ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 2

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 2


"หลังจากพังพาบไปกับพิษไข้ต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเคยประกาศความยิ่งใหญ่ของชนชาติผิวเหลือง ให้นักธุรกิจสื่อในซีกโลกตะวันตกได้ประจักษ์ในความสามารถเหมือนกับครั้งหนึ่งในอดีตกาลที่ เจงกีสข่าน ได้ยกพลบุกตะลุยไปจนถึงยุโรป ก่อนจะสิ้นชีพ เพราะความทะเยอทะยานที่เกินกำลังของตัวเอง"


“โมกุลแห่งสื่อของเอชีย” อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักรพรรดิเจงกีส ข่าน คือต้องถึงกาลดับชีพในโลกธุรกิจ ด้วยสภาพหนี้สินล้นพ้นตัวหลายหมื่นล้านบาท อาณาจักร เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เสกเป่าขึ้นมาด้วยลมปากและปลายลิ้น ก็ล่มสลายพังครืนลงมาจนยากจะรับมือไหว


เมื่อหมดสิ้นหนทางที่จะต้านพิษไข้ต้มยำกุ้งได้ และไม่อายทานพายุเศรษฐกิจที่พัดผ่านประเทศไทยไปได้ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ประกาศทฤษฎี “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” พร้อมกับประกาศตนเป็นลูกหลาน (นอกรีต) พระเจ้าตาก ด้วยการ “ชักดาบ” เจ้าหนี้ทุกรายประดามี


กระบวนท่าของสนธิ บังเกิดผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกระดับ ทั้งในประเทศแลต่างประเทศ เนื่องจากมีนักธุรกิจจำนวนมาก ยึดสนธิเป็นแบบอย่างในการต่อสู้กับเจ้าหนี้ด้วยทฤษฎี 3 ไม่ ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ต่างชาติเข็ดขยาดไปตามๆ กัน


กล่าวกันว่าเฉพาะบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีหนี้สินมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่มากเกินกว่าสนธิจะเยียวยาได้ จึงต้องปล่อยให้เจ้าหนี้เข้ามาจัดการแบ่งสันปันส่วนหนี้ที่สนธิ สร้างเอาไว้ ในขณะที่สนธิก็หมดสภาพที่จะยื้อยุดฉุดกระชากหนี้กับเจ้าหนี้ทั้งหลายจนต้องยอมรับสภาพบุคคลล้มละลายในวันหนึ่ง


เมื่อธนาคารนครหลวงไทย ฟ้องให้ชำระหนี้จำนวน 151 ล้านบาท สนธิไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารนครหลวงไทย ก็ดำเนินการในชั้นศาลให้ศาลสั่งสนธิเป็นบุคคลล้มละลาย

ถึงแม้จะตกอยู่ในสภาพบุคคลล้มละลาย แต่สนธิก็คงมีบทบาทในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ในฐานะที่ปรึกษาบริษัทแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และการดำเนินชีวิตของสนธิ ก็ยังคงเป็นไปอย่างมีสีสัน ไม่แตกต่างจากก่อนจะเป็นบุคคลล้มละลายมากนัก นักการเมือง นักวิชาการจำนวนมากยังคงแวะเวียนไปหา ไปขอความเห็นต่างๆ อยู่เป็นประจำ


ไม่เพียงเท่านั้น สนธิยังอยู่เบื้องหลังการขยายกิจการของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อทำธุรกิจสื่อเว็บไซต์และสื่อโทรทัศน์ ในนามผู้จัดการด้วยเงินทุนหลายร้อยล้านบาท ถึงแม้จะอยู่เบื้องหลังและรั้งตำแหน่งเพียงที่ปรึกษาบริษัท แต่ก็ไม่อาจจะปกปิดสถานภาพที่แท้จริงของตัวเองต่อสายตาของนักลงทุน


และเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการสื่อมวลชนได้ เนื่องจากการเดินหมากทางธุรกิจของสนธิ เป็นหมากที่ดุดัน กว้านซื้อตัวบุคลากรมือดีจากค่ายต่างๆ เข้ามาอยู่ในคอกของตัวเอง อย่างไม่พรั่นพรึงต่อราคาที่มีการเสนอเข้ามา ขุนพลข่าวมือดีจากโทรทัศน์ทั้ง 6 ช่อง

ถูกอำนาจเงินดูดเข้าไปอยู่ใต้ชายคาบ้านเจ้าพระยา และบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นป้อมค่ายหลักของสนธิในการหวนคืนกลับมาสู่สังเวียนธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการลงทุนหลายร้อยล้านบาท เพื่อสร้างอาณาจักรใหม่ ที่มีเว็บไซต์ manager.co.th และโทรทัศน์ 11 news 1 เป็นหัวหอกหลักนี้เอง


จึงทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นในวงการธุรกิจ และวงการสื่อมวลชนในประเทศว่าแท้จริงแล้วสนธิ ไม่ได้บาดเจ็บจากพิษไข้ต้มยำกุ้งจริง ไม่ได้ล้มจริงตามที่เป็นข่าวจริงอยู่บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ล้มไปแล้ว แต่สนธิยังคงยืนได้อย่างผ่าเผย ซึ่งพฤติกรรมดั่งนี้ไม่อาจเรียกเป็นอื่นได้ นอกจากการล้มบนฟูก กล่าวคือ บริษัทเจ๊ง แต่สนธิไม่ได้เจ๊งตามไปด้วย เพราะความชาญฉลาดในการทำธุรกิจ และความเจนจัดในการใช้บริษัท และตลาดหลักทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง


เชื่อกันว่าสนธิได้ใช้กระบวนท่าดูดเงินบริษัทมหาชนเข้าไปอยู่ในเซฟของตัวเองจำนวนมหาศาล หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 สนธิได้หลบลี้หนีหน้าออกจากวงการธุรกิจนานพอสมควร ก่อนจะกลับมาปรากฎในวงการหนังสือพิมพ์อีกครั้ง ในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ที่ทำให้มิตรรักอย่างธารินทร์ นินมานเหมินทร์ ต้องจดจำไปอีกนาน


ด้วยลีลาการเปลือยธารินทร์อย่างเจ็บแสบ เพียงเพราะนายธารินทร์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น มีท่าทีเมินเฉยต่อความเดือดร้อนของสนธิที่กำลังซมพิษไข้ต้มยำกุ้ง ชนิดที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด สนธิใช้ข้อมูลวงในที่เคยคลุกคลีตีโมงอยู่กับสองพี่น้อง “นิมมานเหมินทร์” คือธารินทร์และศิรินทร์ มาย้อนถล่มธารินทร์อย่างรุนแรงหนักหน่วง


กระทั่งภาพลักษณ์ขุนคลังไร้เทียมทานของธารินทร์ที่ประชาชนฝากความหวัง ต้องเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว และกลายเป็นขุนคลังไร้ราคา โดยเฉพาะเรื่องการขายทรัพย์สินของปรส. ให้แก่บรรษัทข้ามชาติ ในราคาถูกๆ แบบเลหลัง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีนายธารินทร์ เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ และเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน

กระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล และทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาในที่สุด


ต้องยอมรับว่าสนธิเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีวิธีการนำเสนอข้อมูลที่ยากให้เข้าใจง่ายได้เก่งที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนติดตามงานของเขาเป็นจำนวนมากหลายคนตกอยู่ใต้มนต์ของตัวหนังสือที่สนธิ ร่ายให้ฟังชนติที่ไม่อยากคิดอะไรเองอีกแล้ว


พากันหลงเชื่อคล้ายตามตรรกะแบบสนธิไปได้ง่ายๆ มีการสืบสาวราวเรื่องกันในเวลาต่อมาว่า เหตุที่สนธิในนามของพายัพ วนาสุวรรณ ตั้งหน้าตั้งตาไล่ถล่มธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ชนิดที่ไม่เห็นแก่คุณธรรมน้ำมิตรแต่เก่าก่อนซึ่งเคยกินอยู่หลับนอนมาด้วยกัน ก็คือกรณีที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 มีผู้ร้องเรียนต่อ ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ว่าบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลเอนจิเนียริ่ง จำดัด (มหาชน) หรือ IEC ปกปิดข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ให้แก่บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,078 ล้านบาท


และจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าการกู้เงินรายนี้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) หรือ MGR ร่วมเป็นผู้ค้ำประกันด้วย


ทั้งนี้จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าสัญญกู้ยืมเงินที่เดอะเอ็มกรุ๊ป กู้จากธนาคารกรุงไทย และสัญญาค้ำประกันเงินกู้ของ MGR นั้น ลงนามโดยคน 4 คนได้แก่ สนธิ ลิ้มทองกุล สุรเดช มุขยางกูร เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และยุพิน จันทนา ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม แต่เรื่องนี้กรรมการของ MGR ไม่ได้รับทราบ


และไม่ได้มีการเปิดเผยในงบการเงินของ MGR ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากคนทั้ง 4 ได้กระทำทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่


ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง รวมทั้งในการทำสัญญาประกันดังกล่าว บุคคลทั้ง 4 ได้ร่วมกันปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่าคณะกรรมการ MGR ได้มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวในนาม MGR การกระทำดังกล่าวเป็นการลวงให้ผู้อื่นหลงผิดจนก่อให้เกิดภาระและความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้นของ MGR และ MGR ด้วย


นอกจากนี้บุคคลทั้ง 4 รายได้ร่วมกระทำผิดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ MGR โดยตรงแล้ว บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการให้ MGR เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาระค้ำประกันเงินกู้ยืมให้แก่ เดอะเอ็มกรุ๊ปในงบการเงินของ MGR ที่ต้องส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน ไม่ตรงกับความเป็นจริง และไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ลง ทุนขาดข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน


จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. ดังกล่าว จึงนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับสนธิ และพวกรวม 4 คน ต่อกองบังคับการตำรวจคดีเศรษฐกิจ กรณีรว่มกันปลอมเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาทให้กับเดอะเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยคณะกรรมการ MGR ไม่ได้ทราบ


จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา ข้อกล่าวหาของ ก.ล.ต. ที่มีต่อสนธิกับพวก หากพูดกันภาษาชาวบ้าน หรือภาษาข่าวก็คือ อาชญกรเศรษฐกิจ หรือ โจรเสื้อนอก นั่นเอง


ซึ่งข้อกล่าวหานี้ ได้ รับการยืนยันว่าเป็นความจริงจากนายพีรศักดิ์ วรสุนโอสถ กรรมการอิสระ บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (ไออีซี) ในฐานะประธานคณะทำงาน ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบริษัทไออีซี ค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปจำกัด ที่เปิดเผยว่า


ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตามคำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสรุปว่า การค้ำประกันเงินกู้ให้บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป กับธนาคารกรุงไทยจำกัดระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 มูลค่า 1,198 ล้านบาท เป็นการดำเนินงานโดยการรู้เห้ฯของนายสุรเดช มุขยางกูร กรรมการผู้อำนายการบริษัท ไออีซี เพียงผู้เดียว


“คณะกรรมการมีการสอบถามนายสุรเดช ได้รับชี้แจงว่า บริษัทไออีซีค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อกันหลายครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2539 ทั้งที่การยืมของเดอะเอ็มกรุ๊ป มูลค่า 1,198 ล้านบาท มีการวางหลักประกันเป็นที่ดินและใบหุ้นมูลค่ารวมประมาณ 1,632 ล้านบาท แต่ธนาคารกรุงไทยต้องการให้มีการค้ำประกันเพื่อความมั่นในในเงินกู้ บริษัทจึงเข้าค้ำประกันร่วมกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล และบริษัทแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด” นายพีรศักดิ์กล่าว


สำหรับสาเหตุของการเข้าค้ำประกันเงินกู้ ได้รับการชี้แจงจากนายสุรเดชว่า บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ป ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านทางนายสุรเดช และตัดสินใจเข้าค้ำประกัน เนื่องจากเห็นว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของไออีซี เพราะมูลค่าหลักประกันที่เดอะเอ็มกรุ๊ป มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไออีซี ซึ่งเคยให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจมาตลอดตามธรรมเนียมปฏิบัติของบริษัทในเครือเดียวกัน


