ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

อะไรคือตัดสิน“ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์”

เรามักได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่า ผู้พิพากษาตัดสิน “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” คำกล่าวนี้ ผู้พิพากษาหยิบยกขึ้นอ้างบ้าง คู่ความที่ชนะคดีหยิบยกขึ้นอ้างบ้าง ผู้ได้ประโยชน์จากคำพิพากษาหยิบยกขึ้นอ้างบ้าง ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ เสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับคำพิพากษา สะกดคนให้ยอมรับคำพิพากษา และอาจบานปลายไปถึงขนาดสร้างเกราะป้องกันจากการวิพากษ์วิจารณ์

ยิ่งไปกว่านั้น ในบางกรณี นอกจากคำว่า “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” จะเสริมสร้างบารมีให้กับตัวคำพิพากษาแล้ว ยังอาจแผ่บารมีต่อไปยังตัวผู้พิพากษาทั้งในฐานะบุคคลที่ทำหน้าที่ตัดสินคดี และในฐานะบุคคลธรรมดาเหมือนคนทั่วไปอีกด้วย ค่านิยมทำนองนี้ อาจนำมาซึ่งสภาวะแตะต้องมิได้ของคำพิพากษาและผู้พิพากษา

ดังที่เคยปรากฏในคำพิพากษาคดีหนึ่งที่โจทก์ฟ้องว่าผู้พิพากษาตัดสินคดีผิดพลาด แต่ศาลตัดสินว่า ผู้พิพากษาทำในนามพระปรมาภิไธย เมื่อกษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิด ผู้พิพากษาจึงไม่ต้องรับผิดตามไปด้วย (ดู จรัญ โฆณานันท์, นิติปรัชญา, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๔๔, หน้า ๓๐๗ และ “ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”, ปาจารยสาร, ปีที่ ๑๔, ฉบับที่ ๖, พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๓๐.)

แล้วคำว่า “ผู้พิพากษาตัดสินในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์” หมายความอย่างไร?

สมควรทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน ในระบอบประชาธิปไตยที่ยังรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ และให้พระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่นั้น ยึดถือหลักการ “กษัตริย์ไม่ทรงต้องรับผิด” หรือ “The king can do no wrong”

ที่ว่า “no wrong” นั้น หมายความว่า “The king” ไม่ทำอะไรเลยจึง “no wrong” กล่าวคือ กษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศ คณะรัฐมนตรี สภา ศาล องค์กรของรัฐอื่นๆ แล้วแต่กรณี เป็นผู้ใช้อำนาจอย่างแท้จริง แต่ใช้ในนามของกษัตริย์ และเป็นผู้ใช้อำนาจเหล่านั้นนั่นเองที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำของตน สมดังคำกล่าวที่ว่า “กษัตริย์ทรงปกเกล้าแต่ไม่ทรงปกครอง”

จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่การกระทำขององค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ต้องมี “การลงพระปรมาภิไธย” และ “การสนองพระบรมราชโองการ” เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะ การใช้อำนาจอธิปไตยต้องใช้ในนามกษัตริย์ จึงต้องให้กษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยในการกระทำต่างๆที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจอธิปไตย แต่เมื่อกษัตริย์ไม่ต้องรับผิด และไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริงตามระบอบประชาธิปไตย จึงต้องให้องค์กรหรือบุคคลที่ใช้อำนาจในเรื่องนั้นจริงๆ เข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบแทน ด้วยการกำหนดให้องค์กรหรือบุคคลนั้นเข้ามาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ

กล่าวให้ชัดขึ้น คือ “การลงพระปรมาภิไธย” ในการกระทำใด ก็เพื่อบอกว่าการกระทำนั้นเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนในนามของกษัตริย์ และ “การสนองพระบรมราชโองการ” เพื่อแสดงให้เห็นว่าการกระทำนั้นกระทำโดยองค์กรผู้สนองพระบรมราชโองการในนามของกษัตริย์ และรับผิดชอบโดยองค์กรผู้สนองพระบรมราชโองการ

การตราพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด หรือพระราชกฤษฎีกาขึ้นใช้บังคับก็ดี การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็ดี การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงทั้งพลเรือนและทหารก็ดี ล้วนแล้วแต่กระทำโดยองค์กรของรัฐผู้ใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาหรือการตัดสินคดีของบรรดาผู้พิพากษาหรือตุลาการ กลับไม่มี “การลงพระปรมาภิไธย” และ “การสนองพระบรมราชโองการ” เหมือนกับการกระทำของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภา ตรงกันข้าม กลับปรากฏคำว่า “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” บนหัวคำพิพากษาแทน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?

ความแตกต่างเช่นนี้ ส่งผลให้ “พลัง” ของคำพิพากษา วิเศษกว่าการกระทำของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาหรือไม่?

ความข้อนี้ มีเหตุมาจาก การพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ค่าเฉลี่ยมีมากกว่าการตราพระราชบัญญัติหรือแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่ง จำนวนคดีที่อยู่ในกระบวนพิจารณาก็มาก หากต้องมีกระบวนการ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายร่างคำพิพากษา เพื่อให้พระมหากษัตริย์ “ทรงลงพระปรมาภิไธย” ให้มีผลใช้บังคับ โดยมีองค์คณะผู้พิพากษาเป็น “ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” เหมือนกระบวนการตราพระราชบัญญัติ ก็อาจเป็นอุปสรรคต่อการพิพากษาคดี จนทำให้การตัดสินคดีเป็นไปอย่างล่าช้า จึงจำเป็นต้องสร้างรูปแบบ (Form) ในคำพิพากษา ให้ผู้พิพากษา “ตัดสินในพระปรมาภิไธย” โดยไม่ต้องมีการทูลเกล้าฯ

นี่เป็นเหตุให้ไม่มีพระปรมาภิไธยในคำพิพากษาทุกฉบับ แต่มีคำว่า “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” แทน

การตัดสิน “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” จึงไม่ได้หมายความว่า องค์กรตุลาการมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์มากกว่าองค์กรอื่น จนทำให้การกระทำขององค์กรตุลาการมี “บุญญาบารมี” เหนือกว่าการกระทำขององค์กรของรัฐอื่น หรือทำให้เกียรติยศเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษาเหนือกว่าองค์กรอื่น เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ในราชอาณาจักร ไม่ว่ารัฐสภา หรือนายกรัฐมนตรี ก็ล้วนแล้วแต่กระทำการในนามกษัตริย์เหมือนๆกับศาล

คำกล่าวที่ว่า ศาลเป็นองค์เดียวที่กระทำในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ จึงไม่ถูกต้อง

รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓๓ ที่บัญญัติว่า “การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” เป็นเพียงการสร้างรูปแบบการใช้อำนาจขององค์กรตุลาการให้สอดคล้องกับหลัก “ความเป็นราชอาณาจักร” (กษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐต้องเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน) และหลัก “ประชาธิปไตย” (กษัตริย์ไม่ได้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยตนเอง แต่เป็นองค์กรอื่นที่ใช้แทนในนามของกษัตริย์) เพื่อแสดงให้เห็นว่าศาลในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการ อันเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตย ได้ใช้อำนาจโดยตรงด้วยตนเอง และกระทำทำในนามกษัตริย์ ดุจเดียวกันกับองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ หรืออำนาจบริหาร

อาจเห็นแย้งกันว่า การตัดสิน “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” ทำให้คำพิพากษามีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่สุด ความข้อนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำว่า “ตัดสินในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” แต่อย่างใด เพราะ องค์กรตุลาการในนิติรัฐ มีลักษณะสำคัญประการหนึ่ง คือ คำพิพากษาขององค์กรตุลาการต้องเป็นที่ยุติ (res judicata) ดังนั้น ไม่ว่าศาลในประเทศที่มีกษัตริย์หรือไม่มี อย่างไรเสีย คำพิพากษาก็มีค่าบังคับ (autorité de la chose jugée) และเป็นที่ยุติ (res judicata) อยู่แล้ว

