ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ประเมินค่า"3ปีรัฐประหาร19กันยา:ล้มเหลวสิ้นเชิง"ตอกย้ำสังคมแห่งการบังคับใช้กฎหมาย"2มาตรฐาน"

วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 19:39:48 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

19 กันยายน ศกนี้ ครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหาร ประชาชาติออนไลน์นำเสนอทัศนะทางวิชาการของ ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรณาธิการ เว๊ปไซต์กฎหมายมหาชน //www.pub-law.net นับเป็นการประเมินค่าการรัฐประหารที่แหลมคมที่สุด

วันที่ 19 กันยายนปีนี้ เป็นวันครบรอบ 3 ปีของการทำรัฐประหาร "ครั้งล่าสุด" ในประเทศไทย
สภาพบ้านเมืองในวันนี้ คงไม่มีใครบอกได้ว่าเราไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้ว เพราะ "วิกฤต" ต่าง ๆ ยังคงมีอยู่
แถม ยังแตกแขนงออกไปอีกหลายสาขา ดังนั้น ในวันนี้ หลังจากที่ 3 ปีผ่านไป จึงน่าจะถือโอกาสประเมิน"ผลสำเร็จ" ของการกระทำรัฐประหารว่ามีมากน้อยเพียงใด

เพราะระยะเวลา3 ปีที่ผ่านมา ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำการประเมินได้เนื่องจากพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ทุก ๆ ด้านที่เป็นผลพวงอันเกิดมาจากการรัฐประหารย่อมสะท้อนให้เห็นถึง " ผลสำเร็จ" ของการทำรัฐประหารได้ไม่ยากนัก
ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ในวันนั้นแม้เราจะพบว่ามีความขัดแย้งในสังคม แต่ความขัดแย้งดังกล่าวก็มิได้มีความ "รุนแรง" เท่ากับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้น คณะรัฐประหารและรัฐบาลของคณะรัฐประหารก็ได้แสดงให้เราเห็นภาพของ "ความปรารถนาดี" ที่มีต่อบ้านเมืองและในทางกลับกันก็ได้ " ฉายภาพ " ของความเลวร้ายที่เกิดจากรัฐบาลที่ผ่านมา
สิ่งที่ตามมาก็คือการล้มเลิกโครงการหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลที่ผ่านมา
รัฐบาลของคณะรัฐประหารพยายามทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ "ดูดี" และ "บริสุทธิ์ผุดผ่อง"
แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารประเทศไม่ใช่ "ของง่าย ๆ" ที่ใครจะลุกขึ้นมาทำก็ได้ ด้วยเหตุนี้เองที่เรามองเห็น "ความล้มเหลว" ในการบริหารประเทศเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งในด้านการออกกฎหมายโดย "สนช." ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารด้วย!!!

น่าจะมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ล้มเหลวก็คือ กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลที่ผ่านมาที่ทำงานกันอย่างขมักเขม้นและประสานเสียง กันอย่างน่าชื่นชม มีการฉายให้เห็น "ภาพร้าย" ของรัฐบาลที่ผ่านมาทุกวันจนทำให้บางครั้งอดนึกไม่ได้ว่า ทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาถึงได้ “ร้าย” ขนาดนี้!!!

ข่าวต่าง ๆ มีมากมายรายวันจนแทบไม่น่าเชื่อ ยังจำกันได้ไหมว่า 2 – 3 วันหลังการรัฐประหารก็มีข่าวการทุจริตเกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งกำลัง จะเปิดให้บริการว่า เกิดการทุจริตกันมากทุกรูปแบบ รันเวย์ร้าวและทรุดจนไม่น่าจะใช้การได้
แถมมีบางคนออกมาให้ข่าวว่าคงเปิดใช้สนามบินไม่ได้อีกแล้วและสมควรเก็บไว้ เป็น "สุสาน" ของอดีตนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย!!!

ส่วนกระบวนการตรวจสอบอื่น ๆ ก็ดู "น่ากลัว" ทั้งนั้น ยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง ถูกสังคมประณามว่าทุจริตทั้ง ๆ ที่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการพิสูจน์ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้กับนักการเมืองในรัฐบาลที่ ผ่านมาจนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว

เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรัฐประหารก็สามารถ "เอาใครก็ไม่รู้" มาร่างรัฐธรรมนูญได้
ดู ๆ แล้วไม่น่าเชื่อว่าจะทำอย่างนี้ได้กับกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตัวอย่างดี ๆ มีให้เห็นทั่วโลกก็ไม่เอามาใช้กลับสร้างแบบของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นรัฐ ธรรมนูญที่มีมาตรา 309 พ่วงท้ายมาด้วย คงไม่มีที่ใดในโลกนี้อีกแล้วที่ทำอย่างนี้ได้!
ด้วยเหตุนี้เอง "ใครก็ไม่รู้" ที่มาร่างรัฐธรรมนูญที่บางคนก็เข้ามาเพราะ "มีตำแหน่ง" บางคนก็เข้ามาเพราะ "มีพรรคพวก" จึงช่วยกันผลิตรัฐธรรมนูญที่ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย "ใหญ่"รัฐบาลหรือแม้กระทั่งผู้เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญด้วยบางคนต้องออกมาบอก กับประชาชนก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติว่า "รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลัง" น่าอายไหมกับผลงานที่มีตำหนิ!!

เมื่อรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิออกมาใช้บังคับ เกิดการเลือกตั้งขึ้น เกิดปัญหาจากบทบัญญัติที่หลาย ๆ มาตราในรัฐธรรมนูญนำมาซึ่งความวิกฤตต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่ในวันนี้ อาจสรุปได้ว่าเป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเราเคยมีมาก็ว่า ได้

ขอยกตัวอย่าง วิกฤตต่าง ๆ เพียง 3 วิกฤตที่คิดว่ามีความสำคัญและเป็นผลต่อเนื่องมาจากการรัฐประหาร
วิกฤตแรกเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เราจะพบได้ในชีวิตประจำวันว่า เรามีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกันมากรวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายที่มี "หลายมาตรฐาน"!!

ลองสังเกตดูในช่วงชีวิตประจำวันก็ได้ ทางเท้าสำหรับคนเดินกลายเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซด์และเป็นที่ขายของ บนถนน รถเมล์และรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งตามกฎหมายจะต้องวิ่งชิดขอบทางด้านซ้าย ก็ออกมาวิ่งเผ่นผ่านเต็มพื้นที่ถนนไปหมด
สองตัวอย่างนี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าทั้งผู้อยู่ใต้ กฎหมายและผู้รักษากฎหมายต่างก็ละเลยการบังคับใช้กฎหมายกันไปหมด

ด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อมีการจับพ่อค้าขายของปลอมแถวพัฒน์พงษ์ เราจึงเห็นภาพการขัดขืนการจับกุมและการบุกชิงของกลางที่อยู่ในความดูแลของ เจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างไม่สะทกสะท้าน!

ส่วนเรื่องเก่า ๆ ที่หลายต่อหลายคนพูดถึงก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงกันต่อไป
การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นความผิดที่ ร้ายแรงจนถึงวันนี้เราก็ยังหาตัวคนทำผิดมาลงโทษไม่ได้ แต่พอมีข่าวการตัดต่อเทปเสียงนายกรัฐมนตรี เพียงไม่กี่ชั่วโมงเราก็ทราบข้อมูลชัดเจนแล้วว่ามีการตัดต่อกี่จุด เอาเสียงเหล่านั้นมาจากไหน แถมยังรู้ไปไกลกว่านั้นอีกว่าทำและเผยแพร่มาจากที่ใดด้วย
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คำว่า "สองมาตรฐาน" เกิดขึ้นกับการบังคับใช้กฎหมาย
รวมความแล้ว สำหรับวิกฤตของการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่าอยู่คู่กับ ประเทศไทยมาจะครบ 3 ปีแล้ว และก็ยังมองไม่เห็นว่า ณ จุดใด เราจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรมและยุติธรรม ดังเช่นที่นายกรัฐมนตรีได้เคยกล่าวถึงอยู่เสมอ ๆ ถึงการปกครองในระบบ "นิติรัฐ" !!

วิกฤตต่อมา ก็คงหนีไม่พ้นปัญหา"อมตะ" ที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทยกว่า 50 ปีแล้ว และเรียกได้ว่าเป็น "เหตุใหญ่" ที่ใช้อ้างกันสำหรับการรัฐประหารแทบทุกครั้ง

นั่นคือเรื่อง "การทุจริตคอรัปชั่น" !!! การดำเนินการตรวจสอบของกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะรัฐ ประหารและโดยรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ชี้ให้เห็นถึงการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้วางมาตรการต่อเนื่องที่เพียงพอในการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น ที่จะเกิดขึ้นใหม่
ด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ เราก็ได้ยินเรื่อง "ปลากระป๋องเน่า" ที่ไม่รู้ว่าวันนี้ตรวจสอบไปถึงไหน ตกลงแล้วมีใครทุจริตหรือไม่

ตามมาด้วยการเช่ารถเมล์ 4,000 คันที่แพงยิ่งกว่าการซื้อหลายเท่าที่ไม่รู้เช่นกันว่าวันนี้ผลการพิจารณาไปถึงไหน
ปิดท้ายด้วยโครงการอภิมหาทุจริตชุมชนพอเพียงที่มีข่าวว่าเกิดการทุจริตจำนวน มากมายหลายโครงการย่อย ที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมากและประชาชนก็ได้ "ของไม่ดี" ไปใช้ ที่ในวันนี้ก็เช่นเดียวกันที่เรื่องเงียบหายไปแล้ว

ไม่รู้ว่า 3 ตัวอย่างนี้เขาเรียกว่า "การทุจริต" หรือไม่ ? เพราะถ้าใช่ ก็คือการเอาเงินของประเทศชาติไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวที่น่าจะต้อง "ลากคอ" คนทำผิดมาลงโทษ เช่นเดียวกับการที่เรา "สะใจ" กับการลงโทษอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ผ่านมาในข้อกล่าวหาเดียวกัน

นอกเหนือจากการทุจริตที่เป็นตัวเงินและทรัพย์สินที่กล่าวไปแล้ว วันนี้เราก็ยังคงพบการทุจริตรูปแบบดั้งเดิมที่ไม่ว่าจะรัฐประหารกันกี่ครั้ง ก็ไม่เห็นหมดสิ้นไปเสียที

นั่นก็คือการใช้อำนาจเข้าไป "แทรกแซง" ระบบราชการประจำที่บางคนพยายามเรียกว่า "การทุจริตเชิงอำนาจ"
ลองดูเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก็แล้วกัน ดูมีปัญหาไปหมดตั้งแต่การแต่งตั้งที่กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในกระทรวงอีกบางกระทรวง รวมไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยที่เหมือนในหน่วยงานจะ"ไม่พอใจ" แต่ก็ไม่กล้า "ขัดขืน" ด้วยเกรงว่า หากรัฐบาลอยู่ยาวตนเองจะลำบาก

หากการทุจริตคอรัปชั่นและการใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงระบบราชการประจำเป็น "เงื่อนไขหลัก" ที่ทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้น ก็ขอให้ลองพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้ก็แล้วกันว่า เข้าเงื่อนไขที่จะทำการรัฐประหารแล้วหรือยัง?

วิกฤตสุดท้าย ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นวิกฤตใหญ่ที่ควรจะกล่าวถึงไปแล้วตั้งแต่ต้นแต่ก็ นำมากล่าวถึงเป็นวิกฤตสุดท้ายด้วยเหตุที่ว่า น่าจะเกิดปัญหาขึ้นเร็ว ๆ นี้ และปัญหาน่าจะรุนแรงเพราะเป็น "วิกฤตสะสม" ที่ต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารโดยตรง ...นั่นก็คือวิกฤตรัฐธรรมนูญ

คงจำกันได้ว่า "รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลัง" เป็นคำพูดที่แม้จะมีคนนำมาอ้างถึงมากแต่ในทางปฏิบัติก็เป็นไปไม่ได้สักครั้ง
เพราะว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตา "คัดค้าน" การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "สาระที่จะขอแก้ไข" เลย คนเหล่านั้นพยายามทำให้ภาพของรัฐธรรมนูญดูเป็นของ "ศักดิ์สิทธิ์" เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ที่ทุกคนต้องให้ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็น สัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตย

คนเหล่านั้นจึง "คัดค้าน" การแก้รัฐธรรมนูญทุกครั้งที่มีการเสนอขอแก้ไขโดยไม่ฟังเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น
จริง ๆ แล้ว ไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงนี้ เพราะเมื่อพิจารณาจากข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสมานฉันท์ แล้วก็ไม่เห็นว่าประชาชนหรือประเทศชาติจะได้ประโยชน์อะไรมากมายนัก คงมีเพียงนักเลือกตั้งและนักการเมืองเท่านั้นที่ได้ประโยชน์

แต่ถ้าหากจะแก้กันจริง ๆ แล้ว น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาและหาทางสร้างกลไกในการควบคุมการใช้อำนาจของนักการเมืองให้ดี กว่านี้ ประเทศชาติก็จะได้ประโยชน์มากกว่า
ดู ๆ ไปแล้ว หากเดาไม่ผิด เราคงต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปอีกนานทีเดียว ก็ พลังหลัก ในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็น "พลังหลัก" ที่ค้ำยันรัฐบาลอยู่ ยังไงเสียก็คงต้องฟังกันบ้าง ใช่ไหม !!!
มีอะไรอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารแต่ไม่ขอกล่าวถึง ในวันนี้หากจะประเมินผลการรัฐประหารคงไม่ยากที่จะให้คะแนน
การรัฐประหารที่ผ่านมาถือว่า "ล้มเหลว" โดยสิ้นเชิงเพราะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศไม่ได้เลย

ในทางกลับกันกลับสร้างปัญหาสำคัญขึ้นมาให้กับประเทศอีก นั่นก็คือความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรงที่ดู ๆ แล้วน่าจะยากที่จะเยียวยาได้ในระยะเวลาอันสั้น ความล้มเหลวของการรัฐประหารยังแสดงออกมาโดยผ่านทางนักการเมืองหน้าเก่าที่ แม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ก็สามารถส่ง "ตัวแทน" เข้ามาร่วมอยู่ในรัฐบาล ในองค์กรของรัฐต่าง ๆ แถมบางคนก็ยังมีบทบาทสูงในการ "ชี้นำ"การเมืองของประเทศในวันนี้อย่างชัดเจนอีกด้วย

ส่วนการจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่นทั้งที่เป็นทรัพย์สินเงินทองหรือเป็นการ ใช้อำนาจหน้าที่ก็เห็นได้ชัดว่า "ล้มเหลว" เพราะวันนี้ก็ยังมีอยู่และดูท่าทางจะ "แยบยล" กว่าเดิมอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นการกระทำที่ "สูญเปล่า"

บทสรุปสำหรับ "3 ปีรัฐประหาร : ใครได้ใครเสีย" ก็คือในวันนี้ระบบเศรษฐกิจของเราพังพินาศไปมาก สังคมมีความแตกแยกสูง การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมถอยลง การเมืองอ่อนแอ คงไม่ต้องบอกว่า ประเทศชาติได้รับความเสียหายจากการรัฐประหารไปมากน้อยเพียงใด

ส่วนใครได้นั้นก็คงต้องไปดูกันเอาเองจากตำแหน่งหน้าที่ ฐานะการงาน บทบาทต่าง ๆ ที่บางคนได้มาจากการสนับสนุนการรัฐประหาร จากการเป็น สนช. จากการเป็นเนติบริกร จากการเข้าไปช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ลองพิจารณากันเอาเองแล้วกัน

ในวันนั้น หากไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นและปล่อยให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยแก้ปัญหาการ เมืองกันเอง ในวันนี้เราจะเป็นอย่างไร คงเป็นสิ่งที่อยากให้เรา "ลอง" มองดูบ้าง
ความผิดพลาด "ครั้งใหญ่" ของคณะรัฐประหารก็คือ เมื่อขึ้นมาแล้วไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่าง "เด็ดขาด" ปัญหาต่าง ๆ จึงยังคงอยู่ครบทั้งหมด!!!

