ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอน10+11):แทงกั๊กสไตล์ไทยรัฐมีตั้งแต่เหลืองอื๋อไปยันแดงแปร๊ด

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทย และบ้านตุลาไทย
20 ตุลาคม 2551

เปิดโฉมสิริอัญญาผู้เขียนบทความหมิ่นเหม่“โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”ลงผู้จัดการกระบอกเสียงพันธมิตร ที่แท้คือไพศาล พืชมงคล ฝ่ายซ้ายเก่าคนแต่งเพลงศักดิ์ศรีกรรมกรที่มีวรรคทองว่า"ปวงนายทุนขุนศึกศักดินา มันกดขี่บีฑากินเลือดเรา เอ้าเอาพวกเราโค่นล้มมันเถิดเอย" เผยคนร้องและวง"คนจน"ถูกสังหารยุค6ตุลา19 แต่คนแต่งรอดมาเขียนประกาศคณะปฏิวัติ19กันยา49 แถมส่งน้องชายเป็นการ์ดใกล้ชิดสนธิลิ้ม ล่าสุดร่วมก๊วนซ้ายเก่าที่เคยคิดโค่นล้มสถาบันนำสถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างความแตกแยกร้าวฉานให้ประเทศชาติ

ประนามานุกรมบุคคลอันตรายสำหรับประชาธิปไตย:ไพศาล พืชมงคล

ปฏิบัติการตอกลิ่มล่าสุดของสื่อเครือผู้จัดการ กระบอกเสียงของพันธมิตรต่อสังคมไทยคือการเขียนบทความหมิ่นเหม่ว่า"โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”โดยอ้างกรณีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถไปพระราชทานเพลิงศพ"น้องโบว์"เมื่อ13ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ถูกวิจารณ์วิจารณ์อย่างมาก แม้แต่ผู้อ่านของผู้จัดการเอง

สำหรับสิริอัญญาผู้เขียนบทความนี้เป็นนามปากของนายไพศาล พืชมงคล นามปากกาสิริอัญญานำมาจากชื่อภรรยาของเขา นายไพศาลเป็นเจ้าของสำนักกฎหมายธรรมนิติ ได้ชื่อว่าเป็น"ฝ่ายซ้ายเก่า"หรือผู้นิยมเลื่อมใสลัทธิสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ผู้หนึ่ง โดยหลังเหตุการณ์14ตุลาคม 2516 ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้แทรกซึมเข้ามายังขบวนการนักศึกษาและกรรมกร นายไพศาลได้ตั้งวงดนตรี “คนจน” เพื่อหนุนช่วยงานกรรมกร และเป็นผู้แต่งเพลงศักดิ์ศรีกรรมกรอันโด่งดัง เป็นนักเขียนบทความตั้งแต่เป็นนักศึกษา หลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นผู้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายคือ “อธิปัตย์” และ “ประชาธิปไตย"


เพลงศักดิ์ศรีกรรมกร

(สร้อย) เสียงครวญของมวลกรรมกร
ใช่เสียงอ้อนวอนขอความปรานี
แต่เป็นเสียงเพื่อสิทธิ์เสรี
ที่ถูกย่ำยีกดขี่มานาน

อาบเหงื่อแทนน้ำเช้าค่ำ
ทนลำบากยากเข็ญ
ชีวีเราแสนเศร้าลำเค็ญ
มองไปไม่เป็นดังเช่นคน
ผอมซูบโซโอ้อับจน
ผองเราทุกคนต้องสู้เพื่อเสรี
(สร้อย)
ทำงานทุกวันขันกล้า
ค่าเลี้ยงชีพไม่พอ
ลูกและเมียร้องเรียกหาพ่อ
หิวข้าวตัวงอระงมไป
ดวงเดือนดาวพราวสดใส
แม้สอยกินได้ จะสอยไว้ให้ลูกกิน
(สร้อย)
หยาดเหงื่อไหลรินสรรค์สร้าง
ทั่วโลกกว้างงามตา
ปวงนายทุนขุนศึกศักดินา
มันกดขี่ บีฑา กินเลือดเรา
ทำเท่าไรได้พวกเขา
เอ้าเอา พวกเราโค่นล้มมันเถิดเอย
(สร้อย)
กรรมกรจงรวมกันเข้า
ร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณ
สามัคคีน้องพี่คนงาน
ร่วมแรงฝ่าฟันไม่พรั่นใคร
แอกบนบ่าปลดออกไป
สร้างความเป็นไท สดใสนิรันดร
(สร้อย)

เพลง ศักดิ์ศรีกรรมกร นี้ปรากฏครั้งแรกในหลังยุค 14 ตุลา2516 เมื่อ ปี 2517 แสดงครั้งแรกโดย วงดนตรีคนจน ณ โรงงานย่านอ้อมน้อย ขับร้องครั้งแรกโดย นิรุตติ์, จำนูญ, ระพิน และ แอ๋ว วงดนตรีเฉพาะกิจวงนี้ร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวชุมนุมของผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร -ปริมณฑล และ สลายตัว ไปหลังเหตุการณ์ วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจาก จำนูญ สมาชิกคนสำคัญ ถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นไม่นาน แอ๋ว ก็ ถูกยิงเสียชีวิต ส่วน ระพิน สมาชิกอีกคนหนึ่ง หายสาบสูญ แต่ไพศาลที่เป็นคนแต่งเหลือรอดมาเขียนบทใหม่และอุดมการณ์ใหม่คือ"โอ้ว่าทูลกระหม่อมแก้วฯ"

น้องไพศาล-ไพศาลส่งนายพิธาน พืชมงคล เป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยใกล้ชิดที่สุดให้สนธิ ลิ้มทองกุลมา 3 ปีแล้วนับแต่สนธิก่อกลียุคขึ้นในบ้านเมืองเป็นต้นมา สะท้อนสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นของทั้งสอง

อย่างไรก็ตามต่อมาไพศาลมาทำงานให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นักปราบคอมมิวนิสต์ และมาเขียนบทความให้ผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล เขายังส่งนายพิธาร พืชมงคล เป็นบอดี้การ์ดใกล้ชิดที่สุดให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำสูงสุดของพันธมิตร ต่อมาในการรัฐประหาร19กันยายน 2549 ไพศาลเป็นคนเขียนแถลงการณ์คณะรัฐประหารฉบับแรกๆจากการเปิดเผยของคำนูณ สิทธิสมาน และเขาได้ตบรางวัลเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสายของนายสนธิ ลิ้มทองกุลด้วย

ไพศาลก็เช่นเดียวกับฝ่ายซ้ายเก่าจำนวนมากรอบตัวนายสนธิ ไม่ว่าจะเป็นคำนูณ สิทธิสมาน สำราญ รอดเพชร ประพันธ์ คูณมี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พิภพ ธงชัย อมร อมรรัตนานนท์ กระทั่งแจ๊ค-วัชระ เพชรทอง และสุริยะใส กตะศิลา ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยสมาทานอุดมการณ์สังคมนิยม หรือแม้แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เคยประกาศจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์มาก่อน แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป พวกเขากลับเชิดสถาบันขึ้นบังหน้าแล้วนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดปฏิปักษ์ทางการเมือง รวมทั้งกำจัดอำนาจของประชาชนไทยที่ต้องการประชาธิปไตย แล้วนำบ้านเมืองถอยหลังลงคลองด้วยการเมืองโควต้า70:30

*อ่าน “โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”ที่สิริอัญญาเขียน คลิ้กที่นี่

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
7 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

ตอนนี้ว่าด้วยคอลัมนิสต์ไทยรัฐ ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ชี้เป็นชี้ตาย จิกหัวใครด่าไอ้นั่นต้องกลายเป็นโจร เชียร์ใครก็กลายเป็นเทวดา พวกนี้มันเป็นใคร อยากรู้ก็ล้อมวงกันเข้ามา

สมชัย กตัญญุตานันท์(ชัย ราชวัตร)

เริ่มทำงานด้านหนังสือโดยการเป็นฝ่ายศิลป์ให้หนังสือกีฬา ชื่อ เดอะเกม และหนังสือพิมพ์การเมือง ชื่อ ธงไชย และหนังสือพิมพ์มหาราษฎร์ ซึ่งชัยได้เริ่มต้นการเขียนการ์ตูนการเมืองชิ้นแรก ชื่อ “ใครจะเอากระพรวนไปแขวนคอแมว” จากนั้นได้วาดภาพประกอบ 'งิ้วการเมือง' ข้อมูลจากwiki

ชัย ราชวัตร แกสร้างชื่อสมัย6ตุลาครับ ก็เหมือนๆคนหนังสือพิมพ์เอียงซ้ายทั่วไปที่เห็นอกเห็นใจคนยากจน ต่อต้านชนชั้นปกครอง พื้นเพชัยเป็นคนอุบล ก็จะเก็ตเรื่องชนชั้นง่ายหน่อย แกก็สร้างตัวละครไอ้บักจ่อยเป็นตัวแทนของชาวบ้านที่โง่ จน เจ็บ เซอะซะถูกเอาเปรียบ แต่ก็ออกแนวศรีธนญชัยในการแก้เผ็ดชนชั้นปกครอง แล้วผู้ใหญ่มาก็เป็นตัวแทนของชนชั้นปกครอง แต่ก็เป็นชนชั้นปกครองที่ไม่ได้กดขี่ขูดรีด คือเป็นตัวประสานระหว่างทางการกับคนบ้านๆแบบไอ้บักจ่อย

ตัวละครชุดนี้ก็เลยดังมาก ถึงขั้นเคยเอาไปสร้างเป็นหนังของพวกที่เคยทำหนังครูบ้านนอก ก็ล้านแล้วจ้ามาแล้ว

ดังมากๆเข้าชัยก็ไปเข้าตาผู้ใหญ่ เลยได้ไปวาดการ์ตูนพระมหาชนก ตอนนั้นมีปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา(ย้อนขึ้นไปอ่านที่ผมเขียนไว้)เป็นแม่งานโต้โผ ชัยก็เข้าไปรับงาน แล้วก็ต้องฟังบรี๊ฟจากท่านผู้พระราชนิพนธ์ใกล้ชิดมาก ก็ทำให้ชัยค่อยๆเคลื่อนจุดยืนมาเรื่อยๆ

หลังๆตัวละครไอ้บักจ่อยเลยไม่ค่อยมีบทบาท อาจเพราะว่ามันโง่ ขายเสียง คลั่งเหลี่ยม ชัยก็สร้างตัวละครใหม่เป็นชนชั้นกลางมีอายุพอสมควร ตื่นเช้ากินกาแฟดูข่าว สายขับรถไปทำงานออฟฟิศ ไปออฟฟิศก็นั่งด่าพวกรากหญ้าว่างี่เง่า ว่าเหลี่ยมกระหลั่วสั่วตีน


ลม เปลี่ยนทิศ

ลมเปลี่ยนทิศตามการเมือง-ลม เปลี่ยนทิศ หรือ ใต้ฝุ่น เป็นนามปากของสันติ วิริยะรังสฤษฏ์ เขายังเป็นเจ้าของนิตยสารการเงินการธนาคารอีกด้วย เลยได้พื้นที่คอลัมน์เขียนเชียร์หนังสือตัวเองไปในตัว

ทั้งยังอาศัยเส้นสายความเป็นเจ้าของการเงินการธนาคาร และเจ้าของนามปากกาบิ๊กเนม ไปเป็นเจ้าของงานMoney expoอีกด้วย โดยได้อาศัยทางกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์ แบงก์ต่างๆ บริษัทโบรกเกอร์เปิดงานชวนคนมาเล่นหุ้น หรือกองทุน จัดมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ก็เพิ่งจัดไปหมาดๆ

เขายังเป็นเจ้าของนามปากกาใต้ฝุ่นเขียนคอลัมน์สังคมหน้า4ไทยรัฐด้วย

ด้วยความที่เป็นนักธุรกิจด้วย เป็นคอลัมนิสต์ด้วยก็เลยทำให้ใต้ฝุ่น หรือลม เปลี่ยนทิศต้องอิงๆกับใครก็ตามที่เป็นรัฐบาลแหละนะครับ เพราะมันไปเกี่ยวกับการทำมาหากินของเขา

กิเลน ประลองเชิง

เป็นนามปากกาของประกิต หลิมสกุล สมัยก่อนใช้นามปากกาทแกล้ว ภูกล้าจนโด่งดัง พอป๊ะกำพลเจ้าของไทยรัฐตายก็ออกไปร่อนเร่ในยุทธจักรอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหวนคืนไทยรัฐมาใช้นามปากกานี้ครับ ผมรู้จักมักคุ้นพี่ประกิตในระดับหนึ่ง แกเป็นคนอัธยาศัยใจคอดีทีเดียว ชอบไปทางพระทางเจ้า พระเครื่องอะไรงี้ แกเป็นคนสมถะนะ อันนี้หมายถึงสมัยที่รู้จักกัน แกเป็นคอลัมนิสต์ใหญ่ขนาดนี้ก็ยังไม่มีรถส่วนตัวใช้(แต่ตอนนี้ไม่รู้ยังไงนะ ผมไม่ได้เจอแกนานพอสมควร)

