ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ซีรีส์สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมืองตอนที่4:กฎหมายคอมพิวเตอร์ต้องมีเพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิด

สัมภาษณ์สาวตรี สุขศรี บล็อกเกอร์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเธอยืนยันว่า อย่างไรเสีย การมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องคอมพิวเตอร์ก็ดีกว่าไม่มี แต่สิ่งที่เป็นอยู่คือการบัญญัติ และตีความอย่างตีขลุม

สาวตรี สุขศรี เป็นอาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายอาญา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของเธอก็คือ กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ในช่วงที่เรียนระดับปริญญาเอกอยู่ที่ประเทศเยอรมัน เธอร่วมกับเพื่อนๆ เปิดบล็อกที่มีเนื้อหาสาระเชิงวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายและการเมือง //biolawcom.de/ ร่วมกับเพื่อนๆ อีก 2 คน โดยตัวเธอใช้นามแฝงว่า เช กูวารา และแทนตัวเองว่า “ผม” ทำให้หลายๆ คนคิดว่าเจ้าของนามปากกานี้คือผู้ชาย

ประชาไทพูดคุยกับเธอในสองสถานะ หนึ่งคือในฐานะบล็อกเกอร์ และอีกสถานะคือ ผู้เชียวชาญด้านกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเธอยืนยันว่า อย่างไรเสีย การมีกฎหมายเฉพาะก็ดีกว่าไม่มี แต่......

ภาคแรก: บล็อกเกอร์สาวผู้แทนตัวเองว่า ‘ผม’


เธอหัวเราะอย่างสนุกสนานก่อนตอบที่มาของการใช้สรรพนาม “ผม” ว่า “ไม่ได้มีสาระเลย มันไม่ได้เป็น concept ที่ว่าฉันต้องปกปิดตัวเอง คืออันหนึ่งคือเคยไปดูคอลัมน์ตอบปัญหา แล้วคนตอบปัญหาเขาเป็นผู้ชายแก่เลยนะ แล้วเค้าเขียนในคอลัมน์มาเป็นผู้หญิงเลย เซ็กซี่มาก ซึ่งเค้าเขียนตอบแบบผู้หญิงมาก เราจำไม่ได้ชัด แต่เราจำได้ว่าเขาสลับเพศ แล้วเรารู้สึกว่าเยี่ยมมากเลย เราจะลองทำบ้าง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จคนอ่านก็เข้าใจว่าเราเป็นผู้ชายมาลอด อีกเหตุผลเรารู้สึกว่าคำแทนเวลาเขียน เขียน “ผม” มันง่าย มันใช้ได้หลายระดับ ถ้าเกิดเป็นข้าพเจ้ามันจะดูเป็นทางการมาก ในขณะที่ไปเขียนเป็นดิฉัน เดี๊ยนคือไม่ได้ไง ชื่อเล่นก็ไม่ได้ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ชอบเช กูวารามาก เราก็เลยรู้สึกว่า ในเมื่อเรามีนามปากกาเป็นเชแล้ว เราก็เลยใช้เป็นผู้ชายไปเลยดีกว่า แล้วก็หลอกได้หลายคนแล้วด้วย ก็รู้สึกสะใจเล็กๆ”

อย่างไรก็ตามเธอตั้งข้อสังเกตว่า ในบล็อกของเธอนั้น เป็นเนื้อหาหนักๆ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งการสื่อสารในภาษาของผู้ชายทำได้หนักแน่นกว่า

“ก็อาจจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งเหมือนกัน เหมือนกับว่า พอผู้ชายพูดเรื่องการเมืองมันจะน่าฟัง น่าเชื่อถือมากกว่า ซึ่งก็ยอมรับ ว่าไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ค่ะ ไม่ได้คิดว่ามันไม่เท่าเทียมอะไร เพียงแต่คิดว่ามันเขียนง่ายดี สนุกดีอะไรแบบนี้”

สาวตรียอมรับว่าการไปเรียนต่างแดนมีผลต่อแรงจูงใจให้เปิดบล็อก เพราะบรรยากาศการแสดงออกทางความคิดผ่านโลกออนไลน์ในพรมแดนตะวันตกนั้นคึกคัก เป็นกระแสที่ตื่นตัว และด้วยเทคโนโลยีที่พร้อมก็ทำให้การเปิดบล็อกนั้นเป็นเรื่องง่าย

“เรื่องแรกก็คือว่า กระแสมันมาจริง คือกระแสเรื่องบล็อค 2.0 มันเริ่มมา ข้อที่สองก็คือว่ามันเป็นเรื่องเทคโนโลยีด้วย คือว่าการทำอะไรอย่างนี้มันง่าย ทั้งในแง่ของการเขียนเนื้อหา ทั้งในแง่ของการไปเปิดพื้นที่ของตัวเอง มี server หรืออะไรต่อมิอะไรมันเข้าถึงได้ง่ายก็เลยมีคิดมีการทำกัน ประเด็นที่สามก็เหมือนกับว่า เนื้อหาบล็อกในต่างประเทศค่อนข้างมีอิทธิพลที่เกี่ยวกับการบ้านการเมือง วิจารณ์สังคม เรื่องทั่วไปที่มันหนัก พอเราได้ดูบล็อกเกอร์ของต่างประเทศเยอะๆ แล้ว เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจที่จะมาทำกันบ้าง เป็นสาเหตุที่คนที่อยู่ต่างประเทศเห็น ก็ทำให้คนคนไทยที่อยู่ต่างประเทศอยากทำ และอยากจะได้ content ที่เหมือนกับต่างประเทศด้วย เหมือนคนต่างชาติทำ คือมันดูมีเนื้อหาสาระ ก็เลยอยากทำกัน พอมาทำจริงๆ ของไทยมีอิทธิพลหรือเปล่าไม่รู้นะคะ”

สาวตรีตั้งข้อสังเกตว่า เท่าที่เธอสำรวจดูพบว่าบล็อกซึ่งนำเสนอเนื้อหาหนักๆ ประเภทการบ้านการเมือง หรือวิชาการของไทยที่มีคนนิยมน่าจะไม่มีอยู่ไม่เกิน 20-30 บล็อก ซึ่งนั่นหมายความว่าการสื่อสารผ่านบล็อกของไทยน่าจะไม่ค่อยมีผลสะเทือนสักเท่าไหร่

“บล็อกเกอร์ที่ดังๆ ในแง่อื่นก็จะเป็นพวกบล็อกดูหนังฟังเพลง อันนี้จะเยอะมาก พวกอะไรที่มันดูตลกโปกฮา สั้นๆ คือคนไทยโดยสภาพเขาไม่ค่อยชอบอ่านอะไรยาวๆ อยู่แล้ว ซึ่งตอนแรกก็คิดเหมือนกันว่า การทำบล็อกมันเขียนเราไม่ค่อยยาวเท่าไร ตอนแรกๆ เขาก็จะมีประมาณ 2-3 ย่อหน้า แล้วมาดูของบล็อกเกอร์จริงๆ ของชาวต่างชาติจะเขียนเยอะ คือบล็อกที่มันต้องการเนื้อหา มันก็จะเขียนเยอะเหมือนชาวต่างประเทศ ก็จะมีกลุ่มคนอ่านอยู่ไม่กี่กลุ่มหรอก ก็จะมีแต่พวกเราที่อ่านกันเอง คือบล็อกนี้ที่ดัง ก็จะไปอ่านบล็อกนั้น บล็อกนั้นก็จะมาอ่านบล็อกนี้ ซึ่งจะมีอยู่ไม่กี่คน ซึ่งถ้ามองในมุมมองของคนไทยก็ คิดว่าโดยส่วนตัวคิดว่าบล็อกไม่ได้มี Impact มากหรือมีอิทธิพลมากต่อสังคม กับเรื่องอะไรที่มันหนักๆ อะไรที่มันหนักๆ”

สาวตรีตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า เอาเข้าจริงแล้วคนไทยอาจจะใช้ไดอารี่ออนไลน์มากกว่า

“ถ้าจะสังเกตดู คนไทยจะเล่นไดอารี่ มันจะสั้นและเป็นเรื่องที่เบาๆ ง่ายๆ แต่จริงๆ ถามว่าเค้าไม่เล่นบล็อกกันเหรอ บล็อกเค้าจะเข้ากับคนไทยไม่ได้เหรอ ก็บอกไม่ได้เต็มปาก เพราะบล็อกที่เขียนเป็นเรื่องเบาๆ ก็มีเหมือนกัน แล้วก็ดังมากๆด้วย แต่ถ้าถามว่าคนไทยไม่เล่นอะไร คือคนไทยไม่เล่นอะไรที่มันมีเนื้อหาหนักๆ ถ้าบล็อกเบาก็เล่นน่ะค่ะ

และขณะนี้ที่ได้รับความนิยมที่สุดก็คงไม่พ้น Facebook

“สาเหตุหนึ่งที่เปลี่ยนมาใช้ Facebook ก็คือ มันสั้น มันจำกัด คำมันอ่านง่ายกว่า อันนั้นน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งนะค่ะ อีกเหตุผลหนึ่งที่ย้ายมาใช้ Facebook ก็คือไม่มีเวลาเขียนยาวๆ แล้วมีความโดยส่วนตัวเองว่า เนื่องจากบล็อกที่เราทำมา จะมีเนื้อหาที่นำเสนอเรื่องที่มีเนื้อหาที่เป็นเรื่องเป็นราว ถ้าเกิดมาเปลี่ยนแนวเขียนเป็นสั้นๆ หรือบล็อกเล็กๆ มันก็จะรู้สึกขัดต่ออุดมการณ์ที่เราทำบล็อกที่ตั้งเอาไว้ ก็เลยจะคุยค่ะกับทีม 3 คน ที่ร่วมกันทำบล็อกว่าถ้าเราเขียนสั้นๆ เราก็จะเปลี่ยนไปเป็น Facebook แทน ปรากฏว่าระยะหลังไม่มีเวลาจริงๆ ก็เลยเปลี่ยนมาเป็น Facebook แทน”

สาวตรีอธิบายถึงการย้ายพื้นที่ ซึ่งสำหรับเธอก็คือข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่หากดูกระแสทั่วโลกแล้ว เธอยืนยันว่าเธอก็มีเพื่อนอยู่ไม่น้อยที่เปลี่ยนแปลงการใช้งานพื้นที่ออนไลน์ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือ

“มันเหมือนกับว่ากระแสมันลงทั่วโลกเหมือนกันนะ คือมันกลายเป็นว่าทั่วโลกก็ใช้บล็อกกันน้อยลงจริงๆ เพราะว่ามาใช้ Facebook แทน”


ภาคสอง: พูดในฐานะนักกฎหมาย การมีกฎหมายดีกว่าไม่มี


เสรีภาพต้องมีขอบเขต

สาวตรีแสดงทัศนะส่วนตัวว่า เสรีภาพออนไลน์ ถึงอย่างไรก็ต้องมีขอบเขต ต้องมีกำหนดเนื้อหา ลักษณะความรุนแรงของคำพูด เช่น ใช้คำด่าทอ อาจจะไม่ถึงขั้นหมิ่นประมาท แต่ก็อาจะเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า

“ต้องมีขอบเขตบางอย่าง ต้องรับผิดชอบบางอย่าง คุณด่าคนอื่น แล้วถ้าคนอื่นที่เขาโดนกระทบ เขาอยากจะฟ้องคุณในฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า หรืออยากจะฟ้องคุณฐานหมิ่นประมาท คุณก็ต้องยอมรับตรงนั้น คุณจะบอกไม่ได้ว่านี่คือเสรีภาพ”

อย่างไรก็ตาม การใช้เสรีภาพเกินขอบเขตเหล่านี้ ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะถูกใช้แบบเหมารวมเพื่อการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่ออนไลน์ หากแต่ควรจะต้องกำหนดขอบเขตชัดเจนเรื่ององค์ประกอบตามกฎหมาย และกระบวนการดำเนินคดี แม้แต่กับกรณีมาตรา 112 ก็ต้องทำให้ชัดเจน มีการตีความให้ชัดว่า อะไรเข้ามาตรานี้ ไม่ใช้มาตรการปิดกั้นแบบพร่ำเพรื่อ แต่ควรจะใช้วิธีการฟ้องเป็นคดีๆ ไป

สาวตรี เริ่มต้นสนใจกฎหมายอินเตอร์เน็ต เมื่อศึกษาระดับปริญญาโทที่ คณะนิติศาสตร์ มธ. เธอได้พบว่า ในช่วงที่เธอเริ่มสนใจศึกษากฎหมายเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต ในประเทศไทยแทบจะไม่มีคนสนใจศึกษาเรื่องนี้เลย และขณะนั้นก็ไม่ยังไม่มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ.คอมฯ) หรือกฎหมายเฉพาะใดๆ ทั้งสิ้น

และแม้วันนี้ พ.ร.บ. คอมฯ จะเป็นผู้ร้ายในเรื่องเล่าว่าด้วยเสรีภาพบนโลกออนไลน์ แต่สาวตรีให้ความเห็นว่า ‘มี’ ดีกว่า ‘ไม่มี’

“โดยส่วนตัวจริงๆ จากประสบการณ์ที่ศึกษาและทำงานมาต้องมีนะ อาจจะมีการพูดเลยไปนิดนึงนะคะ คืออาจจะมีคนหลายๆ คน คิดว่าประเทศเราไม่ควรที่จะปกครองกันด้วยกฎหมาย ด้วยนิติรัฐ ซึ่งจะมีคนคิดอย่างนี้ เพราะว่าเค้ามองว่ากฎหมายมันออกมาแล้วมันทำให้แย่ลง เพราะกฎหมายมันแย่

แต่ส่วนตัวแล้วจะแย้งตรงนี้มาตลอด ว่าคุณเทียบดูการปกครองโดยไม่มีกฎหมายโดยใช้คนมาดูสถานการณ์แล้วก็ตัดสินโดยที่ไม่มีตัวบทกฎหมายที่ชัดเจนอย่างนั้นมันจะแย่กว่า กลับมาที่เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ถ้าในที่สุดแล้วประเทศไม่มีหลักเกณฑ์ ที่สุดแล้วมันต้องรับผิดถึงขอบเขตไหน มันก็จะกลายเป็นปัญหามากกว่า ก็จะกลายเป็นดุลยพินิจแบบอิสระที่ไม่มีขอบเขตอะไรเลย ซึ่งกฎหมายที่ออกมาควรที่จะมีขอบเขตในระดับหนึ่ง แล้วก็มาใช้ แต่ปรากฏว่า กฎหมายที่ออกมากลายเป็นกฎหมายที่ไม่มีขอบเขต แต่กำหนดความรับผิด ก็เลยยังตึงๆ กันอยู่”

ปัญหาก็คือ กฎหมายเฉพาะที่มีอยู่นั้น ตกอยู่ภายใต้การเขียนตัวบท การใช้และการตีความที่เหมือนกับไม่มีขอบเขต และจากที่เธอกล่าวว่า ว่ากฎหมายจะเป็นหลักประกันให้การรับผิดมีขอบเขตโดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจนั้น ถึงวันนี้ สถานการณ์การใช้กฎหมายของไทยยังไม่เข้าใกล้อะไรที่ว่านั้น

“ถ้าถามวันนี้ มันก็ยังไม่ค่อยใกล้เท่าไรหรอก คือต้องบอกอย่างนี้ว่าก่อนที่มันจะมีพระราชบัญญัติตัวนี้ มันมีคนคิดอยู่ว่า มันควรจะเอาเขามารับผิดชอบ แต่กฎหมายที่มันมีอยู่ในตอนนั้น มันมีแค่กฎหมายอาญา วึ่งจะต้องเอาเรื่องหลัก เรื่องผู้สนับสนุน เรื่องตัวการร่วม อะไรเข้ามาจับ ถามว่า ถ้าวันนี้ไม่มี พ.ร.บ. คอมฯ เป็นไปได้ไหมที่ผู้บริการอินเทอร์เน็ตจะโดนจับ ด้วยข้อหาเป็นผู้ร่วมสนับสนุน ซึ่งเป็นไปได้ และก็จะเกิดการเอาตัวกฎหมายอาญามาตีความ ซึ่งเราก็ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่ามันจะอยู่ในขอบเขตไหน นั้นหมายความว่า ต่อให้มีหรือแม้ไม่มี พ.ร.บ.คอมฯ ก็ยังมีตัวกฎหมายอาญาที่ให้อำนาจในการใช้ดุลยพินิจตรงนี้อยู่ดี

“แต่พอมี พ.ร.บ.คอมฯ ปั๊ป คนก็มาใช้ พ.ร.บ.คอมฯ ซึ่ง พ.ร.บ. คอมฯ ก็ไม่ได้ชัดเจนไปกว่าเดิมเลย นั้นมันยังไม่ได้เข้าใกล้ พูดได้ว่ากฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ISP นะคะ คิดว่ามันเป็นช่องโหว่ที่มันต้องทบทวนเป็นพิเศษ ถ้าว่าอยากจะให้ไม่มีเรื่องเซนเซอร์ตัวเองน่ะค่ะ ซึ่งมันยังมีปัญหาอยู่”

กระนั้นก็ตาม เธอยังยืนยันว่า มีกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงไว้ดีกว่า และทางออกก็คือการปรับแก้

“โดยส่วนตัวคิดว่ามีไว้ก่อนแล้วก็น่าจะมาปรับแก้น่ะค่ะ คือต้องมี แต่ ณ วันนี้ สิ่งที่มีอยู่ไม่ตอบสนองสิ่งที่ควรจะเป็น มันจะต้องมีการปรับแก้กัน เช่นความชัดเจนของระดับความรับผิดของผู้ให้บริการของแต่ละประเภท ไม่ใช่คุณมาตีความทั้งหมดว่า ทุกคนเป็นผู้ให้บริการทั้งหมดแล้วก็มีความรับผิดชอบเหมือนกันทั้งหมด แบบนี้มีปัญหาแน่นอน ซึ่งถ้าเทียบในต่างประเทศ เค้าก็ไม่ทำกันแบบนี้ เพราะว่าธรรมชาติหรือขอบของธุรกิจมันไม่เหมือนกัน ความรับผิดชอบในเนื้อหาที่เกิดขึ้นมันไม่เหมือนกัน ซึ่งคุณต้องแบ่งระดับให้ดีน่ะค่ะ”

สิ่งที่แรกที่ต้องแก้ก็คือมาตรา 15

เมื่อเราถามว่า ปัญหาหลักน่าจะอยู่ที่มาตรา 15[1] เป็นมาตราที่ตีขลุมความรับผิดไว้กว้างขวางใช่หรือไม่ เธอบอกว่า

“ใช่ ควรจะเป็นอย่างนั้น แก้มาตรา 15 แล้วก็อาจจะปรับปรุงแก้ไขในส่วนของนิยามคำว่า ‘ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต’ ที่อยู่ใน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ให้มันชัดเจนกว่านี้”

ปัญหาใหญ่ของมาตรา 15 นำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ นั่นก็คือการเซ็นเซอร์ตัวเอง