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ




 

Create Date : 15 กันยายน 2552    
Last Update : 15 กันยายน 2552 15:37:36 น.
Counter : 285 Pageviews.  

ระบอบ"ปกครองไทย"น่าเอาแบบอย่าง?

วันจันทร์ที่ 7 September พ.ศ.2552 18:45 น.

สอง ประเทศ...บนรอยต่อผืนแผ่นดินทวีปเดียวกันประเทศไทย กับ เกาหลีเหนือ...สองประเทศที่ระบบการเมืองการปกครอง แตกต่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง...เป็นประเทศ ประชาธิปไตย กับ คอมมิวนิสต์โดยระบอบการปกครองทั้งสองรูปแบบยังคงเป็นเพียงตาม“หลักทฤษฎี” ซึ่งประเทศทั้งสองยังมิอาจ “พัฒนา” เข้าถึงแก่นแท้ในระบอบที่ดำเนินการอยู่อย่างถูกต้องและลึกซึ้งเพื่อสร้าง ชาติและสร้างอาณาจักรให้มั่นคง!ประเทศไทย เป็น ประชาธิปไตยทางอ้อม คือ มีผู้แทนทำให้เกิดการเมืองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยแบ่งเป็นสภาขุนนางและสภาสามัญเกาหลีเหนือ...ประเทศผู้นำ “คอมมิวนิสต์” ยึดระบอบจากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการปกครอง สังคม และการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อกำหนด “เป็นเจ้าของร่วมกัน” ประชาชนทุกคนมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกันแต่ระบอบ “คอมมิวนิสต์” ที่แท้จริงที่ทุกคนเท่าเทียมไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐบาลบริหาร ไม่เคยเกิดขึ้นจริงที่ “เกาหลีเหนือ”เช่นเดียวกับ “ประเทศไทย” คำว่าประชาธิปไตยไม่เคยเกิดขึ้นจริง...กลายเป็นเพียงประเทศที่ปกครองด้วย ระบอบ“เผด็จการทหารซ่อนรูป”ทุกเหตุการณ์...และทุกเรื่องราวประวัติศาสตร์ “การปฏิวัติ”ตลอดจนการขึ้นมาบริหารประเทศโดย “นายกรัฐมนตรี”ทุกครั้ง “ทหาร” จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมือง...เป็นสายใยที่ยาก “ตัดขาด”เพราะการเมืองไทยไม่สามารถพัฒนาให้พ้นจากกรอบของ“การแทรกแซงทางการ เมืองของทหาร”ทำไม ? “คิมจองอิล” ผู้นำเกาหลีเหนือ จึงชื่นชมระบอบการปกครอง

แบบไทย ยิ่งนักเป็นเวลา 9 ปีมาแล้วที่ “คิมจองอิล” เคยพูดกับ “แมเดลีนอัลไบรท์” อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า...อยากนำระบบการปกครองแบบไทยไปเป็น “ต้นแบบ” ของเกาหลีเหนือในอนาคตเพราะไทยเป็นชาติที่มีการปกครองแบ่งเป็น “ระบบชนชั้น”ที่ชัดเจน และมีการปฏิบัติในภาครัฐที่เป็นอิสระต่อนานาอารยประเทศโดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการทำเป็นหนังสือรวมเล่มภายใต้ชื่อว่า“Kim Jong ll’s Leadership of North Korea”“คิมจองอิล” สนใจในสองมุมของสองประเทศที่น่าเอาแบบอย่าง...ระบบเศรษฐกิจของสวีเดน และ ระบอบการปกครองของไทยแต่ถ้าถามกลับ “คนไทย” ว่า...มีความสุขและพึงพอใจในระบอบ“การเมืองการปกครอง” นี้หรือไม่?คนไทยทั้งประเทศตอบเลยว่า “ไม่” เพราะมันเป็นระบอบที่“แข่งขันเป็นใหญ่” และไม่มีใครต้องการ “สูญเสียอำนาจ”บุคคลเหล่านั้นคิดว่า...ประเทศนี้ไม่ใช่ของ “ประชาชน” และเป็นของพวกเขา!ประเทศชาติต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ หลายปี เพราะการปฏิวัติของ“ผู้มีอำนาจ” และความแตกแยกทุกวันนี้ก็เพราะคนส่วนน้อยไม่ยอมรับ “ผลการเลือกตั้ง”หาก “คิมจองอิล” คิดแสวงหาอำนาจไม่รู้จบ...และคิดรวบอำนาจไว้เป็นของตนและพวกพ้อง โดยไม่ยึดหลักคิดถึงประชาชนและประเทศชาติเอาระบอบการปกครองแบบไทยไปใช้เถิด จะเกิดผลไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ...เมื่อ “เฮียคิม” บอกทั้งรักทั้งหลงในระบอบการปกครองไทย...ว่าแต่ว่า “เฮียคิม” น่าจะบอก...ใครคือ? ไอดอลของแก!

ที่มา บางกอกทูเดย์

Linkหนังสืออ้างอิงที่บทความพูดถึง สังเกตที่ย่อหน้าสุดท้ายของหน้าที่176
เอื้อเฟื้อการค้นโดยคุณจังอางู้แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน




 

Create Date : 10 กันยายน 2552    
Last Update : 10 กันยายน 2552 21:37:03 น.
Counter : 358 Pageviews.  

บทบาทหน้าที่ขององคมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญ

โดย รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3 กันยายน 2552*

1.ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ตำแหน่ง “องคมนตรี” มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงแต่ในยุคนั้นใช้คำว่า “ปรีวี เคาน์ซิล” (Privy Council) หรือ “ที่ปฤกษา” ในพระองค์”

2.ยุคประชาธิปไตยแบบ Constitutional Monarchy

หลัง จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ มิได้รับรองสถานะขององคมนตรีแต่อย่างใด รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาด้วย คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๗๕ และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๘๙

รัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่รับรองสถานะขององคมนตรีก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ เพียงแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้ใช้คำว่า “องคมนตรี” แต่ใช้คำว่า “อภิรัฐมนตรี”[1] แทน จากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาก็รับรองสถานะของตำแหน่งองคมนตรีไว้ทุกฉบับ[2]

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับองคมนตรีนั้น มีข้อสังเกตดังนี้

1) จำนวนขององคมนตรี ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๙๐ มาตรา 13 ได้บัญญัติให้อภิรัฐมนตรีมีจำนวน 5 ท่าน แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มามีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขององคมนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม 5 ท่าน เป็นไม่มากกว่า 8 ท่าน[3] ไม่เกิน 9 ท่าน[4] ไม่เกิน15 ท่าน[5] และไม่เกิน 19 ท่าน[6] ในที่สุด

2) หน้าที่ขององคมนตรี รัฐธรรมนูญในอดีตจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง พุทธศักราช ๒๕๔๐รับรองว่าองคมนตรีมีหน้าที่อยู่สองประการคือ

1.ถวายความเห็น[7] ต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา

และ 2. มีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้



ซึ่งหากดูรายละเอียดในรัฐธรรมนูญแล้วสามารถสรุปอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีออกเป็น ดังนี้

ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ถวายความเห็น มีข้อสังเกตดังนี้

ประการแรก การที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ถวายคำปรึกษา” ก็ดี หรือ “ถวายความเห็น” ก็ดีแสดงนัยยะอยู่ในตัวว่า ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของคณะองมนตรีนั้นมีลักษณะ “เชิงรับ” (passive) มากกว่าที่จะมีลักษณะ “เชิงรุก” (active)

กล่าวคือ หากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงปรึกษาแล้ว คณะองคมนตรีจะถวายความเห็นเองมิได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับลักษณะปกติทั่วไปของงานให้คำปรึกษา (advisory opinion) ที่โดยปกติแล้ว จะต้องมีผู้มาขอคำปรึกษาเสียก่อน หากไม่มีใครริเริ่มขอคำปรึกษา ผู้ที่จะให้คำปรึกษาก็ไม่อาจให้คำปรึกษาได้ เพราะไม่รู้ว่าจะให้คำปรึกษาเรื่องอะไร ดังนั้นองคมนตรีจะให้ความเห็นเองโดยที่พระมหากษัตริย์ยังมิได้เรียกปรึกษามิได้ ลักษณะหน้าที่ของคณะมนตรีจึงมีลักษณะตั้งรับมากกว่าเชิงรุก

ประการที่สอง ความเห็นที่องคมนตรีถวายนั้นต้องเป็นความเห็นที่เกี่ยวกับ “พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์” ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเห็นที่องคมนตรีจะถวายได้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เช่น การพระราชทานอภัยโทษ เป็นต้น

ส่วนหน้าที่ประการที่สองนั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” มีข้อสังเกตดังนี้

ประการที่หนึ่ง คำว่า “หน้าที่อื่น” นั้น มักจะเป็นเรื่องของการสืบสันตติวงศ์ เช่น

1) อำนาจในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
2) ให้ประธานองคมนตรีดำรงตำแหน่งเป็น ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน (Regent) ชั่วคราว
3) มีอำนาจในการจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิม ตามพระราชดำริของพระมหากษัตริย์[8]
4) เสนอพระนามผู้สืบสันตติวงศ์ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง โดยที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้


ประการที่สอง หน้าที่อื่นนั้นต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญด้วย นั่นหมายความว่า องคมนตรีจะใช้อำนาจนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญให้ไว้มิได้ การใดๆที่องคมนตรีทำนอกเหนือขอบอำนาจตามรัฐธรรมนูญ (ultra vires) การนั้นย่อมถูกโต้แย้งได้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ[9]

จะ เห็นได้ว่า อำนาจของคณะรัฐมนตรีมีจำกัดมาก กล่าวคือ มีอำนาจในการให้ความเห็นแด่พระมหากษัตริย์และหน้าที่อื่นตามรัฐธรรมนูญ เหตุผลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีไว้จำกัด เนื่องจากระบอบประชาธิปไตย มี “รัฐบาล” (Government) บริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว

3) การวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

รัฐธรรมนูญในอดีตจนถึงปัจจุบัน บัญญัติให้องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการเมืองอื่น และที่สำคัญต้อง “ไม่แสดงการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆ” เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ก็คือ องคมนตรีนั้นต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง หากเกี่ยวข้องไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแล้ว ก็อาจเป็นผลเสียต่อตัวองคมนตรีนั้นเอง และอาจส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การเลือกและแต่งตั้ง รวมถึงการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งเป็นพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์[10]

บทส่งท้าย

เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทและการวางตัวของท่านประธานองคมนตรี มากว่าไม่เหมาะสม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ผู้มีบารมีในรัฐธรรมนูญ” [11] แต่ใช้ “อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อการโยกย้ายทหาร คณะรัฐมนตรี หรือการออกมาให้ความเห็นทางการเมืองอยู่เนืองๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ขององคมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือ ไม่ สาธารณชนพึงตัดสินเอาเองเถิด

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับสำทับอีกว่า ก่อนที่องคมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่จะต้องกล่าวปฎิญาณตนว่า

“…..ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกประการ”

[12] ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า องคมนตรีมีอำนาจเพียงเท่าที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ อีกทั้งองคมนตรียังต้อง “ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ” อีกด้วย ส่วนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ประธานองคมนตรีจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นสาธารณชนพึงตัดสินเอาเอง เถิดอีกเช่นกัน

สุดท้ายนี้ หากองคมนตรีท่านใดทำนอกเหนือที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้ นั่นหมายความว่าท่านพร้อมที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนแล้ว

เชิงอรรถ

[1] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ หมวด ๒
[2] มีข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ ได้บัญญัติเรื่องอภิรัฐมนตรีไว้เป็นหมวดหนึ่งแยกออกจากหมวด “พระมหากษัตริย์” โดยในหมวด 2 จั่วหัวว่า “อภิรัฐมนตรี” แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆ มาได้บัญญัติสถานะขององมนตรีอยู่ภายใต้หมวด “พระมหากษัตริย์” มาโดยตลอด มิได้แยกออกเป็นเอกเทศจากหมวด “พระมหากษัตริย์” อย่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐
[3] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๒ มาตรา ๑๓ วรรค ๑
[4] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๐๒ มาตรา ๔
[5] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๑๗ มาตรา ๑๕ โดย 15 ท่านประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 ท่านและคณะองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 14 ท่าน
[6] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ โดย 19 ท่านประกอบด้วยประธานองคมนตรี 1 ท่านและคณะองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 ท่าน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๒ ก็บัญญัติทำนองเดียวกัน
ท่าน
[7] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๔๙๐ มาตรา ๑๓ ใช้คำว่า “ ถวายคำปรึกษา”
[8] โปรดดูมาตรา 20 แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ประกอบ
[9] ประเด็นนี้ นักวิชาการไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา ไม่เปิดโอกาสให้ตุลาการรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐ ธรรมนูญ “การกระทำ” (act) ขององคมนตรี เนื่องจากต้องการให้องค์กรนี้อยู่ในปริมณฑลของ “พระราชอำนาจ” หรือ “พระราชอัธยาศัย” ของพระมหากษัตริย์โดยแท้ หรือเป็นไปได้ว่า ยังไม่มีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างจริงจังในหมู่นักวิชาการว่า คณะองคมนตรีเป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
[10] โปรดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๔ วรรค ๑
[11] ประเด็นนี้ผู้เขียนไม่เห็นพ้องด้วยที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรใช้คำว่า “ ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
[12] โปรดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ วรรค ๒

บทความนี้เผยแร่ครั้งแรกในประชาไท เมื่อ 2 มกราคม 2551




 

Create Date : 04 กันยายน 2552    
Last Update : 4 กันยายน 2552 18:39:47 น.
Counter : 366 Pageviews.  

