ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

จดหมายถึงนายดอน ว่าด้วยเรื่องวาทกรรมไพร่-อำมาตย์กับสิทธิความเป็นมนุษย์

โดย รุจ ธนรักษ์ //www.roodthanarak.com

สวัสดี ดอนเพื่อนรัก

นายเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม ที่โน่นหนาวมากมั้ย วันก่อนนายได้ดู แมนยู เตะกับ เชลซี หรือเปล่า เราเสียใจกับแฟนเชลซีอย่างนายด้วยนะ (ฮ่าๆ)

เราเขียนจดหมายมาหานายวันนี้ก็เพราะกระแสเรื่อง "ไพร่-อำมาตย์" ที่เราเคยคุยกันบ่อยๆ สองสามวันนี้มีกระแสเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งจากกรณีทวิตเตอร์ของ รมต.คลัง และร้านอาหารย่านทองหล่อ ไม่รู้นายได้เห็นข่าวเรื่องนี้บ้างหรือยัง

ที่เราอยากเล่าให้นายฟัง เพราะเดาว่านายอยู่อังกฤษคงไม่ได้ตามเรื่องนี้มากเท่าไหร่ นายคงไม่รู้ว่ามีคนชั้นกลาง (ค่อนไปทางสูง) อีกมากที่ดูจะยังสับสนในประเด็นนี้ ทั้งที่เราก็เคยคุยกันไปแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนนายจะไปเรียนอ็อกซ์ฟอร์ดเสียอีก

สาเหตุที่เรากล้าฟันธงว่าเป็นคนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ก็เพราะว่าเรื่องนี้แพร่หลายใน Social Media อย่างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก คนชั้นล่างที่ไหนจะมีเวลาว่างมากพอจะติดตามเรื่องพวกนี้ นั่งอ่าน นั่งคอมเม้นต์ ทะเลาะตบตีกันในอินเตอร์เน็ต คนชั้นล่างเขาต้องหาเช้ากินค่ำกันทั้งนั้น มีแต่คนชั้นกลาง ใช้ iPad อย่างพวกเราเท่านั้นแหละที่มีเงินและเวลาเหลือมากพอจะทำเรื่องพวกนี้ได้

นายลอง search ข่าวย้อนหลังดูนะ มันกลายเป็นประเด็นในสื่อกระแสหลักอยู่สองสามวันเลยทีเดียว เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มจากทวิตของท่าน รมต. คลังที่ว่า

"เมื่อสักครู่ ได้มาทานข้าวกับภรรยาที่ร้านอาหารแถวๆ ทองหล่อ คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆบอกว่า ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กับครอบครัวเพิ่งลุกไปจากโต๊ะที่ผมนั่งอยู่ไม่ถึง 5 นาทีที่ผ่านมานี้เอง ทำให้เราอดนึกขำไม่ได้ว่า คนที่เรียกตัวเองว่า ′ไพร่′ ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวก ′อำมาตย์′ สักเท่าใดนัก"

ดอน – นายคิดเหมือนเราไหม ?

เราว่าลึกๆแล้วท่าน รมต. คงตั้งใจจะ "ประชด" คนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับท่าน ลึกๆแล้วเราเดาว่าท่านคงอยากบอกว่า

"นี่ไง เห็นไหม แกนนำน่ะเขาสู้แล้วรวยกันทั้งนั้น ไม่เห็นมีใครไปลำบากเป็นไพร่เหมือนชาวบ้านเลย อย่าไปหลงเชื่อคำพูดพวกแกนนำ พวกนี้มันรับเงินทักษิณมารวยทั้งนั้น มันอ้างว่าตัวเองเป็นไพร่ แต่ลับหลังก็ใช้ชีวิตเหมือนอำมาตย์นั่นแหละ"

เพียงแต่แน่นอนว่าแกไม่พูดอย่างนี้ตรงๆ แล้วก็ออกมาแก้เกี้ยวไปอีกแบบในภายหลัง

แต่เราก็มั่นใจนะว่าลึกๆแล้วหลายคน "เข้าใจ" เรื่องนี้ไปไม่ต่างจากนี้แน่ๆ ดูจากคอมเม้นต์และกระแสใน Social Media ทั้งหลายก็เดาได้ไม่ยาก พวกเขาเพียงแต่ไม่พูดออกมาตรงๆเท่านั้นแหละ

นายรู้ไหม เราเห็นเรื่องนี้ครั้งแรกก็อดเวทนาคนชั้นกลางเหล่านี้ไม่ได้จริงๆ ทั้งที่พวกเขาอยู่ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารท่วมทับแทบทุกวันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ดูเหมือนพวกเขายังไม่เข้าใจประเด็นของการชูคำว่า "ไพร่" เลยสักนิด เขาไม่สามารถ "ก้าวข้ามแกนนำ" และ "ผีทักษิณ" แล้วลองฟัง "เนื้อหา" จริงๆของคนเสื้อแดงเขาบ้างเลยว่าเขาพูดเรื่องอะไรมาเป็นปีๆ – พูดไปโดนยิงหัวไป ก็ยังไม่หยุดพูด


ก็อย่างที่เราเคยบอกนายหลายครั้ง เราน่ะไม่สนใจหรอกว่าแกนนำคนไหนจะรวยจะจน เราคิดว่า "ตัวตน" ของแกนนำไม่ได้สำคัญไปกว่า "หลักการ" ที่เราควรยึดถือ เพราะถ้าไม่คิดอย่างนี้ก็คงเละตุ้มเป๊ะเวลา "ตัวบุคคล" แตกกันเองเพราะมันจะไม่มีหลักยึด ทุกวันนี้นายก็เห็นตัวอย่างแถวสะพานมัฆวานไม่ใช่เหรอ

อย่างที่นายรู้ดี คำว่า "ไพร่" ที่คนเสื้อแดงเขานำเสนอขึ้นมา มันไม่ได้แทน "ความแตกต่างทางเศรษฐกิจ" ของผู้คนในสังคมหรอกนะ เราไม่คิดว่าจะมีใครบ้องตื้นพอที่จะลุกขึ้นมายอมโดนยิงตายข้างถนน เพียงต้องการเรียกร้องให้ทุกคนในประเทศนี้ร่ำรวยล้นฟ้าจนติดอันดับนิตยสารฟอร์บส อย่างเท่ากันหมด เหมือนกันหมด – เราเชื่อว่าทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะรวยเท่ากัน

"ไพร่" ที่เขายกมานั้น มันแทน "ความไม่เท่าเทียมทางการเมือง" และ "ความไม่เท่ากันของคุณค่าชีวิต" ต่างหาก

ความไม่เท่ากันการเมืองที่เขาพูดถึงคือ "สิทธิ" ในการปกครองตนเอง สิทธิในการเลือกคนมาปกครอง สิทธิที่จะ "รัก" หรือ "ไม่รัก" ใคร โดยไม่ถูกบังคับขืนใจ เขาเลือกใครมาปกครองก็อย่าไปใช้แท็คติก "ล้ม" คนที่เขาเลือกมา ถ้าคนที่เขาเลือกมาจะผิด จะเลว จะชั่ว เขาก็ขอให้ว่ากันไปตามหลักการและหลักฐาน ไม่ใช่ชกใต้เข็มขัดซ้ำแล้วซ้ำอีก

"ความเท่ากันทางการเมือง" ที่ไพร่เรียกร้อง ยังหมายถึง "การไม่เล่นเส้น" อีกด้วย เพราะการเล่นเส้นเป็นรากเหง้าของ "อิทธิพลนอกระบบ" ที่กระจายอยู่ในประเทศนี้ตั้งแต่ระดับเด็กประถมถึงผู้แทนในรัฐสภา ตราบใดที่เรายังต้อง "มีเส้น" กับใครสักคน และจำเป็นจะต้องใช้เส้นเหล่านั้นเหนือ "ระบบ" และ "กฏกติกา" ที่มองเห็นกันได้ในที่แจ้ง เราก็คงไม่สามารถเจริญไปไหนได้ไกล ไม่สามารถเป็นสังคม "ศิวิไลซ์" และไม่สามารถ "พึ่งตนเอง" ได้จริงๆเสียทีหรอก

ไพร่ น่ะไม่เคยมีเส้น

ส่วน อำมาตย์ น่ะมีเส้นเสมอ

ความไม่เท่ากันทางการเมืองของไพร่ ยังหมายถึง "เสียง" ที่ควรจะดังเท่ากันในสังคม เพราะไม่ว่าจะรวยหรือจน จะสูงหรือต่ำ คนเราก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น เราจะเท่าเทียมกันได้อย่างไรถ้าเสียงของคนชั้นกลางในเมือง "ดัง" กว่าเสียงของคนชายขอบเสมอ – คนชั้นกลางกรี๊ดกร๊าดเรื่องสาวสงกรานต์เปิดนมไม่กี่วัน รัฐก็ออกมาจัดการอย่างกระฉับกระเฉง ส่วนชาวบ้านมาชุมนุมขอให้ยุบสภา กลับถูกด่าว่าโง่ ถูกหลอก แล้วเอากระสุนไปยิงหัวเขาเสียเกือบร้อยศพ

นอกจากนั้น "ไพร่" ยังหมายถึงความต่ำต้อยด้อยกว่าของ "คุณค่าชีวิตคน" เพราะถ้าเรา "เห็นคนเท่ากัน" เราก็จะไม่ "โอเค" กับการยอมให้ใครสักคนโดนฆ่าตายด้วยเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่เหมือนเราเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าเราเห็นคนเหล่านั้น "ไม่เท่ากับเรา" เพราะเขาเป็นคนอื่น เพราะเขาเป็นคนนอก เพราะเขาไม่ใช่เพื่อน พี่ น้อง ญาติ เจ้านาย ลูกค้า ของเรา – เราจะไปแคร์เขาทำไม จะตายก็ตายไปสิ

เปรียบได้เหมือน "ชาวบ้าน" หรือ "ไพร่" ​ที่ถูกเกณฑ์ไปรบอยู่เสมอ ทุกครั้งที่พระราชากระหายอำนาจอยากมีบารมีล้นฟ้าสุดขอบแผ่นดิน รบกันเมื่อไหร่ ชาวบ้านตายก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านเผ่าไหน ชาติใดก็เถอะ เพราะคุณค่าของชีวิต "ไพร่" มันไม่เคยเท่ากับคุณค่าชีวิตคนที่สูงกว่า เมื่อไหร่ที่ต้องเลือกขึ้นมา ไพร่ ก็เหมาะแล้วที่จะถูกเลือกให้ไปตายก่อน

จะเห็นว่าในตัวหลักการของความ "ไม่เท่าเทียม" ทางการเมืองและคุณค่าชีวิต มันก็ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความรวย ความจน

เราเข้าใจดีว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาต่างกัน บางคนเก่ง บางคนโง่ บางคนฉลาด บางคนช้า บางคนเร็ว – เราเข้าใจด้วยว่าธรรมชาติสังคมมนุษย์มันไม่ใช่ยูโทเปีย มันไม่ได้เป็นสังคมอุดมคติ มันต้องมีระดับชั้นของคนแน่ๆ – แต่สิ่งที่คำว่า "ไพร่" เรียกร้องคือความเท่ากันในทางการเมือง ความเท่ากันทาง "สิทธิพื้นฐาน" และ "เสรีภาพเบื้องต้น"

