ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

เปลือยข้อมูลสื่อคอลัมนิสต์พายัพ วนาสุวรรณ

มา... ผมจะเล่าเรื่องของ พายัพ วนาสุวรรณ, นิพัทธ พุกกะณสุต และ ม.ร.ว จตุมงคล โสณกุล ให้ฟังกัน

พายัพ วนาสุวรรณ ร่ำลือกันว่าเป็นนามปากกาของสนธิ ลิ้มทองกุล ปรากฎตัวครั้งแรกในช่วงปี 2541 ซึ่งเป็นปีหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

พายัพ วนาสุวรรณ เขียนบทความโจมตีรัฐบาลชวน ต่อเนื่องกัน ในหน้าหลังผู้จัดการหนึ่งหน้าเต็มทุกวันจันทร์ (แบบเดียวกับ เซี่ยงเส้าหลงเขียนตอนเขียนคำเตือนจากมิตรถึง พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร) ...สุดท้ายผู้จัดการนำข้อเขียนมารวมเล่มในชื่อ "เปลือย ธารินทร์" เพื่อถล่มรัฐบาลอีกรอบ

(ถ้ายังจำกันได้ในสมัยนั้น จะเห็นความเคลื่อนไหวของ หลวงตามหาบัว ที่ออกมาบริจาคทองคำช่วยชาติ และประนามรัฐบาลข้อหา เอาเงินสำรองไปใช้)

ชวน หลีกภัย สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จากการเดินเกมส์ ฉกกลุ่มงูเห่า (กลุ่มปากน้ำ) ออกมาจากพรรคประชากรไทย ของออหมัก โดย พล.ต สนั่น ขจรประสาท เลขาธิการพรรคในสมัยนั้น (และต่อมาก็ได้รับรางวัลให้เป็น รมว มหาดไทย)

เป็นที่รู้กันว่า นสพ ผู้จัดการ จะมีนามปากกาที่เขียนเพลงยุทธแบบดุดัน เมื่อเวลาจะ ชักธงรบ กับรัฐบาล เริ่มตั้งแต่ รามบุตรี (มีรหัสเลขต่อท้ายแต่ผมจำไม่ได้ว่าเลขอะไร) ต่อมาก็เป็น พายัพ วนาสุวรรณ และ เซี่ยงเส้าหลงในปัจจุบัน

ในสมัยรัฐบาลชวน นั้นเอง มีการเช็คบิลผู้ว่าการแบงค์ชาติที่เป็นลูกหม้อหลายต่อหลายคน เพราะมีการสอบสวนว่าผู้บริหารระดับสูง บริหารงานผิดพลาด เกียรติภูมิของวังบางขุนพรหมตกต่ำมากในสมัยนั้น (สมัยนี้เริ่มดีขึ้นมาหน่อย)

มรว. จัตุมงคล โสณกุล จึงถูกโอนข้ามห้วยจากกระทรวงการคลัง เข้ามาเป็นผู้ว่าการแบงค์ชาติ

เพื่อล้ม หม่อมเต่า และ ธารินทร์ นิมมานทร์เหมินทร์ (รมว คลัง สมัยนั้น) พายัพ วนาสุวรรณ เขียนบทความโจมตี การบริหารงานของหม่อมเต่า และธารินทร์ โดยอาศัยข้อมูลจาก นิพัทธ พุกกะณะสุต นั่นเอง

หม่อมเต่ารอดจากรัฐบาลชวนมาได้ และมาโดนปลดในสมัยรัฐบาลทักษิณนี่เอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ พายัพ วนาสุวรรณ จำใจต้องเลือกเป้าหมายหลักเพียงเป้าหมายเดียว ...และเขาก็เลือก ธารินทร์ นิมมานทร์เหมินทร์

ข้อมูลความสัมพันธ์เบื้องลึกระหว่าง วานิชธนกิจต่างชาติ กับรัฐมนตรีคลัง จึงถูกเปิดเผยแบบช็อตต่อช็อต ดังจะยกตัวอย่างกันให้ดู...


"ในอีกลักษณะหนึ่ง จัตุมงคล โสณกุล เทิดทูนคนคนนี้มากในเรื่อง หลักการบริหารงาน จนตัวเองเลียนแบบการบริหารงานของคนคนนี้อยู่เนืองๆ

คนคนนี้ชื่อ JACK WELCH ประธานกรรมการบริษัท GE ซึ่งเป็นเจ้าของ GE CAPITAL ที่ประมูล ปรส. ได้ไป 2 ครั้ง และ GE CAPITAL ก็เป็นเจ้าของ ASIA FINANCE ที่แอบไปติดต่อลูกหนี้ให้ฝากเงินไม่มีดอกเบี้ย เพื่อจะได้ซื้อหนี้คืน โดยจ่ายค่าหัวคิว ให้ GE CAPITAL

อ้อ เกือบลืมไป ประธานกรรมการของ GE CAPITAL เมืองไทยชื่อ ดร วีรพงษ์ รามางกูล
ก็เป็นอันว่า BIG BOSS ของ GE ในอเมริกา ที่เป็นเจ้าของ GE CAPITAL ก็เป็นเพื่อนสนิทของอานันท์ ปันยารชุน
และ JACK WELCH BIG BOSS ของ GE คือคนที่หม่อมเต่าเทิดทูน
และอดีตรัฐมนตรีคลังหลายสมัยที่ชื่อ ดร.วีรพงษ์ รามางกูล ก็เป็นประธาน GE CAPITAL เมืองไทย
อ้อ เกือบลืมไปอีก GOLDMAN SACHS ที่ประมูล ปรส. ได้คราวที่แล้วพร้อมกับ GE CAPITAL มีผู้บริหารระดับสูงมากชื่อ KERRIGAN ซึ่งเผอิญอีกเหมือนกัน เป็นพ่อทูนหัวของธารินทร์ นิมมานเหมินท์ สมัยที่เขาเรียนอยู่ที่ HARVARD!!
เผอิญอีกว่า ทั้ง GE CAPITAL และ GOLDMAN SACHS ทั้งคู่ประมูลได้ แต่บังเอิญราคาต่ำ ทั้งธนาคารชาติ และกระทรวงการคลัง ก็บอกให้เจรจาขอแบ่งกำไร แทนที่จะล้มประมูล แล้วประมูลใหม่
ลองโยงสายสัมพันธ์ต่างๆ เหล่านี้ดูก็แล้วกัน ลายแทงมหาสมบัติแผ่นนี้ ดูไม่ยากหรอก ถ้าตั้งใจสังเกตให้ดีๆ
วันนี้ไม่มีใครจะมีอำนาจทะลุทะลวงได้มากเท่า GE CAPITAL กับ GOLDMAN SACHS อีกแล้ว
ตอนนี้คงเข้าใจคำว่า "บังรอนใส่เสื้อนอก" แล้วกระมัง


คุ้นๆกับสำนวนแบบนี้ไหมครับ

2542 พายัพ วนาสุวรรณ สาดโคลนใส่ GE CAPITAL จากสหรัฐ
2549 เซี่ยงเส้าหลง (ตอนนี้เป็นสนธิแล้วสิ) สาดโคลนใส่ TEMASEK จากสิงคโปร์

จะเขมือบไทยทั้งคู่

แหม!!! อะไรประเทศไทยมันจะใหญ่โต น่าครอบงำขนาดนั้น!

ปล ใครอยากอ่านประวัติเพิ่มเติมของ นิพัทธ เชิญลิงค์นี้ครับ
//the-thainews.com/misc/journal/jn210146_1.htm
พายัพ วนาสุวรรณ ชม นิพัทธ พุกกะณะสุต ไว้ในบทความของเขาดังนี้ครับ


นิพัทธ พุกกะณะสุต เป็นคนเก่งมาก เก่งจนดูเหมือนว่าเขาเป็นคนกะล่อน เพราะเขาดูเหมือนจะรู้ถึงวิธีแก้ปัยหาต่างๆได้หมด ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วนิพัทธ เป็นคนหัวไว มีความรู้มาก และมีประสบการณ์มากที่สุดในกระทรวงการคลัง ในการติดต่อกับต่างประเทศ

เขาเป็นคนที่สามารถทำความเข้าใจกับปัญหาที่สลับซับซ้อนได้ง่ายและได้เร็ว เป็นคนที่ภาษาอังกฤษเก่งมาก ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน เขาสามารถโต้เถียงกับต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ

การเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังมาระยะหนึ่ง ทำให้เขาสามารถจะเข้าใจปัญหาของชาติในระดับมหภาคได้ดีที่สุด และที่สำคัญที่สุดประสบการณ์ในการลดค่าเงินบาท ในยุคสมหมาย ฮุนตระกูล เป็นรัฐมนตรีคลังนั้น เป็นผลงานที่เขาเป็นตัวหลักในการทำเรื่องนั้นขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าจะมีใครรู้จัก IMF ดี และสามารถจะต่อรองได้ก็คงจะเป็น นิพัทธ พุกกะณะสุต"


ไม่แปลกครับ ที่ชมกันเสียเลิศลอยแบบนั้น เพราะคนที่ถูกชมป้อนข้อมูลให้คนที่เขียนนั่นเอง

หลังจากนั้น พายัพ วนาสุวรรณ ก็เขียนบทความโจมตี ธารินทร์ นิมมานท์เหมินท์ ไปจนถึง ชวน หลีกภัย อีกหลายชุด (บางบทความด่าอย่างสาดเสียเทเสียมาก)

ผมจึงขำกลิ้งเมื่อเห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กอดคุณสนธิ อย่างรักใคร่กลมเกลียว ในปี พศ 2549

การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรจริงๆ

ถัดจากนั้นรัฐบาลชวน ก็ประกาศยุบสภา และจัดเลือกตั้งสใหม่

พรรคการเมืองหน้าใหม่อย่างไทยรักไทย ก็สามารถเอาชนะการเลือกตั้งมาได้อย่างถล่มทะลาย

ทักษิณ ชินวัตร ปูนบำเน็จ พันธมิตร ที่ร่วมรบ ล้มรัฐบาลชวนมาด้วยกัน!!

(คงไม่ต้องจาระไน ว่าผู้จัดการได้รับผลตอบแทนอะไรบ้าง)

นิพัทธ พุกกะณะสุต ถูกดึงตัวเข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ซึ่งดิ้นแทบเป็นแทบตายในสมัยยุครัฐบาลชวน ใครยังจำ effective planners ได้บ้าง เป็นผู้บริหารแผนของ TPI และมีเรื่องกับ ประชัย และสหภาพตลอด

จนกระทั่ง effective planners ถูกถอด เพราะมีข่าวว่าโกง (อีกแล้วครับท่าน) ในที่สุดกระทรวงการคลังก็ถูกส่งเข้ามาเป็นผู้บริหารแผนแทน ประชัยที่ศาลสั่งตั้งเป็นผู้บริหารแผนชั่วคราวในขณะนั้น

ไม่ทราบว่าเจรจาตกลงไปไงมาไง ประชัยก็ออกมาต่อต้านแผนการขายหุ้นทีพีไอให้กับ ปตท และ กบข และคนที่อยู่เบื้องหลังดีลขนาดยักษ์ นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น นิพัทธ พุกกะณะสุต ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีนั่นเอง

นิพัทธ วาดแผนอนาคตของปตท หลังจากควบรวมทีพีไอ เอาไว้อย่างหรูหราว่า จะกลายเป็นอาณาจักร ปิโตรเคมีขนาดยักษ์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ market cap ของ TPI หลังปรับโครงสร้างหนี้ จะมีขนาดน้องๆ เครือซีเมนต์ไทย นิพัทธว่าอย่างนั้น

แต่ราคาซื้อของ TPI ที่กดต่ำเรี่ยติดดิน ทำให้ประชัยต้องยื้ออีกครั้ง โดยดึงเอาซิติค จากประเทศจีน มาเป็นพันธมิตรในการซื้อหุ้นทีพีไอคืนจากเจ้าหนี้

แต่ซิติคก็ถอนตัว เมื่อนายกทักษิณ เยือนประเทศจีน และมีการขอกันภายใน?

งานนี้ประชัยจึงยอมไม่ได้ FM 92.25 คลื่นวิทยุชุมชนที่เป็นหัวหอกโจมตีรัฐบาลจึงถูกตั้งขึ้นที่ตึก TPI

และทีพีไอโพลีน ก็เทเงินลงเป็นสปอนเซอร์ให้กับเครือผู้จัดการ ซึ่งกลายมาเป็นพันธมิตรร่วมรบ หลังจากอกหักกรณีธนาคารกรุงไทย และ 11news1 ในเวลาถัดมา

จากคุณ : ฮันโซ- [ 10 มี.ค. 49 00:54:04 ]




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 16:29:49 น.
Counter : 1023 Pageviews.  

