ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ชำแหละกระทรวงวัฒนธรรมผ่านบทความ"เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีวัฒนธรรม"

เรื่อง : รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์

ในขณะที่หลายๆ คนนั่งจับตาดูว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเริ่มทำงานด้วยนโยบายใดก่อน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่กี่วันมานี้ เรื่องการลดค่าน้ำมันก็กลายเป็นหัวข้อเดือดในการถกเถียงกันในสังคม รวมถึงเรื่องความสามารถในการตอบคำถามของนายกฯ เองด้วย โธ่...ถัง

ดิฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมืองเท่าไหร่ เลยไม่ได้จับตาดูว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเริ่มต้นทำงานการเมืองด้วยนโยบายอะไร แต่ที่จับตาดูอย่างตื่นเต้นคือ ‘กระทรวงวัฒนธรรม’ ว่าจะเริ่มทำอะไรเป็นอย่างแรก และแล้วความตื่นเต้นก็สิ้นสุดลงเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมเริ่มผลงานชิ้นแรก (?) ด้วยการออกบทความ ‘เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีวัฒนธรรม’ ที่แม้บทความจะด้อยคุณภาพอย่างไร แต่ก็มีความดีอยู่ประการหนึ่งคือ ทำให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะตอนนี้มันถูกแชร์ต่อในหน้าเฟซบุ๊ก และมีคนอ่านและคอมเมนต์จำนวนไม่น้อย คาดว่าปีหน้าผลสำรวจเรื่องการอ่านหนังสือของคนไทยต้องเขยิบขึ้นจาก 5 บรรทัดเป็นแน่

เราต้องคิดบวกไว้ค่ะ...อ้อ! ความดีอีกประการหนึ่งคือ บทความนี้สามารถเครียดได้ชะงัดนัก! ใครต้องการคลายเครียด ขอให้ลองเข้าไปอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ //www.m-culture.go.th/detail_page.php?sub_id=3030 และคุณสามารถแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ คุณอ่านในเฟซบุ๊กได้ด้วย จะเป็นการทำบุญที่ดีมาก โดยเฉพาะถ้าเพื่อนคุณเครียดมาก แล้วเขาได้อ่านบทความนี้ คุณจะได้บุญเป็นสองเท่า ดิฉันคอนเฟิร์ม!

หลังจากอ่านบทความนี้จบ นอกจากความสนุกสนานเบิกบานใจที่ได้หัวเราะ ปล่อยก๊ากตลอดการอ่านแล้ว (จะสนุกมากขึ้นถ้าคุณอ่านพร้อมๆ กันกับเพื่อนหลายๆ คน) ดิฉันยังค้นพบว่าตัวเองไม่ใช่คนเดียวที่เขียนงานไม่รู้เรื่อง ยังมีคนที่อาการหนักกว่าดิฉันอีก (หรือเนี่ย?) การพูดเช่นนี้อาจเป็นการ ‘ดูถูก’ ผู้อื่นจนเกินไป แต่ขออภัยเถอะ กระทรวงวัฒนธรรมขา...จะทำอะไรก็ขอให้มีคุณภาพนิดหนึ่ง อย่างน้อยก็เห็นแก่ภาษีที่ดิฉันเสียไปเพื่อให้มีกระทรวงของคุณได้ออกมาทำอะไรขำๆ เช่นนี้

ในบทความนี้ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน แต่ลงท้ายบทความว่ามาจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยเหตุที่ดิฉันกล่าวบทความนี้ว่าด้อยคุณภาพนั้น ก็เพราะการเขียน เรียบเรียงความคิดของบทความนี้ มันช่างหัวมังกุฏท้ายมังกรเสียจริง เพราเพียงเริ่มต้นบทความมาก็งงเสียเล้ว บทความกล่าวว่า

“มีลูกหนึ่งคนจนไปเจ็ดปีคงเป็นเพราะเด็กในวัยเจ็ดปีเริ่มช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านได้แล้ว”

หือ ? อะไรนะ อ่านไม่ผิดใช่ไหม หมายความว่าอย่างไรนะ ? ดิฉันงง ดิฉันคิดว่าความหมายของประโยคนี้คงต้องการบอกว่ามีลูกหนึ่งคนนั้น ในช่วงเจ็ดปีแรกพ่อแม่คงจน เพราะลูกนั้นไม่สามารถทำงานแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้ ซึ่งสำนวนมีลูกหนึ่งคนจนไปเจ็ดปีนั้นคงมาจากสมัยที่ลูกนั้นถือเป็นแรงงานหนึ่งของครอบครัว วัยเจ็ดปี คงเป็นวัยที่ที่พอจะเป็น ‘แรงงาน’ ในการทำการเกษตร หรืออื่นๆ ได้แล้ว แล้วบทความก็กล่าวต่อไปว่าสมัยนี้มีลูกหนึ่งคนจนมากกว่าเจ็ดปีแน่ๆ เพราะการต้องส่งเสียให้ร่ำเรียน และที่สังคมไทยต้องการให้ลูกร่ำเรียนนั้นก็คงเพราะอยากให้ลูกฉลาด แต่อาจเป็นการฉลาดทางสติปัญญา ไม่มีความฉลาดทางการพัฒนาทางวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นมาสอนให้ลูกมามีวัฒนธรรมกันเถอะ!

แหม่...ก็ทนอ่านมาตั้งนาน ขึ้นต้นเหมือนจะเปรี้ยว เหมือนกำลังจะมาวิพากศ์วิจารณ์ว่าทำไมพ่อแม่ หรือครอบครัวสมัยใหม่ในสังคมไทยต้องสร้างภาระหนี้เพื่อให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียนขนาดนั้น แล้วมันคุ้มหรือไม่ ผู้เขียนบทความก็วกเข้าเรื่องการสนอให้ลูกมีวัฒนธรรมแบบไม่มีปี่ไม่ขลุยได้ ทิ้งให้ดิฉัน ซึ่งลุ้นแทบตายอารมณืค้างกลางบทความ วัยรุ่นเซ็งมากๆ ค่ะ ต่อจากนั้นผู้เขียนก็บรรยายว่าการสอนให้ลูกมี ‘วัฒนธรรม’ นั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง


เริ่มตั้งแต่รำไทย เล่นดนตรีไทย ไปวัด ใส่เสื้อผ้าไทย ทำอาหาร ทำงานบ้าน ฯลฯ ดิฉันว่าคลิกเข้าไปอ่านบทความเองจะสนุกกว่า แต่ไหนๆ ดิฉันก็เขียนถึงบทความนี้แล้ว ก็ขอนำตัวอย่างมากล่าวถึงเป็นข้อๆ เลือกเอาข้อที่ดิฉันถูกใจดีกว่า

ใส่เสื้อผ้าลายดอกคอกลม—แม้ข้ออื่นๆ จะลงท้ายด้วยคำว่า ‘ไทย’ แต่ข้อนี้ผู้เขียนกลับไม่บอกว่าใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้า ‘ไทย’ แฮะ เช่นผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า โจงกระเบน ดังนั้นดิฉันขอตีความว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถไปซื้อเสื้คอกลมลายดอกคอลเล็กชั่นใหม่ของ Zara Kid หรือ Paul Smith Kid มาให้ลูกใส่ก็ได้ค่ะ ถือว่าเป้นไปตามคำแนะนำ และมี ‘วัฒนธรรม’ ด้วย
นำแผ่นวีซีดีการแสดงดนตรีไทยมาให้ดูบ่อยๆ จนชินทำนองเพลง—ถือว่าผู้เขียนเข้าใจสังคมสมัยใหม่มากกก...มีการแนะนำให้ดูจากวีซีดีด้วย
หาโอกาสให้ลูกได้เป็นตัวแทนวันแม่ วันพ่อแห่งชาติ หรือเป็นตัวแทนไหว้ครู—ดิฉันตงิดๆ กับคำว่า ‘หาโอกาส’ จำได้ว่าตอนเด็กๆ วันแม่วันพ่อทีไร พวกเรานักเรียนมักจะเกี่ยวกันว่าใครจะเป็นตัวแทนห้อง ตัวแทนชั้นเรียนทุกที ไม่รู้เป็นอะไร ไม่ค่อยมีใครอยากให้พ่อแม่มาโรงเรียน หรือถ้ามีการคัดเลือกตัวแทน ส่วนมากจะเป็นเด็กที่สวยหล่อ เรียนดี ดูมีหน้ามีตาของห้อง หรือชั้นเรียน ที่จะได้เป็น ‘ตัวแทน’ ทุกทีไป การที่บทความบอกให้พ่อแม่เป็นคน ‘หาโอกาส’ เนี่ย หมายถึงใต้โต๊ะให้ครู หรือเพื่อนๆ ในห้องเรียนเลือกลูกตัวเองหรือเปล่าคะ เรื่องอย่างนี้พ่อแม่ท่าจะไปยุ่งเกี่ยวยาก
หุงข้าว (หม้อไฟฟ้า)— ถือว่ายังเป็นการปรานีต่อลูกมากที่ยังให้ใช้หม้อไฟฟ้า ว่าแต่ทำไมที่บอกว่าให้หัดซักเสื้อผ้าเอง ไม่วงเล็บไว้ว่า ‘เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ’ ด้วย
พออายุได้ ๑๖-๑๘ สอนให้รู้จักการแต่งกายแบบไทย—คือให้ใส่ผ้าแถบ (เกาะอก) ไปสยามชิมิคะ ?
เอาเป็นว่ายังมีอีกหลายอย่างที่จะช่วยให้คุณอารมณ์ดีตลอดการอ่านบทความนี้ (ซึ่งน่าจะผิดวัตถุประสงค์ของการ

เขียนบทความขึ้นมา) แต่หลังจากอ่านจบ ดิฉันก็เริ่มเปลี่ยนโหมดอารมณืมาอยู่ในโหมด โกรธ และกราดเกรี้ยวขึ้นมาทันที นอกจากเสียดายภาษีที่รัฐเก็บไป แล้วยังตั้งกระทรวงที่ไม่ทำประโยชน์ต่อสังคมนี้ขึ้นมาแล้ว ยังไม่เข้าใจด้วยว่า กระทรวงวัฒนธรรมส่งบทความนี้ออกมาทำไม (และได้อย่างไร...ช่างกล้านะ)

ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่บรรดาพ่อแม่ทั้งหลาย จะส่งเสริมให้ลูกได้มีกิจกรรมทำในเวลาว่าง กิจกรรมที่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเรียนรำไทย เต้นบัลเลต์ ชกมวย หรือแม้กระทั่งนั่งอ่านหนังสืออยู่บ้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเอาคำว่า ‘วัฒนธรรม’ มาบังหน้า เพราะเมื่ออ่านบทความจบ สิ่งที่เห็นว่าต้องพิจารณาและพูดกันอย่างจริงจังมีดังนี้

1.ความหมายของคำว่า ‘วัฒนธรรม’ คืออะไร

ดูเหมือนว่ากระทรวงวัฒนธรรมจะพยายามตีขลุมเอาว่าคำว่า ‘วัฒนธรรม’ นั้น คืออะไรที่ลงท้ายด้วยคำว่า ‘ไทย’ หรือ

อยู่ในซับเซตของคำว่าไทย เช่น เรียนเป่าขลุ่ย ตีระนาด ซึ่งเป็นเครื่องดนตรี ‘ไทย’ แล้วทำไมจึงไม่ใช้ชื่อบทความนี้ไปเลยว่า ‘เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีวัฒนธรรมไทย’ เดาเอาว่าคำว่า ‘วัฒนธรรม’ เฉยๆ น่าจะขายได้เนียนกว่า เพราะคำว่าวัฒนธรรมไทยมันคงเอียน และ Cliché เกินไปที่จะมาพูดถึงแบบฮาร์ดเซลเช่นนี้ (แต่สุดท้ายแม้จะล่อลวงด้วยคำว่า ‘วัฒนธรรม’ เฉยๆ ในบทความก็ฮาร์ดเซลอยู่ดี) สิ่งหนึ่งที่บทความนี้ขาดไปคือ การเลี้ยงลูกให้มีวัฒนธรรมนั้น ส่งผลดีอย่างไรแก่ตัวลูก ทำไมพ่อแม่จึงต้องสอนลูกให้มีวัฒนธรรม

