ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

Return of สนธิ

หลังจากพังพาบไปกับพิษไข้ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเคยประกาศความยิ่งใหญ่ของชนชาติผิวเหลือง ให้นักธุรกิจสื่อในซีกโลกตะวันตกได้ประจักษ์ในความสามารถ เหมือนกับครั้งหนึ่งในอดีตกาลที่ เจงกีสข่าน ได้ยกพลบุกตะลุยไปจนถึงยุโรป ก่อนจะสิ้นชีพ เพราะความทะเยอทะยานที่เกินกำลังของตัวเอง

"โมกุลแห่งสื่อของเอเชีย" อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากจักรพรรดิเจงกีส ข่าน คือ ต้องถึงกาลดับชีพในโลกธุรกิจ ด้วยสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวหลายหมื่นล้านบาท อาณาจักร เดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ที่เสกเป่าขึ้นมาด้วยลมปากและปลายลิ้น ก็ล่มสลายพังครืนลงจนยากจะรับมือไหว

เมื่อหมดสิ้นหนทางที่จะต้านพิษไข้ต้มยำกุ้ง และไม่อาจจะทานพายุเศรษฐกิจที่พัดผ่านประเทศไทยไปได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ประกาศทฤษฎี 3 ไม่ ขึ้นในวงการธุรกิจประเทศไทย ที่ทำให้ลือลั่นไปทั่วโลก ได้แก่ "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" พร้อมประกาศตนเป็นลูกหลาน (นอกรีต) พระเจ้าตาก ด้วยการ "ชักดาบ"เจ้าหนี้ทุกรายประดามี

กระบวนท่าของสนธิ บังเกิดผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกระดับ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมีนักธุรกิจจำนวนมาก ยึดสนธิ เป็นแบบอย่างในการต่อสู้กับเจ้าหนี้ด้วยทฤษฎี 3 ไม่ ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ต่างชาติเข็ดขยาดไปตามๆ กัน

กล่าวกันว่าเฉพาะ บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มีหนี้สินมากกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่มากเกินกว่าสนธิ จะเยียวยาได้ จึงต้องปล่อยให้เจ้าหนี้เข้ามาจัดการแบ่งสันปันส่วนหนี้ที่สนธิ สร้างเอาไว้ ในขณะที่สนธิ ก็หมดสภาพที่จะยื้อยุดฉุดกระชากลากหนี้กับเจ้าหนี้ทั้งหลาย จนต้องยอมรับสภาพบุคคลล้มละลายในวันหนึ่งเมื่อธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องให้ชำระหนี้จำนวน 151 ล้านบาท สนธิไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารนครหลวงไทย ก็ดำเนินการในชั้นศาล ให้ศาลสั่งสนธิ เป็นบุคคลล้มละลาย

ถึงแม้จะตกอยู่ในสถานภาพบุคคลล้มละลาย แต่สนธิ ก็ยังคงมีบทบาทในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ในฐานะที่ปรึกษาบริษัท แมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) และการดำเนินชีวิตของสนธิ ก็ยังคงเป็นไปอย่างมีสีสัน ไม่แตกต่างจากก่อนจะเป็นบุคคลล้มละลายมากนัก นักการเมือง นักวิชาการจำนวนมาก ยังคงแวะเวียนไปหา ไปขอความเห็นเรื่องต่างๆ อยู่เป็นประจำ ไม่เพียงเท่านั้น สนธิ ยังอยู่เบื้องหลังการขยายกิจการของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อทำธุรกิจสื่อเวบไซต์ และสื่อโทรทัศน์ ในนาม ไทยเดย์ดอทคอม ที่มีจิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายคนเดียวของเขาเป็นกรรมการผู้จัดการด้วยเงินทุนหลายร้อยล้าน

ถึงแม้จะอยู่เบื้องหลังและรั้งตำแหน่งเพียงที่ปรึกษาบริษัท แต่ก็ไม่อาจจะปกปิดสถานภาพที่แท้จริงของตัวเองต่อสายตาของนักลงทุน และเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการสื่อมวลชนได้ เนื่องจากการเดินหมากทางธุรกิจของสนธิ เป็นหมากที่ดุดัน กว้านซื้อตัวบุคลากรมือดีจากค่ายต่างๆ เข้ามาอยู่ในคอกของตัวเองอย่างไม่พรั่นพรึงต่อราคาที่มีการนำเสนอเข้ามา ขุนพลข่าวมือดี จากโทรทัศน์ทั้ง 6 ช่อง ถูกอำนาจเงินดูดไปอยู่ภายใต้ชายคาบ้านเจ้าพระยา และบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นป้อมค่ายหลักของสนธิ ในการหวนกลับคืนสู่สังเวียนธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยการลงทุนหลายร้อยล้านบาท เพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ ที่มีเวบไซต์ manager.co.th และโทรทัศน์ 11 news 1 เป็นหัวหอกหลักนี้เอง จึงทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นในวงการธุรกิจ และวงการสื่อมวลชนในประเทศ ว่าแท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้บาดเจ็บจากพิษไข้ต้มยำกุ้งจริง ไม่ได้ล้มตามที่เป็นข่าว

จริงอยู่ บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ล้มไปแล้ว แต่สนธิ ยังคงยืนได้อย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งพฤติกรรมดังนี้ ไม่อาจเรียกเป็นอื่นได้ นอกจากการล้มบนฟูก กล่าวคือ บริษัทเจ๊ง แต่สนธิ ไม่ได้เจ๊งตามไปด้วย เพราะความชาญฉลาดในการทำธุรกิจ และความเจนจัดในการใช้บริษัท และตลาดหลักทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง เชื่อกันว่าสนธิ ได้ใช้กระบวนท่าดูดเงินบริษัทมหาชน เข้าไปอยู่ในเซฟของตัวเองจำนวนมหาศาล

หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สนธิได้หลบลี้หนีหน้าออกจากวงการธุรกิจนานพอสมควร ก่อนจะกลับมาปรากฏกายในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง ในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ที่ทำให้มิตรรักอย่าง ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ต้องจดจำไปอีกนาน ด้วยลีลาการ เปลือยธารินทร์ อย่างเจ็บแสบ เพียงเพราะ ธารินทร์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น มีทีท่าเมินเฉยต่อความเดือดร้อนของสนธิ ที่กำลังซมพิษไข้ต้มยำกุ้ง ชนิดที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด

สนธิใช้ข้อมูลวงใน ที่เคยคลุกคลีตีโมงอยู่กับสองพี่น้อง "นิมมานเหมินทร์" คือ ธารินทร์ และศิรินทร์ มาย้อนถล่มธารินทร์อย่างรุนแรงหนักหน่วง กระทั่งภาพลักษณ์ขุนคลังไร้เทียมทานของธารินทร์ ที่ประชาชนฝากความหวัง ต้องเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว และกลายเป็นขุนคลังไร้ราคา โดยเฉพาะเรื่องการขายทรัพย์สินของ ปรส.ให้แก่บรรษัทข้ามชาติในราคาถูกๆ แบบเลหลัง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีนายธารินทร์ เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ และเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน กระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล และทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาในที่สุด

ต้องยอมรับว่าสนธิ เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิธีการนำเสนอข้อมูลที่ยากให้เข้าใจง่ายได้เก่งที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้มีผู้คนติดตามงานของเขาเป็นจำนวนมาก หลายคนตกอยู่ใต้มนต์ของตัวหนังสือที่สนธิร่ายให้ฟังชนิดที่ไม่อยากคิดอะไรเองอีกแล้ว พากันหลงเชื่อคล้อยตามตรรกะแบบสนธิไปได้ง่ายๆ

มีการสืบสาวราวเรื่องกันในเวลาต่อมาว่า เหตุที่สนธิ ในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ตั้งหน้าตั้งตาไล่ถล่ม ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ และรัฐบาลประชาธิปัตย์ ชนิดที่ไม่เห็นแก่คุณธรรมน้ำมิตรแต่เก่าก่อน ซึ่งเคยกินอยู่หลับนอนมาด้วยกัน ก็คือ กรณีที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 มีผู้ร้องเรียนต่อ ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลเอนยิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) หรือ IEC ปกปิดข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ให้แก่บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) จำนวน 1,078 ล้านบาท และจากการตรวจสอบของก.ล.ต. พบว่าการกู้เงินรายการนี้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มีบริษัท เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของก.ล.ต. พบว่าสัญญากู้ยืมเงินที่เดอะเอ็มกรุ๊ป กู้จากธนาคารกรุงไทย และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของ MGR นั้นลงนามโดยคน 4 คน ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล สุรเดช มุขยางกูร เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และยุพิน จันทนา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม แต่เรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และตามประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากคนทั้ง 4 ได้กระทำการทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง

รวมทั้ง ในการทำสัญญาประกันดังกล่าว บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอมสำเนารายการงานประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการ MGR ได้มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าว ในนาม MGR การกระทำดังกล่าวเป็นการลวงให้ผู้อื่นหลงผิดจนก่อให้เกิดภาระและความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นของ IEC และของ MGR

นอกจากนี้ บุคคลทั้ง 4 รายได้ร่วมกระทำความผิดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ MGR โดยตรงแล้ว บุคคลดังกล่าว ยังไม่ได้ดำเนินการให้ MGR เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาระค้ำประกันเงินกู้ยืมให้แก่ เดอะเอ็มกรุ๊ป ในงบการเงินของ MGR ที่ต้องส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ลงทุนขาดข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน

จากการตรวจสอบของก.ล.ต.ดังกล่าว จึงนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับสนธิและพวกรวม 4 คน ต่อกองบังคับการตำรวจคดีเศรษฐกิจ กรณีร่วมกันปลอมแปลงเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาท ให้กับบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา

ข้อกล่าวหาของก.ล.ต.ที่มีต่อสนธิและพวก หากพูดกันภาษาชาวบ้าน หรือภาษาข่าว ก็คือ อาชญากรเศรษฐกิจ หรือ โจรเสื้อนอก นั่นเอง ซึ่งข้อกล่าวหานี้ ได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริงจากนายพีรศักดิ์ วรสุนโอสถ กรรมการอิสระ บริษัท ไออีซี จำกัด(มหาชน) ในฐานะประธานคณะทำงานจรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบริษัท ไออีซี ค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด ที่เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตามคำสั่งของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปว่า การค้ำประกันเงินกู้ให้แก่บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป กับธนาคารกรุงไทย จำกัด ระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 มูลค่า 1,198 ล้านบาท เป็นการดำเนินงานโดยการรู้เห็นของนายสุรเดช มุขยางกูร กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ไออีซี เพียงผู้เดียว

