ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

สนธิชักดาบเงินพนักงาน กฟผ. 53.68 ล้าน

บางกรวย - พนักงาน กฟผ. อึ้ง เพิ่งรู้ข่าวกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ถูกสนธิ ลิ้มทองกุล เบี้ยวหนี้เงินกู้ 53.68 ล้านบาท ที่เอาไปให้เดอะเอ็ม กรุ๊ปกู้แล้วไม่ชดใช้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ อาศัยข้ออ้างทางกฎหมายเป็นบุคคลล้มละลายไม่ต้องรับผิดชอบ เรียกร้องให้แสดงความจริงใจที่จะช่วยกฟผ.ด้วยการคืนเงินกู้เสียก่อน
แหล่งข่าวระดับบริหารของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานการ ไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าหลังจากที่หนังสือพิมพ์กู้ชาติ ได้นำเสนอข้อมูลภาระหนี้สินของบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนมากกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายการหนี้สินที่กองทุนสำรองเลี้ยง ชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นเจ้าหนี้อยู่ด้วย เป็นเงินจำนวนมากถึง 53.68 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายในหมู่พนักงาน และได้สอบถามมาที่ฝ่ายบริหารกองทุนฯ ว่าหนี้จำนวน 53.68 ล้านบาทนั้น เป็นหนี้สูญแล้วหรือยัง และมีโอกาสที่จะได้คืนหรือไม่ เนื่องจากเป็นเงินจำนวนมาก และเป็นเงินของพนักงานทุกคน

“ที่จริง เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2543 แต่พนักงานส่วนใหญ่เพิ่งมารู้เมื่อได้เห็นข้อมูลหนี้สินของบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป ตอนนี้มีถามกันเข้ามามากว่ากองทุนฯจะทำอย่างไรกับเงินจำนวนนี้ เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับเงินเดือนพนักงาน กฟผ. และเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่ทุกคนเก็บออมไว้ใช้ในยามที่ปลดเกษียณไปแล้ว”

หนี้ สินของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 6,000 ล้านบาท ที่เปิดเผยออกไปนั้น เป็นหนี้ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้ค้ำประกัน แต่ต่อมานายสนธิถูกฟ้องล้มละลาย จึงเป็นการเปิดช่องให้นายสนธิไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้ที่ค้ำประกันไว้ ทำให้หนี้ของเดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทั้งหมดกลายเป็นหนี้เสียที่เจ้าหนี้ทุกรายต้องไปติดตามเรียกรับชำระหนี้กันเอง ซึ่งในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ต้องถือว่าได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก

การสูญเงินจำนวน 53.68 ล้านบาท ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงาน กฟผ. เกิดขึ้นเนื่องจาก บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ทิสโก้ ซึ่งเป็นผู้บริหารเงินกองทุน สำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ได้นำเงินสะสมของกองทุนฯ ไปลงทุนซื้อหุ้นบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่มีนายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนายสนธิได้เร่งระดมทุนจำนวนมากไปลงทุนทำกิจการ ต่างๆ มากมายทั้งธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และธุรกิจสัมปทานดาวเทียมในประเทศลาว ซึ่งธุรกิจทั้งหมดของเด อะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนทั้งหมด เนื่องจากความไม่เชียวชาญในธุรกิจที่ลงทุน และความผิดพลาดในการบริหารงานของนายสนธิทำให้บริษัทมีหนี้สินจำนวนมหาศาล

อีก ทั้งผู้บริหารคือนายสนธิ ยังถูก ก.ล.ต. ฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และฉ้อโกงประชาชนด้วย การปลอมมติผู้ถือหุ้นบริษัท เด อะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไออีซี มาค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ด้วยเหตุที่มีหนี้สินจำนวนมาก และผลประกอบการขาดทุนโดยตลอด ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ ตลาดหลักทรัพย์จึงถอดถอนหุ้นเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ออกจากกระดานหลัก ไม่ให้มีการซื้อขาย และจัดให้อยู่ในหมวดธุรกิจที่ต้องฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้เงินของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน กฟผ. ที่บริษัททิสโก้นำไปลงทุน ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องสูญไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มีการตรวจสอบในภายหลังพบว่านายสนธิ ได้นำเงินที่ได้จากการระดมทุนของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ นำไปใช้หาประโยชน์ส่วนตัว และไปลงทุนส่วนตัว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนเป็นเหตุให้บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องขาดทุนในที่สุด




 

Create Date : 25 มีนาคม 2551    
Last Update : 25 มีนาคม 2551 15:06:31 น.
Counter : 299 Pageviews.  

ฝันล่ม-อาณาจักรสลาย โมกุลดับชีพ

ระหว่างปี 2531 - 2537 เป็น 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ธรรมดาๆ คนหนึ่งในวงการหนังสือพิมพ์เมืองไทย ที่ถีบทะยานตัวเองขึ้นเป็นนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ระดับภูมิภาค และระดับโลก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของเพื่อนๆ ในวงการหนังสือพิมพ์ ว่าสนธิ ไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร เขาเจอกล่องมหัศจรรย์ หรือไปเจอประตูทะลุมิติ หรืออย่างไร จึงไปไกลถึงระดับโลก ทั้งๆ ที่ เพื่อนร่วมวงการจำนวนมาก อย่างดีก็ยังแค่เลื่องชื่อในขอบเขตประเทศไทยเท่านั้น

ในขณะเดียวกันนักธุรกิจสื่อสารมวลชนระดับโลก ต่างก็พากันให้ความสนใจกับ ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล ว่านักธุรกิจไทยคนนี้เป็นใคร อยู่ดีๆ ก็พรวดพราดขึ้นมาท้าทายอิทธิพลของสื่อตะวัน ตกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่ท้าทายธรรมดา แต่ยังกล่าวหาสื่อตะวันตกอย่างตรงไปตรงมาว่าเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมเอเซีย

เท่านั้นไม่พอ สนธิ ลิ้มทองกุล ยังสถาปนาตัวเองเป็น โมกุลสื่อแห่งเอเซีย ที่ประกาศศักดายกพาพวกไปสู้รบ ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนตะวันตก ไกลถึงฝั่งอเมริกา และยุโรป ด้วย

การขยายอาณาจักรธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว ซึ่งบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน และเป้าหมายที่เขาหวังครอบครอง คือการแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก

รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ผู้ครอบครองตำแหน่งราชันย์แห่งสื่อของโลก คือ เจ้าของตำแหน่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งเป้าจะช่วงชิง

กล่าวกันว่า กุญแจดอกแรกที่เปิดกล่องมหัศจรรย์ หรือ ประตูทะลุมิติให้แก่สนธิ ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหุ้น นั่นเอง

ส่วนต่างของราคาหุ้นแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ที่เรียกชื่อในวงการนักเลงหุ้นว่า MGR ที่ถูก "ปั่น" ถูกสร้างขึ้นไปจนเกินราคาจริงหลายเท่าตัว คือกำปั่นวิเศษของสนธิ ที่มีเงินไหลเข้ามา อย่างมากมายมหาศาล

ว่ากันว่า สนธิ ได้เงินจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพไม่แตกต่างจากบ่อนพนันขนาดใหญ่ ใครมือยาวสาวได้สาวเอา นับพันล้านบาท จากหุ้นราคาพาร์ 10 บาท ถูกสร้างราคาให้ขึ้นไปมากกว่า 300 บาท ด้วยทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็ก

เงินที่ได้มาจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ทำให้แมวอย่างสนธิกลายเป็นเสือที่ใครๆ ก็ต้องระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้ เพราะเขามีทั้งอำนาจเงิน และอำนาจปากกา ที่จะยกย่องให้ใครเป็นคนดี ก็เพียงแค่กระพริบตา ทำให้ใครเป็นคนชั่ว ก็เพียงแค่ขยับปาก โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น และโบรกเกอร์ ในสมัยนั้น ต่างต้องพึ่งพาสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์บริษัทที่ดี ผู้บริหารที่เก่ง กันอย่างถ้วนหน้า

นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน ในยุคนั้น ยิ่งใหญ่มากถึงขนาดมีห้องนักข่าวส่วนตัว ที่ตึกสินธร ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการของตลาดหุ้น ในขณะที่นักข่าวจากหนังสือพิมพ์อื่นๆ ต้องไปแออัดรวมกันอยู่ในห้องสื่อมวลชนรวมที่ตลาดหลักทรัพย์ จัดไว้ให้

ข้อมูล ข่าวตลาดหุ้น และการวิเคราะห์หุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในห้วงเวลานั้น แม่นยำยิ่งกว่าบทวิเคราะห์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ใดๆ เชียร์ 5 ตัว ต้องมีเข้าเป้าถึง 4 ตัว อย่างน้อยๆ หรือเลวๆ ก็ต้องไม่น้อยกว่า 3 ตัว ส่งผลให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เป็นหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของนักเลงหุ้น ในสมัยนั้น เพราะ อ่านแล้วรวย

แต่มีข้อพึงสังเกตประการหนึ่ง ก็คือ หุ้นหลายๆ ตัว ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน เชียร์ กว่าครึ่งเป็นหุ้นเก็งกำไร หรือที่เรียกขานกันในแวดวงว่าหุ้นปั่น ซึ่งหุ้นเหล่านั้น ขณะนี้นอนแน่นิ่งอยู่ในหมวดรีแฮปโก้ หรือ หุ้นที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เช่นเดียวกับหุ้น MGR ของสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง

ไม่มีข้อมูลหลักฐานใดๆ สาวไปถึงว่าสนธิ กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีส่วนกับการทำราคาหุ้น หรือปั่นหุ้น ตัวใดตัวหนึ่ง ถึงขนาดที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่เป็นรับทราบกันในวงการว่า สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ อดีตเจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีปั่นหุ้น คบหากันด้วยสัมพันธ์ลักษณะ น้ำ กับ เรือ เสือ กับ ป่า ที่ต้องพึ่งพาอัชฌาสัย ในฐานะ นักลงทุนที่มีอิทธิพลส่วนตัวในการชี้นำราคาหุ้น กับสื่อหนังสือพิมพ์ ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสาร และการตัดสินใจของลักเล่นหุ้น ได้

ข่าวหลายข่าว ข้อมูลหลายชิ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ได้รับการยอมรับและชวนติดตามในหมู่นักเลงหุ้นรายย่อย ที่ด้อยโอกาสเข้าถึงข้อมูลอินไซด์ ก็เพราะความสัมพันธ์แบบน้ำ กับ เรือ เสือกับ ป่า ระหว่าง สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ระดับ มือเซียน อย่างสนธิ กับ ระดับเจ้าพ่อตลาดหุ้น อย่างสอง ย่อมรู้ดีว่าการคบหากันในลักษณะเปิดเผย ไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐนัก จักแต่ชักนำเภทภัยร้ายแรงมาให้เท่านั้น ทั้งสองคนจึงพึงพอใจความสัมพันธ์ในลักษณะต่างคนต่างอยู่ เกี่ยวพันร้อยรัดกันไว้เพียงผลประโยชน์ ที่ผ่านสื่อบุคคลคือ นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน บางคน