โดยในช่วงที่ไออีซีจำเป็นต้องหาเงินทุนก็จะได้รับความช่วยเหลือจากเดอะเอ็มกรุ๊ปจึงตัดสินใจด้วยความสุจริตลงนามเข้าค้ำประกันเงินกู้


กล่าวกันว่ากรณีของไออีซีนี้ ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล เสียหายอย่างหนัก ทั้งทางเครดิต และหาแหล่งเงิน ที่จะเข้ามากอบกู้อาณาจักรเดอะเอ็มกรุ๊ป

จึงเป็นเหตุให้เกิดรายการ “แค้นสั่งฟ้า” ขึ้น
บนหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

แล้วในที่สุดก็ฟาดไปที่ก้านคอ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ จนแทบสลบ หลังจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สูญสิ้นอำนาจ เนื่องจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งตั้งแต่ต้นปี 2544 ให้กับพรรคไทยรักไทย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อย่างชนิดหมดรูปมวย


สนธิในฐานะนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะได้รับผลบวกหรือผลลบอะไรมากนักกับการเลือกตั้งที่เพิ่งจบลงไป กลับออกอาการดีอกดีใจอย่างเห็นได้ชัด อาการดีอกดีใจกับชัยชนะของพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการอธิบายในเวลาต่อมาไม่นานนัก เมื่อบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่คุ้นเคยใกล้ชิด และเคยอยู่ใต้ร่มเงาของสนธิ ในอาณาจักรเดอะเอ็มกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) มาแล้ว อาทิ


ิสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตกรรมการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน)

ทะนง พิทยะ เพื่อนรักผู้ทราบซึ้งบุญคุณสนธิ ไม่เสื่อมคลาย

พันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เอเชียไทม์

กนก อภิรดี อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน)


ไม่เว้นแม้แต่ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล (มารดาสนธิ) ซึ่งเข้ามา เป็นมือไม้ให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม ให้กับรัฐบาลไทยรักไทยการดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล ของบุคคลที่เคยทำงานให้กับสนธิ


ทำให้เกิดภาพซ้อนขึ้นมาทันทีว่า ระหว่าง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กับ สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องมีความสัมพันธ์พิเศษระดับสูงสุด และมาตอกย้ำให้เห็นว่าภาพซ้อนที่เห็นกันนั้น เป็นภาพที่ถูกต้อง ก็คือการเดินทางไปร่วมงานวันเกิดของสนธิ ถึงสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการของ พ.ต.ท. ซึ่งสร้างความฮือฮาให้แก่วงการสื่อสารมวลชนเป็นอย่างยิ่ง


เมื่อมองไปถึงการหวนกลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอย่างคึกคักของสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการก็ยิ่งมั่นใจได้ว่า รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐได้ทุ่มงบโฆษณาเข้าไปในสื่อเครือผู้จัดการของสนธิ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาทิ ธนาคารกรุงไทย การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย ปตท. ฯลฯ

โดยเฉพาะรายธนาคารกรุงไทย เจ้าหนี้รายใหญ่ของเดอะเอ็มกรุ๊ปและเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป ถึงกับทำแผนลดหนี้ และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับ ลูกหนี้รายนี้ด้วยการรับชำระหนี้ เป็นสื่อโฆษณาในสื่อเครือผู้จัดการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และ เว็บไซต์ซึ่งนับว่าเป็นลูกหนี้ที่ได้รับการปฎิบัติเป็นกรณีพิเศษ


เนื่องจากวิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น ก็คือ เพื่อนรักและผู้มีอุปการคุณรายใหญ่ของสนธิมาโดยตลอด การหวนกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเปรียบเสมือนการกลับคืนสู่รากเหง้าของตัวเอง ของนักธุรกิจสื่อข้ามชาติ ที่พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมา จึงต้องหลบเลียแผลในบ้านตัวเอง


ถูกโจมตีอย่างหนักจากเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกในช่อง 9 อ.ส.ม.ท. และช่อง 11 อยู่หลายรายการ แต่ต้องถูกเตะออกมา เพื่อเอาเวลาไปให้แก่สนธิเป็นผู้ดำเนินรายการแทน นอกเหนือจากการได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐในทุกสื่อของเครือผู้จัดการ จนแทบเก็บเงินเก็บทองกันไม่ทัน บริษัทเดอะเอ็มกรุ๊ปก็ยังได้รับการพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ จากเจ้าหนี้ให้เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย


ตัวเลขการปรับลดหนี้ให้กับเดอะเอ็มกรุ๊ป ถึง 6 พันล้านบาท เรียกได้ว่าในช่วงต้นของรัฐบาลไทยรักไทย สนธิในฐานะบุคคลล้มละลายและผู้ต้องหาของ ก.ล.ต. ได้รับการปฏิบัติจากกลไกของรัฐ ในฐานะ “คนพิเศษ” จนเป็นที่ครหานินทาไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ก็ไม่อาจสะท้านความรู้สึกของสนธิ และอดีตผู้ร่วมงาน ที่ได้ดิบได้ดีมีอำนาจวาสนาในรัฐบาลอย่างเนืองแน่น


พร้อมๆ กับความยิ่งใหญ่ของพรรคไทยรักไทย ก็คือการตื่นจากหลับของเครือผู้จัดการและสนธิ และออกก้าวเดินอย่างไม่สนใจคำทักท้วงของใครหน้าไหน ทั้งสิ้น


รายการวิทยุ 97.5 MHz ของ อ.ส.ม.ท. รายการโทรทัศน์ก่อนจะถึงจันทร์ เมืองไทยรายวัน ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. คือการเปิดเกมอุ่นเครื่องบนธุรกิจสื่ออีก ครั้งของสนธิ ก่อนจะเปิดเกมรุกอย่างจริงจังกับสถานีข่าว 11 News1 หรือ 11/1 ที่สนธิมีความหวังอย่างมากว่า เขาจะมาแทนที่สุทธิชัย หยุ่น และเครือผู้จัดการ จะมาทดแทนเนชั่นแชนเนล ที่ถูกรุกไล่จนตกจากจอโทรทัศน์ ทั้งแบบฟรีทีวี และเคเบิลทีวี

ด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ สนธิจึงเดินหน้าทำธุรกิจสื่ออีกครั้ง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะกล้บมาเป็นเบอร์หนึ่งของวงการอีกครั้งให้ได้


พร้อมๆ กับการเดินหน้าปก ป้องเป็นอาสาเป็นกองเชียร์ให้กับรัฐบาล และนายกฯทักษิณทุกเวที ทุกสถานที่ และทุกสื่อในเครือผู้จัดการ
ในรูปแบบที่เรียกว่า

“นายกฯข้า ใครอย่าแตะ”

ใครจะมาแตะต้องนายกฯทักษิณไม่ได้ สนธิจะใช้หน้าหนังสือพิมพ์ที่เขามี รายการโทรทัศน์ที่เขาจัด และรายการวิทยุที่เขาพูด ตอบโต้แก้ต่างให้กับนายกฯทักษิณ โดยไม่สนใจว่าใครจะครหานินทาว่ากล่าวเขาถูกซื้อตัวแต่อย่างใด


เนื่องเพราะการเกิดของ รัฐบาลไทยรักไทย และนายกฯทักษิณ ก็คืออนาคตที่สดใสของผู้จัดการ และสนธิในวันนั้นเช่นเดียวกัน




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2551    
Last Update : 16 มิถุนายน 2551 15:11:35 น.
Counter : 331 Pageviews.  

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 1

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 1

“…นายกฯทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา…”

ไม่ใช่คำกล่าวหรือคำเชลียร์ของบริวารลิ่วล้อของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ยืนอยู่รายล้อ เพื่อรอเศษเนื้อ หรือเศษอำนาจ ในไทยรักไทย หรือชินคอร์ปที่เราเคยได้ยินจนชินหูหากแต่เป็นคำกล่าวด้วยสีหน้า ท่าทางและแววตาที่จริงจังเป็นอย่างยิ่งของสนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ในครั้งหนึ่ง และถูกย้ำเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เช่นเดียวกัน


เป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่มีผู้ดำเนินรายการนาม สนธิ ลิ้มทองกุล นักวิเคราะห์ผู้เปี่ยมด้วยมุมมองลึกซึ้งในทุกๆ กรณีปัญหาของไทยและของโลก และสโรชา พรอุดมศักดิ์ พิธีกรสาว ซึ่งสมควรอย่างยิ่งกับรางวัล นักชง ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงสุด


เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังออกอาการเกรี้ยวกราดต่อการดำรงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังปลุกระดมประชาชนนับหมื่น นับแสนเพื่อโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร


เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไม่มีความจำเป็นต้องพูดจาเยี่ยงนั้นแม้แต่คิดก็ไม่พึงคิด เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยช่วยเหลือ ไม่เคยมีบุญคุณ ตรงกันข้ามยังติดหนี้บุญคุณทางธุรกิจแก่เขาอีกมากมายมหาศาล


เป็นสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำลังพิพากษาว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ใช้ไม่ได้ และ พ ต ท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา


ระยะเวลาเพียงสองปีเศษ ทำให้ สนธิ ลิ้มทองกุล นักหนังสือพิมพ์ผู้เจนจบกับทุกกลยุทธ์ทางการเมือง ประหนึ่งเป็นผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งในแวดลงอำนาจรัฐ เสมือนเกมที่เล่นอยู่บนฝ่ามือตัวเอง เปลี่ยนแปลงได้ถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาจากดีที่สุด รักที่สุด ชอบที่สุด เชียร์ที่สุด กลายเป็นเลวร้ายที่สุด เกลียดที่สุด ชิงชังที่สุด และต้องกำจัดให้ได้ในที่สุด


อารมณ์ และอาการเยี่ยงนี้ ไม่อาจปฎิเสธได้เลยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ต้องประสบกับภาวะผิดหวังอย่างรุ่นแรงที่สุด ต่อ พ ต ท ทักษิณ ชินวัตร ผิดหวังรุนแรงชนิดที่มิอาจจะอภัยต่อกันได้ มีเพียงเส้นทางเดียวที่ต้องกระทำ คือการ ฆ่า ให้พ้นจากเส้นทางของตนเอง ไม่แปลกที่ผู้คนซึ่งอยู่ห่างไกลจากปริมณฑลของ เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จะเข้าใจว่าสนธิ ผิดหวัง พตท ทักษิณ ที่สำแดงธาตุแท้ของตนเองออกมาว่า


ที่จริงแล้ว เขาก็ไม่แตกต่างจาก นักการเมืองทั่วไป ที่ใช้อำนาจเป็นประโยชน์กับพวกพ้อง ญาติมิตรและไม่จริงใจกับประชาชน เพราะ 10 ครั้งของเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร สนธิพร่ำพูดและตอกย้ำเช่นนี้จริงๆ

แต่ทว่า ผู้คนในแวดวงหนังสือพิมพ์ที่รู้จัก สนธิดี รวมไปถึงผู้คนที่เคยเฉียดใกล้ปริมณฑลเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่างคาดเดาว่าความผิดหวังรุนแรงที่บังเกิดขึ้น เป็นเพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ โอบอุ้ม ช่วยเหลือ สนธิมากเท่าที่ควร หรือมากเท่าที่สนธิคาดหวัง มิหนำซ้ำยังมีทีท่าเฉยเมยต่อความยากลำบากของสนธิ ที่ประสบอยู่ตรงหน้า


ร่ำลือกันว่าความคาดหวังที่สนธิลิ้มทองกุล มีต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และต้องผิดหวังนั้นหากคำนวณเป็นมูลค่าทางธุรกิจแล้วมีจำนวนไม่น้อยกว่าหลักสามถึงสี่ร้อยล้านบาทซึ่งอาจจะเป็นเงินไม่มากนักสำหรับ พตท ทักษิณ ในวันนี้ และสำหรับสนธิ ในวันวานแห่งอดีตที่รุ่งเรือง แต่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับคนที่เพิ่งพ้นสภาพบุคคลล้มละลายอย่างสนธิ ในวันนี้