“ในทางปฏิบัติ หรือทางคดีจริงๆ มันอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่เคยคุยกับคนที่ทำงานด้านนี้ คนที่เคยเป็นบล็อกเกอร์ เป็นอะไรพวกนี้ ต้องถือว่า มาตรา 15 มีผลนะคะ มาตรา 15 มีผลอย่างยิ่งต่อการที่เขาจะตัดสินใจ ต่อการที่เขาจะแสดงความคิดเห็นอะไรสักอย่าง หรือต่อการที่เขาจะเขียนแสดงวิพากษ์ วิจารณ์ หรือการจะปล่อยให้ใครมาเขียนในหน้าเว็บไซต์ หรือหน้าบล็อกที่เขาทำ เนื่องจากมาตรา 15 กำหนดโทษหนักเท่ากับผู้กระทำความผิดที่แท้จริง ก็แน่นอนว่าเขาก็ต้องมาเซนเซอร์ตัวเองอยู่แล้ว ถ้าจะเอาชัดๆ ก็น่าจะรู้สึก โดยความรู้สึกส่วนตัว เว็บไซต์พันทิปก็เกร็งกับมาตรา 15 มากๆ ในระยะหลังๆ คือจากแต่ก่อนมันจะค่อนข้างเสรี มากันเต็มที่ แต่พอ มาตรา 15 ออก ก็ต้องสแกน ก็เกิดระบบบัตรประชาชน เกิดระบบนู้น นี่ นั้น ขึ้นมา มันก็มีผลมาจากอันนี้แหละ”

มาตรา 15 บวกมาตรา 14 คือการเพิ่มภาระให้กับตัวผู้ให้บริการต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง

“แต่ว่าจะดูมาตรา 15 อย่างเดียวไม่ได้ มันต้องดูคู่กับ มาตรา 14 [2] อยู่แล้วแหละ เพราะมาตรา 15 มันต้องรับผิดตามเนื้อหาจากมาตรา 14 ถ้าเกิดมาตรา14 ชัด มาตรา 15 อาจจะไม่เกิด function ขนาดนี้ หมายถึง function ในแง่รัฐนะคะ ซึ่งปรากฏว่ามาตรา 14 ก็ไม่ชัดไง ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ก็เอ๊ะ ตกลงเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเนื้อหาของเรานั้นผิดหรือเปล่า ก็เลยต้องเซนเซอร์ไปก่อนเลยเพื่อที่จะเซฟตัวเอง เพราะงั้น มาตรา 15 มาคู่กับ 14 อยู่แล้วค่ะ”

สาวตรีอธิบายว่า แม้ว่าพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จะนำมาซึ่งการเซนเซอร์อย่างเป็นระบบจากผู้ให้บริการ แต่สำหรับบรรยากาศการใช้อินเตอร์เน็ตบ้านเรานั้น หาใช่เป็นผลจากพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์เพียงประการเดียว กฎหมายที่สำคัญที่ส่งผลอย่างยิ่งยวดต่อผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต ก็คือ บทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั่นเอง

“ตอนที่ พ.ร.บ.คอมฯ ออกจริงๆ บรรยากาศก็ยังไม่แย่เท่าปัจจุบัน เพราะว่าการปิดกั้น การฟ้องคดีมันก็ยังไม่ได้มีมากเท่ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่ว่ามันจะมีกฎหมายตัวอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น พรก.ฉุกเฉิน สร้างบรรยากาศความกลัว อะไรขึ้นมา แล้วก็ก่อนหน้าอาจจะมีเรื่อง มาตรา 112 บ้าง แต่ว่าตอนหลังๆ มันมีมากขึ้นไปอีก พวกนี้มันจะประกอบกับหมด มันไม่ใช่เกิดจากตัว พ.ร.บ.คอมฯ อย่างเดียว ซึ่งมันเกิดจากการประกอบกันหลายๆ อัน แล้วก็ประกอบกับนโยบายรัฐเข้ามาอีก ที่อยากจะควบคุมตรงนี้มากขึ้น แสดงให้เห็นประจักษ์มากขึ้น มีการปิดกั้นเว็บไซต์มากขึ้น ตรงนี้มันประกอบกับหมด แล้วก็ทำให้การแสดงความคิดเห็นมันยากมากขึ้น ซึ่งมันเป็นตัวเสริมด้วยค่ะ

พื้นที่เสรีออนไลน์- ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

โลกไซเบอร์อาจจะเป็นพื้นที่ในฝัน สำหรับการแสดงความคิดเห็น ที่มีเสรีภาพพร้อมกับความสำนึกรับผิดชอบ และสามารถถกเถียง แลกเปลี่ยนกันได้บนหลักการและเหตุผล แต่สำหรับอาจารย์สาวผู้นี้มองว่า ยังอีกนาน กว่าพื้นที่ออนไลน์ของไทยจะไปสู่ขั้นนั้น

“ในไทยยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เท่าไรเลยนะ สาเหตุที่วัฒนธรรมเรื่องการด่าทอกันมันเฟื่องฟูมากขึ้น เพราะมันมาเจอกันง่ายขึ้น คนจำนวนมากขึ้น อีกประการหนึ่งก็คือเรารู้สึกว่าในโลกไซเบอร์ ปิดบังตัวตนได้ มันก็เป็นเหรียญ 2 ด้าน หรือดาบ 2 คม ทำให้การด่าทอกันด้วยถ้อยคำรุนแรง ด้วยการไม่เกรงใจกัน จะมีได้มากขึ้น และง่ายขึ้น จากการที่เราเจอหน้ากันแล้วเราไม่ชอบคนนี้ เราอาจจะต้องเก็บงำเอาไว้ เพราะเราต้องเจอหน้ากันอีก แต่พอเข้าไปในโลกไซเบอร์ ฉันก็เต็มที่ เหมือนกับอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมาสอดรับกับจริตพอดี

“คือคนไทยมีจริตที่ขี้เกรงใจอยู่แล้ว คือตอนแรกก็อาจจะเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่อยากจะประจัญหน้า ไม่อยากจะทะเลาะกันซึ่งๆ หน้า พอไปเจอกับอินเตอร์เน็ตปั๊ป สอดรับพอดีเลย เข้ากับเปี๊ยบเลย ด่ากันในนี้ให้เต็มที่ มันเหมือนกับระบายอารมณ์ใส่กัน มันก็เลยยิ่งเข้มข้นกันเข้าไปใหญ่ ก็เลยคิดว่าตราบใดที่เรายังไม่คุ้นเคยกับการแสดงความคิดที่แตกต่าง แล้วก็รัฐพยายามจะครอบคนด้วยวิธีการอย่างนี้ คือมีความคิดเห็นต่างปั๊ป คุณต้องปิดกั้น มีความคิดเห็นแตกต่างปั๊ป คุณพยายามจะสนับสนุนกลุ่มอะไรขึ้นมาเพื่อสอดส่องดูแล คือพูดง่ายๆ ไม่สนับสนุน ไม่พยายามเตรียมความพร้อม หรือการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งวัฒนธรรมอย่างนี้มันไม่น่าจะหายไปได้จากอินเตอร์เน็ตไทย แล้วมันก็จะเป็นอุปสรรคในการที่จะพัฒนา new media internet เพราะว่าสื่อพวกนี้มันจำเป็นต้องให้คนได้แสดงออกมาก แต่พอกลุ่มหนึ่งสามารถแสดงออกได้ แต่อีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้ อย่างนี้มันมีปัญหาแน่นอนต่อการพัฒนาต่อไป”

เสรีภาพออนไลน์ ที่ไหนๆ ก็มีข้อจำกัด!

จากการศึกษาอย่างเฉพาะเจาะจงในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต สาวตรีพบว่าแต่ละประเทศนั้นมีประเด็นห้ามแตะต้องแตกต่างกันไป เช่นทางยุโรป จะมีประเด็นต้องห้ามในเรื่องการปลุกระดมเกี่ยวกับสงครามโลก และชาตินิยม

“เขารู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้วกับเรื่องพวกนี้ คือที่ผ่านมามันทำให้เขาแย่ แต่อย่างของไทยเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นราชาชาตินิยม เพราะฉะนั้นเรื่องที่ sensitive ก็เป็นเรื่องที่จะไปกระทบกับสถาบันเบื้องบน”

ซึ่งในต่างประเทศ กรณีฟ้องร้องก็มีมากมายเช่นกัน

“ถ้าเป็นเรื่องเอกชนกับเอกชนก็อาจจะเป็นเรื่องหมิ่นประมาท อันนี้จะเจอกันตลอดเวลา แต่ถ้ารัฐปิดกั้น ที่ชัดๆ บ่อยๆ และเยอะๆ เลยที่เจอมา ก็คือภาพลามกอนาจารเด็กและเยาวชน ถ้าเป็นทางยุโรปก็คือการ racist ก็คือการดูถูกเผ่าพันธุ์ ความเชื่อทางศาสนา หรือชาตินิยม รัฐจะใช้อำนาจเข้ามาปิดกั้นพวกนี้เยอะ”

ตรงไหนเป็นจุดที่พอดีกับการเซ็นเซอร์ในเมืองไทย

สาวตรีบอกว่า ประการแรก เราน่าจะชัดเจนก่อนว่าเราต้องน่าจะใช้ระบบเซ็นเซอร์หลังการเผยแพร่เป็นหลัก เพราะกฎหมายในประเทศไทยประเทศไทยอนุญาตให้เซ็นเซอร์ก่อนที่จะเผยแพร่ ซึ่งจะมีผลกระทบกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นำเสนอเนื้อหา และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

“คือยังไม่ทันที่เนื้อหานั้นจะออกมาเลย ให้ประชาชนได้คิดเลยว่ามันผิดหรือเปล่า คุณก็ไปปิดกั้นซะแล้ว ซึ่งตรงนี้เราต้องหาจุดชัดเจนก่อนว่า ถ้าคุณจะเซ็นเซอร์จริง ต้องเกิดจากการเผยแพร่ออกมาแล้ว หลังจากนั้นก็ใช้มาตรการอะไรบางอย่างเข้าไป”

กระการที่สอง ตัวคณะกรรมการเซ็นเซอร์ ต้องมาจากหลายภาคส่วน ไม่ใช่ให้เฉพาะรัฐเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมันคือไอซีที ตำรวจดีเอสไอ หรือไม่ก็ศอฉ. หรือโยนเข้าสู่ชั้นศาล

“เหมือนว่าจะดูดี ก็กลายเป็นเรื่องของศาล ถามว่าศาลเข้าใจเรื่องพวกนี้หรือเปล่า เราก็บอกไม่ได้ว่า ศาลจะมีเรื่องพวกนี้ขนาดไหน หรือว่าเปิดกว้างขนาดไหน มันก็มีผล เรื่องวิธีการหาจุดกึ่งกลาง มันก็น่าจะให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้มาตรการ”

อย่างไรก็ตาม ในระยะอันใกล้ เรายังไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ “เพราะว่าตอนนี้ทุกคนส่วนใหญ่ในประเทศรู้สึกว่า มันต้องปิดกั้น ปิดกั้นตั้งแต่ก่อนที่มันจะคลอดออกมา ทำแท้งซะก่อนเลยความคิดนั้น แล้วอย่างที่ว่า โดยเฉพาะช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เกี่ยวพันกับสถาบัน คิดว่าตอนนี้ในระยะเวลาอันใกล้ ไม่มีทาง ที่จะให้การเซ็นเซอร์เบาคลายลง”

ข้อจำกัดเสรีภาพออนไลน์ ปลดล็อกอย่างไรดี

“ปลดล็อกอันแรกตอนนี้เลยเหรอ คือเลิกประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อน (หัวเราะ) เพื่อที่จะไม่มีมาตรา ๙ (๓) [3] เข้ามายุ่งยาก อันที่สองก็คือรัฐบาลน่าจะสอดส่องกลุ่มที่ทำตัวเป็นศาลเตี้ย หรือว่าไม่ให้การสนับสนุนกลุ่มที่จะสอดส่องพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต พฤติกรรมการแสดงความคิดเห็น อย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้ อันนี้เพื่อที่จะบอกประชาชนว่า ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็นไปในส่วนของตัวเอง อย่าไปทำลายกัน รัฐไม่สนับสนุนนะ หรือถ้ามีกลุ่มไหนล่วงละเมิดจริงๆ รัฐก็ต้องเข้าไปจัดการ พูดง่ายๆ ว่า ก็ต้องใช้กฎหมาย คืออย่าปล่อยให้เขาทำกันอย่างเสรีภาพ ด่าทอกันเต็มที่ แบบนี้ไม่ถูก อันนี้มันน่าจะช่วยได้”

อนาคตนิวมีเดียออนไลน์ – ชะลอไปก่อน

แม้พื้นที่ออนไลน์จะเป็นความหวังสำหรับการส่งเสียงที่ไม่อาจสื่อสารได้ตามพื้นที่สื่อหลัก แต่ภายใต้กฎหมายที่เป็นอยู่ และภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่ขัดแย้งรุนแรง สาวตรีมองว่า อนาคตของนิวมีเดียออนไลน์ในไทยมันยังไม่สามารถจะเติบโตได้ หรืออย่างน้อยจะถูกชะลอไปก่อน

“แต่ว่าชะลอในที่นี้อาจจะมองเป็นสองแง่มุม คือชะลอสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่มีอยู่บนพื้นที่ที่มันมีอยู่แล้วใช้ได้อยู่ กับอีกอันนึงในแง่ของการกระจายเครื่องมือไปให้กับคนอื่นๆ ในชนชั้นอื่นๆ มันจะไม่มี คือเหมือนกับว่าประเทศไทยมันมีปัญหาสองเรื่อง คือเรื่องการแสดงความคิดเห็นด้วย กับอีกเรื่องคือเทคโนโลยียังไปไม่ถึง มันมีอยู่กี่เปอร์เซ็นต์เองที่เข้าถึงอินเตอร์เนตได้ ของประเทศไทยน่ะ”

“ต่อให้มันอยากเติบโตขนาดไหน มันก็เติบโตภายใต้กรอบบางอย่างที่มันออกมาไม่ได้ ถามว่าเยอะไหม ภายในกลุ่มก้อนนั้นอาจจะเยอะขึ้นกว่าแต่เดิม แต่ว่ามันก็ไปไหนไม่ได้อยู่ดี แถมคนที่เคยดูโทรทัศน์แล้วไม่มีอะไรดูในชนบท ถามว่าเขาเข้าถึงอินเตอร์เนตได้หรือเปล่า นี่ก็ยังเป็นปัญหา นโยบายบ้านเราก็ยังไม่มีนโยบายเรื่องพวกนี้ที่ไปขยายให้มันมากขึ้น เพราะว่ามันโดนแช่แข็งไปหมด มันขาดเสถียรภาพ ขาดการพัฒนาเรื่องพวกนี้ไปหมด เพราะมัวแต่ไปเล่นเรื่องเนื้อหากันอยู่ ไม่ได้ดูถึงเรื่องปัจจัยพื้นฐานที่จะขยายออกไปเลย มันไม่น่าจะไปได้ง่ายสำหรับของเรา ภายในอีกสี่ซ้าห้าปี ในระยะเวลาอันสั้นนี้”

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในเชิงเนื้อหาและการเติบโตเฉพาะกลุ่มแล้ว สาวตรีมองว่า กลุ่มทางการเมืองที่เป็นคู่ชกของรัฐบาลใช้สื่อออนไลน์ได้มีคุณภาพและมีพัฒนาการมาก

“ต้องบอกว่ามีพัฒนาการมากๆเลย เพราะว่าสาเหตุหนึ่งก็เพราะโดนกดมาก แล้วหาทางออกไม่ได้ เหตุผลข้อที่สองก็คือว่า รูปแบบที่เขานำเสนอหลากหลายมากขึ้น จะมีแคมเปญ มีอะไรที่เกิดขึ้นในอินเตอร์เนต ประกอบกับมีเครื่องมืออื่นๆเข้ามา มันมาเสริมกันหมด เหมือนกับว่ามันมีพัฒนาการมากขึ้นจริงๆ แล้วก็มีคนมาร่วมเยอะขึ้น เข้าถึงกันง่ายขึ้น หมายถึงกลุ่มที่ต่อต้าน มันจะเจอกันน่ะ แล้วมันก็จะเกิดแนวคิดใหม่ๆขึ้นมาตลอดเวลา มันมีพัฒนาการตรงนี้อยู่เพื่อที่จะหลบเลี่ยง ที่เห็นได้ชัดเลย อย่างการพยายามหาช่องทางการเข้าถึงเว็บไซต์ที่โดนปิดกั้น แต่ก่อนหน้านี้ ปิดก็ปิดไป ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องอะไร แต่เนื่องจากมันปิดเยอะมาก จนเราเข้าไม่ได้แล้ว ก็จะมีคนมานำเสนอว่าใช้ใช้แคร็ก ใช้พร็อกซี่ ใช้นั่นใช้นี่สิ พวกเครื่องมือพวกนี้มันจะออกมา

“ซึ่งบางคนก็จะบอกว่า แบบนี้ไม่แฟร์ เป็นการเพิ่มต้นทุนให้พวกคนที่คิดต่าง ก็ต้องลำบากขึ้น แต่เนื่องจากในถานการณ์แบบนี้แล้ว คนกลุ่มนี่ก็ทำอะไรไม่ได้ มันเปรียบเทียบได้กับสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับการชุมนุม คือเขาขึ้นมาในทางข้างบนแล้ว แต่ว่ารัฐใช้กฎหมายในลักษณะไม่เสมอหน้า มีอะไรมากดเขาไป เขาก็รู้สึกว่า เขาขึ้นมาทางแบบนี้ไม่ทางชนะ มันก็ต้องใช้วิธีอื่นใดที่จะหลบเลี่ยงออกไป อันนี้ต้องถือว่ารัฐบีบเขาเอง ถ้าจะบอกว่าใครผิด มันก็ผิดด้วยกันทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐเป็นฝ่ายที่เริ่มต้นก่อน แต่มันก็ไม่มีทางอื่นแล้วล่ะ มันต้องเป็นทางนี้”

สาวตรีบอกว่า อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ รัฐไทยนั้น “เนียน” กว่ารัฐที่ปิดกั้นพื้นที่ออนไลน์อื่นๆ และดำเนินการซับซ้อนกว่า ด้วยการส่งเสริมกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งง่ายกว่า เนียนกว่าและน่ากลัวกว่า

“รัฐบาลทำแบบนี้มาตลอด ไม่ใช่เฉพาะช่วงนี้ แต่ว่ามันเปลี่ยนประเภทไปเท่านั้นเอง เพราะแต่ก่อนที่มันไม่มีกลุ่มพวกนี้ รัฐบาลใช้วิธีอะไร ด้านหนึ่งปิดชัดเจน อาจจะใช้กฎหมาย ใช้หมายศาล แต่ด้านหนึ่งคือขอความร่วมมือนะ ขอความร่วมมือมายังผู้ให้บริการต่างๆนานา ตรงนี้เราเรียกว่าเป็นไอ้โม่งเลย รัฐบาลใช้แบบนี้มาตลอด อันหนึ่งเพราะเขารู้ว่าถ้าเขาปิดมากๆ ต้องโดนกระแสสังคมแน่นอน แต่พอมาหลังๆนี่ เขาเพิ่มวิธีการเข้าไป เป็นวิธีใหม่เอี่ยม อาจจะเป็นไปได้ว่ากลุ่ม Social Sanction ครั้งแรก รัฐบาลยังไม่ได้เป็นคนทำเอง แต่เห็นว่ามันเข้าท่า ก็เลยตั้งเรื่องพวกนี้เข้ามา ก็กลายเป็นวิธีการใหม่ แต่ว่าความคิดมันก็เหมือนเดิมอยู่เท่านี้แหละ คือตั้งใจจะปิด ตอนนี้เขาตั้งเป้าไว้เลยว่า สิงหาคมนี้ จะให้มีกลุ่มลูกเสือหนึ่งแสน มีอาสาสมัครทั้งหมดหนึ่งแสน และมีการเอาโครงการอบรมให้เด็กมีวิจารณญาณในการเล่นอินเตอร์เน็ตมาบังหน้า ทั้งๆที่จริงๆแล้วอาจมีอะไรพยายามสอดแทรกเข้าไปให้เด็กมีความคิดว่า คนที่วิพากษ์วิจารณ์อะไรพวกนี้เป็นความผิดหมด คือมีอะไรที่ทำกับเด็ก ในด้านหนึ่งแอบฝังหัว ในด้านหนึ่งให้มันรู้สึกว่าผู้ปกครองรู้สึกดีว่าเด็กจะสามารถไปใช้อินเตอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย ไม่ถูกล่อหลอก คือมันจะได้รับการตอบรับจากสังคมดี ก็ใช้วิธีนี้เข้าไป คือเขาหันมาเล่นหมดแล้ว เขาเอาหมดแล้วน่ะ เอากำลังประชาชนมาชนกันเอง จะง่ายกว่ารัฐไปทำเอง”

“รัฐบาลของเราหน้าบางไง คือรัฐบาลหน้าบางจะบอกว่าฉันเป็นประชาธิปไตย จะมาใช้ปิดกั้นกันตลอดเวลาก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์ รัฐก็จะตกเป็นจำเลยอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ปัดๆ ให้คนอื่นมันเป็นจำเลยกันบ้าง ก็ให้มันไปสู้กันเองบ้าง น่าจะเป็นด้วยระบอบการปกครอง ก็เลยทำให้รัฐประเทศไทยดูเหมือนจะฉลาด หน้าบาง และอาจจะต้องแคร์ต่างประเทศ ก็เลยต้องหาวิธีอื่น และที่สำคัญคือตอนนี้สื่อต่างชาติที่เขาสนใจทำเรื่องเมืองไทยมันเยอะมาก”

เราถามคำถามสุดท้ายกับเธอหลังจากที่ฟังมานานและดูเหมือนว่า เสรีภาพออนไลน์ในไทยจะไปไม่ใกล้ฝั่งฝัน เธอได้แต่หัวเราะ พร้อมเปรยว่า “ดูย่ำแย่นะ” เมื่อย้อนกลับไปถามคำถามแรกๆ กับเธอว่า อินเตอร์เน็ตซึ่งหลายคนหวังว่ามันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและเปิดพื้นที่ใหม่ให้คนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมทั้งทางสังคมและการเมือง เธอยังคงหัวเราะและว่า

“ก็เป็นอุดมการณ์หนึ่งที่มันมีมาตั้งแต่ต้น แต่พอหลังจากเราเห็นแบบนี้แล้วมันก็เริ่มบิดเบือนไปเรื่อยๆ และมันก็มีปัจจัยที่บอกว่าอุดมการณ์นี้ก็จะเป็นอุดมการณ์ต่อไป (หัวเราะ) ซึ่งมันจะเป็นต่อไปอีกนาน”.........