กล่าวได้ว่า ทั้ง สนธิ กับ สอง จัดอยู่ในชั้นเซียน เหยียบหิมะไร้ร่องรอย จริงๆ ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน สักชิ้นเดียวว่าทั้งสองเกี่ยวพันกัน คงมีแต่คำร่ำลือในวงการหุ้นว่า ถ้า ผู้จัดการรายวัน ชี้หุ้นตัวไหน นั่นหมายถึงว่า สอง จะเข้าแล้ว (เข้า แปลว่าเข้าทำราคา)

โดยเฉพาะสนธิ นั้น เขามีประสบการณ์ในเรื่องตลาดหุ้นดี ตั้งแต่ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของตึกดำ ที่รวบรวมนักธุรกิจรุ่นหนุ่ม เข้ามาเขย่าวงการธุรกิจ และวงการหุ้นไทย โดยมีสื่อสิ่งพิมพ์ ในมือพร สิทธิอำนวย เป็นเครื่องมือในเชิงกลยุทธ์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ก่อนที่อาณาจักร ตึกดำ จะล่มสลายไป โดยทิ้งหนี้สินไว้ให้กับประชาชนผู้เล่นหุ้นรายย่อย ที่ถูกเรียกขานเป็นแมลงเม่า สิ้นเนื้อประดาตัว กันไปเป็นจำนวนมาก

วีรกรรมของคนตึกดำในยุคนั้น ถูกเล่าขานกันไม่รู้จบจวบจนถึงวันนี้ เป็นบาดแผลหนึ่งของระบบธุรกิจไทย เป็นรอยด่างดำรอยหนึ่งของวงการหุ้นไทย

ย้อนกลับมาถึงเงินจำนวนมหาศาลที่สนธิ สูบออกไปจากตลาดหุ้น ทั้งจากหุ้น MGR และหุ้นอื่นๆ อีกหลายตัว ด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน เขานำเงินจำนวนดังกล่าวไปทำธุรกิจแบบเงินต่อเงิน ซื้อบริษัทที่ง่อยเปลี้ยเสียขา เข้ามาอยู่ในมือ แล้วก็ปัดฝุ่นตบแต่งหน้าตา ประแป้ง แต่งบัญชีให้น่าดู น่าชม และน่าเชื่อ แล้วก็เพิ่มทุนเข้าไป ตีข่าวใหญ่ๆ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ของตัวเอง เพื่อสร้างราคาให้กับหุ้นบริษัทนั้นๆ

เพียงแค่เท่านี้ หุ้นของบริษัทที่เคยง่อยเปลี้ยเสียขา ก็กลายเป็นหุ้นชั้นดี มีพี่เลี้ยงชั้นเยี่ยม ปล่อยเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ก็ไม่มีใครยั้งราคาอยู่ เพราะมีเครือข่ายการทำราคาครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่ง กลุ่มนักเลงหุ้นที่พร้อมเข้าทำ กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมจะชี้ เชียร์ ให้เชื่อ และซื้อ

หุ้นตัวอย่างที่ สนธิ ชอบยกขึ้นมาอ้างอิงบ่อยๆ ก็คือหุ้น IEC ซึ่งเขาซื้อมาถูกๆ จากเครือปูนซีเมนต์ไทย แล้วก็เอามาแต่งเนื้อแต่งตัวกันยกใหญ่ แล้วก็สร้างข่าวจนทำให้เป็นหุ้นที่ดี มีอนาคตไกล ดูดเงินจากนักเล่นหุ้นไปได้หลายพันล้านบาท แล้วก็จบลงด้วยการล่มสลาย

IEC ง่อยเปลี้ยเสียขา เหมือนเมื่อวันที่ได้มา เมื่อ IEC ถูก ก.ล.ต. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตรวจพบว่าปลอมมติผู้ถือหุ้น ไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ IEC ซึ่งเป็นฐานบัญชาการธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของสนธิ

การค้ำประกันดังกล่าว ทำให้ IEC ต้องรับภาระหนี้เงินกู้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งยังเป็นคดีความกันอยู่จนทุกวันนี้ โดยผู้อยู่เบื้องหลังการปลอมมติผู้ถือหุ้นของ IEC ไปค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง และคดีนี้สนธิ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน

ในวันที่รุ่งเรือง เฟื่องฟู สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถีทาง ทั้งจากกลไกของตลาดหลักทรัพย์ ผ่านการซื้อขายหุ้น และกลไกสถาบันการเงิน ด้วยการกู้เงินจากบริษัทเงินทุน และธนาคาร ตลอดจนกองทุนต่างๆ ด้วยการนำใบหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง และใช้จ่ายอย่างเกินตัว เพียงเพื่อจะสนอง ตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย

อาณาจักรทางธุรกิจที่สนธิ สร้างขึ้น เต็มไปด้วยเครือข่ายโยงใยสลับซับซ้อนอย่างมาก เชื่อกันว่ามีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ของทุกธุรกิจ ได้ และหากใครได้ฟังแล้ว ก็จะตกอยู่ในอาการเหมือนถูกมนต์สะกด เทใจเชื่อแบบหมดเนื้อหมดตัว เหมือนที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายใหญ่ของสนธิ เชื่อ จนเป็นที่มาของหนี้เน่า หนี้เสียหลายพันล้านบาท ที่ธนาคารกสิกรไทย กำลังแก้ไขอยู่จนถึงทุกวันนี้ และ บริษัทเงินหลักทรัพย์ศรีมิตร (CMIC) ที่หลงเชื่อสนธิ และเป็นเจ้าหนี้เงินกู้รายใหญ่ของสนธิ จวบจนวันสุดท้ายของการดำเนินกิจการ ก็ยังคงเชื่อไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นอวสานที่น่าสมเพชยิ่งนัก

เฉพาะเครือข่ายอาณาจักรที่สังกัดอยู่ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด จำนวน 11 บริษัท ที่ลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีเงินทุนจดทะเบียนนับหมื่นล้านบาท เมื่อนับไปถึงเงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้สำหรับการดำเนินธุรกิจ ประมาณการได้ว่าต้องมีไม่น้อยกว่าหลักหมื่นล้านบาท

ยังไม่นับบริษัทอื่นๆ ที่สนธิ ทำในนามส่วนตัวอีกหลายสิบบริษัท ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และในต่างประเทศ โดย เฉพาะในลาว และ จีน ซึ่งเป็นฐานหลักทางธุรกิจของสนธิ ในเวลานั้น เพราะ สองประเทศนี้ ระบบการตรวจสอบการทำธุรกรรมการเงินยังล้าสมัยมาก และยังรวมไปถึง เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ หรือ เกาะเคย์แมน แดนสวรรค์ ของนักฟอกเงิน

ประมาณการณ์คร่าวๆ เงินทุนที่สนธิ ลิ้มทองกุล ลงทุนและใช้ผ่านมือในห้วงเวลานั้น ต้องมีไม่น้อยกว่าสี่ถึงห้าหมื่นล้านบาท ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่กล้าคิดแย่งชิงตำแหน่งเจ้าพ่อสื่อของโลก มาจากรูเพิร์ต เมอร์ด็อก อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดยุทธภูมิ "เอเซียไทม์" และ "ลาวสตาร์" รวมทั้งฝันจะไปจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดแนสแดค ของอเมริกา

ในห้วงเวลานั้น ประเทศไทย เล็กเกินไปแล้วสำหรับ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีอะไรท้าทายความ สามารถของเขาอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่เขาต้องการแล้วยังไม่ได้ ทั้ง อำนาจ เงินตรา บริวาร และ นารี

สนธิ ใช้เงินที่ได้มาด้วยวิธีการแบบของเขา ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้ง ธุรกิจ บริวาร อำนาจการเมือง และ นารี

ในวันที่รองเรืองด้วยทรัพย์สินเงินทอง สนธิ เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเคยให้เงินพรรคการเมืองหนึ่งไปถึง 300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง แต่ต่อมาในภายหลังต้องผิดใจกัน เพราะหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ไม่เชื่อฟังเขา ไม่ยอมถอนตัวออกจากรัฐบาล ตามที่เขาสั่ง

ในวันที่เรืองอำนาจ สนธิ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ด้วยการเสนอให้ใช้บ้านพีเค วิลล่า ถนนสุโขทัย ของเขา เป็นที่จัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา ไปถึงบ้านพีเค วิลล่า ปรากฏว่าแกนนำพรรคการเมือง ที่คาดว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้มารออยู่พร้อมหน้าแล้ว นายบรรหาร จึงได้แต่เล่นไปตามเกมที่มีการขีดเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้ว และแน่นอนว่าหนึ่งในผู้เขียนบท ย่อมต้องมีชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล รวมอยู่ด้วย ในฐานะเจ้าของบ้าน เจ้าของสถานที่จัดตั้งรัฐบาล

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล สนใจ และใฝ่หาอำนาจการเมือง มานานแล้ว เพราะระดับเซียนอย่างสนธิ ที่ใช้อำนาจเป็น ย่อมรู้ดีว่าการมีอำนาจการเมืองอยู่ในมือ จะสามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่งที่เขาปรารถนา นั่นจึงทำให้สนธิ ว่ายเวียนอยู่ในแวดวงธุรกิจที่ล้ำเข้ามาในแดนการเมืองอยู่ตลอด เวลา นับแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้

ในวันที่เงินทองห้อมล้อมตัว สนธิ เคยเซ็นเช็คลงจำนวนเงิน 30 ล้านบาทให้กับดาราสาวคนหนึ่ง เพียงเพราะเขาต้องการได้เธอมาเป็นคู่นอนแบบชั่วคราว

การรุกทางธุรกิจอย่างดุดัน ก้าวร้าว และใช้เงินเป็นหัวหอกในการรบของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปรียบประหนึ่งจักพรรดิเจงกีสข่าน ยกไพร่พลและม้ารบ กรีฑาทัพไปตีหัวเมืองต่างๆ ทั่วแว่นแคว้นในเอเซีย และข้ามไปยังยุโรป ซึ่งเป็นการประเมินสถานการณ์ ประมาณการกำลังแห่งตนเองที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จึงต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและดับชีพในสมรภูมิ ที่ตัวเองสร้างขึ้นนั่นเอง

เฉกเช่นเดียวกับสนธิ ลิ้มทองกุล เขายกทัพบุกตะลุยเข้าไปในเกือบทุกประเทศของเอเซีย เท่านั้นไม่พอ ความมักใหญ่ใฝ่สูงที่เป็นพื้นฐานอันแท้แห่งจิตใจของเขา กำหนดให้เขามุ่งหน้าสู่ยุโรป และอเมริกา แล้วเขาก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง

ความไม่พร้อมของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อเขาพ่ายแพ้สงคราม ประกอบด้วย ความไม่พร้อมด้านทุน เนื่องเพราะทุนที่สนธิ อวดอ้างว่ามีเยอะ มีมหาศาล เพียงพอต่อการรบพุ่งในสมรภูมิสื่อระดับโลก นั้น แท้จริงแล้ว เป็นทุนที่ระดมมาจากการเก็งกำไร และเงินกู้ระยะสั้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และความไม่พร้อมด้านเนื้อหา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจสื่อ สนธิ มีเกินพอสำหรับการทำสื่อในประเทศ แต่ยังมีไม่เพียงพอ สำหรับการทำสื่อระดับโลก

