ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

รวมมิตรความไหลลื่นของปลาไหลบรรหาร

ถ้า คนสุพรรณบุรี มีราคา 200 บาท เท่านั้นเอง ในสายตาของ บรรลัย ศิลปะอาชา

แล้ว บรรลัย ศิลปะอาชา มีราคาเท่าไร ในสายตาของประชาชน

นาทีนี้ ให้ฟรี แถมสตางค์ บวกปฏิทิน ผมยังขอเวลาคิดสักสี่ห้าวันเลย

ถ้ายอมกันได้ ก็จะขอแต่ของแถมกับปฏิทิน ส่วน บรรลัย ศิลปะอาชา น่ะเหรอ เก็บเอาไว้ให้สมาชิกพรรคชาดไทย ภาคภูมิใจต่อไปก็แล้วกัน

เมื่อแรกๆ เปิดเวทีนปก. บรรลัย ศิลปะอาชา บอกว่า คนขับรถของเพื่อนให้ข้อมูลว่า ไปสนามหลวง 2 วันได้ 1,000 บาท ดีดลูกคิดแบบหลงจู๊ ก็ตกวันละ 500 บาท

เมื่อวานนี้ ไทยรักไทย เปิดเวทีใหญ่ ให้ข้อมูลประชาชน ถึงเหตุผลที่ต้องไปลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญโจร ของหัวหน้าโจรผมขาว ที่ บรรลัย ศิลปะอาชา นับถือยิ่งกว่าเตี่ย เสียอีก บรรลัย ศิลปะอาชา ก็โผล่หัวออกมาอีกคราหนึ่ง ตีราคาให้เสร็จสรรพ หัวละ 200 บาท คนสุพรรณบุรี ก็มาร่วมกับเขาด้วย

คนสุพรรณบุรี ฟังแล้วรู้สึกอย่างไร ที่ถูกตีค่าสินค้าราคาถูก ซื้อง่าย ขายคล่อง ในสายตาบรรลัย ศิลปะอาชา

คนสุพรรณบุรี ฟังแล้วปลื้มใจไหม ที่มีส.ส.ดูถูกดูแคลนประชาชน แบบบรรลัย ศิลปะอาชา

คนสุพรรณบุรี ฟังแล้วดีใจไหม ที่ท่านได้รู้จักบรรลัย ศิลปะอาชา มากขึ้น

แต่สำหรับคนไทยอย่างผมแล้ว ดีใจสุดกำลัง ที่ไม่เคยยกมือไหว้ ไม่เคยนับถือ ไม่เคยคาดหวัง ไม่เคยคิดฝากบ้านเมือง และ อนาคตของลูกหลานไว้กับ บรรลัย ศิลปะอาชา มาก่อน

เพราะแสดงว่าผมมองคนไม่ผิด

บรรลัย ศิลปะอาชา ก็เป็นคนอย่างที่ผมเพิ่งเขียนถึงนั่นล่ะ

ทรยศ ประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคตัวเอง ด้วยการจ่ายเช็กเด้ง 30 ล้านบาท ซื้อตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพื่อแลกกับการทำให้ เปรม ติณสูลานนท์ พอใจ ก็เคยทำ

ระยำถึงขนาดก้มกราบ ประมาณ อดิเรกสาร ให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกรอบหลัง รสช. ยึดอำนาจ พอหมดประโยชน์ ก็ถีบทิ้งพ้นพรรค เป็นรอบที่ 2 แล้วยึดอำนาจในพรรค ตั้งตัวเองเป็นหัวหน้า เสียเอง

เนรคุณต่อผู้ให้กำเนิด อกตัญญูต่อชาติตระกูลตัวเอง เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวก็ทำได้ ใครจะไปคิดถึงวันนี้ บรรลัย ศิลปะอาชา จะกล้าจับมือ จูบปาก สาบานเป็นเพื่อนร่วมรบ มิตรร่วมตาย กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขุดกระชากซากศพพ่อแม่ มาแฉทั้งโคตรตระกูล ด่าประจานกลางสภาฯ ได้ เพราะประโยชน์ส่วนตัวและเมามัวในอำนาจ

ไร้อุดมการณ์ทางการเมือง ถึงขนาดที่ นำพรรคชาดไทย เข้าร่วมรัฐบาลกับ รสช. สนับ สนุนให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐบาลตัวเอง เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาดไทย ที่ถูกยึดอำนาจ ยังเร่ร่อนอยู่ในต่างประเทศ พฤติกรรมของบรรลัย ศิลปะอาชา ไม่ได้แตกต่างจากลูกที่สนับสนุนและยอมรับโจรที่ปล้นฆ่าพ่อแม่บังเกิดเกล้า ให้เป็นพ่อแม่บุญธรรมของตัวเองต่อไป เพียงเพื่อที่ตัวเองจะได้มีอำนาจต่อไป

ตระบัดสัตย์กับประชาชน บรรลัย ศิลปะอาชา คนนี้ล่ะ ที่เป็นตัวการชักใยอยู่เบื้องหลัง ให้พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง 2535/1 หักหลังประชาชน ไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 ตามที่รับปากกับประชาชน ว่านายกรัฐมนตรี ต้องมาจากการเลือกตั้ง จนเป็นเหตุให้เกิดการชุมนุมประท้วงขับไล่พล.อ.สุจินดา คราประยูร แล้วก็ลุกลามกลายเป็นพฤษภาทมิฬ เข่นฆ่าประชาชนล้มตายจำนวนมาก หากย้อนกลับไปฟังพระราชดำรัส วันที่ 20 พฤษภาคม 2535 จะได้ยินพระสุรเสียงชัดเจน ว่า มีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ นายบรรลัย ศิลปะอาชา คนนี้ล่ะ ที่เป็นตัวการในวันนั้น

ดูถูกประชาชน ตีคุณค่าเป็นสินค้าราคาถูก ที่พร้อมจะรับเงิน แลกค่าตัว รับจ้างเป็นผู้สนใจร่วมชุมนุม แสดงออกทางการเมือง ตามบทที่พรรคการเมืองโยนให้ เงิน 200 บาท ก็แลกกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยได้ ในสายตาของบรรลัย ศิลปะอาชา แม้แต่คนสุพรรณบุรี ที่อุ้มชู สนับสนุนให้ เจ๊ก (ลูกจีน) คนหนึ่งได้กลายเป็นเจ้า (พระยา) ก็ยังถูกดูแคลนได้ นับประสาอะไรกับคนจังหวัดอื่น จะมีราคาค่างวดเพียงใดในสายตาของบรรลัย ศิลปะอาชา คนนี้

ทำมาหากินร่ำรวยด้วยการแอบอิงอยู่กับเผด็จการมาทั้งชีวิต วางท่อประปา ขายสารส้มให้การประปา ผูกขาดเจ้าเดียวในประเทศ ตั้งแต่ก่อตั้งการประปา มาจนถึงทุกวันนี้ ตัดแบ่งผลประโยชน์ ส่งส่วยให้จอมพลประภาส จารุสเถียร เลี้ยงดูเผด็จการจนใหญ่โตคับประเทศ

สร้างตำนานมาเฟียทางหลวง ผูดขาดตัดถนน ในนามบริษัทสี่แสงการโยธา ขาใหญ่กรมโยธาธิการ และ กรมทางหลวง โกงถนน กิน ดิน หิน ทราย สองข้างทาง ร่ำรวยเป็นหมื่นล้าน มาแต่สมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

จึงอย่าได้แปลกใจหรือตกใจ เมื่อได้ยินคำเชื้อเชิญผ่านจอโทรทัศน์ ให้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มาเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย เพราะ บรรลัย ศิลปะอาชา มิใช่ทั้งนักการเมือง มิใช่ทั้งนักเลือกตั้ง หากแต่เป็นนักธุรกิจที่ทำมาหากินกับการเมือง และชื่นชอบผู้นำเผด็จการทหารมานานแล้ว

แทรกแซง ครอบงำ และชี้นำสื่อ สถาปนาตำนานสกปรก “18อรหันต์” ให้กับวงการสื่อมวลชน “คนซื้อได้” จ่ายเงินเดือนให้คอลัมนิสต์ นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ เขียนข่าวเชียร์ตัวเอง เขียนเรื่องโจมตีผู้อื่น ทำตัวเป็นขาใหญ่ ผู้กว้างขวางในแวดวงสื่อ

พฤติกรรมเยี่ยงนี้ ทอดตาไปทั่วแผ่นดินไทย ไม่มีใครกล้ากระทำ เลวระยำได้ขนาดนี้ มีเพียงหนึ่งเดียว บรรลัย ศิลปะอาชา คนนี้คนเดียว ไม่มีใครกล้าลอกเลียนแบบอีกแล้ว

ร่วมรัฐบาลทักษิณ 1 ต่อรองได้ผลประโยชน์สมใจ ก็ชื่นชม เป็นนายกรัฐมนตรีที่เก่งที่สุด

อดร่วมรัฐบาลทักษิณ 2 ต่อรองหาประโยชน์ไม่ได้ ก็ทุบตีด่าไล่ เป็นนายกรัฐมนตรีเผด็จการ

คนพันธุ์นี้ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว กลิ้งกลอก หลอกลวงไปวันๆ อุดมการณ์สะกดไม่เป็น เขียนได้แต่อุดมกิน ต่อสู้ไม่เคยคิด ติดยึดแต่ต่อรอง อิ่มหมีพีมัน ก็ปิดปาก อดอยากปากแห้ง ก็โวยวาย

ขนาดพ่อแม่ยังเนรคุณ พี่น้องก็ตัดขาด เพราะผลประโยชน์ส่วนตน

เรื่องของนายคนนี้ ถามน้องชายสุดที่รัก ชุมพล ศิลปอาชา ก็จะเก็บเกี่ยวความจริงของตระกูลศิลปะอาชา และพี่ชายที่ชื่อ บรรลัย ไปได้อีกมากโข

