ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

อ้วกแตก!เปลว สีเงิน ชเลียร์แผล่บรัฐมนตรีเจ้าของอ่างโพไซดอน

ตอนนี้ ผมไม่สงสารใครเท่า "คุณพรทิวา นาคาศัย" ตั้งแต่ขึ้นชั้นพรวดพราดมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงหลักใหญ่โตเบ้อเริ่มเทิ่ม เธอก็ถูกดูหมิ่น ดูแคลน ค่อนแคะ ค่อนขอด ต่างๆ นานามาตลอด

ทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งเรื่องไม่เคยงาน ไม่มีประสบการณ์ ถึงจะมีความสามารถอยู่บ้าง ก็เป็นความสามารถยังไม่ถึงระดับจะมาเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ เมื่อมาเป็น ก็คล้ายเป็นรัฐมนตรี "ตู้เซียมซีหยอดเหรียญ" ให้กับคณะปรึกษาเขี้ยวงาแหลม

ล่า สุด ไม่รู้ใครไปปล่อยข่าวว่า "เธออาจเป็นอีกคนหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาไม่ให้เข้าประเทศ" ทั้งที่มีโปรแกรมจะไปสหรัฐในเดือนหน้า เล่นเอาเธอต้องตั้งโต๊ะโชว์ "วีซ่า ๑๐ ปี" ให้ดูเมื่อวันจันทร์

และเมื่อวาน (๑๐ ก.พ.) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำไทย "นายอีริค จี. จอห์น" ต้องออกมาช่วยอุ้มว่า "ข่าวการถอนวีซ่าของนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ นั้น ไม่มีความเป็นธรรมสำหรับเธอเลย"

สรุปความว่า ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์หญิง "ถูกใส่ร้าย" ไม่มีการถูกแบล็กลิสต์ ไม่มีการถูกถอนวีซ่า ตามที่ "ไอ้โม่งแดง-ไอ้โม่งดำ" ปล่อยข่าวแต่ประการใด!

ความ จริงก็น่าเห็นใจ และไม่เป็นธรรมกับท่านรัฐมนตรีพาณิชย์จริงๆ ด้วย ใครจะอิจฉาตาร้อน หรือหวังแซะเก้าอี้เธอ จะยกเหตุเป็นทายาทโพไซดอน หรือมือใหม่หัดขับ ก็ว่ากันไปเถอะ

แต่การปล่อยข่าวแบบนี้ ไม่ใช่ตัวรัฐมตรีเท่านั้นที่เสียหาย ชื่อเสียง "ประเทศไทย" ต้องเสียหายไปกับความเท็จนั้นด้วย เพราะคุณพรทิวาเธออยู่ในฐานะ "ตัวแทนประเทศไทย"!

ผมดูบุคลิก การพูดจาของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์หญิงคนนี้แล้ว วันไหน-ที่เธอสลัดความไม่มั่นใจในตัวเองหมดไป และไม่ยอมให้คำค่อนแคะ-ดูแคลนมีอิทธิพลเหนือจิตใจ แล้วดึง "ศักยภาพ" ที่มีอยู่พร้อมในตัวออกมาใช้ให้ได้

"พรทิวา" จะไม่แค่ "นาคาศัย" เท่านั้น นักการเมืองน้อยใหญ่ ไม่ว่าใครก็หวังจะอาศัยเธอทั้งนั้น เธอจะเป็นนักการเมืองหญิงที่ "หญิงยุคใหม่" ซูฮก และยกให้เป็น "ต้นแบบ-หญิงห้าว"!

ผมสังเกตว่าเธอเป็นคน "หัวไว-ใจนักเลง" โครงสร้างเสียง บ่งอนาคตไปได้ใหญ่โต เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจว่า การนอบน้อม และรับฟังผู้ใหญ่ที่เป็น "คณะปรึกษา" นั้น เป็นคุณสมบัติที่ดีของนักบริหาร

แต่ "การรับฟัง" คนละเรื่องกับ "การเชื่อฟัง" ต้องแยกแยะให้ถูก!

ถ้า สามารถทำให้นำไปพูดกันได้ว่า "ท่านรัฐมนตรีหารือกับปลัด-อธิบดีแล้วตัดสินใจสั่งการ" ไม่ใช่ให้เอาไปพูดกันว่า "ท่านรัฐมนตรีสั่งการ ตามที่ที่ปรึกษาตัดสินใจ"

ถ้าเป็นอย่างนี้ได้เมื่อไหร่ละก็ ใคร..ก็ต้านผู้หญิงห้าว-ไฟแรง คนนี้ไว้ไม่อยู่!

แต่ ในเอกลักษณ์ "เสียง" นั้น น่าเสียดายอยู่นิด คือ "แฝงวิบาก" ที่ประสานรับกับเค้าโครงหน้า แววตา รอยยิ้ม ซึ่งต้องปลงว่า..นี่คือวาสนาของเธอ ฉะนั้น ก็ต้องเป็นไปตามนั้น!

เดี๋ยว ก่อน ต้องเข้าใจคำว่า "วาสนา" ให้ถูกต้องนะครับ คำว่า "วาสนา" ในความเข้าใจคนทั่วไป หมายถึง "ด้านดี" อย่างเดียว แต่ความหมายของคำว่า "วาสนา" จริงๆ แล้ว "ไม่เกี่ยว" ซึ่งก็แค่อะไรที่ "ทำบ่อยๆ" หลีกหนี-หลบเลี่ยงที่จะไม่ทำอย่างนั้นไม่ได้ นั่นแปลว่า..วาสนา!

ใครที่เวลาพูดชอบแลบลิ้นแผลบๆ นั่นก็เรียกว่าวาสนา คือเป็นผลกรรมฝังลึก ลบไม่ออก แกะไม่ออก ติดตัวมาแต่อดีตชาติ

ใคร ที่ชอบนั่งกระดิกเท้า-สั่นเท้ายิกๆๆๆๆ นั่นก็เรียกว่าวาสนา ใครที่พูดมาก พูดไม่ยอมหยุด อย่างที่เรียกกันว่า "โม้ลิงหลับ" หรือเวลาพูดต้องเกาหัว นั่นก็เป็นเพราะวาสนา

เป็นคนละเรื่อง คนละความหมายที่เรามักใช้คำว่า "วาสนา" ในความหมาย อะไรที่ได้มาฟลุกๆ ได้อย่างที่คนอื่นเขาตะกายมาแทบตายยังไม่ได้ แต่เราอยู่เฉยๆ กลับได้เอา-ได้เอา เรามักเข้าใจว่า แบบนี้คือ "โชควาสนา"

หรืออย่าง คุณพรทิวา เดินตามเมีย "คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน" ต้อยๆ ไม่นึก-ไม่ฝัน ใหญ่ท่วมหัวทั้งคุณสมศักดิ์+อนงค์วรรณ นั่งทั้งเก้าอี้เลขาฯ พรรค และเก้าอี้รัฐมนตรีพาณิชย์ ชนิดตาค้างกันทั้งประเทศ!!

นี่ก็ไม่ใช่ในความหมายของคำว่า "วาสนา" นะครับ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของ "บุญทำ-กรรมแต่ง" ของเธอ

ก็ ย้อนมาถึง "รอยยิ้ม" ที่เป็นวาสนาอันผมพูดค้างไว้ คือรัฐมนตรีพรทิวาจะเป็นคนพูดพร้อมยิ้ม เหมือนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ของคุณสุดารัตน์เขายิ้มหวาน แต่ของคุณพรทิวา นั้น ไม่ใช่ยิ้มหวาน หรือยิ้มที่ทำให้โลกยิ้มตาม หากแต่รอยยิ้มของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ ลองสังเกตดูเถอะ จะเป็นยิ้มที่เรียกว่า

"ยิ้มเหมือนโลกเศร้า" เป็นยิ้มของคน "ไม่สิ้นโศก" จากส่วนลึก!?

เมื่อ ประกอบเข้าทั้งใบหน้า แววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย และในเสียงผิดลักษณ์หญิง แต่เป็นเอกลักษณ์ "หญิงทรงอำนาจ" และเด็ดขาด นั้น ก็บังเอิญปลายเส้นเสียงเป็นกังวานที่แตกพร่า

ก็ใช่ว่าจะไม่ดีเสีย หมดนะครับ ดี-แต่ดีในลักษณะ "ในบุญบารมีที่ได้มานั้น-แฝงทุกข์" แทนที่จะสุขร้อย ถึงแม้มีมรดกแสนล้าน เธอก็จะสุขเต็มที่ได้แค่ ๖๐ ซึ่งนั่นก็ถือว่ามากแล้ว!

แต่จาก ๖๐ จะขึ้นเป็น ๘๐-๙๐ หรือ ๙๙.๙๙ นั้น ก็อยู่ตรงจมูก ฮวบเหล็งดี ปากดี กรามดี คางดี สรุปว่า ถ้ายึดมั่นใน ทาน ศีล ภาวนา ให้สม่ำเสมอเขาไว้ จะเสริมให้ยิ่งแก่ยิ่งรวย และยิ่งแก่ยิ่งดัง นั่นแล


โดย เปลว สีเงิน
ที่มา ไทยโพสต์

นายโรจน์ งามแม้น หรือ เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ จัดได้ว่าเป็นสื่อที่ตามล้างตามจองเวรเครือข่ายฝ่ายทักษิณได้ทุกเรื่อง อย่างล่าสุดไทยโพสต์ของเปลวเป็นคนเปิดข่าวเองว่าอเมริกางดซีว่าเข้าประเทศ ของทักษิณ แต่พอข่าวออกมาว่าไม่จริง ไทยโพสต์กลับไม่ยอมแก้ไขข่าวผิดพลาดของตนเอง แต่ทางตรงกันข้ามก็เชียร์ฝ่ายรัฐประหารรัฐบาลเทพประทานได้ในทุกเรื่อง กรณีของพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีพาณิชย์ ที่ถูกข่าวเรื่องอเมริกางดวีซ่าเข้าประเทศเหมือนกัน พอข่าวออกมาว่าไม่ใช่ เปลวก็หันมาจับปากกาแก้ต่างว่าพรทิวา"ถูกใส่ร้าย" และแม้แต่หาเหตุเชียร์ไม่เจอ ก็ยังไปยกเรื่องโหงวเฮ้งมาเชียร์กันจนได้
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่ตนยกหางก็คือส.ส.ชัยนาทในสังกัดพรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคร่วมไม่ใช่พรรคกะจั๊วที่พวกสื่อเน่าๆข้างพธม.ชอบเชียร์ ถ้าเป็นพรรคกะจั๊วละก็ยังไงก็ไม่แปลกใจละครับ




 

Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2552 21:57:38 น.
Counter : 294 Pageviews.  

