7.การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
8.กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน
9.สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
10.สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
11.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
12.กระทรวงสาธารณสุข
13.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
14.กรมประชาสัมพันธ์

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 15 ชิ้น จาก
1.องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำนักนายกรัฐมนตรี
2.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักนายกรัฐมนตรี
3.กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
4.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) กระทรวงการคลัง
5.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง
6.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
7.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
8.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.คุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ
10.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
11.สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม
12.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
13.สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
14.กรมประชาสัมพันธ์
15.กรมประชาสัมพันธ์

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2552 มีโฆษณาของหน่วยงานภาครัฐ 10 ชิ้น จาก
1.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สำนักนายกรัฐมนตรี
2.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
3.สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงศึกษาธิการ
4.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม
5.กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
6.สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี
7.สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
8.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กระทรวงศึกษาธิการ
9.กรมประชาสัมพันธ์
10.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน กับหนังสือพิมพ์ประเภทเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน อย่างเช่น สยามรัฐ คมชัดลึก เดลินิวส์ ไทยรัฐ แล้วก็จะเห็นได้ชัดว่ามีจำนวนแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ด้านบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อาวุโสท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า การที่หนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งจะได้รับโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐมากเป็นพิเศษนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นอาจะได้รับความนิยมสูงและอาจมีอัตราค่าโฆษณาถูกก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามจะถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องและผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรงหากหนังสือพิมพ์ฉบับใดมีพฤติกรรมการอิงแอบหรือเอาอกเอาใจนักการเมืองที่มีอำนาจ และยิ่งร้ายแรงกว่านั้น หากสื่อใดมีพฤติกรรม “จ่ายเงินใต้โต๊ะ” หรือ “ทอนเงิน” ให้กับข้าราชการหรือนักการเมืองเพื่อให้มีการจัดสรรงบโฆษณามาลงในสื่อหรือหนังสือพิมพ์

จากข้อมูลดังกล่าวเป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า การที่ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวในทำนองที่ว่า หากไม่มีโฆษณาจากหน่วยงานภาครัฐแล้วหนังสือพิมพ์-สื่อจะไม่สามารถอยู่รอดได้ จะเป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ และหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่บางฉบับต้องเอาอกเอาใจนักการเมืองเป็นพิเศษ เพียงเพื่อหวังให้ธุรกิจอยู่รอดและทำกำไร อย่างเช่นกรณีที่เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2551 ประธานกรรมการบริษัทของเครือหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งได้ไปมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการนัดมอบดอกไม้หรือนัดรับประทานอาหารเพื่อแสดงความยินดีกับนักการเมืองในโอกาสที่ได้รับตำแหน่ง หรือ ในโอกาสพิเศษต่างๆ เป็นต้น

ลิ้มไม่หนำใจสอนมติชน-เนชั่นต้องเลือกข้างแบบผู้จัดการ

กระบอกเสียงของสนธิลิ้มยังได้ระบายแค้นอีกข่าว ด้วยการนำเสนอเรื่องที่สนธิพูดออกทางASTVว่า “สนธิ”สอนมวย “เก๊ะ-หย่อง”สื่อต้องเลือกข้างความถูกต้อง โดยโปรยข่าวว่า “สนธิ”สั่งสอน บก.มติชน-ผอ.ทีวีไทย อย่าติดยึดมายาคติ “เป็นกลาง” จนขาดความกล้าหาญ มุ่งเอาตัวรอด ยอมอยู่ตรงกลางระหว่างถูกผิดเหมือนกิน “ข้าว”ผสม “ขี้” ชี้จุดยืนสื่อขึ้นอยู่กับเจ้าของ หากเห็นแก่ทุนเกินไปก็เหมือนเจ้าของมติชนที่ช่วงหนึ่งยอมเข้าหา “ทักษิณ” ขณะเอเอสทีวียอมลำบากเพื่อความถูกต้อง




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2552 15:15:20 น.
Counter : 222 Pageviews.  

