ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ว่าด้วยคำพิพากษากรณีสุเทพกับทักษิณเรื่องปธน

เปิดคำพิพากษาศาลยกฟ้อง"เทือก"หมิ่น"แม้ว" เหตุโจทก์มีพฤติการณ์ไม่เหมาะต่อพระมหากษัตริย์ (รายงานพิเศษ)

หมายเหตุ: เมื่อเวลา 9.30 น.วันที่ 22 มิถุนายน ที่ห้องพิจารณาคดี 902 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลพิพากษายกฟ้องคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตี เป็นโจทก์ฟ้องนายสุเทพ เทือกสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 กรณีเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา จำเลยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทำนองว่า โจทก์ไม่ยอมแพ้ทางการเมือง และต้องการจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี โดยมีคำพิพากษาโดยย่อดังนี้

"ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)เห็นว่าโจทก์มีพฤติกรรมเหยียบย่ำ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงได้เทศนาสั่งสอนโจทก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548ว่า อย่าคิดอาจเอื้อมเป็นประธานาธิบดี..."

คดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลอาญา สืบเนื่องจากนายสุเทพ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที้ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีและยังได้กล่าวอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า "ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบระบอบประธานาธิบดี ในจิตใจส่วนลึกของพ.ต.ท.ทักษิณ อยากเป็นประธานาธิบดี จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328

ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องและได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 มิถุนายน 2552 เวลา 09.30 น.ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบ ธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับตนตามครอบธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) ทั้งนี้ศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสรุปได้ว่า

โจทก์เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2544-2549 ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)เห็นว่าโจทก์มีพฤติกรรมเหยียบย่ำ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงได้เทศนาสั่งสอนโจทก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548ว่า อย่าคิดอาจเอื้อมเป็นประธานาธิบดี รายละเอียดปรากฎตามหนังสือฯเอกสารหมาย ล.4 และในส่วนตัวโจทก์เองก็ได้แสดงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ คือเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2548 โจทก์ได้พูดกับกลุ่มบุคคลที่หอประชุมอินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ด้วยข้อความไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์

ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ได้พูดในรายการนายกฯทักษิณคุยกับประชาชน ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เรื่องการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโจทก์ โดยใข้ถ้อยคำไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ และเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 โจทก์ได้พูดต่อข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า มีผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญก่อความวุ่นวายต่อระบอบประชาธิปไตยมากเกินไป จนทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การกระทำของโจทก์ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่าโจทก์ไม่ปกป้องต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ ดังปรากฎตามหนังสือพิมพ์เอกสารหมาย ล.26และ ล.27

เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โจทก์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชน ระหว่างสัมมนาที่โรงแรม ที่อำเภอเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยโจทก์ยอมรับว่าคนเสื้อแดงเป็นพลังสนับสนุนที่สำคัญของโจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.1 การชุมนุมของคนเสื้อแดงทุกครั้งได้นำรูปโจทก์ขึ้นนำขบวน ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.12,ล.15 โจทก์ยังได้พูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดง เรียกร้องให้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีของคนเสื้อแดง

นอกจากนี้ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิศิริ ก็ได้อภิปรายยอมรับต่อที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า"พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย มีความเชื่อมโยงกันเป็นเนื้อเดียวกันและพรรคเพื่อไทยก็ได้จัดทำเสื้อแดง เตรียมไว้ให้กับบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ตามเอกสาร ล.10,ล.11 และการชุมนุมของคนเสื้อแดงทุกครั้งมักจะพูดพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น การชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550,วันที่ 10 มิถุนายน 2551,วันที่ 15 สิงหาคม 2551

โดยเฉพาะการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 กลุ่มคนเสื้อแดงได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนาง
เจ้าพระบรมราชินีนาถติดไว้ที่ฉากหลังเวทีโดยมีข้อความที่ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ปรากำตามเอกสารหมาย ล.18 ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลายครั้งและมีการตั้งโต๊ะเสนอให้ยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญาข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.16,ล.20

จากพฤติกรรมของโจทก์เป็นผลให้ พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ว่า โจทก์ลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.30 นอกจากนี้ พล.อ.พิจิตร กุลลวณิชย์ ก็ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า โจทก์จ้องล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2552 ซึ่งโจทก์น่าจะหยุดการกระทำอันไม่บังควรดังกล่าวแต่โจทก์กลับไม่หยุด และในทางกลับกัน โจทก์ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชี่ยนไทม์ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องแผนการรัฐประหารมาล่วงหน้า"ตาม หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2552

