ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

เรียบเรียงความอธรรมของสนธิ ลิ้มทองกุลในช่วงเวลา2-3ปีที่ผ่านมา

สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้ที่มักเอ่ยอ้างเสมอถึงการ "เอาธรรมนำหน้า" ในการต่อสู้ทางการเมืองระยะเวลา 2-3 ปีมานี้ แต่ทว่าจากพฤติกรรมของเขาทำให้คนจำนวนมากเกิดคำถามว่า บุคคลผู้นี้คู่ควรกับคำว่า "ธรรมะ" หรือไม่

การที่จะวิเคราะห์ว่าบุคคลใดมี "ธรรมนำหน้า" จริงหรือไม่ เราคงไม่ต้องดูไปไกลถึงธรรมะขั้นโลกุตระ คงไม่ต้องถึงกับเชิญเทพองค์นั้นองค์นี้มาคุยด้วย หรือคงไม่ต้องยกแม่น้ำทั้ง 5 มาสนับสนุนความดีงามแห่งตน เราเพียงดูได้จากคุณธรรมพื้นฐานง่าย ๆ คือ กายกรรม มโนกรรม วจีกรรม ... ทีนี้เราลองมาดูกัน

วจีกรรม + มโนกรรม + กายกรรม ของสนธิ ลิ้มทองกุล

----- ในด้านหนึ่ง สนธิ มีภาพพจน์เป็นผู้ทรงภูมิ เป็นบุรุษผู้มีอาวุโสน่าเชื่อถือ แต่เมื่อใดก็ตามที่เขาไม่สบอารมณ์ใคร เขาก็พร้อมจะใช้วาทะเข้าทำลายล้างอย่างไร้ยางอาย

อาทิเช่น หมวดเจี๊ยบที่เพียงแต่เขียนถึงทักษิณเท่านั้น แต่สนธิถึงกับโกรธเกรี้ยวลากโยงเรื่องบนเตียงให้ร้ายป้ายสีเธออย่างน่าละอาย ไม่มีความเป็นลูกผู้ชายในสายเลือด โดยพยายามพูดให้คนเข้าใจว่า หมวดเจี๊ยบมีอะไรกับอดีตนายกฯ เรื่องแค่นี้คนที่เป็นลูกผู้ชายจริง แม้แต่คนจนข้างถนน เขาก็ไม่ทำกัน แต่คนมีธรรมะอย่างสนธิ ทำได้อย่างหน้า ด้า.นๆ

ยังไม่นับบรรดาคอลัมนิสต์มือเท้าของเขาในผู้จัดการ ที่พร้อมละเลงคราบ น้ำ ก า.ม ใส่ใครก็ตามที่เขาไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็น ลีเดีย คุณหญิงสุดารัตน์ คุณชบา อุ๋งอิ๋ง ผู้หญิงเหล่านี้ล้วนแต่เคยโดนเล่นงานด้วยเรื่องสกปรกหรือเรื่องส่วนตัวมาแล้วทั้งนั้น เรื่องแบบนี้คนที่มีคุณธรรมแม้เพียงเล็กน้อยก็แยกแยะได้ว่า เป็นการชกใต้เข็มขัด เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะเรื่องที่โจมตีนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ในทางการเมืองเลย

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สื่อของสนธิจะมีเศษมนุษย์จิตวิปริต อย่างซ้อ 7 เพราะลึก ๆ แล้ว สนธิและลิ่วล้อในสังกัดก็เป็นสัดสปี่ชี่เดียวกันกับซ้อ 7 นั่นเอง

ความ บั ก ซบของสนธิและลิ่วล้อ ในการให้ร้ายคน มีอย่างทั่วถึงไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็น บรรชิต นักวิชาการ ดารานักร้อง หรือ ประชาชนทั่วไป หากผู้ใดไม่คล้อยตาม หรือเกิดไม่สบอารมณ์เขาขึ้นมา สื่อชาด.ชั่วกลุ่มนี้จะบิดปากกาเข้าทิ่มแทงเยี่ยงอมนุษย์

มิหนำซ้ำ ยังมีขบวนการเปิดเผย ชื่อ-ที่อยู่ ของบุคคลนั้น เพื่อให้ฝูง ม๋ า คลั่งที่ถูกล้างสมอง ตามไป เห่.า หอ.นอย่างไร้สติ ... แม้กระทั่งการให้ร้ายคนรอบข้างหรือคนในครอบครัวของเหยื่อ เพียงเพื่อสร้างความบอบช้ำให้เหยื่อได้มากที่สุด โดยไม่สนใจคน ๆ นั้นว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นับเป็นวิถีของซาตานโดยแท้ (พฤติกรรมเหล่านี้เราเห็นจนชาชินจากเหล่าคอลัมนิสต์ของผู้จัดการ รวมไปถึงการเปิดอ้าซ่าให้โพส บรรดาสิ่งชั่วช้าที่กล่าวมาแบบรู้เห็นเป็นใจ)

เรื่องพวกนี้คนดีเขาทำกันหรือ ??? ..... เอาล่ะ มาดูเรื่องอื่นกันบ้าง

---- เราลองนับจำนวนคนที่สนธิเคยยกย่องแล้วพลิกกลับมาด่า หรือคนที่สนธิด่าแล้วพลิกลิ้นมายกย่อง เท่าที่พอนับได้ อาทิเช่น สนธิบัง สุรยุทธ์ สพรั่ง ทักษิณ เฉลิม บิ๊กจิ๋ว ชวน โพสทูเดย์ ประชาธิปัตย์ เซ็นทรัล

จะอ้างว่า เพราะคนเหล่านี้ทำชั่ว สนธิเลยต่อต้านก็ไม่น่าใช่ ยก ตย. ความผิดของทักษิณเรื่องไอทีวีก็ดี , ค่าเงินก็ดี ฯลฯ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วและก่อนหน้านี้สนธิเองเป็นผู้ออกมาปกป้องในเรื่องเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ ทำไมสนธิจึงพลิกลิ้นกลับภายในเวลาชั่วข้ามคืน ซึ่งอาการเดียวกันนี้เองเกิดขึ้นกับหลายคนที่เขาเคยกระดกยกก้นให้ เช่น เฉลิม (ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องจากสนธิว่า เหมาะที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี) หรือ สพรั่ง ผู้ที่เคยถูกยกว่าเป็นวีรบุรุษ

เรื่องการผิดใจหรือแว้งกลับมาทำร้ายผู้ที่เคยคบหากันนี้ ได้เป็นยี่ห้อประจำตัวของสนธิไปเสียแล้ว

---- การแบล๊คเมย์กลางอากาศ ที่เขามักใช้บ่อย ๆ เช่นกรณีของคุณหญิงทิพาวดีที่ถูกขู่ว่าจะเอาเรื่องคอรัปชั่นมาแฉ เมื่อไม่สบอารมณ์กรณีไอทีวี , การด่าเมื่อไม่ได้ดังใจ เช่น กรณีของเบียร์ช้าง หรือ ซีพี (ซึ่งเลิกด่าไปเฉย ๆ เมื่อมีโฆษณาเข้า)

---- อนันตริยกรรม (บาปที่ให้อภัยไม่ได้) ที่สนธิ ลิ้ม ทำต่อประเทศและระบอบประชาธิปไตยไทย คือการปูทางและเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติ ซึ่งก่อให้เกิด ผลเสียหาย การถดถอย และ การเสียโอกาส ของชาติมากเพียงใดเป็นเรื่องที่ไม่ต้องบรรยาย

แต่คนผู้นี้ไม่เคยคิดเลิก ไม่เคยแม้แต่จะสำนึก ประดุจว่าการได้มาซึ่งชัยชนะโดยไม่เลือกวิธีใช้ ได้ฝังลึกเข้าไปในสานดานของเขาเสียแล้ว

วิธีการไม่ชนะไม่เลิกของเขานั้น ล่าสุดได้บานปลายจนถึงขั้นเป่านกหวีดเรียกประชาชนออกมาแตกหัก เมื่อเห็นว่าทหารคงไม่ออกมาปฏิวัติตามคำเรียกร้อง ... ซึ่งวิธีการนี้ลึก ๆ แล้วก็คือการสร้างเงื่อนไขความวุ่นวาย เปิดทางให้ทหารเข้ามามีส่วนในการเปลี่ยนแปลง เพื่อตอบสนองตัณหาของเขานั่นเอง

---- สนธิ ย้ำเสมอว่าเทิดทูนแนวคิด ทฤษฏีเศรษฐกิจ "พอเพียง" ทั้ง ๆ ที่สนธินั้นเป็นทุนนิยมตัวจริง ดูได้จากแนวคิดและวิธีดำเนินธุรกิจของเขา รวมไปถึงการใช้ชีวิตที่เป็นนักบริโภคนิยมแบบอเมริกันชน ซึ่งสังคมประจักษ์มาตลอด นี่ยังไม่รวมถึงความฟุ้งเฟ้อของเครือผู้จัดการก่อนการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ซึ่งสวนทางกับแนวคิดเรื่อง "ความพอเพียง" อย่างสิ้นเชิง

อันที่จริง เรื่องการใช้เงินไม่ใช้เรื่องผิด เพราะเป็นเงินของเขาเอง แต่เขาก็ไม่ควรตลบแตลงลวงโลกว่า เทิดทูดปรัชญาพอเพียงเสียเต็มประดา

จากข้อนี้ จึงมีอีกคำถามหนึ่งเกิดขึ้นสำหรับสนธิ ลิ้ม และเครือผู้จัดการ ก็คือ...
การต่อต้านทุนนิยมสามานย์ที่สนธิมักอ้างถึง เป็นเพียงความพยายามล้มล้างกลุ่มทุนฝ่ายตรงข้าม เพื่อผลักดันกลุ่มทุนและพรรคการเมืองที่สนับสนุนกิจการของเขา ให้ขึ้นมามีอำนาจแทนที่ใช่หรือไม่ ?????

