ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

กิเลน ประลองเชิง ณ ไทยรัฐ หางโผล่เชียร์ปชป.สุดใจขาดดิ้น

ศักดินาเพื่อนนายกฯ

หากคุณชวน หลีกภัย จะถือว่ารถจี๊ปเป็นรถประวัติศาสตร์ ในการหาเสียงก็คงได้ แต่ผมไม่อยากให้ลืมรถมอเตอร์ไซค์ ที่คุณชวนใช้หาเสียงจนได้เป็น ส.ส. ...สมัยแรก ปี 2512

คนขับมอเตอร์ไซค์ ชื่อไข่...ชื่อจริง นายทรรศิน เที่ยงธรรม

ข้อมูลนี้มีการเผยแพร่ช่วงเทศกาลชวนฟีเวอร์ ประเดิมนายกฯ รอบแรก...นายไข่เป็นเพื่อน ร่วมชั้นมัธยม...ได้รับจดหมายจากเพื่อนชวน ส่งไปจากกรุงเทพฯ บอกว่าจะลงสมัคร ส.ส.

ถึงเวลาหาเสียง นายไข่ก็ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อนท้ายเพื่อนชวน... ตระเวนไปตามหมู่บ้าน

คนเมืองตรังชอบดูโนรา หนังตะลุง ดูกันแบบวันยังค่ำ คืนยันรุ่ง

เวทีโนรา หนังตะลุง มีคนดูมาก นักการเมืองหนุ่มหน้าใหม่... ก็ใช้วิธีไปขอขึ้นเวที...ปราศรัย

โนราดังอย่างคณะโนราเติม...มีเมียสองคน ชื่อหนูวิน หนูวาด... ไปเล่นที่ไหนคนบ่าไหล มาดูกันแน่น เห็นหน้านักการเมืองหน้าใหม่ นายโรงโนราไม่รู้จักก็ไม่ยอม

นายโรงไม่เล่นด้วย นายชวนก็เบนเข้าไปหาหนูวิน หนูวาด เมื่อสองเมียนายโรงเมตตา...

โนราเติมก็ยอมให้ขึ้นเวที

ตอนตระเวนไปตามเวทีโนรา หนังตะลุง นี่แหละ นายไข่ ก็ทำหน้าที่สารถี จากหมู่บ้านหนึ่ง ไปถึงหมู่บ้านหนึ่ง ส่งเพื่อนชวนขึ้นปราศรัย ตัวนายไข่ก็งีบเอาแรง

นายชวนปราศรัยจบ นายไข่ก็ตื่นบึ่งมอเตอร์ไซค์ต่อ...ตอนนี้ ถึงทีเพื่อนชวนง่วงมั่ง นั่งสัปหงก

นายไข่กลัวเพื่อนชวนจะหล่นลงข้างทาง หยุดรถแล้วใช้ผ้าขาวม้ามัดไว้กับตัวเอง

ด้วยวีรกรรมนี้ เมื่อเพื่อนชวนวาสนาส่งเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ก็มีนักข่าวแวะเวียนไปหา นายไข่เปิดเผยฐานะตัวเอง “วาสนาผมเป็นแค่เจ้าของร้านตัดผม”

แล้วนายไข่ก็ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าร้านให้นักข่าวถ่ายรูปไว้ เป็นหลักฐาน

เรื่องของนายไข่ เพื่อนรักนายชวน น่าจะจบลงตรงนี้ แต่บังเอิญผมมีข้อมูลใหม่ คุณชวนนั่นแหละคุยให้ฟังเอง

“ร้านตัดผมนั่น...ของพี่ชาย” คุณชวนว่า “ไข่มันทำงานรับจ้าง ลูกก็หลายคน ผมดูแลอยู่”

ผมย้อนไปเปิดหาหนังสือพิมพ์ฉบับที่มีภาพนายไข่ยืนหน้าร้านตัดผม...ดูอีกที ดูแล้วก็ยิ่งซาบซึ้งน้ำใจนายไข่มากขึ้น

เพื่อนเอ๋ย...จำใจโกหกอุปโลกน์เป็นเจ้าของร้านตัดผม กลัวว่าจะไม่สมฐานะเป็นเพื่อนนายกฯ

นึกถึงนายไข่แล้ว ผมก็นึกถึงมอเตอร์ไซค์...คันนั้น

ผมว่า คันที่นายไข่ใช้ผ้าขาวม้ามัดคุณชวนไว้ไม่ให้หล่น ตอนตระเวนหาเสียงกลางคืน... น่าจะเป็นรถคันประวัติศาสตร์ ลำดับต้นๆกว่ารถจี๊ปที่คุณชวนเพิ่งซ่อมออกมาใช้

ถ้าคุณชวนงัดมุกซ่อมมอเตอร์ไซค์บึ่งหาเสียง คงเรียกเสียงกรี๊ดจากแม่ยกได้มากกว่า

แต่ไม่ว่าจะใช้รถหาเสียงแบบไหน เพราะคุณชวนมีเพื่อนที่ จริงใจแบบนายไข่มากมาย ทั่วภาคใต้...เลือกตั้งกี่ครั้ง ประชาธิปัตย์ ก็ชนะทุกครั้ง

จะเป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าประชาธิปัตย์จะชนะเฉพาะในภาคใต้ ผมอยากเห็นคนแบบ นายไข่อยู่ทั่วประเทศ ช่วยลงคะแนนให้ทั้งประเทศ

ผมเชื่อของผมว่า เลือกประชาธิปัตย์แล้ว ทหารจะไม่ ปฏิวัติ บ้านเมืองก็จะไม่วุ่นวาย ชาวบ้านก็จะไม่เดือดร้อน.

"กิเลน ประลองเชิง"

//www.thairath.co.th/news.php?section=politics02&content=71483
..........................................................

นี่หรือครับสื่อที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลาง
เเล้วร่ำ ๆ จะเรียกสิทธิให้ผู้อื่นคุมครองสื่อ

คุณกิเลน

ไม่เห็นบอกเลยว่าทำไมเลือกประชาธิปัตย์จะดีเหมือนอย่างที่พูด

ไม่เห็นบอกเลยว่าทำไมเลือกประชาธิปัตย์จะไม่มีปัญหากับเผด็จการ

ไม่เห็นบอกเลยว่าเลือกประชาธิปัตย์จะไม่มีปัญหาเพราะว่ากอดขาเผด็จการอยู่

ไม่เห็นบอกเลยว่าเลือกประชาธิปัตย์แล้วจะประเทศจะเจริญก้าวหน้าไปในแนวทางไหนนอกเหนือ
จากที่จะบอกแต่ข้อดีว่าจะไม่มีปัญหากับเผด็จการ

ไม่เห็นบอกเลยว่าเลือกประชาธิปัตย์แล้วแน่หรือที่จะไม่มีปัญหากับผู้ที่รักประชาธิปไตย

ไม่เห็นบอกเลยว่าเลือก พปช. ก็จะไม่มีปัญหากับเผด็จการเช่นกัน เพราะ พปช.ก็ประกาศไปแล้วว่าจะไม่มีการคิดบัญชีย้อนหลัง
พร้อมอโหสิให้กับทุกคน

และสุดท้ายไม่เห็นบอกเลยว่า คุณกิเลน กอดขี้ กินไส้ เผด็จการทหารอยู่ นิยมชมชอบการปกครองระบอบเผด็จการ
และเทิดทูนเหลือสิ่งอื่นใด

ด้วยความเคารพครับ คุณกิเลน




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2550    
Last Update : 13 ธันวาคม 2550 15:15:23 น.
Counter : 1052 Pageviews.  

ความเห็นแก่ตัวมักง่ายของสื่อบันเทิง

สมาคมนักข่าวเดือด! นัดรวมพลวันจันทร์ กรณีถูกไล่ในงานแต่ง
หลังจากที่ถูกไล่ให้ออกจากโรงแรมโอเรียนเต็ลมานั่งตบยุง รอแผ่นซีดีรูปภาพงานแต่งงานของ “ภราดร ศรีชาพันธุ์” กับ “นาตาลี เกลโบว่า” เป็นเวลา 6 ชม.เต็มเมื่อหลายวันก่อน ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างมากมาย สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ต่างพร้อมใจกันนำเสนอข่าวดังกล่าวกันอย่างครึกโครม

ล่าสุด “น้อย สัตกมล วรกุล” นายกสมาคมนักข่าวบันเทิง ก็ได้รับการร้องเรียนจากนักข่าวบันเทิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น งานนี้เจ้าตัวถึงกับออกโรงจวก ว่า ทำอย่างนี้ถือไม่ให้เกียรติกัน เตรียมนัดประชุมนักข่าวสายบันเทิงที่ไปร่วมงานดังกล่าวในวันจันทร์นี้ เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“ตอนนี้สมาคมยังไม่มีมติอะไรออกมา แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวขอบอกว่า โดยปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบไปงานของดาราซักเท่าไหร่ เพราะเคยเจอมาเยอะแล้ว พอจะทำธุรกิจก็เรียกนักข่าวไป พอตัวเองจะมีความสุขแต่กลับไม่ให้นักข่าวเข้างาน ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องดีเป็นเรื่องมงคล นักข่าวก็นำเสนอในแง่บวกอยู่แล้ว แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้นักข่าวได้ทำงาน”

“ไม่ให้เข้างานยังไม่เท่าไหร่ แต่นี่ถึงขั้นไล่ออกจากโรงแรม บอกได้เลยว่าเท่าที่เคยเห็นมา ยังไม่เคยเกิดกรณีไล่นักข่าวออกไปนอกโรงแรม ถามว่า มันเป็นเรื่องที่รับได้ไหม มันก็ต้องรับให้ได้เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว การขับไล่กันแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ให้เกียรติกันอย่างมาก ทำเหมือนนักข่าวเป็นที่น่ารังเกียจ ถามหน่อยถ้าเป็นคุณจะรู้สึกอย่างไร”

“สำหรับเรื่องนี้มีนักข่าวหลายคนโทร.เข้ามาถามว่า ตกลงทางสมาคมจะดำเนินการอย่างไร ในขั้นต้นเราก็คงจะคุยกับนักข่าวสายบันเทิงที่ไปร่วมงานมาก่อนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นอย่างไร คงต้องฟังจากหลายๆ ความคิดเห็น เป็นการระดมความคิดเห็น ขอเชิญนักข่าวสายบันเทิงทุกคนมาร่วมงานแถลงข่าวโบลว์ลิ่งการกุศลวันจันทร์นี้ที่เอสพลานาด เพื่อที่จะได้พูดคุยเรื่องนี้กันด้วย”

“เรื่องแบน หรือบอยคอต คงไม่ใช่ประเด็นที่เราจะมาตัดสิน เพราะแต่ละคนก็มีต้นสังกัดก็ขึ้นอยู่กับต้นสังกัดว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ในฐานะสมาคมนักข่าวบันเทิงเราก็ต้องดูแลสมาชิก ดูแลนักข่าวที่โดนกระทำ คงมีการพูดคุยกันว่า ต่อไปนี้เราจะต้องปกป้องนักข่าวด้วยกันอย่างไร เหตุการณ์แบบนี้จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก”


ให้ตายสิครับ ผมในฐานะขาประจำข่าวการเมืองคนหนึ่งไปแล้วและไม่ค่อยตามข่าวบันเทิงมายาวนานนับตั้งแต่กระแสพันธมารของแป๊ะลิ้มกำลังครองเมือง
สื่อหัวดังอย่างเนชั่(ว)นกับmanagerแสดงความลำเอียงเข้าข้างคณะกบฏ(รัฐประหาร)อย่างเห็นได้ชัด อย่างที่คอการเมืองหลายท่านก็ทราบกันดี
คราวนี้สายข่าวบันเทิงแสดงความมักง่ายเห็นแก่ตัว ไม่แพ้สายการเมืองเลยครับ