ผมว่าก็เหมือนคอลัมนิสต์แก่ๆทั่วไป คือไม่รู้จักทำการบ้าน ไม่รู้จักหาข่าว เขียนตามใจกูเป็นหลัก กูรักปชป.กูเกลียดเหลี่ยม ก็จะเขียนงี้แหละ มึงมีปัญหาอะไรกับกู....ไทยรัฐเค๊าก็ให้อิสระ ถือว่ายกเนื่อที่สัมปทานให้ทำมาหาแดกไป แต่เวลาจะรวมการเฉพาะกิจตีเมืองขึ้น ก็ต้องรับงานนายด้วยอะไรยังงี้

แม่ลูกจันทร์

เป็นปลายปากกาจากอารมณ์ขันของชูพงศ์ มณีน้อยครับ แต่ก่อนแกเขียนนี่แม่งฮาก๊ากทุกเม็ด พักหลังๆนี่ไม่ค่อยฮาหวะ

กระสุนทอง

เป็น นามปากกาของสุนทร คันธพิศาล เขาไม่ค่อยเล่นบทตัวทางเปิด แต่เป็นอันรู้ว่าคนผู้นี้เขียนคอลัมน์สังคมหน้า4ไทยรัฐ ปกติกระสุนทองจะสมคบกับพวกกํวน18อรหันต์อย่างพวกพญาไม้,บารอน,ตรีศูล,มดคัน ไฟ อะไรอย่างนี้ไปกินข้าวเย็นกับพวกนักการเมือง ทหาร ผู้ใหญ่แวดวงต่างๆ เป็นที่มาของข่าววงในมั่ง หรือพวกคอลัมนิสต์อรหันต์เหล่านี้จะกำหนดทิศทางของบ้านเมืองว่าจะไปทางไหน จะตีเมืองขึ้นใคร หรือจะเชียร์ใครให้ล้ำเลิศเป็นเทวดา

กระสุนทองเลยนับเป็นคอลัมนิสต์ 18 อรหันต์อีกคนในวงการ

สายล่อฟ้า

สายล่อฟ้า เป็นนามปากของ ลิขิต จงสกุล ที่เขียนสับรางวันอาทิตย์ในไทยรัฐนะฮะ

สายล่อฟ้าก็เริ่มต้นที่รายวันหัวขาวดำคือมาตุภูมิ ของชัชรินทร์ ตอนหลังก็มาอยู่ไทยรัฐ เป็นเขยไทยรัฐแล้วก็เป็นบอร์ดไทยรัฐ เขาเรียนรัฐศาสตร์ เชียงใหม่รุ่นเดียวกับเมพเมือกครับ ก็คงมีใจให้กันไม่น้อย

แต่ความที่เรียนรัฐศาสตร์รุ่นเดียวกับเมพเมือก มันก็ปลูกฝังกันด้วยระบบโซตัส หรือซิเนียริตี้ให้รักเพื่อน ถึงเพื่อนจะเหี้ยยังไงก็พวกกู เอาพวกไว้ก่อน ก็ไม่แน่ลิขิตอาจพอมีใจให้เมพเมือกมั่ง แต่ว่าสมัยไทยรัฐถล่มเมพเมือกสปก.นี่ลิขิตก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่หรอกนะ

ส่วนเสี่ยจ้อนนี่มันถึงลูกถึงคนกับพวกนักข่าวนะ ไอ้นี่สมัยลงเล่นการเมืองใหม่ๆมันบุกไปเยี่ยมถึงทุกโรงพิมพ์ กราบงกๆให้ช่วยเชียร์มันหน่อย มันบอกสู้กับเจ้าพ่อเมืองเพชรคือพี่แป๋ง ผมเองยังเคยหลงเชียร์มันด้วยความสงสารมาแล้ว ก็คิดดู

ว่าไปแล้วมาตุภูมินี่มีอายุซัก3-4ปีเองนะครับ แต่นักข่าวที่เริ่มที่นั่น และยังมามีชื่อเสียงในวงกามตอนนี้ก็หลายคน นอกจากสายล่อฟ้าแล้วก็ยังมีฉลามเขียว-วีรจักร ก้อนทอง ที่เคยเขียนหน้า3ไทยรัฐนี่อีกคน เข้าใจว่า"งานเข้า"เลยโดนปลดพ้นหน้า3ไป

ลิขิตนี่เขาเป็นเขยไทยรัฐอ่ะนะ
เขาจะเขียนสับรางวันอาทิตย์ ก็ไม่ค่อยมีอะไรลึก ไปเรื่อยๆเปื่อยๆ ผมว่าเขาน่าจะคุมวิเคราะห์ข่าวหน้า3วันอาทิตย์ด้วย ก็จะไปตามกระแสเป็นหลัก ก็สไตล์ไทยรัฐคือไม่แหลมคม แบบบ้านๆแล้วก็ไปตามกระแสซะมาก


นอกนั้นที่คุ้นๆชื่อกันก็มีสำราญ รอดเพชร โฆษกเวทีเหี้ยเหลือง, สุนันท์ ศรีจันทรา พิธีกรรายการหุ้นที่ชอบด่าเหลี่ยมเป็นอาชีพหลัก, อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ บก.กรุงเทพธุรกิจ, พงษ์ศักดิ์ ศรีสด บก.เนชั่นสุดสัปดาห์, นาตยา เชษฐ์โชติรส หัวหน้าข่าวบางกอกโพสต์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวเมื่อปีกลาย, คมทวน คันธนู-อัศศิริ ธรรมโชติ กวี/นักเขียนซีไรต์, เหยี่ยวถลาลม-มติชน,วงศ์ ตาวัน-ข่าวสด, ณรงค์ ชื่นชม เจ้าของรายการกรองสถานการณ์ ช่อง 11, อายุษ ประทีป ณ ถลาง อดีตบก.แนวหน้า และอดีตบก.ข่าวไทยโพสต์, สุรวิชช์ วีรวรรณ-ผู้จัดการ, ปาริชาติ ประคองจิตร์ เป็นอาทิ




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2552 18:08:39 น.
Counter : 553 Pageviews.  

ล้วงไส้นักเขียนการ์ตูนการเมือง+บุคลากรสื่อฝั่งเสื้อแดง+เสื้อขาวกันบ้าง

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
7 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

สมชาย กรุสวนสมบัติ

ซูม เป็นนามปากกาของสมชาย กรุสวนสมบัติ ขรก.สภาพัฒน์ เข้าใจว่าแกมาเกษียณในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาสภาพัฒน์ ยุคดร.สุเมธหรือเปล่าผมก็เลือนๆ

พี่ซูมเขียนคอลัมน์เหะหะพาทีในไทยรัฐมานานตั้งแต่ยุคป๊ะกำพลครับ แกก็ออกแนวกลางๆเพราะเป็นข้าราชการ แล้วก็เป็นพวกบูโรแครต แต่ตัวหนังสือแกอารมณ์ดีร่าเริงมองโลกแง่ดี แกก็จะไม่เข้าใครออกใครว่าไปตามกระแสเป็นหลัก แกจะออกมาแนวตัวอย่างสำรวจของพวกABAC POLLนี่แหละคือไปเรื่อยๆตามกระแสแฟชั่นช่วงนั้นๆ

ศักดา แซ่เอียว(เซีย ไทยรัฐ)

ส่วนเซียหรือศักดาก็เริ่มเป็นการ์ตูนนิสต์จากรายสัปดาห์อย่างพวกอาทิตย์ของชัชรินทร์ เคยเขียนอยู่อีกหลายเล่ม จนมาปักหลักหน้า3ไทยรัฐ เซียก็จะออกแนวซ้ายๆเห็นอกเห็นใจคนยากคนจนมาแต่ไหนแต่ไร จนป่านนี้ก็ยังไม่ย้ายจุดยืน

เขียนมาเขียนไปก็จนพวกพรรคประชาวิบัติออกโรงมาเอาเรื่องนี่แหละ ไปฟ้องสภาการหนังสือพิมพ์ว่าเซียนี่แม่งจ้องด่าไอ่มาร์คกับพรรคประชาวิบัติ ท่าเดียว...แต่พวกเสื้อแดงก็เชียร์นายเซีย เพราะตอนนี้คนหนังสือพิมพ์ที่อยู่ข้างพวกเสื้อแดงนี่นับหัวได้ไม่ครบ5นิ้ว มือ

หากเซียเผอิญได้ร่วมงานกับปีย์ แล้วก็รับบรี๊ฟจากพระองค์ท่านผู้ทรงพระราชนิพนธ์พระมหาชนก หรือวาดหมาคุณทองแดงนี่มันก็ไม่แน่...อาจจะเขียนไปทางเดียวกับชัย ราชวัตร ไปแว้วก็ได้

ศุภรัตน์ นาคบุญนำ

เริ่มที่อิ๋ว-ศุภรัตน์นะฮะ

อิ๋วก็เป็นคนที่สนิทกับติ๋ว-ศันศนีย์ นาคพงศ์มากคนหนึ่ง ตอนที่เคยเป็นผู้อ่านข่าวทางโทรทัศน์ช่อง7สีด้วยกัน แล้วก็เพราะอยู่ช่อง7นี่เอง ชาวบ้านเห็นหน้าค่าตาบ่อย มีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ หน้าตาก็ขึ้นกล้องก็เลยพลอยได้เกิด

ต่อมาติ๋วศันศนีย์ออกมาเล่นการเมืองในไทยรักไทยก่อน ได้เป็นส.ส.กรุงเทพฯสมใจ แล้วก็เรียกว่าอยู่วงในของทักษิณคนหนึ่ง(แต่จริงๆในเรื่องกิจกรรมทางการเมืองติ๋วจะสนิทมาทางจาตุรนต์มากกว่าขั้วอื่น รวมทั้งขั้วสายเจ๊หน่อย ในระยะหลังๆนี้การร่วมงานกับจาตุรนต์บ้านเลขที่111ดูจะใกล้ชิดกันขึ้น)

ติ๋วเป็นผู้อ่านข่าวรุ่นพี่ในช่อง7อย่างที่ว่ามา แล้วออกมาเล่นการเมืองก่อน ต่อมาก็ลากอิ๋วมาลงเรียนโทที่นิด้าด้วยกัน หลักสูตรเดียวกัน อึดอัดกับพฤติการณ์ของอาจารย์ที่ชื่อดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ที่ด่าเหลี่ยมเป็นอาชีพหลัก สอนหนังสือเป็นงานอดิเรกด้วยกัน(แต่ก็ฝืนๆเขียนข้อสอบให้มันผ่านๆไปด้วยกัน)ทั้งคู่รับปริญญาโทพร้อมกันในปี2548

หลังรัฐประหาร19กันยา49และมีเลือกตั้ง23ธันวา50 ติ๋วซวยเพราะอยู่บ้านเลขที่111 ส่วนอิ๋วลงสมัครส.ส.แบบเปิดซิงที่เขตสวนหลวง ผลคือกินแห้วท่ามกลางความสงสัยพอประมาณ เพราะผลexit pollนั้นสอบได้ แต่คะแนนออกมาจริงเสือกสอบตก แต่รัฐบาลสมัครให้รางวัลปลอบใจเป็นรองโฆษกรัฐบาล

อิ๋วบอกว่าก็ไม่ได้เสียดมเสียดายกับอาชีพผู้อ่านข่าวช่อง7เท่าไหร่หรอกว่าไปแล้ว เพราะก็อ่านงี้มาเป็น10ปีแว้ว และหากยังนั่งรากงอกอยู่ต่อไป ก็พอดีพวกรุ่นน้องมันก็ไม่ได้เกิด ก็ได้เวลามาทำงานสายการเมือง เพราะถึงจะจบตรีวารสารธรรมศาสตร์ แต่จบโทก็หลักสูตรการบริหารภาครัฐและเอกชนนิด้า ถือว่าก็อยากลองของจากที่เรียนมาพอดี

อิ๋วที่ผมรู้จักทั้งส่วนรวมและส่วนตัวเนี่ย มันยังหามุมด่าเขาไม่เจอหวะ ใครที่ลุ้นให้กูด่าเลยท่าจะกินแห้ว...แบ่บว่าคนมันมีใจให้กันอยู่เป็นทุนอ่ะนะจ๊ะอิ๋วจ๊ะ คะขาครับผม

