ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

“ผู้จัดการล้ม” ! จำลอง ชี้ “ลิ้ม” หมดตัวจึงประกาศสงคราม

"จำลอง" ชี้ "แป๊ะลิ้ม" หมดตัวจึงประกาศสงครามครั้งสุดท้าย"สนธิ" ดิ้นต่อไม่สนศาลสั่งให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดียล้มละลาย หนี้ท่วมกว่า 4,700ล้านบาท ต้องเปลี่ยนหัวจาก "ผู้จัดการ" เป็น "ผู้จัดการ 2551" ชั่วคราว จนกว่าจะจดหัวใหม่เสร็จในนามของบริษัท "เอเอสทีวี"


"จำลอง"ชี้"สนธิ"หมดตัวจึงประกาศสงครามครั้งสุดท้าย :

พล. ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อคืนวันที่ 19 พฤศจิกายนถึงกรณีศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ล้มละลาย ทำให้นสพ.ผู้จัดการ ออกจำหน่ายในวันที่ 19 พ.ย.เปลี่ยนหัวจาก "ผู้จัดการ" เป็น "ผู้จัดการ 2551" ชั่วคราว จนกว่าจะจดหัวใหม่เสร็จในนามของบริษัท "เอเอสทีวี" ว่า พันธมิตรฯ มีเป็นแสนๆล้านคน แต่คนที่เสี่ยงการสูญสิ้นทรัพย์สินมากที่สุดคือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ทั้งที่ไม่มีใครมาบังคับไม่มีใครมาขอร้องแต่เห็นว่าเป็นหน้าที่ที่ตัวเอง เข้ามาเสี่ยง คงไม่แปลกใจทำไม นายสนธิบอกว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้ายเพราะเสี่ยงจนหมดแล้วจะมีครั้งหน้า เหลือที่จะไปสู้ได้อย่างไร

"สนธิ" ดิ้นต่อไม่สนศาลฟ้องล้มละลาย :

นาย สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อเวลา 20.00 น. ว่า แม้ว่าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการไม่สำคัญเท่ากับ "เอเอสทีวี" ถ้ายังไม่ตายมีลมหายใจต้องคลานเข้าไปและต้องสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ฉะนั้นพรุ่งนี้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการจะออกเหมือนเดิมแต่เราออกเป็นฉบับ พิเศษ เขียนตัวเล็กๆว่า "รายงานข่าวการชุมนุมของพันธมิตรผ่านเอเอสทีวีโดยทีมงาน"เขียน"ผู้จัดการ" ตัวใหญ่ๆ

นายสนธิ กล่าวว่า ขณะนี้มีรายได้จากค่าโฆษณาประมาณหลายสิบล้านบาทจะหมุนเข้ามาในอีก 30-60 วันข้างหน้า แต่วันนี้เก็บไม่ได้แม้แต่บาทเดียวต้องเริ่มจากศูนย์

" ทุกคนมีเลือดนักสู้เข้มข้นไม่มีใครยอมแพ้แม้แต่คนเดียว ผมโดนอาวุธทุกรูปแบบ เลือดมันไหลอยู่ข้างในอมเลือดไว้ตลอด ยังไงเราต้องออก ภายใต้หัวหนังสือใหม่ ต้องไปกราบกรานเจ้าของโรงพิมพ์กระดาษ ติดหนี้ติดสินก็ต้องยอม เจ๊งเป็นเจ๊งตายเป็นตาย เคยเห็นไหมว่าล้มละลายโดยที่เจ้าหนี้ไม่ได้ฟ้อง เรายื่นคำร้องขอให้พิจารณาขยายแผนฟื้นฟู หรือไม่ก็ออกจากแผนฟื้นฟูเป็นเรื่องลูกหนี้เจ้าหนี้คุยกัน วันนี้เจ้าหนี้หมดไม่เหลือแม้แต่บาทเดียว ทนายความของแบงก์เออกันหมดไม่เข้าใจ " นายสนธิกล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า คิดในใจจะมีอีกมั้ยให้มาเรื่อยๆ ไม่มีอะไรจะห้ามเลือดทุกหยดที่จะเสียสละให้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่อยากจะทวงบุญคุณว่าการต่อสู้พวกเรายากเย็นแสนสาหัสแค่ไหน และว่า "ยังไงก็ต้องสู้จะกัดก้อนเกลือกินก็ต้องสู้ ผมไม่ได้ท้อใจไม่ท้อแต่มันยิ่งทำให้ฮึกเหิมทำให้รู้ว่าชัยชนะใกล้เข้ามาแล้ว ไม่ต้องกลัวถ้าตราบใดที่พี่น้องยังให้ใจกับ พันธมิตรมันจะเป็นอะไรไปกับแค่ความลำบากแค่นี้ และจะเห็นเองว่าบีบกันแค่ไหนจุดยืนของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันราย สัปดาห์ รายเดือน เอเอสทีวี จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด ล้มละลายแล้วยังไงไม่ล้มละลายแล้วยังไงขอให้ชาติอยู่" นายสนธิกล่าว


รายงาน ข่าวจากศาลล้มละลายกลางเปิดเผยว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อบ่ายวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมาให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)ล้มละลายเนื่องจากไม่สามารถดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาล เห็นชอบได้ โดยศาลไม่เห็นชอบไม่ขยายระยะเวลาการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูตามที่ผู้บริหาร แผนยื่นคำร้อง

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ศาลนัดพิจารณาเรื่องคำร้องขอขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนฟื้นฟู ในวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากผู้บริหารแผนได้รับรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์เพื่อให้โอกาสผู้บริหารแผนได้ทำคำชี้แจงเกี่ยวกับรายงานของเจ้า พนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงเลื่อนการพิจารณามาเป็นบ่ายวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551

แหล่งข่าวจากบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป กล่าวว่า ผลจากคำสั่งศาลดังกล่าว ทำให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่ออกจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน ต้องเปลี่ยนหัวจาก "ผู้จัดการ" เป็น "ผู้จัดการ 2551" เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะจดหัวหนังสือพิมพ์ใหม่เสร็จในนามของบริษัท เอเอสทีวีหรือไทยเดย์ ดอทคอมซึ่งเป็นเจ้าของโทรทัศน์เอเอสทีวีในปัจจุบัน

