ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

"สื่อ"ต้นเหตุแห่งหายนะของชาติ

ในฐานะของคนทำสื่อ ผมรู้ ผมเห็น และ ผมกล้าฟันธงว่า "สื่อ" นี่ล่ะ ที่เป็นต้นเหตุแห่งหายนะของชาติ ที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ปลายปี 2548
สื่อ มีอิทธิพลอย่างมากในสังคมใหญ่ ที่ประชาชนหรือสมาชิกของสังคมไม่อาจจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้โดยตรง จึงต้องพึ่งพาอาศัยการถ่ายทอดของสื่อ และรอรับฟังข่าวจากสื่อ

ในอดีต สื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้อ่าน ได้ฟัง และได้ชม โดยเน้นเนื้อหาของข่าวและสาระของเรื่อง มากกว่าที่จะแสดงความรู้สึกและอารมณ์ของคนทำสื่อ ที่เต็มไปด้วยอคติ ผสมปนเปอยู่ในข่าว จนยากที่จะแยกแยะได้ว่า อะไรคือสาระของข่าว ส่วนใดคือเนื้อหาของเรื่องที่ต้องการนำเสนอกันแน่ ระหว่างข้อเท็จจริงของข่าวกับอารมณ์ความรู้สึกของคนทำสื่อ เช่นในปัจจุบัน

ในสังคมใหญ่ที่อะไรๆ ก็ดูจะเร่งรีบ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางและการทำมาหากินเลี้ยงปากท้องในแต่ละวัน การเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อก็ดูเหมือนว่าจะมีเวลาอันจำกัด และต้องรีบเร่งรับจนแทบจับสาระสำคัญของข่าวประเด็นหลักของเรื่องไม่ได้เลย เมื่อเจอกับข่าวที่มีเนื้อหายาวๆ เรื่องราวที่มีความสลับซับซ้อน ยุ่งยากต่อการอ่านและทำความเข้าใจ จึงต้องอาศัยสื่อทำหน้าที่ช่วยย่อย ช่วยแสดงความคิดเห็น และช่วยคิดแทน ต่อกรณีที่เกิดขึ้นในแต่ละเรื่องข่าว แต่ละเรื่อง ประชาชนควรจะมีทัศนคติอย่างไร

จึงเป็นโอกาสของคนทำสื่อจำนวนหนึ่ง ที่มีเจตนาร้าย มีอคติต่อเรื่อง มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้เป็นข่าว ที่จะนำเสนอเรื่องราวข่าวคราวแบบสั้นๆ กระชับๆ โดยเลือกตัดเนื้อหาส่วนที่ตนไม่ต้องการนำเสนอทิ้งไปทั้งหมด แล้วยัดเยียดเนื้อหาส่วนที่ตนต้องการจะให้ประชาชนรับฟังเข้าไปแทนแบบ "ข้างเดียว" แถมพกด้วยการสอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ทั้งรัก ชอบ โกรธ แค้น เกลียด ชัง เข้าไปในข่าว เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ประชาชนผู้รับสื่อผ่านปากของตน ทั้งปากคน และปากกา

ในระยะ 2-3 ปีมานี้ จะเห็นได้ว่าสื่อไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ หากแต่ทำหน้าที่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของคนทำสื่อ ควบคู่ไปกับข้อเท็จจริง และหลายครั้ง สัดส่วนอารมณ์ความรู้สึกของคนทำสื่อ จะมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริง ด้วยซ้ำไป เนื่องจากสื่อกำหนดบทบาทตัวเองให้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เป็นข่าวด้วย มิใช่เป็นสื่อเพียงสถานะเดียว

เมื่อสื่อไม่ทำหน้าที่ของสื่ออย่างตรงไปตรงมา หากแต่ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง เป็นตัวละครตัวหนึ่งของเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ความเป็นกลางของข่าวก็ห่างหายออกไป กระทั่งความเป็นจริงก็ถูกบิดเบือนไป จนถึงลบเลือน ปิดบัง ไม่นำเสนอต่อประชาชน และพยายามหามุมมองที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองมานำเสนอแทน

สื่อหลายรายปรับเปลี่ยนหน้าที่และวิธีการทำข่าว จาก "การรายงานข่าว" มาเป็น "การสร้างข่าว" โดยตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่าจะนำเสนอข่าวแต่ละชิ้นไปในทิศทางใด แล้วก็หาบุคคลมาให้สัมภาษณ์ตามแนวทางที่ตนต้องการ เช่น หากต้องการเล่นงานรัฐบาล ก็จะไปสัมภาษณ์นักการเมือง นักวิชาการ ฝ่ายตรงข้าม ที่มีทรรศนะขัดแย้งกับรัฐบาล มานำเสนอเป็นข่าว แต่จะหลีกเลี่ยงไม่นำเสนอความเห็นของนักวิชาการ นักการเมือง ที่เห็นสอดคล้องกับรัฐบาล จากนั้นก็ใช้วิธีการพาดหัวข่าวในทางร้ายตัวใหญ่ๆ เพื่อให้ประชาชนคล้อยตามไปตาม "ธง" ที่ตนตั้งไว้

สื่อบางรายกระโดดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ เป็นตัวสร้างเหตุการณ์ สร้างข่าว และเป็นตัวเดินข่าว จนกลายเป็นตัวละครหลักของข่าว แต่ก็ยังอ้างว่าเป็นสื่อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของสื่อแล้ว เช่น หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และเอเอสทีวี ที่เป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุที่นำมาสู่หายนะของชาติอย่างร้ายแรง เนื่องจากคนทำสื่อไม่ได้ดำรงตนอยู่ในฐานะของสื่อ หากแต่เข้าไปเล่นการเมือง แสวงหาประโยชน์ และวางแผนล้มล้างรัฐบาลด้วยอคติ มีจิตพยาบาทอาฆาตมาดร้าย โดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือนำเสนอความเท็จ หลอกลวง มอมเมาให้ประชาชนหลงเชื่อ ด้วยการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์แบ่งแยกประชาชน ใช้สื่อปลุกระดมประชาชนโค่นล้มรัฐบาล จนทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงของคนในชาติ

สื่อหลายรายหลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอข้อเท็จจริง และบางรายก็จงใจสร้างข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างน่าเกลียด เช่น กรณีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ กับเอกสารลับสกัดพรรคพลังประชาชน ของ คมช. ซึ่งหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์นำเสนอข่าวนี้อย่างต่อเนื่อง และเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่กล้าชี้ว่า คมช. กระทำผิด ในขณะที่หนังสือพิมพ์อื่นๆ นำเสนอข่าวนี้แบบกลัวๆ กล้าๆ และ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เสนอข่าวแบบสวนทางกับความจริงว่า เรื่องเอกสารลับเป็นเรื่องเท็จ เป็นท่าทีที่สอดรับกับท่าทีของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช. อย่างแนบแน่นยิ่งนัก เป็นพฤติกรรมของสื่อที่เลือกข้างอย่างชัดเจน ไม่สนใจที่จะทำหน้าที่ของสื่อ ค้นหาความจริง หากแต่เป็นสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของ "ฝ่าย" ที่ตนเลือกอยู่ด้วย

สื่อบางรายผูกติดตัวเองกับการแสวงหาผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เช่น หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่รายหนึ่ง เมื่อถูกขัดผลประโยชน์จากรัฐบาลคณะหนึ่ง ก็ผูกใจเจ็บ เก็บเป็นความแค้น เมื่อสบโอกาสก็ใช้ความเป็นสื่อแก้แค้นตอบโต้ทุกวิถีทาง นำเสนอข่าวและความเห็นด้วยอคติตลอดมานับแต่ไม่สมประโยชน์ ซึ่งประชาชนได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของสื่อสำนักนี้กันหมดแล้ว ยิ่งกระจายคนของตัวเองไปอยู่ในโทรทัศน์หลายช่อง ก็ยิ่งได้เห็นชัดเจนมากขึ้น จนเรียกได้ว่าสื่อสำนักนี้ได้แก้ผ้าเปลือยตัวเองให้ประชาชนรู้เห็นหมดแล้ว ว่าเพื่อให้สมประโยชน์ทางธุรกิจ แม้จะต้องอยู่ใต้อำนาจเผด็จการก็ทำได้ ในขณะที่ปากก็พร่ำบ่นแต่คำว่า "เราเป็นมืออาชีพ ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา" ไม่ต่างจาก ปีศาจคาบคัมภีร์ แต่อย่างใด

สื่อเหล่านี้อวดอ้างตัวเองเป็น "สื่อแท้" แต่กระทำตนเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุแห่งหายนะของชาติ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงปัจจุบัน และไม่มีวี่แววว่าจะรู้สึกสำนึกตนได้ว่ากระทำความเสียหายอะไรให้แก่วิชาชีพสื่อและประเทศชาติบ้าง หากแต่ยังโยนความผิดให้เป็นของผู้อื่นตลอดเวลา

สื่อเหล่านี้ชี้ว่า รัฐบาลทักษิณไม่มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศ เรียกร้องชักชวนให้ทหารก่อการรัฐประหาร โดยไม่สนใจว่าการรัฐประหารเป็นวิธีการที่ชอบธรรมหรือไม่ เมื่อคณะรัฐประหารเดินไม่ถึงฝั่ง ล้มเหลว เพราะประชาชนไม่สนับสนุน สื่อเหล่านี้ก็ด่าคณะรัฐประหาร ที่ตนเรียกร้องเชิญชวนให้มาทำรัฐประหาร และยกย่องราวกับเป็นเทวดาในวันยึดอำนาจ

ด้วยพฤติกรรมของสื่อเหล่านี้ จึงน่าจะถึงเวลาที่ประชาชนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิรูปสื่อ โดยไม่ต้องรอให้สื่อปฏิรูปตัวเอง วิธีการปฏิรูปสื่อของประชาชนไม่ใช่เรื่อง ยาก เพียงแค่ไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่ดูโทรทัศน์ ฉบับ รายการ และช่อง ที่มีพฤติกรรมดังที่ปรากฏแล้วได้ก่อให้เกิดหายนะของชาติขึ้นมา และไม่สนับสนุน ไม่ซื้อสินค้า ไม่ใช้บริการ ผู้ขายสินค้าและบริการที่ลงโฆษณาในสื่อเหล่านั้นด้วย

เพียงเท่านี้ สื่อที่เป็นต้นเหตุแห่งหายนะของชาติก็จะค่อยๆ หายไปจากสังคมไทยทีละรายๆ

นี่คือวิธีการปฏิรูปสื่อที่ดีและได้ผลมากที่สุด ซึ่งประชาชนลงมือทำได้เลยตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป

อย่าปล่อยให้สื่อเลวๆ นำพาประเทศไทยหวนกลับไปสู่เส้นทางแห่งหายนะได้อีก



'นายกอ'

////////

คอลัมน์:ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์รายวันประชาทรรศน์ ฉบับวันที่ 12/02/2551




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 14:09:46 น.
Counter : 258 Pageviews.  

ใครชื่อ“หัวตอ”ยกมือขึ้น ?

สงส้าน สงสาร พี่อี๊ด จริงจริ๊ง จริงจริง

สงสารแทบน้ำตาเล็ด

น้ำตาเล็ด เพราะหัวเราะจนหยุดไม่ได้ เมื่อได้ยินข่าวว่า พี่อี๊ดของกระผม หรือ ดร.เสรี วงศ์มณฑา ของเหล่าสาวกพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ประกาศแขวนไมค์ ใช้พลาส เตอร์ปิดปากตัวเอง เลิกพูดจาประสาการเมือง อย่างเด็ดขาด

เหตุผลที่จำใจต้องแขวนไมค์ ก็คือ ว่า

“พี่เบื่อกับการตักน้ำรดหัวตอเต็มที และ 3 ปีที่สีซอให้ควายฟัง พี่หมดแรง หมดพลังไปเยอะแยะมากมาย ที่เคยได้เงินมากมายจากการรับเชิญไปพูด ไปอบรม ไปเป็นวิทยากรทั้งกรุงเทพ ต่างจังหวัด ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ รับอัฐครั้งละหลายหมื่นบาท ต้องสูญหายไปหมด เสียรายได้ไปปีละไม่น้อย เพราะไม่มีใครกล้าเชิญ คนที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไปเป็นวิทยาการอบรมพนักงานของหน่วยงาน

พี่คิดดีแล้วว่า 3 ปีที่ลงทุนลงแรงไปมาก แต่เหมือนตักน้ำรดหัวตอ เราพูดอะไรก็ไม่มีความหมาย คำพูดเราไม่มีค่า ไม่มีใครฟัง เหมือนสีซอให้ควายฟัง ถ้าเป็นแบบนี้ พี่ก็ต้องไปทำอย่างอื่น เลิกพูดการเมือง กลับไปเป็นอาจารย์ จัดการอบรม สัมมนา เหมือนเดิม ไปให้ความรู้เรื่องการตลาด แนะนำวิธีแก้ปัญหาให้เยาวชน น่าจะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง มากกว่า”