ศึก"เนชั่น-ผู้จัดการ" (เก่าแล้ว)

ศึก"เนชั่น-ผู้จัดการ" แกะรอยท่อ"น้ำเลี้ยง" ไทยรักไทย-สนธิ

ในขณะที่นักการเมืองกำลังลับมีดเตรียมสับอีกฝ่ายให้แหลกคาเขียงในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงขั้นจะเอาถ้วยมารองเลือด

หนังสือพิมพ์ก็ร่วมโหมโรงกับเขาด้วย เมื่อเนชั่นกับผู้จัดการ เปิดศึกฉะกันเองอย่างร้อนแรง

สำหรับเนชั่นกับผู้จัดการ ถือเป็นค่ายที่มีอะไรคล้ายๆ กัน มีผู้นำค่ายคือ สุทธิชัย หยุ่น และ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่พยายามเสาะแสวงหา "ช่องทาง" ในการเติบโต ไม่ยอมอยู่เฉพาะในเรื่องสิ่งพิมพ์ และพยายามขยายงานออกไปทางวิทยุ โทรทัศน์อันเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูงกว่า

ในสมัยที่ฟองสบู่ยังไม่แตก สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของเครือผู้จัดการ ซึ่งตั้งเป้าหมายจะเป็น "โมกุล" ของวงการสื่อแถวๆ นี้ นำเสนอทฤษฎีโลกาภิวัตน์ ในหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการอย่างฟู่ฟ่า ส่วนสุทธิชัยบุกไปเอาดีทางทีวีวิทยุ

เมื่อฟองสบู่แตก ค่ายเนชั่นต้องเลย์ออฟ-ลดเงินเดือนพนักงาน ส่วนผู้จัดการสนธิกลายเป็นบุคคลล้มละลายจากหนี้แบงก์นครหลวงไทย 150 ล้านบาท ตั้งแต่มีนาคม 2543 และจะพ้นจากสภาพนี้ในปี 2546

ด้วยกลยุทธ์ทางกฎหมายและทางธุรกิจ กิจการของสนธิหลายอย่างพังพาบไป แต่หลายกิจการยังอยู่ และรอโอกาสฟื้นขึ้นมาใหม่

โอกาสมาถึงเข้าจริงๆ เมื่อรัฐบาลไทยรักไทยผงาดขึ้นมา สื่อที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องถอยร่นออกไป

ขุมเงินขุมทองสำคัญ ก็คือสื่อร้อนอย่าง วิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจจัดการดูแลอยู่

เนชั่นมีภาพของสื่อที่ใกล้ชิดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงตกฐานะลำบาก โดยเฉพาะไอทีวียุคเนชั่นซึ่งได้สิทธิหลายอย่างในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ไอทีวีแก้ปัญหาขาดทุนไม่ได้ และถูกเทกโอเวอร์โดยชินคอร์ปของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการปลดนักข่าวทำให้เกิดการเปิดประเด็น "แทรกแซงสื่อ" ขึ้นมา

สนธิออกโรงผ่านรายการวิทยุ "คารวะแผ่นดิน" ในชื่อ "พายัพ วนาสุวรรณ" ออกมาสนับสนุนการเทกโอเวอร์ไอทีวีของชินคอร์ป

สนธิยังได้เวลาจากช่อง 9 ทำรายการโทรทัศน์ "ก่อนจะถึงวันจันทร์" แขกคนแรกของรายการนี้ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศเมื่อ 3 มิถุนายน 2544 มีสปอนเซอร์อย่าง การบินไทย แบงก์กรุงไทย ปตท.

และต่อมายังได้เวลาจัดรายการ "เมืองไทยวันนี้" ทางช่อง 9 อีกเช่นกัน

สถานการณ์การเมืองทำให้สองฝ่ายโคจรมาเผชิญหน้ากัน ซึ่งในสายตาบุคคลภายนอก อาจจะดูเหมือนเป็นสงครามตัวแทนระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน



วันที่ 9-12 เมษายน 2545 ที่ผ่านมา เนชั่นเปิดหน้า Business อันเป็นหน้าเศรษฐกิจ-ธุรกิจ ในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ เสนอบทรายงาน 4 ตอนรวด ตั้งข้อสงสัยการปรับโครงสร้างหนี้ของเอ็มกรุ๊ป ที่จะทำให้หนี้ของเครือนี้ลดลงไปนับพันล้านบาท

และยังมองไปถึงการที่รัฐบาลเอื้อเฟื้อต่อกิจการของค่ายนี้เป็นพิเศษ

ต้นสายปลายเหตุของการที่เนชั่นลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ น่าจะเป็นการ "เอาคืน" หรือตอบโต้ค่ายผู้จัดการนั่นเอง

รายงาน 4 ตอน เกิดขึ้นหลังจากเว็บไซต์ "ป้อมพระสุเมรุ" ของผู้จัดการได้เสนอบทความของ "รุ่งอรุณ สุริยามณี" ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเงาใกล้ชิดของสนธิ ที่มีเนื้อหาทั้งเจาะจง และพาดพิงถึงเครือเนชั่นหลายตอนด้วยกัน

ในระยะนั้น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังตุปัดตุเป๋ เพราะต้องเผชิญข้อหาแทรกแซงสื่ออย่างตั้งรับแทบไม่ทัน

ตั้งแต่กรณีฟาร์อีสเทิร์นฯ ซึ่งสื่อในเครือเนชั่นก็ใส่ไม่ยั้ง มาจนถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบธุรกรรมการเงินของสื่อ ซึ่งยิ่งเล่นหนักเพราะผู้บริหารเนชั่นโดนตรวจสอบเอง

รุ่งอรุณชี้แจงในเว็บไซต์ว่า ที่ต้องกลับมาและต้องใช้พื้นที่ในเว็บไซต์ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดบางอย่างของหนังสือพิมพ์ และเพื่อความสะดวกในการเขียนตามสถานการณ์

นอกจากบทความที่ทำหน้าที่ตอบโต้เครือเนชั่น รุ่งอรุณยังวิเคราะห์พรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนเครือข่าย เอาไว้ในเว็บไซต์อย่างดุเดือด

อย่างเช่นการวิเคราะห์ถึง "พันธมิตรนรกแตก" ที่ประกอบด้วย นักการเมืองจาก 4 แหล่งที่มา คือ สภาสูง-สภาล่างและนอกสภาอีก 2 คน รวม 4 คนด้วยกัน

ท้ายบทความ ยังมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เข้ามาอ่านได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งถือว่า เป็นการใช้พื้นที่เว็บไซต์อย่างได้ผล



บทความจากเดอะเนชั่น ตอนแรก ตีพิมพ์วันที่ 9 เมษายน 2545 ระบุว่า เจ้าหนี้ของเอ็มกรุ๊ป เจ้าของผู้จัดการรายวัน อาจยอมตัดยอดหนี้ 70 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด 6,070 ล้านบาท ตามแผนปรับโครงสร้างของบริษัทในไตรมาส 3 ของปีนี้

เนชั่นระบุว่าแหล่งข่าวในกลุ่มเจ้าหนี้ เจ้าหนี้รายใหญ่ของเอ็มกรุ๊ป อาทิ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ลงความเห็นว่า การปรับลดยอดหนี้ จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้

ก่อนหน้านี้ธนาคารนครหลวงไทย หนึ่งในเจ้าหนี้ ขู่ฟ้องล้มละลายต่อเอ็มกรุ๊ป แต่ฝ่ายบริหารเจรจาให้ถอนฟ้องได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่จะรับประกันหนี้เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือสนธิ ซึ่งถือหุ้น 44.82 เปอร์เซ็นต์ และยังเป็นบุคคลล้มละลายและจะพ้นสถานะในวันที่ 18 มีนาคม 2546

และมีข่าวจากบางกอกโพสต์ว่า ธนาคารกรุงไทยได้ยกระดับเอ็มกรุ๊ปเป็นลูกหนี้ชั้นดีและอาจอนุมัติเงินกู้ก้อนใหม่อีก

บทความของเนชั่นระบุว่า เอ็มกรุ๊ปเป็นบริษัทแม่ที่มีบริษัทในเครือจำนวนมาก แต่ทำรายได้น้อย เนื่องจากมีปัญหาทางการเงิน ปลายปี 2543 เอ็มกรุ๊ปมียอดขาดทุนสุทธิ 329.9 ล้านบาท

แต่เมื่อ 2544 รัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ ฐานะการเงินของเอ็มจีอาร์ดีขึ้น เพราะได้สัญญาทำรายการ "ก่อนจะถึงวันจันทร์" และ "เมืองไทยรายวัน" ทางช่อง 9 และรายการวิทยุทางคลื่นเอฟเอ็ม 99.5 มีรายได้จากค่าโฆษณาของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง

โดยรวม เท่ากับเนชั่นพยายามชี้ว่า รัฐบาลกำลังอุ้มเอ็มกรุ๊ปโดยผ่านทางสถาบันการเงิน และหน่วยงานต่างๆ



ในบทความตอนที่สอง ฉบับวันที่ 10 เมษายน กล่าวถึงการฟื้นขึ้นมาใหม่ราวกับนกฟีนิกซ์ของอาณาจักรสนธิว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสนธิกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เป็นปัจจัยที่มีส่วนช่วยอย่างสำคัญ

ธนาคารกรุงไทยให้เงินกู้ 40 ล้านบาท แก่บริษัทไลฟ์ไทยแลนด์ ผู้ผลิตรายการก่อนจะถึงวันจันทร์ และเมืองไทยรายวัน ส่วนรายการวิทยุที่จัดในนามผู้จัดการมีเดีย ก็มีสปอนเซอร์ระดับการบินไทย ธนาคารกรุงไทย และ ปตท. ให้การสนับสนุน

รายงานตอนนี้ ระบุว่าปี 2540 เอ็มกรุ๊ปเผชิญวิกฤต มีหนี้สินรวมกันกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเอ็มกรุ๊ป มีหนี้ 6,000 ล้านบาท ผู้จัดการมีเดีย 4,700 ล้านบาท และโรงพิมพ์ตะวันออก 2,300 ล้านบาท

เอเชียไทมส์ขาดทุน 24 ล้านเหรียญสหรัฐและเอ็มกรุ๊ปยังต้องค้ำประกันเงินกู้ 1,200 ล้านบาท ที่กรุงไทยอนุมัติให้กับบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง พีแอลซี (ไออีซี) ที่นายสนธิซื้อกิจการไว้

เนชั่นระบุว่า ภาระหนี้สินมหาศาล และโอกาสสร้างกำไรที่น้อยมาก การอนุมัติเงินสนับสนุนจากรัฐวิสาหกิจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอ็มกรุ๊ปกับรัฐบาล

และในฉบับวันที่ 11 เมษายน 2545 อันเป็นตอนที่สาม เนชั่นระบุถึงความสัมพันธ์ของผู้จัดการกับรัฐบาลว่า มีคนของผู้จัดการเข้าไปมีบทบาทในรัฐบาลหลายคนด้วยกัน

อย่าง พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เพื่อนรักของสนธิ อดีตบรรณาธิการเอเชียไทมส์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของเอ็มกรุ๊ป เมื่อหนังสือพิมพ์ปิดตัวลง ก็ไปร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และขณะนี้เป็นที่ปรึกษาของ พ.ต.ท.ทักษิณ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ก่อตั้งผู้จัดการมีเดียและเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทนี้ในปี 2535

นายวิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจและส่วนตัวกับสนธิ ภรรยาของวิโรจน์เคยร่วมถือหุ้นในบริษัทอัลตรา ทราเวล ที่สนธิถือหุ้นใหญ่

สนธิเองรู้จักกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และเคยเขียนเล่าไว้ว่า ได้มอบหุ้นบริษัทไออีซี 17.5 เปอร์เซ็นต์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่คิดมูลค่า

คนของเอ็มกรุ๊ปยังได้เข้ามามีบทบาทในหน่วยงานสำคัญ อาทิ นายกนก อภิรดี อดีตผู้บริหารเอ็มกรุ๊ป และผู้จัดการมีเดีย ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ของการบินไทย

เนชั่นระบุว่า สนธิมักปรากฏตัวร่วมกับที่ปรึกษาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เพื่อนๆ ของสนธิเชื่อว่า อาณาจักรผู้จัดการจะฟื้นขึ้นมาใหม่ และเมื่อพ้นภาวะล้มละลายในวันที่ 18 มีนาคม 2546 สนธิจะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต

ส่วนในฉบับวันที่ 12 เมษายน บทความตอนสุดท้ายกล่าวถึงกิจการของสนธิ ในประเทศต่างๆ ซึ่งยังเป็นของสนธิโดยผ่านทางบริษัทผู้ถือหุ้น



การเอื้อเฟื้อแก่สนธิจากรัฐบาล นอกจากมีการเปิดโปงจากเนชั่นแล้ว บรรดาผู้ที่เคยอยู่ในแวดวงกิจการเดียวกันอย่าง เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กรุงเทพฯ หรือ สมเกียรติ อ่อนวิมล ส.ว.สุพรรณบุรี ซึ่งถูกยึดรายการในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ต่างออกมาแสดงความไม่พอใจ

มีเสียงวิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 6 ที่ห้ามรัฐให้เงินหรือทรัพย์สินอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือทรัพย์สินอื่นของเอกชน

เชื่อว่าอาจจะมีการนำเอาเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ เทพชัย หย่อง แห่งเดอะ เนชั่น ประกาศว่าจะเสนอให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พิจารณาสอบสวนเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ปรากฏความคืบหน้าแต่อย่างใด

ส่วนผู้จัดการเอง ไม่ได้มีการตอบโต้ในประเด็นเหล่านี้แต่อย่างใด สถานการณ์อาจจะเป็นไปตามสูตร ทีใครทีมัน

และในขณะที่ผู้จัดการจะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา คนอุ้มคือรัฐบาลจะเหี่ยวลงไปขนาดไหน โปรดติดตาม"

รายละเอียดทั้งหมดโปรดติดตามได้จาก หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2547 หน้า 2"

ส่วนนี่มาจากเว็บ 101NewsChannel ครับ




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 16:22:26 น.
Counter : 254 Pageviews.  

