ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

เปิดงานวิจัยร้อน ปรอ.ชำแหละอิทธิพลASTV ผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารด้านการเมือง

วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 13:35:15 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เปิดงานวิจัย นักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 21 ชำแหละ อิทธิพลของสื่อสาธารณะดิจิตอล ASTV ต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าว คนกรุงเทพ พบ ผู้รับชมที่มีการศึกษาสูง จะไตร่ตรองก่อนเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้าผู้รับชมมีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มจะเชื่อตามทฤษฎีเข็มฉีดยา ชี้ ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับ

ประชาชาติออนไลน์ นำเสนองานวิจัย " อิทธิพลของสื่อสาธารณะ ดิจิตอล ที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคข่าวสาร ด้านการเมือง ศึกษาเฉพาะ ASTV ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร" ผลงานวิจัยของ นายวิทอง ตัณฑกุลนินาท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ๊กเซลเล้นท์ กราฟฟิค จำกัด นักศึกษา ปรอ. รุ่น 21

ล่าสุดงานวิจัยชิ้นนี้ เป็นหนึ่งใน4งานวิจัยของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน(ปรอ.) รุ่นที่ 21 ประจำปีการศึกษา พ.ศ.2551-2552 ที่ได้รับรางวัล ชดเชย

อาจารย์ที่ปรึกษา 4 คน ประกอบด้วย พ.อ. ชำนาญ ช้างสาต รศ. ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน พล.ต. ณรงค์ เนตรเจริญ และ พ.อ. กฤษฎา สุทธานินทร์

กลุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์ เชิงลึก 20 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนจาก ASTV กรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีสีสีช่อง 3 สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นักวิชาการด้านสื่อมวลชน ตำรวจ สำนักงานกิจการภายนอกประเทศ ทหาร องค์กรสิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านจิตวิทยา พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ อดีตพรรคไทยรักไทย วุฒิสภา ศาลปกครอง สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน และกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้ทำวิจัยผ่านกลุ่มตัวอย่างการสัมภาษณ์วิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 100 ราย ในช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา

@ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
จากเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจำนวนหลายแสนคน ร่วมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง โดยการชุมนุมเรียกร้อง เพื่อดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง เป็นระยะเวลายาวนานถึง 193 วัน ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ต้องลงบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ทั้งการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรับบาลท รวมถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต อาทิเช่น การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และการเข้าไปชุมนุมอยู่ในพื้นที่ของสนามบินต่างๆ เป็นต้น ส่งผลต่อประเทศชาติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผลด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ
ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปทางการเมืองดังกล่าวเกิดขึ้น และกระตุ้นให้การปฏิรูปทางการเมืองดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง คือ การสร้างการรับรู้ให้กับมวลชนผ่านสื่อ ASTV ที่มีการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลหลายช่องทาง อาทิเช่น การถ่ายทอดสดผ่านระบบเคเบิ้ลทีวี ระบบจานดาวเทียม ระบบอินเทอร์เน็ต และสื่อวิทยุท้องถิ่น เป็นต้น

ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานหรือกฎหมายฉบับใดที่เข้ามาควบคุมสื่อดิจิทัลดังกล่าวโดยตรง ทำให้สื่อดิจิทัลดังกล่าว มีอำนาจในการปลุกระดมมวลชน (Mass Mobilization) สร้างความคิดเห็น และความเชื่อ รวมถึงการหล่อหลอมพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นไปตาม "ทฤษฎีเข็มฉีดยา" (Hypodermic Needle Theory)

ทฤษฎีดังกล่าว มีความเชื่อว่า องค์กรหรือผู้ส่งข่าวสาร เป็นผู้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญที่สุด เพราะสามารถกำหนดข่าวสารและส่งข่าวสารไปยังผู้รับ โดยการคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นได้คล้ายกับหมอที่ฉีดยารักษาผู้ป่วยข่าวสารที่ ส่งไปจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้รับได้โดยตรงอย่างกว้างขวาง และให้ผลทันทีกับฝ่ายผู้รับข่าวสารเป็นบุคคลจำนวนมากจะมีปฏิกิริยาหรือ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปตามที่ผู้ส่งข่าวสารต้องการโดยจะไม่มีอำนาจควบคุมผู้ ส่งข่าวสารได้

ทฤษฎีนี้ถือว่าผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและเข้าใจสถานการณ์ สามารถใช้สื่อมวลชนทำให้เกิดผลตามที่ตนเองต้องการได้ ซึ่งตรงข้ามกับการสื่อสารผ่านช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 9 และ TPBS ซึ่งมีการพิจารณาและกลั่นกรองเนื้อหารายการจากทางสถานีโทรทัศน์ที่ทำการถ่าย ทอดก่อนนำเสนอ

จากปัญหาที่ได้กล่าวมาในข้างต้นเห็นได้ว่าสื่อสาธารณะระบบดิจิทัล ถ้าไม่ได้รับการวางแผนกำกับดูแลเนื้อหาและการแพร่กระจายของสื่อให้มีการนำ เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และเป็นกลางอย่างที่ควรจะเป็นไปตามครรลองจริยธรรมของสื่อที่ดี อาจจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยถึงกระบวนการ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของมวลชนภายหลังจากการบริโภคข่าวสารด้านการเมืองที่ เผยแพร่ผ่านทางสื่อสาธารณะระบบดิจิทัลอย่าง ASTV รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางในการควบคุมการบริโภคสื่อดังกล่าวต่อไป

@บทสรุปอิทธิพลASTVต่อสังคมการเมืองไทย
พฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV โดยใช้ทฤษฎีเข็มฉีดยาพบว่า หากเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง เมื่อรับชมข่าวสารการเมืองผ่านASTV จะมีการไตร่ตรองก่อนการเชื่อและตัดสินใจกระทำการใด

แต่หากกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา ต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี

การศึกษาครั้งนี้ยังได้ทดสอบสมมติฐานถึงปัจจัยระดับการศึกษาของกลุ่ม ตัวอย่าง ต่อพฤติกรรม และทัศนคติ ของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทาการเมืองจาก ASTV พบว่าระดับการศึกษาของกลุ่มตัวอย่างมีผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของกลุ่ม ตัวอย่างหลังการรับชมข่าวสารทางการเมืองจาก ASTV ในหลายประเด็น ดังนี้
1.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางวิทยุมากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรีเลือกที่จะรับชม ข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุด
2.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เลือกที่จะรับชมข่าวสารด้านการเมืองจาก ASTV เนื่องจากทัศนคติที่ว่าสื่อสาธารณะอื่นนำเสนอข่าวที่ไม่เป็นกลางและน่าเชื่อ ถือ รวมถึงมักจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
3.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่า ASTV มีการนำเสนอข่าวที่เป็นอิสระ มีความเป็นกลาง ตรงไปตรงมา ไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใด อีกทั้งยังมีความยกย่องในตัวพิธีกรที่ดำเนินรายการ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
4.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีแนวโน้มที่เห็นด้วยว่าการชุมนุมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา ต่างๆ ซึ่งตรงข้ามกับทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี
5.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญา ตรี เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มที่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารราชการของรัฐบาลใน ปัจจุบัน รวมถึงระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
6.กลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี เป็นกลุ่มที่นิยมนำเนื้อหาของสื่อที่ได้รับนั้น ไปเผยแพร่บอกต่อให้กับคนรอบข้างรับฟัง รวมถึงชักชวนให้บุคคลรอบข้างหันมารับข่าวสารจากสื่อ ASTV มากขึ้น

นอกจากผลการวิจัยในทัศนคติและพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างหลังการรับชม ข่าวสารด้านการเมืองผ่านสื่อ ASTV ดังที่ได้รายงานสรุปไปในข้างต้นแล้วนั้น ผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน อันเป็นผลสืบเนื่องจากการนำเสนอข่าวของสื่อดิจิทัล ทั้งทางด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจนั้น สามารถสรุปในแต่ละด้านได้ดังนี้

ผลกระทบด้านสังคม ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือ การสร้างความแตกแยกให้เกิดกับสังคมในทุกระดับตั้งแต่ระดับสังคม ชุมชน และประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปลูกฝังความรุนแรงให้กับเยาวชนของชาติที่รับชม
ผลกระทบด้านการเมือง การนำเสนอข่าวของ ASTV รวมทั้งสื่อดิจิทัลอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือในเรื่องของกระบวนการทำงานทั้งต่อตัวบุคคล องค์กร สถาบัน และระบบบริหารงานราชการงานปกครองต่างๆ

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจเป็นการส่งผลกระทบโดยทางอ้อม อันเกิดจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งสร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นกับต่างประเทศเป็นมูลค่าอันมหาศาลรวม ถึงเป็นการลดความน่าเชื่อถือด้านการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่างๆ กับต่างประเทศ

โดยผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวเนื่องมาจากการที่ภาครับ ภาคเอกชน และประชาชน ขาดการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งเป็นอาชีพที่ได้รับอิสระในการนำเสนอข่าว จนบางครั้งเกินขอบเขตอันควร ซึ่งส่งผลถึงการละเมิดยังสิทธิของผู้อื่น อันจะก่อผลในเชิงลบที่ตามมาเป็นอย่างมาก

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทุกองค์ประกอบในสังคมจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการ กำกับดูแลการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะบนพื้นที่สาธารณะในยุคดิจิทัลที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ




 

Create Date : 24 กันยายน 2552    
Last Update : 24 กันยายน 2552 17:57:18 น.
Counter : 437 Pageviews.  

จอม เพชรประดับ : สมาคมวิชาชีพสื่อกับการแก้วิกฤตชาติ

โดย จอม เพชรประดับ
17 กันยายน 2552

เมื่อ ผมได้รายงานให้นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยทราบ คำพูดแรกที่ได้รับ คือการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผมว่า ยังทำการบ้านเพื่อซักถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ดีพอ ไม่มีข้อมูลมากพอที่จะต้อนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนไปกับข้อมูล ส่วนนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยพูดกับผมก็คือ “ไม่เห็นมีอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล อสมท. จะต้องเข้าไปตรวจสอบเมื่อมีการปฎิบัติขัดแย้งกับนโยบาย"

การสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 ทางวิทยุ 100.5 อสมท.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้คำตอบที่ชัดเจนทั้งเรื่องความไม่เป็นธรรม ปัญหาสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไทย ปัญหาสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย ที่กำลังเป็นปัญหาหนักหนา และร้ายแรงไม่แพ้ปัญหาอื่นๆ และกำลังทำให้บ้านเมืองไทยวิกฤตอยู่ในขณะนี้

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนคาดไม่ถึง นั่นก็คือ บทบาทองค์กรวีชาชีพสื่อทั้งสองสมาคมคือ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

แม้จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนทั่วไปอยู่บ้างว่า สมาคมวิชาชีพทั้งสองนี้ สองมาตรฐาน หรือมาตรฐานเดียวคือ มาตรฐานที่ตั้งอยู่บนอคติ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง และไม่เป็นกลางในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่คิดเพียงว่า เป็นเพราะสภาพสังคมไทยอยู่ในสภาพแตกเป็นขั้ว แตกเป็นฝ่ายอย่างรุนแรง ประชาชนจึงอาจตั้งความหวังกับสมาคมวิชาชีพไว้สูงเกินไป

แต่ คำวิพากษ์วิจารณ์นี้กลับเป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากที่ผู้เขียนถูกแทรกแซงการทำงานที่วิทยุ 100.5 อสมท. จนนำไปสู่การต้องตัดสินใจยุติการทำรายการในเวลาต่อมา

เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ผู้เขียนได้รายงานเรื่องนี้ (ทางโทรศัพท์) ให้กับนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย คำพูดแรกที่ได้รับ คือการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้เขียนว่า ยังทำการบ้านเพื่อซักถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ดีพอ ไม่มีข้อมูลมากพอที่จะต้อนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนไปกับข้อมูล

ผู้เขียนเองก็ยอมรับ และพยายามกับอธิบายกลับไปว่า เพราะไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า รวมทั้งผู้เขียนเป็นนักข่าว ไม่ใช่ทนายความ ที่จะคาดคั้น กดดัน โดยการตั้งคำถามกับแหล่งข่าว จนทำให้แหล่งข่าวต้องไปจนอยู่ในมุมใดมุมหนึ่ง และยืนยันไปด้วยว่า ได้ตั้งคำถามที่รัฐบาล และคนไทยส่วนใหญ่มีข้อสงสัยและมีคำถามต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างครอบคลุมเป็นส่วนใหญ่แล้ว (อ่านคำถาม และคำตอบ คำต่อคำ ในเว็บไซต์ประชาไท )

อย่าง ไรก็ตาม ยังได้รับความกรุณาจากนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยที่ให้เขียนบันทึกขึ้น ไป และได้อ่านบทความของนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยในเวลาต่อมาในหนังสือ พิมพ์มติชนที่ท้วงติงการแทรกแซงสื่อของรัฐบาล

ด้านสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสได้พบกับนายกสมาคมฯ โดยบังเอิญในอีก 2 วันต่อมา สิ่งที่นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยพูดกับผู้เขียนก็คือ “ไม่เห็นมีอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล อสมท. จะต้องเข้าไปตรวจสอบเมื่อมีการปฎิบัติขัดแย้งกับนโยบาย (ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญก็ระบุชัดว่า ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 46 และทั้งสองสมาคมวิชาชีพ ก็หยิบประเด็นนี้มาเคลื่อนไหว เรียกร้องต่อรัฐบาลทุกครั้งเมื่อมีการแทรกแซงสื่อ)


ผู้ เขียนก็แสดงความคิดเห็นไปว่า นั่นหมายความว่า สมาคมฯ จะเห็นเป็นเรื่องผิดปกติ ก็ต่อเมื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้สั่งให้มีการโยกย้าย หรือสับเปลี่ยนตำแหน่ง หรือสอบสวนเอาผิดกับผู้บริหารใน อสมท.ก่อน ถึงจะเป็นเรื่องผิดปกติในสายตาของนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์กระนั้น หรือ

นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศไทย มีท่าทียอมรับ ข้าพเจ้าก็ย้อนถามกลับไปว่า ข้าพเจ้าเป็นใคร ก็เป็นคนที่ทำงานข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ มานานกว่า 20 ปี และถูกแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่มาโดยตลอด (เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก) แต่ทำไม นายกสมาคมฯ มองเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่างนี้นี่เองที่เรียกว่า การเลือกปฎิบัติ หรือสองมาตรฐาน (หากเทียบกับกรณีของอดีตผู้อำนวยการ อสมท. คนล่าสุด หรือกรณีนักข่าวคนอื่น ที่มีปัญหากับรัฐบาลที่ผ่านมา สมาคมฯ จะออกมาเคลื่อนไหว และออกแถลงการณ์เกือบทันทีที่เกิดปัญหาขึ้น )

นายกสมาคมนักข่าว วิทยุและโทรทัศน์ไทยก็บ่ายเบี่ยงไปว่า นายกสมาคมฯ คนเดียวตัดสินใจเองไม่ได้ แม้จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ต้องนำเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการฯ ก่อนเพื่อจะสรุปออกมาเป็นมติ ซึ่งตอนนี้ คณะกรรมการแต่ละคนก็ติดธุระไปต่างจังหวัดบ้าง ติดภาระงานกันอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามก็เป็นการถกเถียงกันด้วยบรรยากาศที่เป็นมิตร เพราะพวกเราก็ยังคงเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องในวิชาชีพเดียวกัน

ผู้เขียนเองพยายามวิเคราะห์ และพิจารณาตัวเองว่า ตั้งแต่ปี 2528 ที่เริ่มเข้าสู่วิชาชีพสื่อสารมวลชน ได้ปฎิบัติหน้าที่ หรือปฎิบัติตนอย่างไร จึงถูกมองเหมือนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสมาคมวิชาชีพสื่อ อาจจะเป็นเพราะหลังจากที่ออกจากหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อปี 2539 แล้วเข้าสู่วงการโทรทัศน์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ได้กลายเป็นสื่อมวลชนของรัฐ แม้จะพักอาชีพไปชั่วคราวเมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นเจ้าของ ไอทีวี. แต่เมื่อกลับมา ก็มาทำข่าวโทรทัศน์ของรัฐบาลอยู่ดี ซึ่งก็แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ไม่ใช่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

หากแต่สมาคมวิชาชีพฯ ได้ใช้หัวใจที่เป็นธรรม พิจารณาการทำงานของผู้เขียนในช่วงการทำข่าวโทรทัศน์กับฝากรัฐบาลในแต่ละยุค แต่ละสมัยที่ผ่านมา โดยเฉพาะในยุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (1 ปีก่อนรัฐประหาร) ผู้เขียนก็พยายามให้ความเป็นธรรม กับฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เช่น ในรายการ “คนวงใน” ผู้เขียนได้เดินทางไปสัมภาษณ์ บุคคลที่ฝ่ายกองบรรณาธิการข่าวไอทีวี.ขณะนั้นมองว่าอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ เจ้าของไอทีวี. ไม่ว่าจะเป็น กษิต ภิรมย์ สุริยะใส กตะสิลา วิชา มหาคุณ สมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ สมาคมสิทธิเสรีภาพ ฯลฯ หรือแม้แต่คุณเสริมสุข (ไม่ทราบนามสกุล) นักข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ( บก.ข่าวการเมืองทีวีไทยปัจจุบัน) ที่โดน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เล่นงาน เพราะเปิดโปงการทุจริตที่สนามบินสุวรรณภูมิ

จนผู้เขียนได้รับการตัก เตือนด้วยคำพูดจากผู้บริหารสถานี และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งที่ถูกเชิญไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพิษณุโลก ร่วมกับคณะผู้บริหารไอทีวี.โดย พ.ต.ท.ทักษิณ พูดขึ้นบนโต๊ะอาหารว่า “รายการของคุณจอม ผมเห็นเอาคนที่พูดแบบแผ่นเสียงตกร่องมาออกอยู่บ่อย ๆ ผมไม่สนใจฟังหรอกคนพวกนั้น” ซึ่งก็แค่นั้น ไม่มีการมาขู่เข็ญ บังคับตามมาอีก

หากสมาคมวิชาชีพ จะพิจารณาอย่างเป็นธรรมและอยู่บนหลักการที่ถูกต้องแห่งวิชาชีพ เมื่อครั้งเกิดรัฐประหาร ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ แท็กซี่ที่สละชีวิต ขับรถเข้าชนรถถัง ต่อมาก็ได้ตัดสินใจผูกคอตายที่สะพานลอยหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผู้เขียนก็ถูกสั่งห้ามจาก คมช.สมัยนั้น ไม่ให้นำเสนอข่าวนี้อย่างเด็ดขาด มีคำสั่งทั้งโทรศัพท์เข้ามาเตือน และส่งทหารพร้อมอาวุธเข้ามาประจำการอยู่หน้าสถานีโทรทัศน์ไอทีวี.ตลอดจนหมด ยุค คมช.

สมาคมวิชาชีพสื่อทั้งสองฯ ก็ยังคงมองเป็นเรื่องปกติ และดูเหมือนจะเห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร โดยปล่อยให้มีการถูกแทรกแซง และยอมที่จะถูกลิดรอนเสรีภาพของสื่อเอง ทั้งๆ ที่ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องในสิ่งเหล่านี้อย่างหนักหน่วง และเอาจริงเอาจังก่อนหน้านั้น

ไม่รวมเรื่องที่ผู้เขียนเดินทางไป สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หนีการปฎิวัติรัฐประหารไปอยู่เกาะฮ่องกง ทั้งๆ ที่ผลการเลือกตั้ง ( 23 ธันวาคม 2550 ) ออกมาแล้วว่า พรรคพลังประชาชนเป็นพรรคที่ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล และเป็นที่รู้กันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือหัวหน้าพรรคตัวจริง ข้าพเจ้าจึงหวังจะทำหน้าที่ตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ นั่นคือ การสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีตัวจริง ที่ลี้ภัยอยู่ในเกาะฮ่องกง แต่สุดท้ายนอกจากการสัมภาษณ์ครั้งนั้นจะถูกระงับไม่ให้ออกอากาศแล้ว ผู้เขียนกลับได้รับคำประณามทั้งจากเพื่อนร่วมงาน และความไม่สนใจใยดีจากสมาคมวิชาชีพอีกเช่นกัน

และเมื่อพรรคพลัง ประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาล คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี คุณสมัครก็ได้เชิญบรรดานักข่าว ไอทีวี. ที่ถูกลอยแพอย่างไร้ความปราณี ( เพราะถูกป้ายสีมาตลอดเวลาว่า เป็นนักข่าวไร้อุดมการณ์ รับใช้ระบอบทักษิณ ) มาทำงานข่าวที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งได้เปลี่ยนเป็น เอ็นบีที. ผู้เขียนก็ได้ขอเข้าพบกับ คุณจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ว่า ขอทำหน้าที่อย่างมีอิสระและมีเสรีภาพ โดยไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เหมือนที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นที่พอใจว่า จะให้อิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือจุดเด่นของคนไอทีวี. ที่ทำให้ ไอทีวี. เป็นที่ยอมรับของความเป็นสถานีข่าวจนถึงปัจจุบัน

แต่วันแรกของเปิด สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ผู้เขียนก็ถูกแทรกแซงการทำงานอย่างรุนแรงทั้งจากผู้บริหารสถานีฯ และจากบริษัทที่ว่าจ้างให้เข้าไปทำงาน โดยผู้เขียน ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ “ถามจริงตอบตรง” ประสงค์ที่จะเชิญตัวแทนฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล มาพูดคุยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นปมปัญหาแห่งความขัดแย้งของฝ่ายการเมือง ( เดิมนั้น คุณสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะมาเป็นแขกในรายการ แต่ท่านป่วยไม่สามารถมาร่วมรายการได้)

แต่ผู้บริหารสถานีเห็นว่า ไม่เหมาะสม เพราะวันแรกของการเปิดสถานีที่เปลี่ยนโฉมใหม่ ควรให้รัฐบาลในฐานะผู้กำกับดูแลโทรทัศน์ช่องนี้มาออกอากาศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ตลอดทั้งวันของการเปิดสถานี เอ็นบีที. รัฐบาลก็พูดฝ่ายเดียวมาตลอดทั้งวันแล้ว หลังจากถกเถียงกัน จนเกือบจะทำให้ผู้เขียนตัดสินใจยุติการทำหน้าที่อีกครั้ง แต่ก็มาลงเอยด้วยข้อต่อรองที่ว่า ให้ฝ่ายรัฐบาลมาออกรายการในวันแรกก่อน แล้ววันถัดไป ผู้เขียนขอเชิญ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน คือคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นแขกในรายการ ซึ่งทางผู้บริหารสถานีก็ตกลงร่วมกันเช่นนั้น