หรือถ้าจะให้พูดในเชิงเศรษฐกิจ (เพราะอาจจะเข้าใจง่ายกว่าสำหรับเหล่าคนกรุงเทพ) เหล่า "ไพร่" ต้องการเรียกร้อง​ "โอกาส" ที่จะทำมาหากินอย่างเท่าเทียมด้วยตนเอง ไม่ได้เรียกร้องให้ทุกคนรวยเท่ากัน เพราะเขาทราบดีว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ขอเพียงแค่ใครเก่งกว่าก็รวยกว่า ใครทุ่มเททำงานมากกว่าก็ไปได้ดีกว่า ไม่ใช่ดูกันที่เส้นสาย ชาติกำเนิด หรือนามสกุล

ดังนั้น จะเห็นว่าการที่ท่าน รมต. ไปเจอแกนนำคนเสื้อแดงในร้านอาหารย่านทองหล่อ มันจะไม่สามารถกลายเป็น "ประเด็น" ได้เลยถ้าท่าน รมต. พอจะเข้าใจความหมายของคำว่า "ไพร่" ที่ถูกชูขึ้นมาบ้าง เพราะแกนนำเสื้อแดงจะรวยหรือจน จะกินอะไร จะขี้ที่ไหน มันไม่เกี่ยวอะไรกับ "หลักการ" ที่คำว่า "ไพร่" นำเสนอ

น่าเสียดายที่ท่าน รมต. ไม่สามารถ "แยกแยะ" ประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมในสังคมได้อย่างถูกต้อง ก็ถ้าขนาดคนระดับ รมต. ยังสับสนปนมั่วในหลักการของสังคมขนาดนี้ แล้วเราจะคาดหวังการบริหารงาน หรือการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งสร้าง​ "โอกาส" และ "ความเท่าเทียม" ได้อย่างไรล่ะ นายว่าจริงไหม

น่าเสียดาย – บางทีถ้าเขาได้โอกาสไปเรียนอ็อกซ์ฟอร์ดเหมือนนาย ก็อาจจะดีกว่านี้เนอะ

…….

ดอน – นายคิดเหมือนเราไหมว่าประเด็นนี้มันสะท้อนความจริงที่น่าเศร้าใจอีกอย่างนึง

ดูเหมือนคนชั้นกลางในกรุงเทพ จะมีความเข้าใจต่อ "หลักการ" ของสังคม "ศิวิไลซ์" อย่างตื้นเขินจนน่าใจหาย ทั้งที่หลักการที่คำว่า "ไพร่" ชูขึ้นมานั้น มันเป็นประโยชน์กับคนชั้นกลางและลูกหลานของพวกเขาโดยตรงเลยนะ

คนชั้นล่างน่ะ ต้องตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่ชาติก็ไม่รู้กว่าจะลืมตาอ้าปากได้บ้าง

ส่วนคนชั้นสูง นามสกุลดัง อย่างท่าน รมต. น่ะ เขาไม่เดือดร้อนเรื่อง "ความไม่เท่าเทียม" หรอก ทุกคนก็รู้ดี

จะมีก็แต่ "คนชั้นกลาง" อย่างเรากับนายนี่แหละ ที่ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง เกิดมาไม่มีเส้นสาย นามสกุลไม่โด่งดัง ไม่มีปืน ไม่มีเงิน ไม่มีกองทัพเป็นของตัวเอง อยากได้อะไรก็ต้อง "วิ่งเต้น" เอาตลอดชีวิต

ไล่ไปตั้งแต่หาโรงเรียนดีๆให้ลูกเรียน หาเตียงในโรงพยาบาลชั้นดียามป่วยไข้ ไปจนฝากเนื้อฝากตัวให้ผู้ใหญ่เกื้อหนุนในหน้าที่การงาน ฝึกฝนการเข้าสังคม สร้างตัวตนของตนเองให้โดดเด่น เพื่อเสริมสร้าง "ระดับ" ของตัวเองและลูกหลานให้สูงยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

คนชั้นกลางนี่แหละ ที่ต้องเบียดเสียดเหยียบหัวกันและกันทุกวัน เพื่อ "ไต่บันได" แห่งความไม่เท่าเทียมในสังคม เราต้องแย่งกันปีนบันไดให้สูงที่สุด เพื่อให้ลูกของเราเกิดมาในตำแหน่งที่ดีกว่าคนอื่น – พวกเรายินดีจะคิดกันเช่นนี้ ทั้งที่ความคิดเช่นนี้แหละที่ไปส่งเสริมระบบแห่งความไม่เท่าเทียมให้ดำรงอยู่ต่อไป

การที่คนชั้นกลางต้องใช้ชีวิตในสังคมเมืองร่วมกับคนชั้นสูง (ในขณะที่คนชั้นล่างเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด) ทั้งที่ตัวเองไม่มีเงิน ไม่มีเส้น ไม่มีปืน นั้น สิ่งเดียวที่จะช่วยการันตี "สิทธิ" ที่คนชั้นกลางพึงมีก็คือหลักแห่งความเท่าเทียม

ดังนั้นการที่คนชั้นกลางยังไม่ตื่นรู้กันเสียทีว่า "หลักการแห่งความเท่าเทียม" คือพลังเพียงอย่างเดียวที่ตนเองพึงจะมีได้นั้นมันช่างน่าเศร้า เพราะมันแปลว่าพวกเขายังยินดีที่เห็นลูกหลานตนเองวิ่งแข่งไต่บันไดกันอยู่ต่อไปไม่จบสิ้น

วันนี้ – เราเหยียบเท้าใครในผับ ก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังว่าเขาลูกใคร

พรุ่งนี้ – ลูกเราไปเหยียบบ้าง ก็ต้องสอนลูกว่าให้เงี่ยหูฟังไว้ก่อน แล้วค่อยมาถามป๊าว่าเส้นเราใหญ่กว่าเขาไหม ถ้าเส้นเราใหญ่กว่าก็เล่นมันเลยอย่าไปกลัว

ตราบใดที่คนชั้นกลางยังไม่สำนึกว่า "หลักการ" คือหนทางราคาถูกที่สุดแล้วที่ตนเองควรไขว่คว้า เราก็ต้องก้มหน้าพึ่งพา เงิน ปืน หรือไม่ก็ เส้น อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ

…..

ดอนเพื่อนรัก

เราอยู่ในสังคมที่มีคนรวย คนจนได้

เราอยู่ในสังคมที่มีคนเก่ง คนไม่เก่งได้

เราอยู่ในสังคมที่มีคนขยัน คนขี้เกียจได้

เราอยู่ในสังคมที่มีคนฉลาด คนโง่ได้

แต่เราอยู่ในสังคมที่ "โอกาส" เติบโตของคนไม่เท่ากันไม่ได้

เราอยู่ในสังคมที่ "สิทธิ" และ "เสรีภาพ" ของคนมีไม่เท่ากันไม่ได้

เราอยู่ในสังคมที่ "คุณค่า" ชีวิตของคนแตกต่างกันไม่ได้

เพราะคนจน คนไม่เก่ง คนขี้เกียจ คนโง่ ย่อมอยากได้ "โอกาส" ที่เปิดกว้างสำหรับวันพรุ่งนี้

พวกเขาก็ล้วนเป็น "คน" ที่สมควรได้รับสิทธิพื้นฐานของมนุษย์เหมือนเราทุกคน

และที่สำคัญ เราไม่อยากให้ลูกหลานของเราต้องวิ่งไต่บันไดเหมือนพวกเราไปตลอดกาล


เราไม่รู้ว่าเขาจะสอนเรื่องนี้ให้นายไหมที่อ็อกซ์ฟอร์ด

แต่เราหวังว่านายจะเข้าใจเรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อยนะเพื่อน

เราเอง

ที่มา : มติชน




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2554 16:54:49 น.
Counter : 306 Pageviews.  

วิวาทะของกรรมกรกระทู้ที่มีต่อเด็กวัย14ว่าด้วยเรื่องของชีวิตชาวนา

ต่อไปนี่เป็นเรียงความของเด็กวัย14ที่วิพากษ์บทความของคำผกา ซึ่งกรรมกรอ่านแล้วเห็นว่าน้องคนนี้ยังคงยึดติดกับภาพมายาความเพ้อฝันในความสวยหรูของคำว่าพอเพียงอย่างหัวปักหัวปำ กรรมกรจึงต้องขอเขียนโต้แย้งกลับไปแบบย่อหน้าต่อย่อหน้ากันเลย

วิเคราะห์บทความ “คุณธรรมนำไทยให้ล่มจม” โดย ลฎาภา อินทรมหา ศิษย์เก่า รร. ทอสี ปัจจุบัน รร. ปัญญาประทีป

จาก ที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว เห็นด้วยในบางประเด็น แต่ก็ไม่เห็นด้วยในหลายๆประเด็นเช่นกัน ซึ่งงานวิเคราะห์ชิ้นนี้จะไม่ใช่งานตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่เป็นการเขียนแสดงทรรศนะตามความเห็นของข้าพเจ้า ในฐานะเด็กคนหนึ่งและในฐานะผู้ที่เคยไปสัมผัสเครือข่ายคนกินข้าวแล้วเท่านั้น

ในประเด็นแรก ข้าพเจ้ามีความเห็นโดยภาพรวมต่อบทความนี้ว่า เป็นบทความหนึ่งที่เหมือนบทความทั่วๆไป คือ แสดงทรรศนะความเห็นของตนต่อประเด็นต่างๆ ซึ่งไม่ผิด คนเราไม่มีใครคิดได้เหมือนกันอยู่แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็มีความเห็นของตนและสามารถแสดงออกมาได้ภายใต้กรอบที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย คือ การเขียนแสดงความคิดของตนนั้น ไม่ควรใช้ถ้อยคำหยาบคายและรุนแรง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย เราสามารถเลือกใช้ถ้อยคำอื่นที่สามารถแสดงความคิดของตนได้ มากกว่าผสมคำที่ไม่เหมาะสมลงไปในบทความด้วย และเรามีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วยได้ แต่ยังไม่จำเป็นต้องว่าหรือตัดสินตามความคิดของตน


กรรมกรเห็นว่าการใช้สำนวนการเขียนไม่ว่าจะหยาบคายหรือไพเราะสวยหรูแบบไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือเนื้อความที่สื่อให้เห็นข้อมูลข้อเท็จจริงและเชื่อมโยงตรรกะความเป็นไปได้ของข้อมูลข้อเท็จจริงที่เอามานำเสนอ กรรมกรกลับมองว่าการใช้สำนวนที่ไพเราะสวยหรูนั้นบางครั้งมันไม่ได้สื่อถึงอารมณ์ของผู้เขียนในช่วงที่กำลังเขียนชิ้นงานออกมาหลังจากที่ความคิดเห็นได้แล่นออกมาอย่างแท้จริง โดยไม่ได้อาศัยเวลามาทำจิตใจให้สงบแล้วจากนั้นค่อยดัดสำนวนให้อ่อนลงไป ซึ่งคนบางคนเมื่ออ่านชิ้นงานออกมาแล้วเห็นว่าเนื้อความนั้นมีความไม่สมเหตุสมผล เขาก็จะรู้สึกถึงความดัดจริตในจิตใจที่ซ่อนเร้นอยู่แทนที่จะทำให้อารมณ์ของผู้อ่านได้สงบลงไป
คนบางคนเขาก็ชอบคนที่พูดจา แสดงความจริงใจและอารมณ์ส่วนตัวกันแบบตรงๆ ไม่มีการอ้อมค้อมดัดสำนวนดัดจริตเหมือนชนชั้นกลางและสูงหลายๆคนในสังคมปัจจุบัน