และนี่คือความเห็นส่วนหนึ่งที่ผมขอยกมาเพื่อประจานถึงความเลวของสื่อในสายบันเทิงบ้างครับ

ปกติเราไม่ชอบบอล นาตาลี และแม่อุบลหรอก แต่พอมาอ่านเรื่องราวที่นักข่าวร่วมกันใส่ร้ายในงานวันแต่งงานของเค้า เรารู้สึกเห็นใจทั้งคู่มากๆในฐานะคนไทยคนหนึ่ง

เรารู้สึก...สมน้ำหน้านักข่าวบันเทิงไทย ทางโรงแรมและเจ้าภาพจัดงานทำถูกที่สุดเเล้วที่ไล่ตะเพิดพวกมันเหมือนหมูเหมือนหมา ที่เค้าไม่ให้พวกนักข่าวไทยเข้าไป ก็เพราะส่วนมากมันไม่รู้กาละเทศะ

ถือว่าเป็นนักข่าว เลยทำกร่าง จะเอานู่นเอานี่ ต้องเตรียมอาหารเครื่องดื่ม เตรียมห้อง ให้ของชำร่วยอย่างดี ฯลฯ สรุปอีพวกกาฝากนักข่าว ทำงานมีแต่ได้กับได้ เงินไม่ต้องลงทุน ขายนิตยาสาร นสพ.ได้จากเรื่องราวของคนอื่น แล้วพวกแกเอาเงินไปจ่ายค่าเรื่องราวที่เค้าให้ข่าว เหมือนนักข่าวที่เมืองนอกเค้าทำกันรึป่าวล่ะ

นักข่าวเมืองนอก เค้ามีมารยาท แต่งกายสำรวม ลงทุนในการแต่งตัวเพื่อเข้าไปงานอย่างถูกต้องเป็นเกียรติต่อเจ้าภาพในงานและเจ้าของสถานที่ เค้าก็ต้องมีสิทธิ์ได้เข้าไปทำข่าวเป็นธรรมดา

โรงแรมเค้าระดับ5ดาว ไม่ใช่โรงแรมจิ้งหรีดกิ้งก่า เห็ดกองทัพนักข่าวไทยแต่งตัวไปเเล้ว สมควรที่เค้าให้พวกเธอใช้ห้องน้ำโสโครกๆเเบบนั้น เหมาะสมกับปาก นิสัย และการแต่งตัวของนักข่าวไทยดีแท้

นักข่าวไทยหัดเจียมกะลาหัว มีจรรยาบรรณ ปรับปรุงนิสัยในการทำงานหน่อยซิ จะเอาเรื่องราวของเค้าไปทำมาหากินแท้ๆ ตัวเองไปพึ่งความดัง ความสำเร็จของเค้า เพื่อจะเอามาขาย แต่ทำเป็นกร่างว่าข้าเป็นนักข่าว ใครไม่ต้อนรับ ทำไม่ดี กรูสามารถใช้ปากกา หมึกพิมพ์ ทำลายชื่อเสียงคนอื่นๆได้ ถ้าต้องการ

เดี๋ยวนี้คนไทยมีการศึกษา มีสมองคิดเองมากขึ้น ไม่ต้องให้นักข่าวมาปิดหูปิดตา อินเตอร์เน็ต สื่อนอกมีให้คนเข้าไปค้นคว้าหาเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริงเยอะเเยะ พวกคนมีการศึกษาเค้าไม่โง่เสียเงินไปซื้อนิตยาสาร นินทา ด่าว่าใส่ร้ายป้ายสีดารามาอ่านหรอก มีเเต่พวกชาวบ้าน ไร้การศึกษา แหล่ะที่โง่เสียเงินซื้อนิตยาสารโลว์คลาสมาอ่าน

สะใจสุดๆที่กองทัพนักข่าวไทย เจอนักข่าวฝรั่งมันเยาะเย้ยด้วย ดีสมน้ำหน้า กร่างซ่าดีนัก ไอ้พวกกาฝากของสังคม

พอดีเราเป็นผู้เจริญ มีการศึกษา เลยไม่โง่เขลาหลงเชื่อเรื่องที่นักข่าวแต่งมาเพื่อทำลายคนอื่นหรอก
นักข่าวสายการเมือง การกีฬา เศรษฐกิจ ที่ต้องใช้ความรู้ในการค้นคว้าหาข่าวมากๆว่าไปอย่าง เป็นนักข่าวCNN หรือก็ไม่ใช่ สำคัญตัวผิดไปรึป่าว เป็นแค่นักข่าวสายบันเทิงอย่าทำกร่างมากนัก

จะเข้าไปในงานเค้าน่ะ ให้เงินช่วยค่าจัดงาน หรือจ่ายค่าทำเรื่องให้เค้าเหมือนที่นักข่าวเมืองนอกเค้าทำกันรึป่าว

อยากจะทำข่าวหัดลงทุน ซื้อเสื้อผ้าดีๆเข้าไปในโรงแรมมีระดับหน่อย แล้วก็ให้เงินช่วยค่าจัดเลี้ยง ไม่ก็ให้เงินค่าซื้อข่าวเเบบที่เมืองนอกเค้าทำกันด้วย ถ้าต้นสังกัดคุณทุ่มทุนสร้างเเบบที่เเนะนำ แล้วเค้ายังไม่ให้เข้างาน ค่อยเข้ามาบ่น เข้ามากัดเค้า จะไม่ว่าเลย แถมจะเข้าข้างด้วย

นี่อะไรกะจะให้เค้าเสียตังค์เปิดห้องให้ฟรีๆ หาข้าว หาน้ำ หาอาหาร ราคาแพงๆระดับโรงแรม5ดาวมาเสิร์ฟ ให้ของชำร่วยแพงๆ ฯลฯ แหมเป็นแค่นักข่าวสายบันเทิง ขอไรมากมาย ญาติโกโหติกาเพื่อนฝูงเค้าก็ไม่ใช่

สำคัญตัวผิดกันดีแท้พวกนี้ กะแฎกฟรีว่างั้นเหอะ สมแล้วเค้าให้ใช้ห้องน้ำสั่วๆเหมาะกับปากและนิสัยพวกนักข่าวสายบันเทิงไทยดี

จากคุณ : นักข่าวไทยมันต้องเจอแบบนี้ (เล็กไม่งอก) - [ 2 ธ.ค. 50 20:16:53 ]

งานมงคลสมรส มีเกียรติระดับชาติ ฉายออกไปในหลายประเทศทั่วโลก เป็นที่น่าปลื้มปิติแก่ชาวไทย ที่นักเทสนิสที่มีชื่อเสียงของเรา มีชาวต่างชาติให้ความสำคัญ ขนาดมาทำข่าวออกไปแทบทุกสื่อในหลายแขนง

แต่พวกนักข่าว(ไทย)สายบันเทิง(ชั้นต่ำ) ที่ไม่ได้รับการอัญเชิญเข้าไปในงาน ได้เอาภาพไม่ดีๆ เกี่ยวกับการต้อนรับของโรงแรมและออกข่าวคาวๆในแนวว่าร้าย ใส่ความ ประหนึ่งเหมือนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเค้าไปฆ่าหรือ ไปโกงกินชาติบ้านเมือง มันถูกเรื่องหรอ พวกนักข่าวหัว...

การที่เอาข่าวมาลงในเวป เเล้วลงภาพเขียนข่าวในแนวให้ประชาชนรุมประชาทัณฑ์ผู้บริหารโรงแรมและคู่บ่าวสาว ที่ตกเป็นเหยื่อความไม่สมหวังของนักข่าวไทยสายบันเทิงชั้นต่ำ แบบนี้คิดว่าคนดี มีการศึกษา เค้าจะเข้าข้างรึไง
(พวกที่เข้าข้างแบบผิดๆถูกๆ โดยไม่ใช้สมองก็คงเป็นพวกไร้การศึกษา โลว์คลาสน่ะแหล่ะ)

จะบอกอะไรพวกนักข่าวชั้นต่ำไว้ว่าอย่าสำคัญตัวผิด ถ้าไม่มีนักข่าวกระหลั่วสั่วๆอย่างพวกแก โรงแรมที่พวกเเกไปทำข่าวนี่เค้าก็ไม่ได้เดือดร้อนและเค้าก็ไม่ได้ง้อสื่อบันเทิง(ไร้สาระ)ของพวกแก เพราะโรงแรมที่พวกแกสอใส่เกือกไปทำข่าวกัน เค้ามีชื่อเสียงของเค้ามานาน ติดอันดับโรงแรม5ดาวของโลกเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติทั่วโลกอยู่แล้ว ส่วนเจ้าบ่าวก็เคยเป็นนักเทสนิสระดับต้นๆของโลก และมือ1ของเอเซีย (เคยทำให้ชาวต่างชาติรู้จักเมืองไทยมากขึ้น) ส่วนนาตาลีเค้าก็เคยเป็นนางงามจักรวาล(ที่เผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปให้ชาวต่างชาติได้รู้) ทั้งสถานที่และตัวบุคคล เค้ามีความสำเร็จ และสร้างความมีชื่อเสียงด้วยความสามารถของเค้าเองอยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งนักข่าวกระหลั่วๆสั่วๆ แบบนักข่าวไทย(ชั้นต่ำ)สายบันเทิงหรอก

ตัวเองน่ะเป็นแค่นักข่าวกระจอกงอกง่อย ความรู้ต่ำที่สุดในบรรดานักข่าวทุกสาย เห็นด้วยกับคห.ที่12(ความรู้ไม่ต้องมีมากมายแน่นปึกแบบนักข่าวทางสายการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ) ตัวพวกแกเคยทำให้ประเทศชาติมีชื่อเสียงระดับโลกแบบทางโรงแรมและคู่บ่าวสาวที่พวกแกไปโจมตีเค้ารึป่าว

อย่าได้เอาอาชีพพวกแกไปเทียบกับพวกเค้าเลย อาชีพแกเป็นอาชีพที่ทำนาบนหลังคน อาศัยความดัง ความสำเร็จของตัวบุคคลไปเขียนข่าวเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ฉะนั้นพวกแกไม่ได้มีภาษีเหนือไปกว่าอาชีพอื่นๆจะบอกให้

คนขับรถมอร์ไซ คนเก็บขยะ คนกวาดถนน ฯลฯ ยังทำหน้าที่ได้มีเกียรติกว่าพวกแกบางตัวที่นั่งเทียนใส่ร้าย ป้ายสีสาดโคลน ทำลายชื่อเสียงดารา คนดังซะอีก

หน็อยแน่!!! เวลาเเก็งค์(จอมเษือก)นักข่าวสายบันเทิงไทยไปไหนต้องต้อนรับ ของชำร่วยต้องให้แบบแพงๆอย่างที่เเขกผู้มีเกียรติได้รับ ต้องเปิดห้องอย่างดีต้อนรับต้องหาอาหารเครื่องดื่มจากโรงแรม5ดาวมาประเคนให้ (7 /11มีเศือกไม่ไปซื้อน้ำ อาหารมากระแทกปากเอง แล้วทำมาเป็นเขียนบ่นด่าว่าเจ้าของงานและโรงแรม I E หอกหากสักกระเบือ)ห้องน้ำไม่สะอาดใช้ไม่ได้ ขี้ไม่ออกเดี๋ยวเป็นริดสีดวง เย่วม่ะออกเดี๋ยวเป็นนิ่ว อุส่าห์เอาภาพมาแปะโชว์ โอ๊ย E I จางรายนักข่าวไทย(สายบันเทิง) .... ถ้าต้อนรับข้าไม่ได้ใจเดี๋ยวจะเขียนข่าวให้เสียหายเลยเมริง...ชิมิรู้แกวพวกมันดี ตาลัยเวงพวกนี้ ปั๊ดโธ่I Eนักข่าวบันเทิงไทยส้งทิงนี่ ไปเศือกเรื่องเค้าแล้วยังจะหวังแฎกฟรีเอาดาบหน้าจากงานเค้าอีก ดับเบิ้ลเลว ทริปเปิ้ลเฮ้ ไม่รู้จะขุดอะไรมาว่าให้เหมาะกับการพฤติกรรมของพวกมันดี ว่ามันไป สอนมันไป เดี๋ยวมันก็ออกมากัดกลับข้างๆคูๆตามเเสนแดนนักข่าวชั้นต่ำอีก


อย่าสำคัญตัวผิด ว่าหน้าที่ตัวเองเริ่ดเลอวิเศษวิโส หรูกว่าอาชีพอื่นๆ หรือสามารถชี้ทิศทางความคิดและความเป็นอยู่ของคนในสังคมได้ ต่อให้สังคมไทยไม่มีพวกแก คนไทยก็อยู่ได้....