แหล่ง ข่าวกล่าวว่า สำหรับพนักงานบริษัทซึ่งมีอยุ่ประมาณ 500 คน ฝ่ายบริหารได้เรียกประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเมื่อเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายนว่า บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จะทำหนังสือเลิกจ้างอย่างเป็นทางการและให้พนักงานเขียนใบสมัครเป็นพนักงาน บริษัทใหม่ในเครือของนายสนิธฺ ลิ้มทองกุลโดยพนักงานจะทำงานในตำแหน่งเดิมและเงินเดิมเท่าเดิมทุกอย่างรวม ถึงกองบรรณาธิการนด้วย

"อย่างไรก็ตามประเด็นที่ยังไม่สามารถชี้แจง ให้ชัดเจนได้คือ เงินชดเชยจากการเลิกจ้างของบริษัทเดิมจะได้รับหรือไม่ เพราะการเข้าทำงานกับบริษัทใหม่ต้องนับเวลาใหม่ซึ่งจะทำให้พนักงานเสีย สิทธิ์" แหล่งข่าวกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลล้มละลายมีคำสั่ง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2542 เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กร๊ป ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และแต่งตั้งน.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ เป็นผู้บริหารแผน โดยมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ 359 ราย เป็นจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้กว่า 4,726 ล้านบาท แต่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้จนศาลสั่งให้ล้มละลายในที่สุด

( มติชนออนไลน์ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 )




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2551 2:46:08 น.
Counter : 284 Pageviews.  

รวมแหล่งชุมชนซ่องสุมกำลังของสาวกศาสดาลิ้มคนเกลียดแม้วเหลี่ยม

เอาที่ไม่ใช่บอร์ดManager on Li(n)e สำหรับผู้ที่เป็นสาวกม็อบพันธมิตรพันธมารกากเดนเผด็จการที่น่าเบื่อหน่ายในตอนนี้ และสำหรับคนที่ต้องการเสพข้อมูลข่าวสารของอีกฝั่งให้รอบด้านนอกเหนือจากสื่อกระแสรองฝั่งต่อต้านเผด็จการ

บอร์ดPublichot
//www.publichot.com/forums/index.php

ขบวนการเสรีไทยเว็บบอร์ด
//forum.serithai.net/index.php

ชุมชนWeblog โอเคเนชั่(ว)น
//www.oknation.net




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2551 2:27:25 น.
Counter : 214 Pageviews.  

ทำยังไงให้คนเชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ!

"If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed. "
Adolf Hitler, Mein Kampf "Why the second reich collapse"

"หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ"
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, การต่อสู้ของข้าพเจ้า "เหตุใดจักรวรรดิไรค์ที่ 2 จึงล่มสลาย"

เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมคนที่ดูฉลาด เก่งกาจ จำนวนมาก กลับตกเป็นสาวกลัทธิแปลกประหลาดที่ผิดสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง
เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมฝูงชนหมู่มากเมื่อมารวมกัน จึงถูกหลอกให้เชื่อเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ และไม่ควรเชื่อได้บ่อยๆ
เคยสงสัยกันไหม ว่าชนชาติที่ขยัน อดทน และมีมันสมองชั้นเลิศอย่างญี่ปุ่นและเยอรมัน จึงถูกผู้นำหลอกให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำพูดของเขาได้

นักสื่อสาร นักจิตวิทยา ต่างศึกษาจิตใจของผู้คน และกระแสของมวลชน จนสรุปว่า
การ propaganda (ไทยแปลศัพท์ว่า โฆษณาชวนเชื่อ) เป็นต้นเหตุของความผิดเพี้ยนทางความคิดทั้งปวง
แน่นอนว่า นักจิตวิทยาและนักสื่อสารบางส่วนนำผลสรุปนี้ไปใช้ประโยชน์ สร้างระบบจิตวิทยามวลชน อุปาทานหมู่ เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
ทำอย่างไรเราจะรู้ทันการโฆษณาชวนเชื่อนี้ล่ะ

บทความนี้ไม่ได้มีเพื่อให้นำวิธีการต่างๆไปใช้ แต่เพื่อให้รู้เท่าทันและระวังตัวไม่ตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป
หลักการโฆษณาชวนเชื่อ อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่

1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล
สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัวและคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์
ตัวอย่างเช่น การโฆษณาชวนเชื่อโจมตีสตาลิน ในยุคลัทธิแม็คคาร์ธีของสหรัฐทศวรรษที่ 60 ว่าโหด ดุร้าย ป่าเถื่อนไร้อารยธรรม การสร้างข่าวโจมตีนายกฯวินสตัน เชอร์ชิลว่าเป็นคนโง่ ดื้อด้าน ของนาซี หรือแม้แต่การโฆษณาโจมตีฮิตเลอร์ว่าเป็นอัตติลาชาวฮัน หรือทายาทซาตาน ตัวแทนสัตว์นรก 666 ของฝ่ายสัมพันธมิตรเอง

2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสำนวนไทยว่าไว้เข้าทีว่า "น้ำหยดลงหินทุกวัน หินยังกร่อน" แล้วใจคนอ่อนๆจะทนได้อย่างไร(ฮา) เมื่อนำ้คำลมปากกรอกหูเข้าทุกวัน
สาวบางคนมีแฟนหนุ่มหล่อเท่อยู่ดีๆ วันเลวคืนร้ายเพื่อนตัวดีกริ๊งกร๊างมาว่า "
นี่เธอเพื่อนของฉันเห็นหนุ่มหล่อๆหน้าตาคล้ายๆแฟนเธอเดินควงอยู่กับหนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้ เนี่ย ชั้นล่ะสงสัยอยู่แล้วนะ ว่าแฟนเธอจะเป็นเกย์"

หนแรกไม่เชื่อหัวเราะใส่โทรศัพท์
หนสองเริ่มลังเล
หนสาม เอ๊ะ ชักไม่เข้าที ลองถามที่รักดูดีไหมนะ
หนสี่อดรนทนไม่ได้ถามออกไป ปรากฏว่าเป็นคุณแฟนพาคุณพ่อไปโรงพยาบาลซะฉิบ
แต่คราวนี้ หนที่ห้าถ้ามีอีก คุณอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่าแฟนคุณโกหก แม่เพื่อนตัวดีก็ใส่ไฟใหญ่
"เนี่ย แฟนเธอโกหกชัดๆ ผู้ชายที่เพื่อนชั้นเห็นเดินควงกับแฟนเธอน่ะ
ยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย สัก 16-17 นี่แหละ จะเป็นคุณพ่อได้ยังไง"