เพื่อนที่นำข่าวเรื่องนี้ของพี่อี๊ดมาเล่าให้ฟัง ใส่อาการท่าทางแบบเต็มๆ ไม่มีกระมิดกระ เมี้ยน เลียนแบบผู้ชายนะยะสไตล์ เสรี วงศ์มณฑา จนผมเก็บความสำรวมไม่อยู่

ผมฟังไปปาดน้ำตาไป ทั้งน้ำตา ทั้งน้ำลาย กระเซ็น กระเด็นเปรอะเสื้อไปหมด

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมฟังคนมาเล่าข่าวให้ฟังด้วยอาการที่เสียกิริยามารยาทที่สุด

แต่มันหยุดไม่ได้จริง

ยิ่งตอนที่บอกว่า “เหมือนกับพี่ไปจีบผู้ชายน่ะ ถ้าจีบไป 3 ปีแล้ว ยังไม่มีหวังได้แอ้ม พี่ก็ต้องเลิก ไปจีบผู้ชายคนอื่นดีกว่า”

ว้าวๆๆ...... เสรี วงศ์มณฑา เปรียบการพูดจาให้ความรู้ประชาชนเหมือนกับการจีบผู้ชาย เมื่อไม่มีหวังได้แอ้ม ได้ลิ้มชิมรส ก็เลิกดีกว่า

เรื่องประเทศชาติ บ้านเมือง ที่มีประชาชนหลายสิบล้านคนเป็นผู้ชมผู้ฟัง กับเรื่องจีบผู้ชายสักคน เหมือนกันได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้ ครั้งแรกผมได้ฟังจากปากผู้บอกเล่า ฟังแล้วหัวเราะจนพุงเขย่าไขมันเขยื้อนจนเรือนสะท้าน แต่พอได้ฟังครั้งที่สอง จากเทปที่มีผู้หวังดีอัดมาให้ฟัง จึงทราบว่าเป็นเป็นการสนทนาอย่างออกรส ระหว่าง โอวาท พรหมรัตนพงศ์ กับ เสรี วงศ์มณฑา ในรายการวิทยุเอฟเอ็ม 98.0

ที่ว่าสนทนากันอย่างออกรสนั้น จากที่ผมได้ฟังกับหูตัวเอง พอจะรู้สึกได้ว่าเป็นรสชาติที่ขมปากของผู้พูด อย่าง เสรี วงศ์มณฑา ที่เกิดอาการอกหักอย่างรุนแรง เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน และพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาล โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับผู้ฟังอย่างผม ที่คิดว่าเป็นเรื่องที่พูดตลกๆ ในครั้งแรก กลับกลายเป็นว่า ฟังแล้วเศร้า เศร้า และ เศร้า จนไม่อยากจะเชื่อว่า คนที่พูดเป็นถึงดอกเตอร์

เศร้าที่ทำให้ต้องพูดกับเองว่า การศึกษาไม่ได้ช่วยทำให้วุฒิภาวะและจิตใจของคนดีขึ้นแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม คนบางคนมีการศึกษาสูง กลับยิ่งหลงตัวเองหัวปักหัวปำ มอมเมาตัวเองด้วยความคิด ความเชื่อ จนโงหัวไม่ขึ้น เห็นตัวเองคือความถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว มองว่าคนอื่นเป็นคนผิด เป็นคนโง่

เสรี วงศ์มณฑา ก็คือ เด็กคนเดียวในขบวนพาเหรด ที่ก้าวเท้าผิดข้างแปลกแยกจากคนทั้งหมด ด้วยการก้าวท้าวซ้าย ในขณะที่คนอื่นก้าวท้าวขวา แล้วก็พาลพาโลด่าคนทั้งขบวนพาเหรด ว่าเดินผิดทุกคน มีแต่ตนคนเดียวที่เดินถูก

ประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชน โง่เป็นควาย ในสายตาของ เสรี วงศ์มณฑา

ประชาชนที่เห็นแตกต่างจาก เสรี วงศ์มณฑา ไม่ใช่คน แต่เป็น ควาย ได้ยินไหม

ในขณะที่มองประชาชนครึ่งค่อนประเทศเป็นควาย เสรี วงศ์มณฑา กลับเห็นตัวเองเป็นคนเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงควาย

ประชาชนที่ฟัง เสรี วงศ์มณฑา แล้วไปเลือกพรรคพลังประชาชน ก็คือ หัวตอ ที่ไม่มีวันรับรู้ ไม่มีวันเข้าใจ เหมือนกับ ตักน้ำรดหัวตอ

แล้วนักการเมือง อย่าง บรรหาร ศิลปอาชา ที่สนับสนุน พรรคพลังประชาชน ให้เป็นรัฐบาล ขานชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ล่ะ เป็น ควาย หรือ หัวตอ ในสายตาของ เสรี วงศ์มณฑา

บรรหาร ศิลปอาชา คือ นักการเมืองที่อุ้มชู เลี้ยงดู เสรี วงศ์มณฑา มานานเกือบสิบปี ให้ข้าว ให้น้ำ ให้ที่หลับที่นอน กินอิ่มนอนหลับ จนอ้วนหมีพีมัน

วันที่ เสรี วงศ์มณฑา ตกอับ คอพับคออ่อนกับพิษเศรษฐกิจ ปี 2543 สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้บรรหาร นี่ล่ะกู้ชีวิตให้

วันนี้ บรรหาร ศิลปอาชา คือ ควาย หรือ หัวตอ ในสายตา เสรี วงศ์มณฑา

ส.ส.ที่ยกมือให้สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี เป็น ควาย หรือ หัวตอ ด้วยใช่ไหม

หรือมีใครในสภาฯ ชื่อ ควาย” หรือ “หัวตอ” ยกมือขึ้นหน่อย?

หาก บรรหาร จะเป็นควาย ก็คงเพราะเลี้ยงคนอย่าง เสรี วงศ์มณฑา ไว้นั่นเอง

ก่อนที่จะไปพูดกับคนอื่น ผมเสนอให้ เสรี วงศ์มณฑา ไปทำความเข้าใจ ไปเรียนรู้เรื่องการเมืองไทย กับบรรหาร ศิลปอาชา ก่อนน่าจะดีกว่า ที่จะพูดอะไรออกมาในครั้งต่อไป

ก่อนที่จะพูดอะไรออกไปในครั้งต่อไป ผมเสนอว่า เสรี วงศ์มณฑา ต้องมองย้อนดูตัวเองก่อนว่า ทำไมประชาชนส่วนใหญ่ จึงไม่เชื่อ ไม่ฟัง ไม่ทำตามที่ตนพูด ทั้งๆ ที่พูดมายาวนานกว่า 3 ปี

ก่อนที่จะพูดอะไรออกไปในครั้งต่อไป ผมเสนอว่า เสรี วงศ์มณฑา ควรจะให้เกียรติผู้ฟัง มากกว่าดูถูก และไม่ควรเห็นคนอื่นเป็นควาย เป็นหัวตอ อย่างที่พูดพล่อยๆ ออกมาอีก

คนอย่างนี้น่ะหรือ ที่อยากให้ผู้อื่นยกย่องเป็นครูบาอาจารย์

คนอย่างนี้น่ะหรือ ที่จะไปสอนให้ผู้อื่นเดินตามตัวเอง ทำตามที่ตัวเองพูด แนะนำ และสั่งสอน

คนอย่างนี้น่ะหรือ ควรจะกลับไปเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องการพูด และการให้เกียรติผู้อื่น ใหม่ ก่อนที่จะกลับเข้าสู่สังคมปกติชน และสังคมสุภาพชน หลังจากที่ไปคลุกคลีอยู่กับสังคมกักขฬะชนแถวท่าพระอาทิตย์ มานานหลายปี

อันที่จริง ผมก็อยากจะแนะนำ อยากจะสั่งสอนอยู่เหมือนกัน แต่เกรงว่าจะเป็นการสีซอให้ควายฟัง และ ไม่ต่างจากตักน้ำรด (หัว) ตอ

ผมคิดว่าน่าจะเป็นตอ นะ เพราะที่เกินมา และไม่ได้ใช้งาน คงจะตัดทิ้งไปแล้ว (ฮาๆๆๆๆๆ)

ก่อนจบ... ผมมีคำถามที่อยากจะให้ เสรี วงศ์มณฑา ว่า เหตุที่เลิกพูดจาประสาการเมือง เลิกด่ารัฐบาล เลิกวิจารณ์พรรคพลังประชาชน เพราะท้อแท้ และหมดแรง หรือ เพราะอยากได้งบประมาณจากหน่วยงานรัฐบาล จึงต้องรูดซิปปิดปากตัวเอง หลังจากที่พรรคชาติไทย อู่ข่าวอู่น้ำ เข้าไปเป็นรัฐบาล แล้ว

ถึงแม้ เสรี วงศ์มณฑา จะไม่ตอบ ผมก็เชื่อว่าคนอ่านทุกคนที่รู้จัก เสรี วงศ์มณฑา คงตอบได้

จับตาดู กระทรวงเกษตรฯ และ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ให้ดีก็แล้วกัน

โดย ประดาบแห่งHi-Thaksin




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2551 19:30:31 น.
Counter : 234 Pageviews.  

สัมภาษณ์ ม.ล.ปลื้ม (ณัฏฐกรณ์ เทวกุล) ‘เกมอำนาจ’ ช่วงชิง ‘ทีวีสาธารณะ’ ประชาชนอยู่ตรงไหน?

สัมภาษณ์โดย - ตติกานต์ เดชชพงศ

สถานีโทรทัศน์สาธารณะ TPBS (Thai Public Broadcasting Service) ออกอากาศรายการแรกไปแล้วเมื่อ 17 มกราคม ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่ศาลปกครองยังไม่มีคำตัดสินว่าจะทำอย่างไรกับการยื่นคำร้องของพนักงานสถานี TITV แต่ในที่สุดแล้ว ศาลปกครองก็มีคำสั่ง ‘ไม่คุ้มครอง’ บรรดาพนักงานกว่า 800 ชีวิต ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯ ชั่วคราวของ TPBS ก็ประกาศเดินหน้าเต็มพิกัด เปิดรับสมัครพนักงานนับร้อยตำแหน่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็น ‘ทีีวีสาธารณะ’ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์โดยรวมของประชาชน...



จากกรณีดังกล่าว ‘ประชาไท’ ได้สัมภาษณ์ ‘หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล’ ในฐานะผู้ประกาศข่าวซึ่งทำงานกับสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ของรัฐบาล ภายใต้การควบคุมของกรมประชาสัมพันธ์ และมีบทบาทที่น่าจับตามองในฐานะสื่อมวลชนที่ก้าวข้ามจากสถานีของรัฐไปสู่สถานีโทรทัศน์เอกชน รวมถึงการอ้างอิงบทความชิ้นหนึ่งของ ม.ล.ณัฐกรณ์ ที่เผยแพร่ลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งพูดถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น การยึด TITV เป็นเพียง ‘เกมอำนาจ’ ของคนบางกลุ่มจริงหรือไม่, จุดแข็ง-จุดอ่อนของนโยบายทีวีสาธารณะคืออะไร, อนาคตของทีวีสาธารณะช่องแรกจะเป็นอย่างไร และท้ายที่สุด ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการก่อตั้งทีวีสาธารณะจริงหรือ...