หากจะกล่าวอ้างว่า ในราชอาณาจักที่ปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์เป็นผู้เดียวที่มอบความยุติธรรมให้แก่ราษฎร เมื่อราชอาณาจักรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย อำนาจมอบความยุติธรรม อีกนัยหนึ่ง คืออำนาจตุลาการ ก็ได้ถ่ายทอดมายังศาลแทน เหตุผลเช่นนี้ นับว่าประหลาด ก็ในเมื่อปกครองในระบอบประชาธิปไตย อำนาจทุกประการที่กษัตริย์เป็นผู้ใช้เองโดยตรง ก็ถ่ายทอดมายังองค์กรของรัฐอื่นๆให้เป็นผู้ใช้แทนเหมือนกันหมด ยิ่งพิจารณาจากราชอาณาจักรประชาธิปไตยอื่น เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สเปน ไม่ปรากฏว่าการตัดสินในพระปรมาภิไธยจะส่งผลให้องค์กรตุลาการมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มากขึ้นแต่อย่างใด

สมควรกล่าวด้วยว่า ประเทศอื่นๆที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยและเป็นราชอาณาจักร เมื่อองค์กรตุลาการตัดสินคดีในนามของกษัตริย์ (In the name of King) ก็ไม่ได้มีความพิเศษไปกว่า องค์กรตุลาการในสาธารณรัฐที่ตัดสินในนามของประชาชน (In the name of People) ในสหราชอาณาจักร บุคคลทั่วไปย่อมวิจารณ์คำพิพากษาหรือตัวผู้พิพากษาอย่างสุจริตใจโดยมิต้องเกรงกลัวต่อภัยใดได้เช่นเดียวกันกับสาธารณรัฐฝรั่งเศส เช่นกัน ผู้พิพากษาในสหราชอาณาจักรไม่ได้มีบุญญาบารมีมากไปกว่าองค์กรอื่นเช่นเดียวกับผู้พิพากษาในสาธารณรัฐฝรั่งเศสก็ไม่มีสถานะสูงส่งกว่าองค์กรอื่น

อาจกล่าวได้ว่า ศาลจะตัดสินในนามกษัตริย์อย่างราชอาณาจักร หรือในนามประชาชนอย่างสาธารณรัฐ เอาเข้าจริง ก็เป็นเพียงรูปแบบของรัฐเท่านั้น หาได้แตกต่างในเนื้อหาไม่

กล่าวให้ถึงที่สุด การกำหนดให้ผู้พิพากษาตัดสิน “ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์” ไม่มีอะไรมากไปกว่า เป็นการสร้างจุดเชื่อมโยงขององค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการให้สัมพันธ์กับพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ ซึ่งราชอาณาจักรในระบอบประชาธิปไตย กำหนดให้เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยในนามเท่านั้น ทำนองเดียวกันกับการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร เข้ากับพระมหากษัตริย์ โดยผ่านเทคนิคการลงพระปรมาภิไธยและการสนองพระบรมราชโองการ

โดยธรรมชาติขององค์กรตุลาการเป็นองค์กรปิด ไม่มีฐานที่มาจากการเลือกตั้ง กลไกการตรวจสอบจากภายนอกมีจำกัด ทั้งนี้เพื่อประกันความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ เมื่อการตรวจสอบโดยองค์กรอื่นมีน้อย จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบโดยช่องทางวิจารณ์คำพิพากษาว่าการให้เหตุผลประกอบคำพิพากษาสมเหตุสมผลหรือไม่ อยู่ในกรอบของอำนาจของตนหรือไม่ และเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

หากองค์กรตุลาการอ้างว่า “ตัดสินในพระปรมาภิไธย” เพื่อปิดช่องทางการวิจารณ์หรือแสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำพิพากษา ย่อมสุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบได้

เมื่ออ่านบทความนี้จนจบแล้ว หากยังยืนยันว่า “ตัดสินในพระปรมาภิไธย” ทำให้ศาลมีความคุ้มกันในระดับใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความคุ้มกันที่สถาบันกษัตริย์มี

ก็คงไม่มีอะไรจะอธิบายอีก นอกจากบอกว่า นั่นไม่ใช่ศาลในระบอบประชาธิปไตย แต่อาจเป็นศาลในระบอบประชาธิปไตย “แบบไทยๆ”


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 มิถุนายน 2550




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2553 16:44:17 น.
Counter : 1045 Pageviews.  

ว่าด้วยเรื่องจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ชนชั้นกลางและหาบเร่แผงลอย

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

ไม่ใช่ครั้งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งด้วยเจตนาของกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์คนแรกของประเทศ มีนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนระดับล่าง คงจำเป็นต้องมีการเท้าความที่มาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้สักเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจในพื้นหลังแบบเดียวกัน...มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นหนึ่งในกลไกการสถาปนารัฐทุนนิยม ของกษัตริย์สี่รัชกาลก่อนหน้านี้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการผลิตข้าราชการแบบรัฐสมัยใหม่ เพื่อมาทดแทนระบบขุนนางแบบรัฐศักดินาที่ยากจะควบคุม มักจะกระด้างกระเดื่องกับอำนาจส่วนกลางของกษัตริย์ และล้มราชวงศ์บ่อยครั้ง การสร้างระบบบริหารแผ่นดินสมัยใหม่โดยมีข้าราชการที่สังกัดโดยตรงกับตัวกษัตริย์ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยสมัยใหม่แห่งแรกของประเทศ โดยการทำการสำเร็จลุล่วงอย่างเป็นทางการ ในรัชกาลถัดมา จึงได้นำเอาชื่อของกษัตริย์ที่ปรารถนาจะสร้างพระราชอำนาจของพระองค์ผ่านระบบราชการที่ภักดีขึ้นตรงกับพระองค์เอง มาตั้งชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้

หากสังเกตแล้ว คณะที่ทำการผลิตบัณฑิตรายแรกๆ คือ วิศวกรรมศาสตร์ และรัฐศาสตร์ อันมีจุดมุ่งหมายคือการสร้างทางรถไฟ (นำเทคโนโลยีจากเยอรมัน) และกลไกการควบคุม “ไพร่” สมัยใหม่ (กลไกการศึกษาแบบอังกฤษ) ภายใต้แนวคิดพลเมืองที่สังกัดกับอำนาจส่วนกลางในกรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงเป็นหนึ่งใน “กลไกการล่าอาณานิคมตัวเอง” ของรัฐสยาม แน่นอนว่าการต่อต้านเกิดขึ้นเป็นระลอกคลื่นจากเจ้าเมืองเก่าในรัฐศักดินาเดิม ที่ไม่รู้เท่าทันและถูกสยามกลืนเข้าเป็นแผ่นดินเดียวกัน ,ที่สำคัญที่สุดกลไกของหมาวิทยาลัยแห่งนี้ได้สร้างศัพท์แสงที่ประหลาดและไม่สามารถหาได้ทั่วไปตามรัฐสมัยใหม่ในตะวันตก นั่นคือคำว่า “ข้าราชการ-คนรับใช้ภารกิจของพระราชา” ที่คนไทยคุ้นเคยกับคำแปลภาษาอังกฤษ Bureaucrat, state officer, State servant ฯลฯ แต่หากลองแปลดูแล้วก็ไม่มีคำใดที่ดูศักดิ์สิทธิ์และเชื่อมตรงกับอำนาจส่วนกลางได้เท่ากับคำว่า “ข้าราชการ” แม้กระทั่งคำแปลในภาษาฝรั่งเศสจุดกำเนิดของระบบราชการสมัยใหม่ก็ตาม

มหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นเครื่องหมายของชนชั้นสูง และการชุบตัวของเจ้าสัวจีนที่เริ่มมั่งคั่งขึ้นจากกลไกตลาดโลกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มันเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่าง ชนชั้นสูงและพ่อค้านักธุรกิจ แม้จะมีปณิธานของผู้ก่อตั้งว่า แม้แต่”ไพร่” ก็สมควรที่จะได้เรียน แต่ก็หมายถึงไพร่ที่พร้อมจะรับอุดมการณ์แบบเจ้านาย และการเป็นข้าราชการที่ภักดีต่อไป