อย่าสร้างภาพบิดเบือนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง

โดย กำพล จำปาพันธ์
ที่มา ประชาไท
23 มกราคม 2552

มีคนบ่นว่า ภาพของคนเสื้อแดงตามที่ปรากฏในสื่อนั้น บิดเบือนอย่างร้ายกาจ ชนิดที่ทำเอาหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องพากันส่ายหัวส่ายหน้าไปตามๆ กัน

บาง คนก็ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า ในแวดวงสื่อมีการนำเอาข้อกล่าวหาให้ร้ายของฝ่ายเสื้อเหลืองที่มีต่อฝ่าย เสื้อแดงมาใช้อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจุดยืนความเป็นสื่อที่ทำงานสอดรับกับผลประโยชน์ของฝ่ายเผด็จการอำนาจ นิยม คำถามที่เกิดตามมาก็คือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? และเมื่อเป็นเช่นที่กล่าวนี้แล้วจะมีความหมายเช่นใดต่อไป ?

อย่างไร ก็ตาม ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นคำถามข้างต้น ผู้เขียนใคร่ขอพิจารณาภาพดังกล่าวเสียก่อนว่ามีลักษณะเช่นไร จากนั้นจึงจะนำเข้าสู่แนวการอธิบายปัญหาอันมีที่มาจากการเสนอภาพดังกล่าว เป็นลำดับต่อไป จากการสำรวจคร่าว ๆ ผู้เขียนพบว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงช่วงปลายปี 2551 ที่ผ่านมาจนวันนี้ ถูกนำเสนอผ่านสื่อหลายสำนัก (ที่เรียกกันรวม ๆ ว่า “สื่อกระแสหลัก”) ด้วยภาพที่ค่อนข้างหนักไปในทางลบอยู่ 4 รูปแบบดังนี้คือ

1.เลียนแบบพันธมิตร ทั้งที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง แตกต่างกันอยู่หลายประการ เป้าหมายก็ต่างกัน

เป็น ต้นว่า เสื้อเหลืองต้องการเปลี่ยนผ่านอำนาจไปให้ทหารและกลุ่มการเมืองที่อยู่ตรง ข้ามกับไทยรักไทยเดิม ซึ่งก็คือพรรคประชาธิปัตย์ เสื้อแดงต้านรัฐประหาร ต้านอำนาจนอกระบบที่แทรกแซงทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถ ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนได้ วิธีการก็ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งเคลื่อนไหวโดยเห็นเป้าหมายทางการเมืองของตนสำคัญกว่าอื่นใด มุ่งเอาชนะในทางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี คิดแบบทหาร การเมืองบนท้องถนนของพันธมิตรจึงดูไม่ต่างจากการรบในสมรภูมิสงครามตรึงกำลัง ตั้งมั่น ไม่ใส่ใจแม้กระทั่งชีวิตมวลชนของตนเอง จัดตั้งให้เป็นทหารเป็นนักรบที่พร้อมเสียสละ จึงสารพัดวิชามาร ถึงขนาดไฮแจ๊คทำเนียบ ยึดสนามบิน สร้างความเสียหายแก่ประเทศ

อีก ฝ่ายเน้นแสดงพลัง ชุมนุมโดยสันติ ไม่นำพาซึ่งความรุนแรง ภายในขบวนการมีความหลากหลาย ไม่ชุมนุมยืดเยื้อ ไม่เรียกร้องสุดโต่ง ไม่ประกาศชัยชนะพร่ำเพรื่อ ไม่คุกคามสื่อ ฯลฯ

2.ใช้ความรุนแรง ถามว่า ระหว่างอิฐตัวหนอน ปาไข่ กับยึดสนามบิน ใช้อาวุธปืน ระเบิด อันไหนรุนแรงกว่ากัน?

หากจะใช้มาตรฐานว่าด้วยความรุนแรงในเชิงเปรียบเทียบ สิ่งที่พันธมิตรกระทำย่อมถือว่าเป็นความรุนแรงที่เห็นได้เด่นชัดเป็นที่สุด แต่แทนที่จะประณามการกระทำของพันธมิตรด้วยมาตรฐานว่าด้วยความรุนแรงตามปกติ ก็กลับเอามาตรฐานนี้ (ที่ควรใช้กับกรณียึดสนามบิน) มาใช้กับกรณีของอิฐตัวหนอนและการปาไข่ ทั้งที่ข้อเท็จจริงก็เห็นกันอยู่ว่าใครใช้ความรุนแรงเป็นปัจจัยเร่งให้บรรลุ ชัยในการเคลื่อนไหว อย่าลืมว่า พันธมิตรทำให้คนตาย 8 คน (หรือ 9 คน หากรวมกรณีณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสงด้วย) เสียหายอีกกว่า 1.4 แสนล้านบาท

กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า อิฐตัวหนอน ปาไข่ และกรณีอื่น ๆ ไม่ถือเป็นความรุนแรง ประเด็นอยู่ที่มีการใช้ความรุนแรงเพื่อเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดการเปลี่ยน แปลงหรือไม่ หรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่นอกเหนือการควบคุมโดยไม่มี การคิดคำนวณถึงผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้าใช่หรือไม่ และอีกคำถามที่ละเลยไม่ได้ก็คือ ความรุนแรงของใคร ? อิฐตัวหนอนกับไข่เน่าอาจเป็นความรุนแรงสำหรับนักการเมืองบางคนที่ทำความผิด บางอย่างตามความเห็นของผู้ปา ไม่ใช่ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างการตั้งกองกำลังส่วนตัวของ กลุ่มพันธมิตร

แทนที่จะหมกมุ่นอยู่เพียงปรากฏการณ์ระดับพื้นผิว ทำไมไม่ลองมองดูสาเหตุที่มาที่ไปของสิ่งที่เกิดขึ้นบ้างว่าทำไมหรือเพราะ อะไร จึงมีคนโกรธแค้นพรรคประชาธิปัตย์ จนแสดงออกมาอย่างนั้น การปล้นอำนาจประชาชน สมรู้ร่วมคิดกับม็อบเผด็จการอนารยะอย่างพันธมิตร ยอมรับการแทรกแซงของทหารและตุลาการ ไม่ถือเป็นความรุนแรงโดยตัวมันเอง หรืออีกนัยคือไม่ถือเป็นการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงหรอกหรือ ?

3.ทำเพื่อนายใหญ่ “ทักษิณ” ยังเป็นผีร้ายให้คนพวกนี้ใช้อ้างโจมตีกลุ่มที่ออกมาประท้วงพันธมิตรและรัฐบาล “อภิสิทธิ์”

ทั้ง ที่จริงแล้วพันธมิตร ทหาร และพรรคประชาธิปัตย์ ต้องทบทวนดูบทบาทการกระทำของตัวเองใหม่ได้แล้วว่า ทำไมจนป่านนี้แล้วพวกตนจึงไม่ประสบผลสำเร็จในการปลุกกระแสความเกลียดชังต่อ “ทักษิณ” และกลุ่มไทยรักไทยเดิม จะรัฐประหารก็แล้ว ม็อบอนารยะก็แล้ว ตุลาการภิวัตน์ก็แล้ว ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ยังเห็น “ทักษิณ” เป็นฮีโร่ หรือจะคิดเอาง่ายๆ ตื้นๆ ว่า ชาวบ้านเหล่านั้นยังโง่ยังขายเสียงกันอยู่อีก ก็รังแต่จะผิดพลาดกันต่อไปอีกเป็นนานเท่านั้น


เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อเสนอจากภายในของเสื้อแดงเองด้วยซ้ำว่า ให้ถือว่า “ทักษิณ” เป็นเพียงแนวร่วมคนหนึ่ง เขาดูแลตัวเองได้ ผู้นำที่ควรให้การยกย่องกันต่อไปคือ “วีระ“ และก่อนหน้านี้ก็มีการเสนอเป็นการภายในอยู่แล้วว่า ทักษิณเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” โดยนัยก็คือทักษิณไม่ได้มีบทบาทควบคุมบงการการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง ดังที่ฝ่ายเสื้อเหลืองกล่าวหา แต่เป็นคนเสื้อแดงต่างหากที่เชื่อมโยงการต่อสู้ของตนเข้ากับ “ทักษิณ” เขาไม่ได้มีฐานะเป็น “นายใหญ่” ของคนเสื้อแดงแต่อย่างใด


แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าในหมู่คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยยังรักและผูกพันกับทักษิณและ รัฐบาลที่ถูกรัฐประหารไปในวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่นั่นไม่เป็นสารัตถะมากพอที่จะกล่าวหาคนเหล่านี้ว่า ที่ออกมาเสี่ยงชีวิตบนท้องถนนนั้นเพียงเพราะนายสั่งหรือทำเพื่อทักษิณเท่า นั้น ประเด็นที่ต้องถามต่อก็คือ ทำไมถึงต้องเป็นทักษิณ เพราะทักษิณมีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยใช่หรือไม่? ถ้าใช่! งั้นสารัตถะที่ถูกมองข้ามไปจากการอคติแบบนี้ก็คือ “ประชาธิปไตย” (ที่เข้าใจกันว่า “ทักษิณ” กับพวกมีความเชื่อมโยงอยู่) ใช่หรือไม่?