----- แบ่งแยกประชาชน โหมไฟให้มีการเลือกข้าง สนธิใช้ทุกยุทธวิธีตั้งแต่เริ่มแรก สร้างให้เกิดการแบ่งแยก ความเกลียดชังและการเผชิญหน้าในหมู่ประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

คำพูดปลุกระดมเช่น ถึงเวลาติดดาบปลายปืน เราต้องเลือกข้าง หรือการเดินสายปลุกระดมแบ่งเหนือแบ่งใต้ การบีบคั้นให้คนคิดต่างไม่มีที่ยืนในสังคม การผลักดันคนที่คิดไม่เหมือนตนให้เป็นศัตรู ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ "ทำหินแตกแยกแผ่นดิน"

ไม่ว่าประเทศจะเกิดความร้าวฉาน บอบช้ำสักเพียงใด สนธิไม่เคยเก็บมาคิด เขาเดินหน้าเพื่อชัยชนะเท่านั้น.... ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ห นั ก แผ่นดินเกิด จริง ๆ

*** เราจะไม่ถามว่าสนธิเป็นใครเมื่อในอดีต และในอดีตสนธิเคยทำอะไรไว้ เพราะเป็นเรื่องยากแก่การพิสูจน์ เราเพียงเรียบเรียงการกระทำของสนธิ ที่ทุกคนได้เห็นในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ว่า...

แท้จริงแล้ว สนธิ ได้ใช้ "ธรรมนำหน้า" จริงหรือไม่ ? หรือธรรมะ ที่เขาคลุกคลีและพร่ำบ่นนั้นมิได้ซึมซาบเข้าสู่ตัวตนของเขา เฉกเช่นเดียวกับ เด...ฉานที่อาศัยอยู่ใต้ฐานพระพุทธรูป ที่หาได้ซาบซึ้งกับพุทธรรมไม่

จากคุณ : Uncle-Dave - [ 3 ก.ค. 51 14:07:07 A:58.9.230.183 X: ]




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2551 15:30:17 น.
Counter : 375 Pageviews.  

สื่อเทศจวกยับ‘สนธิ'ทำลายไทย

วอลล์ สตรีทเจอร์นัล พาดหัวหน้า1 ความอาฆาตของอดีตพันธมิตรสร้างความเสียหายต่อประเทศไทย ในขณะที่มีการต่อสู้ระหว่างสนธิและทักษิณ นักลงทุนมองประเทศอื่น

การประท้วงที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศไทย และก่อให้เกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาเป็นตัวแทนของการต่อสู้ระหว่างพวกหัวเก่าที่ชอบการเมืองแบบดั้งเดิมกับกลุ่มที่สนับสนุนเศรษฐียอดนิยม และยังอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้รอบสองในการแข่งขันรุ่นเฮวี่เวตระหว่างสนธิ ลิ้มทองกุล กับทักษิณ ชินวัตร

ความบาดหมางระหว่างชายสองคนนี้ได้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศไทยเป็นเวลานานเกือบ 2 ปี และความไม่แน่นอนก็ได้สร้างความเสียหายหลายอย่าง ผู้ผลิตซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติกำลังมองหาที่อื่นเพื่อสร้างโรงงานเมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อก่อตัวขึ้นในประเทศจีน และบางบริษัทกำลังเลือกประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่าอย่างเช่นเวียดนาม และแม้แต่ฟิลิปปินส์

นักลงทุนที่มีความวิตกกังวลเทขายหุ้นไทยโดยส่วนหนึ่งเกิดมาจากมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่กำลังก่อตัวมากขึ้น

เบื้องหลังการต่อต้านทุกอย่างที่เกี่ยวกับทักษิณของสนธิคือประวัติของการทะเลาะส่วนตัวของพันธมิตรที่เปลี่ยนไปเป็นศัตรู

เมื่อทั้งสองคนเป็นนักธุรกิจในช่วงปีพ.ศ. 2533 สนธิและทักษิณถือหุ้น 17% ในบริษัทอินเตอร์เนชันแนล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) ซึ่งในขณะนั้นเป็นซัพพลายเออร์โทรศัพท์มือถือของโนเกียให้กับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของทักษิณ

ทักษิณเทขายหุ้นทันทีเพื่อทำกำไรเป็นจำนวนมากทันทีที่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น และทั้งสองคนก็เริ่มแข่งกันสร้างอิทธิพล เมื่อทักษิณตั้งบริษัทดาวเทียมโทรคมนาคมสนธิทำตามทันทีและพยายามที่จะสร้างอาณาจักรสื่อระดับโลก และเริ่มเผยแพร่ไปทั่วเอเชีย

จากนั้นในปี 2540 วิกฤติการเงินเกิดขึ้นในประเทศไทย ทักษิณอยู่รอด โดยสามารถบริหารความเสี่ยงจากการล่มสลายของเงินบาทได้สำเร็จ แต่สนธิสูญเสียเกือบทุกอย่าง ศาลสั่งให้เขาล้มละลายหลังจากที่เจ้าหนี้ยื่นฟ้องจนสนธิใช้เวลาช่วงหนึ่งในวัดแห่งหนึ่ง

ในปี 2543 สนธิเริ่มสร้างอาณาจักรของเขาอีกครั้ง โดยใช้ธุรกิจสื่อที่ยังเหลืออยู่เพื่อสนับสนุนทักษิณอย่างออกนอกหน้า ในขณะนั้นทักษิณกำลังลงสมัครเลือกตั้งเพื่อเป็นนายกฯ

หลังจากพรรคของเขาชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และได้ครองอำนาจ รัฐบาลของเขาได้มอบหมายให้บริษัทของสนธิจัดรายการทางสถานีของรัฐ แต่เมื่อสนธิเริ่มวิจารณ์นโยบายของทักษิณ สถานีโทรทัศน์ก็สั่งให้ปลดสนธิออก ในขณะเดียวกันทักษิณอนุญาตให้ธนาคารกลางปลดที่ปรึกษาทางการเงินที่ใกล้ชิดกับสนธิมากที่สุดออกจากธนาคารของรัฐแห่งหนึ่งเพราะอนุญาตให้ธนาคารดังกล่าวขยายเงินกู้ต้นทุนต่ำให้ สนธิกล่าวว่า เขารู้สึกโกรธที่เพื่อนทำเช่นนั้น

สนธิเริ่มทำรายการทีวีใหม่ตามสวนสาธารณะในใจกลางกรุงเทพฯเพื่อวิจารณ์ทักษิณอย่างรุนแรง เขาได้ถ่ายทอดรายการผ่านเครือข่ายทีวีดาวเทียมและเว็บเพจของหนังสือพิมพ์ของเขา ผู้ฟังได้ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นฝูงชนมากว่า 100,000 คน ในขณะเดียวกันสนธิได้ขายเสื้อยืดและดีวีดีการปราศัยของเขา ในตอนนั้นเขาให้สัมภาษณ์ว่า ทักษิณโกรธมากต่อกิจกรรมประท้วงต่างๆ

หลังจากที่ทักษิณถูกขับพ้นจากอำนาจ ผู้นำทหารได้เชิญสนธิมาเป็นพิธีกรรายการทีวีเพื่ออธิบายว่าทำไมจึงปลดผู้นำ ในปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้สนับสนุนทักษิณชนะเลือกตั้ง 15 เดือนหลังจากที่ปฏิวัติ ศาลอาญาตัดสินจำคุกสนธิ 3 ปี ฐานหมิ่นประมาทหลังจากที่ได้กล่าวหาทักษิณว่าไม่จงรักภักดีต่อราชวงค์

ขณะนี้ทักษิณเป็นนายกสมาคมกอล์ฟ และเป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในอังกฤษ เขาต้องเจอข้อหาคอรัปชั่นหลายคดีในขณะที่รัฐบาลของทหารปกครองประเทศ

สนธิและคนอื่นๆกล่าวว่า พวกเขาเห็นมือทักษิณอยู่เบื้องหลังรัฐบาลใหม่ โดยที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในการหาเสียงของนายสมัครที่ได้กล่าวว่าเขาเป็นตัวแทนของทักษิณ

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนธิตั้งขึ้นร่วมกับฝ่ายตรงข้ามทักษิณคนอื่นๆ อีก 4 คน ได้ชุมนุมบนถนนในเดือนที่ผ่านมา และโทรทัศน์ดาวเทียมของสนธิก็ถ่ายทอดสดในขณะที่เขาขึ้นเวที รัฐบาลขู่ว่าจะระงับผู้ประกอบการเคเบิ้ลที่ถ่ายทอดสัญญาณต่อ

นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า เป้าหมายที่แท้จริงของสนธิคือเพื่อถอนรากถอนโคนในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นอิทธิพลของทักษิณที่มีต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่องแม้ว่าผู้ลงคะแนนจำนวนมากยังคงชอบทักษิณและนโยบายของเขา นั่นทำให้แนวโน้มที่จะเกิดความสมานฉันท์ริบหรี่ระหว่างพวกหัวเก่า กับ พวกที่คิดว่าประเทศชาติต้องมีการกำหนดนโยบายสไตล์ทักษิณเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2551    
Last Update : 26 มิถุนายน 2551 13:13:03 น.
Counter : 280 Pageviews.  