ในประเด็นต่อมา ข้าพเจ้าคิดว่าปัญหาความยากจน ไม่ว่าจะเป็นของชาวนา หรือ ของใครก็ตาม ทางออกไม่ได้อยู่ที่การมี “เงิน” เยอะๆ แต่มันอยู่ที่ว่า เรามีความรู้จักพอหรือเปล่า เพราะตราบใดที่เรามีเงินเยอะแล้ว แต่เราไม่รู้จักคำว่าพอสักที เราก็ยังคงจนไม่รู้จบ เช่น เศรษฐีเงินล้าน เขามีเงินเยอะนะ แต่เขาไม่รู้จักพอ คนอื่นมองว่าเขารวย แต่เขาก็ยังคิดว่าเขาจนอยู่ดี เพราะเขาอยากๆๆๆๆๆๆๆ มีเท่าไหร่มันก็ไม่พอกับความต้องการของเขา

อย่าได้หลงยึดติดยึดมั่นถือมั่นกับปรัชญานามธรรมสวยหรูแต่จับต้องจริงๆไม่ได้จะดีกว่าไหม หรือถ้าจะให้ดีน้องควรจะนำเสนอตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมาประกอบการโต้แย้งด้วย เราพอเพียงจริงๆมันทำได้แต่กระแสโลกมันไม่ได้พอเพียงตามเราด้วย ถ้าเราคิดจะพอเพียงโดยที่ไม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกแล้วปรับตัวไปตามมันละก็ สิ่งที่ตามมาก็คือเราก็จะถูกกระแสที่เปลี่ยนแปลงของโลกนั้นเล่นงานคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่เข้าให้อยู่ดีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

และอีกประเด็นที่อยากจะชวน คิด คือ “เงิน” มันเป็นทุกอย่างของชีวิตจริงหรือ จริงอยู่ที่ทุกวันนี้เราขาดเงินไม่ได้แน่นอน เพราะวัตถุทุกอย่างมันก็ต้องใช้เงินซื้ออยู่แล้ว แต่มันมีอะไรรับประกันได้ละว่า ถ้าคุณมีเงินเพื่อมาซื้อสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้ว คุณจะมีความสุข?? เราไม่ได้ต้องการเงินหรอก แต่เราต้องการเงินเพื่อที่จะไปซื้อวัตถุมา เพื่อให้เกิด “ความสุข” ต่างหาก ลองคิดดูว่ามีอะไรบ้างที่เงินซื้อไม่ได้ มันซื้อความสุขได้ไหม มันซื้อเวลาที่ผ่านไปได้หรือเปล่า มันซื้อความรักได้ไหม ถ้าซื้อได้ มันอยู่กับเราไปตลอดรึเปล่า?? ถ้าเราคิดดีๆ เงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ทำไมบางครอบครัว “ยากจน”(ในความหมายทั่วๆไป) แต่เขาก็ยังรักกัน มีความสุขดี แม้ว่าเขาจะจนเงินทองก็ตาม? ความจริงแล้วในโลกนี้มันยังมีอะไรที่สำคัญกว่าเงินมากมายนัก เงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

ในเมื่อเงินไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต ทุนนิยมก็ไม่ใช่ทางออกของปัญหา จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราแข่งขันกับคนอื่น แต่ปลายทางหรือแม้แต่ระหว่างทางที่ทำ เรากลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย


ใช่ครัีบ เงินไม่ใช่ทุกอย่างแต่ทุนต่างหากเล่าที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง กิจกรรมใดๆก็ตามล้วนแล้วแต่ต้องใช้ทุนทั้งสิ้น ทุนในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงทุนที่เป็นเงินเท่านั้นแต่หมายถึงทุนทางปัญญา ทุนทางกำลังกาย ฯลฯ ทุนพวกนั้นสำคัญยิ่งกว่าทุนเป็นตัวเงินซะอีก ดังนั้นกรุณาแยกแยะให้ออกระหว่างคำว่า เิงิน กับ ทุน ให้ถ่องแท้นะครับ และต่อให้เราไม่คิดที่จะแข่งขันอะไรกับใครแต่กระแสโลกและมหาชนนั้นจะบีบให้เราต้องแข่งขันอยู่ดีนั้นเองครับ ถ้าเกิดคนอื่นๆเขาสามารถพัฒนากรรมวิธีเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ หรือแม้แต่ลดการใช้ต้นทุน เพื่อให้ราคาสินค้ามันถูกลงก็จะเป็นการชิงความได้เปรียบทางการตลาดในอนาคตได้

คราวนี้ถ้าย้อนกลับมาดูชาวนาของเรา จริงอยู่ที่เราเห็นภาพชาวนาส่วนใหญ่ในประเทศยากจน เป็นหนี้ไม่จบสิ้น แล้วทำไมเขาถึงยากจนล่ะ?? เพราะราคาของต่างๆที่เขาซื้อมาเพื่อบำรุงนามันแพงใช่ไหม แล้วของเหล่านั้นมันจำเป็นจริงหรือเปล่า ทำไมเราต้องซื้อมันมา เมื่อก่อนเราต้องซื้อหรือเปล่า มันมีทางอื่นไหมที่เราทำได้นอกจากซื้อๆๆๆๆของเหล่านี้ เคยมีใครตั้งคำถามเหล่านี้ไหม? ความจริงของเหล่านี้มันไม่จำเป็นเลย ถ้าไม่ใช่ว่าเราเป็นชาวนาที่ต้องพึ่งตลาด คิดดูว่าเราปลูกข้าวซึ่งเป็นอาหารที่เรากินอยู่ทุกวัน แต่ทำไมเราปลูกตามความต้องการของเราไม่ได้ล่ะ?? เราต้องปลูกตามตลาด ตลาดต้องการอย่างไร เราก็ปลูกไปตามนั้น ยิ่งตลาดต้องการมาก เราก็ยิ่งต้องปลูกมาก ใช้ปุ๋ยใช้เครื่องจักรอะไรต่างๆเพิ่มขึ้น เงินไม่พอต้องไปกู้ไม่จบสิ้น สุดท้ายไม่ใช่เสียแค่เรา แต่มันรวนทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ตัวชาวนาที่เป็นหนี้ ผู้บริโภคก็เสียไปด้วยเพราะกินข้าวที่โตด้วยสารพิษเพื่อเร่งผลิตให้ทัน สุดท้ายมันก็กระทบไปถึงระบบนิเวศ เราใส่ปุ๋ยใส่ยา ฆ่ากุ้งหอยปูปลามากเท่าไหร่ แทนที่ที่นั้นๆจะอุดมสมบูรณ์ขึ้น พื้นที่นั้นก็เสียไปด้วยเพราะได้รับสารเคมี ดินแห้ง พืชผักตายเกลี้ยง ฯลฯ แล้วจะทำนาได้อย่างไร ในเมื่อพื้นที่เป็นเช่นนี้

คิดจะปลูกอะไรไปตามความต้องการนะได้อยู่แล้วครับ โดยปกติแล้วเราอยากจะปลูกพืชที่ได้ผลผลิตจะเยอะแค่ไหนก็ได้ตามต้องการ แต่เงินที่ได้จากการขายผลิตผลนี่ถามหน่อยว่าเราสามารถตั้งกำหนดราคาเองได้หรือไม่? อันนี้โดยปกติจริงๆก็ต้องตอบกันตรงๆว่า ไม่เลย ดังนั้นน้องเองก็ได้ยินข่าวเรื่องของการตรึงราคาพืชผลทางการเกษตรหน้าสวนหน้าไร่ (ไม่ได้หมายความถึงราคาของผลิตผลแปรรูปที่ผ่านโรงงานหรือบรรจุภัณฑ์หรือผู้จัดจำหน่ายยี่ปั๊ว ซาปั๊วในตลาดนั้นละ) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าจำนวนผู้ผลิตคือเกษตรกรนั้นมีมากกว่าจำนวนผู้ซื้อที่มาเฝ้ารออยู่หน้าไร่หน้าสวนซึ่งปกติเขาซื้อแบบเหมาเรียบหมด (คงไม่มีนักจ่ายตลาดทำกับข้าวคนไหนเขาถ่อไปซื้อของกันแถวๆหน้าไร่หน้าสวนหรอกนะ เพราะมันเสียทั้งเวลาและค่าเดินทางโดยไม่จำเป็น) ผู้ผลิตนั้นเขาต้องรีบเร่งระบายผลิตผลของตัวเองโดยจะเก็บเอาไว้กับตัวเ้พื่อขายในวันต่อไปก็ไม่ได้เพราะของมันมันมีอายุ มันเน่าเสียส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าได้ซึ่งนั้นจะทำให้ราคาสินค้าตกลงไป นั้นจึงทำให้ผู้ซื้อแบบเหมาจ่ายนั้นสามารถตั้งราคาให้ถูกลงแค่ไหนก็ได้ตามใจชอบ เพราะผู้ซื้อมันมีอยู่ไม่กี่คน ผลก็คือเงินรายได้กำไรมูลค่ามหาศาลก็จะไปตกกับผู้ที่เหมาซื้อแล้วเอาไปขายปลีกต่อ
และถ้าปลูกตามความต้องการตัวเองได้ผลผลิตน้อยๆลงไป ผู้ซื้อน้อยรายก็หันไปทุ่มกำลังซื้อกับฝ่ายที่สามารถทำผลิตผลได้มากกว่าและคุณภาพดีกว่าแทน
นี่ต่างหากละครับน้อง เป็นสาเหตุที่เขาต้องปลูกอะไรตามตลาด จะปลูกตามที่ใจตัวเองชอบซะทีเดียวเลยมันทำได้ยากมาก นอกจากว่าเราจะเป็นคนไปขายเองทำตลาดเองนั้นก็แล้วแต่ความขยันเป็นรายคนไป ปัญหาการตลาดที่กระทบโดยตรงต่อชาวนาสำคัญไม่แพ้ผู้บริโภคที่ต้องซื้อของใช้สารพิษ และมากกว่าระบบนิเวศน์วิทยาที่เสียไปและส่งผลกระทบทางอ้อมนั้นเสียอีก

เวลามองอะไรให้มองยาวๆ บางทีมองสั้นๆมันดูดี แต่ถ้ามองยาวๆ โอ้โห!! มันผิดกันลิบลับเลย

แต่ สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ไปสัมผัสระหว่างไปเข้าค่ายของเครือข่ายคนกินข้าว ทั้งค่ายดำนาและค่ายเกี่ยวข้าว สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นคือ ชาวนาเหล่านั้นก็เหมือนชาวนาทั่วๆไป บ้านก็ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่ามากนัก แต่ในพื้นที่นั้นที่เป็นนาข้าวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ต้นข้าวทุกต้นดูมีชีวิตชีวาไม่เหี่ยวแห้ง ท่ามกลางพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางนิเวศ ที่สำคัญคือ เป็นพื้นที่ของ”ชาวนา”ที่เต็มไปด้วยความสุขจริงๆ เขาทำนาเพราะรักที่จะทำ ทำด้วยความสุข ไม่ได้ทำเพราะจำใจทำแต่อย่างใด ทั้งสองค่ายนี้อาตุ๊หล่างและพ่อถาจะเป็นผู้นำสอนพวกเราชาวค่ายให้เรียนรู้ วิถีชีวิตของชาวนา ทั้งดำนา รู้จักสมุนไพรต่างๆ ในค่ายแรก และในค่ายที่สอง พวกเราได้หัดเกี่ยวข้าวและคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวอีกด้วย


น้องยกอะไรมาพูดมาอ้างกันแน่ครับ? ว่าเขามีความสุขอย่างที่น้องอ้างมา? น้องเคยสอบถามเขาถึงปัญหาที่พี่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้หรือไม่?