จิรายุ ห่วงทรัพย์

จิรายุ-ไอ้นี่มันก็เป็นคนใช้ได้คนหนึ่งหนะว่าไปแล้วนะ

ไอ้ยุนี่เดิมมันเป็นนักข่าวสายรถยนต์ครับ ตั้งแต่สมัยมันอยู่ฐานเศรษฐกิจ แล้วก็ผ่านรายวันมาหลายเล่ม มันทำด้านข่าวรถยนต์มาตลอด เรียกว่าในวงการข่าวสายยานยนต์นี่มันเป็นตัวพ่อคนหนึ่ง ค่ายรถยนต์ต่างๆนี่จะเกรงใจมันเป็นพิเศษ

จริงๆมันก็บ้าเล่นรถด้วย พอดีที่บ้านรวย พ่อมันเป็นตำรวจใหญ่คนหนึ่ง มันก็จัดว่าเป็นคนหนู เรียนจบมาเป็นนักข่าวนี่ขับบีเอ็มมาโรงพิมพ์ บก.ของมันยังโหนรถเมล์ นั่งวินมอไซค์อยู่เลย ไอ้ห่านี่ล่อบีเอ็มมาซะเรี่ยม เพราะงั้นสาวๆนี่แม่งก็เลยตรึม ประกอบกับมันเป็นคนหน้าตาก็ใช้ได้

สมัยมาทำITVใหม่ๆนี่ นรากรเลยเสร็จมันตามระเบียบ ตอนแรกมันก็บอกกลับดึกเป็นห่วงไปส่ง...ต่อมาก็เลยกลายเป็นแม่ย่านางประจำรถไอ้ยุไปเรียบร้อย ตอนแรกๆมันก็ทำข่าวสายรถยนต์ ทดลองขับห่าเหี้ยอะไรไปตามเรื่อง

แต่มันก็เหมือนพวกITVโดยทั่วไป คือโดนตื้บบ่อย ตื้บหน้าตื้บหลัง โดนยึดITVหนีมาช่อง11โดนไอ้โจรศรีวิชัยบุกตื้บอีก สุดท้ายโดนปลดอีก มันก็เลยต้องออกมาเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทยนี่แหละ

ที่รู้จักไอ้ยุผ่านๆมันก็เป็นคนใช้ได้ ถึงมันจะเป็นคนหนูนะ บอกเฮ้ย!ยุ ชงกาแฟหน่อยวะ มันก็ชง(อันนี้หมายถึงซักราวๆ15ปีมาแล้วนะ ตอนนี้มันก็โตแล้ว มันคงใช้ไม่ได้แล้ว แล้วอีกอย่างจะไปใช้มันงี้ก็คงไม่ถูกเรื่อง)

สรุปว่า2ตัวเนี่ยคืออิ๋วกับไอ้ยุก็ไม่ได้เป็นคนเลวระยำหมามาจากไหน อิ๋วเขาก็เป็นคนมืออาชีพในวงการมานาน ก่อนมาเล่นการเมืองตามคำชักชวนของติ๋ว เขาก็ไปอัพเกรดจบโทด้านการบริหารจัดการอะไรมาแล้ว ส่วนไอ้ยุมันก็จริงๆมีโอกาสให้มันเหี้ยตลอดนะ ทำข่าวยานยนต์นี่ คิดดูง่ายๆค่ายรถยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกันก็ต้องเอาใจมันทั้งนั้น ไหนจะข้อเสนอขายรถให้ราคาถูกเป็นขี้ ให้ไปดูงานเมืองนอก ให้อะไรสารพัด แต่ที่ผมเห็นมันผ่านตามาก็ไม่ได้เห็นว่ามันเอาอาชีพนักข่าวไปทำมาหาแดกเลย

เดี๋ยวจะหาว่าแหมพอนักข่าวสายเสื้อแดงมึงไม่ด่า ดันเชียร์ซะงั้น...ก็มันไม่เหี้ย จะให้ด่าว่ามันเหี้ย กูก็เหี้ยซะเองดิ๊

ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล

ปลื้มนี่เขาแข็งนอกอ่อนในนะ
คนอาจคิดว่าเขาเป็นเหมือนอเมริกันที่พกพาความมาดมั่นไว้มากๆ
แต่จริงๆเขาก็มีอะไรที่เป็นไทยๆอยู่มาก มือไม้อ่อน เจอผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไหนมันยกมือไหว้ดะ บางทีผมเอ่อไปขี้อยู่ ขี้เสร็จเดินออกมา ปลื้มแม่งหันขวับมาเจอไหว้ป๊าบ...สัดดด กรูกำลังรูดซิปอยู๊ ขอโต้ดเลยไม่ได้รับไหว้มึง

ผมว่าหากหม่อมอุ๋ยส่งปลิ้มไปเรียนอังกฤษเหมือนพวกผู้ดีทั่วไป ก็คงกลับมาเมืองไทยเหมือนๆพวกไอ้มาร์ค หรือกรณ์ หรือไอ้โชคคือแม่งก็กลายเป็นชนชั้นปกครองอะไรกันไป แต่การไปเรียนอเมริกา มันก็ทำให้คนมีวิถีชีวิต วิธีคิดแบบอเมริกัน คือความมีหลักมีเกณฑ์ ความที่ว่าบ้านเมืองมันต้องให้โอกาสกับคนได้แสดงศักยภาพ หรือให้โอกาสที่ใครก็จะแจ้งเกิดหรือเติบโตได้

มันกลับมาเมืองไทยก็ดันมาเจอบ้านเมืองเชี่ยๆอย่างนี้ มันก็คงจะเบื่อ และเกิดการต่อต้าน และอยากเปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น มันมาเจอคนแบบไอ้เผือก-สรยุทธ์นี่มันก็แอนตี้พอสมควรว่า ไอ้นี่อาศัยระบบว่ากูเก๋ากว่า ขี่ได้เป็นขี่ เรื่องจริงเอามาล้อเล่น ความที่ไม่มีจุดยินนโยบายอะไร หลักลอยเอาตัวรอดไปวันๆ เก่งแต่ปาก แต่กลวงใน ปลื้มมันก็รับไม่ไหว ก็ทำงานกับไอ้เผือกไม่ได้

เสียดายว่ารีบลงการเมืองเร็วไปนิดนึง คือตอนนั้นมันเห็นชื่อหม่อมสุขุมพันธ์ลงเลือกตั้งผู้ว่า มันก็คิดว่ามันสู้ได้แหงๆ แต่ปรากฎว่าพรรคเพื่อไทยเสือกส่งแซมยุรนันท์ลงแข่งด้วย คนที่จะเลือกปลื้มก็เลยเปลี่ยนใจ คนกรุงเทพฯ6แสนกว่าคะแนนเสียงอยากเลือกปลื้ม แต่การไปเลิกแซมมันเป็นอะไรที่จะท้าทายชนชั้นนำและประชาธิปัตย์ว่ากูไม่เอาด้วยกับพว
กมึง ปลื้มเลยได้คะแนนมาเกือบๆ3แสนเท่านั้น

ก็พูดง่ายๆว่าโดนตัดคะแนนกันเอง แทนที่จะแข่งกับหม่อมสุขุมพันธ์ ดันต้องมาแย่งคะแนนกลุ่มเป้าหมายเดียวกันคือพวกที่ต่อต้านอำมาตย์กับปชป. ก็เลยกอดคอกันสอบตกทั้งคู่แหละ

แต่อายุยังน้อย ยังมีเวลาอีกมากหนะ ก็สู้ใหม่แล้วกัน หาจังหวะดีๆแล้วกัน...

กิตติ สิงหาปัด

เป็นมือดีคนหนึ่ง เป็นเด็กสร้างของดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล

ลี่-กิตติ เป็นคนขอนแก่น มาจบเกษตรศาสตร์ เลยสมัครทำงานเป็นนักข่าวสายเกษตรกับอาจารย์ดร.สมเกียรติ แล้วขยับมาทำข่าวด้านสิ่งแวดล้อม แรกๆมีคู่หูอีกคนคือสุริยน จองลีพันธ์ (ตอนนี้ไม่รู้หายไปไหน..รุ่นๆนี้ที่จำได้มีเพชรี พรมช่วยอีกคน) ทำข่าวด้านสิ่งแวดล้อมได้น่าสนุกน่าติดตามมาก

จากนั้นก็มาเป็นคนอ่าน ข่าวทางITVตั้งแต่ยุคหยุ่นบุกเบิก แล้วก็เหนียวมาก ใครมาใครไปก็อยู่มายาว จนถึงขั้นเปลี่ยนชื่อเป็นTITVก็ยังอยู่ แต่ก็จวนตัว ลูกเมียปากท้องต้องหากิน เงินเดือนไม่มีเลยเผ่นมาตั้งหลักช่อง9พักนึง สุดท้ายก็มาตั้งบริษัทผลิตรายการให้ช่อง3

ดูประว้ติว่าอยู่ITVมาได้ทุกยุคนี่ก็คงเห็นแล้วว่าลี่เขามีทีเด็ดคืออาจจะเข้ากับใคร
ก็ได้ หรือไม่ยอมเป็นพวกใครที่เฮกันไปเฮกันมา แต่ขนาดนั้นยังไม่วายโดนพวกม้อบเหี้ยเหลืองกำปั้นชกหน้านะ ตอนที่เหี้ยเหลืองบุกยึดโทรทัศน์ช่อง11NBT วันนั้นไอ้ยุกับตวงพรอยู่ในห้องส่งเผ่นหนีทัน แต่ไอ้ลี่กิตติขับรถมาป้วนเปี้ยนจะมาทำรายการ พวกเหี้ยเหลืองก็ชกเข้าให้ เพราะมันนึกไว้ก่อนว่าพวกช่อง11นี่คือศัตรูมัน

จอม เพชรประดับ

จอมก็ทำงานกับITVมานาน แล้วก็ไปอยู่เมกาพักใหญ่ แต่ยังเป็นผู้สื่อข่าวพิเศษให้ไอทีวี

ผม ชื่นชมคนแบบจอมมากคือเขาเป็นมืออาชีพ ตรงไปตรงมา อย่างตอนเหลี่ยมโดนรัฐประหารหนีหัวซุกไปเมืองนอก จอมก็พยายามตามไปสัมภาษณ์ ก่อนลุงนวมทองจะฆ่าตัวตาย ไม่มีสื่อคนไหนสนใจ(จนแกต้องไปฆ่าตัวตายหน้าไทยรัฐ)จอมก็ไปสัมภาษณ์ก่อน มาจัดช่อง11ตัวจริงชัดเจน ก็ไม่จำเป็นต้องเอาใจรัฐบาล

เสียดายว่าคนที่ดีๆมืออาชีพยังงี้ ดันไม่ค่อยมีที่ว่างให้เท่าไหร่ในบ้านนี้เมืองนี้ ฟังแล้วแม่งเศร้า

หากผมมีพันล้านจะเปิดทีวีซักช่อง ผมจะคิดถึงจอมเป็นคนแรกๆ

ชิบ จิตนิยม

คนนี้ซี้กับจอม เพชรประดับ
เล่าข่าวต่างประเทศทางไอทีวีมาก่อน ตอนจบนี่มีเหน็บเหี้ยเหลืองเป็นประจำ
ผมชอบขานี้ แกแซวพันธมิตรได้แสบๆ

เคยเห็นแกไปงานศพท่านผู้หญิงพูนศุขกับจอมด้วยนะ
ไม่ได้ไปเพราะหน้าที่นักข่าว แต่ไปเพราะเป็นคนไทยคนหนึ่งที่อยากไปส่งท่านผู้หญิง

กฤษณะ ไชยรัตน์

กฤษณะหากผมจำไม่ผิดเป็นคนขอนแก่นบ้านเดียวกับกิตติ-บัญชา

เคยเป็นนักข่าวสนามมาก่อน อยู่หนังสือพิมพ์มาก่อน มาเจออุบัติเหตุปี40ต้องมาเป็นมนุษย์ล้อ จัดรายการทัวร์บ้านนักการเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ให้พวกนี้ช่วยเข็นไปทำรายการไป น่ารักดี ชื่อกฤษณะชวนชม

ผมว่ากฤษณะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้พิการได้ มาก และสร้างแรงบันดาลใจให้คนครบ32อย่างเราๆว่าหากจะคิดสั้นให้ดูมนุษย์ล้อคนนี้ เป็นตัวอย่างไว้ เขาขาเสียอย่างนี้ แต่ใจไม่เสีย ยังเฮฮาหัวเราะ ทำงานทางสร้างสรรค์ได้

ในบรรดาคนเนชั่นผมชอบดูมนุษย์ล้อคนนี้มากที่สุด ไม่ใช่เพราะเขาพิการ แต่เพราะเขาพิการแล้วไม่ยอมแพ้ แถมทำเอาเราคนครบ32ที่เวลาประสาทแดกได้ฮาสัดดดๆๆไปด้วย