เมื่อ ถึงวันที่จะออกอากาศหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน กลับเป็นว่า ออกอากาศไม่ได้ เพราะไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเดินทางมาเข้ารายการ ต้องยกเลิกการออกอากาศกลางคัน ข้าพเจ้าต้องทำหนังสือขอโทษอย่างเป็นทางการ และเดินทางไปขอโทษกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านด้วยตัวเองที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนอกจากจะได้รับการต่อว่าจากปากของคุณอภิสิทธิ์ว่า “นักการเมือง เมื่อมาเป็นรัฐบาล ทำอะไรไม่เกรงใจประชาชน พยายามใช้อำนาจของตัวเอง ใช้สื่อของรัฐซึ่งเป็นสื่อของประชาชนด้วยเช่นกันมาเป็นเครื่องมือตอบโต้ทาง การเมือง” ถึงตอนนั้น นักข่าวหลายสำนัก ให้ความสนใจ ติดตามสอบถามมายังผู้เขียน ถึงการแทรกแซงสื่อของพรรคพลังประชาชนอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะๆ โดยเฉพาะสำนักข่าวเนชั่น

และเมื่อพรรคพลังประชาชน จัดให้มีรายการ “ความจริงวันนี้” ทางเอ็นบีที. ผู้เขียนก็แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระถึงความไม่เหมาะสมของการเป็นทีวีของรัฐ แต่ฝ่ายการเมืองกลับนำมาใช้เป็นเครื่องมือตอบโต้ทางการเมือง ซึ่งก็มีหลายสำนักข่าวอีกเช่นกัน ได้ให้ความสนใจ จนนำไปสู่การถอดรายการ “ถามจริงตอบตรง” ออกจากผังรายการ แต่ด้วยความปราณีที่ยังคงให้ผู้เขียนจัดรายการต่อไป แต่เปลี่ยนชื่อรายการเป็น “ทางออกสังคมไทย” และเตือนไม่ให้เล่นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองอีก ผู้เขียนต้องยอมจำนน เพราะไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานนับสิบคนต้องมาตกงานจากตัดสินใจของผู้เขียน เพียงคนเดียว

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ได้ร่วมกับกลุ่มบริษัท และคณะบุคคลที่มีคนข่าวจากหลายสำนักร่วมขบวนการปฎิวัติช่อง 11 ให้กลายเป็น ‘หอยม่วง’ อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน โดยที่ผู้เขียนก็ถูกปรับเปลี่ยนสถานะเป็นเพียงผู้จัดรายการอิสระชั่วคราว
(จะอ้างว่าหมดสัญญาจ้างก็ตามที) แต่ถูกว่าจ้างจาก ศอบต.ให้ทำรายการเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ ซึ่งเป็นการวางแผนและพูดคุยกันมาตั้งแต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนแล้ว

ดัง นั้นจะเห็นว่า ตลอดการทำงานของผู้เขียน ไม่ว่ารัฐบาลยุคใดสมัยใด จะเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองไปอย่างไร แต่ผู้เขียนก็ยังยืนยันอยู่บนหลักการที่ถูกต้องของวิชาชีพไม่เคยเป็นเครื่อง ทางการเมือง หรือรับใช้การเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด พยายามอย่างเต็มที่ (แม้จะเจ็บปวดกับความพยายามที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ตาม) ดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม การให้โอกาส และที่สำคัญคือสิทธิเสรีภาพของคนสื่อ

เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับผู้เขียน ในฐานะที่เป็นคนข่าวคนหนึ่ง และในฐานะประชาชนคนหนึ่งด้วย อยากจะเรียกร้องให้ สมาคมวิชาชีพสื่อ เป็นที่พึ่ง เป็นความหวัง เป็นองค์กรวิชาชีพที่ไม่เลือกข้าง ไม่ตัดสินใจแทนประชาชน กับความเห็นต่างทางการเมือง จนถูกมองว่า สมาคมวิชาชีพสื่ออคติกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง และขอให้สมาคมวิชาชีพสื่อ ยืนหยัดอยู่บนหลักการแห่งความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ และเคารพสิทธิมนุษยชนไว้ให้ได้อย่างมั่นคง

ไม่เฉพาะกับ ผู้เขียน แต่สำหรับประชาชนทั้งประเทศ ต่างก็รอความหวังว่า เมื่อไหร่ ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน หรือองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนทั้งหลาย ซึ่งได้รับเกียรติจากสังคมมาโดยตลอด จะได้ทำหน้าที่แก้วิกฤตของชาติ สร้างความปรองดอง และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นภายในชาติของเราเสียที




 

Create Date : 17 กันยายน 2552    
Last Update : 17 กันยายน 2552 17:28:40 น.
Counter : 301 Pageviews.  

จรรยาบรรณสื่อในทัศนะของเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ จอม เพชรประดับ

Tue, 2009-09-08 18:58

นักปรัชญาชายขอบ

ในบทความชื่อ “จิตสำนึกของสื่อไม่ใช่แค่ตอบสนองความอยาก” ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทองได้วิจารณ์กรณีที่ จอม เพชรประดับ สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศทางรายการวิทยุ เอฟเอ็ม 100.5 อสมท. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 ทำนองว่าเป็นการทำงานของสื่อที่มุ่งตอบสนองความอยาก (ทั้งของตนเองและผู้อื่น) มากกว่าที่จะคำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพและผลประโยชน์ส่วนรวม (ผู้จัดการออนไลน์, 07/09/2552)

ดร.เจิมศักดิ์ เห็นว่า สื่อมวลชน (ที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพและคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม) ไม่ควรนำเสนอความคิดเห็นของทักษิณสู่สาธารณะ ด้วยเหตุผลถึง 7 ข้อ ใจความสำคัญสรุปได้ว่า

“ทักษิณเป็นนักโทษหนีคุก และยังมีคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ถูกกล่าวหาว่าทุจริตร้ายแรงหลายคดี รวมถึงคดีทุจริตที่อยู่ในชั้นศาลอีกหลายคดี เช่น คดีทุจริตหวยบนดิน, คดีทุจริตเงินกู้เอ็กซิมแบงก์, คดีทุจริตร่ำรวยผิดปกติ ยึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ฯลฯ และยังมีคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คือ คดีที่ดินรัชดา ให้ลงโทษจำคุกทักษิณ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เป็นต้น

นอกจากนี้ ทักษิณแสดงตนให้เห็นชัดเจนว่า เป็นผู้เกี่ยวข้อง หรืออยู่เบื้อหลังเหตุการณ์จลาจล เผาบ้านเผาเมืองในช่วงสงกรานต์ ทำการปลุกระดมสั่งการประชาชนให้ออกมาก่อความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ในทางเปิดเผย เช่น “ผมแพ้ไม่ได้” – “อย่ากลับบ้านมือเปล่า” – เราต้องไม่ถอย มีแต่บุกไม่มีถอย” – “เสียงปืนแตก จะลับมานำประชาชนด้วยตนเอง” ฯลฯ

ถ้าทักษิณได้รับสิทธิ์ให้แสดงความเห็นผ่านสื่อกระแสหลักได้ นักโทษอื่นๆ เช่น นายราเกซ สักเสนา นายปิ่น จักกะพาท นายวัฒนา อัศวเหม นายสมชาย คุณปลื้ม ฯลฯ ก็ควรได้รับสิทธิ์เช่นเดียวกัน”


แต่ในอีกมุมหนึ่ง จอม เพชรประดับ ให้เหตุผลในการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณว่า
“...เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือบุคคลที่ถูกมอง และถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุแห่งวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยเวลานี้ ก็ควรจะได้มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริง (แม้ฝ่ายตรงข้ามจะมองว่า คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อเท็จเสียมากกว่าข้อจริง แต่หน้าที่ของสื่อมวลชน ก็ไม่อาจจะไปตัดสิน หรือสรุปได้เช่นนั้น ) และการสัมภาษณ์ก็ไม่ใช่ลักษณะของการโฟนอินเข้ามาด้วยเหตุผลทางการเมือง เหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างเป็นกิจจลักษณะ” (ประชาไท, 07/09/2552)

จากเหตุผลดังกล่าว เราอาจตีความได้ว่า ในทัศนะของจอม การนำเสนอความเห็นอีกด้านต่อสาธารณะเป็น “หน้าที่ของสื่อมวลชน” ที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม

อันที่จริงเราสามารถเข้าใจความคิดของจอมอย่างตรงไปตรงมาง่ายๆ ว่า หน้าที่ของสื่อที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ คือการเสนอข้อเท็จจริงและความคิดเห็นรอบด้านให้สาธารณชนได้รับรู้และ วินิจฉัยเอง

การเปิดพื้นที่สื่อสาธารณะให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลรอบด้านและ วินิจฉัยเอง เป็นการเคารพต่อสิทธิที่จะรับรู้ความจริงและดุลพินิจของประชาชน นี่คือสิ่งที่หาได้ยากยิ่งจากสื่อยุคปัจจุบัน

ข้ออ้างของ ดร.เจิมศักดิ์ที่ว่า “ถ้าทักษิณได้รับสิทธิ์ในการแสดงความเห็นต่อสาธารณะผ่านสื่อกระแสหลัก นักโทษอื่นๆ เช่น ราเกซ สักเสนา ฯลฯ ก็ควรได้รับสิทธิ์นั้นเช่นกัน” เป็นการอ้างเหตุผลเปรียบเทียบที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะทักษิณกับคนเหล่านั้นมีข้อแตกต่างอย่างสำคัญ เนื่องจากทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหาร และเขาต้องต่อสู้ด้วยเหตุผลที่ในแง่หนึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาของระบบการเมือง ไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังที่เขาให้สัมภาษณ์ จอม เพชรประดับ ว่า

“...บ้านเมืองที่ยุ่งวันนี้ โครงสร้างปกติไม่สามารถทำงานได้ปกติ เพราะคนที่อยู่นอกโครงสร้างของการบริหารจัดการ เข้ามาสั่งการใช้บารมี ใช้อำนาจจัดการตรงนั้นตรงนี้ ทำให้คนที่อยู่ในโครงสร้างทำงานไม่ได้ ผมเจอปัญหานี้ตอนที่ผมเป็นนายกฯ ปีสุดท้าย ที่สร้างขบวนการพันธมิตรประชาชนฯ เข้ามาไล่ผม เพื่อเป็นเหตุในการปฎิวัติ (รัฐประหาร 19 กันยา 49) …” (ประชาไท, 09/09/2552)

ต่อให้ทักษิณเป็นนักโทษหนีคุก หรือโกงบ้านกินเมืองอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาพูดย่อมเป็น “ปัญหาสำคัญ” ที่สื่อควรนำเสนอ สังคมควรรับฟัง และไตร่ตรอง ยิ่งกว่านั้นสื่อควรเจาะลึกหรือหาข้อมูลพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็น จริงหรือไม่

หากเป็นจริง แล้วสื่อและสังคมยัง “วางเฉย” อยู่ได้ก็นับเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง!

คำถามจึงอยู่ที่ว่า สื่อที่พยายามเสนอข้อเท็จจริงและความคิดเห็นรอบด้าน กับสื่อที่เน้นการเสนอความจริงด้านเดียวและพยายามชี้นำให้สาธารณะ “ปิดตาข้างหนึ่ง” สื่อประเภทไหนกันแน่ที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ และทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง?

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 08 กันยายน 2552    
Last Update : 8 กันยายน 2552 20:30:20 น.
Counter : 363 Pageviews.  