ความผิดพลาดอย่างสำคัญของขบวนการต่อต้านทักษิณในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การเคลื่อนไหวของพวกเขานำไปสู่รัฐประหารและการเมืองแบบพันธมิตรอภิสิทธิ์ชน ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเลยแทนที่จะเห็นด้วยกับขบวนการต่อต้าน กลับแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนต่อขบวนการดังกล่าว “ทักษิณ” หลุดจากตำแหน่งจนต้องระหกระเหินต่างแดนก็เพราะการแก้ปัญหาที่ไม่คำนึงถึง หลักประชาธิปไตยของคนจำนวนหนึ่งในบ้านเมืองนี้

นี่คือความจริงสามัญ ที่เห็นกันอยู่ แท้ที่จริงแล้วผู้ที่ทำให้ทักษิณเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” และทำให้คนจำนวนหนึ่งต้องออกมาแสดงตัวตนว่าเป็น “กลุ่มคนรักทักษิณ” อย่างที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ก็คือ ขบวนการต่อต้านทักษิณในช่วงที่ผ่านมานี้นั่นเองแหล่ะ!


4.หมิ่นสถาบัน ตัวอย่างเช่น การติดตั้งพระบรมสาทิสลักษณ์ข้างๆ คำ “อภิสิทธิ์ (ชน) โจร” บนเวทีนปช. ในคราวชุมนุมเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ถูกใช้โดยหนังสือพิมพ์ฝ่ายพันธมิตรกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมว่า “หมิ่นสถาบัน” (โปรดดู นสพ. ไทยโพสต์. วันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2551 ปีที่ 13 ฉบับ 4445)

เนื้อหาการนำเสนอข่าวยังมีการขุดคุ้ยกรณีดา ตอร์ปิโด, สุชาติ นาคบางไทร, จักรภพ เพ็ญแข และคดีที่ยังค้างอยู่มาเชื่อมโยงเป็นประเด็นกล่าวหาว่าหมิ่นฯ ตามด้วยการเสนอความเห็นของนายสุริยะใส กตะศิลา เกี่ยวกับกรณีนี้ว่า “เป็นเรื่องมิบังควรอย่างยิ่ง ถือเป็นการส่อเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่าง ชัดเจน”

ขณะที่จตุพร พรหมพันธุ์ ก็ได้กล่าวชี้แจงแล้วว่า “ไม่เจตนาละเมิดสถาบันแน่นอน เพราะกลุ่มนปช. ต้องการแสดงให้เห็นว่า นปช. เทิดทูนสถาบัน แต่เนื่องจากมีความพยายามเชื่อมโยงให้ละเมิดสถาบัน จึงได้นำพระบรมสาทิสลักษณ์ลงเพื่อป้องกันไม่ให้ไปขยายผลต่อไป และทำให้เกิดปัญหาได้ ส่วนข้อความที่ว่า อภิสิทธิ์ชน “โจร” นั้น เราต้องการโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่มีนัยแอบแฝง”


จะเห็นได้ว่า มีความพยายามจะใช้กฎหมายมรดกจากยุคเผด็จการมาทำลายการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย กลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาเป็นกลุ่มเดียวกับที่ต่อต้านการรัฐประหาร ภายหลังก็พยายามที่จะใช้ในกรณีที่มีคนต่อต้านรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ด้วย สะท้อนมุมมองแบบพันธมิตรและการสืบรับเอาวิธีการทางการเมืองในแบบฉบับของ พันธมิตรมาใช้ สื่อบางสำนักมีใจให้กับพันธมิตรมากไป จนไม่รู้อะไรถูก-ผิดไปอย่างไม่น่าเชื่อ กลุ่มคนที่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลสมัคร-สมชาย ฟังเสียงเรียกร้องของผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตร

วันนี้เมื่อเสื้อแดง เป็นฝ่ายประท้วง คนเหล่านี้ไม่เพียงไม่ได้กระทำการอย่างเดียวกับที่เคยทำคราวนั้น คราวนี้กลับทำตรงกันข้ามคือ พวกเขาโจมตีผู้ออกมาประท้วง กล่าวหาว่าเป็นพวกก่อความไม่สงบ สมควรถูกปราบปราม ทั้งที่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลสมัคร-สมชาย จัดการกับการชุมนุมด้วยวิธีสันติ รวมหัวกันประณามกรณี 7 ตุลา’ มาคราวนี้กลับจะชักนำให้รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ทำการปราบปรามฝ่ายเสื้อแดงอย่างเด็ดขาดรุนแรง ด้วยข้อหาความผิดฉกาจฉกรรจ์ฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูง


“ทวิมาตรฐาน ” ไม่เพียงไม่เป็นกลาง แต่กลับเข้าข้างฝ่ายเผด็จการอย่างเต็มที่ ไม่เพียงไม่ได้เสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา กลับสร้างภาพบิดเบือนว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้เป็นไปเพื่อ ประชาธิปไตย ชี้นำให้คนหลงผิดเห็นเป็นเพียงพวกทำเพื่อ “นายใหญ่”

เอา ความผิดหรือข้อหาที่ควรตกเป็นของกลุ่มพันธมิตรมาให้กลุ่มเสื้อแดง ลดระดับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงให้อยู่ระดับเดียวกับเสื้อเหลือง เข้าข้างเสื้อเหลืองนำเอามายาคติข้อกล่าวหาให้ร้ายของฝ่ายเสื้อเหลืองมาใช้ ว่าเสื้อแดงอีกต่อหนึ่ง มองเสื้อแดงเป็นเพียงพวกก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองไม่ต่างจากที่เสื้อ เหลืองเคยทำมา ร่วมสังฆกรรมกับเผด็จการ ภาพบิดเบือนที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นภาพที่สะท้อนตามมุมมองของฝ่ายพันธมิตร แสดงตัวตนของสื่อที่เป็นผู้นำเสนอภาพนั้นเอง ไม่ได้แสดงถึงตัวตนของคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง


ปัญหาความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล “อภิสิทธิ์” และความผิดระดับก่อการร้ายสากลของม็อบอนารยะอย่างพันธมิตร ซึ่งเป็นปัญหาที่ฝ่ายเสื้อแดงหยิบยกขึ้นมา ไม่ได้รับการพูดถึง ไม่ถูกพิจารณาอย่างจริงจัง การเล่นงานผู้ประท้วงนั้นง่าย เพราะเสื้อแดงไม่มี “เส้น” เหมือนเสื้อเหลือง

แต่หากสื่อยังอยากจะเป็นสื่อ ก็ควรทำหน้าที่ของสื่อที่ดี ด้วยการปกป้องประชาธิปไตย เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา อย่าสวมแว่นพันธมิตร เพราะจะทำให้สายตาคุณสั้น-ยาวเกินปกติได้ง่าย ๆ จนทำให้มองภาพเป็นเบลอเห็นคนด้วยกันเป็นอื่นไป ที่สำคัญคือ อย่าเข้าข้างเผด็จการแล้วสร้างภาพบิดเบือนให้ร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมดังที่เป็น อยู่ ลองคิดดูว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ดิ่งเหวตกต่ำขนาดไหน หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป

ถ้าขืนยังยืนกรานจะสร้างภาพ บิดเบือนเสนอข่าวสารอย่างเป็นเท็จอย่างนี้ต่อไปอีก ก็ขอให้เปลี่ยนหัวเป็น “สื่อพันธมิตร” “สื่อของเผด็จการ” “กระบอกเสียงของรัฐบาลอภิสิทธิ์” และ/หรือ “เครื่องมือของอภิสิทธิ์ชน” ไปเสียเลยจะดีกว่าไหม ?!




 

Create Date : 23 มกราคม 2552    
Last Update : 23 มกราคม 2552 14:21:05 น.
Counter : 256 Pageviews.  

นักเล่าข่าวกับการ “ทำนาบนหลังคน”

โดย เชลยเนชั่น

ที่ยกคำภาษิตโบราณที่ว่า “ทำนาบนหลังคน” ขึ้นมาก็เพื่อจะชี้ให้เห็นภาพว่าในวงการสื่อบ้านเรามีกลุ่มคนที่ทำนาบนหลัง คนอยู่ไม่น้อยและนับวันจะยิ่งมากขึ้นมากขึ้น เพราะมันเป็นการทำมาหากินที่สุดแสนจะสบาย คนพวกนี้คือประเภทนักเล่าข่าวตามจอโทรทัศน์ช่องต่างๆที่วันนี้เป็นเหมือ นไฟต์บังคับต้องมีทุกช่อง ตั้งแต่เช้ายันดึกดื่นเที่ยงคืน ไม่ว่าจะเปิดไปดูช่องไหน เวลาไหน จะมีพิธีกรสวมสูท ผูกไทด์ ผัดหน้าทาแป้ง อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ให้เราฟังตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้าย ฉบับแล้วฉบับเล่า ฉบับนี้ข่าวหมดไปอ่านอีกฉบับหนึ่ง ฉบับนี้ข่าวไม่น่าสนใจข้ามไปอ่านฉบับอื่น

คนพวกนี้อ่านหนังสือพิมพ์ให้คนทั้งประเทศฟังอย่างเอาเป็นเอาตาย เล่าเรื่องเป็นฉากๆราวกับว่าได้ไปทำข่าวและเขียนขึ้นมาเองกับมือ แต่สุดท้ายแล้วเขาไม่ได้อ้างอิงว่าตัวอักษรที่ร้อยเรียงให้เขาหารับประทาน อยู่นั้นอยู่ในหนังสือพิมพ์อะไร เป็นข่าวจากสำนักข่าวไหน นอกจากจะไม่เอ่ยชื่อหัวหนังสือของเขาแล้ว หลายครั้งหลายหนยังทำตนเยี่ยงศาสดาแห่งข่าวสาร ทำการสั่งสอนนักข่าวที่เขียนข่าวทำไมไม่ทำอย่างนั้นทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทำไมไม่ถามแบบนั้นหรือแบบนี้ คราวหน้าคราวหลังถ้าอยากให้ข่าวเป็นแบบไหนก็ลองไปทำดูเองน่าจะดีกว่า