ซี่งประสบการณ์จากทั้งสองค่ายของข้าพเจ้านั้น เป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าอาชีพชาวนาไม่ใช่อาชีพต่ำต้อย แต่เป็นอาชีพที่ควรคารวะ การทำนาไม่ใช่ธุรกิจ แต่เป็นการทำนาเพื่อเอานา ทำเพราะรัก ทำเพราะอยากทำ ทำเพราะรู้ซึ้งถึงคุณค่าจริงๆ การทำนาคือความสุข คือชีวิต และผืนนาคือบ้าน

ขอโทษทีนะครับ การทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยอะไรก็ตาม ถือเป็นธุรกิจเพราะมันต้องแลกมาด้วยค่าตอบแทนทั้งนั้น อย่าอ้างค่าตอบแทนที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้นั้นละ อะไรที่ไม่มีค่าตอบแทนเขาจะไม่ทำ ให้มันเสียเวลาอันมีค่าไปเปล่าๆหรอกครับ

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ มั่งคั่งเรื่องเงินทอง แต่เขามั่งคั่งเรื่องอาหารซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องเงินทองเสียอีก ข้าวก็ได้จากนาของเขา พืชผัก ปลา ก็มาจากบริเวณบ้าน เขามีทุกอย่าง พึ่งตัวเองได้อย่างไม่เดือดร้อน และที่สำคัญคือ เขามีความสุข

อาหารบางอย่างนะ มันเก็บสะสมไว้กินในวันต่อไปไม่ได้นะครับ เมื่อมันบูดเน่าเสียไปเราก็ต้องเอาไปใช้เป็นอาหารสัตว์ไป โดยเฉพาะอาหารสดๆที่ได้จากการปลูกมาของชาวนาชาวสวน มันไม่ใช่อาหารที่แปรรูปโดยโรงงานเพื่อเก็บไว้ให้คนกินได้นานหรอกๆนะ รู้ไว้ซะด้วย

ดังนั้น ในความคิดของข้าพเจ้า วิถีของชาวนาที่นี่ไม่ได้จนเลยสักนิด แม้ว่าเขาจะจนเงินทองในสายตาของคนทั่วๆไป แต่สำหรับข้าพเจ้า เขาไม่จนเรื่องของความสุข เรื่องของคุณธรรม มันเป็นวิถีที่คนอยู่อย่างเคารพเกื้อกูลต่อธรรมชาติ เป็นวิถีที่แท้จริงของชาวนา วิถีที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคน

เพราะอะไร? เพราะแท้จริงแล้วบ้านของมนุษย์คือธรรมชาตินั่นเอง (ข้อความนี้คัดลอกจากข้อความของ ศ.นพ. ประเวศ วะสี)


ใช่ครับ บ้านของมนุษย์จริงๆก็คือธรรมชาติ แต่ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการตลาดนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับมัน เราปฏิเสธมันไม่ได้หรอกนะ ตราบใดที่เราต้องยังชีพโดยการเอาผลิตผลไปขายเพื่อแลกเอาค่าตอบแทนอย่างอื่นมา ก็เพื่อความสุขในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเขาเอง

ที่สำคัญ คือ เรื่องของคุณธรรม ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยังไม่ต้องพูดถึงชาวนาแต่ลองมองสังคมในปัจจุบันกันก่อน ที่มันมีปัญหาเป็นวงจรซ้ำเดิมไม่จบไม่สิ้นเพราะอะไร?? สาเหตุตื้นๆคือความโลภ ความโกรธ ความหลง ในตัวของคนเหล่านั้น แต่ลึกๆแล้วสาเหตุที่แท้จริงคือ “ขาดคุณธรรม” ต่อให้มีเทคโนโลยีก้าวหน้ามากมาย ตามจับโจรผู้ร้ายได้หมด สุดท้ายมันก็แก้ที่ปลายเหตุอยู่ดี คือเอาเขาไปขังคุก แต่นิสัยเขาหายไหม แล้วถ้าเอาคนๆนี้ไปขังคุก เรื่องมันจะจบแค่ตรงนั้นหรือเปล่า แล้วจะไม่มีคนทำผิดอีกแล้วใช่ไหม? มันไม่ใช่ เพราะต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด คือ “ขาดคุณธรรม” ลองยกตัวอย่างดูง่ายๆ ถ้าสมมติว่าเรากำลังอยากได้ของๆคนอื่น แต่เราห้ามการกระทำตัวเองไม่ให้ขโมยของๆเขาได้ นี่ก็ถือว่าเรามีคุณธรรมแล้วนะ แล้วคิดดู ถ้าเราห้ามตัวเองได้ไม่ให้คอรัปชั่นแม้ว่าคนอื่นจะทำก็เถอะ นี่ก็เป็นคุณธรรมเหมือนกัน

มนุษย์เรานั้นล้วนแต่เกิดมีตัณหา รักโลภโกรธหลงด้วยกันทั้งสิ้น มันเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ ตราบใดที่สิ่งมีชีวิตยังต้องการอาหารเพื่อยังชีพ นี่ก็เรียกว่าตัณหาในขั้นต้นแล้วนะครับ ถ้าอยากเลี่ยงตัณหาประเภท มันก็มีแต่ต้องตัดอวิชชาแล้วไปนิพพานไม่ต้องมาเกิดอีกต่อไปเท่านั้นเองตามหลักสังสารวัฏ
และสาเหตุที่แท้จริงในที่นี้ก็คือ ธรรมชาติความไม่สมดุลระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายทางการตลาด ต่างหากละครับ คุณธรรมในที่นี้ถือเป็นปัจจัยรองๆลงไป

คุณธรรมจึงเป็นตัวสำคัญที่ทำให้ปัญหาทุกๆ อย่างคลี่คลายลงไปได้ และเป็นสิ่งที่ทุกๆคนควรมี แม้กระทั่งชาวนา เพราะทุกๆอย่างล้วนเริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วขยายสู่วงกว้างทั้งนั้น คุณธรรมของชาวนาก็เป็นจุดเล็กๆที่ว่านี้เช่นกัน

การจะทำอะไรสักอย่างให้ออกมาดีและบริสุทธิ์ จำต้องประกอบด้วยคุณธรรม เริ่มตั้งแต่คุณธรรมในตัวผู้ผลิตเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าหากชาวนามัวแต่เอาเวลาไปกินเหล้า ไม่ได้ใส่ใจเรื่องคุณภาพชีวิตของตัวเอง ไม่รู้ว่าอะไรถูกผิด ควรไม่ควร แน่ใจหรือว่าเขาจะใส่ใจคุณภาพข้าวด้วย คราวนี้ มันก็กระทบทั้งตัวชาวนาและผู้บริโภคใช่ไหม เพราะฉะนั้นจะทำอะไรให้มันดี ให้มันบริสุทธิ์ มันก็ต้องเริ่มที่เราพยายามทำให้ใจเราบริสุทธิ์ก่อน...


ตัวอย่างที่น้องยกมานี่ถือเป็นตัวอย่างที่ตื้นเขินเอามากๆ ซึ่งนั้นไม่ได้แก้ปัญหาที่หลักที่แท้จริงเลยแม้แต่นิดเดียวอย่างที่เคยพูดไปแล้ว

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมชาวนาต้องมีคุณธรรม และทำไมเราต้องมีคุณธรรม ซึ่งเป็นบทสรุปของทุกสิ่งทุกอย่าง

อย่าง ที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าบทความนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกผิด แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นตามทรรศนะของข้าพเจ้าเท่านั้น ซึ่งก็หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รับประโยชน์จากบทความนี้บ้าง ไม่มากก็น้อย


ผมไม่ขอตอบว่าใครถูกใครผิด แต่ใครกันแน่ที่มีข้อมูลข้อเท็จจริงเหนือกว่าและมีความเป็นจริงมากกว่าที่สุด คนๆนั้นย่อมเป็นต่อเสมอ รู้เอาไว้ซะด้วยนะครับ เฮ้อ...

ที่มาของต้นฉบับเรียงความ ยกมาจากFacebookของผู้เขียนอย่างคำผกาที่นำมาเผยแพร่ให้อ่านกัน
FacebookของKiku Nohana




 

Create Date : 12 มีนาคม 2554    
Last Update : 12 มีนาคม 2554 14:02:54 น.
Counter : 342 Pageviews.  

วิวาทะของคำผกาต่อเครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนาของค่ายทีวีบูรพา

คุณธรรมนำไทยให้ล่มจม โดย คำผกา ลงในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับ 14-20 มกราคม 2554

"ชาวนา คุณธรรม คือ กลุ่มชาวนาอาชีพ ที่พากันลุกขึ้นมารวมกลุ่มกัน เพื่อเดินทวนกระแสโลก ประกาศตัวที่จะธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของชาวนา และสิทธิในการรักษาฐานอาหารซึ่งเป็นความมั่นคงของชีวิตและสังคมด้วยการผลิต ข้าวอินทรีย์ ไร้สารพิษ ที่เกื้อกูลต่อโลก ต่อสรรพชีวิตในระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม ทวนกระแสการผลิตในระบบทุนนิยม บนวิถีของการพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง บนฐานของ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคุณธรรม

จากจุดก่อเกิดของกลุ่มข้าวคุณธรรม ที่เกิดขึ้นเพื่อมุ่งมั่นพัฒนาคน ไปสู่การประกอบสัมมาชีพ ที่มีคุณธรรมเป็นฐาน ชาวนากลุ่มนี้ จึงไม่เพียงปลูกข้าวอินทรีย์ที่ไม่ทำร้ายโลก ทำร้ายตนเอง และได้รับรองมาตรฐานสากล (IFOAM) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2538 เท่านั้น แต่ชาวนาคุณธรรม ยังเป็นชาวนาที่ไม่ได้ทำนานเพียงเพื่อให้ได้ ข้าว แต่เป็นชาวนาที่ "ทำนาเพื่อเอานา" ทำนาเพื่อบ่มเพาะความสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ ทั้งยังทำนาเพื่อยกระดับจริยธรรมและจิตวิญญาณ

ด้วยการมองเห็นปัญหา ว่า แม้ชาวนาจะปลูกข้าวอินทรีย์ แต่หากไม่สามารถพัฒนาจิตใจด้านใน ยังมัวเมา หลงใหลอยู่กับอบายมุขร่ำสุรา สูบบุหรี่ ตีไก่ชน บริโภคแบบไม่บันยะบันยัง และใช้ชีวิตไปในทางละเมิดศีลธรรม ชาวนาก็ไม่มีหนทางที่จะเดินออกจากกรอบกรงขังเดิมๆ ของระบบทุนนิยม ที่ส่งเสริมให้ผู้คนบริโภคแบบล้างผลาญทำลายทรัพยากรด้วยความโลภได้ และหาเป็นเช่นนี้ หนี้สินของชาวนาก็ไม่มีวันลด ปัญหาต่างๆ ก็จะตามมาเป็นลูกโซ่ ไม่มีหนทางแก้ไข เมื่อถึงวันหนึ่งชาวนาก็ต้องสิ้นนา และผู้สืบทอดมรดกการทำงานก็จะสูญหายไป" //www.tvburabha.com/tvb/rice/r_k.html



ข้อความข้างบนนั้นคัดมาจากเว็บไซต์ของ "เครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา" ที่ขยายความว่าเป็น "ข่ายแห่ความเกื้อกูล" กรี๊ด!! มีทั้งคำว่าข่าย ทั้งคำว่า แห ไม่ทราบว่าคนคิดคำนี้ขึ้นมาจะไปทำประมงน้ำตื้นที่ไหนกัน?