ร่ำลือกันว่า จากความผิดหวังที่เกิดขึ้น ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความโกรธ และความแค้นตามลำดับ แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีความเชื่อของผู้คนที่รู้จักสนธิดีว่า ความโกรธและความแค้นของสนธิที่มีต่อ พตท ทักษิณ ยังคงสามารถที่จะเคลียร์กันได้ ตามประสานักธุรกิจด้วยกัน แต่อาจจะต้องมีราคาแพงถึงหลักพันล้านบาท เลยทีเดียว ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจำนวนหัวของผู้ที่มาชุมนุมกันอยู่ในสวนลุมพินี ทุกเย็นวันศุกร์


ยิ่งมีจำนวนหัวมาก ราคาเคลียร์ก็ยิ่งสูง แต่หากมีจำนวนหัวไม่มากตามที่ประกาศไว้ราคาเคลียร์ก็อาจจะต้องมาตกลงกันใหม่

ควรทราบด้วยว่า นอกเหนือจากสถานภาพนักหนังสือพิมพ์แล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล มีคุณลักษณ์ที่ชัดเจนประการหนึ่ง คือความเป็นนักธุรกิจ ที่ยึดมั่นในปรัชญา การทำกำไรสูงสุดกับสิ่งที่ได้ลงทุนไป และไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มาฟรี


นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่สนธิ ต้องการ 5 แสนคน ในเย็นวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2548

นี่อาจจะเป็นราคาต้นทุนของการระดมพลังมวลชน และผลประกอบการที่อาจจะได้รับที่มิอาจประเมินได้ แต่แน่นอนถ้าหากการเจรจาทางธุรกิจบรรลุผล ย่อมมีผู้จ่ายและผู้รับ และมีผลกำไรเกิดขึ้นตามปรัชญาการทำงานของนักธุรกิจที่ต้องได้กำไรสูงสุด


เรื่องทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมืองไทยที่มากด้วยกลเกมของผู้เล่นที่ช่ำชองประสบการณ์ โดยมีประชาชนเป็นเบี้ยด้วยความสมัครใจ และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แต่ไม่ว่าจะด้วยสมัครใจ เต็มใจ จำใจ หรือจนใจก็ตาม สิ่งที่เราพึงครุ่นคิดและใคร่ครวญให้จงหนักก็คือ เป็นไปได้หรือ ที่คนคนหนึ่งซึ่งมีมันสมองอันปราดเปรื่องและสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ มีข้อมูล ข้อเท็จจริงอยู่เต็มสองมือ มีสำนึกถูกผิด อยู่เต็มหัวใจ มีสำนึกแห่งคุณธรรมดีชั่ว อยู่ทั่วทุกอณูของร่างกาย จะตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งมนต์เสน่ห์ของคนอีกคนหนึ่งมาอย่างยาวนานถึง 3 ปี


ชนิดโงหัวไม่ขึ้น จนถึงกับยกย่องให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา จะกลับกลายเป็นคนคนหนึ่งที่รังเกียจ ชิงชัง นายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของตัวเอง ถึงขนาดต้องโค่นล้มและขับไล่ให้พ้นจากแผ่นดินไทย

หากอาการที่เกิดขึ้นกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนี้ มิได้มีผลประโยชน์ส่วนตนมาเคลือบแคลงหรือแอบแฝง ก็ต้องบอกว่า สินธิ ลิ้มทองกุล กำลังตกอยู่ในสภาวะต่อมคุณธรรมอักเสบอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน


เพราะโกหกตัวเอง และผู้คนมาตลอด 3 ปีเต็มของการจัดทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เนื่องเพราะจริงๆ แล้ว “นายกฯ ทักษิณไม่ใช่นายกรัฐมนตรีดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา” ในทัศนะของสนธิตามที่ได้พร่ำพูด พร่ำบอกกับผู้ชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เรื่อยมา

ที่พูดไปทั้งหมดเป็นเพียงการโกหกไปในแต่ละสัปดาห์ เพื่อแสวงหา การักษาและดำรงอยู่ ของตนเท่านั้นเอง


แต่ด้วยมันสมองและสติปัญญาระดับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ซึ่งสถาปนาตัวเองเป็น “โมกุลแห่งวงการสื่อสารมวลชนของเอเชีย” เป็นผู้บริหารธุรกิจระดับหมื่นล้านบาท เคยเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่สื่อตะวันตก ให้ความสนใจมากที่สุด เคยเป็นผู้จัดการรัฐบาล

เคยผ่านวันอันแสนสุข ผ่านคืนที่อมทุกข์มาแล้วหลายช่วงในชีวิต รวยที่สุดก็เคยมี จนที่สุดก็เคยเป็น จึงมิอาจเชื่อได้ว่า ทั้งหมดที่สำแดงออกมานั้น เป็นเพราะ “ต่อมคุณธรรมอักเสบ” เพียงสาเหตุเดียว หากแต่จะต้องมีสาเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

แต่จะเป็นสิ่งใดนั้น มีแต่สนธิ ลิ้มทองกุล เท่านั้นที่จะตอบได้ว่า…

มันคืออะไร?
และราคาเท่าไร?

และการเจรจาทางธุรกิจ โดยมีประชาชนที่มาชุมนุมกันในสวนลุมพินีเป็นราคาและมีอำนาจรัฐเป็นเดิมพัน หรือตัวชี้วัดว่าเกมนี้ใครจะกำไร ใครจะขาดทุน จะลงเอยด้วยตัวเลขสิบหลักอย่างที่นักการเมืองระดับวงในและนักหนังสือพิมพ์ระดับผู้ใหญ่ร่ำลือกันจริงหรือไม่

เหล่าเบี้ยทั้งหลายอย่างพวกเรา ต้องติดตามกันดูต่อไป…




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2551    
Last Update : 16 มิถุนายน 2551 15:10:29 น.
Counter : 499 Pageviews.  

ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ทีวีของใคร

ในที่สุดเมืองไทยก็มีทีวีสาธารณะเกิดขึ้นมา ด้วยเป้าประสงค์สำคัญคือ เพื่อให้คนในสังคมไทยได้มีสถานีโทรทัศน์ที่สามารถนำเสนอเรื่องราวของประชาชนได้อย่างเต็มที่ แต่มาถึงวันนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทีวีสาธารณะไม่มีอะไรแตกต่างไปจากฟรีทีวีช่องอื่นๆ เพราะข่าวและรายการต่างๆ ที่นำเสนอไม่มีความแตกต่างกัน มิหนำซ้ำยังดูประหนึ่งว่า ทีวีสาธารณะจงใจจะทำให้สังคมเกิดการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายเสียด้วยซ้ำไป ทีมข่าวรุ่นแรกของไอทีวีหลายคนฝากคำถามมาว่า ทีวีไทยยังยึดมั่นนโยบายนำเสนอข่าวอย่างเป็นกลางหรือไม่

ปฐมบททีวีสาธารณะ

1 ปี 3 เดือน หลังสำนักนายกรัฐมนตรียึดคลื่นUHF คืนจากบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) แล้วตัดต่อพันธุกรรมให้ทีวีเสรีกลายเป็นทีวีสาธารณะ โดยในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ จะประกาศรายชื่อคณะกรรมการนโยบายถาวร 9 คนของทีวีสาธารณะ ต่อจากนั้นในวันที่ 15 กรกฎาคม คณะกรรมการนโยบายชั่วคราว 5 คนของทีวีไทย ทีวีสาธารณะแห่งแรกของประเทศ ก็จะหมดหน้าที่ ต้องส่งต่อการบริหารจัดการให้กรรมการนโยบายถาวร

นั่นหมายถึงนายขวัญสรวง อติโพธิ นายอภิชาติ ทองอยู่ นายณรงค์ กล้าหาญ นางนวลน้อย ตรีรัตน์ จะต้องเดินออกจากชั้น 13 อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ที่ตั้งอดีตสถานีโทรทัศน์ไอทีวีหรือทีวีไทยในปัจจุบัน

ยกเว้นนายเทพชัย หย่อง จะยังอยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยต่อไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม หรือจนถึงวันที่กรรมการนโยบายถาวรสรรหาบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการองค์กรได้เรียบร้อยแล้ว

กระบวนการตัดต่อพันธุกรรม

ทันทีที่พระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2551 พนักงานทีไอทีวี 1,037 คน ซึ่งมีสถานภาพเป็นพนักงานรับจ้างของกรมประชาสัมพันธ์ก็กลายเป็นคนว่างงานทันที

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีการประกาศรายชื่อพนักงานที่ได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานชั่วคราวขององค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส ซึ่งเริ่มแพร่ภาพตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม

การประกาศรายชื่อครั้งนั้น พนักงาน 86 คนถูกคัดออก โดย 46 คนเป็นพนักงานฝ่ายข่าว ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการฝ่ายข่าวลงมาจนถึงระดับบรรณาธิการข่าวและผู้สื่อข่าวสายการเมืองบางคน

ต่อจากนั้นอีก 4 เดือน พนักงานฝ่ายข่าวโดยเฉพาะผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศเริ่มทยอยลาออกอีกประมาณ 40 คน เนื่องจากเป็นกลุ่มพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้าน "แนวทาง"และ "แนวคิด" ในการทำงานมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ว่างลงและตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายทีวีสาธารณะ ต่างก็ถูกแทนที่ด้วยบุคลากรจากกลุ่มเอเอสทีวี เครือเดอะเนชั่นและกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่ากบฏไอทีวี ที่ไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก แต่เข้าไปได้ด้วยสัญญาจ้างแบบชั่วคราวหรือฟรีแลนซ์ เช่น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากบฏไอทีวี ได้แก่ น.ส. ชมพูนุช คงมล เป็นบรรณาธิการข่าวภูมิภาค, น.ส. อรพิน ลิลิตวิศิษฏ์วงศ์ บรรณาธิการโต๊ะข่าวธรรมาภิบาล, น.ส. นาฏยา แวววีรคุปต์ ผ้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ดูแลโต๊ะข่าวประชาสังคม, น.ส. กรุณา บัวคำศรี ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการข่าวภาคเช้า

นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ อดีตหัวหน้าข่าวสายความมั่นคงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และบรรณาธิการศูนย์ข่าวอิศรา เป็นบรรณาธิการข่าวการเมือง, นายอภิชาต บัวทอง อดีตผู้สื่อข่าวเอเอสทีวี เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวการเมือง , นายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทวอชด็อกของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว, นายประกาศิต คำพิมพ์ อดีตผู้สื่อข่าวเอเอสทีวีที่เข้ามาทำงานแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าอยู่ในตำแหน่งใด

ไอทีวีมีพนักงานฝ่ายข่าวรวม 380 แต่ทีวีไทยในขณะนี้มีพนักงานฝ่ายข่าวเกือบทะลุ 400 แล้ว และยังคงรับพนักงานเข้ามาเรื่อยๆ ขณะที่ผลการสอบคัดเลือกซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม มีบุคคลภายนอกและอดีตพนักงานไอทีวีผ่านการคัดเลือกรวม 629 คน กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ โดยอ้างว่าโครงสร้างตำแหน่งและเงินเดือนยังไม่ลงตัว

ขณะเดียวกันก็มีรายงานถึงความแตกต่างระหว่างอัตราเงินเดือนของพนักงานไอทีวีเดิมกับพนักงานที่เข้ามาใหม่ ปัญหานี้ถูกหยิบยกขึ้นในที่ประชุมพนักงานเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม นางนวลน้อย ตรีรัตน์ หนึ่งในกรรมการแสดงความกังขาว่ามีปัญหาเช่นนี้ในหน่วยงานได้อย่างไร ขณะที่นายเทพชัยรับปากว่าจะนำเรื่องนี้กลับไปพิจารณา

สื่อต้องเลือกข้าง?

ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สื่อใหญ่สำนักหนึ่งที่เคยพร่ำสอนนักข่าวทั้งรุ่นใหม่และเก่าว่า ต้องเสนอข่าวด้วยความเป็นกลางและต้องเสนอข่าวสองด้าน ก็กลับเดินทวนกระแสสำนึกของตนเองโดยประกาศว่า "ในบางสถานการณ์ สื่อต้องเลือกข้าง"

ฉะนั้น ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ซึ่งเป็นอีกวันหนึ่งที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติ เพราะการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลหุ่นเชิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ชมทีวีไทยจึงได้เห็นสกู๊ปข่าว "เอเอสทีวี-สื่อเลือกข้าง" ที่ว่าด้วยบทบาทของเอเอสทีวีทั้งในช่วงข่าวเที่ยง ข่าวค่ำ และข่าวดึก ในค่ำวันเดียวกันก็มีการถ่ายทอดสดการปราศรัยของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

มีข่าวเบื้องลึกจากทีวีไทยว่ารายการ "ที่นี่ทีวีไทย" มีคอนเซ็ปต์ว่า "เพื่อเป็นช่องทางให้ชนชั้นกลางได้ระบายแค้น" ที่เริ่มแพร่ภาพออกอากาศครั้งแรกในคืนวันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน ความคิดเช่นนี้ทำให้นักข่าวที่ทราบเรื่องหันมาตั้งคำถามว่า "เขาทำข่าวกันอย่างนี้หรือ ไม่น่าเป็นไปได้เพราะข่าวไม่ควรเลือกเข้าข้างใครทั้งสิ้น"

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันที่ 1กุมภาพันธ์ ที่กรรมการนโยบายชุดนี้เข้ามาบริหารงานตามอำนาจในพระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เรตติ้งของทีวีสาธารณะซึ่งกลายพันธุ์มาจากทีวีเสรีที่เคยมีเรตติ้งเป็นลำดับที่ 3 จากฟรีทีวีทั้งหมด 6 ช่อง ก็ร่วงลงไปอยู่ในอันดับที่ 4 แต่เรตติ้งอาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับทีวีสาธารณะ เพราะกรรมการนโยบายชั่วคราวบางคนเคยประกาศว่า "ไม่จำเป็นต้องมีเรตติ้ง"

ภาวะทางการเงิน

มีรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2551 ที่กฎหมายทีวีสาธารณะมีผลบังคับใช้จนถึงขณะนี้ มีงบประมาณดำเนินการจากภาษีเหล้า-บุหรี่ ไหลเข้าสู่องค์กรนี้แล้วประมาณ 100 ล้านบาท

ขณะที่กรรมการนโยบายชั่วคราวชุดนี้วางแผนการพัฒนาองค์กรไว้ 2 โครงการใหญ่ คือ ย้ายที่ทำการสถานีในช่วงปลายปีจากตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ไปที่ตึกจามจุรีสแควร์ สามย่าน หากบริษัทเอสซีแอสเสทไม่ต่อสัญญาเช่าตึกชินวัตร 3 ซึ่งจะหมดอายุลงในเดือนพฤศจิกายนปีนี้
คาดว่าต้องใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท โดยเปรียบเทียบจากค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานีไอทีวีจากตึกเอสซีบี สี่แยกรัชโยธิน ไปที่ตึกชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อปีต้น 2546 ซึ่งบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) เสียค่าใช้จ่ายในครั้งนั้นกว่า 200 ล้านบาท

รวมทั้งโครงการปรับปรุงศูนย์ข่าวต่างจังหวัดอีก 4 ศูนย์ ต้องใช้งบประมาณจัดตั้งศูนย์ละ 20 ล้านบาท ตั้งเป้าไว้ว่าศูนย์ข่าวเหล่านี้จะมีเวลาแพร่ภาพข่าวสารในพื้นที่ของตัวเองวันละ 2 ชั่วโมง

ทั้งที่ทรัพย์สินที่ทีวีไทยรับมาจากทีไอทีวีนั้น รวมถึงศูนย์ข่าวภูมิภาค 7 ศูนย์ คือศูนย์ข่าวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ข่าวภาคใต้อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ศูนย์ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดขอนแก่น ศูนย์ข่าวภาคตะวันออกจังหวัดสระแก้ว ศูนย์ข่าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สุโขทัย และอุบลราชธานีด้วย

นโยบายให้แต่ละศูนย์ข่าวมีเวลาแพร่ภาพเป็นของตนเองนั้น ดูเหมือนเป็นนโยบายที่ดีสำหรับการเข้าถึงประชาชน แต่เป็นนโยบายดาบสองคม เพราะเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับการสร้างอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งสถานีโทรทัศน์ของรัฐช่องหนึ่งตระหนักในปัญหานี้ดี

ณ วันที่ 8 มีนาคม 2550 บริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) หมดสภาพการเป็นทีวีเสรีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีส่งไอทีวีไปอยู่ในความดูแลของกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมกับเงินอีกประมาณ 100 ล้านบาทเศษ จากค่าโฆษณาและค่าเช่าเวลา

ฉะนั้น ณ เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 14 มกราคม 2551 ที่ทีไอทีวีถูกตัดต่อพันธุกรรม กลายเป็นทีวีสาธารณะแห่งแรกของประเทศ ไทยพีบีเอสจึงมีเงินติดกระเป๋าไปด้วยราว 100 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่นับเงินอีก 60 ล้านบาท ที่ถูกจัดสรรไปเป็นค่าสารคดีเสือ-สิงห์-กระทิง-แรด-และงู ซึ่ง จ่ายให้กับบริษัทชื่อฝรั่งแห่งหนึ่ง ที่มีรายงานว่าเป็นของคนโตในกรมบางกรมในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับออกอากาศในวันที่ทีไอทีวีแปรสภาพเป็นทีวีสาธารณะ

ทั้งที่ราคาจริงของสารคดีมือ 3 มือ 4 ชุดนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเท่านั้น

เงินติดกระเป๋าก้อนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินเดือนพนักงานกับผู้บริหารประมาณ 700 คน และอีกส่วนหนึ่งสำหรับการบริหารจัดการทั้งงานข่าวและงานประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะโครงการสาธารณะสัมพันธ์ใน 9 จังหวัดที่ใช้งบประมาณ 7 ล้านบาท ซึ่งเงิน 7 ล้านบาท รวมถึงค่าตอบแทนที่จ่ายให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ โดยเฉลี่ยรายละ 300 -1,500 บาทด้วย รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการประชุมสัมมนาในต่างจังหวัดที่มีเบี้ยประชุมสำหรับกรรมการนโยบายหัวละ 5,000 บาทต่อวัน

เฉลิมชัย ยอดมาลัย
(แนวหน้า 8 มิ.ย. 2551)

สรุปโครงสร้างพนักงาน ทีวีไทยพีบีเอส ปัจจุบัน ประกอบด้วย

1. บุคลากรจากกลุ่มเอเอสทีวี
2. เครือเนชั่น
3. กลุ่มกบฎไอทีวี
4. กลุ่มวอชด็อก ของเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ไม่แปลกที่ผู้เขียนถามว่า "ทีวีสาธารณะ... (จริงๆ แล้วเป็น) ทีวีของใคร???)




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2551    
Last Update : 11 มิถุนายน 2551 15:42:11 น.
Counter : 336 Pageviews.  

ศาสดาลิ้มมั่วเรื่องเครื่องบินการบินไทย+ด่าพระผยอม

น้าลิ้มมั่วเรื่อง TG อีกแล้ว

เกี่ยวกับเรื่อง TG ที่น้าลิ้มพูด

พอดีได้อ่านบทความที่น้าลิ้มพูดถึงเรื่องการบินไทยยกเลิกเที่ยวบินตรง(Direct) กทม.-นิวยอร์ก แล้วรู้สึกว่า.... มันมีข้อมูลอะไรที่ผิดพลาดหลายอย่าง

ผมก็พูดเท่าที่ผมรู้นะครับใครรู้เพิ่มเติม หรือผิดพลาดตรงไหน แก้ไขได้นะครับ

น้าลิ้มพูดถึงการยกเลิกเที่ยวบินของการบินไทยเที่ยวบินตรง กทม.-นิวยอร์ก เพราะขาดทุนมหาศาล


ปกติ ไฟล์ท กทม.-นิวยอร์ก(JFK) ที่บินตรงไม่แวะที่ไหนนี้ต้นทุนต่อเที่ยวราวสี่ล้านบาทเท่าที่ทราบ เต็มเกือบทุกไฟล์ท
ข้อดีที่ไม่ต้องแวะที่ไหนคือช่วงเปิดไฟล์ทแรก ๆ ได้กำไรอยู่พอสมควร หลัง ๆ น้ำมันอัพขึ้นเยอะเลยขาดทุน เพราะเครื่อง 340 ไม่ได้เติมน้ำมันแค่พันสองพันปอนด์ เติมน้ำมันครั้งนึงเป็นหมื่น

การบินไทย แก้ไขโดยการลดเที่ยวบินของ A340 จาก 7flight/week เป็น 5flight/weekในไฟล์ท ไดเรกลอสเองเจอลิส และใช้เครื่อง 777 ในไฟล์ทที่แวะโอซาก้า ง่าย ๆ ก็คือ ปรับเปลี่ยน เกลี่ยให้กำไรขาดทุนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมไม่ได้ยกเลิกหรือขายทิ้งอะไรทั้งหมดอย่างที่น้าลิ้มแกบอก

การลงทุนคือความเสี่ยง การบินไทยลงทุน ก็ต้องมีความเสี่ยงเป็นธรรมดา
แต่การบินไทยไม่เคยเจ๊ง น้าลิ้มเคยเจ๊งไม๊ครับ... ถ้าเคย ก็อย่าไปสอนการบินไทย ผมว่า เขาบริหารงานเก่งกว่าบริษัทเจ๊ง ๆ เยอะ

ส่วนคำพูดบางคำที่น้าลิ้มบอก....
...
"เพราะเครื่องบินแอร์บัสรุ่นที่จะซื้อเป็นเครื่องบินตกรุ่น "
เอิ่ม.... ถ้าผมจำไม่ผิดเทคโนโลยีของแอร์บัส340นี่ พอ ๆ กับ B777 จะเป็นรองก็แค่ A380ซึ่งเป็นเครื่องบินระดับทอป ๆ ของโลก ซีรี่ย์ 400 ที่เราซื้อมา ไม่ได้ตกรุ่นเลยแม้แต่น้อย

น้าลิ้มบอกว่า
"เขาจงใจที่จะซื้อเครื่องบินที่ไม่เหมาะกับการบินระยะไกล "
เออ.... แอร์บัส340 นี่...เขาออกแบบมาให้บินระยะไกลโดยเฉพาะเลยไม่ใช้หรือครับน้าลิ้ม สี่เครื่องยนต์ บินได้ครึ่งโลกสบาย ๆ นักบินสี่คนผลัดกัน คนออกแบบเขาจบวิศวะ และสร้างเครื่องบินระดับโลกมาแล้วทั้งนั้น ผมเชื่อวิศวะกร มากกว่า น้าลิ้มครับ
เพราะเครื่องบินทำได้ขนาดนี้ บินเห็นชัด ๆ ว่าออกแบบมาให้บินระยะไกล คงไม่ได้ออกแบบมาให้บินไปกลับบ้านพระอาทิตย์สะพานมัฆวานหรอกครับ

อย่างที่รู้ ๆ กัน น้าลิ้มแกรู้ทุกเรื่อง ยกเว้นรื่องจริง ทำได้ทุกอย่างยกเว้นงานในหน้าที่ อยู่ได้ทุกที่ ยกเว้นที่ทำงาน

กระทู้นี้เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าบอก
"อย่าเชื่อ เพราะฟังเขามา " ครับผม