นรากร ติยายน

ต๊ะเป็นสาวเจียงใหม่หนะ มีชีวิตที่เหมือนนิยายเศร้าเคล้าน้ำตา ผมเห็นเธอตั้งแต่มาอ่านข่าวITVใหม่ๆไอ้ยุ-จิรายุควงไปไหนมาไหน
แต่ ภาพที่ผมประทับใจสุดคือวันที่เธอกล่าวถ้อยอำลาITVวันสุดท้ายก่อนจอมืด เปลี่ยนเป็นTPBS ผู้หญิงคนนี้ช่างงดงามซะนี่กระไร มาดมั่นเข้มแข็งมั้กมาก...ชายฉกรรจ์โฉดๆอย่างผมยังกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ต๊ะไม่มีไหลซักหยด แต่หลังจอITVมืดมิดลง ผมก็ไม่รู้ว่าต๊ะจะกลั้นไว้ไหวมั๊ยนะ

เทียบกับติ่ง-มัลลิกา ฉายานักข่าวสาว(น่อง)เหล็กนี่ ต๊ะตัวเล็กๆแถมน่องไม่เหล็ก แต่ใจเหล็กกว่ากันแยะ

บัญชา ชุมชัยเวทย์

เป็นคนขอนแก่นเหมือนกิตติ เด็กๆเรียนดีจบสาธิต ขอนแก่น แล้วมาจบตรีเอแบค โทศศินท์ แล้วไปได้โทเมกาด้วย กลับมาอ่านข่าวเศรษฐกิจทางช่อง9 เลยมาได้กับรุ่งนภา ลูกน้องเด็กสร้างของหยุ่นที่ตาออกเหล่ๆหน่อย แล้วก็ไปอ่านข่าวพวกเศรษฐกิจมันนี่ แชนัล ของตลาดหลักทรัพย์ กับมาอ่านข่าวเศรษฐกิจช่วงเย็นของช่อง3 และเป็นคนเล่าข่าวเศรษฐกิจทางรายการข่าวเด่นประเด็นร้อน96.5

ผมชอบเวลาบัญชาเล่าข่าว มันดูactiveดี เหมือนๆพวกออกหน้าจอCNBC BLOOMBERGที่พวกนี้จะกระฉับกระเฉง ทำให้เรื่องเศราฐกิจหนักๆน่าดูน่าฟัง น่าสนุกไปด้วย

ศศินา วิมุตตานนท์(สุทธิถวิล)-น้องอ้อ

เขาก็มีเส้นทางจากการประกวดนางงาม จากนั้นมาอ่านข่าวช่อง7 แล้วก็แจ้งเกิดจากการอ่านมุกสะเก็ดข่าวที่ตอนจบแต่ละข่าวมีเสียงอะวะว้า วอ๊าวๆๆๆ แล้วน้องอ้อเขาจะยิ้มขำๆอ้ะ

น้องอ้อมีลูกคนหนึ่งชื่อเด็กชาย"พอเพียง"

น้องอ้อเขาถือเป็นศิษย์ธรรมกายคนดังด้วยคนหนึ่ง เวลามีงานใหญ่ๆนี่ทางวัดชอบจับน้องอ้อแต่งตัวเป็นอย่างนางวิสาขาอะไรแบบนี้ เชิญพุ่มพานดอกไม้ ก็ดีครับเข้าทางวัดทางวาดีกว่าทำชั่วนะว่าไปแล้ว

สายสวรรค์ ขยันยิ่ง-หนิง

หนิงจบนาฏศิลป์มานะ เวลาอ่านข่าวเลยจะออกแนวหวานๆเหมือนพวกเราได้ดูรำไทย ก็น่ารักดี

ร.อ.น.พ.ยงยุทธ มัยลาภ

แกจบหมอที่อังกฤษ เคยอยู่อังกฤษนาน10กว่าปี แล้วกลับมาเป็นอาจารย์หมอพระมงกุฎ แล้วก็อ่านข่าวช่อง5 แกเคยเล่นการเมืองลงสมัครส.ส.พรรคไทยรักไทยของเหลี่ยม แต่กินแห้ว แล้วก็ไปได้กับทุกขั้วอำนาจ สมัยเหลี่ยมแกก็ไปเข้ากับเหลี่ยม พอเหลี่ยมโดนปฏิว้ติ แกก็มาเป็นโฆษกคมช.

ใครจะขี้ช้างมาขี่ม้าไป แกก็มีรายการทำที่ช่อง5 แบ่บว่าแกเหนียว

จักรพันธุ์ ยมจินดา

จักรพันธ์ก็เคยเป็นส.ส.ไทยรักไทยระยองนี่นะ
แล้วเคยถูกวางตัวให้ลงส.ส.เขตบางกอกน้อยเพื่อดับรัศมีโย่งองอาจ คล้ามฯ

ตอนหลังช่วงทำเล่าข่าวช่อง5ดูแกก็วางตัวลำบากนะ จะยังไงก็โดนด่า คือเข้าข้างเหลี่ยมก็กลัวหลุดช่อง5 เข้าข้างทหารเดี๋ยวก็โดนด่าว่าเนรคุณเหลี่ยม ก็คงทำตัวลำบากหนะ




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2552 15:57:56 น.
Counter : 661 Pageviews.  

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอน9):ชัยอนันต์ จาก อ.ย.ม.ก็เลยมาจบด้วย อ.ล.ม.หรือugly old man

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
7 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

ชัยอนันต์ สมุทวณิช

อ.ย.ม.ที่ผมว่านี่ไม่ได้เป็นคำหยาบ หลอกด่าว่าไอ่แม่yeดนะ ผมนี่เป็นคนสุภาพกับผู้หลักผู้ใหญ่ อย่าได้เข้าใจผิด

คือสมัยหนุ่มๆห้าวๆจารย์ชัยอนันต์แกเป็นคนเลือดร้อน หุนหัน อยากเปลี่ยนโลกตามอุดมคติ

ในยุคทศวรรษ 2510 ชัยอนันต์เป็นนักเรียนนอกกลับมาเป็นครูสอนหนังสือรัฐศาสตร์ จุฬา แล้วแกก็เล่นทางใต้ดินเยอะ ป๋าส.(ศิวะยั้วะ)เลยเรียกแกแบบแซวๆว่า เป็นพวก"อ.ย.ม."

อ.ย.ม.ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Angry Young Man ชัยอนันต์ดำรงจิตวิญญาณแห่ง อ.ย.ม.อย่างคงเส้นคงวาในทศวรรษนั้นและอีก2-3ทศวรรษถัดมา ด้วยเหตุที่มีจิตวิญญาณแห่งอ.ย.ม. ที่ฝังรากลึกเช่นนี้เอง ชัยอนันต์จึงเป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์ที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนขบวนการ สิทธิและเสรีภาพ รวมตลอดจนการปฏิรูปการเมืองโดยตรง

ในยุคเผด็จการถนอม-ประภาส จารย์ชัยอนันต์ทุ่มเทให้กับการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเอาการเอางาน การจัดประชุมคนหนุ่มนักศึกษาหัวก้าวหน้ามีขึ้นที่บ้านย่านสะพานควายของแก หลายหน แล้วก็มีการเข้าชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ซึ่งก็แน่นอนว่าในบรรดาผู้กล้า100คนนั้นมีชื่อแกอยู่อันดับต้นๆ ที่แสบคือแกไปล่ารายชื่อญาติจอมพลถนอมมาลงชื่อได้ด้วย ท่านจอมพลถึงกับแค้นตาแม้นอักๆ

พอล่าชื่อเสร็จก็มีพวกคนหนุ่มสมัย นั้น อย่างน้าวิสา อ๋าผัวมาลีรัตน์อะไรพวกนี้ออกแจกใบปลิวที่ท้องสนามหลวง และถูกจับกุม นำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกที่ถูกจับ และบานปลายขยายวงไปเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ชัยอนันต์คนเดียวกันนี้ ในพ.ศ.2549 ได้เรียกร้องให้ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวแรงแข็งขันของการเข้าชื่อถวายฎีกาเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทาน หรือนายกฯมาตรา 7

ในปี2551 แกเขียนบทความเรียกร้องให้ทหารกระทำการรัฐประหารยึดอำนาจ หลังจากเหี้ยเหลืองม็อบมานานชักเหี่ยวปลายเต็มที โดยแกจิตวิตกว่าเวลานี้กำลังมีขบวนการสาธารณรัฐประชาชนไทย หรือRepublic of Thailand อันเป็นปีศาจที่ไม่มีตัวตน แต่แกและพรรคพวกร่วมขบวนการอย่างลิ้ม คำนูณ สิทธิสมาน ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งเคยแสดงปรากฏการณ์"เอียงซ้าย"มาก่อน ได้สร้างปีศาจตนนี้ขึ้นมาหลอกหลอนคนในสังคมไทย เพื่อปูทางให้กับการรัฐประหารครั้งใหม่ ทั้งที่พวกเหี้ยนี่เพิ่งสมคบคิดปูทางให้กับการรัฐประหาร19กันยายน2549 โดยไร้สำนึก และไร้ยางอายต่อตัวตนในอดีตของพวกเขาเอง

หลังยุค 14 ตุลาคม 2516 สังคมไทยโหยหาวีรบุรุษสามัญชน ที่ไม่ใช่เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ดังขนบจารีตเดิม...ในขณะที่พวกฝ่ายซ้ายที่อิง แอบกับอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์พากันเชิดชูจิตร ภูมิศักดิ์ ครูคอง จันดาวงศ์ แต่ชัยอนันต์ซึ่งมีลักษณะเป็นนักปฏิรูปสังคมได้ย้อนไกลไปในประวัติศาสตร์ไทย โดยการเผ
ยแพร่เกียรติคุณของ2ปัญญาชนแห่งสยามยามอดีตคือ เทียนวรรณ และ ก.ศ.ร.กุหลาบให้คนไทยได้รู้จัก

กรณีของเทียนวรรณ คนหนังสือพิมพ์ระดับตำนานคนแรกๆของเมืองไทย และเป็นปัญญาชนสมัยร.5นั้น เริ่มเขียนบทความชิ้นแรกเมื่ออายุได้ 30 ปี โดยนำเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงราชการบ้านเมือง เสนอให้เลิกทาส เลิกการพนัน ปราบปรามทุจริตคอรัปชัน และเสนอให้มีสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเทียนวรรณอายุได้ 40 ปี ก็ถูกกลั่นแกล้ง โดยมีผู้กล่าวหาว่าแกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(ข้อหานี้มันเป็นอมตะจริงๆหวะ) และหมิ่นประมาทเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตร จึงถูกเฆี่ยน 40 ที และจำคุกไว้อย่างไม่มีกำหนด

ในช่วงแรก เทียนวรรณถูกจับใส่ตรวนและขื่อคาทั้งที่ศรีษะ มือ และเท้า จนกระทั่งได้เขียนหนังสือร้องเรียนไปยังกรมหลวงราชบุรีฯ จึงได้มีคำสั่งให้ปลดโซ่ที่คอออกจากนักโทษทุกคน

แม้ชัยอนันต์จะเชิดชูเทียนวรรณ และก.ศ.ร.กุหลาบซึ่งนับเป็นนักปฏิรูปสังคมท้ายทายศักดินาในยุคอดีต แต่ชัยอนันต์ก็ออกจะไม่เห็นด้วยอย่างมาก เมื่อขบวนการนักศึกษาประชาชนหลัง14ตุลาฯถูกครอบงำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ประเทศไทย และพยายามขับเคลื่อนสังคมไทยไปทางซ้าย

ชัยอนันต์ถูกฝ่าย ซ้ายตราหน้าว่าเป็นพลังล้าหลังในสังคม บ้างก็ว่าเป็นพวกปฏิกิริยา และบ้างก็ว่าเป็นพวกศักดินา ซึ่งนักปฏิรูปอย่างสุลักษณ์ ศิวรักษ์ และป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็ถูกตราหน้าในลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ด้วย

ชัยอนันต์ เขียนหนังสือเรื่อง "ศักดินากับพัฒนาการของสังคมไทย" ในปี 2519 นัยสำคัญก็คือ การประกาศสงครามวิชาการกับฝ่ายซ้าย เพราะเนื้อหาส่วนสำคัญของหนังสือนี้อยู่ที่การวิพากษ์หนังสือ"โฉมหน้า ศักดินาไทย" ของจิตร ภูมิศักดิ์ อันเป็นคัมภีร์วิจารณ์เจ้าของพวกฝ่ายซ้ายในพ.ศ.นั้น

การวิวาทะยังไม่รู้แพ้ชนะ ประชาธิปไตยหลัง14ตุลาแสนสั้นจุ๊ดจู๋ และเป็นยุคที่ผู้คนแตกแยกด้วยอุดมการณ์ซ้ายขวา ชนชั้นปกครองสลิดดกกลัวไทยตกเป็นคอมแบบ3ประเทศอินโดจีน(ทั้งที่เงือนไขทาง ประวัติศาสตร์โคตรต่างกัน) เมื่อปิดฉากด้วยเหตุการณ์นองเลือด6ตุลาคม2519 ชัยอนันต์ผู้ผิดหวังกับประชาธิปไตยที่เขาเพียรเรียกร้องได้เขียนหนังสือขึ้น มาเล่มหนึ่งคือ" The Thai Young Turks"