นักเล่าข่าวหากินง่ายมากๆด้วยการลงทุนเพียงวันละร้อยกว่าบาท มาจากค่าหนังสือพิมพ์เล่มละ 10 กว่าบาทใช้ประมาณ 10 ฉบับก็อยู่แล้ว เขามีหน้าที่เพียงอ่านและทำความเข้าใจข่าวในหนังสือพิมพ์ให้ได้มากที่สุด เพื่อเวลาหยิบข่าวมาเล่าจะได้เล่าอย่างออกรส ออกชาติ ให้ประชาชนเห็นภาพและเกิดความรู้สึกร่วมโดยไม่ต้องอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ อีก เสร็จแล้วก็รับค่าตัววันละหลายพันหรือหลายหมื่นบาท ซึ่งค่าจ้างวันหนึ่งอาจจะเท่ากับค่าตอบแทนทั้งเดือนนักข่าวหนังสือพิมพ์บาง ฉบับก็ได้

แน่ละหนังสือพิมพ์เป็นสินค้าที่ไม่มีลิขสิทธิ์ ใครจะหยิบไปอ่านไปเผยแพร่ต่อก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย พอๆกับพฤติกรรมของคนที่ทำนาบนหลังคนก็มีมากมายเต็มบ้านเต็มเมือง และเอาเข้าจริงลึกๆแล้วคนหนังสือพิมพ์เองก็ภูมิใจไม่น้อยที่ข่าวที่เขียนขึ้นถูกโทรทัศน์หรือวิทยุเอาไปรายงานต่อให้สาธารณชนได้รับรู้

ในแง่ของความเป็นนักข่าวถือว่าเป็นความสำเร็จที่สามารถผลักดันข่าวตัวเองให้เป็นวาระใหญ่ในสังคมได้ แต่จะเสียใจมากถ้าข่าวที่พยายามหาด้วยความเหนื่อยยาก ถูกฉกไปอ่านโดยนักเล่าข่าวที่ตัดตอนไม่ยอมบอกแหล่งที่มาของข่าว ทำอย่างนี้เท่ากับอุปโลกน์ว่าเป็นข่าวของตัวเองทำตนเป็นศาสดาผู้รอบรู้ข่าว ทั้งหมดในประเทศหรือในโลกนี้

หรือถ้านักเล่าข่าวทั้งหลายจะเถียงว่าก็หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวเหมือนกันเป๊ะๆจะให้อ้างก็ต้องอ้างทั้ง 10 ฉบับ ฉะนั้นอย่าไปพูดถึงหนังสือพิมพ์เลยดีกว่า ง่ายดี ถามว่ามันจะถูกต้องหรือ คุณอ่านฉบับไหนคุณก็อ้างฉบับนั้นซึ่งมันจะไปเหมือนกับฉบับอื่นยังไงก็ไม่ต้องสนใจเพราะคุณยืนยันว่าอ่านจากฉบับนี้ฉบับเดียว

เหมือนคุณชอบผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยมากคุณก็ชมเขาออกไป ไม่เห็นจะต้องสนใจเลยว่าเธอจะแต่งตัวเหมือนใคร หรือใครลอกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวของเธอ หรือถ้าคิดว่ารังเกียจเหลือเกิน รับไม่ได้กับการที่หนังสือพิมพ์ลอกข่าวกันมาลงเหมือนกันทุกฉบับก็อย่าไปอ่านมันซักฉบับ ส่งทีมงานไปทำข่าวมารายงานเองจะได้ภูมิใจ

การที่รายการเล่าข่าว(บางช่อง)พึ่งพาข่าวของหนังสือพิมพ์เป็นวัตถุดิบส่วนใหญ่ในรายการ นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งที่มีโอกาสในการที่จะได้เสพข่าวที่มีคุณภาพ ครบทุกมิติ เพราะสถานีโทรทัศน์แต่ละแห่งมีเครื่องไม้ เครื่องมือที่ทันสมัยราคาหลายสิบล้าน มีบุคลากรที่มีฝีมืออยู่จำนวนมาก ขณะที่เจ้าของสถานีถือหุ้นร่ำรวยอันดับต้นๆของประเทศ ถ้าใช้ทรัพยากรเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์จริงๆชาวบ้านจะได้ประโยชน์มาก แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับมานั่งรอข่าวหนังสือพิมพ์ที่มีการลงทุนน้อยกว่าทีวี หลายเท่านัก

บางช่องตอนดึกๆถึงกับลงทุนทำจอบลูสกรีนขนาดใหญ่กว่าตัวคนเพื่อเปิดเป็นจอให้ หนังสือพิมพ์ฉบับละ 10 กว่าบาทได้รับเกียรติขึ้นไปผงาดอยู่บนนั้นแล้วพิธีกรส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ยืนชี้ไปตามข่าวต่างๆที่พาดอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แล้วอธิบายว่าข่าว 1 ว่าอย่างไร ข่าว 2 ว่าอย่างไร มีรายละเอียดอย่างไร

นี่หรือคือศักยภาพของโทรทัศน์ที่มีทุนรอนมหาศาล ทำไมไม่เอาเงินที่ใช้ทำเทคโนโลยีที่ทำไปเพื่อโชว์หนังสือพิมพ์ยักษ์ไปทำข่าว ตามแบบของโทรทัศน์ที่ควรทำ ชาวบ้านจะได้ประโยชน์กว่านี้หรือไม่ ทำไมไม่ทุ่มเททรัพยากรให้สมกับที่รายการเล่าข่าวทำเรตติ้งสูงลิ่ว ปล่อยให้ใช้ต้นทุนวันละ 100-200 บาท หากินอยู่อย่างนี้ไม่อายกันบ้างหรือ

ที่เขียนเรื่องมิได้มุ่งหมายให้นักเล่าข่าวเลิกเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน หรือต้องให้เครดิตหนังสือพิมพ์ที่หยิบขึ้นมาอ่านเพื่อเป็นการโปรโมตหนังสือ พิมพ์ช่วยกระตุ้นยอดขายแต่ประการใด เพราะสิ่งที่พวกนักเล่าข่าวทำอยู่คือการหยิบข่าวฉบับโน้นนิด ฉบับนี้หน่อย มาปะติดปะต่อ เล่าให้ชาวบ้านฟังจนครอบคลุมทุกประเด็น ก็เป็นการทำลายแรงจูงใจคนที่จะซื้อหนังสือพิมพ์อย่างเต็มที่แล้ว ครั้นจะพูดถึงหรือไม่พูดถึงหนังสือพิมพ์ก็ไม่ประโยชน์ เผลอๆยิ่งคุณอ้างว่าข่าวที่เล่ามาจากหนังสือพิมพ์อะไร คนยิ่งไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเพราะรู้สึกว่าเขารู้เรื่องหมดแล้วจากปาก ของคุณ ไม่เห็นต้องอ่านอะไรอีกเลย

แต่ที่เรียกร้องคือการเคารพในหน้าที่ บทบาทของคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน ไม่ว่านักเล่าข่าวในจอโทรทัศน์ หรือนักข่าวภาคสนามล้วนแต่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ว่าแต่งตัวดี เสนอหน้าอยู่ในจอทีวีมีคนรู้จักมาก แล้วจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รองเดินเพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จอยู่ร่ำไป

ไม่อยากให้สังคมข่าวมีชนชั้น วรรณะ มีเทพ มีทาส หรือมีคนทำนาบนหลังคนอีกต่อไปเท่านั้นเอง

/-/-/-/-/-/-/

*หมายเหตุ นักเล่าข่าวคนใดไม่มีพฤติกรรมประเภทนี้ย่อมไม่อยู่ในขอบข่ายของผู้เขียน

ที่มา Blog OK-Nationของสนามข่าวสภา


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย ลวดหนาม


ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นเกี่ยวกับรายการ “คุยข่าว” หรือ “เล่าข่าว” ทางสถานีโทรทัศน์ว่าเป็นรายการที่ “อันตราย” เนื่องจากมีการชี้นำผู้ชม และองค์กรวิชาชีพควรหารือกันในเรื่องนี้

ปัจจุบันรายการเล่าข่าวมีอยู่หลายช่องที่ ผู้ประกาศข่าว พิธีกรจะหยิบยกหนังสือพิมพ์ หรือ ภาพข่าว ขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปาก

หากเป็นเรื่องที่ทั่วๆ ไปก็พอให้อภัยได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมืองก็ต้องบอกว่า คนเหล่านี้ “เสียมารยาท” อย่างยิ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นเกินขอบเขต

เพราะสังคมไทยที่มีความขัดแย้งเรื่องการเมืองอย่างสูงนั้น ไม่สมควรที่จะชี้นำประชาชนไปทางใดทางหนึ่ง

ช่วงหลังๆ ผมเห็น นายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรรายการ "ข่าวข้นคนข่าว" ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี มักจะแสดงตัวตนว่า “เก่ง” เป็นผู้รู้ทุกเรื่อง

ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะทราบบ้างหรือไม่ว่า ประชาชนที่นั่งดูข่าว กำลังหมั้นไส้ ในความอวดรู้ อวดฉลาด ของเขาที่ระยะหลังมักมีมากเกินความพอดี
รวมทั้ง นายวิศาล ดิลกวณิช ที่อวดฉลาดจนกระทั่งโดน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ฟันศอกใส่หน้ามาแล้ว