เพื่อประเทศชาติ บ้านเมือง และประชาชน น่ะเหรอ เอาไว้แอบอ้างหากินไปวันๆ เท่านั้นเอง

บรรลัย ศิลปะอาชา จำชื่อไว้ให้แม่นๆ นะครับ

ชายร่างสั้น มันคนนี้ล่ะ ที่แบก เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นหลัง 8 ปีเต็ม บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และ เป็นผู้เสนอให้รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เสนอ เปรม ติณสูลานนท์ เป็น รัฐบุรุษ เทียบเท่า ปรีดี พนมยงค์

19 สิงหาคม นี้ วันเกิดของบรรลัย ศิลปะอาชา เวียนบรรจบครบอีกครั้ง

ขอพลังประชาชนทั้งแผ่นดิน ไม่เว้นคนสุพรรณบุรี ช่วยกันคนละคำสองคำ เถอะครับ

แต่อย่าเพิ่งให้ตายดับไปเร็ววัน เก็บไว้ทรมานเล่น เช่นตัวตลกของวงการเมือง ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต น่าจะสาสมกว่า

โดยประดาบแห่งHi-Thaksin.net เขียนเมื่อ16/08/07




 

Create Date : 08 กันยายน 2550    
Last Update : 8 กันยายน 2550 18:14:20 น.
Counter : 428 Pageviews.  