ผิดถูกอย่างไร หรือใครู้เพิ่มเติมอย่างไร บอกได้นะครับ

จากคุณ : polize60 - [ 9 มิ.ย. 51 01:09:25 A:1.1.1.33 X:58.8.98.40 ]


เอามาจากระบบสำรองที่นั่งระบบ Royal ของการบินไทยค่ะ

ขาออก: Bangkok - New York
วันศุกร์, 20 มิถุนายน 2008

<<วันก่อนหน้านี้ วันถัดไป>>

0:40 Bangkok (BKK)
7:10 New York (JFK)
Thai Airways Intl (TG)
17h30min 0 การแวะจอด อิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลเที่ยวบิน
ที่นั่งว่าง: E N

กลับ New York - Bangkok
วันอาทิตย์, 29 มิถุนายน 2008

<<วันก่อนหน้านี้ วันถัดไป>>

11:35 New York (JFK)
16:10 Bangkok (BKK)
+1 วัน
Thai Airways Intl (TG)
17h35min 0 การแวะจอด อิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลเที่ยวบิน
ที่นั่งว่าง: B E


จากข้อมูลที่ดึงมายืนยันว่ายังบินอยู่เหมือนเดิมค่ะ

ออกตัวก่อนเลยนะคะ ห่างหายเวทีการเมืองนี้ไปนาน เนื่องจากเบื่อค่ะ แต่กำลังจะกลับมาพูดคุยกับทุกท่านเช่นเคยแล้วนะคะ เลยทำให้ข้อมูลเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการเมือง รวมถึงความเป็นมาเป็นไปของการเมืองตอนนี้ไม่ได้อัพทูเดทเท่าใดนัก เลยไม่ทราบว่า คุณลิ้ม พูดอะไรพล่อย ๆ ออกมาทำลายชาติไว้บ้าง

จากข้อมูลที่ดึงมา ชั้นธุรกิจ และชั้น พรีเมี่ยมเอคโคโนมี่คลาส เต็มเที่ยวบินขาไป และกลับ แล้ว (เต็มอย่างละคลาสค่ะ) ชั้นประหยัดมีจองมามากแล้วพอควร แสดงว่าแนวโน้มไม่ได้เลวร้ายอะไรในช่วง กรีนซีซั่นเช่นนี้ และแม้จะโดนมรสุมการเมืองรุมเร้าทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนอยู่ก็ตามที

ขอแย้งข้อมูลเจ้าของกระทู้เล็กน้อยค่ะ

การบินไทยใช้เครื่อง Airbus 2 ซีรี่ย์ค่ะ คือ A340-500 และ A340-600 นะคะ ไม่ใช่ซีรีย์ 400 อย่างที่เข้าใจค่ะ สำหรับเที่ยวบินที่ยกตัวอย่างทั้งไปและกลับนี้ ใช้ 340-500 ค่ะ ไม่มีเฟิร์สคลาส มีเพียง ชั้นธุรกิจ ชั้นประหยัด(พรีเมี่ยม) และชั้นประหยัด ความจุผู้โดยสารรวม 215 ที่นั่งรวมทุกคลาสค่ะ

ซึ่งทั้ง 2 ซีรย์นี้การบินไทยสั่งมาพร้อม ๆ กันค่ะ ไม่ได้หมายความว่า 500 เก่ากว่า 600 แต่อย่างใดค่ะ เพียงแค่เพราะ 2 ซีรีย์มีความต่างกันคือ 500 บินไกล ความจุน้อยกว่า 600 แต่ 600 บินได้สั้นกว่า

แอร์บัส 340-xxx เป็นเครื่องบินพิสัย กลาง-ไกล (ซีรีย์500 พิสัยไกลสุดในตระกูลนี้ค่ะ) ความจุผู้โดยสารระดับกลางค่ะ - ลักษณะเดียวกับ MD11 (ขนาด 3 เครื่องยนต์) ที่เพิ่งปลดประจำการไปไม่นานนี้ เทียบไม่ได้กับจัมโบ้อย่าง B747-400 และ A380 ซูเปอร์จัมโบ้ (การบินไทยสั่งไป 6 ลำค่ะชิมลาง) ซึ่งทั้งคู่มีพิสัย ไกล และจุผู้โดยสารได้มากกว่าเท่าตัว

ซึ่งหากจะเทียบคู่แข่งของ 340 ในขณะนี้ ก็คงเป็น777 อย่างที่เจ้าของกระทู้ว่าไว้ค่ะ เพียงแต่ 777 จะจุผู้โดยสารได้มากกว่า แต่พิสัยบินใกล้กว่าเล็กน้อย จึงทำให้ไม่สามารถบินนอนสตอป ข้ามขั้วโลกเหนือได้ดีค่ะ จึงได้นำเครื่องนี้ประจำการในเที่ยวบินพิสัยกลางเสียมากกว่า

โดยการบินไทยถือว่าเป็นลูกค้ารายแรก ๆ ของแอร์บัสค่ะ ตอนนี้ยังคงเหลือ 340-600 อีก 1 ลำที่ยังไม่ได้ส่งมอบ รวมถึง 380 ซูเปอร์จัมโบ้ อีก 6 ลำ (ซึ่งแม้จะสั่งมาเพียง 6 ลำแต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วเลยค่ะเมื่อมองในระดับสายการบินคู่แข่งในภูมิภาคแล้ว) และ 330 อีกประมาณ 8 ลำค่ะ

เครื่องบินไม่เหมือนรถค่ะ ซึ่งตกรุ่นเร็วเหลือเกิน อายุเฉลี่ยเครื่องบินการบินไทยอยู่ประมาณ 10 ปี ซึ่งถือว่าใหม่มากค่ะ ไม่เหมือนรถที่ 10 ปีก็เก่าแล้ว ยิ่งตอนนี้เครื่องใหม่ ๆ ทยอยมาประจำการแบบนี้ อายุเฉลี่ยยิ่งน่าลดลงไปอีก เสริมความเชื่อมั่นให้ผู้โดยสารได้โขเลยค่ะ

พูดถึงเรื่องกำไรขาดทุน บอกเลยค่ะ หากเทียบกับ สิงคโปร์แอร์ไลน์ ที่ลงทุนแบบขี่ช้าง (จับตั๊กแตนรึเปล่า ไม่ขอวิจารณ์ค่ะ มองคนละมุมกัน) การบินไทย กำไรสวยงามกว่ามาก

เพื่อนดิฉันที่เคยทำงานร่วมกันมาสมัยก่อนเคยบอกว่า SQ เค้าเน้นบินโชว์ความเป็นผู้นำค่ะ ไม่เน้นกำไร เพราะเอากำไรจากสิ่งอื่นแทน คล้าย ๆ กับ Emirate (EK) ที่บินโชว์ประเทศ เพราะประเทศพวกนี้คิดคล้ายกับ ขสมก. คือ เครื่องบินคือสื่อเคลื่อนที่ได้คล้ายรถเมลล์ไงคะ 555...
UAE เค้ากลัวน้ำมันหมดไม่มีกิน ขอโชว์ประเทศให้เป็นเมืองท่องเที่ยว (แบบมนุษย์สร้าง) ส่วนสิงคโปร์โชว์ความเป็นเมืองท่า ต้องการเป็น HUB ทั้งทางน้ำ ทางอากาศ

เมืองไทยสมัยก่อนม๊อบนรก นายกของดิฉันที่ดิฉันเลือกท่านเข้ามาต้องการเอาความได้เปรียบต้านยุทธศาสตร์ ซึ่งสิงคโปร์ไม่มีทางสู้ได้ สร้างสุวรรณภูมิให้สำเร็จ ไม่หวั่นการล๊อบบี้จากเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่ว่าสมัยไหนก็แพ้มาโดยตลอด จนสุวรรณภูมิได้สถิติโลกตั้งแต่วันแรกที่เปิดทำการ ไม่ใช่สนามบินที่ดีที่สุด หรือใหญ่ที่สุดนะคะ "แต่สร้างนานที่สุดในโลก" มาแล้วไงคะ เพราะถ้าเป็นไปตามแผน สุวรรณภูมิจะอยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ (ขั้วความเจริญ) มากกว่าสิงคโปร์ และก็ไม่เสียเปรียบเรื่องขั่วโลกใต้ เนื่องจากเราอยู่เส้นละติจูดใกล้เคียงกับ ทวีปออสเตรเลียแบบนอนสต๊อป สบาย ๆ ค่ะ

เรียกว่า การบินไทย สยายปีกร่วมกับแผ่นดินทองสุวรรณภูมิ ได้เข้ากันพอดิบพอดี

แล้วใครคะ ทำลายทุกอย่าง ใครกันคะ ขายชาติ ทำลายทุกอย่างที่สนามหลวงอย่างไม่อายเสียงข้างมากที่เค้าเลือกกันมา

จริง ๆ แล้วการบินไทยไม่ควรยอมให้ SQ เข้าร่วมพันธมิตร Stars ตั้งแต่แรก (การบินไทยเป็นสายการบินก่อตั้งค่ะ มีเสียงโหวตหนักมากในตอนนั้น) ซึ่งไม่ขอวิจารณ์อีกเช่นกัน ซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับรัฐบาลทักษิน นะคะ ก่อนหน้านั้น เนื่องจากเป็นคู่แข่งกันโดยตรงแทบทุกเส้นทาง เป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดกันตั้งแต่สมัยไหน เริ่มตั้งแต่ตามหลัง ทำตามทุกอย่าง จนกระทั่งสมัยนี้ไฮเทคล้ำหน้าไปแล้ว รวมถึงเส้นทางบินก็เรียกว่า อุแว้ ๆ ตาม ๆ กันมาตลอด

แม้ว่าการบินไทยจะไม่ล้ำสมัยเท่า แต่บริการเอื้องหลวงของเราก็มัดใจคนทั้งโลกได้ จนกระทั่งได้อันดับ 2 ของโลกมาเมื่อปี 2007

เส้นทางปัญหาที่เจ้าของกระทู้นำมา SQ เพื่อนยากก็เพิ่งก๊อบปี้สั่ง 340-500 มาทำตามอย่างไม่อายเลยทีเดียว

ธุรกิจการบินมันต้องลอง ต้องเสี่ยงค่ะ จะให้เปิดบินปีสองปี พันกำไรเละ ไม่มีทางค่ะ โดยเฉพาะเส้นทางที่ไกลที่สุดเท่าที่การบินไทยเคยมีด้วย แถมยังบินผ่านขั้วโลกซึ่งบางคนก็กลัวรับรังสีไม่กล้าบินก็มีอีกเยอะ แต่ภาพรวมการบินไทยกำไรใส ๆ ค่ะ เอาเป็นว่า ดิฉันบินทีไร ไม่เคยเจอเครื่องว่างโหลงเหลงซักที น้อยทีสุดก็เกินครึ่งลำทุกเที่ยว

แหมคุณลิ้มคะ ขาดทุนอย่างที่ว่า ทำไมเค้าถึงเอาเยี่ยงซะล่ะคะ ว่าแต่ ธุรกิจคุณลิ้มมีใครอยากเอาอย่างบ้างคะ เจ๊งไม่เป็นท่า ระวังนะคะ สิงคโปร์อาจทำตามเอาวันนึงก็ได้

ใครจะรู้คะ

จากคุณ : บัวหลวง_ - [ 9 มิ.ย. 51 21:58:13 A:125.25.19.52 X: ]


ที่มา .. คม-ชัด-ลึก
-------------
“พระพยอมครับๆ ช่วยเปล่งสาธุการด้วยการโห่ให้พระพยอมหน่อย ผมนี่เป็นคนที่เคารพพระ เคารพเจ้า ผมบวชเรียนมา 2 ครั้ง ผมมีแต่พ่อแม่ครูอาจารย์ที่สอนให้ผมเอาธรรมนำหน้า ไม่เคยสอนให้ผม(คำหยาบที่ถูกนำมาใช้อย่างไร้สามัญสำนึก)รัฐบาล ถ้าพระคุณเจ้าพระพยอมอยากจะพูดเตือนว่าพูดจาต้องสุภาพ ทำไมไม่ไปเตือนนายกฯ