นอกจากนี้ยังมี นางอัญชลี ไพรีรัก นักเล่าข่าวจากค่ายพันธมิตรฯ เธอคนนี้ดีกรีร้อนแรง เป็นนักเล่าข่าวหญิงที่น่าสมมาคุณด้วยอวัยวะบางส่วนมากที่สุด

หันไปดูข่าวในแวดวงอินเตอร์เนท บล็อกโอเคเนชั่น ได้นำบทความเรื่อง นักเล่าข่าวกับการ “ทำนาบนหลังคน” ที่เขียนโดยผู้สื่อข่าวรัฐสภากลุ่มหนึ่งจากหลายสำนักพิมพ์ ในบล็อกชื่อ “สนามข่าวสภา” มาเผยแพร่เป็นเรื่องแนะนำ

โดยบทความดังกล่าว วิพากษ์วิจารณ์รายการประเภทเล่าข่าวว่า การที่รายการเล่าข่าว(บางช่อง)พึ่งพาข่าวของหนังสือพิมพ์เป็นวัตถุดิบส่วน ใหญ่ในรายการ นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งที่มีโอกาสในการที่จะได้เสพข่าวที่มีคุณภาพ ครบทุกมิติ

เพราะสถานีโทรทัศน์แต่ละแห่งมีเครื่องไม้ เครื่องมือ ที่ทันสมัยราคาหลายสิบล้าน มีบุคลากรที่มีฝีมืออยู่จำนวนมาก ขณะที่เจ้าของสถานีถือหุ้นร่ำรวยอันดับต้นๆของประเทศ ถ้าใช้ทรัพยากรเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์จริงๆชาวบ้านจะได้ประโยชน์มาก

แต่นักเล่าข่าวเหล่านั้นกลับมานั่งรอข่าวหนังสือพิมพ์ที่มีการลงทุนน้อยกว่า ทีวีหลายเท่านัก จากนั้นก็มาเล่าเรื่องเป็นฉากๆ ราวกับว่า ได้ไปทำข่าวและเขียนขึ้นมาเองกับมือ

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อ้างอิงว่า ตัวอักษรที่ร้อยเรียงให้ตนเองหากินอยู่นั้นอยู่ในหนังสือพิมพ์อะไร เป็นข่าวจากสำนักข่าวไหน หลายครั้งหลายหนยังทำตนเยี่ยงศาสดาแห่งข่าวสาร สั่งสอนนักข่าวที่เขียนข่าวว่า ทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมไม่ถามแบบนั้นแบบนี้

บทความชิ้นนี้ ระบุว่า ข้อเขียนนี้มิได้มุ่งหมายให้นักเล่าข่าวเลิกเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน หรือต้องให้เครดิตหนังสือพิมพ์ที่หยิบขึ้นมาอ่านเพื่อเป็นการโปรโมตหนังสือ พิมพ์ช่วยกระตุ้นยอดขายแต่ประการใด

แต่ที่เรียกร้องคือการเคารพในหน้าที่ บทบาทของคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน ไม่ว่านักเล่าข่าวในจอโทรทัศน์ หรือนักข่าวภาคสนามล้วนแต่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ว่าแต่งตัวดี เสนอหน้าอยู่ในจอทีวีมีคนรู้จักมาก แล้วจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์รองเดินเพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จอยู่ร่ำไป
ไม่อยากให้สังคมข่าวมีชนชั้น วรรณะ มีเทพ มีทาส หรือมีคนทำนาบนหลังคนอีกต่อไปเท่านั้นเอง
บทความชิ้นนี้ เขียนขึ้นเพื่อเตือนสติ “นักเล่าข่าว” อย่าเป็นแค่นักฉวยโอกาส มีความสุขกับการ “ทำนาบนหลังคน”
มุ่งหน้าโกยรายได้ เหยียบอุดมการณ์ “คนทำข่าว” ไว้อย่างนี้อีกเลย!

ที่มา ประชาทรรศน์ออนไลน์




 

Create Date : 16 มกราคม 2552    
Last Update : 16 มกราคม 2552 12:28:02 น.
Counter : 396 Pageviews.  

ขจัดเหลือบวงการสื่อ ลุกฮือบอยคอตทั่วประเทศ เริ่มวันนี้ที่ตัวคุณ!!

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 พฤศจิกายน 2551

หมายเลข1 สนธิ ลิ้ม-ทุกคนรู้จักสนธิลิ้มดีอยู่แล้ว ก่อนหน้านั้นเขาชมทักษิณออกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ว่า"ทักษิณเป็นนายกฯที่ ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา" นั่นก็เพราะยังสมประโยชน์กับทักษิณอยู่ รัฐบาลทักษิณถึงกับให้เวลาทางช่อง9กับเขาทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และให้รัฐวิสาหกิจต่างๆลงโฆษณาช่วย ซึ่งกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นการทำลายตัวทักษิณเองให้ย่อยยับในเวลาต่อมา

สนธิกับน้ำข้าวให้ประธานสภาการนสพ. -สุวัฒน์ ทองธนากุล พาดหัวผู้จัดการรายสัปดาห์"นาย"แน่มาก เอาอกเอาใจสนธิลิ้ม ทั้งนี้สุวัฒน์มีอีกฐานะหนึ่งเป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

ทำไมสนธิแค้น?-สนธิ ไปเตรียมทำช่อง11News1ไว้แล้ว ลงทุนครบหมด แต่ทักษิณไม่ยกช่องทีวีนี้ให้,ทักษิณยังไม่ต่อวีซ่าให้วิโรจน์ นวลแข เป็นกก.ผจก.ใหญ่แบงก์กรุงไทยด้วย ทำให้การแฮร์คัตหนี้เน่าเครือผู้จัดการสะดุดลง เขาจึงประกาศชนแบบ"ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง"

เครือข่ายของสนธิ เช่น สำราญ รอดเพชร เคยทำงานITVเป็นลูกน้องเก่าทักษิณ ต่อมาโดนทักษิณปลดออก และสนธิรับเข้าทำงานด้วย จึงทำงานให้สนธิแบบถวายชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณ และถือโอกาสชำระแค้นที่ทักษิณปลดออก,คำนูณ สิทธิสมาน เคยเขียนเชียร์ระบอบรัฐธรรมนูญ ตอนนี้เขียนตามใบสั่งสนธิ เขาได้รางวัลเป็นสนช.สมัยเผด็จการคมช. ตอนนี้ได้เป็นวุฒิสภาลากตั้ง เช่นเดียวกับชัยอนันต์-ชัยสิริ สมุทวนิช และปราโมทย์ นาครทรรพ ไพศาล พืชมงคล และลูกทีมอย่างพวกสโรชา ปานเทพ สุรวิชช์ ต่อพงษ์ ที่ทำงานตามใบสั่งสนธิฯลฯ

วสันต์ ภัยหลีกลี้ สามีของรุ่งมณี เมฆโสภณ ลูกน้องใกล้ชิดสนธิอีกรายก็เป็นเครือข่ายที่สนธิส่งไปเป็นผอ.ช่อง9ด้วย ล่าสุดฝ่ายรัฐบาลเพิ่งจะแซะวสันต์ออกไปได้ หลังจากปล่อยเป็นหอกข้างแคร่มานาน

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อสนธิและเครือข่าย -ควรบอยคอต งดซื้อ งดอ่าน งดดู งดการอุดหนุนสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ลงโฆษณากับASTV และสื่อเครือผู้จัดการ

หมายเลข2 สุทธิชัย หยุ่น - สุทธิชัยอาศัยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ฉวยโอกาสสนับสนุนอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกฯลากตั้งรอบ2 แล้วอ้างว่าสื่อไม่มีอิสระถูกรัฐทหารครอบงำ จึงชงเรื่องแจ้งเกิดทีวีเสรี แล้วตบเองกินเองด้วยการคว้าสัมปทานITVมาจากรัฐบาลอานันท์ ด้วยข้อเสนอจ่ายค่าสัมปทานแพงบรรลัย แต่ไม่มีปัญญาจ่าย แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีคุณหญิงฉุยฉาย(คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ภริยาจอมพลปฐมพงษ์ เกษรศุกร์)เกือบถวายพายให้หยุ่นสำเร็จ หากไม่โดนฝ่ายค้านขวางลำเอาไว้ทัน

ทำไมหยุ่นแค้นทักษิณ? -แต่ ในที่สุดทักษิณก็เข้ามาเทกโอเวอร์ITVไป ทำให้สุทธิชัยกับเครือเนชั่นคลั่งแค้น ตามเช็กบิลไม่เลิก(ทักษิณเคยตามรังควานหยุ่นแทบจนตรอกเหมือนกัน แม้ตกจอITVไปอยู่กับTTVสร้างแบรนด์NationChannelขึ้นมา และทำผิดกฎหมายด้วยการลอบส่งสัญญาณจากต่างประเทศเข้ามา หวังจะออกอากาศทั่วประเทศ แต่โดนกรมประชาสัมพันธ์ยุครัฐบาลทักษิณสกัดไว้ แค้นนี้จึงใหญ่หลวงนัก)


เครือข่ายสุทธิชัย -ลูกน้องของเขากระจายไปตามช่องต่างๆอย่างกนก รัตน์วงศ์สกุล ธีระ ธัญไพบูลย์ จอมขวัญ หลาวเพชร รวมทั้งเทพชัย หย่อง น้องชายของเขาที่ไปยึดกุมTPBS(หรือITVเก่า)เอาไว้แบบฟรีๆ มีรัฐบาลจ่ายเงินให้ปีละ2พันล้าน(เพื่อด่ารัฐบาลหรือฝ่ายทักษิณ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าสัมปทานซักแดงเดียวแบบITV) หรือลูกน้องเก่าอย่างสรยุทธ สุทัศนะจินดา หรือกรุณา บัวคำศรี(แกนนำ30กบฎITV)