รู้เรื่องการเมืองรัฐสภา การออกกฏหมายและรัฐบาลญี่ปุ่น

1. การแบ่งอำนาจการปกครองของญี่ปุ่นรับมาจากอเมริกาอีกที จะแบ่งออกเป็นสามฝ่าย (เหมือนไทย) ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 三権分立 (ซันเคนบึงริทสึ) ได้แก่ 立法府 (ริปโปฟุ = ฝ่ายนิติบัญญัติ) 司法府 (ชิโฮฟุ = ฝ่ายตุลาการ) และ行政府 (เกียวเซย์ฟุ = ฝ่ายบริหาร)

2. ฝ่ายนิติบัญญัติ : มีหน้าที่หลักๆคือออกกฏหมายโดยการประชุมกันในสภา (国会ขกไค) เลือกนายกรัฐมนตรี,ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

3. ฝ่ายตุลาการ : ตีความกฏหมาย พิจารณาคดีให้เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด

4. ฝ่ายบริหาร : นำกฏหมายมาบังคับใช้ วางนโยบายบริหารบ้านเมืองโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นศูนย์กลาง

5. ศาลฏีกาของญี่ปุ่น (最高裁判所 ไซโคไซบังโช) นั้นจะมีระบบตรวจสอบนึงที่เรียกว่า โคคุมินชินสะ 国民審査 เป็น ระบบที่จะจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งสามัญ โดยประชาชนสามารถจะตรวจสอบพิจารณาท่านผู้พิพากษาแต่ละท่านได้ด้วย (ไม่ใช่ว่าได้เป็นผู้พิพากษาแล้วจะจบกันไป) ดังนั้นอย่ามาทำเป็นพิพากษามั่วในคดีต่างๆ ท่านจะโดนประชาชนโหวตออกแบบหมดอนาคต

6. อำนาจอธิปไตยสูงสุดของญี่ปุ่นก็คืิอรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันกับไทย (รัฐธรรมนูญ ภาษาญี่ปุ่นคือ 憲法 เคนโป)

7. เทงโน 天皇 หรือ พระจักรพรรดิและราชวงศ์เป็นเพียง symbol ของประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น (สามารถหาอ่านเรื่องซุบซิบแอบเม้าท์วิจารณ์พวกท่านได้ตามนิตยสารผู้หญิงทั่ว ไป)

8. ในสภาจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (衆議院ชูกิอิน) ทำงานร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา (参議院 ซังกิอิน) เช่นเดียวกับที่ไทย โดยชูกิอินเป็นสภาชั้นล่าง (下院) มีจำนวน 480 คน และซังกิอินเป็นสภาชั้นสูง (上院) มีจำนวน 242 คน ทั้งสองอย่างต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งคู่

9. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีวาระทำงานในสภา 4 ปี ส่วนวุฒิสภา ทำงาน 6 ปี วุฒิสภาจะทำงานไปเรื่อยไม่เกี่ยวข้องหากมีการยุบสภา (เช่นตอนนี้ ไม่มีรัฐบาลเพราะยุบสภาไปแล้ว แต่วุฒิสภาก็ยังทำงานอยู่ หากมีปัญหาหรืออะไรตอนนี้ วุฒิสภาจะทำงานแทนหมด) เป็นข้อดีการมีสภาสองระบบ

10. คนที่จะลงสมัครเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรได้ต้องมีอายุ 25 ปีขึ้นไป ส่วนคนที่จะลงสมัครเลือกตั้งเป็นวุฒิสภาได้นั้นต้องอายุ 30 ขึ้นไป (และแน่นอน ต้องเป็นชาวญี่ปุ่น)

11. ส่วนคนที่มีสิทธิ์ไปเลือกตั้งตอนนี้คือประชากรญี่ปุ่นที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ทว่ากำลังทำท่าอยา่กจะลดให้เป็น 18 เพราะอยากให้มีส่วนร่วมการเมืองเร็วๆ แต่ยังติดปัญหารายละเอียดหลายๆอย่างอยู่ เพราะถ้ากำหนดให้ประชากรญี่ปุ่นบรรลุนิติภาวะที่อายุ 18 เท่ากับเมื่ออายุ 18 (บางคนอยู่ม.6) จะสามารถกู้เงินธนาคาร, ซื้อบ้าน, ทำนิติกรรม, แต่งงาน, ซื้อตั๋วพนันม้า และอื่นๆได้ด้วย... (ทว่าสูบบุหรี่ ดื่มเหล้านั้นไม่เกี่ยว ทำได้ตอนอายุ 20 เหมือนเดิม เพราะใช้กฏหมายคนละตัวกัน)

12. เคยเล่าไปแล้วว่าญี่ปุ่นจะมีรัฐบาลท้องถิ่นที่เรียกว่าจิโฺฮจิจิไต (地方自治体) โดยแบ่งออกเป็นสองระดับคือระดับหมู่บ้านตำบลอำเภอ จะดูแลความเป็นอยู่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคของประชาชนอย่างใกล้ชิด ส่วนระดับจังหวัดจะดูเรื่องใหญ่กว่านั้นเช่นเรื่องการค้าขาย การลงทุน หรือผลผลิตของจังหวัด

13. รายได้ของประเทศญี่ปุ่นนั้นมาจากภาษีของประชาชนประมาณ 53 ล้านล้านเยน, การออกพันธบัตรรัฐบาล (เป็นหนี้ประชาชน) ประมาณ 25 ล้านล้านเยน และอื่นๆอีกประมาณ 4 ล้านล้านเยน... สามารถพูดได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเป็นรัฐบาลที่เป็นหนี้ (ประชาชน) มากที่สุดในโลก...

14. พันธบัตรรัฐบาลนั้นมีสองแบบคือเคนเสทซึโคไซ (建設公債) เป็นการกู้เงินประชาชนเพื่อมาใช้ก่อสร้างถนนหรือสิ่งต่างๆในช่วงที่เงินเฟ้อ ส่วนพันธบัตรอีกแบบคืออาคาจิคกคุไซ (赤字国債) ชื่อก็บ่งบอกเป็นลางสังหรณ์ที่ไม่ดีแล้ว พันธบัตรตัวนี้ออกเพื่อคัพเวอร์ค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่พอ และจริงๆแล้วเป็นพันธบัตรที่กฏหมายห้ามออก!!

15. กฏหมายห้ามออกแล้วออกมาได้ไง? รัฐบาลก็ออกกฏหมายฉบับพิเศษมาให้ออกพันธบัตรอาคาจิได้เป็นกรณีพิเศษไงล่ะ...

16. เอาเข้าจริงๆแล้ว รายได้จากพันธบัตรรัฐบาล 25 ล้านล้านที่ว่า เป็นพันธบัตรเคนเสทซึแค่ 5 ล้านล้านเยน อีก 20 ล้านล้านเป็นพันธบัตรอาคาจิที่ว่า...

17. มาดูนายกฯญี่ปุ่นบ้างดีกว่าว่ามีอำนาจอะไรบ้าง... อย่างแรกเลยคือสามารถกำหนดคณะรัฐมนตรีที่ชอบที่ชอบเองได้ ขณะเดียวกันก็มีสิทธิ์ ไล่รัฐมนตรีที่ทำงานไม่ประทับใจออกได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีอำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหารของรัฐ และยังสามารถสั่งการกองกำลังป้องกันประเทศหรือจิเอไตได้อีกด้วย (自衛隊)

18. ฝ่ายรัฐบาล ภาษาญี่ปุ่นคือโยะโต (与党) ส่วนฝ่ายค้านคือยะโต (野党) เจือกออกเสียงคล้ายกันอีก... จริงๆพรรคการเมืองญีุ่ปุ่นก็มีหลายพรรค แต่พรรคใหญ่สองพรรคที่ได้รับการพูดถึงอยู่เสมอคือพรรคจิมินโต(自民党มาจากจิยูมินชุโต 自由民主党) และมินชุโต(民主党) โดยจิมินโตได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลมาตลอดเลยตั้งแต่หลังสงครามนี่ ผูกขาดเป็นรัฐบาลมันอยู่พรรคเดียว... ส่วนมินชุโตก็เป็นฝ่ายค้านมาตลอด ไม่เคยได้จัดตั้งรัฐบาลกับเค้ามาก่อนเลย... ทว่าการเลือกตั้งสามัญที่จะถึงนี้ว่ากันว่ามีโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่อาจจะต้องจารึกไว้... พรรคมินชุโตอาจจะได้เป็นรัฐบาลกับเค้าบ้างก็ได้...

19. หน้าที่ ของนักการเมือง ก็ได้แก่ การเป็นตัวแทนประชาชนในท้องถิ่นของเราเข้าไปในสภา ถือเป็นตัวแทนของคนที่เลือกเรามา คือทำงานเพื่อประเทศชาติก็ใช่ แต่จริงๆแล้วต้องทำงานตามนโยบายที่ทำให้คนเลือกเราและรักษาผลประโยชน์ของคน ที่เลือกและสนับสนุนเราด้วย (支援者の利益の実現のために働く! โอ้ว)

20. เหล่าผู้ช่วยที่สำคัญของท่านนายกรัฐมนตรีคือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภาษาญี่ปุ่นคือไนกะกุคันโบ (内閣官房) นำโดยไนกะกุคันโบโชกัง (内閣官房長官 = ประธานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี) และคณะอีก 600 คน (รวมรองประธานเลขาฯ 3 คน มีตำแหน่งอื่นๆที่สำคัญเช่นฝ่ายโฆษกรัฐบาล, ฝ่ายข้อมูลข่าวสาร, ผู้ช่วยนายกฯและเลขานายกฯรวมอยู่ด้วย)

21. ประธานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือคันโบโชกังนั้นเป็นตำแหน่งสำคัญมากที่เรามัก จะได้ยินในทีวีบ่อยๆ เพราะคันโบโชกังจะเป็นผู้แถลงการณ์เรื่องราวต่างๆกับสื่อมวลชน เป็นคนที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนายกรัฐมนตรีมากที่สุด (ไม่รู้ยังไง ส่วนใหญ่หน้าตาจะซื่อๆ)

22. รองประธานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสามคนนั้นจะเลือกจากนักการเมืองสองคน (ทำงานเกี่ยวกับการบ้านการเมือง) และคันเรียว (官僚) อีกหนึ่งคนมาทำงานเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป (ประมาณ admin) คันเรียวคืออะไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน...

23. ฝ่ายข้อมูลข่าวสารของญี่ปุ่้นรับผิดชอบโดยฝ่ายข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการฯนี้คือ 内閣情報官 (ไน กะกุโจโฮกัง) บางคนจะบอกว่าเป็นประมาณ CIA ของญี่ปุ่น แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ทำอะไรเป็นสปายอย่างนั้น วันๆนั่งหาข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล ดูแลเกี่ยวกับพวกดาวเทียม คอยจับตาดูการเึคลื่อนไหวของต่างประเทศ หรือการเกิดภัยธรรมชาติต่างๆเป็นหลัก

24. ตำแหน่งที่เป็นสมองของนายกรัฐมนตรีคือไนกะกุโซริไดจินโฮะสะคัง (内閣総理大臣補佐官) หรือที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกสามารถเลือกเองได้โดยไม่มีเงื่อนไขกำหนด จริงๆแล้วจะเลือกญาติหรือเพื่อนหรือใครที่ไม่ใช่นักการเมืองมาก็ได้อย่าง อิสระ แต่ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาก็เลือกนักการเมืองกันมา ตำแหน่งที่ปรึกษานายกนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าไปนั่งในสภาด้วย สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระตามคำสั่งท่านนายกฯเลย

25. ถ้ามีเรื่องสำคัญที่คนในสังคมสนใจหรือจับตามองอยู่ นายกฯสามารถจะแต่งตั้งรัฐมนตรีพิเศษขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบเรื่องนั้นโดยเฉพาะ ได้ เรียกตำแหน่งนี้ว่าโทคุเมย์ตันโตไดจิน (特命担当大臣) เช่นมีเคสที่คนญี่ปุ่นถูกคนเกาหลีเหนือลักพาตัวไปในอดีตที่ทางญี่ปุ่นพยายาม เร่งเจรจาหาความคืบหน้าเพื่อให้คนที่ถูกลักพาตัวไปได้กลับบ้าน ก็เลยตั้งคนรับผิดชอบเรื่องนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ คนที่เหลือก็ทำงานไป (ถ้าเป็นที่ไทยอาจจะตั้งรัฐมนตรีขึ้นมารับผิดชอบเรื่องแพนด้าโดยเฉพาะไปเลย ก็ได้... -_-;)