สิ่งที่ทำให้คนเหม็นเบื่อกระทรวงวัฒนธรรมอยู่ในปัจจุบัน นอกจากความคร่ำครึ ล้าสมัย ชอบทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง และไม่เข้ากับยุคสมัย และความเป็นจริงของสังคมแล้ว ตัวกระทรวงเองก็มีปัญหากับการตีความคำว่า ‘วัฒนธรรม’ อยู่มิใช่น้อย ดูจากบทความที่ทำเสนอนี้ ที่คำว่า ‘วัฒนธรรม’ นั้นถูกจัดกรอบให้แคบลงเหลือเพียงแค่คำที่ลงท้ายด้วยคำว่า ‘ไทย’ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ เป็นการปรากฏการณ์ dilemma ของสังคมไทย คือการออกมารณรงค์เรื่อง ‘ไทยๆ’ กันอย่างเอกเริก อ้างว่าเป็นมรดกของชาติ แต่เราก็อยากก้าวหน้าในระดับ ‘สากล’ แต่ปัญหาคือในระดับสากล ไม่มีใครเขาประกวดประขันอะไรที่ ‘ไทยๆ’ กัน แล้วเราจะจัดวางคน (เยาวชน) ที่จะสืบสานความเป็นไทยไว้กลุ่มไหน แล้วคนที่จะมีความสามารถทัดเทียมสากลไว้กลุ่มไหน เช่น เด็กโรงเรียนรัฐตามบ้านนอกก็สืบสานอะไรที่ไทยๆ ไป เพราะไม่มีปัญหาที่จะเข้าถึงอะไรที่เป็น ‘สากล’ ส่วนเด็กอินเตอร์ หรือเด็กบ้านรวยก็ไปเรียนอะไรที่เป็นสากลแล้วไปสร้างชื่อเสียงมาให้ประเทศเสีย อย่างนั้นหรือ ? ซึ่งนำมาถึงปัญหาที่ต้องพิจารณาในข้อสอง

2.ต้นทุนในการจะมีวัฒนธรรม

ต้นบทความกล่าวมาอย่างดิบดีว่า พ่อแม่ต้องจน ต้องแบกภาระหนี้สินไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ในการมีลูกสักหนึ่งคน แล้วก็จบ

ลงไปอย่างดื้อๆ ว่า ‘สังคมไทยน่าสงสาร’ ดิฉันมีข้อซักถามว่าถ้าน่าสงสารแล้ว ทำไมกระทรวงวัฒนธรรมยังออกมารณรงค์ให้พ่อแม่เลี้ยงลุกให้มีวัฒนธรรม ด้วยการพาไปเรียนนั่น เรียนนี่ อีกหรือคะ นั่นเท่ากับการสร้างหนี้ของพ่อแม่เพิ่มหรือเปล่า เราปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันนี้ การจะเรียนรำไทย ตีระนาด ตีขิม เรียนทำกับข้าว (บทความใช้คำว่า ไปเรียนทำกับข้าว) ฯลฯ ทั้งหมดนั้นต้องส่งลูกไปเรียนเอาข้างนอก (โรงเรียน) และในบทความเองก็ไม่ได้แนะนำให้โรงเรียนเป็นผู้ ‘สร้าง’ วัฒนธรรม แต่เป็นพ่อแม่ที่ต้องมีหน้าที่พาลูกไปเรียนรู้ และสร้างลูกให้มีวัฒนธรรมเอง ดิฉันจึงขอใช้วิจารณญาณเอาเองว่า นั่นหมายถึงให้พ่อแม่ส่งลูกทั้งหลายไปเรียนเพิ่มเติมนอกโรงเรียน

การไปเรียนตีขิม เรียนตีระนาด รำไทย ทำกับข้าว ฯลฯ นั้นต้องใช้เงินหรือไม่ แน่นอนมันต้องใช้ อย่างน้อยถึงจะเรียนเองที่บ้านก็ต้องซื้ออุปกรณ์ แล้วในขณะที่บทความเองก็บอกพ่อแม่ต้องเป็นหนี้เพราะมีลุกคนหนึ่ง ทำไมยังต้องแนะนำให้พาอแม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เด็กมี ‘วัฒนธรรม’ ด้วยเล่า ตามมาด้วยคำถามว่าพ่อแม่ ‘ชนชั้น’ ไหนที่สามารถทำอย่างที่กระทรวงวัฒนธรรมแนะนำได้บ้าง การพาลูกไปเรียน ไปวัด ไปเที่ยวดูนั่นนี่ แม้อาจจะใช้เงินไม่มาก แต่ก็ต้องใช้เวลา พ่อแม่ชนชั้นกรรมาชีพ หรือชนชั้นแรงงาน คงไม่มีใครมีเวลาพอที่จะทำอย่างนั้น (แค่เลี้ยงยังอาจไม่มีเวลาเลี้ยงเองเลย ส่วนมากมักส่งให้ย่ายายเป็นคนเลี้ยง นี่ยังไม่นับปัญหาแรงงานอพยพที่ไม่สามารถอยู่กันเป็นครอบครัวได้อีกนะ) ลำพังแค่จะหาเงินค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าเทอมลูก ค่ากินค่าอยู่ ทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวันก็แทบจะไม่พอแล้ว จะเอาเวลาไหนไปสร้างลุกให้มี ‘วัฒนธรรม’ แบบครบวงจรขนาดนั้นคะ

และถ้าเป็นพ่อแม่ชนชั้นสูง บ้านรวย ไฮโซ ก็คงส่งลูกไปเรียนเปียโน เต้นบัลเลต์ ฮิปฮอป แจ๊ซ เรียนศิลปะ ออกแบบดีไซน์ และเชื่อเถอะว่า พ่อแม่ชนชั้นนี้ก็ไม่ได้มานั่งประคบประหงมลูกแบบครอบครัวอบอุ่นอย่างที่เห็นในโทรทัศน์หรอก เขาก็ต้องทำธุรกิจ ออกงานสังคม บินไปต่างประเทศ ก็มีแต่คนขับรถ กลับพี่เลี้ยงเท่านั้นแหละ ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก และหากจะพูดถึงพ่อแม่ชนชั้นกลาง ก็คงไม่ต่างกับชนชั้นสูง เพราะก็อยากให้ลูก ‘ทัดเทียม’ ‘ก้าวหน้า’ พาไปเรียนภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน หรือเรียนบัลเลต์ เรียนเปียโนไม่ต่างกัน ก็คงจะเหลือแต่ครอบครัวระดับกลางๆ หรือกลางล่างเท่านั้นแหละ ที่พยายามจะไขว่คว้าอุดมการณ์แบบครอบครัวชนชั้นกลางและชนชั้นสูงมา แต่ด้วยต้นทุนที่มีไม่มากพอ และไม่สามารถลงทุนได้สูงขนาดนั้น จึงหยิบจับได้แต่อะไรที่พอมีกลิ่นบ้าง แต่ใช้ต้นทุนน้อยกว่า

แต่ถึงอย่างไร...เราก็ต้องมาตอบคำถามว่าทำไม พ่อแม่ต้องแบกรับภาระหนี้ในเรื่องเหล่านี้ ในการสร้างลูกให้มีวัฒนธรรมด้วย ซึ่งเราจะมาพูดกันต่อในหัวข้อที่สาม

3.การผลักภาระให้ครอบครัวโดยอุดมการณ์รัฐ

ในบทความจะเห็นว่าเป็นการชี้แนะให้ ‘พ่อแม่’ เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมให้กับลูก ซึ่งดิฉันได้กล่าวไปแล้วว่า มันเป็นการ

สร้างภาระที่เหลวไหลสิ้นดี ซึ่งก็อาจจะเถียงกลับมาได้ว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเสียเงินเสียทองเลย โรงเรียนก็มีสอนเรื่องแบบนี้ (จริงหรือ ?) ดิฉันคิดว่าหากรัฐพยายามท่ะผลักดัน ให้สังคมต้องแบกรับภาระ ‘วัฒนธรรม (ไทย)’ นั้น รัฐก็ควรจะสร้างตัวช่วยให้สังคมด้วย ไม่ใช่มาชี้หน้าด่ากราด อ้างความสูญสิ้นวัฒนธรรมอันดีงามจากการเป็นสังคมสมัยใหม่แบบนี้ ถ้าอยากให้เด็กเรียนรำไทย เป่าปี่ เป่าขลุ่ย ก็สร้างศูนย์เรียนฟรีเหล่านี้ในทุกๆ หมู่บ้าน ทุกๆ ชุมชนขึ้นมาสิ (ดีกว่าเอาเงินไปจ้างพรีเซ็นเตอร์ แล้วอัดเม็ดเงินลงโฆษณาตามทีวีที่มได้ผลอะไร) เด็กๆ ในครอบครัวที่ไม่มีโอกาสไปเรียนบัลเลต์ เหรือแม้แต่เรียนอะไรเลยก็ตาม (เห็นไหมว่าสุดท้ายมันก็หลีดเลี่ยงเรื่องต้นทุนไม่พ้นหรอก) เบื่อๆ ว่างๆ มันก็เข้าไปนั่งเล่น ไปสนุกกันเองแหละ อย่างน้อยก็ยังมีที่ไป นอกจากจะเป็นการสร้างที่ให้เด็กมีที่ไป ไม่ไปทำเรื่องที่เป็นอันตรายอื่นๆ แล้ว ยังสามารถสร้างงานให้แก่ผู้คน (ที่จบมาด้านนี้ เช่น จบเอกเป่าขลุ่ย) ได้มีงานทำอีกด้วย และก็ได้สืบเจตนารมย์การรักษาวัฒนธรรม (ไทย) อีกด้วย แต่รัฐก็ไม่ทำ และพร้อมจะผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของ ‘พ่อแม่’ และพร้อมจะหาแพะรับบาปที่ชื่อ ‘เยาวชน’

4.แพะรับบาปที่ชื่อ ‘เด็กและเยาวชน’

ดิฉันสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเวลามีเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยจะสูญหายไปจากชาติ มักจะมีการกล่าวโทษเด็กๆ

เยาวชนเสมอไป ว่าไม่รักษาความดีงามนี้เอาไว้ ไปเห่อวัฒนธรรมตะวันตกเสียหมด ทำไมคนที่ต้องรักษาไม่ใช่พวกคนทำงาน พ่อแม่ ลุงป้าน้าอา คนแก่ๆ ทำไมต้องเป็นเยาวชน ซึ่งจะบอกว่าเยาวชนมีเวลว่างก็คงไม่ถูกนัก เพราะแค่เรียนหนังสือก็หมดเวลาไปทั้งวันแล้ว ไหนจะต้องเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก (เห็นไหมว่ารัฐนั่นแหละที่บีบให้เด็กๆ ไม่มีเวลาไปศึกษา ‘วัฒนธรรม’ เพราะต้องแข่งขันกันภายใต้ระบบการศึกษาแบบนี้) หรือว่าถ้าให้เด็กเป็นคนสืบสานแล้วจะอยู่ได้งาน เพราะเด็กอายุยังนน้อย แต่ก็เห็นว่าผู้ใหญ่ในวันนี้ที่เคยเป็นเด็กในวันก่อน ก็ไม่เห็นมีใครสืบสานสักคน ก็ยังออกแคมเปญให้เด็กเยาวชนเป็นคนรับภาระนี้มาทุกยุคทุกสมัย ขาเดาเอาว่าเด็กมันน่าจะโง่ และด้วยความเป็นเด็กมันต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ เถียงไม่ได้ เลยต้องให้เด็กเป็นแพะรับบาไป เพราะผู้ใหญ่รู้กันหมดแล้วว่า มันเอาไปทำมาหากินไม่ได้ จบเอกเป่าขลุ่ยมา แล้วจะสอนที่ไหน สอนได้ชั่วโมงละกี่บาทกันเชียว สู้จบเอกเปียโนไม่ดีกว่าเหรอ เช่นเดียวกันกับสอนรำไทย สอนเต้นบัลเลต์ หรือฮิปฮอปท่าจะรวยกว่า เพราะฉะนั้นโยนให้เด็กมันนี่แหละ ง่ายดี (โดยเฉพาะเด็กโรงเรียนรัฐ ที่มีงานอย่างนี้ต้องโดนเกณฑ์ให้มาเข้าร่วมรณรงค์ เดินขบวน ฯลฯ ส่วนเด็กโรงเรียนอินเตอร์ แม้แต่เพลงชาติยังไม่เปิดเลย...สองมาตรฐานหรือเปล่าคะ อิจฉาเด็กโรงเรียนอินเตอร์จัง ผมไม่ต้องตัด เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายก็ซ้วย...สวย ไม่ต้องยืนเคารพธงชาติตากแดดหน้าเสาธงด้วย บ้านรวยมันดีอย่างนี้นี่เอง)