เป็นพระเป็นเจ้ายังไม่รู้จักเทศน์ว่าควรจะเทศน์ให้ใครฟัง มาเทศน์ให้พวกเรา ซึ่งเอาธรรมนำหน้าตลอดเวลาเลยใช่ไม่ใช่ พรรษาผมน้อยกว่าท่านมาก ผมบวชมา 2 ครั้ง ครั้งละเดือนกว่า แต่ผมปฏิบัติธรรม จิตผมสงบ ผมปล่อยวาง เมื่อไหร่ท่านจะปล่อยวางซะที เพราะถ้าเมื่อท่านไม่ปล่อยวาง ท่านก็คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่อยู่ในผ้าเหลือง”

สนธิลิ้ม ด่า พระพยอม เต็ม ๆ

ลิ้มแกโกรธ ที่พระพยอมเสนอให้มีการออกกฎห้ามพ่อแม่ พาเด็กมาม๊อบ

ลิ้มเลยขอให้คนในม๊อบโห่พระพยอมหน่อย พวกเลยโห่ซะ
จากนั้นก็บอกว่า พระพยอมก็ไม่ต่างกับเฉลิมที่ห่อผ้าเหลือง ไม่เคยให้ความคิดกับสังคม เอาแตเล่นคำผวนไปผวนมา

แถมด่าต่อด้วยว่า พระพยอมเอาแต่......ไข่ รัฐบาล

กรรม ๆ ๆ

จากคุณ : บก.ลายจุด - [ 8 มิ.ย. 51 22:03:24 A:58.8.5.122 X: ]

หลักฐานความชั่วไปขุดเอาในเว็ปManager On Li(n)eและASTVเอาละกัน




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2551    
Last Update : 9 มิถุนายน 2551 23:34:09 น.
Counter : 387 Pageviews.  

ล้มระรื่นมิใช่ล้มละลาย

ท่ามกลางความเลวร้ายอันเป็นผลพวงของวิกฤตที่เศรษฐกิจไทย ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ได้ก่อคุณูปการอย่างใหญ่หลวงประการหนึ่งขึ้นในวงการธุรกิจไทย นั่นคือ ทำให้ได้รู้เห็นว่าวิธีการปล้นของโจรเสื้อนอก หรือ อาชญากรเศรษฐกิจ ทำกันอย่างไร และได้นำมาสู่การสร้างมาตรการป้องกันการปล้นของโจรเสื้อนอก ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้

วันที่ 11 มีนาคม 2543 หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ บ้างพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง บ้างพาดหัวข่าวหน้าธุรกิจ เหมือนกับราวกับนัดกันไว้

"ศาลสั่ง สนธิ ล้มละลาย"

เป็นข่าวที่ดังเกรียวกราวที่สุดของวงการหนังสือพิมพ์ ในห้วงปีนั้น เนื่องจากความเป็นคนดังที่มีทั้งคนรัก และคนชัง ของสนธิ และความที่สนธิ เป็นกรณีตัวอย่างทั้งด้านบวก และด้านลบ หลายต่อหลายเรื่องให้กับคนในวงการหนังสือพิมพ์ ทำให้ข่าวชิ้นนี้ได้รับความสนใจหยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อประชาชน จากเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการเดียวกัน มากเป็นพิเศษ

นัยว่าข่าวนี้ถูกเพื่อนๆ ในวงการนำเสนอทั้งด้วยความรัก ความชัง และความหมั่นไส้ ที่มีต่อสนธิ ลิ้มทองกุล

เนื้อหาของข่าวดังกล่าว มีอยู่ว่า .....

"ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษากรณีธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2542 โดยขอให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องว่า ลูกหนี้ที่ 1 ออกหุ้นกู้ประเภทมีหลักประกันทีเอ็มจี และขายหุ้นกู้ตามใบหุ้นลงวันที่ 20 เมษายน 2538 จำนวน 150,000 หุ้น เป็นเงิน 150,000,000 บาท ให้กับบริษัทเงินทุนหลัก ทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำกัด ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 19 เมษายน 2540 โดยลูกหนี้ที่ 1 ยอมจ่ายดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์บวกหนึ่ง

ต่อมาโจทก์ซื้อหุ้นกู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ นครหลวงเครดิต จำกัด โดยสลักหลังโอนหุ้นกู้ของลูกหนี้ที่ 1 ให้กับโจทก์ ทำให้โจทก์รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ต่างๆ และเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ ลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการชำระของลูกหนี้ที่ 1 โดยยินยอมรับผิดชอบร่วมกัน

ภายหลังหุ้นกู้ดังกล่าวครบกำหนดไถ่ถอน ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ไถ่ถอน แม้ทวงถามก็เพิกเฉย โจทก์จึงไปทวงถามลูกหนี้ที่ 2 ก็ยังเพิกเฉย ลูกหนี้ทั้งสองจึงเป็นหนี้โจทก์อยู่ 151,063,013.69 บาท การกระทำของลูกหนี้ทั้งสองเป็นการแสดงพฤติการณ์ให้เห็นชัดเจนว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ต้องสันนิษฐานตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย

ศาลเห็นว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้ที่ 1 กล่าวคือ เป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเหนือหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ในทางจำนำตามมาตรา 6 เมื่อปรากฏว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ที่ 1 เป็นคดีล้มละลาย โดยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 10 (2) คือมิได้กล่าวมาในฟ้องว่า เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยินยอมสละหลักทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 1 ที่เป็นหลักประกันให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักทรัพย์ประกันดังกล่าวมาในฟ้อง คำฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎ หมาย แม้ลูกหนี้ที่ 1 จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นมาพิจารณาได้เอง

ส่วนลูกหนี้ที่ 2 ต้องข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และตามลูกหนี้ที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้ที่ 2 แสดงให้เห็นว่าได้พยายามขวนขวายชำระหนี้ให้โจทก์แต่ประการใด กรณีนี้จึงไม่อาจฟังได้ว่า ลูกหนี้ที่ 2 ไม่สมควรเป็นบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด

ศาลจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ให้ลูกหนี้ที่ 2 ชดใช้ค่าธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ สำหรับค่าทนายความ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้กำหนดให้ตามที่เห็นสมควร

พิพากษายกฟ้องของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์เฉพาะ บริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ 1 ให้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 2 พันบาท"

คำพิพากษานี้ หากพิจารณาเพียงชั้นเดียว ก็จะเชื่อโดยสุจริตใจว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เจ็บปวดกับการต้องเป็นบุคคลล้มละลาย แต่หากมองมากกว่าหนึ่งชั้น ก็จะต้องถือว่าสนธิ โชคดีมาก ที่เขาล้มละลายด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ทั้งๆ ที่เขาเป็นผู้ที่ก่อหนี้มากมายนับหมื่นล้านบาท กับการลงทุนสร้างอาณาจักร เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

หาคนเชื่อได้น้อยมากว่าสนธิ เจ็บปวดจริงๆ กับการถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายในวันนั้น เหมือนๆ กับที่สนธิ ก็ไม่เชื่อว่า พร สิทธิอำนวย เจ้านายเก่าของเขา เจ็บปวดจริงๆ กับการล่มสลายของอาณาจักร PSA ในอดีตเมื่อครั้งที่เขายังฟูเฟื่องในฐานะขุนพลคนหนึ่งของตึกดำ

หากแต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าสนธิ ยินดีอย่างยิ่งกับการเป็นบุคคลล้มละลาย ด้วยมูลหนี้เพียง 151 ล้านบาทเศษ ในขณะที่เขาก่อหนี้ไว้มากกว่ามูลหนี้จำนวนนี้นับร้อยเท่า และไม่มีใครบอกได้ว่าสนธิ นำเงินได้จากการก่อหนี้ไปลงทุนในธุรกิจจริงๆ หรือนำไปใช้เพื่อความสุขสบายในชีวิตของตนเอง

คำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของสนธิ ทั้งด้านชีวิตส่วนตัว และการดำเนินธุรกิจ

สนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในคฤหาสน์ 4 หลังงาม ในรั้ว "พีเค วิลล่า" บนถนนสุโขทัย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่จัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา และเป็นสวรรค์ชั้นเจ็ดสำหรับเขากับสาวงาม ที่หาซื้อได้ด้วยเงินตรา ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

นอกเหนือจากคำสั่งศาลให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล ยังมีคดีติดตัว และเป็นคดีเศรษฐกิจที่เข้าข่ายการฉ้อโกงบริษัทมหาชน หรือ ฉ้อโกงประชาชน ที่เรียกกันว่าเป็นอาชญากรเศรษฐกิจ จากกรณีที่ถูกกลต. กล่าวโทษว่ากระทำการทุจริต ปลอมมติผู้ถือหุ้น บริษัท แมเนเจอร์มีเดียกุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MGR ไปค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งข่าวนี้ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่รายงานว่า ...

ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ(สศก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อกล่าวโทษให้ดำเนินคดี 4 อดีตกรรมการ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป(MGR) ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และน.ส.ยุพิน จันทนา กรณีร่วมกันปลอมเอกสารประกอบการทำสัญญาในนามของ MGR เพื่อค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาท ให้กับบริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ป(TMG) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบ จนทำให้ MGR เสียหายอย่างมากในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากกรณีมีผู้ร้องเรียนก.ล.ต. เมื่อเดือนพฤษภาคม 2542 ว่า บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง(IEC)ไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันการกู้ยืมเงินให้แก่ TMG ซึ่งก.ล.ต.ได้ตรวจ สอบพบเป็นจริงและกล่าวโทษอดีตผู้บริหาร IEC ไปแล้ว แต่ระหว่างการตรวจสอบกรณี IEC นั่นเองก็พบหลักฐานที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้แก่ TMG ว่า มี MGR ร่วมค้ำประกันเงินกู้ 1,078 ล้านบาทนี้ด้วยเช่นกัน และต่อมา TMG ได้ผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ MGR ต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้แทนถึง 259 ล้านบาท

จากการตรวจสอบสัญญาที่ MGR ค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวรวม 6 ฉบับ ระหว่าง 30 เมษายน 2539 ถึง 31 มีนาคม 2540 พบมีการลงนามโดยบุคคลทั้ง 4 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของ MGR โดยคณะกรรมการ MGR ไม่ได้รับทราบด้วย และไม่ได้เปิดเผยให้ถูกต้องในงบการเงินของ MGR จึงเป็นการกระทำผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตราด้วยกัน ด้วยเป็นการกระทำโดยทุจริต ใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น จนเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR รวมทั้งการปลอมสำเนารายงานประชุมคณะกรรมการ MGR เพื่อลวงให้กรุงไทยหลงเชื่อ และการไม่เปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ผู้ลงทุนได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนตามความจริงจนเสียหายต่อการตัดสินใจลงทุน

หนังสือพิมพ์กระแสหุ้น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวนี้ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 307 และ 311 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลอาญากฎหมายอาญา กรณีการกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้อำนาจที่ตนได้รับมอบหมายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง

ทั้งนี้ กรณีความผิดทั้ง 3 ข้อดังกล่าวต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 -1,000,000 บาท

พฤติกรรมของสนธิ ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีโดยกลต. นั้น หากกล่าวภาษาชาวบ้าน กล่าวกันง่ายๆ ก็คือ การปล้นบริษัทตัวเอง นั่นเอง เพราะสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MGR แต่กลับเอา MGE ไปค้ำประกันเงินก็ให้กับเอ็มกรุ๊ป จนเป็นเหตุให้ MGR ต้องรับผิดชอบภาระหนี้ที่เอ็มกรุ๊ป ก่อไว้มากกว่า 1,000 ล้านบาท และเป็นเหตุให้ MGR และผู้ถือหุ้นรายย่อยของ MGR ต้องเสียหาย ขาดทุนย่อยยับจากการกระทำของสนธิ ในครั้งกระนั้น

ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลล้มละลาย และเป็นผู้ต้องหาคดีเศรษฐกิจ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญของ กลต. แต่ สนธิ ไม่ได้มีทีท่าเดือดร้อนกับชะตาชีวิตของเขา และไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเองอีก

สนธิยังทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดแม้แต่วันเดียว และมีความสุขสบายในการทำธุรกิจมากขึ้นอีกด้วย กับการที่ไม่ต้องรับภาระและความรับผิดชอบใดๆ ในทางกฎหมาย เนื่องจากสถานะบุคคลล้มละลายของเขานั่นเอง

ช่วงแรกของการทำธุรกิจในนามของบุคคลล้มละลาย สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ตัวแทนหรือโนมินีหลายคน ซึ่งในจำนวนนั้น มี จิตตนารถ ลิ้มทองกุล ลูกชายของเขา และ พชร สมุทวนิช ลูกชายของ ชัยอนันต์ สมุทวนิช ผู้บังคับการโรงเรียนวชิราวุธ ไปเปิดบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ แต่ยังคงทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เช่นเดิม เช่น บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด ทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์ รายการก่อนจะถึงจันทร์ รายการเมืองไทยรายวัน เมืองไทยรายสัปดาห์ และรายการวิทยุ คลื่นเอฟเอ็ม 97.5 เวปไซต์ manager.co.th

สื่อใหม่ๆ เหล่านี้ เป็นกลไกลทางธุรกิจที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล ในการทำรายได้จากการเวลาและพื้นที่โฆษณาให้กับหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ที่ถูกจัดให้มาเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของสนธิ และผูกปีเป็นขาประจำกันชนิดที่สื่ออื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ

การทำธุรกิจภายใต้ชื่อบุคคลอื่นของสนธิ เป็นที่สนใจใคร่รู้ของเพื่อนๆ ในวงการว่าการกลับมารอบนี้ เขาจะไปได้สักกี่น้ำ และจากความสนใจก็กลายมาเป็นการจ้องมองเพื่อตรวจสอบว่าสนธิ กำไต๋ อะไรไว้ในมือ จึงกล้าลงทุนมากมาย ขยายกิจการไปทุกด้าน เปิดแนวรบทุกทิศ ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เวปไซต์ และดาวเทียม ซึ่งคาดการณ์กันว่าสนธิ ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่น้อยกว่าหลักพันล้านบาท กับการบุกเบิกกิจการใหม่ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักสำหรับบุคคลที่อยู่ในภาวะล้มละลาย

แต่สนธิ ในวันนั้นไม่ได้มีสภาพเหมือนบุคคลล้มละลายแต่อย่างใด เขาสามารถหาเงินมาลงทุนได้ หาเงินไปล่าซื้อตัวคนเก่ง คนดีๆ จากทุกค่าย ทุกสำนักข่าวมารวมตัวกันอยู่ในอาณาจักรของเขา อย่างที่ทุกคนได้แต่ยืนมองด้วยความประหลาดใจ

ไม่มีใครรู้ว่าสนธิ มีอยู่ในมือ หรือ ซ่อนไว้ในบัญชีของใครเท่าไร และทำไมทางการจึงตรวจไม่พบทรัพย์สินเหล่านี้

เดอะเนชั่น เป็นสื่อมวลชนรายแรกที่ตรวจสอบสนธิอย่างเข้มข้น ด้วยการทำสกู๊ป 4 ตอนรวดเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของการลดหนี้กว่า 6 พันล้าน ให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเอ็มกรุ๊ป ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสถาบันการเงินของรัฐ โดยบรรณาธิการเนชั่นยืนยันเป็นการเสนอข่าวตามปกติ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ในหน้าเศรษฐกิจ ฉบับวันอังคารที่ 9 เมษายน 2544 รายงานว่า เจ้าหนี้ของบริษัท เอ็ม กรุ๊ป อาจยอมตัดยอดหนี้ 70% จากทั้งหมด 6,070 ล้านบาท ตามแผนปรับโครงสร้างของบริษัทในไตรมาส 3 ของปีนี้

บริษัทเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540

เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวในกลุ่มเจ้าหนี้ เปิดเผยว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทเอ็ม กรุ๊ป เช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ลงความเห็นร่วมกันว่า บริษัทดังกล่าวไม่สามารถหารายได้เพียงพอชำระหนี้ที่มีอยู่ และจะเชิญผู้ลงทุนภายนอกจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอ็ม กรุ๊ปและซื้ออาคารสำนักงานของบริษัท

"เราเชื่อว่าการปรับลดยอดหนี้ จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้ การขายหลักทรัพย์ที่จำนองไว้จะสามารถชำระหนี้ได้เพียง 5-10% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยให้เจ้าหนี้ได้รับเงินคืน 20-30%"

นอกจากนี้บรรดาเจ้าหนี้เตรียมจะให้หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ที่รับประกันเงินกู้ของบริษัท ชำระหนี้บางส่วน แต่แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือจำนวนเงินกู้ที่ต้องชำระคืน

ทั้งนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งถือหุ้น 44.82% ยังคงถูกจัดเป็นบุคคลล้มละลายภายใต้กฎหมายล้มละลาย และจะพ้นสถานะดังกล่าวในวันที่ 18 มีนาคม 2546

เดอะเอ็ม กรุ๊ป เป็นบริษัทแม่ที่มีบริษัทในเครือจำนวนมาก รวมทั้ง ผู้จัดการ มีเดีย กรุ๊ป(MGR) ที่พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เดิมมีหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส และเอเชีย อิงค์ รวมทั้งบริการออนไลน์ และการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และการสื่อสารดาวเทียม

เอ็มจีอาร์ และบริษัทในเครือส่วนใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งรวมถึง อีสเทิร์น พรินต์ติง(EPCO) ปรับโครงสร้างหนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วในช่วงปี 2543-2544

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างหนี้เอ็ม กรุ๊ป ดำเนินการล่าช้ากว่าบริษัทในเครืออื่นๆหนึ่งในบรรดาเจ้าหนี้รายใหญ่ กล่าวว่า สถานะทางการเงินที่มีปัญหาของบริษัททำให้ประกอบธุรกรรมได้น้อยไม่เพียงพอสร้างรายได้ ส่วนรายได้ที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียวของเอ็ม กรุ๊ปคือ เงินที่ได้จากบริษัทในเครือ

เดอะเนชั่น อ้างนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า รายงานแสดงสถานะทางการเงินของ MGR และEPCO ยังคงมียอดขาดทุนสุทธิและยอดขาดทุนสะสมสูงขึ้นเมื่อเทียบกับบริษัทสำนักพิมพ์อื่นๆ MGR รายงานว่ายอดรายได้เพิ่มขึ้น 12.5% และมีกำไรในปี 2544 แต่ยังไม่สามารถตัดยอดหนี้และยอดขาดทุนสะสมได้

เมื่อปลายปี 2543 เอ็ม กรุ๊ปรายงานยอดขาดทุนสุทธิ 329.9 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากยอดขาดทุนปี 2542 เป็นจำนวน 162 ล้านบาท

และในปี 2544 เมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ ฐานะการเงินของMGR ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากได้รับสัญญาทำรายการโทรทัศน์ ได้แก่ รายการ"ก่อนจะถึงวันจันทร์"และรายการข่าวและสัมภาษณ์"เมืองไทยรายวัน"

ทั้งสองรายการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ของภาครัฐและได้รับสปอนเซอร์จากกิจการของรัฐ หรือบริษัทที่เคยเป็นกิจการของรัฐ เช่นธนาคารกรุงไทย ปตท. และ การบินไทย ฯลฯ

MGRยังได้รับสิทธิจัดรายการวิทยุทางคลื่นเอฟเอ็ม 99.5 ซึ่งมีรายได้จากโฆษณาของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง

ในตอนท้าย เดอะเนชั่น ยังได้บอกว่า นี่คือ 1 ใน 4 ตอน ที่จะตีพิมพ์เกี่ยวข้องกับเครือเอ็มกรุ๊ป ในยุครัฐบาลภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายพนา จันทรวิโรจน์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น บอกว่า การนำเสนอรายงานดัง กล่าว เป็นการนำเสนอข่าวปรับโครงสร้างตามปกติธรรมดา เหมือนกับการเขียนรายงานทั่วไป ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นพิเศษ และก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ก็เคยเสนอเรื่องดังกล่าว แต่ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ดังนั้น ทางเดอะเนชั่นจึงได้ติดตามหาข้อมูลเพิ่มเติมมานำเสนอ ซึ่งได้ข้อมูลที่คืบหน้าพอสมควร โดยแบ่งเนื้อหานำเสนอทั้งหมด 4 ตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ คอลัมน์ "ป้อมพระสุเมรุ" ในเว็บไซต์ //www.manager.co.th ที่เขียนโดย รุ่งอรุณ สุริยามณี ได้เขียนถึงความขัดแย้งในกลุ่มเนชั่น ทำให้ผู้บริหารของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น นำเรื่องการปรับโครงสร้างของเอ็ม กรุ๊ป มานำเสนอบ้าง

สกู๊ปตอนที่ 2 ของ เดอะเนชั่น หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ระบุว่า อาณาจักรทางธุรกิจของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้โอกาสต่อลมหายใจอีกครั้ง โดยเบนเข็มจากสิ่งพิมพ์เป็นวงการโทรทัศน์ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย ทำให้นายสนธิ ได้สัญญาผลิตรายการสถานการณ์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ได้แก่ รายการ ก่อนจะถึงวันจันทร์ และเมืองไทยรายวัน

รายการก่อนจะถึงวันจันทร์ได้รับสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น ธนาคารกรุงไทย การบินไทย และการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นต้น และรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ยังให้สปอนเซอร์รายการเมืองไทยรายวันด้วย รายการนี้ผลิตโดยบริษัท ไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นอีกบริษัทหนึ่งของนายสนธิ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอ็ม กรุ๊ป เป็นเจ้าของ

เดอะเนชั่น อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดนายสนธิ เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ให้กับไลฟ์ ไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ทั้งสองรายการจำนวน 40 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ยังได้สัญญาจัดรายการวิทยุนาน 3 ชั่วโมง ทางสถานีวิทยุคลื่น 99.5 โดยมีธนาคารกรุงไทย การบินไทย และปตท. เป็นสปอนเซอร์

การลงทุนผลิตรายการทางโทรทัศน์มีขึ้น แม้ว่าสองปีที่แล้วเอ็ม กรุ๊ป ปลดพนักงานเกือบ 1,000 คน ในบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

ในปี 2540 เอ็ม กรุ๊ปเผชิญ วิกฤติเศรษฐกิจ มีหนี้สินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเอ็มกรุ๊ป มีหนี้ 6,000 ล้านบาท, แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป 4,700 ล้านบาท และโรงพิมพ์ตะวันออก 2,300 ล้านบาท

ขณะที่หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ขาดทุน 24 ล้านเหรียญสหรัฐ และเอ็ม กรุ๊ป ต้องรับประกันหนี้เงินกู้ 1,200 ล้านบาท ที่ธนาคารกรุงไทย อนุมัติให้บริษัท อินเตอร์แนชั่นแนล เอ็นจิเนียริงพีแอลซี(ไออีซี) ซึ่งนายสนธิ ซื้อกิจการไว้

เมื่อมองถึงภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลและโอกาสสร้างกำไรยากมาก การอนุมัติสปอนเซอร์จากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเอ็ม กรุ๊ป กับรัฐบาล รวมทั้งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มตรวจสอบความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายสนธิ กับนักการเมืองและนักธุรกิจชั้นนำบางคน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟื้นคืนชีพทางธุรกิจของนายสนธิหรือไม่

ปรากฏการณ์แมลงวันตอมแมลงวัน สื่อตรวจสอบสื่อที่เดอะเนชั่น เปิดเกมขึ้นนั้นได้รับการตอบรับอย่างชื่นชมจากนางอรุณีประภา หอมเศรษฐี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ว่า เป็นเรื่องปกติที่สื่อจะนำเสนอเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องทางธุรกิจและข้อมูลที่สามารถเสนอเป็นข่าวได้ แต่ไม่ทราบว่า การเสนอข่าวดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่า การตัดสินใจของรัฐที่จะดำเนินการอะไรสักอย่าง จะมีทั้งกลุ่มที่ได้และเสียประโยชน์ เพียงแต่การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสื่อ