มาร์คจ้างเนชั่นเชียร์คุ้มทุ่มซื้อโฆษณาทีวีพุ่งแต่เจอเสื้อแดงบอยคอตหนักขาดทุนบักโกรก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 สิงหาคม 2552

มาร์คกับหยุ่นเหมือนผีเน่ากับโลงผุ ต่างฝ่ายต่างตอบแทนกันสาใจ ใช้เงินภาษีของหลวงทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุ-อีเว้นต์เครือเนชั่นยอดโตพรวด16% สวนทางกับค่ายอื่นๆที่ยอดโฆษณาทีวีติดลบส่วนวิทยุทรุดฮวบ13% คู่หูนรก กนก-ธีระตอบแทนแสนคุ้มอุ้มรัฐบาลสุดลิ่มกระทืบทักษิณ-เสื้อแดงมิดดิน ขนาดพระยังไม่เว้นถลกจีวรด่าหากขวางทางสื่ออัปยศกับรัฐบาลอัปลักษณ์ แต่ยอดขายหนังสือพิมพ์หล่นเหวเจอเสื้อแดงบอยคอต ยอดขายสายเหนืออีสานร่วงต้องขนกลับกองพะเนิน พลิกสถานการณ์จากเคยกำไรมาขาดทุนบักโกรก110ล้าน ขณะที่เปลวไทยโพสต์ได้อานิสงส์แห่งแรงเชียร์โฆษณาสำนักนายกฯหราหน้า1

มาร์คตอบแทนเนชั่นสาใจ ทุ่มซื้อโฆษณาทีวี-วิทยุโตพรวดสวนกระแสภาพรวมที่ทรุดฮวบ

เครือเนชั่นของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งมีนักเล่าข่าวผ่านโทรทัศน์อย่างกนก-ธีระ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาล และถล่มฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงอย่างออกหน้าออกตา ได้สร้างความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวงให้กับวงการ เมื่อแจ้งว่าผลดำเนินงานครึ่งปีแรกนั้น มีรายได้จากการโฆษณาทางทีวีและวิทยุพุ่งพรวดพราดขึ้นถึง 16 % ในขณะที่ภาพรวมของการซื้อโฆษณาผ่านทางทีวีของเจ้าอื่นๆลดลง 0.95%ขณะที่ยอดซื้อโฆษณาผ่านสื่อวิทยุลดลง 13.34% ในงวด 7 เดือนแรกของปีนี้

แต่ยอดงบรวมพลิกมาขาดทุนบักโกรก เหตุเสื้อแดงบอยคอตยอดขายนสพ.ทรุดฮวบ

อย่างไรก็ตามแม้จะได้สปอนเซอร์รายใหญ่จากรัฐบาลที่เกื้อหนุนกันแบบต่างตอบแทน แต่ในงวด6เดือนปีนี้เนชั่นก็ยังขาดทุน เพราะยอดโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ทรุดหนัก เพราะยอดขายตกฮวบฮาบ โดยมีรายงานว่ายอดขายสายเหนือสายอีสานที่ต่อต้านรัฐบาลและสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างเนชั่นเป็นไปอย่างเข้มข้น ทำให้มีหนังสือพิมพ์กลับมากองพะเนิน ส่งผลให้เอเยนซี่ถอนโฆษณา ทำให้ภาพรวมของงบงวดครึ่งปียังคงขาดทุนต่อเนื่อง ดีว่าได้รัฐบาลอุ้มช่วยซื้อโฆษณาทางทีวี-วิทยุให้

ทั้งนี้เนชั่นแจ้งสรุปฐานะการเงินรวมของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์งวดครึ่งปีนี้ว่า งบการเงินรวมของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อยสำหรับงวด 6 เดือนสิ้นสุด วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ขาดทุน 110.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีผลกำไร 1.11 ล้านบาท

ทั้งนี้เพราะรายได้จากการขายและบริการลดลงร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2551 เนื่องจาก รายได้จากการขายโฆษณาลดลงร้อยละ 27 โดยมาจากรายได้โฆษณาจากสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 36 เพราะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่รายได้โฆษณาจากสื่อทีวีและวิทยุเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และรายได้จากการให้บริการข่าวสารและโฆษณาผ่านสื่อระบบอิเลคทรอนิคส์ลดลงร้อยละ 8 นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายสิ่งพิมพ์ลดลงร้อยละ 19 โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพิมพ์ลดลงร้อยละ 8 และรายได้จากการจำหน่ายหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คส์และการ์ตูนลดลงร้อยละ 33นอกจากนี้รายได้จากบริการด้านการพิมพ์ การเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือต่างประเทศ และบริการรับขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 35

ยอดซื้อโฆษณาตีปี๊บผลงานรัฐบาลแซงโค้ก-โตโยต้า-มือถือสวนทางภาพรวมทรุด

ตอนที่รัฐบาลแถลงผลงาน6เดือนนั้น ผลสำรวจของโพลล์ออกมาว่าได้แค่คาบเส้น ทำให้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลมีมากแต่คนไม่ค่อยรู้เพราะอ่อนประชาสัมพันธ์

อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ารัฐบาลไม่ได้อ่อนประชาสัมพันธ์เลย กลับใช้เงินโฆษณาสูงติดอันดับ2เหนือกว่าโค้ก และโตโยต้า หรือบริษัทขายโทรมือถือยัษ์ใหญ่เสียอีก ไทยโพสต์รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี เปิดเผยว่า 7 เดือนแรกปีนี้ รวมตัวเลขเดือน ม.ค.-ก.ค.มีการซื้อสื่อโฆษณารวม 49,472 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 4.3%

แบ่งเป็นสื่อทีวี 29,302 ล้านบาท ลดลง 0.95% สื่อวิทยุ 3,378 ล้านบาท ลดลง 13.34% สื่อหนังสือพิมพ์ 7,510 ล้านบาท ลดลง 13.82% สื่อนิตยสาร 2,895 ล้านบาท ลดลง 12.75% สื่อโรงภาพยนตร์ 2,428 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.66% สื่อกลางแจ้ง 2,351 ล้านบาท ลดลง 5.58% สื่อระบบขนส่ง 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.14% สื่ออินสโตร์ 471 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.51% และสื่ออินเทอร์เน็ต 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85%

นีลเส็นยังได้รายงานตัวเลขการซื้อสื่อโฆษณาในเดือน ก.ค.2552 ก็พบว่า บริษัทธุรกิจและองค์กรที่ซื้อสื่อโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ 507.12 ล้านบาท พีแอนด์จี 211.54 ล้านบาท สำนักนายกรัฐมนตรี 160.04 ล้านบาท ไบเออร์สดร๊อฟ 113.84 ล้านบาท และโตโยต้ามอเตอร์ 105 ล้านบาท ส่วนโค้ก,เป๊บซี่,บริษัทมือถือไม่ติด5อันดับแรกแต่อย่างใด

การที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมดเป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท ถือว่า เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายนที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว เห็นไหมว่าสำนักนายกฯใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหนแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้ แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมันเพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่ารัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาลในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาลน่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมากลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

รัฐบาลประเคนเงินโฆษณาให้สื่อกระแสหลักช่วยเชียร์ตอบแทนเนชั่น-ไทยโพสต์สาสม

เงินงบโฆษณาพวกนี้ก็ไปเข้าทางพวกสื่อกระแสหลักที่เป็นพรรคพวกรัฐบาลที่คอยเชียร์รัฐบาล และกระทืบฝั่งทักษิณนั่นแหละครับ หลักๆก็เครือเนชั่นที่รายงานมายังตลาดหลักทรัพย์ว่า ครึ่งแรกปีนี้ยอดขายสิ่งพิมพ์ตก เพราะพวกเสื้อแดงเลิกอ่านแอนตี้ แต่กำไรมาโป่งตรงโทรทัศน์ทั้งช่องเนชั่น และช่องอื่นๆที่เนชั่นไปทำรายการ

โฆษณาจากรัฐบาลมาทั้งทางตรงคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มาทั้งรูปแบบอีเว้นต์ที่เนชั่นเข้าไปเหมาหมด ตั้งแต่เป็นพิธีกรเวทีงานเล็กงานใหญ่ ถ่ายทอดสดออกเนชั่น ได้กันเป็นกอบเป็นกำ

จึงไม่แปลกที่คนเนชั่นที่ส่งไปจัดรายการตามฟรีทีวีทุกช่อง จะเก็บอาการไม่ค่อยได้ในการเชียร์รัฐบาลโจ่งแจ้ง และกระทืบเสื้อแดง กระทืบทักษิณจมธรณี

อย่างวันที่17สิงหาคมที่เสื้อแดงถวายฎีกา สื่อที่เต็มไปด้วยอคติอย่างนักเล่าข่าวเครือเนชั่นก็ออกมาสับแหลกผู้ยื่นฎีกาตามเคย โดยคู่หูนรกเนชั่น กนก รัตน์วงศ์สกุล กับธีระ ธัญไพบูลย์ ใส่อารมณ์อย่างดุเดือดถึงกลุ่มพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อในการถวายฎีกาจำนวน 3,429 รูป โดยมุ่งเป้าไปที่พระมหาโชว์

นายธีระกล่าวว่า พระส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมถวายฎีกาเดินทางมาจากนครราชสีมา เข้าพักที่วัดสวนแก้วของพระพยอม กัลยาโณ ที่สนับสนุนทักษิณและพวกเสื้อแดง จากนั้นมีพระดร.มหาโชว์ ทัสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ชั้นนำของประเทศ นำหน้าขบวนฎีกา ซึ่งนายกนกเสียดสีว่า"ไม่ค่อยดีน๊า มีพระนำนี่ เหมือนงานศพยังไงก็ไม่รู้" จากนั้นก็สับแหลกว่ามหาเถรสมาคมก็ทำอะไรไม่ได้ บอกว่าไม่ได้ผิดวินัย แต่ตนเห็นว่าไม่สมควร เพราะจะเกิดการต่อต้านพระดร.มหาโชว์ แล้วจะพลอยต่อต้านมหาจุฬาฯไปด้วย เดี๋ยวจะเดือดร้อนแบบเดียวกับพระพยอมที่คนไปทำบุญลดลง

เปลว สีเงิน ไทยโพสต์ได้ยาดีด่าพระยับ

ขณะที่ไทยโพสต์ สื่อที่เต็มไปด้วยอคติ และช่วงนี้มีโฆษณาจาก"สำนักนายกรัฐมนตรี"ขึ้นปกหน้า1ตรงติดกับหัวหนังสือพิมพ์ และมีโฆษณาจากกระทรวงพาณิชย์ลงประจำ หลังป๋าเปลวไปเขียนเชียร์รัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอนอย่างออกนอกหน้า ก็ได้ตีพิมพ์บทความของเปลว สีเงิน บริภาษพระสงฆ์ยับเยินดังต่อไปนี้

จะมีที่ขัดหู-ขัดตาอยู่บ้างก็ตรง "หัวโล้น-ห่มเหลือง" ในคราบสงฆ์ กลุ่มหนึ่ง นอกรีต-นอกรอย ร่อนจีวรมาเอากะเขาด้วย หวังช่วยโจรทักษิณ!

เช้าออกบิณฑบาต เที่ยงมาชุมนุม บ่ายเดินขบวนยื่นฎีกา เย็นค่ำจัดวิทยุด่ารัฐบาล งานจ็อบ-รับจัดพิธีเดรัจฉานวิชา ต่อชะตา ตัดกรรมไปตามเรื่องตามราว พระคุณเจ้ายุคนี้ ดำเนินวิถีเป็นอย่างนี้ไปแล้วหรือ?

ความเป็นสงฆ์สาวก สุปฏิปันโน พระผู้ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ หายไปทางไหนหมด จะเหลือให้เห็นก็เป็นดั่งสมณสารูปเยี่ยงนี้หรือ?

ถ้าฝ่ายฆราวาสก็ถือว่า "ธุระไม่ใช่" ฝ่ายสงฆ์ก็อุเบกขาเฉโก "ทำเป็นไม่สนใจ" ก็จงระวังเถอะครับ พุทธศาสนาที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง จะเดินสู่เส้นทางเดียวกับพุทธศาสนาในอินเดีย เมื่อปี พ.ศ.๑๗๐๐

ถูกเผาเรียบทั้งวัด ทั้งพระสงฆ์ ทั้งพระธรรมคัมภีร์ และทั้งพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" ไปจากอินเดียนับจากวันนั้น จนถึงทุกวันนี้!