บทความชิ้นนี้ จึงเป็นบทความที่ผิดตั้งแต่การเรียบเรียงตรรกะที่ใช้ในการเขียน แถมยังเปิดช่องให้มีการข้อสงสัยต่างๆ นานาๆ ตั้งแต่การตั้งคำถามว่า ‘วัฒนธรรม’ คืออะไร ? แล้วต้องมีไปเพื่ออะไร นี่ยังไม่นับรวมความฮาร์ดเซลที่เหมือนกับว่าชีวิตนี้ต้องไปทำทุกอย่างที่อยู่ในซับเซตของคำว่า ‘ไทย’ ทั้งหมดให้ได้เ พื่อให้มี ‘วัฒนธรรม’ อีกด้วย ดิฉันจึงไม่รู้ว่าสุดท้ายนี้ ความมุ่งหมายของบทความนี้เพื่อใคร ? พ่อแม่หรือ ชนชั้นไหน ? เด็กหรือ ? หรือผู้อ่านทั่วไป และหากจะวัดกันว่าความสำเร็จของบทความคือการสื่สารประเด็นที่ต้องการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจะไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นคล้อยตามไปทุกความคิดเห็น แต่ก็ให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงเจตนารมย์ของผู้เขียนภายใต้หลักการเหตุผลหนึ่ง ก็นับได้ว่าบทความนี้ไม่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารแม้แต่น้อย แต่ภายใต้การไม่ประสบความสำเร็จในการสื่อสารนั้นก็ทำให้ผู้อ่านไปด้รับประโยชน์ในทางอื่น คือเสียงหัวเราะจากการอ่านบทความ และทำให้เราเข้าใจได้ว่า

ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่รัฐบาล กระทรวงวัฒนธรรมก็ยังเป็นกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีอุดมการณ์ของตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เคยตั้งคำถามต่อตัวเอง ไม่มองดูสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป และคำว่าอะไรที่ไม่ลงท้ายด้วย ‘ไทย’ นั้น (หรืออยู่ในซับเซตของคำว่าไทย) ก็แลดูจะไม่มี ‘วัฒนธรรม’

ที่มา : ประชาไท




 

Create Date : 01 กันยายน 2554    
Last Update : 1 กันยายน 2554 17:35:40 น.
Counter : 371 Pageviews.  

จากไทยรักไทยและพลังประชาชนกลายมาเป็นพรรคเพื่อไทย ความพยายามที่ล้มเหลวของกลุ่มราชาชาตินิยม

นับย้อนไปตั้งแต่สมัยอดีตนั้น กลุ่มอิทธิพลฝ่ายอนุรักษ์นิยมคลั่งเจ้าฝ่ายขวาหลังสามารถกำจัดอิทธิพลของคณะราษฎรที่เป็นแกนนำที่พยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยในแบบฉบับของตัวเองตั้งแต่ปี2490-2500มาได้ กลุ่มนี้ก็ได้สร้างอิทธิพลทั้งทางทหาร,สื่อและทุน โดยใช้ความคิดแนวราชาชาตินิยมล้าหลัง ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อข้างเดียวอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูจนประสบความสำเร็จ ทำให้ประเทศไทยได้รับฉายาจากนักปราชญ์ทางการเมืองว่า ถิ่นกาขาว,ตอแหลแลนด์
โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่บรรดากลุ่มอิทธิพลกลุ่มนี้มักจะใช้กันก็คือ การแบ่งแยกกลุ่มการเมืองฝ่ายเลือกตั้งให้เป็นฝักเป็นฝ่ายแล้วปกครองชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้กลุ่มการเมืองฝ่ายเลือกตั้งเป็นผู้สร้างอิทธิพลและผลประโยชน์ให้กับฝ่ายของตน จนกระทั่งเมื่อกลุ่มการเมืองฝ่ายเลือกตั้งหมดสิ้นทั้งทุน,อิทธิพลและความเชื่อถือก็จะสลับสับย้ายไปชักใยกลุ่มการเมืองฝ่ายเลือกตั้งกลุ่มใหม่ที่เข้ามาเรืองอำนาจแทน และเมื่อฝ่ายเลือกตั้งกระทำทุจริตคอรับชั่นหนักข้อมากขึ้น ฝ่ายอนุรักษ์นิยมภายใต้การนำของทหารก็จะถือโอกาสเข้ามาทำรัฐประหารยึดอำนาจทำให้ประเทศล้าหลังอยู่เรื่อยมาเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำซาก

จนกระทั่งเมื่อมหาเศรษฐีนักบริหารธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จระดับชั้นนำของประเทศอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองโดยการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในวันเดียวกันกับวันที่ชาวฝรั่งเศสร่วมมือกันทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลศักดินากษัตริย์ของชาติตน หลังจากที่เขาได้เรียนรู้การทำงานทางการเมืองผ่านทางพรรคพลังธรรมซึ่งประสบปัญหาในด้านความคิดในเชิงนโยบายของบรรดากรรมการบริหารพรรคที่มีความคิดแบบศีลธรรมเก่าๆที่จับต้องไม่ได้
โดยตัวเขาได้วางนโยบายวางแผนการทำงาน สำรวจความต้องการของราษฎร โดยประยุกต์เข้ากับหลักเศรษฐกิจการตลาดขายสินค้าซึ่งเขานั้นก็มีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้เป็นทุนอยุ่แล้ว ซึ่งในที่นี้ก็คือนโยบายการทำงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้นั้นเอง พร้อมกับเชิญชวนบรรดาสส.เก่าแก่ฐานเสียงในท้องถิ่นแน่นๆหลายคน(ที่มักจะย้ายพรรคไปมาราวกับโสเภณี เนื่องจากผิดหวังกับพรรคการเมืองที่ไม่สามารถทำตามสัญญานโยบายที่หาเสียงเอาไว้ของหลายๆพรรคการเมือง หรืออาจจะตกลงผลประโยชน์เรื่องนโยบายและทุนสนับสนุนไม่ลงตัวเป็นประจำเนื่องจากความไม่เอาไหนของตัวกรรมการบริหารพรรคที่ผ่านมานั้นเอง ) อาจจะด้วยทุนสนับสนุนที่มากล้นอยู่แล้วของเขาเองผสมกับนโยบายที่มีความเป็นไปได้มาล่อตาล่อใจให้เข้ามาร่วมงานกับพรรคของเขาอย่างมากมายพร้อมๆกับให้โอกาสผู้มีความรู้ความสามารถหน้าใหม่ๆในการเข้ามาร่วมงานกับพรรค จนสามารถเอาชนะการเลือกตั้งเมื่อปี2544 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่โดยกวาดจำนวนสส.ไปได้เกือบครึ่งสภาซึ่งไม่เคยมีใครเคยทำได้มาก่อน และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ตลอดการบริหารงานของรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยช่วงปี2544-2548 นโยบายที่เคยหาเสียงได้รับการตอบสนองคืนกลับสู่ประชาชนไปอย่างดี นโยบายที่หาเสียงไปประสบความสำเร็จซะส่วนใหญ่ ส่งผลให้บรรดานักการเมืองอิทธิพลเขี้ยวลากดินกระหายผลประโยชน์จากพรรคอื่นอีกหลายคน ก็ยังอยากที่จะมาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย ดังนั้นการเลือกตั้งเมื่อปี2548จึงสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทำลายสถิติเดิมอีกครั้ง โดยพรรคไทยรักไทยสามารถกวาดที่นั่งสส.ได้มากถึง377คน และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นผลสำเร็จ ระบบพรรคการเมืองเริ่มเข้มแข็งมากขึ้นโดยเหลือเพียง2พรรคใหญ่จริงในสภาเท่านั้นแตกต่างจากเมื่อครั้งอดีต
เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเป็นแบบนี้จึงส่งผลให้การบริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสามารถกระทำได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องผ่านการสอบถามขอคำแนะนำจากบรรดากลุ่มอิทธิพลอนุรักษ์นิยมเก่าๆล้าหลังที่มาจากลากตั้งโดยระบอบอุปถัมป์อีกต่อไปเหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านมา เพราะใช้วิธีคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำงานแบบการบริหารบริษัทโดยดูจากผลงานที่ทำๆมา ไม่ใช่โดยความใกล้ชิดสนิทสนมหรือเป็นคนดีในสายตาของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่าๆอย่างที่เป็นมา ทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาทางกำจัดผู้นำของพรรคอย่างทักษิณให้พ้นไปจากสนามการเมืองให้จงได้
โดยอาศัยความร่วมมือจากกลุ่มสื่อเครือผู้จัดการที่ใกล้จะล้มละลาย และผิดหวังจากการที่ทักษิณไม่มาช่วยเหลือให้ธุรกิจสื่อของตนอยู่รอดเนื่องจากเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของรัฐบาลในตอนนั้น ช่วยปลุกกระแสคลั่งเจ้าชาตินิยมขึ้นมาและโจมตีรัฐบาลด้วยข้อมูลที่จริงบ้างเท็จบ้าง เพราะรัฐบาลไทยรักไทยก็ใช่ว่าสะอาดบริสุทธิ์ไปซะทุกเรื่องเป็นปกติอยู่แล้ว พร้อมๆกับลากทฤษฎีสมคบคิดสารพัดเรื่องมาโยงกันให้มั่วไปหมดเพื่อใช้สนับสนุนในการโจมตี

การเมืองจึงเริ่มวุ่นวายตั้งแต่นั้นมาอีกครั้งหลังจากที่เงียบสงบมาตั้งแต่สมัยพฤษภาทมิฬไปแล้ว จนกระทั่งทักษิณประกาศยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ฝ่ายของพรรคการเมืองคู่แข่งก็ตัดสินใจเล่มเกมทางการเมืองร่วมกันโดยการคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งด้วย แต่คะแนนของพรรคไทยรักไทยกลับไม่ตกลงไปจากเดิมมากนัก มีเพียงแค่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่าๆให้การสนับสนุนอยู่ ที่ไม่สามารถทำคะแนนให้เกินกว่า20%ของผู้มาลงคะแนนเสียงได้ตามเกณฑ์ถ้ามีผู้สมัครจากเพียงพรรคการเมืองเดียว แต่ผู้นำพรรคไทยรักไทยอย่างทักษิณก็ยังต้องประกาศเว้นวรรคทางการเมือง
จนกระทั่งศาลปกครองสั่งล้มการเลือกตั้งด้วยข้อหาที่กกต.จัดให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ เพราะหันคูหาออกข้างนอกตามแบบที่โลกสากลเขาก็ทำๆกันจนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว กกต.ชุดนั้นถูกลงโทษชนิดไม่ได้ผุดได้เกิด
จากนั้นก็เริ่มมีการตั้งกกต.ขึ้นมาใหม่ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้ง และเนื่องจากช่วงปี2549นั้นเป็นวาระที่ในหลวงครองสิริราชสมบัติครบ60ปี ทักษิณซึ่งเดิมคิดว่าตัวเองจะต้องเว้นวรรคทางการเมืองอยู่แล้วต้องตัดสินใจกลืนน้ำลายกลับมาทำหน้าที่รักษาการนายกอีกครั้ง เพื่อรับหน้าที่ดำเนินการจัดพิธีเฉลิมฉลองให้อย่างสมเกียรติ ในขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ต้องกลับมาวางแผนโค่นอำนาจทักษิณอีกครั้ง คราวนี้ถึงขั้นยึดอำนาจทำรัฐประหารกันเลยก่อนที่การเลือกตั้งจะจัดขึ้น รัฐธรรมนูญถูกฉีกและขึ้นมาใหม่อีกครั้งโดยละเมิดหลักนิติธรรม ออกผลเป็นโทษย้อนหลังไปก่อนรัฐประหารได้ และเปิดเผยให้เห็นสันดานความเป็นสลิ่มดัดจริตชน ใช้สารพัดตรรกะวิบัติอิงแอบเป็นที่ตั้ง ยอมรับการรัฐประหารของบรรดาผู้อาวุโสที่อวดอ้างคุณธรรมจริยธรรม นักวิชาการที่เชื่อว่าทรงความรู้ความสามารถ และที่สำคัญที่สุดก็คือความเห็นแก่ตัวของคนในกรุงเทพฯที่ไม่ยอมรับความคิดของคนรากหญ้าชนบทอย่างแท้จริง เสียสิ้น