หมายเหตุ

[1] พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔

[2] พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความ ตื่นตระหนกแก่ประชาชน

(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการ ก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)

[3] พระราชกําหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

มาตรา ๙ ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือ

ป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนด ดังต่อไปนี้

(๑) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาต

จากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น

(๒) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิด

ความไม่สงบเรียบร้อย

(๓) ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด

ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความ

เข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม

อันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร

(๔) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทาง

คมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

(๕) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ

(๖) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว

หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด

ข้อกำหนดตามวรรคหนึ่ง จะกำหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในการ

ปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่น

เพิ่มเติม เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุก็ได้

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2553 23:52:43 น.
Counter : 261 Pageviews.  

ซีรีส์สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมืองตอนที่3:เฟซบุ๊กจะเติบโตกลืนกินเว็บบอร์ดและบล็อก

สมบัติ บุญงามอนงค์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์สร้างฐานมวลชนผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่มีใครหยุดยั้งหรือปิดกั้นได้ และเฟซบุ๊กในประเทศไทยคือพื้นที่ต่อสู้ออนไลน์ที่ดุเดือดที่สุดแห่งหนึ่งโลก

เมื่อจรดใบมีดลงบนร่างของนกเพื่อค้นหาชีวิตของมัน วิญญาณของนกก็หลุดลอยออกจากร่างเสียแล้ว..การ “เป็นอยู่” กับการ “เข้าใจ” บางครั้งก็ไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยสิ้นเชิง

สมบัติ บุญงามอนงค์ อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งสำหรับคำเปรียบเปรยนี้ เขาเป็นบุคคลที่บอกเล่าพลังของสื่อออนไลน์ได้ทรงพลังที่สุดคนหนึ่ง โดยผ่านการปฏิบัติของเขาเอง เป็นคำอธิบายที่ไม่ซับซ้อนสับสนจากประสบการณ์ของเขาเอง และแน่นอนว่าเป็นคำอธิบายที่แฝงน้ำเสียงเชื่อมั่นอย่างหนักแน่น

เฟซบุ๊กคือคำตอบ

สมบัติ บุญงามอนงค์ ในอีกชื่อหนึ่งที่เป็นที่รู้จักว่า บ.ก.ลายจุด ใช้เวลาหลังเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนขยับพลังแห่งความเศร้าโศกของกลุ่มทาง การเมืองที่เรียกว่า “คนเสื้อแดง” ให้กลายเป็นพลังแห่งการยืนยันสิทธิทางการเมืองและสิทธิความเป็นมนุษย์ รวมถึงสิทธิที่จะทวงถามและจดจำ อันเป็นสิ่งที่เกือบจะปลาสนาการไปพร้อมๆ กับการสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคมเลือดที่ผ่านมา กระทั่งก่อเกิดกิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" นำมาซึ่งการรวมตัวกันแสดงออกของคนเสื้อแดงทุกๆ วันอาทิตย์ ผ่านกิจกรรมที่มีท่าทียั่วล้อ หยอกเอิน กวนประสาทต่อผู้ถืออำนาจรัฐเป็นยิ่งนัก เช่น การผูกผ้าแดง การปล่อยลูกโป่ง การแต่งชุดนักเรียนวิ่งรอบสวนสันติภาพ รวมตัวเต้นแอโรบิกที่สวนลุมพินีั และแม้แต่การขี่จักรยานที่อยุธยาเมื่อวานนี้ เป็นอาทิ

สมบัติพบว่ากลุ่มคนในเครือข่ายออนไลน์ของเขามีตั้งแต่อายุ 12-70 กว่าปี แต่ส่วนใหญ่คือคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ คนชั้นกลาง

“มีคนทุกอายุเลย ผมชอบเฟซบุ๊กเพราะมันทำให้ผมสามารถมีตลาดกับคนทุกอายุได้ ไม่ใช่ผมกับเขาเท่านั้นนะ เขาก็มีอิทธิพลกับผมได้เช่นกัน เพราะผมอ่านเขาใช่ไหม แลกเปลี่ยนกัน ผมมีเพื่อนอายุ 12 เท่ากับลูกสาวผม เลยจับคู่ให้เขาคุยกัน เด็กมัธยมก็พอมี เด็กมหาวิทยาลัยเยอะหน่อย พวก 25-35 พวก นี้เป็นฐานใหญ่ ซึ่งผมพึงพอใจมากนะ เพราะฐานนี้เป็นคนที่จะมาทดแทน เป็นคนที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคต แล้วเขาแอคทีฟมาก ที่สูงอายุเลยก็มี 50-70 กว่า”

และเหตุที่เขาต้องหันมาใช้เฟซบุ๊กก็เพราะว่า เซิร์ฟเวอร์หลักของเขาถูก “ถอดปลั๊ก” ในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเข้มข้นนั่นเอง ทำให้รายชื่อเครือข่ายที่เขาติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารอยู่หายวับไปกับตา เฟซบุ๊กกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ ซึ่งตัวเลขของเพื่อนที่ add เข้ามาก็พุ่งขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง

“ช่วงชุมนุมไง ตอนแรกๆ มีอยู่พันกว่า หลังจากนั้น ที่เข้ามาก็เป็นแดงหมดเลย ขึ้นวันละร้อย เพราะผมจะไม่ใช่แค่ก็อปปี้ข่าว แต่จะวิเคราะห์ มีข้อเสนอ มันจะต่างกับเฟซบุ๊กคนอื่นที่ส่วนใหญ่จะเป็นการก็อปปี้ข่าวมาวาง แล้วก็มาด่า บ่น ระบาย” สมบัติตอบเราเมือถามถึงช่วงพีคสุดของจำนวนคนที่แอดเข้ามา ซึ่งขณะนี้เฟซบุ๊กในชื่อของเขานั้น เต็มพิกัดที่เฟซบุ๊กกำหนดได้แล้ว คือราวๆ ห้าพันคน

สมบัติบอกถึงสาเหตุที่จึงสนใจใช้เฟซบุ๊คเป็นเวทีในการสื่อสารและการเคลื่อนไหวว่า วิถีทางของเฟซบุ๊กคือคำตอบของอนาคต

“ผมไม่ได้สนใจเชิงปริมาณเท่าไหร่ แต่สนใจในรูปแบบหรือวิถีทางของเฟซบุ๊ค คือมันเป็นพื้นที่กึ่งส่วนตัว กึ่ง สาธารณะ มันสามารถสร้างความเป็นเฉพาะกลุ่มและยังสามารถดำรงความเป็นตัวของตัวเองได้ ขณะเดียวกันวันที่คุณอยากให้มันเป็นสาธารณะเมื่อมันมีศักยภาพมันจะแสดงความ เป็นสาธารณะได้ วิถีทางของเฟซบุ๊คนี้เอง...ในฐานะคนเล่นอินเทอร์เน็ตมานานมากและสนใจเรื่องพวกนี้มาก พอได้มาใช้ ผมรู้เลยว่านี่มันสอดคล้องกับวิธีของผมมากเลย ในฐานะองค์กรที่ต้องการสื่อสารความเป็นสาธารณะ และปลดปล่อยความเป็นปัจเจก”

ในฐานะคนทำงานที่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสื่อสารมานานเป็นสิบปี กระทั่งชื่อ ‘บ.ก.ลายจุด’ นี้ ก็เป็นชื่อที่ได้มาจากการดูแลเว็บไซต์บ้านนอกดอทคอม และยังใช้มันในการสื่อสารทางการเมืองตามเว็บบอร์ดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บบอร์ดราชดำเนิน ในเว็บไซต์พันทิป เขาบอกว่า เว็บบอร์ดนั้นมีข้อจำกัดประการสำคัญคือนำเสนอบุคลิกของคนใช้ได้ทีละด้านเท่า นั้น ขณะที่เฟซบุ๊กเปิดโอกาสให้แสดงตัวตนได้ “กลม” กว่า

“เว็บบอร์ดมันไม่อนุญาตให้คนคุยเล่น คือคนอ่าน "บก.ลายจุด" ในราชดำเนิน เขาคิดว่าผมเป็นคนนิ่งๆ ไม่มีอารมณ์ ตายด้าน จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนตลก มีแง่มุมที่ขำๆ แต่ผมไม่สามารถเขียนแบบนั้นในห้องการเมืองได้ เวลาเขาโต้กันแรงๆ เพราะ มันต้องเป็นการโต้กัน มันก็ไม่ขำ แต่ว่านี่ (เฟซบุ๊ก) มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวผม ผมอยากจะเล่าเรื่องขำๆ ของผม แล้วบางที ผมต้องการเขียนให้คนนี้อ่านนะ กลุ่มนี้อ่าน เรื่องบางเรื่องผมก็จะเขียนให้ลูกน้องที่ทำงานอ่าน คือมันรู้เลยว่าใครเป็นคนอ่าน เขียนเสร็จแล้ว เรารู้เลยว่าข้อความนี้กำลังจะบอกใคร แต่ไม่ได้บอกนะว่าเขียนถึงใคร ไม่ได้ใส่ชื่อ หรือเข้าไปในวอลล์เขาแล้วไปเขียน”

“คือมันมีความเป็นมนุษย์มากกว่า มันให้เรามีอารมณ์ได้ด้วย เรามีคำว่า "แม่ง" "กรู" ซึ่งปกติผมจะไม่เขียนในเว็บบอร์ด มันมีความรู้สึกเหมือนเขียนอยู่คนเดียว บางอารมณ์ ใหม่ๆ ผมเหมือนเขียนงานคนเดียว แต่จริงๆ ไม่ใช่ มันมีคนอ่าน แต่บางทีผมก็เขียนเหมือนประหนึ่งว่าคุยกับตัวเอง เป็นการถอดบทเรียน เก็บเกี่ยวความคิด ตกผลึกความคิดของเราในนาทีนั้น”

จากการใช้งานเฟซบุ๊กในการเชื่อโยงเครือข่ายและประชาสัมพันธ์ข่าวสารกิจกรรมวัน อาทิตย์สีแดง เขาเชื่อว่า เฟซบุ๊กจะเติบโตต่อไปอย่างไม่อาจจะปิดกั้นได้

หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง สมบัติใช้เฟซบุ๊กประกาศทวงถามพื้นที่ร่ำไห้แสดงความเสียใจของคนเสื้อแดงใน ช่วงแรกๆ ท่ามกลางบรรยากาศเรียกร้องรอยยิ้มคืนสู่ประเทศไทยในสื่อกระแสหลัก แต่จากนั้นเครือข่ายของเขากว้างขวางขึ้น และพัฒนามาสู่กิจกรรมการแสดงออกทุกๆ วันอาทิตย์ ที่รู้จักกันในชื่อ “วันอาทิตย์สีแดง รวมถึงแคมเปญที่มี่ชื่อออกจะขี้เล่น คือการสร้าง “แกนนอน” แต่ดูเหมือนผลที่ได้จะเป็นจริงเป็นจัง

ยิ่งเมื่อครบรอบ 4 เดือนแห่งการสลายการชุมนุมมาถึง บรรดาคนเสื้อแดงที่ปราศจากแกนนำมารวมตัวกันที่แยกราชประสงค์ถึงหลักหมื่นคน ด้วยกิจกรรมที่ไม่ต้องมีแกนนำเป็นผู้บอกกล่าว และสร้างผลงานที่น่าทึ่งอย่าง “ใยแมงมุม” ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของข่ายใยของประชาชนที่ก่อตัวขึ้นอย่างกว้างขวาง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรวมตัวอันยิ่งใหญ่และน่าตกใจของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา สมบัติมีส่วนอย่างยิ่ง เมื่อผู้ร่วมชุมนุมใช้ “โมเดล” ที่เขานำเสนอทั้งในทางเทคนิค เช่น การนอนตาย การจุดเทียน การตะโกน “ที่นี่มีคนตาย” ฯลฯ และโมเดลทางจิตสำนึก ผ่านการตะโกน “กูมาเอง” กระทั่งสมบัติได้พบว่าตัวเขาเองไม่สามารถผลักดันให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านได้ และยอมรับว่า “เอาไม่อยู่” พร้อมบอกกับสื่อว่าจะไม่มาจัดกิจกรรมที่ราชประสงค์อีกหลายเดือน และหากจะรวมตัวใหญ่อีกครั้ง คงต้องหันไปหาสนามกีฬาแทน

“เฟซบุ๊กจะเติบโต ขยายเป็นสาธารณะแน่นอน มันกลืนพวกบอร์ด พวกบล็อกหมด มันจะเหลือน้อยมาก มันจะไปอยู่ในเฟซบุ๊ก มัน จะทำให้เกิดการสนทนา เกิดการปะปนกันมากขึ้น มันทำให้คนได้ปะปนกัน คนบางคนถ้าเล่นเว็บบอร์ดจะไม่เล่นข้ามฟิลด์ แต่ความเป็นเฟซบุ๊ก จะทำให้เกิดการข้ามฟิลด์ของกรอบประเด็น จะทำให้เรื่องต่างๆ ไหลไปได้ไกลมาก มันถูกส่งต่อไปได้ไกลมาก และสามารถสืบเชื่อมโยงไปที่แหล่งของมันได้ มันจะเกิดการเชื่อมหาแหล่ง มันเป็นการพาดเครือข่ายซ้อนไปซ้อนมาหลายๆ ชั้นอย่างสลับซับซ้อน เป็นเครือข่ายทางสังคม มันจะมีบทบาทมาก

“การปิดเฟซบุ๊กจะมีด้วยเหตุผลเดียวคือเอาไม่อยู่แล้ว แต่อันตรายมาก เพราะมันจะไม่ถูกปิดง่ายๆ จะถูกบล็อคเป็นคนๆ เพราะ คนส่วนใหญ่ที่เล่นเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาล ดังนั้นเขาจะไม่ปิดยูอาร์แอล แต่จะบล็อคเป็นรายๆ ไป แต่การบล็อคเป็นรายๆ ไม่มีปัญหา เพราะเฟซบุ๊กเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ และสามารถทำระบบปิดได้ด้วย ปิดชื่อ กว่าคุณจะรู้ว่ามันมีตัวใหม่มาแล้ว อาจจะใช้เวลานาน และเขาอาจจะพรางตัวคุณ จนไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร”

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กก็เปิดให้กับการละเมิดความแตกต่างทางความเห็นค่อนข้างรุนแรง

“เป็นธรรมดาของคนที่มันไม่เคย มันก็เลยเกิดการปะทะ กว่าที่มันจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ มันจะเกินเลยไปแบบนี้สักพัก มันจะป่าเถื่อน เหมือนสมัยก่อนมันยังไม่มีกฏหมาย มันก็ใช้ความป่าเถื่อน ใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงแล้วก็ตะโกนด่ากัน เขวี้ยงหินข้ามกำแพง กว่าจะเกิดอารยธรรมในเฟซบุ๊ก อาจจะใช้เวลา แต่ยุคนี้เป็นยุคป่าเถื่อน ยุคมืด”

“เพิ่งออกจากคุก เพิ่งรู้จักเสรีภาพ เพิ่งได้เป็นผู้กระทำ ความสุขของการเป็นผู้กระทำหรือเป็นผู้มีอำนาจ เป็นความสุขแบบหนึ่ง เหมือนคุณมีโอกาสได้ลั่นปืนใส่ใครตายสักคนหนึ่ง แล้วคุณไม่มีความผิด แล้วมีคนปรบมือ มันเป็นความสุขอีกประเภทหนึ่ง มันฮึกเหิมในอำนาจ”

คำอธิบายอย่างเข้าใจได้ในสภาพของความป่าเถื่อนนี้ ออกจะขัดกับสิ่งที่เขาเคยเคยกล่าวเมื่อหลายปีที่แล้วว่า การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดนั้นเหมือนคนอยู่หลังกำพงตะโกนใส่ด่ากันในความ มืด สมบัติยืนยันในวันนี้ว่าความป่าเถื่อนในดินแดนออนไลน์ก็ยังดำรงอยู่