โจทก์ยังได้ให้การสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงให้มาชุมนุมกันที่ถนนราชดำเนิน ลานพระบรมรูปทรงม้า จนนำไปสู่การจราจล ซึ่งชวนให้เห็นว่า เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโดยประชาชนตามคำชักชวนของโจทก์ ทั้งนี้เพราะโจทก์กับกลุ่มคนเสื้อแดงย่อมรู้อยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบอื่นตามที่โจทก์ต้องการไม่อาจทำได้โดยการ แก้รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 291 วรรค 2 จากพฤติการณ์ของโจทก์และกลุ่มคนเสื้อแดงย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาที่ส่อไปในทางที่สอดคล้องกับคำเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

จำเลยอยู่ในฐานะอันชอบธรรมที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ทั้งนี้เพราะจำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 123 บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องกล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาว่า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ และตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 175 บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญมาตรา 8 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งจำเลยและประชาชนผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะ ปกป้องพระมหากษัตริย์ มิให้ผู้ใดล่วงละเมิด

นอกจากนี้ การที่จำเลยพูดให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ว่าโจทก์คิดจะกลับมาเป็นประธานาธิบดีนั้น สืบเนื่องจากกรณีที่โจทก์ได้พูดคุยกับผู้ร่วมสัมมนาว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เป็นเสือหิวเสือโหย ดังนั้น การที่จำเลยวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของโจทก์แล้วสรุปว่า วันหนึ่งโจทก์จะกลับมาเป็นประธานาธิบดี จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทำไปโดยมีเจตนาว่ากล่าวตักเตือนโจทก์และคนเสื้อแดงมิให้ กระทำการล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ จากสถานะของจำเลยจึงอยู่ในฐานะและมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะแสดงความคิดเห็นหรือข้อความ
นั้นได้

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามครองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง


พิพากษายกฟ้อง


ที่มา แนวหน้า


ความเห็นโดย อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน

ผมโคตรงงกับการผูกเรื่องของศาลเลย

ผมไม่แน่ใจว่าที่ศาลยกๆมา ไม่ว่าจะเป็นรูปบนเวทีเสื้อแดง การตั้งโต๊ะล่ารายชื่อยกเลิก ๑๑๒ บทความวสิษฐ หลวงตาบัว บลาๆๆๆๆ สุเทพได้ยกขึ้นประกอบการต่อสู้หรือเปล่า

และถึงแม้สุเทพยกขึ้นมาสู้จริง ผมก็ยังงงอยู่ว่า มันเอามาผูกกันได้ไง

ถ้าเอาบรรทัดฐานนี้นะ...

ต่อไป เราสามารถเอาบทความของ นสพ เอาเหตุการณ์แวดล้อมที่ไกลมากๆ มาอ้างสนับสนุน แล้วก็เอาไปยัดข้อหาว่าไอ้นั่นไอ้นี่จะล้มกษัตริย์ แบบนี้ได้ใช่มั้ย?

ผมเดาว่า ไม่แน่พวกคลั่งอาจเอาคำพิพากษานี้ไปขยายผลต่อหรือเปล่า

ผมคิดว่าเสื้อแดงต้องเตรียมตั้งรับให้ดี

รุ่นน้องผมยืนยันมาว่า เอกสารต่างๆ มีการหยิบยกขึ้นมาต่อสู้ อ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีทั้งนั้น เพราะ ดูจากที่เอกสารมีหมายเลข ล. กำกับไว้หมด

ผมไม่ได้ฝึกมาทางเทคนิคในโรงในศาล ก็ลืมๆไปแล้ว

อีกอย่าง กรณีคดีในศาลยุติธรรม ศาลคงไม่มีบทบาทลงมาล้วงลูกเองอยู่แล้ว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า พยานพวกนี้ มันไกลมากเลย และก็ไม่เห็นเกี่ยวพันกันมากถึงขนาดนั้น

วิญญูชน ทั่วไปมาอ่านดู จะให้เขาไม่คิดไปได้อย่างไรว่า การที่ศาลพูดถึงเรื่อง "ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อยกเลิก ๑๑๒ และ การนำพระบรมฉายาลักษณ์มาตั้งที่เวทีเสื้อแดง" นั้น มีปัญหา....