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 5

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 5


ด้วยปรัชญาการทำธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กำหนดบทบาทและหน้าที่อันชัดเจนของสื่อว่า “ต้องรับใช้ทุน” และสื่อต้องทำหน้าที่แสวงหารายได้มาให้คุ้มค่ากับการลงทุน สื่อจึงจะยืนอยู่ได้ สื่อในทัศนะของสนธิ จึงเสมอเพียงสินค้าทั่วๆ ไป เท่านั้น มิได้มีความหมายพิเศษดังเช่นสื่อในมุมมองของนักวิชาการ และนักวิชาชีพคนอื่นๆ



ด้วยวิธีคิดแบบนี้ จึงไม่แปลกอะไร กับการปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ manager.co.th ของคอลัมน์ซ้อเจ็ดอย่างยาวนาน เพราะเว็บไซต์ manager.co.th ก็มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน และแสวงหาผลประโยชน์ หารายได้มาเลี้ยงดูตัวเอง และซ้อเจ็ดก็ต้องทำหน้าที่รับใช้ทุนเช่นเดียวกัน


ประจวบเหมาะกับซ้อเจ็ดนี่ล่ะที่เป็นนางกวักเรียกแฟนๆ เข้ามาเยี่ยมเว็บไซต์ manager.co.th อย่างล้นหลาม จึงเป็นจุดขายที่สำคัญของเว็บไซต์ นั่นหมายความว่าสปอนเซอร์ส่วนหนึ่งเข้ามาถึงสนธิก็เพราะซ้อเจ็ดนี่เอง


แน่นอนว่าทุนทีกำลังอ้างถึงอยู่ในขณะนี้ก็คือ “ผู้ลงทุน” นั่นเอง ซึ่งโดยนิตินัยแล้ว สื่อในเครือผู้จัดการ ก็ย่อมต้องรับใช้บริษัทไทยเดย์ดอทคอมและเดอะแมนเนเจอร์กรุ๊ปจำกัด แต่ในทางพฤตินัยแล้ว

พูดกันให้ชัดถ้อยชัดคำและชัดเจนในเจตนารมณ์ ก็ต้องบอกว่าสื่อในเครือผู้จัดการ ก็ต้องมีหน้าที่รับใช้สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะผู้ลงทุน ในฐานะผู้ที่ไปกู้เงินมาหลายร้อยหลายพันล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจชนิดนี้

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรอีกเช่นกัน หากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ ที่เราจะได้เห็นการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของข่าวสารที่ปรากฎอยู่บนสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกคลื่น และทุกรายการที่นำเสนอต่อสาธารณะ


อีกทั้งไม่จำเป็นต้องคาดเดาให้ยุ่งยากว่าการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวของสื่อเครือผู้จัดการ เป็นข้อมูลด้านใด และมีเจตนารมณ์ชนิดใด จึงต้องทำเช่นนี้


ก็แม้แต่คำเตือนที่ทรงคุณค่ายิ่งของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยขององคมนตรี ซึ่งก็คือผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปลุกปั่นกระแสของสนธิ ที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ตามสำนวนของเปลวสีเงิน แห่งไทยโพสต์ที่สะบัดปากกาสใส่ว่า “กำลังโหนกำแพงสู่เป้าหวังของตัวเอง”


ซึ่งได้รับการนำเสนอเผยแพร่ ทางสื่อสารมวลชนทุกประเภท ทุกรายการและทุกสังกัด กลับไม่ได้รับการนำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบจากสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการแม้แต่คำเดียว

“คงไม่ใช่กองทัพอย่างเดียว ในส่วนที่เป็นองคมนตรีเห็นว่า มีการอ้างอิงสถาบันจากหลายๆ ฝ่าย เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะไม่ควร เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุดที่ไม่ควรอ้างอิง และเกี่ยวข้องกับทางการเมือง เมื่อเป็นสถาบันที่เรายกย่อง ศรัทธา เป็นสถาบันที่เราเคารพนับถือ ก็ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง การเมืองก็ควรจะแก้ด้วยการเมือง”


ข้อความที่เต็มไปด้วยความไม่สบายใจและห่วงใยจากองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เช่นนี้ไม่มีสาระที่สื่ออย่างสนธิ สื่อเครือผู้จัดการ จะนำเสนอหรืออย่างไร คงอาจจะเป็นเพราะว่า ขณะนี้สื่อในผู้จัดการ สื่อในสังกัดสนธิ ลิ้มทองกุลมิได้มีหน้าที่ที่ต้องนำข้อเท็จริงใดๆ


หากแต่มีหน้าที่ต้องรับใช้ทุน รับใช้เงินที่สนธินำมาฟาดหัวและจ่ายแจก รับใช้สนธิที่กำลังมีความพยาบาท อาฆาตมาดร้ายต่อ พตท ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ทำงานตามที่สนธิต้องการถามว่าระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พูด กับนายสนธิ ลิ้มทองกุลพูด ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีเจตนาซ่อนเร้น


ควรจะรายงานคำพูดของใครก่อน ด้วยเหตุใด และคำพูดของใครมีคุณค่าสำหรับประชาชนมากกว่ากัน ถามว่าระหว่างคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง และสถาบันกษัตริย์ขององคมนตรี กับคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความแค้น การปลุกระดม เพื่อประโยชน์แห่งธุรกิจของตนเอง โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ และประเทศชาติบังหน้า ของนักธุรกิจคนหนึ่ง


ที่มุ่งแสวงหากำไรจากการลงทุนเป็นลำดับแรกของความคิด ด้วยหัวใจของสื่อมืออาชีพ หรือสื่อวิชาชีพที่ไม่มีจิตเจตนาซ่อนเร้น ควรจะเสนอคำพูดของใครให้ประชาชนได้รับทราบก่อน และคำพูดของใครมีหน้าหนัก มีสาระมากกว่ากัน และคำพูดของใครมีคุณค่าแก่ประเทศชาติ และภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพียงเพราะว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ใช่ทุนที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้ สนธิต่างหากเล่าคือทุนที่สื่อเครือผู้จัดการต้องรับใช้ หรือสนธิ ลิ้มทองกุล จะถาม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อีกสักคนไหมว่า


“ใครจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่ากัน”

เพราะสื่อในเครือผู้จัดการไม่ได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงอขงสื่อสารมวลชนแล้ว หากแต่ทำหน้าที่สื่อที่ต้องรับใช้สนธิเพียงผู้เดียว เพราะสนธิคือ “ทุน” ของเครือผู้จัดการ


เมื่อสนธิคือ “ทุน” ของเครือผู้จัดการแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใดไม่ว่าจะเป็นกำไรทางตรง กำไรทางอ้อม กำไรทางธุรกิจ กำไรทางสังคม และที่น่ากลัวยิ่งก็คือ เป็นการเสาะแสวงหากำไรมาตอบแทนการลงทุน โดยไม่เลือกวิธีการ


บิดเบียน ปกปิด ปลุกระดม ฉวยโอกาสขายเสื้อ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ทำได้ทั้งนั้น เพื่อตอบแทนและรับใช้ “ทุน”

แรงจูงใจที่ทำให้นักสื่อมวลชนมืออาชีพ ต้องฉีกทฤษฎี ฉีกตำราสื่อสารมวลชนขั้นพื้นฐาน ที่ว่าด้วยการนำเสนอข้อมูลที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม เป็นสิ่งที่พึงกระทำก่อนการนำเสนอข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตน



และไม่ควรนำเสนอข้อมูลด้านเดียว ทั้งแน่นอนว่าต้องยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ หากไม่เป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ ก็คงเป็นเพราะผิดหวังอย่างยิงใหญ่ ก็คงเป็นเพราะผิดหวังอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนหน้าที่จะเกิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร


การทำหน้าที่ของสนธิในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ หลายครั้งหลายตอน ที่นำเสนอให้อ่านกันแล้วบางส่วนในข้างต้น นั่นแสดงให้เห็นว่าในห้วงเวลานั้น สื่อแบบสนธิก็เคยรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลมาก่อน เพราะเห็นว่ารัฐบาลเป็นแหล่งทุนที่จะเสาะแสวงหาเงินไปใส่ให้กับเครือผู้จัดการ เป็นทั้งทุนที่ให้โอกาสในการทำมาหากิน

เป็นทั้งทุนที่ให้เงินสนับสนุนโดยตรง เป็นทั้งทุนที่ทำให้สื่อแบบสนธิ มีเครดิตขึ้นมาอีกครั้งในการชุบชีวิตเครือผู้จัดการ