“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่มันยังคงอยู่มันคาอยู่ แต่มันจะเริ่มมีอารยธรรมมากขึ้น ผมคิดว่าความรู้หรือแนวทางที่มีอารยธรรมมากขึ้นจะปรากฏ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็จะมีภูมิคุ้มกัน เมื่อก่อนสมัยมีอินเทอร์เน็ตใหม่ๆ แค่มีใครด่าใครคนหนึ่งในอินเทอร์เน็ต พอคนๆ นั้นไปเห็นว่ามีข้อความนี้อยู่ในอินเทอร์เน็ต เต้นใหญ่เลย เต้นจนเวอร์ ราวกับว่าคนทั้งโลกอ่านเพจนั้น ทั้งที่อาจจะมีแคนแค่ 30 คน อ่าน แล้วก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร แค่พอคนๆ นั้นไปเห็นเพจนั้น เห็นข้อความนี้ในอินเทอร์เน็ต จะเป็นจะตาย จะลบออกให้ได้ จะฟ้องร้อง ซึ่งอาจจะทำให้เรื่องนี้มันเกินเลยไป พอถึงจุดนึง อาจจะมีภูมิคุ้มกัน พอมีคนบอกว่ามีคนเขียนด่าผมในอินเทอร์เน็ต ผมก็ถามกลับว่าแล้วไง มันเป็นเรื่องประหลาดหรือ ใหม่ๆ อาจจะประหลาด คุณอาจจะไม่เคย ปกติคำด่ากันมันจะไม่ปรากฏ เพราะเสียงมันด่าจบแล้วก็จบไป ยกเว้นคุณจะถูกด่าในหนังสือพิมพ์นะ แต่ว่ามันก็มีอายุ 1 วันแล้วก็หมดไป แต่ การด่าในอินเทอร์เน็ต ข้อความนั้นยังดำรงอยู่ในอินเทอร์เน็ต คุณสามารถเดินไปที่จุดนั้น เสียงด่านั้นยังคงก้องกังวานอยู่ไม่จบ มันเป็นเรื่องของสังคมที่เราจะต้องเรียนรู้และมีชีวิตอยู่กับปรากฏการณ์และ วัฒนธรรมแบบนี้ มีใครบ้างไหมยังไม่เคยถูกด่าในเว็บบอร์ด บางคนจะเป็นจะตายถูกด่าในเว็บบอร์ด ผมอันนี้อ่อน เพิ่งมาใหม่ เพิ่งเคยเป็น แต่ว่าเราเล่นไปพักนึงเราจะรู้เลยว่ามันธรรมดามาก แล้วทำให้ผมเคารพนับถือพวกนักการเมืองมาก มันถูกด่าทุกวัน น่าตื่นเต้นมากเลย แล้วทำให้ผมเคารพนับถือนักการเมืองมาก น่าตื่นเต้นมากเมื่อคิดถึงพัฒนาการทางความคิดของนักการเมืองต่อความสามารถใน การถูกตำหนิ ด่าทอเหยียดหยาม เป็นตัวทำลายชาติ ดังนั้น เราก็ควรจะมีขีดความสามารถ เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้”

สมบัติ ประเมินว่า การใช้พื้นที่ออนไลน์เพื่อสื่อสารเรื่องการเมืองไทยนั้นอยู่ในระดับดุเดือด มากที่สุดแห่งหนึ่งโลก ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้เล่นเฟซบุ๊กที่ถูกบล็อก หรือแม้แต่การปิดเว็บในจำนวนที่น่าจะติดอันดับโลก และหากมองถึงวิธีการสื่อสารของผู้เล่นอินเตอร์เน็ตแล้วละก็เขาคิดว่านี่ไม่ ใช่เรื่องเล็กๆ เลย

“ผมรู้สึกว่าเมืองไทยดุเด็ดเผ็ดมันมากเลย ผมคิดว่าอาจจะก้าวหน้ามาก อาจจะเป็นพื้นที่ที่รบดุเดือดมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกนี้ ถ้าเฟซบุ๊กนะ เพราะถึงบล็อคเฟซบุ๊คจำนวนมหาศาลขนาดนี้ หรือปิดเว็บติดอันดับโลก ดังนั้น เราไม่ใช่ขี้ๆ นะงานนี้ สงครามในไซเบอร์ไม่ใช่ขี้ๆ นะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเข้ารหัส อาจเป็นที่ๆ น่าจะทำการวิจัย”

และมันจะดุเดือดขึ้นไปกว่านี้อีก...

“แน่นอน วันไหนที่เสียงของชาวบ้านไปปรากฏอยู่หน้าเว็บได้ เป็นความใฝ่ฝันของผม คือตอนนี้การสื่อสาร ลูกชายที่ทำงานอยู่ในโรงงานในกรุงเทพฯ สามารถโทรศัพท์ผ่านโครงข่ายโทรคมนาคมชั้นสูง วิ่งผ่านโครงข่ายที่มีความสลับซับซ้อน ไปตกที่คันนา ที่พ่อกำลังเกี่ยวข้าวอยู่ได้แล้ว ส่วนตัวผม ผมว่ามันเป็นความงาม สมัยอยู่เชียงราย นาทีละ 18 บาท มือถือแพงไม่พอ โครงข่ายยังไปไม่ถึงด้วย เดี๋ยวนี้มันถึงกันหมดแล้ว และอยู่ในราคาที่ชาวบ้านจ่ายได้

วันไหนที่ชาวบ้านสามารถสะท้อนขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างที่มีปัญหาที่พรมแดนศรีษะเกษ ถ้า คนพื้นที่รายงานขึ้นมาได้จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เราได้อ่านบันทึกนักข่าวพลเมือง คนที่อยู่ในเหตุการณ์ว่าเห็นอย่างนี้ๆ เกิดอะไรขึ้น ผ่านคลิป ความรู้สึกนึกคิดเขา ตอนนี้คนเมืองยึดพื้นที่สื่อแล้วอธิบายชาวบ้านหรือประเทศ ผมว่ามันไม่แฟร์ เหมือนสื่อที่บอกว่าคนต่างจังหวัดเป็นอย่างไร คนกรุงเทพฯ เรียนรู้คนต่างจังหวัดจากทีวีผ่านมุมมองของคนเมือง ดูละครหรือดูสารคดี แบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือวิถีชีวิตที่มันเฟคๆ ผมทำงานกับชาวเขา ผมก็รู้ว่าเวลาสารคดีชาวเขาแต่งตัวแบบนี้มันไม่จริง มันไม่ได้รู้สึกนึกคิดแบบนั้น มันก็พอๆ กับคนฝรั่งหรือญี่ปุ่นเดินมาถามคนไทยบางคนว่า ขี่ช้างมาทำงานหรือเปล่า มันเป็นความไม่จริง ดังนั้นหากเจ้าตัวสะท้อนสิ่งเหล่านี้มาได้โดยตรง ผมว่าวิวัฒนาการของชนชั้นกลางในการมองคนต่างจังหวัดจะเปลี่ยนไป และเมื่อเขามองคนต่างจังหวัดเปลี่ยนไป เขาจะเข้าใจ และผมว่าวันนั้นเราจะทำแนวร่วมกับชนชั้นกลางได้ ผมเชื่อว่าวันหนึ่ง ชนชั้นกลางจะยอมรับ”

เมื่อเราถามเขาว่า เหตุที่เขามองว่าโลกออนไลน์จะเป็นทางเลือกสำหรับพื้นที่การสื่อสาร แปลว่ามองว่าสื่อหลักทุกวันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ใช่หรือไม่ สมบัติไม่ได้ตอบรับ หากแต่ยอมรับในข้อจำกัดของสื่อกระแสหลัก

“มันทำหน้าที่ได้จำกัด คือเขาก็ทำหน้าที่มานานแล้ว แต่นั่นก็คือสุดแขนของเขา และอาจมีบางปัจจัยทำให้ประสิทธิภาพของสื่อในปัจจุบันมันตกต่ำ ดังนั้นการมีนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา เป็นโลกออนไลน์หรือสื่อทางเลือกทั้งหลาย มันช่วยทำให้ไปอุดช่องว่างหรือขยายศักยภาพที่สื่อเดิมเคยมีอยู่มาก่อน”

เฟซบุ๊กมีข้อจำกัดอะไร

“มันกินเวลา พอเป็นเรื่องเวลาก็กระทบเรื่องอื่นหมด ผมนี่มีปัญหาตา เล่นจนตาล้า แต่ผมชอบเพราะมันแฟร์นะ คือทุกคนมีพื้นที่เท่ากัน ไม่ต้องมีคนรับผิดชอบ อย่างประชาไทต้องรับผิดชอบเว็บบอร์ด ไม่ต้อง ไม่ต้องมีประชาไท มันแฟร์ ใครคิดว่าตัวเองอยากจะรับผิดชอบได้แค่ไหน คุณเขียน รับผิดชอบกันเอง คุณแหลมมา คนก็จะเข้าไปวิจารณ์คุณนะ เขียนโต้ตอบคุณ ถ้าคุณไม่น่าสนใจเขาก็จะข้ามคุณ เขาซ่อนคุณด้วยถ้าคุณน่ารำคาญ หรือลบคุณออก แต่ถ้าคุณน่าสนใจ จะมีคนจะช่วยขยายขีดจำกัดคุณ ขยายสิ่งที่คุณนำเสนอ”

สมบัติ ย้ำว่าเขาจะยังใช้ประโยชน์จากเฟซบุ๊กอย่างเต็มประสิทธิภาพไปอีกยาวนาน เพราะมันตอบสนองต่อความต้องการในการสื่อสารของเขาในขณะปัจจุบันได้ค่อนข้าง ครบถ้วนแล้ว

“แต่ผมอยากให้มี voice chat นะ เมื่อไหร่ที่มันมี voice chat แบบ skype ได้ มันแจ่ม ผมเกลียดแชทที่สุดเลย ผมซ่อนตลอดเลย มันพิมพ์ยาก ต้องเสียเวลา แต่ผมว่าถ้าเป็น voice มัน และถ้า voice มันเป็นกรุ๊ปได้..สุดยอด! และถ้ามีลักษณะ skype ได้ด้วยและเหมือน camfrog เป็น กรุ๊ปได้ อันนี้จะสุดยอด แล้วถ้ามันมีปลั๊กอินที่ถ่ายทอดวิดีโอหรือเสียงได้ จัดรายการวิทยุได้นะ โธ่เอ๊ย คุณเอ๊ย...หมด (หัวเราะ)”

เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนมีเครื่องสะท้อนความคิดเห็น

ในสายตาของสมบัติ เขาประเมินว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำงานหนักอยู่ขณะนี้ไม่น่าจะส่งผลหนักหนาสาหัสต่อการเติบ โตของพื้นที่ออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการบล็อกหรือการดำเนินคดีตามกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการ กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

“มีผลบ้าง แต่ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้ มีบ้างเป็นตัวตลกคนหนึ่ง แต่ตัวคนโดนก็ไม่ตลกนะ แต่มันก็ไม่สามารถมีผลต่อขบวน ต่อวิวัฒนาการของมัน และบทบาทมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จะลงทุนอะไรให้ไปอยู่บนกระแสนี้มันจะคุ้มค่ามาก ผม ไม่ไปไหนแล้ว ผมเล่นแต่เฟซบุ๊กอะ คุ้มแล้ว อ่านข่าว ดูคลิปดูอะไรอยู่ในนั้นหมด มีคนกรองให้เรียบร้อยแล้ว ข่าวไหนที่มันดีปุ๊บคนจะแชร์ จะเห็นว่ามันเป็นประเด็นที่ถูกเน้นแล้ว ข่าวไหนคนแชร์เยอะก็คลิกดูว่ามันเป็นอย่างไร”

ในฐานะที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นคู่ต่อสู้กับรัฐบาลแล้ว (จากวิธีปฏิบัติที่รัฐ ดำเนินการกับเขา) เมื่อเราถามเขาว่าถ้าเขาเป็นรัฐบาลจะจัดการกับบรรยากาศปิดไม่มิด กดไม่อยู่อย่างที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ อย่างไร คำตอบของเขาคือ มันไม่ใช่ปัญหา

“ถ้า ผมเป็นรัฐบาล ผมก็จะไม่มีปัญหากับเรื่องพวกนี้ คือมันเป็นวิวัฒนาการของสังคม เป็นสิ่งที่ดีที่ประชาชนมีเครื่องสะท้อนความคิดเห็น อาจจะพูดผิดพูดถูกบ้าง เข้าใจถูกเข้าใจผิดบ้าง มันเป็นพัฒนาการทางสังคมทางการเมืองที่เราจะต้องเรียนรู้กัน สิ่งที่รัฐบาลทำได้ไม่ใช่การควบคุม แต่เป็นความพยายามที่จะเล่าความจริง ให้มันไปปรากฏอยู่ในพื้นที่ทางสังคมนั้น อันนี้ต่างหากที่รัฐบาลควรทำ ไม่ใช่การปิด การตำหนิคนที่ด่าเรา แต่เป็นการชี้แจงและอธิบายว่าความจริงเป็นอย่างไร ถ้าทำอย่างนี้ในอินเทอร์เน็ตมันจะดี เพราะบางทีผมก็รู้สึกว่า มันขาดข้อมูลในการถกเถียง ขาดอีกมิติหนึ่ง คนเกลียดรัฐบาลเกลียดฉิบหาย มันรักเกินไปเกลียดเกินไป แล้วบางทีก็หยิบฉวยจากข้อมูลด้านๆ พื้นๆ ที่สื่อเสนอออกได้แค่พื้นฐาน ไม่ลึกซึ้งพอ มันขาดความลึกซึ้ง น่าเสียดาย ขณะที่เมื่อก่อน จะมีรายการทีวีที่มีทั้งสองฝ่ายที่เป็นคู่กรณีมาโต้กันอย่างลึกซึ้ง

"แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีรายการคู่กรณีแล้ว เพราะสังคมรู้สึกว่า นี่มันเป็นการสร้างความขัดแย้ง สร้างวัฒนธรรมที่ไม่ดี เสี้ยมคนให้ทะเลาะกัน แต่ความจริงมันมีความดีของมันอีกด้านหนึ่ง”

สมบัติ ทิ้งทายให้กับคำถามสุดท้ายที่เราถามเขา เป็นการตอบจากสายตาของผู้ที่มองการนำเสนอความคิดแตกต่างเป็นวิวัฒนาการ ซึ่งก็แน่นอนว่าสิ่งนี้กำลังดำรงอยู่และเขาเป็นเฟืองจักรสำคัญที่ขับเคลื่อน ให้มันดำเนินไปภายใต้แนวคิดของการเป็น “แกนนอน” ที่กำลังขยายแนวนอนของเครือข่ายให้พิสูจน์อำนาจการสื่อสารออนไลน์ที่ขยับออกสู่พื้นที่ ออฟไลน์ได้ทุกๆวันอาทิตย์!

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2553 23:46:27 น.
Counter : 252 Pageviews.  

ซีรีส์สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมืองตอนที่2:ถ้าไม่เปิดพื้นที่ให้หลากหลาย สื่อก็จะไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม

นับจาก พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา มติชนออนไลน์ก็ถือว่ามีอายุมาได้ 13 ขวบปีแล้ว จริงอยู่ว่า ที่จุดเริ่มต้นแนวทางของมติชนอาจจะไม่แตกต่างจากสื่อกระแสหลักเดิมที่มีอยู่ในประเทศนี้ และมุมอื่นๆ ของโลก นั่นคือการไม่อาจทัดทานกับเทคโลยีใหม่ ที่มาพร้อมช่องทางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อันนำมาสู่การต้องปรับทิศทาง หรือขยายช่องทางในการนำเสนอมากขึ้น ทว่า หากอ่านด้วยสายตาวิเคราะห์วิจารณ์ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า มติชนออนไลน์นั้น มีแนวทางที่ “เป็นตัวของตัวเอง” มากขึ้น และเดินออกห่างจาก “เงา” ของสื่อสิ่งพิมพ์มาไกลกว่าสื่อกระแสหลักสำนักอื่นๆ ในประเทศนี้

เว็บไซต์มติชนออนไลน์ ค่อยๆ ปรับแนวทางการทำงาน จากเดิมที่อิงอยู่กับข่าวรายวัน มาสู่การมีกองบรรณาธิการของเว็บไซต์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ปัจจุบันมีทีมงานอยู่ 17 ชีวิต ซึ่งสามารถอัพโหลดข่าวได้ด้วยตัวเอง และไต่ระดับความนิยมจากผู้อ่านมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีตัวเลขผู้เข้าชมสูงถึงราว 150,000 – 200,000 ยูนิคไอพีต่อวันในช่วงที่เหตุการณ์ทางการเมืองร้อนแรงมากที่สุด เมื่อเดือนเมษายน – พฤษภาคม ที่ผ่านมา และกลับมาอยู่ที่ตัวเลขประมาณ 60,000 ยูนิคไอพีต่อวันในสถานการณ์ที่ลดความร้อนแรงทางการเมืองลง

ในความนิยมชมชอบนั้น ตามติดมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ระแวงระวัง “มติชนพักหลังๆ แดงขึ้นหรือเปล่า” ความแดงและไม่แดงนี้ ส่งผลอะไรต่อการดำรงอยู่ของมติชนออนไลน์บ้างหรือไม่……

ประชาไทสัมภาษณ์ปราปต์ บุนปาน ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ในฐานะบรรณาธิการข่าวมติชนออนไลน์ ซึ่งเขาอธิบายว่าตัวเขาเริ่มหันมารับผิดชอบเว็บไซต์มติชนออนไลน์มา 1 ปี แล้ว โดยที่ความสนใจส่วนตัวของเขาเกี่ยวกับสื่อออนไลน์นั้นไม่ได้มุ่งไปที่เทคโนโลยีของมันมากเท่ากับที่กำลังคิดว่ามันคือพื้นที่ “ผมจะมองมันในฐานะพื้นที่หนึ่ง ถ้าเรามีพื้นที่ใหม่ เราจะเล่นอะไรกับมันได้บ้าง จะนำเสนออะไรได้บ้างนะครับ” เขาตอบด้วยใบหน้าเจือรอยยิ้ม แต่นัยน์ตาครุ่นคิด

ตัวเขาเองก็ยังไม่ชัดเจนกับความหมายของนิวมีเดีย หากแต่มองว่ามันคือพื้นที่หนึ่งในการนำเสนอข่าว และเป็นพื้นที่ใหม่ที่อาจจะเปิดโอกาสให้คนหลากหลายมากขึ้น และเปิดให้นำเสนอได้มากกว่าสื่อกระแสหลัก

“มันอาจจะเป็นพื้นที่ใหม่ที่เปิดโอกาสให้หลายๆ คนเสนอข่าวที่มันไม่มีที่ทางในกระแสหลัก หรือบทความงานเขียนอะไรบางส่วนได้มาเผยแพรตรงพื้นที่นี้ได้ ถ้าเราพูดถึง new media เราอาจจะคิดถึงว่ามันเป็นพื้นที่ใหม่ ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ตอนนี้ ก็คิดว่ามันเป็นพื้นที่ใหม่ แล้วก็เพราะว่ามันเป็นพื้นที่ใหม่มันก็เลยมีช่องทางให้เรานำเสนออะไรได้มากกว่าสื่อกระแสหลักเดิม”

เปิดประเด็นเช่นนั้นแล้ว แปลว่าสื่อหลักเดิม เช่นสื่อหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่ในเครือของมติชน มีข้อจำกัดในการนำเสนออย่างนั้นหรือ เราถาม และเขาตอบว่า

“ก็อาจจะเป็นได้ ก็คือคล้ายๆ ว่า มันอาจจะเปิดพื้นที่ได้ไม่พอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพสังคมที่มันกำลังเปลี่ยนไปอย่างนี้ บางทีตัวสื่อหลักเดิมอาจจะมีพื้นที่ไม่พอ คือในแง่พื้นที่ในการนำเสนอก็ชัดอยู่แล้วว่า หนังสือพิมพ์เขาจะมีพื้นที่จำกัด แต่ขณะที่อินเตอร์เน็ตมันเกินกว่านั้นได้ แต่ขณะเดียวกันสื่อใน อินเตอร์เน็ตหรือสื่อใหม่ที่ก็จะมีคุณลักษณะอะไรบางอย่างซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับเรื่องของความคิดด้วย ซึ่งคนทำสื่อหลักเดิมก็อาจจะเป็นไปอีกแบบหนึ่ง คล้ายๆกับสื่อใหม่ ในพื้นที่ใหม่ อาจจะเปิดให้มีเพดานที่สูงขึ้น หรือเน้นพื้นที่ให้เปิดกว้างทางความคิดหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ผมก็กำลังคิดๆ อยู่เหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม ปราบไม่แน่ใจว่า เมื่อพูดถึงพื้นที่ออนไลน์ นั่นจะหมายถึงพื้นที่ใหม่ห่างเสรีภาพได้จริงๆ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลายกรณีที่ผ่านมา ทั้งการจับกุมหรือไล่ปิดเว็บไซต์ต่างๆ