หัดคิดกลับกันซิ ถ้าแกไม่ได้เรื่องมาจากแหล่งข่าว แกก็ไม่มีปัญญามีเรื่องมาเขียนข่าวหาตังค์เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง หัดเห็นใจให้ความเป็นธรรมแก่เเหล่งข่าวที่ทำให้ตัวเองมีอาชีพบ้าง

แล้วหัดง้อผู้บริโภคข่าว(ที่ซื้อสื่อของพวกแกไปอ่าน) อย่าเขียนข่าวพาดหัวเว่อร์จนเกินงาม,อย่านั่งเทียนมั่วข่าว(เพื่อให้นิตยสารและนสพ.ของตัวเองขายข่าวคาวๆฉาวๆได้) ,อย่าให้ข่าวคราวไร้สาระไม่เป็นประโยชน์ สร้างความแตกเเยก หรือความเกลียดชังให้กับเหยื่อที่พวกแกเอาไปเขียน ให้เค้าในทางเสียๆหายๆ

อยากให้ประชาชนเค้าเห็นใจ ลองมองพฤติกรรม จรรญาบรรณ ที่ควรจะเป็น หัดรู้จักกาละเทศะว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ

หัดจริงใจต่อแหล่งข่าวและผู้บริโภคสื่อก่อนจะดีมั๊ย ก่อนจะออกมาโอดครวญเหมือนหมาถูกน้ำร้อนลวก เวลาเค้าไม่อนุญาตให้พวกแกเข้าไปในงานอันทรงเกียรติระดับชาติ
แก้ไขเมื่อ 04 ธ.ค. 50 00:02:43

จากคุณ : ต่ำแล้วยังจะมาเถียงอีก (เล็กไม่งอก)




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2550    
Last Update : 4 ธันวาคม 2550 17:24:08 น.
Counter : 280 Pageviews.  

ความเลวของสื่อที่มีต่อคุณสมัคร

เวทีวิพากษ์ : คุณสมัคร และสื่อ

23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 09:30:00

สารภาพว่าไม่เพียงเรื่องซึ่งกลายเป็นหัวข้อ ‘ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์’ ว่าด้วยการปะทะคารมระหว่างคุณเทพชัย หย่อง แห่งเครือเนชั่น กับคุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในรายการสยามเช้านี้เท่านั้น ที่ทำให้อึดอัดใจ

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ท่าทีของเพื่อนพ้องน้องพี่จำนวนมากในวงการสื่อที่มีต่อคุณสมัคร พรรคพลังประชาชน อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปจนถึง คมช. และรัฐบาล คมช.ที่ถือกำเนิดจากการรัฐประหารในโลกประชาธิปไตย ก็ชวนให้รู้สึกทำนองเดียวกัน

น่าสนใจว่า คนทำสื่อทุกวันนี้คิดว่าหน้าที่สื่อคืออะไร และพยายามจะบอกอะไรกับผู้บริโภคสื่อ หรือมิได้คิดอะไรเลย นอกจากพยายามยัดเยียดความเชื่อซึ่งยังต้องตั้งคำถามว่า สื่อเก่งกว่านักการเมืองและคนทั่วไปที่สื่อไม่ชอบ รวมถึงเป็นผู้ยึดกุมความดีและความถูกต้อง

เป็นที่เข้าใจกันว่า คุณสมัครไม่กลัวสื่อเพราะคุณสมัครไม่กลัวเป็นข่าวและไม่กลัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนไทยช่างพูด ที่ได้ยินข่าวหนึ่งประโยคก็ด่าคนในข่าวได้ห้าร้อยประโยค นอกจากนั้น คุณสมัครยังรู้จุดอ่อนของคนทำสื่อ ที่มีจำนวนมากเป็นพวกรู้น้อยคอยรำคาญ แต่มักตั้งตัวเป็นผู้พิพากษาทุกสิ่งในสังคม ขณะที่อ่อนไหวอย่างมากกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง

สื่อไทยมักหลงทางในมายาคติและอารมณ์ เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับคุณสมัคร และดูเหมือนว่าแทบไม่ต้องการข่าวสารอะไรจากคุณสมัคร นอกจากได้ชื่อว่าเถียงชนะคุณสมัคร

สื่อกล่าวหาคุณสมัครว่า ก้าวร้าว หยาบคาย และสนับสนุนรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 แต่ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพียงเพราะเป็นตัวแทนคุณทักษิณ ซึ่งสื่อสรุปว่าโกงชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ (แม้จะยังไม่ผ่านกระบวนการตัดสิน และสื่อไม่ยักชี้หน้าประณามคนอื่นๆ ด้วยข้อหาเดียวกัน แม้จะมีพฤติกรรมน่าสงสัยและสมควรประณามไม่ต่างกัน)

สื่อในเครือเนชั่นเอาจริงเอาจังมากกับการนำเสนอประเด็นคุณสมัคร ยอมรับว่าหลักการสามารถเปลี่ยนแปลง และน่าตกใจว่าหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ The Nation ถึงกับเสนอเป็นข่าวพาดหัวพร้อมภาพประกอบเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

สงสัยยิ่งนักว่า ‘หลักการ’ ที่สื่อเครือเนชั่นกล่าวถึงนั้นหมายถึงอะไร และคนทำสื่อวันนี้เข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อย่างไร

อะไรคือหลักการ ‘ที่ไม่เปลี่ยนแปลง’ ของสื่อ โดยเฉพาะสื่อในเครือเนชั่น (ภาพรวม) เมื่อแสดงท่าทียอมรับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

คุณสมัครแก้ตัวไม่ขึ้นกับความเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ใครที่ศึกษาประวัติศาสตร์ย่อมรู้ว่า มีเบื้องหลังอื่นที่ล้ำลึกกว่าคุณสมัครหลายเท่า นอกจากนั้น สถานการณ์ในปี 2519 ยังเป็นเรื่องของการสร้างภาพผีคอมมิวนิสต์ที่อันตรายมากต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยฝ่ายรัฐบาลทหาร ขณะที่สถานการณ์ปี 2549 เป็นการสร้างภาพผีทักษิณ โดยฝ่ายเกลียดรัฐบาลทักษิณ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายอำนาจที่ไม่พอใจอำนาจของทักษิณ

ยังเป็นคำถามว่าทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับไล่คุณทักษิณนั้น มีพฤติกรรมต่างจากข้อกล่าวหาคุณทักษิณหรือไม่ หรือเพียงบริโภคคำน้อยกว่า แบ่งปันผลประโยชน์ลงตัวกว่า (ซึ่งยังคงมาไม่ถึงประชาชนส่วนใหญ่) แต่เรื่องอื่นเดินตามรอยเดียวกัน เช่น เห็นแก่หน้าพวกพ้องคนรู้จักก่อนคนอื่น เห็นแก่ประโยชน์และกำไรสูงสุดของตนก่อนคนอื่น ฯลฯ

ผีทักษิณใน พ.ศ.2549 ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันเป็นแหล่งชีวิตของนักการเมือง หยั่งรากมายาวนานกว่าใน พ.ศ.2519 มีสถานภาพคลุมเครือกว่าผีคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ.2519

สื่อในเครือเนชั่นและสื่ออื่นๆ ที่ยังอยากทะเลาะกับคุณสมัครด้วยข้อหาเดิมๆ คงต้องศึกษาอีกมาก แต่ทางที่ดี ไม่ควรเสียเวลาทะเลาะกับคุณสมัคร ซึ่งมิได้มีประโยชน์อันใดเลยกับผู้บริโภคสื่อ

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ nitny@nationgroup.com
//www.oknation.net/blog/nithinand/2007/11/21/entry-1




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2550 16:07:30 น.
Counter : 248 Pageviews.  

สื่อในมือ

คำถามหนึ่งที่ค้างคาใจประชาชนคนไทยครึ่งค่อนประเทศมานานแล้ว

ทำไม หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ ไม่ชอบนายกฯทักษิณ ชินวัตร และต้องกล่าวหาใส่ร้ายทุกเรื่อง

จริงบอกเท็จ เท็จบอกจริง ทำสังคมสับสนวุ่นวายไปหมด กระทั่งเชียร์ให้ทหารปฏิวัติ ยุให้ในหลวงทำผิดรัฐธรรมนูญ จนถึงเทิดทูนอำนาจเผด็จการไว้เหนือหัว กลัวประชาธิปไตยจะกลับมา

นี่เป็นคำถามที่ผมเชื่อว่ามีหลายสิบล้านคนในประเทศนี้ ที่คาใจ และยังไขปริศนาไม่ออก

มาสิครับ มาฟังข้อมูลที่ผมไปสืบเสาะหามา

แม้จะไม่ถึงกับเสี่ยงชีวิต เหมือนไปล้วงเอกสารลับจากองทัพมาเปิดเผย

แต่ก็หมดเหล้าเลี้ยงญาติมิตรสื่อมวลชน ไปหลายขวด กว่าจะเก็บข้อมูล สาวความใน(วงการสื่อ) ได้เรื่องราวมาบอกกล่าว ไขปริศนาในใจทุกท่าน

ในวงการหนังสือพิมพ์ จะมีองค์กรอยู่องค์กรหนึ่ง เรียกว่าสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นสภาวิชาชีพ เหมือนกับ แพทยสภา วิศวกรรมสถาน สภาทนายความ ทำนองนั้น น่ะครับ

สภาการหนังสือพิมพ์ ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ทุกคน ทุกฉบับ เป็นที่ยอมรับของสมาชิกโดยทั่วกัน มีหน้าที่สอดส่องดูแลว่าสมาชิกคนใด หนังสือพิมพ์ฉบับใด ออกนอกลู่นอกทาง เรียกรับผลประโยชน์ กินสินบาทคาดสินบน ทุจริตต่อหน้าที่ ใช้สื่อที่สังกัด และความเป็นสื่อ ของตัวเอง ไปหาประโยชน์โดยมิชอบหรือไม่

กล่าวกันง่ายๆ ก็คือ สภาการหนังสือพิมพ์ เป็นทั้งผู้ออกกฎ ผู้คุมกฎ และผู้พิจารณาตัดสินความตามกฎ เมื่อมีสมาชิกละเมิดกฎ หรือมีผู้ร้องเรียนว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากการปฏิบัติหน้าที่ของหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่งที่เป็นสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์

พิจารณากันโดยทั่วไป สภาการหนังสือพิมพ์ ก็ไม่แตกต่างจากสภาวิชาชีพอื่นๆ ที่ต้องกวดขันจริยธรรม คุณธรรมการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกแห่งสภา แต่สิทธิพิเศษเหนือสภาวิชา ชีพอื่นๆ ก็คือ สภาการหนังสือพิมพ์ สามารถออกหนังสือรับรองให้แก่สมาชิกที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นได้ และสมาชิกสามารถนำหนังสือที่สภาการหนังสือพิมพ์ออกให้ เป็นหลักประกันตัวในชั้นศาลได้ โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือเงินสด เช่นผู้ประกอบอาชีพอื่น เมื่อถูกแจ้งความดำเนินคดีหรือห้องร้องต่อศาล ข้อหาละเมิดต่อผู้อื่น

สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 จนถึงปัจจุบันนี้ นับได้ 10 ปี มีคณะกรรมการสภา รวมแล้ว 6 ชุด กรรมการชุดปัจจุบัน เป็นชุดที่ 6 มีนายสุวัฒน์ ทองธนากุล เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์

นายสุวัฒน์ ทองธนากุล เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในสภาการหนังสือพิมพ์ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง มีตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาฯ ในคณะกรรมการชุดที่ 1 และมาเป็นรองประธานคณะกรรมการคนที่ 1 ในคณะกรรมการชุดที่ 5 จากนั้น ก็ขึ้นเป็น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ในคณะกรรมการชุดที่ 6 หรือชุดปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา ที่หนังสือพิมพ์บางฉบับโจมตีให้ร้าย นายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างหนักหน่วง ใช้ถ้อยคำรุนแรง สภาการหนังสือพิมพ์ ไม่เคยออกมาทักท้วงหรือตัก เตือน แต่กลับมองว่าเป็นสิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ที่จะจิกหัวด่ากระชากมาตบ อย่างไรก็ได้ เพราะนี่คือการตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ของสื่อ มวลชน ที่ทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งประเทศ

วันหนึ่ง สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของตัวจริง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ปั้นน้ำเป็นตัว กล่าวหาใส่ร้ายนายกฯทักษิณ ชินวัตร ด้วยความเท็จ เรื่องทำบุญประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะทำหน้าที่ของตัวเอง

สำนักพระราชวัง ทนฟังการให้ข้อมูลผิดๆ ต่อไปไม่ได้ จึงทำหนังสือชี้แจงว่านายสนธิ ให้มูลที่ไม่ถูกต้อง สภาการหนังสือพิมพ์ก็ยังวางเฉย ปล่อยให้นายสนธิ พูดความเท็จซ้ำๆจนประชาชนหลงเชื่อต่อไป

กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสด้วยพระองค์เองว่านายกฯทักษิณ ไม่ได้ทำผิด ตามที่นายสนธิ กล่าวหา สภาการหนังสือพิมพ์ ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อการทำหน้าที่สื่อของนายสนธิ

ไม่เพียงไม่ห้ามปราม ตักเตือน ทักท้วง หรือตำหนิ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แล้ว สภาการหนังสือพิมพ์ ยังส่งเสริมสนับสนุนนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่คำนึงความเป็น "สื่อ" และจริยธรรมของ "สื่อ" แม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่เป็นองค์กรกำกับดูแลความมีจริยธรรมของ "สื่อ"

เมื่อวันที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เดินขบวนนำม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ด้วยการชูประเด็น เรียกร้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้อำนาจมาตรา 7 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ขัดหลักการระบอบประชาธิปไตย และ ขัดรัฐธรรมนูญ ชัดเจน

สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ในฐานะสภาวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่ทรงอิทธิ พลที่สุดในประเทศไทย ก็ทำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอให้ทรงใช้อำนาจตามมาตรา 7 แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีพระราชทาน เช่นเดียวกับข้อเรียกร้องของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัส สรุปความได้ว่าการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีพระราชทาน เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ และทำไม่ได้ สภาการหนังสือพิมพ์ ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะทบทวนบทบาทหน้าที่ท่าทีของตนเอง ว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่เข้าร่วมขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของสภาการหนังสือพิมพ์ ตามเจตนา รมณ์ที่ก่อตั้งขึ้นมา

มิพักต้องกล่าวถึงเรื่องอื่น แม้แต่การละเมิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก นายสนธิ ลิ้มทองกุล หลายต่อหลายครั้ง สภาการหนังสือพิมพ์ ก็มิได้แสดงท่าทีความห่วงใยความกังวลต่อการทำหน้าที่ของผู้ละเมิดพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ประชาชนได้รับทราบ แม้แต่น้อย แต่กลับปกป้องหนังสือพิมพ์คมชัดลึก และ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ตลอดจนนายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อถูกประชาชนเรียกร้องให้สำนึกผิดต่อการกระทำอันเป็นการระคายเคือเบื้องพระยุคลบาท

ระยะเวลา 1ปีเศษ ที่ผ่านมา บทบาทของหนังสือพิมพ์สูงยิ่งต่อการการรับรู้ข่าวสารของประชาชน สร้างความเกลียดชังให้แก่ระบอบประชาธิปไตย สร้างการยอมรับระบอบเผด็จการทหาร ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ชั่วช้าเลวทรามกว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งของทหาร โฆษณาชวนเชื่อให้ประชา ชน ยอมรับอำนาจเถื่อนที่ได้มาจากการปล้น มากกว่าอำนาจธรรมที่ได้จากการเลือกตั้ง

ไม่เพียงยอมรับคณะรัฐประหาร สยบยอมใต้อำนาจเผด็จการ และกระทำตนเป็นเครื่อง มือโฆษณาชวนเชื่อทำลายประชาธิปไตย นางบัญญัติ ทัศนียะเวช ประธานสภาการหนังสือ พิมพ์ ยังตอบรับเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามที่คณะรัฐประหาร เสนออีกด้วยความยินดียิ่ง

จะเรียกว่า ของขวัญ หรือ รางวัล จากคณะรัฐประหาร ก็ตาม แต่ตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ได้รับ และดำรงอยู่ในขณะนี้ คือ พยานและหลักฐานที่ฟ้องว่าองค์กรวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของหนังสือพิมพ์ทั้งหมดในประเทศไทย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับคณะรัฐประหาร อย่างยากที่จะปฏิเสธได้

ในขณะที่ หนังสือพิมพ์มีบทบาทอย่างมากต่อการล้มครืนแบบถอนรากของประชาธิปไตย และการเพาะเมล็ดฟูมฟักระบอบเผด็จการทหารให้กลับมาคืนมา แต่ บทบาทของสภาการหนังสือพิมพ์ กลับแผ่วเบายิ่ง ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาให้ประชาชนได้ยินว่า หนังสือพิมพ์ในรอบ 1 ขวบปีที่ผ่านมา ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ฝ่าฝืนจริยธรรม นำประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง แต่ทำเพื่อประโยชน์ตนเองกี่ครั้งและกี่เคส

สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้หน้าด่ากราดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ที่ไม่เขียนข่าวตามคำเท็จของเขาจวกยับนักการเมืองทุกคนที่ไม่ก้มหัวให้ ความเกือบทั้งหมดเป็นเท็จมากกว่าจริง สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ ทุกคดีที่ถูกฟ้องร้องในศาล สนธิ ลิ้มทองกุล ยินดีกราบกรานผู้ที่ถูกเขาละเมิดด้วยความเท็จทุกคน และกล่าวคำขอโทษ เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด จากการกล่าวหาให้ร้ายใส่ความผู้อื่น

แต่ สภาการหนังสือพิมพ์ ไม่เคยแม้แต่จะส่งเสียงกระแอมให้สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ยิน เพราะเกรงใจหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเกรงกลัวสนธิ ลิ้มทองกุล

ทำไมต้องเกรงใจหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ ไยต้องเกรงกลัวสนธิ ลิ้มทองกุล อีกทั้ง เพราะเหตุใด หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จึงมองเห็นนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นศัตรู และเป็นคนที่ทำลายประเทศชาติ ตามแนวทางและแนวคิดที่สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้ให้มอง พูดให้คิด

ตรงนี้ล่ะครับ สำคัญนัก ฟังกันให้ดี

นายสนธิ ลิ้มทองกุล คือ ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของสภาการหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่แรกก่อตั้ง เมื่อปี 2540 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้

นาย สุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ คนปัจจุบัน ก็คือ เลขาธิการสภาการหนังสือพิมพ์คนที่ 1 และ เป็นรองประธานสภาการหนังสือพิมพ์ สมัยที่แล้ว เป็นลูกจ้างของนายสนธิ ลิ้มทองกุล มายาวนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพนักข่าวที่หนังสือประชาธิปไตย และเดินตามก้นนายสนธิ ลิ้มทองกุล มาตลอดจนถึงทุกวันนี้

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา นายสุวัฒน์ ทองธนากุล คือ ลูกจ้างที่สุดแสนจะซื่อสัตย์ต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยินดีรับใช้ทุกอย่าง ทุกงานที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล สั่งให้ทำ

ทุกวันนี้ นายสุวัฒน์ ทองธนากุล ก็ยังคงเป็นลูกจ้าง กินเงินเดือนของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หาเลี้ยงชีพ เป็นรายได้หลัก

เมื่อทราบเหตุเช่นนี้แล้ว จึงไม่ต้องคิดถึงผลกระมังว่า ทำไมสภาหนังสือพิมพ์ จึงเงียบกริบเหมือนรูดซิปปาก ต่อพฤติกรรมของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์เพื่อการปลุกระดมโค่นล้มประชาธิปไตย และสนับสนุนการรัฐประหาร ซึ่งขัดกับจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์

ธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์ ข้อ 7 และ ข้อ 8 เขียนไว้อย่างสวยหรู ดูยิ่งใหญ่ ว่า

"ข้อ 7 สภาการหนังสือพิมพ์มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(1) ส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ให้มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตาม

หลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

(2) ส่งเสริมเสรีภาพ และสนับสนุนสิทธิการรับรู้ข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(3) ส่งเสริมและพัฒนาการประกอบวิชาชีพและกิจการหนังสือพิมพ์"

ข้อ 8 สภาการหนังสือพิมพ์มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(1) ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก และผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ใน

สังกัดสมาชิกให้เป็นไปตามข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และข้อบังคับหรือระเบียบปฏิบัติอื่น ซึ่งตราขึ้นตามธรรมนูญนี้ หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด

(2) ให้การศึกษาอบรมด้านวิชาการแก่ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์

(3) เผยแพร่ ประกาศ รายงานการประชุม งาน คำวินิจฉัย และคำสั่งของสภาการหนังสือพิมพ์ ต่อสาธารณะเป็นประจำ"

คำถามจากผม ก็คือ ในรอบ 1 ปีเศษที่ผ่านมา นับแต่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของหนัง สือพิมพ์ผู้จัดการตัวจริง ปลุกระดมขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร กล่าวให้ร้ายใส่ความเท็จแก่ผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนมาก สภาการหนังสือพิมพ์ได้ปฏิบัติตามธรรมนูญข้อ 7 และข้อ 8 หรือไม่

สภาการหนังสือพิมพ์ ได้ทำหน้าที่ของตัวเองตามเจตนารมณ์ การก่อตั้งสภาวิชาชีพ อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีแล้วหรือไม่

การดำรงอยู่ของสภาการหนังสือพิมพ์ มีประโยชน์อันใดแก่ประชาชนส่วนร่วม นอก เหนือจากปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบวิชาชีพเดียวกันในลักษณะ "แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน"

ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ตอบได้หรือไม่

ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีนายสุวัฒน์ ทองธนากุล เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ มี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้ทรงอิทธิพล ในการชี้นำประเด็นข่าว และยังคงกล่าวหาให้ร้ายผู้อื่นที่ไม่เอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ตนเอง โดยไม่คำนึงความจริงหรือความเท็จ และไม่สนใจที่จะพิสูจน์ความจริงในเนื้อหาคำพูดของตนเอง

ประชาชนยิ่งหมดสิ้นความหวังกับการทำหน้าที่ของสภาการหนังสือพิมพ์ ตลอดจน หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ที่เป็นสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์ ที่มีลูกจ้างทาสเงินของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นประธาน