26. งบประมาณประจำปีของแต่ละหน่วยงานจะเริ่มกำหนดโดยแต่ละหน่วยงานทำแผนงบประมาณ กันเองตอนเดือน 4 (จำเป็นต้องใช้ยังไงเท่าไหร่ก็ว่าไป) จากนั้นแผนกที่รับผิดชอบการเงินภายในหน่วยก็จะตรวจสอบอีกที เมื่อได้แผนงบการเงินแล้ว...ผู้รับผิดชอบก็จะเอาไปส่งต่อให้กระทรวงการคลัง ภายในเดือน 8 แล้วก็ต้องอธิบายถึงความจำเป็นนู้นนี้เป็นต่อยหอย อะไรที่ผ่านการเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก็จะนำเข้าการประชุมคณะรัฐมนตรี (閣議 คะ คุหงิ) และกำหนดแผนงบประมาณในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือน 1 แต่ยังไม่จบ พอกำหนดแผนได้ก็ต้องเอาเข้าประชุมในสภาต่อ หลังจากส.ส.และสมาชิกวุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบหมดแล้วค่อยได้งบประมาณจริงออกมา ทั้งหมดต้องเสร็จภายในเดือน 3... (พอเดือน 4 ก็ต้องทำของปีหน้าต่อ สรุปคนที่ทำงบประมาณมันก็ทำทั้งปี)

27. งบประมาณพวกนี้จะใช้ให้หมดกันเป็นปีๆ เราจึงมักได้ยินข่าวประสาทๆอยู่เป็นประจำว่าพวกข้าราชการจังหวัดตำบลอำเภอ ต่างๆต้องเอางบประมาณมาผลาญกันตอนช่วงใกล้ตัดงบประมาณ เพราะถ้าใช้ไม่หมดงบประมาณปีต่อไปจะถูกลด ดังนั้นบางตำบลอำเภอมันก็เอาไปซื้อของบ้าบอ (เช่นเครื่องทำกาแฟสุดหรู, จักรยานภูเขา) เอามาไว้ในสถานที่ราชการของตน เคยมีข่าวเจอคนที่เอาเงินไปฝัง เอาไปเผา หรือเอาไปโปรยแจกลงมาจากตึกด้วย -_-;

28. อย่างที่เรารู้กันว่าถ้าอยากเป็นส.ส. ทำงานในรัฐสภา ก็ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อได้เข้ามาแล้วงานหลักของส.ส.ก็คือประชุม ประชุมๆๆเพื่อกำหนดกฏหมาย, แนวทาง, นโยบายต่างๆเพื่อบริหารประเทศและคอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เมื่อกำหนดนโยบายแล้วพวกกรมกองกระทรวง องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็รับเรื่องไปทำ ส.ส.ไม่ได้ลงไปทำงานเอง ตำแหน่งสำคัญที่จะรับนโยบายทั้งหลายเหล่านี้ไปทำในแต่ละกระทรวงนั่นก็คือ ...คันเรียว (官僚)

29. คันเรียวเป็นหัวสมองของราชการ เป็นหัวกะทิในวงการการเมืองของญี่ปุ่น เข้ามาทำงานโดยการสอบข้อสอบที่โคตรจะยาก (เหมือนสอบจอหงวน) เมื่อได้รับบรรจุที่กระทรวงไหนก็มักจะอยู่ทำงานไปอย่างยาวนาน ทำงานเก่งๆก็จะเลื่อนขั้นเป็นจิกัง (次官) ตามตำแหน่งแล้วใหญ่ไม่เท่ารัฐมนตรีของกระทรวงนั้น แต่คันเรียวนั้นไม่มีการล่มไปตามการยุบสภา ดังนั้นถึงเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ คันเรียวก็ยังอยู่ที่เดิม และทำงานมานาน (พูดง่ายๆก็คือมีทั้งอิทธิพลในที่ทำงานและมีประสบการณ์ ทำงานเก่งกว่ารัฐมนตรี)

30. การประชุมในสภาจะแบ่งออกเป็นสามประชุมใหญ่ หนึ่งคือการประชุมสามัญ (通常国会 ทซือโจคกไค) สองคือการประชุมแบบไม่สามัญ ^_^; (臨時国会 รินจิคกไค) และสามการประชุมเนื่องในโอกาสพิเศษ (特別国会 ทกขุเบทซึคกไค)

31. การประชุมสภาสามัญจะจัดประมาณเดือนมกราคมเป็นเวลา 150 วัน (สามารถขยายเวลาต่อได้หนึ่งครั้ง) ในการเปิดประชุม เทงโน่ (พระจักรพรรดิ) จะเสด็จมาด้วย เนื้อหาการประชุมสามัญนี้ก็จะเป็นการกำหนดงบประมาณประจำปีและกฏหมาย

32. การประชุมสภาแบบไม่สามัญ (วิสามัญ) เป็นการจัดประชุมเสริมตามความเหมาะสมเพื่อให้นโยบายที่ผ่านการประชุมสามัญไป ดำเนินไปอย่างราบรื่นเหมาะสม ถ้ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา 1 ใน 4 เรียกร้องให้มีการประชุมหัวข้ออะไรขึ้นมาก็จะจัดได้ทันที การประชุมวิสามัญนี้สามารถขยายเวลาต่อเพิ่มได้สองครั้ง

33. การประชุมพิเศษ เป็นการประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งสามัญผ่านไปเรียบร้อยภายใน 30 วัน

34. ข้าราชการที่ทำงานในสภา (งานหลากหลายตั้งแต่ admin, พนักงานห้องสมุด, หน่วยข้อมูล, กรมกฎหมาย etc.) ได้รับการว่าจ้างต่างหากไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรืออะไร เรียกคนที่ทำงานตำแหน่งต่างๆในสภาว่าคกไคโชคุอิน (国会職員) มีประมาณ 3,000 คน

35. หากเรามีความเห็นต้องการเสนอกับสภาจะทำยังไง? ไปสั่นระฆังเรียกท่านเปาได้ไหม? เปล่า...เค้าบอกให้ทำเรื่องผ่านส.ส.ให้เสนอสภาผู้แทนฯหรือวุฒิสภาต่างหาก (ถ้าเป็นเรื่องที่สังคมสนใจก็จะได้รับการจับตามองจากสื่อด้วย)

36. เนื่องจากสภาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ... หน้าที่หลักๆของส.ส.ก็คือการร่างกฎหมายอย่างที่บอก แต่ปล่อยให้ร่างกันเองเดี๋ยวจะมั่ว... จะมีผู้ช่วยคือกรมกฎหมาย (法制局) อีกที ทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาแยกกัน

37. กรมกฎหมายเป็นองค์กรที่แยกตัวออกจากฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ร่างกฎหมายที่ส.ส.หรือวุฒิสภาเสนอ มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายโดยเฉพาะ

38. พูดถึงความสำคัญของกฏหมายญี่ปุ่นแต่ละระดับกันบ้าง กฎหมายญี่ปุ่นรวมๆเรียกว่าโฮเรย์ (法令) แบ่งตามระดับความสำคัญได้เช่น

38.1 憲法 เคนโป คือรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นนั้นไม่สามารถจะแก้ไขได้ง่ายๆเหมือนอเมริกาหรืออีกหลายประเทศ

38.2 条約 โจ ยาขุ อนุสัญญาหรือสนธิสัญญาที่ทำระหว่างประเทศ ไม่มีผลบังคับใช้ในประเทศญี่ปุ่น หากจะให้ในประเทศใช้กฏแบบเดียวกันต้องเขียนเป็นกฏหมายขึ้นมาใหม่

38.3 法律 โฮริทสึ กฏหมายในประเทศที่ร่างและเขียนในสภา (ยกเว้นกฎหมายท้องถิ่นของจิโฮจิจิไต 地方自治体) มีความรุนแรง คนในประเทศต้องทำตาม และมีบทลงโทษเมื่อฝ่าฝืนหรือกระทำผิด

38.4 命令 เมย์เรย์ กฏที่ใช้ในองค์กรต่างๆของรัฐ แบ่งออกเป็น 政令, 府令, 省令, 規則 และ 庁令

★政令 เซย์เรย์ กำหนดได้เองจากการประชุมคณะรัฐมนตรี ทว่าไม่สามารถกำหนดเกินขอบเขตของตัวกฏหมาย (โฮริทสึ) ที่มีกำหนดไว้แล้วได้

★府令 ออกโดยนายกรัฐมนตรีเอง ปัจจุบันนี้มี 内閣府令 เป็นกฏต่างๆที่นายกรัฐมนตรีกำหนดเกี่ยวกับกระทรวงต่างๆ

★ 省令 โชย์เรย์ กฏระเบียบที่แยกย่อยลงมากว่าเซย์เรย์อีก รัฐมนตรีสามารถกำหนดขึ้นมาได้เองภายในขอบเขตที่มีอยู่ในโฮริทสึและเซย์เรย์

★ 規則 คิโซขุ กฏระเบียบที่ออกโดยหัวหน้าของหน่วยงานราชการต่างๆเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น

★ 庁令 โชเรย์ ปัจจุบันมีอย่างเดียวคือ 海上保安庁令 (ไคโจโฮะอันโชเรย์) ออกโดยไคโจโฮะอันโช หรือ Japan Coast Guard เป็นหน่วยงานดูแลความปลอดภัยของท้องทะเลญี่ปุ่น

38.6 議院規則 กิอินคิโซขุ กฏต่างๆของรัฐสภาทั้งสองสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร (衆議院 ชูกิอิน) และวุฒิสภา (参議院 ซังกิอิน) โดยแยกออกเป็นกฏของสภาผู้แทนราษฎรคือ 衆議院規則 (ชูกิอินคิโซขุ) กับกฏของวุฒิสภา (参議院規則 ซังกิอินคิโซขุ)


38.7 最高裁判所規則 ไซ โคไซบังโชคิโซขุ กฏสำหรับศาลฎีกาและผู้พิพากษาที่กำหนดโดยการประชุมผู้พิพากษาเกี่ยวกับการ ปฏิบัติตัวในศาล, การฟ้องร้อง, การดำเนินขั้นตอนต่างๆ, ทนาย, งานธุรการในศาล และอื่นๆ

38.8 条例 โจเรย์ ประมาณกฏเทศบาล, กฏหมายท้องถิ่น ตั้งโดยการประชุมกันในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ

39. คนที่งงมาก มันคืออะไรกันฮ่วย... มาดูคำแปลเป็นภาษาอังกฤษกันตรงนี้...

憲法 เคนโป Constitution

法律 โฮริทสึ Act, Code

政令 เซย์เรย์ Cabinet Order

内閣府令 ไนกะกุฟุเรย์ Cabinet Office Ordinance

省令 โชเรย์ Ordinance of the Mistry

規則 คิโซขุ Rule

条例 โจเรย์ Prefectural Ordinance (ระดับจังหวัด) หรือ Municipal Ordinance (ระดับท้องถิ่น)

40. วิธีการเสนอร่างกฎหมายของญี่ปุ่นทำได้สองแบบ คือเสนอร่างกฏหมายโดยกระทรวง (内閣提出法案 ไนกะกุเทฉุทสึโฮอัน) และเสนอร่างกฏหมายโดยสภา (議員提出法案 กิอินเทฉุทสึโฮอัน)

41. การเสนอร่างกฎหมายโดยกระทรวงนั้นทำโดยแต่ละกระทรวงเองเลย มีบ้างเหมือนกันที่อยู่ๆท่านรัฐมนตรีหรือนายกฯจะเกิดนึกขึ้นมาได้แล้วสั่ง ให้ทำร่างกฎหมายเสนอ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นทำนองว่ามีเสียงเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายตัวนั้นมาก่อน แล้ว เวลาทำร่างกฎหมายเสนอ จะเป็นหน้าที่ของคันเรียว (เคยบอกแล้วว่าเป็นหัวกะทิของวงการราชการ) จำนวนสิบกว่าคนทำงานกันเป็นโปรเจ็คทีม (หัวหน้าทีมจะเป็นคันเรียวที่ทำงานมาอย่างน้อย 8 ปีแล้วและเป็นข้าราชการระดับสูง) คันเรียวหนึ่งหรือสองคนจะเป็นเจ้าหน้าที่ทางด้านกฎหมายหรือผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

42. เมื่อทำร่างกฎหมายได้แล้วก็ส่งไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางด้านกฎหมายเช็ค เจ้าหน้าที่นี้ภาษาญี่ปุ่นเรียก 法令審査官 (โฮเรย์ชินสะกัง) จากนั้นก็ไปอธิบายต่อกรมกฎหมายในกระทรวง (内閣法制局 ไนกะกุโฮเซย์เคียขุ) คนที่จะเช็คร่างกฏหมายในขั้นตอนนี้คือ 参事官 เสร็จแล้วยังต้องส่งต่อไปให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับรอง ถึงจะเอาร่างกฎหมายเข้าไปคุยในสภาได้

43. ที่ว่าคุยในสภาก็ไม่ได้เข้าไปคุยในการประชุมใหญ่แต่ไปคุยในแต่ละสภา... คือดูว่าร่างกฎหมายตัวนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรก็เอาไปเข้าการประชุมคณะ กรรมการทเกี่ยวข้องของแต่ละสภา (สภาผู้แทนกับวุฒิสภา) ผ่านมาได้แล้วก็ออกเป็นกฏหมาย เทงโน่หรือพระจักรพรรดิก็จัดการประกาศออกมา

44. การเสนอร่างกฎหมายแบบที่สองคือเสนอโดยสมาชิกสภา (議員提出法案 กิ อินเทฉุทสึโฮอัน) การจะเสนอร่างกฎหมายอะไรได้นั้นต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนผู้แทนราษฎร 20 คน หรือสมาชิกวุฒิสภา 10 คนเห็นด้วย ถึงจะเสนอร่างกฏหมายได้

45. ทว่าถ้าเป็นร่างกฏหมายที่ต้องใช้งบประมาณในการประกาศใช้ (คือต้องใช้เงิน -_-;) ต้องมีส.ส.เห็นด้วยอย่างน้อย 50 คนหรือสมาชิกวุฒิสภา 20 คนเห็นด้วยถึงจะเสนอได้

46. คราวก่อนเคยบอกไปแล้วว่าการที่สภาจะเสนอร่างกฏหมายนั้น ถ้าปล่อยให้ร่างกันเองเดี๋ยวจะมั่ว เลยต้องมีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฏหมายมาคอยซัพพอร์ต หน่วยงานที่ซัพพอร์ตการร่างกฏหมายของสภาผู้แทนราษฎรคือชูกิอินโฮเซย์เคียขุ (衆議院法制局) เช่้นเดียวกัน... หน่วยงานที่ซัพพอร์ตร่างกฏหมายของวุฒิสภาก็คือซังกิอินโฮเซย์เคียขุ (参議院法制局)