“ถ้าพูดถึงว่ามันเป็นพื้นที่ใหม่ด้วยไหม มันก็ไม่แน่ใจว่าพื้นที่นี้มันจะเปิดได้ตลอด อย่างเช่นกรณีที่ประชาไท หรือเว็บบอร์ดต่างๆ ที่ถูกปิดไปในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พื้นที่ใหม่นี้จะเปิดได้จริงแค่ไหน หรืออย่างว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่ง ช่วงเมษา-พฤษภา ที่ผ่านมา มติชนเรา พอประชาไทถูกบล็อกหรือพวกเว็บบอร์ด หรือคนเหมือนกันถูกบล็อก เราก็พยายามตามดึงเนื้อหาบางส่วนในเว็บพวกนั้นมา แต่เราก็จะไม่โดนอะไร มันก็เกิดคำถามว่าบางส่วนโดนนะ แต่พอเราเอามาเล่นก็ยังไม่โดนอะไร เขาอาจจะแค่จับตาอยู่เฉยๆ ซึ่งมันก็ทำให้เห็นเหมือนกันว่า ถ้าเรามองว่าเป็นพื้นที่ใหม่ตรงนี้ อำนาจรัฐก็อาจจะยังไม่ได้มาลงหลักปักฐานให้มันชัด คือบางส่วนก็จะทำไปได้ แต่บางส่วนก็อาจจะไม่แน่ใจว่าจะทำดีหรือไม่ทำ มันก็เลยเป็นส่วนที่ท้าทาย ว่าเราจะจัดการหรือนำเสนอข่าวในพื้นที่ใหม่ตรงนี้ยังไง”

แม้มติชนจะยังไม่ถึงกับต้องปิดตัวเอง หรือรู้สึกสั่นสะเทือนต่อการตักเตือนจากรัฐ และยังไม่ปรากฏว่ามีการส่งสัญญาณถึงผู้ดูแลเว็บไซต์โดยตรง ทว่า เพื่อความไม่ประมาท ในช่วงที่การเมืองร้อนแรงถึงขีดสุด มติชนออนไลน์ก็เลือกที่จะปิดการแสดงความเห็นท้ายข่าวไปก่อน เมื่อเราถามง่ายๆ ก็คือ ท้ายข่าวของมติชนออนไลน์ดูเหมือนจะมีเสื้อแดงเข้ามาใช้บริการมากขึ้น เขาตอบสั้นๆ ว่า “ใช่”

โดยอธิบายต่อไปว่า

“เท่าที่มีข้อสังเกตคร่าวๆ ก็คือ ก็คล้ายๆ กับว่าพื้นที่ของคนเสื้อแดงถูกปิดไปหลายๆ พื้นที่ เพราะฉะนั้นพอสื่อกระแสหลักมาเปิดพื้นที่ให้เขาบางบางส่วนอย่างนี้ มันก็เป็นพื้นที่ ที่เขาจะมาแสดงความเห็น หรือมาแสดงบทบาทอะไรได้ คือมันก็ช่วยไม่ได้ที่มันถูกปิดไปเยอะ ถ้ามันมีอะไรเปิดขึ้นมาจุกหนึ่ง คนก็ต้องมาทางนี้”

เมื่อเราตั้งข้อสังเกตว่า มติชนออนไลน์ ดูจะแตกต่างจากมติชนรายวันมากขึ้นทุกทีๆ แถมพกด้วยขอกล่าวหาว่า “แดง” ขึ้นด้วย เขาบอกว่า นั่นเพราะเว็บไซต์นั้นแยกกอง บ.ก.ออกมาจากมติชนรายวันแล้ว ซึ่งนี่อาจจะเป็นส่วนที่ทำให้ “ออนไลน์” ต่างจาก “รายวัน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นกับสื่อหลักรายอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้ต่างได้จริงๆ ก็คงจะไม่พ้น “บุคลากร” และ “วิธีการทำงาน” ซึ่งแตกต่างกัน

“คือเว็บไซต์ก็จะแยกกองออกมา เพราะฉะนั้นมันจะมีจุดต่างระหว่างหนังสือพิมพ์มติชนกับเว็บไซต์มติชน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่าในกอง บ.ก. มติชนเอง อย่างในช่วงเมษา-พฤษภาที่ผ่านมา มันก็ต้องเริ่มจากฐานก่อน ฐานก็คือลักษณะงานมันอาจจะยังไม่ได้เป็นกอง บ.ก. อย่างลงตัว ประเภทกระจายงานให้นักข่าวทำ ตามคำสั่งหัวหน้าข่าว ตามคำสั่งกอง บ.ก. แล้วนักข่าวก็ทำมา แต่มันจะเป็นลักษณะเหมือนกึ่งๆ ซึ่งมันก็สะท้อนภาพของพื้นที่ออนไลน์หรือชุมชนออนไลน์ มันจะมีลักษณะต่างคนต่างยิงข่าวด้วย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามีความหลากหลายในเนื้อหาและก็ปะทะพอสมควร บางคนที่สนใจเสื้อแดง เขาก็จะออกไปทำสกู๊ป คนที่มาชุมนุมเสื้อแดง ขณะที่บางส่วนก็จะเห็นใจทหารก็ไปสัมภาษณ์ทหารที่โรงพยาบาล แต่เราเห็นว่าน่าสนใจดีที่ได้มาปะทะกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนโยบายด้วย เราก็พยายามจะคงพื้นที่ไว้ ว่าถ้าคุณมีความเห็นอะไรยังไงก็สามารถทำมันได้ในระดับหนึ่ง”

ปราปต์อธิบายว่า ลำดับชั้นในการทำงานของกองบรรณาธิการออนไลน์นั้น แตกต่างจากสื่อสิ่งพิมพ์ชัดเจน นักข่าวมีอิสระที่จะอัพโหลดสกู๊ปด้วยตัวเอง ซึ่งเขามองว่า นี่ก็แทบจะไม่ต่างกับการใช้ facebook ,twitter หรือ blog แต่ในส่วนของข่าวนั้น ยังคงต้องตรวจสอบเนื้อหา ซึ่งยอมรับว่า หลุด และดูแลไม่ทั่งถึง แต่ช่วงหลังนี้ได้รับการเสริมทัพจากทางกองบรรณาธิการประชาชาติ ซึ่งเข้ามาดูแลเป็นหัวหน้าข่าว จึงมีการตรวจสอบได้ทั่วถึงขึ้น

ปล่อยให้เรื่องเล่าหรือข้อมูลปะทะกัน แล้วคนก็จะเลือกเชื่อได้เอง เรียนรู้ได้เอง

จุดใหญ่ใจความที่ทำให้สื่อออนไลน์น่าสนใจสำหรับปราปต์ ดูเหมือนจะอยู่ที่การเปิดเพดานของ “เนื้อหา” ที่จะนำเสนอมากกว่า รูปแบบ หรือความเร็ว

“สื่อบางสำนัก พอพูดถึง new media เขาจะออกไปแนว มันต้องเป็น media มันต้องมีทั้งคอมฯ โน้ตบุค เน็ตบุค ดีวีดี สะพายกล้องเต็มเลย ผมคิดว่ามันอาจจะต้องคิดว่ามันยังไม่ใช่จุดสำคัญมากนัก มันอาจจะไม่ใช่เส้นแบ่งว่านี้คือ สื่อใหม่ ขณะที่ไม่ใช่แบบนี้คือสื่อเก่ามากเท่ากับว่าเราเห็นพื้นที่นี้ยังไง แล้วพยายามใส่สิ่งใหม่ๆ ลงไปยังไง หรือถ้าเรารู้สึกว่าพื้นที่ทาง internet มันกว้างมากขึ้น จนมันสามารถทำให้การแสดงความเห็นในเรื่องสังคมไทยให้มันมีเพดานสูงขึ้น มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะใส่อะไร ใส่เนื้อหายังไงมากกว่า อย่างเช่นหลายๆ ปีที่ผ่านมา หัวข้อบทกวีทางการเมืองมันแรงขึ้น ทั้งๆ ที่ในแง่หนึ่งถ้าเราพูดถึงบทกวี มันก็อาจจะเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เก่ามากเลยก็ได้ อาจจะเป็นเชิงมุขปาฐะเลยก็ได้ แต่ผมว่า ถ้าบทกวีมันมีเนื้อหาที่อยู่ข้างประชาธิปไตย อยู่ข้างคนที่ถูกกดขี่ คนที่ถูกกระทำ แล้วอธิบายสังคมตอนนี้ได้ดี แล้วมันถูกนำมาพิมพ์ลงใน facebook ก็ได้ หรืออาจถูกพิมพ์ลงในเว็บก็ได้ หรืออาจจะปรากฏในรูปของคลิปอ่านบทกวีก็ได้ คือนั่นมันก็คือสื่อใหม่ ในความเห็นของผม”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราถามว่า ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่ต้องการข้อเท็จจริง เช่นกรณีการล้อมปราบประชาชนในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สื่อใหม่ออนไลน์ และเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ ดูจะเป็นส่วนหนึ่งของการถูกสื่อกระแสหลักวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นตัวการอย่างหนึ่งที่ทำให้ข้อมูลที่ไม่ได้ถูกตรวจสอบแพร่กระจายออกไป ทำให้เกิดการขยายแพร่ความแตกแยก ปราปต์ กลับมองต่างออกไป

“ประเด็นแรกเลย ผมไม่คิดว่าคนอ่านจะเชื่อง่ายๆขนาดว่ามีข่าวมาว่าอะไรก็เชื่อหมด หรืออย่างเช่นที่ผ่านมาก็เห็นแล้ว คนจำนวนมากเลยที่ active ในช่วงสังคม 4-5 ปี ที่ผ่านมา แล้วก็จะมีอีกประเด็นก็คือ ผมนึกถึงนิยายเรื่อง ลับแล แก่งคอย [1] เท่าที่ตีความในนิยายนั้นนะ คือไม่ได้รู้สึกว่าความจริงความลวง จะเป็นปัญหามากนัก จากนิยายเล่มนั้น เหมือนเขาพยายามเสนอว่ามันไม่มีความจริงที่สมบูรณ์ แล้วความคิดก็คือเรื่องเล่าต่างๆ ที่มาปะทะกัน พยายามคิดให้มันเป็นศิลปะ มันขึ้นอยู่กับรสนิยม สุนทรียะ ของคุณ ว่าคุณจะเลือกอะไร แต่นั่นมันก็คือนิยายนะ แต่ถ้ามาคิดเรื่องออนไลน์เราก็คิดว่า คนเขาคงไม่ได้ปักใจเชื่ออะไรต่างๆ ได้โดยง่ายแล้ว ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้มีความจริงสูงสุดอะไรที่เราหรือคนจะยึดเป็นหลักได้แล้วตอนนี้ มันเป็นความจริงที่หลากหลาย แล้วคนก็เลือกเชื่อหรือเลือกยึดกับมัน แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าเราจะคิดว่ามันไม่มีความจริงเลย เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าดูในพื้นที่ของสื่อ internet อย่างกรณีคลิป ต่างๆ ในช่วงเหตุการณ์เมษา พฤษภา เราก็สามารถเดินทางไปถึงข้อเท็จจริงบางอย่างได้เหมือนกัน คือมันอาจจะต่างมุมมอง ถ่ายจากต่างสถานที่ หรือว่าคนถ่ายอาจจะมีจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน แต่สุดท้าย มันก็แสดงให้คนว่ามีคนถูกยิง แล้วรัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้”

เขาบอกว่า ด้วยความจริงที่หลากหลาย และสติปัญญาของมนุษย์ที่จะคัดกรอง และไม่เชื่อว่าคนจะยอมเชื่ออะไรง่าย ฉะนั้นแล้ว เขาจึงไม่เชื่อว่าจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “จริยธรรม” ในการนำเสนอข่าวแบบที่มีบางกระแสเรียกร้องให้มี

“เราคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่แล้ว มันอาจจะปล่อยให้เป็นเรื่องเล่าหรือข้อมูลที่มันมาเป็นการปะทะกัน แล้วคนก็จะเลือกเชื่อได้เอง แล้วก็เรียนรู้ได้เองว่าอันไหนคือข่าวลือ อันไหนคือข่าวจริง หรืออีกอย่างหนึ่งในเมื่อมันเป็นข่าวลือ ข่าวลวง ทำไมคนถึงเลือกที่จะยึดกับมัน มันอาจจะมีฟังชั่น อะไรบางอย่างหรือเปล่า อย่างเช่น มันอาจจะรองรับอุดมการณ์เขา แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือ สื่อหลักเองก็รับประกันไม่ได้หรอกว่ามันจะมีข่าวที่ถูกตรวจสอบทั้งหมด คือสื่อหลักเอง คนเขียน คนตรวจสอบ จะมีฐานคติอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน สุดท้ายแล้วปัญหานี้มันจะไม่ต่างกันทั้งสื่อใหม่และสื่อกระแสหลัก ผมคิดว่าอย่างนั้น”

สิ่งที่เขาพูดนั้นท้าทายกลับไปยังสื่อหลักที่เป็นรากฐานขององค์กรสื่อของเขาเอง ซึ่งเขาบอกว่า เป็นเรื่องที่สื่อหลักต้องปรับตัว

“ผมก็คิดว่าต้องเปิดมากขึ้น ต้องเปิดพื้นที่ให้กับคนหลายกลุ่มมากขึ้น ถ้าในแง่ของสื่อหลักนะครับ คือจะเหมือนกับว่าคุณเชื่อว่าตัวเองคัดกรองข่าวมาแล้ว มันคือความจริงที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว มันจะไม่ใช่แล้ว หน้าที่ของเราก็อาจจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ความคิดต่างๆ ได้มาปะทะกัน ให้ได้มา dialogue กันมากกว่า เพราะความที่หลากหลายในพื้นที่ตรงนั้นมันน่ารองรับสังคมที่เปลี่ยนไปได้มากกว่า แล้วอีกด้านหนึ่งก็คือ มันจะทำให้คนทำงานในองค์กรสื่อเองได้เรียนรู้ด้วย เพราะอีกหน่อยก็ต้องยอมรับ อย่างเช่น กรณีมติชน มันก็เหมือนกับว่า สุดท้ายปัญญาชนที่ยังทำงานมติชน ก็ยังอยู่ในยุคของอาจารย์ นิธิ อาจารย์ผาสุก ในขณะที่คน หรือแม้แต่คนในองค์กร ก็ไม่ได้รู้ว่าปัญญาชนรุ่นถัดมาคิดยังไง หรือความคิดอื่นๆ องค์ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งมันอาจจะสามารถอธิบายสังคมได้ ขยายความต่อเนื่องมาจากปัญญาชนอีกรุ่นหนึ่งก็จะไม่เห็นแล้วอีกเหมือนกัน

“ซึ่งในแง่หนึ่งถ้าเราไม่เปิดพื้นที่ให้มันหลากหลาย หรือเปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดมากขึ้น คิดอีกในแง่หนึ่ง สื่อก็จะไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมเอง ทั้งในแง่ที่คนอ่านก็คงจะหายไปจำนวนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันตัวคนทำด้วยก็จะมีปัญหาเองด้วยในการที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงนั้น”

ไม่ว่าจะสื่อหลักหรือสื่อใหม่ สิ่งที่ต้องคอยตรวจสอบคือ อคติ

ปราปต์ยืนยันอยู่บนฐานคิดที่ว่า ความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งไม่น่าจะไปด้วยกันได้กับการทำหน้าที่รับผิดชอบในการนำเสนอข้อเท็จจริงในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นสถาบันที่สถาปนาตัวเองมานาน และมีหลักจริยธรรมวิชาชีพที่ต้องเคารพและพึงถูกตรวจสอบ

“ต่อให้คุณจะมีหลักอะไรอย่างนี้ มันก็จะมีการตั้งคำถามกลับไปเหมือนกันว่า แล้วหลักที่คุณยึดจริงๆแล้วมันเป็นหลักจริงหรือเปล่า หรือบางแง่คือ คุณก็ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักนั้นเหมือนกัน ในแง่สื่อเก่านะ อย่างที่บอกคือประเภทข่าวจริง ข่าวลวง มันก็อาจจะไม่ได้ปรากฏในพื้นที่ internet แม้แต่สื่อกระดาษ สื่อทีวีดั้งเดิมเองก็จะมีลักษณะอย่างนี้กันทั้งนั้น โดยความคิดส่วนตัวก็คืออยากให้ยอมรับ และทำความเข้าใจกับมันมากกว่า”

สำหรับตัวเขาแล้ว เมื่อถามดึงการจัดการกับอคติของคนทำข่าวซึ่งอาจเป็นสิ่งชักพาคนที่ทำหน้าที่เสนอข้อมูลไปในทิศทางทิศทางหนึ่งมากเกินไป เขาบอกว่า เขาไม่จัดการกับอุดมการณ์ทางการเมืองของทีมข่าว

“เราอำนวยการให้เต็มที่ แต่หมายถึงว่าเราก็อาจจะต้องคุมอะไรบางอย่าง เช่น คุณต้องอย่าอินเกินไป หรือถ้ามันหมดมุขขึ้นมาจริงๆ มันก็หมดไปได้ เช่น อย่างกรณีเสื้อแดง คนที่ทำก็บอกว่าอยากทำให้ต่อเนื่อง แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มันขาดหายไป แล้วเขาก็เลยรวบรวมสาวเสื้อแดง เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ มันก็อาจจะไม่ต้องทำก็ได้นะ คือไม่แน่ใจว่ามันมีประเด็นอะไรแค่ไหน คือเราก็ต้องควบคุมเหมือนกันว่าไม่ให้หลุดออกมาจากกรอบ เช่น ถ้าเสื้อแดงคุณอาจจะพูดถึงวิธีคิด การมองโลกอะไรของเขาไป พูดถึงสังคมชนบทที่มีการเปลี่ยนแปลงไป พูดถึงการถูกกระทำ การไม่ได้รับความเป็นธรรม สองมาตรฐานก็ว่าไป

คือสุดท้ายคนก็จะเขียนอะไรจากมุมมองของตนเองทั้งนั้น แต่ทำยังไงให้มันไม่กระทบต่อคนอื่นอย่างเสียหาย หรืออย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ค่อยแฟร์ ต่อคนที่ถูกกล่าวถึง ซะมากกว่า แต่ถ้าพูดถึงหลักที่มันจะต้องมีจริยธรรมหรืออะไรที่ตรวจสอบได้ อันนี้มันอาจจะไม่ชัดมาก ก็ยังคิดอยู่ว่ามันยังใช่การได้อยู่หรือเปล่า”


คนไม่ได้เข้าเว็บไซต์เพื่ออ่านแค่เรื่องบันเทิง

ปราปต์ ยอมรับว่า หลังจากที่ตัดสินใจปิดพื้นที่แสดงความเห็นท้ายข่าวแล้ว ทำให้จับกระแสผู้อ่านยากขึ้น แต่ด้วยตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษา-พฤษภาที่ผ่านมา ทำให้เขาต้องเปลี่ยนมุมมองว่า เว็บไซต์จะอยู่ได้ด้วยข่าวบันเทิง แม้ว่าทุกวันนี้สัดส่วนข่าวบันเทิงจะยังคงเยอะอยู่ก็ตาม