จวบจนกระทั่งรัฐบาล หยุดการสนับสนุนสื่อเครือผู้จัดการนั่นเอง สื่อแบบสนธิจึงเห็นว่าหมดหน้าที่ต้องรับใช้ และทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือโจมตี แว้งกัดอย่างรุนแรงและหนักหน่วง อันเนื่องเพราะผิดหวังอย่างรุนแรงกับรัฐบาลนั่นเอง


และความผิดหวังที่เกิดขึ้นนี้เอง ที่ทำให้สนธิต้องเปิดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรเพื่อชำระ “แค้นสั่งฟ้า” ที่อยู่ในใจตัวเองเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ชำระแค้นครั้งแรกมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็นคู่แค้นที่ถูกชำระไปเรียบร้อยแล้ว



ย้อนเวลาเส้นทางการเดินกลับคืนสู่ประเทศไทยของสนธิรอบนี้ จะพบว่าการรับใช้ทุนของสื่อผู้จัดการยุคใหม่ หลังสงครามเศรษฐกิจปี 2540 สงบลงนั้น ปรากฏชัดเจนอย่างยิ่งว่ามีการเลือกข้างมาแต่ต้น ในการรับใช้ทุนการเมือง


กลุ่มหนึ่งโจมตีใส่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นจนเสียศูนย์ และเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญของกลุ่มทุนการเมืองในพรรคไทยรักไทย ซึ่งฉายภาพชัดแจ้งเป็นอย่างยิ่งภายหลังการเลือกตั้งปี 2544 สิ้นสุดลง ด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคไทยรักไทย ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรคการเมือง



หลังจากพรรคประชาธิปัตย์หลุดวงโคจรของอำนาจ และพรรคไทยรักไทยได้เข้ามาสวมต่อการใช้อำนาจรัฐแทน สถานการณ์ในขณะนั้น พรรคไทยรักไทยยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างมากในแวดวงการเมือง ในขณะที่สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เตรียมตัวที่จะกลับสู่ยุคความยิ่งใหญ่ในแวดวงธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้ง

ด้วยเหตุที่ผู้บริหารคนสำคัญของรัฐบาลล้วนแต่ผูกพันกับสนธิมาช้านาน ทั้งแบบเพื่อนฝูง พรรคพวกและลูกจ้าง

“น้ำขึ้นให้รีบตัก”

เป็นภาษิตที่นำมาใช้ได้ดีกับสนธิ ในห้วงเวลาที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยครองอำนาจรัฐใน 4 ปีแรก สื่อในเครือผู้จัดการและไทยเดย์ดอทคอมเร่งทยอยเปิดตัวเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน นิตยสาร สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ และสถานีข่าวโทรทัศน์ 11News1


ซึ่งสื่อในเครือผู้จัดการทุกเล่ม ทุกรายการได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากหน่วยงานรัฐ ทั้งรัฐวิสาหกิจและราชการ ชนิดที่สื่อสำนักอื่นๆ ไม่แต่มองตาปริบๆ พร้อมกับทำปากขมุบขมิบด้วยความอิจฉา


การอุดหนุนสื่อในเครือผู้จัดการของหน่วยงานรัฐ จนแทบจะไม่มีพื้นที่ และเวลาให้ออกโฆษณา ส่งผลให้สนธิตกเป็นเป้าของสมาชิกวุฒิสภา เจิมศักดิ์ ปิ่นทองและนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่าการสนับสนุนอย่างมากมายและคับคั่งเช่นนี้ไมใช่ภาวะปกติ

หากแต่ต้องมี “คำสั่ง” ในหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนและอุดหนุนเป็นพิเศษแก่สื่อเครือผู้จัดการ ที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของสนธิ ลิ้มทองกุล


แน่นอนว่าหลักฐาน “คำสั่ง” ย่อมหาไม่ได้ และจะมี “คำสั่ง” จริงหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้ หากแต่สิ่งที่มีแน่นอน และปรากฏขึ้นในภายหลังก็คือ คำบอกเล่าของผู้บริหารหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ที่ตกเป็นจำเลยของ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็คือ “คำแอบอ้าง” ที่มีไปถึงรัฐวิสาหกิจเกือบทุกแห่ง

รัฐวิสาหกิจทั้งหมดในกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสังเคราะห์ โรงงานยาสูบ การบินไทย การสื่อสารแห่งประเทศไทย ฯลฯ


ต่างทยอยเข้าคิวทำสัญญาซื้อพื้นที่ และเวลาโฆษณากับเครือผู้จัดการ เป็นเงินรวมกันแล้วหลายร้อยล้านบาท และแน่นอนว่าความพร้อมใจกันซื้อสื่อโฆษณาแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้


จากการตรวจสอบห้วงเวลา “น้ำขึ้น” นั้น สนธิได้ตักเข้าไปใส่ในเครือผู้จัดการแบบไม่หยุดหย่อน และไม่แบ่งให้ใครได้ตักบ้างเลย พบว่ามีรายงานการซื้อขายที่น่าสนใจอยู่ 2 รายการ (เท่าที่ตรวจสอบพบ) คือ


บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ ตั้งแต่ปี 2545-2548 รวมทั้งสิ้น 54,637,987 บาท

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้ทำสัญญาซื้อขายโฆษณากับ 11News1 อีก 60 ล้านบาท แต่เนื่องจาก 11News1 ต้องมีอันเป็นไป ถูกสั่งระงับการออกอากาศเสียก่อน

ส่งผลให้สัญญาการซื้อขายเวลาโฆษณาระหว่าง ปตท. กับ 11News1 ต้องสิ้นสุดลงไปด้วย ในขณะที่เพิ่งใช้จ่ายเงินไปเพียง 10 ล้านบาท


การซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสงสัย เพราะเป็นสื่อที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายกันมานานแล้ว และ ปตท. ก็เคยซื้อสื่ออยู่เป็นประจำ แต่กับการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาใน 11News1 ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่

และสนธิก็เป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวให้กับบริษัท RNT เจ้าของสถานีโทรทัศน์ผ่านเดียวเทียม 11/1 ตัวจริง (ตามคำบอกเล่าของสนธิ ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร) นั้น เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจและต้องสงสัย


การทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณาจำนวน 60 ล้านบาท ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยนิด สำหรับบริษัทที่กระทรวงการคลัง ถือหุ้นอยู่ 52.48 เปอร์เซ็นต์ (ณ วันที่ 20/07/2548) เหตุใดจึงมีการใช้วิจารณญาณหรือใช้การพิจารณาบนพื้นฐาน


ข้อมูลใด ว่าสมควรจะใช้จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนการเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ระบบดาวเทียม 11/1 มากถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า 11/1 ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และ 11News1 ของสนธิจะได้ออกอากาศนานเพียงใด


เพราะสนธิเป็นเพียงผู้รับจ้างทำข่าวเท่านั้นเอง และเมื่อสนธิไม่ใช่เจ้าของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ทำไม ปตท. จึงไปทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณากับสนธิ หรือในนามของไทยเดย์ดอทคอม


คำถามเหล่านี้มีการซักไซ้ไล่เลียงกันใน ปตท. ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถตอบได้ชัดเจนทุกคนทราบแต่ว่าการจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ ต้องมี “ผู้ใหญ่” สั่งมา แต่เป็น ”ผู้ใหญ่” คนใดไม่มีใครทราบ และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า “ผู้ใหญ่” คนนั้นคือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะ “ผู้ใหญ่” นั้นมาสั่งในรูปของคำบอกเล่า คำอ้าง ไม่ได้มาด้วยตัวเอง

ไม่มีแม้กระทั่ง “เสียง” แต่ความน่าเชื่อถือของผู้อ้าง มีสูงมากจำทำให้มีการทำสัญญาซื้อสื่อโฆษณา 60 ล้านบาทเกิดขึ้น


การทำสัญญาครั้งนั้นมีมูลค่า 60 ล้านบาท แต่สนธิในนามของไทยเดย์ดอทคอมหรือ 11News1 ได้รับเงินไปเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจาก 11News1 ประสบปัญหาสะดุดขาตัวเอง จนต้องปิดตัวลง


แม้จะเคยให้การสนับสนุนมากมายขนาดนี้ แต่ ปตท. ก็ไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษใดๆ จากสนธิ และเครือผู้จัดการสักครั้งเดียว หากจะมีก็แต่ได้รับเชิญขึ้นเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรค่อนข้างบ่อยครั้ง


ในฐานะจำเลยของสังคม ในฐานะบริษัทมหาชนที่หลอกต้นคนไทยให้ซื้อน้ำมันแพง หลอกต้มคนไทยผู้ถือหุ้นรายย่อยให้เสียผลประโยชน์ หลอกต้มคนไทยให้เชื่อมั่นการบริหารงานเป็นธรรมาภิบาล


และสำคัญที่สุดก็คือ การกล่าวประฌาม ปตท. ว่าเป็นบริษัทที่เห็นแก่การทำกำไร ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน และเห็นว่ากำไรที่เกิดจากการบริหารของ ปตท. เป็นสิ่งที่ผิดพลาด และเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ปตท. เอาเปรียบประชาชน รัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่จริงใจต่อประชาชน


