ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

หลักการทำหนังสือพิมพ์ "ที่เมืองไทยสอนกัน"

หลักการทำหนังสือพิมพ์เบื้องต้น

องค์กรหนังสือพิมพ์

ธุรกิจหนังสือพิมพ์เป็นกิจการที่ดำเนินการโดยเอกชน
จัดเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ

1.การลงทุน

2.การผลิต

3.การตลาด

องค์ประกอบทั้ง 3 ประการเป็นปัจจัยเบื้องต้น ที่จะทำให้ธุรกิจเกิดขึ้นได้ หากขาดข้อหนึ่งข้อใดไปก็จะทำให้กิจการนั้นหยุดชะงัก แม้ว่าวัตถุประสงค์ใหญ่ของกิจการหนังสือพิมพ์ คือ การเสนอ "ข่าว" (news) และความเป็นข่าว (newsy) ซึ่งไม่ว่าจะผลิตอย่างไร หากสามารถสนองตอบเป้าหมายหลักนี้แล้วก็ถือว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่ดีได้ แต่โดยอำนาจการแข่งขันทางธุรกิจ และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เกิดภาวะการลงทุนที่สูงขึ้น เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือการสื่อข่าว การพิมพ์ การผลิต ตลอดจนการขนส่ง คมนาคม เทคโนโลยีมีส่วนช่วยให้การทำงานในองค์กรหนังสือพิมพ์รวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความซับซ้อนของเทคโนโลยีต่างๆ รวมตลอดถึงภาวะซับซ้อนทางการตลาดที่จะต้องอาศัยความรู้ทางการบริหารการตลาดอย่างมีระบบมากขึ้น

ดังนั้นธุรกิจหนังสือพิมพ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักในสังคมปัจจุบัน กล่าวกันว่า หากจะลงทุนหนังสือพิมพ์สักฉบับทุกวันนี้จำเป็นต้องมีเงินทุนไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ความเจริญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นแรงผลักดันสำคัญในด้านการพัฒนาคุณภาพ และรูปลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ให้น่าอ่านมากขึ้นเช่นกัน องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างจึงเป็นสิ่งที่แยกไม่ออก ต้องไปด้วยกันเสมอ

นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ยังมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากธุรกิจทั่วไปคือ เป็นกิจการที่ประกอบขึ้นด้วยบุคคล 3 ฝ่าย ได้แก่

1. ผู้ลงทุน หรือเจ้าของ

2. ผู้จัดทำ

3. ผู้อ่าน

บุคคลทั้ง 3 นี้ จะต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะโดยภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือการกำหนดนโยบาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสามารถทำหน้าที่ให้ข่าวสาร และยกระดับภูมิปัญญาของผู้อ่านในสังคม ถ้าจะเปรียบหนังสือพิมพ์เป็น"สินค้า" "ผู้อ่าน" ก็คือ ตลาดหรือลูกค้าที่หวังสื่อทั้งความรู้และปัญญาจากผู้ทำหนังสือพิมพ์ ในส่วนนี้เองที่ทำให้หนังสือพิมพ์กลายเป็นธุรกิจที่มีคุณลักษณะแตกต่างจากธุรกิจธรรมดา คือเป็นธุรกิจ "ประหนึ่งสถาบันสาธารณะ" ที่มีกรณียกิจแนบเนื่องกับสังคม เป็นทั้งเพื่อนผู้นำทาง และมหาวิทยาลัยของประชาชน ยังปรากฏทั้งบทบาทและอิทธิพล ที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้อ่าน ทั้งด้านรสนิยม ความคิด และพฤติกรรม เป็นกระจกสะท้อนสังคมบานใหญ่บานหนึ่งทีเดียว

การจัดองค์กรการทำงานของหนังสือพิมพ์

โดยการแบ่งภาระความรับผิดชอบในการทำงาน และลักษณะพิเศษของงานหนังสือพิมพ์ จึงได้มีการแบ่งแยกการทำงานของหนังสือพิมพ์ออกเป็น 3 ฝ่ายหลักๆแต่จะมีขนาดแตกต่างกันไปบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการลงทุนของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ องค์ประกอบทั้ง 3 ประกอบด้วย

1. ฝ่ายบรรณาธิการ ( Editorial Department )

2. ฝ่ายจัดการ ( Business Department )

3. ฝ่ายผลิต ( Mechanical Department )

ขนาดของทั้ง 3 ฝ่ายจะแตกต่างกันตามขนาดของหนังสือพิมพ์และการลงทุน หนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่จะมีบุคลากรมากกว่า ขบวนการผลิต อุปกรณ์ทันสมัยซับซ้อนกว่าหนังสือพิมพ์ขนาดเล็ก ขอบเขตหน้าที่ของแต่ละฝ่ายประกอบด้วย 1. ฝ่ายบรรณาธิการ ( Editorial Department ) รับผิดชอบเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของหนังสือพิมพ์ ทั้งฉบับที่เป็นเรื่องราวสำหรับอ่าน ( reading matter) ตั้งแต่การแสวงหารวบรวมจัดเตรียมต้นฉบับทุกประเภท เช่น ข่าว (ในประเทศและต่างประเทศ) บทความ สารคดี บทบรรณาธิการ ภาพการ์ตูน ต้นฉบับที่ถูกส่งมายังกองบรรณาธิการจะได้รับการพิจารณา วินิจฉัย คุณค่า คัดเลือก ตรวจสอบความถูกต้อง เขียนให้เหมาะสมในรูปแบบที่ต้องนำเสนอในรูปแบบของข่าว หรือบทความ พาดหัวข่าว ให้ตัวอักษร ก่อนจะส่งไปยังที่ฝ่ายการพิมพ์ กล่าวง่ายๆคือ กองบรรณาธิการมีภาระโดยตรงในการเตรียมต้นฉบับเนื้อหา ทุกประเภทก่อนจะส่งไปพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์

หนังสือพิมพ์โดยทั่วไปจะจัดแบ่งส่วนรับผิดชอบในกองบรรณาธิการออกเป็นฝ่ายย่อยๆ คือ ฝ่ายข่าวในประเทศ ฝ่ายข่าวต่างประเทศ ฝ่ายช่างภาพ ฝ่ายบทความ ฝ่ายกีฬา ฝ่ายบรรณาธิกรณ์ ฝ่ายจัดหน้า ทั้งหมดนี้จัดแบ่งตามกระบวนการและความสะดวกในการ ทำงานของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ

2. ฝ่ายจัดการ ( Business Department ) ฝ่ายนี้รับผิดชอบโดยตรงทางด้านธุรกิจการจัดการการตลาด เพื่อให้หนังสือพิมพ์มีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองได้และให้หนังสือพิมพ์ไปถึงมือผู้อ่านให้มากที่สุด เร็วที่สุด ครอบคลุมถึงการจัดจำหน่าย หาสมาชิก การบัญชี ขายเนื้อที่โฆษณา บุคลากร และการขนส่ง การบริหารงานทางธุรกิจ นับว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับหนังสือพิมพ์ปัจจุบัน เพราะการพัฒนา การแข่งขันทางธุรกิจทำให้ต้องอาศัยหลักการบริหารที่ใช้หลักวิชาทันสมัย จึงจะสามารถสู้กับภาวะการเปลี่ยนแปลงของการตลาดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณา ทั้งการโฆษณาตัวหนังสือพิมพ์เอง และการขายเนื้อที่โฆษณา ฝ่ายจัดหาโฆษณา ต้องมีประสบการณ์กว้างขวาง สามารถทำงานประสานกับฝ่ายบรรณาธิการตลอดเวลา หาไม่แล้วอาจมีผลกระทบถึงรายได้ของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับได้ เพราะรายได้จากการโฆษณาก็ยังถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของหนังสือพิมพ์ ฝ่ายจัดการมีความสำคัญยิ่งในการวางแผนพัฒนาการธุรกิจการตลาด และส่งเสริมการขายให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา

3. ฝ่ายการผลิต ( Mechanical Department ) รับผิดชอบด้านการพิมพ์ เพื่อให้หนังสือพิมพ์เสร็จลุล่วงออกมาเป็นฉบับสมบูรณ์พร้อมที่จะออกวางตลาดได้ ส่วนนี้ประกอบด้วย การเรียงพิมพ์ ทำบล็อก ตรวจปรู๊ฟ ทำเพลท ฯลฯ ในระบบการพิมพ์แบบเลตเตอร์เพรส ( Letterpress ) ฝ่ายการพิมพ์ต้องใช้มือในการเรียงตัวอักษร ทำบล็อก ซึ่งยุ่งยากและล่าช้า ปัจจุบันระบบการพิมพ์ก้าวหน้าทันสมัยขึ้นมาก หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จะใช้ระบบพิมพ์แบบออฟเซท (Off-set) ใช้ตัวเรียงคอมพิวเตอร์ ทำให้การผลิตงานพิมพ์รวดเร็ว สะอาดขึ้นมาก และสามารถผลิตหนังสือพิมพ์ เป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น มีผลให้การรายงานข่าวรวดเร็ว ทันสมัย ประสิทธิภาพของหนังสือพิมพ์ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็มีผลทำให้การลงทุนสูงขึ้น องค์กรทั้ง 3 ฝ่าย มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน ต่างฝ่ายต่างต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพราะหากขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไป หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล่าช้าก็จะทำให้หนังสือพิมพ์ไม่สามารถออกทันเวลา การทำหนังสือพิมพ์เป็นงานที่ทำกันเป็นทีม แข่งกับเวลา ต้องการความรวดเร็ว คำที่ใช้กันคุ้นเคยในงานพิมพ์ก็คือ " Deadline " แปลว่า "เส้นตาย" งานทุกชิ้นต้องพร้อมก่อนกำหนดเส้นตาย หากขาดความสนใจต่อเงื่อนเวลาอันนี้แล้วก็จะทำให้งานหนังสือพิมพ์ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลถึงความล่าช้าและความไม่ทันสมัยในการรายงานเหตุการณ์ เนื่องจากเป้าหมายธุรกิจหนังสือพิมพ์ คือการปฏิบัติภาระกิจเกี่ยวกับการให้ข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็นแก่ผู้อ่าน การจัดมาตรฐานของหนังสือพิมพ์ ซึ่งมักจะจัดกันที่เนื้อหาข่าวสารเป็นประการสำคัญก่อน จึงจะสามารถทำให้การผลิตและการตลาดดีขึ้นได้ ฉะนั้นในที่นี้จึงขอกล่าว ถึงขอบเขตการทำงานในความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เห็นภาพที่แท้จริงของการทำหนังสือพิมพ์อย่างกว้างๆ

ความรับผิดชอบในกองบรรณาธิการ

ลักษณะการแบ่งแยกองค์กรหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน มีสายการบริหารงานไม่แตกต่างกันมากนัก ในเรื่องของการจัดรูปแบบตามความรับผิดชอบมีลักษณะตามแผนภูมิกว้างๆดังนี้

บรรณาธิการใหญ่

บรรณาธิการบริหาร

กองบรรณาธิการ กองจัดการ กองการผลิต 1. ฝ่ายข่าวในประเทศ 1.ฝ่ายบุคคล 1.เรียงพิมพ์ 2. ฝ่ายข่าวต่างประเทศ 2.ฝ่ายจัดจำหน่าย 2.ทำบล็อค 3. ฝ่ายข่าวต่างจังหวัด 3.ฝ่ายจัดหาโฆษณา 3.ถ่ายเพลท 4. ฝ่ายข่าวกีฬา 4.ฝ่ายส่งเสริมการขาย 4.พิมพ์ 5. ฝ่ายข่าวสตรี 5.เข้าเล่ม 6. ฝ่ายข่าวเศรษฐกิจ ฯลฯ 7. ฝ่ายข่าวการศึกษา 8. ฝ่ายบทความทั่วไป 9. ฝ่ายภาพถ่าย 10.ฝ่ายบรรณาธิกรณ์ 11.ฝ่ายจัดหน้า 12.ห้องสมุด

การจัดความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย อาจเพิ่มหรือตัดทอนในบางส่วน ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของการลงทุนของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ ในหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กอาจรวมเอาหน้าที่บางส่วนเข้าด้วยกัน ในขณะที่หนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่เพิ่มหน้าที่บางส่วนขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับกำลังคนและความสามารถในการผลิต หนังสือพิมพ์ขนาดกลางขึ้นไปมักจะมีห้องสมุดที่เรียกว่า "morgue" เป็นของตนเองสำหรับค้นคว้าข้อมูลเมื่อต้องการ ตลอดจนเก็บสถิติสำคัญๆไว้เป็นข้อมูลค้นคว้าในการเขียนข่าว และบทความ

การทำงานในกองบรรณาธิการ

รูปแบบการทำงานในกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์จะคล้ายคลึงกัน ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เหมือนกันหมดเสียทีเดียว แต่แนวการเดินทางของข่าว ความสัมพันธ์แต่ละส่วนของหนังสือพิมพ์ มีลักษณะการทำงานคล้ายกันโดยหลักใหญ่ๆดังแผนภูมิต่อไปนี้ ( แนวการเดินทางของข่าวในกองบรรณาธิการ )

เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานของหนังสือพิมพ์รายวัน จะขอกล่าวถึงความรับผิดชอบในตำแหน่งสำคัญๆ ซึ่งแบ่งความรับผิดชอบขอบเขตเนื้อหาเป็นหน้าๆ ไป เพื่อให้ความสะดวก ในการพิจารณาเนื้อหาลงพิมพ์คล่องตัวมากขึ้น แต่ในหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กอาจตัดตำแหน่งบางส่วนออก เหลือเพียงตำแหน่งที่จำเป็น เช่น บรรณาธิการบริหาร บรรณาธิการข่าว หัวหน้าข่าวในประเทศ ผู้เขียน เรียบเรียงข่าว ช่างภาพ ผู้ตรวจต้นฉบับ ผู้ตรวจปรู๊ฟ และผู้สื่อข่าว

ขอบเขตและหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง

บรรณาธิการบริหาร ( Editor-in-chief) ในปัจจุบันทำหน้าที่รับผิดชอบทางด้านธุรกิจของหนังสือพิมพ์ วางแผนดำเนินงานให้หนังสือพิมพ์อยู่รอดได้ทั้งทางธุรกิจและการเสนอเนื้อหาที่ดี ทั้งนี้ เพราะการทำหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านการบริหารอยู่ด้วย จึงจะช่วยให้เป็นกิจการที่มีประสิทธิภาพอยู่รอดได้

บรรณาธิการบริหาร (Managing Editor) ทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการให้หนังสือพิมพ์สำเร็จลุล่วง ออกเป็นฉบับให้ทันเวลา และมีประสิทธิภาพ สิ่งที่บรรณาธิการบริหาร (หรือหนังสือพิมพ์บางฉบับจะเรียกตำแหน่งนี้ว่า "หัวหน้ากองบรรณาธิการ") ให้ความสนใจโดยตรงก็คือ เนื้อหาสาระที่เป็นข่าว บทความ สารคดี ฯลฯ กล่าวโดยสรุป คือรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องราวที่อ่านได้ทั้งหมด (reading materials) จะดูแลตั้งแต่คุณภาพของข่าว การบรรณาธิกรณ์ การจัดหน้า และความรวดเร็วในการผลิตหนังสือพิมพ์ให้ถึงมือผู้อ่านตามเวลา บรรณาธิการบริหารจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับบรรณาธิการใหญ่ เพื่อให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันทั้งในด้านนโยบายธุรกิจ และนโยบายการข่าวให้ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี

บรรณาธิการข่าวในประเทศ (City Editor) เป็นหัวหน้ารับผิดชอบข่าวในประเทศทั้งหมด เป็นผู้มอบหมายให้ผู้สื่อข่าวไปแสวงหาข่าวตามแหล่งข่าวต่างๆ ตรวจตราความถูกต้องและพิจารณาคัดเลือกข่าว ซึ่งส่งเข้าโดยผู้สื่อข่าว หากเป็นที่พอใจถูกต้องตามคุณค่าของข่าวก็จะส่งข่าวชิ้นนั้น ต่อไปให้บรรณาธิการข่าว(news editor)

บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ (Wire Editor) รับผิดชอบข่าวต่างประเทศ ปกติข่าวต่างประเทศจะได้จากโทรพิมพ์ จึงเรียกว่า Wire news แต่ในปัจจุบันหนังสือพิมพ์บางฉบับสามารถจ้างผู้สื่อข่าวไปประจำในต่างประเทศ เพื่อรายงานข่าวพิเศษบางอย่างได้ด้วย ข่าวต่างประเทศจึงครอบคลุมถึงข่าว ซึ่งได้จากโทรพิมพ์ สำนักข่าว และผู้สื่อข่าวต่างประเทสหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับจะเป็นสมาชิกของสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น A.P. (Associated Press) , U.P.I. (United Press International) และ Reuter เป็นต้น สำนักข่าวเหล่านี้จะป้อนข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกผ่านทางเครื่องโทรพิมพ์ ผู้สื่อข่าวจะคัดเลือกข่าวที่น่าสนใจมาเขียนตามรูปแบบของข่าว แล้วส่งต่อให้บรรณาธิการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่าควรลงพิมพ์ข่าวใดบ้าง นอกจากนี้ข่าวต่างประเทศยังได้จากเอกสาร นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เนื้อหาเหล่านี้เป็นประโยชน์ในรูปของการวิเคราะห์เจาะลึกมากกว่ารายงานเหตุการณ์

บรรณาธิการภาพ (Picture Editor) รับผิดชอบในเรื่องของภาพถ่าย ภาพข่าว สำหรับ ลงพิมพ์ ทำหน้าที่คัดเลือกภาพข่าวที่มีคุณภาพส่งให้บรรณาธิการข่าว แหล่งภาพข่าวจะได้จาก โทรพิมพ์ส่งมาโดยสำนักพิมพ์ต่างประเทศ และจากช่างภาพประจำกองบรรณาธิการมักเป็นภาพข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ บางครั้งอาจจะมีภาพส่งมาโดยช่างภาพสมัครเล่นบรรณาธิการฝ่ายภาพ จะทำหน้าที่พิจารณาคุณค่าของภาพว่าสมควรจะลงพิมพ์หรือไม่

บรรณาธิการข่าว (News Editor) เป็นแกนสำคัญในการรับผิดชอบการทำงานในกองบรรณาธิการรองลงมา จากบรรณธิการบริหารซึ่งรับผิดชอบหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ รวมถึงการเขียนบทบรรณาธิการ แต่บรรณาธิการข่าวจะเป็นผู้ตัดสินใจการพิจารณาลงพิมพ์ข่าวและภาพทั้งหมด

บรรณาธิการข่าวจะทำงานร่วมกับบรรณาธิการฝ่ายจัดหน้า Make Up Editor หรือ Sub-Editor ทำหน้าที่พาดหัวข่าว จัดหน้า รูปภาพ ต้นฉบับ ให้หนังสือพิมพ์มีรูปร่างหน้าตาน่าดูและน่าอ่าน บรรณาธิการข่าวจะเป็นผู้ตัดสินใจ กำหนด คัดเลือกข่าวที่มีคุณค่าน่าสนใจ ลงตีพิมพ์พร้อมกับกำหนดความสั้น-ยาวของแต่ละข่าวให้เหมาะสมกับเนื้อที่หน้ากระดาษ แล้วส่งไปที่โต๊ะตรวจต้นฉบับข่าว (Copy desk) ที่โต๊ะนี้ หัวหน้าฝ่ายตรวจแก้ต้นฉบับ (Slotman) ร่วมกับผู้ทำหน้าที่ตรวจความถูกต้องของเนื้อหา ข้อเท็จจริง และกฎหมาย จะทำหน้าที่ตรวจต้นฉบับให้ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง ภาษาที่ใช้ให้กระชับ การพาดหัวข่าว เมื่อตรวจความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เรื่องต่าง ๆ จะถูกส่งไปให้บรรณาธิการจัดหน้า ทำการเข้าหน้าให้เรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ แล้วจึงส่งไปยังห้องเรียงพิมพ์ และฝ่ายผลิตต่อไป

นอกเหนือจากข่าวแล้ว เนื้อหาอื่น ๆ เช่น บทความ สารคดี บทความพิเศษ ฯลฯ อาจจะได้จากนักเขียนประจำกองบรรณาธิการเอง หรือจากผู้อ่าน หรือนักเขียนอิสระเนื้อหาเหล่านี้จะผ่านการพิจารณาโดยบรรณาธิการตรวจต้นฉบับ (Copy Editor) เพื่อตรวจในเชิงของกฎหมายมากกว่าอย่างอื่น ในหนังสือพิมพ์บางฉบับอาจผ่านการพิจารณา โดยบรรณาธิการบทความ หรือบรรณาธิการที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ โดยตรง

หลาย ๆ ครั้งที่ผู้สื่อข่าวส่งข่าวเข้าโรงพิมพ์โดยตรงทางโทรศัพท์หรือทางจดหมาย (กรณีที่เป็นข่าวต่างจังหวัดไกล ๆ) ข้อมูลเหล่านี้จะมอบหมายให้ผู้ทำหน้าที่เขียนข่าว (Rewrite man หรือ Rewriter) ผู้เขียนข่าวหรือเรียบเรียงข่าวนี้อยู่ประจำในโรงพิมพ์ มีประสบการณ์และความชำนาญในงานการสื่อข่าวเขียนข่าวมาก่อน จึงจะสามารถเขียนข่าวได้ถูกต้องตรงกับเอกลักษณ์ของหนังสือพิมพ์

ผู้สื่อข่าว (Reporters) เป็นบุคคลแรกที่ทำหน้าที่รวบรวมรายงานข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น งานของผู้สื่อข่าวก็คือการออกไปตระเวนหาข่าวตามแหล่งต่าง ๆ โดยปกติจะแบ่งเป็นสาย ๆ เช่น สายมหาดไทย สายทำเนียบ สายการศึกษา สายเศรษฐกิจ ฯลฯ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวจะใช้ความรู้ความสามารถทางการประเมินวินิจฉัยคุณค่าข่าวที่น่าสนใจสำหรับผุ้อ่านมารายงาน ให้ข้อเท็จจริงในรายละเอียดส่งให้หัวหน้าข่าวหรือบรรณาธิการข่าว เพื่อเขียนตามรูปแบบของข่าวต่อไป ผู้สื่อข่าวจึงเป็นด่านแรกที่จะวินิจฉัยนำเหตุการณ์ที่เหมาะสมมารายงาน ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ "ข่าว" จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ในหนังสือพิมพ์บางฉบับจะจัดแบ่งกลุ่มผู้สื่อข่าวออกเป็น 2 ประเภทคือ

1.ผู้สื่อข่าวทั่วไป (General Assignment Reporter) ทำหน้าที่หาข่าวทั่วไป ไม่มุ่งเฉพาะประเภทข่าวสายหนึ่งสายใด แล้วแต่ว่าจะได้รับมอบหมายจากบรรณาธิการ ผู้สื่อข่าวประเภทนี้ อาจรายงานเหตุการณ์ในลักษณะของการวิเคราะห์ข่าว เขียนคอลัมน์ด้วย เมื่อมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้นและ ได้รับมอบหมายก็สามารถออกไปทำข่าวได้ทันที ดังนั้น จึงต้องมีความชำนาญ ประสบการณ์ คล่องตัวพอสมควรในการสื่อข่าว ส่วนมากมักจะเป็นบุคคลที่มีประสพการณ์การรายงานข่าวมาก่อน จึงสามารถตัดสินใจแสวงหาประเด็นข่าวที่น่าสนใจได้อย่างถูกต้อง

2.ผู้สื่อข่าวประจำ (Beat Reporter หรือ Special Assignment Reporter) มีหน้าที่สื่อข่าวเป็นหลักใหญ่ ได้รับการฝึกฝนให้มีความชำนาญในการรายงานข่าวได้เป็นอย่างดี มักจะได้รับมอบหมายให้ไปหาข่าวประจำตามแหล่งต่าง ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงศึกษา หรือ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประจำตามสายต่าง ๆ เช่น สายการเมือง สายเศรษฐกิจ ฯลฯ ดังนั้น จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในแต่ละเรื่องที่ตนรับผิดชอบอยู่อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนชำนาญในเทคนิคการเจาะข่าวเพื่อรายงาน

หนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจที่ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน แข่งกับเวลา ดังนั้น การรู้จักขั้นตอน กระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานสอดคล้องรวดเร็วขึ้น ถึงแม้ว่าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับอาจจัดองค์กรแตกต่างกันในความรับผิดชอบปลีกย่อย แต่โดยหลักการแล้ว มักจะมีแนวการเดินทางของข่าวไม่แตกต่างกัน

แนวการเดินทางของข่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวซึ่งเป็นบุคคลแรกที่สัมผัสกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกเป็นประจำ จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงทั้งหมด นำมาเขียนเป็นข่าวส่งให้กับหัวหน้าข่าว หรือบรรณาธิการข่าวแต่ละประเภท เช่น บรรณาธิการข่าวในประเทศ บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ บรรณาธิการข่าวต่างจังหวัด เป็นต้น ในกรณีที่ผู้สื่อข่าวส่งข่าวทางโทรศัพท์หรือทางจดหมายซึ่งไม่ได้เขียนในรูปของข่าว หรือเขียนข่าวไม่ชัดเจน บรรณาธิการอาจส่งให้ผู้เรียบเรียงข่าว หรือผู้เขียนข่าว (Rewriter) นำไปเขียนเป็นข่าวให้ถูกต้องก่อนส่งไปพิมพ์

บรรณาธิการข่าวแต่ละคนจะทำการคัดเลือกข่าวที่ถูกส่งเข้ามา ตามหลักการ ประเมินคุณค่าข่าว โดยพิจารณาถึงองค์ประกอบของข่าว นโยบายการเสนอข่าวและอื่น ๆ (ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้ว) เมื่อได้ข่าวที่มีคุณค่าน่าสนใจมาแล้ว จะส่งให้หัวหน้ากองบรรณาธิการหรือบรรณาธิการบริหาร เพื่อพิจารณาตัดสินคัดเลือกอีกครั้งหนึ่งโดยให้เหมาะสมกับเนื้อที่ของหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่ ในส่วนนี้บรรณาธิการข่าวจะคัดเลือกและอาจร่วมกับบรรณาธิการฝ่ายจัดหน้าทำการพาดหัวข่าว ตรวจสอบความถูกต้อง กำหนดความยาว จัดหน้า (Lay-out) ในขั้นหนึ่งก่อน แล้วส่งต่อไปที่โต๊ะข่าว (Copy Desk) เพื่อประชุมร่วมกับหัวหน้าข่าวฝ่ายต่าง ๆ (Rimmen) โดยมีบรรณาธิการข่าวทำหน้าที่นั่งประจำในตำแหน่งหัวหน้าโต๊ะ (Slotman) เพื่อทำการบรรณาธิกรณ์ ตรวจสอบ ปรับปรุงการใช้ภาษา การพาดหัวข่าว ให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งให้บรรณาธิการฝ่าย จัดหน้านำไปจัดวัตถุดิบในทั้งหลายลงในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ดูเรียบร้อยน่าอ่านตามหลักของการจัดหน้าที่ดี แล้วจึงส่งให้ฝ่ายผลิตจัดการพิมพ์ตามที่กำหนดไว้ เสร็จแล้วฝ่ายจัดการก็จะรับช่วงดำเนินการวางตลาดต่อไป

จะเห็นได้ว่า ตามแนวการทำงานของกองบรรณาธิการโดยเส้นทางเดินของข่าวบุคลากร แต่ละคนของหนังสือพิมพ์เปรียบเสมือนนายด่าน (Gate Kuper) กลั่นกรองสิ่งที่ผู้อ่านควรจะได้ทราบ บุคคลเหล่านี้จึงต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อวิชาชีพของตนอยู่เสมอเพื่อให้ผู้อ่าน และสังคมได้รับสิ่งที่ดีและถูกต้องมากที่สุด

คุณลักษณะของข่าว

ความหมายของคำว่า "ข่าว" อาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะให้ความสำคัญแก่ สิ่งที่จะนำมารายงานอย่างไร ทำให้นิยามของข่าวเป็นไปอย่างกว้างขวางตามคุณลักษณะที่ปรากฏในตัวมันเอง ความพยายามในการจำกัดความปรากฏออกมาหลายรูปแบบ เช่น

ข่าว คือ เหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง หรือเรื่องราวที่ประชาชนสนใจใคร่รู้

ข่าว คือ เหตุการณ์หรือ "ข่าวสาร" ที่รายงานให้ผู้อ่านทราบ

ข่าว คือ รายงานของเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีความยุติธรรม ทันเหตุการณ์ ถูกต้อง กะทัดรัด และ เที่ยงตรง

ข่าว คือ สิ่งที่ประชาชนสนใจ

ข่าว คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีความสำคัญ

ข่าว คือ สิ่งที่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ตัดสินใจเลือกลงพิมพ์ เพื่อเสนอต่อผู้อ่าน

ข่าว คือ สิ่งที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ฯลฯ

จากนิยามข้างต้นพอสรุปได้ว่า "ข่าว" นั้นควรประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ประการ คือ ความน่าสนใจ (interest) ข้อเท็จจริง (facts) และผู้อ่าน (readers) กล่าวคือ ข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นต้องเป็นสิ่งที่น่าสนใจ สำหรับผู้อ่านหนังสือพิมพ์ ดังนั้น ผู้สื่อข่าว จำเป็นต้องรายงานข้อเท็จจริง ให้เป็นที่สนใจ แก่ผู้อ่าน

ข้อสรุปข้างต้นพอจะชี้ให้เห็นว่า หากเหตุการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจหรือไม่น่าสนใจ ผู้สื่อข่าวก็จะไม่นำไปเสนอให้ผู้อ่านได้มีโอกาสรู้ว่าเกิด อะไรขึ้นบ้างแล้ว ผู้อ่านจะไม่มีโอกาสรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย ความสนใจย่อมไม่เกิดเมื่อเป็นดังนี้ เหตุการณ์จะเกิดที่ไหนก็อยู่ตรงนั้น ผู้อ่านจะทราบก็ต่อเมื่อมีบุคคลหยิบยกเอาเหตุการณ์นั้นรวบรวมข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทั้งหมดมาเล่าหรือรายงาน หรือลงพิมพ์เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ ก็จะเกิดความสนใจขึ้นมาได้ สิ่งนั้นจึงเป็นข่าว

"ข่าว" คือ รายงานเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ ในที่นี้ขอเน้นว่า "ข่าว" คือ "รายงาน" มิใช่เพียงเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดเท่านั้น แต่ข่าวจะเป็นเรื่องราว มีคนรายงานให้เราทราบ สาระสำคัญของข่าวต้องเป็นรายงานของเหตุการณ์ปัจจุบันที่ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการเห็นพ้องต้องกันว่า ประชาชนควรรับทราบเหตุการณ์หรือเรื่องราวนั้น ๆ

ทั้งผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการข่าว จึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทอย่างมากในการตัดสินใจและวินิจฉัยว่า เหตุการณ์ใดควรได้รับการรายงานหรือไม่ จากบทบาทสำคัญนี้ ทำให้ต้องยึดหลักการพิจารณาคุณค่าข่าว หลักใหญ่ที่ถือปฏิบัติกันมาเสมอก็คือ ความสด ความทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ "เป็นที่สนใจ" ของมนุษย์นอกเหนือไปจากความสำคัญของเหตุการณ์ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตของผู้อ่าน

ความน่าสนใจ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่จะเป็นแนวทางกำหนดว่าข่าวนั้นมีคุณค่า (New Worthiness) สมควรแก่การรายงานหรือไม่

การวินิจฉัยคุณค่าข่าว

ได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า คุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของข่าวก็คือ ความน่าสนใจและความสำคัญทั้ง 2 ประการนี้ผู้สื่อข่าวต้องพิจารณาในทัศนะของผู้อ่าน คือข่าวนั้นต้อง น่าสนใจสำหรับผู้อ่าน มีความสำคัญต่อผู้อ่าน และผู้ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีความสดทันสมัย สำหรับผู้อ่าน

ข่าวที่มีคุณค่าสูง มักจะมีทั้งความสำคัญ (significance) และความน่าสนใจ (interest) อยู่ในตัวของมันเอง

ความสำคัญ (significance) หมายถึง เหตุการณ์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผลกระทบดังกล่าวจะมีผลในวงกว้าง เช่น การปรับอัตราภาษีมีผลกระทบต่อรายได้ค่าครองชีพของประชาชน การเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมีผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อความเป็นอยู่และค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ จึงจัดว่าเป็นข่าวที่มีความสำคัญ เพราะหากไม่รายงานให้ผู้อ่านทราบก็อาจจะเกิดผลเสียต่อส่วนรวมทั้งหมดได้