ชะตาประเทศไทย หลังร่างรัฐธรรมนูญ2550

บทความจาก นศ. : ชะตาประเทศไทย หลังร่างรัฐธรรมนูญ2550 ลงในเว็ปประชาไท

ทำนายโดย วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
คณะทำงานศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย
ผมเริ่มเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาในวันที่ 15 สิงหาคม เวลา 24.11 น. อีกไม่กี่วันจากนี้จะเป็นวันตัดสินชะตาประเทศไทยด้วยการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550
ซึ่งถ้าให้ผมคาดเดาจากวันนี้ ผมเดาได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไงก็ต้องผ่านแน่ๆ จะผ่านแบบใสๆ หรือขัดใจคนดูผมคงไม่พูดถึง แต่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา คิดว่าคงไม่ช้าเกินไป เพราะคิดว่าต้องผ่านแน่ๆ (แต่ถ้าถึงเวลาจริงแล้วไม่ผ่าน คืนนั้นคงเป็นคืนที่ผมจะหลับฝันดี)
ก่อนที่จะเริ่มต้นการทำนายชะตาประเทศไทย ผมมีสิ่งที่อยากให้ทุกคนดูร่วมกันดังต่อไปนี้
1. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ให้สิทธิทางตรงแก่ประชาชนไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญปี2540ได้ระบุไว้ แต่ในฉบับนี้ได้มีการตัดคำพ่วงท้ายว่า “ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ” คือให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญระบุได้ทันที หากถูกละเมิดหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมให้ฟ้องศาลได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกฎหมายลูก
ข้อที่อยากให้สังเกตคือว่า ถ้าให้ใช้สิทธิได้ทันทีตามที่รัฐธรรมนูญเขียน แล้วจะมีอะไรเป็นตัวบังคับหรือชี้วัดว่า จะให้ได้แค่ไหน เช่นหากมีกรณีพิพาทเรื่องสิทธิดังกล่าวกับรัฐ เมื่อฟ้องศาล จะมีอะไรเป็นมาตรฐานว่า รัฐต้องจัดการรับผิดชอบแค่ไหน หรือต้องได้รับโทษอย่างไร ถ้าหากเป็นสิ่งที่ไม่มีระบุในกฎหมายลูก จากการที่ได้ปรึกษากับนายทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์ หรือ “พี่บุ๊ค” ที่เคารพของผม ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ พี่บุ๊คก็ให้ข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติจริง หนึ่งคือเราไม่รู้ว่าจะไปฟ้องศาลไหนได้กันแน่ สองคือการวินิจฉัยให้เป็นดุลยพินิจของศาล ผมจึงรู้สึกไม่มั่นใจอย่างมากว่า ข้อรัฐธรรมนูญเช่นนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริงแค่ไหน
อีกข้อที่กำลังสงสัยคือ ทางฝ่ายที่ร่างรัฐธรรมนูญและฝ่ายผู้สนับสนุนทั้งหลาย ส่วนมากเป็นกลุ่มคนที่นิยมทฤษฎีโครงสร้างทางการเมืองแบบภูมิปัญญาไทยของธีรยุทธ บุญมี ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่เชื่อว่าประชาธิปไตยแบบสากลไม่เหมาะสำหรับสังคมไทย คนไทยยังขาดความรู้ ถูกนักการเมืองชักจูงง่าย แต่กลับไปโฆษณาว่าให้สิทธิทางตรงไว้มากมายเสียขนาดนี้ มิเกรงจะมีปัญหาหรอกหรือ?
ประการสุดท้าย การให้สิทธิแก่ประชาชนจริงๆ แล้ว ที่ผ่านมาไม่ได้มีปัญหาเพราะข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ปัญหาจริงๆ น่าจะอยู่ที่การบังคับใช้จริงมากกว่า ประเด็นจึงน่าจะอยู่ที่ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะคลอดกฎหมายลูกเพื่อรองรับสิทธิต่างๆ ได้ดีแค่ไหนมากกว่า
2. มีการบอกว่า ให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ภายหลัง จึงขอให้ช่วยกันรับร่างให้ผ่านพ้นไปก่อน
คำถามคือ ในทางปฏิบัติจริงจะเป็นไปได้ง่ายขนาดนั้นหรือ เพราะถ้าทั้งร่างผ่านพ้นในรอบนี้มาได้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้คงจะมีความชอบธรรมพอที่จะให้คนบางคนพูดได้ว่า มันดีอยู่แล้วทั้งฉบับ แล้วถ้าหากสมมติว่า คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญบังเอิญชื่อ “จาตุรนต์ ฉายแสง” หรือเป็นนักการเมืองกลุ่มที่ไม่ต้องการเดินตามระบบราชการ สังคมจะใจกว้างกับคนเหล่านี้แค่ไหน
ถ้าหากการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ทำกันได้ง่ายจริงๆ คำถามที่จะตามมาต่อมาคือ ประเทศไทยจะต้องแก้รัฐธรรมนูญกันอีกกี่รอบ
3. จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนน้อยลง จาก 500 คน (ที่มาของฉายา “สภา500”) เหลือ 480 คน มีผู้ให้เหตุผลนอกเหนือจากเรื่องการประหยัดงบประมาณ แก้ปัญหาสภาไม่ครบองค์ประชุมแล้ว ยังมีอีกเหตุผลว่า ส.ส. จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ของตน จึงไม่จำเป็นต้องมีจำนวน ส.ส. มากเกินไป ทีนี้ผมอยากให้ดูข้อต่อไปประกอบกัน
4. ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญปี40 ในฉบับใหม่มาตรา 95 ได้แก้ไขให้เป็นการเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยเปลี่ยนจากบัญชีรายชื่อเดียวกันทั้งประเทศ มีประเทศไทยเป็นเขตเลือกตั้ง ให้กลายมาเป็น การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 8 เขต เขตละ 10 คน โดยแต่ละเขตจะมีบัญชีรายชื่อเป็นของตนเอง ซึ่งก็มีคนให้เหตุผลว่า ส.ส.จากระบบนี้จะได้มีความเป็นตัวแทนปวงชนของภูมิภาค เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของท้องถิ่น.... รู้สึกหรือไม่ว่า ข้อ 4 กับข้อ 5 การให้เหตุผลแอบขัดแย้งกันเอง
นอกจากนี้ผมยังมีคำถามว่า ถ้าจะให้ ส.ส. มีความเป็นผู้แทนของท้องถิ่น ถ้าอย่างนั้นสู้ให้มี ส.ส. ทั้งสภาเพียง 400 คนมาจากระบบแบ่งเขตเพียงอย่างเดียว แล้วตัด 80 คนนี้ออกไป จะไม่ดีกว่าหรือ ? ประหยัดงบประมาณได้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
5. ส.ส.แบบแบ่งเขต ที่แต่ละเขตมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนได้ 1 ถึง 3คน คำถามคือ หากจะอ้างว่า ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องผูกติดตัวเองกับ ส.ส. พรรคใดพรรคหนึ่ง ผมอยากขอตั้งคำถามถึงหลักความเป็นจริงว่า จะมีสักกี่คน ที่เลือก ส.ส.พรรคพลังประชาชนแล้ว จะเลือก ส.ส. ประชาธิปัตย์ไปด้วย ดังนั้น ในเขตที่เลือกผู้แทนได้ถึง 3คน จะมีสิทธิที่ทำให้เกิดการเลือกแบบยกพวงมากกว่าหรือไม่
ประการต่อมาคือ ประชาชนแต่ละเขตมีสิทธิเลือก ส.ส. ได้จำนวนไม่เท่ากัน บางเขตเลือกได้ 1 คน บางเขตได้ 2 คน บางเขตได้ 3 คน ถ้าหากประชาธิปไตยคือทุกคน 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากันแล้ว ระบบแบบนี้จะถือเป็นการขัดหลักประชาธิปไตยหรือไม่ หากประชาชนเขตหนึ่งเลือก ส.ส. ได้เพียงคนเดียว ขณะที่อีกเขตเลือกได้ 3 คน
6. มาตรา 111 ถึง 118 การมี ส.ว. ที่มาจากการสรรหา (ก็คือแต่งตั้งนั่นแหละ) จำนวน 74 คน โดยคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวนหนึ่งคน และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวนหนึ่งคนเป็นกรรมการ
มาถึงประเด็นของผู้สรรหา จะสังเกตได้ว่า ครั้งนี้กรรมการสรรหานั้น เป็นฝ่ายตุลาการถึง 3เสียง พร้อมทั้งองค์กรอิสระ ซี่งโดยหลักแล้วความเหมือนกันของตุลาการกับองค์กรอิสระคือ เป็นผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย (ต่างกันแค่ว่าศาลเป็นผู้พากษา ส่วนองค์กรอิสระจะหนักไปทางเป็นผู้ตรวจสอบ แล้วจึงนำไปฟ้องศาล) ประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ถ้าหากเรามีฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ สิ่งนี้อาจสร้างหายนะแก่ฝ่ายนิติบัญญัติที่จะถูกครอบงำได้ พูดแบบง่ายๆ คือ คนเขียนกฎหมายจะถูกคนบังคับใช้กฎหมายครอบงำได้
อนึ่ง ประเด็นที่ต้องไม่ลืมก็คือ อำนาจอธิปไตย 3 ฝ่ายของมองเตสกิเออร์ได้วางให้ฝ่ายบริหารต้องถูกตรวจสอบ (เป็นฝ่ายที่ถูกตรวจสอบมากที่สุด) ฝ่ายนิติบัญญัติก็ถูกตรวจสอบได้ ถูกปลดได้ แต่ประเด็นที่ไม่รู้ว่ามองเตสกิเออร์ลืมคิดไว้หรือเปล่า ก็คือฝ่ายตุลาการ ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย มีอำนาจสั่งลงโทษได้ มีดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในมือ กลับเป็นฝ่ายที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ แม้แต่การวิจารณ์คำพิพากษา ก็ยังเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ง่ายๆ
อันที่จริงคงไม่ใช่เรื่องน่าวิตกสำหรับการมี ส.ว. แต่งตั้ง จะให้มาจากการแต่งตั้งเต็มสภาเลยก็คงไม่เป็นปัญหา ถ้าหากไม่มีการให้อำนาจ ส.ว. ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ เพราะอำนาจดังกล่าวที่ให้ไว้กับ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญปี2540 ได้ให้กับ ส.ว. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งสภา
และ ส.ว. ยังมีอำนาจในการถอดถอนตำแหน่งดังต่อไปนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ซึ่งต้องไม่ลืมว่า ตำแหน่งที่ว่ามานี้ ก็คือผู้ที่สรรหา ส.ว. จำนวน 74 คน พูดง่ายๆ เมื่อ ส.ว. 74 คน มีที่มาจากบุคคลเหล่านี้แล้ว ส.ว. แต่งตั้งจะกล้าถอดถอนคนที่แต่งตั้งตนเองเข้ามาได้แค่ไหน เพราะความจริงข้อหนึ่งที่เราต้องยอมรับร่วมกันคือ การเมืองที่ไม่มีผลประโยชน์ย่อมไม่มี อย่าได้คิดว่ามีแต่คนที่มาจากพรรคการเมืองเท่านั้นที่จะรู้จักคำว่าผลประโยชน์
7. มาตรา142 ข้อ(3) ได้ระบุที่มาของพระราชบัญญัติว่า ให้มาจากศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ
นับเป็นโครงสร้างที่พิสดารมาก ที่เราให้อำนาจฝ่ายผู้บังคับใช้กฎหมาย สามารถเขียนกฎหมายเองได้ ซึ่งต้องย้ำเหตุผลที่ได้พูดไปแล้วว่า ฝ่ายตุลาการไม่มีอำนาจใดมาตรวจสอบ และตรวจสอบโดยประชาชนก็ไม่ได้ด้วย ที่มาของตุลาการก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
และข้อหนึ่งที่เราไม่ควรลืมคือ การที่เราให้ฝ่ายนิติบัญญัติสภาล่างเป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย เพราะเป็นขั้วอำนาจที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเข้ามา เราจึงหวังให้ฝ่ายนี้ทำหน้าที่ออกกฎหมายที่คุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน แต่สำหรับตุลาการนั้นเป็นข้าราชการประจำที่ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เลือกตั้งเข้ามา จึงไม่ใช่ตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน เพราะไม่ได้เป็นผู้ขายนโยบายให้ประชาชนเลือก
8. มาตรา 279 - 280 ที่ระบุให้ ผู้ตรวจการแผ่นของรัฐสภา ทำหน้าที่จัดทำประมวลจริยธรรมเพื่อบังคับใช้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งก็หมายถึงรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแก้ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินที่มีการละเมิดหลักคุณธรรมจริยธรรมแบบในสมัยรัฐบาลทักษิณ