ฉันฟังแล้วกล้ามเนื้อกระตุก หวาดเสียวว่าตนเองจะไปติดใน "ร่างแห" แห่งความเกื้อกูลเมตตาจนแหและตาข่ายนั้นบาดเนื้อ เหวอะหวะเป็นพันธนาการอันเจ็บปวด ไร้ทางออก ไม่นับว่าคนเขวี้ยงแหลงมาจะปลิ้นเอาเนื้อพวกเราไปลงหม้อแกงด้วยหรือไม่ก็ยาก จะหยั่งรู้

นั่งอ่านบทร่ายอันเพ้อเจ้อทุเรศทุรังของข่ายแหกับดัก แห่งความเกื้อกูลอาทร ที่ว่านี้ด้วยความปวดตับว่า พวกมึงเป็นใครมาจากไหน มานั่งวิเคราะห์ ออกความเห็น แถมฟันธงอย่างมั่นใจว่าปัญหาความยากจนและหนี้สินของชาวนาไทยนั้นเกิดจากการ การดื่มสุรา ชนไก่ เล่นการพนัน บริโภคไม่บันยะบันยัง ละเมิดศีลธรรม

บุคคล ใดก็ตามที่เขียนข้อความดูถูกสติปัญญาชาวนาเช่นนี้ออกมาโปรดแสดงหลักฐาน ทางตัวเลขที่ช่วยยืนยันว่าการละเมิดศีลธรรมนั้นพัวพันกับปัญหาหนี้สินของ ชาวนาอย่างไร? ฟูมฟายน้ำลายเปื้อนหมึกมานั่งปั้นคำสวยๆ ออกมาอย่างไร้สมองแบบนี้

ฉันขอฟันธงบ้างว่า มันเป็นข้อเขียนที่ขาดความรับผิดชอบและชุ่ยอย่างยิ่งยวด


การ ทำการเกษตรนั้นพึงได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง ชาวนาคือนักธุรกิจเหมือนคุณตันโออิชิ หรือ เจ้าสัวเจ้าของธนาคารนั่นแหละ เพียงแต่ค้าขายสินค้ากันคนละอย่าง

ชาวนาจะกินเหล้าหรือไม่กินเหล้า จะอยากทะเยอทะยานเลี้ยงลูกให้เป็นชาวนา หรือเลี้ยงลูกให้เป็นกะหรี่ เป็นสิทธิส่วนบุคคลของชาวนา ไม่ใช่เรื่องที่พวกมึงชนชั้นกลางพึงไปเสือก ชนชั้นกลางเป็นผู้บริโภคข้าวที่ชาวนาปลุกไว้ขาย พึงสัมพันธ์กันในฐานะ ผู้ผลิต และผู้บริโภค ไม่ต้องมาทำกระแดะอ่อนไหวมาเกื้อกูลกัน

ถ้าฉัน เป็นชาวนา ฉันก็อยากจะบอกว่า กูปลูกข้าวขาย กูอยากได้เงิน กูไม่ได้อยากได้ข่ายแหบ้าบออะไรของมึง ที่บ้านมีเยอะแล้วทั้ง แห ทั้ง ตาข่ายนั่นแหละ

ส่วนผู้บริโภคอยากกินข้าวขาว ข้าวแดง ข้าวหอม ข้าวเหม็น ข้าวดำ ข้าวอินทรีย์ ข้าวอาบยาฆ่าแมลง เหล่านั้นล้วนแต่เป็นทางเลือกของผู้บริโภคที่ต้องกดดันต่อผู้ผลิต (ไม่ต้องกระแดะไปสงสาร เกื้อกูลอะไรเค้า เข้าใจป่าว?) ให้ผลิตสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค กลไกการตลาดเบื้องต้น ง่ายๆ

ชีวิตใครชีวิตมัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ เงินของใครก็เงินของคนนั้น ใครเขาจะเอาไปทำไปซื้อไปใส่โอ่งฝังดินก็ล้วนแต่เป็นเรื่องของเจ้าของเงิน คนอื่นไม่เกี่ยว ชาวนาเขาขายข้าวได้ จะเอาไปกินเหล้าจนตายหรือหมดตัวก็เป็นเรื่องของเขา ยุ่งอะไรด้วย

ชาวนากินเหล้าตายไปคน ก็มีชาวนาคนอื่นปลูกข้าวมาขายอยู่ดี จะมาเดือดร้อน วุ่นวายอะไรกับระดับคุณธรรมของคนอื่น

เอา ล่ะ ฝ่ายที่เชิดชูศีลธรรมอาจจะบอกว่า ชาวนาติดเหล้า ขี้เกียจ บ้าวัตถุ ไม่มีวินัยทางการเงิน ทะเยอทะยาน อยากมีรถกระบะ อยากปลูกบ้านหลังใหญ่ เป็นเหตุแห่งความยากจนและวงจรหนี้สินอันไม่มีที่สิ้นสุด ส่งผลให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น ลูกติดยา อาจต้องอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ เกิดสลัม เกิดคนจนในเมือง ทั้งหมดนี้คือปัญหาของสังคมโดนรวมที่เราไม่อาจเพิกเฉย

ดังนั้น เราจึงต้องไปเสือกว่าชาวนาควรกินอะไรไม่กินอะไร ซื้ออะไร ไม่ซื้ออะไร ปลูกข้าวอย่างไร ถือศีลกี่ข้อ แถมลามปามไปไกลถึงขั้นให้การทำนาเป็นกระบวนการกล่อมเกลาและยกระดับทางจิต วิญญาณ

ถุยส์

แน่จริง พวกคุณๆ ท่านๆ ที่นั่งพ่นน้ำลายอยู่ในห้องแอร์ ออกมาทำนากันให้หมดเลยสิ จะได้ยกระดับ จริยธรรม จิตวิญญาณกันให้ถ้วนทั่วทุกตัวคน

ฉันถามจริงๆ ว่า ไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าสาเหตุความยากจนและหนี้สินของชาวนาอยู่ที่ไหน โปรดศึกษาประวัติศาสตร์การถือครองที่ดินในประเทศไทย โปรดดูเรื่องระบบการจัดเก็บภาษีที่ดิน มรดก โปรดดูอุปสรรคการปฏิรูปที่ดิน และโปรดไตร่ตรองสักนิดถึงระบบการผูกขาดอุตสาหรรมการเกษตรโดยกลุ่มทุนใหญ่ไม่ กี่กลุ่มในประเทศไทย โปรดดูว่าธุรกิจ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เมล็ดพันธุ์ นั้นผูกขาดกันที่กี่บริษัท โปรดดูว่าใครเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าเหล่านั้น

และชาวนามีอำนาจการต่อรองในตลาดแค่ไหนอย่างไร?


ทางออก ของปัญหาเหล่านี้คือการสร้างตลาดที่มีการแข่งขันได้ ชาวนาต้องมีสิทธิเลือกซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง จากตัวแทนจำหน่าย ตัวแทนนำเข้าได้มากกว่า 1 ราย อีกทั้งวัตถุอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการผลิต

พวก เราต้องมานั่งคิดว่า คนไทยที่ว่าเก่งกาจกันนักหนา ถึงทุกวันนี้นอกจากรถอีแต๋น เราสามารถผลิตเครื่องจักกลทางเกษตรใดๆ ได้ด้วยตนเองบ้าง รถเกี่ยวข้าวที่นำเข้าจากญี่ปุ่นราคาล้านห้า-เราจะลดภาษีการนำเข้า หรือเราจะพัฒนาศักยภาพให้ประเทศเราสามารถผลิตรถไถ รถดำนา รถเกี่ยวข้าว และเครื่องจักรทางเกษตรอื่นๆ ที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถซื้อหาปัจจัยทางการผลิตเหล่านี้ได้ในราคาที่เอื้อมถึง

และนี่คือการพัฒนาศักยภาพในการผลิตอย่างแท้จริง

ในวัน ที่ค่าแรงงานสูง แถมยังหายาก ฉันยืนยันว่า วิถีชีวิตของเกษตรกรไทยจะดีขึ้น ไม่ใช่เพราะเราเลิกกินเหล้าและถือศีลห้า แต่ด้วยการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีที่จะมาช่วยทำให้ผลผลิตในไร่นาของเราสูงขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง (ไม่ใช่ด้วยการเลิกปุ๋ยเคมีเพียงประการเดียว แต่ต้องให้มีการขายปุ๋ยที่การแข่งขันตัดราคากันอย่างเสรีด้วย) และด้วยศักยภาพที่จะศึกษาแนวโน้มของตลาดสินค้าเกี่ยวกับการเกษตร

นั่นหมายถึงการเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจว่าปีไหนจะผลิตอะไร จะปลุกอะไร ปลูกมากปลูกน้อย และการคาดการณ์เช่นนี้ของชาวนาก็เหมือนการการทำตลาดในธุรกิจการค้าประเภทอื่นๆ นั่นเอง

เราควรมีความทะเยอทะยานที่จะได้เห็นเกษตรกร และชาวนาไทยนั่งจิบไวน์ ดูกราฟตลาดหุ้น หรือศึกษาราคาสินค้าการเกษตรจากอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่ให้พวกเขาดักดานปลูกพออยู่พอกินเป็นสัตว์เลี้ยงทางจินตนาการของชนชั้นกลางที่ถวิลหาทุ่งนาอันแสนโรแมนติก ชาวนานะ ไม่ใช่ทามาก็อตจิ

สิ่งที่เกษตรกรและชาวนาต้องการ ไม่ใช่ข่ายแหแห่งความเกื้อกูลจากผู้กินข้าวที่นอนห้องแอร์ แดกไวน์ ขับรถโฟร์วีลหาที่กางเต้นท์ในวันหยุดกลางอุทยาน

ชาวนาและเกษตรกรต้องการการเข้าถึงแหล่งทุน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็ง การเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต

(พึงรู้ ว่าการดำนำโดยใช้รถดำนานั้นนอกจากลดต้นทุนเรื่องค่าแรงแล้วยังลดการ ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง และโปรดทราบเราผ่านยุคลงแขกกันมานานนม โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ชุมชนเปลี่ยน เครือญาติเปลี่ยน โปรดยอมรับข้อเท็จจริงและกรุณา realistic กันหน่อย)

เกษตรกร ชาวนา ต้องการเห็นเอกชนแข่งขันการขายปุ๋ย ขายเมล็ดพันธุ์ ขายยาฆ่าแมลง โดยปราศจากการผูกขาด ชาวนาต้องการศึกษา ต้องการข้อมูล ต้องการอัพเดทนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ๆ เหมือนผู้คนในสาชาอาชีพอื่นๆ ทั่วไป

อย่ามาพยายามสตาฟฟ์ชาวนาให้เป็นสัตว์สงวน ที่ยังต้องใช้ควายไถนา ยังนอนแคร่ อยู่กระต๊อบกับแสงเทียนริบหรี่

อย่า บอกว่าชาวนาไม่ยกระดับจิตวิญญาณ ละเมิดศีลธรรม อย่ามาโทษชาวนาว่าพร่าผลาญทรัพยากรโลก ดังนั้น วงจรหนี้สินของชาวนาจึงยาวเหยียดออกไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะหากจะพูดกันเรื่องการละเมิดศีลธรรม เพราะฉันไม่คิดว่าระดับทางศีลธรรมของเจ้าสัวเจ้าของธุรกิจอุตสาหรรมการเกษตร อันดับหนึ่งของเมืองไทยจะมีสูงกว่าชาวนาคนไหน

เพราะฉะนั้น ระดับศีลธรรม ไม่ใช่ตัวชี้วัดระดับความจน!!!