หลังสงครามโลกครั้งที่สองการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเริ่มแพร่หลายเพื่อการผลิตผู้ชำนาญการสมัยใหม่ ตอบสนองต่อการผลิตอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า มหาวิทยาลัยโดยมากตั้งตามชื่อของผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผู้ก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล, ศรีนครินทรวิโรฒ, สงขลานครินทร์, แม่ฟ้าหลวง, พระจอมเกล้าฯ, ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ถูกก่อตั้งโดยไม้เบื่อไม้เมาตลอดกาลของราชวงศ์คือ ปรีดี พนมยงค์ ความขัดแย้งระหว่างสองมหาวิทยาลัยนี้ปรากฏอย่างมีนัยสำคัญในแง่อุดมการณ์ช่วง 1960-1970(พ.ศ.2503-2513) (1) อย่างไรก็ดีด้วยระบบการศึกษาไทยที่สร้างค่านิยมที่เหนือกว่าประชาชนและการยกระดับฐานะของบัณฑิตจบใหม่ผ่านความสัมพันธ์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในปัจจุบัน ความขัดแย้งระหว่างสองมหาวิทยาลัยนี้กลายเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก ในการแข่งขันเพื่อแสดงออกว่าใครเป็นมหาวิทยาลัยที่เหนือกว่าประชาชนธรรมดา ความก้าวหน้าในตลาดแรงงาน และความภักดีต่อราชวงศ์ มากกว่ากัน (แสดงออกในงานฟุตบอลประเพณีของสองมหาวิทยาลัย) (2)

หลังจากการปราบปรามนักศึกษาและความคิดฝ่ายซ้ายในปลายทศวรรษ 1970(6 ตุลาคม 2519) มหาวิทยาลัยกลายเป็นแหล่งผลิตคนงานป้อนตลาดแรงงานมากกว่าแนวรบทางอุดมการณ์เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นมหาวิทยาลัย อันเป็นที่ต้องการอันดับหนึ่งของตลาดแรงงาน ด้วยเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบแน่นอนได้ เพราะก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการเรียนการสอนภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แตกต่างจากมหาวิทยาลัยรุ่นหลังอื่นๆ เท่าใดนัก แต่เป็นที่เข้าใจว่า เส้นสายและเครือข่ายความสัมพันธ์แบบศักดินา ที่ปลูกฝังระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นตัวก่อเริ่มความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายในตลาดแรงงาน หากกล่าวถึงความสามารถเชิงประจักษ์แล้วพวกเขาแตกต่างจากนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่น ด้วยคะแนนสอบเข้าไม่กี่สิบคะแนนเมื่อครั้งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมเท่านั้น

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นตัวแทนของชนชั้นสูง ชนชั้นกลางในเมือง หรือที่ทางสำหรับเด็กนักเรียนที่มีความฝันจากชนบทจะเข้ามาชุบตัว พร้อมกับความฝันในการรับราชการ และทำงานบริษัทเอกชนชั้นนำ เป็นที่รู้กันว่าสำหรับบางกระทรวงนั้น บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้เพียงแค่สอบผ่านภาค ก. ก็สามารถบรรจุเป็นข้าราชการได้ทันที

หากเปลี่ยนมามองในมิติอื่นๆ แล้ว ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วเป็นที่ตั้งที่ไม่ค่อยสมดุลในเชิงสังคมวิทยาเท่าใดนัก ในฐานะตัวแทนอุดมการณ์ของรัฐกษัตริย์สมัยใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่าง เยาวราชย่านที่อยู่อาศัยของคนจีน และสีลม ย่านธุรกิจของคนจีน ในช่วงทศวรรษแรกๆ ของการก่อตั้งขณะที่คนจีนยังเป็นประชากรชั้นสองชนกลุ่มน้อยที่ถูกรังเกียจจากราชสำนักและขุนนางเดิม เป็นไปได้หรือที่สามย่านที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะไม่มีชุมชนคนจีนอยู่? แน่นอนว่าความขัดแย้งเรื่องการใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยกับชุมชนดั้งเดิมเกิดขึ้น วีรกรรมการต่อสู้กับเจ๊กสามย่านถูกผลิตซ้ำผ่านอาจารย์ และศิษย์เก่าที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป อย่างภาคภูมิใจ เช่นเดียวกันกับสิ่งที่กำลังจะเกิดกับการไล่ “ไพร่หาบเร่” ออกจากสยามสแควร์ในศักราชปัจจุบัน

แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความคิดอนุรักษ์นิยมที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ก็หาใช่ว่าพวกเขาตัดขาดและไม่เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์เศรษฐกิจโลก นับจากปี 2540 การรับนโยบายของกองทุนการเงินระหว่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ นำสู่การแปรรูปมหาวิทยาลัยเพื่อลดค่าใช้จ่าย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็สบโอกาสนี้ในการสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้บริหาร การออกนอกระบบส่งผลให้มหาวิทยาลัยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มหาวิทยาลัยทำการสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้นบริเวณตรงข้ามตลาดสามย่าน (โดยการไล่ชุมชนสลัมดั้งเดิมอีกเช่นเคย) โดยตั้งชื่อว่าจตุรัสจามจุรี 3 และทำการไล่ผู้ประกอบการสามย่านออกจากพื้นที่เดิมเพื่อสร้างอาคารด้านธุรกิจการศึกษา แม้มหาวิทยาลัยจะมั่งคั่งขึ้น แต่ค่าเทอมกลับสูงขึ้นตามลำดับ (ประมาณร้อยละ 80 จากปี 2547-2553) 4 ภาควิชาที่ไม่เป็นที่นิยมของตลาดถูกปิดไป 5 และถูกแทนที่โดยภาคภาษาอังกฤษที่มีค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่วสำหรับชนชั้นสูงที่อาจสอบเข้าไม่ได้จากระบบแอดมิชชั่นและการคัดกรองแบบระบบราชการโบราณ ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยแห่งนี้หาได้เป็นเพียงแค่กลไกการสร้างอุดมการณ์แบบอุนรักษ์นิยมอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการคัดกรองและปิดโอกาสการพัฒนาการศึกษาของลูกหลานคนจนด้วยเช่นกัน

ในกรณีหาบเร่สยามสแควร์ ที่ทางมหาวิทยาลัยตั้งประเด็นว่า สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ และผู้ที่เดินสัญจรไปมา และสร้างภาพพจน์ที่ไม่ดีสำหรับชาวต่างประเทศ วิธีคิดนี้เป็นวิธีคิดเดียวกันกับกรุงเทพมหานคร ภายใต้การนำของ สุขุมพันธ์ บริพัตร ที่มองว่าคนจนในประเทศอันไร้ระเบียบเป็นปัญหา กรุงเทพมหานคร ควรจะเป็น “กรุงเทพ”-เมืองของเทวดา ที่มีระเบียบโดยไล่คนจน หรือวิถีที่ไร้ระเบียบอันพึงประสงค์ออกจากเมือง โครงการของกรุงเทพมหานครที่เห็นกันโดยมากต่อเนื่องมาจากผู้ว่าทุกชุดเรื่อยมาจนถึงคนปัจจุบัน คือการไล่ชุมชนในเมืองออกไปเพื่อสร้างถนนสายวัฒนธรรม (ถนนราชดำเนินและบริเวณใกล้เคียง) ชุมชนที่จะอยู่ได้คือชุมชนที่มีการปรับตัวและสร้างทุนทางวัฒนธรรมแก่ตัวเอง หากสังเกตสนามหลวงได้มีการกั้นรั้วเพื่อขับไล่วิถีชีวิต ที่ไม่พึงประสงค์ออกไป โดยมีคำสัญญาว่าจะมีการจัดสรรที่อยู่ให้แก่คนไร้บ้าน อันนี้เป็นเรื่องตลกอีกเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาประเทศนี้ไม่เคยมีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนจนถาวรในเมืองแต่อย่างใด และนับประสากับการพัฒนาชีวิตคนไร้บ้าน

นักเคลื่อนไหวจำนวนไม่น้อย อาจตั้งข้อสงสัยว่าหาบเร่แผงลอยเหล่านี้คือผู้ประกอบการ พวกเขาได้รายได้จำนวนไม่น้อย จากการทำธุรกิจหาบเร่ ไม่มีความจำเป็นต้องให้ความสงสารเห็นใจแต่อย่างใด...ทั้งหมดนี้ก็มิได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความเห็นใจแต่อย่างใด แต่สยามสแควร์ก็เป็นภาพสะท้อนเช่นเดียวกันกับ สีลม ราชดำริ และเซ็นทรัลเวิร์ลด์ในปัจจุบัน อันเป็นแบบฉบับภาพสะท้อนวิถีชีวิตที่หรูหราของชนชั้นกลาง และว่าที่อภิสิทธิ์ชนในโรงเรียนเตรียมอุดมฯ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนเหล่านี้เข้าใจว่าวิถีชีวิตของตนมีความศักดิ์สิทธิ์กว่าผู้อื่นเสมอ พวกเขาคือคนกลุ่มเดียวกับที่สนับสนุนให้มีการสลายการชุมนุม คนเสื้อแดง เพื่อนำ “ความสุข” และวิถีชีวิตปกติอันหรูหราของพวกเขาคืนกลับมา..เราจะถือให้วิถีชนชั้นกลางมีความศักดิ์สิทธิ์ และถือการบริโภคร้านค้าของผู้ประกอบการที่เสียค่าเช่าเป็นแสนต่อเดือน ศักดิ์สิทธิ์กว่า วิถีชาวบ้านได้อย่างไร...หรือว่านี่คือกรุงเทพ เมืองแห่งเทวดาที่วิถีชีวิตแบบเทวดาเท่านั้นสมควรได้รับการยอมรับ

การจัดระเบียบจำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่หาใช่การจัดระเบียบบนฐานของกรรมสิทธิ์ มูลค่าแลกเปลี่ยนผ่านการเช่า และกลไกราคาตลาด มิเช่นนั้นวิถีชีวิตของคนจนก็จะถูกกำหนดให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะ ความหลากหลายที่ลดและระยะห่างทางสังคมที่มากขึ้นคือหายนะของความสัมพันธ์ในเขตเมือง

เหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ร่วมปิดแยกราชดำริ คือคนจนเมือง...อันสะท้อนปัญหาที่สะสมในกรุงเทพมานับศตวรรษไม่เคยได้รับการแก้ปัญหา และเขี่ยพวกเขาไปอยู่ใต้พรมทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกันหากการถือวิถีชนชั้นกลางว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มากกว่าวิถีชีวิตอื่น มันจะเป็นการจุดเริ่มแห่งการสะสมความขัดแย้งครั้งใหม่...อีกหลายทศวรรษถัดมามันอาจรุนแรงมากกว่าการ ”เผาบ้านเผาเมือง” ก็เป็นได้

เชิงอรรถ จากตัวเลขในวงเล็บ

1 ต้องอย่าลืม จิตร ภูมิศักดิ์ ตัวแบบ ขบวนการนักศึกษายุค1970 ปัญญาชนนอกคอกของรั้วจามจุรี ที่ถูกโยนบกโดยนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์

2 ขณะที่กระแส ปรีดี-ป๋วยนิยม ในธรรมศาสตร์กลายเป็นการกราบไหว้อนุสาวรีย์มากกว่า การศึกษาอุดมการณ์แบบจริงจัง พร้อมกันนั้น การสร้างสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกพระราชทาน ขึ้นเป็นมาสค็อตแทนปรีดีดูจะปรากฏแพร่หลายเช่นกัน

3 เป็นห้างสรรพสินค้าที่เชื่อมกับรถไฟใต้ดินสถานีสามย่านและเชื่อมตรงสู่มหาวิทยาลัย
4 ขึ้นจาก 8,500บาทต่อเทอม เป็น 14,000 บาท ในสายสังคมศาสตร์
5 ที่ปรากฏเห็นจะเป็น สาขามานุษยวิทยา ในภาควิชาสังคมวิทยา คณะรัฐศาสตร์

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2553 4:25:40 น.
Counter : 354 Pageviews.  

"หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”อาวุธทรงพลังในหมู่“ลูกแกะ”

โดย อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ ๒) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, DEA de Droit public général et Droit de l’environnement (Université de Nantes)

“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” อาวุธทรงพลังในหมู่ “ลูกแกะ”
สงครามแย่งชิง “ความจงรักภักดี” ระหว่างทักษิณกับสนธิ โดยมีข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เป็นอาวุธกำลังดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อนและยากจะคาดเดาว่าจะลงเอยเช่นใด จนกระทั่งมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม เหตุการณ์ก็เริ่มคลี่คลายไปตามลำดับ ด้วยปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเช่นนี้ จึงน่าสนใจว่าที่เรียกกันว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นมีจริงหรือไม่ และมีลักษณะอย่างไร

-๑.- ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
ความผิดตามมาตรา ๑๑๒ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำที่ครบทั้งองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน องค์ประกอบภายนอกก็คือ ต้องหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ส่วนองค์ประกอบภายในคือ ต้องมีเจตนา
มีถ้อยคำที่ควรพิจารณาอยู่ ๓ ถ้อยคำ ได้แก่ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้าย
อย่างไรจึงเรียก “หมิ่นประมาท”?
“หมิ่นประมาท” ตามมาตรา ๑๑๒ มีความหมายเดียวกับหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปตามมาตรา ๓๒๖ กล่าวคือ เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่ออ่านมาตรา ๑๑๒ ประกอบกับมาตรา ๓๒๖ แล้ว การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หมายถึง การใส่ความพระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สามโดยที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เช่น นาย ก.เล่าให้นาย ข.ฟังถึงเรื่องพระมหากษัตริย์อันทำให้พระมหากษัตริย์เสียชื่อเสียง ไม่ว่าเรื่องที่เล่ามานั้นจะจริงหรือเท็จก็ตาม ถ้าพระมหากษัตริย์เสียหาย ก็ถือว่านาย ก.หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์แล้ว
อย่างไรจึงเรียก “ดูหมิ่น”?
“ดูหมิ่น” หมายถึงการแสดงเหยียดหยาม อาจกระทำทางกริยา เช่น ยกส้นเท้า ถ่มน้ำลาย หรือกระทำด้วยวาจา เช่น ด่าด้วยคำหยาบคาย
ส่วน “แสดงความอาฆาตมาดร้าย” หมายถึง การแสดงว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในอนาคต เช่น ขู่ว่าจะปลงพระชนม์ไม่ว่าจะมีเจตนากระทำตามที่ขู่จริงหรือก็ตาม
การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ต้องกระทำต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เท่านั้น ไม่รวมถึงเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ
และเช่นกันไม่รวมถึงท่านผู้หญิง คุณหญิง ข้าราชบริพาร สิ่งของ หรือสัตว์เลี้ยง…
โดยทั่วไป การหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ผู้กระทำอาจยกเหตุตามมาตรา ๓๒๙ มาอ้างว่าตนกระทำได้ เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามทำนองคลองธรรม หรือในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำหรือในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมหรือการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม นอกจากนี้ผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทอาจอ้างเหตุยกเว้นโทษได้ตามมาตรา ๓๓๐ หากพิสูจน์ได้ว่าที่หมิ่นประมาทไปนั้นเป็นความจริง แต่ห้ามพิสูจน์ในกรณีที่ข้อที่เป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไปก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
อย่างไรก็ตามคำพิพากษาฎีกายืนยันว่าเหตุให้หมิ่นประมาทได้ตามมาตรา ๓๒๙ และเหตุยกเว้นโทษตามมาตรา ๓๓๐ ไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีพระมหากษัตริย์ เพราะ พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ มีสถานะแตกต่างจากบุคคลทั่วไปซึ่งมาตรา ๑๑๒ มุ่งคุ้มครองเป็นพิเศษ ดังนั้นหากใครหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และจะอ้างต่อศาลว่าตนติชมด้วยความเป็นธรรม ศาลก็ไม่รับฟัง
อนึ่ง แม้กฎหมายจะไม่อนุญาตให้อ้างได้ว่าการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เป็นไปเพื่อการวิจารณ์หรือติชมด้วยความเป็นธรรม แต่เราจะเห็นถึงน้ำพระทัยของในหลวงที่ทรงเปิดกว้างรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ในตัวพระองค์ ดังความบางตอนจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ที่ว่า
“แต่ว่าความจริงก็ต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน และก็ไม่กลัวว่าถ้าใครจะมาวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้น ตรงนั้นจะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัว ไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน... ฉะนั้น ก็ที่บอกว่าการวิจารณ์เรียกว่าละเมิดพระมหากษัตริย์ ละเมิด ให้ละเมิดได้ แต่ถ้าเขาละเมิดผิด เขาก็ถูกประชาชนบอก เป็นเรื่องขอให้เขารู้ว่าวิจารณ์อย่างไร ถ้าเขาวิจารณ์ถูกก็ไม่ว่า แต่ถ้าวิจารณ์ผิด ไม่ดี แต่เมื่อบอกว่าไม่ให้วิจารณ์ ละเมิดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญว่าอย่างนั้น ลงท้ายพระมหากษัตริย์ก็เลยลำบาก แย่ อยู่ในฐานะลำบาก ถ้าไม่ให้วิจารณ์ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวนี้ต้องวิจารณ์ ต้องละเมิด แล้วไม่ให้ละเมิด พระเจ้าอยู่หัวเสีย พระเจ้าอยู่หัวเป็นคนไม่ดี”