47. ปกติแล้วการเสนอร่างกฎหมายของสมาชิกสภานั้นเป็นไอเดียของสมาชิกสภาเอง โดยอาศัยหน่วยงานที่ซัพพอร์ตช่วยเขียนไอเดียให้เป็นรูปเป็นร่าง ในสภาจะมีห้องสมุด ห้องข้อมูลที่สามารถหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทุกกระทรวงได้ หลังจากได้ร่างกฏหมายที่สมาชิกสภาผู้เสนอพอใจแล้วก็ค่อยนำไปเสนอในสภาต่อ

48. การที่มีหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมาคอยช่วยเหลือสมาชิกสภาร่าง กฎหมายนั้นก็เพื่อให้การร่างกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่มีการเข้าใจผิดหรือความหมายกำกวม ซึ่งเป็นการยากสำหรับนักการเมืองมือใหม่ที่เข้ามาในสภา ทว่าถ้าเป็นนักการเมืองที่เก๋าหรือเชี่ยวทางด้านกฎหมายเองอยู่แล้วสามารถที่จะร่างเองก็ได้

49. ร่างได้แล้วก็เอาไปเสนอในการประชุมคณะกรรมการของทั้งสองสภาที่เกี่ยวข้อง เหมือนข้อ 43 ถ้าผ่านการพิจารณาหมดก็ออกเป็นกฎหมาย เทงโน่ก็จะประกาศใช้ต่อ

50. หลายคนอาจจะงงว่าเอาไปเสนอในการประชุมคณะกรรมการของทั้งสองสภา (สภาผู้แทนฯ & วุฒิสภา) มันคืออะไรยังไง? @_@; คือปกติอย่างที่เรารู้ๆกันอยู่แล้วว่าสภาญี่ปุ่นจะเป็นสภาสองระบบเหมือนไทย คือมีสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎรมีประมาณ 480 คน และวุฒิสภามี 242 คน... ทีนี้เวลาจะประชุมหรืออะไรกันจะให้มารวมพลประชุมกันหมดตลอดเลยก็ยาก เหมือนเรียกประชุมนักเรียนทั้งโรงเรียนมาเพื่อประชุมอะไรกันทีละอย่าง สองอย่างมันก็เป็นไปไม่ได้ ก็เลยต้องมีการแบ่งกลุ่มกัน ใครถนัดเรื่องอะไรก็ไปเข้ากลุ่มนั้นแล้วแต่ละกลุ่มก็จัดประชุมกันไป ไอ้กลุ่มที่แบ่งนี้ล่ะคือ “คณะกรรมการ” หรือที่เรียกภาษาญี่ปุ่นว่า อิอินไก (委員会)

51. อิอินไกนี้อารมณ์ประมาณคณะกรรมการฝ่ายต่างๆของโรงเรียนมัธยม... คือ แบ่งแยกย่อยออกมาเป็นหลายกลุ่ม เช่นคณะกรรมการเกี่ยวกับการศึกษา, คณะกรรมการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม, คณะกรรมการเกี่ยวกับกฎหมาย etc. อีกทั้งยังแยกกันระหว่างกลุ่มคณะกรรมการ (อิอินไก) ของสภาผู้แทนฯกับกลุ่มของวุฒิสภาด้วย

52. ดังนั้นที่บอกว่าเวลาร่างกฎหมายแล้วต้องเอาไปเสนอในการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องของทั้งสองสภา ก็หมายความว่าต้องดูว่ากฎหมายที่ร่างนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร อย่างถ้าเกี่ยวกับการศึกษา ก็ต้องเอาไปเข้าประชุมคณะกรรมการเกี่ยวกับการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎรก่อน... ผ่านแล้วก็ไปเข้าการประชุมคณะกรรมการเกี่ยวกับการศึกษาของวุฒิสภาต่อ

53. ส่วนใหญ่การประชุมอิอินไกหรือประชุมคณะกรรมการที่ถ่ายทอดให้เห็นทางทีวี เป็นการประชุมของคณะกรรมการเกี่ยวกับงบประมาณการเงิน (เกี่ยวกับงบประมาณนี้จะประชุมกันทั้งคณะกรรมการของสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา)

54. ปัจจุบันนี้มีกลุ่มคณะกรรมการที่ว่านี้ของสภาผู้แทนฯและวุฒิสภารวมทั้งหมด 17 คณะกรรมการ เรียกคณะกรรมการ 17 กลุ่มนี้ว่า 常任委員会 โจนินอิอินไก บางกลุ่มจะประชุมร่วมกันทั้งส.ส.และวุฒิสภาโดยไม่แยก

55. นอกเหนือจากคณะกรรมการ 17 กลุ่มที่ว่าแล้ว ยังมีกลุ่มคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำงานให้บรรลุเป้า หมายบางอย่างเรียกว่า 特別委員会 ถกขุเบ็ทสึอิอินไก (คณะกรรมการพิเศษ) เมื่อทำงานบรรลุเป้าหมายกันแล้ว คณะกรรมการกลุ่มนี้จะสลายโต๋ แยกย้ายกันไปทางใครทางมัน...

56. กลุ่มคณะกรรมการต่างๆของสภาผู้แทนราษฎรได้แก่

57.1 内閣委員会 ไน กะกุอิอินไก ตอบสนองและทำงานที่เกี่ยวกับหน่วยงานราชการกระทรวงต่างๆ (สัพเพเหระเกี่ยวกับรัฐบาลตั้งแต่เรื่องของราชวงศ์, สิทธิ์ชาย-หญิง, NPO, นโยบายเพิ่มสถิติการเกิด etc.)

57.2 総務委員会 โซมุอิอินไก ตอบสนองและทำงานเกี่ยวกับโซมุโชหรืองานบริหาร (รวมถึงเรื่องของรัฐบาลท้องถิ่น, จิจิไตด้วย)

57.3 法務委員会 โฮมุอิอินไก คุยกันเรื่องกฏหมาย

57.4 外務委員会 ไกมุอิอินไก คุยกันเรื่องนโยบายต่างประเทศ

57.5 財務金融委員会 ไซมุคันยูอิอินไก คุยกันเรื่องเงินๆทองๆของประเทศ

57.6 文部科学委員会 มอนบุคะกะขุอิอินไก คุยเรื่องนโยบายการศึกษา

57.7 厚生労働委員会 โคเซย์โรโดอิอินไก คุยเรื่องสาธารณสุขและแรงงาน

57.8 農林水産委員会 โนรินซุยซันอิอินไก คุยเรื่องการเกษตร ป่าไม้ น้ำ การผลิต

57.9 経済産業委員会 เคไซซังเกียวอิอินไก คุยกันเรื่องเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

57.10 国土交通委員会 ขกคุโดโคซืออิอินไก คุยเรื่องนโยบายเกี่ยวกับถนนหนทาง

57.11 環境委員会 คังเคียวอิอินไก คุยกันเรื่องสิ่งแวดล้อม

57.12 安全保障委員会 อันเซนโฮะโชอิอินไก คุยกันเรื่องนโยบายความมั่นคงและการปกป้องประเทศ

57.13 国家基本政策委員会 ขกกะคิฮงเซย์ซะคุอิอินไก คุยกันเรื่องนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับประเทศ

57.14 予算委員会 โยะซันอิอินไก คุยกันเรื่องงบประมาณแผ่นดิน

57.15 決算行政監視委員会 เคซซันเกียวเซย์คันฉิอิอินไก คุยกันเรื่องผลจากการใช้งบประมาณ

57.16 議員運営委員会 กิอินอุนเอย์อิอินไก คุยกันเรื่องการบริหารเรื่องต่างๆในรัฐสภา

57.17 懲罰委員会 โชบัทสึอิอินไก คุยกันเรื่องบทลงโทษเวลาสมาชิกสภาทำผิด

58. แต่ละกลุ่มอิอินไกจะมีสมาชิกประมาณ 30-40 คนสำหรับสภาผู้แทนฯ และ 20 คน สำหรับวุฒิสภา คนนึงอาจจะเป็นสมาชิกหลายกลุ่มอิอินไกได้

59. ถามว่าสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาใครอยู่ในสถานะยิ่งใหญ่กว่ากัน? ของญี่ปุ่นจะถือว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นใหญ่กว่า เวลาสภาผู้แทนฯกับวุฒิสภาความเห็นไม่ตรงกันจะเอาความคิดเห็นของสภาผู้แทนฯ เป็นหลัก

60. ยกตัวอย่างเช่นข้อกฎหมายที่ทางสภาผู้แทนฯลงความเห็นอนุมัติกันไปแล้ว ตอนหลังวุฒิสภาลงความเห็นไม่อนุมัติ แต่ถ้าสภาผู้แทนฯประชุมกันใหม่และเสียง 2 ใน 3 ลงความเห็นอนุมัติอยู่ กฎหมายข้อนั้นก็ผ่านพิจารณาออกมาเป็นกฎหมายอยู่ดี

61. หรืองบประมาณที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกันไปแล้ว หลังจากนั้น 30 วันแม้วุฒิสภาจะยังไม่ได้เห็นชอบหรืออนุมัติ งบประมาณนั้นก็จะได้รับพิจารณาออกมาได้

62. รัฐสภาของญี่ปุ่นนั้นใครจะขอเข้าไปดูก็ได้ การขอเข้าไปดูการทำงานของวุฒิสภานั้นสามารถทำได้ส่วนตัวโดยไม่ต้องมีการจอง ก่อน (จะมีคอร์สเรียกว่า 国会ツアー คกไกทัวร์หรือทัวร์รัฐสภา มีรอบ 9 โมงกับ 10 โมง)

63. แต่ถ้าจะดูการประชุมสภาใหญ่ (本会議 ฮงไค งิ) ต้องไปซื้อตั๋วไว้ก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันโดยต้องไปเข้าแถวซื้อตามลำดับก่อน หลัง ทว่าถ้ารู้จักกับส.ส.ในสภาก็สามารถซื้อล่วงหน้าไว้ก่อนได้

64. ปกติถ้าเราจะไปขอฟังการตัดสินในศาล หากมีจำนวนคนต้องการเข้าไปฟังมากกว่าที่ทางศาลกำหนดก็จะใช้วิธีจับสลากเลือก แต่ถ้าเป็นการเข้าไปนั่งฟังการประชุมในสภาจะใช้หลักมาก่อนได้ก่อน

65. ปกติทีวีจะถ่ายทอดให้ทางบ้านดูก็เฉพาะเวลามีการประชุมสภาแบบใหญ่ (本会議 ฮงไค งิ ประชุมรวมทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา) กับเวลาประชุมเรื่องงบประมาณเท่านั้น หากเราต้องการจะเข้าไปฟังเวลาอิอินไกกลุ่มต่างๆเค้าประชุมกันจะต้องได้รับ อนุญาตจากส.ส.หรือสมาชิกอิอินไกนั้นๆที่เกี่ยวข้อง ทว่าในปัจจุบันนี้บางอิอินไกก็มีการประชุมแพร่ภาพทางอินเตอร์เน็ทให้ดู สามารถเข้าไปดูสดๆเวลาเค้าประชุมกันได้ค่ะ ^_^

ติดตามข่าวผลการเลือกตั้งสามัญที่ญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ ประมาณนึง แต่ก็ไปนอนก่อน ผลเป็นอย่างที่คิดไว้แต่แรกว่าพรรคมินชุโตจะต้องได้ที่นั่งในสภามากกว่าจิมินโตและพลิกมาเป็นฝ่ายรัฐบาลครั้งแรก (จิมินโตได้ 119 ที่นั่ง มินชุโตได้ 308 ที่นั่ง ที่เหลือก็เป็นพรรคอื่นๆ) จะว่าไปมันก็น่าเสี่ยงอยู่เหมือนกันที่ให้พรรคที่เป็นฝ่ายค้านมาตลอดและไม่ เคยบริหารบ้านเมืองเลยมาบริหารประเทศดู กร๊ากกก ^_^; แต่เสียงของประชาชนก็แสดงให้เห็นแล้วว่าต้องการให้โอกาสพรรคมินชุโตลอง บริหารบ้านเมืองดู แล้วก็เบื่อพรรคจิมินโตแล้วนั่นเอง...

ขนาดตัวเบิ้มๆของ พรรคจิมินโตประมาณอดีตรัฐมนตรีอะไรอย่างนี้ยังตกกันระนาว... (มีบางคนโชคดียังติดแบบฮิเรย์ทีหลัง...) เวลาไปเลือกตั้งที่ญี่ปุ่นจะต้องเลือก 2 แบบคือ 小選挙区 (โคะเซนเคียวคุ) กับ 比例選挙区 (ฮิเรย์เซนเคียวคุ) โคะเซนเคียวคือเลือกคนเดียวเป็นตัวแทนของเขต ฮิเรย์นี่จะแบ่งเป็นบล็อคๆทั้งหมด 11 บล็อคทั้งประเทศ พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่เข้าร่วมจะรันชื่อคนในพรรคตัวเองตามลำดับ เวลาประชาชนเลือกก็เลือกเป็นพรรคไม่ได้เลือกเป็นคน ดังนั้นบางคนที่ตกจากการเลือกตั้งของเขตที่ตัวเองลงสมัครแล้วจึงอาจจะกลับ ขึ้นมาใหม่ได้หากพรรคได้รับการเลือกแบบฮิเรย์

สำหรับนโยบายของพรรคมินชุโตที่น่าสนใจ (และเป็นเหตุผลหนึ่งให้หลายคนเลือกพรรคนี้) ก็ได้แก่...
1. เพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้กับเด็กจากที่ตอนนี้ได้ครอบครัวละ 1 หมื่นเยนตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงเด็กเข้าประถม เป็น 2 หมื่น 6 พันเยนต่อเดือน และเพิ่มระยะเวลาให้จนถึงเด็กเข้าม.ต้น (แต่รู้สึกตอนแรกจะให้ยังไม่เต็มก่อน คือจะให้แบบค่อยเป็นค่อยไป)
2. ให้เรียนฟรีในโรงเรียนมัธยมปลายของรัฐบาล
3. ขึ้นทางด่วนฟรี
4. เพิ่มงาน ลดจำนวนคนตกงาน

etc.....