แต่ต้องชี้แจงให้ฟังอย่างหนึ่งก่อนว่า จริงๆ แล้วเรากำลังจะมีสภาพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นสภาของกลุ่มขบวนการภาคพลเมือง ที่จะเข้ามาทำหน้าที่จัดทำแผนแม่แบบทางการเมืองโดยอิงหลักจริยธรรม แม้จะไม่ได้มีอำนาจถึงขั้นบังคับลงโทษนักการเมืองได้ แต่ก็มีบทบาทสูงต่อการวางแนวทางการบริหารประเทศของฝ่ายการเมือง
และการให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ทั้งในการจัดทำประมวลจริยธรรม รวมถึงตรวจสอบเพื่อรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี สภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องและหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งทำให้บทบาทการบริหารงานของฝ่ายการเมืองต้องถูกคุมเข้มหนักขึ้นโดยองค์กรอิสระดังกล่าว
.
..
...
ข้อต่อไปที่ท่านกำลังจะได้อ่านต่อจากนี้ ขอให้อย่าพลาดเป็นอันขาด เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากๆๆๆๆๆ ต้องขอชี้แจงก่อนว่า ตอนนี้เรากำลังมีร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงรอจ่อบังคับใช้อยู่ เรามาดูกันว่า มันเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร
9. มาตรา 29 ว่าด้วยการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ โปรดสังเกตประโยคที่ว่า "เว้นแต่โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น โดยตัดคำว่า "เท่านั้น" ออก ซึ่งความหมายของคำว่า “เท่าที่จำเป็น” ก็อาจถือว่า ข้อบัญญัติต่างๆ ใน พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งดัดแปลงมาจากกฎหมายสภาวการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึก ถือเป็นการจำเป็นโดยชอบธรรมด้วย
10. มาตราที่32 เกี่ยวกับการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้าย จากเดิมยกเว้นเพียงโทษประหารชีวิตตามคำพิพากษาเท่านั้น แต่ของใหม่ เพิ่มข้อความ "โทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ" จากเดิมที่ระบุว่าเป็นโทษประหารชีวิต จึงสงสัยว่า อาจจะมีการลงโทษอะไรที่โหดร้ายกว่าการประหารชีวิตรออยู่หรือไม่ เช่นการทำทารุณกรรมเพื่อรีดข้อมูลราชการลับ เป็นต้น
11. มาตรา 33 เกี่ยวกับการเข้าไปในเคหะสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ปกครอง ซึ่งแต่เดิมให้อำนาจแต่เฉพาะหมายศาลเท่านั้น "เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ" ซึ่งนอกเหนือจากรับรองการกระทำตาม พ.ร.บ. ความมั่นคง ซึ่งมีสภาพบังคับใช้เป็นการถาวรแล้ว ยังจะรองรับคำสั่ง หรือประกาศพิสดารต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นมาอีกโดยฝ่ายความมั่นคงด้วย
ข้อสุดท้ายนี้ ถือได้ว่า เป็นหน้าแรกของประวัติศาสตร์การเมืองไทยเลยก็ว่าได้
12. มาตรา 309 อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิชได้เคยวิเคราะห์ไว้ดังนี้
ในขณะที่มาตรา 309 [1][4] (ซึ่งโยงกับมาตรา 36 และ 37) รับรองว่า ประกาศ คำสั่ง รวมถึงการกระทำที่ปฎิบัติตามคำสั่งและประกาศ ย่อมชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะกระทำ “ก่อน” หรือ “หลัง” ใช้รัฐธรรมนูญปี 2549 และ 2550 (ถ้าประชามติผ่าน) ซึ่งย่อมส่งผลให้องค์กรเฉพาะกิจอย่าง คตส. หรือ คมช. ที่ได้กระทำการใดๆ โดยอาศัยประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเเละรัฐธรรมนูญต่อไป เเม้ว่าการกระทำนั้นจะกระทำขึ้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญเเล้วก็ตาม
หลังจากร่ายยาวมาทั้งหมด ผมจึงขอใช้หลักวิชาสังคมศาสตร์ (รวมทุกอย่าง ยำๆ กัน) ทำนายดวงชะตาประเทศไทยถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน โดยมีคำทำนายดังต่อไปนี้
1. ต่อไปการใช้สิทธิในประเทศไทยจะมีเรื่องอีรุงตุงนังยุ่งเหยิงสารพัด จะมีคดีความต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิของประชาชนขึ้นศาลมากมายโดยไม่รู้ว่าศาลอะไรเป็นศาลอะไร และคดีส่วนมากศาลจะจัดการไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรเป็นเกณฑ์กำหนดในการจัดการ และอาจเกิดปัญหาความเสื่อมศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมตามมา
2. เมื่อถึงคราวที่มีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการอ้างเหตุความไม่สะดวกต่างๆ เกิดขึ้น และประเทศไทยจะวุ่นวายเพราะหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ระหว่างคนที่อยากแก้ กับคนไม่อยากให้แก้ เพราะฝ่ายที่ลงมติรับ ก็จะมีทัศนคติเชิงลบกับฝ่ายคว่ำรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว
3. ต่อไปประเทศไทยจะไม่มีเผด็จการสภา 500 (ก็มันเหลือ 480 แล้วนี่หว่า) ไม่มีเผด็จการเสียงข้างมากพรรคเดียวแบบทักษิณ แต่เราจะมีมุ้งเล็กมุ้งน้อยเต็มไปหมด ที่พร้อมจะทรยศกัน พร้อมจะฮั้วกันได้อยู่ตลอดเวลาหาความแน่นอนทางการเมืองไม่ได้ เช่นเดียวกับพรรคการเมืองเก่าแก่ 2พรรค ที่ยุคก่อนก็เดี๋ยวรักกัน เดี๋ยวเกลียดกัน และต่อไปจะหาแฟนพันธุ์แท้นักการเมืองได้ยากขึ้น เพราะนักการเมืองจะย้ายมุ้งกันบ่อย จำไม่ไหว ใครจำได้แม่นๆ คงต้องกราบงามๆ
4. ต่อไปเราจะไม่มีเผด็จการแบบทักษิณที่สามารถควบคุมราชการได้ แต่เราจะมีรัฐบาลเผด็จการหุ่นเชิด ที่มีราชการเป็นคนชักใย รัฐบาลจะไม่เป็นคนสั่งงานมอบนโยบายให้ราชการ แต่รัฐบาลจะเซ็นอนุมัติทุกอย่างที่ราชการอยากได้ ต่อไปประเทศไทยจะมีโครงการใหม่ ความคิดเก่าเกิดขึ้นอีกหลายโครงการ เช่น จะมีเขื่อนเกิดขึ้นอีกหลายเขื่อน พร้อมๆ กับมียายไฮเกิดขึ้นอีกหลายคน แต่ยายไฮเวอร์ชั่นใหม่ที่เกิดมา เรื่องอาจจะไม่ Happy Ending อย่างยายไฮที่เรารู้จักในสมัยทักษิณ
5. การเรียนการสอนรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย หรือการเรียนวิชาสังคมศึกษาในโรงเรียนจะเกิดบรรยากาศการถกเถียงทั้งที่เป็นวิชาการและไม่เป็นวิชาการ เพราะคนจะเรียนรู้สิทธิในระบอบประชาธิปไตยเข้าใจไม่ตรงกัน นักเรียนบางโรงเรียนอาจเข้าใจว่า 1 เสียง 1 สิทธิ บางโรงเรียนอาจเข้าใจว่า 1 เสียง 2สิทธิ บางโรงเรียนอาจเข้าใจว่า 1 เสียง 3 สิทธิ.... และนักเรียนบางคนอาจถามว่า “เรามีสิทธิด้วยเหรอ?”
6. ส.ส.จะเป็นที่หวังพึ่งของคนในท้องถิ่นมากขึ้น ทั้ง ส.ส.แบบเขตและแบบสัดส่วน ชาวบ้านจะมีความคาดหวังมากขึ้น แต่พึ่งได้ยากขึ้น เพราะมีจำนวนน้อยลง
7. นักการเมืองจะเหนื่อยมากขึ้น ไหน ส.ส. ต้องพิจารณากฎหมายในชั้นกรรมาธิการ เข้าประชุมสภาใหญ่ ครม.จะต้องทำงานบริหาร ประชุมทุกวันอังคารแล้ว ยังต้องไปเอาใจคนในพื้นที่ให้มากขึ้น ต้องไปเอาใจเพื่อนร่วมพรรคมากขึ้น เพราะกลัวโดนงูเห่ากัด แล้วยังต้องเอาใจเพื่อนต่างพรรคให้มากๆ จะได้ตั้งรัฐบาลด้วยกันและอยู่กันได้นานๆ
8. นอกจากเอาใจ ส.ส.ในสภาแล้ว ยังต้องเอาใจ ส.ว. ให้มากๆ ด้วย โดยเฉพาะ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง เพราะถ้า 74 คนเกิดไม่พอใจขึ้นมา ไปหาพวกเพิ่มอีกนิดเดียว รัฐบาลก็ตกเก้าอี้กันได้ง่ายๆ แล้ว
9. นอกจากจะต้องเอาใจ ส.ว. แล้ว ยังต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระและตุลาการให้มากๆ ด้วย โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตุลาการรัฐธรรมนูญที่เคยเชือดพรรคการเมืองไป 4 พรรค จะมาดำรงตำแหน่งอยู่ต่อในศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะคืนชีพด้วย ที่สำคัญ โทษตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง 5 ปี ที่อยู่ในประกาศ คปค. จะตามมาหลอกหลอนนักการเมืองถึงในรัฐธรรมนูญนี้
10. แม้ตามหลักการเราจะมีคนเขียนกฎหมายกับคนบังคับใช้กฎหมายเป็นคนละคนกัน แต่ในทางปฏิบัติค่าจะไม่ต่างกัน เพราะตุลาการและองค์กรอิสระจะมีอำนาจต่อรองกับฝ่ายนิติบัญญัติได้มาก โดยเฉพาะในสภาสูงที่มาจากการแต่งตั้งของตนถึง 74 คน ซึ่งคนเลือกก็คงต้องเลือกแล้วว่า คนที่ตนสรรหามา เป็นคนว่านอนสอนง่าย อยู่ในโอวาท
11. สังคมไทยจะมีตัวอย่างเรื่องความกตัญญูกตเวทีให้เห็นเด่นชัดขึ้น เพราะ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งย่อมสำนึกบุญคุณคนที่แต่งตั้งตนเข้ามา แล้วจะหาโอกาสตอบแทนบุญคุณเมื่อถึงคราวที่ตนแต่งตั้งองค์กรอิสระ ไม่ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณ แต่ถ้าได้ตอบแทนคนของผู้มีพระคุณได้ก็ยังดี
12. ถ้าหาก ส.ว. จะถูกถอดถอน ปปช.อาจได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่แต่งตั้งตนเข้ามา ก็คือ ส.ว. นั่นเอง
13. นอกจากผู้บังคับใช้กฎหมายจะมีคนพิจารณากฎหมายเป็นเด็กในโอวาทคอยบริการให้แล้ว ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ยังสามารถคลอดกฎหมายเองได้ คงไม่ต้องบอกว่าหมอตำแยคือใคร สรุปเขียนเอง ใช้เอง
14. อีกคนหนึ่งที่นักการเมืองต้องเชื่อฟังให้มากๆ คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเทียบได้กับผู้คุมกฎแห่งสำนักเส้าหลิน นักการเมืองจะทำอะไร ก็ต้องเป็นไปตามแผนที่ผู้คุมกฎบอกให้ทำ แล้วถ้าหากทำผิดกฎ แม้มันจะถูกหลักการบริหาร ก็ระวังตัวไว้ดีๆ
15. ต่อไปประเทศไทยจะไม่มีการประกาศสภาวการณ์ฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึกกันอีก เพราะทุกอย่างอยู่ใน พ.ร.บ. ความมั่นคงหมดแล้ว และถ้าบ้านใครจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยม ถึงไม่เต็มใจ ท่านก็ต้องต้อนรับ
16. ธุรกิจหนังบู๊แอ็คชั่นในประเทศไทยอาจถึงคราวต้องปิดกิจการ หรือย้ายไปทำงานอยู่ต่างประเทศ เพราะคนไทยจะมีของจริงให้ดูทุกวันอยู่แล้วทั้งทหาร คอมมานโด รถถัง ปืนกลเป็นเรื่องปกติในยามไม่ปกติ และหนังสือนิยายแนวสืบสวนสอบสวนจะขายไม่ออกในประเทศไทย เพราะเรื่องคนหายของจริงที่น่าตื่นเต้นกว่าจะมีให้ดูได้เรื่อยๆ
17. การเรียนวิชารัฐศาสตร์ของไทยจะเกิดการอัพเดทอยู่เสมอ เพราะนักรัฐศาสตร์ต้องคอยดูอยู่สม่ำเสมอว่า ตอนนี้ตนยังมีสิทธิอะไรบ้าง สิทธิอันไหนมี พ.ร.บ. ห้ามไปแล้วบ้าง เพราะ กระบวนการผลักดัน พ.ร.บ. ควบคุมการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต และ พ.ร.บ. ความมั่นคงก็เกิดแล้ว และต้องติดตามว่าจะมี พ.ร.บ. อะไรต่อไปอีก
18. ในงานด้านบริการจะมีคำพูดว่า “ลูกค้าเป็นผู้ถูกเสมอ” สำหรับการเมืองก็จะมี “คปค. , คมช., คตส., สนช., ส.ส.ร., กอ.รมน. , ฯลฯ เป็นผู้ถูกเสมอ” ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต และตลอดไป