-๒.-ความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มีในระบบกฎหมายไทยจริงหรือ ?
ข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ที่ “ลูกแกะ” เสื้อเหลืองกับ “ลูกแกะ” รัฐบาลยัดเยียดให้แก่กันและกันนั้น เอาเข้าจริงก็คือข้อหา “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” ตามมาตรา ๑๑๒ นั่นเอง
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในการประชุมอนุกรรมการตรวจพิจารณาแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาของคณะกรรมการกฤษฎีกา วันที่ ๗ มกราคม ๒๔๘๔ หลวงประสาทศุภนิติได้ซักถามในที่ประชุมว่าหากจะใช้คำว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จะเป็นอย่างไร หม่อมเจ้าสกลวรรณกร วรวรรณ ตอบว่า ปัจจุบันนี้ใช้ไม่ได้ ไม่มีข้อหาทางอาญา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มีแต่ข้อหา “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์(ดูwww.midnightuniv.org/midnight2545/document9554.html)
กล่าวให้ถึงที่สุด ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบันไม่มีความผิดฐาน “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มีเพียงแต่ “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” ซึ่งโดยเนื้อหาก็เหมือนกับความผิดฐานหมิ่นประมาทคนธรรมดา จะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์หรือหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาก็ใช้นิยามเดียวกัน คือ “การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามอันน่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย” ที่แตกต่างกันก็มีสามประการ คือ หนึ่ง หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์มีโทษหนักกว่าหมิ่นประมาทคนธรรมดา สอง หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ไม่อาจนำเหตุให้กระทำการได้ตามมาตรา ๓๒๙ และมาตรา ๓๓๐ มาอ้างได้ และสาม ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เป็นความผิดเกี่ยวด้วยความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร บุคคลที่ มาตรา ๑๑๒ ประสงค์จะคุ้มครอง คือ พระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในขณะที่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา ๓๒๖ เป็นความผิดเกี่ยวด้วยเสรีภาพและชื่อเสียง มุ่งคุ้มครองบุคคลธรรมดา

-๓-ยุติการยัดเยียดข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” กันเถิด
การฟ้องร้องโดยอ้างว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แท้จริงแล้วเป็นการฟ้องร้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จึงต้องมาพิจารณากรณีฟ้องและขู่ว่าจะฟ้องทั้งหลายนั้นเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๑๑๒ หรือไม่
ไม่ว่าจะเป็นกรณีนายแพทย์คนหนึ่งยกย่องโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคว่า ต่อไปนี้ชาวบ้านที่ถือบัตรทองไปโรงพยาบาลก็เสมือนนำธนบัตรมีพระบรมฉายาลักษณ์ติดหน้าผากไปด้วย
ไม่ว่าจะเป็นกรณีนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์นำสติ๊กเกอร์พระราชดำรัสไปติดตามที่ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นกรณีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ยินยอมให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้าไปตรวจสอบบัญชีโดยอ้างว่าจะเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างสนธิกับทักษิณ
กรณีเหล่านี้เป็นการใส่ความพระมหากษัตริย์ให้ผู้อื่นทราบอันทำให้พระมหากษัตริย์เสียหายอันถือเป็น “การหมิ่นประมาท” พระมหากษัตริย์หรือไม่
กรณีเหล่านี้เป็นการแสดงว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายพระมหากษัตริย์อันถือเป็น “การแสดงความอาฆาตมาดร้าย” พระมหากษัตริย์หรือไม่
ทั้งหลายทั้งปวงเป็นการต่อสู้กันทางการเมืองและผลประโยชน์ โดยเอาข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มาเป็นอาวุธหรือเกราะกำบังทั้งนั้น การกล่าวอ้างลอยๆว่า “เอ็งกำลังจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนะเว้ย” กลายเป็นเพียงการข่มขู่ แบล็คเมล์ หรือหยิบยกขึ้นอ้างเพื่อผลประโยชน์บางประการโดยปราศจากซึ่งฐานทางกฎหมาย
เอาเข้าจริงคนที่ฟ้องร้องก็ไม่ได้หวังผลว่าจะต้องมีใครติดคุก แต่ขอเพียงปักชนักติดหลังให้ศัตรูว่าโดนแจ้งความ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
ต้องไม่ลืมว่า ยิ่งมีการฟ้องร้องข้อหานี้มากเท่าไร ยิ่งทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศมากเท่านั้น เพราะถ้าเราตีความในมุมกลับ หากมีการกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาก ก็หมายความว่า เดชานุภาพของพระมหากษัตริย์มีข้อบกพร่อง จึงมีคนหมิ่นบ่อยๆ มิพักต้องกล่าวถึงกรณีหากเป็นคดีความขึ้นในศาลซึ่งคู่ความอาจต้องให้การบางอย่างบางประการอันอาจกระทบสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นไปอีก
น่าคิดว่ากฎหมายไทยควรถึงเวลาทบทวนประเด็นดังกล่าวหรือยังและสมควรกำหนดให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นคนแจ้งความหรือฟ้องจะดีกว่าหรือไม่ การเปิดโอกาสให้ใครก็ได้เดินไปแจ้งความแก่ตำรวจว่ามีคนหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์แล้วตำรวจก็รับแจ้งความดำเนินคดีทุกครั้งไปนั้น ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
จากพระราชดำรัส ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเปิดกว้างต่อการวิพากษ์วิจารณ์ และไม่สนับสนุนให้มีการฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์กันอย่างพร่ำเพรื่อ พระองค์ทรงแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “...และมีแปลกๆ คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายเขาสอน สอนนายกฯ บอกว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ ก็ขอสอนนายกฯ ใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ไม่ใช่นายกฯเดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน”




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2553    
Last Update : 29 ตุลาคม 2553 4:48:20 น.
Counter : 272 Pageviews.  

ว่าด้วยอนาคตทางการเมืองหลังการเลือกตั้งสก.ที่ผ่านไป+ถ้าพรรคกะจั๊วต้องถูกยุบขึ้นมาจริงๆละก็

เนื่องจากผลการเลือกตั้งสก.ในครั้งนี้แทบจะไม่ค่อยมีพลิกโผอะไรมากมายนัก ตัวเก่าๆล้วนแต่เข้าวินกันมาแทบหมดทั้งสิ้นจากทั้ง2ขั้วพรรคใหญ่ คนที่เลือกมักจะเลือกที่ตัวบุคคลจากความขยันสร้างผลงานเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ รองลงมาก็ความนิยมในตัวพรรคเอง
โดยการมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยลงยิ่งกว่าที่แล้วมาก เหลือแค่ร้อยละ40ต้นๆ ต้องถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งท้องถิ่นทั่วไปในชนบท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมแย่ๆของคนกทม.หลายคนที่ชาวชนบทได้เห็นแล้วสามารถดูถูกดูแคลนคนกทม.ที่ชอบดูถูกพวกตนว่าเป็นพวกโง่เง่า,หิวกระหายเงิน,ชอบขายเสียง ฯลฯ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า คนกทม.ก็เป็นพวกมักง่าย,รักความสะดวกสบาย,เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน,ไม่รู้จักใช้ความคิดวิเคราะห์,ดัดจริตทำเป็นเบื่อการเมือง,หลงคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางทางความคิดของประเทศ,คล้อยตามสื่อกระแสหลักเน่าๆ,ตรรกะทางการเมืองวิบัติและบกพร่องขั้นรุนแรง ฯลฯ

โดยฝั่งของพรรคตัวแทนแม้วอย่างเพื่อไทย ก่อนหน้านี้ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล ได้วิเคราะห์ไว้ว่าถ้าการเลือกตั้งสก.ครั้งนี้ตัวเก่าที่ยังอยู่ของพรรคตัวแทนแม้วเกิดพลิกล็อกแพ้ขึ้นมาในหลายเขต ก็อาจจะมีแผนการทบทวนไปตั้งพรรคใหม่สำหรับเก็บฐานเสียงเฉพาะในกทม.เป็นหลัก เพื่อใช้เป็นโมเดลในการแยกกันตีพรรคกะจั๊ว ซึ่งครั้งนี้คาดว่าภาคกทม.ของพรรคตัวแทนแม้วก็คงทำใจและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วถึงผลที่ควรจะเป็นและมันก็เป็นอย่างที่วางไว้ไม่ผิดจากที่คิดไว้มากนัก