หนที่หกเริ่มหงุดหงิดทุรนทุราย ออกสะกดรอยตาม แต่ก็ไม่เจอจังๆ
หนเจ็ด แฟนจับได้ว่าแอบตามเขาไป "นี่คุณไม่ไว้ใจผมใช่มั้ย ถ้าอย่างนี้ เราเลิกกันดีกว่า"
ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า จะโทษเพื่อน เพื่อนตัวดีก็บอกว่า "ก็ขอโทษนะ ฉันไม่ได้เห็นเองนี่ เพื่อนของเพื่อนฉันบอกมาอีกที แถมเค้าไม่ได้บอกว่าเป็นแฟนเธอนิ แค่หน้าคล้ายๆ"
แต่สุดท้าย คุณก็เห็นแม่เพื่อนตัวดีเดินจู๋จี๋กับแฟนเก่าคุณซะงั้น......

3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945) รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์ กล่าวว่า

"The bigger the lie, the more it will be believed."
"ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น" และ

"The great masses of people will more easily fall victims to a big lie than to a small one."
"ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ"

การโกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

4. Name calling : สร้างสมญานาม
การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง
เช่น Iron Curtain : ม่านเหล็ก ที่ดูน่ากลัว, The Third Reich ที่ย้อนโหยหาคืนวันอันรุ่งเรืองในอดีต และมักใช้สถาบันที่สูงส่งเข้ามาสร้างภาพเป็นส่วนหนึ่งของชื่อด้วย เช่น Imperial Army : กองทัพบกของสมเด็จพระจักรพรรดิ ของกองทัพญี่ปุ่น ถ้าจะหาเอาใกล้ๆก็เช่น ฟักแม้ว, หน้าเหลี่ยม, หมูกชมพู่, นอมินีเหลี่ยม, กะทิ, มารเฒ่าแซ่ลิ้ม, โจรโพกผ้าเหลือง เป็นต้น

ขนาดพันธบัตรยังใช้คำว่า พันธบัตรเสรีภาพเลย

5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ
ผู้โฆษณาชวนเชื่อ ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูก ฝ่ายธรรมะ ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพูดของจอร์จ บุช จูเนียร์ เมื่อตัดสินใจบุกอิรักว่า "If you don't be aside with America, you are with terrorrist."

ในโลกสีเทาหม่นๆของความเป็นจริง เราแสวงหาความดี ความถูกต้องตามหลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ เมื่อผู้โฆษณาชวนเชื่อตั้งธงให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่จะหลงเชื่อในสิ่งที่เขากล่าวอย่างง่ายดาย และอาจไม่ฉุกคิดเลยว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย

ใช่-ไม่ใช่พี่น้อง (ฮา)

6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference : ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ
การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนวคิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่ สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติ หรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์ ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ

แต่การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อจะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน
เช่น นาซีอ้างพระคัมภีร์ที่ว่ายูดาทรยศพระคริสต์มาบ่มเพาะความเกลียดชังชาวยิวทั้งหมดโดยละเลยไปว่าพระคริสต์เองและอัครสาวกก็เป็นชาวยิว,
ฏอลิบันอ้างกุรอ่านว่าห้ามบูชารูปเคารพ มาทำลายพระพุทธรูปโบราณที่บามิยัน
ทั้งๆที่ไม่มีใครแถวนั้นบูชาอีกแล้ว เป็นเพียงมรดกศิลปะเก่าแก่เท่านั้น

7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน
การบอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมดเลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี....
ยิ่งใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปากและยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า "ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้ล่ะ"

ข้อนี้เราคงเห็นกันตามสื่อสารมวลชนอยู่ทุกวันแล้วนะครับ

ปกติหน้าที่ของสื่อข้อหนึ่งคือ Gatekeeper ผู้คัดกรองข่าวสารเลือกข่าวสารที่มีประโยชน์และเป็นจริง และกำจัดข้อมูลชยะที่เป็นเท็จและไม่เป็นประโยชน์ทิ้งไป
รวมถึงการเรียบเรียงข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่เมื่อสื่อมาโฆษณาชวนเชื่อแล้ว การคัดกรองข่าวสารก็จะบิดเบี้ยว
กลายเป็นว่า คัดเฉพาะข้อมูลที่เข้าข้างฝ่ายตน มีประโยชน์ต่อตนเอง หรือหากข้อมูลเป็นกลางก็จะนำมาตัดแต่งเติมต่อตีความให้เข้ากับแนวคิดของตนเอง
รวมทั้งการเรียบเรียงให้ง่าย(simplification)ที่ตัดทอนและละเลยข้อเท็จจริงไปแล้วนำเรื่องยากซับซ้อนต้องใช้ความรู้ความเข้าใจสูงมาพูดเป็นเรื่องพื้นๆให้คนเชื่อตาม

เ่อ่อ นี่อาจจะเป็นตัวอย่างได้ //breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=339560

....................................................................................................

การโฆษณาชวนเชื่อ แตกต่างและน่ากลัวกว่าการโฆษณาและชักจูงตามปกติ
เพราะมันจะทำให้ตรรกะของคุณบิดเบี้ยวโดยคุณไม่รู้ตัว
คุณจะเห็นคนอื่นผิดหมด ขณะที่ตัวเองถูกต้องเพียงคนเดียว
คุณจะไม่เหลียวแม้แต่หางตามองสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเชื่อของคุณ
คุณจะกล้าใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี คนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ ทั้งๆที่คุณไม่เคยมีนิสัยหยาบคายมาก่อน
คุณจะพร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับสิ่งที่คุณเชื่อ โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว
และเมื่อคุณรู้ตัว สังคมของคุณจะเหลือเพียงแต่กลุ่มคนที่เชื่อโฆษณาชวนเชื่อแบบเดียวกับคุณเท่านั้น

War is Peace
Freedom is Slavery
Knowledge is Ignorance

Big Brother is Watching You!