สิ่งที่หลายคนเป็นห่วงคือจะเอาเงินมา จากไหน? ทางพรรคมินชุโตเค้าก็บอกว่าจะลดพวกค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองต่างๆของรัฐบาล ที่ผ่านๆมา (พวกเงินมืด, อามะคุดาริ etc.) จะต้องมีการปรับสถานะของพวกคันเรียวด้วย... ก็ต้องรอดูต่อไปว่าจะทำได้ตามที่พูดหรือไม่

อีกไม่นานก็จะมีนายกคนใหม่... คือท่านนายกฮาโตะยามะแล้วสินะ

ที่มา Exteen BlogของHayashi Kisara

ฝ่ายค้านญี่ปุ่นฉลองชัยชนะเลือกตั้ง

ชัยชนะของพรรค ประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น หรือ DPJ ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ ทำให้พรรคกวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปได้ราว 308 ที่นั่งจากทั้งหมด 480 ที่นั่ง ทำให้นายยูคิโอะ ฮาโตยามา หัวหน้าพรรค วัย 62 ปีจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายกรัฐมนตรีทาโร อาโซ วัย 68 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งได้เพียงไม่ถึงหนึ่งปี และทำให้พรรคฝ่ายค้านได้บริหารประเทศอีกเป็นครั้งที่สอง หลังจากพรรคเสรีประชาธิปไตยหรือ LDP ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 54 ปี ปกครองประเทศมายาวนานตลอดเกือบ 50 ปียกเว้นช่วง 11 เดือนระหว่างปี 2536-2537 ที่ต้องเสียอำนาจให้กับพรรคฝ่ายค้านครั้งแรก ขณะที่ LDP ได้ที่นั่งส.ส.เพียง 119 ที่นั่งจากการเลือกตั้งล่าสุด

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังสร้างสถิติเป็นครั้งแรกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ สอง ที่พรรคการเมืองเดียวสามารถครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้งได้อย่างเด็ดขาด หลังจากไม่มีพรรคการเมืองใดเคยกวาดที่นั่งส.ส.ได้ถึงกว่า 300 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมากถึง 13 ล้าน 9 แสน 8 หมื่นคน ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2539 ที่เริ่มมีการใช้ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ซึ่งแบ่งเป็น ส.ส.แบบเบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ

ชาวญี่ปุ่นร่วมยินดีกับชัยชนะของ DPJ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเมืองญี่ปุ่นครั้งนี้ โดยผู้สูงอายุ วัย 77 ปีคนหนึ่งซึ่งลงคะแนนให้พรรค DPJ บอกว่า นี่เป็นการเลือกตั้งเพื่อบอกลา LDP และบอกด้วยว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่ต้องเห็นการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีถึง 4 คนในช่วงเวลา 4 ปีนี้โดยไม่มีการถามความเห็นจากประชาชน
นักวิเคราะห์ มองว่า ชัยชนะของ DPJ ที่มีอายุเพียง 11 ปี ครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของระบบสองพรรคการเมืองในญี่ปุ่นอย่างแท้จริง หลัง LDP กุมอำนาจมาอย่างยาวนาน และในเช้าวันนี้จะเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการเมืองญี่ปุ่น แต่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะ พรรค DPJ ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์บริหารประเทศ

ฮาโตยามาจบการศึกษาด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยโตเกียว และได้ปริญญาเอกด้านวิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐ เขาเป็นอาจารย์สอนวิชาวิศวกรรม ก่อนได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.สมัยแรกในปี 2529 และได้รับเลือกตั้งติดต่อกัน จนกระทั่งได้แยกตัวออกจากพรรค LDP ในปี 2536 และร่วมก่อตั้งพรรค DPJ ในปี 2539

ที่มาข่าวจากเนชั่(ว)น


มารู้จักกับว่าที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น "ยูกิโอะ ฮาโตยามา"

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 12:45:37 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (ดีพีเจ) และการจะขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของนายยูกิโอะ ฮาโตยามา ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่และสำคัญของประเทศญี่ปุ่น เพราะถือเป็นการปิดฉากช่วงเวลากว่า 5 ทศวรรษ ที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ได้ครอบครองอำนาจในการบริหารประเทศแห่งนี้มา

ฮาโตยามามีรากเหง้ามาจากตระกูลชนชั้นนำทางด้านการเมืองและธุรกิจ เขามีปู่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีพ่อเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมีน้องชายเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของ รัฐบาลนายทาโร อาโสะ นอกจากนี้ ตาของเขายังเป็นผู้ก่อตั้งกิจการอุตสาหกรรมยางรถยนต์ที่มีชื่อเสียงในระดับ โลกอย่าง "บริดจ์สโตน"

ฮาโตยามาเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) ปัจจุบันมีอายุ 62 ปี เขาจบการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ฮาโตยามาได้เข้าสู่วงการการเมืองด้วยการเป็นส.ส.ของจังหวัดฮอกไกโด ในสังกัดพรรคแอลดีพี อย่างไรก็ตาม เขาได้ลาออกจากพรรคแอลดีพีเมื่อปี ค.ศ. 1993 (พ.ศ.2536) ครั้นถึงปี ค.ศ.1996 (พ.ศ.2539) ฮาโตยามาได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคดีพีเจ และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคสมัยแรกระหว่างปี ค.ศ.1999-2002 (พ.ศ.2542-2545) หลังจากนั้น เขาลดบทบาทลงเป็นเลขาธิการพรรค จนกระทั่งได้ย้อนกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองนี้อีกครั้งเมื่อเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา

ในการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งล่าสุด ฮาโตยามาไม่ได้พยายามแสดงให้คนทั่วไปเห็นถึงรากเหง้าซึ่งมาจากตระกูลชนชั้น นำอันร่ำรวยมั่งคั่งของตนเอง แต่เขาพยายามให้สัญญาว่าจะต่อสู้เพื่อเหล่าสามัญชนคนธรรมดาทั้งหลาย พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะนำ "ความเปลี่ยนแปลง" มาสู่ญี่ปุ่น

คงต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ยูกิโอะ ฮาโตยามา จะประกอบภารกิจอันหนักอึ้งดังกล่าวได้สำเร็จหรือไม่?

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ


NoteจากBlogger :
พรรคมินชุโต(Democratic Party of Japan :DPJ) = พรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น
พรรคจิมินโต(Liberal Democratic Party :LDP) = พรรคเสรีประชาธิปไตย พรรคเก่าแก่ที่ครองอำนาจในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลมากว่า50ปี

หนังสือแนะนำ
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของแดนอาทิตย์อุทัยตั้งแต่สมัยโชกุนโทกุงาวะมาจนถึง สมัยปี2000ทั้งบทบาทในสงครามโลกครั้งที่2 เศรษฐกิจ สังคมการเมือง และลัทธิชาตินิยม โดยสุรางค์ศรี ตันเสียงสม แห่งสถาบันเอเซียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2552    
Last Update : 1 กันยายน 2552 17:17:40 น.
Counter : 616 Pageviews.  

สัมภาษณ์ไม้หนึ่ง ก.กุนที:(2)ว่าด้วยSMEs OTOPและการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า

ที่มา ประชาไท
Fri, 2009-08-14 00:52

สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม และ มุทิตา เชื้อชั่ง

ประชาไท: ถ้าเราพุ่งเป้าว่าการเสียผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นแรงผลักดันที่ทำให้คนออกมา โดยอธิบายมุ่งไปที่นโยบายประชานิยมซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างจิตสำนึกใหม่ๆของประชาชน คำถามคือ รัฐบาลต่อๆ จากทักษิณก็ไม่ได้ล้มประชานิยม สานต่อหลายอย่าง ผลิตใหม่หลายอย่างด้วยซ้ำ

ไม้หนึ่ง: ผมเถียงครับ อันที่จริงที่รัฐบาลเหล่านี้สานต่อหรือที่ทักษิณทำเองก็ยังเป็นที่กังขาว่า คุณทำแบบอาร์เจนติน่าหรือเปล่า ที่สุดคุณทำให้ประชาชนเป็นง่อยหรือเปล่า แต่ในมุมมองของผม ผมเติบโตในครอบครัวชาวนา พอวัยรุ่นครอบครัวชาวนาของผมยกระดับมาเป็นชาวสวน ชาวนาทำเพื่อกิน ชาวสวนทำเพื่อขาย ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ผมกลายมาเป็นพ่อค้า ผมยกระดับตัวเองมาตลอด แล้วผมก็มีการศึกษาระดับเดียวกับพวกคุณ ผมเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ผมเห็นชีวิตคนที่มันเปลี่ยนไปด้วยทรัพยากร อำนาจ และโอกาส บางครั้งอำนาจกับโอกาส มันเป็นสิ่งเดียวกัน เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่น ถึงแม้ว่าคนภาคใต้อาจจะเถียงว่าภาคใต้ไม่มีโอเค มันเพิ่งมีมา 6 ปี ต้องขยายเพิ่มด้วย ที่ผ่านมาใช้ฐานความคิดแบบนักการเมืองซึ่งล้าหลังแบบฐานคะแนนกูก็ให้ก่อน แต่คุณจะบอกว่ามันผิดไม่ได้ คุณต้องบอกว่ามันเป็นพลวัต ถ้ามันหมุนไปสู่จุดที่ดีก็ต้องบอกว่ามันถูก แต่ถ้ามันถอยไปสู่การที่แบ่งประเทศ อันนั้นมันก็เลวร้าย

เพราะฉะนั้น เงินสองหมื่นบาทมันทำให้คนเปลี่ยนจากชาวนาโดยไม่ต้องเป็นชาวสวนแบบผม แต่เป็นพ่อค้าบะหมี่ชายสี่ฯ ได้เลย แล้วคุณอาจจะถามผมว่า อ้าว แล้วความพอเพียงล่ะ...ความพอเพียงก็เป็นความลวง ในขณะที่ภววิสัยทางโลกเป็นทุนนิยม เป็นคลื่นกระแสที่เชี่ยวกราก คุณต้องทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือ คุณต้องพอเพียงในรสนิยม คุณควรจะมีมือถือในยี่ห้อที่ไม่ต้องใช้เน็ตได้ถ้าคุณเป็นชาวนา หรือว่าบางเงื่อนไขคุณไม่จำเป็นต้องใช้ ทุกอย่างต้องพอเพียงในรสนิยม แต่ในการทำมาหากินต้องสอดรับกับภววิสัยทางโลก

สรุปง่ายๆ ว่า ตอนนี้นักการเมืองเลว ที่สุดวิธีคิดการมองว่าสังคมชั่วร้าย คนยังด่าพ่อค้าคนกลางอยู่เลย ซึ่งมันถูก แต่พ่อค้าคนกลางคือใคร แทบเป็นเครือข่ายของชนชั้นสูงทั้งนั้น แต่ในขณะกระบวนทัศน์ของพรรคไทยรักไทย หรือวิธีคิดของพรรคไทยรักไทยพูดถึง SMEs และ OTOP สิ่งเหล่านั้นอย่าทำเป็นเล่นไป ชาวนาที่มีลูกจบ MBA มันไม่ยากเลยที่เขาจะมาแทรกตัวในการค้าเสรีแล้วส่งข้าวของพ่อเขาเองตามห้าง ทุกคนได้เงินสองหมื่น มีทรัพยากร มีทุน ได้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อการผูกขาดของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง จริงๆ มันก็สรุปไม่ได้ว่าไม่เอื้อ แต่มันส่งเสริมรายย่อย ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์ คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ

ถ้าคนเคลื่อนไหวเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวที่ได้จากโครงการประชา นิยม รัฐบาลไหนก็ทำได้ ก็ทำประชานิยมสิ ทำไมคนจะต้องยึดติดกับไทยรักไทยด้วย หรือมันมีหลักการอะไรบางอย่างหรือเปล่าที่ทำให้เขาออกมา

ความจริงใจไง เอาง่ายๆ ทุกรัฐบาล คนที่ถือครองอำนาจรัฐ มันฉกชิงอำนาจและทรัพยากรไปจากคนทั้งนั้น แต่ความจริงใจจะทำให้ประชานิยมไปพ้นจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่แท้จริง พูดตรงๆ นะ ไอ้ม็อตโต้ ที่บอกว่า จงอย่าเอาปลาไปให้ประชาชน แต่จงสอนประชาชนให้จับปลา มันเป็นวาทกรรมที่ใช้ไม่ได้กับเมืองไทย เพราะอะไรรู้หรือเปล่า มันเป็นม็อตโต้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จากสังคมที่ไม่มีความสมบูรณ์ ในเรื่องทรัพยากร ไม่มีความสมบูรณ์ในภูมิประเทศ เอ้า คุณ ดูง่ายๆ อย่างเมืองจีนและรัสเซีย เขามีพื้นที่เพาะปลูกได้กับพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไอ้วิธีคิดอย่างนี้ถึงสอดรับกับภูมิประเทศของเขา แต่ของเราทุกวันนี้แทบไม่มีแล้วไอ้พื้นที่ที่จะต้องมีอีสานเขียวอยู่ มันแทบจะมีแต่พื้นที่น้ำท่วม เพราะปัญหาจากเขื่อน พูดง่ายๆ ว่าอย่าให้วาทกรรมนี้เข้ามา หรือเข้ามาได้แต่คุณศึกษากันในหมู่นักวิชาการ ทันทีที่คุณจะไปสู่การปฏิบัติ คุณต้องบอกใหม่ว่า จงคืนปลาสิบตัวให้แก่ประชาชนสักแปด คุณเอาไปแค่สองตัว

ปัญหาของเราคือ คุณไม่ต้องสอนประชาชนจับปลาหรอก ประชาชนทำมาหากินได้ เขาขาดแค่ปัจจัยบางอย่าง ที่ช่วงสังคมพัฒนาการมาเป็นสังคมสมัยใหม่ หรือสังคมนิคส์ เขาขาดโครงสร้างบางอย่างพังไปอย่างเช่น โครงสร้างแข็งแรงในเรื่องของทฤษฎีเกษตร

ทฤษฏีเก่าคือ ชาวนาชาวสวนถูกทำลายโดยเจียไต๋ ผมเติบโตมาในยุคนั้น เติบโตมาพร้อมกับเจียไต๋ ผมเติบโตที่นครชัยศรี สวนของเรามีนาด้วยเกือบ 80ไร่ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา ปลูกผัก แต่เราทำเพื่อรับใช้ปากท้องของพวกเรา ต่อมาถูกเปลี่ยนโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์ บริษัทปุ๋ย ให้ลดพื้นที่การปลูกข้าวให้น้อยลงเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือผักเชิงเดี่ยว เพื่อส่งขายปากคลองตลาดเราถูกทำให้อ่อนแอตั้งแต่ตรงนั้น ที่สุดประชาชนของเราจับปลาเก่งมาก แต่ปัญหาของเราที่แท้จริงไม่ใช่ประชาชนจับปลาไม่เป็น แต่คือการที่มีโจรช่วงชิงปลาของประชาชนไปตลอดเวลา ทุกวันนี้ประชาชนได้กินปลาแค่ 2 ตัว แต่อีก 8 ตัวมันถูกชิงไปไม่ว่าโดยอำนาจรัฐ จากชนชั้นสูง หรือกระบวนการบ้านเมือง อะไรก็ตามแต่ ตรงนี้สำคัญ