000



“สิ่งที่เกิดขึ้น อย่างที่เกิดกับทีไอทีวี

มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างทุนกับอำนาจเดิมๆ

ซึ่งต้องดึงอำนาจรัฐมาช่วย เพราะว่าไม่มีทุน”






(หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล)



จากบทความที่คุณเขียนลงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (1) มีการเปรียบเทียบว่าการยึดสถานี TITV เพื่อทำเป็นทีวีสาธารณะ คือการต่อสู้ในสงครามระหว่าง ‘ศักดินา’ และ ‘ทุน’

ใช่ แ่ต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับทีไอทีวีมันก็ไม่ใช่ตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดของสงครามนี้นะ เท่าที่ผมไล่เรียงดูคือ ‘ไอทีวี’ ตอนที่เป็น ‘ทีวีเสรี’ ช่วงแรกๆ กลุ่มเนชั่นกับกลุ่มของไทยพาณิชย์พยายามบริหาร แต่สัมปทานที่มี ที่ทำกันขึ้นมาในตอนนั้น มันเป็นสัมปทานที่โหดร้ายทารุณมากกับภาคเอกชนที่เข้าไปบริหาร เพราะคุณต้องให้เงินคืนกับสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีเยอะมาก ปีหนึ่งคุณต้องจ่ายพันล้านบาท ใครจะไปทำได้ เพราะฉะนั้น ทั้งเนชั่น และ SCB ต้องการถอยออกมา เพราะถ้าถือไอทีวีต่อไปก็จะเป็น NPL เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และไม่มีทางที่จะทำอะไรกับมันได้ บริษัทเดียวในตอนนั้นที่มีทุนมากพอ และกล้าพอที่จะเข้าไป รวมถึงมีเงินสดเหลือเยอะมาก ก็คือ ‘ชินคอร์ป’ ซึ่งนั่นเป็นจังหวะที่ทักษิณก็ต้องการมีสื่ออยู่ในมือด้วย เพราะเขากำลังต้องการที่จะเป็นนายกฯ



สิ่งที่ผิด คือ ความต้องการของทักษิณที่จะเป็นนายกฯ แล้วดันอยากจะไปมีช่องโทรทัศน์ของตัวเอง แต่สิ่งที่ถูกในตอนนั้นคือมันไม่มีทุนไหนกล้าเข้าไปอุ้มไอทีวี เพราะถ้าเข้าไปก็จะต้องแบกรับภาระหนี้สิน ชินฯ ก็เลยเข้าไป เพราะฉะนั้น อาจจะมองได้ว่านี่คืออำนาจของ ‘ทุน’ ซึ่งมาจากกลุ่มคนที่เติบโตขึ้นมาในยุคสิบกว่าปีที่ผ่านมา รวยขึ้นมาจากสัมปทานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น โทรคมนาคม คนที่มีทุนก็เข้าไปยึดคลื่นนี้ได้ ถ้าให้เปรียบเทียบ นั่นก็คือการ ‘ชกหมัดแรก’ ของทุนใหม่ แล้วก็ได้คลื่นนี้มา มีสื่ออยู่ในครอบครอง ซึ่งก็จะมีอิทธิพลกับประชาชน ถ้ามองอย่างนั้นก็คือไอทีวีโดนทุนครอบงำ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ ‘ไม่ผิด’ สำหรับผม เพราะว่าถ้าคุณไม่มีเงิน คุณทำทีวีไม่ได้ เมื่อทักษิณเข้ามาตอนนั้น สัมปทานก็ต้องแก้ให้มีรายการบันเทิงมากขึ้น ไม่งั้นมันจ่ายเงินให้สำนักปลัดนายกฯ ปีละเป็นพันล้านบาทไม่ได้ ก็แก้ไปแล้ว จบไปแล้ว ปรากฎว่าทำอีท่าไหนไม่รู้ ตอนหลังสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีถามว่า ที่แก้สัมปทานนี่ เอาสิทธิ์ที่ไหนไปแก้ ซึ่งจริงๆ ตอนนั้น ความผิดในการแก้สัมปทานอยู่ที่สำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เพราะสำนักปลัดฯ ไม่ได้เอาเรื่องแก้สัมปทานเข้าประชุม ครม.



ประเด็นคือว่่า สัมปทานไอทีวีมันถูกแก้ บริษัทไอทีวีกับสำนักปลัดนายกฯ ตกลงแล้วว่าแก้ เซ็นสัญญาจบแล้วก็หมายความว่าไอทีวีสามารถปรับผังได้ทันที เป็นบันเทิง 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เป็นข่าว 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้รายได้ไอทีวีสูงขึ้น มากพอที่จะจ่ายส่วนที่ต้องจ่ายให้กับสำนักปลัดนายกฯ ได้ในแต่ละปี คือ win-win ทั้งคู่ สำนักปลัดนายกฯ ได้รายได้เข้ามาทุกปีโดยที่บริษัทไอทีวีก็ไม่เจ๊ง ทีนี้ สำนักปลัดนายกฯ ตอนนั้นผิด ตรงที่ไม่นำเรื่องนี้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรี ผมไม่รู้ว่าปลัดสำนักนายกฯ คนไหนที่ทำเรื่องตรงนี้ แต่อย่างเดียวก็คือ เมื่อมีการเปลี่ยนปลัดสำนักนายกฯ ก็มีการยื่นฟ้องกับศาลปกครอง นำมาสู่ค่าปรับอะไรต่างๆ โดยบอกว่า ‘ไอทีวีปรับผังไม่ได้’ เพราะว่าเรื่องนี้สัมปทานยังไม่ได้แก้ ยังไม่ได้นำเรื่องเข้าสู่การประชุม ครม.



พอเป็นอย่างนี้สำนักนายกฯ ก็เลยปรับเงินไอทีวี แต่สัญญามันเซ็นว่า ต้องปรับ 10 เปอร์เซ็นต์ของค่าสัมปทานต่อวัน ซึ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ของค่าสัมปทานก็คือ 100 ล้าน เพราะค่าสัมปทานต่อปีต้องจ่าย 1 พันล้าน แล้ว 10เปอร์เซ็นต์ของ 1 พันล้านคือ 100 ล้าน แต่เขาให้ปรับต่อวัน ก็เลยต้องเอาหนึ่งร้อยล้านมาคูณจำนวนวันที่ไอทีวีทำผิดสัญญา คนที่ห่วยก็คือคนร่างสัญญา ค่าปรับบ้าอะไร ตั้งสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วคูณจำนวนของวันอีก ทีนี้บริษัทไอทีวีก็ไม่ยอมจ่ายค่าปรับ มันก็เป็นดินพอกหางหมู ค่าปรับก็สูงขึ้นๆ จนมันไม่มีทางจ่ายได้ เป็นเงินถึงแสนล้าน ตอนนั้นขายก็ไม่มีใครซื้อ เพราะค่าปรับมันมหาศาล คือมันเป็น ‘เกม’ ตั้งแต่แรก เกมที่รู้ว่าไอทีวีทำผิดสัญญาแล้ว ก็ล็อกให้อยู่ใน situation ที่จะนำไปสู่การ ‘ยึดคลื่น’ ให้ได้



เพราะอะไรถึงมองว่าเป็นความต้องการของรัฐที่จะยึดคลื่นไอทีวี หรือทีไอทีวี คืนมา

คือถ้าสำนักปลัดนายกฯ มี sense ตามปกติ ก็ต้องเลี้ยงไอทีวีให้เหมือนเป็นลูกหนี้ คือค่าปรับสูงขนาดนี้ สูงถึงแสนล้าน ถ้าคุณมีลูกหนี้หนึ่งแสนล้าน คุณต้องทำอะไรกับเขา? คุณต้องให้เขามีชีวิตต่อไป เพราะว่าเขาจะได้จ่ายคืนหนี้ให้คุณได้ในที่สุด กลวิธีตามปกติที่สำนักนายกฯ จะมองในเรื่องของรายได้ของรัฐ ก็คือต้องเลี้ยงให้ไอทีวีอยู่ต่อไป จนในที่สุดก็จ่ายค่าปรับได้ครบแสนล้านได้ คือมันต้องมีการประนีประนอมกันในเรื่องของหนี้ แต่ว่าจุดยืนของสำนักนายกฯ ตอนนี้ไม่ต้องการประนีประนอมเรื่องหนี้ เหมือนกับที่ไม่ต้องการประนีประนอมเรื่องค่าปรับ แ่ต่ต้องการที่จะปูทาง เพื่อให้ในที่สุด มันจะนำไปสู่การ ‘ยึดคลื่น’ เพราะยึดกลับมาแล้ว เขาจะเดินยังไงต่อไปก็ได้ คือสำนักปลัดนายกฯ ไม่ใช่องค์กรทางธุรกิจ ถ้าเป็นองค์กรทางธุรกิจ เขาจะไม่มีวันทำอย่างนี้ เขาจะต้องเลี้ยงลูกหนี้ให้อยู่ต่อไป



โดยรวมแล้ว ผมมีปัญหากับทิศทางการบริหารประเทศใน 3 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าการที่ทักษิณเข้ามาตั้งแต่แรกเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดีก็คือการคอรัปชั่น ซึ่งมันเกิดขึ้นในรัฐบาลเขา แต่สิ่งที่ดีคือ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ คือเขาเป็นคนเดียวที่มีศักยภาพพอที่จะดึงอำนาจจากขั้วอำนาจเดิมในประเทศ คือทหาร, เทคโนแครต, องคมนตรี...อะไรพวกนี้ ทักษิณเป็นคนเดียวที่ ‘กล้า’ หรือ ‘บ้า’ พอที่จะดึงอำนาจมาเพื่อ balance หรือมาถ่วงดุลกับอำนาจที่มีอยู่ ซึ่งโอเค...อำนาจนั่นมันก็ได้มาจากการที่ประชาชนลงคะแนนเสียงให้เขาเยอะ การที่เขามีเสน่ห์ การที่เขามีเงินเยอะ มันก็เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่เมื่อเขามาอยู่ในอำนาจ แล้วไปลุแก่อำนาจนี่ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ คือที่มันมีหลายๆ โครงการโกงกันในช่วงรัฐบาลเขา ถ้ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ว่าโดยรวมแล้วมันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ ‘ต้องมี’ ในเมืองไทย เพราะเมืองไทยมันล้าหลัง ดูอย่างการบริหารงานในรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์สิ มันชัดเลยว่ามันหมดยุคไปแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น อย่างที่เกิดกับทีไอทีวี มันเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างทุนกับอำนาจเดิมๆ ซึ่งต้องดึงอำนาจรัฐมาช่วย เพราะว่าไม่มีทุน



000



“จุดที่มันเลวร้ายของ พ.ร.บ.นี้คือดันไปเขียนไว้ในกฎหมายว่า ต้องเอาคลื่นนี้เท่าันั้น

ซึ่งมันไม่จำเป็น ถ้าคุณไม่ต้องรีบทำขนาดนี้ คุณก็ไม่ต้องไปแย่งคลื่นนี้มา

...มันก็เลยกลายเป็นสงครามเกิดขึ้นตอนนี้ ซัดกันเละเลย”



การยึดไอทีวีคืนมาได้ ภาระเรื่องหนี้จะไปตกอยู่กับใคร

หนี้ที่ไอทีวีมีกับสำนักนายกฯ นี่มันหายไปเลยครับ ไม่มีการปรับอีก หรือถ้าหากอนุญาโตตุลาการจะตัดสินว่า บริษัทไอทีวีต้องจ่ายค่าปรับแสนล้านจริงๆ ฟ้องล้มละลายก็จบแล้ว เพราะเขาไม่มีเงินจ่าย แต่ผมมองภาพรวมว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะยึดคลื่นคืนจากไอทีวี เพราะคลื่นๆ นี้มันไปอยู่ในมือของทุน จากมือทักษิณ แล้วขายไปให้สิงคโปร์ ก็อยู่ในมือสิงคโปร์ เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจจุดยืนของรัฐบาลว่า ‘ทำไมถึงต้องยึดคืนคลื่นนี้’ แต่พนักงานไอทีวีเป็นเพียง collateral damage หรือคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร ก็ทำงานไป แต่ก็ต้องมาได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ เพราะคลื่นนี้ ถ้าไม่ยึด มันก็คือคลื่นของสิงคโปร์ไปแล้วไง ช่องนี้เทมาเส็กเป็นเจ้าของ



เมื่อเป็นอย่างนั้น ที่รัฐบาลบอกว่านี่คือการ ‘ทวงสมบัติชาติคืน’ ก็สมควรได้รับการสนับสนุน?

ผมเชื่อว่าไม่ได้รับการสนับสนุน แต่มันก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล มีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง ที่สามารถพูดได้ในวันหนึ่ง เมื่อเรื่องนี้จบ สามารถเล่าเรื่องเป็นประวัติศาสตร์ได้ว่า คลื่นนี้มันไปอยู่ในมือของทักษิณ นอกจากนั้นทักษิณก็ขายบริษัทนี้ไปให้เทมาเส็ก พอขายให้เทมาเส็ก ช่องๆ นี้กลายเป็นช่องของคนสิงคโปร์ไปเลย เป็นช่องของรัฐบาลสิงคโปร์ไปเลย ซึ่งถ้ามองจากคอนเส็ปต์ของคนที่เป็นชาตินิยม กรณีนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ต้องเอาคืน ซึ่งอันนี้เข้าใจ มีความชอบธรรม แต่วิธีที่ทำนี่มันปูทางไปสู่การยึดไง แทนที่จะเป็นปรับหรือการอะไร..มันปูทางมาสู่การที่จะบอกว่า เฮ้ย! คลื่นต้องกลับมาเป็นของเรา กลับมาเป็นของรัฐ ในช่วงทั้งหมดนี้คือการต่อสู้ระหว่างทุนใหม่กับระบบเก่า ซึ่งชาตินิยมอย่างเดียว คลื่นนี้ ‘ต้อง’ กลับมาเป็นของรัฐ จะยังไงก็ได้ ให้ช่องมันมีรายการที่ห่วยแตกก็ช่างมัน แต่คลื่นต้องเป็นของรัฐ ของเรา ของคนไทย นั่นคือชาตินิยมเพียวๆ แล้วบังเอิญว่า ดร.สมเกีียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เข้ามาพอดี แล้วตอนนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร (เทวกุล) ก็ลาออกพอดี สูตรเดิมที่จะยึดคืนไอทีวี แล้วค่อยให้มีการประมูลทีวีคลื่นนี้ออกมาใหม่ โดยเปิดให้บริษัทเอกชนทุกรายมาประมูลเอาคลื่นนี้ออกไปบริหาร แทนที่จะเป็นบริษัทไอทีวีก็จะเป็นบริษัทอื่นๆ ซึ่งก็คือเป็นทีวีเอกชนเหมือนเดิม สูตรนี้ก็ถูกยกเลิกไป