"คณะกรรมการมีการสอบถามนายสุรเดช ได้รับการชี้แจงว่า บริษัท ไออีซี ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อกันหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2539 ทั้งที่การกู้ยืมของเดอะ เอ็มกรุ๊ป มูลค่า 1,198 ล้านบาท มีการวางหลักประกันเป็นที่ดินและใบหุ้นมูลค่ารวมประมาณ 1,632 ล้านบาท แต่ธนาคารกรุงไทยต้องการให้มีการค้ำประกันเพื่อความมั่นใจในเงินกู้ บริษัท จึงเข้าค้ำประกันร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด" นายพีรศักดิ์กล่าว

สำหรับ สาเหตุของการเข้าค้ำประกันเงินกู้ ได้รับการชี้แจงจากนายสุรเดชว่า บริษัทเดอะ เอ็ม กรุ๊ป ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางนายสุรเดช และตัดสินใจเข้าค้ำประกัน เนื่องจากเห็นว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของไออีซี เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะ เอ็มกรุ๊ป วางไว้สูงกว่าวงเงินกู้ยืม และยังมีบุคคลอื่นร่วมค้ำประกัน ขณะที่เดอะ เอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทในเครือเดียวกัน โดยในช่วงที่ไออีซี จำเป็นต้องหาเงินทุนก็จะได้รับความช่วยเหลือจากเดอะ เอ็มกรุ๊ป จึงตัดสินใจด้วยความสุจริตลงนามค้ำประกันเงินกู้

กล่าวกันว่ากรณีของไออีซีนี้ ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล เสียหายอย่างหนัก ทั้งทางเครดิต และทางแหล่งเงิน ที่จะเข้ามากอบกู้อาณาจักร เดอะ เอ็มกรุ๊ป จึงเป็นเหตุให้เกิดรายการ "แค้นสั่งฟ้า" ขึ้น บนหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในคอลัมน์ของพายัพ วนาสุวรรณ แล้วในที่สุดก็ฟาดไปที่ก้านคอ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ จนแทบสลบ

หลังจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ สูญสิ้นอำนาจ เนื่องจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2544 ให้กับพรรคไทยรักไทย ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างชนิดหมดรูปมวย สนธิ ในฐานะนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะได้รับผลบวกหรือผลลบอะไรมากนักกับการเลือกตั้งที่เพิ่งจบลงไป กลับออกอาการดีอกดีใจอย่างเห็นได้ชัด

อาการดีอกดีใจกับชัยชนะของพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการอธิบายในเวลาต่อมาไม่นานนัก เมื่อบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่คุ้นเคย และเคยอยู่ใต้ร่มเงาของสนธิ ในอาณาจักร เดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มาแล้ว อาทิ

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตกรรมการบริษัท เดอะ แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)

ทนง พิทยะ เพื่อนรักผู้ซาบซึ้งบุญคุณของสนธิ ไม่เสื่อมคลาย

พันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เอเชียไทม์

กนก อภิรดี อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)

ไม่เว้นแม้แต่ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล(มารดาของนายสนธิ) ซึ่งเข้ามาเป็นมือเป็นไม้ให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม ให้กับรัฐบาลไทยรักไทย

การดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลของบุคคลที่เคยทำงานให้กับสนธิ ทำให้เกิดภาพซ้อนขึ้นมาทันทีว่า ระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องมีความสัมพันธ์พิเศษระดับสูงสุด และมาตอกย้ำให้เห็นว่าภาพซ้อนที่เห็นกันนั้น เป็นภาพที่ถูกต้อง ก็คือ การเดินทางไปร่วมงานวันเกิดของสนธิ ถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งสร้างความฮือฮาให้แก่วงการสื่อสารมวลชนเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อมองไปถึงการหวนกลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอย่างคึกคักของสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ ก็ยิ่งมั่นใจได้ว่า แกนนำสำคัญในรัฐบาลกับสนธิ มีความนัยพิเศษต่อกันอย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ได้ทุ่มเทงบโฆษณาเข้าไปในสื่อเครือผู้จัดการของสนธิ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาทิ ธนาคารกรุงไทย การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย ปตท. ฯลฯ

โดยเฉพาะรายของธนาคารกรุงไทย เจ้าหนี้รายใหญ่ของเดอะ เอ็มกรุ๊ป และเดอะ แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป ถึงกับทำแผนลดหนี้ และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายนี้ด้วยการรับชำระหนี้ เป็นสื่อโฆษณาในสื่อเครือผู้จัดการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และเวบไซต์ ซึ่งนับว่าเป็นลูกหนี้ที่ได้รับการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากวิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ในขณะนั้น ก็คือ เพื่อนรักและผู้มีอุปการคุณรายใหญ่ของสนธิ มาโดยตลอด

การหวนกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเปรียบเสมือนการกลับคืนสู่รากเหง้าของตัวเองของนักธุรกิจสื่อข้ามชาติ ที่พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมา จึงต้องหลบเลียแผลในบ้านตัวเอง ถูกโจมตีอย่างหนักจากเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร เข้าจองบริษัท วอชด๊อก จำกัด ซึ่งดำเนินรายการโทรทัศน์ในช่อง 9 อ.ส.ม.ท. และช่อง 11 อยู่หลายรายการ แต่ต้องถูกเตะออกมา เพื่อเอาเวลาไปให้แก่สนธิ เป็นผู้ดำเนินรายการแทน

นอกเหนือจากการได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐในทุกสื่อของเครือผู้จัดการ จนแทบเก็บเงินเก็บทองกันไม่ทัน บริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป ก็ยังได้รับการพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ จากเจ้าหนี้ ให้เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย ตัวเลขการปรับลงหนี้ให้กับเดอะ เอ็มกรุ๊ป มากถึง 6,000 ล้านบาท

เรียกได้ว่า ในช่วงต้นของรัฐบาลไทยรักไทย สนธิ ในฐานะบุคคลล้มละลาย และผู้ต้องหาของก.ล.ต. ได้รับการปฏิบัติจากกลไกของรัฐ ในฐานะ "คนพิเศษ" จนเป็นที่ครหานินทาไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ก็ไม่อาจสะท้านความรู้สึกของสนธิ และอดีตผู้ร่วมงาน ที่ได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนาในรัฐบาลอย่างเนืองแน่น

พร้อมๆ กับความยิ่งใหญ่ของพรรคไทยรักไทย ก็คือ การตื่นจากหลับของเครือผู้จัดการ และสนธิ และออกก้าวเดินอย่างไม่สนใจคำทักท้วงของใครหน้าไหนทั้งสิ้น รายการวิทยุ 97.5 MHz รายการโทรทัศน์ ก่อนจะถึงจันทร์ เมืองไทยรายวัน ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. คือการเปิดเกมอุ่นเครื่องบนธุรกิจสื่ออีกครั้งของสนธิ ก่อนจะเปิดเกมรุกอย่างจริงจังกับสถานีข่าว 11 News 1 หรือ 11/1 ที่สนธิ มีความหวังอย่างมากว่า เขาจะมาแทนที่ สุทธิชัย หยุ่น และเครือผู้จัดการ จะมาทดแทน เนชั่นแชนแนล ที่ถูกรุกไล่จนตกจากจอโทรทัศน์ ทั้งแบบฟรีทีวี และเคเบิ้ลทีวี

ด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ สนธิ จึงเดินหน้าทำธุรกิจสื่ออีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะกลับมาเป็นเบอร์หนึ่งของวงการอีกครั้งให้ได้ พร้อมๆกับการเดินหน้าปกป้อง และอาสาเป็นกองเชียร์ให้กับรัฐบาล และนายกฯทักษิณ ทุกเวที ทุกนาที และทุกสถานที่ ที่มีอยู่ในสื่อในเครือผู้จัดการ ในรูปแบบที่เรียกว่า "นายกฯข้า ใครอย่าแตะ" ใครจะมาแตะต้องนายกฯทักษิณ ไม่ได้ สนธิ จะใช้หน้าหนังสือพิมพ์ที่เขามี รายการโทรทัศน์ที่เขาจัด และรายการวิทยุ ที่เขาพูด ตอบโต้ แก้ต่างให้กับนายกฯทักษิณ โดยไม่สนใจว่าใครจะครหานินทาว่ากล่าวเขาถูกซื้อตัวแต่อย่างใด เนื่องเพราะการเกิดของรัฐบาลไทยรักไทย และนายกทักษิณ ก็คือ อนาคตที่สดใสของผู้จัดการ และสนธิ ในวันนั้นเช่นเดียวกัน

จากหนังสือ อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1




 

Create Date : 18 มีนาคม 2551    
Last Update : 18 มีนาคม 2551 20:36:06 น.
Counter : 256 Pageviews.  

วิวาทะสงครามน้ำหมึก‘คุณปลื้ม’ปะทะ‘รสนา’สะท้อนภาพสื่อมวลชนใครยึด‘อารมณ์-อาฆาต’

วิวาทะสงครามน้ำหมึก ‘คุณปลื้ม’ปะทะ‘รสนา’ สะท้อนภาพสื่อมวลชน ใครยึด‘อารมณ์-อาฆาต’

หมายเหตุ “ไทยอินไซเดอร์” :

เย็นวันที่ 13 มี.ค. 2551 เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในแวดวงสื่อมวลชนอีกครั้ง เมื่อเว็บไซต์ “ผู้จัดการ” กับเว็บไซต์ “มติชน” ได้แปลข้อเขียนที่น่าสนใจของ “ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล” หรือที่รู้จักกันในนาม “คุณปลื้ม” กับ “รสนา โตสิตระกูล” ส.ว.กทม.ที่เพิ่งได้รับการคัดเลือกด้วยคะแนนเสียงที่สูงเป็นอันดับ 1 จากคนกรุงเทพฯ

โดยข้อเขียนของทั้งสองคนปรากฏลงในนสพ.บางกอกโพสต์ หน้า 11 ฉบับวันที่ 13 มี.ค.2551 ในหัวข้อเรื่อง Rosana Tositrakul , are you kidding me ? เขียนโดย “คุณปลื้ม” กับ M.L.Nattakorn Devakula, who's kidding whom ? เขียนโดย “รสนา” ซึ่งหากมองในมุมการนำเสนอของนสพ.บางกอกโพสต์ถือว่า แสดงความเป็นกลางในเชิงที่นำเสนอมุมมองและแนวคิดของบุคคลทั้งสอง...ได้เป็นอย่างดี

แต่เมื่อมาพิจารณาถึงมุมมองการนำเสนอของเว็บไซต์ผู้จัดการ เมื่อเทียบกับเว็บไซต์มติชน...ที่มีการแปลจากต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ...ก็จะพบถึง “อารมณ์-อาถรรพ์-อาฆาต” ได้ดีว่า...เว็บไซต์ไหนมีความเป็นกลางในการนำเสนอเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงกับประชาชนเพียงใด???

เมื่อเว็บไซต์ “มติชน” ตีพิมพ์เนื้อหาดังกล่าว เมื่อเวลา 18:25:13 น. ด้วยการพาดหัวเรื่องว่า “วิวาทะเดือด!'หม่อมปลื้ม'ปะทะ'รสนา'ว่าด้วยคนกรุงเทคะแนนเลือกเป็น ส.ว.”

ขณะที่เว็บไซต์ “ผู้จัดการ” ตีพิมพ์เนื้อหาดังกล่าว เมื่อเวลา 19:23 น. ด้วยการพาดหัวเรื่องว่า “กึ๋นของ “ปลื้ม” มีอยู่แค่ไหน? พิสูจน์รอยหยักในสมองได้ที่นี่!”

ซึ่งเมื่อมาอ่านถึงเนื้อหาการถอดความและการพาดหัวในเรื่องดังกล่าว...ของสื่อ 2 ค่ายก็จะพบว่า...“อารมณ์-อาถรรพ์-อาฆาต” ของเว็บไหนที่แสดงความเป็นกลางในการนำเสนอข้อมูล-ข้อเท็จจริงให้กับประชาชน...และ “สมควร” จะ “น่าเชื่อถือ” ได้มากกว่ากัน!!!

เพราะ “วันนักข่าว” (5 มี.ค.) ก็เพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่กี่วัน (8 วันเอง)...แต่จิตวิญญาณในการนำเสนอ “ความจริง” ของสื่อมวลชนโดยที่ไม่ต้องใส่ “อารมณ์-อาฆาต” ลงไปในเนื้อหา...ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

แต่หากจะเป็นมุมมองของ “ผู้เขียน” ที่ใช้นามปากกาหรือชื่อจริง...แล้วจะใส่ “อารมณ์-อาถรรพ์-อาฆาต” อย่างไร...ก็คงไม่มีใครว่า!!!

แต่การนำเสนอหัวข้อข่าวหรือรายงานพิเศษแบบนี้...ด้วย “อารมณ์-อาถรรพ์-อาฆาต” เช่นนี้...

เชื่อแน่ว่า...ตำราเรียนแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน...คงต้อง “สังคายนา” กันชุดใหญ่อีกครั้งเป็นแน่

ว่าจะเป็น “นกน้อยในไร้ส้ม” ที่มีอิสระเสรี(ทางความคิด)....หรือจะตกเป็น “นกน้อยในกรงขัง”...ที่ไร้อิสระเสรี

นับเป็นเรื่องที่ “ผู้อ่าน”...และ “นักสื่อสารมวลชน” ต้องใช้วิจารณญาณของตัวเอง...อย่างสูง...5555

ยกเว้นแต่...จะปล่อยให้พวกงมงาย-ดักดาน-จมปลัก...หลงเชื่ออยู่แต่กับพวกศาสดาจอมปลอม...ก็คงไม่มีใครว่ากัน...!!!

จากใจ...ไต่กอ
…………………………………….

สำหรับเนื้อหาดังกล่าว...ที่เว็บไซต์ผู้จัดการนำมาลงเมื่อเวลา 19:23 น. มีรายละเอียดดังนี้...

พาดหัวข่าว : กึ๋นของ “ปลื้ม” มีอยู่แค่ไหน? พิสูจน์รอยหยักในสมองได้ที่นี่!

โปรยข่าว : ปลื้ม - ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล เปิดตัวตนและภูมิปัญญา ว่า คับแคบ-กว้างขวาง ตื้นเขิน-ลึกซึ้ง เพียงไร เหยียดคนกรุงเทพฯ “ไม่ฉลาด” ที่เลือก รสนา โตสิตระกูล เป็น ส.ว.เปรียบ กทม.เป็นเมืองฝ่ายซ้าย เหมือนเกาหลีเหนือ คิวบา โบลิเวีย หญิงเหล็กโต้กลับ หูตาคับแคบ ยกคำหม่อมอุ๋ย สอน “อย่าเดินตามก้นฝรั่ง”

เนื้อหา :ข้อเขียนจากคอลัมน์ Anchorman โดย ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล หน้า 11 หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551 เรื่อง Rosana Tositrakul , are you kidding me ?

ผมเคยเชื่อว่า กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีอัตราส่วนของผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่มีการศึกษาและความรับรู้ทางการเมือง ต่อ ผู้ที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองสูงที่สุดในประเทศ แต่อัตราส่วนนี้ อาจไม่สูงเสียแล้ว หากดูจากผลเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา

Imageนอกเหนือจากเป็นเมืองที่เชื่อกันว่า มีผู้ลงคะแนนที่ “ฉลาด” ในเรื่องการเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก กรุงเทพฯอาจไม่ต่างไปจาก เวเนซุเอลา เกาหลีเหนือ คิวบา โบลิเวีย และประเทศที่เป็น “ซ้าย” ในโลกนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง ที่ว่า รสนา โตสิตระกูล นักเคลื่อนไหวทางสังคม และผู้อ้างว่า เป็นตัวแทนของผู้บริโภค ได้ชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 743,397 คะแนน หรือ 49.78% ของผู้มีสิทธิออกเสียง ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรก ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

การที่ กรุงเทพฯ เลือกวุฒิสมาชิกได้เพียงคนเดียว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสำคัญกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง จะได้เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของคนกรุงเทพฯในสภาสูงที่ทรงอิทธิพล

ทำไม ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า

อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นตัวแทนของชนชั้น นักลงทุน และค่านิยมเศรษฐกิจเสรี ขณะที่ นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นตัวแทนของชุมชนศิลปะและการบันเทิง เช่นเดียวกับ มานิต วิทยาเต็ม ในฐานะอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นตัวแทนของข้าราชการที่มีประสบการณ์ ในฝ่ายกฎหมาย และยังมีอีกหลายๆ คน ที่มีประสบการณ์และความสำเร็จที่โดดเด่น

แทนที่จะได้คนเหล่านี้เป็นตัวแทน เรากลับได้ใครบางคน ซึ่งเชื่อได้ว่า จะขัดขวางกฎหมายที่สนับสนุนการลงทุน และธุรกิจ สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสถาบัน คอยจ้องจับผิด คนที่มีเหตุผลที่เพียงแต่ทำงานหาเลี้ยงชีพ คนที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจจริง ที่พยายามสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศนี้

รสนา คือ คนที่สร้างความตกต่ำให้กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนนักลงทุนในประเทศนี้ บทบาทของเธอในการทำให้แผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ.ต้องเป็นโมฆะ ก็ชี้ชัดว่า เธอยืนอยู่ตรงไหน บนเส้นทางการพัฒนาและเศรษฐกิจ

นอกไปจากพฤติกรรมที่ไม่อาจให้อภัยได้ 2 เรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลายๆ เรื่อง การแสดงบทบาทผู้นำ ขบวนการผู้บริโภค ในนามขององค์กรต่างๆ ที่ผู้บริโภคไม่เคยมีโอกาสเข้าไปร่วมกำหนดนโยบายขององค์กรเหล่านี้ ทำให้ รสนา มีชื่อเสียงขึ้นมาว่า เป็นผู้เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว คะแนนนิยมที่เธอได้ มาจากการวิพากษ์วิจารณ์นักลงทุน และการทำให้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อ้างว่า เป็นความเสียหายของผู้บริโภค เป็นภาระของศาล

ไม่มีอะไรน่ารังเกียจไปกว่านี้อีกแล้ว ... อย่าฟ้องผม ผมรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่คุณคิดจะทำอยู่

ย้อนไปดูผลเลือกตั้ง ส.ว.ก่อนการรัฐประหาร รสนา ชนะด้วยคะแนน 118,332 เสียง เป็นที่ 4 รองจาก นิติภูมิ นวรัตน์ สมัคร สุนทรเวช และ กล้าณรงค์ จันทิก ดูจากผลการเลือกตั้งเหล่านี้ ยิ่งทำให้ผมต้องกลับมาใคร่ครวญ ถึงแนวโน้มที่สังคมไทยจะก้าวไปทาง “ซ้าย” มากขึ้น

รสนา ไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่เข้าใจคุณค่าของตลาดเสรี และลัทธิทุนนิยม เธอไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่พยายามจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของเอเชีย ถ้าจะมีที่ไหนที่คู่ควรให้เธอเป็นตัวแทน ผมนึกถึง เปียงยาง คาราคัส หรือ ฮาวานา ที่ซึ่งเธอจะได้เข้าพวกกับสาวกราอูล หรือแม้กระทั่ง Sucre หรือ Lapaz (เมืองหลวงของโบลิเวีย) ซึ่งเธอจะได้สวมชุดพื้นเมืองเต้นรำกับ Evo Morales (ประธานาธิบดีโบลิเวีย)

อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังกับคนกรุงเทพฯ ว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิลงคะแนน ที่ “ฉลาด” และพลังเงียบที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร จะเลือกคนที่สนับสนุนความเติบโต และความก้าวหน้า มากกว่า คนที่นิยมความตกต่ำ และความชะงักงัน

ผมยังหวังว่า คนกรุงเทพฯจะเลือกผู้ที่มีความเข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอปีกซ้ายที่ใช้วิธีกระจายรายได้ ด้วยการโค่นเสาหลักของระบบทุนนิยม ไม่มีวันที่จะนำผลประโยชน์ที่แท้จริงมาสู้ผู้บริโภคได้ การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯต้องปรับวิธีคิดในเรื่องการเลือกตั้งอีกมาก

************************

ส่วนข้อเขียนจาก คอลัมน์ Guest column โดย รสนา โตสิตระกูล หน้า 11 บางกอกโพสต์ วันที่ 13 มีนาคม 2551 M.L.Nattakorn Devakula, who's kidding whom ?

คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย เสรีนิยม และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี พวกเขารักความเป็นธรรม และเกลียดคอร์รัปชั่น การผูกขาดที่ไม่ยุติธรรม และการตลบตะแลง ปลิ้นปล้อน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยน และไม่ได้ทำให้เขาเป็น “ฝ่ายซ้าย” อย่างที่คุณกล่าวหา คนที่มองว่า นิสัยเช่นนี้เป็นพวกฝ่ายซ้าย ก็มีแต่พวกขวาสุดโต่งเท่านั้น คนกรุงเทพฯรู้ดีว่า ดิฉันไม่ได้ต่อต้าน ระบบตลาดเสรีที่เป็นธรรม สิ่งที่พวกเขาและดิฉันรับไม่ได้ คือ ความไร้ธรรมาภิบาลในการบริหาร และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่โปร่งใส

กฟผ.มีสินทรัพย์มูลค่าสุทธิสูงถึง 3.8 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลพยายามขายทรัพย์สินเหล่านี้ ผ่านการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าเพียง 20,000 ล้านบาท

ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างรีบเร่ง ก่อนที่จะมีการขายหุ้น คณะรัฐมนตรีมีมติว่า ท่อส่งก๊าซ ยังคงเป็นสมบัติของรัฐ และจะตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานขึ้นมาควบคุม เพื่อดูแลผู้บริโภค มติครม.นี้ มีอยู่ในหนังสือชี้ชวน การเสนอขายหุ้น ปตท.อีก 1 ปีต่อมา รัฐบาลทักษิณ ยกเลิกมติครม.นี้ ทำให้ ปตท.ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติของชาติ นักลงทุนที่มีใจเป็นธรรม จะเห็นด้วยว่า นี่คือการขโมยในรูปแบบหนึ่ง

ในการต่อสู้คดีคอร์รัปชั่นทางนโยบาย ดิฉันไม่เคยใช้การประท้วงบนท้องถนน มีแต่พึ่งพาศาลยุติธรรม ให้วินิจฉัยตามสิทธิตามกฎหมาย และความชอบธรรม ในฐานะพลเมืองผู้เสียภาษีและสำนึกในหน้าที่ของตนเอง ดิฉันขอถามคุณว่า ความพยายามเรียกร้องเอาทรัพย์สินสาธารณะคืนมานั้น เป็นการบ่อนทำลายพื้นฐานของเศรษฐกิจ หรือว่า เป็นการสร้างเสริม หลักธรรมาภิบาล หลักแห่งกฎหมาย และความมีเสถียรภาพในระยะยาว กันแน่

เมื่อเร็วๆ นี้ นักการธนาคารที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ตลาดหุ้น และอนาคตของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่แต่กับ จีดีพี (ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ) เท่านั้น

คุณพ่อของคุณ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้พูดถึง ข้อบกพร่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยไม่ระมัดระวัง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ว่า “ตลาดเสรีที่ปราศจากความพอเพียง จะไปไม่รอด คนบางคนเดินตามทฤษฎีตะวันตก และมองว่า ความคิดเรื่องความพอเพียง เป็นอุปสรรคต่อความเติบโตของเศรษฐกิจ-ซึ่งไม่จริง-ในทางตรงกันข้าม ปรัชญาความพอเพียง สร้างสมดุลของการเติบโต ทำให้การเติบโตยั่งยืน และเป็นหลักประกันความผาสุกของประชาชน และปกป้องสิ่งแวดล้อม”

สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างไปจากจุดยืนในเรื่องเศรษฐกิจของดิฉัน พูดให้ชัด ก็คือ ดิฉันเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกท่านหนึ่ง ซึ่งหวังที่จะเห็นระบบทุนนิยมเสรี ทำงานควบคู่ไปกับความพยายามอย่างจริงจัง ในการกระจายความมั่งคั่งให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 70% ที่เป็นคนยากจน

ความคิดแบบนี้หรือ ที่เรียกว่า คิดแบบ เปียงยาง หรือ ฮาวานา ที่คุณโจมตีดิฉัน ประเทศอื่นๆต่างก็มีระบบเศรษฐกิจในแบบของตน ซึ่งดิฉันยอมรับว่า ไม่สามารถอธิบายในรายละเอียดได้ แต่เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นในทางดูถูกเหยียดหยาม เราควรเปิดใจกว้าง เพื่อนำไปสู่การเคารพในความแตกต่างทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งอาจจะชักนำพวกเขาให้พัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใช้อยู่ให้ดีขึ้น เหมือนกับประเทศของเราที่ได้พัฒนาระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับค่านิยมทางสังค มและวัฒนธรรมของเรา

มันไม่สำคัญหรอกที่จุดยืนทางการเมืองและเศรษฐกิจของดิฉัน จะเหมือนกับประเทศอื่นหรือไม่ ดิฉันเชื่อว่า มันเป็นจุดยืนเดียวกับคนกรุงเทพฯที่ลงคะแนนให้ดิฉัน

คุณเป็นคนหนุ่มที่มีการศึกษาดี ถ้าคุณจะลองมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองของคนอื่นบ้าง คุณอาจจะรู้จักกรุงเทพฯได้ดีขึ้น และมันจะช่วยเยียวยาอาการอกหักทางการเมืองได้บ้าง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณดูหมิ่นดิฉันผ่านคอลัมน์นี้ แน่นอนว่า ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง โดยการฟ้องคุณในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ดิฉันเป็นคนไทยที่ได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยคำสอนของขงจื๊อ ดิฉันระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษของคุณ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรปการณ์ และ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรทัย อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ผู้เป็นแนวหน้าของชนชั้นนำแห่งสังคมไทย ในการปลดแอกสยามจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่เจ้าอาณานิคมตะวันตกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมเศรษฐกิจ และระบบศาลไทย ตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ทำให้ดิฉันอดกลั้นที่จะไม่ทำสิ่งใดๆ อันจะทำความเสียหายต่อตระกูลที่โดดเด่น ซึ่งได้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ดิฉันอยากแนะนำคุณว่า ก่อนจะแสดงความคิดเห็นใดๆ ควรคิดให้ถี่ถ้วนและปรึกษาหารือกับคนอื่นให้มากกว่านี้ โดยเฉพะอย่างยิ่ง ถ้าคุณจะแสดงการดูหมิ่นดูแคลนต่อคำพิพากษาของศาลปกครอง ต่อการลงคะแนนของเพื่อนชาวกรุงเทพฯของคุณ และต่อประชาชนของประเทศอื่นๆ

ส่วนตัวดิฉันเองนั้น หลังจากทำงานสาธารณะมา 30 ปี ดิฉันมีจุดยืนที่มั่นคงในสังคม และมีความอดทนพอที่จะค้นหาสาระในข้อเขียนของคุณให้เจอ

……………………………….
สำหรับเนื้อหาดังกล่าว...ที่เว็บไซต์มติชน นำมาลงเมื่อเวลา 18:25:13 น. มีรายละเอียดดังนี้...

พาดหัว : วิวาทะเดือด!'หม่อมปลื้ม'ปะทะ'รสนา'ว่าด้วยคนกรุงเทคะแนนเลือกเป็น ส.ว.

โปรยข่าว : ต่อไปนี้เป็นบทความของม.ล.ณัฏฐกร เทวกุลหรือ'ปลื้ม' เขียนถึงน.ส.รสนา โตสิตระกูล กรณีได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อเร็ว ๆ นี้ ขณะที่ฝ่ายหลังหลังแสดงทัศนะโต้ตอบอย่างเผ็ดร้อน ในคอลัมน์'บทวิเคราะห์และความคิดเห็น'หน้า 11 ของหนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551

เนื้อหา : มีดังนี้

บทความของม.ล.ณัฏฐกร เทวกุล
รจนา โตสิตตระกูล,'คุณล้อผมเล่นหรือเปล่า'?

ผมชอบคิดถึงกลุ่มคนชั้นสูงของเมืองหลวง สถานที่ที่ผมเชื่อว่า มีอัตราสูงสุดของผู้ใช้สิทธิของชนกลุ่มมีการศึกษา ไปจนถึงคนหลายกลุ่มที่หลากหลายทางการเมือง แต่ทว่าอัตราของผู้ใช้สิทธิของกลุ่มดังกล่าวไม่ได้สูงอีกต่อไป เมื่อพิจารณาจากการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา ถ้าไม่นับการเป็นสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งผู้ใช้สิทธิ'กลุ่มฉลาด'ที่ตระหนักถึงการเมืองส่วนใหญ่ของทั้งหมด

บางทีค่านิยมที่แท้จริงของคนกรุงเทพอาจจะเหมือนกับเวเนซูเอล่า, เกาหลีเหนือ, คิวบา, โบลิเวีย และประเทศฝ่ายซ้ายอื่น ๆ ในโลกนี้

และนี่คือข้อเท็จจริง นางรสนา นักกิจกรรมสังคม และผู้ที่อ้างตัวเป็นตัวแทนกลุ่มประชาชนผู้บริโภค ได้คะแนนเสียง 743,397 เสียง หรือ 49.78 % จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ซึ่งในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

การที่คน ๆ เดียวจะกลายเป็นผู้แทนคนเดียวของกทม.จึงทำให้การเลือกตั้งเช่นนี้มีความหมาย มากกว่าที่เคย เพราะเท่ากับผู้ชนะจะกลายเป็นวุฒิสมาชิกหนึ่งเดียวที่เป็นตัวแทนคนทั้งกทม.นั่งอยู่ในสภาทรงอิทธิพลของส.ว.ทั้งหมด

แน่นอน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผลเลือกตั้งที่ออกมาจึงเป็นเรื่องน่าเศร้า ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นตัวแทนของคนกลุ่มนักลงทุนและคนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจตลาดเสรี ส่วนนายนิติพงษ์ ห่อนาค เป็นตัวแทนของคนกลุ่มบันเทิงและศิลปิน

ขณะที่นายมานิต วิทยาเต็ม อดีตตุลาการ (ความจริงนายมานิตย์ วิทยาเต็มเป็นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนุญ-ผู้แปล) เป็นคนกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ ซึ่งในที่นี้มาจากภาคกฎหมาย คนเหล่านี้เป็นหัวแถวของคนที่มีพื้นเพเดียวกัน และคนที่ประสบความสำเร็จ

แต่แล้ว เรากลับได้คนที่เชื่อได้ว่าจะปิดกั้นกฎหมายสนับสนุนธุรกิจ-สนับสนุนการลงทุน สร้างอุปสรรคขัดขวางต่อกระบวนการอันราบรื่นของการแก้ไขกฎหมายจำนวนมากที่จำเป็น และท้ายที่สุดแต่ไม่ใช่สิ่งสุดท้าย ก็คือ การเป็นเสียงที่ไร้ค่าของคนที่มีเหตุผลที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ และการเป็นคนที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอันแท้จริงที่พยายามจะนำการเติบโตทางเศรษฐกิจคืนมาสู่ประเทศ