ระวัง! ผมอาจจะกำลังโฆษณาชวนเชื่อพวกคุณผู้อ่านอยู่เช่นกัน

อ้างอิง

กิติมา สุรสนธิ. การสื่อสารสาธารณมติ. คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550.
//en.wikiquote.org
//en.wikipedia.org/wiki/Propaganda
////www.holocaustresearchproject.org/holoprelude/nazprop.htm


นำเสนอโดย เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ แห่งเด็กดีดอทคอม




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2552 17:59:29 น.
Counter : 292 Pageviews.  

ASTVเป็นธุรกิจที่รับเงินบริจาค มาดูเครือข่ายผู้ถือหุ้นกัน

ASTVเป็นธุรกิจที่รับเงินบริจาค ปรากฏจากคำสัมภาษณ์ของ พล.ต.จำลองหลายครั้ง...มาดูเครือข่ายผู้ถือหุ้นครับ

"ไทยเดย์ฯ-เอเอสทีวี" เสียภาษีด้วยครับ...พี่น้อง

กลาง เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมรับว่า ปัญหาใหญ่ของเอเอสทีวีคือเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดสดตลอด 24 ชั่วโมง เงินเดือนพนักงาน ค่าเวทีอุปกรณ์ แสง เสียง ค่าน้ำมันปั่นเครื่องไฟ ค่าสวัสดิการ อาหารของคณะทำงาน วิทยากรและศิลปิน และยังมีเงินเดือน ค่าดำเนินการถ่ายทอดสดจากที่ชุมนุมของทีมเอเอสทีวีอีกต่างหาก ฯลฯ โดยประมาณได้ว่าอยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อวัน

แม้ว่าต่อมาจะมีเงินบริจาค หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายทะลุ 100 ล้านบาท ประกอบกับปรับแผนการหารายได้ด้วยการขายข้าวสารตรา "เอเอสทีวี" และให้บริการข่าว SMS ในชื่อ ASTV NEWS อัตรา 200 บาทต่อเดือน แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าฐานะทางการเงินของบริษัท เอเอสทีวี (ประเทศไทย) จำกัด ขณะนี้เป็นตัวเลขสีแดง

บริษัท เอเอสทีวี ตั้งอยู่ที่ 102/1 ถ.พระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม. ประกอบธุรกิจประเภทกิจการโทรคมนาคม บริการกระจายเสียง ผลิต รับจ้างผลิต จำหน่ายภาพยนตร์ บันเทิงต่างๆ นางสาวธิดาลักษณ์ วรรณวัฒนากิจ และนายปัญจภัทร อังคสุวรรณ เป็นผู้มีอำนาจทำการ มีนายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล และ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นกรรมการ จดทะเบียนโดยระบุว่า เป็นธุรกิจขนาดเล็ก เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2549 ด้วยทุน 1 แสนบาท ไม่ถึง 2 เดือนต่อมาคือ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 ได้มีการเพิ่มทุนเป็น 250 ล้านบาท

การประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2550 ระบุว่า บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในบริษัท เอเอสทีวี ด้วยจำนวน 49,999,99 หุ้น ราคาหุ้นละ 5 บาท รวมเป็นเงิน 249,999,950 บาท นอกนั้นถือเพียงคนละ 1 หุ้น อาทิ นายฉัตรชัย พงษ์มาลา นายชนะ ผาสุกสกุล น.ส.ธิดาลักษณ์ วรรณวัฒนากิจ นายปัญจภัทร อังคสุวรรณ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ฯลฯ ยกเว้นนายวริษฐ์ ลิ้มทองกุล ที่ถือ 2 หุ้น คิดเป็นเงิน 10 บาท

จากงบการเงินปี 2550 ของบริษัทเอเอสทีวี พบว่ามีสินทรัพย์ประมาณ 249 ล้านบาท มีหนี้สินทั้งหมดเพียง 15,262 บาท และผลประกอบการขาดทุน 673,413 บาทเท่านั้น แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้เอเอสทีวีเป็นธุรกิจที่รับเงินบริจาค ปรากฏจากคำสัมภาษณ์ของ พล.ต.จำลองหลายครั้งหลายหน
จากการตรวจสอบบริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด (ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทเอเอสทีวี) มีที่ตั้งอยู่ที่เดียวกับบริษัท เอเอสทีวี จดทะเบียนเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2543 ด้วยทุน 20 ล้านบาท ก่อนจะมาเปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2546 เป็น 60 ล้านบาท (หุ้นละ 10 บาท ทั้งหมด 6 ล้านหุ้น) โดยมีนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล เป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุดจำนวน 59,999,994 บาท หรือ 5,999,994 หุ้น

งบการเงินในปี 2549 บริษัทไทยเดย์ฯ มีสินทรัพย์ 375,906,069 บาท ในขณะที่มีหนี้สินรวม 751,683,862 บาท ผลประกอบการขาดทุน 435,777,793 บาท จัดได้ว่าบริษัทมีความเสี่ยงในระดับสูงอย่างมาก

ย้อนหลังไป 5 ปี (2545-2549) ปรากฏว่าบริษัทไทยเดย์มีหนี้สินเพิ่มขึ้นโดยตลอดทุกปี จาก 185 ล้านบาท ในปี 2545, 282 ล้านบาท ในปี 2546, 427 ล้านบาท ในปี 2547 และ 622 ล้านบาท ปี 2548

ล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2551 ประชาชาติธุรกิจตรวจสอบไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าบริษัทไทยเดย์ฯยังไม่แจ้งงบการเงินของปี 2550

นอก จากนี้ยังมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ไทยเดย์อีก 8 บริษัท ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขอนแก่นรังนกไทย, บริษัท ชงเพลิน จำกัด (เลิกกิจการ), บริษัท ชงฮา จำกัด (เลิกกิจการ), ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรพัฒน์ คอมมิค, บริษัท ภูเก็ตบลูสกาย จำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ (เลิกกิจการ), บริษัท เอเชียไทม์ส ออนไลน์ จำกัด, และบริษัท แอล อินเตอร์เทรด จำกัด

ในส่วนนี้ยังพบอีกว่าบริษัทไทยเดย์ฯ, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขอนแก่นรังนกไทย, ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรพัฒน์ คอมมิค, บริษัท เอเชียไทม์ส ออนไลน์ และบริษัท บ้านพระอาทิตย์ จำกัด ตั้งอยู่ที่เดียวกัน คือ 102/1 ถ.พระอาทิตย์

มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัท ภูเก็ตบลูสกาย ซึ่งประกอบกิจการทางน้ำ เช่น เจ็ตสกี ซึ่งจดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 ด้วยทุน 1 ล้านบาท นายจิตตนาถ ลูกชายของนายสนธิเป็นเจ้าของ โดยการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 ระบุว่าสัดส่วนการถือหุ้นของ นายจิตตนาถอยู่ที่ร้อยละ 50.5250 มูลค่า 5,052,500 บาท จากทั้งหมด 10 ล้านบาท

ผู้ที่ถือหุ้นมากเป็นอันดับสอง คือบริษัท รวมชาม จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 25.2600 เป็นเงิน 2,526,000 บาท แต่เมื่อตรวจสอบไปยังบริษัท รวมชาม พบว่าได้เลิกกิจการ ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2547

ไม่เพียงเท่านี้ บริษัท ไทยเดย์ฯยังเกี่ยวข้องกับบริษัท เวิลด์ไวด์ มีเดีย จำกัด, บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท บุ๊ค ด็อท คอม จำกัด และ บริษัท บ้านพระอาทิตย์ จำกัด

ในส่วนของบริษัทแมเนเจอร์ มีเดียฯ ซึ่งกำลังอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ จดทะเบียน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2536 ทุนปัจจุบัน 424,238,880 บาท ตั้งอยู่ที่ 98/3-10 ถ.พระอาทิตย์ มีนางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ เป็นผู้มีอำนาจ โดยมีกรรมการ 7 คน อาทิ นายมรุธัช รัตนปรารมย์ นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ นายสามารถ มังสัง เป็นต้น

ที่ น่าสนใจคือ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2548 ประชุมผู้ถือหุ้น พบว่าบริษัท แมเนเจอร์ มีเดียฯ มีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 23 ราย โดยผู้ที่ถือหุ้นใหญ่ที่สุดคือบริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คิดเป็นร้อยละ 16.3400 จำนวน 98,023,029 บาท

ยังมีบริษัทบริหาร สินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด, บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย, บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุน สินเอเซีย จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ถือหุ้นตามลำดับ โดยที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีสัดส่วนร้อยละ 0.7500 คิดเป็นเงิน 4.5 ล้านบาท

บริษัท แมเนเจอร์ มีเดียฯ ยังมีบริษัทที่เกี่ยวข้องอีก 138 บริษัท ซึ่งส่วนใหญ่มี นายมรุธัช รัตนปรารมย์ เป็นกรรมการอยู่ในหลายบริษัท โดยที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความของกลุ่มพันธมิตรฯเองก็มีชื่ออยู่หลายบริษัท

งบ การเงินในปี 2550 ระบุว่าบริษัท แมเนเจอร์ มีเดียฯขาดทุนสะสม 729,414,570 บาท เช่นเดียวกับบริษัท บ้านพระอาทิตย์ จำกัด ที่งบการเงินใน ปี 2549 ขาดทุนสะสม 212,055,877 บาท

จนอาจกล่าวได้ว่า บริษัทเอเอสทีวี, บ้านพระอาทิตย์, แมเนเจอร์ มีเดีย, ไทยเดย์ ด็อท คอม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาทางด้านการเงินแทบทั้งสิ้น

จึงไม่ใช่เรื่อง เหนือความคาดหมาย เมื่อนายสนธิมีความคิดจะตั้งมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินให้เป็นเหมือนองค์กรพัฒนา เอกชนที่รับเงินเดือนโดยตรงกับประชาชน แต่เนื่องจากรูปแบบมูลนิธิไม่สามารถรับเงินบริจาค โดยตรงได้ จึงมีการกำหนดให้ใช้ วิธีสมัครเป็นสมาชิกหนังสือยามเฝ้าแผ่นดินแทน

ด้วย การสมัครไปที่ 49/1 อาคารบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร ซึ่งยังเป็นที่ตั้งของบริษัท บุ๊ค ด็อท คอม, บริษัท เวิล์ดไวด์ มีเดียฯ, บริษัท ภูเก็ตบลูสกาย ฯลฯ เป็นต้น

วันที่ 23 เมษายน 2550 มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ นายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นประธานมูลนิธิ นายอมร อมรรัตนานนท์ เป็นเลขานุการ ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นประธานคณะกรรมการ, นายสามารถ มังสัง รองประธานกรรมการ, นายสุวินัย ภรณวลัย, นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และนายอิทธิ อิทธิประชา เป็นกรรมการ

มาวันนี้มีผู้ใจบุญมากมายบริจาคเงินให้ เอเอสทีวีทั้งในรูปเงินสดและทรัพย์สินต่างๆ มากมาย แต่รายชื่อและจำนวนเงินไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ บ้างก็ว่าหลายสิบล้าน บ้างก็ว่าทะลุ 100 ล้านไปแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่านายทุนผู้ใจบุญเป็นใคร เช่นเดียวกับไม่มีใครรู้ว่าเงินบริจาคเข้ากระเป๋าใคร

แต่ ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจวิเคราะห์ ข้อเท็จจริงผ่าน พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2481 แล้วฟันธงว่า กรณีเอเอสทีวีรับเงินบริจาค ต้องแยกเป็น 2 ประเด็นก็คือ ผู้รับเงินบริจาคคือตัวบริษัท หรือนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนรับเงินบริจาค

ถ้าบริษัทไทยเดย์ฯรับเงินบริจาคถือว่าเป็นเงินได้ทั่วไปของบริษัทที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

แต่ ถ้าเป็นนายสนธิเป็นผู้รับเงินบริจาคถือเป็นกรณีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรฯ

สรุปไม่ว่าใครจะรับเงินบริจาคก็ต้องเสียภาษีให้รัฐอยู่ดี เว้นแต่ว่า "โกตั๊บ" จะงัด อารยะขัดขืนไม่ยอมจ่ายภาษีให้รัฐเท่านั้นเอง (ฮา)

จาก //www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02pol01061151&day=2008-11-06&sectionid=0202




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2551 11:45:51 น.
Counter : 353 Pageviews.  