ดร.สมเกียรติ เข้ามาพร้อมๆ กับ ดร.ฉลองภพ (สุสังกร์กาญจน์) ดร.ฉลองภพ ก็เดินเกมในเรื่องของภาษีบุหรี่กับภาษีสุรา ที่จะนำเงินงบประมาณมาสองพันล้าน็่ต่อปี เมื่อ ดร.สมเกียรติเสนอร่าง พ.ร.บ.ทีวีสาธารณะให้กับคุณหญิงทิพาวดีแล้ว คุณหญิงทิพาวดีค่อนข้างชอบ แต่ในที่สุดแล้ว คนที่ชอบก็คือนายกรัฐมนตรี พอนายกฯ ชอบ นายกฯ ไฟเขียว หลังจากนั้นเกมมันก็เดิน โดยการผ่าน พ.ร.บ.นี้ออกมา คือไม่ใช่ว่าทีวีสาธารณะเลวร้าย ทีวีสาธารณะสำหรับผมน่ะดี มันต้องมีสักช่อง แต่จุดที่มันเลวร้ายของ พ.ร.บ.นี้คือดันไปเขียนไว้ในกฎหมายว่า ต้องเอาคลื่นนี้เท่าันั้น ซึ่งมันไม่จำเป็น ถ้าคุณไม่ต้องรีบทำขนาดนี้ คุณก็ไม่ต้องไปแย่งคลื่นนี้มา แต่ด้วยความที่ไปเขียนในกฎหมายเลย ตอนหลังคุณ อรรคพล สรสุชาติ ของพรรคชาติไทย เขาก็บอกว่า ให้แก้เอาข้อความตรงนี้ออก อย่าไปเขียนว่าต้องเอาคลื่นไอทีวี จะเขียนว่าเอาคลื่นอันอื่นในอนาคตจาก กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ก็ได้ คือมันมีคลื่นอีกเยอะไง ไม่ต้องรีบ แต่เขาจะเอาแต่ ‘คลื่นนี้’ ให้ได้ มันก็เลยกลายเป็นสงครามเกิดขึ้นตอนนี้ ซัดกันเละเลย มันคือการแย่งชิงคลื่นๆ หนึ่ง ซึ่งเหมือนเขาจะรีบๆ ทำ เหมือนกับว่าถ้าเขารอคลื่นอื่นมันจะไม่ได้



ถ้ามองว่านี่คือผลงานชิ้นหนึ่งของรัฐบาลนี้-ที่สามารถยึดสถานีโทรทัศน์ของอำนาจเก่าคืนมาได้ แต่ขณะเดียวกัน TITV ก็เป็นสถานีที่มีความพร้อมอยู่แล้วในการผลักดันให้เป็นทีวีสาธารณะ

ผมคิดว่าคนอย่าง ดร.สมเกียรติ หรือคุณหญิงทิพาวดี เขาไม่ได้มีเจตนาอะไรอย่างนั้น เขาเป็นคนดีน่ะ แ่ต่ว่าผมไม่ได้มองในทั้ังหมดนี้ว่าใครเป็นคนเลวคนดี ผมแค่ว่าแ่ต่ละคนอยู่ในจุดที่ต่างกัน ถูกกำหนดมาโดยชะตากรรมของชีวิต ที่จะต้องมาต่อสู้กัน คือถ้านึกดูจริงๆ ทักษิณเกิดขึ้นมาเป็นคนจีนที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เขาก็ทำธุรกิจสร้างตัวเองขึ้นมาให้รวย อีกฝ่ายหนึ่งก็เกิดมาเป็นลูกทหาร ถูกส่งไปเรียนโรงเรียน จปร. โตขึ้นมาเป็นทหารก็ต้องมาปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แล้วพวกที่มาร่วมในรัฐบาลสุรยุทธ์แต่ละคนนี่ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มพวกพ้องของพลเอกสุรยุทธ์ หรือพวกของทักษิณ หรือพวกของ คมช. คือเขาก็เข้ามารับตำแหน่ง แล้วบังเอิญต้องมาเจอพวกนี้ ต้องมาต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ในที่สุดเมืองไทยก็มาฟัดกันเองด้วยอะไรที่มันน่าตลกเหมือนกัน



แต่ประเด็นทีวีสาธารณะ ผมเข้าใจ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ว่าทำไมแกต้องรีบทำ เพราะว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่...อย่างน้อยๆ ทีดีอาร์ไอ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) ก็ยังได้มีบทบาท อย่างอาจารย์ฉลองภพ แล้วในสภาเองก็เป็นสภาที่พูดคุยกันได้ ผมจึงเข้าใจว่าทำไมแกรีบผลักดัน เพราะถ้ารอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เขาคงไม่เอาอันนี้ ซึ่งผมเข้าใจ แต่ว่า ความที่ไปเอาคลื่นเก่าไอทีวีมา มันก็เลยกลายเป็นการแย่งอำนาจกัน เพราะถ้าคุณมองภาพรวม ไอทีวีเคยถูกครอบงำโดยทุน ใช่ไหม แล้วในที่สุด วิถีทางเดียวที่จะสู้กับทุนได้ ก็คือการใช้ ‘อำนาจรัฐ’ คือเป็นสิ่งเดียวที่จะฆ่าทุนได้ อย่างน้อยก็ชั่วคราว ก็ใช้อำนาจรัฐในการสั่งระงับแพร่ภาพ, ยึดทรัพย์สินมาเป็นของรัฐ และย้ายสถานที่ที่เป็นเหมือน ‘เมืองหลวงของไอทีวี’ ก็คือตึกชิน ไปอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของรัฐบาล มันเป็นเกมที่กลุ่มอำนาจเก่าๆ...ไม่ใช่กลุ่ม ‘อำนาจเก่า’ นะ แต่เป็นกลุ่มอำนาจ ‘เก่าๆ’ ซึ่งก็คือทุนเก่า คือทหาร นักการเืมืองรุ่นเก่า เขาต้องดึงกลับมาให้อยู่กับรัฐบาล ในขณะที่ทุนใหม่ ซึ่งเติบโตขึ้นมาด้วยการครอบครองอะไรไปเยอะมาก ก็แพ้ในครั้งนี้...แต่การต่อสู้จะยังดำเนินต่อไป



000



“ถ้าผมผลิตรายการห่วยๆ ออกช่อง 3

เรตติ้งไม่ดี เรตติ้งตก รายการอยู่ได้แค่ 3 เดือนก็หลุด

แต่ถ้าผมผลิตรายการห่วยออกช่อง 11 หลุดไหม? ไม่หลุด

เพราะคุณไม่ต้อง accountable ซึ่งก็คือคุณไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น”



ปัญหาตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่าไอทีีวีไม่ควรถูกยึด เพราะมันโดนยึดไปแล้วเรียบร้อย แต่ประเด็นมันน่าจะอยู่ที่ว่าถ้ายึดไปแล้วเราจะทำยังไงต่อไปกับการเป็นทีวีสาธารณะ TPBS

ตอนนี้ก็ได้แต่ปลงครับ คือรัฐธรรมนูญ 50 มันย่ำแย่ และที่จริงรัฐธรรมนูญ 40 จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่เราใช้ เรื่องนั้นผมปลงไปตั้งแต่คืนที่ลงประชามติแล้ว คืนนั้นผมไม่ออกโทรทัศน์เลยสักช่อง เพราะผมกลัวว่าผมจะทนไม่ได้ รัฐธรรมนูญปี 40 นี่บอกได้เลย...ถ้าผมเป็นใหญ่ ผมจะเอากลับมา แต่นี่ผมไม่รู้จะเอากลับมายังไง คือรัฐธรรมนูญ 50 นี่มันเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจาก ‘ประสงค์ สุ่นศิริ’ ไง ซึ่งประสงค์ สุ่นศิริ ไม่น่าจะมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องแบบนี้เลย มันผิดตั้งแต่แรก ที่ปลงเรื่องที่สองคือ 111 คนถูกแบนนี่ยังไงมันก็ไม่แฟร์ และสามคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมันหายไป แล้วเรื่องนี้มัน ‘อาจจะเกิดขึ้นอีก’ ก็ได้ เพราะอำนาจมันไปอยู่ที่ศาลเยอะมาก จนในที่สุดแล้วศาล ‘ดูเหมือนว่า’ จะมีอำนาจที่จะยกเลิกการเลือกตั้ง ซึ่งผมไม่รู้ว่าใครไปเอาระบบนี้มา เพราะสำหรับผม ไม่มีทางที่ศาลจะมีสิทธิ์ยกเลิกผลการเลือกตั้ง



ผลการเลือกตั้งมันคืออำนาจอธิปไตยของคนไทยที่เลือกคนมา ศาลจะยกเลิกผลการเลือกตั้งได้นี่มันจะต้องอยู่ในขั้นวิกฤตแบบสุดๆ น่ะ การเลือกตั้งต้องโกงหมดทุกเขต ต้องโกงกันแบบว่า..เกินครึ่ง ศาลถึงจะยกเลิกการเลือกตั้งได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้น่ากลัวมาก อยู่ดีๆ ศาลกลายเป็นผู้มีอำนาจมากขนาดที่สั่งยกเลิกการเลือกตั้งได้บ่อยขนาดนี้ แล้วคนก็ไปเรียกร้องกันตลอด ไม่ไหว ผมปลงมาหลายเืรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นพอมาถึงเรื่องไอทีวีเลยปลงว่า มองไปข้างหน้า ทีวีช่องนี้จะเป็นทีวีสาธารณะ ก็เป็นไป ซึ่งมันก็จะเป็นเวทีให้กับคนที่ถูกกีดกันหรือ marginalize ในยุคทักษิณ คนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในยุคทักษิณก็อาจจะมีสิทธิ์มีเสียงผ่าน TPBS นี้...ก็โอเค ก็ดี ส่วนกลุ่มไอทีวีเดิม ผมคิดว่าเขาจะต้องรอจังหวะให้มี กสทช. แล้วไปขอคลื่นมาบริหารใหม่ อาจจะร่วมกันกับบริษัทของเอกชน อย่างกันตนาหรืออะไรพวกนี้ เขารวมกลุ่มกันได้ แล้วก็ไปขอคลื่นมาใหม่ แต่ว่าเรายังไม่มีคณะกรรมการ กสทช.ไง พวกนี้เขาก็เลยต้องเหมือนกับว่าพักงานตัวเองไปชั่วคราว แต่ว่าช่องทีวีสาธารณะนี้ก็คงจะกลายไปเป็นเหมือนช่อง 11 หรือไม่ก็อยู่ระหว่างช่อง 11 กับช่อง 9 ซึ่งผมไม่ได้ว่าช่อง 11 ไม่ดีนะ...



แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำงานแบบช่อง 11 มันไม่ใช่การทำงานเชิงรุก และไม่แน่ว่าทีวีสาธารณะแบบนี้จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปร่วมได้จริง

อย่างช่อง 11 น่ะ มีก็ดีแล้ว แต่มีช่องเดียวพอ ไม่ควรมีซ้ำซ้อน คอนเส็ปต์ทีวีสาธารณะนี่มันใช้การได้แต่ในกระดาษเท่าันั้นแหละ มันไม่เวิร์กในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ของเมืองไทยในตอนนี้ อย่างผมนี่ ถ้าผมผลิตรายการ ผมต้องมี accountability หรือต้องรับผิดชอบต่อใคร? ถ้าผมผลิตรายการห่วยๆ ออกช่อง 3 เรตติ้งไม่ดี เรตติ้งตก รายการอยู่ได้แค่ 3 เดือนก็หลุด แต่ถ้าผมผลิตรายการห่วยออกช่อง 11 หลุดไหม? ไม่หลุด เพราะคุณไม่ต้อง accountable ซึ่งก็คือคุณไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น แล้วกับทีวีสาธารณะนี่ สมมติว่าผมผลิตรายการ ก็ต้องไปเสนอต่อคณะกรรมการฯ ซึ่งก็คือนักวิชาการต่างๆ มันต้องมีฝ่ายการตลาด marketing อะไรไหม? ก็ไม่ต้องเลย เพราะคุณได้เงินสองพันล้านอยู่แล้วทุกปี แต่ถ้าผมไปมี accountable กับนักวิชาการ 9 คนที่มานั่งเป็นคณะกรรมการฯ อยู่นี่ ก็หมายความว่าผมไม่ได้ accountable กับคนดูนะ ผม accountable กับคณะกรรมการ เหมือนอย่างช่อง 11 คือช่อง 11 ก็มีรายการดีๆ อยู่ แต่ต่อให้คุณผลิตรายการห่วยแตกออกช่อง 11 มีใครว่าอะไรไหม? ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ‘ทุน’ ดีกว่า ‘รัฐ’ อยู่เสมอ แต่ทีนี้ถ้าทุนไปอยู่ที่คนๆ เดียวจะเป็นปัญหา เพราะว่ามันผูกขาดไปอยู่ที่คนๆ เดียว ซึ่งมันก็มีจุดแข็งจุดอ่อนที่ต่างกัน



000



“ตอนนี้เราเหลืออย่างเดียวที่ยังไม่เกิดคือ ‘สงครามกลางกรุง’

คือสื่อก็ยังซัดกันเองหมดเลย ประชาชนไม่มีสิทธิ์ ประชาชนจงไปเลือกตั้ง

แต่ผลการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการเคารพ”



จุดอ่อนของทีวีสาธารณะคือ?