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 15:51:08 น.
Counter : 291 Pageviews.  

พันธมิตรฯ,ปัญญาชนขวาจัด,ปัญญาชนตีสองหน้าและรัฐประหาร19กันยา

โดยรศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

“ผมวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่เดือนกุมภา 49 ว่า กระบวนการขับไล่ทักษิณเป็นกระบวนการที่นำมาสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตยและอำนาจนิยม สร้างความตกใจ-ช็อค-ไม่เชื่อ ให้กับบรรดาเพื่อนๆ ที่ไปอยู่บนถนนร่วมชุมนุม ‘ทักษิณ ออกไป’ ไปกินหญ้าอยู่กับสนธิ ลิ้มทองกุล” รศ.ดร.พิชิต กล่าว

แล้วเหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นจริง รัฐประหาร 19 กันยา 49 จึงเกิดขึ้น ด้วยน้ำมือของแนวร่วมกลุ่มทุนเก่า-อภิสิทธิ์ชนราชการ, ‘ปัญญาชนขวาจัด’ ซึ่งในอดีตเคยเป็นฝ่ายซ้าย เป็นเสรีนิยม ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นพวกขวาจัดแล้ว และอีกกลุ่มหนึ่งซึ่ง รศ.ดร.พิชิต เรียกว่า ‘ปัญญาชนตีสองหน้า’

‘ปัญญาชนตีสองหน้า’ ซึ่งไม่ออกมาคัดค้านการขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บางคนเห็นด้วยและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเล
ือกตั้ง เพียงแต่บอกว่าไม่เอารัฐประหาร แต่พอเกิดรัฐประหาร 19 กันยา ปัญญาชนขวาจัดก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเอาด้วย แต่ ‘ปัญญาชนตีสองหน้า’ หรือพวก ‘อีแอบ’ ก็บอกว่าไม่เห็นด้วย แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ รัฐประหารก็เกิดขึ้นแล้ว มาช่วยกันกอบกู้บ้านเมือง มาช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญใหม่กัน ปัญญาชนพวกนี้คือพวกจิตสับสน บางคนบอกว่าไม่เอารัฐประหาร แต่รัฐธรรมนูญ 50 ร่างมาต้องเป็นประชาธิปไตย ถ้าร่างไม่ดีไม่เอา แต่ขอข้อนึงเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็นสยาม

จริงๆ แล้วปัญญาชนกลุ่มนี้ก็เป็นแนวร่วมทางอ้อมให้กับการรัฐประหารด้วยการไม่คัดค้าน ไม่คัดค้านพันธมิตรฯตั้งแต่แรก แล้วตอนนี้ก็ออกมาช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญ

15 ปีผ่านไป เมื่อ ‘ซ้าย’ ย้ายไป ‘ขวา’

“ปัญญาชนเหล่านี้ไม่ว่าจะพวก ‘ขวาจัด’ หรือ ‘อีแอบ’ จำนวนมากหรือเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ เคยเคลื่อนไหวเป็นแนวร่วมพฤษภาฯ บางคนมีประวัติเก่าแก่ตั้งแต่ 14 ตุลา”

รศ.ดร.พิชิต อธิบายว่า 15 ปีหลังเหตุการณ์พฤษภาฯ คนพวกนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ จากอดีตฝ่ายซ้าย สังคมนิยม เสรีนิยม ประชาธิปไตย มาเป็นพวกฝ่ายขวา และก็เป็นกันยกกลุ่ม อายุตั้งแต่ประมาณ 40 ไปจน 40 ปลายๆ จนถึงมากกว่านั้น เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ผ่านมาทั้ง 14 ตุลา, 6 ตุลา, พฤษภา กลุ่มใหญ่พวกนี้กลายเป็นแนวร่วมของอำมาตยาธิปไตยและอำนาจนิยม และกลายมาเป็นพวกที่คอยให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารและรัฐบาลเผด็จการ

“ช่วง 14-15 ปี ตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภา ถ้าเราย้อนกลับไปจะเห็นว่า กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ก็คือ ชนชั้นกลางในเมืองและปัญญาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว พวกเขาเข้าไปมีอำนาจทางการเมืองทั้งโดยตรงและโดยอ้อมอย่างชัดเจน พวกเขาผนวกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง อภิสิทธิ์ชน คนพวกนี้ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองจากปัญญาชนที่เคยอยู่กับประชาชน อยู่กับประชาธิปไตย มาเป็นปัญญาชนขุนนาง สมุนของระบอบอภิสิทธิ์ชนและอำมาตยาธิปไตย”

รศ.ดร.พิชิต ชี้ให้เห็นว่าองค์กรต่างๆ ในสังคมไทยในระดับข้างบนจะมีปัญญาชนวิชาชีพต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกไปมีส่วนร่วมเป็นกรรมการหรือสมาชิก ซึ่งคนที่เข้าไปก็มีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย ขณะที่ผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมากเข้าไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา เช่น วัลลภ ตังคณานุรักษ์, เตือนใจ ดีเทศน์, หมอนิรันดร์ (พิทักษ์วัชระ) ฯลฯ ซึ่งเป็นเอ็นจีโอที่ปัจจุบันไปรับใช้เผด็จการหมดแล้ว

“ตัวอย่างที่ชัดเจนอีก คืออาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการ ก็เข้าไปเป็นที่ปรึกษาหน่วยราชการ ที่ปรึกษานักการเมือง ไปนั่งเป็นกรรมการบอร์ดต่างๆ เต็มไปหมด ก็พรรคพวกผมทั้งนั้น คนพวกนี้เข้าไปเสวยสุข เสวยผลประโยชน์และตำแหน่งในระบบของอภิสิทธิ์ชน เวลาผ่านไป คนพวกนี้ความคิดก็เปลี่ยนไป บางคนเป็นคณบดี, อธิการบดี, รองอธิการบดี, หัวหน้าโครงการต่างๆ, หัวหน้าโครงการวิจัยใหญ่ๆ เงินทั้งนั้น ตำแหน่งทั้งนั้น บางคนก็ไปอยู่สถาบันวิจัย เช่น สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งตอนนี้ก็เป็นนักการเมืองกันไปทั้งสถาบัน อัมมาร สยามวาลา ไปอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติอัน“ทรงเกียรติ”, ฉลองภพ (สุสังกร์กาญจน์) เป็นรัฐมนตรีคลัง และก็คนอื่นๆ อีก สมเกียรติ (ตั้งกิจวาณิชย์)ฯลฯ คนพวกนี้เข้าไปเสวยอำนาจในระบบอย่างเต็มที่ เป็นกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากเหตุการณ์เดือนพฤษภาปี 35 อย่างเต็มที่”

เอ็นจีโอ ยกสถานะเป็นองค์กรที่มีอำนาจมาก มีอำนาจจนหน่วยราชการต้องกลัวเกรง รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ต้องเจียดงบประมาณให้กับเอ็นจีโอเป็นร้อยเป็นพันล้านทุกปี ผ่านตัวแทนทางจิตวิญญาณของเอ็นจีโอคือประเวศ วะสี, เสน่ห์ จามริก พวกนี้คือท่อน้ำเลี้ยงที่รัฐบาลต้องเจียดเงินไปให้และกระจายไปสู่เอ็นจีโอทั่วประเทศ

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดเมื่อทักษิณเป็นนายก ทักษิณไม่ใช้นักวิชาการ และยังไม่ให้ความสำคัญกับเอ็นจีโอ นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณเซาะกร่อนฐานเงินของเอ็นจีโอ เรื่องนี้เอ็นจีโอพูดไว้ชัดเจนว่า กำลังด้านการเมือง ด้านชาวบ้าน หายไปเยอะ เพราะชาวบ้านทุกวันนี้เขาไม่ต้องพึ่งเอ็นจีโอก็ได้ เพราะมีทั้งกองทุนหมู่บ้าน สามสิบบาทรักษาทุกโรค โอท็อป ฯลฯ ถ้าชาวบ้านมีอาชีพ เอ็นจีโอก็ตกงาน เอ็นจีโอโกรธแค้นมาก เมื่อทักษิณมาบอกว่า คนพวกนี้เป็นนายหน้าค้าความจน

รศ.ดร.พิชิต กล่าวสรุปว่า นับแต่เหตุการณ์พฤษภาฯเป็นต้นมา ปัญญาชนกลุ่มใหญ่ นักวิชาการ นักวิจัย ราษฎรอาวุโส เอ็นจีโอ ได้ผนวกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นอภิสิทธิ์ชน ได้เสวยประโยชน์ต่างๆมากมายจากชัยชนะเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 35

แนวร่วมขวาจัดก่อรัฐประหาร 19 กันยา

รศ.ดร.พิชิต กล่าวว่า การรัฐประหารครั้งนี้ (19 กันยา) ไม่ได้ทำโดยทหารฝ่ายเดียว แต่เป็นแนวร่วมขนาดใหญ่ของกลุ่มทุนเก่า-อภิสิทธิ์ชน, ทหาร, ข้าราชการ, ตำรวจ, ปัญญาชนขวาจัด ฯลฯ หลังการรัฐประหารจึงมีการแบ่งเค้ก แบ่งปันผลประโยชน์มากมายให้คนพวกนี้
“ถ้าอยากรู้ว่า ‘ปัญญาชนขวาจัด’ และ ‘อีแอบ’ เป็นใครบ้าง ให้ไปดูรายชื่อในสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาร่างรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมา มีคนที่สนิทกับผมอยู่หลายคนทั้ง สุริชัย หวันแก้ว, ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, โคทม อารียา เป็นต้น ที่ไม่ต้องพูดถึงเลยคือ สมศักดิ์ โกศัยสุข และ พิภพ ธงไชย ซึ่งเคยเป็น ‘ปูชนียบุคคล’ ของภาคประชาชน แต่คนพวกนี้หน้าไหว้หลังหลอก มือถือสากปากถือศีล อาศัยทุนทางสังคมที่สั่งสมไว้มาใช้หลอกคน ไปที่ไหนก็บอกว่าเป็นตัวแทนภาคประชาชน ใครแต่งตั้งเอ็งเป็นตัวแทนภาคประชาชน เอ็งเป็นขุนนางศักดินาไปหมดแล้ว” พิชิต ระบุ

คนบางคนพวกนี้ไม่ได้อาศัยทุนสังคมของตัวเองในฐานะนักเคลื่อนไหวหรือทำคุณงามความดีมา
บ้างเพียงเท่านั้น แต่ยังไปขโมยทุนสังคมของคนอื่นมาใช้อีก คือทุนสังคมของ อ.ปรีดี และ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

“คนบางคนไปประชุมที่ไหน คำก็ อ.ป๋วย, สองคำ ก็ อ.ป๋วย, ห้าสิบคำก็ อ.ป๋วย คนบางคนเอารูปที่ถ่ายกับ อ.ป๋วย ขึ้นมากราบ กลัวคนไม่รู้ว่าเป็นลูกศิษย์ อ.ป๋วย แต่กลับไปสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา ทั้งอย่างเปิดเผยและอีแอบ ใช้ทุนสังคมของตัวเองไม่พอ ยังใช้ทุนสังคมของผู้มีพระคุณของประเทศไทยสองคนมาใช้ แถมยังใช้อย่างเปลืองเสียด้วย”




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2550    
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 15:48:48 น.
Counter : 284 Pageviews.  