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(เก็บตก):ตำนานแนวหน้า

นายวารินทร์เจ้าของ นสพ. แนวหน้าคือใคร นายวารินทร์ คือลูกเขยคุณหญิงสุเนตร พงษ์โสภณ นายวารินทร์ได้เมียคนที่ 2 เป็นลูกเลี้ยงคุณหญิงสุเนตร เมื่อคุณหญิงสุเนตรตายไป ทรัพย์สมบัติคุณหยิงก็คกเป็นของนาย วารินทร์ และลูกสาวคุณหญิง เมื่อรวมมรดกของคุณหญิง และสมบัติของตัวเองซึ่งได้มาจากการเป็นเอเย่นต์ขายตั๋วเครื่องบินทั่วโลก และบริษัทยาม SECURICOR และบริษัทขนส่ง AIR CARGO แล้ว มีมากพอให้นายวารินทร์นำมาละเลงก่อตั้ง นสพ.แนวหน้าซึ่งขาดทุนทุกๆปีได้สบาย
คำ ถามมีว่า ทำไมนายวารินทร์ถึงเป็นศตรูกับนักการเมืองหลายๆคนทั้งๆที่ไม่ได้มีผล ประโยชน์อะไรขัดกัน คำตอบคือ เมื่อก่อน ป๋าเปรมและนายประสงค์ สุ่นสิริได้สนับสนุนให้นายวารินทร์เป็น สว. นายวารินทร์จึงเป็นหนี้บุญคุณคนทั้ง 2 จริงๆแล้ว บุญคุณมันน่าจะทดแทนเพียงพอแล้วโดยการให้ นสพ. แนวหน้าของตนเองเป็นกระดาษระบายความคิดอันเป้นปฏิปักษ์กับนักการเมืองฝ่าย ตรงกันข้ามซึ่งถึงขนาดให้นายประสงค์เข้าไปนั่งเขียนบทวิจารณ์โจมตีบุคคล ต่างๆด้วยตนเอง การยินยอมให้นายประสงค์เข้าไปปู้ยี่ปู้ยำหนังสือพิม์แนวหน้าขนาดขาดทุนนับ สิบๆล้านนี้พวกบรรดาพี่น้องนายวารินทร์ไม่เห็นด้วยอย่างหนัก แต่พูดอะไรไม่ได้
ดังนั้นไม่น่าแปลกใจว่าทำไม นสพ.แนวหน้าจึงหลับหูหลับตาตั้งหน้าตั้งตาด่าพวกนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรง กันข้ามกับป๋าเปรม และนายประสงค์ สุ่นศิริตลอด ความจริงยังมีประวัติส่วนตัวที่โลดโผนของนายวารินทร์อีกมากที่ยังไม่เปิดเผย และจะเปิดเผยในโอกาสอันควรต่อไป รับรองสนุกแน่ถ้านายวารินทร์ยังประพฤติตัวเป็นสมุนรับใช้ ป๋าเปรมอยู่อีก

จากคุณ : alisco20 - [ 20 พ.ค. 52 07:27:05 A:58.8.107.68 X: ]



อดีตผู้อำนวยการแนวหน้าฟ้องผู้อำนวยการแนวหน้างานนี้น่าจะเป็นบทเรียน ของนักบริหารในการประชุมได้ดี

นิตยสารผู้จัดการ( พฤษภาคม 2528)


บาง ทีการที่มีหุ้นมากกว่าคนอื่นแล้วไม่ระมัดระวังตัวเอาคนอื่นออกจากตำแหน่ง บริหารก็อาจจะต้องถูกหมิ่นประมาทเป็นคดีอาญาอย่างเช่นกรณีที่ เผด็จ ภูรีปฏิภาณ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด และอดีตผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฟ้อง วารินทร์ พูนศิริวงศ์ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้าคนปัจจุบันเป็นจำเลยในคดีความอาญาในข้อหา หมิ่นประมาท ณ ศาลแขวงพระนครเหนือ

"เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2527 เวลากลางวันในระหว่างการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นบริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้าจกัด ซึ่งจำเลย (วารินทร์ พูนศิริวงค์) เป็นประธานการประชุม จำเลยได้บังอาจนำความเท็จใส่ความโจทก์ว่า โจทก์ไม่มีสมรรถภาพในการบริหารงาน กรรมการผู้อื่นอีก 7 คน ไม่สามารถที่จะบริหารงานได้เมื่อยังมีคุณเผด็จอยู่ในตำแหน่ง จำเลยบังอาจใส่ความโจทก์ต่อไปอีกวา จำเลยไม่สามารถที่จะร่วมงานกับผู้ที่ดักฆ่าจำเลยได้และ "คุณเผด็จไปจ้างคนมาฆ่าผมแล้วผมรู้ด้วยว่าเป็นใคร" จำเลยยังได้แจ้งความไว้กับกองปราบแล้วด้วยทั้งนี้โดยประการที่จำเลยต้องการ ให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