ความสำคัญนั้น นอกจากจะพิจารณาจากผลกระทบที่จะเกิดต่อประชาชนแล้ว บางทีข่าวที่สำคัญในสังคมหนึ่งหรือประเทศหนึ่งอาจจะไม่สำคัญต่ออีกสังหนึ่งก็ได้ เช่น ข่าว การเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศจำนวนมหาศาลนั้น เป็นข่าวที่มีความสำคัญมา สำหรับประเทศไทย แต่เมื่อมองในทัศนะของประชาชนประเทศญี่ปุ่นแล้ว ข่าวนี้ไม่มีความสำคัญเพราะไม่มีผลกระทบต่อชาวญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น การเลือกรายงานข่าวของสื่อมวลชนใน 2 ประเทศนี้จึงไม่เหมือนกัน เห็นได้ว่าการวินิจฉัยคุณค่าข่าวต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมความเป็นจริง สังคมและองค์ประกอบอื่น ๆ อีก

โดยมากข่าวที่มีความสำคัญ มักจะเป็นข่าวที่จัดในประเภท hard news หรือข่าวหนักคือ เป็นข่าวที่มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ผลกระทบนั้นอาจไม่ทันทีทันใด แต่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาว ต้องอาศัยเทคนิคการรายงานข่าว อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อความเข้าใจในเรื่องราวนั้น ๆ ส่วนมากข่าวประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นข่าวสถานการณ์ (situation news) มากกว่าข่าวประเภทเหตุการณ์ (event news) ซึ่งตอบสนองความใคร่รู้ได้อย่างฉับพลัน แต่ข่าวในเหตุการณ์บางประเภทก็มีความสำคัญ พอที่จะส่งผลกระทบถึงคนหมู่มาก เช่น ข่าวโรงงานแก๊สระเบิดในประเทศอินเดียทำให้คนตายเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบให้ประชาชน ต้องหวาดระแวงเกี่ยวกับความปลอดภัยและญาติพี่น้องทรัพย์สินที่สูญเสียไป มีผลให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือเป็นจำนวนมหาศาลทั้ง ๆ ที่เป็นประเทศยากจน เกิดภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ในเรื่องของข่าวหนักและข่าวเบาจะได้กล่าวต่อไป

ความน่าสนใจ (interest) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ประชาชนสนใจใคร่รู้อยากติดตาม คุณสมบัติข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่สำคัญของรายงานข่าวเพราะข่าวที่ขาดความน่าในใจแล้ว คนก็จะไม่อ่าน ผู้สื่อข่าวที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์จะพยายามเขียนข่าวให้น่าสนใจและน่าอ่านโดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ข่าวที่น่าสนใจก็คือข่าวที่ผู้อ่านมีความตั้งใจต้องการจะอ่านมากที่สุด ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าอะไรคือสิ่งที่น่าสนใจ? นักหนังสือพิมพ์และบุคคลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับข่าว ได้กำหนดแนวการวัดความสนใจของผู้อ่านไว้หลายประการ โดยพิจารณาตามองค์ประกอบของข่าว (news elements) กล่าวคือ ผู้อ่านทั่วไปมักให้ความสนใจเป็นพิเศษในสิ่งต่อไปนี้

1. ความสด (Immediacy) หมายถึงความรวดเร็วในการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้อ่านได้ ทราบอย่างทันทีทันควัน คือนับจากระยะเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับการรายงานข่าว ควรเป็นไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งรายงานได้เร็วเท่าไรคุณค่าของความสดของข่าวก็จะมีมากขึ้น

2. ความใกล้ชิด (Proximity) หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้กับตัวผู้อ่านหนังสือพิมพ์ ทั้งด้าน ระยะทาง เวลา และความคิด ถ้าใกล้มากก็จะมีคุณค่าทางข่าวสูงกว่าเหตุการณ์ที่เกิดไกลออกไป ความใกล้ชิดอาจเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางจิตใจ ความคิดสถานที่หรือบุคคลซึ่งมีความผูกพันทางใดทางหนึ่งกับผู้อ่าน

3. ความเด่น (Prominence) ครอบคลุมถึงความเด่นของบุคคล สถานที่ หรือเวลาของเหตุการณ์ หรือบุคคลในเหตุการณ์ เช่น ช่วงเวลาของการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรช่วงเวลาของการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ นางสาวไทยเดินทางไปประกวดนางงามจักรวาล เป็นต้น เหตุการณ์ใดที่มีองค์ประกอบของความเด่นดังกล่าวมากก็มักได้รับความสนใจในคุณค่าเชิงข่าวสูง ได้รับการพิจารณาตัดสินใจให้ลงพิมพ์ก่อนเสมอ

4. ความผิดปกติ (Unusualness) โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว มักสนใจต่อสิ่งใดก็ตามที่แปลกหรือไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น แม่คนหนึ่งให้กำเนิดลูกแฝดถึง 8 คน หรือ เด็กอายุ 5 ขวบ สามารถคำนวณเลขหลักล้านได้ภายใน 5 วินาที เป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก คนจึงอยากรู้ในรายละเอียดมากกว่าเหตุการณ์ปกติ เหตุการณ์ประเภทนี้จะปรากฏ บนหน้าหนังสือพิมพ์เป็นครั้งคราวแล้วแต่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด

5. สิ่งที่มนุษย์สนใจหรือเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ (Human interest) สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วยกันเอง หรือเกิดกับสิ่งมีชีวิตในโลก องค์ประกอบข้อนี้เป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ทางอารมณ์ จิตใจ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั่วไป เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วมทางอารมณ์กับบุคคลในข่าวด้วย เช่นความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ เห็นใจ เข้าใจ สงสาร อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือ ถ้าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันอาจเกิดกับตนเองแล้วควรทำอย่างไร หรือเป็นเหตุการณ์ที่อาจมีโอกาสเกิดกับทุกคนได้

6. ความขัดแย้ง (Conflict) ข่าวจากหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งไม่ลงรอยกันระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย เช่น ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ขัดแย้งทางอุดมการณ์ ขัดแย้งทางด้านความคิด ทางเพศ ความขัดแย้งมีคุณค่าทางข่าวสูง เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยากรู้ อยากทราบถึงสาเหตุของความขัดแย้ง กระหายที่จะติดตามถึงที่สุด ตัวอย่างใกล้ตัวที่เห็นได้ชัด ก็คือ หากเกิดอุบัติเหตุรถยนตร์ชนกัน ณ ถนนสายหนึ่งสายใด จะมีคนเข้าไปมุงดูกันมากมายเพียงเพื่ออยากทราบว่าทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้อย่างไร ใครผิด ใครถูก เพราะนั่นก็คือเหตุของการขัดแย้งอย่างหนึ่ง หรือข่าวฆาตกรรมที่เกิดขึ้น จากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคการเมือง ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจได้เสมอ

7. ความลึกลับซับซ้อน (Suspense) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วยังไม่สามารถคลี่คลายให้กระจ่าง หรือยังไม่สามารถเสาะหาสาเหตุที่แท้จริงแล้ว มักกระตุ้นให้ผู้อ่านสงสัยใคร่ติดตามให้ถึงที่สุด จากตัวอย่างกรณีรถชนกัน ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่สมารถตกลงกันได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผู้คนก็มักจะรีๆรอๆฟังจนทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไป หรือข่าวเกี่ยวกับการฆาตกรรมลึกลับซ่อนเงื่อน ต้องเสาะแสวงหาหลักฐานพยาน ผู้สื่อข่าวจะต้องติดตามอย่างต่อเนื่องละเอียดละออและคลี่คลายเงื่อนปมจนหายสงสัย หรือคลายความน่าสนใจไปซึ่งจะทำให้ข่าวนั้นอ่อนคุณค่าลงก็จะทำให้การวินิจฉัยคุณค่าตกอยู่ในลำดับรองๆลงไป

8. ความกระทบกระเทือน (Consequence) เป็นผลกระทบของเหตุการณ์ที่เกิดกับมวลชน อาจเป็นผลกระทบทางความเป็นอยู่ การครองชีพหรือทางสังคม ผลกระทบกระเทือนนี้ อาจเกิดโดยทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การปรับอัตราภาษี มีผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ไฟไหม้ย่านสลัมทำให้คนขาดที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ข่าว อุทกภัย ภัยพิบัติ เป็นต้น รายละเอียดของผลกระทบดังกล่าว จะได้รับการรายงานทั้งในเรื่องของความเสียหายทางทรัพย์สินและชีวิตตลอดจนสาเหตุ การป้องกัน

9. ความก้าวหน้า (Progress) ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพิจารณาคุณค่าข่าว โดยเฉพาะการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ความเปลี่ยนแปลงของสังคม การศึกษา ฯลฯ ย่อมเป็นผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสิ้น มนุษย์ทั้งหลายย่อมมีความสนใจอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ จึงเปิดคอลัมน์วิทยาการก้าวหน้าขึ้น เพื่อรายงานความก้าวหน้าทางการแพทย์บ้าง การค้นพบวิจัย การประดิษฐ์ อุตสาหกรรม หรือเครื่องทุ่นแรงที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในอาชีพสาขาต่างๆ เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาการย่อมมีผลต่อความหวังใหม่ในชีวิตของประชาชนด้วย

10. เพศ (Sex) ในโลกนี้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีอยู่เพียง 2 เพศ คือ ชายและหญิง ความสนใจในเพศตรงข้าม จึงเป็นธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ จัดเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุดก็ว่าได้ ความผิดปกติทางเพศ หรือพฤติกรรมเบี่ยงเบน จึงมักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ องค์ประกอบข้อนี้มิได้หมายถึง เฉพาะเรื่องระหว่างหญิงกับชายเท่านั้น แต่รวมไปถึง กิจกรรมต่างๆทางสังคมด้วย เช่น การต่อสู้เพื่อแก้กฎหมายที่เสียเปรียบของสตรี การเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างหญิงกับชาย การเรียกร้องให้เป็นที่ยอมรับของสังคมเป็นต้น

องค์ประกอบทั้ง 10 ประการ สามารถครอบคลุมถึงคุณลักษณะของ"ข่าว" ได้มากพอสมควร และอาจแบ่งซอยองค์ประกอบออกย่อยๆได้อีกหลายประการ แต่ก็ไม่พ้นคุณสมบัติทั้งหมดข้างต้น สังคมทุกวันนี้มีความสลับซับซ้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย เหตุการณ์เดียวอาจเกี่ยวโยงถึงหลายสาเหตุ มีผลกระทบกระเทือนในวงกว้างทำให้เข้าใจได้ยากขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้ว คุณลักษณะของข่าวจะไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ "ข่าว"เป็นรายงานของเหตุการณ์หรือสถานการณ์ ที่มีความสำคัญและน่าสนใจ องค์ประกอบต่างๆแสดงถึงความสนใจของผู้อ่านที่ได้นำเสนอในรูปของข่าว ผูกพันกับชีวิตของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ดังที่ว่าข่าวที่ดีที่สุดของผู้อ่านข่าวที่ได้นำเสนอในรูปของข่าว ผูกพันกับชีวิตของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ดังที่ว่าข่าวที่ดีที่สุดคือข่าวซึ่งเป็นที่สนใจ ของผู้คนส่วนมา

องค์ประกอบของข่าวเป็นแนวทางอย่างหนึ่งในการกำหนดคุณค่าของข่าว และเป็นเครื่องวัดว่าควรจะนำเสนอข่าวใดก่อนหลัง ทำให้เกิดความเข้าใจในการเลือกเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์มากขึ้น และนับเป็นแนวทางสำหรับผู้สื่อข่าวระยะเริ่มต้นที่จะเลือกรายงานเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้อ่าน ทำให้ข่าวที่รายงานไปมีคุณค่าควรแก่การรรับรู้ของประชาชน

ประเภทของข่าว

ถึงแม้ว่าตามความหมายของข่าวแล้ว เหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งปรากฏเป็นที่สนใจ สามารถจัดเป็นข่าวได้ทั้งสิ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความเข้มข้นและผลกระทบต่อสังคมในระดับที่ไม่เท่ากัน กล่าวคือ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วก็หายไปไม่อยู่ในความสนใจของผู้อ่านอีกต่อไป ในขณะที่เหตุการณ์บางเหตุการณ์มีประเด็นความสนใจ ต่อเนื่องในระยะหนึ่ง จากความแตกต่างข้อนี้ จึงได้มีการจัดประเภทของข่าวออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. ข่าวหนัก (Hard News) ได้แก่ข่าวที่มีคุณสมบัติของความสำคัญ มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มากกว่าข่าวที่มีองค์ประกอบของความน่าสนใจเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม ข่าวเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบโยงใยต่อปัจจัยอื่นๆอีกมาก เช่น ข่าวเศรษฐกิจมักจะมีผลกระทบจากสภาวะทางการเมือง สะท้อนถึงสภาพความเป็นอยู่ ค่าครองชีพของประชาชน หรือข่าวอาชญากรรมร้ายแรงมีผลกระทบต่อศีลธรรมและความปลอดภัยของประชาชน ในกรณีเช่นนี้มักทิ้งปัญหาบางอย่างให้ผู้อ่าน หรือผู้เกี่ยวข้องต้องนำไปขบคิดแก้ปัญหาต่อไป มิได้หยุดเพียงแค่การรายงานข่าวเท่านั้น หากจะกล่าวโดยสรุป ข่าวหนักเป็นข่าวที่ให้ความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ในสังคม ให้ความรู้ความเข้าใจและข้อคิดแก่ประชาชน ก่อให้เกิดความคิดต่อเนื่องแก่ผู้อ่านมากกว่า จะเป็นเพียงสนองอารมณ์ความอยากรู้อยากเห็นเพียงอย่างเดียว

2. ข่าวเบา (Soft News) ได้แก่ ข่าวที่มีองค์ประกอบของความน่าสนใจมากกว่าความสำคัญ มักเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจให้ผู้อ่านในช่วงระยะเวลาเดียว แล้วจางหายไปจากความทรงจำของประชาชน ตัวอย่างเช่น ข่าวอาชญากรรม ตีรันฟันแทง ข่าวบันเทิง เหตุการณ์ที่เป็น ข่าวจะไม่มีผลกระทบต่อเนื่องกับความเป็นอยู่ของประชาชนเท่าใดนัก แต่จะให้อารมณ์สนองความอยากรู้อยากเห็นแก่ผู้อ่านต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำวัน ข่าวประเภทนี้จึงมักจะมีองค์ประกอบของความสนใจ กระตุ้นอารมณ์ตื่นเต้นเร้าใจได้มากกว่าข่าวหนัก

หากจะมองความสัมพันธ์ของประเภทหนังสือพิมพ์กับกับประเภทของข่าวแล้ว พิจารณาได้อย่างคร่าวๆว่า หนังสือพิมพ์ประเภทเพ่งปริมาณจะมีนโยบายให้ลำดับความสำคัญในการเสนอข่าวประเภทข่าวเบามากกว่าประเภทข่าวหนัก ในขณะที่หนังสือพิมพ์ประเภทเพ่งคุณภาพจะให้ความสำคัญแก่ข่าวหนักมากกว่าข่าวเบา

ในการศึกษาการรายงานข่าวหนังสือพิมพ์นอกจากต้องทราบประเภทของข่าวแล้วการเลือกเหตุการณ์ เพื่อรายงานในหนังสือพิมพ์ก็ต้องคำนึงถึงนโยบายของหนังสือพิมพ์ และความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนที่ดีด้วยว่าเหตุการณ์ใดที่เหมาะสมและควรจะเป็นข่าวที่ดีสำหรับผู้อ่าน

คุณสมบัติของข่าว

เมื่อมีการวินิจฉัยคุณค่าข่าวเพื่อรายงานแล้ว สิ่งที่นักข่าวหรือผู้สื่อข่าวควรตระหนักก็คือ คุณสมบัติของข่าวที่ดี ทั้งนี้หมายถึงข่าวที่จะรับการรายงานหรือเสนอในหน้าหนังสือพิมพ์ควรมีคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการอ่าน ความเข้าใจ และความน่าเชื่อถือแก่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ด้วย ข่าวจึงประกอบด้วยคุณสมบัติต่อไปนี้

1. ความถูกต้อง หมายถึงความถูกต้องในข้อเท็จจริงและเนื้อหา ตัวสะกด ตัวเลข ฯลฯ

2. ความชัดเจน หมายถึงความแจ่มแจ้งชัดเจนทั้งในเรื่องของภาษา ความเข้าใจ การจับประเด็น ความแม่นยำ ตลอดจนการสื่อความหมาย ที่แน่นอน

3. ความกระชับ หมายถึงข่าวทุกชิ้นต้องเขียนให้กระชับ รัดกุม ไม่ยาวยืดเยิ่นเย้อ จนน่าเบื่อ ผู้อ่านต้องการรู้เรื่องราวอย่างรวดเร็วภายในเวลาจำกัด

4. ความเป็นกลาง หมายถึงการปราศจากความคิดเห็นในข่าว ผู้รายงานข่าวจะใส่ความคิดเห็นในข่าวไม่ได้ ต้องรายงานไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสมอ

ความรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะของข่าว และการวินิจฉัยคุณค่าข่าว จึงนับเป็นความรู้เบื้องต้นที่ผู้ต้องการเป็นนักหนังสือพิมพ์ควรทราบ เพราะนอกจากจะทำให้การทำงานในฐานะผู้สื่อข่าว และผู้รายงานข่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้สามารถกำหนดทิศทางการทำงานได้ถูกต้องยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรายงานเหตุการณ์ที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม ตลอดจนจะทำให้มีแนวทางในการเลือกจับประเด็นข่าวมารายงานให้เหมาะสมกับประเภท และนโยบายของหนังสือพิมพ์ที่ตนสังกัดอยู่ด้วย

เอกสารอ้างอิง

( มาลี บุญศิริพันธ์. หลักการทำหนังสือพิมพ์เบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ประกาย




 

Create Date : 08 มีนาคม 2551    
Last Update : 8 มีนาคม 2551 3:26:28 น.
Counter : 6278 Pageviews.  