เลือดรักชาติหายวับเมื่อคมช.เชียร์ฝรั่งซื้อหุ้นไทย

Thailand Grand Sale of Stock


แหม คมช นี่น่ารักจัง หลังจากไปด่าทักษิณว่าขาย AIS ให้สิงค์โปร์ คือการขายชาติ แต่ทำไมหนอเรื่อง “ขายชาติจริงๆและมากจริงๆ” คือบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ให้นักลงทุนฝรั่ง กลับนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเลย คือ “เลือดรักชาติ” เลือด “ลูกหลานพระนเรศาร” มันหายไปไหนหมด ที่ทักษิณชัดดาบฟันเสียเลย มาหุ้น กลับ ไย้มน้อยยิ้มใหญ่ ว่าบริหารมาดี หุ้นถึงขึ้นมาก"


ตัวเลขมันก็ออกมาแล้วนะครับ หุ้นไทย ที่วิ่งจาก 600 มา 800 นั้น “ฝรั่งซื้อ คนไทยขาย” มาโดยตลอด เรียกว่ามูลค่าตลาดหลักทรัพย์นั้น อยู่ราวๆ ห้า ล้านล้านบาท แล้วตั้งแต่ทหารเข้ามา ฝรั่งซื้อ “ที่เรียกว่า Net” หรือ ภาวะรวม หลังเอาซื้อขายมาหักกัน แล้ว ฝรั่ง นั้น “ซื้อ” มาก กว่า “ขาย” ไปแล้ว “สามถึงสี่ แสน” ล้านบาท


ก็พอจะพูดได้ว่า ในมูลค่ารวมของตลาด “ฝรั่งเป็นเจ้าของมากขึ้น” เกือบ 10% ตั้งแต่ทหารเข้ามา


ก็ไม่มีอะไรมากนักนะครับ เพียงแต่ว่า มันแย่กว่านั่น

“ฝรั่ง” เขาซื้อกัน ไม่กี่สิบบริษัทหลอกครับ แบบพวก ธนาคาร บริษัทน้ำมัน บริษัทเทเลคอมใหญ่ๆ คือไทยนั้นมีอยู่กระจุกเดียว ที่ใหญ่พอให้ฝรั่งเล่นได้ ก็ไม่ต้องบอกนะครับ ว่า ตั้งแต่ทหารเข้ามา “สัดส่วนเจ้าของ โดยคนไทย ในธนาคาร และ น้ำมัน และ อีเล็กโทรนิค เทเลคอม ยายยนต์” ได้เข้าไปตกอยู่ในมือฝรั่ง

“ชนิดมากสุดๆแบบไม่เคยมีมาก่อน”


มันมากมายนักนะครับ สัดส่วนฝรั่ง ถือหุ้น ในอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อประเทศ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทหารเข้ามา คือแปลก “คนไทยขายตลอด” ฝรั่งซื้อเอาซื้อเอา พุ่งไปที่อุตสาหกรรม ที่สำคัญต่อชาติ


ผมจะไม่มาเขียนหลอกครับ ว่า แล้วทีขาย เอไอเอส ให้สิงค์โปร์ บริษัทเดียว ทำไมถึงออกมาโวยวายถึงการขายชาติมากมายเหลือเกิน และจะไม่พูดหลอกครับที่บริษัทเทเลคอมอื่น ก็ขายให้ฝรั่งไป โดยไม่มีใครมาโวยวายเรื่องขายชาติ เพราะผมทราบมานานแล้ว ว่า “มันเรื่องการเมืองของการสร้างภาพ” กะจะยำทักษิณก็เท่านั้นเอง


แต่ผมว่าแบบพี่ที่บอกว่าเป็นลูกหลานพระนเรศวร คงกำลังมอง Thailand Grand Sale of Stock ที่กำลังเกิดขึ้น "อย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก" แบบจริงๆจังๆ เพราะฝรั่งเขาซื้อไปมากจริงๆ เอาเฉลี่ยๆๆ ก็คือ ถือไทยมากขึ้นไปอีกมากตั้งแต่ทหารเข้ามา จากที่เคยถือมานะครับ เกือบ 10% เลย ที่เพิ่มเข้าไป ตั้งแต่ทหารเข้ามา


“ดูเหมือนพี่ลูกพระนเรศวรจะแพ้เสียแล้วนะครับ” ในการเก็บไทยไว้ให้ไทย และเป็นไทย

แล้วยังจะต้องอยู่ในตำแหน่งไปอีก เกือบหกเดือน เป็นอย่างน้อย เท่าที่เห็น นักเล่นหุ้นเขาบอก 900 แน่นอน โอยไม่ต้องบอก ในช่วงปีครึ่งของทหารที่เข้ามายึดอำนาจ คนไทยขายหุ้นให้ฝรั่ง คงจะขึ้นไปแถวไ อีก 15-20% แน่นอน

แล้วถ้าเอาสิ่งที่เป็นกฏและระเบียบมาเป็นมาตรฐาน ไม่ต้องไปดูนอมินี แค่ตอนนี้ ใน ห้า ล้านล้านนั้น ที่เป็นมูลค่าตลาก ฝรั่งคงจะถือกันอยู่แล้ว สัก 2 ล้านล้าน นี่ที่เขาถือยาวถือนานมาแล้วนะครับ


ปัญหาที่น่าสนใจดี คือนักเล่นหุ้น “ทำไมถึงขายชาติ” กันขนาดนี้ แล้วจะขายกันไปอีกนานสักแค่ไหน ก่อนกลับมาซื้อคืนจากฝรั่ง ก็อย่าหวังอะไรมากนักนะครับ นักวิเคราะห์หุ้นเขาบอกว่า “คนไทยติดหุ้นสูงๆเต็มเมือง” พูดง่ายๆ คงจะขายหนีตลาดกันตรึมเลยและต่อเนื่องไปอีกนาน


ส่วนฝรั่งนั้นทุนไม่อั้น ส่งเศษเงินมาซื้อหุ้นในไทย ตลาดก็วิ่ง ได้ “กระจุยแล้ว”


ปัญหามันคือ คนเรามั่นใจในอะไรก็ซื้อนะครับ ฉะนั้นการที่คนไทยขายมากกว่าซื้อทุกวัน ในรัฐบาลทหาร มันก็เพราะนักลงทุนไทยไม่มั่นใจไทยนะครับ ส่วนเผด็จการอาจจะบอกว่า แต่ดูฝรั่งสิ ซื้อมากมาย เขาต้องมั่นใจเรามาก ปัญหาคือมันขึ้นกันแทบทุกตลาดในเอเซียนะครับ แล้วทำสถิติสูงสุดกันในหลายประเทศแล้ว

มันเป็นการซื้อแบบ Liquidity Driven นะครับ คือเงินมันล้นระบบ ฝรั่งเขาไม่ได้มา “ให้ความมั่นใจอะไรไทยมากมายนักหลอกครับ” เงินมันต้องมีที่ไปก็เท่านั้นเอง และหุ้นไทยนั้นถูกมานาน เพราะไม่มีใครซื้อมากนัก


Thailand Grand Sale of Stocks ยังคงจะดำเนินต่อไป ฝรั่งจะเป็นเจ้าของธุรกิจไทยมากขึ้น กว่าเก่าอีกมาก เกิดขึ้นในรัฐบาลทหารที่ไม่ค่อยชอบการขายสมบัตรชาติเท่าไหร่ แต่มาคราวนี้ ไม่เงียบเรื่องฝรั่งซื้อไทย


แต่กลับ “ออกมาแต้นรำ กระโดดโลดแต้น ที่หุ้นขึ้นไปสูงจัง” ลืมหมดทักษิณขายชาติ แต่กลับเป็นในปีครึ่งของตัวเอง ฝรั่งเข้าจับจองธุรกิจดีๆของไทย แทบหมดตลาด


“เวลามองทหารตอนนี้ เขาเรียกว่า ประสาทไปแล้ว คราวหน้าทหารพูดถึง ทักษิณขายชาติ ส่งรองเท้าไปอุดปากไว้ได้เลย”

จากคุณ : ทันคนทันข่าว - [ 3 ก.ค. 50 13:14:19 A:58.9.28.103 X: ]




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2550 18:40:08 น.
Counter : 254 Pageviews.  