ข้างบนนี้ก็เป็นคำฟ้องที่ เผด็จ ภูรีปฏิภาณได้ยื่นฟ้องต่อ วารินทร์ พูนศิริวงศ์ ต่อศาลแขวงพระนครเหนือเมื่อปลายปีที่แล้ว

และศาลแขวงก็ประทับรับฟ้องว่าคดีนี้มีมูล

เผด็จ ภูรีปฏิภาณ เป็นนักหนังสือพิมพ์มาตลอดตรั้งแต่แตกเนื้อหนุ่มจนปัจจุบันอายุขึ้นเลข 4 ต้น ๆแล้ว

จาก พิมพ์ไทยสมัย มานะ แพร่พันธุ์ มาเป้นคอมลัมนิสต์ชื่อดังที่ใช้ชื่อวา "พญาไม้" ในหนังสือพิมพ์บ้านเมืองและดาวสยามในยุคก่อนและหลัง 14 ตุลา จนในที่สุดรวบรวมหุ้นกับเพื่อนฝูงทำหนังสือพิมพ์ชื่อแนวหน้า โดยพึ่งพาอาศัยโรงพิมพ์ของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง

วารินทร์ พูนศิริวงศ์ เป็นคนขายตั๋วเครื่องบิน และคร่ำหวอดมาในธุรกิจการบิน จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการตั้งบริษัทรับส่งของทางอากาศที่ชื่อ เวิร์ล เอ็กซเพรส ขึ้นมา

ในต้นปี 2525 นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งที่กำลังหาทุนกับนักธุรกิจที่อยากมีหนังสือพิมพ์ไว้เป็นบารมี ก็โคจรมาพบกันโดยความจำเป็น

เผด็จ ภูรีปฏิภาณ จำเป็นต้องหาแหล่งทุนในการทำหนังสือพิมพ์

วารินทร์ พูนศิริวงศ์ จำเป็นต้องหาคนทำหนังสือพิมพ์เป็นมาร่วม

การจดทะเบียนสมรสก็เริ่มด้วยการเพิ่มทุนจาก 1 ล้านบาท เป็น 9 ล้านบาทในปลายเดือนพฤษภาคม 2525

หลัง จากนั้นอีกไม่ถึงปีก็เพิ่มทุนจาก 9 ล้านบาทเป็น 18 ล้านบาทในปลายปี 2525 และต่อมาอีกไม่ถึงปีก็เพิ่มทุนจาก 18 ล้านบาทเป็น 27 ล้านบาทในปลายปี 2526 แบ่งออกเป็น 270,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท

วารินทร์ พูนศิริวงศ์ ในที่สุดก็ถือหุ้นทั้งของตัวเองและครอบครัวในจำนวน 149,455 หุ้นหรือ 55% ยังไม่นับพรรคพวกที่อยู่ข้างตัวเอง

ส่วนเผด็จ ภูรีปฏิภาณก็ยังคงถืออยู่ 10,799 หุ้นเหมือนเดิมตั้งแต่ปี 2525 ไม่เปลี่ยนแปลง

ความ ขัดแย้งระหว่างนักหนังสือพิมพ์ที่ชื่อเผด็จ ภูรีปฏิภาณ กับนักธุรกิจชื่อ วารินทร์ พูนศิริวงศ์ ได้มีมาตลอดในรูปแบบของการบริหารงาน ซึ่งเป็นเรื่องของนโยบายกับวิธีการปฏิบัติตลอดจนวิธีการทำงานที่มักจะสวนทาง กันอยู่เสมอ จนการเผชิญหน้ากันคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในวันหนึ่งข้างหน้านั้น

และแล้ววันนั้นก็มาถึง

ในวันที่ 10 สิงหาคม 2527 ก็ได้มีการเรียกประชุมวิสามัญขึ้นมา

ในวันนั้นมีผู้เข้าร่วมประชุมดังนี้

1. วารินทร์ พูนศิริวงศ์

ผู้ถือหุ้น

2. บริษัทสัณฑวัตน์ จำกัด โดย วารินทร์ พูนศิริวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจ 10,000 หุ้น

3. ธาตรีพรหม จาตุรงคกุล 15,000 หุ้น

4. อุดมศักดิ์ อุชชิน โดย วารินทร์ พูนศิริวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจ 2,500 หุ้น

5. ผาณิต พูนศิริวงศ์ 30,000 หุ้น

6. วรินทร์ พูนศิริวงศ์ โดยวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจ 7,155 หุ้น