กล่าวโดยสรุปก็คือ การมีกำไรจากการบริหารงานของ ปตท. คือความผิดพลาดของ ปตท. ในทัศนะของนักธุรกิจแบบสนธิ


ความผิดพลาดของ ปตท. ในสายตาของสนธิและสื่อเครือผู้จัดการ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ ปตท. ซื้อสื่อโฆษณาในเครือผู้จัดการน้อยลงกว่าเดิมเมื่อไม่นานมานี้เอง


เหตุที่ ปตท. ถูกด่า ถูกประฌามบนเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ก็มีเหตุมาจากเรื่องการตัดงบซื้อสื่อโฆษณาเครือผู้จัดการเท่านั้นเอง


เป็นเหตุเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนายกฯที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาของสนธิ ถูกชี้หน้ากล่าวประฌามว่าเป็นนายกฯที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพียงเพราะไม่ช่วยเหลือ ไม่ใช้อำนาจ “สั่งการ” ให้ 11News1 กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC9 อีกครั้งหนึ่ง


ตัวอย่างที่ 2 ของการสนับสนุนสนธิ และเครือผู้จัดการก็คือ…

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อโฆษณาสื่อเครือผู้จัดการ เฉพาะรายการโทรทัศน์ 2 รายการ คือ ”เมืองไทยรายสัปดาห์” กับ “พบคนพบธรรม” ซึ่งออกอากาศทางช่อง 9 ทั้ง 2 รายการ ตั้งแต่ปี 2544-2548 ธนาคารกรุงไทยใช้เงินซื้อสื่อในเครือผู้จัดการมากถึง 276 ล้านบาท ปีละ 77.04 ล้านบาท ซึ่งเฉลี่ยเดือนละ 6.42 ล้านบาท



ยังไม่นับถึงพื้นที่โฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน รวมไปถึงเว็บไซต์ manager.co.th ที่ลงกันอย่างถี่ยิบ

ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ที่กำหนดให้เดอะแมนเนเอจร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด ชำระหนี้ด้วยการใช้หน้าหนังสือพิมพ์แทนเงินสุด ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิพิเศษของลูกหนี้ที่ไม่ธรรมดา อย่างสนธิ และเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ปจำกัด ที่วิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ซึ่งมีความสนิทสนมแนบแน่น

และช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอดกับสนธิ เอื้อเฟื้อจัดให้ชนิดที่ลูกหนี้รายอื่นได้แต่มอง แต่ไม่มีความสามารถจะทำตามได้

ความเป็น “ลูกหนี้รายพิเศษ” ที่ได้รับเงื่อนไขการชำระหนี้ “พิเศษ” แบบนี้เป็นเหตุที่ทำให้ สนธิกับวิโรจน์มีความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นลึกซึ้งยิ่งนัก


จนถึงขนาดที่ว่าเมื่อวันที่วิโรจน์ไม่ได้รับการต่ออายุให้นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทยจำกัดวาระที่ 2 คนที่เจ็บแค้นยิ่งกว่าวิโรจน์เสียอีกก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล


นับแต่นั้นมา ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็คือขึ้นบัญชีแค้นรอชำระของสนธิเพิ่มขึ้นอีก 1 ชื่อ


ด้วยเหตุที่สนธิแน่ใจว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร คือคีย์แมนคนสำคัญในการขวางทาง การนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยวาระที่ 2 ของวิโรจน์ ซึ่งนั่นหมายความความพิเศษที่สนธิ เคยได้รับ ย่อมไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป ทั้งในฐานะลูกหนี้และในฐานะคู่ค้า ในฐานะลูกหนี้ที่ไม่ต้องชดใช้หนี้ด้วยเงินสด


แต่สามารถชดใช้ด้วยกระดาษหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งตีราคากันไว้ที่หน้าละ 286,600 บาท เดือนละ 12 หน้า สำหรับผู้จัดการรายวัน ก็คิดเป็นเงิน 3,432,000 บาท หากคิดเป็นปีก็เท่ากับ 41,184,000 บาท 10 ปีผ่านไปก็เท่ากับ 410,184,000 บาท หากใช้วิธีการกันแบบนี้ไม่นานนัก หนี้จำนวนมหาศาลของผู้จัดการ ก็จะหมดลงได้ยังพอเห็นแสงเทียนที่ปลายอุโมงค์


นี่ยังไม่นับสื่ออื่นๆ อีก เช่น ผู้จัดการรายสัปดาห์ ผู้จัดการรายเดือน และเว็บไซต์ที่ก็มีเงื่อนไขการชดใช้หนี้ด้วยหน้ากระดาษเช่นเดียวกัน


ดังนั้น หากจะมีใครสักคนที่เสกกระดาษเป็นเงินได้จริงๆ คนคนนั้นย่อมชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยเงื่อนไขพิเศษนี้เองที่ทำให้สนธิ เป็นเดือดเป็นร้อนแทนวิโรจน์ นวลแข และโกรธแค้นผู้ว่าแบงค์ชาติ โกรธแค้นนายกรัฐมนตรีที่ไม่สนับสนุนคนที่สนธิสนับสนุน



การหวนคืนสู่วงการธุรกิจสื่อในประเทศของสนธิในรอบนี้ สนธิในฐานะผู้ประกอบการที่มี “หนี้เน่า” จำนวนมากที่สุดในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ และลูกหนี้รายอื่นๆ ด้วยแต้ต่อ ที่เรียกว่าการแฮร์คัทหนี้ หรือการลดหนี้ที่ตัวเองก่อไว้มากกว่า 6 พันล้านบาท


ด้วยหนี้จำนวน 6 พันล้านบาท

ที่สนธิได้รับประโยชน์ไปนี้ เป็นเงินที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีประชาชนมาชดใช้แทน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ร่วมก่อหนี้ และไม่ได้รับประโยชน์จากเงิน 6 พันล้านบาท ทั้งขาที่ก่อหนี้ และขาที่ชดใช้หนี้ แม้แต่สลึงเดียว


การแฮร์คัทหนี้ หรือลดหนี้ในครั้งนั้น เป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่าสนธิ ได้รับปฏิบัติจากธนาคารเจ้าหนี้ซึ่งเป็นธนาคารรัฐบาล ในมาตรฐานที่พิเศษกว่าลูกหนี้ทุกราย


และ…ธนาคารรัฐบาลที่เป็นผู้นำในการแฮร์คัทหนี้ จำนวนนี้ให้แก่สนธิ ก็ไม่ใช่ธนาคารไหนเลย ก็คือธนาคารกรุงไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับของวิโรจน์ นวลแข นั่นเอง


การได้รับแต้มต่อจำนวนนี้ทำให้สนธิ มีพลังใจอย่างยิ่งที่ทำให้เขากลับคืนสู่ธุรกิจสื่อสารมวลชนอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นการยืนยันถึงความเป็นคนพิเศษของเขาที่ยังหาประโยชน์ได้ในประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถหาได้จากสนามธุรกิจใดๆ ในโลกนี้ นอกจากนี้ผู้คนบริวารแวดล้อมของเขาในอดีต ยังได้ดิบได้ดีไปกุมอำนาจสำคัญด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลไว้เกือบหมด จึงเป็นแต้มต่ออีกชั้นหนึ่งที่ได้เปรียบทุกๆ คน บนเวทีการแข่งขันรอบใหม่นี้


การกลับมารอบใหม่ครั้งนี้ สนธิพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโทรทัศน์เป็นสำคัญ เขาวางยุทธศาสตร์ให้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อเพื่อการชดใช้หนี้และสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อเพื่อการหารายได้เนื่องจากเวลาโฆษณาบนสถานีโทรทัศน์ มีราคาสูงกว่าราคาหน้ากระดาษมาก




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2551    
Last Update : 16 มิถุนายน 2551 15:15:05 น.
Counter : 288 Pageviews.  

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 4

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 4


"ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมารองนายกฯวิษณุ จะชี้แจงว่าด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมายและด้วยข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจของ UBC ทาง UBC จึงต้องยกเลิกการถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 ตลอดไป "


แต่เหตุผลนั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีเหตุผลสำหรับสนธิและเครือข่ายผู้จัดการ แต่สนธิก็ยังคง “รอ” ด้วยความอดทนต่อไป เพียงแต่ว่าการ “รอ” ในครั้งหลังนี้เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการ “รอ” เพื่อชำระบัญชีแค้น


เนื่องจากสนธิเข้าใจ และเชื่อมั่นอย่างมีอคติว่า เภทภัยทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับเขามีที่มาจากการที่นายกรัฐมนตรีไม่สนับสนุน ไม่ช่วยเหลือ มิหนำซ้ำยังคิดไปเองอีกว่านายกฯทักษิณเป็นคนสั่งให้กระทำต่อเขา เพราะเชื่อข้อมูลของบริวารคนใกล้ชิด ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายกฯทักษิณเลย


แต่เป็นเรื่องของ UBC ว่าเขาจะถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 หรือไม่ ในฐานะเอกชนด้วยกัน และอาจจะเกี่ยวไปถึง อ.ส.ม.ท. ในฐานะเจ้าของสัมปทาน หรือหากจะสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอคนสั่ง ก็คงจะหยุดเพียง ผู้อำนายการ อ.ส.ม.ท. และรองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแล อ.ส.ม.ท. เท่านั้นเอง