ปีศาจสื่อคาปไปป์(เก่าแล้ว)

ปูม'ควันไปป์'พิฆาต ประสงค์ สุ่นศิริ ฟาดฟัน'คู่อริ'

(บทความพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1124 วันที่ 4 มีนาคม 2545)


ใครเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ มักเหนื่อย

ด้วยเขามีประสบการณ์อันเชี่ยวกรากในด้านการข่าวและยุทธวิธี ในฐานะเลขาธิการสภามั่นคงแห่งชาติ ในยุคสงครามเย็นและยุคสงครามคอมมิวนิสต์

น.ต.ประสงค์ ถูกยกเป็นสุดยอดของ "นักยุทธวิธี" ที่มุ่งสู่ชัยชนะ แบบกัดไม่ปล่อย จนมีคำกล่าวประจำสำหรับตัวเขาคือ "อะไรก็ได้ แต่ขอให้ชนะ"

นับตั้งแต่ น.ต.ประสงค์ ลาออกจากราชการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2529 เพื่อเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เขาก็ได้แสดงให้ความเจนจัดในการ "จัดการกับคู่อริทางการเมือง" อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายค้านขณะนั้น

บทบาทอันโดดเด่นในการคุ้มบัลลังก์ให้กับ พล.อ.เปรม ทำให้ น.ต.ประสงค์ ถูกยกเป็น "นายกฯ น้อย"

และเมื่อ พ.ศ.2531 ภายหลังจาก พล.อ.เปรม ประกาศวางมือทางการเมือง กลายเป็นทางเปิดโล่ง ให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก้าวขึ้นสู่นายกรัฐมนตรีอย่างไม่คาดฝัน

ภาพอันแตกต่างระหว่าง พล.อ.เปรม กับ พล.อ.ชาติชายที่เป็น "นักการเมืองเต็มตัว" ดูเหมือนจะทำให้ น.ต.ประสงค์ รับไม่ได้

จึงก้าวไปยืนอยู่ในฝั่งตรงข้าม พร้อมกับเริ่มปฏิบัติการโค่นรัฐบาล พล.อ.ชาติชายอย่างเปิดเผย

เขาเป็นคนแรกๆ ที่สร้างภาพ "บุฟเฟ่ต์คาบิเนต" ให้แก่รัฐบาลน้าชาติ แล้วติดตามด้วยไม้เด็ด ด้วยการใช้หน้าหนังสือพิมพ์ปลุกผีคดี "ลอบสังหาร" บุคคลสำคัญของชาติ เพื่อทะลวงเข้าใส่บุคคลรอบตัวของ พล.อ.ชาติชาย โดยเฉพาะ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร

"คดีลอบสังหาร" ส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย อย่างรุนแรง และที่สุดมันก็ได้กลายเป็น เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) กระทำรัฐบาลประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534

คดีลอบสังหารที่มี พล.ต.มนูญกฤต เป็นจำเลย ปรากฏว่าเมื่อขึ้นสู่ศาล ศาลได้สั่งยกฟ้อง พล.ต.มนูญกฤต เป็นผู้บริสุทธิ์

แต่ น.ต.ประสงค์ ก็ได้บรรลุผลไปแล้วในการจุดชนวนเรื่องนี้เพื่อโค่นอริทางการเมืองของตัวเอง

ภายหลัง รสช. ยึดอำนาจ แนวทางของ รสช. ไม่ได้เดินไปตามแนวที่ น.ต.ประสงค์ อยากจะให้เป็น จึงได้หันหน้าไปจับมือกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สร้างพรรคความหวังใหม่ โดยรักษาการตำแหน่งเลขาธิการพรรค และประกาศตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ รสช. อย่างเปิดเผย

น.ต.ประสงค์ อยู่ในร่มเงาของความหวังใหม่ไม่นานนัก ก็ได้แยกตัวออกมาหลัง นายพิศาล มูลศาสตรสาทร ก้าวเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทน

แม้จะไม่ได้อยู่ในความหวังใหม่ แต่เป้าหมายในการโค่น รสช. ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง น.ต.ประสงค์ ใช้คอลัมน์ "น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด" ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า วิพากษ์การทำงานของ รสช. และเปิดโปงพฤติกรรมการวางทายาททางการเมืองของทหารกลุ่ม 0143 อย่างตรงไปตรงมา

กระทั่งเมื่อ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จุดไฟต่อต้านการขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

น.ต.ประสงค์ ก็ได้ออกไปเป็นกำลังหนุนสำคัญให้กับ พล.ต.จำลอง จนนำไปสู่เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" อันทำให้ พล.อ.สุจินดา และ รสช. ตกจากบัลลังก์อำนาจ

ไม่มีใครปฏิเสธว่าเบื้องหลังของเหตุการณ์นั้น น.ต.ประสงค์ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง

เมื่อบรรยากาศประชาธิปไตยกลับคืนมา น.ต.ประสงค์ ได้เข้าร่วมพรรคพลังธรรมและลงสมัครรับเลือกตั้งร่วมกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

และได้บำเหน็จรางวัลความเหน็ดเหนื่อย เป็นเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของ นายชวน หลีกภัย

ระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี้เอง น.ต.ประสงค์ ก็ได้ใช้ประสบการณ์ ที่เคี่ยวกรำอยู่กับงานข่าวกรองไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคคล ขบวนการก่อการร้าย ตลอดจนขบวนการค้ายาเสพติด จนได้รับฉายา ซีไอเอ เมืองไทย มาเป็นประโยชน์ทางการเมืองอย่างทรงประสิทธิภาพ

โดยขณะที่ฝ่ายค้านพยายามจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จู่ๆ ก็ปรากฏข่าวว่า สหรัฐมีบัญชีดำนักการเมืองไทยที่พัวพันยาเสพติด 17 คน มีการสั่งห้ามเข้าประเทศแล้ว 14 คน อีก 3 คนสหรัฐจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ในเร็วๆ นี้

"ข่าวลับ" ดังกล่าว ได้ทำให้ ส.ส. อย่างน้อย 3 คนขณะนั้น คือ นายทนง ศิริปรีชาพงศ์ นายมงคล จงสุทธนามณี นายวัฒนา อัศวเหม เผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนัก และกลายเป็นตราประทับประจำตัวมากระทั่งทุกวันนี้

ส.ส.ฝ่ายค้านได้เรียกร้องให้ น.ต.ประสงค์ เปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ "ข่าวลับ" ลอยล่องอยู่ในอากาศถึงขนาดขู่จะยื่นญัตติขับ น.ต.ประสงค์ ด้วยเชื่อว่า "ข่าวกระซิบ" ดังกล่าว มาจากแฟ้มของ น.ต.ประสงค์

อย่างไรก็ตาม มีแต่เสียงหัวเราะหึหึ จาก น.ต.ประสงค์ พร้อมกับคาบไปป์พ่นควันโขมง อย่างสบายใจ

หลังจากดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2 ปี ก็เกิดความแตกแยกในพรรคพลังธรรม นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 11 ตำแหน่ง

โดย น.ต.ประสงค์ ต้องสูญเสียตำแหน่งให้กับคนนอก ที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างเจ็บช้ำ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความบาดหมางของบุคคลทั้ง 2

น.ต.ประสงค์ เป็นแกนนำตั้ง กลุ่ม 23 ที่ "อกหัก" จากการปรับคณะรัฐมนตรีเนื่องจากพ่ายแพ้เกมในพรรค แล้วเคลื่อนไหวปั่นป่วนพรรคพลังธรรม แบบให้พังกันไปข้าง

มีการก่อกระแสต้าน "คนนอก" ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. มาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นเอง และที่สุด กระแสต้านทักษิณ ทั้งจากภายในและภายนอกพรรคพลังธรรม ก็พุ่งเป้าไปสู่การ ตีแผ่เรื่องคุณสมบัติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญเนื่องจากมีสัมปทานกับรัฐ

ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องชิงลาออกเพื่อยุติปัญหาหลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือนเศษๆ

เลือกตั้งปี 2538 น.ต.ประสงค์ ตัดสินใจทิ้งพรรคพลังธรรม ไปอยู่ใต้ชายคาพรรคนำไทยของ นายอำนวย วีรวรรณ แต่ก็ไม่ได้ลงสมัคร ส.ส. โดยเลือกที่จะไปแสดงบทบาทในฐานะคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าอย่างเต็มตัว

ในสมัยรัฐบาล บรรหาร ศิลปอาชา น.ต.ประสงค์ก็ได้แผ่รังสีอำมหิตเข้าใส่ นายสุชาติ ตันเจริญ แกนนำกลุ่ม ส.ส.16 ด้วยการเปิดประเด็น "มะไข่ ซอ" พร้อมกับขบวนการค้าไม้จากพม่า ทำให้กลุ่ม 16 ที่ใหญ่โตเริ่มถูกเปิดโปงและแตกพ่ายไปในที่สุด

น.ต.ประสงค์ ยังมีบทบาทสำคัญอย่างไม่หยุดยั้ง แม้กระทั่ง ม็อบสีลม ที่เป็นจุดเริ่มต้นโค่นรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ว่ากันว่า มีเงาของ น.ต.ประสงค์ทาบทาอยู่ไม่น้อย

เมื่อมาถึงรัฐบาลชวน 2 น.ต.ประสงค์ ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และประกาศตัวเป็นคนประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน พร้อมๆ กับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มตั้งพรรคไทยรักไทย เพื่อปูทางเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว

งานของ น.ต.ประสงค์ นับแต่นั้นคือการใช้เวที "น.ต.ประสงค์พูด" ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า เปิดฉากถล่มเข้าใส่ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างต่อเนื่องรุนแรง

ยิ่งเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้อเขียนของ น.ต.ประสงค์ ยิ่งพุ่งเป้าขย่ม พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไม่หยุดยั้ง แบบชนิด "ศัตรูถาวร"

ซึ่งก็ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขัดอกขัดใจอย่างมาก ถึงขนาดครั้งหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาเปิดเผยว่ามีขบวนการล้มรัฐบาลด้วยออกใบปลิวโจมตี โดยบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคือ "ผู้เฒ่าวัย 70" ที่เคยอยู่ในทำเนียบ

แม้ไม่มีการระบุว่าผู้เฒ่า 70 นั้นเป็นใคร แต่สายตาทุกคู่ก็หันไปจับจ้อง น.ต.ประสงค์ อย่างพร้อมเพรียง

และขณะนี้ เมื่อเกิดกรณี "ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว" เขียนคอลัมน์ข่าวกรองถล่มนายกรัฐมนตรีประเทศไทยขึ้นมา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ลังเลที่จะบอกว่าคนที่ให้ข้อมูลแก่ "ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว" คือ "คนคาบไปป์" นั่นเอง

ซึ่งก็ได้รับเสียงตวาดกลับจาก น.ต.ประสงค์ ที่คาบไปป์จนเป็นบุคลิกประจำตัวไปแล้วว่า "ขี้ขลาด"--พร้อมกับท้าทายให้ พ.ต.ท.ทักษิณระบุชื่อออกมาตรงๆ

แค้นฝังใจ อันนำมาสู่ศึกที่ยาวนานนี้ คงไม่จบลงง่ายๆ

น.ต.ประสงค์ เองก็ยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ใครอยู่ตรงข้าม "ต้องพ่าย" เหมือนกับหลายๆ กรณีที่ผ่านมา

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณก็ต้องการพิสูจน์เช่นกันว่าคืนวันอันร้ายกาจของซีไอเอเมืองไทยผ่านไปแล้ว

ศึกชำระแค้นนี้ จึงต้องดำเนินต่อไปอย่างระทึก


พลิกปมแค้น น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ

ชื่อของนาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นสิริ กลับมาดังอีกครั้งเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า บุคคลที่เป็นแหล่งข่าวให้ข้อมูลกับนิตยสารฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว เขียนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล จนนักข่าวของนิตยสารฉบับนี้ต้องถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศไทย คือ บุรุษคาบไปป์ ซึ่งในแวดวงการเมืองรู้กันดีว่าหมายถึง น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์แนวหน้านั่นเอง