"การที่สื่อตรวจสอบกันเองเป็นเรื่องดี เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือ ประชาชน ประชาชนก็อยาก จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อ สื่อมีความโปร่งใสแค่ไหน เพราะคนที่จะรู้เบื้องหลังเบื้องลึกก็จะมีเพียงคนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนเท่านั้น แมลงวันตอมแมลงวันบ้างก็ดี หากไม่ตอมกันเลยก็คงไม่ต้องตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ฯขึ้นมา กลายเป็นสภามาเฟียไป"

สกู๊ปตอนสุดท้ายของ เดอะเนชั่น เป็นตอนที่สำคัญและมีทีเด็ดที่ทุกคนในวงการต้องตกตะลึง เมื่อเดอะเนชั่น เปิดเผยถึงวิธีการที่นายสนธิ ขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และเป็นเจ้าของผ่านการถือหุ้นในบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งล้วนจดทะเบียนในเกาะบริติช เวอร์จิน

เดอะเนชั่น ระบุว่านายสนธิ เริ่มขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์ โดยเริ่มจากซื้อกิจการนิตยสารเอเชีย อิงค์ในฮ่องกงนิตยสารบัซในแคลิฟอร์เนีย และเปิดตัวหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังขยายการลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น กิจการดาวเทียมในลาว โรงแรมในมณฑลยูนานของจีน และโรงงาน ผลิตปูนซีเมนต์ในเวียดนาม เป็นต้น

การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วทำให้หลายคนสงสัยว่า เขาหาเงินทุนจำนวนมากได้อย่างไร นายสนธิ เริ่มจดทะเบียนก่อตั้งบริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในฮ่องกงเมื่อปี 2533 หลังจากนั้นกิจการก็เริ่มขยายขอบเขตกว้างขวาง สามารถตั้งบริษัทใหม่ 4 แห่งภายในไม่กี่ปี และจนถึงปี 2538 นายสนธิ มีบริษัทจดทะเบียนในฮ่องกงนับสิบแห่ง

นายสนธิ แผ่ขยายกิจการที่มีเครือข่ายซับซ้อนเพื่อทำให้มีอำนาจควบคุมทางอ้อมมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ โดยใช้วิธีการถือหุ้นไขว้ นายสนธิ จะถือหุ้นโดยตรงในแต่ละบริษัทเพียงเล็กน้อย แต่จะมีอำนาจควบคุมจากการเป็นเจ้าของบริษัทโฮลดิ้ง ที่ซื้อหุ้นในบริษัทอื่นในเครือ และบริษัทโฮลดิ้งเหล่านี้รวมทั้งเอ็ม กรุ๊ป จดทะเบียนก่อตั้งที่เกาะบริติช เวอร์จิน

การดำเนินกิจการของหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด นายสนธิและผู้บริหารเอ็ม กรุ๊ป หลายคนถือหุ้นในหนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส จำนวนเล็กน้อย แต่บริษัท แมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้นใหญ่ในเอเชีย ไทม์ส และเอ็ม กรุ๊ป ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในแมนเนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล

โครงสร้างดังกล่าวทำให้เสียภาษีน้อยลง และป้องกันการเกิดปัญหาทางการเงินได้มากขึ้น เจ้าหนี้และพนักงานของเอเชีย ไทม์ส ทราบภายหลังว่า โครงสร้างนี้เอื้อประโยชน์ให้นายสนธิ ไม่ต้องรับผิด ชอบเมื่อหนังสือพิมพ์ประสบปัญหาและต้องปิดตัวลง

และในปี 2539 นายสนธิ เริ่มประสบปัญหาทางการเงิน ธุรกิจในต่างประเทศก็ล้มพับแต่ไม่รุนแรงนัก กิจการดาวเทียมในลาวก็ล้มเลิกไป ขายนิตยสารเอเชีย อิงค์ให้พนักงานและผู้ร่วมลงทุนต่างชาติซื้อบริษัทเอเชียน แอดเวอร์ไทซิงและมาร์เก็ตติงไว้

นายสนธิ แสดงจุดยืนแข็งกร้าวเกี่ยวกับหนี้ต่างประเทศ และโน้มน้าวให้ลูกหนี้คนไทยทั้งหลายหยุดชำระหนี้ต่างประเทศ และขณะที่เจ้าหนี้ในหลายประเทศยื่นฟ้องเพื่อเรียกเงินคืน ทรัพย์สินในต่างประเทศบางส่วนของนายสนธิ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการล่มสลายของอาณาจักรธุรกิจของเขา

บริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงบางแห่งที่นายสนธิ เป็นผู้อำนวยการยังคงดำเนินกิจการและแม้หนังสือพิมพ์เอเชีย ไทม์ส ปิดไปแล้ว เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ยังคงเผยแพร่ข่าวสารตามปกติ

ทั้งนี้ สำหรับเกาะ บริติช เวอร์จิน ได้ถูกกล่าวขานกันไปทั่วโลกว่าเป็นแหล่งใหญ่ของการฟอกเงิน

สกู๊ปตอนที่ 4 ของเดอะเนชั่น จบลงด้วยการไม่ปรักปรำ ใส่ร้ายสนธิ ลิ้มทองกุล หากแต่ให้ประชาชนผู้อ่าน พิจารณากันเองว่าสนธิ เป็นนักธุรกิจประเภทใด และมีกระบวนการภายใต้อำนาจรัฐ โอบอุ้มช่วยเหลือเขาอยู่จริงหรือไม่

ผู้อ่านสกู๊ปทั้ง 4 ตอนของเดอะเนชั่น ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า การเกิดขึ้นของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คือ จุดเปลี่ยนที่สำคัญของสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็นเหมือนการปลุกผีที่ตายไปแล้ว ให้กลับคืนชีพ เป็นผีดิบ มาสูบเลือดสูบเนื้อสูบทรัพย์สินของประเทศ อีกครั้งหนึ่ง

จากการตรวจสอบเอกสารการซื้อขายเวลา และพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ หน่วยงานของรัฐ ที่ทำสัญญากับกิจการใหม่ๆ ของสนธิ พบว่ามีรายการจัดซื้อรายการหนึ่งที่น่าสนใจ และคงไม่เกินเลยไปนัก หากจะบอกว่าสัญญาฉบับนี้ มี สนธิ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้ และกล้าทำ

เช่นเดียวกับสัญญาซื้อโฆษณาของ ปตท. ที่ทำกับ 11 News 1 ด้วยงบประมาณ 60 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า 11 News 1 จัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และสัญญาการรับชำระหนี้ของธนาคารกรุงไทย ที่ให้สิทธิพิเศษแก่สนธิ ด้วยการรับชำระหนี้ด้วยหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แทนการใช้เงิน ที่ได้เปิดเผยไปแล้ว ในอีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่มที่ 1

สัญญาที่ตรวจสอบพบฉบับนี้ ก็เป็นของธนาคารกรุงไทย เช่นเดียวกัน เป็นสัญญาที่ธนาคารกรุงไทย ทำกับบริษัทเวิลด์ไวด์มีเดีย จำกัด ให้มีการปรับเปลี่ยนสัญญาการซื้อสื่อโฆษณา ในรายการสภาท่าพระอาทิตย์ เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2547 เป็นการโฆษณาบนเวปไซต์ manager.co.th แทน รวมมูลค่า 3,465,000.00 บาท ซึ่งหมายความว่า เฉพาะเวปไซต์ manager.co.th มีรายได้จากการขายแบนเนอร์โฆษณาให้แก่ธนาคากรุงไทย เดือนละ 1,155,000 บาท ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็นเวปไซต์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประเทศไทย หรืออาจจะในโลกด้วยซ้ำ และธนาคารกรุงไทย ก็น่าจะเป็นลูกค้าแบนเนอร์ รายใหญ่ที่สุดเท่าที่เวปไซต์ manager.co.th เปิดมาจนถึงทุกวันนี้

สัญญาฉบับดังกล่าวทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด กับ บริษัทเวิล์ดไวด์มีเดีย จำกัด ซึ่ง ข้อ 2 ของสัญญาดังกล่าวระบุว่า

2. ชดเชยโฆษณาที่ไม่ได้ออกอากาศในรายการ "สภาท่าพระอาทิตย์" เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2547 ดังนี้

2.1 โฆษณาบน WEBSITE : manager.co.th ในลักษณะ Banner 3 ขนาด คือ ขนาด A1 = 468x60 pixels , A2 = 173x350 pixels และ A3 = 173x95 pixels ดังนี้

- หน้าแรก (Homepage ) ลง Banner ขนาด A1 , A2 และ A3 เฉลี่ยเดือนละ 1,500,000 IMP รวมเป็น 4,500,000 IMP มูลค่ารวม 2,700,000 บาท

- หน้าหมวด (ธุรกิจ) ลง Banner ขนาด A1 เดือนละ 310,000 IMP รวมเป็น 930,000 IMP มูลค่ารวม 465,000 บาท

- หน้าข่าว ลง Banner ขนาด A2 เดือนละ 250,000 IMP รวมเป็น 750,000 IMP มูลค่ารวม 300,000 บาท

- ไม่คิดค่าใช้จ่ายในการออกแบบและสร้าง Banner ขนาดละ 1 แบบ มูลค่ารวม 75,000 บาท

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของการทำธุรกิจที่ได้รับการโอบอุ้มด้วยดีจากอำนาจรัฐ ในวันที่ความ สัมพันธ์ระหว่างสนธิ กับรัฐบาล ยังดีเยี่ยม

ไม่เพียงแต่ ธนาคารกรุงไทยเท่านั้น ความมีน้ำใจไมตรีแบบนี้ ยังมีจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปสนับสนุนเวปไซต์ manager.co.th เป็นเงินถึง 1,100,000 บาท โดยได้รับสิทธิประโยชน์เป็น Banner ขนาด A1 และ A2 ที่หน้าแรก และขนาด A1 ที่หน้าหุ้น เป็นเวลา 9 สัปดาห์ หรือประมาณ วันละ 17,460 บาท ซึ่งเป็นราคาที่หอมหวนยิ่งสำหรับเจ้าของธุรกิจเวปไซต์ทุกคน แต่มีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้

การกลับคืนสู่วงการธุรกิจสื่อของสนธิ ด้วยสถานภาพบุคคลล้มละลาย ไม่ได้ยากลำบากเหมือนบุคคลล้มละลายทั่วไป เขาได้รับการตอบรับอย่างดีจากรัฐวิสาหกิจทุกแห่งที่ไปเยือน และไม่เคยผิดหวังกับการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ยื่นไป ไม่ว่าจะเป็นรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย รายเดียว ถึงปีละ 38,000,000 บาท

แม้จะเป็นบุคคลล้มละลาย สนธิ ยังคงใช้ชีวิตอย่างมีสีสันไม่เปลี่ยนแปลงจากยุคสมัยที่เป็นเศรษฐีมีทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท ไปไหนมาไหนด้วยรถยนต์คันหรู มีบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง กินดื่มในโรงแรมชั้นหนึ่ง และซื้อหาความสุขบนเตียง ด้วยเงินทองส่วนที่เก็บไว้ หรือพูดให้ชัดก็คือ ที่ได้ผ่องถ่ายไว้ (ผ่องถ่ายออกจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย)

สภาพที่สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นอยู่ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ "ล้มละลาย" หากแต่น่าจะเป็น "ล้มระรื่น" มากกว่า

เพราะล้มแล้วก็ระรื่นได้ ดังเดิม บางทีอาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

จากหนังสือล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2




 

Create Date : 26 มีนาคม 2551    
Last Update : 12 เมษายน 2551 13:09:43 น.
Counter : 383 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.