เครือเนชั่นที่รับรางวัลอิศราในข่าว CTX วันนี้ต้องออกมายอมรับว่าเป็นข่าวเท็จ และขอโทษเสี่ยเช

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 พฤศจิกายน 2551

จากที่เคยได้รับ รางวัลข่าวยอดเยี่ยมปี 48 จากหัวข้อข่าว "ข่าวผ่าขบวนการคอร์รัปชั่น ...สินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในเครือเนชั่นฯ ต้องมาลงข่าวแสดงการขอโทษ พร้อมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริง หลายประเด็น

หนังสือ พิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หนึ่งในหนังสือพิมพ์เครือเดอะเนชั่นกรุ๊ป ตีพิมพ์คำโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 51 ในกรณีที่ได้แสดงความเท็จ กล่าวหาว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX เพื่อใช้ติดตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ การตีพิมพ์ข่าวเท็จดังกล่าวนอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือเสียเชแล้ว บรรดาพันธมิตรฯและสมุนของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ยังได้ใช้เรื่องดังกล่าวโจมตีรัฐบาลในขณะนั้น และทำโพรพาแกนด้าสร้างเงื่อนไขในการทำรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตยอีกด้วย

เปิดปูมประกาศชี้แจงกรณีซีทีเอ็กซ์ของกรุงเทพธุรกิจ

ในประกาศลงวันที่ 22 ก.ย. (ลิงก์) ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มีเนื้อหาคร่าวๆที่เราจะสรุปดังนี้

1. กรุงเทพธุรกิจยอมรับว่าได้เสนอข่าวกรณี CTX ผิดพลาดจริง และขอโทษเสี่ยเชและบริษัท
2. เคยระบุว่าเสี่ยเชเป็นนายหน้า ค้ากำไรเครื่อง CTX เกินจริงกว่าพันล้านบาท อีกทั้งใส่ความว่าได้ให้ค่าคอมมิชชั่นกับนักการเมือง แต่วันนี้ยอมรับว่าเสี่ยเชไม่ได้เป็นนายหน้า การค้ากำไรเกินควร รวมถึงเรื่องใต้โต๊ะคอรัปชั่นต่างๆ ที่กล่าวหาไป ล้วนเป็นเรื่องที่ใส่ความเขา
3. ยอมรับว่า เข้าใจตัวสัญญาผิด โดยเฉพาะที่เคยระบุว่างานทั้งระบบสี่พันกว่าล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงเป็นงานรวมการติดตั้งและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะตัวสินค้า
4. แปลข้อความของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯผิดหลายประการ จนไปกล่าวหามั่วๆ ว่ามีการคอรัปชั่น
5. ยอมรับว่าไม่มีสินบนใดๆ เกิดขึ้น ตามที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเคยนำเสนอ

อ่านหนังสือชี้แจงฉบับเต็ม

ประกาศชี้แจงกรณีซีทีเอ็กซ์

หนังสือ พิมพ์รายวันกรุงเทพธุรกิจ และนายจักรกฤษ เพิ่มพูน โดยตำแหน่งบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ใคร่ขอโทษ บริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือที่เรียกในข่าวว่า "เสี่ยเช" ที่ได้เสนอข่าวผิดพลาดเกินความจริง จนทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการ และชื่อเสียง จากการที่หนังสือพิมพ์รายวันกรุงเทพธุรกิจ และจากเว็บไซต์ www.bangkokbiznews.com/2005/special/ctx ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ได้ตีพิมพ์ข่าวและวิเคราะห์ข่าวในวันที่ 25 เมษายน 14 พฤษภาคม และ 16 พฤษภาคม 2548 เป็นต้น ได้ลงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง อันเป็นความเข้าใจผิดและวิเคราะห์ข่าว หรือสรุปข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ได้ข้อเท็จจริง บริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาช่วงงานจัดซื้อและติดตั้งเครื่องตรวจวัตถุระเบิดทั้งระบบ คือ บริษัท แพทริออท ไม่ใช่บริษัทนายหน้า รับงานมูลค่า 2,003 ล้านบาท และมูลค่าของเครื่อง CTX9000Dsi จำนวน 26 เครื่อง มีมูลค่า 1.43 พันล้านบาท หรือ 35.81 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานติดตั้งที่บริษัทแพทริออทได้รับงานเท่านั้น โดยมีบริษัทผู้รับเหมาช่วงอื่นรับงานระบบสายพานลำเลียงอีก 2,300 ล้านบาท รวมงานทั้ง 2 ระบบเป็นมูลค่างานรวมเป็นเงิน 4.3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทแพทริออท จะได้ผลกำไรถึงกว่า 1,000 หรือ 2,000 ล้านบาท จากที่มีกำไรเพียง 3.15% ต่อเครื่อง หรือ 52 ล้านบาท ตามที่นายวรพจน์ หรือเสี่ยเช ได้ลงข่าวในวันที่ 11 มิถุนายน 2548

และ จากการแปลเอกสารมีความคลาดเคลื่อนในการแปลเอกสารการสืบสวนของกระทรวง ยุติธรรม สหรัฐ ที่สรุปว่า บริษัทอินวิชั่น มีความเป็นไปได้อย่างสูง มิใช่ยอมรับว่ามีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลในพรรคการเมือง ของไทย ในการขายอุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิดภายในท่าอากาศยาน และยังแปลคลาดเคลื่อน คำว่า Distributor ที่แปลว่า ตัวแทน ผู้ค้าส่ง หรือผู้จัดจำหน่าย เป็นบริษัทนายหน้า ทำให้บริษัทแพทริออทกลายเป็นบริษัทนายหน้า ที่แปลว่าบุคคลผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคล 2 ฝ่ายได้เข้าทำสัญญากัน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2542 ต่างจากสถานะบริษัทแพทริออทเป็นผู้รับเหมาช่วง ซึ่งจะต้องดูแลรับผิดชอบจัดซื้อและติดตั้งเครื่องตรวจวัตถุระเบิดทั้งระบบ

ทั้ง นี้ การวิเคราะห์หรือสรุปข่าวว่าบริษัทแพทริออท และนายวรพจน์ หรือเสี่ยเช เป็นบริษัทนายหน้าที่ให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลในพรรคการเมืองของไทย นั้น เป็นเสมือนการพิพากษาบริษัท แพทริออท และนายวรพจน์เป็นจำเลยสังคม ซึ่งนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือเสี่ยเช ได้ยืนยันในการเสวนาที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2548 และกับคณะกรรมการสืบสวนคดีทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด ทุกคณะ ว่า ไม่ได้เป็นคนจ่ายสินบน และไม่ชอบการจ่ายสินบน ประกอบการธุรกิจด้วยความสุจริต