ว่าด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ในขณะที่ใครหลายคนตั้งคำถามว่า คนอย่าง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีประสบการณ์ด้านการเงินการคลัง มาก่อน

ผมกลับตั้งคำถามกับใครหลายคนว่า ทำไมคนอย่าง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ได้ ในเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลายคนในอดีต ไม่ได้มีคุณสมบัติดีเด่นกว่านพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

ผมตั้งคำถามกับใครหลายคนว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่อยากได้เป็นอย่างไร คำตอบโดยรวมๆ ก็คือว่า ต้องเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการเงินการคลังการธนาคาร หรือ เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์

ผมตั้งคำถามให้ใครบางคนตอบสเปกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ต้องการ และคาดหมาย คือ

อดีตนายแบงก์ หัวหน้าดรีมทีมเศรษฐกิจ อย่าง นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ใช่หรือไม่ ?

อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก อย่าง นายศุภชัย พานิชภักดิ์ ใช้ได้ไหม ?

อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ดีพอไหม ?

อดีตประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ อย่าง นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ จะถูกใจไหม ?

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่าง นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ไปรอดไหม ?

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อย่าง นายวีรพงษ์ รามางกูร เชื่อมั่นไหม ?

อดีตประธานทีดีอาร์ไอ อย่าง นายฉลองภพ สุสังกรกาญจน์ อยากได้อีกสักรอบไหม ?

อดีตรองนายกรัฐมนตรี อย่าง นายอำนวย วีรวรรณ ยังน่าสนใจไหม ?

คนเหล่านี้เคยเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจในรัฐบาลที่ผ่านมา ครบถ้วนทุกคนแล้ว บ้างเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บ้างเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บ้างเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรม บ้างเป็นรองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

ยังมีอีกหลายชื่อ หลายคนที่ผมพอจะคิดออกและพยายามนึกถึงผลงานที่แต่ละท่านแต่ละคนฝากไว้ให้แก่ประเทศไทย หลังจากที่ท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่า แต่ละชื่อที่ผมนึกได้ ผมกลับนึกถึงผลงานที่แต่ละท่านทำไว้ไม่แม่นยำนัก เห็นภาพไม่แจ่มชัดนัก แต่ผมจำชื่อเสียงของท่านได้แม่นยำ ไม่รู้ลืม เหมือนกับว่าตัวตนของท่านยิ่งใหญ่กว่างานที่ทำไว้ เหมือนกับว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อความคิด ติดยึดความเชื่อเช่นเดียวกับคนทั่วไปว่า เมื่อพูดถึงมืออาชีพด้านเศรษฐกิจ ที่พอจะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ ก็อยู่ในแวดวงอันจำกัดเพียงไม่กี่ชื่อนี้เท่านั้น

ความเชื่อเช่นนี้ติดตัวผมมานานแสนนาน นานจนเรียกได้ว่าตกเป็นเหยื่อของผู้ที่สร้างความเชื่อเช่นนี้ให้แก่ผม ได้อย่างหัวปักหัวปำ กว่าจะถอนตัวขึ้นมาเป็นตัวของตัวเองได้ ก็ต่อเมื่อได้มานั่งพิจารณาย้อนเหตุการณ์ว่าแต่ละท่านแต่ละคนทำอะไรไว้บ้างนั่นล่ะ ผมจึงได้คิดใหม่ว่า ชื่อเสียง และ ความเชื่อ ตลอดจน สถานะ “กูรู” ที่สังคมยกย่องมอบให้แต่ละคนแต่ละท่าน ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จ และผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแต่อย่างใด

เหมือนกับโฆษณาชี้ชวนซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างๆ ที่จะพูดเร็วปรื๋อราวกับกลัวว่าประชาชนจะฟังทัน ในตอนท้ายของสปอตโฆษณาว่า “ผลประกอบการในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต”

เช่นเดียวกันกับชื่อและชั้นของมืออาชีพ หรือเทคโนแครต ที่สังคมเชื่อถือว่ามีความเหมาะสมและมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์มากพอที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ ที่ผลงานในอดีต ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของงานในอนาคต หากได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่า การกระทรวงการคลัง

ลองไล่เรียงกันมาตั้งแต่....

1.อดีตนายแบงก์ที่ประสบความสำเร็จได้เป็นนายธนาคารยอดเยี่ยม อย่างนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ หัวหน้าดรีมทีมเศรษฐกิจ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศหลงเชื่อคำโฆษณากันเป็นตุเป็นตะว่า ต้องเป็นคนพวกนี้ล่ะ จึงจะกอบกู้ประเทศที่กำลังประสบวิกฤติต้มยำกุ้งได้ แต่เอาเข้าจริง ก็ได้เห็นกันถ้วนหน้าแล้วว่า นอกจากจะไม่ได้ช่วยบรรเทาพิษภัยของต้มยำกุ้ง ได้อย่างที่คุยโม้ไว้ แต่ยังไม่สามารถรับมือกับค่าเงินบาท ที่ร่วงลงมาจนถึง 55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งผู้นำเข้า และผู้ส่งออก เจ๊งกันระเนระนาด ที่เคยเป็นหนี้ 100 ล้านบาท ก่อนดรีมทีมเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์เข้ามา ก็กลายเป็น 200 ล้านบาททันที เมื่อดรีมทีมพ้นวาระจากไป เรื่องนี้ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เจ้าพ่อทีพีไอ ยืนยันได้ดีว่าหนี้แสนล้านบาท มาจากการบริหารงานของรัฐบาลไหน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชื่ออะไร

นับจากหมดวาระรัฐบาลชวน หลีกภัย ไปพร้อมกับการถูกประชาชนจับได้ไล่ทันว่าดรีมทีมเศรษฐกิจ เป็นเพียงเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่เรื่องจริงตามที่ประชาชนรอคอยและตั้งความหวัง กอบกู้เศรษฐกิจไม่ได้ นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ ก็หนีหน้าหายไปจากแวดวงการเมือง และถูกลืมหายไปจากความทรงจำของประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว

อดีตนายแบงก์ยอดเยี่ยมอย่างที่ประชาชนเฝ้าหวังว่าจะเป็นผู้กอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจของชาติ อย่างนายธารินทร์ พิสูจน์ฝีมือแล้วว่าแม้เขาจะไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยเสมอกันได้ แต่สามารถทำให้ทุกคนจนเท่าเทียมกันได้ ทั้งเจ้านาย และ ลูกน้อง หลายบริษัท ต้องเปลี่ยนอาชีพจากพนักงานบริษัท มาเปิดท้ายขายของกันครึ่งค่อนประเทศ ซึ่งเป็นผลงานที่ดรีมทีมเศรษฐกิจทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ในยามคิดถึงกัน

ไม่เพียงแต่กอบกู้วิกฤติไม่ได้เท่านั้น หากแต่ยังมีการสืบค้นลงลึกในเวลาต่อมาว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่เกิดจากประเทศไทย แล้วขยายผลทำให้ปวดแสบปวดร้อนไปหลายประเทศทั่วโลก เกิดจากการเปิดเสรีทางการเงิน หรือ BIBF ของนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาลชวน 1 โดยไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบ ส่งผลให้คนไทยเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของโลก ใช้เงินมือเติบ ก่อหนี้ในอนาคต โดยไม่มีแผนการชำระหนี้ที่ดีพอ เพราะมาตรการทางการเงินของรัฐบาล ที่เสนอโดยมืออาชีพอย่างนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ นั่นเอง

2. อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) อย่างนายศุภชัย พานิชภักดิ์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผลงานที่นายศุภชัย ฝากไว้ให้คนไทยได้ดูต่างหน้าก่อนบินไปรับจ้างฝรั่งบริหารองค์การการค้าโลก ก็คือ กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ ที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ต้องจำไปจนวันตาย และ กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่บางคนบอกว่าปิดกั้น แต่บางคนบอกว่าเปิดกว้าง การเข้ามาของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกต่างชาติ และได้รับเงื่อนไขทางกฎหมายแพร่ขยายบกระจายตัวไปทั่วประเทศ ก็เกิดขึ้นในยุคที่นายศุภชัย พานิช ภักดิ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นี้เอง

ธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก ขนาดกลาง ห้างภูธร นอนรอความตายไปทีละรายๆ จนในที่สุดทุกวันนี้ธุรกิจค้าปลีกไทย ตกอยู่ใต้อิทธิพลของต่างชาติแบบเบ็ดเสร็จไปแล้ว ก็เป็นฝีมือที่ศุภชัย พานิชภักดิ์ ฝากไว้ให้ดูต่างหน้า

ด้วยฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ที่เข้ามารับภาระกอบกู้บ้านเมืองจากพิษต้มยำกุ้ง ที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทิ้งไว้ นายศุภชัย ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั่งดูประเทศไทยล่มสลายไปต่อหน้าต่อหน้าในหม้อต้มยำกุ้ง

นักลงทุนในตลาดหุ้นยิงตัวตายประชดหุ้นราคาตกต่ำก็ยุคนี้

นักธุรกิจจำนวนมาก ปิดบริษัท ไปทำไร่ไถนา ก็ยุคนี้

พนักงานบริษัท กระโดดตึกฆ่าตัวตาย เพราะรับสภาพตกงานไม่ได้ ก็ยุคนี้

นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้องเปลี่ยนอาชีพไปเป็นคนขายไข่ปิ้ง ไก่ย่าง ก็ยุคนี้

หากถามว่า นายศุภชัย พานิชภักดิ์ มีฝีมือแค่ไหน ผลงานที่ปรากฎออกมาสมกับที่ประชาชนฝากความหวังไว้ในฐานะ “กูรู” ในฐานะมืออาชีพ ด้านการเงินการคลัง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหรือไม่ ก็ต้องดูผลงานของรัฐบาล ชวน หลีกภัย สมัยที่สอง ว่า ประชาชนเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขมากกว่ากัน

หลังจากสิ้นภารกิจจากรัฐบาลชวน 2 นายศุภชัย ไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก ก็ต้องถามกันแบบเปิดเผยไปเลยว่า 2 ปีที่เป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก นายศุภชัย ทำอะไรให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ในเวทีการค้าระหว่างประเทศ และ เวทีการค้าระดับโลก บ้าง ที่เราได้ยิน ได้เห็นจากข่าวโทรทัศน์ มีแต่สินค้าไทยถูกกีดกันในหลายๆ ประเทศ ทั้ง ไก่ กุ้ง ตลอดจนสินค้าเกษตร พืชผักผลไม้

จนกระทั่งนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องรับบทนักเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินสายขายสินค้าไทยไปทั่วโลก การค้าของไทย จึงเริ่มกระเตื้องขึ้น เพราะมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำทีมการค้า ด้วยตนเอง

3. อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่เข้ามาเป็นความหวังให้กับประชาชน ในยุคเผด็จการครองเมือง กับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และจากไปในเวลาอันรวดเร็ว เพียงแค่ไม่ถึง 4 เดือน พร้อมๆ กับการทิ้งหนี้ก้อนใหญ่ไว้ให้กับคนไทย ต้องตามชดใช้ เป็นเงินมากกว่า 3 แสนล้านบาท จากการตัดสินใจของคนเพียงแค่ 2 คน คือ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำหนดมาตรการกันสำรอง 30% เงินตราต่างประเทศ ที่นำเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้ตลาดหุ้นตกอย่างรุนแรง และ นักธุรกิจจต่างชาติ ชะลอการลงทุน บางรายตื่นตระหนกตกใจจนถึงกับถอนการลงทุนออกไปเลย

มาตรการกันสำรอง 30% ที่ประกาศออกมาจากผู้ว่าการธปท. โดยการสนับสนุนของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวนั้น ไม่ได้ผลแม้แต่น้อย และขณะนี้ค่าเงินบาทก็ยังคงแข็งตัวกว่าเมื่อครั้งที่ประกาศมาตรการกันสำรอง 30 % ด้วยซ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประกาศมาตรการดังกล่าว เป็นความผิดพลาดของม.ร.ว.ปรีดิยาธร ที่ทำให้ประเทศไทยเสียหาย และก่อหนี้ให้แก่ประเทศไทย มากกว่า 300,000 ล้านบาท โดยที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันชดใช้หนี้ที่ไม่ได้ก่อ แต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไม่ต้องรับผิดชอบจากการทำให้ประเทศชาติเสียหายมากมายขนาดนี้

ในขณะที่ประเทศชาติเสียหาย แต่กลับมีบุคคลใกล้ชิดผู้มีอำนาจรัฐในขณะนั้น ได้ประ โยชน์จากการล่วงรู้ข้อมูลภายใน และเก็งกำไรกับค่าเงินบาท และราคาหุ้น ได้เงินไปไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เรื่องนี้ นักลงทุนในตลาดหุ้นรู้กันดีว่าใครได้กำไร เช่นเดียวกับนักค้าเงินตราระหว่างประเทศ ก็พูดกันให้แซ่ดว่าลูกชายใคร ได้เงินจากการเก็งกำไรอัตราแลก เปลี่ยน ไปหลายร้อยล้านบาท

หลังจากล้มเหลวไม่เป็นท่ากับมาตรการกันสำรอง 30 % ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ก็ฉวยโอกาสลาออกจากตำแหน่ง โดยอ้างความขัดแย้งทางการเมือง และทำตัวเป็นพระเอก แฉเรื่องราวไม่ชอบมาพากลในคณะรัฐบาล ให้ประชาชนฟัง โดยไม่พูดถึงเรื่องการทำงานที่ล้มเหลว ของตนเองแม้แต่คำเดียว

พฤติกรรมของม.ร.ว.ปรีดิยาธร ไม่แตกต่างจากคนที่ทำงานผิดพลาด แล้วหนีหน้า ไม่กล้ารับผิดชอบ เพราะเขาไม่ได้มาจากประชาชน จึงไม่ต้องตอบคำถามประชาชน เช่นผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง นั่นเอง

4. อดีตประธานกรรมการธนาคากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อย่าง นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ของรัฐบาลนี้ เป็นรัฐมนตรีขาประจำของรัฐบาลเผด็จการ แบบไม่เคยพลาด หลังปฏิวัติรัฐประหารครั้งใด รัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาจากอำนาจเผด็จการ จะต้องเรียกโฆสิต มาเป็นรัฐมนตรี ทุกครั้งไป ตั้งแต่ยุครสช. มาจนถึงคมช. เรียกว่าเป็นบุคคลในสายตา และมีเสน่ห์ต่อเผด็จการทหารทุกยุคทุกสมัย