จะเห็นว่าหลังรัฐประหาร19กันยา ค่ายสุทธิชัยได้ผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ เพราะสุทธิชัยเป็นคนสงขลาบ้านเดียวกับพล.อ.เปรม ซึ่งเปรมนั้นเป็นพวกจังหวัดสงขลาลิสซึ่ม ทำให้เขาได้เวลาตามทีวีช่องต่างๆมาก ทั้ง 3 5 7 9(ยกเว้น11) รวมทั้งTPBSทั้งช่อง และ"รับงาน"จากฝ่ายเปรม รวมทั้งชำระแค้นแต่หนหลังด้วย

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อสนธิและเครือข่าย -ควร บอยคอต งดอ่านสื่อเครือNATION งดดูหรืองดสนับสนุนทีวีในเครือNATIONทั้งNATION CHANNEL รายการทีวีที่มีเด็กในคาถาหยุ่นไปทำคือพวกเทพชัย กนก ธีระ จอมขวัญตามช่อง 3 5 7 9 TPBS และงดอุดหนุนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆที่สนับสนุนรายการเหล่านี้

หมายเลข3 เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง - เจิมศักดิ์ดังมาจากรายการมองต่างมุมทางช่อง11และมามีรายการทางช่อง9โดยก่อตั้ง บริษัทว็อตช์ด็อกขึ้น ในเบื้องต้นมีทักษิณร่วมถือหุ้น และอุดหนุนโฆษณาด้วย แต่ต่อมาแตกแยกกัน เพราะเจิมศักดิ์วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณแบบไม่ใช่มิตรแต่เป็นแบบศัตรูมากขึ้น


ทำไมเจิมศักดิ์แค้นแม้ว? -เพราะ ตอนทักษิณเป็นรัฐบาล เจิมศักดิ์ประเดิมจ้องวิจารณ์ทักษิณเป็นรายแรกๆ จนเขาต้องหลุดผังทั้งทีวี และวิทยุหลายรายการ ต้องหนีไปทำรายการทีวีกับASTVของสนธิลิ้ม และวิทยุ92.25ของประชัย เลี่ยวไพรัตน์

เครือข่ายเจิมศักดิ์ -เจิมศักดิ์มีมือขวาคือแม็ค-เถกิง สมทรัพย์ รองผอ.TPBS เถกิงเคยเป็นบก.หนังสือชุด"รู้ทันทักษิณ"ให้เจิมศักดิ์ ยิ่งตอนนี้เถกิง(ที่มีเจิมศักดิ์ยืนอยู่ข้างหลัง)มาผนึกกับเทพชัย หย่อง น้องชายของสุทธิชัยหยุ่น และหัวหน้ากบฎITVคือกรุณา บัวคำศรี(อดีตรองเลขาสนนท.ยุคปริญญา เทวานฤมิตกุล)มาทำTPBS ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจว่า ทำไมTPBSที่นำเงินจากภาษีบาปเหล้าบุหรี่ จึงได้เป็นปฏิปักษ์กับพวกทักษิณและเชียร์พันธมิตรออกนอกหน้า

นอกจาก นั้นเครือข่ายของเจิมศักดิ์ยังประกอบด้วยพรรคพวกจากว็อตช์ด็อก เช่น เกษมสันต์ วีระกุล พิรุณ ฉัตรวณิชกุล(สามีของชลธิรา สัตยาวัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต)วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ และนักข่าวสนามและระดับหัวหน้างานในTPBSอีกเพียบ

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อสนธิและเครือข่ายบอยคอตสื่อเครือเจิมศักดิ์ทั้งทางASTV 92.25 TPBS และงดอุดหนุนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ลงโฆษณากับรายการเหล่านี้

หมายเลข4ขรรค์ชัย มติชน - มูลเหตุมาจากขรรค์ชัยแค้นที่มีกระแสข่าวว่าอากู๋แกรมมี่-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม จะเข้ามาเทกโอเวอร์ โดยเชื่อว่าอากู๋มีทักษิณอยู่เบื้องหลัง เลยต้องเช็กบิล


เครือข่ายของขรรค์ชัย - ส่วนใหญ่เป็นคอลัมนิสต์ในเครือเช่นบุญเลิศ ช้างใหญ่ นงนุช สิงหเดชะ ซึ่งมีจุดยืนตามราวีพวกทักษิณและเชียร์รัฐประหาร เชียร์พธม.ตลอด แต่ระยะหลังเริ่มมีปัญหากับสนธิลิ้ม เพราะพันธมิตรไปคุกคามสื่อด้วยการกระชากตัวนักข่าวเครือมติชนประจำทำเนียบ ข่าวสดจึงเล่นงานกลับด้วยข่าวเชิงลบ ใหญ่สุดคือบทสัมภาษณ์พระเทพ"No,I don't think so, they do for themselfes."ทำให้สนธิประกาศคว่ำบาตรเครือมติชน ซึ่งทำให้เครือมติชนเริ่มมีบทบาทนำเสนอข่าวตรวจสอบพันธมิตร

ล่าสุดบุญเลิศเขียนบทความเรื่อง"สื่อคุกคามสื่อ และคุกคามประชาชน" พร้อมกับเหน็บว่าสภาการหนังสือพิมพ์ที่มีลูกน้องของสนธิเป็นประธานไม่ได้ทำ อะไรเลยในการที่สนธิคุกคามมติชน จนอยากให้เลิกสภาการนสพ.แล้ว ส่วนนงนุชนั้นเพิ่งกลับลำมาด่าสนธิลิ้มด้วยการเขียนบทความเรื่อง"จุดตายของ พันธมิตร คือการปิดกั้นเส้นทางขบวนเสด็จ"แต่ก็ยังอาลัยอาวรณ์อยากให้สนธิลิ้มกลับไป เหมือนเดิม คือเน้นทำลายทักษิณ ห้ามมาด่ามติชน

มติชนเป็นอีกค่ายที่ได้ผลประโยชน์จากรัฐประหาร19กันยาฯ สมหมาย ปาริจฉัตร ระดับบริหารคนหนึ่งได้รางวัลเป็นสนช. ส่วน"อาจารย์ป๋อง"พงษ์ศักดิ์ พยัควิเชียร ผู้บริหารมติชนอีกรายไปเป็นประธานบอร์ดอสมท. แต่ก็ยังดีที่ว่าไม่ได้ยอมยกช่อง9ให้ตามแรงปรารถนาของสนธิลิ้ม แต่ลิ้มก็ยังอุตส่าห์ส่งคนในคาถาคือวสันต์ ภัยหลีกลี้เข้ามาเป็นผอ.จนได้(ซึ่งเป็นเหตุให้ค่ายมติชนกับผู้จัดการขบ เหลี่ยมกันมาลึกๆถึงเวลานี้)

ล่าสุดมติชนเปิดศึก2ด้านกับฝั่งค่าย สำนักข่าวINNด้วย โดยกล่าวหาว่าINNนั่งเทียนเขียนข่าวลวงโลกว่าหลายประเทศยินดีต้อนรับให้ ทักษิณไปลี้ภัย หรือให้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นตามคำผู้บงการคือทักษิณ ทั้งที่ทักษิณไม่มีความเกี่ยวพันอะไรกับค่ายINNเลย แถมเป็นขมิ้นกับปูนกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนายทุนค่ายนี้คือUCOMคู่แข่งโทรมือถือ หรือสนธิญาณ หนูแก้ว คนก่อตั้งก็เคยเข้าไปยึดITVหลังรัฐประหาร19กันยาฯ


การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อค่ายมติชนควร ดูท่าที หากมติชนหันมานำเสนอข่าววิจารณ์พันธมิตรมากขึ้น หรือทำข่าวแบบกลางๆมากขึ้น ควรให้การสนับสนุนสื่อในเครือทั้งมติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ และสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ลงโฆษณาอุดหนุนในเครือนี้ แต่หากทำตัวเลวเมื่อไหร่ ก็ต้องบอยคอตเช่นกัน

หมายเลข5ประสงค์ สุ่นศิริ - อดีตเลขาธิการนายกฯยุครัฐบาลเปรม ต่อมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในยุคพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ต่อมาจำลองให้ประสงค์ออก แล้วไปทาบทามนักธุรกิจสื่อสารคือทักษิณมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศแทน ทำให้ประสงค์แค้นตามราวีทักษิณมาต่อเนื่อง โดยมีบทบาททางเปิดที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า บทบาททางปิดกับเครือข่ายชนชั้นนำโดยสุมหัวกันประจำที่ดุสิตธานี และพวกทหารสายเหยี่ยว และทหารแก่บนเวทีพันธมิตร

เครือข่ายประสงค์ -มี ประพันธ์ คูณมี คนใกล้ชิดของเขาเล่นบทในทางเปิดอยู่ในเวทีพันธมิตรประสานงานระหว่างเปรมกับ สายเหยี่ยวทั้งหลาย และฟากฝ่ายสนธิลิ้ม นอกจากนั้นมีวัชระ เพชรทอง อดีตนักศึกษาโข่งม.ราม ผู้เขียนหนังสือเชิดชูเชกูวาร่า ทำท่าเป็นฝ่ายซ้ายมาก่อน ตอนนี้ได้เป็นส.ส.ประชาธิปัตย์สมใจในการเลือกตั้งซ่อมหนล่าสุด


การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยประสงค์เสี้ยมและเครือข่าย-บอยคอตแนวหน้า และสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ลงโฆษณากับแนวหน้า งดเลือกเด็กในคาถาของประสงค์หากลงเลือกตั้ง

หมายเลข6 เปลว สีเงิน -หรือ โรจน์ งามแม้น เขาออกจากไทยรัฐของป๊ะกำพล วัชรพล มาก่อร่างสร้างตัวเอง และมีบทบาทเป็นฝ่ายค้านโจมตีทุกรัฐบาล ในยุคประชาธิปัตย์หนังสือพิมพ์สยามโพสต์ของเขาถูกคนของไตรรงค์ สุวรรณคีรี บุกไปคุกคาม ถูกฟ้องดำเนินคดีสารพัด ต้องเปลี่ยนหัวเป็นไทยโพสต์ในตอนนี้