นางรสนาเกือบเป็นคนผู้เดียวที่นำความล่มสลายมาให้แก่บริษัทปตท.บริษัทที่ ประสบความสำเร็จที่สุดของเมืองไทย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจและความยินดีของกลุ่มนักลงทุนในประเทศ บทบาทของเธอในการเรียกร้องให้การเข้าตลาดหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ ไทยถูกประกาศเป็นโมฆะได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เธอต่อสู้กับวิถีของการพัฒนาและเศรษฐกิจต่าง ๆ ในรูปแบบไหน

สิ่งที่ไม่น่าอภัยเหมือนการกระทำสองครั้งในอดีตก็คือ การมีคนจำนวนมากขึ้น ที่กำลังทำสงครามในนามของผู้บริโภค ซึ่งเป็นตัวแทนของจากองค์กรที่ไม่เคยมีโอกาสได้มีบทบาทบริหารนโยบายของหน่วยงานเหล่านี้ ได้เลือกนางรสนาให้มีชื่อเสียงอย่างมากในทุกวันนี้ มันได้สร้างชื่อเสียงให้เธอสู่แถวหน้าของบรรดาผู้ที่สละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ

และจริง ๆ แล้ว ความนิยมจำนวนมากที่เธอได้รับมาจากการสนับสนุนของนักลงทุนและตุลาการที่ต้อง เกี่ยวข้องกับคดีมากมายที่เกี่ยวกับการร้องเรียนของผู้บริโภคสารพัด ถือเป็นสิ่งที่ได้ช่วยแผ่วทางให้เธอประสบความสำเร็จสู่การเมือง ไม่มีอะไรที่จะน่าเกียจกว่านี้แล้ว อย่าฟ้องผม เพราะผมรู้แล้วว่า คุณมีแผนจะทำอะไร!

หากมองย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกยุคก่อนรัฐประหาร นางรสนาเคยได้รับคะแนนถึง 118,338 คะแนน ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นผู้สมัครที่มีคะแนนสูงเป็นอันดับสี่ เชื่อไหมว่าเธอมีคะแนนแพ้แค่นิติภูมิ นวรัตน์, สมัคร สุนทรเวช และกล้านรงค์ จันทิก ยิ่งผมคิดถึงผลคะแนนทั้งหมดนี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้เริ่มผมทำให้ต้องนึกถึงศักยภาพอันแท้จริงของความเป็นซ้ายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในสังคมนี้

นางรสนาไม่ได้เป็นตัวแทนของคนกรุงที่เข้าใจถึงเรื่องตลาดเสรีและทุนนิยม เธอไม่ควรจะเป็นตัวแทนของเมืองที่พยายามจะเป็นแหล่งลงทุนขนาดใหญ่ของเอเชีย หากมีเมืองที่เธอควรจะได้เป็นผู้แทน ผมคิดว่าน่าจะเป็นพวกกรุงเปียงยาง (เมืองหลวงเกาหลีเหนือ) หรือคาราคัส (เมืองหลวงเวเนซูเอลา) หรือบางทีฮาวานา (เมืองหลวงคิวบา) ซึ่งเธอสามารถจะร่วมวงกับลัทธิราอูล หรือดีกว่าคือ 'เมืองซูเคร' หรือ'กรุงลาปาซ'ซึ่งเธอสามารถสวมชุดพื้นเมืองเพื่อเต้นรำร่วมกับนายอีโว โมลาเรซ (ผู้นำโบลิเวีย) ได้

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ผมยังคงตั้งความหวังกับกรุงเทพ เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ผู้ใช้สิทธิกลุ่ม'ฉลาด'และคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นพลังเงียบแท้จริง จะเลือกคนที่เอื้อต่อการเติบโตและความก้าวหน้า มากกว่าเลือกการปฎิเสธ และการถดถอย การตั้งความหวังที่สูงกว่าหมายถึงการเลือกใครบางคนที่เข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอฝ่ายซ้ายที่ต้องการกระจายรายได้ด้วยการล้มเศรษฐกิจทุนนิยม จะไม่มีวันสร้างผลประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภค และผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ (2 มีนาคม 2551) ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ยังมีที่ว่างของการปรับปรุงแก้ไขที่จะต้องเกิดขึ้นบนฐานความรู้สึกของผู้ใช้ สิทธิกทม.

**************************
บทความของ'นางรสนา โตสิตระกูล'
ม.ล.ณัฏฐกร เทวกุล,'ใครล้อใครเล่น'?

Imageชาวกรุงเทพส่วนใหญ่สนับสนุนประชาธิปไตยสายกลางและเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี พวกเขารักความยุติธรรมและเกลียดการคอรัปชั่น, การผูกขาดที่ไม่ยุติธรรม และพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป หรือทำให้พวกเขาเป็น'พวกซ้าย'เหมือนที่คุณอ้าง มีคนเดียวที่จะมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องซ้ายได้ก็คือพวกขวาจัด

ชาวกรุงเทพรู้ว่า ดิฉันไม่ได้ต่อต้านเศรษฐกิจตลาดเสรีที่เป็นธรรม แต่สิ่งที่พวกเขาและดิฉันไม่อาจทนได้ก็คือ ธรรมาธิบาลที่แย่และข้อตกลงแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีเบื้องหลังซ่อนเร้น

มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลกลับพยายามขายมันทางตลาดหุ้นด้วยมูลค่าหุ้นเพียง 20,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ถูกขึ้นบัญชีเข้าตลาดหุ้นอย่างเร่งรีบ ก่อนที่จะมีการเสนอขายต่อสาธารณะ รัฐบาลได้ผ่านมติให้ท่อก๊าซสามารถยับยั้ง และให้มีการตั้งหน่วยงานกำกับดูแลขึ้นมา เพื่อช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค หนึ่งปีต่อมา รัฐบาลทักษิณกลับยกเลิกมติดังกล่าว และให้บริษัทปตท.ได้สิทธิในสิ่งที่ควรจะเป็นทรัพย์สินของชาติ นักลงทุนที่มีใจเป็นธรรมจะเห็นด้วยว่า นี่เป็นรูปแบบของการปล้น ในการต่อสู้กับคดีคอรัปชั่นเชิงนโยบายเหล่านี้ ดิฉันไม่เคยใช้การชุมนุมบนท้องถนน แต่ใช้การพึ่งอำนาจศาลเพื่อตัดสินสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรมตามกฎหมาย ดิฉันขอถามคุณบ้าง ในฐานะประชาชนที่เสียภาษี ความพยายามที่อ้างเอาทรัพย์สินของประชาชน มันทำลายฐานของเศรษฐกิจหรือไม่ หรือมันได้ซึมซับเข้าใจถึงธรรมาภิบาลอันดี กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย และความมั่นคงในระยะยาวหรือเปล่า

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายธนาคารที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งบอกว่า เมืองไทยไม่ใช่แค่ตลาดหุ้น และอนาคตของประเทศก็ไม่ได้พึ่งแต่เฉพาะตัวเลขจีดีพี คุณพ่อของคุณเอง ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ ยังได้ฝากมุมมองถึงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังไว้เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2549 ว่า 'ตลาดเสรีที่ปราศจากความพอเพียงจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ คนที่ทำตามทฤษฎีตะวันตก และมองว่าหลักการความพอเพียงเป็นสิ่งคุกคามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ตรงกันข้าม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะถูกใช้เป็นเครื่องสร้างความสมดุลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างความพอเพียง และรับประกันว่าความผาสุกของผู้คนและสิ่งแวดล้อมจะได้รับการคุ้มครอง

นี่เป็นสิ่งที่คล้ายกับจุดยืนทางเศรษฐกิจของดิฉัน จริง ๆ ดิฉันมีมุมมองเหมือนดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติผู้ล่วงลับ ที่ปรารถนาจะเห็นกลไกของทุนนิยมตลาดเสรี เดินไปพร้อมกับความพยายามอย่างจริงจังในการกระจายความมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อให้ประโยชน์แก่ประชากรกว่า 70% ที่ยังคงยากจน

นี่เป็นวิถีคิดแบบเปียงยางหรือฮานาวาที่คุณประณามดิฉันหรือเปล่า? ประเทศอื่น ๆ ล้วนมีระบบเศรษฐกิจของตัวเอง ดิฉันต้องสารภาพว่า ไม่ค่อยรู้รายละเอียดลึกมากมาย หรือรู้ว่าพวกเขาพัฒนาเศรษฐกิจกันอย่างไร แต่เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นอย่างดูถูก เราควรจะบ่มเพาะทัศนคติของการใช้ขันติ เพื่อให้เราสามารถยอมรับความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม และมันไม่สำคัญว่า จุดยืนของดิฉันจะเหมือนกับประเทศอื่นหรือไม่ แต่ดิฉันเชื่อว่าจุดยืนของดิฉัน สอดคล้องกับของคนกรุงเทพที่ใช้สิทธิเลือกดิฉัน

คุณเป็นคนหนุ่มมีการศึกษาดี หากคุณพยายามมองสิ่งอื่น ๆ จากมุมมองของคนอื่นแล้ว คุณก็อาจจะเข้าใจคนกรุงเทพยุคใหม่ดีขึ้น และมันจะดีกว่าการที่คุณต้องรู้สึกหดหู่กับการเมือง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณดูถูกดิฉันในคอลัมน์ของคุณ และแน่นอน ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงด้วยการฟ้องหมิ่นประมาทคุณ แต่ในฐานะคนไทยที่ถูกเติบโตกับมาวัฒนธรรมขงจื้อ ดิฉันเคารพในบรรพบุรุษของคุณ ซึ่งเคยเป็นหัวหอกของกลุ่มบุคคลหัวแถวของประเทศที่พยายามจะปลดปล่อยประเทศสยามจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ถูกใช้โดยมหาอำนาจล่าอาณานิคม ที่ต้องการจะควบคุมเศรษฐกิจไทยและระบบตุลาการตลอดยุคสมัยของรัชกาลที่ 5, 6 และรัชกาลที่ 7 ดังนั้น ดิฉันจะระงับการกระทำใด ๆ ที่จะสร้างความผลกระทบแก่ครอบครัวที่มีชื่อเสียง ที่ทำประโยชน์อย่างมากแก่ประเทศไทย

ดิฉันอยากจะแนะนำให้คุณคิดให้ลึกซึ้ง และปรึกษาคนให้เยอะ ๆ ก่อนจะแสดงความคิดเห็นออกมา โดยเฉพาะหากคุณไม่ได้แสดงการดูถูกต่อการตัดสินของศาลปกครอง, การใช้สิทธิของเพื่อนชาวกรุงเทพของคุณและประชาชนของประเทศอื่น ในฐานะตัวดิฉันเอง หลังจากที่เคยทำงานให้แก่สาธารณะมากว่า 30 ปี ดิฉันได้บรรลุแล้วซึ่งตำแหน่งที่มั่นคงทางสังคม และมีความอดทนที่รับฟังความเห็นที่คุณเขียนออกมา

//thaiinsider.info/portal/content/view/6969/59/




 

Create Date : 14 มีนาคม 2551    
Last Update : 14 มีนาคม 2551 0:30:26 น.
Counter : 377 Pageviews.  