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ทหารยังเติร์กของไทยหลังการรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อ 1 เมษายน 2524 โดยเขาได้เขียนแผนภูมิอันลือลั่น และรู้จักกันในนาม"วงจรอุบาทว์"การเมืองไทย ซึ่งก็คือการวนเวียนอยู่กับการปฏิวัติ รัฐประหาร แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แล้วจัดการเลือกตั้ง จากนั้นก็มีเรื่องราวอื้อฉาวคอรัปชั่น และเกิดรัฐประหาร แล้วก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น

หลังยุค6ตุลาเลือด ทหารโดยการหนุนหลังของพลังจารีตนิยมครอบครองอำนาจมายาวนานผ่านป๋าเปรม ซึ่งเป็นนายกฯอยู่กว่า 8 ปี(ความจริงไม่น่ารอดตั้งแต่ปีแรกแล้ว หากไม่ได้"สุภาพสตรีท่านนั้น"กระเตงเอาไว้)

กระทั่งในปี พ.ศ. 2531 ชัยอนันต์ผู้เคยมีชื่อเสียงในการลงชื่อ100ผู้กล้าเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่เหตุการณ์14ตุลาคม2516 ได้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งร่วมกับนักวิชาการคนอื่นๆ เช่น ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ รวบรวมนักรายชื่อวิชาการ 99 คนลงชื่อเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรณรงค์เรื่องนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

อาจารย์โต้งนี่ ก็ไปเล่นด้วย ยุนักศึกษาไล่ ในตอนนั้นพวกผู้นำนักษศึกษาอย่างอนุสรณ์ ธรรมใจ ชนะ ผาสุกสกุล(ไอ้ก๊องผู้จัดการ)ก็ขึ้นกระบะ6ล้อไปไล่ที่หน้าบ้านสี่เสา ที่สุดพลเอกเปรมต้องยอมลงจากเก้าอี้ ด้วยประโยคทอง"กูพอแล้ว.."

จากนั้นชัยอนันต์เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการเป็นคอลัมนิสต์ในเซ็คชั่นปริทัศน์ให้กับผู้จัดการ รายสัปดาห์ของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นปริทัศน์ใต้บังเหียนของคำนูณ สิทธิสมาน ซ้ายเก่า อดีตเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ และอดีตนักรบจากป่านามแคน สาริกา และยังดี วจีจันทร์(เสียไปแล้ว)...

บทบาทสำคัญนอกจากเรื่องบ้านเมือง แล้ว ชัยอนันต์หันไปยกย่องกระแสทุนนิยมภายใต้ระเบียบโลกใหม่ที่อเมริกาเป็นผู้ส่ง ออก ในยามที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย ค่ายคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้ เมกาเป็นมหาอำนาจเดียวเที่ยวไปแส่จัดระเบียบโลกใหม่แบบที่เราเห็นทุกวันนี้ กระแสของทุนที่ไหลทะลักไปยังทุกมุมโลก การสื่อสารสมัยใหม่กำลังทำให้โลกเป็นชุมชนเดียว เป็นโลกไร้พรมแดน ชัยอนันต์ภาคภูมิใจกับการประดิดประดอยถ้อยความ"โลกานุวัตร"

อย่างไรก็ตามราชบัณฑิตบอกว่าโลกานุตรของชัยอนันต์แปลว่า"เป็นไปตามโลก" หากจะเอาให้หมายถึงโลกไร้พรมแดน ทุนไร้สัญชาติ การสื่อสารนำพาโลกเป็นชุมชนเดียวต้องใช้ว่า"โลกาภิวัตน์"...ไม่รู้เพราะ เคืองเรื่องนี้หรือไม่ ในเวลาต่อมาชัยอนันต์ก็เลยได้กลายเป็นท่านราชบัณฑิตไปอีกตำแหน่งหนึ่ง...

ชัยอนันต์ยังมีบทบาทสนับสนุนประชาธิปไตยเรื่อยมา รวมทั้งการทำคลอดรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย คือฉบับปี2540เขาก็เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างรัฐธรรมญฉบับนี้ โดยที่ได้ต้นเค้ามาจาก ศาสตราจารย์ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่ได้ลงมือเขียน "ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อการปฏิรูปการเมืองตามแนวทางคอนสติติว ชั่นแนลลิสม์ (Constitutionalism)" ซึ่งค่ายผู้จัดการ โดยคำนูณ ซึ่งตอนนั้นใช้นามปากกา"รามบุตรี516"เขียนลงในผู้จัดการรายวันทุกๆวัน จนหนังสือพิมพ์ต่างค่ายที่หมั่นไส้คำนูณอย่างค่ายมติชนแซวว่า"คอนสติวตุ๊ด "..กันเลยทีเดียว

ชัยอนันต์ผู้ทรงอิทธิพล และมีต้นทุนทางสังคมสูงจากการเป็นผู้นำ100รายชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญยุค14ตุลาฯ,ผู้นำ99นัก วิชาการเรียกร้องเปรมลาออก เพรียกหานายกฯจากการเลือกตั้ง มามีบทบาทสะเทือนเลื่อนลั่นอีกครั้งในปี2549 ภายหลังสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งอีกฐานะหนึ่งคือคนจ่ายเงินเดือนให้เขาในฐานะคอลัมนิสต์ และกุนซือใกล้ชิด ได้ประกาศสงครามแตกหักกับทักษิณ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น...

โดยชัยอนันต์จุดประเด็นนายกฯมาตรา7ขึ้นมาผ่านสื่อเครือผู้จัดการ ด้วยการนำเสนอให้เห็นว่า มีแต่พระราชอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์ เท่านั้นที่จะปลดชนวนการเมือง ให้ทักษิณพ้นตำแหน่งนายกฯและพระราชทานนายกรัฐมนตรีให้แก่ปวงชนชาวไทย จากนั้นเขาก็ล่าชื่อรายชื่อ 95 นักวิชาการยื่นฏีกา...แต่ก็อย่างที่ทราบกันว่าในเวลาต่อมาในหลวงทรงมีพระ ราชกระแสดำรัสความว่าบ้านเมืองยังไม่ล่มจมถึงคราวต้องกู้ และไม่มีมีรัฐธรรมนูญหรือในจารีตประเพณีที่จะให้อำนาจแก่พระองค์ในการพระราชทานนายกฯตามมาตรา 7

อย่างไรก็ตามแม้จะกินแห้ว ผิดหวังเรื่องนายกฯมาตรา7ต่อมาก็เกิดรัฐประหาร19กันยา49 ตามมาด้วยการเลือกตั้งใหม่23ธันวา50 พรรคการเมืองที่ใกล้ชิดทักษิณคือพลังประชาชนได้ชัยชนะจัดตั้งรัฐบาล มีสมัคร สุนทรเวช นักการเมืองอนุรักษ์นิยมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และพันธมิตรได้ฟื้นชีพมาต่อต้านอีกคราว

ในคราวนี้ชัยอนันต์ยังมี บทบาทในการเป็น"GURU"ให้ขบวนพันธมิตรของสนธิลิ้มเช่นเคย แต่ที่หนักหนาระอาใจ และสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับคนที่เคยชื่นชมบทบาทของชัยอนันต์ที่เคยมี คุณูปการต่อบ้านเมืองในเรื่องประชาธิปไตยก็คือ เขาได้สวมบท"ขวาคลั่ง"ในการกระหน่ำปฏิปักษ์ทางการเมือง เริ่มจากปฏิญญาฟินแลนด์ในปี2549 มาถึงการสร้างปีศาจตัวใหม่ขึ้นมาหลอกหลอนคนไทยโดยเขียนบทความเผยแพร่ในสื่อ เครือผู้จัดการว่า ตอนนี้มีขบวนการ Republic of Thailand

หากใครเป็นแฟนหนังSTAR WAR ก็จะเห็นว่าคนดีๆแบบอนาคิน สกายวอล์กเกอร์นี่ เอาไปเอามามันก็กลายเป็นเหี้ยลอร์ดดาร์ธ เวเดอร์ไปได้เหมือนกัน ชีวิตของคนเราก็อีหรอบนี้

ชัยอนันต์จากAngry young man คนหนุ่มที่อยากเปลี่ยนแปลงสังคม จากผู้นำความคิดเรียกร้องประชาธิปไตย จากคนที่ชูธงปฏิรูปการเมือง นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง ล่าสุดในทศวรรษนี้ชัยอนันต์มีข้อสรุปที่จัดเจนตามบทความเรื่อง"การเมืองใหม่ "ของแกว่า..

พรรคการเมืองควรมีผู้แทนในสภาฯ กี่ส่วน จาก 30-70% ถ้าดูพรรคการเมืองในประเทศไทยที่มีฐานมวลชนแคบมากแล้ว 30% ก็น่าจะดี อีก 50% น่าจะมาจากองค์กรปกครองท้องถิ่น และ 20% มาจากองค์กรประชาชน..ประเทศไทยก็อาจต้องหันไปหาระบอบ “กึ่งประชาธิปไตย” คือ ให้มีการร่วมกันใช้อำนาจระหว่างนักการเมืองกับพลังอื่นๆ ในสังคม ซึ่งแต่ก่อนคือ ข้าราชการ แต่ในปัจจุบันพลังขององค์กรประชาชนตื่นตัวมาก การร่วมกันใช้อำนาจนี้ก็น่าจะเป็นระหว่างนักการเมือง-ข้าราชการ-ภาคประชา สังคม ในสังคมที่คนรังเกียจการเมือง และมีนักการเมืองแบบนี้สมควรหรือไม่ที่เราจะฝากอนาคตของชาติไว้กับนักการ เมืองแต่เพี
ยงกลุ่มเดียว ( ที่มา ผู้จัดการ)

ไม่รู้แกคิดตำรารัฐศาสตร์มาจากไหน ไม่แน่อาจจะก๊อปของแมคเควียเวลลี่มา...

ส่วนหนทางไปสู่การเมืองใหม่นั้น ชัยอนันต์ไม่ต้องปกปิดซ่อนเร้นเจตนา หรือเหนียมอายกันอีกต่อไปแล้ว โดยนำเสนอผ่านบทความเรื่อง"รัฐประหารจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ใด"ว่า มีคำถามว่า แล้วทหารจะทำรัฐประหารอีกหรือไม่ บางคนเห็นว่ามีความยากลำบากมากขึ้น เพราะต่างประเทศไม่ยอมรับ ในอดีตมีผู้นำหลายประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น มาร์กอสในฟิลิปปินส์ ซูฮาร์โตในอินโดนีเซีย แต่ก็ถูกประชาชนและคณะทหารขับไล่ออกไป ทั้งมาร์กอสและซูฮาร์โตมีปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจที่ผิดๆ ดังนั้น หากความผิดของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งชัดแจ้ง นานาชาติก็คงจะไม่ต่อต้านรัฐบาลใหม่มากเท่าไร

การที่ต่างประเทศจะมีท่าทีอย่างไรกับประเทศไทย หากมีรัฐประหารนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับแรงสนับสนุนของประชาชนในชาติเป็นสำคัญ
( ที่มา ผู้จัดการ)

มี คำถามว่า ชัยอนันต์ทำไมถึงได้ยอมเปลืองตัวขนาดนี้ ทำไมแกยอมนำคุณงามความดี และคุณูปการต่อประชาธิปไตยในอดีตมาแลกชนิดที่ว่าไม่กลัวเสียคนตอนแก่ บ้างก็ว่าเพื่อตอบแทนพระคุณสนธิ ลิ้มทองกุล บ้างก็ว่ามีความทะเยอทะยานซ่อนอยู่ภายในตัวตนของเขา สิ่งนั้นก็คือ"อำนาจ"ซึ่งเป็นด้านมืดที่เปลี่ยนแปลงนักอุดมคติที่มี อุดมการณ์มานักต่อนัก แน่นอนว่าไม่ยกเว้นสำหรับชัยอนันต์

ก่อนการเลือกตั้ง23 ธันวาคม 2550 มีกระแสข่าวสะพัดว่าทหารกำลังตั้งพรรคการเมือง และเล็งให้เขาเป็นหัวหน้าพรรค ในเวลานั้นชัยอนันต์ในวัย63เคยให้สัมภาษณ์ว่า"ผมพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรี "(ที่มา blogth.com)อย่างไรก็ตามพรรค ทหารที่ว่านั้นล้มไปซะก่อน และชัยอนันต์ก็ไม่ได้เป็นอะไรเลย

เมื่อคนที่เคยเชิดชูนักสู้สามัญชนหันมาเป็นปากเสียงให้คณะเจ้าในวัยหนุ่มอ.ย.ม.ชัยอนันต์ มีบทบาทอย่างแข็งขันในการเชิดชูนักสู้สามัญชนอย่างเทียนวรรณ และก.ศ.ร.กุหลาบ แต่หลัง14ตุลา มาปี2517ชัยอนันต์กลับหันมาทำหน้าที่วิพากษ์การปฏิวัติ2475ของคณะ ราษฎร์ และพิทักษ์ปกป้องที่คณะเจ้าก่อกบฎบวรเดชในปี2476ในงานเขียนชื่อ“๑๔ ตุลาคม:คณะราษฎร กับ กบฏบวรเดช”จนทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล ต้องออกหนังสือชื่อ"ชำแหละชัยอนันต์"ออกมาโต้ โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า..