ในยุคของทักษิณเขาถูกปิดกั้นทุกช่องทาง ทั้งการตลาด การจัดจำหน่าย แม้แต่การผลิต ซึ่งเดิมเคยได้เครดิตจากโรงพิมพ์สยามกีฬาของเฮียระวิ โหลทอง ต่อมาเฮียระวิถูกกดดันหนักจนต้องเลิกพิมพ์ให้เปลว ทำให้เปลวเปิดศึกกับทักษิณเป็นรายแรกๆ(ต่อมาเป็นเจิมศักดิ์ สุทธิชัย ขรรค์ชัย และสนธิในที่สุด แต่กรณีประสงค์นั้นเปิดศึกมานับแต่ทักษิณเสียบตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศแทน โน่นแล้ว)

เปลวมีบทบาทในการชำระหนี้แค้นกับทักษิณแบบไม่เข้าร่วมเวที พันธมิตรเต็มรูปแบบ หลายๆครั้งเขาเตือนสติพวกพันธมิตร รวมทั้งครั้งนี้ด้วยว่าควรหาทางลง ไม่ใช่ม็อบตะพึดตะพือ

เครือข่ายของเปลว - เปลวเป็นนักรบอิสระ หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีตนเอง เขาไม่ยอมเป็นลูกมือให้ใคร เป็นตัวของตัวเอง ดังจะเห็นได้ว่าเขาเปิดพื้นที่ไทยโพสต์ให้คนอย่าง"ใบตองแห้ง"(นามปากกาของ ถึกหนังXXX)คอยเหน็บแนมพันธมิตรได้อย่างเสรี

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อเปลวและเครือข่าย-เฝ้าระวัง

หมายเลข7 คนอื่นๆ เช่น

*อัญชลี ไพรีรักษ์ อดีตผู้อ่านข่าวช่อง7มาทำธุรกิจรายการวิทยุแล้วตามด่าทักษิณ เลยโดนปลดออกจากคลื่น หม้อข้าวโดนทุบจึงไปเข้าแก๊งกับเอกยุทธ อัญชัญบุตร ต่อมาก็มาประจำการที่เวทีพันธมิตร


*ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าว มีบทบาทหลักในการออกแถลงการณ์ด่าฝ่ายทักษิณ หรือฝ่ายประชาธิปไตย แต่ละเลยอีกฝ่าย มีเรื่องมาจากอากู๋แกรมมี่จะเข้าเทกโอเวอร์บางกอกโพสต์ที่ประดิษฐ์ทำงานอยู่ ประดิษฐ์เคยใส่เสื้อดำไปประท้วงในทำเนียบ ที่เขาทำงานเป็นนักข่าวประจำทำเนียบอยู่

อย่างไรก็ดีประดิษฐ์ยังมี ข้อดีคือไม่รับใช้นักการเมืองฝ่ายใด บทบาทของเขาในสมาคมระยะหลังเป็นไปในทางสร้างสรรค์ คือร่วมมือกับสถาบันพระปกเกล้าจัดกิจกรรมสานสนทนาเพื่อยุติวิกฤตการณ์ทางการ เมืองขึ้น ซึ่งถือเป็นแง่มุมที่ควรชื่นชม


*สมชาย แสวงการ และสนธิญาณ หนูแก้ว กับเครือINN พวกนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสนง.ทรัพย์สิน และค่ายUCOM ช่วงท้ายๆก่อนทุบITVทิ้งแปรสภาพมาเป็นTPBSมีการส่งสนธิญาณเข้าไปยึดITVแต่ ถูกต่อต้าน จึงเกิดการยุบITVตามมา และแปรสภาพเป็นTPBS แต่ก็ไปเข้าทางพวกหยุ่นอีกครั้ง(ซ้ำรอยตอนประมูลITVที่สนธิญาณก็แพ้ทางหยุ่น มาหนหนึ่งแล้ว)ล่าสุดค่ายINNโดนค่ายมติชนกล่าวหาว่ารับใช้ทักษิณกุข่าวลวง โลกเรื่องมีหลายประเทศพร้อมให้ที่พักพิงแก่ทักษิณ

ทั้งที่ทักษิณไม่ มีความเกี่ยวพันอะไรกับค่ายINNเลย แถมเป็นขมิ้นกับปูนกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนายทุนค่ายนี้คือUCOMคู่แข่งโทรมือถือ หรือสนธิญาณ หนูแก้ว คนก่อตั้งก็เคยเข้าไปยึดITVหลังรัฐประหาร19กันยาฯ ส่วนสมชาย แสวงการ ได้รางวัลเป็นสนช. และสว.ลากตั้งที่มีบทบาทแถวหน้ากับกลุ่ม40สว.ที่มีรสนา โตสิตระกูล และคำนูณเป็นตัวหัวโจก


*มัลลิกา บุญมีตระกูล - มัลลิกา เคยเป็นลูกน้องกินเงินเดือนทักษิณในITV แจ้งเกิดที่ITV เคยโดนปชป.ล้อมกรอบตอนทำข่าวปชป.ด้วยข้อหาว่าทำข่าวเข้าข้างทักษิณ มติชนเคยเชิดชูให้เป็นนักข่าวสาวเหล็ก ในภายหลังมัลลิกามีเรื่องกับทีมITVยุคท้ายๆจึงลาออกก่อนITVโดนยุบไม่นาน ไปลงเลือกตั้งกับพรรคเสธ.หนั่น เป็นลูกน้องใกล้ชิดเสธ. ทำงานตามใบสั่งเสธ. เมื่อเสธ.ไม่เอาแม้ว "ติ่ง"มัลลิกาก็ไม่เอาตามนาย ตอนนี้ปักหลักด่าพวกทักษิณอยู่วิทยุคลื่น105ตอนเย็นๆกับทนายวันชัย

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อสื่อตามข้อ7 - เฝ้าระวังในกรณีของค่ายINN,ประดิษฐ์(สมาคมนักข่าว),และINN แต่ควรบอยคอตอัญชลี กับมัลลิกา ด้วยการงดฟัง งดเสพ งดอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ลงโฆษณาด้วย

***** หากคุณเชื่อว่าใครควบคุมข้อมูลข่าวสารไว้ในมือได้ ผู้นั้นก็คือฝ่ายควบคุมอำนาจ จงอย่าเพิกเฉย จงอย่าบอกว่า"ไม่เป็นไร" แต่จงถือเป็นภารกิจที่คุณก็มีส่วนร่วมได้ง่ายมากๆ เพียงแค่ชูธงประชาธิปไตยให้สูงเด่น ร่วมพลังประชาชาติไทยทั้งมวลขจัดเหลือบวงการสื่อ ลุกฮือบอยคอตทั่วประเทศ เริ่มแล้ววันนี้ที่ตัวคุณเอง!!(หมายเหตุ:ไทยอีนิวส์ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆถ้าคุณ จะเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปให้กว้างไกลที่สุด และก่อผลสะเทือนโดยไวที่สุด ทุกสื่อทุกช่องทางที่คุณทำได้*****

ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๑


โดย ที่เจ้าของ ผู้ประกอบการ บรรณาธิการ และผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ทั้งหลายได้พร้อมใจกัน สถาปนาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ให้เป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่ควบคุมกันเอง เพื่อส่งเสริมเสรีภาพ ความรับผิดชอบ สถานภาพผู้ประกอบวิชาชีพและกิจการหนังสือพิมพ์ ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนสิทธิการใช้สื่อหนังสือพิมพ์ เพื่อการรับรู้ข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยส่งเสริมให้หนังสือพิมพ์ทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่ประชาชน รวมทั้งยึดถือความยุติธรรม และความเที่ยงธรรมเป็นหลักในการประกอบวิชาชีพ อาศัยความตามข้อ ๕ (๑) และข้อ ๑๔ (๔) แห่งธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๐ คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้ตราข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ไว้ดัง ต่อไปนี้

หมวด ๑
หมวดทั่วไป

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ พ.ศ.๒๕๔๑”
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้ "ข่าว" หมายถึง เนื้อข่าว ความนำหรือตัวโปรย พาดหัวข่าว ภาพข่าว และคำบรรยายภาพข่าว"หนังสือพิมพ์" หมายถึง หนังสือพิมพ์ตามธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๐ ข้อ ๓"ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์" หมายถึงผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ตามธรรมนูญสภา การหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๓