แล้วอีกอย่างหนึ่ง เงินทองของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง ใช้ไม่ได้กับภววิสัยปัจจุบัน ภววิสัยปัจจุบัน ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันของคุณถูกทำลายแล้ว ความแข็งแรงเรื่องที่นา สวนผัก สวนผลไม้ ถูกทำลายแล้ว คุณต้องมีเงิน คุณไม่มีต้นข่อยมาสีฟัน คุณต้องจ่ายเงินซื้อเดนทิสเต้ ใกล้ชิด ซอลท์ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่พวกคุณก็ถูกชี้นำแบบนี้ แม้แต่กับวงการวรรณกรรมก็ตาม

จะยกตัวอย่างเรื่องสั้นของคุณ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่คุณศุ บุญเลี้ยง วิจารณ์คุณกนกพงศ์ 3 ปีแล้วมั้ง ผมจำไม่ได้ ที่แพ่งนรา เนื้อเรื่องคือ คุณยายคนหนึ่งอยู่กับบ้านทำการเกษตร หักของเก็บผลผลิตทางการเกษตรมาขายหน้าบ้านโดยไม่เอากำไร การชี้นำอย่างนี้เป็นปัญหา อันตรายกับประชาชน ราษฎร พลเมืองอย่างที่สุด

สมมติว่าคุณยายอยู่พื้นที่ๆ หนึ่งไม่ได้ปลูกหมากเอง ไม่ได้ปลูกพลูเอง คุณยายต้องมีกำไรไหม คุณมองง่ายๆ ว่า เมืองไทยมันอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากดิน แล้วคุณเด็ดจากดินไปขาย 2-3 บาทก็ได้กำไรแล้ว มันไม่ใช่ไง คุณต้องอย่าส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ เพราะมันมีบางคนที่จะเหมาผักของคุณยายหมดในเงิน 99 บาท ยังไม่ถึง 100 เลย หรือ 5 บาทมันยังจะเอาเงินถอนจากคุณยายเลย ผักบุ้งกำละ 5 บาท ผักบุ้งมันเอาของคุณยายมาทั้งหมด 10 บาท แต่มันเอามาขายได้ 30บาท ที่สุดคุณต้องทำให้สังคมดำเนินวิถีชีวิตสอดรับกับกลไกการตลาดที่เป็นจริง ไม่ใช่ส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบ

ที่สุดชุดวิธีคิดที่ว่า...เออ เสาร์-อาทิตย์นี้ทำ อะไรกันดีแม่...นี่ไปซื้อผักสิถูกมาก แล้วเราเอามาตั้งขายบ้านหน้าบ้านเราได้กำไร 5 เท่า...คุณส่งเสริมวิธีคิดแบบนี้กันอยู่ทุกวันนี้ ทำไมไม่ไปให้การศึกษาป้าล่ะว่าควรขายเท่าไรเป็นอย่างต่ำ เราขาดปัญญาชนที่จะไปรับใช้ประชาชน คุณลงหมู่บ้านก็จะไปเอาจากเขา นั่งดูป้า ใส่เสื้อผ้าสีนี้ เอาคุณลักษณะของเขามาเขียนเรื่องสั้นส่ง เอาเงินมาใช้ แต่ไม่ได้คืนอะไรให้กับประชาชนเลยแม้แต่ไอเดียในการดำเนินชีวิต และเรื่องสั้นเรื่องนี้ ศุ บุญเลี้ยง จึงวิจารณ์ว่า ถ้าผมเป็นคุณยายแล้วผมทำมาหากินแล้วได้กำไรไม่ได้เหรอ ผมชั่วเหรอ มันกลายเป็นว่านักวรรณกรรม นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต แต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด ที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ

ถามจริงเมืองไทยทำไมเราถึงรู้ว่าทักษิณมันรวยนัก เพราะทักษิณมันต้องแจ้งยอดเงิน ต้องแจ้งอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกับผู้แทนทั้งปวง เวลาเข้าเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่คนที่ไม่ต้องแจ้งล่ะ แล้วสามารถเอาเปรียบที่กดขี่ประชาชนได้อย่างซึมลึกแล้วก็ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำเหมือนกับน้ำเซาะทราย แล้วคำว่า น้ำเซาะทรายของเขาไม่ใช่จากหนึ่งเป็นสอง แต่จากหนึ่งหมื่นล้านเป็นสองหมื่นล้านในสองอาทิตย์ พวกนี้ไม่มีกฎหมายให้เขาชี้แจง ซึ่งที่สุดโครงสร้างเศรษฐศาสตร์แบบก้าวหน้ามีตั้งแต่สมัยนายปรีดี หรือ อาจารย์ป๋วย เค้าโครงเศรษฐกิจหน้าเหลือง ที่สุดก็เป็น Satire เสียดเย้ยกับพรรคประชาธิปัตย์ ภาษีก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จริงๆ แล้วเราสามารถจูนสังคม ค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ประโยชน์ของประชาชน หรือการดูแลซึ่งกันและกันของพลเมืองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าโครงสร้างการเมืองหรือเศรษฐกิจมันก้าวหน้า คนรวย คุณต้องจ่าย

เมืองไทยมีวิธีคิดหนึ่งที่พวกฝักใฝ่มาร์กซิสม์ถูกด่ามาตลอด ซึ่งเป็นวิธีคิดแทรกซึมของคนชั้นสูงหรือผู้ไม่ต้องการเสียผลประโยชน์มัก กล่าวอ้างว่า คุณจะเป็นคอมมิวนิสต์ไปทำไม ทุกวันนี้ มีจนบ้าง รวยบ้าง คนชั้นกลางบ้าง ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็จะจนเท่าเทียมกันหมดจะเอาหรือ มันบ้า เพราะลองไปดูรัสเซียมีแต่น้ำค้างแข็ง ภูเขาเหน็บหนาว ไปดูจีนพื้นที่เพาะปลูกไม่มากมาย ไม่สอดรับกับปริมาณคน ประเทศไทยถ้าคุณจัดโครงสร้างดีๆ ทุกคนจะรวยเท่ากัน

ผมจะเสนอแนวคิดหนึ่งแนวคิดนี้แม้แต่กลุ่มเลี้ยวซ้ายที่มุ่งรัฐ สวัสดิการ เขาก็ยังมองไปอีกทาง ผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขา กลุ่มเลี้ยวซ้ายจะมองว่าไม่ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ น้ำมัน ไฟฟ้า ประปา แต่ผมมองว่าภววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิดมีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น เช่น ปตท. ผมส่งเสริมให้ ปตท.แปรรูปและทำกำไรแต่ประชาชนทุกคนมีชื่ออยู่ในหุ้นของ ปตท.ทันที ถามว่าอย่างนี้ไม่เละเหรอ คุณสามารถจัดสัดส่วนได้ว่าหุ้นที่เป็นของประชากรทั้งหมดเป็นเท่าไร หารได้ปีละ 500 บาทก็สมควร ได้ปีละ 2,000 บาทก็ยิ่งดี ซึ่งในระบบทุนนิยมมันมีแต่ได้ เพราะอะไร เพราะน้ำมันของ ปตท. ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ ผมว่าอันนี้เป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้ายังไม่เคยมีใครเสนอคล้ายกับระบบสหกรณ์ ปตท.ที่แปรรูปแล้วอยู่ๆ กลายเป็นระบบสหกรณ์ ประชาชนกิน กำไรส่วนหนึ่งก็ให้ประชาชน แม้ว่ากำไรอีกบางส่วนต้องหมดไปกับการบริหาร มันทำได้ ทำไมแนวคิดนี้ไม่มีใครกล้าคิด มันขัดผลประโยชน์ใคร ทุกวันนี้คุณก็รู้ว่ารัฐวิสาหกิจทั้งปวงโบนัสเท่าไร ทำไมการรถไฟของเรามันถึงไม่ดีกว่านี้

เมื่อกี้พูดว่าตอนนี้ประชาชนสุกงอม แต่ดันขาดปัญญาชนแบบที่เคยมี อย่าง 6 ตุลา 14 ตุลา อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พวกเขาจำนวนไม่น้อยเหวี่ยงกลับไปเป็นกลุ่มคอนเซอร์ เวทีฟในยุคนี้

มันผิดตั้งแต่เราไปมองว่า 14 ตุลา 6 ตุลาเป็นฝ่ายก้าวหน้าแล้ว บอกให้ก็ได้ ทุกวันนี้คนที่ได้ตราประทับจากการเข้าป่า กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนส่วนหนึ่ง

แต่ตอนนั้นเขาก็ก้าวหน้าไม่ใช่หรือ มีไอเดียของการต่อสู้เพื่อความเป็นเท่าเทียม เป็นธรรม
แต่มันยังมีความก้าวหน้าแบบจับพลัดจับผลู ไม่ได้ก้าวหน้าจริง ผมจะยกตัวอย่างให้ ระหว่างคนที่เข้าป่าสมัยนั้น พอป่าแตกออกมาทุกคนเหมือนจะมียศถาบรรดาศักดิ์ที่มองไม่เห็นอยู่ ประชาชนทั่วไปอาจไม่รับรู้ แต่วงวรรณกรรมรับรู้และให้เครดิตพวกเขา แล้วพวกเขาก็เติบโตมาเป็นอะไรต่อมิอะไร คุณไปให้ค่ากับปัญญาชนหรือนิสิตนักศึกษารุ่นนั้น ถ้ามองรายละเอียด หลังจากพวกเขากลับออกมาทำไมเขาจึงฟูมฟายตัดพ้อพรรค ทำไมเข้าไปแล้วไม่ได้เป็น ศ. ไม่ได้เป็นอะไรเลย คุณมีต้นทุนในเมือง แต่โดยทฤษฎีคุณไม่มีต้นทุนชนชั้น และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า มือนิ่มๆ ของคุณรับใช้พรรค รับใช้ประชาชนผู้เสียเปรียบได้แค่ไหน แล้วมันก็เกิดมายาคติเช่น ผมโตเป็นหนุ่มไม่ทัน 14 ตุลา 6 ตุลา ทันทีที่ทะลึ่งมาเป็นผู้ฝักใฝ่มาร์กซิสม์ คำที่ตามมาก็คือ ซ้ายใหม่ ซ้ายไร้เดียงสา เพราะไม่มีต้นทุน เด็กบางคนจนมันจบมหาวิทยาลัยมันอยู่ในเขตงานมาตั้งแต่เกิด ขณะที่คุณเข้าไปตากอากาศแค่ไม่กี่ปี ใครเป็นตัวจริงตัวปลอม ตรงนี้ไม่เคยมีใครมาพูด คุณมีแต่เรื่องเด็กหญิงหมวกดาวแดงที่เป็นลูกสาวของปัญญาชนที่เข้าไปมีเมียมี ลูกกันในนั้นแล้วก็ออกมา อ้าว! แล้วคุณเคยพูดถึงลูกหลานของสหายผู้ปฏิบัติงานไหมว่าไอ้พวกนั้นที่ทุกวันนี้ พ่อแม่มันก็ยังอยู่ในพื้นที่ แต่ลูกเต้าเติบโตมีวัยเด็กโดยอุดมการณ์การหล่อหลอมของช่วงเวลานั้น

ผมเคยตั้งคำถามกับวินัย อุกฤษณ์ หรือวารี วายุ ที่เกาะบูบู สมัยรัฐบาลทักษิณว่า พี่ ถ้าวันหนึ่งไอ้เด็กที่มันเคยวิ่งส่งข้าวส่งน้ำให้เพื่อนฝูงพี่ที่เข้าป่า แต่วินัยเขาไม่ได้เข้าป่านะ สมัยที่พวกเพื่อนฝูงพี่หนีอำนาจรัฐเข้าไปอยู่ในป่า เด็กพวกนั้นที่มันเป้ข้าวให้พี่ เพราะมือพี่บางเกินไป ถึงวันนี้มันกลายมาเป็นคนรักทักษิณ รักประชานิยม มีโทรศัพท์มือถือ ใช้ชีวิตสอดรับกับกระแสการค้าเสรีอย่างปัจจุบัน พี่จะว่ายังไง พี่วินัยบอกว่าก็ปล่อยมันไป เมื่อมันเหลวแหลกก็ปล่อยให้มันเหลวแหลกไป ตรงนี้ไงที่ทำให้เห็นว่าคุณยึดมั่นถือมั่นกับกลุ่มความคิดบางอย่างแบบแข็ง และไม่เป็นพลวัตเลย ฉะนั้น ผมว่าตอนนี้คุณภาพใหม่ของสังคมไทยอย่างหนึ่งก็คือ เด็กจากเขตงานพวกนั้นมีโอกาสการศึกษาที่สูง ไทยรักไทยอาจช่วยเป็นส่วนน้อยด้วยซ้ำ แต่พลวัตทางสังคมเป็นไปทางนั้น คุณตั้งคำถามถึงเด็กกลุ่มนั้นไหม ลูกเต้าเหล่ากอของผู้ปฏิบัติงานจริงที่เรียนสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกวันนี้อาจจะมาเป็นนักวิชาการ เป็นคนชั้นกลาง หรือเป็นอภิชนที่นอกคอก มันเสือกประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง

ประเด็นก็คือ พวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง แล้วคุณเข้าร้าน pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ มีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ ในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม จนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ แล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง ในขณะที่เด็กเหล่านั้นเป็นหมาจรจัด สุ่มเสี่ยงกับความอดอยากและอะไรหลายอย่าง ล่าเอง ไม่มีต้นทุน พ่อแม่ส่งให้เรียนแล้วจบ ขวนขวายเอาเอง พอไทยรักไทยมา พ่อแม่ก็บอกว่าเอ้า เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่นไปเซ็นเอาซะ กลับมาในเมืองเปิดบริษัทคอมพิวเตอร์ เปิดเว็บไซต์ทำมาหากิน มันมีคุณภาพใหม่หลายอย่างที่เติบโตในช่วงที่รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาถือครอง อำนาจรัฐ แต่มันถูกทำลายโดยกลุ่มคนซึ่งพยายามชูภาพความเลวร้ายเก่าๆ ของนักการเมือง