ถ้าใครบอกว่า ตำหนิพวกหัวโล้น-ห่มเหลือง ระวัง...จะตกนรก ผมก็อยากจะบอกว่า ถ้าต้องตกนรกจริงๆ จากการท้วงติงพวกจกเปรต ผมยินดีตก ดีกว่าจะปล่อยให้บ้านเมือง-พระพุทธศาสนา "รก-ไปด้วยกาฝากเหลือง"

ก็นี่แหละครับผลงาน(หว่านเงินซื้อ)ประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล ขนาดนรกจะกินกบาลก็ไม่เกรงกันเลยทีเดียว

พี่น้องประชาชนคนเสพสื่อก็คงได้แต่เจ็บกระดองใจกันไปตามระเบียบ ทนไม่ไหวก็อย่าดูอย่าอ่านเลยครับสื่อพรรค์นี้ ปากบอกมีอุดมการณ์ แต่มูมมามยัดห่ากันตาเหลือก แต่ดันไปชี้หน้าว่าคนนั้นคนนี้เลว

พระเจ้ายังไม่รู้จักเว้น เวรกรรมคงมาถึงไม่ช้า ทั้งคนซื้อและคนขายโฆษณา เอางบปวงประชาไปถลุงกัน ที่สำคัญยังปากคาบคัมภีร์เที่ยวสั่งสอนใครต่อใคร ประทานโทษ ขอ”ถุย”ซักที คงจะไม่ว่ากัน

การนินทา การแดกดัน และการสมคบคิด (กับ “สื่อ” อย่างเดอะเนชั่น)

Gossip, innuendo and conspiracy (or “journalism” at The Nation)
August 20, 2009
ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

เมื่อประมาณ ๑๐ วันที่ผ่านมา โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ (พีพีที) ได้ลงบทความการวางแผนอย่างน่าทึ่งจากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น เรากล่าวไว้ว่า สื่อไม่สมควรลงข่าวบางข่าวและบางคอลัมน์ เราได้ชี้ว่า การโจมตีตัวบุคคล และการกล่าวหาอย่างลอยๆ กลายเป็นเรื่องปกติของเดอะเนชั่น

บทบรรณาธิการของเดอะเนชั่นที่เราได้แสดงความเห็นนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนการสมคบคิดเพ้อเจ้อกันครั้งใหญ่ หรือจะพูดสั้นๆว่า เดอะเนชั่นได้อ้างในเวลานั้นว่า ทั้งทักษิณ ชินวัตร เสื้อแดง เสื้อน้ำเงินของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้ร่วมกันกับองคมนตรี “ที่น่าสงสัย” จำนวนหนึ่ง และผู้ทรยศบางคนในพรรคประชาธิปัตย์ (โดยเฉพาะคนพิเศษอย่างรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ) ร่วมกันวางแผนอยู่เบื้องหลังเพื่อทำลายนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ซึ่งเข้าข้างทางฝ่ายสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตร) โดยอาจใช้การลงชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกา “ขอพระราชทานอภัยโทษ” ให้กับทักษิณ และทำนายว่าจะเกิดความรุนแรงขี้น เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่าง..อาจจะเป็น “การปฏิวัติประชาชน” หรือการทำรัฐประหาร

พีพีทีไม่พบหลักฐานใดๆที่เดอะเนชั่นอ้าง เราคิดว่าการลงข่าวลือและการวางแผนอย่างลับๆในเรื่องนี้ ในฐานะของ “สื่อ” สิ่งพิมพ์ ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงๆจังๆหรือไม่ว่าทำไปได้อย่างไร พีพีทีได้แต่เฝ้าสงสัยว่า ทำไมเดอะเนชั่นถึงได้แสดงเจตนาว่าอยากเป็นสื่ออย่างพวกแท็บลอยด์ (สื่อที่ใส่สีตีไข่ เต้าข่าว โดยใช้แต่เรื่องซุบซิบ ข่าวลือที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเอาแต่การเสียดสี)

ขณะนี้ นายธนง ก้านทอง ตัวการวางแผนของเดอะเนชั่น ทำตัวเยี่ยง “สื่อ” อย่างแท็บลอยด์ โดยลงบทความใหม่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับคนอ่าน (วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒): “สะกัดกั้นเหตุการณ์ไม่ให้เกิดวิกฤติไปได้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังคงมีตามมา”) ทำเอาคนอ่านแทบจะหยุดหายใจกับทฤษฎีสมคบคิดที่ตัวเองตั้งขี้นมา นายธนงอ้างว่า “รัฐบาลของอภิสิทธิ์เกือบเอาตัวไม่รอดจากวิกฤติของการยื่นถวายฎีกา” กองทัพได้มีการเตรียมพร้อม สิ่งเดียวที่ทำให้รัฐบาลอยู่รอดก็คือ การที่พวกเวรเสื้อแดงไม่ได้สร้างความรุนแรง

เกิดอะไรขี้นล่ะ เสื้อแดง “ได้พยายามข่มขู่ราชวงศ์อีกครั้ง” แท้จริงแล้ว “เบื้องหลังการลงชื่อถวายฎีกาจะหมายความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจากว่า จะเป็นการกระทำเพื่อปลุกปั่นด้วยความไม่ยี่ระ เพื่อผลทางการเมืองที่แอบแฝงอยู่” แอบแฝงหรือ แน่ล่ะ เพราะนายธนงเดาว่า “การยื่นถวายฎีกาถูกคิดขี้นมาเพื่อใช้ข่มขู่ราชวงศ์ กองทัพจะได้ใช้อ้างเป็นเหตุผลที่จะออกมาปฎิบัติการ โดยข้ออ้างง่ายๆเพียงยกความผิดให้เสื้อแดงที่บังอาจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แผนการนี้คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่มีการประทะกันนองเลือดในวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าระดับแกนนำเสื้อแดงผู้วางกลยุทธบางคนส่งสัญญาณ และมีทหารออกมา นั่นแหละ เสื้อแดงจะตกเป็นเหยื่อของการปราบปรามจากทหาร”

สำหรับนายธนงแล้ว เสื้อแเดงเป็นแค่เบี้ยที่แกนนำจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือได้ทุกเมื่อ แกนนำซึ่งเห็นแก่ได้และต้องการที่จะให้กองทัพออกมาปราบ เพื่อให้ตัวเองได้กลับเข้าไปมีอำนาจอีก” นายธนงได้อธิบายเพิ่มเติมว่า แกนนำเสื้อแดงได้รับรางวัลเนื่องจากพวกเขา “ได้ค่าแรงในความเหนื่อยยากด้วยเงินมากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ในการระดมรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกา”

นายธนงไม่มีหลักฐานใดๆ ผู้อ่านที่มีเหตุมีผลจึงเชื่อแน่ว่านายธนงได้แต่งเรื่องขี้นมาเอง นายธนงไม่เคยพยายามที่จะบอกให้ผู้อ่านทราบว่าทำไมการปฎิบัติการถึงล้มเหลว ทำไมไม่เกิดความรุนแรง แต่ก็ช่างเถอะ เพราะนายธนงจะพยายามแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่อีก เพื่อให้ได้ผลอย่างเดิม

ด้วยความที่กลัวว่าหัวหน้าพรรค คือนายเนวิน ชิดชอบ จะถูกตัดสินว่ากระทำความผิดในคดีกล้ายาง ทางพรรคภูมิใจไทยจึงได้ยื่นเสนอการขอนิรโทษกรรมให้กับ “นักการเมืองทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากการทำรัฐประหารของกองทัพในปี พ.ศ.๒๕๕๐” พีพีทีคงตกข่าวเรื่องการทำรัฐประหารในปีนั้นแน่เลย หรือนายธนงอาจหมายถึงการทำรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ที่นายธนงอ้างว่า เป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกมากขี้น และเป็นเรื่องที่เขาอ้างว่า กลุ่มที่ร่วมสมคบคิดกันต้องการให้เกิดการทำรัฐประหารในตอนนี้ และฝ่ายเสื้อเหลืองจะกลายเป็นเบี้ย เพราะพวกเขาจะออกมาประท้วงการนิรโทษกรรม นายธนงไม่ได้อธิบายว่า ถ้าเสื้อเหลืองเป็นเบี้ยแล้ว แกนนำเสื้อเหลืองจะได้รับเงินตอบแทนมากขนาดไหน

นายธนงบอกอภิสิทธิ์ว่า อภิสิทธิ์ “ไม่ควรอยู่นิ่งเฉย” นายธนงยอมรับว่าเขาไม่ได้เป็นหมอดูที่ทำนายได้แม่น: “ผมทายว่ารัฐบาลชุดนี้อาจอยู่ได้ไม่ถึงเดือนสิงหาคม แต่ดูเหมือนว่าเดือนสิงหาคมนี้ไม่มีเหตุการณ์วิกฤติเกิดขี้น ” แต่ให้ระวังเอาไว้ก็แล้วกัน “นายกรัฐมนตรีให้ระวังอันตรายในเดือนตุลาคม ซึ่งรัฐบาลอาจจะอยู่หรือไปในเดือนนั้น” ไม่แน่นะ การทำนายของนายธนงในครั้งนี้อาจไม่ผิดพลาดก็ได้ ทำไมต้องเป็นเดือนตุลาคมล่ะ ใครจะไปรู้ แต่นายธนงบอกกับผู้อ่านว่า “รัฐบาลถังแตก” ด้วยสาเหตุนี้ (และการสมคบคิด) “นายกอันเป็นที่รักของเราจะยิ่งถูกกดดันหนักยิ่งขี้น”

ทำไมพีพีทีจึงได้เสียเวลามาเสนอเกี่ยวกับสื่อต่ำๆพรรค์นี้ เป็นคำถามที่ดี ตามที่เราได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า ครั้งหนึ่งเดอะเนชั่นเคยเป็นหนังสือพิมพ์ที่คนอ่านเชื่อถือได้ แล้วเป็นไปได้หรือในตอนนี้ คงไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่ามาตราฐานของหนังสือพิมพ์นี้ตกต่ำลง และฐานะทางการเงินที่กำลังสั่นคลอน แต่ยังคงมีแสงสว่างโผล่ให้ได้เห็นบ้าง (เช่น ช้างน้อย นักข่าวที่น่าคิดถึงอย่างที่สุดนายประวิตร โรจนพฤกษ์ และผู้สื่อข่าวทั่วๆไปบางคน) แต่สำหรับนายธนงคนเดียวเท่านั้นที่ควรถูกประณาม ที่ลดตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับข่าวที่เสนอจากความรู้สึก จากการเต้าข่าว จากการนินทา จากข่าวลือที่ลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเอาแต่เรื่องเสียดสีและเหน็บแนม การเดาสุ่ม การคาดเดา การเพ้อฝัน

การเขียนข่าวจากความรู้สึกและการแสดงความเห็นแบบมั่วๆนี้ ไม่ใช่วิสัยของความเป็นสื่อ ซึ่งผู้อ่านควรจะได้รับความเคารพมากกว่านี้

ที่มาภาษาไทย liberalthai.wordpress.com




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2552    
Last Update : 23 สิงหาคม 2552 18:56:39 น.
Counter : 300 Pageviews.  