ส่วนบรรดานักการเมืองอิทธิพลเขี้ยวลากดินกระหายอำนาจและผลประโยชน์หลายคนก็เริ่มแสดงสันดานที่แท้จริงของตนให้เห็นกันออกมาโดยการลาออกจากพรรคไทยรักไทยกันมากมายหลายคน ก่อนที่กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด111คนจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง5ปี ด้วยข้อหาที่มีกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครเลือกตั้งเพื่อหนีเกณฑ์20%ของผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนในภาคใต้ (แต่ในภายหลังพยานคนดังกล่าวก็มาสารภาพความจริงว่าโดนสุเทพ เทือกสุบรรณ นักการเมืองผู้มีอิทธิพลใหญ่แห่งสุราษฎร์จ้างให้มาสร้างหลักฐานเท็จในกล้องวงจรปิดตามที่วางแผนกันไว้)
หลังยึดอำนาจและยุบพรรคเสร็จสิ้น ก็มีการเขียนรัฐธรรมนูญย้อนเนื้อหากลับไปสมัยเก่าๆก่อนปี2540 เพื่อหวังฟื้นคืนอำนาจอิทธิพลของกลุ่มอนุรักษ์นิยมล้าหลังอีกครั้ง ผ่านทางการลากตั้งวุฒิสภาเสียครึ่งหนึ่ง และยังบั่นทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมืองโดยโยงหลักทฤษฎีสมคบคิดหมู่ของเหล่ากรรมการบริหารพรรค ผิดแค่คนเดียวก็ให้ยุบทั้งพรรคทิ้งและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารยกทั้งชุด ซึ่งถือว่าผิดหลักความเป็นประชาธิปไตยของโลกสากลอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม
จากนั้นก็มีการขอร้องแกมบังคับให้ลงประชามติยอมรับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจฉีกรัฐธรรมนูญเดิมของตน และเพื่อใช้เป็นเครื่องล่อใจให้มีการจัดการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น ซึ่งผลที่ออกมาคะแนนลงประชามติยอมรับร่างได้รับชัยชนะไปอย่างฉิวเฉียดท่ามกลางเสียงคัดค้านไม่รับร่างที่ชนะไปเกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือและภาคอีสาน

และแล้วการเลือกตั้งก็ถูกจัดขึ้น พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคร่างทรงเดิมของไทยรักไทยที่ถูกยุบไป ก็ยังคงได้รับชัยชนะกวาดสส.ไปเกือบครึ่งสภาไม่ได้ต่างอะไรกับพรรคไทยรักไทยเมื่อปี2544 แม้จะสามารถแยกสลายฐานเสียงอิทธิพลเดิมๆของกลุ่มเขี้ยวลากดินกระหายอำนาจและผลประโยชน์ครั้งใหญ่รอบแรกไปแล้วก็ตาม กลุ่มฐานเสียงอิทธิพลเดิมๆนี้ที่ได้แยกตัวไปตั้งพรรคใหม่ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ย่อยยับในเขตภาคเหนือและอีสาน แม้ว่าจะแบ่งฐานคะแนนระบบบัญชีรายชื่อหรือสัดส่วนมาได้บ้างก็ตาม
แผนการเดิมๆถูกจัดขึ้นมาอีกครั้ง ม็อบราชาชาตินิยมถูกปลุกขึ้นมาอีก คราวนี้สร้างความเสียหายต่อชาติอย่างหนักหน่วงทั้งการยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน อีกทั้งกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ยังเคลื่อนไหวให้การสนับสนุนม็อบนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยม็อบนี้เหิมเกริมหนักถึงขนาดพยายามปิดสภาขัดขวางไม่ให้มีการแถลงนโยบายตามข้อบังคับในรัฐธรรมนูญ จนทำให้การมีการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต2ศพและบาดเจ็บไปหลายสิบคน แต่ก็เป็นที่น่ากังขาว่าระเบิดแก๊ซน้ำตาจะสามารถอัดใส่ร่างคนให้เละขนาดนั้นได้อย่างไร ทั้งที่ม็อบเองก็มีการพกพาระเบิดปิงปองที่มีอำนาจทำลายล้างสูงกว่าแก๊ซน้ำตาอยู่เช่นกัน
โดยงานศพของผู้ชุมนุมม็อบราชาชาตินิยมคนหนึ่ง ได้รับการจัดงานและสนับสนุนอย่างสูงส่งจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมเกินกว่าเกียรติที่เจ้าตัวพึงจะได้รับ โดยเป็นแค่เพียงนักศึกษาอนาคตไกลที่เกิดจากครอบครัวที่พอจะมีฐานะอยู่ไม่ได้ยากจนอะไร
ไปจนถึงการยุบพรรคเป็นรอบที่2อีกครั้งโดยคราวนี้พาเอาพรรคร่วมอีก2พรรคไปยุบและตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร5ปีด้วยข้อหาแบบเดียวกัน
กลุ่มอิทธิพลเขี้ยวลากดินที่ยังหลงเหลือตกค้างอยู่ ก็ได้เผยสันดานที่แท้จริงของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง โดยการทรยศคะแนนเสียงของประชาชนแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่และยกมือสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมดังใจหมายของกลุ่มอนุรักษ์นิยมจนได้
คราวนี้กลุ่มเสื้อแดงซึ่งเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและมีมติคัดค้านรัฐธรรมเผด็จการ ซึ่งเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่หลังยึดอำนาจและหายไปหลังจากลงประชามติไปแล้ว จนกระทั่งถูกปลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้งหลังจากที่ม็อบราชาชาตินิยมกลับมาเหิมเกริมอีก และคราวนี้ม็อบเสื้อแดงเริ่มเคลื่อนไหวลุกฮือกันมากขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนอีกครั้ง แม้จะถูกสลายไปรอบหนึ่งในช่วงสงกรานต์ปี2552 ก็กลับมาฟื้นคืนและลุกฮือขึ้นอย่างเข้มแข้งมากขึ้นกว่าเดิมได้อีกครั้งในเดือนมีนาคม2553 โดยคราวนี้กลุ่มอนุรักษ์นิยมใช้แผนการเดิมๆกับที่เคยใช้กับกลุ่มนักศึกษาเมื่อ6ตุลาคม2519 โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธปะปนอยู่แทนการกล่าวหาในเรื่องของคอมมิวนิสต์ซึ่งหมดสมัยไปแล้ว บงการรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้สั่งกองทัพใช้พลซุ่มยิงสอยหัวของผู้ชุมนุมร่วงตายไปทีละคนตั้งแต่วันที่13-19 พฤษภาคม 2553 โดยวางแผนทำทีใส่ร้ายว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายชายชุดดำติดอาวุธ(ที่เคยเผยตัวให้เห็นและจัดการโต้ตอบกับทหารที่เข้ามาสลายการชุมนุมเมื่อวันที่10เมษายน2553 ทำให้ผู้ชุมนุมสังเวยชีวิตไป20กว่าศพ แผนสลายการชุมนุมในวันนั้นต้องล้มเหลวไป ) จนแกนนำต้องประกาศยุติการชุมนุมและเข้ามอบตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ บางคนก็ต้องหลบหนีหายไปอย่างเงียบๆ เพราะไม่แน่ใจในความปลอดภัยของตนและแสดงความไม่ยอมรับในอำนาจเผด็จการที่ซ่อนเร้นอยู่ตามแบบฉบับของแต่ละคน

จนกระทั่งเมื่อคดีพิพาทที่ดินทับซ้อนไทยเขมรถูกม็อบราชาชาตินิยมปลุกขึ้นมาใช้หากินเป็นข้ออ้างอีกครั้ง โดยคราวนี้กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าบริหารประเทศย่ำแย่ โกงกินยิ่งกว่าสมัยทักษิณมากมาย และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารปิดประเทศฟื้นอำนาจเผด็จการราชาชาตินิยมให้กลับคืนมาอีกครั้ง แต่คราวนี้จำนวนม็อบปลุกไม่ขึ้นเหมือนแต่ก่อนซะแล้วเนื่องจากผู้ชุมนุมที่ผ่านมานั้นล้วนแล้วแต่เป็นคนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์แทบทั้งสิ้น ท่ามกลางกระแสข่าวลือวิเคราะห์กันว่ากลุ่มอำมาตย์อนุรักษ์นิยมนั้นได้แตกแยกออกเป็น2กลุ่มไปแล้ว อันได้แก่ กลุ่มที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของตัวเองต่อไป และกลุ่มที่สนับสนุนให้ทำรัฐประหารปิดประเทศรื้อฟื้ออำนาจกษัตริย์นิยมกลับคืนมาอีกครั้ง ในที่สุดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ตัดสินใจยุบสภาให้แต่โดยดี พร้อมกับโยนทิ้งสารพัดปัญหาต่างๆเหมือนระเบิดเวลา เพื่อที่ตัวเองจะได้เอามาใช้เล่นงานโจมตีรัฐบาลใหม่กลับคืนถ้าเกิดพ่ายแพ้การเลือกตั้งและต้องตกเป็นฝ่ายค้านไป

ในที่สุดการเลือกตั้งก็ผ่านพ้นไปพร้อมๆกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของพรรคที่แยกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทยกับพลังประชาชนเดิม ภายใต้การนำของกลุ่มอิทธิพลเขี้ยวลากดินกระหายอำนาจและผลประโยชน์ และฐานเสียงของพรรคขนาดกลางเดิมที่ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆจนกลายเป็นพรรคขนาดเล็กไปแล้ว
ระบบพรรคการเมืองก็ยังคงเป็นแบบ2พรรคใหญ่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั้นก็คือพรรคร่างทรงของไทยรักไทยและพลังประชาชนเดิมภายใต้ชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่คราวนี้กวาดที่นั่งสส.เกินกว่าครึ่งในสภาและยังสามารถเจาะฐานเสียงอิทธิพลท้องถิ่นของพรรคขนาดเล็กมาได้เพิ่มขึ้นไปอีก ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังรักษาฐานที่นั่งสส.ไม่ให้ร่วงลงไปมากนักได้ก็ถือว่าเต็มกลืนแล้ว
โดยจากข้อมูลฐานคะแนนบัญชีรายชื่อและสส.เขตของแต่ละพรรคการเมืองนั้นโดยการวิเคราะห์ของ อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ มีอยู่เพียงแค่บางเขตในโซน3จังหวัดนี้เท่านั้นที่พรรคขนาดเล็กมีคะแนนในบัญชีรายชื่อชนะคะแนนของพรรคใหญ่ (แต่ก็เป็นชัยชนะที่เหนือกว่าของพรรคใหญ่ไม่ได้ห่างมากเลย) ดังนี้
เขตเลือกตั้งที่1-3 ของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่พรรคชาติไทยพัฒนาครองฐานเสียงไป
เขตเลือกตั้งที่1-3 ของจังหวัดนครราชสีมา ที่พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินครองฐานเสียงไป
และ บางเขตเลือกตั้ง ของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พรรคภูมิใจไทยครองฐานเสียงไป
โดยพรรคเพื่อไทยมีคะแนนในบัญชีรายชื่อชนะขาดลอยพรรคประชาธิปัตย์ทั้งภาคเหนือตอนบนและอีสาน และชนะไม่ห่างในภาคเหนือตอนล่าง(ยกเว้นจังหวัดตาก,สุโขทัย,แม่ฮ่องสอน,พิษณุโลก,กำแพงเพชร ที่แพ้ไม่ห่างจากพรรคประชาธิปัตย์ ) , ภาคกลาง(ยกเว้นอุทัยธานี) และ อีสานใต้(เฉพาะนครราชสีมากับอุบลราชธานี ที่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ห่าง กับ บุรีรัมย์ ที่ชนะพรรคภูมิใจไทยไม่ห่าง)
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนในบัญชีรายชื่อชนะห่างขาดจากพรรคเพื่อไทยในภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงมา ยกเว้น3จังหวัดชายแดนใต้ ที่มีคะแนนชนะสูสีกับพรรคอื่นหลายๆพรรครวมกัน โดยคะแนนยังชนะไม่ขาดในกรุงเทพฯ,เพชรบุรี,กาญจนบุรี,ราชบุรี,สมุทรสงคราม,สมุทรสาคร และจังหวัดตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (ยกเว้นสมุทรปราการ) นอกนั้นก็แพ้ให้กับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กอื่นๆแบบไม่ขาดทั้งหมดในภาคกลางและเหนือตอนล่าง