การเป็นประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ ของ โฆสิต เป็นเพราะ ป๋า สนับสนุน และโฆสิต เข้ามาอยู่กับธนาคารกรุงเทพ ในวันที่ธนาคารกรุงเทพ เป็นปึกแผ่นมั่นคงอยู่แล้ว มิใช่ผู้ที่เข้ามาช่วยสร้างธนาคารกรุงเทพ ให้เติบโตขึ้นมาเช่นทุกวันนี้

โฆสิต เคยเป็นรองเลขาธิการสภาพัฒน์ ยุคป๋าเปรม เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการมืออาชีพ ที่รู้ใจป๋าดีที่สุด อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจดีว่า “เผด็จการ” ต้องการอะไร และเป็นที่ชอบใจของเหล่า “เผด็จการ” ในยุคต่อๆ มา

1 ปีกับ 4 เดือน ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาห กรรม ของรัฐบาลชุดปัจจุยันที่กำลังจะถึงวาระสุดท้ายอยู่รอมร่อ โฆสิต มีผลงานอะไรให้ได้จดจำกันบ้าง ใครบอกได้ มีรางวัลให้ 100 บาท (จะได้นำมาเป็นชข้อมูลเขียนหนังสือ) ผมนึกไม่ออกจริงๆ

ไม่ใช่เพียงแต่นึกไม่ออกว่ามีผลงานอะไรบ้าง บางทีผมก็ลืมไปด้วยว่ารัฐบาลชุดนี้มีมือเศรษฐกิจที่สื่อมวลชนยกย่องว่าเป็นมือเซียน มืออาชีพในการบริหารเศรษฐกิจ เพราะว่าความตกต่ำ ความพินาศฉิบหายของเศรษฐกิจไทย ในห้วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา มันไม่เหมือนกับว่าเรากำลังว่าจ้างมืออาชีพด้านเศรษฐกิจที่สื่อมวลชนชื่นชมยกย่อง และสังคมธุรกิจเห็นว่าเป็นสุดยอดของนักบริหารเศรษฐกิจ มาทำงานแก้ไขปัญหาอยู่เลย

ตรงกันข้าม เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกวงการ ทั้งสื่อมวลชน และนักธุรกิจทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทุกรายสาขา ต่างพากันส่ายหน้า สั่นหัว และทุกข์ระทมกับสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำที่เหมือนกับว่า ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น ยังไงยังงั้นเลย

คำพูดที่ดังระงมไปทั่วทุกวงสนทนาของนักธุรกิจเมื่อปีที่แล้วที่ บอกว่า “ปีนี้ (2550)เผาหลอก ปีหน้า(2551)เผาจริง” เกิดขึ้นในยุคสมัยที่เรามีมืออาชีพด้านการบริหารเศรษฐกิจ อย่าง โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ กูรูการเงินการคลังคนหนึ่ง ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศนี้ เป็นผู้บริหาร เป็นกัปตันทีม ได้อย่างไร

หากวัดจากเสียงสะท้อนสภาพเศรษฐกิจไทย ที่ออกมาในรอบ 1 ปีเศษที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่า โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ไม่ใช่ของจริง แต่เป็นของปลอม ที่ย้อมแมวขาย นั่นเอง

ถ้า โฆสิต มีฝีมือจริง บริหารเศรษฐกิจได้ดีจริง เราคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ มารับใช้ประเทศ เช่นทุกวันนี้

ต้องกล่าวหาว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่หนักหนาเช่นทุกวันนี้ ก็เพราะเราได้มืออาชีพแบบของปลอม มาเป็นผู้บริหารยาวนานกว่า 1 ปีเศษที่ผ่านมา

5. อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่างนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่วันนี้ตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีภาพลักษณ์สวยหรูดูดีเหลือเกินในสายตาของสื่อมวลชน และเป็นชื่อที่ลอยมาตามลมหล่นบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลเลือกตั้ง ว่าได้รับการทาบทามให้มาเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาล

เรื่องแบบนี้ ต้องไปถามพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาลที่มีนายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า 1 ปีบนเก้าอี้รัฐมนตรีพาณิชย์ นายณรงค์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ของจริง” หรือ “ของปลอม”

ในฐานะ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด หรือ ซีอีโอ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ นายณรงค์ชัย ไม่ได้ให้ข้อมูลแก่รัฐบาลพล.อ.ชวลิต เลยว่าสถานการณ์บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สถานการณ์ด้านการเงิน เป็นอย่างไรบ้าง จนกระทั่งวาระสุดท้ายของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต มาเยือนนั่นเอง ประชาชนทั้งประเทศ จึงได้รู้ว่าบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ ที่มีนายณรงค์ชัย เป็นผู้บริหาร มาหลายปี ก่อนจะดีดตัวมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้กับรัฐบาลพรรคความหวังใหม่ เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ก่อหนี้เสียให้แก่ประเทศไทยจำนวนมากมาย จนถูกสั่งปิดกิจการ

หลังจากพล.อ.ชวลิต ประกาศนโยบายลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ระดับ 27 บาทต่อดอลลาร์ หล่นไปอยู่ที่ 50 บาทต่อดอลลาร์ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน นายณรงค์ชัย เป็นคนที่บอกให้นักข่าว ใช้คำว่า “ลอยตัวค่าเงินบาท” แทน “ลดค่าเงินบาท” และบอกว่าการลอยตัว แปลว่าอาจจะขึ้นก็ได้ ลงก็ได้ เพื่อให้ความหวังแก่ประชาชน ให้แตกตื่นตกใจกับอันตราแลกเปลี่ยน แต่ปรากฎว่าเงินบาทมีแต่ไหลลงไม่เคยขึ้นแม่แต่วันเดียว ส่งผลให้นักธุรกิจที่เชื่อนายณรงค์ชัย พากันเจ๊งกันมากขึ้นกว่าเดิม

ในฐานะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายณรงค์ชัย หายหน้าไปนานหลังจากแพ้พิษต้มยำกุ้ง และไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อการล่มสลายของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต เลยแม้แต่น้อย

นายณรงค์ชัย เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน ทำงานต่อ เนื่องมากว่า 1 ปี มีอะไรที่ควรค่าแก่การจดจำบ้าง มีอะไรที่จะอวดอ้างกับประชาชนได้บ้างว่าเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการให้คำปรึกษาของตนเอง หากคิดออกแล้ว กรุณาตอบให้ประชา ชนชื่นใจด้วย

6. อดีตรองนายกรัฐมนตรี อย่างนายวีรพงษ์ รามางกูร “ลูกโกร่งสุดที่รักของป๋าเปรม” และมีความสนิทสนมกับสื่อเครือมติชน มากที่สุด เป็นทั้งวิทยากรอบรมนักข่าว เป็นทั้งคอลัมนิสต์ให้กับมติชน อันน่าจะเป็นที่มาของการปล่อยข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์มติชน เพียงฉบับเดียวว่า “พรรคพลังประชาชนทาบทาม วีรพงษ์ เป็นรมว.คลัง และ วีรพงษ์ ตอบรับแล้ว” ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น หนังสือพิมพ์มติชน เสนอข่าวว่า “พรรคพลังประชาชนทาบทามวีรพงษ์ เป็นรมว.คลัง แต่วีรพงษ์ ไม่รับ”

หลังจากมีข่าวว่า “วีรพงษ์ ไม่รับ” จึงมีข่าวออกมาจากพรรคพลังประชาชน ว่า “หมอสุรพงษ์ รับเป็นรมว.คลัง แล้ว” เป็นเหตุให้หนังสือพิมพ์มติชน เสนอข่าวแบบไม่เห็นด้วยกับ “หมอสุรพงษ์ เป็นรมว.คลัง” และ ตามด้วยข่าว “นักธุรกิจไม่เชื่อมั่น” จนมาจบที่ “วีรพงษ์รับการทาบทาม เป็นรมว.คลัง”

ทางเดินของข่าวในลักษณะนี้ อธิบายความเป็นข่าวในข่าว หรือ อ่านนัยยะระหว่างบรรทัดของข่าวที่หนังสือพิมพ์มติชน นำเสนอได้ว่า

“นายวีรพงษ์ รามางกูร อยากเป็นรมว.คลัง แต่เกรงว่าจะไม่มีราคาค่างวดมากนัก หากตอบรับทันทีที่ได้รับเชิญในครั้งแรก จึงปฏิเสธไป เพื่อให้พรรคพลังประชาชนมาคุกเข่าร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้ง แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อพรรคพลังประชาชน เชื่อมั่นว่าหมอสุรพงษ์ เป็นรมว.คลัง ได้ จึงไม่ย้อนกลับไปทาบทามอีกครั้ง ส่งผลให้ต้องเสนอข่าวเองว่า ตอบรับแล้ว ยินดีที่จะเป็นรมว.คลัง แล้ว ทั้งๆ ที่ไม่มีใครขอร้องเป็นครั้งที่สอง ”

ถามว่าทำไมชื่อของนายวีรพงษ์ รามางกูร จึงลอยมาทุกครั้งเมื่อจะตั้งรัฐบาลทุกชุด และจะต้องได้รับการคาดหวังว่าจะลงตัวที่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทุกครั้งไป ทั้งๆ ที่นายวีรพงษ์ เป็นรัฐศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผลงานอันโดดเด่นของนายวีรพงษ์ ที่กลายมาเป็นตำนนานดร.โกร่ง เล่ามาไม่รู้จบ มีอยู่เพียงเรื่องเดียว คือ เป็นผู้มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหลังการประกาศลดค่าเงินบาท สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2527

แต่สถานการณ์ในขณะนั้นไม่ซับซ้อนและยุ่งยากมากเท่าขณะนี้ ที่หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เอกชน ไม่ใช่หนี้ราชการ และปริมาณหนี้ก็มีจำนวนมหาศาล โดยรัฐเข้าไปแทรกแซง มากไม่ได้เท่ากับในสมัยพล.อ.เปรม เนื่องจากกติกาการเงินของโลกเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

ความสามารถอันเอกอุของ นายวีรพงษ์ ดูเหมือนว่าจะหยุดยั้งไว้เฉพาะรัฐบาลพล.อ.เปรม เท่านั้น เพราะในเวลาต่อมาเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายวีรพงษ์ ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งและกอบกู้ภาวะเศรษบกิจที่ตกต่ำของประเทศไทย ได้เลย จนกระทั่งพล.อ.ชวลิต ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี เพื่อรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ว่ากันว่าบางเสี้ยวของการทำงานในฐานะมืออาชีพ นายวีรพงษ์ เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับนายอัดนัน คาช็อกกี และ นายราเกซ สักเสนา 2 พ่อมดการเงินคนสำคัญที่ถล่มธนาคากรรุงเทพพานิชยการ จนขาดทุนมหาศาล ต้องปิดกิจการไปในที่สุด แต่ไม่เป็นที่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกันในฐานะใด ซึ่งเรื่องนี้คนที่รู้เรื่องดี ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อยืนยันได้ คือ นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลัง

ปัญหาเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ ไม่ใช่ปัญหาเดียวกับเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ผลงานในอดีตของนายวีรพงษ์ จึงไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จในอนาคต หากมาเป็นรมว.คลัง อีกครั้งในยุคนี้

7. อดีตประธานสถาบันการวิจัยการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ อย่างนายฉลอง ภพ สุงสังกรกาญจน์ ที่มานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กับรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต่อจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งมาพร้อมกับความคาดหวังของนักธุรกิจ และประชาชนจำนวนมาก ในฐานะ “กูรู” คนหนึ่ง คนเก่งที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย แต่กำลังจะจากไปพร้อมกับทิ้งความผิดหวังให้แก่นักธุรกิจ และประชาชน ไว้ดูต่างหน้า ยามคิดถึง

เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา นายฉลองภพ ไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจของประเทศ และมีความหวังกับการทำงานของรัฐบาล แม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับทำให้ประชาชนหมดหวัง และเลิกหวังกับรัฐบาลนี้ ไปตั้งแต่ก่อนทีรัฐบาลจะหมดอายุ

นายฉลองภพ เป็นกรณีตัวอย่างที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง ในฐานะนักวิชาการ ที่ได้รับความเชื่อถือจากนักธุรกิจ นักวิชาการ และประชาชน อย่างมาก เมื่อนำเสนอบทวิพากษ์วิจารณ์ แนวคิดแนวทางการทำงานที่แหลมคมให้แก่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัย แต่เมื่อถึงเวลา มีโอกาสได้เข้ามาทำงานเอง หรือ มาลงมือปปฏิบัติ ไม่ใช่แค่พูดอย่างเดียว กลับไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สร้างความประทับใจใดๆ ไว้เลย นับแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย

หากนายฉลองภพ ทำงานได้ดีในฐานะรมว.คลัง เช่นเดียวกับการพูด การวิจารณ์ในฐานะประธานทีดีอาร์ไอ หรือ พูดง่ายๆ มีฝีมือเท่ากับฝีปาก เศรษฐกิจไทย ก็คงไม่ตกต่ำจนหาทางแก้ไขไม่เจอเช่นทุกวันนี้

การที่เศรษฐกิจไทยตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ก็เพราะการทำงานที่ไม่มีประสิทธิ ภาพของนายฉลองภพ นั่นเอง

1 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย เสียเวลาไปกับนายฉลองภพ โดยไม่คุ้มค่าเลย เมื่อเปรียบ เทียบกับความคาดหวังของประชาชนทั้งประเทศ ที่หลงเชื่อว่านายฉลองภพ คือผู้บริหารเศรษฐกิจ ที่จะมากอบกู้ชาติบ้านเมืองเหมือนกับอัศวินขี่ม้าขาว

8. อดีตรองนายกรัฐมนตรี อย่างนายอำนวย วีรวรรณ ซึ่งเคยได้รับการยกย่องให้เป็น“ซาร์เศรษฐกิจ” คนที่สองต่อจากนายบุญชู โรจนเสถียร ก็เคยเป็นความหวังให้แก่คนไทย ในเรื่องการกอบกู้เศรษฐกิจ นับแต่รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา มาจนถึง รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่กลับกลายเป็นว่านายอำนวย นำประเทศไทย เข้าสู่สงครามเงินบาท และพ่ายแพ้ย่อยยับ จนต้องเข้าสู่โปรแกรมไอเอ็มเอฟ เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืมเลือนของคนไทยทั้งประเทศ ว่าชีวิตมีความทุกข์ยากเพียงใดภายใต้เงื่อนไขของไอเอ็มเอฟ กว่าจะลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร มาปลดปล่อยคืนความเป็นไทให้แก่เศรษฐกิจไทย ไม่ต้องอยู่ใต้ข้อกำหนดของไอเอ็มเอฟ อีกต่อไป

นายอำนวย วีรวรรณ จากไปพร้อมกับทิ้งหนี้อันเกิดจากการทำสงครามเงินบาท ไว้ให้แก่ประเทศไทยกว่า 1,000,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องชดใช้ แต่คนไทยทั้งประเทศ ที่ไม่ได้รู้เห็นกับการก่อหนี้ก้อนนี้ ต้องชดใช้ร่วมกัน

ทั้ง 8 ตัวอย่างนี้ คือ “กูรู” คือ “มืออาชีพ” คือ “เทคโนแครต” ที่สังคมไทย โดยเฉพาะสื่อมวลชน นักธุรกิจ และ นักวิชาการ ยกย่องว่าคือสุดยอดฝีมือด้านการบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทย ชนิดหาตัวจับยาก และทุกวันนี้ก็ยังจับตัวยาก เพราะแต่ละคน แต่ละท่าน หลบเร้นซ่อนกายอยู่ในที่ตั้ง หลังจากที่ก่อความเสียหายให้แก่ประเทศไทย ไว้มากมายดังที่ยกมากล่าวอ้างให้เห็นกันแล้ว

บางคนยังอยาก บางคนเข็ดขยาด บางคนอยากๆ แหยงๆ

แต่สำหรับผม บอกตรงๆ ว่ากลัวเหลือเกินกับ บรรดา “กูรู” ที่สังคมยกย่องเกินจริง จนกลายเป็นภาพลวงตา และ ภาพติดตาว่าเรามีบุคคลที่จะเป็นผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้เพียงเท่านี้ มีจำนวนจำกัดมากๆ แม้จะทำงานผิดพลาดให้ชาติเสียหายไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับสภาพ และสนับสนุนให้โอกาสอีกครั้ง และ อีกครั้ง ๆๆๆๆๆ

ผมอยากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า “กูรู” เหล่านี้เมื่อมาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรี ก็เหมือนเราใช้บัตรเครดิต วันไหนล้มเหลว ก็หนีไปโดยไม่รับผิดชอบ หนี้สินที่เกิดจากการรูดบัตรเครดิต ประชาชนต้องร่วมกันชดใช้ทุกทีไป

จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเราอยากใช้บัตรเครดิต เชื่อถือในชื่อเสียง และเครดิตของเขา มากเกินไป ก็ต้องยอมรับสภาพที่ต้องชดใช้หนี้พร้อมดอกเบี้ยที่เกิดจากบัตรเครดิต

ในขณะที่สมัยรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร เหมือนกับเราใช้บัตรเดบิต คือเป็นบัตรเงินสด ทันทีที่รัฐบาลทักษิณ เริ่มต้นทำงาน ประชาชนก็ได้เงินสดมาใช้ ทำธุรกิจสร้างเนื้อสร้างตัว แล้วทยอยผ่อนชำระคืน ลืมตาอ้าปากได้ ถึงแม้จะเป็นหนี้ ก็เป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายของตัวเอง ไม่ใช่หนี้ที่เกิดขึ้นจากการก่อหนี้ของผู้อื่น

ลองมองย้อนกลับไปรัฐบาลนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ทุกคนได้ประจักษ์ผลงานด้านการบริหารเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากพิษไข้ต้มยำกุ้ง และฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็ว กลายเป็นดาวรุ่งแห่งภูมิภาค อย่างย่าทึ่ง ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ ตัวจักรที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจที่ตายคามือดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ให้กลับคืนมามีชีวิตได้ ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ จบปริญญาเอกด้านอาชญวิทยา ไม่เคยได้รับการยกย่องให้เป็นกูรู ไม่เคยถูกเรียกว่าเป็นมืออาชีพด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช่นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ เพียงแต่ประสบความสำเร็จสูงสุดในการบริหารธุรกิจของตัวเอง

แต่ด้วยความตั้งใจดี ความเอาใจใส่ และความใฝ่ศึกษา จากปัญหาจริง ของจริง และการมีทีมงานที่ดี ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการบริหารเศรษฐกิจไทย จนได้รับการกล่าวขาน ชื่นชม และลอกเลียนแบบแนวทางการทำงานแบบ ทักษิโณมิกส์ ไปใช้ในหลายประเทศ

วันนี้ หากจะเปลี่ยนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็น นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผมเชื่อว่าด้วยความตั้งใจดี เป็นทุนเริ่มต้น ด้วยคำปรามาส ที่จะแปรเปลี่ยนมาเป็นแรงขับดันให้ทำงานหนักขึ้น ด้วยทีมงานที่พร้อมพรั่งเหมือนเดิมเกือบ 100 % สมัยรัฐบาลทักษิณ คอยสนับสนุน ผมเชื่อว่า นพ.สุรพงษ์ จะทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนก่อนๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คอยให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาด้วยแล้ว ผมเชื่อว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ดีที่สุดคนหนึ่งได้ไม่ยากนัก และจะเป็นรัฐมนตรีที่ใช้ผลงานหักปากกาเซียนจากทุกสำนักสื่อ และปิดปากนักวิชา การทุกสำนักการศึกษา ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ปรามาสได้สนิท

ผมมองเห็น “สิ่งหนึ่ง” ที่นพ.สุรพงษ์ มีเหมือนกับ นายกฯทักษิณ ก็คือ ความตั้งใจดีต่อประเทศชาติ และความจริงใจต่อประชาชน

นักการเมืองทุกคนหากมีสิ่งนี้ ไม่ว่าจะทำงานในหน้าที่ตำแหน่งใด ก็จะประสบความ สำเร็จมากกว่าล้มเหลว

เกือบลืมไป จำได้ไหมว่า เราเคยมีนายบรรหาร ศิลปอาชา และ นายประมวล สภาวสุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาแล้ว และ ทั้งสองท่านก็ทำหน้าที่ได้ดี ไม่มีเรื่องราวความเสียหายให้บันทึกไว้เหมือนบรรดา “กูรู” ทั้งหลายที่ผมยกมาเป็นตัวอย่าง

แม้แต่ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นักวิชาการด้านกฎหมาย ในคราบของล็อบบี้ยิสต์ ก็เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาแล้ว และทำได้ไม่แบบขายขี้หน้าพวก "กูรู" หรือ "กูรู้ แต่ ทำไม่เป็น" แบบพวก 8 คน ข้างบนนั้นมาแล้วด้วย

เพราะฉะนั้น หากนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีข้อจำกัด หรือ ข้อด้อยที่ตรงไหน เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตรัฐมนตรีคนก่อนๆ

อาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป เพราะ รัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ย่อมจะรับผิดชอบต่อความต้องการ และความคาดหวังของประชาชน อย่างจริงใจ มากกว่ารัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งของเผด็จการ

ขอเพียงแต่นำความต้องการของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ขอเพียงนำความทุกข์เข็ญของประชาชนเป็นเครื่องเตือนใจ

ขอเพียงแต่ไม่ลืมที่มาของตนเอง

ขอเพียงแต่มีความกล้าหาญและจริงใจที่จะทำเพื่อประชาชน

ผมก็เชื่อว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะทำหน้าที่ได้ดีในทุกตำแหน่ง รวมทั้งรัฐมนตรีว่า การกระทรวงการคลัง ที่ทุกคนมองว่า “เป็นไม่ได้”

แต่ผมเชื่อว่า “คุณทำได้”

โดยประดาบแห่งHi-Thaksin




 

Create Date : 28 มกราคม 2551    
Last Update : 28 มกราคม 2551 18:33:06 น.
Counter : 382 Pageviews.  

พรรคเพื่อแผ่นดินจะผิดไหม?

เมื่อวันที่คณะกรรมการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์ ห้ามอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ปราศรัยหาเสียง และห้ามดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองทุกตำแหน่ง รวมตลอดไปจนถึงห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้แต่พูด คิด อ่าน เขียน ก็ไม่ได้ หากว่ามีผู้นำพฤติกรรมดังกล่าวมาร้องเรียน ก็อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งได้

คนที่ออกอาการมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่โกรธจนตัวสั่น และเปิดแถลงข่าวอย่างมีอารมณ์ ทั้งผิดหวัง เศร้า เสียใจ ระคนปะปนกัน
คำพูดของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550 มีขึ้นหลังจากที่ กกต. มีมติห้ามอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยหาเสียง หรือเชียร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดคนหนึ่ง หรือ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และแน่นอนว่าย่อมจะเป็นการพูดหลังจากที่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2550 แล้ว

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย พูดเอาไว้อย่างไรบ้าง มีการบันทึกไว้ทั้งหมด และผมขอนำมาถ่ายทอดอีกครั้ง ดังนี้

"การที่ กรรมการบริหารที่ถูกตัดสิทธิ 111 คนอยู่ในพรรคเพื่อแผ่นดิน จะทำให้พรรคเติบโตได้อย่างมั่นคง และมีขนาดที่มีความหมายใหญ่พอจะร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยแล้วตั้งรัฐบาลได้ แต่เมื่อ 111 คนทำอะไรไม่ได้เลย ทำให้พรรคไม่เติบโตและใหญ่พอที่จะตั้งรัฐบาลที่มีประชาธิปไตยที่มั่นคงได้ ขณะที่พรรคพลังประชาชนยังมีคนที่พูดและแสดงความเห็นได้อย่างมีน้ำหนัก

ผมยินดีถ้าคุณอภิสิทธิ์ (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) จะเป็นนายกฯ หากพรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนที่นั่ง ส.ส. มากกว่าพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่ง ผมทราบมาว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยินดีให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคชาติไทย ซึ่งคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะได้รับเสียงมากกว่าพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่แล้ว ตามโพลสำนักต่างๆ ที่ออกมา ทั้งนี้โดยส่วนตัวเห็นว่าพรรคเพื่อแผ่นดินมีศักยภาพจะไปร่วมตรงนั้น และแกนนำ 111 คนที่อยู่ในพรรค มีส่วนทำให้พรรคไปสู่ตรงนั้น"

เมื่อได้อ่านถ้อยคำของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่พรั่งพรูออกมาด้วยอารมณ์ผิดหวัง จนยากจะสกัดกั้นความจริงไว้ได้อีกต่อไป จึงทำให้ได้เห็นและได้รับรู้ว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพรรคการเมืองที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจากการก่อตั้งของนายสุรเกียรติ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่ง ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง

คำพูดของนายสุรเกียรติ์ยังฟ้องด้วยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ทุกคนแปลกใจและสงสัยว่าว่าทำไมจึงโตเร็วนัก โตทัดเทียมกับพรรคชาติไทย และโตไล่หลังพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชนในบางพื้นที่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนมีการเปรียบเทียบเป็นพรรคการเมืองจีเอ็มโอ หรือพรรคการเมืองตัดต่อพันธุกรรม ก็เนื่องจากการที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจำนวนหนึ่งเข้าไปสนับสนุน และจัดการภายในพรรคให้จนมีความเข้มแข็ง

ชื่อของ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เปิดเผยอย่างมาก ต่อการรับรู้ของประชาชนคนทั่วไป ว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน และบริหารจัดการ ต่อเชื่อมความสัมพันธ์กับแหล่งทุนและกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อดึงและดูดเข้ามาอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดิน

การก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน มีขึ้นหลังจากที่ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน

การบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อแผ่นดิน การสนับสนุนทั้งแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานทางการเมืองของพรรคเพื่อแผ่นดิน มีขึ้นหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว

การก่อตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยความร่วมมือของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ทั้ง 4 คน ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง แม้จะเกิดขึ้นก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ผลของการกระทำนั้นก็ยังคงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน คือ พรรคเพื่อแผ่นดินกำลังดำเนินการทางการเมือง และผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ถูกดึงและดูดมาด้วยเทคนิคการจัดการทางการเมืองของนายพินิจและนายปรีชา ก็ยังคงหาเสียงเลือกตั้งอยู่ในขณะนี้

หากกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นว่า กรณีวีซีดีทักษิณ แม้จะทำก่อนการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่ก็ไม่พ้นผิด เพราะผลของการกระทำยังมีมาถึงปัจจุบัน แล้วกรณีของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ก่อตั้งขึ้นโดยผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองล่ะ กกต. จะวินิจฉัยอย่างไร ในเมื่อผลของการกระทำของนายสุรเกียรติ์ นายพินิจ นายปรีชา และนายสุรนันทน์ ก็ยังคงมีผลมาจนถึงทุกวันนี้

หากวีซีดีทักษิณส่งผลให้ยุบพรรคพลังประชาชน ด้วยเหตุที่ว่ามีผลมาถึงปัจจุบันแล้ว พรรคเพื่อแผ่นดินก็อยู่รอดได้อย่างไร ในเมื่อผู้ร่วมก่อตั้ง (โดยพฤตินัย) เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติก่อตั้งพรรคการเมือง

นอกจากนี้ การที่ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย บอกว่ายินดีด้วยถ้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี และพูดชัดว่าพรรคเพื่อแผ่นดินสนับสนุนนายอภิสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล ในวันเวลาที่ กกต. มีมติห้ามผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 111 คน หาเสียงหรือเชียร์ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนหนึ่งคนใด พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดแล้ว กกต. จะวินิจฉัยอย่างไร กับคำแถลงของนายสุรเกียรติ์ ที่บอกว่าสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย กระทำการขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ มีความผิดหรือไม่

พรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผลผลิตของการกระทำขัดกฎหมายของผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือไม่

หากนายสุรเกียรติ์ไม่ผิด พรรคเพื่อแผ่นดินไม่มีการนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กกต. และไม่ถูกส่งฟ้องให้ยุบพรรค แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผิด และพรรคพลังประชาชน ถูก กกต. ลงความเห็นว่าสมควรถูกยุบ

ก็จะเป็นการฟ้องถึงมาตรฐานปฏิบัติของ กกต. ว่าเป็นอย่างไร อีกไม่กี่วันเราก็จะได้รู้กันว่า กกต. ชุดนี้ พอจะเป็นความหวังของประชาชนได้หรือไม่หรือจะเป็นอีกหนึ่งฝันร้ายที่ไม่สิ้นสุดของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

.....นายกอ..... แห่งหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2550    
Last Update : 13 ธันวาคม 2550 15:49:45 น.
Counter : 308 Pageviews.  

สมศักดิ์ เทพสุทิน นักการเมืองเลี้ยงไม่เชื่อง

ผมคิดว่าผมน่าจะรู้ หรืออย่างน้อยก็พอเดาได้ว่านักการเมืองที่ซื่อสัตย์น้อยกว่าหมา ที่นายเสนาะ เทียนทอง พูดถึง เป็นใคร

แม้นายเสนาะ จะไม่เอ่ยชื่อ แต่บรรยากาศ สภาพแวดล้อม และสถานการณ์การเมือง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประกอบกับผู้คนที่เดินเข้าไปรายล้อมนายเสนาะ ที่กำลังง่วนอยู่กับการตั้งพรรคประชาราช ทำให้ผมนึกถึงหน้าคนคนหนึ่งขึ้นมาได้ และมั่นใจว่าไม่น่าจะผิด

นักการเมืองคนนี้ มีชื่อติดบอร์ดนักการเมืองขี้ฉ้อมานานหลายปีดีดัก ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนมาทุกยุคทุกสมัยที่ได้เข้าไปนั่งเป็นรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดิน

ไปนั่งกระทรวงไหน กระทรวงนั้นเป็นโดน

ไปนั่งเก้าอี้ไหน ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็ต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แต่ไม่รู้ว่ามีเวทย์มนตร์กลใดจึงทำให้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ละครั้ง ไม่สามารถฝังร่างเขาลงใต้เวทีการเมืองได้ ยังคงมีลมหายใจอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ของกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อครั้งสังกัดอยู่กับกระทรวงคมนาคม ก็ใช่

ถมทรายหนองงูเห่า ที่มีเศษเงินกระเด็นออกไปจากแผ่นดิน ตั้งแต่ทราบเม็ดแรกถึงพื้นที่หนองงูเห่า ก็เขาหมือนกัน

จัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ด้วยข้ออ้างถ่ายทอดฟุตบอลโลก ก็คนนี้

สร้างโปรเจกท์เขื่อนเรียงหิน กินงบประมาณแผ่นดิน ก็คนเดียวกัน

แทรกแซงราคาลำไย จนเกิดคดีทุจริตคอรัปชั่นหลายพันล้านบาท ข้าราชการเป็นแพะรับบาป มีคดีติดตัวนับร้อยคน ก็เขาอีก

ปั้นโครงการเซ้งตึกเก่าวัฎจักร จะทำเป็นสำนักงานให้แก่หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง มูลค่านับพันล้านบาท ก็พี่คนนี้เหมือนกัน

ขุดสระน้ำ 3 แสนสระ ก็เกือบจะเรียบร้อยแล้ว หากไม่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทำให้น้ำตาร่วง ด้วยความเสียดายและเสียใจ ที่ไม่มีโอกาสได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ช่วยเหลือประชาชน คนยากคนจน และพวกพ้อง

วัวล้านตัว ก็เกือบจะตกถึงท้องแล้ว ถ้าไม่มีโอกาสซือเจ๊คนสวยมาชิงเก้าอี้ตัดหน้า ทำให้สวรรค์ล่ม ต้องไปจมทุกข์อยู่กับกรรมกร แทนที่จะได้อยู่กับวัว

ที่ยกมานี้ ล้วนแต่เป็นโครงการเด็ดๆ ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และตั้งคำถาม ว่าเขาคนนี้มีความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน ต่อประชาชน และต่อประเทศชาติ จริงหรือไม่

เขาคนนี้จะได้ลิ้มรส “ฉี่ทหาร” มาแล้ว หรือไม่ ผมไม่อาจทราบได้ ต้องไปถาม นายยงยุทธ ติยะไพรัช เอง