มากไปกว่านั้น ฉันไม่แน่ใจว่า ระดับความเลือดเย็นในการขูดรีด และความได้เปรียบของต้นทุนทางสังคม อันเกิดจากเครือข่าย (ซึ่งมิใช่ข่ายแห) นักธุรกิจกับชนชั้นนำต่างหากที่จะช่วยชี้ระดับความมั่งคั่งของพ่อค้า!!

เพราะฉะนั้น หากต้องการจะสั่งสอนศีลธรรมก็โปรดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ


ขอย้ำว่า การเกษตรต้องทำในฐานะที่เป็นธุรกิจ ต้องอิงอยู่กับระบบตลาด หาไม่แล้วชาวนาจะเอา "เงิน" ที่ไหนมาส่งลูกเรียนหนังสือ ไปหาหมอ และถามต่อไปว่า เวลาป่วยไข้ไปโรงพยาบาล เอาข้าวเปลือกอินทรีย์เป็นถังๆ ไปจ่ายค่าหมอได้หรือเปล่า? พวกคนอยู่ในเมือง ฉีดเสต็มเซลล์กันเข็มละหมื่นหรือแสน ชาวนาป่วย พวกคุณจะให้เขาลำผีฟ้า ประทับทรง พ่นน้ำมนต์ หรือขุดรากไม้มาฝนกินอย่างนั้นหรือ

ความฉิบหาย ของชาวนาไม่ได้เกิดจาก "ความไม่พอเพียง" แต่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ฉ้อฉล ขาดการตรวจสอบ ไม่โปร่งใส การปิดบังข้อมูล และการใช้กลไกรัฐทุกประการมาหยุดยั้งมิให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งจากชน ชั้นนำลงสู่ราษฎร

ขอประณามการงานเขียนที่ว่าด้วย "เครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา" ว่านอกจากรสนิยมทางวรรณกรรมจะต่ำแล้ว ยังสมควรถูกตั้งคำถามในฐานะที่มันเป็นกลไกทางอุดมการณ์ในการทำความปรารถนาใน ความมั่งคั่งทางวัตถุของประชาชนให้กลายเป็น "บาป" และผลักดันให้ประชาชนจำนนต่อความยากไร้และระบบโครงสร้างทางสังคมที่ไร้ความ เป็นธรรมด้วยการใช้วาทกรรมเมตตามหานิยมและปลอบใจตนเองว่าความมั่งคั่งทางจิต วิญญาณต่างหากที่เราปรารถนา

อันเป็นวิธีการที่นอกจากจะไม่แนบเนียนแล้วยังน่ารังเกียจอย่างยิ่ง


หาก ฉันจะมีความอนุรักษ์นิยมอยู่บ้างทางภาษา สิ่งที่รบกวนจิตใจอาจจะไม่ใช่คำว่า "ชิม" หรือการเขียนภาษาไทยผิดๆ ถูกๆ แต่คือกิมมิกแห่งการสร้างจุดสนใจด้วยการไปดึงเอาพยัญชนะที่ไม่มีใครใช้อีก ต่อไปแล้วอย่าง ฅ กลับมาใช้อย่างจงใจจะบอกว่า "สิ่งที่เคยมี เคยเป็น เคย อยู่ในอดีต นั้นดีกว่าปัจจุบันเสมอ" หรือในอีกนัยหนึ่งคือการบอกว่า "คนสมัยใหม่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาของไทยโบราณ บังอาจมาตัด ฅ ออกจากพยัญชนะไทย" ทั้งๆ ที่สาเหตุของการตัด ฅ ออกไป อาจเป็นเพียงเพราะเครื่องพิมพ์ดีดในสมัยแรกเริ่มไม่มีแป้นสำหรับ ทั้ง ฅ และ ฃ ปัญหาเชิงเทคนิคอันเรียบง่าย จึงลามปามไปสู่คำอธิบายที่ว่า เป็น ฅน อยู่ดีๆ ไม่ชอบ ชอบไปเป็น คนที่ใช้ ค ควาย แต่การใช้ ฅ ฅน อย่างจงใจของบริษัททีวีบูรพาก็สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะโหยหาอดีตของพวกเขา อย่างชัดเจน




 

Create Date : 12 มีนาคม 2554    
Last Update : 12 มีนาคม 2554 13:56:46 น.
Counter : 366 Pageviews.  

แนะนำFacebookและTwitterของพลพรรคเสื้อแดงและฝั่งเสรีประชาธิปไตยคนสำคัญให้ไปแอดกัน

หมวดพลพรรคเสื้อแดงและเสรีประชาธิปไตย

อ.วิภา ดาวมณี ผู้สร้างWeb2519.net
//www.facebook.com/adoraemon
//twitter.com/vipar2519

อรรถชัย อนันตเมฆ ดารานักแสดงเสื้อแดงผู้เตรียมบทเนื้อหาปราศรัยมาอย่างดีก่อนขึ้นพูด
//www.facebook.com/profile.php?id=615503300
Fanpage Attachai 's new community
//www.facebook.com/pages/Attachai-s-new-community/109782792423409

จิรานุช เปรมชัยพร ผู้ดูและForum Webboardประชาไท
//www.facebook.com/chiranuch
//twitter.com/jiew

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารของWebประชาไท
//www.facebook.com/profile.php?id=560488822
//twitter.com/chuwat

ก่อแก้ว พิกุลทอง
//www.facebook.com/profile.php?id=100000618747829

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
//www.facebook.com/profile.php?id=100000184095903
Fanpage
//www.facebook.com/pages/นายณัฐวุฒิ-ใสยเกื้อ/157009771023305

นาวิน บุญเศรษฐ แกนนำเสื้อแดงภาคเหนือ อดีตสส.เขต2 พิจิตร ลูกชายของผุ้พันอดุลย์
//www.facebook.com/profile.php?id=761922911

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อคอมลัมนิสต์หัวคิดผ่าเหล่ากอจากสื่อเน่าอย่างเนชั่(ว)น
//www.facebook.com/NithinandY
//twitter.com/nitnyy

(Sean) ประชัน บุญประครอง โฆษกฝ่ายต่างประเทศ ของกลุ่มเสื้อแดง
//www.facebook.com/profile.php?id=100000048568405
//twitter.com/ptdemoc

อ.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
//www.facebook.com/profile.php?id=600452703
//twitter.com/sirotek

อ.โสภณ พรโชคชัย
//www.facebook.com/sopon.pornchokchai
//twitter.com/pornchokchai
Fanpage
//www.facebook.com/pages/โสภณ-พรโชคชัย/149755075069106

อ.สุดา รังกุพันธุ์
//www.facebook.com/profile.php?id=720894695
//twitter.com/sudarang

วิสา คัญทัพ ศิลปินเสื้อแดง
//www.facebook.com/profile.php?id=1824579285

วัฒนา ไพรสณฑ์ คนในหนังสือพิมพ์วิวาทะThai Red News
//www.facebook.com/profile.php?id=1820397045

วันชนะ เกิดดี นักร้องลูกทุ่งเสื้อแดงแห่งเพชรบุรี
//www.facebook.com/profile.php?id=100000160793543

สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)
Profile user
//www.facebook.com/nuling
Twitter
//twitter.com/nuling
Fanpage
//www.facebook.com/redbuff

สมยศ พฤกษาเกษมสุข แห่งกลุ่ม24มิถุนาฯ สำนักพิมพ์สยามปริทรรศน์
//www.facebook.com/profile.php?id=100000360177624

น.พ.สลักธรรม โตจิราการ ลูกชายหมอเหวง
//www.facebook.com/profile.php?id=692245758
//twitter.com/yudhisathira

สุรชาติ ตันติธนไพศาล (pichitmarn) ฝ่ายการเงินการตลาดของหนังสือพิมพ์วิวาทะthai Red News
//www.facebook.com/profile.php?id=100000490594851

อภิวัฒน์ จ่าตา กองบก.หนังสือพิมพ์มหาประชาชน
//www.facebook.com/profile.php?id=1210864113

แป๊ะ บางสนาน นักร้องเสื้อแดง เจ้าของเพลงรักคนเสื้อแดง
//www.facebook.com/profile.php?id=100000719461708
Fanpage
//www.facebook.com/pages/แป๊ะ-บางสนาน-แฟนเพจ/175655972466047

ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีเสื้อแดง
//www.facebook.com/profile.php?id=100000099534938
Fanpage
//www.facebook.com/pages/Mainueng-KKuntee/150663494954922

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
//www.facebook.com/profile.php?id=653688209

ธีระ สุธีวรางกูร 1ใน5อาจาร์ยธรรมศาสตร์
//www.facebook.com/profile.php?id=100001357849858

ธีระวัฒน์ บุญอยู่
//www.facebook.com/profile.php?id=100000178974668

รุ่งโรจน์ วรรณศูทร (อริน)
//www.facebook.com/profile.php?id=1792040961
Fanpageในนามแฝง อริน
//www.facebook.com/pages/อริน/156909124322755

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
//www.facebook.com/profile.php?id=719267294

สุดสงวน สุธีสร
//www.facebook.com/profile.php?id=1742240067

วรวุฒิ วิชัยดิษฐ์
//www.facebook.com/profile.php?id=100000037195894
Fanpage
//www.facebook.com/pages/วรวุฒิ-วิชัยดิษฐ์/139910162739879

อนุสรณ์ ธรรมใจ
//www.facebook.com/profile.php?id=100001148458648

วัชระ แววดำ
//www.facebook.com/profile.php?id=100001777065475

ขัตติยา สวัสดิผล
//www.facebook.com/profile.php?id=100001715173838

จรรยา ยิ้มประเสริฐ
//www.facebook.com/profile.php?id=1254635407

พลรักษ์ รักษาพล
//www.facebook.com/inlookoutlook

จิตรา คชเดช
//www.facebook.com/profile.php?id=657712894

คำ ผกา(Kiku Nohana)
//www.facebook.com/profile.php?id=100001124889843

สาวตรี สุขศรี
//www.facebook.com/profile.php?id=100000278235762

วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
//www.facebook.com/profile.php?id=100002115802696