แต่สนธิไม่เชื่อเช่นนี้ กลับมั่นใจว่าการกระทำกับคนระดับตนเอง เพียงแค่ผู้อำนาจการ อ.ส.ม.ท. หรือรองนายกรัฐมนตรีอย่าง วิษณุ เครืองาม ไม่กล้าลงมือแน่นอน หากไม่ได้รับไฟเขียวจากนายกฯทักษิณ


ต้นรักที่เคยปลูกร่วมกันได้กลายเป็นต้นพันธุ์ความแค้นในวันนั้นเอง


จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครยืนยันได้ว่าสนธิ คิดถูกหรือผิด แต่สำหรับสนธิเขามั่นใจว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกกลั่นแกล้ง

เมื่อทางที่เคยเปิด ถูกปิดลงโอกาสจะหวนกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ทั้งในฐานะสื่อสารมวลชนมืออาชีพ และนักธุรกิจสื่อสารมวลชนก็ดับวูบลงทันที แต่กระนั้นก็ตาม สนธิไม่ได้ลดละความพยายามที่จะปั้นฝันของตัวเองต่อไป โดยเลือกแนวทางที่จะสร้างสถานีข่าวโทรทัศน์ดาวเทียมขึ้นมาใหม่ ในหนาม ASTV และได้เข้าไปเจรจาให้เครือข่ายเคเบิลทีวีต่างจังหวัดถ่ายทอดสัญญาณให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งเป็นการสู้แบบไม่มีทางเลือกของสนธิ


อย่างไรก็ตาม อ.ส.ม.ท. ยังเปิดช่องให้สนธิ ได้หายใจด้วยการให้สนธิได้ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทุกคืนวันศุกร์อย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ความอดทนอย่างสูงต่อการทำรายการในระยะหลังของสนธิ ซึ่งมักจะพาดพิงไปถึงบุคคลที่สามให้เป็นที่น่าหวาดเสียวจะถูกฟ้องของผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. เป็นประจำ

และแน่นอนว่าการพูดชื่นชมมีถี่ในช่วงต้นของการดำเนินรายการ ก็เริ่มจากหายไป และแปรเปลี่ยนมาเป็นการโจมตี อภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาล และรัฐมนตรีบางคนในบางเรื่องอีกด้วย


จุดแตกหักระหว่างสนธิกับช่อง 9 ก็คือ การออกมาตำหนินายกรัฐมนตรีว่ากระทำการอันไม่บังควร มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและบริหารประเทศชาติโดยไม่เคารพเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่เคยมีผู้ดำเนินรายการคนใดเคยพูดเช่นนี้มาก่อนทางสถานีโทรทัศน์


เนื่องจากเป็นข้อความที่ล่อแหลม และทำให้เกิดการแตกแยกในแผ่นดินได้ หากว่ามีการนำไปขยายผล อ.ส.ม.ท. จึงสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการของช่อง 9 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2548 อันเป็นการยุติการดำเนินธุรกิจของสนธิบนสื่อของรัฐอย่างบริบูรณ์ ทั้งโทรทัศน์และวิทยุ ซึ่งถูก อ.ส.ม.ท. เรียกคลื่นคืนไปตามนโยบายการบริหารงานของ อ.ส.ม.ท. ตั้งแต่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นมา


มีการตั้งคำถามกันค่อนข้างมากว่าเกิดอะไรขึ้นกับสนธิ ทำไมวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่รอบนี้ช่างสั้นนัก ทั้งๆ ที่มีเพื่อนเป็นนายกรัฐมนตรี และมีผู้คนที่เคยอยู่ใต้อาณัติบัญชา ดำรงตำแหน่งบุคคลสำคัญในรัฐบาลมากมาย


คำเฉลยที่ไม่อาจหาใครยืนยันได้ว่าจริงเท็จมีอยู่กี่ส่วนก็คือ เพราะความต้องการอันไม่จำกัด และความทะเยอทะยานอยากที่จะกลับมา ในอัตราเร่งจนไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากเสี่ยงต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างยิ่ง จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจและกลายเป็นความบาดหมาง พัฒนาเป็นความโกรธและความแค้น ที่มีต่อกันในที่สุด


เมื่อสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงในทางลบเช่นนี้ แนวทางที่อีกฝ่ายหนึ่งจำต้องเลือกดำเนินและกระทำก็คือ การไม่ปล่อยให้ใครมาใช้สื่อของรัฐ จัดรายการด่ารัฐบาล เพราะเป็นการละเมิดกติกาที่ยากจะยอมรับได้ และทุกยุคทุกสมัยก็จะดำเนินการเช่นนี้


หากสนธิจะลองมองย้อนกลับไป ก็จะพบว่าการเข้ามาแผ่อิทธิพลบารมีของตนเองในช่อง 9 นั้น มีเสียงร้องโอดครวญจาก เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เจ้าของหลายรายการในช่อง 9 ในนามบริษัทว๊อชด็อก ว่าต้องถูกยกออกจากผังรายการช่อง 9 ก็เพราะการเข้ามาของสนธิ ซึ่งในวันนั้นสนธิได้กล่าวฝากไปยังเจิมศักดิ์ว่า มีแต่หมาเท่านั้นที่ร้อง เสือไม่เคยร้อง


ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยรายสัปดาห์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับ 11News1 จึงเป็นรายการบ่มเพาะความแค้นในหัวใจของสนธิที่รอวันชำระ แต่คราวนี้เขาไม่สามารถรอได้นาน เพราะแหล่งทุนที่เคยส่งปัจจัยมาให้ เริ่มทยอยปิดเก๊ะ ไม่ให้เขาเข้ามาหยิบมาใช้ได้ตามใจชอบอีกแล้ว

และนำมาสู่การสะสาง “แค้นสั่งฟ้า” ภาคสองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะได้เล่าสู่กันฟังต่อไป


แต่ก่อนที่จะไปถึงรายการ “แค้นสั่งฟ้า” ภาคสอง ต้องไม่ละเลยที่จะพูดถึงปรากฎการณ์หนึ่งที่สนธิ ก่อให้เกิดคุณูปการแก่วงการข้อมูลข่าวสารของประเทศไทย ก็คือเว็บไซต์แมนเนเจอร์ออนไลน์ หรือ

//www.manager.co.th ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตัวกับนักท่องโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะในแวดวงนักข่าว ผู้อยู่ในวิชาชีพสื่อสารมวลชน เว็บไซต์ manager.co.th ได้รับความนิยมสูงสุดกว่าทุกเว็บข่าว เนื่องจากความฉับไวของข่าวที่นำเสนอ มีความหลากหลายแง่มุมที่น่าอ่าน น่าติดตาม


แต่เชื่อหรือไม่ การบุกตะลุยธุรกิจของเว็บไซต์ manager.co.th กลับมิได้ครองใจแฟนๆ ที่เข้าไปติดตามอ่านข่าวทุกวัน ด้วยข่าวสาระที่นำเสนอ ในรูปลักษณ์เดียวกับสื่ออื่นๆ ของเครือผู้จัดการ


หากแตกเป็นข่าวคาวโลกีย์ ที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาดุจดั่งนิยายโดย “ซ้อเจ็ด” คอลัมนสต์ชื่อดังของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเว็บไซต์ผู้จัดการ ซึ่งเป็นบุคคลที่กลุ่มดาราศิลปิน นักร้อง ต้องการพบตัวเป็นอย่างยิ่งถึงกับมีการตั้งค่าหัว ให้กับใครก็ได้ ที่สามารถกระชากหน้ากาก “ซ้อเจ็ด” ออกมาได้


ข่าวคาวโลกีย์ที่ซ้อเจ็ดนำเสนอใน manager.co.th หากเปรียบเทียบกับข่าวฆาตกรรม ข่าวฆ่าข่มขืนที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐนำเสนออยู่เป็นประจำแล้วล่ะก็ ต้องถือว่าไทยรัฐยังห่างชั้นมากนัก เนื่องเพราะข้อมูลข่าวคาวโลกีย์ นิยายบนเตียง ใต้เตียง ในรถ และกลางแจ้งที่ซ้อเจ็ดนำมารายงานให้กับผู้อ่าน ผู้ชมเว็บไซต์ manager.co.th ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่นั่งเทียนขึ้นมาทั้งสิ้น


ด้วยวิธีการนำเสนอแบบเรื่องเล่า ว่าดาราคนไหนไป “เอา” กับคนไหนมาบ้าง แต่ไม่กล้าเปิดเผยชื่อ ใช้วิธีหลบเลี่ยงไปมาด้วยการบอกรูปพรรณสัณฐานของดาราที่กล่าวถึง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการดารานักร้อง และสื่อมวลชนด้วยกัน

วิธีการเช่นนี้ สร้างความเสียหายให้แก่ดารานักร้องที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก และเดือดร้อนกันไปทั่วหน้า แรกๆ ก็ไม่มีใครถือสา เพราะเห็นว่าเขียนแบบนั่งเทียน แต่ในระยะหลัง มีการเฉลยชื่อจริงของดาราที่เขียนถึงในเว็บไซต์ด้วย เพื่อให้คอลัมน์ของซ้อเจ็ดเป็นที่ฮือฮา ฮิตติดลมบนมากขึ้นไปอีก แต่ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิและความเสียหายของดาราที่ถูกกล่าวถึงแม้แต่น้อย