อันที่หนึ่งที่พูดไปแล้วคือไม่มี accountability กับคนดู เพราะว่า accountability กับสาธารณชนมันเป็นสิ่งที่พูดได้แต่ในความฝัน มันไม่มีจริง การมี accountability กับประชาชนนั่นคือการที่รายการอยู่ได้เพราะเรตติ้งดี คือทีวีสาธารณะต้องทำเพื่อประชาชนใช่ไหม เพื่อให้คนได้ชมรายการที่ดีสำหรับประชาชน คอนเส็ปต์นั้นมันก็คือคอนเส็ปต์ทีวีพาณิชย์นั่นแหละ คือการทำในสิ่งที่คนอยากดู แต่ว่าทีวีพาณิชย์มันก็อาจจะโอเว่อร์เกินไปในเรื่องละคร-เกมโชว์ แต่ทีวีสาธารณะนี่ ถ้ายึดว่าทำเพื่อประชาชน คุณจะไม่ดูเรตติ้งเลยมันก็ไม่ได้



ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงให้ TPBS ต่างจากช่อง 11

ต้องให้ผู้ผลิตเป็น ‘มืออาชีพ’ ผมมีคอนเส็ปต์ที่คิดว่าเราควรจะทำกันตอนนี้ แต่คงทำกันไม่ได้หรอก ผมอยากให้มีช่องสมานฉันท์ ผมตั้งชื่อไว้ว่า National Reconciliation Channel หรือ NRC คือถ้า TPBS มันไม่พร้อม ผมว่าคนที่ผลิตรายการโทรทัศน์ที่เก่งทีุ่สุดในประเทศไทยมีอยู่ 2 เครือ คือ ‘ผู้จัดการ’ กับ ‘เนชั่น’ ถ้าผมมีเวลานะ ผมจะเปิดเลย ให้เขายิงสัญญาณมา สามชั่วโมงให้ ASTV สามชั่วโมงให้ PTV สามชั่วโมงให้เนชั่น สามชั่วโมงให้เครือโพสต์ เพราะโพสต์นี่เขาก็มีข่าว อีกสามชั่วโมงให้ไอทีวีเก่า อีกหกชั่วโมงที่เหลือแบ่งกันไปเลย ให้ช่อง 3, 5, 7, 9, 11 ส่งคนมาเป็นตัวแทน นี่คือช่องแห่งความสมานฉันท์ เพราะตอนนี้สื่อฟัดกันเองพอๆ กับนักการเมืองเลย ผู้จัดการทะเลาะกับโพสต์ ผู้จัดการทะเลาะกับไทยรัฐ ทะเลาะกับเนชั่นด้วยหรือเปล่า? ก็ดูเหมือนเป็นอย่างนั้น แต่โมเดลอันนี้มันไม่เกิดหรอก มันเป็นไปไม่ได้



ที่ผ่านมา ASTV หรือ เนชั่น ก็มีช่องทางของตัวเองอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

ผมคิดว่าอย่าง ASTV หรือ PTV เขาต้องการมีเวทีที่คนดูไง แต่อย่าง TPBS นี่มันไม่มีความพร้อมในการผลิตอยู่แล้ว ยกเว้นว่ามีการเตรียมมาก่อน เพราะอยู่ดีๆ คุณจะทำสถานีขึ้นมาสักแห่ง มันต้องมีอะไรเยอะมาก เอาแค่ฉากก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว ถ้าจะทำให้ดี คืออย่างวันนี้ (วันสัมภาษณ์ 17 มกราคม) คุณนาตยา แวววีรคุปต์ ที่อยู่ไอทีวีเก่าก็ทำรายการออกฉายที่ TPBS แล้วนะ คือกบฎไอทีวีเก่าได้กลับไป เรื่องนี้เป็นเหมือนมหากาพย์เลย



มหากาพย์แห่งการชิงอำนาจ?

เหมือนอย่างนั้นเลย แต่มันยังไม่จบ เพราะมันจะมีการเอาคืนอีกรอบ เพราะที่ผ่านมา ทุนใหม่ลุกขึ้นมายึดครอง แล้วตอนนี้ศักดินายึดกลับ แต่ยึดกลับโดยไม่ได้สร้างศรัทธากับประชาชนในระดับรากหญ้า ซึ่งในที่สุดแล้ว ในอนาคต ยังไงๆ พลังของประชาชนมันยังมีอยู่ และมันจะมีการเอาคืนอีกรอบหนึ่งจากทุนใหม่ ทีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เมื่อทุนใหม่พยายามเอาคืนอีกรอบหนึ่ง ศักดินาเก่าจะทำอะไร ทางเดียวก็คือต้อง ‘กำจัด’ ให้ทุนหายไปเลย เพราะฉะนั้นสงครามนี้ระหว่างศักดินากับทุนใหม่จะรุนแรงขึ้น ครั้งนี้ ศักดินาปฏิวัติรัฐประหาร-เอาคืน ทุนใหม่ทนไม่ได้ ต้องกลับมาพยายามเอาคืนอีกรอบ และนั่นจะเป็นจุดจบของทุนใหม่ เพราะว่าครั้งต่อไป คุณจะไม่เหลือ เพราะถึงที่สุดแล้ว อำนาจที่จะยิ่งใหญ่กว่าประชาชน..ซึ่งน่าเสียดายที่มันเป็นความจริงในการบริหารประเทศ..มันคือ ‘อำนาจรัฐ’ และ ‘อำนาจทหาร’ ตอนนี้เราเหลืออย่างเดียวที่ยังไม่เกิดคือ ‘สงครามกลางกรุง’ คือสื่อก็ยังซัดกันเองหมดเลย ประชาชนไม่มีสิทธิ์ ประชาชนจงไปเลือกตั้ง แต่ผลการเลือกตั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการเคารพ



เลือกตั้งเมื่อปี 2548 ตอนเดือนกุมภาฯ ไทยรักไทยชนะถล่มทลาย แต่ทักษิณยุบสภา ผลการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ได้รับการเคารพ เสียงประชาชนถูกตบหน้าครั้งที่หนึ่ง เลือกตั้งที่ศาลปกครองให้เป็นโมฆะ เสียงประชาชนถูกตบหน้าเป็นครั้งที่สอง เลือกตั้งครั้งนี้ครั้งที่สาม ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น แต่เสียงประชาชนอาจถูกตบหน้าเป็นครั้งที่สาม เพราะฉะนั้นคือ..ประชาชนเลือกตั้งมา แต่ถ้าอำนาจอยู่ที่ทหารกับอยู่ที่ศาล ในที่สุดแล้วประชาชนก็ถูกปราบได้ เราไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ คือแบบที่พลังของประชาชนไม่สามารถถูกปราบได้ แต่ถ้ามองไปข้างหน้าก็อย่าไปซีเรียสอะไรมาก มันเป็นองค์ประกอบของประเทศไทย ซึ่งเราก็มีขนบธรรมเนียมที่แตกต่างจากประเทศอื่น และเรากำลังพัฒนาไง คือเราก็ยังดีกว่าปากีสถานหรือเคนยา แต่ว่าบังเอิญเรื่องนี้มันแย่ คือถ้ามี กสทช.ตั้งนานแล้ว ก็ไม่ต้องมาแย่งคลื่นโทรทัศน์กัน



ถึงยังไงการแสดงจุดยืนของสื่อก็น่าจะยังจำเป็น อย่างกรณีกบฎไอทีวีที่ไม่ยอมรับอำนาจทุน สุดท้ายพวกเขาก็ได้กลับเข้าไปทำงานกับทีวีสาธารณะที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับทุน

จริงๆ ผมถือว่า...กบฎไอทีวีดันมองโลกแล้วไปคิดว่าอำนาจทุนเป็นสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงได้ แต่สำหรับผมแล้ว ทีวีที่ดีมันต้องบริหารด้วยอำนาจของทุนไง แต่การเกิดกบฎไอทีวีนี่ผมก็เข้าใจว่ามันไม่ใช่ทุนธรรมดา บังเิอิญว่ามันเป็นทุนของทักษิณ ถ้าเป็นทุนของบริษัทๆ หนึ่ง แทนที่จะเป็นทุนของคนๆ เดียวเข้ามาเป็นเจ้าของ ก็คงไม่เป็นไรมาก แต่นี่คือทุนของคนที่จะมาเป็นนายกฯ ซึ่งกำลังจะมีบทบาทที่สำคัญทางการเมือง ผมจึงเข้าใจว่ากบฎไอทีวีต้องออกไป เพราะเจ้าของใหม่คือทักษิณ ซึ่งถ้าอย่างนั้นผมเข้าใจจุดยืน แต่คุณหนีอำนาจทุนไม่ได้ ยกเว้น คุณต้องมีอำนาจรัฐมาช่วย ซึ่งครั้งนี้คุณมีอำนาจรัฐมาช่วย แต่ถึงที่สุดแล้ว ในชีวิิตนี้คุณก็จะเจออยู่อย่างนี้แหละ ไม่ทุนก็รัฐ แต่ว่าโอเค..ในสายตาผม ‘อำนาจทุน’ ปลอดภัยกว่า ‘อำนาจรัฐ’ แต่ในคอนเส็ปต์ของทหาร ของรัฐบาล ของศักดินา ทุน ‘ไม่ปลอดภัย’ กับรัฐ



ถึงที่สุดแล้ว ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ เก่งมาก เนชั่นก็เก่ง ‘สุทธิชัย หยุ่น’ เก่งมากในการผลิตข่าว แต่สิ่งที่ตลกคือสองคนนี้ถูกดันออกไปอยู่นอกกรอบในยุคทักษิณ แล้วสองช่องนี้ก็มีบทบาทมากในการทำให้คนในกรุงเทพออกมาประท้วง คนเชื่อว่าสามารถโค่นทักษิณได้ แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไป ไอ้ตรงนี้ก็ถูกดันออกไปอยู่ข้างนอกอยู่ดี และถ้าปล่อยให้เขาอยู่ข้างนอกต่อจะเป็นปัญหา เพราะประเด็นคือว่า อย่างรัฐบาลสุรยุทธ์ที่ขึ้นมา ก็ถูกสื่อทุกสำนักด่าเหมือนกัน ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่สื่อ คือสื่อมันไม่แฮปปี้กับสถานการณ์ในประเทศไง แ่ต่การรัฐประหารครั้งนี้ ผู้จัดการก็แห้ว เนชั่นครั้งนี้ก็แห้ว ส่วนเทพชัย หย่อง เขาไปได้ด้วยตัวเขาเอง ไม่เกี่ยวกับเนชั่น ถึงดูเหมือนว่าสนธิ ลิ้มฯ จะได้ประโยชน์จากการปฏิวัติ แต่ก็ไม่ได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้น ผมก็เลยคิดว่า คนที่อยู่ภายนอกที่ถูก marginalize ควรจะมีขบวนการที่ดึงพวกเขากลับมา



ถ้าคนถูก marginalize แล้วปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นต่อไป เขาก็จะฟัดรัฐบาลต่อไป ไม่ว่าจะกี่รัฐบาล คือถ้าพูดถึงฝ่ายสื่อที่โค่นทักษิณน่ะ ตอนนี้เขาก็ไม่ได้อะไร ในที่สุดแล้วก็จะนำไปสู่ process ไปสู่กระบวนการที่เขาต้องโทษรัฐบาลต่อไปอยู่ดี ผมคิดว่าสื่อหนังสือพิมพ์เยอะเลยที่รู้สึกว่าถูกกีดกันในสังคม ไม่รู้เพราะอะไรนะ อาจจะเป็นเพราะตัวเจ้าของสื่อหรือหนังสือพิมพ์เอง ความที่เป็นอย่างนั้น เขาก็เลยรู้สึกว่าเขาต้องเป็นศัตรูกับรัฐบาล เมื่อสื่อใหญ่ๆ ที่มีอิทธิพลกับประชาชนเป็นศัตรูกับรัฐบาล เขาก็ต้องพยายามโค่นรัฐบาล พวกทหารที่เฝ้ามองอยู่ก็ชอบฉวยโอกาส มันเลยเป็นวัฎจักรอย่างนี้



สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือ ไทยโพสต์ เมเนเจอร์ เนชั่น ต่างๆ ต้องเลิกมองว่าตัวเองมีบทบาทในการเป็นศัตรูรัฐบาล เพราะมันไม่ใช่การตรวจสอบนะ มันคือการปลุกระดมคนให้เตรียมโค่น คืออย่างนี้...การเขียนบทความวิเคราะห์การทำงานของรัฐ แฉการคอรัปชั่น พวกนี้เป็นเรื่องดี แต่ถ้าทำโดยมีกลยุทธ์โดยรวมเพื่อที่จะโค่นล้มรัฐบาล อันนี้มันก็คืออคติแล้ว ถ้าสื่อใหญ่ๆ เป็นอย่างนี้ก็อยู่ไม่ได้



000



“สิ่งที่คุณจะทำ..คือการไปคัดหา ‘สภาประชาชน’ มาประเมินคุณภาพรายการ

เสร็จแล้วคุณจะให้คณะกรรมการที่เป็นนักวิชาการ 9 คนของคุณมาพิจารณาอีกที

ถามว่ามันได้ตามที่ประชาชนต้องการจริงๆ หรือ?