เมื่อสังคมปล่อยวางทุนธนาคาร แต่จองล้างทุนโทรคมนาคม(โปรดใช้สมองขณะอ่าน)

เปรียบเทียบ ทุนธนาคาร และ ทุนเทเลคอม

ทุนนิยมข้าราชการ
ระบบทุนนิยมไทยเริ่มตั้งแต่สมัย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นระบบทุนนิยมที่มีราชการเป็นใหญ่ เรียกว่าทุนนิยม ข้าราชการ ซึ่งเป็นระบบที่ควบคู่ไปกับระบบการปกครองที่ข้าราชการมีอำนาจ ซึ่งระบอบการปกครองดังกล่าวมาจากการที่ประเทศเรามีการรัฐประหารใน ปี 2490 โดยได้จอมพล ป.ขึ้นมาครองอำนาจ และเกิดกระแสชาตินิยมตามมาในสมัยนั้น ซึ่งข้าราชการสมัยนั้นพยายามที่จะผ่องถ่ายอำนาจมาจากชาวจีนให้มาอยู่ในมือของรัฐ ซึ่งรัฐเองก็พยายามสนับสนุนธุรกิจในรูปแบบต่างๆ โดยการใช้การค้ำประกันของกระทรวงการคลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายระบบทุนนิยมแบบราชการก็ไปไม่รอด

การเกิดของทุนนิยมธนาคาร
เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติ เป็นการเปิดศักราชใหม่ของทุนนิยมไทย เรียกว่าเป็นระบบทุนนิยมนายธนาคาร ซึ่งนับจาก ปี 2501 เป็นต้นมาประเทศไทยก็เริ่มเปิดประเทศมากขึ้นทำให้เรามีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด และต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ

ครั้นพอมาถึงทศวรรษสุดท้าย ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มคิดว่าสถาบันการเงินต้องมีการแข่งขันกันมากขึ้น นั่นคือการเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้ธนาคารมีคู่แข่งใหม่ เกิดขึ้นคือสถาบันการเงินนั่นเอง แต่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างคิดว่าต่อไปในอนาคตเมื่อมีการแข่งขันกันมากขึ้นและต้องประสบภาวะลำบากอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองเอาไว้ ทำให้มีเริ่มแข่งขันกันปล่อยกู้เพื่อรักษาส่วนแบ่งของตลาดไว้ แต่สิ่งที่ตามมาคือการลงทุนสมัยใหม่ที่แหล่งที่มาของเงินทุนมาจากเงินกู้แทนที่การออมเหมือนในสมัยเดิม การลงทุนไม่ได้อยู่ภายใต้การออมที่มีอยู่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติตามมานั่นเอง เนื่องจากเรามีการลงทุนที่เกิน เป็นการกู้สั้นจากต่างประเทศแล้วปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการในระยะยาว โดยที่เงินกู้ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้จากต่างประเทศแทบจะทั้งสิ้น ทำให้เราเป็นหนี้ต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดก็เกิดวิกฤต แล้วก็มีการลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งเป็นจุดอวสานของทุนนิยมแบบธนาคารดังกล่าว
และสิ่งที่เป็นตัวฌาปนกิจระบบดังกล่าวคือ การจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูฯที่ใช้เงินไป 1.44ล้านล้านบาทเท่านั้นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า ทุนนิยมใดที่ไม่มีประสิทธิภาพก็จะไม่มีความยั่งยืนนั่นเอง

ความเสียหายจากทุนธนาคาร
ความเสียหาย นั้นมากมาย 1.44 ล้านล้าน ของกองทุนฟื้นฟู บวกกับเงินทุนสำรองที่ใช้ปกป้องบาทแบบเสียเปล่าอีก US$25-30 Billion บวกกับความเสียหายจากการขายสินทรัพย์ ที่ถูกขายทอกตลาด ในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ก็เสียหายอีกประมาณ US$10 Billion บวกกับความถดถอยทางเศรษฐกิจที่ตามมา เป็นเวลาหลายปี ที่นับค่าแทบไม่ได้ แต่คร่าวๆคือ เพียงปีเดียวหลังเศรษฐกิจล้ม เศรษฐกิจไทย “โตติดลบ ถึง 6%” ถ้าเทียบเป็น เงิน จาก GDP ขณะนั้น ก็เสียหายปีนั้นปีเดียว ประมาณ US$20 Billion นอกจากนี้ เอกราช ทางการเงินของไทยยังย่อยยับอย่างต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ โดยการเข้าครอบงำกิจการธนาคารไทยที่อ่อนแอ โดยทุนต่างชาติ

สรุปคือ ทุนธนาคารทำเสียหาย “นับค่าไม่ได้” ถ้าให้ประมาณ คงจะเป็น ราว 10-15 ล้านล้าน ทางสังคม สิ่งที่เกิดขึ้น คือคนตกงาน ประมาณ 6 ล้านคน และเสีย “เอกราชทางเศรษฐกิจ” ให้แก่กองทุน IMF จนถึงระดับ พระราชินี ต้องขอให้วัด ทำอาหารเที่ยง ให้คนกินกัน นักศึกษาจบใหม่ ไม่มีงานรองรับ นักศึกษาเรียนนอก ต้องกลับมาเรียนในไทย

ทุนเทเลคอม
ทักษิณ และ นักธุรกิจอื่นๆด้านเทเลคอม เห็นช่องทางธุรกิจสมันใหม่ คือการสื่อสารที่สะดวกขึ้น และหามาใช้ได้ทันที มุ่งเข้าสู่ธุรกิจมือถือ ในช่วงแรกๆ ราคาในไทยสูงกว่าต่างประเทศมาก เพราะการแข่งขันไม่มี เป็นการค้ากำไรเกินควร ที่ “ยักยอกเงินตรา” เข้าสู่ทุนเทเลคอม ที่เห็นได้ชัด ชัดมากกว่าการที่ทุนธนาคาร มีส่วนต่าง ดอกเบี้ย เงินกู้ และเงินฝาก ถ้านับว่าสิบปี แทบไม่มีการแข่งขัน กลุ่มทุนนี้ ยักยอกและสร้างความเสียหาย เป็น เงินก็ ราวๆ US$ 2 Billion แต่สัดส่วนใหญ่ ก็เข้ารัฐในนามของค่าสัมปทานและภาษี ด้วย

ความเสียหายทุนเทเลคอม
แต่ทุนเทเลคอม เมื่อเข้าการเมือง โดยทักษิณ ยังมีการกล่าวหาว่า “คอรัปชั่นมากมาย” ถึงยังจะต้องให้ศาลตัดสินคดีต่างๆ เรื่องจึงจะยุติและหาความเสียหายได้ ถ้าประเมินกัน โดยการเอาตัวเลขที่พูดกันตาม การวิจัย โดยมหาวิทยาลัยต่างๆ ประมาณ 40-50 คดี โกงกิน และการหลีกเลี่ยงภาษี และเรื่องทับซ้อน ของทุนโทรคมของทักษิณ ก็ประมาณกันว่าอยู่ที่ US$ 2-4 Billion ส่วนเอกราชทางธุรกิจ ไทยก็ได้สูญเสียเอกราชทางธุรกิจเทเลคอม ให้กับต่างชาติ ไม่ใช่เฉพาะของทักษิณเท่านั้น แต่เจ้าอื่นด้วย

ทุนโทรคมนาคมของทักษิณ จะต่างจากทุนธนาคารก็เพียงแต่ว่า ในด้านเศรษฐกิจภาพรวมแล้ว ทุนโทรคมนาคมของทักษิณไม่ได้สร้างความเสียหาย เครดิตเรตติ้งไทยภายใต้ทุนโทรคมนาคมดีขึ้นตลอดเวลา เงินทุนสำรองภายใต้ทุนโทรคมนาคมเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และ ราคาผลิตผลเกษตร ทำลายสถิติเดิมแบบ“ถล่มทลาย”แทบทุกปี นอกจากนี้แล้วมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้เคนเซี่ยน แทนทุนธนาคารที่ยึดมั่นใน “วินัยทางการเงิน” จนไม่ฟื้น แต่นโยบายกระตุ้นโดยอัดเงินเข้าระบบ ทำให้ไทยฟื้นภายในปีเดียว หลังการเข้ามาสู่การเมืองของทุนธนาคาร หลังจากรอกันปีๆให้ทุนธนาคารใช้ “วินัยทางการเงิน” หลังจากเศรษฐกิจล่มจมไป ทางสังคม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ ที่ช่องว่างรวยจนลดลงในไทย และคนไทยมีหลักประกันสุขภาพ ข้อเสียทางสังคมคือ ทุนโทรคมนาคม คือนำความเปลี่ยนแปลง และ ความคิดใหม่ๆ และ มาตรการใหม่ๆ มาสู่ไทย โดยที่ไม่ได้มองว่าพื้นฐานทางสังคมรองรับได้หรือไม่ ปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงจึงเกิดขึ้น สังคมเกิดความแตกแยก ทาง “ทัศนคติ” นำมาซึ่งการรัฐประหาร

ความเสียหายเหล่านี้ ถึงจะตีค่าออกมาเป็นเงินแทบไม่ได้ แต่ทางสังคมแล้ว ทางความรู้สึกแล้ว ก็สร้างความเสื่อมถอยได้มากมาย จะมากเท่าความรู้สึกที่ “ตกงานหมดความหวังในชีวิต” เหมือนเมื่อตอนทุนธนาคารทำชาติล้มไป หรือไม่ ท่านผู้อ่านก็ต้องถามตัวเองดู

สรุป “สังคมให้อภัยทุนธนาคาร แต่ไม่ให้อภัยทุนเทเลคอม”
ถ้ามอง“ผู้มีบทบาทสำคัญ”ของทุนธนาคารและทุนโทรคมนาคมจะเห็นได้ชัดว่า “ปรัชญาความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ต่างชาติ” ที่ว่านักธุรกิจที่บุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ คือEntrepreneurจะถูกสังคมรังเกียจ และมองว่า“ต่ำ”กว่าทุนดั้งเดิม หรือ Established Capitalist and Social Class ความคิดนี้สนับสนุนให้เห็นชัดว่า ผู้มีบทบาทสำคัญของทุนธนาคาร สามารถยืนอยู่ในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ถึงจะสร้างความเสียหายให้ชาติ มากกว่าทุนโทรคมนาคมหลายสิบเท่า ส่วนทุนโทรคมนาคมนั้น อย่างที่ทราบกันดี “กลับเข้าไทยอย่างมีเสรีภาพและมีสิทธิและเสียง” เท่าเทียมคนไทยอื่นๆ “ยังไม่ได้เลย”