การพ่ายแพ้ของสนธิ ทำให้เขากลายเป็นอดีตไทคูน อดีตโมกุล ที่ถูกลบชื่อออกจากทำเนียบนักธุรกิจสื่อที่มีสีวัน น่าตื่นเต้นเร้าใจ ไปอย่างรวดเร็ว และต้องหวนกลับคืนสู่รากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง นั่นคือ การทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เพื่อเป็นฐานอำนาจ และเป็นหัวเชื้อเรียกหาความยิ่งใหญ่ในอดีตของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง

ในห้วงเวลา 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ มากกว่าอยู่ในประเทศไทย เนื่องเพราะความเชื่อในทฤษฎีโลกานุวัตร ที่ตัวเองสร้างขึ้น และพาให้ผู้คนทั้งประเทศหลงเชื่อตามไปด้วย จนได้รับบาดเจ็บเจียนตาย ทั้งเจ้าทฤษฎีและผู้ปฏิบัติตาม พากันเป็นหนี้สินรุงรัง กระทั่งมาหูตาสว่าง เมื่อได้รับฟังพระราชดำรัส "เศรษฐกิจพอเพียง" เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540

วิญญาณเสือตัวที่ 5 จึงถูกสะบัดออกจากร่างของสนธิ ลิ้มทองกุล ให้กลับกลายมาเป็นแมวไทยอีกครั้งหนึ่ง

สนธิ ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมที่เกิดจากความผิดพลาดของเขาเอง โดยมีทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นทางลง และคำอธิบายให้แก่ผู้คนทั้งหลายว่า เขาเปลี่ยนตัวเอง เพราะเขาคิดผิดทั้งหมด

"มันเป็นอดีต ตอนนี้ไม่ต้องการเลย เสียใจที่เคยคิดอย่างนั้น เพราะว่าเราทำความใหญ่ พิเศษในเรื่องเล็กๆ ได้ดีที่สุด สิ่งที่ทำไม่จำเป็นต้องใหญ่ ถึงมันจะเล็กขอให้มันใหญ่ในตัวมัน ใหญ่ในแง่คุณภาพมันก็ใหญ่" คือคำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อถูกถามว่าเขากำลังทวงความยิ่งใหญ่ในอดีต กลับคืนมาหรือไม่ ในการขับเคลื่อนทัพ ชนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนี้

ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว

แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง

สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง

จากหนังสือล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2




 

Create Date : 24 มีนาคม 2551    
Last Update : 24 มีนาคม 2551 13:42:49 น.
Counter : 362 Pageviews.  

สาเหตุที่ “แท้จริง” ของการปิดปากเจิมสาก

ถึงผมจะอยู่ขั้วทักษิณและสมัคร และถึงจักรพภ จะออกมาบอกว่า ท่าทางนี่มันคือการ “วางยาระดับเซียน” มันก็ยังอดโกรธรัฐบาลนี้ไม่ได้จริงๆ ที่เจิมสากถูกปิดปาก ก็คงจะเป็นเพราะผมเป็นนักข่าว เลยอดไม่ได้ที่จะเคารพสิทธิและเสรีภาพของสื่อ ก็เลยขอให้ผลประโยชน์เจิมสากไปเต็มๆ ถึงจะเอียนการทำข่าวของ “นักประชาธิปไตยหลงทาง” คนนี้ยังไงก็ตาม คือจักรพภบอกว่า รัฐบาลไม่เกี่ยวและจะให้กรมประชาสำพันธ์ออกมา “พูดให้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น” แต่ผมว่ามันต้องไปไกลกว่านั่น คือสั่งการไปเลย ให้ “เปิดปากหมาๆ ของเจิมสาก นั้นอีกครั้ง โดยทันที” แต่นั่นมันก่อนผมได้เข้าพบ “ผู้ใหญ่” ท่านหนึ่ง อาจจะเรียกก็ได้ว่าเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ที่ใหญ่โตสุดๆแล้ว ในแวดวงสื่อสาร “คือเป็นหัวใจและมันสมองใหญ่และแกนหลัก” ของการข่าวในเมืองไทย แล้วท่านผู้นี้ก็อธิบายให้ผมฟังว่า ทำไม เจิมสาก ถึงถูก “ปิดปาก”


“ปัญหาของเจิมสากคือ ด่าทักษิณไว้มากเรื่องทับซ้อน แต่เพราะตัวเจิมสากเอง ดันไปทับซ้อนเสียเอง เลยมีคนวิ่งไป Blackmail เจิมสากด้วยเรื่องนี้ เรื่องกำลังจะระเบิดออกมาทางสื่ออยู่แล้ว ว่าเจิมสากทับซ้อน เจิมสากกำลังจะกลายเป็น หมาหัวเน่าอยู่แล้ว ภายในวันสองวัน เพราะตกลงกับ Blackmailer ไม่ได้ แล้วอยู่ๆรายการก็ปิดตัวเองลง แล้วเข็มทั้งหมด ก็ทิ่มไปที่จักรภพ และรัฐบาล” Invisible Hand กล่าว



ถ้าถามว่า เจิมสากทับซ้อนตรงไหน ก็ต้องไปถามผู้บริหาร เอโอที ที่เดียวกับที่เจิมสากที่นั่งอยู่ในบอร์ด เอโอที ว่าทำไม เอโอที ถึงต้องไปลงโฆษณาให้กับรายการของเจิมสาก เป็นล้านๆ Invisible Hand เล่าให้ผมฟังว่า ผู้บริหาารเอโอทีอึดอัดใจมาก กับสิ่งนี้ เพราะไม่อยากถูกลากเข้าคุก ในข้อหา คอรัปชั่น “บอร็ด ไม่บ้าก็เมาแล้ว ที่มาเอาเงินเอโอที ไปให้คนในบอร์ด ทำธุรกิจส่วนตัว”



คือผู้บริหารเอโอที กล่าวให้ Invisible Hand ฟังว่า มองเอโอทีดูให้ดี ว่าเป็นธุรกิจอะไร การเอาเงินเป็นล้านๆไปโฆษณา ในสื่อการเมือง ที่มีคนกลุ่มเล็กๆที่ต่อต้านรัฐบาลเท่านั้นฟัง มันมีประโยชน์อะไร สำหรับเอโดที คือถามสิว่าควรโฆษณาในอะไร คำตอบก็คือในสื่อการท่องเที่ยว ไม่ใช่การเมือง แล้ว Invisible Hand ก็กล่าวว่า รู้ๆกันอยู่ในวงการสื่อ โดยเฉพาะวิทยุ ว่าอัตราค่าโฆษณา มันแอบแฝงและสุดล้ำลึกขนาดไหน ไม่มีใครรู้จริงว่าอะไรเป็นอะไร ใครได้เงินเงินไปทางไหน ทั้งเงินเดือน ทั้งส่วย ทั้งที่ลงสมุดบัญชี ทั้งที่แอบแฝงกัน คือวงการวิทยุนั้นมันสำหรับเสือสิงห์กระทิงแรดเท่านั้น ที่จะอยู่กันได้



Invisible Hand กล่าวต่อว่า ปัญหาแบบเจิมสาก จะมีมากขึ้น เพราะ คมช สร้าง “ค่ายรบ” แบบเจิมสากขึ้นมามาก และค่ายพวกนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก คมช อย่างยิ่งใหญ่สุดๆด้วยงบลับ เช่นงบ 12 ล้านซื้อนักข่าว แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้ว งบโฆษณาหาย งบลับหาย และสิ่งที่สกปรก ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ต้องจ่ายให้เรื่องหายไป ก็กำลังถูกเปิดเผยออกมา ทางเดียวสำหรับ นักข่าวพวกนี้ ที่จะออกจากสถานการนณ์ คือปิดตัวเองลง แล้วโยนความผิดไปให้รัฐบาลสมัคร

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
//www.thai-journalist-democratic-front.com




 

Create Date : 23 มีนาคม 2551    
Last Update : 23 มีนาคม 2551 12:23:25 น.
Counter : 226 Pageviews.  

แค้นสั่งฟ้า

แค้นสั่งฟ้า

สิทธิเสรีภาพ เป็นประเด็นการเมืองที่มีการพูดจากกันมากทุกสมัยรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดมาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองก็ตาม ประเด็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ข่มขู่ คุกคามสื่อมวลชน มักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการรบพุ่งทางการเมือง ที่ได้ผลดี เนื่องจากสื่อมวลชนจะสนใจนำเสนอประเด็นนี้เป็นกรณีพิเศษ

ขณะนั่งจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ในสตูดิโอช่อง 9 อ.ส.ม.ท. สนธิ มีมุมมองในเรื่องอำนาจรัฐกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แปลกแยกจากปัจจุบันชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า ยังมิพักต้องพูดถึงว่ามุมมองของสนธิ ในวันนั้นแตกต่างจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงสื่อสารมวลชนเพียงใด

ในวันนั้น สนธิ ลิ้มทองกุล เชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจ จึงกล่าวถึงปรัชญาการทำ "สื่อ" ในแบบของสนธิ ว่า สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ ยังคงต้องถูกควบคุมโดยรัฐบาล และหากผู้ดำเนินรายการคนใด ถูกถอดรายการ ก็อย่าโวยวาย เพราะไม่มีรัฐบาลใด ที่จะยินดีให้มีใครมาด่ารัฐบาล ในวิทยุ หรือโทรทัศน์ ที่รัฐบาลกำกับดูแลอยู่

มีประโยคหนึ่งที่สนธิ เคยกล่าวในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อครั้งยังชื่นมื่นกับรัฐบาลว่า "...ในที่สุดแล้วคนไทยยังเข้าใจผิด สื่อมวลชนก็ยังเข้าใจผิด มันไม่มีสื่อเสรีในประเทศ มันไม่มีสื่อเสรีในโลกนี้ ไปหามาให้ผมดู สื่อที่ไหนมีเสรีบ้าง ไม่มี มันมีแต่สื่อของทุน แล้วสื่อนี้ก็คือต้องรับใช้ทุน..."

แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงของกรอบคิด หรือกระบวนทัศน์ของสนธิ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่อาจจะอธิบายเป็นอื่นได้ นอกจากว่าเป็นผลมาจากการถูกถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. นั่นเอง และ สนธิ ไม่เพียงแค่โวยวายเหมือนผู้ดำเนินรายการคนอื่นๆ เท่านั้น แต่เขายังคิดสะสางความแค้นครั้งนี้ด้วยการล้มรัฐบาล ปลุกระดมมวลชนมาขับไล่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการชดเชยให้กับตัวเองที่ถูกถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากช่อง 9

ด้วยปรัชญาการทำธุรกิจสื่อสารมวลชนของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำหนดบทบาทและหน้าที่อันชัดเจนของสื่อว่า "ต้องรับใช้ทุน" และสื่อต้องทำหน้าที่แสวงหารายได้มาให้คุ้มค่ากับการลงทุน สื่อจึงจะยืนอยู่ได้ สื่อในทัศนะของสนธิ จึงเสมอเพียงสินค้าทั่วๆ ไป เท่านั้น มิได้มีความหมายพิเศษดังเช่นสื่อในมุมมองของนักวิชาการ และนักวิชาชีพคนอื่นๆ

ด้วยวิธีคิดแบบนี้ จึงไม่แปลกอะไรกับการปรากฏอยู่บนเวบไซต์ manager.co.th ด้วยคอลัมน์ ซ้อเจ็ด อย่างยาวนาน เพราะเวบไซต์ manager.co.th ก็มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน และแสวงหาประโยชน์ หารายได้มาเลี้ยงดูตัวเอง และซ้อเจ็ด ก็ต้องทำหน้าที่รับใช้ทุน เช่นเดียวกัน ประจวบเหมาะกับ ซ้อเจ็ด นี่แหละที่เป็นนางกวักเรียกแฟนๆ เข้ามาเยี่ยมชมเวบไซต์ manager.co.th อย่างล้นหลาม จึงเป็นจุดขายที่สำคัญของเวบไซต์ นั่นหมายความว่าสปอนเซอร์ส่วนหนี่ง เข้ามาถึงสนธิ ก็เพราะซ้อเจ็ดนี่เอง

แน่นอนว่า ทุนที่กำลังอ้างถึงอยู่ในขณะนี้ ก็คือ "ผู้ลงทุน" นั่งเอง ซึ่งโดยนิตินัยแล้ว สื่อในเครือผู้จัดการ ก็ย่อมต้องรับใช้บริษัท ไทยเดย์ดอมคอม และ เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป แต่ในทางพฤตินัยแล้ว พูดกันให้ชัดถ้อยชัดคำและชัดเจนในเจตนารมณ์ ก็ต้องบอกว่าสื่อในเครือผู้จัดการ ก็ต้องมีหน้าที่รับใช้ สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะผู้ลงทุน ในฐานะผู้ที่ไปกู้เงินมาหลายร้อยหลายพันล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจชนิดนี้

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรอีกเช่นกัน หากในช่วงที่ผ่านมา เราจะได้เห็นการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของข่าวสาร ที่ปรากฏอยู่บนสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกคลื่น และทุกรายการ ที่นำเสนอต่อสาธารณะ

อักทั้งไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้ยุ่งยากว่า การนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของสื่อเครือผู้จัดการ เป็นข้อมูลด้านใด และมีเจตนารมณ์ชนิดใด จึงต้องทำเช่นนี้

ก็แม้แต่คำเตือนที่ทรงคุณค่ายิ่งของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี(ในขณะนั้น) และสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยขององคมนตรี ซึ่งก็คือผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปลุกปั่นกระแสของสนธิ ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ตามสำนวนของเปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ ที่สะบัดปากกาใส่ว่า "กำลังโหนกำแพงสู่เป้าหวังของตัวเอง" ซึ่งได้รับการนำเสนอเผยแพร่ทางสื่อสารมวลชนทุกประเภท ทุกรายการ และทุกสังกัด กลับไม่ได้รับการนำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบจากสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ แม้แต่คำเดียว

"คงไม่ใช่กองทัพอย่างเดียว ในส่วนที่เป็นองคมนตรีเห็นว่า มีการอ้างอิงสถาบันจากหลายๆฝ่าย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมไม่สมควร

เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุด ที่ไม่ควรอ้างอิง และเกี่ยวข้องกับทางการเมือง เมื่อเป็นสถาบันที่เรายกย่อง ศรัทธา เป็นสถาบันที่เราเคารพนับถือ ก็ไม่วครนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง

การเมืองก็ควรจะแก้ด้วยการเมือง"

ข้อความที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจและความห่วงใยจากองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เช่นนี้ ไม่มีสาระที่สื่ออย่างสนธิ และสื่อเครือผู้จัดการจะนำเสนอหรืออย่างไร คงอาจจะเป็นเพราะ ขณะนี้ สื่อในเครือผู้จัดการ สื่อในสังกัดสนธิ ลิ้มทองกุล มิได้ทำหน้าที่ต้องนำเสนอข้อเท็จจริงใดๆ หากแต่มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน รับใช้เงินที่สนธินำมาฟาดหัวและจ่ายแจก รับใช้สนธิ ที่กำลังมีความพยาบาท อาดมาดร้ายต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ทำงานตามที่สนธิ ต้องการ

ถามว่าระหว่างพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พูด กับสนธิ ลิ้มทองกุลพูด

ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะรายงานคำพูดของใครก่อน ด้วยเหตุใด และคำพูดของใครมีคุณค่าสำหรับประชาชนมากกว่ากัน

ถามว่าระหว่างคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง และสถาบันกษัตริย์ขององคมนตรี กับคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความแค้น การปลุกระดม เพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของตนเอง โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติบังหน้า ของนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่มุ่งแสวงหากำไรจากการลงทุนเป็นลำดับแรกของความคิด

ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะนำเสนอคำพูดของใครให้ประชาชนได้รับทราบก่อน และคำพูดของใครมีน้ำหนัก มีสาระมากกว่ากัน และคำพูดของใครมีคุณค่าแก่ประเทศชาติ และภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน

เหตุที่ต้องเป็นเช่นนี้ ก็เพียงเพราะว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่ทุน ที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้ สนธิ ต่างหากเล่าคือทุน ที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้

หรือสนธิ ลิ้มทองกุลจะถามพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อีกสักคนไหมว่า

"ใครจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ มากกว่ากัน"

เพราะสื่อในเครือผู้จัดการไม่ได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของสื่อมวลชนแล้ว หากแต่ทำหน้าที่สื่อที่ต้องรับใช้สนธิ เพียงผู้เดียว เพราะสนธิ คือ "ทุน" ของเครือผู้จัดการ

เมื่อสนธิ คือ "ทุน" ของเครือผู้จัดการแล้ว จึงไม่แปลกประหลาดใดเลยที่สื่อเครือผู้จัดการต้องขวนขวายทำหน้าที่รับใช้ และเสาะแสวงหากำไรให้กับสนธิไม่ว่าจะเป็นกำไรทางตรง กำไรทางอ้อม กำไรทางธุรกิจ กำไรทางสังคม และที่น่ากลัวยิ่งก็คือ เป็นการเสาะแสวงหากำไรมาตอบแทนการลงทุน โดยไม่เลือกวิธีการ

บิดเบือน ปกปิด ปลุกระดม ฉวยโอกาสขายเสื้อ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ทำได้ทั้งนั้น เพื่อตอบแทนและรับใช้ "ทุน"

แรงจูงใจที่ทำให้นักสื่อสารมวลชนมืออาชีพ ต้องฉีกทฤษฎี ฉีกตำราสื่อสารมวลชนขั้นพื้นฐาน ที่ว่าด้วยการนำเสนอข้อมูลสองด้าน การนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน การนำเสนอข้อมูลที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม เป็นสิ่งที่พึงกระทำก่อนการนำเสนอข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน และไม่ควรนำเสนอข้อมูลด้านเดียว แน่นอนว่าต้องยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ หากไม่เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ ก็คงเป็นเพราะผิดหวังอย่างยิ่งใหญ่

ก่อนหน้าที่จะเกิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร การทำหน้าที่ของสนธิ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ หลายครั้งหลายตอน ซึ่งในห้วงเวลานั้น สื่อแบบสนธิ ก็เคยรับใช้พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลมาก่อน เพราะเห็นว่ารัฐบาลเป็นแหล่งทุนที่จะเสาะแสวงหาเงินไปใส่ให้กับเครือผู้จัดการ เป็นทั้งทุนที่ให้ทั้งโอกาสในการทำมาหากิน เป็นทั้งทุนที่ทำให้สื่อแบบสนธิมีเครดิตขึ้นมาอีกครั้งในการชุบชีวิตเครือผู้จัดการ

จวบจนกระทั่งรัฐบาล หยุดการสนับสนุนสื่อเครือผู้จัดการนั่นเอง สื่อแบบสนธิจึงเห็นว่าหมดหน้าที่ต้องรับใช้ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือ โจมตี แว้งกัดอย่างรุนแรงและหนักหน่วง อันเนื่องเพราะผิดหวังอย่างรุนแรงกับรัฐบาล นั่นเอง

และความผิดหวังที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ทำให้สนธิ ต้องเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เพื่อชำระ "แค้นสั่งฟ้า" ที่อยู่ในใจของตัวเอง เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่การชำระแค้นครั้งแรก มีนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็นคู่แค้นที่ถูกชำระไปเรียบร้อยแล้ว

ย้อนรอยเส้นทางการเดินกลับคืนสู่ประเทศไทยของสนธิ รอบนี้ พบว่าการรับใช้ทุนของสื่อเครือผู้จัดการยุคใหม่ หลังสงครามเศรษฐกิจปี 2540 สงบลงนั้น ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งว่ามีการเลือกข้างมาแต่ต้น ในการรับใช้ทุนการเมืองกลุ่มหนึ่งโจมตีใส่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นจนเสียศูนย์ และเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญของกลุ่มทุนการเมืองพรรคไทยรักไทย ซึ่งฉายภาพชัดแจ้งเป็นอย่างยิ่งภายหลังการเลือกตั้งปี 2544 สิ้นสุดลง ด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคไทยรักไทย ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และทุกพรรคการเมือง

หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ หลุดจากวงโคจรของอำนาจ และพรรคไทยรักไทยได้เข้ามาสวมต่อการใช้อำนาจรัฐแทน สถานการณ์ในขณะนั้น พรรคไทยรักไทยยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างมาก ในแวดวงการเมือง ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เตรียมตัวที่จะกลับสู่ยุคความยิ่งใหญ่ในแวดวงธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้ง ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารคนสำคัญของรัฐบาล ล้วนแต่ผูกพันกับสนธิ มาช้านาน ทั้งแบบเพื่อนฝูง พรรคพวก และลูกจ้าง

"น้ำขึ้นให้รีบตัก" เป็นภาษิตที่นำมาใช้ได้ดีกับสนธิ ในห้วงเวลาที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยครองอำนาจรัฐใน 4 ปีแรก สื่อในเครือผู้จัดการ และไทยเดย์ดอทคอม เร่งทยอยเปิดตัวเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน นิตยสาร สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และ สถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ซึ่งสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกรายการ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากหน่วยงานรัฐ ทั้งรัฐวิสาหกิจ และราชการ ชนิดที่สื่อสำนักอื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ พร้อมกับทำปากขมุบขมิบด้วยความอิจฉา

การอุดหนุนสื่อในเครือผู้จัดการของหน่วยงานรัฐ จนแทบจะไม่มีพื้นที่ และเวลาให้ออกโฆษณา ส่งผลให้สนธิ ตกเป็นเป้าของสมาชิกวุฒิสภา เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่าการสนับสนุนอย่างมากมายและคับคั่ง เช่นนี้ ไม่ใช่ภาวะปกติ หากแต่ต้องมี "คำสั่ง" ให้หน่วยงานต่างๆ สนับสนุนและอุดหนุนเป็นพิเศษแก่สื่อเครือผู้จัดการ ที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของสนธิ ลิ้มทองกุล