7. ชูพงศ์ มณีน้อย โดย วารินทร์ พูนศิริวงศ์ ผู้รับมอบอำนาจ 9,000 หุ้น

8. ประสงค์ ธนเศรษฐกร 3,000 หุ้น

9. สุภาพ คลี่ขจาย 2,700 หุ้น

10. บริษัทตัณตกิตต์ จำกัด โดยบุญเนตร ตันตกิตต์ ผู้รับมอบอำนาจ 7,500 หุ้น

11. บริษัท เดกรุ๊ป จำกัด โดยกฤตย์ รัตนรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจ 20,000 หุ้น

12. ธวัช ตั้งจิรวงษ์ 15,020 หุ้น

13. วันชัย ชินธรรมมิตร 2,510 หุ้น

14. พัชรี ชินธรรมมิตร โดยวันชัย ชินธรรมมิตร ผู้รับมอบอำนาจ 7,510 หุ้น

15. ปรเมศวร์ วชิรปาน 1,800 หุ้น

16. ไพวงศ์ เตชะณรงค์ 1,800 หุ้น

17. เผด็จ ภูรีปฏิภาณ(เข้าประชุมหลังจากถูกปลดแล้ว) 10,799 หุ้น

การประชุมวันนั้นคือการหงายไพ่กันเพื่อปลดเผด็จ ภูรีปฏิภาณ ออกจากกรรมการและผู้อำนวยการโดยวารินทร์ พูนศิริวงศ์ อ้างว่าไม่อาจจะร่วมงานกันได้

กฤตย์ รัตนรักษ์และวันชัย ชินธรรมมิตรคัดค้านร่วมกันโดยให้เหตุผลผลว่าทั้งคู่เข้ามาถือหุ้นในนี้เพราะ เผด็จเป็นคนชวนและก็ไว้ใจให้เผด็จดูแลผลประโยชน์แทนตนเอง

วารินทร์ก็ บอกว่าได้เคยตักเตือนเผด็จด้วยวาจาหลายครั้ง และเกรงจะถูกทำร้ายก็เลยแจ้งความกับตำรวจไว้แล้ววารินทร์ก็รวบยอดให้ผู้ถือ หุ้นลงมติว่าจะปลดเผด็จหรอืไม่ โดยทั้งกฤตย์และวันชัยเสนอให้ลงคะแนนอย่างเปิดเผยแต่วารินทร์และผาณิต พูนศิริวงศ์ ให้ลงเป็นคะแนนลับ ซึ่งบุญเนตร ตันตกิตติได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการนับคะแนน ในที่สุดเผด็จ ภูรีปฏิภาณก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในคะแนนเสียง 182,255 ต่อคะแนนเสียง 48,640 โดยสละสิทธิ์ไม่ลงคะแนน 7,500 เสียง

(182,255 คะแนนคือเสียงของผู้ถือหุ้นตั้งแต่หมายเลข 1 ถึง 9 ส่วน 48,640 คะแนนคือเสียงของผู้ถือหุ้นหมายเลข 11 ถึง 16)

เรื่องมันก็น่าจะจบเพียงแค่นั้นถ้าไม่มีการยืนยันกันวา วารินทร์ พูนศิริวงศ์ พูดออกมาว่าเผด็จ ภูรีปฏิภาณ จะฆ่าวารินทร์ พูนศิริวงศ์

เรื่อง ที่ควรจะจบก็เลยต้องไปพิสูจน์กันที่ศาล ส่วนวารินทร์นั้นจะพูดจริงหรอืมไจริงและจะหมิ่นหรือไม่หมิ่นนั้นก็ต้องไปนำ สืบและไปหักล้างพยานกันเอง

สำหรับเผด็จ ภูรีปฏิภาณแล้วเรื่องนี้ก็คงต้องสู้กันถึงที่สุด

ส่วนวารินทร์นั้นอย่างน้อยเวลานี้ก็ยังมีเอกสิทธิ์ทางสภาคุ้มกันอยู่ในฐานะเป็นวุฒิสมาชิกแต่ถ้าพ้นสมัยประชุมเมื่อไหร่ วารินทร์เองก็เห็นจะต้องประกันตัวออกมาสู่คดีกันแน่

ที่มา Gotomanager




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2552 20:18:13 น.
Counter : 1277 Pageviews.  