น.ต.ประสงค์ไม่ยอมรับหรือปฏิเสธว่าตัวเขาเป็นผู้ให้ข้อมูลฟาร์อีสเทิร์นอีโคโนมิกรีวิวตามที่นายกรัฐมนตรีระบุหรือไม่ แต่บอกว่า ไม่มีใครระบุชื่อเขาชัดเจน และกรณีนี้เขาเห็นว่าเป็นเรื่องของคนที่ไม่กล้าสู้หน้ากับความจริง จึงมีการลากเอาเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพลิกดูเส้นทางเดินของบุรุษที่ชื่อว่าน.ต.ประสงค์ สุ่นสิริแล้ว จะเห็นว่าเขาเข้าไปบทบาททางการเมืองในวงในตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา เพิ่งจะมีช่วงหลังๆ นี่เองที่บทบาทของเขาลดเพดานลง แต่การขยับตัวของเขาก็ยังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย

เส้นทางการเมืองของน.ต.ประสงค์ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือสมช.เริ่มเมื่อเขาก้าวเข้ามาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2523 บทบาทการเมืองของเขาในระยะนั้นโดดเด่นมากจนได้รับการเรียกขานว่าเป็น “นายกฯน้อย” แต่แล้วเมื่อพล.อ.เปรมวางมือทางการเมืองในปี 2531 ปล่อยให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ชีวิตทางการเมืองของน.ต.ประสงค์ก็พลิกผันกลายมาเป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า

แต่กลิ่นอายการเมืองยังเย้ายวนใจ ทำให้เขาต้องกระโจนลงสนามการเมืองอีกครั้งด้วยการเข้าร่วมก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ร่วมกับพลอ.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายพิศาล มูลศาสตร์สาทร อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ชีวิตในพรรคความหวังใหม่ไม่หวานชื่นอะไรนัก ทำให้เขาต้องบอกเลิกศาลากับพรรคความหวังใหม่ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะกลับมาแจ้งเกิดด้วยการเป็นสมาชิกพรรคพลังธรรมยุคที่มีพล.ต.จำลอง ศรเมืองเป็นหัวหน้าพรรค และได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในรัฐบาลชวน หลีกภัย หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535

ชีวิตในพรรคพลังธรรมของน.ต.ประสงค์ค่อนข้างราบรื่นหากไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในปี 2537 และพรรคพลังธรรมปลดเขาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศโดยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของบริษัทมือถือยักษ์ใหญ่ เข้ามาแทนที่ นี่คือ รอยแค้นที่อาจสร้างความระคายเคืองให้กับบุรุษคาบไปป์ ชายผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการเรียกขานว่าเป็น “นายกฯน้อย” ผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในวงการเมืองไทย

น.ต.ประสงค์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการข่าว เพราะเติบโตมาในเส้นทางนี้โดยเฉพาะ เขาจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังบทความเจ้าปัญหาของนิตยสารฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว หรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ แต่นาทีนี้ เจ้าของสมญานาม “ซีไอเอเมืองไทย-ประสงค์ สุ่นสิริ” ได้กลับเข้ามาอยู่ในซีนการเมืองอีกครั้งแล้ว 27-02-2002"




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 16:20:44 น.
Counter : 333 Pageviews.  

เปิดกรุ “สนธิ ลิ้มทองกุล”

***วาทะ "ตายเป็นตาย" ของนายสนธิ***

หากเอ่ยชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ณ วันนี้ คนไทยทุกหมู่เหล่าต่างรู้จักมักคุ้น ที่ประกาศชัดเจนเป็นศัตรูกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่ในวงการสื่อสารมวลชนและวงการนักธุรกิจการเมืองต่างรู้จักบุคคลคนนี้ดีอย่างยิ่ง ว่าเขาได้รับการเกื้อหนุนอย่างดีจากคนที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่กับสาธารณชนรู้จักเขาในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งเท่านั้น

เขาเป็นใครมาจากไหน ใยถึงมาออกรายการด่ารายวันรายสัปดาห์ จนถึงขั้นหวังโค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วขยี้ซ้ำแบบไม่เผาผีเช่นนี้ เรามาย้อนอดีตและเปิดกรุธุรกรรมของ เขาดูหน่อยบ้างเป็นไร

นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีชื่อจีนว่า “โกตั้บ แซ่ลิ้ม” เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2490 ระหว่างศึกษาอยู่ที่สหรัฐฯ เพื่อนฝูงมักเรียกนายสนธิว่า “SONDY” ภายหลังสำเร็จการศึกษา นายสนธิเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อปี 2516 และแต่งงานกับผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก มศว.ประสานมิตร แต่ปัจจุบันแยกกันอยู่ จะพบปะกันบ้างเป็นบางโอกาส เช่น เมื่อบุตรชายของทั้งคู่ ซึ่งขณะนี้กำลังเรียนอยู่สหรัฐฯ เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน
ส่วนพ่อของนายสนธิคือเจ๊กเป็นทหารสังกัดกองร้อยหวางฟู่ ในกองพล 93 แห่งพรรคก๊กมินตั๋งของประธานาธิบดีเจียงไคเชค แต่ถูกกองทัพประชาชนของเหมาเจ๋อตงตีรุกจนถอยมาติดชายแดนจีนตอนใต้ยันชายแดนพม่า กองพล 93 มีชื่อเสียงมากเพราะ ซีไอเอ ของอเมริกันเลี้ยงไว้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ให้อาหารและอาวุธ ต่อมาทหารจีนช่วยคนท้องถิ่นปลูกฝิ่นมีรายได้อีกทางหนึ่ง แต่พ่อของนายสนธิชื่อ เชียร หนีทหารลอบเข้าชายแดนไทย แล้วลงมาอยู่กรุงเทพทำหนังสือพิมพ์จีน รับเรี่ยไรเงินส่งไปช่วยพรรคก๊กมินตั๋ง นายเชียรจึงพ้นโทษที่หนีทหาร ภายหลังนายเชียรร่ำรวย แล้วทั้งพ่อและแม่ถูกฆ่าตายอย่างลึกลับ (สันนิษฐานว่าโกงเงินเรี่ยไรไม่ส่งให้ก๊กมินตั๋ง)

นายสนธิเข้าทำงานเป็นบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย เมื่ออายุเพียง 27 ปี นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับ นายพล สิทธิอำนวย ตั้งบริษัท Advance Media ในเครือพีเอส กรุ๊ป ออกนิตยสารดิฉัน แต่ประสบกับภาวะขาดทุน จึงขายให้กับ นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา
เมื่อครั้งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำงานที่ นสพ.ประชาธิปไตยนั้น นายสนธิรู้จักนายพร สิทธิอำนวย (เรียกชื่อฝรั่งว่า นายพอล = Paul)ทำงานธนาคาร แล้วมีธุรกิจส่วนตัวทำนิตยสาร ต่อมานายพอล สิทธิอำนวยโกงเงินธนาคาร 2 พันล้านบาทหนีไปอยู่อเมริกา ก่อนหนีไปได้โอนกิจการพิมพ์ให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล เท่ากับนายสนธิได้สมบัติฟรี ๆ เป็นของส่วนตัวทำหนังสือต่อจนมีฐานะดี สามารถกู้หนี้ยืมสินธนาคารด้วยเครดิตสูง
แต่แล้วนายสนธิก็กลับมาโดดเด่นอีกครั้งด้วยการตั้ง บริษัท ตะวันออกแมกกาซีน ออกหนังสือผู้จัดการรายเดือน เมื่อปี 2526 และผู้จัดการรายสัปดาห์ จากความสำเร็จในการเป็นหนังสือแนวธุรกิจชั้นนำของผู้จัดการรายเดือนและรายสัปดาห์ ทำให้นายสนธินำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2533 พร้อมกับออกหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันตามมา

***ผูกขาดขาย Nokia แต่เพียงผู้เดียว***

ต่อมานายสนธิสามารถเข้าเทคโอเวอร์บริษัทลูกของปูนซีเมนต์ไทย ก็คือ บริษัท เอสซีทีคอมพิวเตอร์ จำกัด บริษัทไมโครเนติก จำกัด และบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง (ไออีซี) จำกัด ซึ่งต่อมาบริษัท ไออีซี เป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับนายสนธิอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก บริษัท ไออีซี เป็นบริษัทผูกขาดการขายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย ระบบเซลลูล่า 900 แต่เพียงผู้เดียว

***ลงทุนดาวเทียมลาวสตาร์ในลาว***

นายสนธิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่การทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศเท่านั้น เขายังได้ขยายตัวออกไปลงทุนทำหนังสือพิมพ์ “เอเชียไทม์” โดยตั้งฐานผลิตที่ฮ่องกงอีกด้วย พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท แมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็ม กรุ๊ป เมื่อ 22 พ.ย. 2537 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานบริษัทในเครือ จากนั้นเริ่มขยายไปสู่วงการโทรคมนาคมในต่างประเทศ เข้าไปลงทุนในโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ ชื่อบริษัท ABCN ที่เป็นบริษัทในเครือ ซึ่งได้รับสัมปทานจากประเทศลาว พร้อมๆ กับเริ่มรุกทำกิจการโรงแรมในลาว และร้านอาหารในจีน


จากการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง การพยากรณ์ธุรกิจอย่างผิดพลาด นำมาสู่สภาพธุรกิจที่ตกต่ำ นับตั้งแต่ปลายปี 2539 ทำให้นายสนธิต้องขายธุรกิจในเครือ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ รวมทั้งโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ที่ขายให้กับกลุ่มยูคอม แต่นายสนธิยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อ พ.ย. 2542 ธนาคารนครหลวงไทย ได้ยื่นฟ้องนายสนธิ และบริษัท เอ็ม กรุ๊ป ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะไม่สามารถชำระหนี้ให้กับธนาคารได้จำนวน 150 ล้านบาท จนกระทั่งศาลได้มีคำสั่งให้นายสนธิ และบริษัท เอ็ม กรุ๊ป เป็นบุคคลล้มละลายไปในที่สุด


ปัจจุบัน นายสนธิยังคงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการบริหารหนังสือพิมพ์ในเครือที่เหลือเพียง 3 ฉบับ คือ ผู้จัดการรายเดือน ผู้จัดการรายสัปดาห์ และผู้จัดการรายวัน ซึ่งนายสนธิถือว่าเป็นหัวใจหลักที่จะต้องคงไว้และดำเนินการต่อไป แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆ แล้ว นายสนธิมีเครือข่ายความสนิทสนมกับบุคคลในกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ และข้าราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ นายศิรินทร์ฯ และนายธารินทร์ฯ โดยนายสนธิได้รับความช่วยเหลือด้านเงินกู้จากธนาคารกรุงไทย เพื่อมาพยุงฐานะธุรกิจตลอดเวลาในช่วงที่นายศิรินทร์เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยเมื่อ พ.ย. 2542 บริษัท Price water house Coopers ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ธนาคารกรุงไทยว่าจ้างมาปรับปรุงโครงการตรวจสอบภายใน ระบุว่า บจ.เอ็ม กรุ๊ป มีหนี้สินอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำนวน 2,123 ล้านบาท เป็นหนี้เสีย (NPL) เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ทั้งที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆ มาค้ำประกัน

***เปลือยธารินทร์***

ต่อมาไม่นานนัก นายสนธิจึงได้เขียนบทความต่างๆ รวมทั้งออกหนังสือชื่อ “เปลือยธารินทร์” โจมตีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเรื่องส่วนตัวของนายธารินทร์ฯ อยู่โดยตลอดมา จนเป็นข้อสงสัยต่อสาธารณชน อาจจะเป็นเรื่องไม่พอใจที่นายธารินทร์ไม่ยอมช่วยเหลือแก้ไขปัญหาทางธุรกิจให้

กระนั้น นายสนธิก็ยังมีความสัมพันธ์กับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เนื่องจากอดีตภรรยาของนายสนธิเป็นญาติของนายบัญญัติ ทั้งนายสนธิกับนายบัญญัติเคยลงทุนทำธุรกิจโรงแรมด้วยกันที่ประเทศลาว ปัจจุบันมีการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเป็นประจำ

***ลงทุนทำโรงแรมที่ลาวร่วมกับบัญญัติ บรรทัดฐาน***

ระหว่างช่วงสมัยรัฐบาลชวน 2 นายสนธิมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายธารินทร์มาก่อน ตอนแรกก็ดีกัน แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างกันอย่างรุนแรง โดยนายสนธิอ้างว่าเป็นความขัดแย้งกันทางความคิดในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ จากนั้นจึงพุ่งเป้าโจมตีนายธารินทร์อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีหลังของรัฐบาลชวน 2 ทั้งผ่านทางวิทยุ และหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในเครือผู้จัดการ โดยใช้ชื่อว่า พายัพ พนาสุวรรณ มีการทำเทปออกขาย ปรากฏความตอนหนึ่งว่า นายสนธิกล่าวหานายธารินทร์ว่า กระทำการอันเป็นการหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ทำให้นายธารินทร์ต้องฟ้องร้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นประมาท เรื่องยังอยู่ในศาลจนถึงปัจจุบันนี้