มันอาจจะได้ แต่คงคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสหภาพโซเวียต”



ข้อตกลงอันหนึ่งในนโยบายทีวีสาธารณะ บอกว่าจะเปิดให้มีการตั้ง ‘สภาประชาชน’ ร่วมประเมินและตรวจสอบบทบาทของสถานีได้

ผมไม่เชื่อในทั้งหมดนี้ มันทำได้แค่ในกระดาษ on paper มันไม่มีอะไรอย่างนั้น การคัดประชาชนมา เพื่อมาประเมินการดำเนินรายการ คุณจะไปคัดชาวนามาไหม? ก็คงไม่ มันตลก ทำไม่ได้หรอก สิ่งที่จะประเมินได้ก็คือคุณทำรายการออกมา แล้วก็ดู feedback คุณทำ survey อย่างที่ประเทศพัฒนาเขาทำกัน คือทำรายการแล้วก็ต้องเช็คเรตติ้ง คุณต้องส่งคนไปประเมินผลตอบรับ แต่นี่..สิ่งที่คุณจะทำ..คือการไปคัดหา ‘สภาประชาชน’ มาประเมินคุณภาพรายการ เสร็จแล้วคุณจะให้คณะกรรมการที่เป็นนักวิชาการ 9 คนของคุณมาพิจารณาอีกที ถามว่ามันได้ตามที่ประชาชนต้องการจริงๆ หรือ? มันอาจจะได้ แต่คงคล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสหภาพโซเวียต ซึ่งเราอยู่ในอีกโลกหนึ่งแล้วนะ ตอนนี้เราอยู่ในโลกที่ต้องมีวิธีบริหารงานเหมือนอย่างที่ไอทีวีเคยบริหาร แบบช่อง 3 บริหาร แบบช่อง 7 บริหาร



กรณีโทรทัศน์ BBC ของอังกฤษก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จและถูกยกให้เป็นต้นแบบทีวีสาธารณะที่สามารถทำได้ในความเป็นจริง

ในกรณีของ BBC ผมคิดว่าประเทศแบบนั้นเขามีสิทธิ์ที่จะมีช่องเหล่านั้น เพราะว่าช่องอื่นๆ มันพัฒนาไปจนสุดโคตรแล้วไง ช่องอื่นๆ มันมีคุณภาพดีเยี่ยมจนคนดูแล้วรู้สึกว่า มีแบบนี้สักช่อง (ทีวีสาธารณะ) ก็ไม่เป็นไร แต่ของเรานี่คือ…ช่องที่ดีๆ มันยังมีไม่กี่ช่องเอง เราอย่าเพิ่งมีช่องไม่ดีเพิ่มขึ้นมาอีกช่องจะดีกว่า แต่ผมไม่ได้ว่า TPBS มันจะไม่ดี แต่ประเด็นก็คือว่า มันจะมาแทนไอทีวี ซึ่งมันไม่มีทางแทนได้ เพราะไอทีวีบริหารด้วยทุน ซึ่งในที่สุดแล้วมันเวิร์กที่สุด คุณดูอย่างช่อง 3 ช่อง 7 ที่เรตติ้งเยอะๆ ขนาดช่อง 3 หันมาทำข่าว ประสบการณ์อาจจะสู้ช่องอื่นไม่ได้ แต่พอทำออกมา คนก็ดูข่าวช่อง 3 เยอะแยะ เพราะมันขึ้นอยู่ที่การบริหาร แต่ TPBS ไม่มีทางบริหารได้อย่างที่ควรจะเป็น คือไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน เพราะถึงที่สุดแล้วมันยังต้องยึดโยงอยู่กับรัฐบาล



ตอนที่ช่องนี้เป็นไอทีวี มันดีอยู่แล้ว เพราะมันไฮเทค มันมีเทคโนโลยี มันมีเงิน มีความพร้อม ทีมงานตั้งใจ และมันมีความรับผิดชอบต่อคนดู โดยอาศัยเรตติ้งชี้วัด ข่าวต้องมีคนดู ต้องเรตติ้งดี มันมีการบริหารที่มีความเป็น ‘มืออาชีพ’ Professional Business มีไดเร็กชั่น มีการทำมาร์เก็ตติ้ง มีการทำโฆษณา มีเม็ดเงินเข้ามา มีความต้องการที่จะแข่งขันกับช่อง 9 ช่อง 3 มีความพยายามที่ต้องการจะทำให้ดีกว่าช่อง 5 ช่อง 7 อะำไรอย่างนี้ แ่ต่พอเป็น TPBS มันไม่ต้องแข่งขันแล้ว มันมีงบสองพันล้านต่อปี แล้วงบนี้มัน accountability ต่อใคร ในเอกสารบอกว่างบนี้ต้อง accountability กับคณะกรรมการ แล้วมันยังไง ก็เหมือนกับที่อยู่ดีๆ ก็มีการเปลี่ยนจากเลือกตั้ง ส.ว.มาเป็นการแ่ต่งตั้ง ส.ว.นั่นแหละ มันย้อนยุคกลับไปเป็น 20 ปี ซึ่งจริงๆ ทีวีสาธารณะมันก็มีได้ แต่มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปยึดไอทีวีมา เพราะในความคิดของผม สิ่งที่ตอบสนองความต้องการของคนดูมากที่สุดคือทีวีพาณิชย์ มันเป็นสูตรที่ตอบสนองทุกอย่างในสังคม



การแข่งขันเพื่อทำกำไรของทีวีพาณิชย์ จะทำให้รายการบันเทิงมีสัดส่วนที่สูงกว่ารายการเชิงสาระ เพราะคนดูส่วนใหญ่ชอบ แล้วความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งที่อยากให้มีเรื่องที่เป็นสาระก็จะถูกกีดกันออกไปอีกอยู่ดี

ใช่ ถูกต้อง อันนั้นก็ต้องมีทีวีสาธารณะนี่แหละ แ่ต่ัมันไม่ควรจะมาแทนช่องที่ดีอยู่แล้ว อย่างถ้าคุณเปิด TPBS ขึ้นมา แล้วคุณเปิดช่อง 3 ตอนนี้ ทีวีพาณิชย์มันให้สาระคุณมากกว่าแล้ว ในความเป็นจริง เมื่อผลิตออกมาแล้ว มันต้องให้คนดูตัดสิน เหมือนอย่างทฤษฎีสังคมนิยมนี่นะ ในทางทฤษฎีมันเพอร์เฟ็กต์ ดูดีมาก ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ในการปฏิบัติมันทำไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่สงครามเย็นจบลงตรงที่สหรัฐฯ ชนะ ทุนนิยมชนะสังคมนิยมไง มันก็เหมือนกัน จริงๆ แล้วนโยบายทีวีสาธารณะมันก็ยึดโยงกับแนวคิดที่ค่อนข้างจะเป็นสังคมนิยม ทีนี้มันไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ แต่ว่ามันเป็นทฤษฎีที่พิสูจน์ว่ามันทำได้จริงและทำได้ดี แค่ในไม่กี่ประเทศเท่านั้น คนจะยกตัวอย่าง BBC ตลอด แต่ที่อังกฤษนี่สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ มันก้าวหน้าไปมากแล้วไง บีบีซีมันเป็นเทคโนโลยีของประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ซึ่งไทยยังไปไม่ถึง ถ้าสมมติว่าไทยเราพัฒนาไปถึงขั้นอังกฤษแล้ว ทีวีพาณิชย์อื่นๆ ก็เข้าขั้นสุดยอดไปแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นถ้าถึงเวลานั้นแล้ว การมีทีวีสาธารณะก็คงจะใช้ได้ เหมือนอย่างบีบีซีไง ก็คือใช้ได้ นี่คือมองภาพรวมนะ



ในสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าคุณเป็นพนักงานไอทีวีจะทำอย่างไร

ก็คงต้องคุยกับทุกคน แล้วรวมกันว่าจะไม่ไปสมัครทีพีบีเอส เพราะว่ากลยุทธ์ที่เขาทำกับไอทีวีครั้งนี้เหมือนกับที่ทำกับไทยรักไทย คือต้องการทุบแล้วให้แต่ละคนกระจายไปอยู่พรรคอื่น แล้วก็ค่อยๆ กระจายไปสมัครทีพีบีเอสทีละคน ‘Divide and Conquer’ แยกกันไม่ให้มีความเป็นปึกแผ่น เพราะฉะนั้นที่ต้องทำก็คือ ‘การรวมกลุ่ม’ เสร็จแล้วก็รอ กสทช.เพื่อไปขอคลื่นใหม่ และทำช่องใหม่ด้วยกัน แต่คงต้องรอไปอีกปีสองปี เพราะเราดันไม่มี กสทช.ซึ่งเป็นความทุเรศของประเทศนี้ที่ไม่มีองค์กรพวกนี้ เพราะอะไร เพราะดันไปฉีกรัฐธรรมนูญ และเพราะ ส.ว.บางกลุ่มที่ไปยื่นคัดค้านทุกครั้งที่จะมี กสทช. จนในที่สุดกี่ปีผ่านไปก็ไม่มี กสทช. แล้วก็โดนรัฐประหารพอดี ต้องรอกันต่อไป แต่ในขณะที่รอ คุณต้องไปทำงานอย่างอื่นก่อน แ่ต่ัวันหนึ่งถ้าจะเอาคืน คุณต้องเอาคืนด้วยการทำช่องใหม่ แต่ต้องอยู่กับบริษัทไหนสักอันหนึ่งนะ แล้วไปขอคลื่น ต้องมองในระยะยาว เพราะนี่คือความพ่ายแพ้ระยะสั้น ถึงที่สุดแล้วมันก็จะมี กสทช. ก็ไปขอคลื่นมาบริหารใหม่ อย่างน้อยคุณก็อาจจะหัวเราะเยาะได้ถ้า TPBS มันทำแล้วห่วย ซึ่ง TPBS มันยาก จนเกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ได้อย่างที่ไอทีวีเคยทำมา...หมายถึงเรื่องเรตติ้งนะ

บทความ TITV: Proxy battle of a greater war ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2551




 

Create Date : 21 มกราคม 2551    
Last Update : 21 มกราคม 2551 18:45:29 น.
Counter : 340 Pageviews.  

Webรวมไฟล์เสียงของป้าเช็งผู้จองล้างจองผลาญแฉความเลวของนิติภูมิ

//www.superchangnews.com

ป้าเช็ง คนจริง คนไม่โกหก ไม่ทำลายชาติ ไม่มีอคติ แต่ทำเพื่อไม่ต้องการให้คนชั่วเข้าสภา
นิติภูมิ ไม่คู่ควรกับสภาที่ทรงเกียรติ ดูแลงบประมาณประเทศ 1.66 ล้านล้านบาท

กรุณาอย่านำไปตัดต่อเสียงนะคะ และ เสียงทั้งหมดนี้ไม่มีเจตนาดูหมื่นใดๆหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่
พรรคการเมือง และบุคคลที่ 3 ที่กล่าวถึงทั้งสิ้น เป็นข้อเท็จจริงที่พูดถึงนิติภูมิ บุคคลสาธารณะ
ที่ต้องสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ในฐานะผู้สมัครส.ส.ให้ประชาชนเลือกตั้ง
ขอแสดงความนับถือ

ป้าเช็ง

ประชาชนเต็มขั้น ไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
pachang@superchangnews.com

วันที่ 14 ธันวาคม 2550




 

Create Date : 04 มกราคม 2551    
Last Update : 4 มกราคม 2551 18:37:54 น.
Counter : 1051 Pageviews.  