โดยข้อเท็จจริงจำต้องนำสืบข้อมูลและ พยาน เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล ว่า ข้อกล่าวหาของกระทรวงยุติธรรม สหรัฐ ที่สรุปว่า บริษัทอินวิชั่นมีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า มีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลในพรรคการเมืองของไทย มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทแพทริออท และนายวรพจน์หรือไม่

จากข่าวผิด พลาดเกินความเป็นจริง จนทำให้เกิดความเสียหายต่อกิจการและชื่อเสียงของความที่กล่าวข้างต้นนั้น จึงใคร่ขอโทษบริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือที่เรียกในข่าวว่า "เสี่ยเช" และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและบรรณาธิการ จึงขอแสดงความรับผิดชอบในการแก้ข่าวเผยแพร่ข้อเท็จจริง

ที่มา เอกสารแนบท้าย บันทึกข้อตกลง คดีหมายเลขดำที่ 2775/2548



ประชาชนท้วง น่าจะเรียกคืนรางวัลยอดเยี่ยม (ในการกล่าวร้าย)อิศรา อมันตกุล

ประชาชน หลายคนที่ทราบข่าว เรียกร้องให้มีการเรียกคืนรางวัลในวงการสื่อมวลชนที่เคยมอบให้กับ บก.กรุงเทพธุรกิจ "อย่างนี้ มูลนิธิอิศรา อมันตกุล น่าจะเรียกรางวัลคืนนะครับ ใครรู้จักเรียกร้องกันหน่อย" คุณว่านสี่ทิศจากเว็บบอร์ดประชาไทกล่าว

อนึ่ง ข่าวการมอบรางวัลอัปยศดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2548 มีรายละเอียดดังนี้

สินบนซีทีเอ็กซ์ รับรางวัลข่าวยอดเยี่ยม (3/3/48)

สมาคม นักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัล "อิศรา อมันตกุล" ประเภทข่าวยอดเยี่ยม และภาพข่าวยอดเยี่ยม รางวัลข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดีเด่น และรางวัลข่าวยอดเยี่ยม ของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ประจำปี 2548 ปรากฏผลดังนี้

รางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทข่าว ผลการตัดสินปรากฎว่า รางวัลยอดเยี่ยมได้แก่

"ข่าวผ่าขบวนการคอร์รัปชั่น ...สินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์"

โดยกองบรรณาธิการ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ได้รับรางวัลเงินสด 50,000 บาท จากมูลนิธิอิศรา อมันตกุล พร้อมโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณ



กระตุกต่อมจริยธรรมจารุวรรณ ขอให้มีความละอายแก่บาปกรรมที่ตนกระทำ

นอก จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจที่เป็นผู้ตีข่าวเท็จดังกล่าว สร้างความสับสนให้กับสังคม สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นและประเทศชาติ นางจารุวรรณ เมณฑกา และคตส.ก็ยังเป็นอีกกลุ่มคนที่ประชาชนเห็นควรให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ โดยนางจารุวรรณกล่าวผ่านสื่อโดยไร้ยางอายว่า

"เรื่องใหญ่ที่จะ ต้องออกมาใน 1-2 วันนี้คือ ซีทีเอ็กซ์ เราสรุปผลเสร็จแล้วเหลือแค่กลั่นกรองคำพูดเล็กน้อย เรื่องซีทีเอ็กซ์อยากจะให้ทันในสัปดาห์นี้ แต่บอกตรง ๆ ว่าทุกเรื่องสำคัญหมด เงินมันเยอะเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท แต่เรื่องซีทีเอ็กซ์ตอนนี้พร้อมสุด มั่นใจว่าเอาผิดได้แน่นอน” - 21 กันยายน พ.ศ. 2549 หลังการทำรัฐประหารสองวัน (ลิงก์)

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของคดี CTX

คุณ ว่านสี่ทิศ แจ้งความเคลื่อนไหวล่าสุดของคดีดังกล่าวดังนี้ "ข่าวล่าสุดแจ้งว่า ปปช.เห็นด้วยกับความเห็นของอัยการสูงสุดที่จะไม่ฟ้องตามสำนวนของ คตส. ที่อ่อนด้วยหลักฐาน ขณะนี้ กำลังสอบสวนพยานสำคัญ (ที่ คตส. กันไว้เป็นพยาน เพื่อให้ซัดทอดถึงท่านคุณทักษิณ) ปรากฎว่าพยานสารภาพว่า กล่าวเท็จตามคำขอของ คตส. คดีนี้จึงมีแนวโน้มจะตกกระป๋องไป ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ คุณหญิงเป็ดย่น บอกตอนรัฐประหารใหม่ๆว่า สามารถสรุปฟ้องได้ภายในอาทิตย์เดียว"

Credit : //thaienews.blogspot.com/2008/11/ctx.html


เพื่อนๆคงจำได้นะคะ ที่คุณหนูเองได้นำเอาเบื้องลึกเรื่องนี้มาถกกันในราชดำเนิน

สำหรับความคืบหน้าของคดี CTX คุณหนูเองจะมารายงานให้ฟังนะคะ

เมื่อ เกิดรัฐประหารใหม่ๆ คุณหญิงเป็ดรีบออกมาเสนอหน้ากับคปค.และให้ข่าวว่า คดี CTX จะเป็นคดีแรกที่จะนำทักษิณและสุริยะเข้าคุก สำนวนเกือบสมบูรณ์ ภายในสัปดาห์ก็จะฟ้องได้

แล้วจนถีงปัจจุบัน สองปีเศษ ยังค้นหาหลักฐานอะไรไม่ได้เลย บอกว่า นักการเมือง บอร์ดการท่าฯ และเจ้าหน้าที่ สามสิบกว่าคน "แบ่งหน้าที่" กันทำงานเพื่อโกงชาติ ตรวจสอบกระแสเงินเข้าออกบัญชีแต่ละคน ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ ถามไปทางอเมริกา เขาส่งเอกสารมาตั้งใหญ่ อ่านแล้วทางอเมริกาเองยืนยันว่า กรณีนี้ไม่พบว่ามีการให้สินบน ก็เลยแก้เขิน ซื้อเวลาโดยส่งเอกสารไปให้กระทรวงต่างประเทศช่วยแปลให้ จนหมดวาระตัวเอง ก็ส่งเรื่องกลับไปให้ ปปช. รับลูกต่อ