เนื่องเพราะองค์กรวิชาชีพแห่งนี้ ยอมรับบุคคลที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ซึ่งทุจริตต่อวิชาชีพ ละเมิดจริยธรรมขององค์กรที่สังกัด ให้เป็นผู้นำ เสียแล้ว

การมี นายสุวัฒน์ ทองธนากุล เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มิได้แตกต่างจากการมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้นำองค์กรวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ทุกฉบับ

ผลงานของนายสุวัฒน์ ทองธนากุล ที่ปกป้องไม่ให้สภาการหนังสือพิมพ์ ตำหนิ ตัก เตือน ทักท้วง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ในรอบ 1 ปีเศษที่ผ่านมาคือ สิ่งบอกเหตุล่วงหน้าว่า ห้วงเวลา 2 ปี ที่องค์กรวิชาชีพหนังสือพิมพ์มี นายสุวัฒน์ ทองธนากุล เป็นประมุข นั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะปลอดโปร่งเพียงใด

เห็นภาพชัดหรือยังครับว่าทำไม หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จึงให้ความเป็นธรรมแก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แตกต่างกัน ชนิด ฟ้า กับ เหว

เพราะพวกเขาล้วนตกอยู่ใต้อิทธิพลของคนเลว และนับถือคนเลวเป็นผู้นำของพวกเขา ก็เท่านั้นเอง

ระยะนี้มีเรื่องราว ข่าวสารบ้านเมือง ชวนให้พูดถึง เขียนถึงมากมายหลายเรื่อง

จดบันทึกไว้ในลิสต์ ติดข้างฝาจนผนังแทบทรุด เพราะแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็น เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องหนัก และเป็นเรื่องอันตรายทั้งสิ้น

ที่น่าสนใจก็คือ แต่ละเรื่อง แต่ละประเด็น ที่ปะทุขึ้นมาในยามนี้ ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมและตัวตนที่แท้จริงของคนหลายคนที่ประชาชนเคยหลงนับถือ ศรัทธากันมานาน

เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส กับคำพูดทุเรศแห่งปี การครอบครองระเบิดพาวเวอร์เจล ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ใครๆ ก็มีได้ และไม่เกี่ยวกับการเมือง ต้องขึ้นบัญชีไว้ครับ กับวีรบุรุษจอมปลอมรายนี้

ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กับอาการเด้งรับอารมณ์เดือดของหัวหน้าโจรใหญ่ ใจกบฎ สั่งปิดวิทยุชุมชน 87.75 ข้อหา พูดคุยกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้ประชาชนฟัง

ยกตัวอย่างให้เห็นกันแค่ 2 ชื่อก่อน ที่ต้องเช็คบิล เปิดบัญชีคนบาป ให้ทุกท่านได้รู้จักกัน

สันดานและธาตุแท้ของแต่ละคน แต่ละผู้ แต่ละชื่อ ที่ปกปิดกันมาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ถึงคราต้องมาเปิดเผยกันก็ในห้วงยามที่ ดาวประจำตัวคณะรัฐประหาร เดินเข้าสู่เรือนมร ณะ คิดจะหาใครมาช่วยกอบกู้ แก้ดวง เสริมชะตา เห็นทีจะยากเสียแล้ว

เพราะยุคนี้ กรรมออนไลน์ครับ แถม เป็นออนไลน์แบบเอดีเอสแอลเสียด้วย ตอนจบศพสวยหรือไม่ ทันได้เห็นกันแน่ๆ ครับ พี่น้อง

กลับมาเรื่องที่ผมตั้งใจเขียน ตั้งใจนำข้อมูลวงการสื่อมาฝากให้เป็นพื้นฐานการคิด การอ่าน การฟัง ข่าวสาร เพื่อจะรู้เท่าทันสื่อ ว่าทำไมวงการสื่อวันนี้ จึงมี "สื่อสารมารชน" มากกว่า "สื่อสารมวลชน"

เมื่อวานนี้ผมเฉลยไปแล้ว ว่าวงการหนังสือพิมพ์ ตกไปอยู่ในมือของสมุนสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ชื่อ สุวัฒน์ ทองธนากุล ซึ่งได้รับการลงมติเป็นเอกฉันท์ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับให้เป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์

สุวัฒน์ ทองธนากุล เป็นลูกจ้างที่กินเงินเดือนสนธิ ลิ้มทองกุล มานานกว่า 30 ปี เรียกว่าตั้งแต่สนธิ ลิ้มทองกุล ส่งเสียเลี้ยงดู ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก็ไม่ผิด

จึงอย่าได้สงสัยว่าทำไม สภาการหนังสือพิมพ์ ในฐานะตัวแทนของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จึงเลือกที่จะปกป้อง สนธิ ลิ้มทองกุล และเดินตามรอยเท้าสนธิ เหมือนเด็กเดินตามรอยเท้าพ่อ

วันนี้ ผมจะบอกกล่าวข้อมูลของวงการนักข่าววิทยุ และ โทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่มีมีความ สำคัญ และมีอิทธิพลต่อการล้างสมอง และยัดเยียดข้อมูล ความคิดใส่สมองของเหล่าบรรดาสาวกสมองกลวงๆ ที่คิดไม่ได้ ตามไม่ทัน ผู้ประกาศข่าวเจ้าเล่ห์ และ ผู้จัดรายการเจ้าแค้น

ในวงการวิทยุโทรทัศน์ ก็มีองค์กรวิชาชีพของตัวเอง เหมือนหนังสือพิมพ์ เช่นกัน เรียกขานชื่อตัวเองว่าเป็น สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 ทำหน้าที่คล้ายๆ กับสภาการหนังสือพิมพ์นั่นล่ะ คือ กวดขันจริยธรรม ของนักข่าววิทยุและโทรทัศน์

การดำเนินงานของสมาคมฯ ก็อีหรอบเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์ คือ ไม่ได้ดูแลกวดขันเรื่องจริยธรรม ตามเจตนารมณ์การก่อตั้งสมาคมฯ หากแต่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของนักข่าว และออกแถลงการณ์เรียกร้องสิทธิของนักข่าว เมื่อถูกกระทบหรือถูกละเมิด แต่ไม่เคยคำนึงสิทธิของผู้อื่นที่ถูกนักข่าวละเมิด

นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ คนปัจจุบัน ชื่อ นายเถกิง สมทรัพย์ เป็นกรรม การผู้จัดการ บริษัทว็อชด็อก จำกัด

คุ้นๆ ไหมครับ บริษัทว็อชด็อก จำกัด หรือแปลเป็นไทย ก็ต้องเรียกว่า บริษัทหมาเฝ้าบ้าน จำกัด ซึ่งคำคำนี้เป็นคำที่เท่ห์มากทีเดียวในวิชาชีพสื่อมวลชน

พวกสื่อมวลชนเขาชอบเปรียบตัวเองเป็นหมา เหมือนกับ หนังสือพิมพ์ข่าวสด ก็บอกว่าตัวเองเป็นหมา เช่นกัน

เพราะฉนั้นอย่าได้เกรงใจ หากอยากด่าสื่อที่ใส่ร้ายท่านด้วยความเท็จ ว่า หมาลอบกัด หรือ ด่าหนังสือพิมพ์ หลายฉบับที่ช่วยกันรุมนำเสนอข่าวเกี่ยวกับท่าน ด้วยความไม่เป็นธรรม ว่า หมาหมู่

เพราะ หมา คือ ตัวแทนของวิชาชีพ ที่สื่อมวลชนทุกคน ภาคภูมิใจ

บริษัทว็อชด็อก จำกัด ที่นายเถกิง สมทรัพย์ เป็นกรรมการผู้จัดการ นี้ มีบิ๊กบอสส์ หรือ นายใหญ่ ชื่อ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ กรรมการ บริหาร(บอร์ด) บริษัทท่าอากาศไทย จำกัด (มหาชน) นั่นล่ะครับ

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ นายเถกิง สมทรัพย์ เป็นพาร์ตเนอร์ร่วมธุรกิจ ทำมาหากินมาด้วยกันตั้งแต่ ทำรายการมองต่างมุม ช่อง 11 รายการขอคิดด้วยคน ช่อง 9 รายการเวทีชาวบ้าน ช่อง 11 รายการกรองสถานการณ์ ช่อง 11 และรายการโทรทัศน์อีกหลายรายการ

ปัจจุบันนี้ นายเถกิง สมทรัพย์ เป็นผู้บริหารสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เอฟเอ็ม 105 เมกกะเฮริตซ์ มีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการทุกเช้า มาทำหน้าที่ยัดเยียดความ ผิดให้แก่นายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นประจำทุกวัน

นายเถกิง สมทรัพย์ เคยมีความหลังฝังใจ ถึงขั้นเพาะเมล็ดพันธุ์ความแค้นต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไว้เมื่อครั้งที่เป็นหนึ่งในทีมผู้บริหารคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 94 เมกกะเฮริตซ์ รายการโอเพ่นเรดิโอ ของค่ายแกรมมี่

ด้วยฝีมือชั้นเซียนเหยียบขี้เมฆ โอเพ่นเรดิโอ ออกอากาศด่านายกฯทักษิณ ชินวัตร จำขี้ปากสนธิ ลิ้มทองกุล มาขยายต่อ ล่อรัฐบาลทักษิณ ต่อเนื่อง 4 เดือนเต็มๆ พันธมิตรชอบใจ แต่ธุรกิจไม่ตอบรับ รายได้จึงไม่ขยับ อากู๋แกรมมี่ คนลงทุน ต้องนั่งคอพับ 4 เดือนผ่านไป เหนื่อยแทบขาดใจ ยังขาดทุนป่นปี้ไป 60 ล้านบาท

อากู๋แกรมมี่ ขยี้ตาแทบบอด เมื่อเห็นตัวเลขสีแดงแจ้งขาดทุน พุ่งพรวดๆ โตเร็วยิ่งกว่าต้นถั่วงอก คิดหาทางแก้ไขตัวเลขขาดทุน จนผมหงอกขึ้นต็มหัว ก็มองไม่เห็นทาง สุดท้ายจึงต้องตัดหางปล่อยวัด ยอมตัดขาดทุนปิดโอเพ่นเรดิโอ เพราะเหตุผลทางธุรกิจ "เจ๊งต่อไปไม่ไหวแล้ว"

แต่ นายเถกิง สมทรัพย์ ไม่เชื่อว่าด้วยฝีมือการบริหารของตัวเอง จะทำความเสียหายให้แกรมมี่มากมายขนาดนี้ นำความไปปรึกษาลูกพี่ใหญ่ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อยู่นานสองนาน ก่อนจะส่งข่าวถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการ ว่า ถูกการเมืองรังแก กล่าวหานายกฯทักษิณ ชินวัตร ล็อบบี้แกรมมี่ ให้เลิกรายการโอเพ่นเรดิโอ ผูกใจเจ็บต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร นับแต่นั้นมา

นายเถกิง สมทรัพย์ คนนี้ล่ะที่เป็นบรรณาธิการพิมพ์หนังสือรู้ทันทักษิณ ทุกเล่ม ทุกตอน ออกวางจำหน่าย สร้างข่าว สร้างเรื่อง ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ด้วยการยัดเยียดข้อ กล่าวหาสารพัดให้นายกฯทักษิณ หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองด้วยการหยิบยื่นความทุกข์ให้ผู้อื่น

เมื่อมาเป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประมุข เป็นผู้นำของนักข่าววิทยุ และนักข่าวโทรทัศน์ จึงไม่ต้องแปลกประหลาดใจ เมื่อเราจะได้ยินและได้ชมข่าวนายกฯทักษิณ ชินวัตร มากมายล้วนแต่เรื่องร้ายทั้งนั้น ส่วนข่าวดีที่มีมา ถ้าเป็นข่าวทักษิณ จะสั้นจะยาว ไม่มีให้ดู ไม่มีให้ฟังทั้งสิ้น เพราะ "ทักษิณ กับ กู นับเป็นศัตรูต่อกัน"