ซ้อเจ็ดจึงเป็นคอลัมนีสต์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเว็บไชต์ผู้จัดการหรือ manager.co.th ได้มากกว่าเซี่ยงเส้าหลงหรือพายัพ วนาสุวรรณ และถือว่าเป็นผู้มีคุณูปการต่อเว็บไซต์ manager.co.th อย่างยิ่ง


ด้วยลีลาการเขียนชนิดดิบ เถื่อน ถ่อย ที่ก่อร่างสร้างเว็บไซต์ manager.co.th ขึ้นมาตามนโยบายสนธิ ที่เน้นการสร้างเรตติ้งเพื่อเรียกลูกค้าโฆษณา โดยมิได้คำนึงถึงศีลธรรม และความเดือดร้อนของบุคคลอื่นที่ถูกเขียนถึง พาดพิงถึงแม้แต่น้อย


ทุกวันนี้ซ้อเจ็ดก็ยังคงอยู่สุขสบายดีในผู้จัดการ และได้ดิบได้ดีจากการเขียนเรื่องราวแบบนี้ ด้วยการรับตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเครือผู้จัดการ


เชื่อไหมว่า ด้วยลีลาการเขียนที่บ่งบอกสันดานและสัญชาตญาณดิบแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้ manager.co.th ได้รับการสนับสนุนจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ไปถึง 1,100,000 บาท ด้วยการโฆษณาแบนเนอร์ อัตรา 48,000 บาทต่อสัปดาห์หรือวันละ 6,857 บาท


นี่ไงล่ะ! แหล่งที่มาของรายได้ที่สนธิ เอามาเลี้ยงดูและขับเคลื่อนเว็บไซต์ manager.co.th

นี่ไงล่ะ! พฤติกรรมของสนธิ ที่ประกาศเป็นผู้อาสานำประชาชนสร้างสังคมใหม่โดยใช้ธรรมนำหน้า

นี่ไงล่ะ! พฤติกรรมของสนธิ ที่ประณามการนำเสนอข่าวคาวโลกีย์ของไทยรัฐแต่คนในบ้านของตัวเอง กลับทำในสิ่งที่เลวร้ายยิ่งหลายร้อยพันเท่า

แบบนี้หากจะเรียกว่าใช้ธรรมบังหน้า น่าจะใกล้เคียงกว่าธรรมนำหน้า กระมังท่านโมกุล

เกือบลืมไป สื่อคุณภาพที่มีสาระอีกเล่มในเครือผู้จัดการ ที่ต้องเอามาเชียร์กันให้เห็นว่า การทำธุรกิจค่ายนี้คิดกันอย่างไร ก็คือนิตยสาร CAMPUS นิตยสารที่สนับสนุนค่านิยมเสื้อรัดกระโปรงสั้นของนักศึกษาอย่างเปิดเผย เรียกว่าเอานักศึกษาสาวๆ และชุดนักศึกษามาเป็นสินค้าให้ได้ชมกันอย่างเปิดเผย




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2551    
Last Update : 16 มิถุนายน 2551 15:13:41 น.
Counter : 245 Pageviews.  

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 3

ลับเฉพาะคนรู้ทันสนธิ บทที่ 3


"การเป็นผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ เป็นความฝันอันสูงสุดอย่างหนึ่งในชีวิต ของสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะนักสื่อสารมวลชน และในฐานะนักธุรกิจ การเป็นเจ้าของรายการโทรทัศน์ และการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่งใหญ่ในการจะสร้างรายได้มหาศาลให้กับตนเอง ทั้งเพื่อการล้างหนี้เก่า และสร้างหนี้รายได้ใหม่"


สนธิสนใจที่จะทำธุรกิจสื่อโทรทัศน์มานานแล้ว และเคยได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมประมูลสถานีโทรทัศน์ไอทีวีมาแล้ว แต่เนื่องจากความไม่ลงตัวบางประการทำให้เขาไม่มีส่วนในการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไอทีวี แต่ก็เกือบจะได้เป็นผู้บริหารไอทีวีหลังจากที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำเร็จ


มีข่าวคราวมากมายที่ร่ำลือกันในวงการสื่อว่า สนธิจะยกทีมงานผู้จัดการเข้าไปบริหารไอทีวี เพื่อให้ไอทีวีเป็นเกราะป้องกันภัยแก่รัฐบาลและนายกฯทักษิณ แต่จนแล้วจนรอด ข่าวก็คือข่าวไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจากสนธิไม่พร้อมที่จะเป็นลูกน้องใคร จึงตัดสินใจสร้างอาณาจักรของตัวเอง ด้วยการตั้งสถานีข่าวโทรทัศน์ผลิตข่าวให้กับบริษัทอาร์เอ็นที (RNT) ซึ่งได้รับสัญญาสัมปทานโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์ ในนาม 11/1 และเผยแพร่ภาพทาง UBC9 ด้วย


ในขณะที่สนธิเริ่มฟอร์มทีมทำข่าวโทรทัศน์นั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เนชั่นแชนเนลภายใต้การนำของสุทธิชัย หยุ่น ซึ่งปักหลักอยู่ที่ UBC8 กำลังประสบปัญหาถูกแรงกดดันอย่างหนักจาก UBC เนื่องจากนำเสนอข่าวที่มีเนื้อหากระทบการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่ง UBC ในฐานะเคเบิลทีวีที่ได้รับสัมปทานจาก อ.ส.ม.ท. หน่วยงานของรัฐไม่สบายใจกับท่าทีและข่าวของเนชั่นที่นับวันจะแรงขึ้นทุกวัน สุดท้ายจึงมีการเชิญเนชั่นแชนเนลออกจาก UBC8


ขณะที่เนชั่นแชนเนลต้องระหกระเหินไปหาบ้านใหม่อยู่ที่ TTV ก็มีข่าวปรากฎอยู่เนืองๆ ว่าสนธิกับทีมงานผู้จัดการ จะได้รับเชิญเข้ามาทำข่าวแทนเนชั่น ซึ่งข่าวนี้มีการตอบรับจากการโยกย้ายเปลี่ยนที่ทำงานของขุนพลข่าวมือดีจากทุกค่าย ทุกช่องเข้าไปรวมตัวกันที่บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ สำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ภายใต้การกุมบังเxxxยนของสนธิ ลิ้มทองกุล



หลังจากนั้นไม่นานนัก ข่าวลือที่ออกมาสะพัดในวงการก็เป็นความจริง เมื่อสนธิพร้อมทีมงานได้เข้าไปปักหลักที่ UBC9 ในนามของ 11News1 ซึ่งทำให้ภาพของสนธิกับรัฐบาลมีความแนบแน่นกันมากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก เนื่องจาก 11News1 ก็คือระบบโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง 11 ที่เรียกกันว่า 11/1 นั่นเองหากไม่ได้รับการเห็นชอบจากกรมประชาสัมพันธ์และรัฐบาลย่อมไม่มีทางที่จะเข้ามาทำงานนี้ได้


การเกิดของ 11News1 ส่งผลให้เนชั่นแชนเนลของสุทธิชัย หยุ่น ต้องซวนเซไปพักใหญ่ เนื่องจากถูกพลังดูดของสนธิ ดูดคนเก่ง คนมีฝีมือเข้าไปเกือบหมด


ผู้คร่ำหวอดในวงการข่าวโทรทัศน์ ประมาณการว่าการลงทุนของสนธิ ในการสร้าง 11News1 ขึ้นมานั้น น่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท เนื่องจากสนธิทุ่มเต็มที่สำหรับการกลับมาเกิดอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องคนที่มีความสามารถ มีการเสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิม 2-3 เท่า เพื่อให้ได้ตัวมา ตามสไตล์นักลงทุนใจใหญ่


ก่อนที่จะเกิด 11 News1 นั้น สนธิได้อุ่นเครื่องและทดสอบตัวเองกับรายการโทรทัศน์ด้วยการทำรายการก่อนจะถึงจันทร์ เป็นรายการสด ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดยมีแขกรับเชิญร่วมรายการคนแรก คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี


ซึ่งเนื้อหารายการในวันนั้น เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรีของเพื่อนรัก 2 คน ที่มานั่งจับเข่าสนทนากัน ด้วยท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัย และเต็มไปด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะ เมื่อมีการรำลึกความหลังของทั้งผู้ดำเนินรายการและผู้รับเชิญร่วมรายการ


นอกจากรายการก่อนจะถึงจันทร์แล้ว รายการเมืองไทยรายวันที่ดำเนินรายการโดยสนธิซึ่งได้เวลาจากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เป็นกรณีพิเศษ ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็เป็นรายการข่าวที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี เฉกเช่นเดียวกับหน่วยงานโฆษณาการผลงานของรัฐบาล และหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งต้องยอมรับว่าสนธิทำได้ดีกว่ากรมประชาสัมพันธ์ ที่มีหน้าที่โดยตรงเสียอีก