ชีวิต(บัดซบ)ของอี๊ด

ไม่รู้ว่าเพราะถูกกล้วยแขกเสียบตูด หรือ เพราะดูดกล้วยแขกเข้าไปเต็มปาก เสรี วงศ์มณฑา ถึงได้จีบปากจีบคอ เออๆ ออๆ ก้อล้อก้อติก พูดจาสอดรับเข้ากับอดีตนายทหารเชื้อสายแขก เหมือนกับวัวเคยค้าม้าเคยขี่ ไม่มีเสียบหล่น เสียบหลุด แต่เข้ากันได้ดิบดีถึงเพียงนี้

“บังอยากให้พูดอะไรบอกมาเถอะ บังอยากให้ทำอะไรว่ามาเลย บังอยากให้ด่าแบบไหน บัญชามาทันที อี๊ดทำได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว ขอกล้วยแขกให้อี๊ดวันละสามเวลาหลังอาหาร หรือ อย่าทรมานอี๊ด ให้ต้องอดๆ อยากๆ เหมือน ทักษิณ ก็แล้วกัน”

(หมายเหตุ : อี๊ด คือ ชื่อเล่นหรือนิกเนม ของ เสรี วงศ์มณฑา ที่น้อยคนนักจะรู้จัก จะมีก็แต่ คนรักกันชอบกันเท่านั้น จึงจะรู้ ว่า อี๊ดเขาไม่ค่อยพูดกับใครว่า เขาชื่ออี๊ดนะยะ อี๊ดจะเรียกสรรพนามแทนตัวว่า พี่ ทุกครั้ง : แต่ ประดาบ ก็ดันไปทะลึ่งล้วงความลับของ พี่อี๊ด นะยะมาจนได้)

เสรี วงศ์มณฑา เป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมอยู่ดีๆ จึงกล้ามารับบทโฆษกฝ่ายพล เรือน ของคมช. รับงานเดินสายด่าทักษิณ ทุกเวที โดยเฉพาะถ้ายิ่งได้ออกทีวียิ่งชอบ เพราะด่าในทีวี ไม่ต้องเสี่ยงถูกขี้ปาหน้า ไม่ต้องเสี่ยงถูกรองเท้าแตะแม่ค้า สามล้อ ที่รอทักษิณ กลับบ้าน ตบปาก

เสรี วงศ์มณฑา เป็นนักวิชาการผู้หิวกระหายเงิน อย่างไม่น่าเชื่อ ภาพลักษณ์ภายนอกที่คนทั่วไปรู้จัก ผู้ชายนะยะคนนี้ คือ นักวิชาการ นักการตลาด ผู้ปราดเปรื่อง เก่งฉกาจอย่างหาตัวจับยาก และมีฝีปากเป็นเลิศ (เรื่องนี้ ถามเสี่ยเหมา คนรักของเสรี ดูได้ ว่าปากเป็นเลิศจริงหรือไม่) แต่ตัวตนที่แท้จริงของคนคนนี้ทำทุกอย่างเพื่อเงิน และขอให้มีเงินมากองตรงหน้า อยากให้อ้าปาก หรือ อ้าขาก็บอกมาได้เลย ทำได้ทั้งนั้น

เสรี วงศ์มณฑา เคยเป็นอาจารย์คณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนหนังสือวิชาการตลาด และการโฆษณา มีลีลาการสอนที่ติดตราตรึงใจนักศึกษาอย่างยิ่ง แต่หากเป็นนักศึกษาชาย ก็มักจะเป็นฝ่ายถูกตาตรึงใจของผู้ชายนะยะคนนี้เสมอๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่ถูกหลอกล่อ และต้อนเข้าสู่อ้อมอกและรั้วบ้านวอนรักของกระเทยเฒ่ารายนี้

นักศึกษาหลายคนที่เรียนกับ เสรี วงศ์มณฑา มักจะอดภาคภูมิใจไม่ได้ เมื่อได้เห็นไอเดียของตัวเอง ที่เคยทำเป็นรายงานส่ง เสรี วงศ์มณฑา กลายเป็นโฆษณาชิ้นเอกบนจอโทร ทัศน์ เพราะคิดว่าคิดตรงกัน เห็นเหมือนกัน มิชั่นเหมือนครีเอทีฟมืออาชีพ แต่เมื่อมารู้ความจริงแทบหงายหลังผลึ่ง พร้อมคำอุทาน “นี่ มันทำได้ถึงขาดนี้หรือนี่”

“มัน” ที่นี้ จะใครที่ไหน ก็อาจารย์ตัวดีชื่อเสรี นั่นเอง ที่แอบขโมยไอเดียของนักศึกษาไปขายต่อให้กับบริษัทโฆษณาที่ตัวเองรับจ๊อบเป็นที่ปรึกษา ได้เงินไปหลายบาทในแต่ละปี ที่มีนักศึกษาหัวดีๆ มาให้ดูดไอเดีย และ ไอติม

เสรี วงศ์มณฑา สอนหนังสืออยู่ในธรรมศาสตร์ กว่าสิบปี จึงลาออกไปเป็นนักวิชาการอิสระ เปิดบริษัทรับทำวิจัย เป็นที่ปรึกษาการตลาด เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีปทุม ล่าสุดเป็นอาจารย์สอนปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต

ลือกันว่าเหตุที่ออกจากธรรมศาสตร์ ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจาก “เงินน้อย” และ ประชาคมธรรมศาสตร์รู้เช่นเห็นชาติหมดไส้หมดพุงแล้ว แต่ไม่ยืนยันว่าเหตุผลนี้ มีส่วนถูกกี่มากน้อย ประดาบยังอยากเชื่อว่า เหตุที่ออกมา เพราะ อี๊ดเธออยากเป็นนักธุรกิจเต็มตัว หาเงินหาทองไว้เก็บกินยามแก่เฒ่า กับเด็กๆ ในบ้านที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูอุ้มชูอยู่ด้านหลังเสียมากกว่า

อ้อ เกือบลืมไป เสรี วงศ์มณฑา เคยเป็นนักการเมืองกับเขาด้วยเหมือนกัน เมื่อครั้งที่มีชื่อเสียงโด่งดังสุดขีด ในฐานะนักวิชาการด้านการตลาดที่ปราดเปรื่องที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย เสรี ก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับการคัดเลือกเป็นทีมรองผู้ว่าราชการกรุง เทพฯ เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ แข่งกับพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แล้วพ่ายแพ้ขาดลอยหลุดลุ่ย

เรื่องนี้ เสรี วงศ์มณฑา ไม่เคยคุยให้คนรุ่นหลังฟัง แต่ก็อีกนั่นล่ะ ประดาบ ก็ดันไปทะลึ่งรู้เรื่องนี้ของ อี๊ด มาอีก ก็เลยเอามาบอกเล่าต่อๆ กันไป เพื่อเพิ่มดีกรีต่อท้ายชื่อ เสรี วงศ์มณฑา อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตทีมรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนคนกรุงเทพ

ก็อย่างที่บอกไว้แต่ต้น เสรี วงศ์มณฑา เป็นคนหิวเงิน ที่ไหนมีเงิน และไม่มีสมอง ที่นั่นจะมี เสรี วงศ์มณฑา จำไว้เลย เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

เมื่อผิดหวังจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่หลอกฟัดแล้วทิ้ง ไม่ดุดำดูดี ไม่ยอมให้ดูดเพื่อชีวิตกันบ้างเลย เสรี วงศ์มรฑา ก็รู้ว่าพรรคการเมืองแห่งนี้ทำท่าจะหากินลำบาก จึงเก็บตำรายัดใส่กระเป๋า ลาแล้วหนาบ้านเก่า ดินแดนที่เราถูกหลอกมา

ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เสรี วงศ์มณฑา ก็กลับไปสอนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ ต่ออีกหลายปี ในขณะที่สายตาก็เล็งหาพรรคการเมืองใหม่ เพื่อเป็นแหล่งอาหาร และ แหล่งทำมาหากิน พร้อมๆ กันไปด้วย

แล้ว เสรี วงศ์มณฑา ก็เจอพรรคการเมืองที่ตรงกับสเปกตัวเอง เหมือนกับ กระเทยเฒ่าเจอหนุ่มในฝันยังไงยั้งงั้นเลย

“มีเงิน ไม่มีสมอง” ขอเพียงแค่สองอย่างนี้เท่านั้น เสรี ก็พร้อมจะทุ่มชีวิตไว้ให้เลี้ยงดูไปจนวันตาย

พรรคชาติไทย เมื่อปลายปี 2538 ต่อต้นปี 2539 เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ที่ถูกรุมฟัดจากสื่อมวลชน พรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ และที่สำคัญคือคนในพรรคนั่นเอง จนหนีไม่ออก เหมือนกับหมาที่ถูกไล่ตีจนตรอก หมดทางออก บอกอะไร พูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อถืออีกแล้ว ในที่สุด บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ต้องยุบสภาฯ เพื่อล้างแค้นที่ถูกพรรคร่วมรัฐบาล และคนในพรรคตัวเองหักหลัง จี้ให้ลาออกจากนายกรัฐมนตรี

หลังการยุบสภาฯ บรรหาร ศิลปอาชา ก็อยากจะปรับโฉมใหม่พรรคชาติไทย เพราะเลือด(ส.ส.)ไหลออกทุกวัน จากที่เคยมีส.ส.90กว่าคน เหลือไม่ถึง 40 คน นับเป็นห้วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดของพรรคชาติไทย นับแต่ก่อตั้งพรรคขึ้นมาเมื่อปี 2517

ขณะที่กำลังคิดหาทางประแป้งแต่งหน้า หาคำพูดดีๆ มีเหตุผลไปบอกประชาชนว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรรคชาติไทย ทำไมเลือดไหลไม่หยุด อยู่นั้นเอง เสรี วงศ์มณฑา ก็เดินเข้ามาหาพร้อมด้วยแผนการตลาดกระเป๋าใหญ่ ทั้งแผ่นใส ทั้งสไลด์ (ยุคนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มี Power Point) ฉายให้บรรหาร และ ลูกนา ได้ชมว่าจะล้างภาพเก่าของพรรคชาติไทยได้อย่างไร

ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่า เสรี วงศ์มณฑา มีดีที่ปาก ใครตั้งสติไม่ดี ใครฟังแล้วไม่คิด เป็นต้องหลงและเสร็จคาลมปากของผู้ชายนะยะรายนี้ทุกคนไป (ผมสันนาฐานว่า บิ๊กบัง ณ คมช. ก็ไม่น่าจะรอด คงจะเสร็จคา(ลม)ปากของ อี๊ดไปเสียแล้ว แต่ไม่รู้ว่ายินยอมพร้อมใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย หรือ อยากลองของแปลก ก็ไม่ทราบได้)

สองพ่อลูก บรรหาร – กัญจนา ศิลปอาชา ปรบมือ ยกหัวแม่โป้งให้เสรี วงศ์มณฑา สี่นิ้ว (สองคน ก็ต้อง สี่นิ้ว ไม่ใช่ หัวแม่มือสอง หัวแม่เท้าสอง น่ะ อย่าคิดมาก) พร้อมกับเซ็นสัญญาจ้าง เสรี วงศ์มณฑา เป็นที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ของพรรคชาติไทย และ รับงานวางแผนการประชาสัมพันธ์เลือกตั้งของพรรคชาติไทยทันที

ว่ากันว่า เลือกตั้งเมื่อปี 2539 เสรี วงศ์มณฑา ตั้งปั๊มสูบเงินกลางพรรคชาติไทย ดูดไว้ไปไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท แลกกับแคมเปญ “Young Blood” หรือ เลือดใหม่ชาติไทย ให้พรรคชาติไทย นำไปหาเสียง เพื่อแก้เกมเลือดไหลไม่หยุด ว่า เลือดที่ไหลออกไปเป็นเลือดเก่า เลือดชั่ว ที่ต้องถ่ายออกอยู่แล้ว ต่อจากนี้ไปชาติไทย จะมีแต่เลือดใหม่ ที่สดใสไฉไลกว่าเดิม

เสรี วงศ์มณฑา ใช้เทคนิกการตลาด มาใส่ให้กับพรรคชาติไทย จนแพรวพราว ประดิษฐ์ถ้อยคำ วาทกรรมสวยๆ ไพเราะเพราะพริ้งไว้เกลื่อนพรรค แต่พรรคการเมือง ไม่ใช่บริษัท นักการเมืองไม่ใช่สินค้า หากแต่เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ มีวิถีชีวิตของตนเอง มีการดำเนินชีวิตที่ผูกพันกับชาวบ้าน ผูกพันกันด้วยถ้อยคำภาษาง่ายๆ แบบบ้านๆ แบบว่า “ แม่...ผมมาขอคะแนน นะ ให้ผมสักคะแนน นะแม่นะ”

คำว่า Young Blood ของ เสรี วงศ์มณฑา และ ถ้อยคำสวยหรูอีกมากมายหลายคำ แต่ชาวบ้านในชนบทซึ่งเป็นฐานคะแนนของแท้ของพรรคชาติไทย ฟังไม่รู้ ดูไม่ออก ว่า “ตกลงแล้ว พรรคบรรหาร มันจะทำอะไรให้กูบ้างวะ” ต้องงงเป็นไก่ตาแตก ส่งผลให้หลังเลือกตั้ง บรรหาร ก็เลยกระเป๋าแหก ไปฟรีๆ กับ เสรี วงศ์มณฑา เกือบ 100 ล้านบาท แต่ได้ส.ส.มา 30 กว่าคน และต้องย้ายข้างจากฝ่ายรัฐบาล ไปทนเป็นฝ่ายค้านกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งทำสงครามล้างโคตรกันมา ด้วยความดูดดื่มเป็นที่ยิ่ง

ถึงแม้จะแพ้เลือกตั้ง เสรี วงศ์มณฑา ก็มีลีลาสมราคาปาก 100 ล้าน ยังสามารถกล่อมบรรหาร – กัญจนา สองคนพ่อลูกให้จ้างเธอ เป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ของพรรคชาติไทย และทำมาหากินอยู่ในพรรคนี้ได้มาจนถึงทุกวันนี้