ดับอนาถคากระทู้"ประดาบ"ศิษย์นายห้อย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
13 สิงหาคม 2552

จดหมายเปิดผนึกถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เรื่อง ยุติความแตกแยกของสังคมไทย และ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

---------------------------------------------------------------

ท่าน นายกฯทักษิณ ครับ นี่เป็นจดหมายฉบับแรกที่ผมเขียนถึงท่าน หลังจากที่ผมเขียนเรื่อง ราวเกี่ยวกับท่าน มามากมายหลายเรื่อง เพราะเห็นว่าเวลาในขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว

หลังจากที่ท่าน ให้ อ.พงษ์เทพ เทพกาญจนา ส่งสัญญาณผ่านสื่อมวลชนว่า ไม่ต้องการให้ใครอ้างชื่อ หรือนำชื่อของท่านไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หรือ ประโยชน์อื่นๆ เพราะท่านไม่ต้องการกลับคืนสู่การเมืองอีกแล้ว ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบกับครอบครัว ประกอบกับมีคนสนิทของท่านแจ้งแกมขอร้องให้ผมปิดเวปไซต์ Hi-thaksin เช่นเดียวกับที่มีคำสั่งให้ปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวี เพื่อประโยชน์บางประการของท่าน ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวอ้างถึงอีก

นับแต่นั้นมา ผมก็ได้แต่เป็นคนเฝ้าดู เฝ้าอ่านความเคลื่อนไหวของท่าน ผ่านสื่อต่างๆ แต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งผมก็เห็นว่ามีสื่อจำนวนมาก ยังคงเขียนถึงและกล่าวถึงท่านโดยผูกพันกับการเมือง อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง จนถึงวันนี้เป็นเวลา 2 ปีเศษ ที่มีข่าวคราวของท่านปรากฎทางสื่อทุกวัน และเข้มข้นขึ้นทุกวัน จนถึงขณะนี้ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่า ท่านจะกลับมาทำงานการเมืองอีกครั้ง ท่านกำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้พรรคเพื่อไทย และพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครา หากว่าประชาชนสนับสนุน ซึ่ง ผมเชื่อว่าท่านจะประสบความสำเร็จดังที่หวังไว้

ท่านนายกฯ ครับ เหตุที่ผมบอกว่าสถานการณ์ขณะนี้เหมาะสมที่จะเขียนจดหมายถึงท่าน ก็เพราะว่ามีแต่ท่านเพียงคนเดียวที่จะยุติความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นใน ประเทศไทย ในขณะนี้ ได้ เพียง แต่ท่านจะขอให้กลุ่มผู้ผลิตรายการ “ความจริงวันนี้” พิจารณาทบทวนการถวายฎีกา ที่มีประชาชนจำนวนมากร่วมลงชื่อแล้วอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าคณะผู้จัดทำคำถวายฎีกา จะรับฟังและปฏิบัติตามที่ท่านร้องขอ ทั้งนี้เพื่อความปรองดองและสมานฉันท์ของคนในชาติ ซึ่งเป็นความประสงค์ของท่านนายกฯ เป็นสำคัญ

ท่านนายกฯ ทักษิณ ครับ ขณะนี้การถวายฎีกาหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไปแล้ว เป็นแต่เพียงพิธีกรรมหนึ่งเท่านั้น สาระสำคัญของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง บรรลุผลโดยสมบูรณ์แล้ว คือ 1. ประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนท่านนายกฯ เป็นจำนวนมาก 2.ประชาชนทั้งประเทศ ได้ทราบแล้วว่าท่านนายกฯ ไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไร

ประการสำคัญที่สุด ก็คือ ผมเชื่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบข้อความในฎีกาครบถ้วนทุกประเด็นแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการถวายฎีกา อีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่าการถวายฎีกาครั้งนี้ มีเจตนาเพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบปัญหาและความทุกข์ของประชาชนที่ร่วมลงชื่อ มากกว่า เจตนาที่จะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยพระราชทานอภัยโทษให้แก่ท่านนายกฯ

เนื่องจากโดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ฎีกาฉบับนี้ ไม่สามารถช่วยให้ท่านายกฯ พ้นโทษตามคำพิพากษาของศาลได้ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ มีหน้าที่กราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับคดีของท่านนายกฯ คงจะไม่ดำเนินการใดๆ ต่อ หลังจากที่มีการยื่นฎีกาแล้ว เห็นได้จากการแสดงความ เห็นของตัวแทนรัฐบาล ทั้งในส่วนของกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และ นักวิชาการด้านนิติ ศาสตร์ ตลอดจน นักฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ชี้ให้เห็นว่าหากฎีกาฉบับนี้เป็นฏีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ก็มีปัญหาในเรื่องขั้นตอนดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และตัวแทนของผู้จัดทำคำถวายฎีกา ก็ยอมรับว่าฏีกาฉบับนี้ ไม่ใช่ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เป็นฎีการ้องทุกข์ของประชาชนเท่านั้น

แม้ว่าท้ายคำถวายฎีการ้องทุกข์ จะขอพระราชทานพระเมตตาให้อภัยโทษแก่ท่านนายกฯทักษิณ เพื่อเป็นการปลดเปลื้องความทุกข์ของประชาชน แต่ก็ไม่อาจจะคาดหวังผลใดๆ ได้ เพราะการจะมีพระบรมราชวินิจฉัยในเรื่องที่ประชาชนร้องทุกข์ ไปในแนวทางใด นั้น เป็นสิทธิส่วนพระองค์ แต่จะต้องไม่ขัดกับกฎหมาย แม้แต่การใช้พระราชอำนาจก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้ พระมหา กษัตริย์ ไม่มีสิทธิที่จะใช้พระราชอำนาจนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด แต่การร้องทุกข์พร้อมทั้งกราบทูลเสนอแนวทางปลดเปลื้องความทุกข์ ด้วยการให้อภัยโทษแก่ท่านนายกฯ เป็นการเรียกร้องให้ทรงใช้พระราชอำนาจ เหนือกฎหมาย จึงทำให้ถูกครหา กล่าวหา และ ให้ร้ายว่าท่านนายกฯทักษิณ สนับสนุนการดำเนินการที่มีวาระซ่อนเร้นอันไม่บังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ อีกทั้งยังมีความโน้มเอียงจะถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาทำลายพระเกียรติยศแห่งองค์ พระมหากษัตริย์ มากกว่าที่จะเป็นการแสดงความจงรักภักดี ดังที่คณะผู้จัดทำคำถวายฎีกา ชี้แจง จนกระทั่งนำไปสู่การต่อ ต้าน และคัดค้านท่าน อยู่ในขณะนี้

ท่านนายกฯ ทักษิณ ครับ ผมเชื่อและมั่นใจว่า ท่านยังมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหา กษัตริย์ อย่างเต็มเปี่ยม เช่นเดียวกับผม และ คนไทยส่วนใหญ่ทั้งที่อาศัยบนผืนแผ่นดินไทย และ ที่อาศัยอยู่ในทุกมุมโลก แต่ต้องยอมรับว่ามีคนไทยส่วนหนึ่ง ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากคนไทยส่วนใหญ่ เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่เคยหยุดความพยายามที่จะดำเนินการในสิ่งที่ไม่เหมาะ สม และไม่บังควร

ผมทราบว่าบางส่วนของคนที่มีความพยายามดังกล่าว ได้แฝงตัวเข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่มคนรักทักษิณ และพยายามนำเสนอ รวมทั้งฉวยโอกาสดำเนินการบางสิ่งบางอย่าง ที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อท่านนายกฯ ได้ ผมไม่ทราบว่าท่านนายกฯ ทราบเรื่องเช่นนี้หรือไม่ แต่ไม่ว่าเป้าหมายของคนกลุ่มดังกล่าว จะบรรลุผลหรือไม่ก็ตาม ความเสียหายย่อมจะต้องเกิดขึ้นทั้งกับสถา บันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทยส่วนใหญ่ และ กับตัวท่านเอง ในฐานะที่ถูกแอบอ้างว่ารู้เห็นและสนับสนุนการกระทำนั้นๆ แม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว ท่านจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม แต่เป็นเพราะคนเหล่านั้นแอบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังความนิยมที่ประชาชนมีต่อท่าน นั่นเอง

ท่านก็ทราบดีว่ามีความพยายามสร้างสถานการณ์ให้ท่าน เป็นศัตรูของราชบัลลังก์ เป็นปฏิ ปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งความพยายามเช่นนี้มีมาโดยตลอด นับแต่ท่านยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งถึงขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการกระทำของกลุ่มคนดังกล่าว ที่ต้องการเสี้ยม ยุยง และสร้างภาพให้ ท่านนายกฯทักษิณ เป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งคนกลุ่มนี้รอโอกาสมานานแล้ว และเห็นว่าขณะนี้เป็นเวลาอันเหมาะสม เพราะท่านนายกฯทักษิณ เป็นบุคคลที่มีมวลชนให้การสนับสนุนมาก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และมากพอที่จะเผชิญหน้ากับสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ ในความคิดของพวกเขา ซึ่งขณะนี้เป้าหมายของพวกเขา ใกล้จะบรรลุผลขั้นที่หนึ่งแล้ว คือ การแบ่งแยกประชาชนในชาติออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายรักทักษิณ ที่มีทัศนะไม่ดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ฝ่ายปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีเป้าหมายทำลายทักษิณ ซึ่งเป็นศัตรูของราชบัลลังก์

วันใดที่ประชาชนคนไทยซึ่งถูกแบ่ง เป็นสองฝ่ายแล้วในขณะนี้ หมดความอดทนอดกลั้น แล้วพุ่งเข้าหาปะทะกัน วันนั้นจะเป็นวันที่คนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดินพบกับความพ่ายแพ้ ทั้งสถาบันพระมหา กษัตริย์ และ ท่านนายกฯทักษิณ จะได้รับความเสียหายด้วยกันทั้งสองฝ่าย จนยากจะเยียวยา ให้กลับมามีสถานะดังเดิมได้ และกลุ่มคนที่รอคอยโอกาสมานานกว่ายี่สิบปี นับแต่แพ้พ่ายให้แก่ทางการไทย ก็มีโอกาสที่จะขับเคลื่อนมวลชนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเขาได้อีกครั้งหนึ่ง

ท่าน นายกฯ ทักษิณ ครับ วันที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทย วันที่คนไทยจะแตกแยก จนยากเกินกว่าปรองดองกันได้อีกต่อไป ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว เนื่องจากมีเงื่อนไขต่างๆ เข้ามาส่งเสริมสนับสนุน อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเงื่อนไขเรื่องการถวายฎีกาของคณะผู้ผลิตรายการ”ความจริงวันนี้” ซึ่งได้กลายเป็นเงื่อนไขที่สำคัญและอ่อนไหวที่สุด ได้ขยายวงกว้างไปทั่วทุกอณูของสังคมไทยแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมยังคงเชื่อว่าคณะผู้จัดทำคำถวายฎีกา มีเจตนาที่บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมลงชื่อ ก็มีเจตนาที่ดี ต้องการช่วยเหลือ ท่านนายกฯทักษิณ ด้วยใจจริง

แต่ทว่า เจตนาบริสุทธิ์ และเจตนาดี ที่จะช่วยท่านนายกฯ ทักษิณ ได้ถูกกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม บิดเบือน ประกอบกับการไม่รอบรู้ และการไม่ทันสถานการณ์ของส่วนราชการบางแห่ง ที่นำมวลชนออกมาตอบโต้ ส่งผลให้การถวายฎีกาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ถูกปั่นเป็นกระแสการเผชิญหน้าระหว่างนายกฯทักษิณ กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไม่บังควร ทำให้มีประชาชนเข้าใจผิดต่อท่านนายกฯ เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมเชื่อว่าท่านนายกฯ ทราบข่าวนี้แล้ว