และนอกจากนี้ยังมีการแจ้งเกิดพรรคเล็กทางเลือกใหม่สำหรับฐานเสียงของผู้ที่เบื่อหน่ายและไม่ค่อยอยากทำความเข้าใจในการเมืองอย่างถ่องแท้มากนักที่ชอบการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆอย่างถึงลูกถึงคน ที่มีฐานเสียงแทรกขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในเกือบทุกจังหวัดทุกภาค จนมีคะแนนเสียงรวมกันเกือบ9แสนคะแนนนั้นก็คือ พรรครักประเทศไทย ภายใต้การนำของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่ากทม.ที่มีฐานเสียงในกทม.กว่าเกือบ3แสนคะแนนขึ้นไป2สมัยติดต่อกัน และผ่านประสบการณ์การเมืองแบบสั้นๆในฐานะสส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคชาติไทย ซึ่งในอนาคตถ้านายชูวิทย์มีผลงานการทำงานในสภาผ่านทางการตรวจสอบและตีแผ่การทุจริตของทุกฝ่ายทางการเมือง ก็อาจจะได้ฐานคะแนนของระบบบัญชีรายชื่อที่มากกว่านี้โดยแย่งฐานคะแนนจากคนที่เบื่อหน่ายในความเหลวแหลก,กระจอกงอกง่อย,เห็นแก่ได้ของพรรคเล็กอื่นๆ และ การเป็นฝ่ายค้านที่ล้าหลัง และไม่สร้างสรรค์ทางการเมืองเอาซะเลยมาตั้งแต่อดีตแล้วของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจกลายเป็นพรรคทางเลือกเล็กๆอีกพรรคหนึ่งสำหรับคนที่ไม่มีเส้นแต่อยากจะลงสมัครสส.เขตแม้สักครั้งในอนาคตข้างหน้า

แสดงให้เห็นว่าความพยายามของกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่คิดจะสลายฐานเสียงของพรรคใหญ่ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีทางที่จะสำเร็จลงไปได้เลย การเมืองได้แยกเป็นระบบ2พรรคใหญ่อย่างชัดเจนไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นแบบพรรคเล็กพรรคน้อยหลายพรรคเหมือนเมื่อครั้งอดีตอีกต่อไป กลุ่มอนุรักษ์นิยมมีแต่ต้องให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นหุ่นเชิดในการต่อกรกับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ซึ่งนั้นก็กลายเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ไม่ว่าอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีทางชนะพรรคร่างทรงภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปได้เลย
และถ้าคิดจะยุบพรรคเพื่อไทยเพื่อหวังจะแยกสลายกลุ่มอิทธิพลเขี้ยวลากดินให้ออกไปตั้งพรรคใหม่และสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีก ก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไปเนื่องจากมะเร็งทางการเมืองในพรรคร่างทรงของทักษิณได้ถูกผ่าเอาออกไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว บทเรียนที่ผ่านมาก็สอนให้คนในพรรคเพื่อไทยได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าถ้าคิดออกจากพรรคไปยังไงก็แพ้การเลือกตั้งอย่างแน่นอน และกรรมการบริหารพรรคคนที่ลงสส.บัญชีรายชื่ิอ ก็ได้รับการรับรองสถานะสส.ระบบบัญชีรายชื่อเป็นปกติโดยไม่มีข่าวว่าพัวพันกับการทำผิดกฏหมายเลือกตั้งหรือรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
อีกทั้งม็อบราชาชาตินิยมตอนนี้ก็หมดพิษสงไปมากแล้ว พวกเขาทำได้แค่เพียงร้องเรียนประธานสว.ซึ่งมาจากลากตั้ง(หลังจากที่ศาลปกครองและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยกคำร้องไป) ให้พิจารณาล้มผลการเลือกตั้งก่อนจะส่งให้ปปช.ชุดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมพิจารณา อันเนื่องมาจากความบกพร่องที่จัดประชาสัมพันธ์ให้มีการใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจนมีคนเสียสิทธิ์ไปถึงกว่า2ล้านคน เนื่องจากไม่ได้ยื่นคำร้องขอถอนสิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต หลังจากที่ตัวเองไม่จำเป็นต้องไปใช้สิทธิ์นอกเขตที่เดิมอีกแล้ว ซึ่งเหตุผลนั้นก็ฟังขึ้นมากกว่าการหันคูหาออกข้างนอกในการเลือกตั้งเมื่อต้นเมษา49ซะอีก

ต้องจับตาดูว่าจะมีการล้มผลการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่? แน่นอนว่าถึงจะมีการล้มผลเลือกตั้งครั้งนี้ไปได้ก็คงไม่ทำให้ผลที่ออกมาใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่ที่น่าจับตามากกว่าก็คือ กลุ่มอนุรักษ์นิยมโดยผู้นำเหล่าทัพจะตัดสินใจหาสารพัดข้ออ้างแบบไหนเพื่อจะเอามาทำรัฐประหารกันอย่างไม่เกรงกลัวสีหน้าของบรรดามวลมหาราษฎรเสื้อแดงอีก ในเมื่อต้นทุนข้ออ้างและความน่าเชื่อถือของตัวเองนั้นได้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นเสียแล้ว




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2554    
Last Update : 3 สิงหาคม 2554 0:39:09 น.
Counter : 444 Pageviews.  

ป่วนกระแสกับบุญชิต ฟักมี ว่าด้วย “ประจุพลัง” ทั้งหลายที่วนเวียนในประเทศนี้

บุญชิต ฟักมี

พลังบวก

หนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่มีวาทกรรมใดฮิตไปกว่า “คิดบวก” “มองโลกในแง่บวก” หรือ “ปลุกพลังบวก”

เรียกว่า แทบจะเป็นคัมภีร์ประจำชีวิตของประชาชนคนไทยไปแล้ว กลายเป็นเครื่องประดับติดตัว คล้ายๆรองเท้าฟลิบฟลอบทางปัญญา สำหรับคนรุ่นใหม่จิตใจงามไปทีเดียว

ฟลิบฟลอบนั้นเขาเอาไว้รองตีน แต่คิดบวกนั้นเอาไว้รองความคิดและอุดมการณ์

แนวคิดบวกนี้มาจากความคิดที่ว่า สิ่งใดๆที่เกิดขึ้นในโลกนี้ จะร้ายจะดี มันเกิดจาก “ความคิด” (หรือถ้าแนวพุทธๆหน่อยเขาเรียก “จิต”) ของเราเองทั้งสิ้น

เรียกว่า เหตุการณ์หรือสถาวะทั้งหลายนั้นไม่มี “ค่า” อะไร เรานั้นเองที่ไปกำหนดค่าให้มัน ติดสลากกำหนดว่ามันเป็นเรื่องดีหรือร้าย

ดังนั้นเราจึงควรเอา “เครื่องหมายบวก++” ไปแปะไว้ที่อะไรๆก็ตามที่เราเห็นว่ามันร้าย มันแย่ มันไม่ดี

ตัวอย่างหรือครับ

- เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

- เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

- เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

ฯลฯ

บางอันมันหนักข้อไปถึงขั้นว่า

- บ้านไฟไหม้ ขอให้ดีใจว่าได้รู้คุณค่าของการมีที่ซุกหัวนอน

- พ่อตาย ให้บอกตัวเองว่า ต่อไปนี้จะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวสักที

- ถูกไล่ออกจากงาน จะได้ยินดีว่าชีวิตจะมีอิสรภาพ มีเวลาว่าง ได้ลองเปลี่ยนอาชีพใหม่

- หนังสือตกรอบไม่ได้เข้าชอร์ตลิสต์ ให้คิดว่า เราควรเปลี่ยนแนวไปเขียนเรื่องตลกลามกเหมือนเดิมดีไหม (ข้าพเจ้าเอง)

จนกระทั่งในที่สุด เส้นแบ่งระหว่างการ “คิดบวก” กับการ “หลอกตัวเอง” ก็พร่าเลือน

เจองานหนักแล้วบอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมเข้าสู่มืออาชีพ สมมติว่าคุณเป็นผู้ช่วยทนายความ แล้วรุ่นพี่คุณใช้ให้ไปถ่ายเอกสารสำนวน 500 หน้า 500 ชุดเป็นเวลาสามเดือนติดต่อกัน อืม... ถามตัวเองว่าอยากเป็นมืออาชีพด้านการถ่ายเอกสารหรือเปล่า

เจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ ปรากฎว่า ถ่ายเอกสารผิดขาดไปสามชุด รุ่นพี่ด่าว่า “ไอ้ควาย !” - จบ อืม อันนี้สงสัยชี้ให้เห็นขุมทรัพย์สัตว์สี่เท้าในตัวเรา

พอป่วยไข้เพราะแพ้ผงหมึกเครื่องถ่ายเอกสารหรือเพราะทำงานควงกะถึงตีสอง ก็ให้บอกตัวเองว่า นี่คือการเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี แล้วที่สอนให้ตูเตรียมพร้อมเป็นมืออาชีพล่ะครัฟ !