จากข้อเขียนที่เปิดเผยของ ดร.ชัยอนันต์ ฯเป็นการชี้ชัดถึงความพยายามของพวกซากเดนศักดินาปฏิกิริยาอันเป็นพลังเก่า ในอันที่จะทำลายล้าง “คณะราษฎร” และ “พลังใหม่ที่ก้าวหน้า” การโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายป้ายสีคณะราษฎรและยกย่องเชิดชูคณะ “กบฏบวรเดช” ดังที่ได้กระทำนั้น นั่นก็คืองานส่วนหนึ่งของแผนการทำลายล้าง “คณะราษฎร”

คนที่ติดตามผลงานของชัยอนันต์ในวัยหนุ่ม อาจจะงงเต๊กกับบทบาทของชัยอนันต์ในวัยแก่ แต่ในบรรดาผู้ใกล้ชิดของชัยอนันต์นั้นบอกว่า ลึกๆแล้วเขามีความใฝ่ฝันยิ่งกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ..เป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติแก่แกและต่อวงศ์ตระกูลยิ่งกว่า หากแกจะได้เป็นองคมนตรี ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นที่ฝันใฝ่ของบรรดาeliteในสังคมไทย

เรื่องที่ร่ำลือว่าชัยอนันต์มีความ"อยาก"ในตำแหน่งอันทรงเกียรติยศยิ่งนี้ไม่เพียง พูดจาในแวดวง"วงใน"เท่านั้น ตอนนี้ค่อยๆระบือไปยังแวดวงนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งในประเทศ เป็นเรื่องนินทากันไปยังฝรั่งต่างประเทศแล้วด้วยว่า น่าจะเป็น"แรงจูงใจ"สำคัญให้ชัยอนันต์"เปี๊ยนไป๋"ในระดับสั่นสะเทือนถึงฐาน รากขนาดนี้

จาก อ.ย.ม.ก็เลยมาจบด้วย อ.ล.ม.หรือugly old manไปซะงั้น

ส่วน ชัยศิริ น้องชัยอนันต์ หรือพี่ปานนี่(ก็ของผม) ผมขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ เกรงใจพี่บุญชิต ฟักมี (นามแฝงของกล้า สมุทวณิช บุตรชายของชัยสิริ NoteจากBloggerผู้รวบรวม)สมาชิกขาใหญ่ของบอร์ดฟ้าเดียวกันอ่ะนะ

แต่ก็นะพี่ปานนี่เกินไปจริงๆ น่าจะอาศัยความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่สะกิดสะเกาพวกลิ้ม พวกเหี้ยเหลืองให้มันมีหลักอะไรซักอย่างที่เข้าท่ากว่านี้หน่อย เอาไปเอามาพี่ปานจากพวกหัวก้าวหน้า มีหลักมีเกณฑ์มีความน่ารักน่าใคร่ ก็ดั๊นไปเป็นแมวเซื่องๆตามน้ำตามเพลง ชาติศาสน์กษัตริย์ขวาจัดปฏิปริยาไปกับเขาด้วย จะเอาชนะเหลี่ยมลูกเดียว หน้ามืดตาบอด ทำเอาบ้านเมืองเละเป็นขี้...

ก็ถือว่าในฐานะคนรักใคร่นับถือกันมา ก็เลยออกจะเซ็งแกเล็กน้อยถึงปานกลาง

นี่ว่าจะไม่ด่าพี่ปานแล้วนะ...แต่ซักนิดเหอะวะ จะได้ไม่เสียของ




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2552 16:51:48 น.
Counter : 312 Pageviews.  

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอน8):'จารย์เจิมเสือเจ็บร้อง"เอ๋ง"!

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
7 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูก หลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใด สื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

พูดเรื่องสื่อเหี้ยม ม.ม้าหายแล้ว ลืมคนนี้ไปได้ไง..

(ความจริงมีแฟนๆรีเควสต์มาตั้งนานแล้ว ผมก็ไม่มีเวลาจะลากไส้สะที) เขาผู้นี้คือ"เสือน้อย"แต่หุ่นนี่ตัวพ่อซูโม่กิ๊ก

เขาคือ'จารย์เจิม

ที่เอาจารย์เจิมมาเขียนวันนี้ เพราะบ้านเมืองยังอยู่ในบรรยากาศมาคุ
หลังจบสงกรานต์ทมิฬก็เนี่ย มาพูดเรื่องแก้รัดทำนูนกันอีกแร๊ะ...บ้านเมืองเรามันมีเวรกรรมชนิดหนึ่ง เป็นเรื่องเป็นเหตุกันขึ้นมาแต่ละที สิ่งแรกที่คิดทำกันคือแก้รัดทำนูน...

จารย์เจิมนี่ก็จรเข้น้อยหางแดงตัวพ่อเลยแหละเรื่องรัดทำนูนปี50นี่นะ คือแกยังไงไม่รู้ องค์ลงเป็นศาสดาผู้เชี่ยวชาญ แล้วก็องครักษ์พิทักษ์รัดทำนูนฉบับนี้ขึ้นมา ทั้งที่แกนี่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าว...เออ ถ้าแกพูดเรื่องทำเหล้าสาโทนี่ผมจะเชื่ออยู่ว่าแกรู้จริง

เดี๋ยวแกคงออกมาเต้นว่าห้ามแก้ ซึ่งก็เป็นความตอแหลอย่างแรง

เพราะแกเคยเดินสายทั่วประเทศ ออกทีวีด้วยตอนลงประชามติกันที่ตอนนั้นแยกเป็นพวกเขียวพวกแดงหงะ แกก็เป็นนักยุทธวิธีใช้ได้ คือบอกว่าให้"รับๆไปก่อนค่อยแก้ไขทีหลัง"...

เพราะถ้าไม่รับนะ พวกมึงก็ต้องโดนคมช.ปกครองเผด็จการต่อไป จะไม่มีเลือกตั้ง น้ำก็จะไม่ไหล ภูเขาไฟจะระเบิด มนุษย์ต่างดาวจะยึดครองโลก....โห!ไอ่สัดดด ฟังแล้วคนแม่งก็กลัว เลยยอมผ่านรัดทำนูน50แบบฉิวเฉียด

แล้วพอเข้าแก๊งเหี้ยเหลืองนี่อาการมันจะเหมือนกันทุกตัว คือชอบดึงฟ้าต่ำ มาตอนหลังไม่ได้อ้างเรื่องมนุษย์ต่างดาวจะยึดครองโลกแล้ว ไปอ้างเรื่องอภินิหารแทน

แกบอกว่าแก้ไม่ด๊าย เพราะว่า"ขอให้กลับไปอ่านพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่ปรากฏอยู่ในพระราชปรารภของรัฐธรรมนูญ 2550 อีกครั้ง ! พึงตระหนักว่า หลังจากที่ประชาชนมีมติเห็นชอบให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริ ปรากฏในพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ความตอนหนึ่งว่า

“...เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบและจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ค
วามเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียงลงประชามติปรากฏผลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของผู้มา
ออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นําร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อ
ทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป

ทรงพระราชดําริว่า สมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชน…”

นั่น!รัดทำนูน50เลยกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งขึ้นมา....เอ้า!กราบบบบบบ

จารย์เจิมนี่เป็นคนอ่างทอง พื้นฐานแกเป็นนักเสดสาด คือจบปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดีมาก) จากธรรมศาสตร์ ปริญญาโทเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (ธรรมศาสตร์) และปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมกา

ครอบครัวแกดีอบอุ่นแต่งกับ ดร.จิตริยา เอกอัครราชทูตไทยประจำนอร์เวย์ (นามสกุลเดิม ติงศภัทิย์ เป็นบุตรสาวของ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ อดีตองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน)

(พูดเรื่องนอร์เวย์นี่น่าไปนะ ใครแต่งเมียใหม่ๆนี่ไปค้างซักคืน แล้วนั่งเรือข้ามฟากไปเดนมาร์คบรรยากาศจะโรมานซ์ ยิ่งไปตอนหน้าร้อนนี่แม่งไม่ต้องนอนกัน เพราะพระอาทิตย์เที่ยงคืน

ใครหื่นๆพาเมียไปฮันนี่มูนไม่ผิดหวัง แต่ใครเป็นลูกเป็นเมีย เขาตบแต่งแล้วชวนไปฮันนี่มูนหน้าร้อนแถวนี้มึงคิดให้ดี...มันไม่ใช่แค่ฟ้าเหลือง อาจจะมีตาย เพราะฟ้าดันสว่างตลอด เจอผัวหื่นๆเข้านี่ตายแน่ๆ ยิ่งกว่าปฎิญญาฟินแลนด์)

กลับมาที่จารย์เจิม เดิมทีแกก็บูชาๆอาจารย์ป๋วย คือทำไงจะลงจากหอคอยงาช้าง เอาวิชาการงานวิจับมาดัดแปลงรับใช้มวลชน คือจะออกแนวๆนี้ แทนที่แกจะเป็นแค่อาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ที่ท่าพระจันทร์ ว่างๆเดินส่องพระ แกก็เริมสร้างชื่อด้วยการเป็นผู้ค้นคว้า วิจัย เชี่ยวชาญ ด้านการตลาดสินค้าเกษตร สินค้าโภคภัณฑ์ และการพัฒนาชนบท เชี่ยวชาญเรื่องราคาข้าว และนโยบายข้าวชนิดหาตัวจับยาก

ทีที้แกมาแจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างตอนรสช.ปฏิวัติน้าชาติ แรกๆแกก็ออกมาด่าเลยว่า"ประเทศชาติเหมือนเครื่องบิน การรัฐประหารไม่ใช่แค่การหยุดประเทศ แต่เป็นการทำให้ประเทศย่อยยับ เพราะเครื่องบินตก"...พวกต้านรัฐประหารฟังแล้วก็ซี๊ดซ๊าดเป่าปากปรี๊ด

แต่อีท่าไหนไม่รู้ พอรสช.ตั้งอานันท์เป็นนายกฯ แกก็เข้าไปเจออานันท์ แล้วก็ลัดดาวัลย์ โมงเม่งโมง ที่ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีคุมช่อง11บอกว่าอยากจะนำเสนอปัญหาชาวนาชาวไร่สู่รายการโทรทัศ
น์เพราะยังไม่มีใครเคยทำมาก่อนเลย จะได้ช่วยเหลือดูแลเกษตรกรในชนบท

อันนี้เป็นที่มาของการแจ้งเกิดแกทางทีวีด้วยรายการ"เวทีชาวบ้าน" ไม่นานต่อก็เปิดรายการ"มองต่างมุม"ซึงเป็นอะไรที่ใหม่มากในพ.ศ.นั้น เพราะจารย์เจิม กำหนดคอนเซ็ปต์ให้เป็นรายการโทรทัศน์ประเภททอล์กสาระ แบบ ‘ถามสด’ ที่ให้ประชาชนในห้องส่งได้มีส่วนร่วมตั้งประเด็นคำถาม พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เป็น ‘ตลาดความคิดเสรี เวทีประชาชน’ แล้วเชิญ2ฝ่ายที่เห็นขัดแย้งกันมาโต้กันสดๆ

"มองต่างมุม"จึงเป็นการปฏิวัติรายการโทรทัศน์แบบรายการทอล์กครั้งมโหราฬ เพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน อย่างไรก็ตามแม้เจิมศักดิ์จะบอกว่าเป็นตลาดคงามคิดเสรี เวทีประชาชน เปิดทางให้2ฝ่ายโต้กันได้เต็มที่ แต่ตัวพิธีกรคือเจิมศักดิ์เองก็มักจะมีอคติเข้าข้างทางใดทางหนึ่งอย่างเห็นได้ชัดทั้งสีหน้าแววตา และคำถามที่บางครั้งแทบจะ"ฆ่ากันทางหน้าจอ"ได้

พูดง่ายๆที่ใครต่อใครว่าไอ่พวกแก๊งเด็กนรกเนชั่นมีสีหน้าท่าทางกวนตีนนี่ ย้อนไปตอนนั้นก็ถือว่าจารย์เจิมเป็นผู้บุกเบิกความกวนส้นตีนออกทีวีมาก่อนไอ้พวกนี้นาน

มีบางคราวที่นายสมัคร สุนทรเวช ขณะนั้นเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทย มาออกรายการมองต่างมุม และอาจจะด้วยความที่เจิมศักดิ์เป็นศิษย์ของอาจารย์ป๋วย ที่เคยถูกพิษการเมือง6ตุลาฯเล่นงานอย่างเจ็บปวด โดยเชื่อกันว่าสมัครมีบทบาทสำคัญในคราวนั้น ทำให้จารย์เจิมสวมวิญญาณนักฆ่าหน้าจอต่อสมัครแบบไม่ปรานี

ส่งผลให้เมื่อจบรายการออหมัก(ย่อมาจากคำว่า "ไอ้หมัก")ถึงกับบริภาษว่ารายการนี้ไม่ควรมีต่อไป เพราะว่าไม่ได้มองต่างมุมจริง หากแต่"มองแต่มุมมารดามัน"...!