***เกาะรัฐบาลทักษิณ ๑***

ขณะที่ในช่วงรัฐบาลทักษิณ 1 เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกนั้น ก็ได้ดึงเอานายสนธิมาร่วมงานด้วย เพราะเขารู้จักกับคนในรัฐบาลหลายคน ต่อมาในช่วงรัฐบาลทักษิณ 2 เกิดการขัดแย้งระหว่างนายสนธิกับรัฐบาลอย่างรุนแรง สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอะไร แต่บางคนอ้างว่า เพราะนายสนธิลงทุนไปซื้ออุปกรณ์ในการทำโทรทัศน์เสรีมาแล้วเป็นพันล้านบาท แต่กลับไม่ได้ช่องมาทำ ก็เลยหันมาโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ในแบบเดียวกันกับที่เคยโจมตีนายธารินทร์สำเร็จมาแล้ว

***ฟอกเงินที่หมู่เกาะเวอร์จินไอส์แลนด์***

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อสงสัยประการสำคัญที่มีต่อนายสนธิกับหมู่เกาะในสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นชื่อในประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นหมู่เกาะของนักฟอกเงิน นั่นคือ หมู่เกาะ The British Virgin Island

มีหลายฝ่ายต่างแฉข้อมูลของนายสนธิ จนกลายเป็นข้อกล่าวหาที่สาธารชนจะต้องนำมาเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาด้วยเช่นกัน ประเด็นกล่าวหานายสนธิมีอยู่ว่า ไปจดทะเบียนบริษัท Manager International Holding Company Limited ที่หมู่เกาะ The British Virgin Island นี้ ด้วยเงินเพียงแค่ 1,000 เหรียญสหรัฐ แต่กลับนำมาขายให้ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ซึ่งเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน ด้วยเงินถึง 7,228,000 เหรียญสหรัฐ ประเด็นก็คือ ส่วนต่าง 200 ล้านบาทนี้ หายไปอยู่กระเป๋าใคร

นอกจากนั้น เงินที่ บริษัทเมเนเจอร์ให้บริษัทนี้ยืมไปอีก 700 ล้านบาท หายไปไหน

ข้อสงสัยจนกลายเป็นข้อกล่าวหาต่อมา คือทำไมมีการเปิดบริษัทส่วนตัว ที่ชื่อ เวิลด์ไวด์ มีเดีย ซึ่งก็ตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ เพื่อรับเงินค่าโฆษณาแทนบริษัทมหาชน และทำไมบริษัทนี้ไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้บริษัทซึ่งเป็นของมหาชน ทั้งที่รับเงินมา 2-3 ปีแล้ว ข้อกล่าวหาอีกประเด็นหนึ่งคือ ทำไมบริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ถึงยังให้บริษัทนี้หาโฆษณาและรับเงินแทนอยู่ ทั้งที่ก็รู้ว่าบริษัทนี้ยังไม่โอนเงินเข้าบริษัท เมเนเจอร์ฯ มาเป็นปีแล้ว

***เงิน ๗๐๐ ล้านหายไปไหน***

นอกจากนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า ทำไมบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย ถึงนับยอดรายได้โฆษณาที่น่าจะได้จากบริษัท เวิลด์ไวด์ มีเดีย เป็นหนี้ที่สงสัยจะสูญในทันที จนมีผลทำให้ผลประกอบการรวมของบริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย ซึ่งควรจะเป็นกำไร กลายเป็นขาดทุน จนเป็นที่มาของข้อสงสัยกรณีผู้ตรวจสอบบัญชีที่บริษัท เมเนเจอร์ มีเดียจ้างเอง ไม่ยอมเซ็นรับรองบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย หลายไตรมาสติดต่อกัน

***เจิมศักดิ์แฉลดหนี้จาก ๒๐,๐๐๐ ล้านเหลือ ๖,๐๐๐ ล้าน***

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยตลอดมา คือประเด็นหลังจากที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และกลุ่มเนชั่นออกมาปูดข่าวว่า รัฐบาลทักษิณช่วยลดหนี้ของกลุ่มผู้จัดการ จาก 20,000 ล้านบาท เหลือแค่ 6,000 ล้านบาท ในปี 2545 แล้วนายสนธิและกลุ่มผู้จัดการได้รับการลดหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐอีกกี่ครั้ง ต่อมานายสนธิออกมาปฏิเสธว่า กลุ่มผู้จัดการมีหนี้อยู่ในขณะนั้น 8,000 กว่าล้านบาท ไม่ใช่ 20,000 ล้านบาทตามที่นายเจิมศักดิ์กล่าวหา

ในยุคหนึ่งขณะที่นายวิโรจน์ นวลแข ทำงานที่ธนาคารกรุงไทย มีข้อกล่าวหาว่า ทำไมนายสนธิถึงได้รับการลดหนี้ที่เคยลดมาแล้วอีก จาก 1,421.73 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ 259 ล้านบาท และทำไมธนาคารกรุงไทยถึงขนาดยอมให้นายสนธิไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินสด โดยยอมกระทั่งให้ใช้คืนเป็นค่าโฆษณาราคาแพง จนเราได้เห็นโฆษณาชุดผู้ใหญ่ลีที่มีค่าแอร์ไทม์ครั้งละหลายแสนบาท อย่างถี่ยิบ จนเป็นคำถามว่า ธนาคารของรัฐอย่างธนาคารกรุงไทย มีความจำเป็นต้องโฆษณาตัวเองกับสื่อของนายสนธิแค่ที่เดียว เป็นร้อยๆ ล้านบาทเลยหรือ (จากข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2547 ดูข้อมูลได้ที่ตลาดหลักทรัพย์)

***ปลุกระดมมวลชนเพื่อแก้วิกฤตการเงินของตัวเอง***

ด้วยข้อสงสัยและข้อกล่าวหาหลายประการ จึงนำมาสู่ประเด็นที่ว่า การที่นายสนธิออกมาปลุกระดมมวลชนอย่างเอาเป็นเอาตาย สาเหตุเบื้องต้น เกิดจากกลุ่มผู้จัดการกำลังเกิดวิกฤติทางการเงิน ซึ่งถ้าไม่ได้อำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนเข้าช่วยเหลือ อาจถึงขั้นปิดตัวเองเลยใช่หรือไม่ และอะไรที่ทำให้นายสนธิ อุทานว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง


ประเด็นที่เป็นเงื่อนตาย ที่ยากจะปลดล็อกคือ กรณีคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกกฎมานานแล้วว่า จะถอดถอนบริษัทซึ่งอยู่ในหมวดฟื้นฟูของตลาดหลักทรัพย์ และมีหุ้นส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ภายในเดือนมีนาคม 2549 และประเด็น ศาลล้มละลายกลาง ได้ยินยอมขยายเวลาแผนฟื้นฟูของบริษัทเมเนเจอร์มีเดียออกไปจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 26 กรกฏาคม 2548 กลายเป็นสิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2549 เพื่อให้บริษํทเมเนเจอร์มีเดียหาผู้ร่วมทุนใหม่มูลค่า 350 ล้านบาทให้ได้ทันตามกำหนด

ถ้ากลุ่มผู้จัดการหาเงินเพิ่มทุน 350 ล้านบาทไม่ได้ภายในเดือนมีนาคม หรือไม่มีอินไซเดอร์ใน ก.ล.ต.ให้เปลี่ยนแปลงหรือผ่อนผันกฎ บริษัทเมเนเจอร์มีเดียมีสิทธิจะโดนถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์

ถ้ายังไม่ได้เงินก่อนเดือนสิงหาคม และศาลไม่ยินยอมให้ขยายเวลาแผนฟื้นฟูบริษัทอีก บริษัทเมเนเจอร์ก็อาจจะต้องปิดตัวเองลงภายในปีนี้

จึงเป็นที่มาของคำว่า “ตายเป็นตาย” ของนายสนธิ

จากคุณ : หนุ่มบางปะกง - [ 16 ก.พ. 50 16:21:4 ]

Net Assets of Sondhi

ยอดหนี้สินที่พอรวบรวมได้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหนี้ 6,687 ล้านบาท,

กู้เงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการกว่า 300 ล้านบาท

กู้ธนาคารกรุงไทย 495,080,556.13 ล้านบาท

กู้ธนาคารกสิกรไทย 30,791,780.82 ล้านบาท

กู้ธนาคารเอเซีย 741,728,446.00 ล้านบาท

กู้ธนาคารกรุงไทย 900,978,279.31 ล้านบาท

กู้ธนาคารไทยธนาคาร 431,419,178.07 ล้านบาท

กู้ธนาคารดีเอสบี (ไทยทนุ) 64,621,463.90 ล้านบาท

กู้กฟผ. 63 ล้านบาท



สนธิ ลิ้ม โกตั๊บ :
มนุษย์หลายหน้า จอมมุสาเพื่อชาติและผลประโยชน์ตน

หนึ่งชั่วชีวิตของคนเรานั้น มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง แต่ลิ้ม โกตั๊บ ผู้ซึ่งวาดแผนไต่บันไดทางสังคมและสร้างอำนาจให้กับตนเอง เพื่อครอบงำสังคมไทยด้วยวิธีของเจ้าพ่อสื่อมวลชนที่รู้จักอำนาจอย่างแท้จริง ฉลาดล้ำลึก เป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยจะต้องทำความเข้าใจและรู้เท่าทันอย่างแท้จริง เพื่อจะได้ตระหนักว่าคนๆ นี้มีด้านมืดที่มากมายกว่าด้านสว่างและชวนสยดสยองเพียงใด

นอกเหนือจากวิธีการตีสองหน้าที่โกตั๊บใช้มาตลอดคือ สร้างภาพด้านลบของตนเองให้กลายเป็นบวกอย่างง่ายๆ ด้วยการพูดที่คุ้นเคยกันคือ “ผมนั้นเป็นคนเลวแต่ขอบอกด้วยสัตย์จริงว่าผมเป็นคนเลวน้อยที่สุด” แล้วตลอดชั่วชีวิตกว่า 60 ปีของลิ้ม โกตั๊บ ได้พัวพันกับบทบาทมนุษย์หลายหน้ามาโดยตลอด ได้แก่

- การใช้อิทธิพลสื่อมวลชนเพื่อสร้างอำนาจต่อรองและขู่กรรโชกเพื่อหาผลประโยชน์ตนอย่างแนบเนียน
- การแอบอิงรับใช้กลุ่มทุนหรือผู้มีอิทธิพลในอำนาจรัฐ เพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากสายสัมพันธ์นั้น
- การปั่นหุ้นและวิศวกรรมการเงินอย่างมูมมามกับพลพรรคสร้างความร่ำรวยแบบฟองสบู่
- การอำพรางตัวเองเป็นคนหัวก้าวหน้า ทั้งๆ ที่จุดยืนเป็นพวกล้าหลังอย่างที่สุด
- การสร้างประเด็นให้สังคมแบ่งเป็นขั้ว แล้วเข้าหาช่องว่างแสวงหาโอกาสสร้างอำนาจและผลประโยชน์ให้กับตนเอง

ความสามารถในการเล่นบทบาทหลายหน้าอย่างแนบเนียนนี้ ถือเป็นมรดกตกทอดที่โกตั๊บรับมาโดยตรงจากพ่อซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการก๊กมินตั๋งที่ถูกส่งเข้ามาต่อต้านคอมมิวนิสต์ในไทย

พ่อของโกตั๊บเป็นจีนไหหลำ ชื่อจีนไม่เปิดเผยกับคนภายนอก แต่ใช้ชื่อไทยว่า วิเชียร อพยพจากเมืองจีนมาตั้งรกรากอยู่ที่กรุงเทพในฐานะผู้ปฏิบัติงานต่อต้านคอมมิวนิสต์จีนในไทย เช่นเดียวกับพ่อของบรรญัติ บรรทัดฐานอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกส่งไปทำงานในภาคใต้

โกตั๊บเคยให้สัมภาษณ์ว่า พ่อของเขานั้นเคยเป็นถึงผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยหวงผู่ที่เซี่ยงไฮ้ แต่ความเป็นจริงนั้นไม่มีใครยืนยัน(และเชื่อได้ว่าเป็นเรื่องโกหกที่แต่งขึ้นมา) รู้แต่ว่า เขามีธุรกิจโรงพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพิมพ์จีนเล็กๆ แต่กลับมีบทบาทเป็นผู้กว้างขวางอย่างยิ่งในหมู่จีนไหหลำเมืองไทย ในฐานะกรรมการที่ต่อเนื่องยาวนานของสมาคมจีนไหหลำในเมืองไทย