หรือบางคนบางกลุ่ม ไปจำคำพระมา บอกว่า ความเจ็บความปวดนั้นมันเป็นเพราะเราดันไปถือไปยึดมันเอาไว้เอง ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง นั่นเพราะเราคิดว่า มันคือ หัวของเรา หลังของเรา ท้องของเรา ถ้ามีหาง หางก็คงปวด แต่เพราะเราไม่มีหาง เราถึงไม่ปวดหาง

น่าท้าให้พวกชอบพูดแนวนี้ทดลองว่า เวลาปวดขี้ ให้นึกว่า ขี้ไม่ใช่เรา ตูดไม่ใช่เรา แล้วค่อยมาทบทวนอีกทีเวลากางเกง (ที่ก็คงไม่ใช่ของเรา) เลอะเพราะขี้ราด

(อึราดก็เป็นเรื่องดี เพราะแปลว่าระบบขับถ่ายเรายังทำงานได้ - มาสเตอร์ออฟคิดบวกท่านหนึ่งกล่าวตอบ … สาธุว์)

บางครั้งวาทกรรมคิดบวกถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องปลุกใจสำหรับธุรกิจขายตรง หรือหัวหน้างานที่จะหลอกให้ลุกน้องอุทิศเวลาและพลังให้

“อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้ทำ”

“ทุกสิ่งเป็นไปได้ภายใต้ความพยายาม”

“ความสำเร็จทั้งหลาย เป็นไปได้ถ้าคุณเชื่อว่าคุณจะมี คุณจะเป็น”

… ดีมาก ไปหาลูกข่ายให้ได้ 46 คน ใน 8 วัน ! รายงานชิ้นนี้ 500 หน้า ลูกค้าจะเอาเช้า ไหวนะ ปิดงานนี้ให้ได้ก่อนเที่ยง ไม่มีโอทีให้ เอาใจแลกมาถือเป็นทีมเดียวกัน ปลุกพลังบวกในตัวคุณขึ้นมา โย่ว์ โย่ว์

ในที่สุดพลังบวกก็กลายมาเป็นยากล่อมประสาทไม่ให้คนรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งการคิดบวกนี้ถ้ากินคู่กับยาอีกขนานหนึ่งจะมีประสิทธิภาพในการกล่อมหลอนมาก คือยาจีนที่ชื่อ “ปางหว่อย” - หรือภาษาไทยแปลว่า “ปล่อยวาง”

ปัญหาอะไร เราแก้ไม่ได้ ใหญ่เกินตัว จงวางมันลง - คีย์เน้นคำหลักของลัทธิปางหว่อย

ลูกปวดท้องตัวงอ พาไป รพ. รัฐ คิวยาวขนาดไปรอคิวตอนตีห้าได้รักษาสิบเอ็ดโมง แถมต้องพาเดินจากตึกโน้นไปตึกนี้ต่อตึกนั้นแล้วค่อยกลับมาจ่ายเงินที่เดิม ก็คิดบวกว่า ลูกปวดท้องทำให้เราต้องระวังเรื่องอาหารการกินของลูกให้มากกว่านี้ ลูกปวดท้องยังดีว่ายังมีลูก และระบบโรงพยาบาลสับสนห่วยแตกก็ เป็นปัญหาใหญ่เกินตัว เราแก้ไขไม่ได้ แต่เราวางมันลงได้

เอ้าวาง... ลงไปข้างๆ ปัญหาการใช้งานเกินเวลาโดยไม่จ่ายโอทีด้วย เพราะถือเป็นการฝึกตนให้เป็นมืออาชีพ วางลงข้างๆปัญหาอาชญากรรมเพราะเราทำอะไรไม่ได้ ระวังตัวเองไว้เป็นพอ

ชาวพลังบวกที่ถือลัทธิปางหว่อย เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องเรียกร้องเพื่อแก้ปัญหาใดๆ ในเชิงโครงสร้างหรือความไม่เป็นธรรมในสังคมเลย เพราะแทบทุกปัญหาแก้ไขได้ด้วยการคิดบวกและปล่อยวาง ปัญหาทั้งหลายแก้ไขได้จากตัวเราเองไม่ต้องไปเรียกร้องในสิ่งเกินตัว “เพียงตัวเราเป็นคนดีเท่านี้พอ”

และแน่นอน อะไรก็ตามที่ “เยอะ” เกินไป มันก็จะดีดกลับ พลังบวกที่ท่วมท้น ส่งผลให้เกิดกระแสมุมกลับ คือ “พลังลบ”

พลังลบนี้เป็นมุมกลับของพลังบวก คือ มองหาจุดพลาดจุดพร่องของสรรพสิ่ง มองให้เห็นว่า ไอ้ที่บอกกันว่า “ดี” ทั้งหลายน่ะ “ดี” จริงหรือ คุณรู้ได้ไงว่าดี

การตั้งคำถามเช่นนี้ทำให้รอบคอบไม่หลงกลกับภาพลวงตาพลังบวก หรือวาทกรรมกล่อมประสาท แต่กระนั้นก็เถอะ – มากไปมันก็ “เยอะ” อีกแบบ คือ มึงจะดาร์กอะไรหนักหนากับชีวิต

- งานรับปริญญา คือความฟุ่มเฟือยโง่งม ถูกครอบงำด้วยกระแสที่สุดแห่งการศึกษาคือปริญญา สิ้นเปลืองเสียเปล่า ทั้งดอกไม้ ของขวัญ และเวลา

- เห็นพ่อใช้แม่ขี่มอเตอร์ไซด์ไปซื้อหมูปิ้งปากซอย ก็น้ำตาร่วงด้วยรู้สึกถึงการกดขี่ทางเพศและการครอบงำของค่านิยมชายเป็นใหญ่ในครัวเรือน

- เห็นลูกวัยสองขวบยกมือไหว้โทรทัศน์ รู้สึกอนาถว่าตกเป็นเหยื่อพรอบพากันด้าตั้งแต่เยาว์วัย

ฯลฯ

ไม่ว่าจะมองโลกในแง่บวก แง่ลบเกินไป สุดท้ายเราก็จะติดกับดัก “พลังคูณ” เข้าให้

พลังคูณ คือเห็นอะไร “มาก” เกินจริงไปโข

อย่างที่ยกตัวอย่างไป ไฟไหม้บ้าน พ่อตาย ก็หาข้อดีมาสนับสนุนพลังบวก

หรือบางเรื่องเราก็มองเสียลบแบบ โล้บบบ ลบบบ จนกระทั่งว่า เฮ้ย เรื่องมันเลวร้ายปานนั้นเลยรึ หรือมันมีการหลอกลวงครอบงำเอารัดเอาเปรียบกันเสียทุกเรื่องขนาดนั้นเลยหรือ

สุดโต่งกันเสียทุกทางเช่นนี้ อยากขอแนะนำทั้งฝ่ายคิดลบ คิดบวก ว่า ให้หา “พลังหาร” ติดตั้งในใจลงไปถ่วงดุลย์เสียหน่อย ว่าเรา “เยอะ” ไปไหม

เรามองอะไรในแง่ “คิดบวก” จนหลอกตัวเองถึงระดับ พ่อตายก็ดีใจ หรือถูกใช้งานอย่างไม่เป็นธรรมก็รู้สึกดี หรืออดทนกับความไม่เข้าท่าของระบบแบบไม่คิดตั้งคำถามหรือเปล่า ?

หรือเรา “คิดลบ” จนมันเบี้ยวไปอีกข้างไปไหม ? แม่ขี่มอ’ไซด์ ไปซื้อหมูปิ้งให้พ่อ อาจจะไม่ใช่เรื่องกดขี่ทางเพศตะหวักตะบวยอะไรหรอก เพราะถ้าพ่อกลับบ้านช้าหรือเมากลับมายังต้องมากราบไหว้แม่ประหลกๆ ขอเข้าบ้านอยู่เลย ไอ้เรื่องที่ลูกไหว้ทีวีก็อาจจะแค่ เห็นในทีวีเขาไหว้เขากราบก็ไหว้ตามกราบตาม หรืองานรับปริญญามันก็แค่พ่อแม่ฉลองว่า ที่กูส่งๆจ่ายๆ ไปหลายปี มันไม่เสียเปล่าโว้ย ต่อไปกูไม่ต้องส่งแล้วโว้ย - แค่นั้นเอง

พยายามหารออกมา จนกระทั่งอะไรๆ มันเหลือเท่าที่มันเป็น ไม่ติดบวก ไม่ติดลบได้ เป็นดีที่สุด

ปวดอึก็ไปเข้าส้วม ทำงานหนักก็พักบ้าง งานยากทำไม่ไหวก็ไปบอกเขาตรงๆไม่ต้องกระแดะคิดว่าได้ฝึกฝีมือ (เดี๋ยวงานเสียขึ้นมารับผิดชอบไม่ไหว) ถ้าเห็นว่าถูกเอาเปรียบก็โวย ป่วยก็หาหมอ หมอช้าก็ไปถามว่าทำไมช้า ถ้าไม่ไหวจริงๆเพราะปัญหาโครงสร้างก็เขียนร้องเรียน ญาติตายก็เอาไปเผา เศร้าได้ บ้านไฟไหม้โทรเรียกประกัน แต่ไม่ต้องดรามา ไม่ต้องหาข้อดีของการญาติเสียหรือบ้านวอด ฯลฯ

เจอคนคิดบวก คิดลบ คิดคูณยกกำลังจนชักจะ “เยอะ” เมื่อไร

ติด “พลังหาร” เอาไว้ในใจเราก็ดีครับ

(บทความนี้พัฒนาความคิดมาจากงาน “นรกพลังบวก” ในนิทรรศการ “ตรรกะสังสรรค์” ที่แอบหนีเมียไปกับชมกับหลิ่มหลีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา – ใครอย่าไปฟ้องเมียผมเข้าเชียว เดี๋ยวจะเจอ “พลังบวก” ระหว่างสากกะเบือกับกบาลกระผม)

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2554    
Last Update : 2 สิงหาคม 2554 17:03:24 น.
Counter : 328 Pageviews.  

สถาบันกษัตริย์ไทยไม่เคยถูก“ใช้”เป็นเครื่องมือทางการเมือง(แต่เพียงฝ่ายเดียว)

โดย ธนาพล อิ๋วสกุล

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงประมุขนั้น มีความละเอียดอ่อน สิ่งที่ต้องเข้าใจก็คือว่า จะอนุรักษ์สถาบันดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของราษฎรส่วนใหญ่ไว้ได้อย่างไร การรักษาสถาบันนี้ไว้นั้น จะต้องมีผู้กล้าหาญทางจริยธรรม ปัญหาที่ทุกคนเผชิญคือมาตรา 112 มาตรานี้เกิดขึ้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งบ้านเมืองเป็นเผด็จการมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น มาตรา 112 เป็นมาตราซึ่งทำร้ายสถาบันยิ่งกว่าเป็นการอุดหนุนสถาบัน
สุลักษณ์ ศิวรักษ์,ข่าวมติชนออนไลน์ กรรมการสิทธิฯ จัดเสวนาการจัดการความรุนแรงในสังคมไทย กรณีม. 112 ส.ศิวรักษ์-สมศักดิ์-วรเจตน์ เข้าร่วม

ผู้สื่อข่าวจากไฟแนนเชียล ไทมส์ถามเรื่องกฎหมาย“หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าควรมีการปฏิรูปหรือไม่ อานันท์ตอบว่าการดำรงอยู่ของกฎหมายไม่ได้เป็นปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการบังคับใช้ และเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้ เนื่องจากใครก็ได้มีสิทธิกล่าวโทษ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนใช้ประโยชน์จากตัวกฎหมายและสถาบันกษัตริย์เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง หากแก้ปัญหาดังกล่าวได้ก็คงจะลดปัญหาที่เกิดขึ้น
-'อานันท์' แจงนักข่าวตปท. ม.112 มีปัญหาที่การบังคับใช้


"ผังล้มเจ้า" เมื่อตอนประกาศเปิดเผยครั้งนั้น ไม่ได้ระบุเงื่อนไขที่มาสารภาพกันในภายหลัง และเมื่อวิเคราะห์จากเงื่อนไขของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ก็เห็นได้ชัดว่ามุ่งประโยชน์ที่จะแย่งชิงมวลชน โดยนำภัยคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ (ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอยู่จริง หรือถึงมีอยู่ก็ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่แสดงด้วย "ผังล้มเจ้า") ออกมาโฆษณา เป็นการ "ใช้" สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลและกองทัพ อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องปิดบังอำพรางเลย

จะว่าเป็นครั้งแรกก็ได้ ที่กล้าบอกกันตรงๆ เลยว่า "ใช้" สถาบันพระมหากษัตริย์ในการต่อสู้กันทางการเมือง

-นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ความจงรักภักดีอย่างล้นเกิน”

ในฐานะประชาชนชาวไทยผู้มีความเป็นห่วงและกังวลต่อสภาวการณ์บ้านเมืองภายใต้บรรยากาศของความหวาดกลัว และในฐานะนักเขียนไทยผู้หวงแหนเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น เราต้องการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเร็วที่สุด และสนับสนุนการนำแนวทางที่ปัญญาชนบางกลุ่มบางท่าน (เช่น กลุ่มนิติราษฎร์ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกลุ่มอื่นๆ) ได้เสนอแนะไว้ในหลายวาระ ขึ้นมาพิจารณาประกอบกัน เพื่อนำไปสู่บทสรุปที่เป็นธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย

นอกจากนี้ เราต้องการเรียกร้องให้ผู้ใช้สถาบันกษัตริย์เป็นข้ออ้างในการแสดงบทบาทและวางอำนาจทางการเมือง เช่น ทหาร ได้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง หากความสงบสุข ความสามัคคี และความเป็นธรรม คือสิ่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ

,จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนไทย เรื่อง ขอเชิญร่วมลงชื่อเรียกร้องแก้ไข ม.112

ปฏิกิริยาไม่เห็นด้วยต่อการ “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นถี่ขึ้น และจากผู้คนที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ซึ่งไปในทิศทางเดียวกับการที่มีผู้โดนคดี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เล่นงานที่มากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการที่ศึกษาเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในเวลา 5 ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีผู้ถูกกล่าวหา ถูกจับกุม ดำเนินคดี และพิพากษานั้นมีมากกว่า 500 ราย ซึ่งก่อนหน้านั้นมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ถึงปีละ 10 คดี ด้วยซ้ำ

สำหรับผู้เขียนแล้วแม้จะเห็นด้วยว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นมีปัญหาทั้งในแง่อุดมการณ์ บทบัญญัติ และการบังคับใช้ แต่การโยนปัญหาทั้งหมดว่าเป็นเพียงการ “ใช้” สถาบันกษัตริย์ไทย เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นผู้เขียนไม่เห็นด้วย ในความเห็นของผู้เขียนสถาบันกษัตริย์ไทยนั้นมิได้เป็นสถาบันที่มีลักษณะ “ถูกกระทำ” แต่ฝ่ายเดียว

แม้ว่าในหลักการทางรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยจะถือว่าพระมหากษัตริย์จะอยู่ในสถานะ “The king can do no wrong” คือพระมหากษัตริย์ไม่อาจทำผิดได้ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจที่จะกระทำผิด เนื่องจากการกระทำใด ๆ ของพระมหากษัตริย์ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง



แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว บ่อยครั้งที่พระมหากษัตริย์ ได้กระทำด้วยตนเอง ดังจะเห็นได้จาก ประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็น “ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร” เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า 1 เล่ม 74 ตอนที่ 76 16 กันยายน 2500) ในครั้งนั้นก็ไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นั่นหมายความว่า พระมหากษัตริย์ ได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ล้มล้างรัฐบาลจอมพล.ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 (แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก แต่การรัฐประหารก็มิใช่ทางแก้ไขที่ถูกต้อง)

ในงานศึกษาของทักษ์ เฉลิมเตียรณ เกี่ยวกับบทบาทและความคิดทางการเมืองของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กล่าวไว้ถึงเหตุการณ์สำคัญในตอนนี้ว่า

วันที่ 17 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สยามนิกรว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้รักษาพระนครและมีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งได้ตามกฎหมาย เพราะเป็นพระบรมราชโองการ” หลังจากนั้นทั้งสฤษดิ์ และถนอม กิตติขจรได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งบังคับให้ตนต้องกระทำเช่นนั้น และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงทราบและก็ได้ทรงให้การสนับสนุน จอมพลสฤษดิ์ได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ว่าตนได้เก็บพระบรมราชโองการต้นฉบับไว้ในตู้นิรภัยของตน และสามารถทำสำเนาแจกเพื่อให้หนังสือพิมพ์พอใจเกี่ยวกับการรับรองอำนาจอันชอบธรรมของตน
ทักษ์ เฉลิมเตียรณการเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2548. หน้า 165)


คำถามก็คือ

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ “ใช้” สถาบันกษัตริย์เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนในการเป็นเผด็จการต่อเนื่องมา 6 ปี จนตายคาเก้าอี้ในปี 2506 ใช่หรือไม่ ?

.................................

กันยายน 2519 , 1 เดือนก่อนการสังหารหมู่ 6 ตุลา ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดที่ จอมพลถนอม กิตติขจร 1 ใน 3 ทรราช ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้บวชเป็น“เณรถนอม” เพื่อเข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศ

ขบวนการนักศึกษาได้เริ่มต้นประท้วงให้นำฆาตกรมาลงโทษ ขณะเดียวกันฝ่ายขวาก็ได้โจมตีนักศึกษาว่าจ้องล้มล้างพุทธศาสนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ที่ฝ่ายขวาใช้เล่นงานขบวนการนักศึกษา

วันที่ 21 กันยายน 2519 เวลา 21.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จไปที่วัดบวรนิเวศเพื่อสนทนาธรรมกับพระญาณสังวร ซึ่งเคยเป็นพระพี่เลี้ยงเมื่อพระองค์ทรงผนวช ในระหว่างการเยือน คุณหญิงเกนหลง สนิทวงศ์ นางสนองพระโอษฐ์ ได้แถลงว่า สมเด็จพระราชินีให้มาบอกว่า ได้ทราบว่าจะมีคนใจร้ายจะมาเผาวัดบวรนิเวศ จึงทรงมีความห่วงใยอย่างมาก “ขอให้ประชาชนช่วยกันดูแลป้องกัน อย่าให้ผู้ใจร้ายมาทำลายวัด”

วันที่ 24 กันยายน 2519 นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงว่า“การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จวัดบวรฯกลางดึก แสดงให้เห็นว่า พระองค์ต้องการให้พระถนอม อยู่ในประเทศต่อไป”

ในคืนวันนั้น ขบวนการนักศึกษาได้ออกติดโปสเตอร์ต่อต้านจอมพลถนอมทั่วประเทศ ปรากฏว่านิสิตจุฬาลงกรณ์ที่ออกติดโปสเตอร์ถูกชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งดักทำร้าย และนำเอาโปสเตอร์ที่จะติดนั้นไปทำลาย

นอกจากนี้ นายชุมพร ทุมไมย และ นายวิชัย เกษศรีพงศา พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นครปฐม และเป็นสมาชิกแนวร่วมประชาชน ได้ออกติดโปสเตอร์ต่อต้านจอมพลถนอม ถูกคนร้ายฆาตกรรมแล้วนำไปแขวนคอที่ประตูทางเข้าที่ดินจัดสรรบริเวณหมู่บ้าน 2 ตำบลพระประโทน ()

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการเคลื่อนไหว ของนักศึกษาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม จนนำมาสู่การ “งดสอบ” ของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 4 ตุลาคม 2519 และมีการแสดงละครล้อเลียนการบวชของ“เณรถนอม” จนนำไปสู่การฆาตกรรม 2 พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นครปฐม

นี่เป็นชนวนให้เกิดการ “ป้ายสี” นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าจงใจแสดงละคร “หมิ่นองค์รัชทายาท” และเป็นเหตุของการสังหารหมู่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และการรัฐประหารในตอนเย็นวันเดียวกัน

คำถามก็คือ

คุณหญิงเกนหลง สนิทวงศ์ “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายนักศึกษาด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่ ?

นายสมัคร สุนทรเวช “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการให้ความชอบธรรมกับการบวชของ จอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อความชอบธรรมในการล้อมปราบในเวลาต่อมา ใช่หรือไม่ ?

............................

30 ปีต่อมา ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2549 พลอ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ออกเดินสายไปยัง 3 เหล่าทัพ เพื่อปลุกทหารให้แข็งข้อกับรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ข้อมูลนี้นำมาจากเกษียร เตชะพีระ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 กับการเมืองไทย (ตอนที่ 2)

14 กรกฎาคม 2549 พลเอกเปรม ในเครื่องแบบนายพลทหารม้าสวมหมวกเบเร่ต์ดำ ก็ได้นำคณะอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนสนิทใต้บังคับบัญชา อาทิ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ, พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นต้น ไปบรรยายพิเศษแก่นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 - 4 และข้าราชการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ณ หอประชุม รร.จปร.

".....จะเล่าให้ฟังอย่างนี้ก็แล้วกัน เปรียบเทียบคนที่เป็นทหารม้าถึงจะรู้เรื่องม้าดีและเรื่องการแข่งม้า การแข่งม้า ม้าจะมีคอก มีเจ้าของคอก คอกหนึ่งมีม้าหลายตัว 5 ตัว 10 ตัว 20 ตัวก็ได้ เจ้าของคอกก็เป็นเจ้าของม้า เวลาจะไปแข่ง เขาก็ไปเอาเด็กที่เราเรียกว่าจ๊อกกี้หรือเด็กขี่ม้า ไปจ้างให้เขามาขี่ม้า เขาจะขี่ม้า พอเสร็จจากการขี่ม้า เขาก็กลับไปทำงานอย่างอื่น วันนี้เขาขี่ม้าคอกนี้ พรุ่งนี้เขาขี่ม้าอีกคอกหนึ่ง เขาไม่ได้เป็นเจ้าของม้าหรอก เขาเป็นคนขี่.....

"รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือเข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเข้ามาดูแลกำหนดใช้พวกเราตามที่ประกาศนโยบายไว้ต่อรัฐสภา เด็กขี่ม้าบางคนก็ขี่ดีขี่เก่ง บางคนก็ขี่ไม่ดีขี่ไม่เก่ง รัฐบาลก็เหมือนกัน รัฐบาลบางรัฐบาลก็ทำงานดีทำงานเก่ง บางรัฐบาลก็ทำงานไม่ดีหรือไม่เก่งก็มี นี่เป็นเรื่องจริง"


"พล.อ. เปรม ปลูกจิตสำนึก นายร้อย จปร. เป็นทหารของชาติ ทหารของพระเจ้าอยู่หัว",มติชนรายวัน, 15 ก.ค. 2549, น. 2.

28 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 พลเรือเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในเครื่องแบบนายพลทหารเรือก็ได้ไปบรรยายพิเศษหัวข้อ "การเสริมสร้างการเป็นผู้นำ ด้วยหลักคุณธรรม ความพอเพียง และความเสียสละ" ให้แก่นักเรียนนายเรือ ณ โรงเรียนนายเรือ จ.สมุทรปราการ โดยกล่าวสรุปเรื่อง คนดี/คนไม่ดีในแง่คุณธรรมจริยธรรมว่า:

"คนดีนั้นต้องมีคุณธรรมและจริยธรรม คนไม่ดีไม่มี และจะทำให้คนดี จะต้องทำให้เขามีคุณธรรมและจริยธรรม คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะโดยเป็นข้าราชการ เป็นอะไรก็ตาม และก็เป็นผู้บังคับบัญชา คนเป็นผู้กำหนดแนวทางให้กับหน่วยนั้นองค์กรนั้น ถ้าไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม ทุกอย่างก็ล้มเหลวหมด จะมีการโกง การกิน การเห็นแก่พรรคพวก การเห็นแก่ญาติพี่น้อง การเห็นแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะว่าเขาไม่มีคุณธรรมและไม่มีจริยธรรม"

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์, "บทบรรยายพิเศษในหัวข้อการเสริมสร้างการเป็นผู้นำด้วยหลักคุณธรรม ความพอเพียง และความเสียสละของ พลเรือเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ณ โรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๙", นาวิกศาสตร์, ๙๐: ๒ (ก.พ. ๒๕๕๐),www.navy.mi.th/navic/document/ 900202a.html.

31 สิงหาคม 2549 พลอากาศเอกเปรม ติณสูลานนท์ในเครื่องแบบนายพลทหารอากาศได้ไปบรรยายพิเศษเรื่อง "ตามรอยพระยุคลบาทกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศของทหารอาชีพ" ที่อาคารรณนภากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศ เขตสายไหม กรุงเทพฯ โดยเกริ่นว่า จากการบรรยายตามสถานศึกษาของทหารหลายสถาบัน บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ วันนี้จะพูดอย่างตรงไปตรงมาในฐานะที่เป็นครอบครัวและเป็นญาติกัน จะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ จากนั้นได้กล่าวบางตอนเกี่ยวกับคนไม่ดี แต่มีเงินซึ่งจะถูกพระสยามเทวาธิราชสาปแช่งว่า:

"ผมยกพระบรมราโชวาทให้ฟัง เพื่อให้เข้าใจว่าเราต้องส่งเสริมคนดี และรังเกียจคนไม่ดี การส่งเสริมคนดีอาจทำได้ง่ายกว่าการรังเกียจคนไม่ดี เพราะวัฒนธรรมไทยอาจเป็นอุปสรรคต่อการรังเกียจคนไม่ดี เรามักจะนับถือผู้หลักผู้ใหญ่ คนมีเงิน ในส่วนของผู้หลักผู้ใหญ่น่าจะพอยอมรับได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ก็ยกมือไหว้ แต่คนมีเงินจะต้องดูให้ดีว่าเขามีเงินมาได้อย่างไร มาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ หรือว่ามาด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวง เราควรจะต้องแยกแยะให้ได้ว่าใครที่เราควรจะเคารพนับถือ ใครคือคนที่เราควรจะต้องถอยห่างออกไป หากเราไม่ทำอย่างนั้น ถ้าเรายังเคารพนับถือคนที่ไม่ดี แต่เขามีสตางค์ มีเงิน เราก็กลายเป็นคนมีส่วนร่วมโดยทางอ้อม ในการที่ไปยกย่องนับถือคนไม่ดี.....

"ชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครก็ตามแม้เพียงแต่คิดจะยึดถือเป็นของตนเอง หรือของพรรคพวกของตนเอง เพื่อประโยชน์อันไม่ชอบธรรมต่อตนเอง หรือต่อพรรคพวกของตนเอง จะพบกับความหายนะในที่สุด พระสยามเทวาธิราชจะปกป้องคุ้มครองคนดีของชาติบ้านเมืองเสมอ และจะสาปแช่งคนไม่ดีให้มีอันต้องตกทุกข์ได้ยากแสนสาหัสตลอดชีวิต ผมเชื่อในสิ่งเหล่านี้ ผมเชื่อว่าชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมเชื่อว่าพระสยามเทวาธิราชมีความศักดิ์สิทธิ์ มีบารมีจริงๆ ที่จะคุ้มครองคนดีและสาปแช่งคนไม่ดี....."

"'เปรม' ย้ำสำนึกทหารอาชีพ ให้ถอยห่าง 'คนไม่ดีแต่มีเงิน'", มติชนรายวัน, 1 ก.ย. 2549, น. 2.

อย่างที่รับทราบ คืออีก 1-2 เดือนต่อมาก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยา

ทั้ง ๆ ที่ การทำรัฐประหารเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ที่ระบุว่า

"ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ

(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต"

และเราต้องไม่ลืมว่า พล.อ.เปรม ในฐานะประธานองคมนตรีที่ มาตรา 12 ของรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดที่กำหนดที่มาว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือก” และมีหน้าที่ “ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา”

คำถามก็คือ

พลอ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการปลุกทหารให้มาทำการรัฐประหารนานร่วมเดือนโดยไม่มีใครมาห้ามปราม นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องใช่หรือไม่ ?

.....................


คำถามของผู้เขียนก็คือ คนอย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คุณหญิงเกนหลง สนิทวงศ์ นายสมัคร สุนทรเวช หรือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สามารถ“ใช้” สถาบันกษัตริย์ได้ตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ

ผู้เขียนคิดว่า สถาบันกษัตริย์ไทย มิได้ล่องลอยอยู่ในสุญญากาศที่ใครจะ “ใช้” เป็นเครื่องมือทางการเมืองก็ได้

ข้อมูลที่ยกมาข้างต้นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ต่อให้ “จริง”ที่ว่ามีการ “ใช้”สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่ “ใช้” นั้นจะต้องมีความชอบธรรมไม่ทางใดทางหนึ่งด้วย

ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่า การพูดเพียงว่าหยุด “ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นไม่เพียงพอ เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์นั้นมิใช่เป็นการ “ใช้/ไม่ใช้” เป็นเครื่องมือทางการเมือง

แต่เป็นเรื่องของการ “อนุญาต/ไม่อนุญาต” ให้“ใช้” สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง




 

Create Date : 22 มิถุนายน 2554    
Last Update : 22 มิถุนายน 2554 21:55:03 น.
Counter : 906 Pageviews.  

"คำ ผกา" แรง ผ่าพวกชาตินิยม แบ่งประเภท"สลิ่ม"การเมือง ถามใครกันแน่คือทุนนิยมสามานย์ !?

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00 น. ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดเสวนา "เบื้องหลัง 6 ตุลา เบื้องหน้าประชาธิปไตยไทย" โดยมีวิทยากรเข้าร่วมงานได้แก่ คำ ผกา, วัฒน์ วรรลยางกูร, สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, จอม เพชรประดับ และ วิภา ดาวมณี

คำ ผกา กล่าวว่า จริงๆแล้วเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่เชื่อว่าเป็นชัยชนะของประชาชน เป็นความเข้าใจผิด เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ชัยชนะของนักศึกษา หรือประชาชน แต่ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในแง่ที่สถาบันจารีตได้รับความนิยมชมชอบอย่างหมดจด

เหตุการณ์หกตุลาเป็นด้านกลับของชัยชนะครั้งนี้ เป็นต้นกำเนิดของสลิ่มสองจำพวกในสังคมไทย สลิ่มไม่ได้เกิดจากการสลายชุมนุมคนเสื้อแดงแต่เกิดจากทศวรรษ 70 ในที่นี้ กล่าวว่า สลิ่มแบ่งได้เป็นสองแบบ

สลิ่มพวกแรก เรียกว่าพวกไร้อุดมการณ์ (เสื้อเหลือง) ที่มาของพวกนี้คือ ชนชั้นกลางที่ถูกดึงให้เป็นพันธมิตรกับอุดมการณ์ขวาจัด ถูกสอนให้เบื่อหน่ายการประท้วงของนักศึกษา กลัวความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน กลัวคอมมิวนิสต์ จากนั้นขบวนการขวาจัดก็ได้ปลุกอุดมการณ์ชาตินิยมนั่นคือ สร้างโครงเรื่องประวัติศาสตร์ของไทยว่าดินแดนไทยเป็นสิ่งที่ถูกปกป้องมายาวนาน

คีย์เวิร์ดที่กลุ่มนี้ใช้ คือสิ่งชั่วร้าย, คอมมิวนิสต์, อนาธิปัตย์, ทรยศต่อชาติ และเครื่องมือทางอุดมการณ์ คือ "ทุกอย่าง" ตั้งแต่ระบบการศึกษา แบบเรียน เพลงปลุกใจ และสารคดี สื่อ โทรทัศน์ เสริมจุดนี้ว่า สื่อมวลชนของไทยเคยมีเสรีภาพมากสุดคือช่วง 2475 เนื่องจากไทยยังอยู่ในสิทธิเสรีภาพนอกอาณาเขต เนื่องจากยังมีคนบางกลุ่มที่อยู่ในบังคับของฝรั่งเศส หรืออังกฤษไม่ต้องขึ้นศาลไทย จากข้อได้เปรียบดังกล่าวของสื่อไทย หากใครอยากด่าผู้มีอำนาจก็จะไปจ้างแขก หรือใครก็ได้ที่อยู่ในอังกฤษ ฝรั่งเศสมาวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน

การสร้างสลิ่มขึ้นมาในสังคมไทย เห็นได้จากว่าชุดคำพูดเหล่านี้ เป็นชุดคำที่พันธมิตรเอามาใช้อย่างสม่ำเสมอและกระบวนการนี้ยังมากับวาทกรรมรังเกียจนักการเมือง

ส่วนกลุ่มที่สองเรียกว่า เป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ แต่ดูมีความน่ากลัวกว่ากลุ่มแรก เพราะมีกลวิธีการเป็นพันธมิตรกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายขวาจัดที่แนบเนียนกว่า กำเนิดของสลิ่มกลุ่มที่สองเป็นสลิ่มที่อยู่ตรงกลาง คือสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธ์จากกลุ่มนี้เคยถูกมองว่าเป็นซ้าย คือกลุ่มที่เคยอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายขวา ซึ่งสลิ่มกลุ่มนี้หมายถึง กลุ่มผู้นำนักศึกษา อย่างคนเคยเข้าป่า นักหนังสือพิมพ์ที่เป็นน้ำดี ศิลปินเพื่อชีวิต กล่าวได้ว่า เสกสรรค์ ประเสิรฐกุล และจิรนันท์ พิตรปรีชา ก็เป็นคนที่กลายพันธุ์เหล่านี้ จุดเชื่อมต่อของคนเหล่านี้ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นซ้ายและฝ่ายขวา คือคนที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นซ้าย ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งชูอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม อีกฝ่ายหนึ่งที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นซ้ายก็ชูอุดมการณ์ชนบทนิยม ชุมชนนิยม แต่ทั้งหมดนี้แชร์การต่อต้านเสรีนิยมใหม่ เพราะว่า อุดมการณ์ของทั้งสองฝ่ายนี้แท้จริงแล้วเป็นอุดมการณ์จารีตนิยม

สลิ่มเหล่านี้มักอวตารอยู่ในร่างเอ็นจีโอ ที่ทำงานในเครือข่ายทรัพยากร นักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม คนที่ทำงานเพื่อคนยากจน นักวิชาการที่โหยหาวิถีชนบท สิ่งที่คนเหล่านี้แสวงหาคือ "ประชาธิปไตยแบบไทย" ซึ่งไม่เหมือนกับที่โลกเขาเป็นกัน

โดยสรุป มองว่าการต่อสู้ทางการเมืองไทยตอนนี้ คือการต่อสู้ระหว่างชาตินิยมสองแบบ คือ "ชาตินิยมที่เน้นราชาธิปไตย" กับ "ชาตินิยมที่เน้นประชาชน" ซึ่งคือกระบวนการของคนเสื้อแดง อุปสรรคของชาตินิยมประชาชนที่เพิ่งเกิดขึ้นมาคือ ฝ่ายอำมาตย์, ขวาจัดหัวรุนแรง แต่ศัตรูที่น่ากลัวกว่าคือ พันธุ์อวตารของขวาจัดที่ทำงานในร่างซ้ายเก่าที่ทำงานในกลุ่มประชาสังคม เอ็นจีโอ ที่ต่อต้านนักการเมืองชั่ว ทุนสามานย์

เพราะฉะนั้น สื่อที่น่ากลัวไม่ใช่สื่อที่เซ็นเซอร์ตัวเอง แต่เป็นสื่อในนามความหวังของประชาชน สื่อของชนชั้นล่าง เพราะสื่อเหล่านี้ได้กระทำ และผลิตไปบนความปราถนาดีต่อชาวบ้าน ผู้ด้อยโอกาส คนชายขอบ คนเหล่านี้อยากรื้อฟิ้นจิตวิญญาณของสังคมไทยที่ถูกลืมเลือนไป ในสายตาของสื่อเหล่านี้ชาวบ้านคือลูกแกะหลงทาง ที่ต้องต้อนกลับมา กลุ่มทุนเหล่านี้มักมองไม่เห็นหรือทำเป็นมองไม่เห็นว่าทุนนิยมจารีตนั้นแทบเป็นเนื้อเดียวกับทุนโลกาภิวัฒน์ที่สูบกินทรัพยากรของชาติมากกว่าทุนนักการเมืองหรือทุนต่างชาติไร้เส้นสายรวมกัน

ฝ่ายขวาจัดที่อวตารมาในร่างผู้คนปกป้องชาวบ้านและคนจน มีข่ายแหความเกื้อกูล พิทักษ์โลกสีเขียว สำหรับตนแล้ว กลุ่มนี้น่ากลัวกว่าฝ่ายขวาจัดมากมาย

ทางออกที่น่าทำได้คือ ดูสิ่งที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์ เราขาดการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมและ สำคัญที่สุดคือ การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยเราไม่มีการศึกษาประวัติศาสตร์กลุ่มทุน เพื่อที่จะรื้อถอนมายาคติเกี่ยวกับ นักการเมือง นายทุน นักการเมือง เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล เพื่อที่จะใช้ข้อมูลเหล่านี้มายืนยันว่าใครกันแน่คือทุนสามานย์ตัวจริง

"อุดมการณ์ที่ต้องรู้ทันเช่น ศาสนา เราจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ได้เอาสิ่งที่เรียกว่าเป็นศาสนาประจำชาติออก เราต้องทำให้คนมั่นใจตัวเองในฐานะศักยภาพที่เป็นมนุษย์"

ที่มา มติชน




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2554    
Last Update : 29 พฤษภาคม 2554 21:38:18 น.
Counter : 529 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.