นที สรวารี
//www.facebook.com/profile.php?id=706778299

ภัควดี ไม่มีนามสกุล
//www.facebook.com/profile.php?id=100001116187723

อรรคพล สาตุ้ม
//www.facebook.com/profile.php?id=100000577118415

ใบตองแห้ง ประชาไท
//www.facebook.com/profile.php?id=100002155162989

นุช พจมาน
//www.facebook.com/profile.php?id=100000616341282

อนุสรณ์ อุนโน
//www.facebook.com/profile.php?id=824452715

จารุพรรณ กุลดิลก
//www.facebook.com/jarupan.kuldiloke

ใจ อึ๊งภากรณ์
//www.facebook.com/gilesji.ungpakorn

สุภรณ์ อัตถาวงศ์(แรมโบ้ อีสาน)
//www.facebook.com/profile.php?id=100001044865567
Fanpage
//www.facebook.com/pages/แรมโบ้-อิสาน/196608300373395

รัตนพล ส วรพิน
//www.facebook.com/profile.php?id=100001533673015
Fanpage
//www.facebook.com/pages/รัตนพล-ส-วรพิน-แรมโบ้/102116359852605

หมวดพลพรรคเพื่อไทย

มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
//www.facebook.com/profile.php?id=100001576693936

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สส.เขตดอนเมืองสายไหม
//www.facebook.com/profile.php?id=100000872338549
Fanpage น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ,สำนักงานปราบโกง Anti-corruption
//www.facebook.com/pages/nxxnu-disth-nakhr-thr-rphsanakngan-prab-kong-Anti-corruption/161002440598517

อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง
//www.facebook.com/arisman.pongruangrong
FanpageในนามArisman ปลดแอกประเทศไทย
//www.facebook.com/pages/Arisman-ปลดแอกประเทศไทย/154500381276663

วรชัย เหมะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ
//www.facebook.com/profile.php?id=100001901201225

อดิศร เพียงเกษ แห่งขอนแก่น
//www.facebook.com/profile.php?id=100001426130896
Fanpage
//www.facebook.com/pages/Adisorn-Piengkes/170170069695797

วิเชียร ขาวขำ แห่งอุดรธานี
//www.facebook.com/profile.php?id=100001441496107

การุณ โหสกุล แห่งดอนเมือง
//www.facebook.com/profile.php?id=100001674631575
Fanpage
//www.facebook.com/pages/การุณ-โหสกุล/183644584996241

วิทยา บูรณศิริ แห่งอยุธยา
//www.facebook.com/profile.php?id=100001860870496

พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แห่งกำแพงเพชร
//www.facebook.com/profile.php?id=100001740945604

พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์
//www.facebook.com/profile.php?id=100001841083060

ประแสง มงคลศิริ แห่งอุทัยธานี
//www.facebook.com/profile.php?id=100000147872828

ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น แห่งกาฬสินธ์
//www.facebook.com/drwiboon

อนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ แห่งสมุทรสาคร
//www.facebook.com/anusornk

บุญทรง เตริยาภิรมย์
//www.facebook.com/profile.php?id=100000003379799

บูราฮานูดิน อูเซ็ง แห่งยะลา
//www.facebook.com/profile.php?id=100000318631278

จาตุรนต์ ฉายแสง
//www.facebook.com/profile.php?id=1837480970
Fanpage Chaturon Chaisang
//www.facebook.com/Chaturon.FanPage
Twitter
//twitter.com/chaturon

ชูศักดิ์ ศิรินิล
//www.facebook.com/profile.php?id=100000590410898

ประเสริฐ บุญเรือง แห่งกาฬสินธ์
//www.facebook.com/profile.php?id=100001910090101

จีรวัฒน์ ศิริพานิช แห่งมหาสารคาม
//www.facebook.com/profile.php?id=667831416

พีระเพชร ศิริกุล แห่งกาฬสินธ์
//www.facebook.com/profile.php?id=100001660490774

ณหทัย ทิวไผ่งาม
//www.facebook.com/profile.php?id=1117400349

นพดล ปัทมะ
//www.facebook.com/profile.php?id=1148477851
Fanpage Noppadon Pattama
//www.facebook.com/pages/Noppadon-Pattama/263041501938
Twitter
//twitter.com/Noppadonpm

พงษ์เทพ เทพกาญจนา
//www.facebook.com/profile.php?id=100000399139521
Fanpage Justice, Law, and Democracy by Phongthep Thepkanjana
//www.facebook.com/pages/Justice-Law-and-Democracy-by-Phongthep-Thepkanjana/116647698387091

พิชัย นริพทพันธุ์
//www.facebook.com/profile.php?id=1750708378

ปิติพงษ์ เต็มเจริญ แห่งตลิ่งชัน
//www.facebook.com/profile.php?id=1672887623

สิริกร มณีรินทร์
//www.facebook.com/profile.php?id=1091810212

ท.ญ.ศรีญาดา ชินวัตร(ปาลิมาพันธ์) ว่าที่ผู้สมัครสส.ภูเก็ต
//www.facebook.com/sriyada

สุริยา พรหมดี สส.นครพนม
//www.facebook.com/profile.php?id=1691057955

ธนาธร โล่ห์สุนทร สส.เขต1 ลำปาง
//www.facebook.com/profile.php?id=633375097

จำรัส เวียงสงค์ ว่าที่ผู้สมัครสส.บุรีรัมย์
//www.facebook.com/profile.php?id=100000184204815

จิรายุ ห่วงทรัพย์
//www.facebook.com/profile.php?id=731332146

ซูการ์โน มะทา สส.ยะลา
//www.facebook.com/sugarno.matha

ต่อพงษ์ ไชยสาส์น
//www.facebook.com/profile.php?id=1284454592
//www.facebook.com/profile.php?id=100000511843317

ภิมุข สิมะโรจน์
//www.facebook.com/profile.php?id=1319693019
//twitter.com/pimuk

สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
//twitter.com/sudaratweb
//www.sudarat.com/

ลดาวัลย์ วงศ์ศรีวงศ์ แห่งพะเยา
//www.facebook.com/profile.php?id=100000984572610
//twitter.com/ladawan111

จักรภพ เพ็ญแข
//twitter.com/jakrapobpenkair

พิทยา พุกกะมาน
//www.facebook.com/profile.php?id=1011137727
//twitter.com/ppookaman

ภูมิธรรม เวชชยชัย
//twitter.com/phumtham

พศ อดิเรกสาร แห่งสระบุรี
//www.facebook.com/profile.php?id=1796331110
//twitter.com/111TRT

สุทิน คลังแสง แห่งมหาสารคาม
//twitter.com/sutinkhlungsang

วิชิต ปลั่งศรีสกุล
//twitter.com/wichitlive

จตุพร พรหมพันธ์
//twitter.com/jatopon

วรวัฒน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่
//www.facebook.com/profile.php?id=100001078551025

พรรคเพื่อไทย
//www.facebook.com/ptpparty
Twitter
//twitter.com/PheuThaiParty
News Fanpage
//www.facebook.com/pheuthaiparty
Community Fanpage
//www.facebook.com/pages/พรรคเพื่อไทย/129541897117616

พลพรรคเสื้อแดง เจ้าบทบาทคนสำคัญในโลกออนไลน์

Ooi Thaidelphi
//www.facebook.com/thaidelphi

Phoenix Griffins
//www.facebook.com/profile.php?id=100000041876050

อชิต
//www.facebook.com/profile.php?id=100001709430671

ราหู
//www.facebook.com/profile.php?id=100000185739604

ปฐม พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง
//www.facebook.com/tigerpathom

มาหาอะไร
//www.facebook.com/profile.php?id=757427421

MilanSheva
//www.facebook.com/profile.php?id=100000389241504
//twitter.com/MilanShevalive

Killer
//www.facebook.com/profile.php?id=100000127472682
//twitter.com/KillerPress

Akedemo
//twitter.com/akedemo
//www.facebook.com/akedemo

ผู้พันสู้
//www.facebook.com/misterfights

Panus Dejkoonchorn
//www.facebook.com/profile.php?id=559866263
//twitter.com/PanusD

moui
//twitter.com/moui

thaiquest
//twitter.com/thaiquest

k0b_k0b
//twitter.com/k0b_k0b

redtweetsclub (ผู้ก่อตั้ง antactica UserเดิมโดนBlockโดยศอฉ.)
//twitter.com/redtweetsclub


พลพรรคบอร์ดคนเหมือนกัน

อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์ นักวิพากษ์ศักดินาไทยอันดับ1
//www.facebook.com/profile.php?id=100001298657012

อ.ปิยะบุตร แสงกนกกุล 1ใน5อาจาร์ยธรรมศาสตร์ร่วมแถลงการณ์กับอ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
//www.facebook.com/profile.php?id=508260847

บุญชิต ฟักมี
//www.facebook.com/profile.php?id=100000240533322

พุฒิพงษ์ พงษ์เอนกกุล นักศึกษาม.ราม ผู้ฟ้องศาลปกครองให้เลิกพรก.ฉุกเฉิน
//www.facebook.com/profile.php?id=100000080251932
//twitter.com/phuttipong

ศรัทธา ผู้บริหารบอร์ดชุมชนคนเหมือนกัน
//www.facebook.com/satdha
//twitter.com/lordsatdha

ตุ่นสังหาร(killermole) นักวาดการ์ตูนชุดซึนเรนเจอร์ และช่วยวาดAvatarที่ผมใช้อยุ่ตอนนี้
//www.facebook.com/profile.php?id=751369506

chaman
//www.facebook.com/prof.chaman
//twitter.com/mr_chaman

AUGUST
//www.facebook.com/profile.php?id=100001132837917
//twitter.com/augustbyaugust

ชุมชนคนเหมือนกัน
//www.facebook.com/WeAreAllHuman
//www.facebook.com/thailiberal

อติเทพ ไชยสิทธิ
//www.facebook.com/chaiyasitdhi

หมวดFanPage Group Facebook รวมกลุ่มวิพากษ์สังคมการเมืองฝั่งสีแดงในFacebook

ถ้ารักประเทศไทย ต้องไม่ซึนเดเระ
//www.facebook.com/pages/tha-rak-prathesthiy-txng-mi-sunderea/373641288679

อมาตย์ เดอะซีรี่ย์
//www.facebook.com/pages/xmaty-dexa-si-ri-y/287741485818

ประชาธิปัตย์ ชื่อเดียว ล่มจมได้ทั้งประเทศ
//www.facebook.com/pages/prachathipaty-chux-deiyw-lmcm-di-thang-prathes/111052175582461

มั่นใจว่าทักษิณสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ได้
//www.facebook.com/pages/manci-wa-thaksin-samarth-sux-thuk-sing-thuk-xyang-ni-cakrwal-ni-di/116022358427753

Red Shirt Market ตลาดนัดสินค้าเสื้อแดง
//www.facebook.com/pages/Red-Shirt-Market/126048974092395

ยุทธการลงทัณฑ์นักล่าแม่มด-Sanction Witch Doctors
//www.facebook.com/pages/yuththkar-lng-thanth-nak-la-maemd-Sanction-Witch-Doctors/136011426432150

สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมAsia Update
//www.facebook.com/asiaupdate
//twitter.com/asiaupdate

UDD Thailand
//www.facebook.com/UDDthailand4

Ratchaprasong News (ข่าวเสื้อแดงฉบับภาษาอังกฤษ)
//www.facebook.com/UDDInternationalNews

ชมรมคนเสื้อเเดงเพื่อเสรีภาพเเห่งประชาธิปไตย
//www.facebook.com/pages/chmrm-khn-seux-edeng-pheux-se-ri-phaph-eheng-prachathiptiy/150154928341101

Red Siam News
//www.facebook.com/redsiamnews

Red Intelligence
//www.facebook.com/RedIntelligence

เบื่อ ว.วชิรเมธี (สำหรับวิพากษ์วิจารณ์คำสอนวาทกรรมของว.วชิรเมธี กับบทบาทในฐานะพระสงฆ์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง)
//www.facebook.com/pages/beux-wwchir-methi-return/153963051314184
//www.facebook.com/sickofwar

ปล. คนเขียนการ์ตูนExecutionalมหาสงครามออนไลน์ถล่มจักรวาลซึ่งเป็นการ์ตูนไทยขายดีสุดๆของสยามอินเตอร์ฯอย่างคุณภาณุวัฒน์ วัฒนนุกูล(midnight Company) แกก็เป็นเสื้อแดงด้วยเช่นกัน ถ้าคุณดูรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์10เมษาเลือดดูก็จะเห็นว่ามีชื่อของ สยาม วัฒนนุกูล อยู่ด้วย ซึ่งนั้นก็คืออาของเขาเองแหละครับ

และเขาก็มีFacebookของตัวเองด้วย ใครสนใจก็ไปแอดติดต่อหาเขาได้นะครับ
//www.facebook.com/profile.php?id=100001052285753




 

Create Date : 01 มกราคม 2554    
Last Update : 1 เมษายน 2554 20:43:29 น.
Counter : 852 Pageviews.  