“ความคิดของเราก็คือว่า คอลัมน์บันเทิงทำให้คนอ่านเยอะ คือที่ผ่านมามันเป็นอย่างนั้นเลย จนกระทั่งช่วงเมษา พฤษภา มันจึงเป็นฐานอันหนึ่งที่ทำให้เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนอ่านอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เขายังต้องการอ่านอะไรบางอย่างจากเรา แต่เราไม่ได้นำเสนอให้เขา อีกส่วนที่วัดได้ ก็คือมีนักวิชาการบางส่วน ส่งบทความเข้ามาช่วงสถานการณ์ คือเราคิดว่าเขาก็คงเห็นนะว่าเรามีพื้นที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็ส่งมาได้ หรือปัญญาชนบางคนเช่น คุณวิจักขณ์ (พานิช)ที่ทำเรื่องศาสนา เขาก็ส่งมา ซึ่งเราก็คิดว่าเขาก็คงเห็นอะไรบางอย่างว่าเรามีพื้นที่ตรงนั้นเขาถึงส่งเข้ามา เราก็จะจัดพื้นที่ตรงนี้ได้ส่วนหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ข่าวบันเทิงก็ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่มาก เมื่อเทียบกับข่าวการเมือง ปราปต์อธิบายว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความถนัดและความสนใจของทีมงาน และแม้ว่าตัวเลขคนอ่านข่าวบันเทิงหรือไลฟ์สไตล์จะสูง แต่ยอดที่สูงนั้นไม่ได้เพิ่มจำนวนขึ้น

“อาจจะเป็นเรื่องรุ่นจริงๆ เพราะว่าคนรุ่น 20กว่าๆ อยู่ด้วยกันเยอะๆ ช่วงที่เรารับเขาเข้ามาใหม่ๆ มันเริ่มจากการรับเขามาเป็นนักข่าวของศูนย์ข้อมูล คือคีย์ข่าว เราได้เด็กกลุ่มนี้มา แล้วก็เป็นเด็กผู้หญิงหมดเลย แล้วก็ความสนใจจะไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองเข้มข้นนัก เพราะว่าพื้นฐานของเขาเป็นไลฟ์สไตล์หมดเลย พอเราเปิดโอกาสเช่น ลองทำอะไรที่สนใจมาสิ มันก็จะไปทางนั้นหมด ซึ่งเราอาจจะต้องยอมรับเงื่อนไขแล้วก็พยายามปรับเหมือนกัน คือถ้าไปทางนั้นก็อาจจะต้องปรับให้มันดี แต่โดยธรรมชาติของคนทำงานก็จะทำให้เห็นเลยว่า มติชนก็จะมีอะไรอย่างนี้เยอะ ไลฟ์สไตล์หรือบันเทิง แต่ก็ต้องยอมรับว่า ข่าวบันเทิงคนอ่านจะค่อนข้างมากพอสมควร แต่ในความมากของช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มันไม่ได้เพิ่มไอพีเลย คือไอพีมันจะนิ่งตลอด จนเราทุ่มให้กับประเด็นการเมืองในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่แหละ ที่ไอพีมันเพิ่มขึ้นแล้วก็ยังเพิ่มขึ้นติดกันอยู่จนถึงปัจจุบัน”

เรื่องแปลกแต่จริง คนอ่านเยอะ แต่ขายโฆษณายากเพราะ “แดง”!?

แม้ว่าตัวเลขผู้อ่านของมติชนออนไลน์จะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเมื่อเราถามถึงการอยู่รอด ตัวเลขหกหมื่นคนอ่านต่อวัน กลับไม่ช่วยอะไร

“มันก็ยังยากอยู่นะครับ พูดถึงเว็บไซต์ที่เข้าถึงได้อย่างเปิดกว้าง มันก็ต้องอาศัยโฆษณาอย่างเดียว คือโฆษณาจริงๆ อย่างช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา มันดูเหมือนจะเยอะขึ้น พัฒนาขึ้น แต่ปรากฏว่าหลังเหตุการณ์ทางการเมือง มันมีแนวโน้มตกลง แล้วส่วนหนึ่งที่คนขายโฆษณาทางออนไลน์เขาพูด เหมือนสะท้อนมาด้วยว่า องค์กร ธุรกิจบางส่วน อาจจะเห็นว่าองค์กรเราออกไปทางสีแดง เพราะฉะนั้นก็จะระงับโฆษณาเหมือนกัน มันก็เลยส่วนทางกันกับยอด ก็เลยน่าสนใจเหมือนกันว่า ถ้าพูดถึงธุรกิจ เราก็จะนึกถึงผู้บริโภค อะไรอย่างนี้ไปแบบปกติ แต่การใช้ตรรกะสังคมไทยมันไม่ใช่อย่างนั้น”

ทำไมไม่ไปขอธุรกิจที่น่าจะเชียร์เสื้อแดงละ ถ้าตรรกะของลูกค้าโฆษณาเป็นแบบนั้น - เราล้อ แต่เขาตอบจริงๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาตั้งคำถามกลับว่า ทำไมกลุ่มธุรกิจถึงไม่คิดว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้บริโภคของตัวเอง

“ผมก็ไม่ได้ไปทำงานส่วนนี้ แต่มันก็น่าสนใจเหมือนกันว่า หรือเรามุ่งไปที่กลุ่มธุรกิจบางกลุ่มหรือเปล่า ยังติดอยู่หรือเปล่า คือเราจะสามารถทำได้แค่ไหน แล้วขณะเดียวกันก็น่าสนใจเหมือนกันว่าทำไมเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้น ถ้ามองในแง่ของสายตานักธุรกิจต่างๆ เขาก็คิดว่าเสื้อแดงมันเป็นอะไรสักอย่าง นอกสังคม นอกระบบ แล้วเหมือนจะต้องตัดออกซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ คนเสื้อแดงไม่ได้ปฏิเสธระบบทุนนิยมนะ ใช่ไหม แล้วเสื้อแดงก็คือคนส่วนใหญ่เป็นคนชนบทที่พัฒนาเศรษฐกิจไปตามระบบทุนนิยม เพียงแต่ว่าเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมอะไรอย่างนี้ คือมันก็ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามเหมือนกันว่า จริงๆ มันไม่ได้เกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจนะ มันไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องโฆษณาตามมา คือเสื้อแดงเขาก็อาจจะเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองมากกว่า แต่มันก็ทำให้น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่าตรรกะของสังคมหรือว่าตรรกะของภาคธุรกิจเป็นแบบไหน”

ถ้ามองในแง่ของผู้บริโภคแล้ว ปราปต์ตั้งข้อสังเกตว่า อาการคล้ายๆ “แดง” ของมติชนนั้นส่งผลอย่างสูงต่อยอดจำหน่ายหนังสือ นั่นแปลว่า ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งที่ไม่ถูกนับโดยกลุ่มธุรกิจหลายๆ กลุ่มนั้น เป็นกลุ่มที่กว้างพอสมควร

“อย่างในมติชนสุดสัปดาห์ หรือข่าวสดเอง ยอดมันก็เพิ่มอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น มติชนสุดสัปดาห์ปกหน้าวัดปทุมฯ ตรงที่มีทหารบนรางรถไฟฟ้า ซึ่งยอดพิมพ์โดยเฉลี่ยก็จะ 8-9 หมื่นฉบับ แต่ยอดส่งคืนเล่มนั้น ส่งคืนแค่ 5 % เอง ก็หมายความว่าขายได้ 95 % ซึ่งมันก็น่าพอใจอยู่ ทีนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้บริหารชั่งใจนะว่าคนบริโภคเยอะขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเรื่องโฆษณาจะทำยังไง”

สื่อใหม่ VS สื่อเก่า ไม่ใช่เรื่อง “เทคนิค” แต่คือ “เนื้อหา”

ปราปต์คิดว่า สื่อออนไลน์ กับสื่อกระแสหลักเดิมโดยเฉพาะสิ่งพิมพ์นั้น ไม่ได้ทำงานในฐานะคู่แข่ง แต่หากเข้าใจตรงกันว่า สังคมต้องการความหลากหลายและการปะทะกันของข้อมูล สื่อทั้งสองแบบย่อมทำงานหนุนเสริมกันได้

“สุดท้ายก็ต้องตั้งคำถามสื่อหลักว่า เขาเข้าใจสังคมที่กำลังจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แล้วพร้อมที่จะเปิดพื้นที่รับวิธีคิดอะไรใหม่ๆ แค่ไหน คือถ้าสมมติเขาเปิด ก็สามารถทำงานไปด้วยกันได้กับสื่อหลักดั่งเดิมกับสื่อใหม่ สื่อออนไลน์ แล้วก็มันก็จะทำให้เรื่องรูปลักษณ์มันก็จะเห็นชัดมากขึ้น สื่อหลักก็จะเน้นในการนำเสนอข่าวในพื้นที่ของหนังสือพิมพ์ไป ส่วนออนไลน์ก็ช่วยเพิ่มได้ในฐานะเป็นเชิงอรรถของสื่อหลัก หรือจะอัพเดทข่าว แบบ real time มันก็สามารถทำได้ แต่ถ้าสื่อหลักมองไม่เห็นตรงนี้ มันก็เป็นที่แน่นอนว่า สื่อหลักก็คงจะต้องลดบทบาทไป คือมันก็คงทำให้คนส่วนหนึ่งรู้สึกเหมือนกันว่า สื่อหลักก็ไม่ได้ตอบสนองเขามากพอ หรือสื่อกระแสหลักไม่ได้อธิบายกระแสของสังคมไทยได้ดีพอ สื่อกระแสหลักเองก็คงจะมาบ่นอย่างเดียวไม่ได้ อย่างเช่น คนรุ่นใหม่ไม่อ่านหนังสืออะไรอย่างนี้ มันก็อาจจะไม่ใช่เหมือนกัน ก็อาจจะต้องตั้งคำถามกลับไปเหมือนกันว่า หรือว่าเราทำในสิ่งที่เขาเห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องอ่านหรือเปล่า คือมันอาจจะต้องตั้งคำถามเหมือนกัน ถ้าสื่อหลักพยายามทำความเข้าใจตรงจุดนี้ ผมคิดว่าเราสามารถทำงานด้วยกันได้ แล้วมันจะมีประสิทธิภาพด้วยกันทั้งคู่ ทั้งสื่อหลัก แล้วก็สื่อออนไลน์”

เรายังพูดคุยกับปราปต์ต่อเนื่องในรายละเอียด ทั้งในแง่ของการทำงานของกองบรรณาธิการเว็บ และการมองบทบาทของพื้นที่ออนไลน์ ปราปต์นิ่งคิด และตอบในฐานะของคนที่กำลังทดลองทำ สำหรับปราปต์แล้ว นิวมีเดีย หรือสื่อออนไลน์ ยังเป็นพื้นที่แห่งการทดลอง ซึ่งเขตแดนและกำแพงยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ยังเอื้อต่อการปล่อยให้ ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นที่หลากหลายขัดแย้งได้มาปะทะสังสรรค์กัน

“ก็ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่นำเสนอมากกว่า ว่าสิ่งที่โพสต์ใน twitter หรือ facebook มันคืออะไร มันมีเนื้อหายังไง มีกรอบวิธีคิดแบบไหน ก็อย่างที่บอกไปคือ ถ้ามันทำความเข้าใจกับสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ ต่อให้มีเครื่องไม้เครื่องมือเต็มตัวก็ไม่แน่ใจว่าจะมีประโยชน์หรือเปล่า”

ทิศทางของมติชนออนไลน์ข้างหน้านั้น ยังคงอยู่กับการทำหน้าที่เป็นพื้นที่ให้กับ “เนื้อหา” ที่หลากหลาย เขาไม่ตื่นเต้นกับ “เครื่องมือ” ใหม่ๆ มากนัก เขาไม่เห่อ twitter หรือ facebook และยังไม่คิดว่านักข่าวต้องรีบส่งข่าวจากภาคสนามด้วยเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ และประโยคที่เขาย้ำหลายๆ ครั้งก็คือ สื่อใหม่ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่มันคือพื้นที่สำหรับ “เนื้อหา” ที่สื่อหลักอาจมีพื้นที่ให้ไม่เพียงพอต่างหาก


หมายเหตุ

ลับแล, แก่งคอย เป็นนวนิยายที่ได้รับรางวัลซีไรต์ปี 2552เขียนโดยอุทิศ เหมะมูล จัดพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์

อ่านคำแนะนำหนังสือ //www.naiin.com/ProductDetail.aspx?sku=BK502490283464448&AspxAutoDetectCookieSupport=1

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2553 23:43:08 น.
Counter : 273 Pageviews.  

ซีรีส์สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมืองตอนที่1:พูดถึงนิวมีเดียคือพูดถึงสิทธิในการสื่อสาร

รศ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ผู้ขับเคลื่อนประเด็นเสรีภาพสื่อและการปฏิรูปสื่อมาอย่างยาวนาน ไม่ได้แสดงความประหลาดใจมากนักกับปรากฏการณ์เครือข่ายทางสังคม และสื่อใหม่บนโลกออนไลน์

“มันเป็นของเล่นของชนชั้นกลาง ขณะที่คนระดับรากหญ้าหรือคนในต่างจังหวัดนั้นเขาก็มีนิวมีเดียของเขา คือวิทยุชุมชน แต่เราไม่ค่อยตื่นเต้นกัน”

รศ.อุบลรัตน์ ให้เหตุผลสนับสนุนความคิดของตัวเองว่า เพราะการเข้าถึงสื่อใหม่ออนไลน์นั้นยังถือเป็นต้นทุนที่สูง มีงานวิจัยที่ระบุว่า เพื่อจะเข้าถึงสื่อชนิดนี้ ผู้ที่ต้องการเข้าถึงต้องมีเงินอย่างน้อยสามหมื่นบาทเป็นค่าอุปกรณ์และค่าเชื่อมโยงเครือข่าย

“คุณต้องซื้อโน้ตบุ๊ก ต้องซื้อเครื่องที่บ้าน ต้องซื้อ blackberry ที่แพงๆ และที่บ้านต้องมีสายโทรศัพท์และ wi-fi ไปถึง ถ้าบ้านอยู่ชายขอบแล้วเขาไม่เดินสายให้ก็อด มันมีหลายปัจจัยมากกว่าจะได้สิทธิตรงนี้มา ไม่ใช่ได้มาลอยๆ แต่มันกลายเป็นสถานะที่มีอภิสิทธิ์สำหรับชนชั้นกลาง ชนชั้นนำ และชนชั้นปกครอง ที่เราลืมมองไป ที่จริงแล้วคนอีก 50 กว่าล้าน ยังไม่ได้สิทธิตัวนี้ แล้วคนที่ได้อภิสิทธิ์ตัวนี้สนุกกับอภิสิทธิ์ที่ตัวเองได้ ใช้เพื่อทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่อาจจะเป็นเรื่องเพิ่มพูนสิทธิข้อมูลข่าวสาร เรื่องการสร้างกระแสการมีความสำนึกทางการเมือง หรือเรื่องการโต้ตอบ อภิปราย การทำร้ายคนอื่นก็แล้วแต่จะใช้”


มองสื่อใหม่ในฐานะพื้นที่สาธารณะทางการเมืองและเสรีภาพในการสื่อสาร

ความตื่นเต้นในสื่อใหม่ มีทั้งในแง่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนผู้ใช้ การแสดงความคิดเห็นที่ไหลเชี่ยวเหมือนสายน้ำซึ่งทลายการปิดกั้น สร้างปรากฏการณ์การสื่อสารใหม่ๆ และเริ่มกลายมาเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” สำหรับสื่อกระแสหลักในการตั้งต้นหา และนำเสนอประเด็นต่อสาธารณะ แต่สิ่งที่เป็นแก่นแกนซึ่ง รศ.อุบลรัตน์กล่าวย้ำตลอดการสนทนาก็คือ สื่อใหม่สะท้อนภาวะที่เป็นปัญหาของการสื่อสารในสังคมไทย 2 ประการคือ “พื้นที่สาธารณะทางการเมือง” และ “เสรีภาพในการสื่อสาร” ซึ่งเป็นหลักใหญ่ใจความแห่งประเด็นปัญหาว่าด้วยการสื่อสารในประเทศนี้

“ระบบปัจจุบันมีปัญหา ทั้งในด้านการควบคุมโดยรัฐ การเจาะกลุ่มผู้รับบางกลุ่มของระบบทุนที่ดำเนินการสื่อ (เช่นสื่อกระแสหลัก) การควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่คัดค้านอำนาจรัฐ และการควบคุมการเปิดพื้นที่สื่อใหม่ ๆ

การต่อสู้ทางการเมืองในสื่อที่ผ่านมา คือการต่อสู้ของกลุ่มที่คิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิมีเสียงทางการเมือง หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง โดยการพยายามขยายพื้นที่สาธารณะสำหรับความคิดเห็นของกลุ่มตนเพื่อเชื่อมต่อสมาชิกกลุ่ม หรือเพื่อขยายสมาชิกให้กว้างขวางออกไป” รศ. อุบลรัตน์ อธิบายถึงปรากฏการณ์ที่นิวมีเดียได้สะท้อนออกมาให้เห็นว่า ประเด็นพื้นที่สาธารณะสำหรับข้อมูลข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในสื่อในระบบปัจจุบันมีปัญหา อันนำไปสู่การเปิดพื้นที่ใหม่ แสวงหาพื้นที่การสื่อสารใหม่ โดยไม่รีรอสื่อมวลชนกระแสหลักเดิมๆ เอื้อเฟื้อพื้นที่ให้อีกต่อไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสื่อใหม่จะแทนที่สื่อกระแสหลักขนานแท้และดั้งเดิมเสียทีเดียว

“ถามว่ามีล้านคนอยู่ใน facebook จะล้มไทยรัฐ จะล้มเดลินิวส์ไหม ไม่ใช่ การสื่อสารมันไม่ได้ทำงานแบบนั้น แต่มันเริ่มทำให้คนซึ่งเคยแต่เป็นผู้รับ คิดได้ว่า ฉันไม่ใช่แค่ผู้รับที่อยู่เงียบๆ ไม่มีความรู้สึกนึกคิดนะ ซึ่งพออ่านข่าวแล้วคิดอย่างไร ก็ไปโพสต์ใน facebook อ่านแล้วก็ไปเขียนความเห็นที่นั้น ถ้าหนังสือพิมพ์อยากรู้ก็มาฟังเอาเอง สมัยก่อนก็จะรอจดหมายถึงบรรณาธิการ ซึ่งก็มีน้อยมากที่จะส่งเข้าไป เพราะต้องมานั่งกางกระดาษแล้วก็เขียนส่ง ขั้นตอนมันเยอะ ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว แล้วมันก็เปิดโอกาสให้ไม่ต้องเขียนไปที่บรรณาธิการก็ได้ เขียนไว้ใน facebook แทน ถ้าเขียนอะไรที่มันคมๆ มีความหมายเยอะๆ บรรณาธิการต้องได้ยิน”

อย่างไร ก็ตาม ในประเด็นพื้นที่สาธารณะนี้ รศ.อุบลรัตน์มองว่า ยังคงจำกัดอยู่กับกลุ่มชั้นกลางซึ่งเป็นฐานของสื่อหลักอยู่อย่างเดิม นั่นหมายความว่า พื้นที่ในโลกออนไลน์ แม้จะเป็นพื้นที่ใหม่ แต่ก็ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนไม่มีปากไม่เสียง หรือ Voice of Voiceless หากแต่เป็นพื้นที่ที่เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้กับคนกลุ่มเดิมที่มีความสามารถเข้าถึงช่องทางการสื่อสารอื่นอยู่แล้ว