ที่น่าสนใจมากกว่าซึ่งนั้นมันทำให้ผมต้องเขียนบทวิเคราะห์ชิ้นใหม่นี้ขึ้นมา ก็คือคะแนนเสียงเลือกตั้งสก.ที่พรรคสีขี้ได้รับมาจากทั้งหมด40เขตที่ส่งตัวผู้สมัครลงไป ซึ่งผมเคยวิเคราะห์ทางไปคร่าวๆก่อนแล้ว ครั้งนี้แม้ว่าพรรคสีขี้จะไม่ได้ที่นั่งในสภากรุงเทพมหานครเลยแม้แต่คนเดียว แต่คะแนนที่พรรคสีขี้ได้รับโดยส่วนใหญ่ไม่นับเขตกทม.ชั้นนอกบางเขตล้วนแต่ทำได้เกินหลักพันทั้งสิ้น และแน่นอนส่งผลกระทบอย่างมากต่อสมดุลฐานคะแนนเสียงทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับ2ขั้วพรรคใหญ่อย่างกะจั๊วและตัวแทนแม้ว ซึ่งตอนแรกผมเคยคิดว่าพรรคสีขี้น่าจะได้คะแนนเสียงในทุกๆเขตไม่น่าจะเกินหลักพันและจะเข้าสู่วงจรการเมืองแบบเดิมที่แสนเบื่อหน่ายไม่รู้จักจบ
โดยเฉพาะเขตคลองสานที่มีอดีตสก.ตัวเก่าจากกะจั๊วย้ายเข้ามาแม้ว่าจะแพ้ไปแต่ก็ทำได้มากถึง7000คะแนนขึ้น บางเขตทำได้ถึงช่วง4000-5000คะแนน หลายเขตทำได้รวมเฉลี่ยถึง2000คะแนนกว่าๆ ซึ่งคะแนนที่มากขนาดนี้แม้ว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพียงแค่ร้อยละ40ต้นๆเท่านั้น ผลคะแนนที่ออกมานี่คงทำให้แกนนำของพรรคสีขี้เริงร่าขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง เพราะนั้นหมายความว่าขั้วการเมืองสำคัญลำดับที่3ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว พรรคสีขี้มิใช่พรรคเล็กไม้ประดับในสนามเลือกตั้งกทม.ที่กะจั๊วจะดูถูกอีกต่อไปแล้ว มันไม่เหมือนกับพรรคเล็กไม้ประดับให้เหยียบจมดินเล่นในอดีตที่เคยลงสนามเลือกตั้งตั้งแต่ปี2544เป็นต้นมา ที่ผูกขาดกันแค่กะจั๊วและตัวแทนแม้วเท่านั้น และยังเป็นการพลิกล็อกผลโพลที่ทำมาก่อนหน้านี้ว่าพรรคสีขี้จะได้คะแนนแค่ร้อยละ3เท่านั้น ซึ่งผลที่ออกมาขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง หมายความว่าพลังเงียบที่ไม่ได้ตัดสินใจเกือบครึ่งส่วนใหญ่เป็นของพรรคสีขี้นั้นเอง
และแน่นอนย่อมส่งผลสะเทือนต่ออนาคตผลคะแนนเสียงเลือกตั้งใหญ่สส.ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการวางแผนอนาคตในการควบคุมทางการเมืองล่วงหน้าของกลุ่มอำมาตย์,อภิสิทธิ์ชนชั้นสูงและรวมไปถึงนายทุนกระเป๋าหนักที่พร้อมจะเทเงินทุนเข้าพรรคล่วงหน้าเพื่อเตรียมเสบียงกรังไว้หาเสียงเลือกตั้ง ในช่วงที่พรรคสีขี้ได้รับเงินบริจาคจากพลพรรคสีขี้กันเองเข้าพรรครวมแล้วเกิน1ล้านบาทขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ทำไมนะเหรอ? ก็คดีแจ้งบัญชีการใช้จ่ายเงินกองทุนเข้าพรรคการเมืองอันเป็นเท็จและคดีแจ้งบัญชีรายรับเงินบริจาคเข้าพรรคการเมืองอันเป็นเท็จของพรรคกะจั๊วซึ่งมีโทษหนักหน่วงมากถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา5ปีเหมือนกับที่พรรคตัวแทนแม้วเจอมาแล้วทั้ง2ครั้ง กำลังอยู่ระหว่างการสอบพยานหลักฐาน โดยคาดว่าน่าจะมีคำพิพากษาชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญภายในเวลาสิ้นปีนี้หากใช้มาตรฐานเดียวกันกับที่เคยทำกับพรรคตัวแทนแม้วมาแล้ว
ซึ่งคดีทุจริตธุรกรรมทางการเงินของพรรคกะจั๊วครั้งนี้มีหลักฐานเอกสารมัดตัวแน่นหนา และพรรคการเมืองเล็กๆที่ถูกยุบไปส่วนใหญ่ถูกยุบด้วยฐานความผิดนี้ทั้งนั้น ถ้าพรรคกะจั๊วรอดจากการถูกยุบพรรคในครั้งนี้ นั้นย่อมเป็นการตอกย้ำความมีสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมไทยหนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก และบ้านเมืองก็จะปั่นป่วนไม่รู้จักจบจักสิ้น
อำมาตย์อภิสิทธิ์ชนนั้นเดิมใช้งานพรรคกะจั๊วในฐานะหุ่นเชิดที่ต้องตอบแทนบุญคุณทางการเมืองมาแต่แรกแล้ว และพรรคกะจั๊วก็ทำได้ดีเป็นที่พอใจของกลุ่มอำมาตย์ในระดับหนึ่ง โดยมีกลุ่มสีขี้คอยเคลื่อนไหวสนับสนุนทางการเมืองแบบหลวมๆและก็เป็นหุ่นเชิดสำคัญอีกตัวหนึ่งของกลุ่มอำมาตย์เช่นกันและตอบสนองผลเป็นที่พอใจแก่กลุ่มอำมาตย์อภิสิทธิ์ชนได้ดียิ่งกว่ากะจั๊วซะอีก แต่ในคราวนี้เมื่อกลุ่มสีขี้ตั้งพรรคเป็นของตนเองและกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นขั้วการเมืองสำคัญลำดับที่3ในสนามกทม.กลายเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่พลพรรคอำมาตย์จะทิ้งไปก็น่าเสียดายมากอยู่
ฉะนั้นแผนการยุบพรรคกะจั๊วลง เพื่อลดกระแสความมีสองมาตรฐานทางการเมือง ไม่ให้เกิดภาวะความวุ่นวายที่ไม่จบสิ้น เพื่อเปิดทางให้พรรคสีขี้เข้ามามีบทบาทในสนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัวก็มีความเป็นไปได้สูงมาก อีกทั้งพรรคสีขี้ก็มีสื่อในมือที่พร้อมจะโจมตีพรรคกะจั๊วในทุกเรื่องที่มีการทุจริตซึ่งก็มีอยู่มากมาย และยังเป็นการกดดันจี้อำมาตย์กับศาลรัฐธรรมนูญให้จัดการเชือดพรรคกะจั๊วให้ดับดิ้นลงไปซะ