ปัญหาของการไม่อภิปรายประเด็นสถาบันกษัตริย์ ในบริบทสังคม-การเมืองไทย

นักปรัชญาชายขอบ


ผมได้แง่คิดในการเขียนบทความนี้จากการติดตามอ่านการถกเถียงท้ายบทความ ชื่อ “ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน: กรณีศึกษาประเทศอาร์เจนตินา” ของ คุณภัควดี ไม่มีนามสกุล (โดยเฉพาะแง่คิดจากความเห็นของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล) ความหมายที่ต้องการให้เข้าใจตรงกันก่อนคือ การอภิปราย “ประเด็นสถาบันกษัตริย์” ในที่นี้ไม่เกี่ยวกับประเด็น “เอา-ไม่เอาสถาบันกษัตริย์”


เพราะสำหรับผม ประเด็น “เอา-ไม่เอาสถาบันกษัตริย์” เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงต่อประชาธิปไตย ต่อสังคม และต่อสถาบันกษัตริย์เอง ข้อเท็จจริงที่ยืนยันเรื่องนี้ก็คือ การชูประเด็น “เอา-ไม่เอาสถาบันกษัตริย์” ที่เริ่มโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ได้นำมาสู่การเกิดรัฐประหาร 49 ความแตกแยกในสังคม การเพิ่มขึ้นมากอย่างผิดปกติของคดีหมิ่นเบื้องสูง ในช่วง 3-4 ปีมานี้ ฯลฯ

ฉะนั้น การอภิปราย “ประเด็นสถาบันกษัตริย์” ในที่นี้จึงหมายถึง การอภิปรายในเชิงความคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ว่า ถ้าเราจะ “เปลี่ยนผ่าน” สังคมเราไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างอารยประเทศ เราควรจะกำหนดกติกาเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทหน้าที่ของสถาบันกษัตริย์อย่างไร หรือจะปฏิรูปความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์กับอำนาจทางการเมือง อำนาจกองทัพอย่างไร หรือภายในขอบเขตแค่ไหนที่หมายถึง “การอยู่เหนือการเมือง” ของสถาบันกษัตริย์ ฯลฯ

โดยที่การอภิปรายเป็นกิจกรรมทางวิชาการภายใต้กรอบของการอ้างอิงข้อเท็จจริงและเหตุผล (ไม่ใช่การกล่าวหา ใส่ร้าย ดูถูก ดูหมิ่นแต่อย่างใด) จึงเป็นกิจกรรมที่ต้องทำได้ภายใต้หลักประกัน “การมีเสรีภาพทางวิชาการ” ในสังคมประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าการอภิปราย “ประเด็นสถาบันกษัตริย์” ในความหมายดังกล่าวนี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ประชาธิปไตย แก่สังคม และแก่สถาบันกษัตริย์เอง

จะว่าไปแล้ว การเปิดเวทีให้มีการถกเถียงด้วยเหตุผลว่า ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศจะเห็นสมควรว่าสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยควรจะมีสถานะ อำนาจ และบทบาทอย่างไร น่าจะเป็นการดีแก่สถาบันกษัตริย์เอง เพราะ

1) จะทำให้ประเด็นสถาบันถูกยกขึ้นมา “บนเวทีของการใช้เหตุผล” ซึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาการเขียนข้อความไม่เหมาะสมบนพื้นถนน ผนังห้องน้ำ การเคลื่อนไหวใต้ดิน (ถ้ามี) ฯลฯ

2) อาจเป็นทางหนึ่งที่ช่วยปกป้องชาวบ้านจากการทำผิดกฎหมายหมิ่นฯ ที่เพิ่มมากขึ้น

3) ที่สำคัญอาจเป็นทางเดียวที่จะทำให้สังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้นด้วย “สันติวิธี”

ผมคิดว่า ข้อ 3) สำคัญที่สุด ถ้าสังคมเราสามารถนำประเด็นสถาบันขึ้นสู่เวทีการใช้เหตุผลร่วมกันได้ มีคำตอบร่วมกันได้ว่า กติกาที่เหมาะสมสำหรับสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันที่อยู่เหนือการเมืองจริงๆ คืออะไร ก็เท่ากับเราได้สร้างการเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นธรรมเชิงอำนาจต่อรองทางการเมือง และอำนาจต่อรองด้านอื่นๆ ตามมา ด้วย “สันติวิธี”


แต่การหลีกเลี่ยงที่จะอภิปราย “ประเด็นสถาบันกษัตริย์” จะทำให้เกิดปัญหาอย่างน้อยต่อไปนี้

1) ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า ข้อเสนอให้อภิปราย “ประเด็นสถาบันกษัตริย์” เป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดต่อการเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย แต่ปัญหาสำคัญที่สุดอยู่ที่ฝ่ายที่ปฏิเสธประเด็นดังกล่าวนี้ ไม่สามารถแสดงเหตุผลได้ว่า ถ้าไม่อภิปรายประเด็นดังกล่าว จะสามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย และ/หรือความเป็นธรรมในการต่อรองเชิงอำนาจทางการเมืองและทางอื่นๆได้อย่างไร

2) การหลีกเลี่ยงที่จะอภิปราย ทั้งที่มีข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ว่ามีการอ้างสถาบันในการต่อสู้ทางการเมือง การทำรัฐประหาร การปราบปรามประชาชน การจำกัดเสรีภาพในการพูดความจริง ฯลฯ แสดง (อย่างน้อยโดย “นัยยะ”) ถึงการ “ยอมรับ” หรือ “รับได้” กับระบบสังคมที่ห้ามใช้เหตุผลกับบางเรื่อง ซึ่งการห้ามใช้เหตุผลกับบางเรื่องย่อมเท่ากับห้ามใช้เสรีภาพ หรือเสรีภาพถูกจำกัด แต่ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยประชาชนต้องมีเสรีภาพที่สมบูรณ์ในความหมายสำคัญที่ว่า “เราต้องสามารถใช้เหตุผลได้อย่างเต็มที่กับทุกเรื่อง”

3) ฉะนั้น เมื่อยอมรับให้มีการจำกัดการใช้เหตุผล หรือจำกัดการใช้เสรีภาพ การกล่าวอ้างคำว่า “ประชาธิปไตย” ภายใต้การยอมรับเช่นนี้ ย่อมเป็นคำกล่าวอ้างที่ไร้ความหมาย คือเราจะบอกว่าเรากำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ได้ ถ้าไม่ใส่ใจต่อการแก้ปัญหาการจำกัดเสรีภาพ หรือ “การจำกัดการใช้เหตุผล”

4) การหลีกเลี่ยงที่จะอภิปราย เท่ากับยอมจำนนต่อความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ที่ความตายของประชาชนฝ่ายที่เรียกร้องเสรีภาพเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นความตายที่หลีกเลียงไม่ได้ และสะท้อนว่าอนาคตก็ต้องหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน (ทั้งที่จริงสามารถหลีกเลี่ยงได้ ถ้าสามารถห้ามการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมืองได้ ฯลฯ)

เป็นความจริงว่า มีประเด็นอื่นๆ ต้องอภิปรายกันอีกมากในการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย และแม้จะสมมติให้เป็นจริงด้วยว่า การอภิปรายประเด็นสถาบันไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่าน แต่ฝ่ายที่ปฏิเสธการอภิปรายประเด็นสถาบันก็ไม่สามารถมี “คำตอบที่ดีกว่า” ทั้งเรื่องจะเปลี่ยนผ่านได้อย่างไร ประชาธิปไตยที่เราพูดถึงได้ในระบบสังคมที่ห้ามใช้เหตุผลกับบางเรื่องมีหน้าตาอย่างไร และที่สำคัญคำตอบสำหรับป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้คืออะไร

ปัญหาที่น่าคิดยิ่งขึ้นไปอีกคือ ทำไมการนำประเด็นสถาบันขึ้นสู่เวทีการใช้เหตุผล หรือเวทีทางวิชาการ ซึ่งได้รับการปกป้องโดยพื้นฐานด้วยหลักเกณฑ์ที่พิเศษกว่าชาวบ้านคือ หลัก “เสรีภาพทางวิชาการ” นักวิชาการ ปัญญาชนซึ่งได้รับการปกป้องด้วยหลักการดังกล่าว และมีบทบาทหน้าที่ในการชี้นำทางความคิดแก่สังคม จึงดูเหมือนไม่เชื่อมั่นในวิถีทางการใช้เหตุผล (ว่าจะปลอดภัย ฯลฯ) หรือไม่สามารถยกประเด็นที่ละเอียดอ่อนล่อแหลมต่อการจะกลายเป็นเงื่อนไขความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคตเข้าสู่วิถีทางการใช้เหตุผล ใช้หลักวิชาการเป็นทางออกจากวิกฤต

ผมคิดว่าปัญหา “ความไม่พร้อมที่จะเสี่ยงในการใช้เหตุผลอภิปรายประเด็นสถาบัน” เป็นปัญหาที่ไม่สามารถเข้าใจได้ในบริบทการเรียกร้องประชาธิปไตยในปัจจุบัน "


ยิ่งอ้างความต้องการเปลี่ยนผ่านสังคมโดยสันติวิธี และเรียกร้องต้องการความยุติธรรมด้วยแล้ว แต่ไม่ยอมยกประเด็นดังกล่าวขึ้นสู่เวทีการใช้เหตุผล ปล่อยให้เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ตกลงไปใน “กระแสของการใช้อารมณ์” ของประชาชนทั่วไป ยิ่งสะท้อนให้เห็นความมืดมนและน่าหวาดกลัวของอนาคตสังคมไทย!

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2553 3:47:31 น.
Counter : 299 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.