จากนักวิชาการที่ลงจากหอคอยงาช้างมารับใช้สังคมชาวไร่ชาวนา ขยับไปสนุกกับรายการทอล์กการเมืองแบบ"มองต่างมุม"ก็ทำให้ดร.เจิมศักดิ์รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ไม่ใช่เรื่องประกันราคาข้าว หรือยุชาวบ้านทำเหล้าสาโทขายอย่างแต่ก่อน

แกก็เลยลุยถั่วเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจสื่อเต็มตัว ทั้งทางทีวีและวิทยุ โดยการก่อตั้งบริษัทวอชท์ด็อก หรือ"หมาเฝ้าบ้าน"ขึ้น

นอกจากเจิมศักดิ์แล้ว บริษัทนี้ก็มีดร.เกษมสันต์ วีรกุล(ผัวเก่าน้องมังคุด) พิรุณ ฉัตรวนิชกุล (กรรมการพรรคคอมฯเก่า) แล้วก็ไอ้แม็คปากเบี้ยว-เถกิง สมทรัพย์ เป็นแกนหลัก โดยเจิมศักดิ์เคยเล่าว่า ดร.เกษมสันต์ได้มาคุยกับเขาว่า ให้ช่วยพาไปหาดร.ทักษิณ ชินวัตรด้วย ตอนนั้นเป็นปี 2536 หลังจากที่เจิมศักดิ์เข้าวงการโทรทัศน์ได้ซัก 2 ปี และเป็นช่วงที่ทักษิณกำลังเป็นนักธุรกิจดาวรุ่งร่ำรวยจากการขายโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือสื่อสาร ดังนั้นเกษมสันต์จึงอยากจะไปชวนAISของทักษิณมาลงโฆษณาที่รายการ เจิมศักดิ์ก็พาไป แต่ให้ดร.เกษมสันต์ไปขายเอาเอง

“ไปถึงคุณทักษิณถามว่าถ้าหากจะซื้อรายการทั้งหมดเหมาเลยเท่าไหร่ ผมเนี่ยตัวแข็งเลย ในใจนึกว่ามาเที่ยวนี้คุณทักษิณกลายจะเป็นคนซื้อรายการทั้งหมด กลายเป็นผมจะมาทำรายการให้คุณทักษิณแทนบริษัท วอทช์ด็อก อาจารย์เกษมสันต์ตอบดีมากครับ ตอบว่าผมขอบพระคุณมากครับที่จะเหมาโฆษณาเพียงผู้เดียว แต่ผมเพิ่งหัดทำธุรกิจ ขอให้หัดทำเถอะ ซื้อไปหมดผมก็ไม่สนุก ที่มานี่หวังจะมาขายโฆษณาเพียงแค่ 1-2 นาที”

ซึ่งทักษิณกล่าวตอบว่าถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป แต่มีหุ้นให้ซื้อบ้างไหม อยากร่วมทำธุรกิจด้วย ดร.เกษมสันต์ กล่าวตอบไปว่า พวกผมจดทะเบียนแค่ 2 ล้านบาท ถ้าซื้อไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ก็พอซื้อได้ ทักษิณก็เลยซื้อ 10% ก็ประมาณ 2 แสนกว่าบาท แล้วบอกว่าอย่าใส่ชื่อผม ให้ใส่ชื่อพี่เมียคือบรรพจน์ ดามาพงศ์ บอกว่าไม่อยากให้คนอื่นรูว่าถือหุ้นบริษัททำสื่อ

เจิมศักดิ์กลายเป็นคนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ เพราะออกรายการทางสื่อโทรทัศน์ และวิทยุเป็นประจำ รายได้ก็เข้ามาเป็นกอบเป็นกำ แถมเมื่อลงสมัครส.ว.ในปี2543ก็ชนะเลือกตั้งได้เป็นส.ว.อีกต่างหาก

แต่แล้วปัญหาก็เริ่มขึ้นเมื่อหม้อข้าวเขาถูกทุบ เมื่อถูกช่อง 9 ยกเลิกสัญญาเช่ารายการทีวี"ขอคิดด้วยคน"ของเจิมศักดิ์ ซึ่งก็น่าจะทำให้เสียผลประโยชน์ก้อนโตเอาการ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงน้ำขึ้นของเจิมศักดิ์ เทียบไปแล้วก็เหมือนสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในปัจจุบันยังไงยังงั้น

เรื่องนี้ทำให้เจิมศักดิ์เข้าใจว่า ทักษิณ ซึ่งเวลานั้นเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆคือทักษิณ1น่าจะอยู่เบื้องหลังให้ยกเลิกรายการ เพราะทั้งที่เป็นพวกกัน ถือหุ้นอยู่บริษัทด้วยกัน ช่วยอุดหนุนโฆษณาให้ แต่กลับมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามดร.สรจักร์ เกษมสุวรรณ ผอ.อสมท.ในขณะนั้นได้ออกมาตอบโต้ ระบุว่าเจิมศักดิ์ทำตัวไม่เหมาะสม ผิดสัญญากับทางช่อง 9 เอง จึงจำเป็นต้องยกเลิกสัญญา

อย่างไรก็ตามเจิมศักดิ์ก็ปักใจว่างานนี้ทักษิณเป็นคนเล่นกูแน่ เลยชำระสะสางแม่งสะเลย ด้วยการออกหนังสือชุด"รู้ทันทักษิณ"ออกมาวิพากษ์ทักษิณ และกลายเป็นหนังสือขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะทักษิณไปงับเหยื่อกล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ในรายการ"นายกฯทักษิณพบประชาชน"และการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน...เท่ากับเหลี่ยมช่วยตีให้ดังไปปริยาย

เจิมศักดิ์จึงนับเป็นคนแรกๆที่ออกมาวิจารณ์ทักษิณ ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังฮันนีมูนอยู่กับรัฐบาลทักษิณ 1 แต่ก็ไม่มีน้ำหนักพอที่จะสั่นคลอนโค่นล้มทักษิณได้..แถมทักษิณได้เปิดทางให้สนธิ ลิ้มทองกุล ค่ายผู้จัดการเข้ามาจัดรายการ"เมืองไทยรายสัปดาห์"ทางช่อง9 และสนธิก็ทำหน้าที่เชียร์ทักษิณยกใหญ่ ยกยอปอปั้นให้เป็น"นายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา" แล้วก็หันไปสอนสั่งเจิมศักดิ์ที่หลุดจอและหน้าปัทม์วิทยุว่า"ที่ร้องแรกแหกกระเชิงอยู่นั้น เปรียบได้กับ ‘ลูกหมา’ ที่มีนิสัยร้องเสียงดัง"เอ๋งๆ"เมื่อถูกทำให้เจ็บ ซึ่งไม่อาจเทียบได้กับ ‘ลูกเสือ’ เจ็บแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยินเสียงร้อง"

สนธิย้ำอยู่หลายหนเรื่อง "เสือเจ็บไม่ร้อง แต่หมาเจ็บมันร้องดังเอ๋ง!" แต่ก็เหมือนกงเกวียนกำเกวียน เพราะต่อมาไม่นานสนธิก็มีเรื่องขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กับทักษิณบางกรณี เช่น ขอโทรทัศน์ช่องNEWS1ไม่ได้ ขอให้วิโรจน์ นวลแข เป็นกรรมการผู้จัดการแบงก์กรุงไทยต่อ (เพื่อช่วยเรื่องหนี้ของสนธิ)ไม่ได้ และสนธิก็หลุดจอช่อง9 ต้องไปจัดเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ก่อนจะกลายเป็นพันธมิตร นำไปสู่รัฐประหาร19กันยา49ในเวลาต่อมา

ศัตรูของศัตรูคือมิตร ใครจะว่าพายเรือให้โจรนั่งชั่งหัวมัน

หลังรัฐประหาร19กันยา49 ขณะที่สนธิลำพองในชัยชนะ เจิมศักดิ์ที่เคยถูกด่าเป็นหมูเป็นหมาก็ไม่ถือโทษอะไร เพราะเขาอาจถือคติว่า"ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร" เจิมศักดิ์จึงไปขึ้นเวทีกู้ชาติร่วมกับสนธิตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร และต่อมาก็มามีรายการที่ออกอากาศ เช่น รู้ทันประเทศไทย ทาง ASTV ช่อง NEWS1 ของสนธิ และรายการวิทยุ "พูดตรงใจกับ ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" ทุกวันเสาร์ เวลา 15.00 - 17.00 น. ทาง F.M. 92.25 ด้วย

ในยุคหลังรัฐประหาร19กันยา ดร.เจิมศักดิ์ ได้รับการตบรางวัลให้เป็นกรรมการ และโฆษกประจำคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)แน่นอนว่ามีพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธานบอร์ด แต่สุดท้ายบอร์ดชุดนี้ถูกหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์พาดหัวด่าอย่างไม่ไยดีว่าส
พรั่งนั้นก็คือ"เหลือบ"หาผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจเหล่านี้...นี่นับว่าเจิมศักดิ์ไปไกลเกินกว่านักวิช
าการที่ลงจากหอคอยงาช้างเพื่อมาช่วยชาวนาให้ขายข้าวได้ราคาดีไปไกลโขจริงๆ

เจิมศักดิ์ยังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ให้ประชาชนลงมติรับร่างฉบับนี้ โดยชูคำขวัญว่า"รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง" โดยเขาชี้อยู่หลายครั้งว่า“ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่ให้ประชาชนเสนอแก้ไขไ
ด้ แต่ครั้งนี้ให้ประชาชนเข้าชื่อ 50,000 ชื่อเสนอได้ ทำให้ประชาชนไม่ใช่ผู้นั่งดูการเมืองอีกต่อไป ”

อย่างไรก็ตามภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านเพราะคนหลงเชื่อว่า"รับๆไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง แก้ก็ง่ายเข้าชื่อกันแค่5หมื่นชื่อ"แบบที่เจิมศักดิ์เคยว่าไว้ มาในเวลานี้เมื่อมีความเคลื่อนไหวจะแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตย สลัดคราบไคลเผด็จการทิ้งไป เจิมศักดิ์ก็ไปเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์แนวหน้า เรื่อง"ทุกข์ของประเทศไทย"ชักแม่น้ำทั้งห้า ในแบบเดียวกับสนธิแอนด์เดอะแก๊งค์ว่า "ปรากฏหลักฐานทำให้เชื่อได้ว่า มีกระบวนการจ้องทำลายสถาบันสูงสุด ที่คนไทยเคารพรัก โดยมีการปล่อยข่าว การแสดงออกถึงความไม่เคารพ และถึงขั้นโจมตี ใส่ร้าย ซึ่งหากประมวลเอกสารหลักฐานจากบุคคลหลายบุคคลที่ได้มีพฤติการณ์ร่วมในลักษณะหมิ่นเหม่จาบจ้วง ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันนี้"

จากแต่ก่อนที่ต้านรัฐประหารอย่างแรง อย่างที่ผมบอกไปในตอนต้น มาในยุครัฐบาลสมัคร -สมชายนี่นะ ที่เหี้ยเหลืองมีการประท้วงกัน เจิมศักดิ์นี่ไปคนละคนเลย คือหากมีรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลสมัคร-สมชายที่ชาวบ้านเลือกมาก็ถือว่าเป็นเรืองสุดวิสัย

ทุกวันนี้จารย์เจิมมีความสุขดี แกส่งลูกมือคือไอ้แม็คปากเบี้ยวไปเป็นรองผอ.ข่าวTPBSอยู่ สารคดีอะไรที่ออกแนวๆเหี้ยมม.ม้าหายนี่ว่ากันว่า แกสั่งไอ้แม็คที่เป็นนอมินีทำ....

แกนี่เมพขิงๆว่ามั๊ยสัดด




 

Create Date : 07 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2552 15:33:11 น.
Counter : 279 Pageviews.  