และเพื่อแยกสลายกลุ่มก้อนทางการเมืองของพรรคกะจั๊วให้กระจัดกระจายตามแผนการแบ่งแยกและปกครองของกลุ่มอำมาตย์ ซึ่งจะทำได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ต่างตอบแทนของตัวใหญ่ๆในพรรค โดยกลุ่มภาคใต้โดยการนำของนายหัวชวนน่าจะยังเหนียวแน่นอยู่ และสามารถตั้งพรรคตัวแทนกะจั๊วใหม่รองรับพลพรรคของตัวเองได้อยู่ดี
แต่กลุ่มภาคกลางบางส่วน,ตะวันออกและกทม.มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะแตกออกไปเนื่องจากใช้ฐานเสียงเดียวกับกลุ่มสีขี้โดยการย้ายสังกัดเข้าไปอยู่พรรคสีขี้เสริมความเข้มแข็ง เนื่องจากผู้นำหลักของภาคกทม.ถูกตัดสิทธิ์จนแทบจะหมดสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคกทม.ที่จะเหลือตัวหลักที่สามารถใช้งานได้แค่เพียง2คนเท่านั้นอันได้แก่ สามารถ ราชพลสิทธิ์ และ พนิต วิกิจเศรษฐ ซึ่งเคยผ่านงานการเป็นรองผู้ว่ากทม.มาก่อน แต่ก็ต้องดูจากคดีไซฟ่อนเงินบริจาคเข้าพรรคกะจั๊วของTPIว่าจะมีการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารชุดที่มีบัญญัติเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ ซึ่งมีคนอย่าง กัลยา โสภณพนิช ที่เคยลงชิงผู้ว่ากทม.ได้คะแนนหลักแสนในสมัยที่ลุงหมักชนะคะแนนได้เป็นผู้ว่าและ ประกอบ จีรกิติ อดีตสส.ที่เคยผ่านงานรองผู้ว่ากทม. 2คนเท่านั้นที่มีศักยภาพพอจะนำทีมภาคกทม.ต่อไปได้
ในขณะที่ตัวยืนในภาคเหนือและอีสานก็มีแนวโน้มว่าจะย้ายไปพรรคภูมิใจ(ห้อย)ไทยที่กำลังรุ่งในการดูดเก็บสส.จากพรรคตัวแทนแม้วในตอนนี้ เนื่องจากกรรมการบริหารตัวหลักๆของกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์เช่นกัน และยังมีพรรค(ขี้ข้า)เพื่อแผ่นดินและชาติ(ปลาไหล)ไทยพัฒนา ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ยอมเป็นหุ่นเชิดให้อำมาตย์ใช้งานประกอบกันกับพรรคตัวแทนกะจั๊วและพรรคสีขี้ เพื่อสกัดฐานเสียงที่มีอยู่หนาแน่นของพรรคตัวแทนแม้วในภาคเหนือและอีสาน

นอกจากนี้การยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคที่มีตาทองมากเป็นหัวหน้าพรรค ยังทำให้ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม.คนปัจจุบันต้องหลุดจากตำแหน่ง รวมไปถึงพินิจ กาญจนชูศักดิ์ สก.เขตสัมพันธวงศ์ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งไปก็ต้องหลุดจากตำแหน่งไปเช่นกัน ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.และสก.เขตสัมพันธวงศ์ใหม่อีกครั้ง โดยพรรคกะจั๊วจะเหลือตัวเลือกของภาคกทม.แค่ที่กล่าวไปเท่านั้นที่พอจะมีศักยภาพอยู่
ในขณะที่ฝั่งของพรรคตัวแทนแม้วก็มีประภัสร์ จงสงวน,ยุรนันท์ ภมรมนตรี ที่เคยลงผู้ว่ากทม.ได้ฐานคะแนนเสียงไประดับหนึ่งมาเป้นคู่ต่อสู้ นอกจากนี้ก็มีตัวเสริมอย่างปลอดประสพ สุรัสสวดี,ปานปรีย์ พหิทธานุกรณ์,จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ,สุชาติ ธาดาธำรงเวศ เป็นต้น
แต่ขึ้นชื่อว่าคนกรุงละก็ ฐานเสียงกะจั๊วเดิมกับสีขี้ในกทม.ซึ่งมีอยู่หนาแน่น แม้ยังไม่รู้ว่าจะต้องส่งใครลงชิงผู้ว่ากทม. จะมีฮั้วกันหรือแข่งกันเองหรือไม่ก็ยังไม่รู้ โดยพรรคสีขี้ก็ออกข่าวว่ากำลังเตรียมหาตัวผู้สมัครลงชิงผู้ว่ากทม.ของตัวเองอยู่เช่นกัน แม้ว่าพรรคกะจั๊วเดิมก็ยังพอเหลือตัวเลือกอยู่ ถึงขนาดมีสำนวนว่าต่อให้ส่งเสาไฟฟ้าลงมาให้เลือกก็ยังชนะขั้วของตัวแทนแม้วอยู่ดี นี่ผมแทงหวยล่วงหน้าจริงๆไปเลยนะนี่
ส่วนสก.สัมพันธวงศ์ ฐานเสียงสีขี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่ายังเอาชนะฐานของพรรคตัวแทนแม้วได้แม้จะแพ้ให้พรรคกะจั๊วไป เป็นโอกาสอันดีมากสำหรับพรรคสีขี้ในการปักธงสก.ในกทม. โดยยังไม่นับพลพรรคสก.และสข.ที่ได้รับเลือกตั้งซึ่งบางส่วนอาจจะย้ายเข้าสังกัดพรรคสีขี้เพื่อเสริมฐานเสียงในอนาคตของตน แต่บางส่วนก็อาจจะเข้าพรรคตัวแทนแม้วด้วยเหตุผลว่าต้องการสนับสนุนตัวเลือกภาคกทม.จากฝั่งตัวแทนแม้วหรืิอไม่ต้องการอยู่ขั้วสีไหนพรรคไหน กลายเป็นกลุ่มการเมืองอิสระก็ได้หมดเช่นกัน โดยมีแนวโน้มว่าอาจจะแยกตัวจากสังกัดตัวแทนกะจั๊วเดิมค่อนข้างมากเนื่องจากผู้นำในภาคกทม.ที่เหลืออยู่อาจจะไม่มีศักยภาพพอจะนำทีมสส.,สก.และสข.ที่มีอยู่มากมายนั้นได้

พรรคสีขี้เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าจะมีหวังปักธงในภาคกทม.,ภาคชายฝั่งตะวันออกและภาคกลางบางส่วนได้อยู่เหมือนกัน งานนี้ต้องขอบอกตรงๆว่าสนุกแน่ๆครับ มันจะไม่น่าเบื่ออย่างที่เคยคิดมาแน่นอน ในตอแหลแลนด์แห่งนี้ก็ยังมีความสนุก(ในภาวะความน่าเบื่อที่ชวนให้ปลงสังขาร)ให้ได้ชมกันในเกมที่อำมาตย์ต้องเปลี่ยนทางเลือกใหม่ในการคุมเกมการเมืองของตนเอง น่าติดตามจริงๆ

Linkผลคะแนนเลือกตั้งจากมติชน
//www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1283077887

ความเห็นจากนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ในFacebook

ดูผลเลือกตั้งแล้วมีคำตอบสองแบบ แบบแรกคือเอาใจโดยบอกว่าผลเลือกตั้งกรุงเทพไม่ได้สะท้อนการเลือกตั้งของประเทศ แต่อยากตอบอีกแบบว่าคนเสื้อแดงควรคิดถึงการต่อสู้กับระบอบปัจจุบันในสถานการณ์ที่เพื่อไทยอาจไม่ใช่พรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งสส.ครั้งหน้า นั่นคือสถานการณ์ที่ไม่อาจอ้างได้แล้วว่าฝ่ายนั้นไม่ชอบธรรมเพราะแพ้เลือกตั้งอย่างการสู้หลังปี 50 เป็นต้นมา
สำหรับฝ่ายต้านเสื้อแดง ผลเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห้นแล้วว่ามวลชนที่คุณมั่้นใจว่ามีมากนั้น จริงๆ คือคนสนับสนุนพรรคอื่นที่หนุนคุณชั่วคราวเพื่อให้ทำงานเฉพาะหน้าที่พรรคทำเองไม่ได้ คุณคือของชั่วคราวทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครเอาถาวร จะทำพรรคต่อไปคงยาก จะเบ่งกล้ามเสียงดังข่มคนอื่นก็คงยากอีก ทางเลือกเดียวที่เหลือคือหันไปเล่นเกมแบบปี 49 นั่นคือสร้างกระแสปูทางให้อำนาจนอกระบบ ซึ่งหวังว่าจะไม่เลือกทางนี้อีก ถึงแม้จะไม่ค่อยมีหวังนักก็ตาม
ที่จริงทั้งฝั่งแดงและเหลืองมีเรื่องให้คิดจากการเลือกตั้งหนนี้เหมือนกัน แต่ฝั่งแดงเป็นเรื่องของการหาบทบาทสำหรับอนาคต ขณะที่ฝั่งเหลืองเป็นเรื่องของการกลับไปเล่นบทบาทเป็นหางเครื่องของอดีตเพราะไม่มีอนาคตของตัวเอง




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2553    
Last Update : 30 สิงหาคม 2553 17:41:07 น.
Counter : 315 Pageviews.  

ว่าด้วยโมเดลตั้งพรรคใหม่เพื่อแยกกันตีพรรคกะจั๊วของภาคกทม.