กำเนิดทุนใหม่ “ทุนสื่อ” เพื่อทำลายทุนโทรคมนาคม
เมื่อสังคมเริ่มมีคำถามต่อทุนโทรคม โดยเฉพาะการขาย “ชินโดยไม่เสียภาษี” กระแสถามหา ธรรมาภิบาล จริยธรรม และจรรยาบรรณ จากนักการเมือง รุนแรงมากขึ้น แทบทุกส่วนของสังคมไทย ที่มีปัญหามากับทุนโทรคมนาคม “ยึดจุดนี้” มาสรุปว่าทักษิณและทุนโทรคมนาคมของเขา หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่เสียงของคนเหล่านี้ ก็ยังไม่สามารถ “ล้ม” ทุนโทรคมนาคมได้ แต่การเกิดขึ้นของกลุ่มทุนสื่อต่างๆ ที่นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุลแห่งผู้จัดการ และตามมาด้วย กลุ่มของเนชั่นคือสุทธิชัย หยุ่นและกลุ่มมติชน และอื่นๆ เช่นบางกอกโพสต์ ก็รวมตัวกันเดินทางไปกันทางเดียวในการเสนอข่าว คือแข่งกัน “ล้มทุนโทรคมนาคม” คงจะเป็นครั้งแรกที่ “สื่อออกเป็นผู้นำเลยในด้านการเมือง”คือไม่สนใจวิชาชีพ ไม่สนใจมาตรฐานการเป็นกลาง หรืออะไรทั้งสิ้น แต่มีจุดมุ่งหมายคือ “ล้มทุนโทรคมนาคมและทักษิณให้ได้”

ก็คงจะเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า “ทุนสื่อ” นั้น จะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่แน่นอนที่สุด การเปิดกว้างให้ทุนสื่อเข้าไปยังธุรกิจทีวีของรัฐบาลของคณะปฏิวัติ นั้น ก็เป็นที่แน่นอนว่า “ความคิดเห็นของสื่อ” จะ “ทรงพลังยิ่งขึ้นในสังคมไทย” เช่นช่องสิบเอ็ดของสนธิ เนชั่นตามช่องต่างๆ และทั้งเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และสมเกียรติ อ่อนวิมลก็ยังมองว่าจะเข้าสู่ทีวี อีกครั้ง ทุกคนที่กำลังเข้าสู่ทีวี “ต่อต้านกลุ่มทุนโทรคมนาคมอย่างรุนแรงทุกคน” จนเกิดการรัฐประหาร

ความเสียหายที่เกิดขึ้นทางการเงิน โดยทุนสื่อ โดยตรงนับลำบากมาก เพราะกลุ่มทุนโทรคมนาคมนั้น “ผันเงิน” เข้าสู่บางส่วนของเศรษฐกิจมาก ความเสียหายตรงนั้นคงมากสำหรับคนเคยได้รับความสนใจ ความเสียหายต่อระบบประชาธิปไตยนั้นก็ยากที่จะประเมิณได้ ความเสียหายในระยะยาว จากการมีสื่อที่เป็นกลาง กลายมาเป็นสื่อที่มีการ “ปักธงชัย” ก็เป็นความเสียหายที่ประเมินยากมาก แต่ที่แน่นอน รัฐบาลภายใต้การทำรัฐประหาร ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยเสื่อมถอย “ไม่มากก็น้อย” เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ผลเสียที่ “ทุนสื่อ” กระทำให้ชาติ แต่ที่แน่นอนคือการไม่ยอมวางมือจากการจองล้างทำลายทุนโทรคมนาคม ก็ยังสร้างความแตกแยกให้สังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าทุนสื่อ มีเครดิตสูงมากกับผู้นำคณะปฏิวัติ ชนิดแทบจะกำหนดนโยบายให้คณะปฏิวัติเลยก็ว่าได้ แต่การไม่สมานฉันท์นั้น กับทุกภาคส่วน ก็ยังคงทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ที่เห็นชัดที่สุดคือความเชื่อมั่นผู้บริโภค หดลงตลอดเวลา

ทุน “เศรษฐกิจพอเพียง “ จะมาแรงแค่ไหน”
นักวิเคราหะห์การเมืองหลายท่านกล่าวว่าต่อไปนี้ หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า การเมืองจะอ่อนแอ และข้าราชการและนักวิชาการจะมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาชาติ เป็นการกลับตัวครั้งใหญ่หลังทุนธนาคาร ทุนโทรคมนาคม และทุนสื่อผ่านคณะปฏิวัติ ครองเมือง “รวมกัน” มานานพอดู และความเสียหายที่สะสมกันมา “ก็มากพอดู”
แต่ถึงจะสนับสนุน “พอเพียง” กันขนาดไหน ความจริงคือ “ทุนนิยม วัตถุนิยม โตเร็ว และ เจริญขึ้นนิยม” นั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของสังคมไทยไปแล้ว คนไทยคนไหนที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน จะเห็นว่าสิ่งนี้คือความจริง การเอาพอเพียงมาใช้และสอนกัน ก็คงจะกระทบน้อยมากต่อความจริงนั้น ว่าทุกคนอยากออกจากความจน และอยากรวย จะได้อยู่อย่างสบายๆ

เพียงแต่ว่าปรัชญานี้หรือจะเรียกว่าเศรษฐศาสตร์แขนงนี้นั้น มาจากระดับสูงของสังคมไทย ฉะนั้นพลังที่จะผลักดันตัวเองเข้าสู่กระแสหลักของการพัฒนาชาตินั้นคงจะมี แต่อย่างเช่นที่โพลล่าสุดกล่าวถึง ในวันพรุ่งนี้ และรัฐบาลของวันข้างหน้า การโกงกินก็ยังจะมีอยู่ สังคมอันมีคุณธรรมสูง ยังมีน้อยคนนักที่จะเชื่อว่าจะเกิดขึ้น และสังคมที่ทุกภาคส่วน สนับสนุนและเอาจริงกับพอเพียง อาจจะอยู่ได้เพียงในนามธรรม แต่ในรูปธรรมแล้ว ทุกภาคส่วนของสังคมไทย อาจจะยังพยายาม “ถีบตัวให้สูงขึ้น” อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จากคุณ : ทันคนทันข่าว - [ 18 ก.พ. 50 17:08:45 A:58.64.90.70 X: ]


เรื่องของเทเลคอมเมื่อสมัยก่อนหากเราจำกันได้ เรายื่นเรื่องขอใช้โทรศัพย์ พ่อไปยื่น ลูกอาจได้ใช้ ยกเว้น ไปขอซิ้กับเอกชนที่มีหมายเลขเป็นพันๆหมายเลขอยู่ในมือ พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นญาติลูกเมียของข้าราชผู้ใหญ่ในเทเลคอม พวกนี้ถึงกับขายกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือ ยื่นใต้โต๊ะจ่ายเงินเครื่องละ15000บาททั้งที่ยื่นขอเพียง6000บาทเท่านั้น แต่พ่อยื่นลุก(ต้องไปทวงทุกๆปี)ต้องการหลายๆเครื่องๆละ100000บาททีเดียว มายุคหลังมีการแข่งขัน บริษัทเอกชนขอปั๊บได้ปุ๊บ
มายุคทักษิณผู้ที่ประมูลได้ ทำเฉพาะโทรพื้นฐาน ไม่กล้าทำมือถือ เพราะต้นทุนสูงต้องใช้ดาวเทียมต่างประเทศ ลูกชายของผู้ประมูลซึ่งสนิทกับนายกทักษิณ จึงเสนอให้ท่านทำ ( ตอนนั้นท่านยังเป็น NPLกับทหารไทย7ล้านบาท พอได้โครงการก็ไปเจรจากับทหารไทยเลยได้มา8ล้านเริ่มต้นด้วยวิทยุติดตามตัว)ลองถามสนธิดู
ท่านบริหารได้ดีใช้หนี้หมด หันไปเล่นดาวเทียม ประสบความสำเร็จมากไทยเราใช้ไม่กี่ช่อง ส่วนใหญ่เป็นจีน สิงคโปร มาเลย์ ฟิลิปปินส์ อินโดฯ เวียดนาม ลาว เขมร พม่า เกาหลี ญี่ปุ่น แม้ยูโรป บางประเทศยังใช้ (จริงมั๊ย มีประว้ติอยู่ นำรายได้เข้าประเทศเสียภาษีด้วย)
ส่วนเรื่องเสียหายจากเศรษฐกิจนั้นหากพูดต้องเกี่ยวไปถึงยุคอานันท์โน้น มันยาวเอาแค่เห็นๆตอนนี้เลย หม่อมอุ๋ยเผยว่าเศรษฐกิจแข็งเกร่ง ใครมาเป็นนายกก็ได้ (ความหมายคือไม่จำเป็นต้องท่านทักษิณ)พูดเมื่อก่อนปฎิวัติ ส.ค.นี้ แล้วไงแค่4เดือน สว็อป เงินหาย 300000ล้านหุ้น780000ล้าน เกิดวิกฤตขึ้นมาสายการผลิตลดคนงานลง310000คนเมิ่อเดือนม.ค.รถยนต์ ยอดรวมม.ค38000คัน ม.ค 49 52000คัน อย่าบอกนะทักษิณสั่งใหรัฐบาลคมช.ทำ

จากคุณ : สุขวสา (สุขวสา) - [ 15 ก.พ. 50 10:56:01 A:58.8.99.4 X: ]

โปรดใช้สมองขณะอ่าน เพราะผมในฐานะผู้อ่านคัดกรองเนื้อหาบทความยังมึนพอสมควร แถมมีพิมพ์ผิดหลายจุดทำให้ผมต้องเสียเวลาแก้ไขไม่ใช่เล่นครับ
Comment โดยกรรมกรกระทู้ผู้รวบรวม




 

Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2550 12:40:03 น.
Counter : 360 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.