บทความประชดสื่อออนไลน์ManagerและทีวีดาวเทียมASTV

ในที่สุดกระืทู้โดนใจคนเกลียดสื่ออย่างManager on li(n)e ก็โดนมือที่มองไม่เห็นแจ้งลบเป็นที่เรียบร้อยไปแล้วครับ เลยถือโอกาสทำสำเนาลงBlogซะเลย จะได้แจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่าแทรกสื่อของจริงมันเป็นอย่างนี้นี่เอง
กำลังสงสัยอยู่ว่าถ้าไม่โดนลบซะก่อนมันจะอยู่ยั่งยืนยงเหมือนกระทู้คุณหงิกที่ตั้งโดย2.4ประจำราชดำเนินอย่างคุณtkl1982นั้นหรือเปล่า??

ดิฉันชอบอ่านหนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการ”ค่ะ

ถือได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นสื่อที่อัพเดตข่าวสารได้รวดเร็วทันใจ เป็นกลางไม่บิดเบือน...สักครั้งเดียวก็ไม่เคยที่จะแสวงหาประโยชน์เข้าตัวเอง ถือได้ว่าหายากค่ะกับสื่อสมัยนี้ แต่ดิฉันก็ต้องร้อนรุ่มค่ะ เมื่อพบว่าหลายๆคนในพันทิปพากันรังเกียจหนังสือพิมพ์ที่มีคุณภาพคับคั่งฉบับนี้ เหตุอันมาจากการเข้าใจผิด

ตัวอย่างเช่น มีน้องบางคนในห้องเฉลิมกรุง ที่กำลังเดือดเนื้อร้อนใจเพราะถูก “ผู้จัดการ”ขโมยผลงานไปตีพิมพ์อย่างหน้าด้านๆ ดิฉันอยากบอกว่า เป็นสิ่งที่ดีแล้วที่เราได้รับเกียรติจากหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ยอดขายเป็นสิบๆล้านฉบับต่อวัน แสดงว่างานเขียนของเราไม่ธรรมดา จงภูมิใจค่ะ แล้วการที่ทาง “ผู้จัดการ” ไม่ให้เครดิตเรานั่นก็เป็นเพราะว่า เขามีธรรมภิบาลพอที่จะปกป้องชื่อเสียงของเราในกรณีมีการผิดพลาดอะไรขึ้นมาเราจะได้ไม่เดือดร้อน...ไม่ใช่เพราะความมักง่ายเห็นแก่ตัวและหน้าหนานะคะ อย่าเข้าใจผิด

แล้วนี่ก็ไม่ใช่แค่ครั้งแรกนะคะ ที่ “ผู้จัดการ” แสดงพฤติกรรมเยี่ยงนี้ เพราะเมื่อก่อนเขาก็เคยได้นำผลงานจากห้องกล้องของพันทิปไปลงอย่างหน้าตาเฉย แถมใส่คำว่า MGR เป็นลายน้ำอย่างหน้าไม่อาย พอเจ้าของผลงานมาตั้งกระทู้ถามความเป็นธรรม ทาง”ผู้จัดการ”ก็ได้ตอบกลับอย่างไม่อายผีอายสางว่าได้ซื้อต่อมาอีกที...ทั้งๆที่เจ้าของภาพก็ยัง งง ค่ะว่า ขายไปตอนไหน ดิฉันปลาบปลื้มจนน้ำตาไหลเลยค่ะ ที่เรามีสื่อดีๆอย่างนี้ในบ้านเมืองที่มักจะฉกฉวยเอาผลงานของคนอื่นไปเป็นของตัวเอง นับว่าเป็นสื่อที่เปิดกว้างมากๆ

ส่วนในกรณีที่หลายๆคนบอกว่า “ผู้จัดการ” ชอบแปลข่าวผิดบ่อยๆนั้น ดิฉันไม่อยากให้เรามองว่าทางพนักงานของเขาความรู้ต่ำนะคะ เพราะบทความแต่ละชิ้นที่เขียนหรือแปลจะต้องผ่านการตรวจสอบจากกองบรรณาธิการและพิสูจน์อักษรอีกครั้ง...ถ้าหากผิดเพราะความรู้ต่ำ...ก็คงจะต่ำกันทั้งกองล่ะค่ะ ดังนั้นเป็นไปไม่ได้แน่ๆ ดิฉันคิดว่าที่แปลผิดอาจจะเป็นเพราะความรีบร้อนในการอัพเดตข่าวมากกว่า อยากที่บอกล่ะค่ะ วันๆมีคนอ่านเป็นสิบๆล้านคน จะทำเชื่องช้าปราณีตนักก็ไม่ได้ แล้วทาง”ผู้จัดการ”อาจจะคิดว่าพวกเราไม่ค่อยมีความรู้มากนักก็ได้ จึงแปลส่งๆไปอย่างนั้น

คอลัมน์ที่ดิฉันชอบอ่านมากที่สุดและถือว่าเป็นหน้าเป็นตาแก่ “ผู้จัดการออนไลน์” ที่สุดคงไม่พ้นบีบหัวสิวของซ้อค่ะ วันๆไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้ว ต้องคอยคลิ๊กเข้าไปอ่าน แล้วแข่งกันค่ะ ว่าใครจะได้คอมเมนต์เป็นคนแรก ถือว่าเป็นคอลัมน์ที่ลึกมาก เพราะใครเย่อกับใคร ใครไปบ๊วบกับใคร เราสามารถรู้ได้หมด แล้วก็ยังถือได้ว่าเป็นจริง 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่บิดเบือน อ่านเสร็จแล้วสามารถเอามานั่งเมาธ์ได้เป็นวันๆอีกค่ะ...นี่ขนาดข่าวดารายัง นำเสนออย่างซื่อสัตย์ขนาดนี้ ข่าวนักการเมืองไม่ต้องพูดถึงค่ะว่าจะเที่ยงตรงขนาดไหน---ดีใจจริงๆค่ะที่เรามีสื่อแบบนี้มาคอยเป็ยามเฝ้าแผ่นดิน

ดังนั้นดิฉันจึงอยากวิงวอนทุกคนนะคะ ว่าอย่ารังเกียจหนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการ”เลย ในยุคสมัยนี้เราจะหาสื่อที่เป็นตัวของตัวเองมาก จนลืมคำว่ามารยาทและสมบัติผู้ดี ถึงขั้นจิกเรียกคนเป็นรัฐมนตรีว่า “เจ๊” อย่าง ผู้จัดการคงหาไม่ได้แล้ว เรื่องที่ผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ เราก็ช่วยลืมๆไปเถอะค่ะ เดี๋ยวเขาเกิดประกาศปิดตัวเองขึ้นมา(แต่ดูจากพฤติกรรมที่ผ่านๆมาคงคิดว่ายาก)แล้วดิฉันจะหาหนังสือพิมพ์ดีๆที่ไหนมาอ่านล่ะคะ

ดิฉันร้อนใจมากค่ะ ที่ดูASTVไม่ค่อยได้

ถือว่าเป็นช่องโปรดของดิฉันก็ว่าได้ค่ะ ดูทุกวันติดกันทั้งครอบครัว...ถึงแม้จะเป็นช่องที่ยิงสัญญาณมาจากสิงค์โปร์ ซึ่งผิดกฎหมายเต็มๆ ...แต่ศาลท่านก็คุ้มครองค่ะ การนัดไต่สวนก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก แต่ก็ดีค่ะช่องที่ดิฉันรักจะได้อยู่ไปอีกนานๆ...แล้วที่สำคัญตอนนี้พวกคน ASTV เขาก็ชักจะพูดได้เต็มปากเต็มคำไม่อายผีอายสางแล้วค่ะ...ว่าเขาไม่ใช่ช่องเถื่อน...ดิฉันดีใจด้วยจริงๆค่ะ

แต่ตอนนี้ดิฉันกลุ้มใจมากค่ะ เพราะช่อง ASTV สัญญาณเสียตลอด ดูๆอยู่ภาพก็กระตุกบ้าง หรือหยุดชะงักบ้าง หน้าสวยๆของคุณอัชลีพร (ขวัญใจป้าอ้วนโรงงาน) เลยออกมาแปลกๆดูไม่ค่อยได้ ดิฉันเซ็งมากค่ะ บางทีเสียงก็ขาดหายไปดื้อๆ เลยตามที่อาจารย์เจิมศักดิ์ (เป็นครูบาอาจารย์แต่โดนคดีหมิ่น)ไม่ค่อยทัน หงุดหงิดมากๆค่ะ เปลี่ยนช่องไปดูสงครามนางฟ้าที่ช่อง 5 ก็ยังไม่หายเซ็ง ไม่รู้เป็นอะไรนะคะ ฟังที่อาจารย์เจิมศักดิ์พูดแล้วสนุกกว่าดูละครน้ำเน่าอีก


วันนี้ปริศนาไขกระจ่างแล้วค่ะ เพราะทางช่อง ASTV ได้ออกประกาศถึงสาเหตุของคลื่นสัญญาณล่ม(ประมาณว่า)

“เนื่องจาก ASTV เป็นช่องที่นำเสนอความจริงในทุกด้านๆ ดังนั้นระหว่างออกอากาศจึงถูกสัญญาณรบกวนทำให้ภาพกระตุก เสียงขาดหาย จึงขอเสนอวิธีแก้ไขเบื้องต้น ดังนี้ ให้ปิดกล่องรับสัญญาณ ชักปลั๊กออก จากนั้นจึงเสียบสายไฟใหม่แล้วเปิดกล่องรับสัญญาณอีกครั้ง บลา บลา บลา”