เสรี วงศ์มณฑา มีหน้าที่สรุปข่าว และเสนอแนะความเห็นของตัวเอง ให้บรรหาร ฟังสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หลังจากบรรบายจบแล้ว เสรี ก็จะคะยั้นคะยอให้บรรหาร สั่งรัฐมนตรี ส.ส. กรรมาธิการของพรรคชาติไทย ทำนู่น ทำนี่ ตลอดเวลา แล้วก็หาช่องทางหาประโยชน์จากคำแนะนำ ข้อเสนอแนะของตัวเอง ด้วยการเข้าประกบ รัฐมนตรี ส.ส. กรรมาธิการ ที่ได้รับกระดาษโน้ตใบเหลืองจากบรรหาร พร้อมกับเสนองานประชาสัมพันธ์ เพื่อหารายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง

ความเห็นต่อท้ายข่าวแต่ละข่าวที่เกี่ยวเนื่องกับพรรคชาติไทย ที่เสรี วงศ์มณฑา นำ เสนอต่อบรรหาร มักจะสรุปว่า เพราะขาดการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ประชาชนเข้าใจพรรคและหัวหน้าพรรคในทางที่ผิด ต้องแก้ไขด้วยการเร่งประชาสัมพันธ์ จัดทำแผนการโฆษณา ซึ่งเป็นวิธีการทำมาหากินของเสรี ที่คนในพรรคชาติไทยเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง แตไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะผู้ชายนะยะอ้างผู้ชายร่างเตี้ย เป็นคนอยู่ด้านหลัง (แบ็ค) เสมอๆ

เสรี วงศ์มณฑา เป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ของพรรคชาติไทย ที่ขึ้นเวทีโชว์ลีลาปากปราศรัย (น้ำใจเชือดคอ) หาเสียงให้พรรคชาติไทย บ่อยครั้ง แต่ต้องเป็นเวทีที่มีบรรหาร ศิลปอาชา ร่วมอยู่ด้วยเท่านั้น เพราะถือว่า คนจ่ายเงินให้มีคนเดียว คือ บรรหาร ศิลปอาชา เพราะฉะนั้นคนสั่งงานก็ต้องมีคนเดียว คือ คนจ่ายเงิน แต่ถ้าเวทีไหน ไม่มีบรรหาร ก็จะไม่มีเสรี เหมือนกัน อันนี้เป็นที่รู้กันในหมู่สมาชิกพรรคชาติไทย

ว่ากันว่านับแต่ลาออกจากธรรมศาสตร์ มาเป็นนักธุรกิจด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เกือบ 10 ปี เสรี วงศ์มณฑา ไม่เคยประสบความสำเร็จเลย จะมียกเว้นก็การเป็นที่ปรึกษาให้กับพรรคชาติไทย และผูกขาดการจัดทำแคมเปญหาเสียงให้พรรคชาติไทย เพียงอย่างเดียว ที่ประสบความสำเร็จทะลุทะลวงเป้า เป็นที่ถูกอกถูกใจและไว้วางใจของบรรหาร อย่างยิ่ง แต่เพียงแค่ทะลุเป้าบรรหาร ได้รายเดียว เสรี วงศ์มณฑา ก็หาเลี้ยงตัวเองและเด็กๆ ทั้งที่บริษัท และที่บ้าน ได้ตลอดชีวิตแล้ว

เสรี วงศ์มณฑา กลับมาเป็นที่รู้จักและโด่งดังในหมู่ประชาชนอีกครั้ง เมื่อเข้าร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร หลังจากที่ใช้เวลาดูลาดเลา ดูจำนวนเงาคนที่มาร่วมชุมนุมอยู่ระยะหนึ่ง เสรี ก็กระโดดขึ้นเวทีร่วมอภิปราย กล่าวหา ด่ากราด นายกฯทักษิณ ทำผิดสารพัดข้อหา แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์คำพูดตัวเองสักเรื่องเดียว

ก็อย่างที่บอกไว้ ที่ไหน มีสตางค์ แต่ไม่มีสมอง ที่นั่น จะมี เสรี วงศ์มณฑา

ในเวทีม็อบพันธมิตรฯ ก็ตรงสเปกของเสรี อีกเหมือนกัน คือ มีเงินมาให้ถลุง แต่ไม่มีสมอง ต้องมาพึ่งสติปัญญาของเสรี เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องถามว่า เสรี จะมีส่วนแบ่งกับเงินที่ไหลมาจากท่อทีพีไอ ที่ถูกรีดมาใช้ไล่นายกฯทักษิณ หรือไม่ แต่ต้องถามว่า เสรี ได้ไปเท่าไร มากกว่า

เมื่อขึ้นบันไดเวทีพันธมิตรไปแล้ว เสรีก็ต้องพลอยร่วมขบวนการโจรปล้นประชาธิปไตย ไปด้วย เพราะลีลาฝีปากเป็นที่ถูกตาต้องใจของ หัวหน้าโจรกบฎ สนธิ บุญยรัตกลิน ยิ่งนัก ถึงกับเรียกเสรี เข้าพบ เพื่อขอพิสูจน์ฝีปากแบบตัวต่อตัว ก่อนจะเซ็นอนุมัติให้ผ่าน และบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งกรรมการวอร์รูม มีหน้าที่หลักคือใช้ปากทำร้ายตัวเอง (ขอโทษ...พิมพ์เร็วไปหน่อยจึงพิมพ์ผิด) หน้าที่ของเสรี ที่บิ๊กบัง เห็นว่าทำได้ดี คือใช้ลีลาฝีปากทำร้ายนายกฯทักษิณ อย่างต่อเนื่อง จากที่เคยกล่าวหาบนเวทีพันธมิตร ให้ประชาชนเข้าใจผิดๆ ต่อไป ไม่ต้องโงหัว ไม่ต้องเปิดหูรับฟังข้อมูลใหม่ๆ เลย

เพราะ เสรี วงศ์มณฑา เคยเป็นแต่ที่หนึ่ง ไม่เคยเป็นสองรองใคร ไม่เคยกินน้ำใต้ศอกของใคร เว้นแต่น้ำใต้สะดือ จึงทนอยู่ในวอร์รูมที่มีคนอวดเก่งจำนวนมาก ไม่ได้ เมื่อเก่งขบเก่งหลายๆ ครั้งเข้า ผู้ชายนะยะที่มีรูปร่างบอบบางและกลมกลึงอย่างเสรี จึงรับไม่ไหว เพราะมีทั้งแรงกดและแรงดันจากชายหลายคนมากหน้าหลายตา อยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ได้พักผ่อนนอนหลับกันบ้างเลย เสรี วงศ์มณฑา จึงยื่นใบลาออกไปท่ามกลางความดีใจของใครหลายคน ที่กำจัดผู้ชายนะยะคนนี้ไปได้

เหมือนเนื้อเพลงไทยยุค เสรี วงศ์มณฑา เป็นสาวแรกแย้มไม่มีผิด “วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก วันไหนสำนึกแล้วเธอจะเสียใจ ...”

นับแต่เสรี ทนแรงกดและแรงดันในวอร์รูมไม่ได้ ต้องลาออกไป ทั้งรัฐบาล และ คมช. ก็เจอตอที่ผุดขึ้นมาหลังน้ำลด เป็นจำนวนมาก ทั้งเดินชนตอ ถูกตอตำตูด ทั้งเจอตอจนเกือบตายหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุด บิ๊กบัง ก็รู้สึก และสำนึกเสียใจที่ไม่รั้งเสรี ไว้ จึงอดถวิลหาฝีปาก เสรี ไม่ได้ และต้องเรียกใช้ลีลาฝีปากผู้ชายนะยะที่ชื่อ เสรี วงศ์มณฑา อีกครั้ง

เสรี วงศ์มณฑา กลับมารอบนี้ ไม่มีใครกล้าขัดและกล้าขวาง และประกาศให้โลกรู้ว่า เมืองไทยในวันนี้ มีแต่ “ผู้ชายนะยะที่เป็นใหญ่” พวกชายแท้ๆ ชายทั้งแท่ง โดยเฉพาะชายชาติทหาร ต้องเดินเกาะเอวอยู่ข้างหลังผู้ชายนะยะ แล้วจะรุ่ง (หลังจากพุ่งเสร็จแล้ว)

เสรี วงศ์มณฑา ได้รับตำแหน่งเป็นวิทยากรคนสำคัญของโครงการประชาธิปไตยสีขาว ซึ่งเป็นงานล้างสมองของคมช. ที่มีจุดมุ่งหมายยัดเยียดข้อหาและความผิดนายกฯทักษิณ ใส่หูและหัวทหารตลอดจนชาวบ้านทั่วประเทศ ให้คิดเหมือนคมช. คือคิดว่าต้องกำจัดทักษิณ อย่าให้กลับมาเหยียบประเทศไทยได้อีก

เสรี วงศ์มณฑา ขันแข็งและเข้มข้นมากกับบทบาทวิทยากรของคมช. ทั้งอบรมทหารหนุ่มๆ ในที่ลับ (ตา) เพื่อให้นำความที่ได้ฟัง ไปบอกล่าวกับชาวบ้านอีกทอดหนึ่ง ทั้งเป็นผู้ดำเนินรายการทางสถานีโทรทัศน์ 2 - 3 ช่อง คือ ช่องกองทัพบก และ ช่องกรมประชาสัมพันธ์ ให้ได้รู้ได้เห็นว่า ช่อง(ปาก)ของเสรี มีความเห็นอย่างไรกับการเลือกตั้งครั้งนี้ และชี้นำให้เลือกพรรคอะไรก็ได้ ยกเว้นพรรคพลังประชาชน เพราะเป็นพรรคที่จะพานายกฯทักษิณ กลับประเทศไทย

แม้จะได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ ได้เป็นถึงโฆษกฝ่ายพลเรือนของคมช. เป็นวิทยากรคนสำคัญของโครงการล้างสมองประชาชน จากที่เคยรักทักษิณ ให้เป็นเกลียดจนไม่ลงคะแนนให้ แต่ เสรี วงศ์มณฑา ก็ยังไม่ลืมแหล่งทำมาหากินของตัวเอง มีเวลาว่างจากใช้ฝีปากสร้างความสุขแก่คมช. ก็จะแล่นกลับไปหาบรรหาร ศิลปอาชา ทันที เพื่อโชว์ลีลาฝีปาก ว่ายังช่วยให้พรรคชาติไทย ไปถึงฝั่งฝันได้เหมือนกัน

ดูจากบทบาทและพฤติกรรมของ เสรี วงศ์มณฑา ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง และเป็นคำเฉลยได้เหมือนกันว่า บรรหาร กับ คมช. และ ม็อบไล่ทักษิณ มีความรักชอบพอกันแบบไหน ผ่าน เสรี วงศ์มณฑา

เป็นที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ยุแยงให้ไม่ลงเลือกตั้ง

เป็นแกนนำม็อบพันธมิตร ไล่ทักษิณ

เป็นวิทยากรล้างสมองประชาชน ให้ คมช.

เป็นผู้ปราศรัยหาเสียงให้พรรคชาติไทย

เป็นผู้มีส่วนร่วมวางแผนการเลือกตั้งให้พรรคชาติไทย

แต่อย่าคิดว่าที่เสรี วงศ์มณฑา ทำทั้งหมดนี้ ทำเพราะอุดมการณ์ ทำเพราะรักบรรหาร จริง ทำเพราะชอบคมช. จริง ทำเพราะเกลียดทักษิณ จริง กระทั่งรักประเทศจริง ดังปากว่า

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงลีลาของมืออาชีพบางจำพวก เท่านั้น

คือ มืออาชีพที่ภักดีต่อเงินตรา และตัวเองเท่านั้น

คือ มืออาชีพ ที่พร้อมจะรักและพร้อมจะเกลียดใครก็ได้ ถ้าเงินมาถึงมือพร้อมกับใบสั่งงาน

เสรี วงศ์มณฑา ก็เป็นมืออาชีพ จำพวกนี้

หากไม่บอก ใครจะไปเชื่อ ว่า เสรี วงศ์มณฑา ก็เคยเป็นคนหนึ่งที่ขอทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับโครงการ OTOP ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยขอผ่านมาทางพรรคชาติไทย ที่เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1

ไม่ต้องบอกว่า เสรี วงศ์มณฑา ได้งานไปหรือไม่

หากได้ คงไม่คลั่งแค้นนายกฯทักษิณ ชินวัตร จนต้องฟัดเหมือนหมาบ้า เช่นทุกวันนี้

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ คือ ชีวิต(บัดซบ) ของ อี๊ด ผู้ชายนะยะ ที่เปิดกันจะๆ แบบที่ไม่เคยหาอ่านได้จากที่ไหนมาก่อน

ปล. ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้า หากว่าจะมีคำบางคำไม่สุภาพ และออกไปทางเรตอาร์ ไม่ถึงเอ็กซ์ แต่จำเป็นต้องใช้คำเหล่านี้ เพื่อให้เหมาะกับคนที่นำมากล่าวและเล่าถึง และเกิดจินตภาพได้แจ่มชัด เมื่ออ่านอย่างมีอารมณ์ขัน เพราะผมตั้งใจให้อ่านแล้วหัวเราะ ไม่ใช่อ่านแล้ว(ขน)หัวลุก

เขียนโดยประดาบ ณ Hi-Thaksin




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2550    
Last Update : 22 ธันวาคม 2550 17:44:48 น.
Counter : 215 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.