บทบาทในสมาคมไหหลำของพ่อเขาทำให้ไม่ยากที่จะต่อสายไปกับคนจีนเชื้อสายไหหลำที่โด่งดังในไทยอย่าง บุญชู โรจนเสถียร นายธนาคารใหญ่แห่งธนาคารกรุงเทพขณะนั้น

สิ่งที่โกตั๊บไม่เคยบอกก็คือ ทำไมเขาถึงมีทะเบียนเกิดที่จังหวัดสุโขทัย ? ความจริงก็คือ ตอนที่เขาเกิดพ่อของเขากำลังดำเนินการใต้ดินต่อต้านคอมมิวนิสต์อยู่ในภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ามีฐานจัดตั้งในกลุ่มคนจีนไหหลำที่จังหวัดนครสวรรค์และพิจิตร ที่พวกคอมมิวนิสต์จีนได้จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น

เพื่อให้สะดวกกับการทำงาน พ่อของเขาจัดการส่งโกตั๊บเข้าโรงเรียนประจำที่ศรีราชา โดยมีเพื่อนร่วมโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหลายคน ได้แก่ ทะนง พิทยะ วศิน เตยะธิติ วิโรจน์ นวลแข กนก อภิรดี และประจักษ์ศิลป์ สุวรรณเภสัช

ที่นี่เอง โกตั๊บได้สร้างวีรกรรมเกเรเอาไว้นับไม่ถ้วน เมื่อเรียนจบจึงถูกพ่อซึ่งหลังสงครามโลกมีบทบาทกว้างขวางใหญ่โตขึ้นจับส่งตัวไปดัดสันดานที่ไต้หวันเพื่อเรียนภาษาจีนตามหลักสูตรของพรรคก๊กมินตั๋ง แล้วจึงส่งไปชุบตัวที่อเมริกา

ที่อเมริกานี่เองที่เขาได้มีโอกาสคบค้าสมาคมกับพอลหรือพร สิทธิอำนวย และสุธี นพคุณ(อดีตผู้นำนักศึกษาที่หนีภัยเผด็จการไปอาศัยอยู่ในสหรัฐ)

เมื่อบุญชู โรจนเสถียร(ในอดีตเคยเป็นเยาวชนฝ่ายซ้ายที่ต่อมากลับกลายเป็นนายธนาคารใหญ่ที่สุดของไทย) ได้ชักชวนพร สิทธิอำนวย และสุธี นพคุณ กลับประเทศไทยมาร่วมทำธุรกิจวางรากฐานสู่การเมืองในพรรคกิจสังคม(มีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค) โกตั๊บก็ร่วมติดสอยห้อยตามกลับมาด้วย เข้าทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งก่อนที่จะถูกณรงค์ เกตุทัต ชักชวนมาทำงานเป็นทีมงานวางแผนประชาสัมพันธ์เลือกตั้งให้น้องเขยที่ชื่อ ดำรง ลัทธพิพัฒน์ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อประสบความสำเร็จ ดำรง ได้รับเลือกเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ณรงค์จึงมอบงานให้โกตั๊บเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ประชาธิไตย” ด้วยเหตุผลทางการเมือง

ดังที่รู้กันว่า ในยุคปลายของเผด็จการถนอม-ประภาสนั้น สนั่น เกตุทัต พ่อของณรงค์ กับพ่อตาของดำรง ถูกอำนาจเผด็จการถนอม-ประภาส โดยณรงค์ กิตติขจรเล่นงานเรื่องทำไม้ซุงหายที่แม่สอด จังหวัดตากจนต้องถูกออกจากราชการ จุดยืนของหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยของบรรณาธิการโกตั๊บจึงมุ่งที่ต่อต้านถนอม-ประภาสเป็นหลัก

ช่วงเวลานั้น โกตั๊บถอดแบบจากพ่อสวมรอยสร้างเงื่อนไขสั่งสมบารมีด้วยการระดมหนุ่มสาวหัวก้าวหน้ามาเป็นทีมงานในสังกัดเป็นจำนวนมาก สร้างภาพลักษณ์เป็นคนหัวก้าวหน้ารักประชาธิปไตยเป็นชีวิตจิตใจ แต่เบื้องหลังความจริงแล้วเขากลับใช้เส้นทางบรรณพิภพกรุยทางสร้างเส้นสายอิทธิพลกับวงการสีกากีอย่างลึกซึ้ง

ประสบการณ์จากบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ครั้งนั้น ทำให้เขาได้เรียนรู้การใช้วิชามารในการสร้างความเป็นจริงเทียมเพื่อผลประโยชน์ตน ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างดีในปัจจุบัน
โกตั๊บตั้งตนเป็นปรมาจารย์ พร่ำสอนนักข่าวที่เป็นศิษย์รักให้เห็นถึงความมหัศจรรย์พันลึกถึงสิ่งที่เรียกว่า “ข่าว นั้นมิใช่การรายงานความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ หากแต่เป็นการ “สร้าง” ความเป็นจริงใหม่ขึ้นจากเหตุการณ์ด้วยการเลือกมุมมองหรือมิติใดมิติหนึ่งมารายงานหรือวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้” ซึ่งนั่นเท่ากับการเปิดช่องให้ใส่ “อคติ” ของคนทำข่าวได้เต็มที่อย่างแนบเนียนนั่นเอง

โกตั๊บแต่งงานกับอาจารย์สาวที่มีพื้นเพเป็นคนจังหวัดตรังและเป็นญาติห่างๆ ของนายตำรวจนักฆ่าชื่อดัง พลตำรวจเอกสล้าง บุนนาค อาศัยความเป็นสื่อและความสัมพันธ์ส่วนตัวนี้สร้างอิทธิพลในแวดวงสีกากีมาตลอดอย่างยาวนาน

โกตั๊บเป็นเพลย์บอยนักท่องราตรีชื่อดังในแวดวง จนได้รับฉายาจากเพื่อนๆ ในวงการว่า หน้าหม้อ เป็นโรคแพ้ความสวยของสตรีโดยเฉพาะดารานักแสดง นักร้อง นางแบบและแอร์โฮสเตส มีชื่อเสียงด้านเป็นเจ้าบุญทุ่มเพื่อสิ่งนี้ในระดับแนวหน้า ภรรยาจำต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เพื่อโกตั๊บ

หลัง 14 ตุลาคม 2516 โกตั๊บได้รับผลพวงจากหนังสือพิมพ์ที่ถูกเรียกว่าเป็นหัวหอกของฝ่ายก้าวหน้า แต่เมื่อกระแสขวาพิฆาตซ้ายตีโต้กระแสประชาธิปไตย โกตั๊บก็ถูกเชิญให้ต้องถอยออกจากงาน ซึ่งเขาก็ได้อาศัยความเป็นเลือดไหหลำเข้าเกาะติดบุญชู โรจนเสถียร เข้าร่วมงานกับพร สิทธิอำนวย และสุธี นพคุณของกลุ่มพีเอสเอ. รับหน้าที่ดูแลแผนกสิ่งพิมพ์ในชื่อ แอดวานซ์ มีเดีย ทำสำนักพิมพ์ใหญ่โต ออกหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวันเป็นที่ฮือฮามากในขณะนั้น ด้วยสไตล์ที่ทำอะไรต้องหวือหวาใหญ่โตด้วยค่าใช้จ่ายจำนวนมากเสมือนพิมพ์ธนบัตรใช้เองทำให้กิจการของแอดวานซ์ มีเดีย ต้องประสบปัญหาขาดทุนจนต้องขายธุรกิจนี้ให้กลุ่มอื่นไป

เมื่อโกตั๊บต้องตกสวรรค์ลงเหยียบดินจึงหลบมาสร้างรังใหม่ด้วยการออกนิตยสารชื่อ ชีวิตต้องสู้ และกรุงเทพ 30 หวังฟื้นคืนสวรรค์อีกครั้ง ในช่วงนี้โกตั๊บไม่ทิ้งนิสสัยเพลย์บอยกลับอาศัยความเป็นเจ้าของกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ออกล่าดารานักร้องชื่อดังมากมายเช่น จันทนี อุนากรูล และภัทราวดี ศรีไตรรัตน์ เป็นต้น ทำให้กิจการทรุดหนักซวนเซมีหนี้สินมากมายต้องทำตัวเป็นแมงดาจนมีวาทะอันลือชื่อว่า “กรูก็มีผัวมาหลายคน แต่ไม่เคยมีใครเ..ี้ยเหมือนโกตั๊บมันเอาทั้งตัวทั้งทรัพย์สินทุกอย่างไม่เลือกหน้า” จากนักแสดงชื่อดังและอาศัยเส้นสายนายตำรวจใหญ่สล้าง บุนนาคและแสวง ธีระสวัสดิ์ คุ้มกะลาหัวให้

แล้ววันหนึ่ง ความอัปมงคลก็มาถึง เมื่อเจ๊เจ้าของร้านทำเพลทแห่งหนึ่งทนความคับแค้นใจที่ได้รับจากโกตั๊บไม่ยอมเจรจาจ่ายหนี้ที่ติดค้างประมาณ 3 แสนบาทได้ จึงย้อนรอยนำตำรวจนอกอิทธิพลของโกตั๊บบุกเข้าจับตัวอย่างสายฟ้าแลบไม่ให้ตั้งตัวทัน ผลลัพธ์คือ โกตั๊บต้องไปนอนในมุ้งสายบัวหลายคืนเป็นตำนานอัปยศให้ต้องจดจำไปนาน โกตั๊บต้องขอให้เพื่อนเก่าอย่าง วศิน ผู้บริหารคนสำคัญของบริษัทโฆษณาใหญ่ ฟาร์อีส แอดเวอร์ไทซิ่ง ในเครือสหพัฒน์มาช่วยประกันตัว และนำไปซบแทบเท้าของโป้ยเสี่ย หรือไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์ น้องชายเสี่ยใหญ่อุเทนแห่งธนาคารศรีนคร ผู้เป็นผู้คุมสายส่งเหล้าทั่วประเทศของกลุ่มตระกรูลเตชะไพบูลย์มาเป็นนายทุนทำหนังสือใหม่

โกตั๊บ กลายเป็น 1 ใน 4 อรหันต์วงการสื่อ(โกวิท สีตลายันหรือมังกรห้าเล็บ ระวิ โหลทองแห่งสยามกีฬาปัจจุบันและเผด็จ ภูริปฏิภาณหรือพญาไม้)ที่รู้กันทั่วไปว่ารับใช้โป้ยเสี่ย พิทักษ์ผลประโยชน์โป้ยเสี่ยอย่างสุดจิตสุดใจด้วยทุนที่หนุนโกตั๊บให้ออกสื่อสิ่งพิมพ์ใหม่

เขาใช้วิชามารที่สั่งสมมานำข้อมูลเบื้องลึกที่ได้เคยร่วมทำงานกับพร สิทธิอำนวยและสุธี นพคุณ มาเล่นงานเพื่อนเก่าอย่างเมามันเพื่อแบล็คเมล์หาเงินเข้ากระเป๋าตนเอง
ใช้สื่อสิ่งพิมพ์ของเขาเล่นงานเจริญ ศิริวัฒนภักดี เพื่อช่วยเหลือเกื้อกรูลธุรกิจเหล้าของตระกรูลเตชะไพบูลย์และตบทรัพย์ได้เงินเข้ากระเป๋าอย่างมากมาย

นอกจากโกตั๊บจะเชี่ยวชาญวิชาตบทรัพย์แล้ว เพื่อเสริมบารมีความน่าเชื่อถือจึงวางมาดเป็นนักวิชาการด้านสื่ออาศัยเส้นสายเข้าสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วยความช่วยเหลือเกื้อกรูลจากเพื่อนเก่าเช่น ทนง พิทยะ ชัยอนันต์ สมุทวณิช สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์ และสมชาย ภคภาควิวัฒน์ จนกระทั่งสบโอกาสไปสนิทชิดเชื้อกับเกษม จาติกวณิช ล็อบบี้ยิสต์ชื่อดัง อดีตผู้บริหาร กฟผ. จึงผันตัวเองเข้าสู่แวดวงนักล็อบบี้ยิสต์ทางธุรกิจการเมือง ตั้งวงปักหลักที่โรงแรมรีเจนท์ ราชดำริ

อีกความสามารถหนึ่ง โกตั๊บอาศัยที่สล้าง บุนนาค ชะตาตกถูกย้ายไปเป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ดึงเอาพรรคพวกนักวิชาการเข้าไปสร้างสายสัมพันธ์เครือข่ายจนกระทั่งมีอิทธิพลเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี รับวิ่งเต้นโยกย้ายนายตำรวจทั่วราชอาณาจักรจนกระทั่งปัจจุบัน