แต่ภาพที่เห็นปรากฎทางหน้าหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับหนึ่ง (ใครมีขอดูอีกครั้ง ผมว่าไม่เจอแล้ว) หลังทหารยึดอำนาจจากนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไปหมาดๆ เขาคนนี้ ก็สวมวิญญาณนักฟุตบอลการเมือง เตะแหลกแล้วแหกค่าย ทำพิธีกราบไหว้คารวะพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อย่างนอบน้อม สองมือพนม ก้มหัวแทบจรดเป้ากางเกงประธานคมช. ที่เป็นดั่งฆาตรกรสังหารนายกฯทักษิณ หัวหน้าพรรคของตนเอง และ ฆาตรกรรมประชาธิปไตย ให้ล้มตายไปจากประชาชนคนไทย

เขาคนนี้ มีชื่อติดโผนักการเมืองผู้รับอาสาก่อตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจให้กับทหาร มาตั้งแต่วันที่รถถังและกำลังทหารยังจอดอยู่ที่ลานพระราชวังดุสิต และปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล จนกระทั่งถึงวันนี้ ความหวาดระแวงสงสัยในพฤติกรรมที่นักการเมืองทุกพรรค ทุกกลุ่ม สื่อมวลชนทุกสำนัก ตลอดจนประชาชนผู้ติดตามการเมือง ก็ยังไม่คลายความคลางแคลงใจที่มีต่อเขาคนนี้

การรับอาสาเป็นผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อสืบทอดอำนาจให้แก่เผด็จการทหาร เพราะได้รับข้อ เสนออันเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยนว่า หากทำงานตั้งพรรคการเมืองให้ทหารสำเร็จ จะยกเว้นโทษตัดสิทธิการเลือกตั้ง 5 ปี ให้ จะขังไว้เฉพาะนายกฯทักษิณ ชินวัตร และนักการเมืองบางคนที่มั่นคงต่อไทยรักไทย ไม่ยอมไหลไปอยู่ที่อื่นเท่านั้น

มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ไม่ร่วมต้าน คือสันดานของเขาคนนี้

แต่ทว่า คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ตัดสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน รวมเขาคนนี้อยู่ด้วย ทำให้ แผนการก่อตั้งพรรคทหาร ที่รับงานมาทำ ต้องสะดุดหยุดชะงัก หลังคำสบถที่ออกมาจากอารมณ์อันเดือดดาล

“แม่ง...หลอกกู”

เขาคนนี้ตกใจมากกับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ จนแทบจะสติแตก เพราะเท่ากับว่าที่เคยคลานเข่าเข้าไปนบนอบ หมอบกราบ เหล่าเผด็จการทหาร ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดเลยแม้แต่น้อย ถูกหลอกใช้ แล้วฆ่าทิ้ง

แต่ความตกใจของเขา ก็ยังไม่มากเท่ากับความตกใจที่เขาคนนี้ทำให้ประชาชนคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะแฟนๆ ไทยรักไทย และผู้เลื่อมใสนายกฯทักษิณ ชินวัตร ช็อกตาตั้ง เหมือน กับถูกฟาดด้วยหินก้อนใหญ่ที่เรียงเป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำยม

สิ้นเสียงคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ไม่นานวัน ขวัญกำลังใจของไทยรักไทย ยังกระเจิดกระเจิง ทำอะไรไม่ถูก พูดอะไรไม่ออก เขาคนนี้ก็ประกาศว่าจะรับนายไทกร พลสุวรรณ เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ที่เขากำลังก่อตั้ง และจะส่งนายไทกร พลสุวรรณ ลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดขอนแก่น

หากการยุบพรรคไทยรักไทย เป็นแผนการฆาตกรรมสังหารโหดอย่างเลือดเย็น นายไทกร พลสุวรรณ ก็ไม่ต่างจากผู้รับจ้างจัดหามือปืน มือสังหาร มากระหน่ำยิงพรรคไทยรักไทย ให้ตายดับไปต่อหน้าต่อตาของไทยรักไทยทุกคน รวมทั้งเขาคนนี้ด้วย

นายไทกร เป็นผู้ติดต่อจ้างวานจัดหาพยานมาใส่ร้าย ให้ข้อมูลเรื่องการจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง แก่พรรคประชาธิปัตย์ และสร้างพยานหลักฐานเท็จ เพื่อโยนความผิดแก่กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งมีเทปเสียง เทปภาพ เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจน ว่าการยุบพรรคไทยรักไทย มีการวางแผนและทำกันเป็นขบวนการ และมีการเปิดเผยต่อมาจากพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าการยุบพรรคไทยรักไทย เป็นหนึ่งในแผนบันไดสี่ขั้น ที่จะทำลายพรรคไทยรักไทย และทำให้พรรคการเมืองได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า

ทั้ง 111 คน ของไทยรักไทย รวมทั้งเขาคนนี้ ได้รับผลกระทบจากการกระทำของนายไทกร พลสุวรรณ แต่เขาคนนี้ก็ยังมีน้ำใจแก่นายไทกร และจะส่งนายไทกร เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของเขา

ไม่เพียงแต่รับนายไทกร พลสุวรรณ เข้าสังกัด สัตว์มนุษย์ตนนี้ ยังเดินเข้าไปหาทุกคนที่เป็นศัตรูกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร และร่วมกันวางแผน ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง และกระทำทุกวิถีทางเพื่อจะสกัดกั้นไม่ให้ไทยรักไทย มีโอกาสกลับมาเป็นทำงานการเมืองได้อีก มีการปล่อยข่าวเท็จ สร้างข่าวลวงเกี่ยวกับอนาคตของผู้คนในไทยรักไทยที่ยั่งมั่นคงกับพรรค และนายกฯทักษิณ ไม่เปลี่ยนแปลงกันทุกวัน เพื่อเขย่าขวัญสั่นประสาท นักการเมืองจิตอ่อน แต่ไม่ได้ผล เมื่อพรรคพลังประชาชนตกลงรับสมาชิกและนโยบายพรรคไทยรักไทย ไปดำเนินกิจกรรมการทางการเมือง สืบต่อไป

เมื่อหมดหนทางที่จะสร้างภาพ สร้างราคา จากกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ ที่ใหญ่ที่สุดในไทยรักไทย มีสมาชิกมากกว่า 80 คน เป็นกลุ่มการเมืองที่จะชี้วัดตัดสินว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ กลับกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่มีสมาชิกไม่ถึง 20 คน เนื่องจากกระเป๋าเงินใบใหญ่ 3 ใบ ที่เคยสนับสนุนอุ้มชู เมื่อครั้งอยู่ไทยรักไทย ทนดูพฤติกรรมไม่ไหว ทนคำด่าทอ “เนรคุณ” ไม่ไหว จึงตัดการสนับสนุน และแยกทางเดิน

เมื่อกระเป๋าเงินหาย นายทุนไม่อัดฉีด หน้าเขาคนนี้จึงเริ่มซีด ซีดลง ซีดลงทุกวัน จนกระ ทั่งต้องยอมทุกอย่างเพื่อหาที่อยู่ใหม่ หาที่พักพิง หาที่เกาะใหม่

จากที่เคยลำพองถึงขนาดที่ว่า แจกข่าวให้สื่อมวลชน ว่านักการเมืองต่างค่าย ต่างก๊วน จะมารวมตัวกันเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ตนสร้างขึ้น โดยไม่ปรึกษาหารือกับใครสักคำ ทุกคนที่ถูกนำมาแอบอ้างเพื่อสร้างราคา จึงไม่เล่นด้วย กลายเป็นมวยเสียราคาไปนับแต่วันนั้น ต้องกลายมาเป็นคนเดินหาพรรคสังกัด ไปชวนไปไหนไปด้วย ใครให้แถลงข่าว โชว์ตัวที่ไหนเอาด้วยทั้งหมด ขอเพียงแค่มีที่อยู่ใหม่ มีที่เกาะใหม่ให้ดูดเลือดูดเลี้ยงชีวิตต่อไปได้ก็พอใจแล้ว

ประกาศตัวเป็น ทางสายกลาง ได้ไม่นานนัก ก็ขอไปซบตักพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังไม่ทันสิ้นกลิ่นน้ำลายที่ขายข่าวกันใหญ่โต ก็ไปขออยู่ด้วยกับพรรคประชาราช ของนายเสนาะ เทียนทอง ใครๆ ก็คิดว่าคงจะตกร่องปล่องชิ้นเป็นทองปลอมแผ่นเดียวกันได้ เพื่อที่แผ่นดินจะได้สูงขึ้นเสียที หลังจากถูกประชาชนเผารวมกันไปในคราวเดียวกัน วันที่ 23 ธันวาคม นี้

แต่ที่ไหนได้ ก็อย่างที่ว่า เมื่อยังไม่ตาย ลมหายใจยังไม่หมด ชั่วตดไม่หายเหม็นในพรรคประชาราช เขาคนนี้ก็ก่อการใหญ่อีกครั้ง ปล้นถุงเงินของนายเสนาะ เทียนทอง ออกจากพรรคประชาราช ไปต่อหน้าต่อตา

ทั้งเชียร์ ทั้งเลีย ทั้งลูบ ทั้งลำ ทั้งขยำ ทั้งนวด บีบแขน บีบขา ป้อยอคำหวาน จนนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หลงเสน่ห์ เก็บผ้าเก็บผ่อนออกจากพรรคประชาราช ไปอยู่ด้วยที่พรรคทางสายกลาง ยอมเสียเนื้อเสียตัวให้กับเขาคนนี้ หลังจากได้รับฟังเรื่องราวชวนฝัน “ทักษิณ เป็นนายกฯ ได้ ประชัย ก็เป็นได้” จนไม่อยากจะตื่นมาเจอกับความจริง

ปฏิบัติการปล้นถุงเงินออกจากพรรคประชาราช ครั้งนี้เอง ที่ทำให้นายเสนาะ เทียนทอง น็อตหลุด ถึงกับต้องให้หมาปลอบใจ ว่าแม้คนจะไม่สัตย์ซื่อ แต่ก็ยังมีหมาที่ซื่อสัตย์

เขาคนนี้ กำลังก่อร่างสร้างพรรคการเมืองใหม่ กับนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ นายทุนใหญ่ของสนธิ ลิ้มทองกุล และพันธมิตรประชาชนชับไล่นายกฯทักษิณ ก่อวิกฤตแก่ชาติบ้านเมือง ทำให้นายกฯทักษิณ ต้องลี้ภัยไปรักษาชีวิตตนเองอยู่ในต่างแดน และประชาชนเดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัสอยู่ในเวลานี้

หากเขาคนนี้ ไม่เคยอยู่กับไทยรักไทย ไม่เคยแสดงให้เห็นว่ารัก ภักดี และซื่อสัตย์ต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยิ่งกว่าบิดาบังเกิดเกล้า ให้ได้เห็น ก็คงไม่เป็นไร และคงอภัยได้ที่เขาจะไปคบหา ไปร่วมก่อการ ไปสนับสนุนคนที่ทำร้ายและทำลายนายกฯทักษิณ อย่างนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ขึ้นมาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

แต่ทว่า เขาคนนี้ เคยมาขออาศัยพรรคไทยรักไทย อยู่ หลังจากที่ลูกพี่เก่า เจ้านายใหญ่ที่เคยอาศัยบารมีชุบเลี้ยงชีวิตทางการเมืองในพรรคกิจสังคม หมดลมหายใจไปแล้ว เมื่อมาขออยู่ด้วย และได้รับเมตตาจากนายกฯทักษิณ ให้ที่อยู่ ที่กิน ให้ข้าว ให้น้ำ ให้เกียรติ ให้ศักดิ์ศรี ให้มีหน้าตาตำแหน่ง สมควรแก่ฐานะ ตามที่รับปากไว้กับอดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม ผู้ล่วงลับ แต่เขาคนนี้กลับมาแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ให้ได้เห็น ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นตัวอะไรที่จะเหมาะสมแก่การกระทำเยี่ยงนี้

“ เลี้ยงไม่เชื่อง” คือคำจำกัดความที่พอนึกออกได้ในขณะนี้

นอกจากจะ “เลี้ยงไม่เชื่อง” แล้ว เคารพศัตรูผู้ฆ่าพ่อ เป็นบิดาอีกคนหนึ่งแล้ว เขาคนนี้ ยังมีหน้าไปสั่งการสมาชิกพรรคทางสายกลาง ทุกคน เมื่อออกไปพบปะประชาชน ต้องตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เพื่อหลอกเอาคะแนนจากประชาชาชน มาเป็นของตนให้ได้

“พวกเรายังนับถือท่านทักษิณ เป็นพ่อ แต่ตอนนี้พ่อ ไม่อยู่บ้าน พวกเราก็ต้องสร้างบ้านใหม่ไว้รอพ่อกลับมา พวกเรายังรักและศรัทธาพ่อทักษิณ ทุกเวลา ทุกนาที และจะทำตามนโยบายที่พ่อทักษิณ สร้างไว้ ทุกเรื่อง งานทุกอย่างที่พ่อทักษิณ ทำไว้ เราจะทำต่อ และทำให้ดียิ่งขึ้น ภารกิจของเราคือ จะพาพ่อทักษิณ กลับเมืองไทยอย่างปลอดภัย ขอให้เลือกเราไปทำหน้าที่ในสภา ไปพาพ่อทักษิณ คืนประเทศไทย”

นี่คือบทพูดที่ สมาชิกพรรคของเขาคนนี้ ท่องจำกันได้อย่างแม่นยำ และไปหลอกให้ชาว บ้านที่ยังรักมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงจากนายกฯทักษิณ สับสน งุนงงว่า อันไหนของจริง อันไหนของปลอม เพราะลูกน้องของเขาคนนี้ มีไอเดียอันบรรเจิด เกิดความคิดใหม่ ไปบอกชาวบ้านว่า เราเป็นสาขาของพรรคพลังประชาชน ก็เลยสับสนกันไปใหญ่

นอกจากจะ “เลี้ยงไม่เชื่อง” แล้ว ยังหาเรื่องโหก หาเหตุขโมยคะแนนของพรรคพลังประชาชน อย่างหน้าด้านๆ อีกด้วย

เรียก ทักษิณ เป็นพ่อทุกคำ แต่ระยำถึงขนาดไปนับคนร่วมฆ่าทักษิณ เป็นพ่อคนใหม่

ไปถามนายประชัย เลี่ยงไพรัตน์ ก่อนสิว่า พร้อมจะเรียกทักษิณ เป็นพ่อ ด้วยไหม

เปิดเวทีปราศรัยหาเสียงเมื่อไร ก็จะได้เห็นปรากฎการณ์อันเหลือเชื่อ สมาชิกพรรคทางสายกลาง จะสรรเสริญนายกฯทักษิณ จนลิ้นพันกัน แต่นายประชัย จะถล่มนายกฯทักษิณ เป็นคนขายชาติ

ยิ่งไปในอีสานและภาคเหนือ ก็จะยิ่งเหลือเชื่อ ถ้าได้เห็นนายประชัย นั่งนิ่งเป็นลิงป่วย ไม่พูด ไม่จากับใคร และไม่เปิดหูด้วย เพราะทนไม่ได้ที่จะต้องฟังผู้สมัครส.ส.ที่รับเงินตัวเอง ไปพูดจาสอพลอนายกฯทักษิณ ให้ชาวบ้านฟังและชื่นชอบ

เชื่อไหมว่า ขณะนี้มีกติกาข้อสำคัญของพรรคทางสายกลาง ว่า ในการหาเสียง จะด่าใครก็ด่าไป แต่อย่าด่า อย่าแตะต้องนายกฯทักษิณ เป็นอันขาด หากใครแหกคอก ไม่เคารพกติกาข้อนี้ อาจจะถูกขับออกจากพรรคได้ง่ายๆ ในฐานะที่ทำให้เสียหายต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครคนอื่น เว้นให้หัวหน้าพรรคคนเดียว ไม่อย่างนั้นจะอกแตกตาย ถ้าไม่ได้ด่านายกฯทักษิณ

ด้วยกลยุทธ์หาเสียงแบบจ้องขโมยคะแนนพรรคพลังประชาชน จากคนที่ศรัทธา คิดถึงนายกฯทักษิณ นี้เอง ที่ทำให้ เขาคนนี้ฝันไปไกลว่าจะได้ส.ส.มากมาย ถล่มทลายถึง 200 เสียง หรืออย่างน้อยๆ ต้องมี 150 คน ขึ้นไป เป็นพรรคใหญ่ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เพราะเขาคนนี้เชื่อว่า ประชาชนจะไปรู้อะไร แค่พูดว่าเป็นพวกเดียวกับทักษิณ ชมทักษิณ ก็ได้คะแนนแล้ว

แต่ทว่า หลังจากส่งผู้สมัครลงพื้นที่ในอีสาน กล่าวขานชี้แจงตามบทพูดที่สอนไป ปรา กฎว่าถูกชาวบ้านไล่กลับมา เอาสิ่งของขว้างปา จนหนีแทบไม่ทัน พร้อมกับคำด่าไล่หลัง “ไอ้เนรคุณ”

ชาวบ้านไม่หลงกล ไม่หลงมนต์เสน่ห์เขาคนนี้ เหมือนกับมหาเศรษฐีบางคน ที่มีแต่กระเป๋าหนัก แต่หูเบา เหลือเกิน

ถ้าคนอย่างประชัย เป็นได้ คนอย่างประดาบ ก็น่าจะมีลุ้นล่ะวะ

เงินไม่มี แต่มีพวก

เลือกตั้ง เขาดูกันที่จำนวนคนรักว่ามีกี่มากน้อย ไม่ได้ดูกันที่เงินหน้าตักว่ามีเท่าไร จริงไหมครับ ?