แน่นอนว่า หลักฐาน "คำสั่ง" ย่อมหาไม่ได้ และจะมี "คำสั่ง" จริงหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้ หากแต่สิ่งที่มีแน่นอน และปรากฏขึ้นในภายหลังก็คือ คำบอกเล่าของผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่ตกเป็นจำเลยของ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็คือ "คำแอบอ้าง" ที่มีไปถึงรัฐวิสาหกิจเกือบทุกแห่ง

รัฐวิสาหกิจเกือบทั้งหมดในกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โรงงานยาสูบ การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ต่างทยอยเข้าคิวทำสัญญาซื้อพื้นที่ และเวลาโฆษณากับเครือผู้จัดการ เป็นเงินรวมกันแล้วหลายร้อยล้านบาท และแน่นอนว่าความพร้อมใจกับซื้อสื่อโฆษณาแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้

จากการตรวจสอบห้วงเวลา "น้ำขึ้น" นั้น สนธิ ได้ตักเข้าไปใส่ในเครือผู้จัดการแบบไม่หยุดหย่อน และไม่แบ่งให้ใครได้ตักบ้างเลย พบว่ามีรายงานการซื้อขายโฆษณาที่น่าสนใจอยู่ 2 รายการ(เท่าที่ตรวจสอบพบ) คือ

1. บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ ตั้งแต่ปี 2545-2548 รวมทั้งสิ้น 54,637,987 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปตท.ยังได้ทำสัญญาซื้อขายโฆษณากับ 11 News 1 อีก 60 ล้านบาท แต่เนื่องจาก 11 News 1 ต้องมีอันเป็นไป ถูกสั่งระงับการออกอากาศเสียก่อน ส่งผลให้สัญญาการซื้อขายเวลาระหว่างปตท. กับ 11 News 1 ต้องสิ้นสุดลงไปด้วย ในขณะที่เพ่งจ่ายเงินไปเพียง 10 ล้านบาท

การซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสงสัย เพราะเป็นสื่อที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายกันมานานแล้ว และปตท.ก็เคยซื้ออยู่เป็นประจำ แต่กับการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาใน 11 News 1 ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ และสนธิ ก็เป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวให้กับบริษัท RNT เจ้าของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 11/1 ตัวจริง นั้นเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ และต้องสงสัย

การทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาจำนวน 60 ล้านบาท ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยนิด สำหรับบริษัทที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ เหตุใดจึงมีการใช้วิจารณญาณ หรือใช้การพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลใด ว่าสมควรจะจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ระบบดาวเทียม 11/1 มากถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า 11/1 ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และ 11 News 1 ของสนธิ จะได้ออกอากาศนานเพียงใด เพราะสนธิ เป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวเท่านั้น และเมื่อสนธิ ไม่ใช่เจ้าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ทำไป ปตท.จึงต้องไปทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาหรือในนามไทยเดย์ดอทคอม

คำถามเหล่านี้ มีการซักไซ้ไล่เลียงกันในปตท. ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ชัดเจน ทุกคนทราบแต่ว่าการจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ ต้องมี "ผู้ใหญ่" สั่งมา แต่เป็น "ผู้ใหญ่" คนใด ไม่มีใครทราบ และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า "ผู้ใหญ่" คนนั้นคือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะ "ผู้ใหญ่" นั้นมาสั่งในรูปของคำบอกเล่า คำอ้าง ไม่ได้มาด้วยตัวเอง ไม่มีแม้กระทั่ง "เสียง" แต่ความน่าเชื่อถือของผู้อ้างมีสูงมาก จนทำให้มีการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณา 60 ล้านบาทเกิดขึ้น

การทำสัญญาครั้งนั้น มีมูลค่า 60 ล้านบาท แต่สนธิ ในนามของไทยเดย์ดอทคอม หรือ 11 News 1 ได้รับเงินไปเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจาก 11 News 1 ประสบปัญหาสะดุดขาตัวเอง จนต้องปิดตัวลง

แม้จะเคยให้การสนับสนุนมากมายขนาดนี้ แต่ปตท. ก็ไม่เคยได้รับสิทธิเศษใดๆ จากสนธิ และเครือผู้จัดการสักครั้งเดียว หากจะมีก็แต่ได้รับเชิญขึ้นเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ค่อนข้างบ่อยครั้งในฐานะจำเลยของสังคม ในฐานะบริษัทมหาชนที่หลอกต้มคนไทย ให้ซื้อน้ำมันแพง หลอกต้มคนไทยผู้ถือหุ้นรายย่อย ให้เสียประโยชน์ หลอกต้มคนไทยให้เชื่อมั่นการบริหารงานเป็นธรรมาภิบาล และสำคัญที่สุดก็คือ การกล่าวประณามปตท. ว่าเป็นบริษัทที่เห็นแก่กำไร ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน และเห็นว่ากำไรที่เกิดจากการบริหารของปตท. เป็นสิ่งที่ผิดพลาด และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ปตท. เอาเปรียบประชาชน รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่จริงใจต่อประชาชน

กล่าวโดยสรุป ก็คือ การมกำไรจากการบริหารงานของปตท. คือ ความผิดพลาดของปตท. ในทัศนะของนักธุรกิจแบบสนธิ

ความผิดพลาดของปตท. ในสายตาของสนธิ และสื่อเครือผู้จัดการ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ปตท. ซื้อสื่อโฆษณาในเครือผู้จัดการน้อยลงกว่าเดิมนั่นเอง

เหตุที่ปตท. ลดพื้นที่โฆษณาในเครือผู้จัดการลง ก็เพราะรับไม่ได้จากการที่ถูกนั่งด่าอยู่ทุกวัน ยิ่งซื้อโฆษณาน้อย ก็ยิ่งถูกด่ามาก เพราะไปทำให้เขาผิดหวังมากขึ้นๆ

เหตุที่ปตท.ถูกด่า ถูกประณามบนประเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ก็มีเหตุมาจาก เรื่องการตัดงบซื้อสื่อโฆษณาเครือผู้จัดการเท่านั้นเอง

เป็นเหตุเดียวกับที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนายกฯที่ดีที่สุด เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาของสนธิ ถูกชี้หน้ากล่าวประณามว่าเป็นนายกฯที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพียงเพราะไม่ช่วยเหลือ ไม่ใช้อำนาจ "สั่งการ" ให้ 11 News 1 กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC 9 อีกครั้งหนึ่ง

ตัวอย่างรายที่ 2 ของการสนับสนุนสนธิ และเครือผู้จัดการ ก็คือ...

ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ เฉพาะรายการโทรทัศน์ 2 รายการ คือ เมืองไทยรายสัปดาห์ กับรายการ พบคนพบธรรม ซึ่งออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท.ทั้ง 2 รายการ ตั้งแต่ปี 2544-2548 ธนาคารกรุงไทย ใช้เงินซื้อสื่อในเครือผู้จัดการ มากถึง 276 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 77.04 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 6.42 ล้านบาท

ยังไม่นับถึงพื้นที่โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน รวมไปถึงเวบไซต์ manager.co.th ที่ลงกันอย่างถี่ยิบ ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ที่กำหนดให้ เดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด ชำระหนี้ด้วยการใช้หน้าหนังสือพิมพ์แทนเงินสด ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิพิเศษของลูกหนี้ที่ไม่ธรรมดาอย่างสนธิ และเดอะแมเนเจอร์มีเดียปรุ๊ป ที่วิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีความสนิทสนมแนบแน่น และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดกับสนธิ เอื้อเฟื้อจัดให้ชนิดที่ลูกหนี้รายอื่น ได้แต่มอง แต่ไม่มีความสามารถที่จะทำตาม

ความเป็น "ลูกหนี้รายพิเศษ" ที่ได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้ "พิเศษ" แบบนี้เป็นเหตุที่ทำให้ สนธิ กับวิโรจน์ มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นลึกซึ้งยิ่งนัก จนถึงขนาดที่ว่า เมื่อวันที่วิโรจน์ ไม่ได้รับการต่ออายุให้นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด วาระที่ 2 คนที่เจ็บแค้นยิ่งกว่าวิโรจน์เสียอีก ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล

นับแต่นั้นมา ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ถูกขึ้นบัญชีแค้นรอชำระของสนธิ เพิ่มขึ้นอีก 1 ชื่อ ด้วยเหตุที่สนธิ แน่ใจว่า ม.ร.ว.ปรีดียาธร คือคีย์แมนคนสำคัญในการขวางทางการนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย วาระที่ 2 ของวิโรจน์ ซึ่งนั่นหมายความว่า ความพิเศษที่สนธิ เคยได้รับ ย่อมไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป ทั้งในฐานะลูกหนี้ และในฐานะคู่ค้า

ในฐานะลูกหนี้ ที่ไม่ต้องชดใช้หนี้ด้วยเงินสด แต่สามารถชดใช้ด้วยกระดาษหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งตีราคากันไว้ที่หน้าละ 286,600 บาท เดือนละ 12 หน้า สำหรับผู้จัดการรายวัน ก็คิดเป็นเงิน 3.432 ล้านบาท หากคิดเป็นปี ก็เท่ากับ 41.184 ล้านบาท 10 ปี ผ่านไป ก็เท่ากับ 410.184 ล้านบาท

หากใช้วิธีการกันแบบนี้ ไม่นานนัก หนี้จำนวนมหาศาลของผู้จัดการ ก็จะหมดลงได้ ยังพอเห็นแสงเทียนที่ปลายอุโมงค์

นี่ยังไม่นับสื่ออื่นๆ อีก เช่นผู้จัดการรายสัปดาห์ ผู้จัดการรายเดือน และเวบไซต์ ที่ก็มีเงื่อนไขการชดใช้หนี้ด้วยกระดาษ เช่นเดียวกัน

ดังนั้นหากจะมีใครสักคนที่เสกกระดาษเป็นเงิน ได้จริงๆ คนคนนั้นย่อมชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล

ด้วยเงื่อนไขพิเศษนี้เอง ที่ทำให้สนธิ เป็นเดือดเป็นร้อนแทนวิโรจน์ นวลแข และโกรธแค้นผู้ว่าแบงก์ชาติ โกรธแค้นนายกรัฐมนตรี ที่ไม่สนับสนุนคนที่สนธิสนับสนุน

การหวนคืนสู่วงการธุรกิจสื่อในประเทศของสนธิ ในรอบนี้ สนธิ ในฐานะผู้ประกอบการที่มี "หนี้เน่า" จำนวนมากที่สุดในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าผู้ประกอบการายอื่นๆ และลูกหนี้รายอื่นๆ ด้วยแต้มต่อ ที่เรียกว่าการแฮร์คัทหนี้หรือการลดหนี้ที่ตัวเองก่อไว้มากกว่า 6,000 ล้านบาท