อันที่จริง การเสนอข่าวทางวิทยุ และโทรทัศน์ นั้น ถึงแม้ คมช.ไม่สั่ง สพรั่ง จะไม่บังคับ ทหารก็ไม่ต้องนั่งนับวินาทีข่าวดีข่าวร้ายของนายกทักษิณไปรายงานเจ้านาย ให้เปลืองแรงเปลืองน้ำลาย และถูกค่อนแคะว่าปิดกั้นสื่อ แค่เห็นชื่อนายเถกิง สมทรัพย์ ลูกน้องนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นนายกสมาคมฯ ก็น่าจะวางใจได้แล้ว

แม้แต่เงาทักษิณ ก็ห้ามออกในยุคที่นักข่าววิทยุและโทรทัศน์ มีนายกสมาคมฯ ชื่อ นายเถกิง สมทรัพย์

ลำพังนายกสมาคมฯ คนเดียว ก็วางใจได้แล้ว พลันเหลือบไปเห็นชื่อ นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ จากเครือเนชั่น เป็นอุปนายกฝ่ายวิชาการ คนที่หนึ่ง ก็อึ้งโดยไม่ต้องมีเสียว ลืมไปได้เลยว่า จะมีความเป็นธรรม และเป็นกลาง บนหน้าปัดท์วิทยุ และ หน้าจอโทร ทัศน์ให้แก่นายกฯทักษิณ ชินวัตร

นายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ คนนี้นี่ล่ะ ที่เป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์คมชัดลึก หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ข้อความคำพูดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบ อ้างว่าเสนอข่าวคลาดเคลื่อน ปกป้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้พูดตามที่หนังสือพิมพ์ตัวเอง เสนอข่าว แต่สุดท้ายความจริงก็ปิดไม่มิด คนทั้งโลกได้ฟังนายสนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จริงๆ ชัดๆ จึงได้รับรู้ทั่วกันว่านายก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ จงรักต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงกับยอมตายแทน แต่ไม่ภักดีต่อในหลวง

เห็นชื่อแค่ 2 คนนี้ก็เลิกหวังและเลิกฟังได้แล้วครับ

เพราะ วิทยุและโทรทัศน์ ทุกวันนี้ วางตัวเป็นกลางจริงๆ กลางใจคณะรัฐประหาร และ กลางใจนายสนธิ ลิ้มทองกุล

ทีนี้จะทำอย่าไงรกันดีล่ะครับ

สภาการหนังสือพิมพ์ ตกอยู่ใต้การบังคับของสมุนนายสนธิ ลิ้มทองกุล

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ ถูกรวบไว้ในมือบริวารนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ นายสุทธิชัย หยุ่น

เห็นกันอย่างนี้แล้ว ผมแนะนำคำเดียวครับ

"เลิก"

เลิกเถอะครับ

ทั้งเลิกหวังความเป็นธรรม และเลิกเชื่อแบบไม่คิด ไม่ไตร่ตรองเมื่อได้อ่านข่าวจากสื่อหนังสือพิมพ์ ได้ฟังข่าวจากวิทยุ และได้ดูข่าวจากโทรทัศน์

เพราะ สิ่งที่ท่านเห็น และ ฟัง อาจจะไม่ใช่ความจริง

เพราะ สิ่งที่ท่านเห็น และ ฟัง ล้วนออกมาจากพลังแค้นที่ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ

เพราะ ทุกวันนี้ เราต้องคิดก่อนเชื่อ ไม่ใช่เชื่อก่อนคิด

สงสารก็แต่นักข่าวรุ่นใหม่ ที่ต้องเติบใหญ่ขึ้นมาท่ามกลางความสกปรกและเชื้อโรคร้ายที่ผู้ใหญ่ปล่อยไว้ เต็มวงการ

คิดแล้วเศร้า ครับ

บรรทัดฐานของฐานันดรที่สี่

ผมมีตัวอย่างการเสนอข่าวของวิทยุและโทรทัศน์ ที่จะทำให้ทุกท่านกระจ้างแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้นในวงการสื่อวิทยุและโทรทัศน์

บริษัทยูคอมขายหุ้นบริษัทดีแทค ให้แก่บริษัทเทเลนอร์ จาก นอร์เวย์

ไม่มีสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ สักคลื่น สักช่อง สักฉบับ นำเสนอข่าวประเด็นเสียภาษีหรือไม่ ไม่มีประเด็นขายสมบัติของชาติ ไม่มีประเด็นบริษัทดีแทคเป็นบริษัทต่างด้าว ต้องยกเลิกสัญญาสัมปทาน

ทุกวันนี้บริษัทยูคอม ยังปกติดี บริษัทดีแทค ยังสบายดี บริษัทเทเลนอร์ ยังทำธุรกิจกอบโกยกำไรออกนอกประเทศไทย โดยไม่มีข้อกังวลและไร้ซึ่งข้อกล่าวหา

ตระกูลเบญจรงคกุล นายทุนใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เอื้อเฟื้อเงินทุนแก่ ASTV ยังนั่งนับเงินจากการขายหุ้นอยู่ในประเทศไทยได้อย่างมีความสุข

บริษัทชินคอร์ป ขายหุ้นบริษัทเอไอเอส ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก จากสิงคโปร์

ไม่มีสื่อวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ สักคลื่น สักช่อง สักฉบับ ที่ไม่รุมสับบริษัทชินคอร์ป ขายสมบัติชาติ ทั้งหมดรุมขย้ำนายกฯทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นได้กำไร ไม่ยอมเสียภาษี รุมฟัด เอไอเอส เป็นบริษัทต่างด้าว ต้องเรียกคืนสัมปทาน เพราะคลื่นเป็นสมบัติของชาติ ตกเป็นของต่างชาติ จะมีปัญหาด้านความมั่นคง

ทุกสื่อรุมกระหน่ำตีจนชินคอร์ป ภาพลักษณ์เสียหายมากมาย เอไอเอสประสบปัญหาทางธุรกิจ กองทุนเทมาเส็ก ขาดทุน ไม่รู้อนาคต ทุกข้อกล่าวหา จะจบสิ้นวันใด

ตระกูลชินวัตร ถูกกล่าวหา ถูกตราหน้าเป็นคนผิดคิดร้ายต่อประเทศ ถูกข่มถูกขู่ต้องยึดทรัพย์ จับเข้าคุก

ทุกอย่างทำเหมือนกัน ทั้ง ยูคอม และ ชินคอร์ป แต่ผลแตกต่างกัน เพราะ มาตรฐานของสื่อที่จับจ้องมองสองกรณีนี้ต่างกันชนิดสวรรค์กับนรก และนำเสนอต่อประชาชนให้เห็นภาพชนิดดำกับขาว ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน

เพราะว่า นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ คนก่อนหน้านี้ ในห้วงเวลาที่ยูคอมขายดีแทค และชินคอร์ปก็ขายเอไอเอส ชื่อ นายสมชาย แสวงการ เป็นกรรมการผู้จัดการสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น ที่มีบริษัทยูคอม ถือหุ้นใหญ่

เมื่อนายกสมาคมฯ เป็นลูกจ้างของบริษัทยูคอม แล้ว บริษัทยูคอม จะถูกวาดภาพ ใส่สีตีไข่ นั่งเทียนเขียนข่าวให้เป็นผู้ร้ายเช่นบริษัทชินคอร์ป ได้อย่างไร

ถ้าเพื่อนพ้องสื่อที่เป็นสมาชิกสมาคม ทำกันเช่นนั้นก็เท่ากับไม่ไว้หน้านายกฯสมาคม ที่ชื่อ นายสมชาย แสวงการ น่ะสิ

นี่เองที่ทำให้มาตรการนำเสนอข่าวการซื้อขายหุ้นระหว่างบริษัทยูคอม กับ เทเลนอร์ แตกต่างจากการซื้อขายหุ้นระหว่างบริษัทชินคอร์ปกับกองทุนเทมาเส็ก และเป็นที่มาของข้อกล่าวหามากมาย จนทำให้นายกฯทักษิณ ชินวัตร ถูกเข้าใจผิดจากประชาชนจำนวนมาก

นี่คืออิทธิฤทธิ์ของสื่อนั่นเอง

และวันนี้ นายสมชาย แสวงการ ก็ได้ดิบได้ดี ได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นทั้งรางวัลและของขวัญตอบแทน การเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร ขับไล่โค่นล้มนายกฯทักษิณ ชินวัตร และทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ด้วยความขันแข็ง

เขียนถึงตรงนี้ ก็อยากจะวิงวอนให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนทั้งหลาย ได้โปรด กลับไปอ่าน "วิญญาณหนังสือพิมพ์" ของ จิตร ภูมิศักดิ์ อีกครั้ง ก่อนตัดสินใจว่าจะประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน ต่อไปดีหรือไม่ เพื่อที่จะไม่ถูกตราหน้า เป็น...



"ใครคนหนังสือพิมพ์ ที่ขายตัวเพื่อเงินตรา
จารึกบนหนังหมา ประจานนานถึงหลานเหลน"

และ

"เจ้าซื่อต่อคนคด ทรยศต่อคนไทย
ลูกหลานจะอายใจ ที่มีพ่อเป็นคนทราม"

โดยประดาบแห่งHi-Thaksin.net เขียนเมื่อ18/05/07




 

Create Date : 08 กันยายน 2550    
Last Update : 8 กันยายน 2550 18:40:22 น.
Counter : 259 Pageviews.  

นักข่าวเขียนข่าวให้ใครกันแน่

เรียนตามตรงว่าผมไม่อยากจะมีเรื่องกับสื่อหนังสือพิมพ์ เพราะคนกลุ่มนี้ เป็นอภิสิทธิ์ชนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผมเรียกว่าอภิสิทธิ์ชนแฝง

แฝงอย่างไร คงไม่ต้องบอกครับ
แต่เอาคร่าว ๆ พอเป็นข้อมูลให้ทุกท่านเอากลับไปคิด

1). ตอนที่คุณทักษิณเป็นนายก ฯ ใหม่ ๆ มีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของ ปปง. โดยตรวจสอบสื่อเครือเนชั่น ของคุณสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งต่อมาก็ปรากฎว่าไม่มีอะไร ในตอนนั้นพนักงานเนชั่น ออกมาด่าคุณทักษิณอย่างมาก รวมทั้งในบอร์ดราชดำเนินนี้ด้วย ทำให้ ปปง. กลายเป็นจุดโจมตีจุดหนึ่ง ที่บรรดากลุ่มคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ เอามาโจมตี โดยเฉพาะพวกที่ถูกยึดทรัพย์ จนต่อมากลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นญาติของคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ไปถือหุ้นใหญ่ในเครือเนชั่น รวมทั้งการครอบครองไอทีวี ของกลุ่มชินด้วย จำกันได้ไหมครับ คุณสรยุทธ นี่ก็เป็นศิษย์เก่าของคุณสุทธิชัย แต่ตอนหลังทราบมาว่าแตกคอกัน ก็เลยต้องออกจากเนชั่นมา

2). กรณีหนังสือพิมพ์แนวหน้า อันนี้ก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะคุณประสงค์ สุ่นศิริ ก็เคยเป็นคอลัมนิสต์ใหญ่อยู่นั่น ผมเจอข่าวเกี่ยวกับแนวหน้าล่าสุดก็คือ กลุ่มมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ไปล้อมตึกแนวหน้าที่ริมถนนวิภาวดีรังสิต สาเหตุที่ไปลงข่าวว่า กลุ่มมอเตอร์ไซด์ที่ไปลงชื่อให้กำลังใจคุณทักษิณเมื่อวันที่ 3 มี.ค. เป็นการลงชื่อรับเงิน ผมเองไม่ได้ตามข่าวว่าแนวหน้าได้ลงข่าวขอโทษหรือเปล่า