คนเสื้อแดง งานเข้าเลยครับ เจอคำพิพากษานี้เข้าไป

อีกประการหนึ่ง ถ้าเอาบรรทัดฐานนี้

ผมก็อยากรู้ว่า ถ้าทักษิณเล่นแบบสุเทพบ้าง แล้วโดนฟ้องหมิ่นประมาท พอสู้คดีก็ยกเอาบทความมาบ้าง ยกเหตุการณ์ชูรูปบ้าง ต่างๆนานา แบบนี้ศาลจะว่าอย่างไร?

ผมเห็นว่า ผลของคำพิพากษาน่ะ อาจไม่ส่งผลกระเทือนเท่าไร เพราะ นักการเมืองสู้กัน ด่ากันไปมา ใส่ความกันไปมา เป็นเรื่องปกติ ฟ้องกันไปมา มีแพ้มีชนะสลับกันไป

ผมถึงเฉยๆมากกับข่าวเมื่อวาน

แต่พอวันนี้มาอ่านเจอเหตุผลประกอบคำพิพากษาแล้วก็อึ้ง

คำพิพากษานี้ - โดยความไม่ตั้งใจ ไม่เจตนาของศาล - อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้สองขั้วการเมือง นำสถาบันกษัตริย์ มาใช้เป็นเครื่องมือใส่ร้ายป้ายสีกันไปมา อย่างไม่จบไม่สิ้น

น่าเศร้าใจครับ

ต่อไปพวกเราจงระวังให้ดี ต้องไปเป็นแนวร่วมกับ หลวงตาบัว วสิษฐ์ พิจิตต และ พวกรอแยลลิสต์ทั้งหลาย เพราะคำพูด ข้อเขียนของคนกลุ่มนี้ มีน้ำหนักมากกกกกกก

เพื่อความสะดวก สำหรับคนที่ขี้เกียจอ่านคำพิพากษา

สิ่งที่ศาลใช้ประกอบการตัดสินว่า สุเทพ ติชมโดยสุจริต มีดังนี้

๑. "ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)เห็นว่าโจทก์มีพฤติกรรมเหยียบย่ำ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงได้เทศนาสั่งสอนโจทก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548ว่า อย่าคิดอาจเอื้อมเป็นประธานาธิบดี"

๒. " เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ได้พูดในรายการนายกฯทักษิณคุยกับประชาชน ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เรื่องการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโจทก์ โดยใข้ถ้อยคำไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ " (อันนี้ น่าจะเป็น เรื่องกระซิบให้ออก ผมออกทันทีใช่หริอเปล่าครับ ใครทราบช่วยยืนยันที)

๓. "โจทก์ได้พูดต่อข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า มีผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญก่อความวุ่นวายต่อระบอบประชาธิปไตยมากเกินไป จนทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การกระทำของโจทก์ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่าโจทก์ไม่ปกป้องต่อสถาบันพระ มหากษัตร
ิย์"

๔. ทักษิณสัมพันธ์กับคนเสื้อแดง

๕. "การชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 กลุ่มคนเสื้อแดงได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนาง
เจ้าพระบรมราชินีนาถติดไว้ที่ฉากหลังเวทีโดยมีข้อความที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"

๖. "วันที่ 31 มกราคม 2552 มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลายครั้งและมีการตั้งโต๊ะเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอ
าญาข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

๗. "พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ว่า โจทก์ลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์"

๘. "พล.อ.พิจิตร กุลลวณิชย์ ก็ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า โจทก์จ้องล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2552"

๙. "โจทก์ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชี่ยนไทม์ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องแผนการรัฐประหารมาล่วงหน้า"ตาม หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 15 พฤษภาคม 2552"

๑๐. "โจทก์ยังได้ให้การสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงให้มาชุมนุมกันที่ถนนราชดำเนิน ลานพระบรมรูปทรงม้า จนนำไปสู่การจราจล ซึ่งชวนให้เห็นว่า เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโดยประชาชนตามคำชักชวนของโจทก์ ทั้งนี้เพราะโจทก์กับกลุ่มคนเสื้อแดงย่อมรู้อยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบอื่นตามที่โจทก์ต้องการไม่อาจทำได้โดยการ แก้รัฐธร
รมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 291 วรรค 2 จากพฤติการณ์ของโจทก์และกลุ่มคนเสื้อแดงย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาที่ส่อ ไปในทางที ่สอดคล้องกับคำเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน "

นี่แหละครับ

มีเทศนาหลวงตาบัว มีบทความวสิษฐ มีคำสัมภาษณ์ของพิจิตร มีกรณีทักษิณสัมภาษณ์ไฟแนนเชียล ไทม์ มีกรณีเสื้อแดงชุมนุม มีกรณีตั้งโตณะยกเลิก ๑๑๒ มีกรณีทักษิณพูดเรื่อง "กระซิบ" และ "ผู้มีบารมีนอก รธน"


ความเห็นโดยคุณไวไว แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน

คำตัดสินของศาลกับคำ พิพากษาศาลฎีกาที่ 237 - 238/2514 ระหว่างนายปรีดี พนมยงค์ โดยนายทองดี นันทเสน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ กับบริษัทสยามรัฐ จำกัด ที่ 1 หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ 2 นายประจวบ ทองอุไร ที่ 3 จำเลย ซึ่งมีความโดยย่อดังนี้
"การที่จำเลยที่ 3ไขข่าวแพร่หลายตามสำนวนแรกว่า หลังจากโจทก์กลับจากการเยือนสหภาพโซเวียตรัสเซียซึ่งเป็นประเทศหัวหน้าฝ่ายคอมมิวนิสต์แล้ว อุดมคติทางการเมืองของโจทก์โน้มเอียงไปในทางระบอบการปกครองที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขยิ่งกว่าการมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข ทั้ง ๆ ที่ขณะจำเลยที่ 3 ไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความนั้นประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นที่เคารพเทอดทูนของประชาชนไทย ข้อความที่โฆษณาไขข่าวแพร่หลายอันฝ่าฝืนต่อความจริงดังกล่าว ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งเป็นที่น่ารังเกียจของประชาชนไทยทั่วไป และย่อมได้รับความเสียหายชัดแจ้งแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม"

เมื่อเปรียบเทียบกับคำตัดสินกรณีสุเทพกล่าวหาทักษิณแล้ว ผมเห็นว่าไม่เป็นการติชมโดยสุจริตไปได้


ความเห็นของPhutipong แห่งฟ้าเดียวกัน

การตีความของศาลนี้ คำว่า "โดยสุจริต" กรณีนี้ ผมมองว่ามีปัญหาอย่างยิ่ง คือ เท่ากับว่า ศาลไม่ต้องใช้ดุลยพินิจอะไรเลย ในการพิเคราะห์ว่าการ "สุจริต"นั้น มีเบื้องหลังอย่างไร การพิพากษาเช่นนี้ จะกลายเป็นว่า "ใครก็ตาม" ที่เป็นบุคคลสาธารณะ จะถูกด่าอย่างไร ก็ได้หมด

พิพากษาแบบนี้ มันไม่้ต้องใช้ความคิดอะไรเลย เพียงประหัตประหารปรปักษ์ำได้โดยสุจริตก็เป็นพอ ผมมองว่า ชุ่ยจริงๆ




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2552    
Last Update : 25 มิถุนายน 2552 19:28:11 น.
Counter : 242 Pageviews.  