จำนวนหนี้ 6,000 ล้านบาท ที่สนธิได้รับประโยชน์ไปนี้ เป็นเงินที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีของประชาชน มาชดใช้แทน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่วมก่อหนี้ และไม่ได้รับประโยชน์จากเงิน 6,000 ล้านบาททั้งขาที่ก่อหนี้ และขาชดใช้หนี้ แม้แต่สลึงเดียว การแฮร์คัทหนี้ หรือลดหนี้ครั้งนั้น เป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่า สนธิ ได้รับการปฏิบัติจากธนาคารเจ้าหนี้ซึ่งเป็นธนาคารรัฐบาล ในมาตรฐานที่พิเศษกว่าลูกหนี้ทุกราย

และ...ธนาคารรัฐบาลที่เป็นผู้นำในการแฮคัทหนี้ จำนวนนี้ให้แก่สนธิ ก็ไม่ใช่ธนาคารใดไหนเลย ก็คือ ธนาคารกรุงไทย ที่อยู่ภายใต้การกำกับของวิโรจน์ นวลแข นั่นเอง

การได้รับแต้มต่อจำนวนนี้ ทำให้สนธิ มีพลังอย่างยิ่งที่ทำให้เขากลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความเป็นคนพิเศษของเขาที่ยังหาประโยชน์ได้ในประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถหาได้จากสนามธุรกิจใดๆ ในโลกนี้

นอกจากนี้ ผู้คนบริวารแวดล้อมของเขาในอดีต ยังได้ดิบได้ดี ไปกุมอำนาจสำคัญด้วยเศรษฐกิจในรัฐบาลไว้เกือบหมด จึงเป็นแต้มต่ออีกชั้นหนึ่งที่ได้เปรียบทุกๆ คนบนเวทีการแข่งขันรอบใหม่นี้

การกลับมารอบใหม่ครั้งนี้ สนธิพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโทรทัศน์ เป็นสำคัญ เขาวางยุทธศาสตร์ให้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อเพื่อการชดใช้หนี้และสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อเพื่อการหารายได้ เนื่องจากเวลาโฆษณาบนสถานีโทรทัศน์ มีราคาสูงกว่าราคากระดาษมาก

เห็นได้จากการที่ธนาคารกรุงไทย ซื้อเวลาโฆษณารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ด้วยงบประมาณ ปีละ 38.52 ล้านบาท หากทอนออกเป็น 52 สัปดาห์ ก็เท่ากับว่ารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ มีรายได้จากธนาคารกรุงไทย เพียงรายเดียวมากถึง 740,769 บาท ต่อการจัดรายการ 1 ครั้ง ทั้งๆ ที่เวลาจัดรายการเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

นี่ยังไม่นับรวมถึงรายได้จากผู้สนับสนุนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ รายอื่นๆ อีก

ไม่แปลกเลย หากสนธิ จะคิดต่อยอดในฐานะนักธุรกิจผู้มากวิสัยทัศน์ว่า การมีเวลาเพียง 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขายังทำรายได้มากมายขนาดนี้ หากแป็นเข้จองสถานีโทรทัศน์เสียเอง จะมีรายได้มากมายขนาดไหน แต่เมื่อยังไม่ได้เป็นเจ้าของสถานี ก็ขอให้ตัวเองได้มีโอกาสออก "จอ" ไว้ก่อน เพื่อรักษาเรตติ้งของตัวเอง จนถึงวันที่พร้อมตั้งสถานีโทรทัศน์ของตัวเอง ก็น่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับสนธิ ในสถานการณ์ยามนี้

หากมองย้อนกลับไปในวันที่ยังมีรายการเมืองไทยรายวัน ซึ่งจัดกันสัปดาห์ละ 5 วัน แล้วก็จะยิ่งเห็นถึงเม็ดเนจำนวนมหาศาล ที่ออกจากกระเป๋ารัฐวิสาหกิจอย่างธนาคารกรุงไทย และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่มีน้ำใจให้สนธิ ในยามนั้นหลั่งไหลเข้าไปในกระเป๋าสนธิ ว่ามากน้อยเพียงใด คิดกันง่ายๆ ก็ต้องคูณ 5 เข้าไปของรายได้ที่ได้จากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์

การปรับผังรายการของช่อง 9 และเปลี่ยนจากเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ เป็นการหย่อนเมล็ดพันธุ์ความแค้นไว้ในใจของสนธิ โดยที่คนใน อ.ส.ม.ท.ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย เพราะเป็นการทำงานตามหน้าที่ และเพื่อทำเรตติง เพื่อที่จะปรับแต่งตัวเองสำหรับการเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่สำหรับสนธิ เขาเก็บคิดเรื่อยมาว่าเป็นการกลั่นแกล้ง และตัดรายได้ แต่ไม่ได้แสดงออกมาให้ใครเห็น จนถึงวันที่เมืองไทยรายสัปดาห์ถูกถอดออกจากผังรายการของช่อง 9 เพราะความไม่เหมาะสมของเนื้อหาที่สนธิ นำเสนอนั่นเอง จึงทำให้ทุกคนได้เห็นอาการโกรธแค้นของสนธิ ที่ต้องสิ้นสุดหมดหนทางทำมาหารายได้ในช่อง 9 อีกต่อไป

11 News 1 ก็เดินหน้าต่อไม่ได้ เมืองไทยรายสัปดาห์ ก็ถูกถอดออกจากช่อง 9 ธุรกิจโทรทัศน์ที่ตั้งใจหวังไว้ ต้องล่มสลายลงทันที เส้นทางการหารายได้เพื่อความมั่งคั่งให้กับตนเอง ที่เคยเปิดโล่งกลายเป็นตีบตันจงถึงอุดตันในที่สุด ทำให้สนธิ เก็บอาการไว้ไม่อยู่

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมสนธิ จึงต้องเดือดร้อน ต้องดิ้นรน ต้องโกรธแค้น เมื่อถูกตัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เพราะรายได้สัปดาห์ละมากกว่า 1 ล้านบาท(ประมาณจากการขายโฆษณาได้ 10 นาที ต่อการจัดรายการ 1 ชั่วโมง) ต้องมลายหายไปในพริบตา และตัดสินใจเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรขึ้น โดยอาศัยเสื้อ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" มาเป็นเครื่องหมายการค้า ของตนเอง และหารายได้จากการขายเสื้อ ขาย CD ขายหนังสือเมืองไทยรายสัปดาห์ แทน

2 ตัวอย่างที่นำเนอมานี้ คงพอจะทำให้เห็นภาพแล้วว่า สนธิ ได้รับสิทธิพิเศษเพียงใดจากการทำธุรกิจโทรทัศน์ และในวันที่เขาได้รับสิทธิพิเศษ เขาปกป้องรัฐบาลอย่างไร แต่ในวันที่สิทธิพิเศษที่เคยได้ถูกตัด เขามีอาการเช่นไร และแสดงอาการอย่างไรต่อ "ทุน" ที่เขาเคยรับใช้ แ ละแสวงหาประโยชน์จากการเป็น "ผู้รับใช้" ในอดีต เมื่อ "ทุน" เหล่านั้นไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

วิเคราะห์กันว่า หากสนธิ ไม่สะดุดขาตัวเองหกล้มเสียก่อน หาก 11 News 1 สามารถเดิหน้าไปได้ตามที่สนธิวางแผนไว้ โอกาสที่เขาจะกลับมาเป็นโมกุลแห่งวงการสื่ออีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นเช่นที่คาดคิดไว้ สถานการณ์ของสนธิในวันนี้จึงยากลำบากมาก เพราะโอกาสที่จะล้างหนี้เก่า ก็ทำไม่ได้ โอกาสที่จะหารายได้ใหม่ ก็หดหายไป

หากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ผู้ได้รับผลกระทบเป็นสนธิ ลิ้มทองกุล เหมือนเช่นในปี 2540 ก็คงไม่ก่อให้เกิดปัญหามากนัก แต่เนื่องจากสนธิ ได้ส่งมอบภารกิจในการสร้างผู้จัดการยุคใหม่ขึ้นมา แก่จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายคนเดียวของเขาแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ย่อมเป็นธรรมดาสำหรับผู้เป็นพ่อ ที่จะต้องปัดเป่าทุกข์ร้อนให้แก่ลูก และช่วยแก้ปัญหาให้กับลูก เนื่องเพราะไม่มีพ่อคนไหนอยากเห็นลูกลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำบากกับมรดกที่พ่อยกให้

สนธิเชื่อว่า สถานการณ์ที่บีบรัดตัวเขา เกิดขึ้นจากการกระทำของคนในรัฐบาล เริ่มจากปรับรายการเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ การถอดสัญญาณภาพ 11 News 1 ออกจาก UBC9 การถอดเมืองไทยรายสัปดาห์

การถูกปรับออกจากรายการโทรทัศน์ช่อง 9 ในขณะที่ 11 News1 ก็ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ ส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสนธิ ลิ้มทองกุล เพราะเป็นการปิดช่องทางรายได้หลักของเขา อันนำมาสู่ความโกรธเคือง และพัฒนาเป็นความแค้นในที่สุด

เป็นความแค้นที่เรียกกันในสำนวนของสนธิว่า "แค้นสั่งฟ้า" เช่นเดียวกับที่เคยแค้นธารินทร์ และนำไปสู่การเปลือยธารินทร์ ในที่สุด

เป็นความแค้นที่เกิดขึ้นในขณะที่รู้สึกว่าตัวเองถูกโดดเดี่ยว มิตรสหายผู้มากมีอำนาจไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

เป็นความแค้นที่พร้อมจะพัฒนาเป็นการมุ่งทำลายล้าง เพื่อให้พ้นไปจากเส้นทางเดินของตน

เป็นความแค้นที่เกิดจากความขัดแย้งทางธุรกิจ

การถูกตัดแหล่งรายได้เหล่านี้นี่เอง ทำให้สนธิ ถึงกับฟิวส์ขาด เพราะสื่อแบบเขา สื่อของเขา เป็นสื่อที่มักจะมีคนจัดงบประมาณมาให้ ด้วยความเกรงอกเกรงใจ แต่เอเปลี่ยนจาก "จัด" เป็น "ตัด" ทำให้สนธิ ที่มีความหวังอย่างมากกับการหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งของเขา ต้องฝันสลายไปในที่สุด เพราะการดำเนินรายการโทรทัศน์ หรือสถานีข่าวโทรทัศน์ จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก หากไม่มีแหล่งรายได้เข้ามาสนับสนุน ก็ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างสมบูรณ์

สนธิ จึงบังเกิดอาการคับแค้นเป็นยิ่งนัก กับรัฐบาลไทยรักไทย และนายกฯทักษิณ ด้วยความที่ไม่เข้าด้วยช่วยเหลือ ปล่อยให้เขาต้องเผชิญกับความโหดร้ายของปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาล ทั้งของเก่าที่ยังไม่ลด และของใหม่ที่เพิ่นพูนขึ้น อันนำมาสู่การเกิด "แค้นสั่งฟ้า" ที่เคยเกิดขึ้นกับธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

สำหรับ "แค้นสั่งฟ้า" ที่เกิดขึ้นรอบนี้ มีเป้าหมายพุ่งไปที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว

มีแต่สนธิเท่านั้น ที่จะตอบได้ว่าเขามีแผนการที่จะชำระความแค้นที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามแผน ด้วยการปลุกระดมประชาชน ที่อยู่ในกรอบแห่งกฎหมายให้มาร่วมกันใช้วิธีนอกกฎหมาย เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ที่ไม่ช่วยเหลือการทำธุรกิจ ของเขาจริงๆ หรือ...?