3). กรณีไทยโพสต์ นี่ก็มีเรื่องที่ ชินคอร์ป ฟ้องร้องหมิ่นประมาท รวมกับคุณสุภิญญา กลางณรงค์ กรณีโจมตีเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง แต่ไป ๆ มา ๆ หลังจากโดนโจมตี ก็มีการพระราชทานตราครุฑพ่าห์ ไปติดหน้าตึกชินวัตร ซึ่งคนที่ออกมา "บ่น" เสียดาย ก็คือ คุณเปลว สีเงิน ผมฟังแล้วงงมาก เพราะจำได้ว่า คุณเปลว เคยโจมตีบริษัทชิน ฯ ว่าไม่ดี ยังนั้นอย่างนี้ แต่พอถูกขายไปให้กลุ่มเทมาเสก กลับบ่นว่า เสียดายตราครุฑพ่าห์

4). กรณีของมติชน ผมเรียนตามตรงว่า เมื่อก่อนชอบอ่านมาก แต่หลังจากกรณี "ลูบหัวนักข่าวสาว" ของ เสธ.หนั่น แล้วมีการยอมความของผู้บริหารมติชน ผมเลยเลิกอ่านเลย และมีกรณีที่แกรมมี่เข้าซื้อหุ้นมติชน ทำให้คนมติชนเป็นเดือดเป็นแค้น หาว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลัง แต่หารู้ไม่ว่า ราคาหุ้นที่มีข่าวนั้น มันพุ่งขึ้นไปสูงแค่ไหน แล้วค่อยมาขายคืนให้กับมติชน เดิม

5). กรณีของไทยรัฐ มันเป็นเฉพาะบางคอลัมน์เท่านั้นครับ
6). กรณีของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นี่ยิ่งไม่ต้องสาธยายอะไรมากเลย
ผมจะสรุปสั้น ๆ เพียงแค่ว่า ผมเจอข้อเขียนของ โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้แต่งหนังสือ "พ่อรวยสอนลูก" เขียนไว้ในหนังสือเล่ม "ใครเอาเงินของฉันไป" มีอยู่บทหนึ่งว่า "ถามนักข่าว" เขาเขียนว่า

"ความจริงและเงิน
อิสรภาพในการพูดยอมให้เราทำสิ่งเหล่านี้
1. เราสามารถสัญญาโดยไม่ต้องรักษาสัญญา
2. เราสามารถกระจายข่าวลือและทำลายชื่อเสียงของคนอื่น
3. เราสามารถเสแสร้งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่พูดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เรารู้
4. เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์
5. เราสามารถพูดเกินความจริง"

(ผมยกมาเท่านี้)

นอกจากนั้น เขายังเขียนต่อไป โดยเล่าให้ฟังว่า เขามีเพื่อนที่ทำไร่องุ่น ซึ่งเพื่อนเคยเล่าให้โรเบิร์ตฟังว่า
"มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในไร่ของผม และทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ แต่ข้อดีก็คือ ยิ่งเขาทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์มากเท่าไหร่ ผมก็สามารถขายไวน์ให้เขาได้ในราคาแพง ๆ ได้ง่ายขึ้น แม้ว่าไวน์ราคาถูกกับราคาแพงจะไม่แตกต่างกันมาก"

โรเบิร์ตยังอ้างถึงคำพูดของพ่อรวย ซึ่งจำกัดนิยามของ "คนฉลาด" ว่า

"ถ้าคุณเห็นด้วยกับผม คุณคือคนฉลาด ถ้าคุณเห็นต่างจากผม คุณคือคนโง่"

คำถามที่ผมอยากจะถามทุกท่านที่เข้ามาอ่านก็คือ

นักข่าวเขียนข่าวให้กับใคร
ถึง ปวงชนชาวไทย (ตอน กบเลือกนาย 2)

คนดีแบบสมบูรณ์แบบนั้นไม่มี และถ้ามี บ่อยครั้งก็มักเอามาใช้ประโยชน์อย่างจริงๆจังๆ ไม่ค่อยได้ ... แต่ละท่านก็มาแบบขอได้เป็นนายกสักครั้งในชีวิตเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ... ฉะนั้น กรุณาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่จับต้องได้ ดีกว่าโลกอุดมคติที่โศกาอาดูรอดมื้อกินมื้อ ... จะพูดไปทำไมครับจริยธรรม ... คนพูดไม่น้อยก็ยังไม่แน่ใจเลยว่ามันแปลว่าอะไร ... นักการเมืองคอรัปชั่น ตำรวจอิทธิพล ทหารแสวงหาประโยชน์ นักธุรกิจโกงภาษี ฯลฯ เห็นอยู่เต็มเมือง ... ไม่มีใครทำอะไร ... ตอนนี้กระแดะออกมาพูดถึงจริยธรรมกันทำไม ... คนเลวมีเต็มเมืองพวกคุณองค์กรบ้าบออะไรไม่เคยคิดจะทำอะไร ... สิ่งเดียวที่พวกคุณทำได้เป็นรูปธรรมคือพาคนออกมาเดิน พอเขาตาย คุณก็คอยสร้างอนุสรณ์ให้ ... คุณอยากได้คนดีมีจริยธรรมอย่างคุณจำลองมาเป็นนายกฯ กันหรือครับ

เด็กติดเหล้าเมายากันเต็มเมือง ... คุณจำลองนอนหลับได้สบายดี ... ไม่มีปัญญาทำอะไร ... แต่บริษัทเหล้าจะเข้าตลาดหลักทรัยพ์ดันร้อนทุรนทุลายจะเป็นจะตายให้ได้ ... ผมไม่เข้าใจคุณจำลองมานาน ... ตอนนี้ยิ่งงงวิธีดูแลประเทศของคุณจำลองไปใหญ่ ... สิงคโปร์มันก็ห่วงเด็กติดเหล้าครับ ... มันไม่เคยห่วงบริษัทเหล้าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์หรอกครับเพราะมันเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ... คุณเป็นนายพลแยกมหภาคกับจุลภาคไม่ออกหรือครับ ... ถ้าคนไทยคิดได้แค่นี้ ... คุณโง่คนเดียวไม่พอ ... เอาลูกหลานออกมาเป็นหมื่นนั่งเฝ้าหน้าตลาดหลักทรัพย์ด้วย ... สิงคโปร์มันก็คงหมดห่วง มันคงขำกลิ้งประเทศไทย ... เพราะมีผู้ใหญ่อย่างนี้ดูแลบ้านเมืองมันถึงมาได้แค่นี้ ...

ราษฎรอาวุโสหลายท่านบอกว่าไม่ต้องไปแข่งกับเขาหรอก เราอยู่ของเราอย่างนี้ ... ใช่ซิครับพวกท่านอยู่อีกไม่กี่ปี ... ท่านห่วงบ้างมั๊ยครับว่าลูกหลานจะอยู่กันอย่างไร ... ต่อไปพรมแดนไม่มี ... ความแข็งแรงภายในไม่มีเราจะรักษาสถาบันไว้ได้อย่างไร ... ทหารไม่ใช่คำตอบสุดท้ายนะครับ ... จะรักษาแบบพม่าเกาหลีเหนือหรือครับ ... อย่าได้ทำตลกไปนะครับ ... ถ้าคิดอย่างพวกท่านอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ... เราอาจถูกมองเหมือนที่เรามองลาวกัมพูช่าทุกวันนี้ ... สถาบันจะอยู่รอดในระยะยาวก็ล้วนต้องอาศัยความมั่นคงและการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นคำตอบสุดท้าย ... หันไปมองให้รอบโลกซิครับ ... ตัวอย่างมีให้เห็นทุกแบบ ... บทเรียนในอดีตมีให้เรียนรู้มากมายอยู่แล้ว ... ทุกคนมีความสุขทุกสิ่งก็อยู่ได้ ... มรดกของพวกท่านก็คือป่าไม้ที่หมดไป ... ออกไปดูโลกกว้างกันบ้าง ... ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์สร้างตัวจากความไม่มีอะไรเลย ... แม้แต่มาเลย์ที่ไม่รังเกียจเผด็จการอย่างมหาเธร์ก็ยังสร้างบ่อนอย่างเก้นติ้งให้คนไทยไปผลาญเงิน สร้างตึกปิโตนัสพร้อมกับยังเหลือป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ไว้ให้ลูกหลานได้ภูมิใจได้ ... ปล่อยให้ประเทศที่ใหญ่กว่าอย่างไทยที่มีแต่ผู้ใหญ่เอาตัวรอด ชิงดีชิงเด่น แข่งกันสร้างฐานะ อิจฉาริษยากัน ยึดแต่อารมณ์ความรู้สึกของตนเป็นที่ตั้ง ยึดตัวหนังสือ ไม่ยึดเนื้อหาเป็นสรณะ ...

ผมเห็นสิ่งที่คุณทักษิณฝันจะสร้างสิ่งมากมาย ... ฝัน 20 สร้างได้ 3 ก็ดีกว่าคนไม่ฝันเลยครับ ... ถ้าคนจะคิดทำลายคุณก็จะเอาไอ้ที่คุณล้มเหลว 17 มาพูด ... แต่ผมมองเห็น 3 ที่คุณทำเสร็จแล้วก็ชื่นใจแล้วครับ เมื่อเทียบกับผมเห็นนักการเมืองรุ่นที่ผ่านมาทำทิ้งไว้ในช่วงชีวิตผม ... สิ่งปลูกสร้างทางวัตถุที่เป็นสาระอย่างที่มาเลเซียสร้างตึกปิโตรนัส ... หรือเกาะต้นปาล์มของดูไบ ... ผมก็เชื่อว่าคุณทักษิณฝันถึง ... เราจะคอยหากินกับของเก่าต่อไปไม่ได้ ... ชาติอื่นเขาสร้างขึ้นจากไม่มีอะไรเลย ... แม้ว่าไนท์ซาฟารีและสวนพฤกษชาติจะไม่ได้อย่างใจที่ผมคิด ... แต่ก็แสดงให้เห็นว่าคุณทักษิณไม่เพียงฝัน แต่สร้างจนเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ ... คุณทักษิณคงกลัวว่าลูกหลานจะนึกถึงคนรุ่นเราว่าขาดวิสัยทัศน์ เป็นรุ่นทำลายความอุดมสมบูรณ์ของชาติ โดยไม่เหลืออะไรไว้ให้เขาได้ภาคภูมิใจเลย ... ดูคนว่าเสแสร้งหรือมีเจตนาจริงนั้นดูไม่ยากหรอกครับ ... ดูรอยที่เขาทิ้งเอาไว้ ... ดีหรือเลวมันปิดไม่มิดหรอกครับ ถ้าดูกันยาวๆ ...