“ที่ไหนๆ เขาก็ไม่มีพื้นที่ในสื่อหลักอย่างแท้จริงและโดยตรง คือไม่มีหนังสือพิมพ์ที่ไหนในโลกที่จะลงจดหมายที่ถึง บ.ก. 500 ฉบับได้ทุกวัน ไม่มีเหมือนกันหมด แต่สิ่งที่เราวิจารณ์สื่อหลัก คือ Agenda ข่าวไม่กระจาย อย่างบทวิเคราะห์ มันก็กลุ่มคนเดียวกันที่ไปวิเคราะห์หนังสือพิมพ์แนวธุรกิจ แนวการเมืองส่วนหนึ่ง เป็นแนวที่ให้ชนชั้นกลางในเมืองอ่าน ไม่เอาไปขายในหมู่บ้าน มีหนังสือพิมพ์ที่เราเรียกเขาว่าหัวสี คือหนังสือพิมพ์มหาชน เขาพยายามจะให้ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่างอ่าน แต่ก็ยังไม่กว้างขวางมากพอ เขาก็ยังไม่ไปขายในหมู่บ้านเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่ถึง สิทธิมันก็ไปไม่ถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร อันนี้คือหัวใจของปัญหา ยอดขายโดยรวมของประเทศไทยไม่ได้เพิ่ม ไม่ใช่เพราะคนไปใช้สื่ออินเทอร์เน็ตหมด แต่เพราะว่าเขาขายในเมือง เขาก็อยู่ได้ พอได้กำไร เขาไม่ขยายไปในหมู่บ้านเลย ถ้าเราวิเคราะห์ให้ดีจะพบว่า สิทธิข้อมูลของประชาชนโดยจำนวนมากอันนี้คือตกสำรวจจริงๆ แล้วตัวเขาก็ไม่มีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของข่าวสารที่มีค่ามีความหมาย ความกินดีอยู่ดีของเขาส่วนหนึ่งมันไม่ได้ถูกสะท้อน ไม่ได้ถูกแก้ไข เพราะว่าสื่อในบ้านเราถูกจำกัด ถ้าเป็นสื่อกระแสหลักก็อาจจะถูกจำกัดด้วยระบบทุน ถ้าเป็นสื่อของรัฐก็ด้วยระบบทางการเมือง สื่อของประชาชนก็ถูกจำกัดด้วยระบบของการเงิน และความรู้ที่จะมาตั้งองค์กรของตัวเอง เพราะฉะนั้นมันจะยาก แต่พอมาช่วงนี้ เริ่มมีสื่อใหม่ของระบบอินเทอร์เน็ต กับสื่อใหม่ที่เป็นของระดับชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชน หรือเคเบิลทีวี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของ oral communication (การสื่อสารแบบมุขปาฐะ) คือ เขาไม่ต้องมีความรู้เรื่อง จะใช้อินเทอร์เน็ตยังไง จะรู้ภาษาไทย 44 ตัวไหม ไม่ต้องอะไรเลย ฟังวิทยุเอา ดูเคเบิลซึ่งเริ่มมีข่าวท้องถิ่น ข่าวในเมืองของตัวเอง พื้นที่เหล่านี้มันไม่มีในอดีต หน้าข่าวต่างจังหวัดในหนังสือพิมพ์ก็มีนิดเดียว นานๆ จะมีทีหนึ่ง นี่คือการขาดสิทธิข้อมูลข่าวสาร แต่พอมีเคเบิล มีช่องข่าวท้องถิ่น ทุกๆ วัน ตรงนี้คือความตื่นตาตื่นใจของทุกคน คนรู้สึกว่าข้อมูลข่าวสารในจังหวัดเรา มันเยอะแยะ ไม่เคยรู้ ไม่เคยเดือดร้อน แต่เดี๋ยวนี้แค่ข่าวไฟไหม้ ก็เป็นประโยชน์มาก เพราะเรารู้ว่า มันไหม้จุดนี้ ญาติเราอยู่ตรงนี้ เราต้องถามข่าวคราวเขา เผื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ ยิ่งหน้าน้ำ น้ำท่วม การระดมความช่วยเหลือ การบรรเทาภัยต่างๆ ข้อมูลข่าวสารเหล่านี้มันช่วยชีวิต เป็นข้อมูลข่าวสารสำคัญกับชีวิต แล้วทำให้ความสูญเสียน้อยลง มีการช่วยเหลือ มีความหมายมีคุณค่ามากขึ้น”

และข้อมูลแบบหักปากกาเซียนก็คือ ชาวบ้านไม่ได้ดูแต่ละครน้ำเน่าอย่างที่คิด หากแต่ต้องการสื่อและข้อมูลข่าวสารที่ตอบสนองความสนใจของตนเอง

“การคาดการณ์ว่าชาวบ้านจะดูเคเบิลเพื่อความบันเทิง ก็คาดผิด เพราะว่าเขาสนใจช่องข่าวมากเป็นอันดับหนึ่ง ช่องไหนที่มีข่าวชาวบ้านจะดู ความนิยมก็สูสีกับข่าวจากส่วนกลาง ซึ่งจะเห็นภาพเลยว่า จริงๆ แล้วประชาชนทุกที่ ก็ต้องการพื้นที่ข่าวของเขา แล้วเราต้องขยายสื่อออกไปในแนวระนาบให้มากกว่านี้ สิ่งที่เป็นปัญหากับสังคมไทย คือเมื่อตั้งคำถามแล้วกระทบกับโครงสร้างเชิงแนวดิ่งของสังคมไทยสูงมาก การรวมศูนย์ การรวมทุกอย่าง พอสื่อกระจายก็สร้างความอ่อนไหว สร้างคำถาม ทุกอย่างขยับตัว เปลี่ยนไปหมด ก็เลยทำให้แต่ละจุดที่โดนกระทบกลับไปคิด ปรับปรุงหรือปิดกั้น หรือไม่ให้ขยายก็แล้วแต่”


สิทธิในการสื่อสาร คนละเรื่องกับจรรยาบรรณวิชาชีพ

รศ.อุบลรัตน์ อธิบายต่อไปว่า ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นที่เป็นใจกลางของปัญหาสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารใน สังคมไทยซึ่งโลกออนไลน์กำลังเปิดพื้นที่ให้ก็คือ สิทธิในการสื่อสาร ซึ่งหมายถึง สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสิทธิในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิที่แม้ว่ารัฐจะยอมรับในหลักการ เช่นมีบทบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และมีกฎหมายรองรับด้วย คือ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ แต่ในทางปฏิบัติรัฐไม่เปิดให้มีการใช้สิทธิได้จริงในหลายๆ เรื่อง

อาจารย์อุบลรัตน์อธิบายว่าหากเทียบกับสิทธิในด้านการศึกษา การรับบริการสาธารณสุข สองเรื่องนี้สังคมถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และรัฐต้องจัดบริการให้แบบถ้วนหน้า และให้มีคุณภาพที่ดี โดยนัยเดียวกันสิทธิในการสื่อสารก็ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สังคมและรัฐ ร่วมกันดำเนินการให้ประชาชนทุกคนได้รับสิทธินี้อย่างถ้วนหน้าเสมอกัน และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคนแต่ละกลุ่ม แต่ทุกวันนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นแก่ชีวิต หรือที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเองอย่างเพียงพอ ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดโอกาสในด้านอาชีพ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะความขัดแย้งทางการเมือง สื่อใหม่เป็นจำเลยลำดับแรกๆ ที่ถูกชี้ว่า ด้วยความไม่เป็นวิชาชีพนั้นเอง ทำให้สื่อใหม่กลายเป็นช่องทางสร้างความแตกแยก กระพือโหมความขัดแย้ง ซึ่ง รศ.อุบลรัตน์ กล่าวว่านี่เป็นคนละประเด็นกันอย่างสิ้นเชิง

“สิทธิในการสื่อสาร มันไม่เป็นวิชาชีพ สิทธิการสื่อสารเป็นสิทธิของทุกคน เกิดมาพ่อแม่สอนให้เราพูด พ่อแม่จะสอนให้เราเป็นใบ้ไหม? มันเป็นสิทธิการสื่อสาร แต่ถ้าพูดถึงสื่อกระแสหลักก็แน่นอน เพราะเขาเป็นชุมชนมาตั้งชาติเศษแล้ว เขาก็ต้องมีหลักเกณฑ์ เพราะทำหน้าที่ให้กับสังคม สังคมก็ต้องเรียกร้องให้รับผิดชอบ แต่มันคนละเรื่องกับสิทธิในการสื่อสาร”

แล้วนักวิชาการสื่อสารมวลชนมองสื่อของเสื้อแดงในฐานะอะไร “พื้นที่สาธารณะเพื่อใช้สิทธิในการสื่อสาร” หรือ “สื่อมวลชนที่ควรถูกเรียกร้องให้ทำหน้าที่อย่างมีจรรยาบรรณ”

“เขาก็ไม่ใช่สื่อมืออาชีพ คืออะไรมันก็เป็นสื่อหมด แต่มันมีแบ่งประเภท แบ่งกลุ่ม เขาไม่ใช่สื่อมืออาชีพกระแสหลัก ซึ่งมีอยู่ 13 ยี่ห้อ เขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น แต่จะบอกว่าไม่ใช่สื่อ พูดอย่างนั้นไม่ได้ ในทางเทคโนโลยีมันเป็นหมด ไม่ว่าจะสร้างขึ้นมาอ่านเองดูเอง ทำได้หมด เปรียบเทียบกับหมอก็แล้วกัน คือทุกอาชีพในสังคม ที่เรียกว่า Profession (วิชาชีพ) ก็จะมีวาทกรรม แนวปฏิบัติ หลักเกณฑ์ของตัวเอง ในความเป็นวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอที่ต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ นักกฎหมายทุกคนต้องมีหลักเกณฑ์ มีความรู้ที่สังคมยอมรับ แล้วเข้าไปสู่ระบบ ซึ่งขณะนี้กลายไปเป็นระบบอุตสาหกรรม แต่ถามว่าแล้วเวลาเราอยากจะรักษาตัวเอง เราใช้ระบบความรู้ที่สะสมกันมาอีกแบบหนึ่งไม่ใช่แพทย์ที่เรียนจบปริญญา ถามว่าเราทำได้ไหม ถ้าเรามีความรู้ ถ้าเราเป็นหวัดเราจะรักษาตัวเองยังไง บาดเจ็บเล็กๆ เราจะรักษาตัวเองยังไง ทำได้ ถามว่าแล้วเราจะโดนวิจารณ์ว่าเราไม่มีความเป็นวิชาชีพไหม มันก็คงจะใช่ เพราะว่าเราไม่ได้ปฏิบัติในแบบวิชาชีพ แต่เราก็ดูแลตัวเราเองได้ ดูแลสุขภาพของตัวเองได้ ขณะนี้ถึงขนาดมีโฆษณาให้เราดูแลป้องกันตัวเองให้มากที่สุด เพื่อประหยัดงบประมาณ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวอะไรต่างๆ ถ้าหากว่าเถียงกันในแบบมองข้อบกพร่องกันไปมา มันก็จะสร้างปัญหา นัยหนึ่งก็คือสื่อกระแสหลักก็คือวิชาชีพ แล้วก็มีงานของเขา เขาก็มองคนมาใหม่ ว่าไมค่อยมีหลักเกณฑ์ ไม่ค่อยเข้าระบบ มันก็ไม่ใช่ระบบเดียวกันอยู่แล้ว”


เรื่องใหม่ของสื่อใหม่: ตัวตนสองโลก

ระหว่างการสนทนา รศ.อุบลรัตน์ ยิ้มและย้ำหลายครั้งว่า “อย่าใจร้อน” สำหรับการเติบโตของพื้นที่ใหม่ๆ ในโลกออนไลน์

“เราก็จะใจร้อนนิดหน่อย เราถูกปิดปากเงียบมา 50 ปี อยู่มาวันหนึ่งมี hi5 facebook เราก็ระดม เหมือนน้ำท่อแตก” เป็นคำเปรียบเปรยกลั้วเสียงหัวเราะ อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงบทบาทของโลกออนไลน์ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้น รศ.อุบลรัตน์มองว่าสิ่งนั้นเข้าใกล้ชีวิต อยู่ใกล้ชิดความ “มีตัวตน” อย่างที่เราอาจจะไม่รู้สึกตัว

“new media มันจะไปถึงจุดที่ว่า เราจะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีตัวเราอยู่ในโลกออนไลน์เลย ในอนาคตถ้าเราไม่มีตัวเราอยู่ในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือเป็นอะไรก็ตาม มันจะไม่มี ‘ตัวเรา’ คือเราต้องมีทั้งตัวจริง มีเลือดเนื้อ แล้วก็มีเราในโลกไซเบอร์ ถึงจะเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ แค่บัตรประชาชน เราก็อยู่ในระบบแล้ว ถ้าเราไม่มี ไม่ใช่ตัวเรา เราเป็นประชาชนของประเทศไหนก็ตาม ถ้าเรามี ID แบบนี้มันจะเป็นข้อมูล ฐานข้อมูล ถ้าไม่มี เราเหมือนไม่มีตัวตน เราไม่มีชีวิต เราเป็นมนุษย์ล่องหน ไร้สัญชาติ เป็นหลายอย่าง ขาดความเป็นมนุษย์”

มุมมองนี้แปลกไปสักหน่อยเมื่อนึกถึงการวิพากษ์วิจารณ์ “ความไม่จริง” เกี่ยวกับ “ตัวตน” ของประชากรออนไลน์ ซึ่งขณะนี้มีการแสดงตัวที่หลากหลาย ทั้งการแสดงตัวตนที่สอดคล้องกับ “ตัวจริง” ในโลกออฟไลน์ หรือการสร้างตัวตนขึ้นใหม่ แตกต่างจากโลกออฟไลน์ ทำให้มีความเห็นทำนองที่ว่าตัวตนบนอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องไม่จริง

“อันนั้นพูดเรื่องของเล่น แต่ถ้าพูดถึงของจริง รัฐเก็บข้อมูลเราและธนาคารเก็บข้อมูลเรา นั่นคือของจริง ถ้าเราไม่มีฐานข้อมูลการเงินในแต่ละระบบเลย จะอยู่ยากไหม ข้อมูลมันคือเงิน มันคือชีวิต โลกเชื่อมต่อกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน ชีวิตมันจะไปอยู่กับพื้นที่ออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนที่ไม่เข้าอยู่ในสารบบ มันคงต้องไปดูแลกันอีกว่า เขาเสียสิทธิอะไร เขาเสียประโยชน์อะไรไหม หรือว่าชีวิตเขาสบายดี มันเป็น globalization คือวิถีชีวิตที่มันพาไป”

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2553 23:37:59 น.
Counter : 324 Pageviews.  

ปากซอยน่ะ พวกเราขอเลือกวิธีที่จะไปเองได้ไหม? : บทวิพากษ์ถึงวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ด้วยความปราถนาดี

ที่มา Aofdense's Blog

หลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุลผ่านมติชนออนไลน์ในวันที่ 12 กันยายน 2553(1) ผมใช้เวลาตัดสินใจนานพอสมควรที่จะเขียนอะไรบางอย่างเพื่อแสดงความคิดเห็นตอบโต้ประเด็นที่ผมไม่เห็นด้วยกับวรรณสิงห์หรือไม่ ส่วนหนึ่งก็เพราะมีบางท่านได้แสดงความคิดเห็นไปบ้างแล้ว(2) อีกส่วนหนึ่งเพราะวรรณสิงห์แสดงออกอย่างค่อนข้างชัดว่าไม่ต้องการรับคำวิพากษ์วิจารณ์เท่าใดนัก ทำให้ผมไม่แน่ว่าสิ่งที่ผมเขียนจะมีประโยชน์ต่อตัวรรณสิงห์หรือไม่ (ในกรณีที่เขายังโตไม่พอที่จะรับความคิดเห็นจากขั้วตรงข้ามแบบตรงไปตรงมา) แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะผมพบว่าวรรณสิงห์ไม่ได้ออกมาชี้แจงประเด็นที่มีผู้ติงถึงความบกพร่องในตรรกะทางความคิดของเขา ไม่แม้แต่จะแสดงออกว่ารับรู้ถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อพิจาณาถึงความอันตรายทางปัญญาที่จะมีต่อผู้ที่สมาทานแนวคิดของเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและเยาวชนที่มีจิตใจหวังดีต่อประเทศชาติ การปล่อยให้ความหลงผิดทางปัญญาของเขาดำเนินต่อไปโดยที่เขาและแฟนคลับไม่รู้ตัว อาจจะนำมาซึ่งความง่อยเปลี้ยทางปัญญาของบางส่วนสังคมได้ ผมจึงคิดว่าต้องแสดงความคิดเห็นบางอย่างเพื่อโต้แย้งวรรณสิงห์ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความงอกงามทางปัญญา ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัววรรณสิงห์, แฟนคลับของเขา รวมถึงตัวผมเองไม่มากก็น้อย

****

บทบาทในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในช่วงหลังของวรรณสิงห์เริ่มเด่นชัดขึ้นเมื่อเขาได้รับโอกาสให้เข้าสัมภาษณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย(3) ในประเด็นเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยและการปรองดองหลังเกิดเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม(ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 91 รายภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ผู้ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองใดๆต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น) นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ทราบว่าวรรณสิงห์ได้เข้าไปสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี, โดยส่วนตัวผมรู้จักวรรณสิงห์ผ่านทางสื่อต่างๆหลายปีแล้วในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดความอ่าน และมีความตั้งใจดีที่จะช่วยแก้ปัญหาทางสังคม แม้งานเขียนที่แสดงความเห็นในประเด็นสาธารณะของเขาจะไม่ถูกจริตของผมนัก แต่ผมก็ชื่นชมเขาอยู่ห่างๆในความตั้งใจดีรวมถึงการลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ดังนั้นเมื่อผมพบวาเขาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “เบี่ยงประเด็น-ฝังกลบความจริง-ทำให้ลืม” ที่มีชื่อเก๋ๆของรัฐบาลว่า “ปรองดอง-ปฏิรูปประเทศไทย” โดยส่วนตัวผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะการที่เขาเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวที่ตั้งขึ้นโดยผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อโศกนาฏกรรมที่ราชประสงค์ นัยหนึ่งคือเขาได้ยอมรับรวมถึงได้ให้ความชอบธรรมกับกระบวนการดังกล่าว ซึ่งผมถือว่ามันเป็นการขาด decency พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่มีอารยะ

วรรณสิงห์ได้มองข้ามความตายของ “คนไทย” ที่กำลังร้องหาผู้รับผิดชอบและความเป็นธรรม นอกจากจะมองข้ามความจริงดังกล่าวอย่างไม่ใยดีแล้ว(ผมพยามหาข้อเขียนหรือความเห็นของเขาที่แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และเรียกร้องให้มีผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่พบ นอกจากข้อเขียนสั้นๆประเภท “แม้ไฟจะลุกไหม้ บ้านจะพัง ตึกจะถล่ม คนหลายๆคนจะเสียชีวิต แต่เรายังอยู่ที่นี่” และคำพูดสวยหรูที่เสนอทางออกอย่างนามธรรมบางอัน) เขากลับเดินข้ามซากศพเหล่านั้นแล้วกระโดดเข้ามาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่เข้ามาร่วมหาทางออก-แก้ปัญหา-ขอความสุขคืนกลับมาอย่างเท่ๆ เก๋ไก๋ ถึงจะผิดหวังต่อท่าทีของเขา แต่ด้วยความที่ผมเชื่อมั่นในความปรารถนาดีของเขา(อย่างที่พี่ที่เคารพของผมท่านหนึ่งยืนยัน) ผมจึงบอกตัวเองว่าจะรอดูแนวทางของเขาต่อไปอีกสักพักก่อนที่จะตัดสินเขา