ถ้าพูดถึงนักการเมืองอย่างจาตุรนต์ (ฉายแสง) มันก็โคตรเท่ห์ หน้าตาดี มีการศึกษา มีวิธีคิด มีต้นทุนจากการเคลื่อนไหวจากในอดีต แต่ทำไมเวลาทับถมนักการเมืองถึงพูดถึงแต่ประเภทเนวิน (ชิดชอบ) สุเทพ (เทือกสุบรรณ) เฉลิม (อยู่บำรุง) คุณไม่แฟร์กับผู้แทนราษฎร ซึ่งนั่นเท่ากับไม่แฟร์กับราษฎร

แล้วมองอนาคตยังไง อย่างที่มีข้อเรียกร้องเรื่องขับไล่อำมาตย์ มองความเป็นไปได้ในอนาคตแค่ไหน
โอว ผมมีความหวังเต็มเปี่ยม ผมเป็นคนพุทธ สรุปรวบควบแน่นสิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกวันนี้อภิสิทธิ์ชนสามารถเชิดชู สามารถเล่นทริกต่างๆ กับรัฐบาลที่อภิสิทธิ์ชนหนุนให้มามีอำนาจได้ มันเป็นไปตามกลไก คุณอาจจะเลือกอำนาจ 3 รัฐบาลเบิ้ลก็ได้ แต่ที่สุด คุณตั้งอยู่แล้วคุณต้องดับไป มันเป็นสัจจะ ฉะนั้นไม่มีใครละเมิดอันนี้ได้ ปีนี้เป็นปีที่ฝ่ายอภิชนรุ่งเรืองที่สุด โหมดการเคลื่อนของมันเคลื่อนไปสู่ความเสื่อม เมื่อถึงจุดหนึ่งประชาชนอาจขึ้นมารุ่งเรือง แล้วในที่สุดก็อาจเสื่อม หรือยกระดับ เปลี่ยนคุณภาพไป ที่สุด ประชาชนจะได้เป็นใหญ่อยู่แล้ว แต่มันอาจยืดเยื้อยาวนาน

ผมถึงเกริ่นเบื้องต้นถึงเวียดนาม โฮจิมินห์ หรือมีวีรบุรุษของเวียดนามเยอะแยะมากมายที่ต่อสู้มาเป็นร้อยปี เราไม่มีกระบวนทัศน์หรือสายธารประวัติศาสตร์ที่แจ่มชัดในประชาชนของเรา พูดง่ายๆ พวกเราเพิ่งสร้างชาติกันขึ้นมาไม่กี่ปี วัฒนธรรม ประเพณี คุณก็เพิ่งเซ็ตติ้งกันขึ้นมา หลายอย่างมันก็ไม่มีรากเหง้าแท้จริง มาจัดกันเอง ตกแต่งกันเอง

ฉะนั้นการศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน จึงตอนสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น เขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม ฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน ถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก อย่างแรกคือ คุณถูกเซ็ตติ้งรสนิยม ความเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง จะบอกให้ว่าผมสกปรกนะ ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ข้อเขียนของผมรับใช้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่เช่นเดียวกัน พันธมิตรฯ ก็มีนักคิดนักเขียนที่ยอมสกปรก คือรับใช้กลุ่มมวลชนของเขา แต่ผมกำลังพูดว่า ความสกปรกนี้ไม่ได้อยู่ในจริตของปัญญาชนชั้นกลาง ปัญญาชนชั้นกลางถูกสร้าง ถูกปลูกฝังให้รับใช้อภิชน ดังนั้น จริตเขาจะโน้มไปทางอภิชน สวย สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ผมมาเหยงๆ กลางเวที ประชาชนปรบมือให้ผม ให้ดอกไม้ ให้มาลัยผม มีเสียงตอบรับกังวานก้องสนามหลวง แต่คุณเอารูปมาดู มันไม่ถูกจริตคุณหรอก แต่ผมเป็นคุณภาพใหม่ของประชาชนในช่วงเวลานี้ และประชาชนก็ก้าวมาพร้อมกับผม คือ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็นกวี ส.ส. แม่งก็เป็นกวี ผู้นำ นปช. สามเกลอหัวแข็งบางเวลามันก็กลายเป็นกวีขึ้นมา เฉลิมก็แม่งแทบจะอภิปรายเป็นบทกวี ประชาชน 20 วันข้างทำเนียบผมเห็นอะไร มีคนที่คิดว่าทำงานบริการอยู่ที่พัทยา เห็นผมขึ้นเวทีอ่านกลอน เขาเลยแต่งเพลงมา 3 เพลง เพราะเหมือนทนไม่ไหว คือ แบบนี้กูก็ทำได้ แต่งมา 3 เพลง เพลงหนึ่งเพลงเพื่อประชาธิปไตย อีกเพลงหนึ่งอาจเป็นเพลงรักทักษิณ อีกเพลงหนึ่งพูดถึงความทุกข์ยากของตัวเอง เขามาขอร้องบนเวทีสดๆ มีแต่เนื้อมา นี่คือคุณภาพใหม่ แล้วก็มีการบันทึกบทกวีเอาใส่กระดาษไปอ่านกัน เหมือนเวียดนามในช่วงสร้างชาติ การให้การศึกษาของเขาไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียว มีสิ่งที่ที่เรียกว่า "เคี่ยวให้ข้น" เพื่อ "ทำมวลสารให้งวด" แล้วก็เหมือนกับเป็นบัวหิมะหรือกำลังใจปลุกเร้ากันและกันในช่วงที่เหนื่อย ล้า

อย่างนั้นควรส่งเสริมให้ประชาชนขึ้นเวทีไปอ่านกวี ไปทำกิจกรรมต่างๆ ไหม
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อ่อนมากใน นปช. ในขณะที่พันธมิตรฯ เขาทำแข็งมาก แต่เบื้องหลังที่ให้ขึ้นมาเขามีการจัดตั้งนะ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกไร้สาระขึ้นมา แต่ของ นปช. มันมีคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งของสังคมไทยที่เรายังสรุปไม่ได้ว่ามันดีหรือมัน เลว ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวกับอำนาจรัฐหรือการเมือง เรานำโดยภาคประชาชนมาตลอด ไม่ว่านิสิตนักศึกษา หรือช่วงพฤษภา 35 แต่ครั้งนี้มันมีอะไรที่มันเปลี่ยนไป จุดหนึ่งที่ชัดเจนคือ ฝ่ายพรรคการเมืองมานำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พรรคการเมืองมีความพร้อมทั้งฐานเสียง คือมวลชนที่เขาจัดตั้ง มีความพร้อมด้านทรัพยากร ค่าเช่าแสง สี เสียง เวที มีความพร้อมด้านคอนเน็กชั่นอำนาจรัฐ เขาสามารถพูดคุยกับตำรวจ ทหาร หรือมีเพื่อนฝูงอยู่ในเครือข่ายอภิชน พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ถึงจุดที่ขัดแย้งรุนแรงกับสิ่งที่อยู่สูงสุดของขั้วการปะทะ เขาสามารถเคลียร์ความรุนแรงได้หมด

พูดตรงๆ ว่าทำไมสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา เราถึงต้องยกเลิกในวันที่ 14 (เม.ย.) เพราะความขัดแย้งมันล่วงเลยการเผชิญหน้าในระดับที่พูดคุยกันได้ พูดง่ายๆ คือ ความขัดแย้งมันเลยเถิดถึงจุดยอดที่เขาไม่จำเป็นต้องแคร์คุณ เขามีแต่ออเดอร์ลง ไม่มีการสื่อสารที่สมบูรณ์ ฉะนั้น เขาไม่สื่อสารกับคุณ เขายื่นข้อเสนอว่าไม่เลิกก็ตาย มันก็จบ

จริงๆ แล้วผมมองว่าคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิมที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ แต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร เราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า การต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน คือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ

ผมสนับสนุนคุณวีระนะ ในสายตาผมเขาถูกทำให้สกปรก แต่วีระมีต้นทุนในการต่อสู้เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด และเขาชัดเจนในการยุติการชุมนุมในวันนั้น นี่แหละคือคุณภาพใหม่ ดันทุรังต่อไปอีก 2 ชั่วโมงก็ตายกันแล้ว ก็เปลี่ยนอำนาจรัฐได้แล้ว แต่คุณภาพใหม่เกิดขึ้น คือเราไม่อยากเห็นการตาย ถึงบางคนจะมองว่าก็มึงก็ไม่อยากตายด้วย จะอย่างไรก็แล้วแต่มันคือคุณภาพใหม่ ต่อสู้ไม่ต้องสงครามครั้งสุดท้าย ไม่ต้องเสียหายกันวันนี้ แล้วก็เหมือนเป็นการสื่อสารนัยๆ ด้วยว่าอำนาจรัฐที่ถือครองนี้มันแค่ตุ๊กตา หนังหน้าไฟ นี่แหละทันทีที่ชัดว่าศัตรูคืออำมาตย์ การต่อสู้ที่ยาวนานยืดเยื้อเท่านั้นจึงจะทำให้สำเร็จผลจริงๆ

มีอีกส่วนที่อยากฝากไว้ มันไม่ใช่ส่วนของโครงสร้างหลัก แต่เป็นปฏิบัติการที่สามารถสนับสนุนประชาชน คนที่สิ้นไร้ไม้ตอกได้ อย่างเช่น ชุมชนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถ้าเกิดประเทศเป็นประชาธิปไตยจริง ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ มันก็คงจะเป็นประชานิยมมากกว่านี้ เป็นประชานิยมที่ถาวร แล้วในที่สุดมันจะมีพลวัตไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ทุกวันนี้เรื่องรัฐสวัสดิการอาจดูไกลไป แต่ปฏิบัติการบางอย่างที่สามารถทำได้เลยโดยที่สำนักนายกรัฐมนตรีหรือประกาศ เป็นวาระเร่งด่วน เช่น การมีที่อยู่อาศัยให้กับคนจรเมือง การปลูกโรงนอนที่คุ้มแดดคุ้มฝนที่สนามหลวง มีห้องน้ำสาธารณะ ที่นอน พูดง่ายๆ เราก็จะไม่มีการไปถ่ายอุจจาระตามฟุตบาท เพราะประเทศไทยไม่ได้มีประชากรเยอะเหมือนอินเดีย

อีกส่วนหนึ่งคือ เปลี่ยนวิธีคิดการทำบุญ ทุกวันนี้เราต้องเห็นพ้องกันหลายส่วนว่า วัดในเมืองตักบาตรอาหารเหลือ ภิกษุต้องมีรถเข็นไปเอาอาหารที่คนใส่เกินความต้องการ แทบจะกินได้ทั้งหมู่บ้าน อธิบายถึงการล้นเกิน เราต้องการสร้างรสนิยมการทำบุญกระแสตรง ด้วยการให้ผู้ที่ต้องการกินอาหารที่แท้จริง จะเป็นกุศลที่แท้จริงด้วย เราจะมีทั้งโรงนอนและโรงทาน เปิดโอกาสให้คนมีเงินเยอะมาทำบุญให้อาหารคนในสนามหลวง คนที่ทำบุญเช่นนี้สัก 30 ครั้ง คุณจะได้เข็มเชิดชูจากรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งเราจะให้โอกาสสำหรับคนที่ไม่ได้มีสันดานชั่วร้าย เปิดทางออกให้ประชาชน เปิดปั๊มอิฐดิน ทำเพื่อให้ปัญญาชนชั้นกลางในละแวกนั้นเข้ามาใช้แรงงานบ้าง ให้ได้เหงื่อบ้าง แล้วบันทึกชั่วโมงทำงานของคุณถึงจุดหนึ่งก็ได้เข็มเชิดชู ส่วนประชาชนที่ไม่มีเงินมาปั๊มอิฐดินก็ควรได้เงิน โดยรัฐจะจ่ายให้ก้อนละ 1 บาท เรียกว่ามีทางออกให้คนสิ้นไร้ไม้ตอกบ้าง อิฐดินตัวนี้อยู่ในกระแสที่ได้รับความนิยม คุณต้องจัดระบบการขายอิฐดิน และสร้างรสนิยมแพร่หลายในการสร้างบ้านดิน ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าปูนซีเมนต์ อย่างนี้ครบวงจร สิ่งเหล่านี้ทำได้เลยไม่ว่ารัฐบาลไหน ถ้าพันธมิตรฯ เอาเรื่องนี้ไปชู ผมว่ามันเป็นมุมมองใหม่ แล้วพันธมิตรฯ จะได้มวลชนชั้นล่างในเมือง ประชาธิปัตย์ก็จะกินรวบฐานคะแนนในเมือง

อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเอง แต่ผมได้แรงบันดาลใจจากทศชาติชาดก ส่วนหนึ่งพูดถึงมโหสถ ซึ่งเป็นชาติหนึ่งที่น่าสนใจของพระพุทธเจ้า เขาเป็นปัญญาชนมารับใช้ชนชั้นสูงแต่ถึงที่สุดไปมีเมียเป็นชาวนา และในยุคสมัยของเขา เขาเลือกจะสร้างคณะผู้พิพากษาให้เที่ยงธรรมโดยใช้สติปัญญา มีโรงพยาบาลกลาง มันคือ 30 บาทรักษาทุกโรค มีโรงนอนพักค้างคืน มีโรงทาน อาหารสำหรับคนจร ฉะนั้น ไม่แปลกทำไมศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ใหม่ ทำลายโครงสร้างเดิมของพราหมณ์และฮินดู วิธีคิดของสิทธารัตถะเรื่องรัฐสวัสดิการมันสั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ผมอาจละเมิดมาร์กซิสม์ที่จิตนิยมเกินไปหน่อย แต่ผมอยากให้คนอ่านบทสัมภาษณ์นี้กลับไปอ่านเรื่องมโหสถ เขาพูดเรื่องการพูดด้วย กับเพื่อนบ้านทำอย่างไรไม่ให้มีสงคราม เราเทียบเคียงกับเรื่องเขมรได้เลย ทศชาติชาดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2552    
Last Update : 14 สิงหาคม 2552 16:29:46 น.
Counter : 320 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.