ระหว่างนี้ โกตั๊บได้คบหาคุ้นเคยกับนักธุรกิจโทรคมนาคมชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวแลกเช็คหมุนเงินกันตัวเป็นเกลียว และคบหาสุเทพ วงศ์วรเศรษฐ์ แห่งกลุ่มศรีมิตร นักปั่นหุ้นชื่อดังในวงการตลาดหุ้นไทย ผู้สร้างชื่อจากบริษัทโนเนมกลายเป็นบริษัทหัวแถว จากหุ้นราคาไม่ถึง 100 บาทเป็นหุ้นราคามากกว่า 1,400 บาท นี่เองเป็นบทเรียนล้ำค่าช่องทางรวยทางลัดด้วยวิธีการ แต่งตัวปั้นบริษัทเข้าตลาดหุ้นเพื่อผลกำไรก้อนมหึมา

โกตั๊บปั้นแต่งโรงพิมพ์แห่งใหม่เข้าตลาดหุ้นและเข้าซื้อกิจการที่ปูนซีเมนต์ไทยโละทิ้ง อาศัยสื่อและอิทธิพลของสื่อสร้างราคาหาเงินจากตลาดหุ้นจนร่ำรวยหลายร้อยล้าน

ถึงตรงนี้ โกตั๊บทะเยอทะยานไปไกลยิ่งขึ้นถึงขั้นเจ้าพ่อสื่อระดับโลก รูเพิร์ต เมอร์ด็อก หวังเป็นเจ้าพ่อสื่อเมืองไทยสร้างกลุ่มธุรกิจในนาม เอ็มกรุ๊ป ขยายธุรกิจไปต่างประเทศเพื่อสร้างภาพเป็นนักธุรกิจระดับอินเตอร์ด้วยการแต่งหน้าทาแป้งเป็นกลุ่มทุนข้ามชาติที่ช่ำชองเชี่ยวชาญระดับมืออาชีพในอาเซียน ระดมนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายเข้าสังกัดหวังปูเส้นสายสร้างสายสัมพันธ์กับผู้นำในแถบอาเซียน เช่น ธัญญา ชุณชฎาธารหรืออ๋า เพื่ออาศัยความสัมพันธ์ฉันท์สหายเชื่อมต่อผู้นำประเทศลาว พีรพล ตริยะเกษม เดินสายติดต่อกับผู้นำประเทศเวียดนาม และไกรวุฒิ ศิรินุพงศ์หรืออี๊ดนักหนังสือพิมพ์และนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายที่กว้างขวาง เดินสายติดต่อในประเทศจีนแถบตอนใต้

โกตั๊บยกระดับชื่อเสียงจนโด่งดังทั่วเอเชียติดอันดับหนุ่มเนื้อหอมที่ดารา นางแบบทั้งในประเทศและฮ่องกงต่างสนใจในความเป็นเจ้าบุญทุ่มของเขา โกตั๊บติดพัน กง ลี่ ดาราสาวจีนชื่อดังถึงขนาดทุ่มเงินเช่าเครื่องบินเหมาลำชาเลนเจอร์ของการบินไทยพากง ลี่ บินว่อนไปทั่ว

เขาเป็นผู้ดึงตัวพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก สมัยรัฐบาลชาติชาย ลูกชายนายธนาคารผู้ถือหุ้นธนาคารใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ เจ้าของหนังสือข่าวเอกซคลูสีฟรายสัปดาห์ จัตุรัส(เจ้านายคนแรกของคำนูณ สิทธิสมาน) มาร่วมทีมเป็นที่ปรึกษาใหญ่ ได้รับการแนะนำให้เอาเฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งกลับจากลี้ภัยรสช.ที่เดนมาร์กมาปั้นสู่นักแบล็คเมล์แห่งวงการเมืองไทยและเป็นหัวหอกต่อสู้กับรสช.ที่อยู่ในระยะถดถอยจนกระทั่ง เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 และรสช.พ่ายแพ้ในที่สุด

มีความจริงที่โกตั๊บพยายามปิดไม่บอกให้โลกรับรู้ในเหตุการณ์นี้ว่า โกตั๊บนี่แหละเผ่นหนีก่อนใคร ไปตั้งหลักที่ประเทศอังกฤษก่อนวันที่ 17 พฤษภาคม 35 ด้วยซ้ำทิ้งให้พนักงานดูแลจัดการเผชิญปัญหาตามลำพังได้แต่โทรศัพท์ทางไกลมาถามอย่างขี้ขลาดว่าเหตุการณ์ไปถึงไหนแล้ว และจบด้วยคำพูดทุกครั้งว่า “่ขอให้สู้ต่อไป ไม่ต้องห่วง พี่อยู่ทางนี้เอาใจช่วยเสมอ” แต่เวลาเล่าเหตุการณ์ให้คนภายนอกฟังมักแอบอ้างฉวยโอกาสว่าตนเป็นผู้ยืนหยัดอยู่แถวหน้าในการต่อสู้เสมอ

โกตั๊บเป็นคนเชื่อและคลั่งหมอดูแบบขาดไม่ได้ไม่ว่าจะทำอะไร มักบอกกับใครๆ ว่า นิสัยและดวงชะตาของเขาเป็นแบบเดียวกับเจงกิสข่าน คือ เป็นนักตีเมือง แต่ไม่ชอบรักษาเมือง ดังนั้นจึงต้องตีเมืองไปเรื่อยๆ

เมื่อรสช.พ่ายแพ้และประชาธิปไตยกลับคืนมา โกตั๊บ


สนธิลิ้มที่คุณไม่รู้จัก - สดุดีความรักชาติของอดีตราชามีเดียของเอเซียอาคเนย์
The Unspoken Patriotism of Former Media King of Southeast Asia

นครลอสแองเจลิส (ข่าว VNN) - 22 พฤศจิกายน 2552 - เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว นาย พอล สิทธิอำนวย ซึ่งได้อาศัยฝีมือของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

ทำให้สามารถสร้างธุรกิจระดับ ๒๐๐๐ ล้าน โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่หลังจากที่นายพอลต้องฝ่าพายุธุรกิจ ผันตัวเองมาลี้ภัยอยู่ในอเมริกา นายสนธิ ต้องอาสารับภารกิจมีเดียต่อจากนายพอลในฐานะทายาท จากนั้นเป็นต้นมา นายสนธิได้สถาปนาตัวเองอย่างรวดเร็ว กลายเป็นราชาแห่งมีเดียของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (Media King of Southeast Asia)

กิจการมีเดียของนายสนธิเจริญขึ้นเรี่อยๆ มีทั้งหนังสือพิมพ์ แมกกาซีน รายการวิทยุและโทรทัศน์ทั้งในและนอกประเทศ จนเป็นที่ประทับใจของนักธุรกิจที่อยู่ในวงการมีเดียเป็นอย่างมาก จะขอกู้เงินจากธนาคารก็มักจะไม่มีปัญหา

สมัยนั้น นายสนธิมีเครดิตมากขนาดซื้อกิจการทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ ไม่ว่ามีเดียไหน วิสัยทัศน์ทางธุรกิจมีเดีย คือ การเข้าไปมีชี่อเป็นเจ้าของกิจการมีเดียทุกประเภท เพื่อนายสนธิจะได้เป็นเจ้าพ่อสื่อได้ในที่สุด

และที่สำคัญที่สุด ในฐานะที่เป็นคนไทย ตัวเขาเองไม่เคยลืมตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินเกิด การเข้าครอบครองสื่อต่างๆเหล่านี้ เขาถือว่า เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไืทย โดยประเทศไทยไม่ต้องเสียเงินไปจ้างบริษัทเอเยนซี่ใดๆ

ตัวอย่างที่ดังที่สุด คือการซื้อแมกกาซีนอเมริกันที่มีฐานในนิวยอรค์และลอส แอนเจลสีส ชื่อ Buzz Magazine ทั้งๆที่เป็นแมกกาซีนที่จะเจ๊งอยู่แล้ว

แต่ ด้วยวิสัยทัศน์ของนายสนธิ ที่อยากเห็นคนไทยเป็นเจ้าของแมกกาซีนฝรั่ง และเห็นประโยชน์เชิงประชาสัมพันธ์ที่จะเกิดแก่ประเทศไทย ก็เลยแสดงความใจป้ำ ซื้อด้วยราคาที่สูงลิ่ว คือ ในราคา ๑๖๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๐ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคนขายถึงกับงงในกลยุทธที่แนบเนียนของนายสนธิ

วง การธุรกิจมีเดียแทบไม่เชื่อกับตา เพราะโฆษณาขายแมกกาซีนนี้มานาน แต่ไม่มีหน้าไหนมี “gut” เท่าคนไทย นับว่า เป็นวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของนายสนธิ

ยังจำได้ว่า ตอนเปิดตัวเจ้าของ Buzz ใหม่ ผมได้ถูกเชิญไปร่วมงานเลี้ยงที่โรงแรมหรูใน Beverly Hills ได้เห็นนายสนธิเดินชนแก้วบั่นรีไวน์กับนักธุรกิจมีเดียระดับโลกในแอลแอด้วย ความโก้หรู

แต่น่าเสียดาย แค่หนี่งปีสองเดือน Buzz ก็ต้องปิดกิจการ เพราะขาดกระแสเงินสดจ่ายให้กับพนักงานฝรั่งทั้งหลาย หลังจากพยายามจะขายต่อให้คนอื่น แต่ไม่มีใครมี “gut” ทางธุรกิจ(เหมือนนายสนธิ) ที่จะเสนอหน้ามาซื้อ

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของนักธุรกิจระดับโลกอย่าง นายสนธิ เพราะตั้งแต่ตอนเข้าซื้อกิจการ นายสนธิได้ ”โปรแกรม” การปิดกิจการนี้ไว้แต่ต้นแล้วแล้ว

ด้วยความมีน้ำใจรักชาติของนาย สนธิ นายสนธิสำนึกเสมอว่า สุดท้ายแล้ว เงิน ๑๖๐๐ ล้านบาทที่นำมาซื้อกิจการนี้ เพียงแค่การประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในระดับโลก ก็คุ้มค่าแล้ว นายสนธิจึงมองเป็นกุศโลบายว่า เงิน ๑๖๐๐ ล้านบาทนี้ ว่าที่จริงแล้ว ก็มาจากแบงก์ไทย

ดังนั้น จึงถือว่า คนไทยทุกคน มีส่วนร่วมเป็นหุ้นส่วน ในการเทคโอเวอร์ระดับโลกครั้งนี้ด้วย คนไทยทุกคนจึงน่าจะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

สรุปคือ ภาษีของคนไทยน้อยนิดที่ถูกนำไปโอบอุ้มหนี้เสียเหล่านี้ เทียบไม่ได้กับชื่อเสียงระดับโลกที่นายสนธิได้ทำให้แก่ประเทศไทยนั่นเอง

นายสนธิ ถือว่า เป็นคนสนับสนุนและช่วยให้คุณทักษินเป็นนายกรัฐมนตรี แต่น่าเสียดายที่ นายกทักษิณไม่เคยสำนึกถึงบุญคุณคน ไม่ยอมรักษาคำพูดที่เป็นข้อตกลงว่า เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะร่วมเป็นหุ้นส่วนกอบกู้ชาติกับนายสนธิ กล่าวคือ ไม่ยอมแต่งตั้งคนสนิทของนายสนธิตามข้อตกลงเบื้องต้น

มิฉะนั้นแล้ว หนี้ ๖๐๐๐ ล้านบาทของนายสนธิ คงจะได้รับการปรับลดจนเหลือแค่ ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กิจการของนายสนธิฟื้นตัว และส่งผลพวงเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในที่สุด

น่าอนาจที่คนอย่าง นายกทักษิณ ที่คนยกย่องว่า มีวิสัยทัศน์นักธุรกิจที่ดี กลับตอบปฎิเสธทันทีอย่างไม่มีเยื่อไย โดยอ้างเพียงว่า เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทั้งๆที่นายกทักษิณรู้ว่า การผิดกฎหมายในกรณีนี้ อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยกลับให้ฟูเฟื่องฟองสบู่แบบเดิมได้อีก

อย่างนี้แล้ว นายทักษิณจะอ้างว่า ตัวเองรักชาติได้อย่างไร

หลังจากนั้นมา ในฐานะที่เป็นคนไทยผู้รักชาติ นายสนธิก็ตั้งความมุ่งมั่นว่า คนซึ่งไม่รักชาติและขาดวิสัยทัศน์เชิงธุรกิจเช่นนี้ ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีไทยอีกต่อไป จึงยอมสละทุกสิ่งทุกอย่าง มาเป็นแกนนำพันธมิตร และพร้อมจะทำทุกอย่าง เพื่อให้นายกทักษิณออกจากตำแหน่งให้ได้

โดยพร้อมสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่ อย่าง นายอภิสิทธิ ซึ่งแม้จะขาดประสบการณ์ด้านธุรกิจ แต่ก็เหมือนผ้าขาว ย่อมง่ายต่อการฟูมฟัก ให้มีวิสัยทัศน์ร่วมกับวิสัยทัศน์ของนายสนธิได้

พันธกิจที่สำคัญอันดับแรก คือ ต้องมาช่วยกันสลายหนี้ก้อนโตในวงการธุรกิจ ซึ่ง ถ้าทำได้ จะถือเป็นการกู้้ชาติที่ยิ่งใหญ่ ทำให้นักธุรกิจที่ล้มละลาย (เพราะการโจมตีค่าเงินบาทจากต่างชาติในปี ๑๙๙๗) ได้กลับมามีส่วนร่วมในการสร้างชาติไทยอีกครั้ง

ตัวเขาเองยอมรับว่า ศึกครั้งนี้มีเดิมพันใหญ่หลวงนัก เพราะถ้าทักษิณได้กลับมาอีกครั้ง เขาอาจต้องหนีไปอยู่อเมริกา อย่างไรก็ตาม เขาพร้อมจะเผชิญความยากลำบากของชีวิตในบั้นปลายที่อเมริกา (ถ้านายพอลเจ้านายเก่าของเขาสามารถทนใช้ชีวิตลำบากอยู่ในอเมริกาได้ เขาก็ย่อมทนอยู่ได้เช่นกัน)

ดังนั้น กิจกรรมกู้ชาติและภาษีของประชาชนจึงต้องมาก่อนเสมอ!