ซีรีส์ฮาร์ดคอร์ลากไส้สื่อเห้(ตอน7): เปลว สีเงินปฏิบัติการแค้นฝังเหลี่ยม+ใบตองแห้ง ถึก เที่ยงถึง

โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน
5 พฤษภาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกาว่า"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ได้เขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน แบบเจาะลึกวงในแวดวงสื่อมวลชนแบบรายตัว อย่างถึงรากถึงโคน และมีรสชาติความมันส์ในสไตล์ดิบเถื่อนฮาร์ดคอร์ ซึ่งไทยอีนิวส์เห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าด้วยเหตุใดสื่อจึงมีบทบาทอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งมีปรากฏการณ์ลำเอียง เคียงข้างเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตย โดยได้นำเสนอตามต้นฉบับเดิม แต่เนื่องจากเนื้อหายาวมาก เราจึงจะพิจารณานำเสนอเป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณผู้เขียนมา ณ โอกาสนี้ ทั้งนี้ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ


อันนี้ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้พี่เปลวเปลี่ยนคติ ของแกจากที่ว่ากูขอเป็นฝ่ายค้านด่าทุกรัฐบาล มาเป็นว่ากูจะขอจองเวรไอ้เหลี่ยมให้ตายกันไปข้าง(แกประกาศกับลูกน้องคนสนิท ที่ร้านข้าวต้มอนันต์แถวพระราม6 ตอนนั้นผมเมาๆออกจากห้องน้ำมาได้ยินประมาณนี้)


โรจน์ งามแม้น(เปลว สีเงิน)

สำหรับค่ายไทยโพสต์นี่ คนสงสัยกันมากว่าแค้นเหลี่ยมมาแต่ชาติปางไหน ตามบี้เช็ดเหลือเกิน

คือพี่เปลวนี่แกเป็นนักเลงโบราณนะครับ ใครดีมาก็ดีด้วย ใครร้ายก็ร้ายตอบให้เหลือแสน...

แกเคยทำงานไทยรัฐยุคป๊ะกำพลมานาน จนป๊ะตาย แกก็ออกมาทำสยามโพสต์ แกถือคติว่าคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านกับทุกรัฐบาล ตอนแกทำหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ใหม่ๆ รัฐบาลนายชวนแกก็ด่าครับ ด่ามาด่าไปดร.ไตรรงค์ฉุน ลูกน้องดร.ไตรรงค์ตัวเหี้ยๆเยอะ(เสธ.แดงบอกว่าได้วิชาเหี้ยศาสตร์มาจากดร. ไตรรงค์นี่แหละ) ก็บุกโรงพิมพ์แกจะไปเอาเรื่องก็เคยมาแล้ว นอกนั้นก็โดนฟ้องนัวเนีย จนปิดสยามโพสต์ลง

มาเปิดหัวใหม่ไทยโพสต์ พอดีเหลี่ยมมาเป็นรัฐบาล แกก็ด่าตามคติแกคือคนหนังสือพิมพ์ต้องทำตัวเป็นฝ่ายค้านด่าแม่งทุกรัฐบาล แต่เหลี่ยมไม่ยอมรับคตินี้ก็เอาคืนแก ทั้งให้ตำรวจ ให้สตง.ตรวจสอบบัญชีเงินทอง ทั้งไปบีบโรงพิมพ์ของพี่วิ(ระวิ โหลทอง สยามกีฬา)ไม่ให้รับพิมพ์ไทยโพสต์ พี่วิก็ไม่อยากมีศัตรู ประกอบกับพี่เปลวก็ไปพิมพ์กับพี่วิก็ต๊ะไว้ดะ หนี้สะสมชักบานด้วย...

อันนี้ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้พี่เปลวเปลี่ยนคติของแกจากที่ว่ากูขอเป็นฝ่ายค้าน ด่าทุกรัฐบาล มาเป็นว่ากูจะขอจองเวรไอ้เหลี่ยมให้ตายกันไปข้าง(แกประกาศกับลูกน้องคนสนิท ที่ร้านข้าวต้มอนันต์แถวพระราม6 ตอนนั้นผมเมาๆออกจากห้องน้ำมาได้ยินประมาณนี้)

เรื่องของเรื่องก็เป็นงี้แหละครับ บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระให้สาสม

ส่วนใบตองแห้ง เขียนคอลัมน์ว่ายทวนน้ำ อันนี้คนก็สงสัยว่าเขียนไปคนละโทนกับพี่เปลวเลย ทำไมพี่เปลวยังเลี้ยงไว้ทำซากอีก?

คือไอ้นี่ คงเป็นไอ้ถึกเพื่อนผมครับ ไอ้นี่ในชีวิตมันกวนตีน มันมีจุดยืนเป็นนักวิชาชีพเป็นกลาง ใครห้ามมาสั่งกูซ้ายหันขวาหัน

ฉายามัน"ถึกเที่ยงถึง" คือหากไม่เที่ยงไอ้นี่ไม่เคยถึงโรงพิมพ์ เพราะดึกๆแม่งดูหนังโป๊ทั้งคืน แล้วเสือกตัดต่อหนังโป๊เองไว้เป็นคอลเล็กชั่นด้วย

พี่เปลวแกก็นักเลงพอตัว ก็ปล่อยไอ้ถึกไว้เขียนแบบเป็นตัวของตัวเอง ก็ดีออก ใครเกลียดแม้วก็อ่านเปลว ใครรักแม้วก็อ่านใบตองแห้ง ได้แม่งทั้งขึ้นทั้งล่อง....ดีกว่าเอียงไปข้างเดียวแบบผู้จัดการ กับเนชั่น...

หากผมเป็นพี่เปลวผมก็ทำแบบแกนี่แหละ คือจะกวนตีนใครก็กวนไป แต่อย่าเสือกมากวนตีนกูก็พอ ซึ่งไอ้ถึกมันไม่กล้าไปกวนตีนพี่เปลวหรอกเท่าที่ผมรู้...วีรกรรมไอ้ถึกเยอะ ครับ สมัยหนึ่งมันไปอยู่รายวันเล่มนึง ไอ้เทือกเข้ามาเสือกมาสั่งนายทุนให้เชียร์มันหน่อย แล้วช่วยด่าไทยรัฐที่กำลังถล่มไอ้เทือกเรื่องสปก.ให้ด้วย ไอ้ถึกมันไม่ยอม นายทุนบอกมึงไม่ยอม มึงกับกูอยู่กันไม่ได้

ไอ้ถึกไม่เสียดมเสียดายเงินเดือนหลายหมื่นเลย แม่งเก็บของได้ก็ไปจากโรงพิมพ์เหี้ยนั่นเลย...


คราวก่อนเขียนถึงใบตองแห้ง ทำเอามันเสียภาพลักษณ์เมพ หาว่ามันชอบดูหนังโป๊จนดึก เลยตื่นสายเข้าโรงพิมพ์เที่ยงทุกวัน จนมีฉายาถึก เที่ยงถึง (แต่ผมก็ชมมันไปเยอะว่ามันเป็นคนมีอุดมกาม เอ๊ย!อุดมการณ์ในวิชาชีพ) วันนี้ผมขอบูชาๆยอวาทีมันซักนิด เพื่อให้มันมีภาพลักษณ์เป็นเมพ

จะได้ บูชาๆๆ

ใบตองแห้ง

เป็นนามปากกาคอลัมนิสต์ใหญ่ค่ายไทยโพสต์ ของไอ้ถึก-อธึกกิต แสวงสุข

ไอ้ถึกเกิดในครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นครู หัวดีแต่ขี้เกียจ จบ ม.ศ.5 ร.ร.เตรียมอุดม เข้าธรรมศาสตร์ปี 2517 ก็หลัง14ตุลาปีเดียว ทำกิจกรรมชุมนุมวรรณศิลป์ วันๆไม่ค่อยได้เรียนหรอก เอาแต่เคลื่อนไหว จนติดโปร 3 ครั้ง จ่อรีไทร์

พอเกิด 6 ตุลา 2519 เพื่อนสนิทของถึกคือ อนุวัตร อ่างแก้ว ตาย แต่ถึกก็ไม่ได้เข้าป่าทันที ลาออกจากธรรมศาสตร์ พ่อแม่ก็เข็นให้สอบเอนทรานซ์ใหม่ติดวิศวะจุฬาฯ แต่ถึกทำใจไม่ได้ เลยเผ่นเข้าป่าที่เชียงราย ภูชี้ฟ้า สถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน

สหายถึกออกป่ารุ่นท้ายๆ ปี 2525 ไม่ยอมเรียนต่อ อีเหละเขละขละอยู่หลายปี ทำโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ แล้วก็ไปเริ่มทำหนังสือพิมพ์ที่แนวหน้าแบบเรียนลัด เพราะไปเป็นรีไรเตอร์โดยไม่เคยทำข่าวภาคสนาม ต่อมาพรรคพวกในทีม ยกทีมออกจากแนวหน้าหลังไล่ รสช.ตอนพฤษภาทมิฬเสร็จ ก็มาอยู่ INN กับต้อยสนธิญาณ หนูแก้ว อยู่ได้ไม่นานก็ตามพรรคพวก คือพวกอายุธ ประทีป ณ ถลาง ออกมาสยามโพสต์ของพี่เปลว แล้วก็เกาะชายผ้าเหลืองเถ้าแก่เปลวมาอยู่ไทยโพสต์มานี่ก็จนหนวดหงอกพอดี

ถึกบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเอาถ่านอะไรนัก อยู่ในขบวนการนักศึกษาก็เป็นผู้ตามธรรมดาๆ อยู่ป่าก็ไม่ใช่พวกขยันทุ่มเทเพื่ออุดมการณ์สุดตัว ตอนที่นักศึกษาขัดแย้งกับ พคท. พวกที่ทุ่มเทมากๆ จะสติแตก ผิดหวัง hurt ร้องห่มร้องไห้ แต่ถึกไม่เสียใจคิดมากขนาดนั้น แม้จะเลือกข้างอยู่ในกลุ่มนักศึกษาที่ "ก่อกบฎ" แต่ก็พยายามทำความเข้าใจฝ่ายนำ จนได้ข้อสรุปว่าเป็นปัญหาทัศนะของคนดีที่ล้าหลัง ระบบที่รวมศูนย์อำนาจ แล้วก็อุดมการณ์ที่ไม่สอดคล้องความเป็นจริงของสังคม

ถึกเขียนไว้ถึงตัวเองตอนหนึ่งว่า นับแต่ออกจากป่าก็ไม่เคยคิด "ปฏิวัติสังคม" อีกเลย

.......

ข้างต้นนั่นเป็นอัตชีวประวัติฉบับย่อของใบตองแห้ง ชายผู้มีนัยน์ตาเยิ้มประดุจว่ากรึ่มกัญชาอยู่เป็นนิจ ริมฝีปากคล้ำอยู่เสมอเพราะแม่งซี๊ดส์บุหรี่มวนต่อมวน และเป็นเจ้าของคอลเล็กชั่นหนังXXXที่น่าดูที่สุดในโลก....(อ้าว ไอ้ห่า ไหนว่าจะแก้ภาพลักษณ์ให้กู--ไอ้ถึกบ่น)

อ้อ ไม่ใช่ สรุปใบตองแห้ง ของเค๊าดีจินๆครับ ไอ้กระพ้มรับรอง


Noteจากธนาพลแห่งฟ้าเดียวกัน : ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นแฟนคุณ "ใบตองแห้ง" ทั้งในส่วนของการตอบจดหมายหน้า 5 หรือบทสัมภาษณ์วันอาทิตย์ ที่คุณใบตองสามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม

ทืี่ผ่านมา "ใบตองแห้ง" เป็นเสมือนเครื่องสำองค์ชั้นดีที่ทำให้หนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาแบบไทยโพสต์ ดูดี อย่างน้อยก็เปิดกว้างให้มีความเห็นต่าง

ล่าสุด เปลว สีเงิน เจ้าของและบก.ใหญ่สั่งห้ามคุณ "ใบตองแห้ง" เขียนคอลัมน์การเมืองทุกคอลัมน์ในไทยโพสต์ ส่งผลให้คุณ "ใบตองแห้ง" ยื่นใบลาออกจากไทยโพสต์แล้ว
ในฐานะคนอ่านไทยโพสต์คนหนึ่ง

ผมคิดว่าการหายไปของใบตองแห้ง มิได้เป็นการสูญเสียคอลัมนิสต์และนักสัมภาษณ์ฝีมือดีของไทยโพสต์เท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียจิตวิญญาณการทำงานในวิชาชีพของไทยโพสต์ด้วย

หลังจากนี้ไทยโพสต์ก็กลายเป็นดาวสยามสมบูรณ์แบบสมใจเปลว สีเงิน และมวลชนพันธมิตร

ปล. ถ้าสมาคมนักข่าวมีแถลงการณ์ประณามนายทุน(เปลว) แทรกแซงสื่อ (ใบตองแห้ง) ผมจะยอมกราบตีนคุณประสงค์หรือกรรมการท่านอื่น ๆ เลย




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 28 ตุลาคม 2552 21:19:01 น.
Counter : 532 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.