TPBSว่าด้วย“วาระประเทศไทย”

สุรีย์ มิ่งวรรณลักษณ์
ที่มา ประชาไท
วันที่ : 19/5/2552

ช่วงรอบสองเดือนที่ผ่านมา TPBS ได้เสนอสกู๊ป “วาระประเทศไทย” พร้อม การแสดงความคิดเห็นของพิธีกรรายการ เนื้อหาส่วนใหญ่นั้น สะท้อนปัญหาคนยากคนจนในสังคมไทยยุควิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนจนในชนบท และมักจะพูดว่า “เป็นปัญหาโครงสร้างสังคม” โดยอ้างอิง ประเวศ วะสี เป็นเจ้าทฤษฎี

TPBS เสนอเรื่องเล่า มีตัวละครเดินเรื่องทำมาหากินในชีวิตของพวกเขา และสะท้อนถึงปัญหาของพวกเขา ช่วงตอนท้าย TPBS มัก หาตัวอย่างของคนจนบางคนออกมาพูด และก็เรื่องจบด้วยการสรุปทางออกให้คนจนพึ่งตนเอง ไม่ไว้ใจนักการเมือง และต้องไม่หลงใหลบริโภคนิยม ต้องรู้จักพอเพียง เกิดจาก “เป็นปัญหาโครงสร้างสังคม”

บางเรื่อง เช่นเรื่อง การปฏิรูปการเมืองก็วิพากษ์นักการเมืองที่แก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ต้องการแก้ไขเพียงเพื่อตัวเอง ไม่เกี่ยวกับประชาชน การปฏิรูปการเมืองแก้ไขปัญหาประชาชนไม่ได้ พูดเหมือนรายการ ASTV เลยก็ว่าได้

และพูดสรุปท้ายรายการว่าปัญหาประชาชน “เป็นปัญหาโครงสร้างสังคม” การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สามารถแก้ไขปัญหาประชาชนได้

การนำเสนอทางออกของรายการวาระประเทศไทยได้สะท้อนถึง

1.องค์ความรู้ของผู้จัดทำรายการวาระประเทศ เรื่อง “ปัญหาโครงสร้างสังคม”
เป็นการมักง่ายมากที่รายการนี้ จะสรุปรวบยอดว่า ปัญหาต่างๆของคนยากคนจนเกิดจาก“ปัญหาโครงสร้างสังคม” แต่ไม่บอกให้ชัดเจนว่า “ปัญหาโครงสร้างสังคม” เป็นอย่างไรในรายการละเอียด หรือการพูดคำใหญ่ๆ เท่ห์ๆ ตามนักวิชาการให้ดูมีภูมิเท่านั้นเองหรือ?

หรือ “ปัญหาโครงสร้างสังคม” ที่ ให้ความหมาย ก็คือ เป็นเพียงเพราะ กิเลสตัณหาของมนุษย์ที่ไม่รู้จักพอ หลงใหลวัตถุ อยากได้แต่ความสะดวกสบาย ทำการผลิตตามระบบตลาดทุนนิยม ใช้ปุ๋ยเคมี กู้เงินมาลงทุนเอง ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องพึ่งตนเองพอเพียง เพื่อเป็น”ชุมชนต้นแบบ” เป็นทางเลือกเดียวเท่านั้นตามแนวคิดของรายการนี้

ที่จริงมีงานศึกษาวิจัยปัญหาความยากจนในชนบทจำนวนมาก มานานนับหลายสิบปีแล้วจนปัจจุบัน ที่ได้ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงว่า สังคมชนบทเปลี่ยนไป ไม่ได้หยุดนิ่งกับที่ มีปฏิสัมพันธ์กับส่วนต่างๆ หมู่บ้านไม่ได้อยู่เพียงลำพัง อิทธิพลของรัฐและระบบทุนนิยมได้เข้ามีส่วนในชุมชนทั่วทุกหัวระแหง มีทั้งด้านที่บวก เช่น มีเทคโนโลยีที่ทำให้การใช้แรงงานไม่ลำบากอัตคัดเหมือนสมัยก่อน มีการติดต่อสื่อสารผ่านมือถือ มีทีวีให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารโลกสมัยใหม่ ถนนหนทางสะดวกรวดเร็วขึ้น ฯลฯ ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้น เกิดปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินให้คนส่วนน้อย ชาวนาส่วนใหญ่เป็นหนี้สินมากขึ้น บางส่วนล้มละลายเป็นแรงงานรับจ้างในเมือง ฯลฯ