ผ่านไป 4 ปี คุณทักษิณคงพบสัจจธรรมแล้วว่าประเทศนี้ไม่มีอะไร ... นอกจากทรัพยากรที่ผลาญกันแทบหมด ... ก็เหลือไว้แต่สิ่งที่เราจนปัญญาจะทำลายกัน อย่างเช่น อาหารวัฒนธรรมประเพณี ... เราขาดทั้งเงิน ขาดฐานความรู้ และที่สำคัญขาดคนที่มีวิสัยทัศน์ ... เมื่อมองสิงคโปร์เราก็อ้างว่าประเทศเล็กบริหารง่าย คนน้อยมันไม่ยุ่งยาก ... หันไปมองประเทศใหญ่อย่างจีน ก้าวหน้ารุ่งเรืองในเวลาอันสั้น ... จากล้าหลังข้ามหัวเราไปชั่วพริบตา ... ผมก็เดาว่าพวกปัญญาอ่อนก็คงอ้างว่าประเทศจีนใหญ่ มีคนเยอะแยะ มีของเก่าเยอะกว่าเรา อะไรทำนองนั้น ... ไม่จริงหรอกครับ ถ้าประเทศใดก็ตามถ้ามีนักการเมืองนักการบริหารที่มีวิสัยทัศน์อย่างเราก็ไปไม่ถึงไหนเหมือนกัน ... ไม่ว่าประเทศจะใหญ่หรือเล็ก ... คอมมิวนิสหรือประชาธิปไตย ... ไม่ต้องมองไกลอย่างอเมริกาหรือยุโรป หันไปมองญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน หรือมาเลเซีย ... เราน่าจะยอมรับแนวทางที่จะเจริญและจะจมอยู่กับความล้มเหลวกันเสียที ... ผมเห็นความตั้งใจที่ถูกต้องของคุณทักษิณ ... ผมเห็นแนวทางที่ชาญฉลาด (จะว่าไปก็ไม่ได้ฉลาดอะไรถ้าหันไปดูทุกประเทศที่รุ่งเรืองก็ล้วนทำกัน) คือการเปิดรับความรู้และเงินลงทุนจากต่างประเทศ ... แต่พวกมือไม่พายก็มักเริ่มโจมตีว่าขายชาติ ... พวกคุณจะเก็บเอาไว้ทำเองเพื่อให้กลายเป็นโครงการสามสี่ชั่วโคตร แบบเวียนเทียนกันกินหรือลงแขกกันกิน ได้อย่างไม่รู้จบหรือครับ คุณสุเทพ คุณเสนาะ คุณสนั่น คุณบรรหาญ คุณวัฒนา ...

แม้ต่างชาติจะถือครองอะไรของประเทศเราก็ตาม ... ถ้าประเทศมีนักการเมืองที่ดีก็สามารถใช้ระบบนิติบัญญัติที่มีคุณภาพดูแลผลประโยชน์ของชาติและประชาชนได้อย่างไม่ต้องกลัวอะไร จริงมั๊ยครับ คุณชวน คุณอภิสิทธิ์ ... ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต่างชาติ ปัญหาอยู่ที่คนของเราเองมาตลอด ... แต่ผู้ใหญ่หลายคนกลับมองไม่ออก ... ผมให้ตัวชี้วัดง่ายๆ เอาไว้สักเกต ถ้าพวกเราต้องการแยกว่ารัฐบาลนั้นดีหรือเลว ... ดูคุณภาพทางหลวงแผ่นดินว่ามันเป็นโครงการประเภทสร้าง 3 ปีใช้ได้ 2 ปีก็พัง แล้วต้องเริ่มซ่อมหรือทุบสร้างใหม่หรือเปล่า ... งบแทนที่จะเหลือเอาไปพัฒนาโครงการใหม่ๆ ... เราต้องตัดงบพัฒนาประเทศมาสร้างถนนสายเก่าๆ กันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ... แล้วเราก็รู้สึกว่าเราไม่มีเงินพัฒนาประเทศกัน ... ความจริงเงินเรามีเยอะแยะครับ ... ถ้าเราไม่เอาไปสร้างถนนพันธุ์อย่างว่า ... ไม่ต้องไปดูงบที่ท่านตั้งเอาไว้ซื้อของใช้ไม่ได้อย่างประปาหมู่บ้านหรืออีกสารพัดที่ท่านขยันคิดกันมาเหลือเกิน ... ซื้อติดตั้งไว้เป็นพันแห่ง แต่ใช้ได้จริงไม่ถึงร้อยแห่ง (เอาไว้โชว์ผู้ใหญ่ตาถั่วว่าโครงการนี้เวิคกนะจ๊ะ) ... หยุดบ่นดีกว่านะครับ มีเรื่องสนุกอีกสารพัดเรื่องครับถ้าเขียนคงเป็นนิยายเป็นเล่มๆ ... ยาวนานเหมือนถนนเส้นกรุงเทพสระบุรีโคราชนั้นหละครับ ... ใช่มั๊ยครับ คุณสุวัฒน์ ... ขอสรุปสั้นๆ ว่าประเทศจะอยู่อย่างหลบซ่อนต่อไปไม่ได้แล้วครับ ... ยิ่งหลบซ่อนจากความจริงลูกหลานก็จะยิ่งอ่อนแอลงไปทุกวัน ... ถ้าคุณทักษิณไม่ปรับระบบลอจิสติกให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ ... ไม่ว่าอุตสาหกรรมไหนเราก็สู้ใครเขาไม่ได้หรอกครับในอนาคตอันใกล้ ... จะพูดให้ลึกกว่านี้ก็คงมีอยู่คำเดียวครับโลกอนาคตที่เราจะอยู่รอด ... competitive transaction cost ... ซึ่งมันรวมคน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการเมือง เข้าไว้ด้วยกัน ... ถ้าไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็งยากที่เราจะผ่านเรื่องพวกนี้ไปได้ ...

คำตอบสุดท้ายผมคิดว่าเราต้องใช้คนที่คิดได้และทำได้เป็นรูปธรรมอย่างคุณทักษิณ ... คุณทักษิณดูแลตัวเองได้อย่างฉลาด (ขาดจริยธรรมในบางเรื่องไปบ้างก็พอเข้าใจได้ว่าคุณทักษิณก็ยังมีเรื่องต้องเรียนรู้เหมือนกัน) ก็หวังว่าจะดูแลประเทศได้อย่างนั้น ... ประเทศดำรงความสมถะอย่างราษฎรบางท่านไม่ได้ ... คนอยู่ได้ แต่ประเทศอยู่ไม่ได้ในระยะยาว ... คุณทักษิณอาจกร่างไปบ้าง เมาอำนาจไปบ้าง แต่ถ้าไม่หลุดเนื้อหา ก็ต้องให้อภัยกัน ... การมีสมบัติมาก ก็หวงห่วงมาก ทุกข์มาก ... หลายคนที่ไม่เข้าใจก็ปล่อยเขากระเสือกกระสนกันไป ... มีหมื่นล้านกับมีแสนล้านมันไม่สร้างความแตกต่างกันแล้วครับ ความเป็นมนุษย์ ... ผมเชื่อว่าคุณทักษิณเข้าถึงและเข้าใจ ... จึงขายบริษัทออกไป ... มองอย่างบูรณาการจากสิ่งที่จับต้องได้ที่คุณทักษิณทำมา ผมเชื่อว่าคุณทักษิณอยากสร้างแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินทองจริงๆ ... คุณทักษิณต้องการเงินก็ขอเชื่อว่าเพื่อแผ่นดิน ... เพื่อเอากลับมาหล่อเลี้ยงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพ ... บางทีไม่มีทุน หลักการอุดมคติอย่างเดียวมันก็ไปไม่ถึงไหน ... มันต้องมีจุดด่างบ้าง (ลีกวนยู มหาเธร์ ก็ไม่ได้สร้างชาติมาด้วยอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง) ...

คนอยู่อย่างพอเพียงแต่ประเทศอยู่อย่างพอเพียงวันนี้จะขาดอย่างมากวันข้างหน้า ... ต้องมีเพื่อความมั่นคงของชาติครับ ... แยกให้ออกระหว่างความเป็นปัจเจกบุคคลกับความเป็นประเทศ ... คนควรอยู่อย่างพอเพียง สมดุลยแก่สถานะ ... มีมากก็หนักมาก มีน้อยก็ไม่สบายตัว ... แต่ประเทศชาติจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่จะอยู่รอดอีกมากมาย ... ถ้าจะมองให้ลึกลงไปอีกก็คงต้องบอกว่าเราอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ... รัฐธรรมนูญใหม่สร้างระบบถ่วงดุลยแล้ว ... แต่ละหน่วยงานยังขาดคนที่มีประสบการณ์ขับเคลื่อนมัน (อาจต้องรอคนรุ่นต่อไป) ... ยกตัวอย่าง เราไม่มีวุฒิสมาชิกที่มีฝีมือ (ออกกฎหมายผิดๆถูกๆ ... ก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับของใหม่ ยิ่งใช้โดยคนมือไม่ถึงเข้าไปอีก ก็ยิ่งยุ่ง ... อยากรู้ว่าวุฒิสมาชิกมือถึงเป็นอย่างไรก็ลองไปนั่งฟังวุฒิสมาชิกอเมริกันเขาอภิปรายกันซิครับ ว่าหนึ่งนาทีเขาพูดเนื้อหาได้มากขนาดไหน ให้หนึ่งนาทีเขาพูดหนึ่งนาที และเต็มไปด้วยเนื้อหา) ... แต่เราก็เดินมาถูกทางแล้ว ... อย่าใจร้อนหรือถูกรบกวนด้วยเรื่องในอุดมคติมากนัก ... หนทางยังอีกไกล ... อดทนและให้อภัยกับคนตั้งใจทำงาน ... ไม่อย่างนั้นเราจะได้แต่พวกพูดถูกใจ แต่ประเทศไม่เหลืออะไร ...

หลายปีก่อน พลเอกเปรมเคยเดินจากพวกกบเลือกนายอย่างเราไป ... ท่านสร้างผลงานให้เยอะแยะ ... ไม่พอใจ จะเอาโน้นจะเอานี้ ท่านต้องเป็นอย่างโน้นต้องเป็นอย่างนี้ ... ผลเป็นอย่างไรครับ ... ท่านไม่อดทนครับ ... ท่านตัดช่องน้อยแต่พอตัว ... ปฎิเสธพลเอกชาติชายที่ไปยืนตากฝนขอร้องท่านอยู่หน้าบ้าน ... ถ้าท่านอดทนสักนิดประเทศเราคงยังอยู่ข้างหน้ามาเลย์หลายสิบปี แทนที่จะแข่งกับอิเหนา วิ่งไล่ตามก้นมาเลย์อย่างทุกวันนี้ ... เราเคยแข่งกับญี่ปุ่นสมัย ร.5 ต่อมาแข่งกับเกาหลี ตอนนี้แข่งกับเวียดนาม อนาคตคงต้องแข่งกับลาว อีกไกลๆ คงได้เทียบชั้นพม่า (ดูฟุตบอลไทยเป็นตัวอย่างซิครับ)

ตอนนี้ เราเริ่มไม่จำบทเรียนของกบอย่างเราๆ ... ประเทศเราคนรวยไม่ดูแลชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางไม่ดูแลชนชั้นล่าง (ความจริงตั้งหน้าตั้งตาเอาเปรียบกัน) ... เราปล่อยให้คนทำช๊อตเซลอ้างหลักการมาปั่นหัว รวมกับนักวิชาการขาดสติ นายพลนักเลง นายทุนอิทธิพล นักการเมืองโกงชาติรอการกลับมา พ่อค้าหวยใต้ดิน พ่อค้ายาเสพติดรอวันคืนชีพ ข้าราชการอกหัก ข้าราชการรัฐวิสาหกิจเห็นแก่ตัว และอีกสารพัดสารเพที่กำลังมีความหวัง ... ชนชั้นสูงไม่ดูแลกันเอง ไม่เลือกคนดี ไม่อุ้มคนตั้งใจทำดี ตัดช่องน้อยแต่พอตัว ... ผมมองย้อนไปเห็นประเทศอย่างคิวบาก่อนคนอย่างฟิเดลคาสโตรมา ... แล้วก็อดหดหู่ใจไม่ได้ ... ทำไมเราไม่ดูแลประเทศ ไม่ดูแลสถาบันให้ดีกว่านี้ ....”

ข้อมูลโดยคุณขนมต้ม คุณฮันโซ และชาวราชดำเนิน




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 16:37:11 น.
Counter : 267 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.