ต๊าย นี่ถ้าไม่ใช่ ASTV ก็คงคิดไม่ได้หรอกค่ะว่าโดนคลื่นอื่นมารบกวน และถึงไม่เอ่ยชื่อตรงๆ พวกเราสาวก ASTV ซึ่งฉลาดๆทั้งนั้นก็เดาได้ค่ะ ว่าเป็นฝีมือใคร...แต่ดูจากวิธีที่นำมาให้เปิด-ปิดเครื่องใหม่ ดิฉันรู้สึกว่ามันเป็นการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่เกี่ยวกับความเสียหายของอุปกรณ์รึเปล่า---แต่คงไม่หรอกมั้งคะ ดิฉันเสียค่าติดตั้งเป็นพันๆ เขาคงไม่ให้ของห่วยๆมาหรอกค่ะ เพราะช่องเขาคุณภาพขนาดนั้น

ยังไงก็ฝากพวกแฟนคลับพลังประชาชนอย่างพวกคุณไปบอกกับรัฐบาลด้วยนะคะ ว่าอย่าใช้วิธีการแบบนี้ รายการของ ASTV ถ้าจะปิดตัวก็ต้องปิดด้วยตัวเอง(ยกเว้นศาลสั่ง) ไม่มีทางหรอกค่ะ...ครั้งเดียวก็ไม่เคยที่จะแกล้งปิดตัวเองแล้วโทษว่า โดนนายกฯ (คนเก่า) ปิดกั้นสื่อ---นิสัยต่ำๆอย่างนั้นไม่เคยปรากฎในหมู่พวกเราค่ะ

จากคุณ sidd (สาวก ASTV)

จากคุณ : สวยสงบตบเมื่อจำเป็น - [ 4 มี.ค. 51 21:33:51 A:117.47.36.187 X: ]




 

Create Date : 12 มีนาคม 2551    
Last Update : 12 มีนาคม 2551 16:33:30 น.
Counter : 324 Pageviews.  

ข้อเท็จจริงเรื่องสัญญาณASTVถูกป่วน

ข้อความที่เขาให้สัมภาษณ์นี้
"ทั้งนี้ บริษัท เอสอีเอส เมอริคอม ซึ่งดูแลการส่งสัญญาณดาวเทียม เอ็นเอสเอส 6 ที่เอเอสทีวีใช้บริการอยู่ ได้ยืนยันข้อมูลทางด้านวิศวกรรมว่า มีการส่งสัญญาณความถี่ที่สูงกว่าเข้าไปในย่านความถี่ที่เอเอสทีวีใช้ออกอากาศอย่างเฉพาะเจาะจง"

และรูปสัญญานที่เขาแสดงไว้
ที่มีคลื่นสัญญาน 2 ลูกอยู่ชิดติดกันแต่ไม่ซ้อนกัน
(ลูกหนึ่งน่าจะเป็นของASTV ส่วนอีกลูกเป็นสัญญานใกล้เคียง)

วิเคราะห์ได้ดังนี้

1) ถ้าสัญญานไม่ได้มาจาก ดาวเทียมเอ็นเอสเอส 6 ที่เอเอสทีวีใช้บริการอยู่เอง
ก็ต้องมาจากดาวเทียม ที่ลอยอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับ ดาวเทียมดวงนี้
สัญญานจึงจะเข้าหัวรับของจานรับสัญญานได้
เท่าที่ลองหาดูมีดาวเทียม INSAT 4B ซึ่งมีคนอินเดียคุยกันว่า
ลองรับสัญญาน ทั้งสองดาวเทียม โดยปรับจานให้อยู่ระหว่างกลางพอรับได้
แต่ไม่เห็นพูดว่าสัญญานกวนกันแต่อย่างใด

2) คลื่นสัญญาน 2 ลูกอยู่ชิดติดกัน เป็นเรื่องปรกติในการส่งสัญญาน
เนื่องจากภาพเล็กดูไม่ออกว่า มันมีย่านความถี่ห่างกันตามมาตฐานหรือไม่
แต่มันก็ไม่ได้ซ้อนกัน จึงไม่น่าจะสรุปว่าเป็นเหตของการรบกวน

ถ้าหากว่ามีผู้ตั้งใจส่งสัญญานรบกวน ก็น่าจะส่งความที่ความถี่ทับซ้อนเสียเลย
เพราะการส่งรบกวน ต้องส่งจากดาวเทียมข้างๆ ที่สัญญานมีโอกาสเข้าเครืองรับน้อยอยู่แล้ว
ถ้าความถี่ไม่ตรงอีก การรบกวนย่อมเป็นไปไม่ได้

3) ผอ.ฝ่ายเทคนิค เอเอสทีวี บอกว่า
"เอสเอส 6 นั้นใช้แพร่ภาพสำหรับสถานีโทรทัศน์หลายช่อง เช่น ดีเอ็มซี หรือ ธรรมกายทีวี
ช่อง เอเอฟ 4 หรือ ช่องของกองทัพอากาศ แต่ช่องความถี่ของสถานีอื่นไม่ถูกรบกวน"

เสิร์ชพบว่า มีทีวีหลายช่องจริง และเป็นการส่งที่ความถี่เดียวกัน ( ลูกคลื่นเดียวกัน)
( ระบบดิจิตอลสามารถส่งทีวีหลายช่องรวมกันบนความถี่เดียวกันได้)
ถ้าหากมีการรบกวน ช่องเหล่านี้ต้องถูกรบกวนพร้อมกันหมด ไม่สามารถรบกวนช่องเดียวได้

สรุป ว่า ไม่น่าจะเกิดการรบกวนสัญญานที่ส่งลงมาจากดาวเทียม NSS6
ซึ่ง ผอ ฝ่ายเทคนิคของASTV น่าจะรู้ หรือวิเคราะห์ได้

4) การรบกวนที่เป็นไปได้ อีกจุดคือตอนที่ASTV ส่งสัญญานไปฮ่องกง
แต่ถ้าเป็นที่จุดนี้ ทางสนานีที่ฮ่องกงจะต้องเห็นและแก้ไขแล้ว
อีกทั้ง ผอ เทคนิค ที่ให้ข่าวก็ไม่ได้พูดถึงปัญหาที่จุดนี้(ซึ่งตรวจสอบได้ง่าย)
จึงตัดประเด็นนี้ไป

สรุปรวม ว่า น่าจะเป็นการสร้างข่าว หรือ สร้างเรื่อง มากกว่าที่จะเป็นจริง

ปรกติ จาน KU BAND ขนาดเล็ก จะไม่สามารถรับสัญญาน ขณะที่มีเมฆฝนหนาๆ และขณะมีฝนตกหนัก

เมื่อ 3-4 วันก่อน และช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน มีฝนตกหนักอยู่พักหนึ่ง
แน่นอนว่า ต้องมีบางช่วงเวลา ที่จะดู ASTV ไม่ได้

ชาวบ้านย่อมเข้าใจว่าสัญญานขาดหายเพราะฝนตกตามธรรมดา

แต่ถ้ามีการจุดประเด็น เรื่อง การกวนสัญญาน ก็จะทำให้ หันเหความเข้าใจไปในแนวนั้นได้ง่าย เพราะไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

เพิ่มเติมอีกนิด กลับไปสังเกตภาพสัญญานที่เขาแสดงให้ดูอีกครั้ง

เห็นว่าสัญญาน2ลูกนั้น มีขนาดความสูงเท่ากันเลย จึงต้องมาจากดาวเทียมดวงเดียวกันแน่นอน คือมาจาก NSS6 ทั้งสองลูก ถ้ามาจากที่อื่น หรือจากการกวน ขนาดต้องต่างกันชัดเจน

จากคุณ : sb*star - [ 2 มี.ค. 51 13:25:47 A:124.122.136.144 X: ]

อุปกรณ์รบกวนสามารถทำได้ครับ แต่ไมสามารถจะรบกวนได้ทั่วฟ้าเมืองไทย แค่ ตำบลเดียวเล็กๆก็ลำบากแล้ว เพราะว่ เครื่องส่งมันต้องตั้งอยู่ที่พื้น กำลังส่งย่าน C-band แบบ DVB-S ให้กำลังส่ง 100W เลย มันก็รบกวนสัญญาณได้ไม่ไกลเท่าไหร่หรอกครับ และอีกอย่าง จานรับสัญญาณดาวเทียมนั้น หันรับสัญญาณที่มาจากบนท้องฟ้า ดังนั้น ถ้าสัญญาณรบกวนมาจากทางพื้นดิน มันก็รับได้ไม่ดีเท่ามาจากท้องฟ้ารับ

ถ้าจะกวนกันจริงๆ สัญญาณรบกวนต้องถูกส่งมาจากดาวเทียมเหมือนกัน คลื่นเดียวกัน polarize เดียวกัน และมีกำลังส่งที่มากกว่า อยานี้น่ะ โดนกวนแน่นอน

จากคุณ : uav - [ 2 มี.ค. 51 11:45:39 ]

//www.lyngsat.com/nss6.html




 

Create Date : 02 มีนาคม 2551    
Last Update : 2 มีนาคม 2551 14:27:45 น.
Counter : 262 Pageviews.  