ในฐานะที่เป็นชาว “ประ” ประดาบ ก็อยากจะฝากคำเตือนถึง ประชัย ว่าอย่าได้ ประมาท เป็นอันขาด เพราะเขาคนนั้นที่ ประชัย กำลังเล่นอยู่ด้วย ไม่ใช่คนธรรมดา และไม่ใช่หมา ตามที่นายเสนาะ เปรียบเทียบ แต่เป็นเห็บ ต่างหาก

เป็นเห็บที่กระโดดหนีทันที ทั้งๆ ที่หมาตัวที่มันเกาะอยู่ ยังไม่ตาย

เพียงแค่ผ่อนลมหายใจให้เบาลงเท่านั้นเอง

คนอย่างเขาคนนี้ คือคนที่จัดเข้ากับภาษิต “หมาตายเห็บกระโดด” ได้อย่างที่ไม่ต้องการคำอธิบายใดเพิ่มเติม

เขาคนนี้เป็นใคร ..

เขาคนนี้ของผม เป็นนักการเมืองที่ซื่อสัตย์น้อยกว่าหมาที่นายเสนาะ เทียนทอง พูดถึงหรือไม่

หรือว่าผมจะเข้าใจผิดว่าเป็นคนคนเดียวกัน

แต่ผมยืนยันได้ว่าเขาคนนี้ที่ผมเขียนถึง มีตัวตนจริงๆ

และอาจจะเป็นคนที่ทำให้เกิดคำเปรียบเทียบที่เป็นชื่อหนังสืออันโด่งดัง ก็เป็นได้

“ผู้ชายเลวกว่าหมา”

โดยคุณประดาบ แห่งHi-Thaksin




 

Create Date : 15 ตุลาคม 2550    
Last Update : 15 ตุลาคม 2550 16:57:38 น.
Counter : 791 Pageviews.  

การเมืองไทย จะดีได้ "ต้องมีรัฐบาลที่เข็มแข็ง" และมี "ฝ่ายค้านที่ดีด้วย"

มีพวกวิตกจริตเกินกว่าเหตุ พยายามมาเป่าหูชาวบ้าน นับถึงปัจจุบันนี้ทักษิณก็เป็นนายกฯ มาสี่ปีแล้ว พวก ปชป. ก็สร้างภาพน่ากลัวอย่างโน้นอย่างนี้มาโดยตลอด แต่ก็ไม่เห็นมันจะมีปัญหาอะไรอย่างที่พวก ปชป.จินตนาการเอาไว้เลย ประเทศไทยกลับดีขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคนรู้สึกได้ (ยกเว้นสาวก ปชป.) คิดว่าหาก ทรท. ได้ 400 เสียงแล้ว เขาจะแก้รัฐธรรมนูญได้โดยไม่ฟังเสียงชาวบ้านละหรือ มันเป็นไปไม่ได้หรอก แค่ตำรวจยิงสวนพวกโจรใต้ตาย ก็โดนพวก สิทธิมนุษยชนด่าจนแทบจะต้องไปกราบกรานพวกผู้ก่อการร้ายอยู่แล้ว

คิดว่าเขาจะคอรัปชั่นได้โดยไม่ต้องกลัว ปปช. หรือ แค่เขาไม่ได้ทำอะไร พวก ปชป. มันก็ใส่ร้ายจนแทบแย่ แค่หุ้นขึ้น เขามีหุ้นเท่าเดิมแต่รวยขึ้นเพราะราคาหุ้นมันสูงขึ้น พวก ปชป. ก็เอามาสร้างนิยายว่า โกงอย่างโน้น โกงอย่างนี้แล้ว ทั้งที่ยุคนี้ใครเก็บใบหุ้นไว้ในตู้เซฟจากยุครัฐบาลชวน จนถึงปัจจุบัน ก็รวยขึ้นสองเท่า โดยไม่ต้องไปเปิดตู้เซฟ แตะต้องอะไรใบหุ้นเลย

ข้อเสียของการที่ ทรท. ได้ 400 เสียง มันไม่มีมากมายหรอกครับ แค่ก็กนายเสนาะ นายสมศักดิ์ ต่อรองไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ถ้าหากทักษิณเขาคอรัปชั่น จริงๆ ก็จะโดน ปปช. เล่นงานอยู่ดี ไม่นับเอาโวหาร คารมคอรัปชั่นเชิงนโยบาย ที่เป็นแค่ สมมุติฐาน แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ กลายเป็นแค่โวหารเล่นคำ

แต่ผลดีมีมากครับ เป็นการเลือกทางยุทธศาสตร์ ว่า คนไทยต้องการฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ คนไทยต้องการให้ ปชป.ปรับตัวอย่างรุนแรง

ผมไม่ได้รังเกียจฝ่ายค้านครับ แต่ผมรังเกียจและขยะแขยงกับ การเล่นการเมืองของ ปชป. ครับ การเล่นการเมืองแบบทำลายล้าง เอาคารมโวหารเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ แต่เป็นฝ่ายทำลายมากกว่า

ผมไม่มีวิธีการที่จะกำจัดระบบการค้านแบบ ปชป. นี้ออกไป มีวิธีเดียวที่จะทำได้คือ "กำจัดพรรค ปชป.ออกไป" เพื่อให้นักการเมือง "ยุคทนายความ" นี้หมดสิ้นไปจาก ปชป. เสียที

ผมต้องการฝ่ายค้านที่เสนอทางเลือกให้ผมได้ ว่าหากไม่เอาทิศทางอย่างนี้ จะเอาทางเลือกอื่นอะไร ไม่ต้องการฝ่ายค้านที่จ้องล้มรัฐบาล แต่ต้องการฝ่ายค้านที่มีจุดยืนทางนโยบายที่มั่นคง

ผมต้องการ การอภิปรายเหมือนที่มีลักษณะตอบโต้กัน "แบบการสัมมนาวิชาการ" ที่สถาบันการศึกษาต่างๆ ทำอยู่ คือมีข้อมูล ทฤษฎี แนวคิดที่แน่น

ไม่ใช่คารมโวหาร

ผมขอแค่อยากให้คนไทยช่วยกันกำจัด ปชป. ออกไปในช่วง ปี 2548-2552 นี้เท่านั้น ผมไม่เชื่อว่าไทยจะพังพินาจหรอกในช่วง 4 ปีนี้ แต่ถ้าเราสั่งสอน ปชป. ให้เหลือสัก 50 เสียงคือ เหลือเฉพาะภาคใต้ มันเป็นการบีบให้เขาต้องปรับตัว ล้างเลือดเก่า "เลือดทนายความ เจ้าคารมโวหารออกไป" แล้วปี 2553 เราจะมีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ และมี ฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์

ถ้าคนไทยไม่ทำช่วงนี้ การเมืองไทยก็น้ำเน่า ด่ากันไม่รู้จักจบสิ้น การเมืองยังไม่หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์

ทักษิณนะเป็นนายกฯ มาสี่ปีแล้ว ระยะเวลาขนาดนี้มันบอกได้แล้วว่าใครดี เลวอย่างไรในทางการเมือง สมศักดิ์ พินิจ เสนาะ สุวัจน์นั้น คนเหล่านี้มีพลังเมื่อ รัฐบาลเป็นระบบผสม แต่ "อนาคอนด้า" เหล่านี้หมดพิษสงทันทีเมื่อ เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ยิ่งรัฐบาล 400 เสียงคนเหล่านี้ยิ่งหมดพิษสง เพราะไม่มีทาง ต่อรองอะไรกับนายกฯ ได้

จะต่อรองได้ คุณต้องหาพวกมาไม่ต่ำกว่า 151 เสียง ในทางการเมืองมันทำไม่ได้หรอกที่จะรวม สส. ขนาดนั้นเพื่อล้มนายกฯ มีแค่ 100 เสียงก็ล้มไม่ได้ และผมไม่คิดว่าคนทั้งร้อยในสายของ สมศักดิ์ จะรวมกับสมศักดิ์โค่นทักษิณ มีแต่สมศักดิ์จะโดนทักษิณ สยบก่อนมากกว่า

ผมอ่าน สัมภาษณ์ของ สมศักดิ์ ที่คุณ "เซี่ยงเส้าหลง" ทำ Link ไปใน คม ชัด ลึก แสดงว่าเขาเข้าใจการเมืองมากกว่า ที่จะมาโดนยุให้ฆ่าตัวตายทางการเมือง ชื่อเสียงทางการเมือง นั่นหากเสียไป กู้คืนได้ยาก ต้องทำงานหนักแบบเนวิน เป็นสิบปีทีเดียวคนจึงจะยอมรับบ้าง แต่ก็เหมือนโดนทัณฑ์บน

คนเหล่านี้ไม่ได้อยากซื้อเสียง โกงหรอกครับ แต่ระบบการเลือกตั้งของไทย มันบังคับ ชาวบ้านหากคุณไม่จ่ายเงิน เขาก็ไม่ลงคะแนนให้ ไม่ว่าพรรคไหน คือ ต้องจ่ายกันทั้งนั้น นักการเมืองเหล่านี้ก็ต้องหาเงินไว้เพื่อเอาไปจ่ายชาวบ้าน ไม่ได้หาไว้ใช้เอง ระบบมันเหมือนงูกินหาง

เพราะว่าสมัยก่อน ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์อะไรกับการเมืองหลายพรรค ไม่มีรัฐบาลไหนทำตามนโยบายที่โฆษณาไว้ เขาก็ต้องเอาประโยชน์ที่จับต้องได้ "กำขี้ดีกว่ากำตด" สส. ยุคก่อนทักษิณ ก็ต้องหาเงินไปจ่ายชาวบ้าน ครั้งละสิบยี่สิบล้าน ไม่จ่ายก็ไม่ได้เป็น เหมือนขึ้นหลังเสือ ระบบการเมืองก็เป็นระบบโควต้า ต้องรวมพวก 5-7 คนเพื่อไปต่อรองตำแหน่ง รมต. เมื่อได้แล้วก็ต้องหาเงินเลี้ยงคนในกลุ่ม เพื่อเอาไปให้ชาวบ้าน ช่วงเลือกตั้ง รวมทั้งภาษีสังคมต่างๆ

ปัญหามันลูกโซ่ ยุคทักษิณระบบ โควต้าหายไป เพราะคนจะรวมพวก 5-7 คนอย่างเดียวไม่ได้แล้ว คุณต้อง มีฝีมือด้วย ไม่อย่างนั้นต่อให้มีพวก 50 คนแบบสมศักดิ์ พินิจก็โดนเด้ง แต่ไม่มีพวกเลย ไม่มีเงินเลย แต่มีความรู้มีฝีมือ ก็ได้ตำแหน่งใหญ่ เช่น สมคิด โภคิน วิษณุ หรือคนอื่นๆ (ตรงนี้คุณสมศักดิ์พูดเองใน คมชัดลึก) นักการเมืองบ้านนอกอย่างสมศักดิ์ ไม่มีฝีมืออย่างนั้น ก็ต้องไปทำงานสนามคือ หา สส. ให้ได้ 100 คน จึงจะเข้าตา ทำเนียบคือ ทักษิณ ไม่อย่างนั้นก็โดนลอยแพ คือ คุณทำงานใหญ่ไม่ได้ คุณต้องไปทำงานจับกังคือ ระดมเสียงให้ชนะเลือกตั้ง

จะเห็นได้ยุคทักษิณ มังกรอย่างเสนาะ ก็หมดลาย เพราะความใหญ่ของพรรคทำให้การสร้างมุ้งแค่ 40-50 คนมันไม่ได้ผล เพราะตัวทวีคูณ Multiplier มันมีค่าเป็นลบ ยิ่งโต อำนาจต่อรองของมุ้งยิ่งต่ำ อำนาจศูนย์กลางยิ่งมาก เพราะไม่มีหัวหน้ามุ่งคนไหนจะรวมเสียงได้เกินครึ่งหนึ่งของพรรค ขึ้นวัดบารมีกับหัวหน้าพรรคได้ รวมได้แค่ 60-70 คน หากวัดบารมีโดนฆ่าแน่ เพราะไม่มีพลังพอทีจะล้มหัวหน้าได้

แต่การเป็นหัวหน้ามุ้ง มีลูกทีมทีม 60-70 คน มันเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก คือ Cost สูง แต่ Margin ต่ำมาก คือทำให้คุณติดโผ ครม. เท่านั้น แต่ต่อรองกระทรวงไม่ได้

แต่ความใหญ่แบบนี้ ทำให้คนแบบ สมคิด สุรเกียรติ จาตุรนต์ เป็นต้น ที่มีความรู้แต่ไม่มีพวก มีเวทีแสดง เพราะหัวหน้าพรรคต้องการผลงานในภาพรวม เพื่อไปหาเสียงในมุมกว้าง คนเหล่านี้ต้องทำงานอย่างเดียวจึงจะอยู่รอด

ผมไม่ให้ความระแวง มาบดบังวิสัยทัศน์หรอกครับ คนขี้ระแวงมักไม่ก้าวหน้า

การ "จะทำให้ชาติก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน " เราต้องมีฝ่ายค้านที่ดีด้วย ไม่ใช่ฝ่ายค้านที่เอาที่ค้าน โดยไม่มีเหตุมีผล ค้านแบบทำลายล้าง

ผมว่า "สิ่งที่ควรทำคือ" ช่วยกัน "สร้างฝ่ายค้านที่ดีในอนาคต" ซึ่งไม่มีวิธีอื่นที่ดีมากไปกว่า "การทำลายล้างพรรคประชาธิปัตย์" ออกไปจากระบบการเมืองไทย หรือ "ให้บทเรียนอย่างรุนแรงแก่พรรคประชาธิปัตย์" โดยทำให้พรรคนี้ต่ำกว่า 50 คน เพื่อกำจัดนักการเมือง "ทนายความอาชีพออกไป"

ใช้เวลาปี 2548-2552 ให้ทักษิณ บริหารประเทศชาติจนก้าวเดินไปข้างหน้า และสั่งสอนบทเรียนอันหนักหน่วงแก่ ปชป. ให้พัฒนาตัวเองอย่างรุนแรง

ผมไม่เชื่อว่า "ประเทศไทยจะก้าวหน้ายั่งยืน" การเมืองเข็มแข็งโดยมีฝ่ายค้าน แบบ ปชป. ปัจจุบันนี้ ปชป. ไม่ใช่เป็นฝ่ายค้าน แต่พฤติกรรมเป็นฝ่ายแค้น ใช้วิธีการทุกอย่าง ทำลายรัฐบาล เพื่อตัวเองจะได้เข้าสวมแทนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศชาติ

การเมืองไทย จะดีได้ "ต้องมีรัฐบาลที่เข็มแข็ง" และมี "ฝ่ายค้านที่ดีด้วย"
เรามีรัฐบาลที่เข็มแข็งแล้ว แต่เรายังมีฝ่ายค้านที่เลวร้ายอยู่ ต้องช่วยกันทำลายล้างออกไป

เราจะปล่อยให้ การเมืองแบบทำลายล้าง คารมโวหาร อยู่คู่กับประเทศไทยไปละหรือ

จากคุณ : Jamee - [ 21 ก.ย. 50 08:48:42 A:125.24.107.237 X: ]




 

Create Date : 21 กันยายน 2550    
Last Update : 21 กันยายน 2550 17:50:58 น.
Counter : 347 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.