หมวด ๒
จริยธรรมของหนังสือพิมพ์

ข้อ ๔ หนังสือพิมพ์ต้องยึดถือข้อเท็จจริง ความถูกต้องแม่นยำและความครบถ้วน
ข้อ ๕ หนังสือพิมพ์ต้องนำเสนอข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือ หมู่คณะ
ข้อ ๖ หนังสือพิมพ์ต้องแสดงความพยายาม ในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
ข้อ ๗ หนังสือพิมพ์ต้องไม่แต่งเติมเนื้อหาสาระของข่าว จนคลาดเคลื่อนหรือเกินจากความเป็นจริง
ข้อ ๘ หนังสือพิมพ์ ต้องละเว้นการเสนอข่าวเพราะความลำเอียง หรือมีอคติจนเป็นเหตุให้ข่าวนั้นคลาด เคลื่อนหรือเกินจากความเป็นจริง
ข้อ ๙ หนังสือพิมพ์ต้องไม่สอดแทรกความคิดเห็นลงในข่าว
ข้อ ๑๐ เมื่อคัดลอกข้อความใดจากหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ต้องบอกที่มาของข้อความ นั้น
ข้อ ๑๑ การเสนอข่าวที่มีการพาดพิง อันอาจเกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือองค์กรใด ๆ ต้องแสดงถึงความ พยายามในการเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาแสดงข้อเท็จจริงด้วย
ข้อ ๑๒ ในกรณีที่มีการเสนอข่าวผิดพลาด หนังสือพิมพ์ต้องลงพิมพ์แก้ไขข้อผิดพลาด ดังกล่าวโดยไม่ชักช้า
ข้อ ๑๓ หนังสือพิมพ์ต้องไม่เสนอข่าวโดยเลื่อนลอยปราศจากแหล่งที่มา พึงระบุชื่อบุคคลที่ให้สัมภาษณ์
หรือ ให้ข่าวอย่างเปิดเผย เว้นแต่จะมีเหตุอันควรปกปิดเพื่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของแหล่งข่าว และต้องเป็น ประโยชน์ต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของสาธารณชน
ข้อ ๑๔ หนังสือพิมพ์ต้องปกปิดชื่อและฐานะของบุคคลที่ให้ข่าวไว้เป็นความลับ หากได้ให้คำมั่นแก่แหล่ง ข่าวนั้นไว้ หนังสือพิมพ์ต้องปกปิดนามปากกาหรือนามแฝงที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไว้ เป็นความลับ
ข้อ ๑๕ ในการเสนอข่าวหรือภาพใด ๆ หนังสือพิมพ์ต้องคำนึงมิให้ล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ บุคคลที่ตกเป็นข่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องให้ความคุ้มครองอย่างเคร่งครัดต่อสิทธิมนุษยชนของเด็ก สตรีและผู้ด้อย โอกาส ในการเสนอข่าวตามวรรคแรกต้องไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์หรือโศกนาฏกรรมอัน เกิดแก่เด็ก สตรีและผู้ ด้อยโอกาสนั้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง
ข้อ ๑๖ การพาดหัวข่าวและความนำของหนังสือพิมพ์ ต้องไม่เกินไปจากข้อเท็จจริงในข่าวและต้องสะท้อน ใจความสำคัญหรือเนื้อหาหลักของข่าว
ข้อ ๑๗ หนังสือพิมพ์จะต้องไม่เสนอภาพข่าวที่อุจาด ลามกอนาจาร หรือน่าหวาดเสียวโดยไม่คำนึงถึงความรู้ สึกของสาธารณชนอย่างถี่ถ้วน
ข้อ ๑๘ ในการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์ หนังสือพิมพ์ต้องให้ความเที่ยงธรรมแก่ฝ่ายที่ถูก พาดพิงเสมอ
ข้อ ๑๙ ข้อความที่เป็นประกาศโฆษณา ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ ต้องแสดงให้เห็นชัดว่าเป็นประกาศ โฆษณา จะแอบแฝงเป็นการเสนอข่าวหรือความคิดเห็นมิได้

หมวด ๓
จริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์

ข้อ ๒๐ ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ต้องไม่ประพฤติปฏิบัติการใดๆ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติ ศักดิ์แห่งวิชาชีพ
ข้อ ๒๑ ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ต้องไม่อวดอ้างหรืออาศัยตำแหน่งหน้าที่ เพื่อเรียกร้องสิทธิหรือผล ประโยชน์ใด ๆ ที่ไม่ชอบธรรม
ข้อ ๒๒ ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ต้องละเว้นการรับอามิสสินจ้างอันมีค่า หรือผลประโยชน์ใดๆ เพื่อ ให้กระทำการหรือไม่กระทำการใดอันจะขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ประชาชน ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง รอบด้าน
หมวด ๔แนวปฏิบัติของหนังสือพิมพ์และผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์
ข้อ ๒๓ ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ พึงละเว้นการรับอภิสิทธิ์ หรือตำแหน่ง เพื่อให้กระทำการ หรือไม่ กระทำการใดอันจะขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูล ข่าวสารอย่างถูกต้องรอบด้าน
ข้อ ๒๔ การเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ พึงตระหนักถึงความสำคัญของข่าวต่อสาธารณชนและไม่เสนอข่าว ในทำนองชวนเชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
ข้อ ๒๕ การได้มาซึ่งข่าวสาร หนังสือพิมพ์พึงใช้วิธีที่สุภาพและซื่อสัตย์
ข้อ ๒๖ ในการแสดงความคิดเห็น หนังสือพิมพ์พึงกระทำโดยบริสุทธิ์ใจ และไม่มีพันธะกรณีอื่นใด นอก จากมุ่งปฏิบัติหน้าที่เพื่อสาธารณชน โดยไม่ยอมให้อิทธิพลอื่นใดมาครอบงำความคิดเห็น
ข้อ ๒๗ หนังสือพิมพ์ พึงละเว้นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เว้นแต่กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ข้อ ๒๘ หนังสือพิมพ์พึงใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบ ให้ประกาศโฆษณาทั้งหลายอยู่ภายในขอบเขต ของศีลธรรมและวัฒนธรรม หนังสือพิมพ์พึงระมัดระวังที่จะไม่เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ประกาศโฆษณา ที่น่า สงสัยว่าจะเป็นภัยแก่สังคมหรือสาธารณชน
ข้อ ๒๙ หนังสือพิมพ์พึงหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ประกาศโฆษณาที่มีเหตุให้น่าเชื่อว่า เจ้าของประกาศโฆษณา นั้น เจตนาจะทำให้ผู้อ่านหลงเชื่อในสิ่งที่งมงาย
ข้อ ๓๐ ภาษาที่ใช้ในหนังสือพิมพ์พึงหลีกเลี่ยงคำที่ไม่สุภาพ หรือมีความหมายเหยียดหยาม

ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
นายมานิจ สุขสมจิตร
ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

ที่มา สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

จรรยาบรรณหนังสือพิมพ์
เพื่อให้สถาบันหนังสือพิมพ์ เป็นที่เชื่อถือของประชาชนจึงเห็นสมควรกำหนด จรรยาบรรณ ของผู้ประกอบวิชาชีพ หนังสือพิมพ์ ขึ้น ดังต่อไปนี้

1. การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์เป็นภาระกิจอันมีความสำคัญ เหนืออื่นใด สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์
2. การเสนอข่าว ภาพ หรือการแสดงความคิดเห็น ต้องเป็นไปด้วยความสุภาพ สุจริต ปราศจากความมุ่งหวังในประโยชน์ส่วนตน หรือ อามิสสินจ้างใดๆ
3. การเสนอข่าว ต้องเสนอแต่ความจริงพึงละเว้นการต่อเติมเสริมแต่งหากปรากฎว่าข่าวใดไม่ตรงต่อความจริง ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว
4. การที่จะให้ได้ข่าว ภาพหรือข้อมูลอย่างใดๆมาเป็นของตน ต้องใช้วิธีการที่สุภาพ และซื่อสัตย์
5. ต้องเคารพต่อความไว้วางใจ ที่ได้รับมอบหมาย จากการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของตน
6. ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยถือเอาสาธารณประโยชน์ เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตน โดยถือเอาสาธารณประโยชน์ เป็นสำคัญ ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ แสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือหมู่คณะโดยมิชอบ
7. ต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการบั่นทอนเกียรติคุณของวิชาชีพ หรือ ความสามัคคี ของเพื่อนร่วมวิชาชีพ

ประกาศ ณ วันที่ 21 สิงหาคม พุทธศักราช 2519
---------------------------------------------------------------


Society of Professional Journalists: Code of Ethics
Seek Truth and Report It
Journalists should be honest, fair and courageous in gathering, reporting and interpreting information.

Minimize Harm
Ethical journalists treat sources, subjects and colleagues as human beings deserving of respect.

Act Independently
Journalists should be free of obligation to any interest other than the public's right to know.

Be Accountable
Journalists are accountable to their readers, listeners, viewers and each other.

Click to see more detail




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2551 15:56:18 น.
Counter : 271 Pageviews.  

อมร อมรรัตนานนท์ คนหน้าด้านขโมยบล็อก

คนหน้าด้านชื่อ “อมร อมรรัตนานนท์”
เขียนบทความชื่อ “ฤาจะให้หยุดลมหายใจชั่วคราว หากสังคมไทย ยังเป็นเช่นนี้?”
ในคอลัมน์ ฅ.เลือกข้าง
ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 หน้าที่ 13
โดยลอกข้อความบางส่วนไปจากบทความของคุณคิ้วหนาหรือคุณรองเท้าสีส้มแห่งโต๊ะห้องสมุด ณ พันทิป ที่เขียนไว้ในบล็อกข้างล่างนี้

Blogของคุณคิ้วหนา

กระทู้ร้องเรียนที่โต๊ะห้องสมุด ณ พันทิป

การหายไปของคอลัมน์ “ฅ. เลือกข้าง”ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 18 และ 25 พฤษภาคม 2550 ไม่ได้มีนัยยะหรือเป็นการแสดงความรับผิดชอบ อย่างที่เราพยายามจะมองโลกในแง่ดี

เพราะเมื่อ1 มิถุนายน 50 มันกลับมายึดพื้นที่ขนาดครึ่งหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง

สรุปว่า ไม่มีการขอโทษ ไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดใดทั้งสิ้น ทั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและเจ้าของบทความที่ชื่อ “อมร อมรรัตนานนท์” ทำทุกอย่างเป็นปกติ เหมือนไม่มีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น

4 มิถุนายน 50 ครบรอบ 1 เดือนของเหตุการณ์โจรปล้นบล็อกเป็นการครบรอบ 1 เดือนที่ตอกย้ำให้เรารู้ชัดว่า…
อย่าไปให้ค่าอะไรกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและคอลัมนิสต์ผมสีดอกเลาคนนี้อีกเลย

“ฤาจะไม่ต้องคิด ไม่ต้องเขียนอะไรใหม่ๆ หากสังคมไทย ยังเป็นเช่น (อมร อมรรัตนานนท์) นี้?”




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2551 15:15:25 น.
Counter : 600 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.