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2552 16:54:43 น.
Counter : 1214 Pageviews.  

ทำไมนักข่าวถึงรักคณะปฏิวัติเหลือเกิน

ทำไมนักข่าวไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบ


เมื่อคืนผม ไปกินเลี้ยงกับเพื่อนๆนักข่าว จากกรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ โพส และเนชั่น ก็คุยกันเรื่อง “ทำไมถึงรักคณะปฏิวัติเหลือเกิน” แล้วปล่อยเรื่องใหญ่ๆไปเฉยๆหลายอัน คำตอบก็อยู่ข้างล่างแล้วนะครับ ลองอ่านกันดูจะได้เข้าใจนักข่าวมากขึ้น


ความผิดพลาด “อันยิ่งใหญ่ระดับล้มรัฐบาล”

มีเรื่อระดับล้มรัฐบาลได้สองสามเรื่องนะครับ เรื่องแรกคือการที่คณะปฏิวัติ ออกมาตรการมา “จำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อ” หลายครั้งหลายหน เช่นสั่งให้ช่องห้า ไม่ออกข่าวชวลิตอีก คือถ้าจำกันได้ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย “ด่า” ทักษิณว่าคุกคามสื่อ รุนแรงมากหลายครั้งนะครับ เพียงเพราะทักษิณออกมาด่าว่าสื่อเอนเอียง นี่คณะปฏิวัติไปไกลกว่าทักษิณมาก แต่สมาคมนักข่าวไม่ด่าเลย


เรื่องที่สองก็แปดแสนล้านนะครับ ที่ถ้าเป็นทักษิณ รัฐบาลคงจะล้มไปแล้ว เพราะเสียหามมากเหลือเกิน แต่สำนักข่าวหลายสำนัก ไม่ด่าเลย แถมสร้างข่าวขึ้นมา ว่าทักษิณรอยู่เบื้องหลัง คือคนตัดสินใจออกมาตรการมาใช้จริงๆไม่ด่า กลับมาด่าทักษิณว่าหาประโยชน์จากมาตรการของตัวเอง สุดท้ายก็เรื่องระเบิดนะครับ ที่รู้ล่วงหน้า แต่ไม่เตือนประชาชนเลย ผิดพลาดขนาดนี้ คนตายและบาดเจ็บ เป็นทักษิณ รัฐบาลถูกด่าจนพับไปแล้ว คือจำได้ไหมครับเรื่องไข้หวัดนก ที่ด่ารัฐบาลกันแหลก ว่ารู้มาก่อน แต่ไม่บอกใคร คือถูกด่ายับเลยครับ คือนี่มันใหญ่กว่าไข้หวัดนกเป็นสิบๆเท่า แต่ไม่ด่ากันเลย


งบลับ การข่มขู่ และผลประโยชน์ระดับ “พระกาฬ”

ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ทราบถึง “วงใน” ของสื่อนะครับ ว่าสกปรกขนาดไหน เอาเป็นว่าข่าวนักการเมืองพรรคปชปซื้อวอลโว่สามล้านให้นักข่าวโพสนั้น เป็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” ที่โผ่ลออกมาให้เห็นเท่านั้นนะครับ ความจริงคือนักข่าว “ถูกซื้อตัว” กันทั่วไปหมด ส่วนสำนักข่าวก็ทราบกันดีว่าเป็น “ธุรกิจการเมือง” ขนาดไหน เพื่อนๆเมื่อคืนก้บอกผมกันตรงๆเลยว่า “เงิน” มันกระจายไปทั่ววงการสื่อหลังปฏิวัติ รวมไปถึงการตกลงทางธุรกิจใหญ่ๆ ท่านผู้อ่านก็คงเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงบ้างนะครับ และสุดท้าย นักข่าวนอกคอกก็ “ถูกเรียกตัว” ไปพบและถูกสั่งและขู่ว่าไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง


ยอมรับ “ถือหางผิดและเดินผิดทาง” ไม่ได้

เรื่องเงินนั้นในวงการสื่อเขาถือว่าปรกติ แต่ท่านอาจจะไม่ทราบ ว่าคนในวงการสื่อนั้นเขา “รักษาหน้ากันสุดชีวิต” คือแทบไม่ยอมขอโทษใครเลย ไม่ว่าจะลงข่าวผิดขนาดไหน คือนักข่าวนั้น “อีโก้สูงส่งมาก” มันเป็นธรรมชาติของนักข่าวนะครับ เมื่อคืนก้พูดกันเรื่องนี้ หลายคนบอกว่า “เงินที่ได้มานะมันซื้อเวลา แต่ไม่ได้ซื้อใจ” หมายความว่าถ้าคณะปฏิวัติขืน “เฮ็งซวย” บ่อยๆ อำนาจเงินมันก็หมดความหมายได้เหมือนกัน คือถ้าไม่อัดฉีกมาอีก ก็กัดยับแน่ แต่ก็หัวเราะกันนะครับ เพราะผมถามเพื่อนที่ผู้จัดการว่า “อย่างลื้อนะหรือจะเลิกถือหางคณะปฏิวัติ ต่อให้ทหารฆ่าประชาชนที่มาประท้วงสักสิบคน ลื้อก็จะหาทางโยงไปด่าทักษิณอยู่ดี” ก็เพื่อนๆคุยกันนะครับ แต่ประเด็นคือสาเหตุที่ไม่ด่าคระปฏิวัติกัน เพราะการเมืองมันร้อนแรงจนต้องถือหางกัน และพอบวกกับนิสัยไม่ชอบรับว่าตัวเองมองอะไรผิด แล้วเงินอีก เรื่องแบบรู้ล่วงหน้าแต่ไม่เตือนใคร มันถึงไม่เป็นข่าวเลยครับ


ยัง “แสลง” กับทักษิณ

ถ้าจะให้บอกว่ามีอะไรในนักข่าวไหมที่ “ไกล้เคียงความบริษุทธิ” ที่สุด ที่ทำให้ไม่ด่าคณะปฏิวัติ คำตอบก็คือยังเกลียดทักษิณเข้าใส้นะครับ ประเด็นนี้มันตรงกันทุกคนนอกจากผมเท่านั้นครับ คือผมชอบทักษิณ แต่ผมก็ถามเพื่อนตรงๆเลยว่า “ถามลื้อตรงเลยนะ เอ็งด่าทักษิณเพราะเขาเลวในตาลื้อแต่มันก็หน้าที่ลื้อที่จะเป็นหมาเฝ้าบ้าน ลื้อคิดว่าการปล่อยคณะปฏิวัติไปเฉยไม่ตรวจสอบ มันดีต่อชาติและคณะปฏิวัติเองหรือ” คือตอนปฏิวัตินี่ มันเป็นช่วงที่ไม่มีการตรวจสอบเลย จากภาคไหนก็ตาม ถ้าสื่อไม่ทำหน้าที่นี้ตอนนี้ แล้วจะทำตอนไหน เพื่อนๆก็อื้งกันไปนะครับ แต่เพื่อนที่ผู้จัดการก้อัดกลับมาว่า “ด่าคณะปฏิวัติเท่ากับสนับสนุนทักษิณ” นี่ก็เป็นปรัชญาของนักข่าวมากมายนะครับที่ว่าทำไมไม่ด่าคณะปฏิวัติ คือ “กลัวทักษิณกลับมา” ผมไม่ได้ต่อด้วยเรื่อผิดจรรญาบรรรณนักข่าวที่ต้องเป็นกลางและเสนอความจริง เพราะผมก็ผู้ใหญ่พอที่จะรู้ว่า ในโลกของความเป็นจริง คนก็คือคน ดีบ้างเลวบ้าง ผสมกันไป นักข่าวก้เหมือนกัน


ยังไม่หมด “ความหวัง” กับรัฐบาลคณะปฏิวัติ

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ว่าทำไมนักข่าวไม่ตรวจสอบคณะปฏิวัติ เพื่อที่โพสพูดไว้ดีมาก “อั้วยังไม่หมดหวังกับคณะปฏิวัติหวะ ไปด่ามากๆเขาหมดโอกาสแน่ ส่วนห้าเหลี่ยมมันเก่งหวะ ด่าขนาดไหนก็รอกหมด” ผมก็ว่าจริงนะครับ กระแสแรงมากตอนนี้คือสื่อออกมา “อุ้มชูดูแล” คณะปฏิวัติกันอยู่ แล้วในกระแสแบบนี้ ใครมันจะไปนอกคอกมากนักแล้วตำหนิหรือด่าคณะปฏิวิตครับ ผมก็ย้อนถามเพื่อนที่โพสนะครับ ว่าแล้วการที่คณะปฏิวัติออกมา “จองล้างจองผหลาญทักษิณแบบนี้ เรื่องไม่จบแน่นะ ความม่สมานฉันท์แบบนี้ มันทำให้คนออกมาระเบิดเมืองไปแล้วนะ” คือยังสนับสนุนดูแลเลี้ยงดุเอ็นดู คณะปฏิวัติอยู่ได้อย่างไร เพื่อนที่โพสก็บอกว่า “มันดีกว่าทักษิณกลับมาก็แล้วกัน ที่เราคิดว่าสนธิผิดที่สุด คือปล่อยทักษิณให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง” ก็รู้ๆกันนะครับว่าโพสนั้นไม่ชอบทักษิณขนาดเป็นรองก็ผู้จัดการเท่านั้น


ไม่กล้า “ทวนกระแส” คนกรุงเทพ

โพลล่าสุดคือคนกทมเพียง ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เชื่อมั่นในคระปฏิวัติและรัฐบาลของทหารนะครับ แต่ถ้าถามคนกรุงเทพว่าสนับสนุนใคร มันก็เกือบร้อยนะครับที่สนับสนุนคณะปฏิวัติ มีสำนักข่าวต่างประเทศไปสำพาสคนที่เอาดอกไม้มาให้ทหารตอนปฏิวัตินะครับ จริงเท็จอย่างไรไม่ทราบแต่แม่บ้านและครอบครัวทหารรถูกเกณ์กันมามากนะครับ ฝรั่งเขาก็รายงานไปตามนั้นนะครับ แต่มันก็แน่นอนว่าคนกรุงเทพเกลียดทักษิณมาก และสนับสนุนคณะปฏิวัติ แล้วนักข่าวหน้าไหนจะกล้าแหวกแนวออกมาด่า “ฮีโร่” ของคนกรุงเทพหละครับ


หัวหน้าสนับสนุน “ปชปอยู่”

อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ทราบ แต่นักข่าวส่วนมาก “ชื่นชม” พรรคปชปนะครับ โดยธรรมชาติในตัวของมันเอง เพราะปชปนั้น “ตรวจสอบเก่ง พูดเก่ง ทำประชาสำพันธ์เก่ง” คือปชปนั้นเหมือนนิสัยนักข่าวไม่มีผิด คือเก่งตอดจิก ถามเป็นชุด ขุดหลุมพราง ปิดทางหนี อะไรแบบนั้นนะครับ คือธรรมชาติปชปกับนักข่าวนั้นใกล้เคียงกันมาก ก้เป็นอีกสาเหตุหลักนะครับที่ทำไมเขาไม่ด่าคณะปฏิวัติ เพราะเก็งกันว่าคณะปฏิวัติกำลังมองการผ่องถ่ายอำนาจ และหาคนคุ้มครองหลังหมดอำนาจ ก็กับพรรคปชปนี่เอง คือหัวหน้าข่าวส่วนมากรักปชปเป็นชีวิตจิตใจและก็สนับสนุนอภืสิทธให้เป็นนายกคนต่อไปนะครับ


สรุป

อย่าหวังอะไรมากจากนักข่าวครับ

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
จากคุณ : ทันคนทันข่าว - [ 6 ม.ค. 50 12:08:56 A:58.9.28.28 X: ]




 

Create Date : 08 มกราคม 2550    
Last Update : 10 มกราคม 2550 17:45:12 น.
Counter : 280 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.