ปปช.รับสำนวนมา ก็ส่งไปปรึกษากับกรมอัยการสูงสุด (ซึ่งสมัย คตส. ก็เคยส่งมาที และรองอัยการสูงสุดตรวจสอบแล้ว ถึงกับบอกว่า คตส.ทำงานเฮงซวย) อัยการสูงสุดก็ตีกลับมาว่า สำนวนอ่อนมาก ฟ้องไปก็ไม่มีประโยชน์คะ เสียเวลาเปล่าๆ ปปช. ก็เลยแก้เก้อไปสอบพยานปากเอก (นาย ส.จ. วิศวกรใหญ่) ใหม่ ปรากฎว่า พยานยอมรับว่า ปรักปรำตาม คตส. เพื่อจะได้รับการกันตัวเป็นพยาน เรื่องก็เลยทำท่าจะจบเพียงแค่นี้แหละคะ

งาน นี้ คงต้องถูกฟ้องกลับไปทีละราย เรื่มจากสื่อชั่วที่ถูกเสี่ยเชฟ้อง จนต้องออกมาลงประกาศขอโทษ ทั้งๆที่ข่าวเท็จนี้ ทำให้กรุงเทพธุรกิจได้รับรางวัลอิศรา อมันตกุล

จากคุณ : คุณหนูเอง - [ 6 พ.ย. 51 02:26:37 A:59.114.2.61 X: ]


สินบนข้ามชาติCTXเกมพลิก เครือเนชั่นฯลงขอโทษข้อมูลเท็จ

โอละพ่อ เครือเนชั่นฯ ลงข่าว "สินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์" ไม่ดูหน้าดูหลังให้ดีเสียก่อน เลยโดนฟ้องกลับเต็มสูบ สุดท้ายดิ้นไม่หลุดต้องลงข่าวแสดงการขอโทษ พร้อมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงหลายประเด็น ด้านคุณหญิงเป็ดยังกบดานเงียบ ไม่ยอมปริปากพุดถึงเรื่องดังกล่าว

จากที่เคยได้รับรางวัลข่าวยอด เยี่ยมปี 48 จากหัวข้อข่าว "ข่าวผ่าขบวนการคอร์รัปชั่น ...สินบนข้ามชาติซีทีเอ็กซ์" หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจในเครือเนชั่นฯ ต้องมาลงข่าวแสดงการขอโทษ พร้อมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริง หลายประเด็น

โดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์เครือเดอะเนชั่นกรุ๊ป ได้ตีพิมพ์คำขอโทษอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 51 ในกรณีที่ได้แสดงความเท็จ กล่าวหาว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX เพื่อใช้ติดตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ การตีพิมพ์ข่าวเท็จดังกล่าวนอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท แพทริออท บิซิเนส คอนซัลแตนส์ จำกัด และนายวรพจน์ ยศะทัตต์ หรือเสียเชแล้ว บรรดาพันธมิตรฯและสมุนของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ยังได้ใช้เรื่องดังกล่าวโจมตีรัฐบาลในขณะนั้น และทำโพรพาแกนด้าสร้างเงื่อนไขในการทำรัฐประหารรัฐบาลประชาธิปไตยอีกด้วย

สำหรับ เนื้อหาคำกล่าวขอโทษประกอบไปด้วย 5 ข้อหลักๆ คือ 1. กรุงเทพธุรกิจยอมรับว่าได้เสนอข่าวกรณี CTX ผิดพลาดจริง และขอโทษเสี่ยเชและบริษัท 2. เคยระบุว่าเสี่ยเชเป็นนายหน้า ค้ากำไรเครื่อง CTX เกินจริงกว่าพันล้านบาท อีกทั้งใส่ความว่าได้ให้ค่าคอมมิชชั่นกับนักการเมือง แต่วันนี้ยอมรับว่าเสี่ยเชไม่ได้เป็นนายหน้า การค้ากำไรเกินควร รวมถึงเรื่องใต้โต๊ะคอรัปชั่นต่างๆ ที่กล่าวหาไป ล้วนเป็นเรื่องที่ใส่ความเขา

ส่วนข้อ 3. ยอมรับว่า เข้าใจตัวสัญญาผิด โดยเฉพาะที่เคยระบุว่างานทั้งระบบสี่พันกว่าล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงเป็นงานรวมการติดตั้งและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะตัวสินค้า4. แปลข้อความของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯผิดหลายประการ จนไปกล่าวหามั่วๆ ว่ามีการคอรัปชั่น และ 5. ยอมรับว่าไม่มีสินบนใดๆเกิดขึ้น ตามที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเคยนำเสนอ โดยมีเอกสารแนบท้าย บันทึกข้อตกลง คดีหมายเลขดำที่ 2775/2548

ขณะที่ นางจารุวรรณ เมณฑกา และคตส. ก็เป็นอีกกลุ่มคนหนึ่งที่ประชาชนเห็นควรให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ โดยนางจารุวรรณกล่าวผ่านสื่อโดยไร้ยางอายว่า "เรื่องใหญ่ที่จะต้องออกมาใน 1-2 วันนี้คือ ซีทีเอ็กซ์ เราสรุปผลเสร็จแล้วเหลือแค่กลั่นกรองคำพูดเล็กน้อย เรื่องซีทีเอ็กซ์อยากจะให้ทันในสัปดาห์นี้ แต่บอกตรงๆ ว่าทุกเรื่องสำคัญหมด เงินมันเยอะเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท แต่เรื่องซีทีเอ็กซ์ตอนนี้พร้อมสุด มั่นใจว่าเอาผิดได้แน่นอน" ซึ่งเป็นคำพูดวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2549 หลังการทำรัฐประหารสองวัน และจนบัดนี้ยังไม่มีคำขอโทษใดๆ มาจากคุณหญิงเป็ด
วันที่ 07 พ.ย. 2551


ที่มา ข่าวหุ้นออนไลน์
//www.kaohoon.com/pg.newspaper/general_detail.aspx?cid=20492




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2551 4:04:36 น.
Counter : 280 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.