ไม่ใช่เพียงแค่รายการโทรทัศน์ สนธิยังมีวิทยุคลื่นวิทยุ 97.5 MHz ในมืออีก 1 คลื่น ซึ่งนับได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อ ที่มีเครือข่ายพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเว็บไซต์ และจัดได้ว่าสื่อในเครือข่ายผู้จัดการเป็นสื่อที่มีพลังมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หลังจากกลุ่มเนชั่นต้องพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาของตัวเอง


อาจจะกล่าวได้ว่าทิศทางการเติบโตของกลุ่มเนชั่นกับกลุ่มผู้จัดการ ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งทางตรงในธุรกิจสื่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือในวันที่เนชั่นอยู่ในภาวะขาลง ทอแสงเรื่อเรืองด้วยความอ่อนล้า กลุ่มผู้จัดการกลับมีอาการขาขึ้นลำแสงจากป้อมค่ายบ้านพระอาทิตย์ เปล่งประกายจนยากที่ใครๆ จะขันแข่ง


มีการร่ำลือกันว่าวงการสื่อแบบผูกติดกับจินตนาการที่น่าฟังอีกประการหนึ่งก็คือ กลุ่มผู้จัดการคือผู้อยู่เบื้องหลังการจำกัดกลุ่มเนชั่น ออกไปจากจอโทรทัศน์ ในขณะที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ทาง UBC8 โดยมีข้อสันนิษฐานว่า สนธิได้ร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนในรัฐบาล วางแผนกดดันกลุ่มเนชั่น ด้วยการ ”เล่น” หรือเสนอข่าว UBC ปล่อยให้เนชั่นแชนเนล มีโฆษณาแฝงอยู่เกือบทุกรายการ และหลายรายการของ UBC ก็มีโฆษณาแฝงดอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการดำเนินรายการที่ขัดต่อกฎหมายขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ได้รับจาก อ.ส.ม.ท.


ในระยะนั้นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนำเสนอข่าวโจมตี UBC อย่างเป็นระยะจนกระทั่ง UBC เอง เริ่มแน่ชัดในสัญญาณบางอย่างที่ถูกส่งผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และต้องตัดสินใจที่จะรักษาตัวรอด ด้วยการตัดเนชั่นแชนเนลออกไป และปิดช่อง UBC8 จนถึงวันนี้ ทั้งๆ ที่ การเข้ามาของแนเชั่นแชนเนลเป็นแม่เหล็กที่ดึงลูกค้ามาให้กับ UBC จำนวนมาก


ผู้สันทัดกรณีบางคนวิเคราะห์ไปถึงขั้นที่ว่ามีการสมคบคิดกันว่าหากกำจัดสุทธิชัยและเนชั่นออกไป จากการับร็ของประชาชนได้จะมีรางวัลใหญ่ เป็นสิ่งตอบแทนนั่นจึงเป็นที่มาของคำตอบว่าอยู่ดๆ ทำไมสนธิจึงได้เป็นส่วนหนึ่งของ 11News1 โทรทัศน์ดาวเทียมของช่อง 11 และได้ไปอยู่ใน UBC9 เคเบิลทีวีสังกัด อ.ส.ม.ท.


การได้เข้าไปอยู่ในสององค์กรสื่อสารของประเทศพร้อมๆ กันเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไมใช่ว่าบุคคลธรรมสามัญทั่วไปจะมีโอกาสเช่นนี้


แต่ทว่า…วันเวลาแห่งความสุขไม่ยืนยาวนัก


ในขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินหน้าไปได้ด้วยดี ทั้งรายการเมืองไทยรายวันและสถานีข่าวโทรทัศน์ 11News1 ก็ปรากฎเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตของสนธิและคณะอีกครั้ง เมื่อช่อง 9 มีการปรับผังรายการ ขอลดเวลาเมืองไทยรายวันเป็นเมืองไทยรายสัปดาห์ จากที่ออกอากาศสัปดาห์ละ 5 วัน เหลือเพียง 1 วัน รายได้ที่เคยได้สัปดาห์ละ 5 วัน ก็เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน เนื่องจากต้องสร้างเรตติ้งให้แก่ช่อง 9 และเห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนรายการสาระบันเทิงอื่นๆ มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าช่อง 9 จำเป็นต้องปรับตัวเอง เพื่อเตรียมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันนั้นเอง การดำเนินรายการข่าวสถานีโทรทัศน์ 11News1 ที่ออกอากาศอยู่ทาง UBC9 ก็ประสบปัญหาขึ้นมา เนื่องจากมีการจับได้ไล่ทันว่า สถานีข่าวโทรทัศน์ 11News1 ใช้วิธีการอันแยบยลในการทำธุรกิจสถานีข่าว โดยใช้ช่องว่างของกฎหมายหาโฆษณาเข้าสู่สถานีได้จำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ UBC ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดสัญญาณ และเรียกร้องที่จะขอให้มีโฆษณามานานแล้ว ก็ยังไม่สามารถมีโฆษณาได้


วิธีการอันแยบยลในการหารายได้จากโฆษณาของ 11News1 ที่กุมบังเxxxยนโดยสนธิ ก็คือการใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ที่ไม่ได้ห้ามโทรทัศน์ดาวเทียมของกรมประชาสัมพันธ์โฆษณา สนธิจึงใช้วิธีการสร้างสถานีข่าว 11News1 บนโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งสามารถหาโฆษณามาสนับสนุนการดำเนินงานได้ จากนั้นก็เจรจาให้ UBC ถ่ายทอดสัญญาณของ 11News1 ซึ่งเท่ากับลูกค้าของ UBC ที่มีอยู่ประมาณ 4 แสนรายในกรุงเทพฯ จะสามารถรับชมรายการของ 11News1 ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้เองที่นำไปสู่การสร้างธุรกิจการขายโฆษณาในรายการของ 11News1


จากการตรวจสอบรายการซื้อสื่อโฆษณาของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) พบว่าได้มีการทำสัญญาลงโฆษณาใน 11News1 เป็นเงินถึง 60 ล้านบาท ในเวลาเพียง 1 ปี ซึ่งอาจจะดูไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาโดยรวมของปตท. แต่สำหรับสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ 1 ช่อง ที่ยังไม่รู้ว่าจะดูอย่างได้อย่างไร ดูได้สักกี่วัน ปตท. ถึงกับสัญญาทุ่มงบประมาณไปสนับสนุนมากถึง 60 ล้านบาท ย่อมพิสูจน์ได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไมใช่ “ธรรมดา” ในวงการนี้


แต่วิธีการอันแสนแยบยลที่สนธิ นำมาใช้กับ 11News1 นั้น ทำได้ไม่นานนัก ก็ถูก UBC ถอดสัญญาณไม่ให้ใช้ UBC9 เป็นเครื่องมือในการแสวงหารายได้ที่ไม่เป็นธรรมกับ UBC อีกต่อไป


การถูก UBC ตัดสัญญาณภาพ ด้วยเหตุผลทางธุรกิจของ UBC ในฐานะเจ้าของช่องสัญญาณ เป็นเหตุให้ช่องทางหารายได้จากการโฆษณาของสถานีข่าว 11News1 ได้รับผลกระทบอยางหนัก เนื่องจากเมื่อไม่ได้เผยแพร่หรือออกอากาศทาง UBC ก็เท่ากับว่าลูกค้าในตลาดกรุงเทพฯ หดหายไปในทันที ถึงแม้ว่าจะยังออกอากาศได้ในต่างจังหวัด แต่ก็เป็นตลาดที่มีกำลังซื้อไม่มากนัก เช่น ปตท. ซึ่งทำสัญญาสนับสนุนงบโฆษณาไว้ 60 ล้านบาท ก็บอกเลิกสัญญาณเช่นกัน หลังจากที่จ่ายเงินไปประมาณ 10 ล้านบาท


สนธิพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ 11News1 ได้กลับคืนขึ้นไปอยู่บน UBC9 และเฝ้าอดทนรอให้ความฝันของเขากลับมาเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดฝันของสนธิ ก็ไม่อาจบรรลุเป็นจริงได้ เนื่องจาก UBC ไม่เชื่อมสัญญาณ 11News1 ไม่ว่าจะโดยกรณีใดก็ตาม


ว่ากันว่ามีการเจรจากันหลายครั้งทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ ระหว่างสนธิกับบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจใน UBC และ อ.ส.ม.ท. เจ้าของสัมปทาน แต่การเจรจาทุกครั้งก็มีคำตอบเพียงแค่ “รอ” ซึ่งไม่สามารถให้ความกระจ่างแก่สนธิได้


เมื่อมั่นใจว่าหมดหวังอย่างสิ้นเชิงแล้ว 11News1 ไม่มีโอกาสกลับขึ้นไปอยู่บน UBC9 ได้อีก การบันทึกบัญชีเพื่อรอวันชำระในวันข้างหน้าจึงบังเกิดขึ้น และผู้ถูกบันทึกลงไปในบัญชีอันดับหนึ่งก็คือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล กรมประชาสัมพันธ์ และอ.ส.ม.ท. และแน่นอนว่าย่อมปรากฎชื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่ในนั้น ในฐานะไม่ให้ความช่วยเหลือ




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2551    
Last Update : 16 มิถุนายน 2551 15:12:59 น.
Counter : 454 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.