สาเหตุสำคัญเป็น “ปัญหาโครงสร้างสังคม” หมาย ถึงว่า โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม เช่น โครงสร้างกฎหมายด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติผูกขาดโดยระบบราชการ ชุมชนไม่มีส่วนร่วม กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ

โครงสร้างด้านกลไกตลาดบิดเบือนไม่มีความเป็นธรรม ลงทุนลงแรงทำการผลิตไม่คุ้มค่ากับราคาผลิตที่พ่อค้ารับซื้อ โครงสร้างด้านการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ภาคการเกษตรกรรมรัฐอุดหนุนน้อยกว่าภาคการผลิตส่วนอื่นๆ รัฐไม่ลดงบประมาณกองทัพ

ปัญหาโครงสร้างด้านภาษีที่คนรวยเสียภาษีไม่ได้มากกว่าคนจน ฯลฯ ตลอดทั้งโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวพันกับปัญหาของโครงสร้างของ อำนาจชนชั้นสูงที่เอาเปรียบอำนาจของไพร่ ปัญหาโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกับอำมาตยาธิปไตยมากกว่านักการเมืองที่ มาจากการเลือกตั้ง ฯลฯ

ดังนั้นจึงต้องแก้ไขปัญหาโครงสร้างสังคมดังกล่าว ที่ได้สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่มีการกระจายรายได้ ผลพวงของการเติบโตทางเศรษฐกิจให้คนส่วนน้อยได้ประโยชน์คนส่วนใหญ่เสียเปรียบ มิใช่โดยการแก้ไขปัญหา ”โครงสร้างพึ่งตนเองพอเพียง” ตามที่รายการวาระประชาชนเสนอ


2.ตั้งใจเป็นเครื่องของรัฐอภิสิทธิ์ ที่ต้องการบิดเบือนรากเหง้าปัญหา
หรือ ว่าคณะผู้ทำรายการ วาระประเทศไทย มีความรู้ดีถึง ปัญหาโครงสร้างสังคม ที่มิใช่ทางออกด้วย การพึ่งตนเองพอเพียง เพียงแต่ว่าต้องการเสนอรายการเพื่อบิดเบือนทางออกอื่นๆที่มิใช่พึ่งตนเองพอ เพียง ตามนโยบายของรัฐอภิสิทธิ์ ที่ต้องการใช้การครอบงำมอมเมาผ่านสื่อสารมวลชนเพื่อให้ประชาชนคนดูว่า ชาวนานั้นโง่ จน เจ็บ ไม่รู้จักพอเพียงพึ่งตนเอง

ทั้งๆที่พวกเขารู้ดีว่า “ปัญหาโครงสร้างสังคม” นั้นเป็นปัญหาของการเอารัดเอาเปรียบกันของคนส่วนน้อยกระทำต่อคนส่วนใหญ่ ผู้มีอำนาจกดขี่ผู้ไร้อำนาจ ฯลฯ เหมือนเช่นรู้ดีว่า รัฐธรรมนูญ 50 นั้น สร้างปัญหาให้กับประชาชนไม่น้อยที่ต้องการเลือกพรรคการเมืองที่พวกเขามองว่า มีนโนบายที่พวกเขาพอใจในการแก้ไขปัญหาพวกเขา หรือรัฐธรรมนูญ50 ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเสมอเท่าเทียมของมนุษย์ที่กำหนดให้คนจบปริญญาตรีเท่านั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ฯลฯ

หรือเหมือนเช่น รายการบางรายการที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงต่างๆรวมทั้งช่วงเหตุการณ์การปราบปรามผู้ชุมนุม 13 เมษายน 2552 ด้วย โดยส่วนใหญ่ตั้งใจนำเอานักวิชาการ นักพัฒนาองค์กรเอกชน นักสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ที่ดูดี ดูเหมือนกระทำตนเป็นกลางอย่างเนียนๆ แต่แท้จริงแล้วล้วนเป็นพวกนิยมเสื้อเหลืองทั้งหลายมาออกรายการเพื่อบอกว่า เสื้อแดงผิด ทำลายความชอบธรรมของเสื้อแดง กระนั้นเอง

สรุปว่า คณะ TPBS ว่าด้วย “วาระประเทศไทย” พวกเขาไม่มีองค์ความรู้ หรือเพียงเพราะพวกเขาต้องการกระทำตัวเป็นเด็กดีของรัฐอภิสิทธิ์กันแน่?




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2552 15:56:59 น.
Counter : 305 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.