ท่านนายกฯ ทักษิณ ครับ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสถานการณ์ในขณะนี้ ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์ ดังเช่นในตอนแรกที่มีการขับเคลื่อนมวลชนเพื่อกดดันและขับไล่รัฐบาล นำไปสู่การยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน แล้วไปแข่งขันกันในการเลือกตั้ง เพื่อให้กลไกประชาธิปไตย ดำเนินไปตามระบอบที่ควรจะเป็น แต่ขณะนี้มีสถานการณ์แทรกซ้อนจากกลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ และ ราชบัลลังก์ เข้ามาร่วมผสมโรงด้วยแล้ว ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าห่วงใยอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย และผมเชื่อว่ามีแต่ท่านนายกฯ คนเดียวเท่านั้น ที่จะยุติสถานการณ์ที่น่าห่วงใยสำหรับประเทศไทย ที่อาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันสังคมไทยแตกแยก และ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งเพื่อให้ประชาชนคนไทย กลับคืนสู่ความรัก ความสามัคคี โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ สืบเนื่องต่อไป ดังที่เคยเป็นมาช้านานนับแต่โบราณสมัยจนถึงปัจจุบัน และเป็นการสกัดยับยั้งความพยายามของกลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ให้บรรลุเป้าหมาย ผมจึงกราบขอร้องมายังท่านนายกฯ ได้โปรดกรุณาดำเนินการตามที่ท่านเห็นสมควร เพื่อยับยั้งเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงอันไม่พึงประสงค์สำหรับคนไทย และ ประเทศไทย ทุกเหตุการณ์ ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะความไม่สบายใจทั้งหมดทั้งมวลของคนไทย ที่มีต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในซีกส่วนของผู้สนับสนุนท่านนายกฯ ที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วย ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของท่านนายกฯ และของคนไทยทั้งแผ่นดิน

ผมไม่กล้าที่จะกราบขอร้องให้ท่านหยุด ยั้งการถวายฎีกา ในวันที่ 17 สิงหาคม นี้ เพราะเชื่อว่าท่านก็มีความเคารพต่อการตัดสินใจ และ ชื่นชมในน้ำใจของประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมลงชื่อเพื่อช่วยเหลือท่าน แต่ผมเชื่อว่าท่านนายกฯ น่าจะมีวิธีการที่ดีและเหมาะสม ในการรักษาความสามัคคี ความเป็นปึกแผ่นของประเทศไทย สร้างความปรองดองของคนไทย อันเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการฟื้นฟู กอบกู้ และพัฒนาประเทศไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป เพื่อคนรุ่นหลัง ซึ่งผมเชื่อว่าท่านนายกฯ จะมีทางออกที่ดีสำหรับสถานการณ์ที่น่าห่วงใยของประเทศชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะนี้

ผมอยากจะกราบเรียนท่านนายกฯ ว่า ท่านนายกฯ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่ ในหัวใจของคนไทย เสมอ และไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย หรือ ต่างประเทศ ก็ไม่สำคัญ เพราะประโยชน์ที่ท่านกระทำให้กับประเทศและประชาชน ได้ติดตรึงอยู่ในหัวใจของคนไทยไปแล้ว เหมือนเช่นที่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ถูกจารึกไว้ในหัวใจของคนไทยที่รักประชาธิปไตย ไว้ตลอดกาล หลังจากที่ท่านเสียสละตัวเอง เพื่อคนไทยและประเทศไทย แม้ว่าท่านจะต้องอยู่ในต่างแดน แต่ท่านก็ได้รับการยกย่องเชิดชู และเป็นที่จดจำของคนไทย มากกว่าผู้นำเผด็จการทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย

ผมไม่กล้าที่จะกราบขอร้องให้ท่านเสียสละตัวเอง ดังเช่นที่อาจารย์ปรีดี ทำเป็นต้นแบบ แต่ผมหวังว่าท่านนายกฯ จะมีส่วนช่วยกอบกู้ ฟื้นฟู ประเทศชาติ และ สร้างความปรองดอง สามัคคีของคนในชาติ ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และอยากจะกราบขอร้องท่านนายกฯ ได้ทำความเข้าใจกับผู้สนับสนุน ว่า การเสียสละเพื่อชาติ และ สถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่การยอมแพ้

แม้จะมีคำเหยียดหยาม เย้ยหยัน แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็จะเข้าทำนองที่ว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” ดังเช่นที่ ท่านนายกฯ ยังคงได้รับการยอมรับจากคนไทยส่วนใหญ่ให้เป็นผู้นำในหัวใจของคนไทย จวบจนวันนี้ แม้ว่าท่านจะไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ แล้วก็ตาม ในขณะที่ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าตำแหน่งใด และมาจากระบอบใด ก็ไม่อาจจะเทียบเคียงท่านได้ ซึ่งเป็นการพิสูจน์คำพูดที่ว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” ได้เป็นอย่างดี

ผมขอกราบเรียนท่านนายกฯ ว่า ผมยังคงเคารพรักท่านเหมือนเดิม แม้จะมีเสียงครหาว่า “ประดาบ” เปลี่ยนไป ไม่เคยออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนท่านอีกเลยนับแต่ บอกลาเมื่อครั้งปิดเวปไซต์ Hi-thaksin แต่ผมขอยืนยันว่า ”ประดาบ” ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะแนวคิดและอุดมการณ์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข และ การเทิดทูนสถาบันพระมหา กษัตริย์ ดังที่ผมได้แสดงออกในเวปไซต์ Hi-thaksin ดังปรากฎเป็นที่ประจักษ์แล้ว ส่วนใครอื่นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมไม่อาจก้าวล่วง เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้นั้น อีกทั้งการดำรงอยู่ในเส้นทางประชาธิปไตย ย่อมจะต้องอาศัยความรักและความเข้าใจ การเห็นอกเห็นใจต่อกัน เป็นพื้นฐาน มิใช่นำความเกลียดชังและโกรธแค้นมาเป็นตัวตั้งในการดำเนินงาน เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นการโดดเดี่ยวตัวเอง ในที่สุด

ท่านนายกฯ ทักษิณ ครับ อีกไม่กี่วัน ก็จะเป็นบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำของท่าน อีกครั้งหนึ่งว่า ท่านมีความกล้าหาญ ความเสียสละมากพอที่จะถึงชั้น “รัฐบุรุษ” ดังที่ประชาชนทั่วไปยกย่องและคาด หวัง หรือไม่ ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านนายกฯทักษิณ ที่เคารพของผม จะมีคุณค่าและคุณสมบัติเป็น รัฐบุรุษ ดังคำกล่าวของท่านวินส์ตัน เชอร์ชิลล์ รัฐบุรุษของอังกฤษ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ว่า “ นักการเมืองมองการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ รัฐบุรุษคิดถึงชนรุ่นหลัง” ได้

ผมเชื่อมั่นว่า ท่านนายกฯทักษิณ ได้หลุดพ้นจากความเป็นนักการเมือง ที่มองเพียงผลประ โยชน์ส่วนตน และ ผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ที่ท่านให้การสนับสนุนไปแล้ว การนำตัวเองไปแข่งขันกับนักการเมืองอื่น และ พรรคการเมืองอื่น มีแต่จะทำให้ท่านบอบช้ำมากขึ้นกว่าเดิม แต่หากท่าน จะหลุดพ้นจากความขัดแย้งทางการเมือง แล้วมองไปถึงอนาคตของประเทศ ทำเพื่อชนรุ่นหลัง ท่านจะสามารถดำรงความยิ่งใหญ่ในหัวใจของประชาชนได้ตลอดไป

สุดท้ายนี้ ผมขอกราบเรียนด้วยความจริงใจ และความเคารพ ว่าผมอยากเห็นท่านอยู่ในหัวใจของประชาชน ซึ่งเป็นการดำรงอยู่ที่เป็นอมตะ มากกว่าอยู่ในวังวนของอำนาจ ซึ่งเป็นการดำรงอยู่ที่ไม่เที่ยงแท้และไม่แน่นอน ซึ่งผมเชื่อว่าหากท่านสามารถตัด โมหะ โลภะ โทสะ ไม่ให้ครอบงำจิตใจได้ แล้วใช้ความอดทน อดกลั้น อย่างสูงสุด ด้วยสติปัญญา และ จิตสำนึกระดับผู้นำประเทศของท่าน ย่อมทราบดีว่า ท่านควรจะทำเช่นไร เพื่อการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดกาลในหัวใจประชาชน

ขอแสดงความนับถือ
ประดาบ
12 สิงหาคม 2552


ผู้ใช้นามแฝง"ประดาบ"แห่งเวบhi-thaksin ซึ่งเคยมีผลงานลือลั่นออกมาต่อต้านโจมตีคมช.และสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร ในอดีต ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณเรื่อง ยุติความแตกแยกของสังคมไทย และ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ใน บอร์ดประชาไท แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามคือมีคนออกมาแฉว่า แท้ที่จริงแล้ว"ประดาบ"คือนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ "สื่อเทียม"ที่เป็นลูกกระโปกของเนวิน ชิดชอบ

โดยมีการแฉในกระทู้ ดังกล่าวว่า "ประดาบ"มีทิศทางการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับนายเนวินทุกย่างก้าว ในตอนแรกที่คมช.ทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายเนวินถูกคมช.จับแก้ผ้าปล่อยลงรถตู้ ประดาบก็ออกมาสร้างเวบไซต์www.hi-thaksin.orgโจมตีต่อต้านคมช.และสนับสนุน นายกฯทักษิณ ครั้นต่อมาเมื่อทักษิณได้กลับประเทศหลังการจัดตั้งรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ประดาบได้ประกาศ"เก็บดาบ"ยุติเวบไฮทักษิณ

ต่อมาเมื่อรัฐบาล นายสมัครถูกพันธมิตรโจมตีหนัก ประดาบก็กลับมาในนามใหม่คือ"ฟ้าฟื้น"จัดทำเวบthaigrassroot.com และเมื่อนายเนวินผิดหวังการสนับสนุนนายสมัครมาเป็นนายกรัฐมนตรีระลอกสอง เพราะมีการแต่งตั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ประดาบในนามของฟ้าฟื้นก็ปิดเวบลง อ้างว่าผิดหวังที่นายสมัครไม่ได้เป็นนายกฯรอบสอง พร้อมกับการที่นายเนวินประกาศกับทักษิณว่า"มันจบแล้วครับนาย!" และหันไปร่วมมือกับอำมาตย์ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ช่วงเนวินทรยศไปตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้งฟ้าฟื้นและประดาบหายไป ท่ามกลางความสงสัยของชาวโลกไซเบอร์ แต่แล้วก็ปรากฎเวบใหม่คือwww.herethaksin.comหน้า ตาของเวบคล้ายกับhi-thaksinและthaigrassroot จึงมีการเปิดเผยว่าประดาบไปเปิดเวบนี้โจมตีทักษิณสนองนโยบายนายเนวิน แต่จุดกระแสไม่ติด จึงได้เปิดเวบใหม่ล่าสุดชื่อwww.silence-power.org

ผู้เขียนข้อความแฉในกระทู้ดังกล่าวบอกว่าประดาบเป็นลูกกะโปกของเนวินมาตั้งแต่ การก่อตั้งเวบไซต์reporter.comเพื่อตอบโต้พันธมิตรในยุคปลายรัฐบาลทักษิณ แล้ว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นhi-thaksinกระทั่งปัจจุบันคือเวบsilence-power.org และเป็นผู้ที่ดูแลการจัดทำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เป็นกระบอกเสียงของเนวิน


จดหมายเปิดผนึกถึงคุณประดาบ จากปูนนก
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน

เรียนคุณประดาบที่เคารพ

ผมชื่นชมบทความคุณประดาบ สมัยที่ยังเป็นเวป Hi-Thaksin ไม่เสื่อมคลาย สมัยนั้น คุณประดาบเป็นเหมือนกับนักเขียนในดวงใจของใครจำนวนมาก ที่คอยติดตามว่า คุณประดาบจะมีประเด็นใดมานำเสนอเพื่อเป็นองค์ความรู้ในการต่อสู้กับ เผด็จการ คมช. และเป็นประโยชน์กับประชาชนโดยทั่วไป เพื่อจะได้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเผด็จการ ที่กำลังครอบประเทศอยู่ในขณะนั้นบ้าง และผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่ไม่เคยพลาดการติดตามข้อมูลข่าวสารของคุณประดาบเลย แม้แต่ครั้งเดียว...