*****

ต่อมาเขาได้โพสบทความที่เป็นข้อเสนอในการแก้ปัญหาทางสังคม “ปากซอยน่ะ เดินไปเองเถอะครับ: คำตอบในเบื้องต้น“(4) พร้อมกับโฆษณาโครงการไอเดียประเทศไทยที่เขาดูแลอยู่ ในบทความนั้นวรรณสิงห์พยามเสนอว่า ไม่ว่าการปกครองในระบบใดๆก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนทุกกุล่มได้ ดังนั้นแทนที่เราจะหวังพึ่งพาตัวแทนในการจัดสรรทรัพยากร(เขาเปรียบกับคนที่ทำหน้าที่ไปซื้อกับข้าว) เราควรจะหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเองและช่วยกันบอกต่อถึงวิธีการเหล่านั้น แล้วในที่สุดตัวแทนก็จะค่อยๆลดความสำคัญลงไป ในบทความที่มีการใช้ analogy ที่คลุมเครือและผิดฝาผิดตัวนี้ วรรณสิงห์ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในระบบการจัดสรรทรัพยากร, โครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ผู้เขียนตีความว่าวรรณสิงห์เอนเอียงไปทางสำนักวัฒนธรรมชุมชน ที่ต้องการให้ประชาชนพึ่งตัวเองอย่ามัวแต่รอความช่วยเหลือจากรัฐ โดยที่วรรณสิงห์ลืม(หรือแกล้งไม่รู้)ถึงความอยุติธรรมของโครงสร้างทางสังคม-เศรษฐกิจของประเทศไทยที่กดคนจำนวนมากไว้ไม่ให้ลืมตาอ้าปากได้ด้วยตนเอง มิพักจะต้องพูดถึงข้อมูลหรือตัวเลขที่แสดงความเป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจะก้าวเข้ามาสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ด้วยความพยายามของตนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น การกระจายของถือครองที่ดิน, โครงสร้างภาษี, การผูกขาดของทุนขนาดใหญ่ที่อิงอยู่กับอำนาจของชนชั้นนำบางกลุ่ม ฯลฯ

การที่ไม่เข้าใจถึงปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ทำให้วรรณสิงห์คิดแบบเด็กๆว่า ถ้าทุกคนมีสติปัญญา-มีความพยายามก็จะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวเองได้ โดยไม่ต้องสนใจว่าระบบการปกครองจะเป็นอย่างไรหรือรัฐบาลจะเป็นใคร เมื่อนั้นความขัดแย้งรุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้น ดูเหมือนซึ่งสิ่งที่เขาเสนอในครั้งนั้นไม่ได้มีอะไรมากกว่าการบอกให้ไม่ต้องสนใจปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น(ที่มีคนตายถึง 91 คน) เพียงแต่ถ้าเรามีความตั้งใจดีๆ มีไอเดียเก๋ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำเลย ไปออกค่ายปลูกป่า ถางหญ้า สายลม-แสงแดด เราก็สามารถเปลี่ยนประเทศไทยได้

สิ่งที่ผมแปลกใจต่อข้อเขียนนี้ของวรรณสิงห์ก็คือ มีวัยรุ่นจำนวนหนึ่งชื่นชมในข้อเสนอของเขา บางคนบอกว่าลึกซึ้งมาก บางคนเสนอว่าเขาควรจะเป็นนายกเสียเอง(เข้าใจว่าผู้แสดงความเห็นไม่ได้ประชด) ส่วนใหญ่เห็นว่าข้อเสนอของวรรณสิงห์เป็นสิ่งที่ทรงภูมิและเป็นทางออกอย่างแท้จริง นอกจากความแปลกใจที่พวกเขาเหล่านั้นอ่านบทความของวรรณสิงห์รู้เรื่องได้อย่างไรทั้งๆที่การเปรียบเทียบต่างๆมั่วซั่วขนาดนั้น ผมยังแปลกใจในความหัวอ่อนของวัยรุ่นไทยที่พร้อมจะเชื่ออะไรที่ “ดูเหมือนจะดี” อย่างที่วรรณสิงห์เสนอ ….นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเห็นความอันตรายในฐานะบุคคลสาธารณะผู้เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ของเขา

****

มาถึงบทสัมภาษณ์ที่ทำให้ผมต้องลุกมาเขียนบทความชิ้นนี้ ….ในบทสัมภาษณ์ ” “สิงห์ลูกเสก” วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ขีดเส้นปฏิรูปทำแค่ในส่วนที่เข้าใจ” ซึ่งบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เป็นจุดชี้ขาดว่าผมไม่ได้เข้าใจผิดในทัศนคติของเขาแม้แต่น้อย เขายังยืนยันแนวคิด “ปากซอยน่ะ เดินไปเองเถอะครับ” ของเขายังหนักแน่น ต่อคำถามที่ถามถึงทางแก้ไขปัญหาสังคมเขาตอบว่า

“การสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่ ในการที่ทุกคนในสังคมจะแก้ปัญหากันเอง โดยที่เราไม่ต้องไปออกความเห็นให้ใครฟัง บอกมาอยากทำอะไรก็ทำเลย แล้วก็มีคนช่วยสร้างพื้นที่ให้ทำด้วย อย่างน้อยพวกเราก็ได้สร้างพื้นที่ (ไอเดียประเทศไทย) ให้คนที่อยากทำอะไรด้วยตัวเองได้ทำเลย โดยไม่จำเป็นต้องออกความเห็นว่า รัฐบาลต้องทำแบบนี้ หรือรัฐมนตรีกระทรวงนี้ต้องเป็นคนนี้ หรืออะไรก็ตาม เพราะเรารู้สึกว่า ถ้าไม่ก้าวผ่านตรงนี้ เราก็จะไม่สามารถไปต่อข้างหน้าได้

รัฐบาลที่ดี ทุกคนก็อยากมีกัน แต่ว่าเรารอรัฐบาลที่ดีมากี่ปีแล้ว ตอนนี้ก็ 78 ปีแล้ว ก็อาจจะมีรัฐบาลที่โดนด่าน้อย กับโดนด่ามาก ก็ว่ากันไป แต่รัฐบาลที่ดีสุดๆ ก็ยังไม่มี คำว่า “ดี” คือ ประเด็นหลักๆ ของการโต้เถียงกันทางการเมือง หลายๆ คนก็บอกว่าศีลธรรมคืออันนี้ ขณะที่อีกคนก็บอกว่าศีลธรรมคืออีกแบบ บางคนบอกว่าคนนี้คือฮีโร่ ขณะที่อีกคนก็อาจจะบอกว่าคนๆ นี้คือจอมมาร สลับกันไป (ตอบแบบเหนื่อยๆ) เราอยากก้าวผ่านความดีให้ได้ เพราะความดีเป็นเรื่องส่วนตัว“


วรรณสิงห์ยืนยันโลกทัศน์ที่ว่า “การเมืองเป็นมายา ชีวิตเป็นของจริง” มายาคติที่ครอบงำผู้ที่ผ่านการศึกษาในระบบอย่างฝังรากลึก ในโลกทัศน์แบบนี้จะมองการเมืองเรื่องเป็นไกลตัว มีแต่การทุจริตคอรัปชั่นมาทุกยุคทุกสมัย เราไม่เคยได้อะไรจากการเมืองเลย ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีผลกับประชาชน อย่ากระนั้นเลยวรรณสิงห์เรียกร้องให้เราลุกขึ้นมาเปลี่ยนประเทศไทยด้วยตัวเอง อย่าหวังไปพึ่งพารัฐบาลหรือนักการเมือง “ถ้าไม่ก้าวผ่านตรงนี้ เราก็จะไม่สามารถไปต่อข้างหน้าได้” นี่เป็นอีกครั้งที่วรรณสิงห์บอกให้พวกเรามองข้ามความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหลาย(ที่เพิ่งมีการฆ่ากันจนมีคนตายถึง 91 คน) เพื่อ “เดินต่อไปข้างหน้าด้วยตัวเอง” วรรณสิงห์เองคงจะไม่ทราบว่าทัศนคติแบบนี้มันน่ารังเกียจและอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยขนาดไหน การที่บอกว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่มีผลต่อชีวิตประจำวันนั้น มันเป็นทัศนคติแบบที่ด้อยพัฒนาที่สุด อีกครั้งที่ผมจะต้องบอกว่าวรรณสิงห์ไม่เข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเลย

ในระบบประชาธิปไตยที่มาของอำนาจ นโยบาย การต่อรอง-แบ่งปันทรัพยากร ล้วนมาจากประชาชนที่แสดงเจตน์จำนงค์ของตัวเองผ่านผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง การที่บอกว่าไม่ให้ไปใส่ใจการเมืองก็เหมือนบอกให้เราละทิ้งอำนาจการต่อรองที่มี แล้วรอว่าผู้ปกครอง “ที่แสนดีและมีคุณธรรม” มาจัดการบอกให้ว่าเราควรจะได้อะไร ควรจะมีชีวิตแบบไหน แน่ละ กับคนที่มีต้นทุนทางสังคมพอสมควรอย่างวรรณะสิงห์และชนชั้นกลางในเมืองนโยบายของรัฐจะเป็นอย่างไรเขาก็ไม่เดือดร้อน เขามีต้นทุนพอที่จะแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ได้ เพียงใช้ความพยายามในระดับหนึ่งก็สามารถมีชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี แต่วรรณสิงห์จะอธิบายอย่างไรกับชาวบ้านที่ยังต้องพึ่งพิงนโยบายของรัฐในการประกอบอาชีพ กับเกษตรกรที่ ราคาปุ๋ย ราคาผลผลิต การจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ฯลฯ ล้วนขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐ จะบอกให้พวกเขาเหล่านั้นใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ขุดคลองส่งน้ำเอง ส่งพืชผลไปขายต่างประเทศโดยไม่ต้องง้อพ่อค้าคนกลางอย่างนั้นหรือ การมองโลกแบบนี้มีแต่คนที่ซาบซึ้งกับชีวิตพอเพียง-ปราชญ์ชาวบ้านแบบในนิยายซีไรต์บางเรื่องเท่านั้นแหละ ที่เห็นว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศจะทำแบบนั้นได้, ”ไม่ต้องสนใจการเมืองหรอก เรามาทำกันด้วยตัวเองดีกว่า“ …ผมไม่ขำด้วยนะครับ

ยิ่งไปกว่านั้นในบทสัมภาษณ์ วรรณสิงห์ย้ำอย่างน้อยสามครั้งถึงทัศนคติที่เขามีต่อการวิพากษ์วิจารณ์ เขาพยามเสนอว่ายุคนี้เป็นยุคที่มีความเห็น “มากจนไร้ราคา” แต่ไม่ค่อยมีคนลุกขึ้นมาทำอะไร เขายังกล่าวอีกว่า “เรื่องการปฏิรูปฯเยาวชนไทยอาจจะไม่ต้องทีส่วนร่วมก็ได้ แต่คุณต้องไม่วิจารณ์ทั้งวันโดยที่ไม่ทำ” รวมถึง “ไม่ใช่ว่าหยุดวิจารณ์แล้วจะเป็นคนไม่ฉลาดนะ… จริงๆคนส่วนใหญ่เขาก็ไม่ได้วิจาณ์อะไรมากมาย ลองมองดูว่าเราเป็นคนส่วนน้อยหรือเปล่า” ซึ่งผมคิดว่าเขากำลังจะบอกผ่านไปถึงคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลรวมถึงคณะกรรมการปรองดอง-ปฏิรูปทั้งหลายว่า ถ้าคุณไม่คิดจะช่วยทำอะไรเพื่อประเทศ คุณก็อย่าพูดมาก อย่าเอาเท้าราน้ำ สิ่งที่ควรทำก็คือให้ลองทบทวนตัวเองสิว่าจะช่วยอะไรได้บ้างต่างหาก

วรรณสิงห์คงลืมไปว่าก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา มีคนจำนวนมากลุกขึ้นมา “ทำ” ในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้นกันอย่างขนานใหญ่แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศนี้ แต่ความตั้งใจนั้นก็ถูกทำลายไปอย่างเลือดเย็น (ส่งผลให้มีคนตายถึง 91 คน) เอาเถอะ ผมจะไม่พูดว่าใครเป็นฝ่ายที่ฆ่าพวกเขาเหล่านั้น แต่ปฏิเสธได้หรือไม่ว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรงก็คือรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ รัฐบาลที่ตั้งคณะกรรมการทั้งหลายแหล่ขึ้นมานี่ละ การที่ผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ยอมรับกระบวนการดังกล่าวและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อความชอบธรรมของรัฐบาล รวมถึงประนามคนที่เข้าไปร่วมกับคณะกรรมการทั้งหลายแหล่ที่ตั้งขึ้นมาโดยรัฐบาลนี้(ถ้าอยากทราบเหตุที่ควรประนามผู้ที่เข้าร่วมคณะกรรมการปฏิรูป อ่าน “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:วิพากษ์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กรณีรับเป็น“กรรมการปฏิรูปประเทศ” ” (5) ) เพื่อกดดันให้รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากกระบวนการประชาธิปไตยรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และคืนอำนาจการตัดสินทิศทางของประเทศให้เป็นของประชาชน วรรณสิห์เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ-ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์อย่างนั้นหรือ?

ยังไม่ต้องพูดถึงหลักทั่วไปของคนที่ทำงานในประเด็นสาธารณะ การที่มีบทบาทในทางสาธารณะไม่ว่าใครก็ตามต้องได้รับทั้งเสียงชมและเสียงด่าอยู่แล้ว ถ้ารับตรงนี้ไม่ได้คนผู้นั้นก็ไม่สมควรที่จะเสนอตัวมาทำงานสาธารณะตั้งแต่แรก การที่วรรณสิงห์เสนอความคิดเห็นแบบนี้ในมุมของผม ผมถือว่าเป็นการเรียกร้องให้ประชาชนหุบปาก อย่าพูดอะไรกับการทำงานของรัฐบาลหรือคณะกรรมการทั้งหลาย ถ้าไม่คิดจะสนับสนุน ก็จงหุบปากไว้ แน่นอนว่าวรรณสิงห์อาจจะบอกไม่มีเจตนาแบบนั้นแต่ตัวบทที่เขาบอกผ่านบทสัมภาษณ์นั้น แปลเป็นอย่างอื่นได้ยากเต็มที

****

อันที่จริงยังมีอีกหลายประเด็นที่ผมเห็นไม่ตรงกับวรรณสิงห์ ทั้งเรื่องการเรียกร้องให้คนชนบทเข้าใจคนเมืองบ้าง(เหรอ?), เรื่องที่เขาพูดกับการกระทำของตัวเองในเรื่องการลืมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น, ให้ก้าวข้ามที่มาของประชาธิปไตยแล้วมาดูกันที่เนื้อหาสาระ ฯลฯ แต่ประเด็นหลักๆที่ผมได้เขียนไปข้างต้นก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เขาพิจารณาดูถึงสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อถึงเขาแล้ว หวังว่าคุณวรรณสิงห์จะสมารถแยก form (รูปแบบ) และ Content (สาระ) ของบทความนี้ออกจากกันเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อถึงด้วยความปรารถนาดีได้ (อย่างที่คุณย้ำถึงบ่อยๆ)

*****

สุดท้ายผมอยากจะฝากถึงวรรณสิงห์ว่า สิ่งที่เขาทำอยู่ถ้าอยู่ในบริบทอื่นอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ โครงการ “ไอเดียประเทศไทย” ของเขาที่เขาบอกว่าเขาพยามจะสนใจประเด็นจุลภาค คือให้คนที่มีไอเดียที่จะช่วยพัฒนาประเทศมาร่วมกันคิดว่าจะช่วยพัฒนาสังคมได้อย่างไรแล้วทำเป็นโครงการที่ปฏิบัติได้จริง ผมมองว่ามันก็มีประโยชน์ เหมือนชมรมค่ายอาสา, การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ที่ช่วยสร้างความรู้สึกสบายใจให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรู้สึกภูมิใจว่าได้ช่วยพัฒนาสังคม(แล้วนะ) แต่ในบริบททางการเมืองขณะนี้ ในขณะที่โครงสร้างทางอำนาจส่วนบนยังรวมศูนย์อย่างเข้มข้นที่สุด(ถ้าคุณมองไม่เห็น ลองอ่านหนังสือพิมพ์เรื่องการใช้อำนาจตามพรก.ฉุกเฉินดูบ้างก็ได้) ในขณะที่มาของอำนาจรัฐไม่ถูกตามหลักการประชาธิปไตย ในขณะที่ความตายของคนเกือบร้อยยังไม่ได้รับความเป็นธรรม การปฏิรูปใดๆ โครงการทางสังคมใดๆ ที่รัฐบาลชุดนี้จัดตั้งขึ้น ล้วนเป็นแค่ของเล่นที่รัฐโยนมาให้เล่นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองในขณะที่อีกฟากก็ตามทำลายศัตรูทางการเมือง สร้างฐานอำนาจของตัวเองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ผมอยากจะเรียนคุณวรรณสิงห์ว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นอกจากจะไม่มีประโยชน์กับประเทศในบริบทแบบนี้เลยแล้ว คุณยังตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ในกระบวนการ “เบี่ยงประเด็น-ฝังกลบความจริง-ทำให้ลืม” แม้คุณจะไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้แน่ว่าคุณมีบทบาทในการให้ความชอบธรรมกับขบวนการนี้อย่างออกนอกหน้า ผมอยากให้คุณวรรณสิงห์ลองพิจาณาบทบาทของตัวเองดูอีกสักครั้ง ว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประเทศจริงหรือไม่ และเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมพื้นฐานหรือเปล่า การมองข้ามซากศพ 91 ศพแล้วลอยหน้าลอยตาประดิษฐ์คำพูดเก๋ๆ โครงการเท่ๆ เพื่อ “ก้าวไปข้างหน้า-ขอความสุขกลับคืนมา” เป็นบทบาทของคนที่ถือตัวว่าปัญญาชนสาธาณะควรจะทำแน่หรือ บอกตามตรงว่าผมยังหวังลึกๆว่าคุณจะเข้าใจว่าสิ่งที่คุณเสนอนั้น อันที่จริงมันก็เหมือนกับสิ่งที่คนเสื้อแดงพยามจะเรียกร้องนั่นแหละครับ… การต้องการกำหนดชะตาชีวิตของพวกเขาด้วยตัวเอง

“ปากซอยน่ะ พวกเราขอเลือกวิธีที่จะไปเองได้ไหม“

Do you understand?

ด้วยความนับถือ

ธีรวัฒน์ นามสกุลเดียวกับพ่อแต่เป็นคนละคนกัน

อ้างอิง

1.//www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284290835&grpid=01&catid

2.คำ ผกา,มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 30 ฉบับที่ 1570,หน้า 89-90

3.https://www.youtube.com/watch?v=I-vmmuS1sS4

4.//www.facebook.com/note.php?note_id=149342055081678

5.//www.prachatai3.info/journal/2010/08/30883




 

Create Date : 24 กันยายน 2553    
Last Update : 24 กันยายน 2553 17:27:11 น.
Counter : 305 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.