ผมได้ดูการวิเคราะห์ของม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุลในรายการThe Daily Doseเรื่องการตั้งพรรคใหม่เพื่อแยกตัวออกไปของพลพรรคเพื่อไทยในภาคกทม.ถ้าเกิดว่าเลือกตั้งสก.คราวนี้แพ้ยับเยินโดยเฉพาะในเขตที่ควรจะได้แต่ก็ไม่ได้แถมยังมีพรรคสีขี้คอยช่วยตัดคะแนนกะจั๊วให้ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว และมองว่าพรรคเพื่อไทยผูกพันอยู่กับความเป็นเสื้อแดงมากจนเกินไปจนไม่ได้นึกถึงบุคลากรผู้มีความสามารถของพลพรรคในภาคกทม.ส่วนที่ไม่ได้อยากผูกติดกับเสื้อแดงมากนัก
อาจมีการแยกตัวของสมาชิกในภาคกทม.ที่เป็นตัวแทนของเจ๊หน่อย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์

โมเดลตั้งพรรคหรือกลุ่มใหม่เพื่อแยกกันตี หนีความใกล้ชิดกันระหว่างแบรนด์เสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยผมเชื่อว่าอาจจะไม่ได้ผล
ถ้ากลุ่มของเจ๊หน่อย(ยกเว้นการุณ โหสกุล พลพรรคสส.และอดีตผู้สมัครสส.ส่วนหนึ่งที่ออกตัวชัดแจ้งว่ายังไงก็หนุนเสื้อแดง ไม่ใช่แค่เกาะกระแสเสื้อแดงหาประโยชน์ให้ตัวเอง)แยกออกไปนั้นจะกลายเป็นโอกาสของสิงห์เหลิมซึ่งเป็นพลพรรคคนละกลุ่มกับเจ๊หน่อยในการตั้งทีมงานหรือหน้าใหม่ๆในเครือข่ายของตัวเองสู้ศึกเลือกตั้งในกทม.โดยใช้Brandของพรรคเพื่อไทยซึ่งขายได้แน่นอนในภาคเหนือและอีสานโดยที่ไม่มีใครในภาคกทม.สามารถเข้ามาทัดทานขัดขวางได้เลย แต่ก็ใช่ว่าสิงห์เหลิมจะทำอะไรก็ได้ตามใจในพรรคเพื่อไทยที่ภาคกทม.ซึ่งอาจจะแยกตัวออกไปแล้วนั้นได้ เพราะเครือข่ายสส.ภาคเหนือและอีสานเองก็มีสิทธิ์ขาดในการช่วยคัดเลือกตัวผู้สมัครของพรรคในส่วนของกทมที่เป็นหน้าใหม่ชุดใหม่ทั้งหมดเช่นกัน และผมเชื่อว่าน่าจะมีคนกทม.รุ่นใหม่ๆที่ดีมีคุณภาพและความสามารถพอจะเทียบชั้นคนในภาคกทม.ปัจจุบันอยู่จำนวนไม่ใช่น้อยเลยเหมือนกันที่พร้อมจะเข้ามาแทนที่คนเดิมที่ตัดสินใจแยกตัวออกไป

ผมเชื่อว่าคนที่เลือกพรรคสีขี้ก็เป็นพวกสีขี้กู่ไม่กลับ ส่วนคนที่เลือกกะจั๊วก็เป็นพวกสลิ่มคนเสื้ิอแพงที่มีพฤติกรรมเห็นแก่ตัว ไม่ได้นำพาต่อเหตุการณ์บ้านเมืองปล่อยให้สื่อกระแสหลักเน่าๆมันชักจูงให้ไปทางโน้นทางนี้ทีโดยอิงกับค่านิยมที่อิงแอบเจ้าเป็นหลัก ซึ่งถ้าตรงนี้มันเยอะมากอยู่แล้วผมว่าก็เป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้
เราต้องยอมรับความจริงว่าคนกทม.ตอนนี้ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมแย่ๆที่ไม่พึงประสงค์แบบนี้อยู่จริงๆ ผมทำใจยอมรับไปตั้งนานแล้วตั้งแต่เลือกตั้งซ่อมสส.และผู้ว่ากทม.เมื่อต้นปี52 ผมเองก็เป็นคนกทม.มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์คนกทม.ด้วยกันเองตรงๆ อยู่ที่ว่าสลิ่มกะจั๊วกทม.พวกนั้นเขามีตรรกะอะไรในการเลือกเอาพรรคกะจั๊วของตัวเองเป็นผู้แทนของกทม.โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ผมกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ต้นโดยที่ไม่ใช้ตรรกะวิบัติ ทั้งๆที่ความเลวของคนในพรรคกะจั๊วเมื่อตีแผ่ออกมาแล้วเผลอๆมันจะแย่ยิ่งกว่าคนในพรรคเพื่อไทยที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้เองซะอีก แม้แต่สีขี้โดยศาสดาลิ้มเองก็ยังยอมรับเมื่อไม่นานมานี่ว่าพรรคกะจั๊วโกงกันมโหราฬยิ่งกว่าแม้วและอดีตพลพรรคทรท.ที่แยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่แล้วซะอีก

ผมเชื่อว่ามีคนกทม.บางส่วนก็เกิดและผ่านชีวิตแบบรากหญ้าชนบทภาคเหนือและอีสานอยู่จำนวนไม่ใช่น้อยๆที่เขาเข้าใจดีในการต่อสู้ของเสื้อแดง พวกเขาไม่มีวันเลือกพรรคสีขี้และกะจั๊วอย่างแน่นอน และการโนโหวตก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากระทำเท่าไหร่ด้วยในช่วงที่การเมืองไม่ว่ายังไงก็ต้องมีการตัดสินให้เด็ดขาดอยู่ดี พวกเขาควรจะทำใจอดทนยอมรับกับข้อเสียของเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยในบางส่วนไปก่อน และกาๆเลือกไปซะ
แต่กับแนวคิดโนโหวตที่ตาไพศาล พืชมงคลพลพรรคสีขี้คนหนึ่งที่เสนอไว้ในTwitterซึ่งผมมองว่ามีAgendaในการตัดแต้มพรรคเพื่อไทยและเสื้่อแดงจากคนที่ไม่เคยเข้าใจในข้อมูลทางการเมืองแต่ไม่ชอบสีขี้อยู่ดี เพราะจริงๆแล้วแนวคิดของตาคนนี้น่าจะออกมาชี้ให้พลพรรคสีขี้เลือกสก.จากพรรคสีขี้ไปเลยสิ จะมาโนโหวตให้เททิ้งเปล่าแล้วซุกปัญหาไว้ใต้พรมไปทำไม
นอกจากนี้คนกทม.ก็ไม่ค่อยตื่นตัวกับการเมือง มักนอนหลับทับสิทธิ์ไม่ออกมาเลือกตั้งแตกต่างกับชนบทรากหญ้า คนพวกนี้สมควรถูกด่าถูกโจมตีอย่างหนักไม่แพ้สลิ่มกะจั๊วและสีขี้เช่นกัน

ถ้ามีการตั้งกลุ่มหรือพรรคใหม่เพื่อแยกกันตีจริงๆ จะมีคนเลือกให้หรือเปล่าก็ยังรับประกันไม่ได้เพราะคนกทม.ที่ผ่านมาเลือกสส.โดยอิงกับพรรคที่สังกัดมากกว่าความโดดเด่นของตัวผู้สมัครเอง
อีกทั้งพรรคและกลุ่มใหม่ที่ตั้งมาก็เป็นเพียงแค่พรรคทางเลือกของคนกทม.เท่านั้นมิใช่พรรคของชาวชนบทรากหญ้า โมเดลพรรคแบบนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับพรรคชาติ(ปลาไหล)ไทยพัฒนา,พรรคภูมิใจ(ห้อย)ไทย ซึ่งเป็นพรรคของคนไม่กี่จังหวัดในภาคกลาง,เหนือและอีสาน ส่วนตัวผม ผมจะเลือกพรรคที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเสนอตัวเป็นพรรคการเมืองของคนไทยทั้งประเทศจริงๆเท่านั้น

ดังนั้นจึงต้องขออภัยที่ผมไม่เห็นด้วยกับแผนการตั้งพรรคใหม่เพื่อแยกกันตีแบบที่มีการนำเสนอมา




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2553    
Last Update : 27 สิงหาคม 2553 11:19:14 น.
Counter : 270 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.