ผมไม่แน่ใจว่า จากจดหมายเปิดผนึก ที่คุณประดาบเขียนถึงท่านนายกทักษิณนี้ เป็นตัวคุณประดาบ ที่เคยอยู่ในเวป Hi-Thaksin ตัวจริงหรือไม่ และหวังว่าจะ “ไม่ใช่” เพราะถ้า “ใช่” ผมจะรู้สึก “เสียใจและผิดหวังมาก” ที่คุณประดาบที่ผมเคยชื่นชมว่า เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชน ได้กลายเป็นผู้ที่ตกเป็นเครื่องมือ และอยู่ภายใต้แนวคิดของเผด็จการเสียแล้ว

คุณประดาบเท้าความถึงสาเหตุ ที่ต้องปิดเวปไซด์ Hi-Thaksin เป็นทำนองว่า เกิดจากการถูกขอร้องกลาย ๆ จากทีมงาน หรือผู้ใกล้ชิดของท่านนายกทักษิณ จนทำให้เวปไซด์ต้องปิดไป ... เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือเท็จ คงไม่สามารถพิสูจน์ได้จากกรณีนี้อย่างแน่ชัด

แต่การกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ โดยปราศจากหลักฐานดังนี้ เหมือนกับว่า คุณประดาบกำลังจะบอกว่า เพราะท่านนายกทักษิณ เป็นต้นเหตุทำให้เวปไซด์ Hi-Thaksin ต้องปิดตัวลง ใช่หรือไม่ ? ...

และที่แน่ ๆ จากจดหมายฉบับนี้ คุณประดาบได้ตั้งโจทย์ไว้เริ่มต้นว่า “ก็เพราะว่ามีแต่ท่าน (นายกทักษิณ) เพียงคนเดียว ที่จะยุติความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้” ซึ่งเมื่อคุณประดาบตั้งโจทย์เริ่มต้นผิดอย่างนี้แล้ว เนื้อหาด้านอื่นต่อมา จึงผิดพลาดไปหมดสิ้น...

ความเป็นจริงแล้ว การณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามเลยครับ ท่านนายกทักษิณ ไม่ใช่ผู้ที่จะสามารถยุติความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น และกำลังขยายตัวอย่างมากในขณะนี้ได้แน่นอน ไม่ว่าคุณประดาบจะกล่าวอ้างว่า ท่านนายกทักษิณได้รับการนิยมอย่างมากจากประชาชนอย่างไรก็ตาม

เพราะใน ความเป็นจริงก็คือ ต้นเหตุแห่งความขัดแย้งและความแตกแยกทั้งปวง เกิดขึ้นจาก “กระบวนการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้ง” โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2547 ปลาย ๆ มาจนสำเร็จลงในวันที่ 19 กันยายน 2549 ต่างหากครับ

ท่านนายกทักษิณไม่ใช่ “ต้นเหตุ” ที่จะสามารถ “ดับเหตุ” แห่งความขัดแย้งหรือแตกแยก แต่ท่านเป็น “เหยื่อ” ที่ได้รับจากการทำลายในครั้งนั้น และสืบเนื่องมาจนถึงขณะนี้

ซึ่งเรื่องนี้ ประชาชนผู้ติดตามข่าวสารการเมืองต่างรู้กันดี “ความไม่ยุติธรรม” ที่ประชาชนได้รับในด้านการปกครองที่พวกเขาประสบมาต่างหากครับเป็น “ต้นเหตุ”

ดังนั้น วิธีที่จะสามารถดับเหตุแห่งความขัดแย้งนี้ ก็คือต้องสร้างความยุติธรรมขึ้นในประเทศนี้ให้ได้ แล้วความขัดแย้งจะหายไปครับ ไม่ใช่ให้ท่านนายกทักษิณ ยุติการยื่นถวายฎีกา ....

ความพยายามที่คุณประดาบ กำลังจะเชื่อมโยงให้มองเห็นว่า “มีกลุ่มคนบางกลุ่ม” แทรกตัวอยู่ในขบวนการคนเสื้อแดง และกำลังจะนำเอาท่านนายกทักษิณไปเป็นเหยื่อเพื่อโจมตี หรือ โค่นล้มสถาบัน นั้น เป็นความพยายามเชื่อมโยงที่ไม่มีหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนเป็นรูปธรรม นอกจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายเผด็จการ ผู้กล่าวโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงผู้เรียกร้องประชาธิปไตยทั้งหลาย

พูด ง่าย ๆ ก็คือ คุณประดาบ กำลังพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ที่มีการต่อสู้กันทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองในเวลานั้น เข้ามาเป็นเรื่องเดียวกันกับความขัดแย้งในเวลานี้ โดยคุณประดาบกำลังพยายามอธิบายว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยโดยบริสุทธิ์ใจนั้น กำลังถูกกลุ่มคนที่พ่ายแพ้ทางการเมืองไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว “ชักใย” อยู่เบื้องหลัง โดยประชาชนทั้งหลายถูกหลอก ใช่หรือไม่ ?...

การเกิด ขึ้นของกลุ่มคนเสื้อเหลือง, กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน ก็เกิดมาจากคำกล่าวที่ว่า “ปกป้องสถาบัน” ทั้งสิ้นและยิ่งกว่านั้น กลุ่มคนเหล่านั้น ยังใช้ข้ออ้างนี้ ในการทำร้ายประชาชนธรรมดา ๆ ผู้ประกาศตัวเองมาตลอดว่า “ต้องการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” และไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง หรือแม้แต่ท่านนายกทักษิณเอง ก็ไม่เคยมีพฤติกรรมแม้แต่เพียงครั้งเดียว ที่แสดงให้เห็นไปในทางว่า จะ “ล้มล้างสถาบัน” หรือทำให้สถาบันเสื่อมเสีย

ตรงกันข้าม กลุ่มคนเสื้อเหลืองผู้ชูป้ายในหลวง ขณะที่กำลังยิงปืนใส่ผู้คน เอาภาพในหลวงทำเป็นโล่ แล้วเข้าไล่ตีทำร้ายตำรวจ เอาภาพในหลวงนำหน้า ขณะที่เข้ายึดสนามบิน เข้ายึดทำเนียบ.... คนเหล่านี้ต่างหากครับ ที่กำลังทำร้ายสถาบัน และทำลายสถาบันอันเป็นที่รักของทุก ๆ คน

ผม รู้สึกผิดหวัง และเสียใจ ที่คุณประดาบผู้เป็นนักเขียนประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ผมชื่นชมยกย่อง (ถ้าเป็นคุณประดาบตัวจริง) ได้แสดงความเห็นในจดหมายเปิดผนึกด้วยมุมมองที่ “ตื้นเขิน” เยี่ยงนี้

การเปรียบเทียบท่านนายกทักษิณ กับ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หรือ นายกวินส์ตัน เชอร์ชิลล์ ผู้เป็นรัฐบุรุษ โดยกล่าวอ้างว่า “นักการเมืองมองการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่รัฐบุรุษคิดถึงชนรุ่นหลัง” ซึ่งเป็นคำอธิบายว่า ท่านนายกทักษิณควรที่จะยอมเสียสละตนเอง เพื่อความปรองดองของคนในชาติ...

คุณ ประดาบครับ ....ด้วยความเคารพ ผมอยากจะบอกว่า ความปรองดองของคนในชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าประเทศนี้ ยังไม่มีการปกครองที่เป็นธรรม และมีความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันของคนในชาติ

คุณ ประดาบคิดว่า การเสียสละตัวเองของท่านนายกทักษิณ ในการที่ให้ยุติการถวายฎีกา จะทำให้ทุกอย่างสงบ และท่านนายกทักษิณ จะกลายเป็นรัฐบุรุษในจิตใจของคนไทยทั้งชาติ เช่นนั้นหรือ ?

ซึ่งใน ความเป็นจริงแล้ว เป็นคนละเรื่องกันเลยครับ ฎีการ้องทุกข์ที่ประชาชนชาวเสื้อแดง นำโดยกลุ่ม “ความจริงวันนี้” ได้กระทำ เป็นเพียงเครื่องสะท้อนให้เห็น ถึงความทุกข์ยากของประชาชนไทยในแผ่นดินนี้ที่กำลังประสบอยู่ โดยได้นำเอากรณีท่านนายกทักษิณ มาเป็นตัวแทนเท่านั้น ถ้าวันนี้ไม่มีท่านนายกทักษิณ หรือท่านนายกทักษิณไม่อยู่แล้ว การยื่นถวายฎีการ้องทุกข์ต่อในหลวง ก็จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป

เพราะ เหตุใดหรือ ? ก็เพราะว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้เดียวในแผ่นดินนี้ ที่จะปัดเป่าความทุกข์ยากของพสกนิกรชาวไทยให้พ้นไปได้ ไม่ว่าจะมีตัวกฎหมายรองรับไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ แต่โดยประเพณีการปกครองของคนไทย ที่เคารพศรัทธาพระองค์ท่านตลอดมา พระองค์กระทำได้ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดเอาไว้ใน มาตราที่ 7 ระบุว่า “มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ดังนั้นการกล่าวอ้างใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า “พระมหากษัตริย์ ไม่มีสิทธิที่จะใช้พระราชอำนาจ นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด” เป็นการใช้สำนวนโวหาร เพื่อล่อลวงและ “กล่าวเท็จ” ครับ เพราะพระองค์ท่านไม่มีทางละเมิดกฎหมายได้อย่างแน่นอน นอกเสียจากว่า “จะเป็นไปตามพระราชวินิจฉัย” ในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น และพระองค์ท่านก็จะไม่มีพระราชวินิจฉัยไปในทางละเมิดกฎหมายที่เขียนบัญญัติ ไว้ชัดเจนอย่างแน่นอน

ประเทศไทยมีประเพณีการปกครอง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขครอบคลุมอยู่ ดังนั้นพระองค์ทรงบำบัดทุกข์เข็ญให้กับประชาขนไทยได้แน่นอนครับ

ถ้า คุณประดาบจะกราบขอร้องใครสักคนให้ยุติ เพื่อให้เกิดความปรองดองและสมานฉันท์ขึ้นในบ้านเมืองนี้ คน ๆ นั้น ไม่ควรจะเป็นท่านนายกทักษิณครับ แต่ควรจะเป็นใครสักคน ที่มีอำนาจสูงสุดบนยอดปิรามิดของเครือข่ายเผด็จการ ที่พยายามทำลายล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มากกว่าครับ....

โดยสรุปก็คือ การยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อท่านนายกทักษิณ ดังโจทย์ที่คุณประดาบตั้งเอาไว้ แต่เป็น การเรียกร้องความยุติธรรม ให้กลับคืนมาสู่ประเทศไทย เพื่อประชาชนไทยทั้งมวล และการกระทำดังนี้ มิใช่เป็นการกระทำเพียงเพื่อ “คิดถึงการเลือกตั้งเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่กลับเป็นการคิดถึงประชาชนไทยในรุ่นต่อ ๆ ไป ชั้นลูกหลานเลยทีเดียวครับ”

ผม หวังว่า จดหมายแสดงความเห็นของผมถึงคุณประดาบในครั้งนี้ คงจะแสดงถึงเจตนาของประชาชนชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยโดยทั่วไป ให้คุณประดาบได้เข้าใจมากขึ้นนะครับ

ด้วยความเคารพ
ปูนนก
13 สิงหาคม 2552




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2552    
Last Update : 13 สิงหาคม 2552 18:35:08 น.
Counter : 247 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.