มีแต่สนธิ เท่านั้นที่ตอบได้ว่า เพียงเพื่อชำระแค้นกันเป็นการส่วนตัวกับนายกฯทักษิณ และบริวารรอบตัวนายกฯทักษิณ เขาถึงกับจะทำให้ประชาชนและประเทศชาติ ต้องตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดไปอีกนานเท่าไหร่......

จากหนังสือ อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1




 

Create Date : 21 มีนาคม 2551    
Last Update : 21 มีนาคม 2551 22:44:07 น.
Counter : 277 Pageviews.  

สนธิ ON AIR - แมเนเจอร์ ON LIE..?

สนธิ ON AIR - แมเนเจอร์ ON LIE..?

การเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ เป็นความฝันอันสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิตของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะนักสื่อสารมวลชน และในฐานะนักธุรกิจ การเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ และการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งในการจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับตนเอง ทั้งเพื่อล้างหนี้เก่า และสร้างรายได้ใหม่

สนธิ สนใจที่จะทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์มานานแล้ว และเคยได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมประมูลสถานีโทรทัศน์ไอทีวีมาแล้ว แต่เนื่องจากความไม่ลงตัวบางประการทำให้เขาไม่มีส่วนในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไอทีวี แต่ก็เกือบจะได้เป็นผู้บริหารไอทีวี หลังจากที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นสูงนายกรัฐมนตรีสำเร็จ

มีข่าวคราวมากมายล่ำลือกันในวงการสื่อว่า สนธิ จะยกทีมงานผู้จัดการ เข้าไปบริหารไอทีวี เพื่อให้ไอทีวี เป็นเกราะป้องกันภัยแก่รัฐบาล และนายกฯทักษิณ แต่จนแล้วจนรอด ข่าวก็คือข่าว ไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจากสนธิ ไม่พร้อมที่จะเป็นลูกน้องใคร จึงได้ตัดสินใจสร้างอาณาจักรของตัวเอง ด้วยการตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ผลิตข่าวให้กับบริษัท ร่วมนครเทเลวิชั่น จำกัด หรือ RNT ซึ่งได้รับสัมปทานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ ในนาม 11/1 และเผยแพร่ภาพทาง UBC 9 ด้วย

ในขณะที่สนธิ เริ่มฟอร์มทีมทำข่าวโทรทัศน์ นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ เนชั่นแชนแนล ภายใต้การนำของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งปักหลักอยู่ที่ UBC 8 กำลังประสบปัญหาถูกกดดันอย่างหนักจาก UBC เนื่องจากการนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหากระทบการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่ง UBC ในฐานะเคเบิลทีวีที่ได้รับสัมปทานจาก อ.ส.ม.ท.ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่สบายใจกับท่าทีและข่าวของเนชั่นที่นับวันจะรุนแรงขึ้นทุกวัน สุดท้ายจึงเชิญเนชั่นแชนแนล ออกจาก UBC8

ขณะที่ เนชั่นแชนแนล ต้องระหกระเหินไปหาบ้านใหม่อยู่ที่ TTV ก็มีข่าวปรากฏอยู่เนืองๆ ว่า สนธิ กับทีมงานผู้จัดการ จะได้รับเชิญเข้ามาทำข่าวแทนเนชั่น ซึ่งข่าวนี้มีการตอบรับจากการโยกย้ายเปลี่ยนที่ทำงานของขุนพลข่าวมือดีจากทุกค่าย ทุกช่อง เข้าไปรวมตัวกันที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ ภายใต้การกุมบังเหียนของสนธิ ลิ้มทองกุล

หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวลือที่ออกมาสะพัดในวงการก็เป็นความจริง เมื่อสนธิ พร้อมกับทีมงาน ได้เข้าไปปักหลักที่ UBC9 ในนามของ 11 news 1 ซึ่งทำให้ภาพของสนธิ กับรัฐบาล มีความแนบแน่นกันมากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก เนื่องจาก 11 news 1 ก็คือระบบโทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 ที่เรียกกันว่า 11/1 นั่นเอง หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมประชาสัมพันธ์ และรัฐบาล ย่อมไม่มีทางที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้

การเกิดของ 11 news 1 ส่งผลให้ เนชั่นแชนแนลของสุทธิชัย หยุ่น ต้องซวนเซไปพักใหญ่ เนื่องจากถูกพลังดูดของสนธิ ดูดคนเก่ง คนมีฝีมือ เข้าไปเกือบหมด

ผู้คร่ำหวอดในวงการข่าวโทรทัศน์ ประมาณว่าการลงทุนของสนธิ ในการสร้าง 11 news 1 ขึ้นมานั้น น่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เนื่องจากสนธิ ทุ่มเต็มที่สำหรับการกลับมาเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องคนที่มีความสามารถ มีการเสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิม 2-3 เท่า เพื่อให้ได้ตัวมา ตามสไตล์นักลงทุนใจใหญ่

ก่อนที่จะเกิด11 news 1 นั้น สนธิ ได้อุ่นเครื่องและทดสอบตัวเองกับรายการโทรทัศน์ ด้วยการทำรายการ ก่อนจะถึงจันทร์ เป็นรายการสด ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยมีแขกรับเชิญร่วมรายการ คนแรก คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเนื้อหารายการในวันนั้น เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีของเพื่อนรัก 2 คน ที่มานั่งจับเข่าสนทนากัน ด้วยท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัย และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เมื่อมีการรำลึกถึงความหลังของทั้งผู้ดำเนินรายการและผู้รับเชิญร่วมรายการ

นอกจากรายการก่อนจะถึงจันทร์แล้ว รายการเมืองไทยรายวัน ที่ดำเนินรายการโดยสนธิ ซึ่งได้เวลาจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เป็นกรณีพิเศษ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็เป็นรายการข่าวที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นเดียวกับหน่วยงานโฆษณาผลงานของรัฐบาล และหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่า สนธิ ทำได้ดีกว่ากรมประชาสัมพันธ์ ที่มีหน้าที่โดยตรงเสียอีก

ไม่ใช่เพียงแค่รายการโทรทัศน์ สนธิ ยังมีคลื่นวิทยุ 97.5 MHz ในมืออีก 1 คลื่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อ ที่มีเครือข่ายพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ทั้ง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเวบไซต์ และจัดได้ว่าสื่อในเครือข่ายผู้จัดการเป็นสื่อที่มีพลังมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หลังจากกลุ่มเนชั่นต้องพ่ายแก่ต่อโชคชะตาของตัวเอง

อาจจะกล่าวได้ว่าทิศทางการเติบโตของกลุ่มเนชั่น กับกลุ่มผู้จัดการ ซึ่งถือว่าเป็นตู่แข่งทางตรงในธุรกิจสื่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ในวันที่เนชั่น อยู่ในภาวะขาลง ทอแสงเรื่อเรืองด้วยความอ่อนล้า กลุ่มผู้จัดการ กลับเป็นอาการขาขึ้น ลำแสงจากป้อมค่ายบ้านพระอาทิตย์ เปล่งประกายจนยากที่ใครๆ จะแข่งขัน

มีการร่ำลือกันในวงการสื่อแบบผูกติดกับจินตนาการที่น่าฟังอีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้จัดการคือผู้อยู่เบื้องหลังการกำจัดกลุ่มเนชั่น ออกไปจากจอโทรทัศน์ ในขณะที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ทาง UBC8 โดยมีข้อสันนิษฐานว่า สนธิ ได้ร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนในรัฐบาล วางแผนกดดันกลุ่มเนชั่น ด้วยการ "เล่น" หรือเสนอข่าว UBC ปล่อยให้เนชั่นแชนแนล มีโฆษณาแฝงอยู่เกือบทุกรายการ และหลายรายการของ UBC ก็มีโฆษณาแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการดำเนินรายการขัดต่อกฎหมายขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ได้รับจาก อ.ส.ม.ท.

ในระยะนั้น หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ เสนอข่าวโจมตี UBC อย่างเป็นระยะ จนกระทั่ง UBC เอง เริ่มแน่ชัดในสัญญาณบางอย่างที่ถูกส่งผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และต้องตัดสินใจที่จะรักษาตัวรอด ด้วยการตัดเนชั่นแชนแนลออกไป และปิดช่อง UBC8 ลง ทั้งๆ ที่ การเข้ามาของเนชั่นแชนแนล เป็นแม่เหล็กที่ดึงลูกค้ามาให้กับ UBC จำนวนมาก

ผู้สันทัดกรณีบางคนวิเคราะห์ไปถึงขั้นที่ว่า มีการสมคบคิดกับว่าหากกำจัด สุทธิชัย หยุ่น และเนชั่น ออกไปจากการรับรู้ของประชาชนได้ จะมีรางวัลใหญ่เป็นสิ่งตอบแทน นั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่าอยู่ดีๆ ทำไม สนธิ จึงได้ไปเป็นส่วนหนึ่งของ 11 News 1 โทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 และได้ไปอยู่ใน UBC 9 เคเบิลทีวี สังกัด อ.ส.ม.ท.

การได้เข้าไปอยู่ในสององค์กรสื่อสารของประเทศพร้อมๆ กันเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่ใช่ว่าบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป จะมีโอกาสเช่นนี้

แต่ทว่า...... วันเวลาแห่งความสุข ไม่ยืนยาวนัก

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินเดินหน้าไปได้ด้วยดี ทั้งรายการเมืองไทยรายวัน และสถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ก็ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตของสนธิ และคณะ อีกครั้ง เมื่อช่อง 9 มีการปรับผังรายการ ขอลดเวลาของรายการเมืองไทยรายวัน เป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ จากที่ออกอากาศ สัปดาห์ละ 5 วัน เหลือเพียง 1 วัน รายได้ที่เคยได้ สัปดาห์ละ 5 วัน ก็เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน เนื่องจากต้องสร้างเรตติ้งให้แก่ช่อง 9 และเห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนรายการสาระบันเทิงอื่นๆ มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าช่อง 9 จำเป็นต้องปรับตัวเอง เพื่อเตรียมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้นเอง การดำเนินรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์ 11 News 1 ที่ออกอากาศอยู่ทาง UBC 9 ก็ประสบปัญหาขึ้นมา เนื่องจากมีการจับได้ไล่ทันว่า สถานีข่าวโทรทัศน์ 11 News 1 ใช้วิธีการอันแยบยลในการทำธุรกิจสถานีข่าว โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายหาโฆษณาเข้าสู่สถานีได้จำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ UBC ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดสัญญาณ และเรียกร้องที่จะขอให้มีโฆษณามานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีโฆษณาได้

วิธีการอันแสนแยบยลในการหารายได้จากโฆษณาของ 11 News 1 ที่กุมบังเหียนโดยสนธิ ก็คือ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ไม่ได้ห้ามโทรทัศน์ดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ โฆษณา สนธิ จึงใช้วิธีการสร้างสถานีข่าว 11 News 1 บนโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งสามารถหาโฆษณามาสนับสนุนการดำเนินงานได้ จากนั้นก็เจรจาให้ UBC ถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 ซึ่งเท่ากับลูกค้าของ UBC ที่มีอยู่ประมาณ 400,000 รายในกรุงเทพฯ จะสามารถรับชมรายการของ11 News 1 ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้เอง ที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจโฆษณาในรายการของ11 News 1

จากการตรวจสอบรายการซื้อสื่อโฆษณาของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) พบว่า ได้มีการทำสัญญาลงโฆษณาใน11 News 1 เป็นเงินถึง 60 ล้านบาท ในเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งอาจจะดูไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาโดยรวมของปตท. แต่สำหรับสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ 1 ช่อง ที่ยังไม่รู้ว่าจะดูได้อย่างไร ดูได้สักกี่วัน ปตท. ถึงกับทำสัญญาทุ่มงบประมาณไปสนับสนุนมากถึง 60 ล้านบาท ย่อมพิสูจน์ได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ใช่ "ธรรมดา" ในวงการนี้

แต่วิธีการอันแยบยลที่สนธิ นำมาใช้กับ 11 News 1 นั้น ทำได้ไม่นานนัก ก็ถูก UBC ถอดสัญญาณ ไม่ให้ใช้ UBC 9 เป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมกับ UBC อีกต่อไป

การถูก UBC ตัดสัญญาณภาพ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจของ UBC ในฐานะเจ้าของช่องสัญญาณ เป็นเหตุให้ช่องทางการหารายได้จากการโฆษณาของสถานีข่าว 11 News 1 ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจาก เมื่อไม่สามารถเผยแพร่หรือออกอากาศทาง UBC ก็เท่ากับว่าลูกค้าในตลาดกรุงเทพฯ หดหายไปในทันที ถึงแม้ว่าจะยังออกอากาศได้ในต่างจังหวัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก เช่น ตปท. ซึ่งทำสัญญาสนับสนุนงบโฆษณาไว้ 60 ล้านบาท ก็บอกเลิกสัญญาเช่นกัน หลังจากที่จ่ายเงินไปประมาณ 10 ล้านบาท

สนธิ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ 11 News 1 ได้กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC 9 และเฝ้าอดทนรอให้ความฝันของเขากลับมาเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดฝันของสนธิ ก็ไม่อาจบรรลุเป็นความจริงได้ เนื่องจาก UBC ไม่เชื่อมสัญญาณ 11 News 1 ไม่ว่าจะโดยกรณีใดๆ ก็ตาม

ว่ากันว่ามีการเจรจากันหลายครั้งทั้งบนโต๊ะ และใต้โต๊ะ ระหว่างสนธิ กับบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจใน UBC และอ.ส.ม.ท. เจ้าของสัมปทาน แต่การเจรจาทุกครั้ง ก็มีคำตอบเพียงแค่ "รอ" ซึ่งไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่สนธิได้

เมื่อมั่นใจว่าหมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว 11 News 1 ไม่มีโอกาสกลับขึ้นไปอยู่บน UBC 9 ได้อีก การบันทึกบัญชีเพื่อรอวันชำระในวันข้างหน้า จึงบังเกิดขึ้น และผู้ถูกบันทึกลงไปในบัญชี อันดับหนึ่งก็คือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และอ.ส.ม.ท. นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ผู้อำนวยการอ.ส.ม.ท. และแน่นอนว่า ย่อมปรากฏชื่อ นายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่ในนั้น ในฐานะผู้ไม่ให้ความช่วยเหลือ

ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมา รองนายกฯวิษณุ จะชี้แจงด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมาย และด้วยข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของ UBC ทาง UBC จึงต้องบอกเลิกการถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 ตลอดไป แต่เหตุผลนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีเหตุผลสำหรับสนธิ และเครือข่ายผู้จัดการ แต่ สนธิ ก็ยังคง "รอ" อยู่ด้วยความอดทนต่อไป เพียงแต่ว่าการ "รอ" ในครั้งหลังนี้ เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการ "รอ" เพื่อชำระบัญชีแค้น

เนื่องจากสนธิ เข้าใจ และเชื่อมั่นอย่างมีอคติว่า เภทภัยทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับเขา มีที่มาจากการที่นายกรัฐมนตรี ไม่สนับสนุน ไม่ช่วยเหลือ มิหนำซ้ำยังคิดไปเองอีกว่า นายกฯทักษิณ เป็นคนสั่งให้กระทำต่อเขา เพราะเชื่อข้อมูลของบริวารคนใกล้ชิด ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกฯทักษิณ เลย แต่เป็นเรื่องของ UBC ว่าเขาจะถ่ายทอดสัญญาณของ 11 News 1 หรือไม่ ในฐานะเอกชนด้วยกัน และอาจจะเกี่ยวข้องไปถึง อ.ส.ม.ท. ในฐานะเจ้าของสัมปทาน หรือหากจะสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอคนสั่ง ก็คงจะหยุดเพียง ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. หรือรองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลอ.ส.ม.ท. เท่านั้นเอง

แต่สนธิ ไม่เชื่อเช่นนั้น กลับมั่นจใจว่าการกระทำกับคนระดับตนเอง เพียงแค่ผู้อำนวยการ อ.ส.ม.ท. หรือรองนายกรัฐมนตรี อย่าง วิษณุ เครืองาม ไม่กล้าลงมือแน่นอน หากไม่ได้รับไฟเขียวจากนายกฯทักษิณ

ต้นรักที่เคยปลูกร่วมกัน ได้กลายเป็นต้นพันธุ์ความแค้นในวันนั้นเอง

จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครยืนยันได้ว่า สนธิ คิดถูกหรือผิด แต่สำหรับสนธิ เขามั่นใจว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกกลั่นแกล้ง

เมื่อทางที่เคยเปิด ถูกปิดลง โอกาสที่จะหวนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะสื่อสารมวลชนมืออาชีพ และนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ก็ดับวูบลงทันที แต่กระนั้นก็ตาม สนธิ ไม่ได้ละความพยายามที่จะปั้นฝันของตัวเองต่อไป โดยเลือกแนวทางที่จะสร้างสถานีข่าวโทรทัศน์ดาวเทียม ขึ้นมาใหม่ ในนาม ASTV และได้เข้าไปเจรจาให้เครือข่ายเคเบิลทีวีต่างจังหวัด ถ่ายทอดสัญญาณ ให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งเป็นการสู้แบบไม่มีทางเลือกของสนธิ

อย่างไรก็ตาม อ.ส.ม.ท. ยังเปิดช่องให้สนธิ ได้หายใจด้วยการให้สนธิ ได้ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทุกคืนวันศุกร์ อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ความอดทนอย่างสูงต่อการทำรายการในระยะหลังของสนธิ ซึ่งมักจะพาดพิงไปถึงบุคคลที่สามให้เป็นที่น่าหวาดเสียวจะถูกฟ้องของผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เป็นประจำ และแน่นอนว่าการพูดชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ และปกป้องรัฐบาล ตลอดจนบริษัท บริวารของนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีถี่ในช่วงต้นของการดำเนินรายการก็เริ่มจางหายไป และแปรเปลี่ยนมาเป็นการโจมตี อภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคน ในบางเรื่อง อีกด้วย

จุดแตกหักระหว่างสนธิ กับช่อง 9 ก็คือ การออกมาตำหนินายกรัฐมนตรีว่ากระทำการอันไม่บังควร มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และบริหารประเทศชาติ โดยไม่เคารพเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เคยมีผู้ดำเนินรายการคนใดเคยพูดเช่นนี้มาก่อนทางสถานีโทรทัศน์ เนื่องจากเป็นข้อความที่ล่อแหลม และทำให้เกิดความแตกแยกในแผ่นดินได้ หากว่ามีการนำไปขยายผล อ.ส.ม.ท. จึงสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการของช่อง 9 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการยุติการดำเนินธุรกิจของสนธิ บนสื่อของรัฐอย่างสมบูรณ์ ทั้งโทรทัศน์ และวิทยุ ซึ่งถูก อ.ส.ม.ท. เรียกคลื่นคืนไปตามนโยบายการบริหารงานของอ.ส.ม.ท. ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548

มีการตั้งคำถามกันค่อนข้างมากกว่าเกิดอะไรขึ้นกับสนธิ ทำไมวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่รอบนี้ ช่างสั้นนัก ทั้งๆ ที่มีเพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้ที่เคยอยู่ใต้อาณัติบัญชา ดำรงตำแหน่งบุคคลสำคัญในรัฐบาลมากมาย

คำเฉลยที่ไม่อาจหาใครยืนยันได้ว่าจริงเท็จมีอยู่กี่ส่วน ก็คือ เพราะความต้องการอันไม่จำกัด และความทะยานอยากที่จะกลับมา ในอัตราเร่งจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเสี่ยงต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจ และกลายเป็นความบาดหมาง พัฒนาเป็นความโกรธ และความแค้น ที่มีต่อกันในที่สุด

เมื่อสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงในทางลบเช่นนี้ แนวทางที่อีกฝ่ายหนึ่งจำต้องเลือกเดินและกระทำก็คือ การไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาใช้สื่อของรัฐ จัดรายการด่ารัฐบาล เพราะเป็นการละเมิดกติกาที่ยากจะยอมรับได้ และทุกยุคทุกสมัย ก็จะดำเนินการเช่นนี้

หากสนธิ จะลองมองย้อนกลับไป ก็จะพบว่าการเข้ามาแผ่อิทธิพลบารมีของตนเองในช่อง 9 นั้น มีเสียงร้องโอดครวญจาก เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของรายการหลายรายการในช่อง 9 ในนามบริษัท ว๊อชด็อก ว่าต้องถูกยกออกจากผังรายการช่อง 9 ก็เพราะการเข้ามาของสนธิ ซึ่งในวันนั้นสนธิ ได้กล่าวฝากไปยังเจิมศักดิ์ว่า มีแต่หมาเท่านั้นที่ร้อง เสือไม่เคยร้อง

การถูกถอดออกจากผังรายการช่อง 9 ก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจแก่เจิมศักดิ์ เพียงใด สำหรับสนธิ ต้องคูณด้วยร้อยเข้าไป เพราะสนธิ ลงทุนไปกับธุรกิจนี้แบบมืออาชีพ ในขณะที่เจิมศักดิ์ ยังจัดอยู่ในชั้นสมัครเล่น จึงเทียบกันไม่ได้

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ เมืองไทยรายสัปดาห์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับ 11 News 1 จึงเป็นความบ่มเพาะความแค้นในหัวใจของสนธิ ที่รอวันชำระ แต่คราวนี้เขาไม่สามารถรอได้นาน เพราะแหล่งทุนที่เคยส่งปัจจัยมาให้ เริ่มทยอยปิดเก๊ะ ไม่ให้เขาเข้าไปหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบอีกแล้ว และนำมาสู่การสะสาง "แค้นสั่งฟ้า" ภาคสอง โดยมีตัวละครหลัก คือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไป

จากหนังสือ อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1




 

Create Date : 20 มีนาคม 2551    
Last Update : 21 มีนาคม 2551 22:43:43 น.
Counter : 235 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.