เมื่อวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผอ.อสมท.ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติ

ข่าววงใน : เตรียมเชือด.... "วสันต์ ภัยหลีกลี้" ผอ.ช่อง 9

ตามที่คณะกรรมการบริหารบริษัท อสมท (จำกัด) มหาชน ได้มีลงมติเลือกนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท นั้น ไม่มีความชอบธรรม และเป็นการฮั้วในการเลือกนายวสันต์เพื่อเข้ามาทำหน้าที่นี้ โดยมีหลักฐานชัดเจนระบุได้ว่านายวสันต์ขาดคุณสมบัติพื้นฐานและเฉพาะตำแหน่ง กล่าวคือ

1. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ลาออกจากบริษัทที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ อสมท ไม่เกิน 3 ปี ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารในอสมท ซึ่งขัดกับระเบียบขั้นพื้นฐาน หลักฐานคือนายวสันต์ ลาออกจากการเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ (แมนเนเเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป) ในปี 2548 (1 ปี กว่าก่อนรับตำแหน่งใน อสมท) ซึ่งบริษัทในเครือผู้จัดการนั้น (รวมถึงบริษัท ไทยเดย์ดอทคอม ที่ลูกชายนายสนธิเป็นผู้ดูแล)บริหารงานโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการ "เมืองไทยรายวัน" ที่ถูกถอดรายการออกโดย อสมท ในปี 2548 เช่นกัน ทุกวันนี้ ภรรยานายวสนัต์ ก็ยังทำงานเป็นนักเขียนให้นิตยสารในเครือผู้จัดการ สรุปคือนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ขาดคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของการเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท เพราะอาจยังมีความสัมพันธ์กับนิติบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับ อสมท ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้าม

2. นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ขาดคุณสมบัติเฉพาะของตำแหน่งของการเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ อสมท กล่าวคือไม่เคยผ่านงานในการบริหารองค์กรในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้บริหารสูงสุดอันดับสอง ในองค์กรที่มีรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท เป็นระยะเวลาต่อเนืองอย่างน้อย 1 ปี หลักฐานมีมากมายกล่าวคือ

2.1 นายวสันต์ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในสองบริษัทก่อนหน้าเข้ารับตำแหน่งที่ อสมท คือบริษัท อิมเมจ แพ็คเกอร์ และบริษัท บีบีทีวี โปรดักชั่น รวมเป็นระยะเวลาการทำงานในตำแหน่งผู้บริหารรวมสองบริษัทแค่ 1 ปี 6 เดือน และทั้งสองบริษัทนี้ รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ เช่นอิมเมจ แพ็คเกอร์รายได้สูงสุดในปี 2548 แค่ 3 ล้านกว่าบาท บริษัท บีบีทีวี โปรดักชั่น ก็รายได้สูงสุดในปีที่นายวสันต์บริหารงานแค่ 70 กว่าล้านบาท (ตรวจเช็คได้จากงบการเงินบริษัท)
2.2 แม้แต่บริษัทแมนเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ที่นายวสันต์ เป็นบรรณาธิการบริหาร ให้หนังสือพิมพ์และเว็ปไซด์ ผู้จัดการนั้น ก็มีรายได้สูงสุด 498 ล้านบาท (รวมทั้งกลุ่ม ก็ยังไม่ถึง 500 ล้านบาทต่อปี และเฉพาะส่วนงานที่นายวสันต์ รับผิดชอบอยู่ก็จะยิ่งน้อยกว่า)
2.3 ตอนนายวสันต์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายข่าวให้ ไอทีวีนั้น ถึงแม้ว่ารายได้ไอทีวีเกิน 500 ล้านบาทต่อปี แต่นายวสันต์ มิได้เป็นผู้บริหารสูงสุดอันดับสองขององค์กร เพราะเป็นที่รู้กันว่า ไอทีวี ในสมัยนั้นมีคณะกรรมการบริษัท ต่อด้วยคณะกรรมการบริหาร ก่อนที่จะมาถึงกรรมการผู้จัดการ ผู้อำนวยการสถานี และเป็นผู้อำนวยการฝ่าย (เช็คดูโครงสร้างการบริหารไอทีวีได้จากรายงานประจำปี) สรุปคือนายวสันต์มิได้เป็นผู้บริหารอันดับสูงสุดอันดับสองในไอทีวี

สรุปรวมแล้วนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ขาดคุณสมบัติขั้นพื้นฐานและเฉพาะของตำแหน่งนี้ และไม่สมควรได้รับการพิจารณาให้ผ่านเกณฑ์เพื่อเข้าสมัครด้วย

แต่การที่คณะกรรมการ อสมท นั้นยังคงแต่งตั้งให้นายวสันต์ ภัยหลีกลี้เข้าดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท นั้น ถือว่าเป็นการคัดเลือกคนที่ขาดคุณสมบัติมารับในตำแหน่ง ซึ่งบ่งบอกถึงการละเว็นการปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท ทำให้เกิดการเสียหาย

จากการกระทำอันมิชอบนี้ ทำให้ ณ เวลานี้ อสมท คณะกรรมการบริษัท รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และรัฐบาลไทย(ชุดขิงเน่า)กำลังอยู่ในภาวะอันตราย เพราะข้อมูลของการกระทำโดยมิชอบนี้ ได้ถูกแพร่ไปถึงสื่อต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศแล้วว่าองค์กรสื่อของรัฐแห่งนี้มิได้มีความเป็นอิสระอย่างที่สร้างภาพไว้ เพราะขบวนการสรรหาผู้บริหารใหญ่ขององค์กรนั้น ท้ายสุดก็ได้คนรับใบสั่งเข้ามาทำงาน และอาจทำให้เกิดการฟ้องร้องคณะกรรมการบริษัท โดยผู้ถือหุ้นได้

//www.prachatai.com/webboard2/viewtopic.php?f=2&t=3965


อสมท. บริหารงานแบบเอกชน การทำอะไรต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น...รัฐบาลจะไปปลด หรือย้ายใครได้ที่ไหน ใน อสมท.

พูดอะไรก็ให้อยู่บนฐานของความเป็นจริงหน่อย....
แม้คนๆนี้จะมาโดยไม่ถูกต้อง...ถ้ามติที่ประชุมผู้ถือหุ้นไม่เอาด้วยก็ทำอะไรไม่ได้....ยกเว้นมันจะลาออกเอง...หากรู้ตัวว่าอยู่ไปก็ทำให้หุ้น อสมท. ตกต่ำ...
ดังนั้นหากผอ.จะถูกปลดหรือถูกยกเลิกสัญญาจ้างก็ไม่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลมัันเป็นเรื่องภายในของ อสมท. และบอร์ดมีหน้าที่กำกับการทำงาน...แล้วต้องแจ้งขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น..และรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ อสมท. รัฐไปแสดงตนว่าจะปลดย้ายใครได้...ซวยเลย...
คราวนี้จะถูกกล่าวหาแทรกแซงองค์กรที่เป็น บมจ. บริษัทจำกัดมหาชน..ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทำอย่างนั้นไม่ได้แน่...
ปลดคนภาครัฐ ทำไปได้เลย...แต่ตรงนี้ต้องระวัง กติกามันกำหนดอยู่...อันตราย แล้วจะทำให้หุ้นอสมท.ร่วงเอา...โดนผู้ถือหุ้นด่าเละซ้ำอีก..
ตามความเข้าใจรู้สึกกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ถื้อหุ้นใหญ่ในอสมท. เพราะงั้นกระทรวงการคลังมีสิทธ์ที่จะเสนอมปลดบอร์ดอสมทได้ แล้วบอร์ดก็คือคนที่จะมีอำนาจปลดผอ.อสมท.อีกที กรรมวิธีมันคือต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น...ถ้าผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือนักลงทุนไม่เล่นด้วยหุ้นตก...ก็พัง...รัฐบาลซวย..

ต้องดูตาม้าตาเรือก่อน...ถ้าไม่ใช่สลักสำคัญอะไร...ก็ให้ใช้วิธีการประเมินผลงานเล่นงานเอาได้...ปลดดื้อๆอ้างความเหมาะสมแบบราชการไม่ได้ กับกิจการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์...

อย่าไปยุ่งเลยจะดีกว่า...เอาแค่ช่อง11ก็็พอสมควรแล้ว...ไหนบอกว่าสื่อไม่จำเป็นกับรัฐไง...ไหนว่าไม่ล้างแค้นไง....

ถ้ามันไม่มีเหตุผล หรือไม่คุ้มกัยที่จะไปกระทำ เพราะผลกระทบรุนแรง...ก็อย่าทำ เรื่องนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน หากรัฐแสดงตนเข้าไปแทรกแซงกิจการในตลาดทุนแบบนี้ ท่านมิ่งขวัญไม่เอาด้วยแน่...

ที่ท่านลาออกตอนนั้นจาก อสมท. ก็เพราะไม่ต้องการให้หุ้น อสมท. มีีผลกระทบกับความไม่เชื่อมั่นในตอนนั้น...และท่านไม่อยากเอาตัวเข้ามาเป็นปัญหาสร้างความไม่เชื่อมั่นกับนักลงทุน..

จากคุณ : ขอขอบใจในความไม่สะดวก - [ 2 มี.ค. 51 11:53:39 A:58.8.117.153 X: ]

1 ในผลงานยอดเยี่ยมของทีมบริหารอสมทชุดนี้

MCOTร่วง2.6% หลังไตรมาสสองกำไรลดลงกว่า39%

14 สิงหาคม พ.ศ. 2550 16:32:00

MCOT ปรับตัวลดลงกว่า 2.61% หลังไตรมาสสองกำไรทรุด 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : วันนี้ (14 ส.ค.) ราคาหุ้น บริษัท อสมท (MCOT) ในช่วงบ่าย ปรับลง 0.75 บาท มาที่ 28.00 บาท หลังจากที่บริษัทแจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของปีนี้มีกำไรสุทธิแค่ 241.94 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 394.33 ล้านบาทในงวดเดียวกันปีก่อน

MCOT ชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯว่า สาเหตุที่กำไรงวดนี้ลดลง เนื่องจากรายได้จากการดำเนินงานด้านโทรทัศน์ปี 50 ลดลง 29% จาก 732 ล้านบาทในปี 49 เหลือ 517 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาส 2 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านรายการ

ยกเว้นช่วง Non-Prime time โดยการปรับผังรายการส่วนใหญ่จะเริ่มในเดือนก.ค.50 การตอบรับจากลูกค้าและรายได้โฆษณา จึงลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

นอกจากนี้ ยังเป็นผลกระทบจากการปรับตัวลดลงของงบโฆษณาในภาคอุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่ลดลงจากปีก่อนถึง 9% ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ลดลง

จากคุณ : วิหคเหิรฟ้า - [ 2 มี.ค. 51 12:34:25 A:118.172.231.147 X: ]

ให้นักลงทุนรายย่อยกดดัน...เดี๋ยวก็ได้เรื่อง...5555
หากผลการบริหารช่องแย่ลง....เดี๋ยวก็โดนสวด...

เหมือนสะพรั่งไง....ประชุมผู้ถือหุ้นพั่บ...โดนเฉ่งเลยกลางที่ประชุมผู้ถือหุ้น.. เรียบโกยออกจากที่ประชุม..
นี่คือข้อแตกต่างระหว่างสปิริตของคุณมิ่งขวัญ กับ นายวสันต์คนนี้.... ถ้ามันยังฝืนอยู่ได้ ก็อยู่ไป...อยากรู้ว่า สหภาพ อสมท. จะว่ายังไง...

แต่ผมว่า...สหภาพเองก็ไม่ค่อยเข้าท่า...เห็นค้านอยู่แป๊ป...ก็จูบปากแกนนำได้จัดรายการกันสลอน...

จากคุณ : ขอขอบใจในความไม่สะดวก - [ 2 มี.ค. 51 13:29:33 A:58.8.117.153 X: ]




 

Create Date : 02 มีนาคม 2551    
Last Update : 2 มีนาคม 2551 13:40:55 น.
Counter : 514 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.