ศาลมิใช่พหูสูต นักกฎหมายมิได้รู้ทุกเรื่อง:กรณีคำวินิจฉัยศาลรธน.เรื่องพรก.กู้เงิน

โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ

คนอื่นจะคิดอย่างไรผมไม่รู้แต่ความรู้สึกของผมที่ได้อ่านคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญกรณี พ.ร.ก.กู้เงินฯแล้ว มีความรู้สึกพิกลๆว่าเดี๋ยวนี้ศาลรัฐธรรมนูญอธิบายทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในคำ วินิจฉัยแทนหลักกฎหมายกันแล้วหรือ รู้สึกฉงนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์กว่านัก เศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่มากมายในประเทศนี้แล้วล่ะหรือ หรือว่าเป็นเพียงการนำคำชี้แจงหรือคำให้การของรัฐบาลมาปรับปรุงตกแต่งใหม่ เท่านั้นเอง
โดยเนื้อหาในคำวินิจฉัยระบุว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ใน ทั้งสองประเด็น ประกอบด้วย
ประเด็นแรกคือ การตรา พ.ร.ก. ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยในประเด็นนี้ คณะ ตุลาการเห็นว่า ขณะนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเมืองภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ลงทุน รวมทั้งก่อให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันโครงการต่าง ๆ ของรัฐ ระบบเศรษฐกิจเกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยเฉพาะรายได้จากการส่งออก และนำเข้าก็ลดลงอย่างมาก รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เคยทำรายได้สูงสุดก็ลดลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ขาดความมั่นใจในสวัสดิภาพและความปลอดภัย
สิ่งบ่งชี้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบรุนแรงคือ มูลค่าการส่งออกของสินค้าไทยหดตัวลงอย่างรวดเร็ว รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ภาคธุรกิจปิดกิจการมากขึ้นทำให้ปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น หนี้เสียมีแนวโน้มสูงขึ้น กำลังซื้อลดลง ส่งผลให้จีดีพีหดตัวลงอย่างมาก
จากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้รายได้ที่จัดเก็บน้อยกว่าประมาณการที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง ถึงความสามารถในการใช้จ่ายและจัดทำบริการสาธารณะ แม้ว่า รัฐจะได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทั้งการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ มาตรการทางภาษี มาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การจัดทำงบประมานรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ หรือเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่าง ต่อเนื่อง
“เมื่อพิจารณาสาระสำคัญของ พ.ร.ก.ประกอบเหตุผลในการตรา พ.ร.ก. ย่อมเห็นได้ว่า การที่คณะรัฐมนตรี ตรา พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ขึ้นมา ก็เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ มิให้ตกต่ำกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้ภาครัฐในฐานะที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จะช่วยสร้างกำลังซื้อ อย่างเร่งด่วนในระระบบ ในช่วงที่กำลังซื้อจากทั้งในและต่างประเทศหดตัวลง จึงจำเป็นต้องรีบดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน
เพื่อป้องกันปัญหาที่จะลุกลามไปทุกภาคส่วน อันเป็นการทำหน้าที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐในการสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงใน ทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ ววรคหนึ่งแล้ว”
ประเด็นที่สองที่ต้องพิจารณาคือ พ.ร.ก.ดังกล่าว ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามรัฐ ธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ วรรคสองหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวคณะตุลาการเห็นว่า เมื่อพิจารณาถึงสภาพปัญหาความมั่นคงในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่ว่ามูลค่า การส่งออกที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว รายได้จากการท่องเที่ยวที่ลดลง มีการปิดกิจการหรือเพิ่มมากขึ้น ปัญหาการว่างงานเพิ่มมากขึ้น หนี้เสียพุ่งสูงขึ้น ทุกปัจจัยส่งผลกระทบให้เกิดภัยวิกฤติเศรษฐกิจ จนรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤติในหลายทาง แต่สภาวะเศรษฐกิจก็ยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจึงถือเป็นกรณีที่มีความฉุก เฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เกิดขึ้นแล้ว
“ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงเหตุที่เป็นกรณีความฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นอันรีบด่วน อัน มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ดังกล่าวข้างต้น ประกอบสาระสำคัญและกรอบการดำเนินการตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.๒๕๕๒ แล้ว ยังไม่มีมูลกรณีให้เห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้ตรา พ.ร.ก.ขึ้นมาโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลยพินิจบิดเบือนหลักการรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่า การตรา พ.ร.ก.นี้ขึ้นมา เป็นกรณีความฉุกเฉินที่มีความจำเป็นอันรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๔ วรรคสองแล้ว”
อันที่จริงแล้วเมื่อเราวิเคราะห์ดูในเนื้อหาของมาตรา ๑๘๔ วรรคสองที่บัญญัติว่าการตราพระราชกำหนดให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแล้ว จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจคณะรัฐมนตรีไว้ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจใดๆในการไปวินิจฉัยอีก เพราะในเมื่อคณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนตาม อำนาจที่ได้รับจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
กอปรกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้การตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ ของฝ่ายบริหารตามมาตรานี้ไว้ว่าเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยผู้ที่มี ความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองยิ่งศาลรัฐธรรมนูญที่ประกอบ ไปด้วยนักกฎหมายเสียเกือบทั้งหมดมี นักรัฐศาสตร์บ้างเพียงสองคนจากจำนวนทั้งหมดเก้าคน ที่สำคัญคือไม่มีใครเป็นนักเศรษฐศาสตร์เลย
ฉะนั้น ในกรณีนี้จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้วินิจฉัยจนทำให้ การนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อลงมติว่าจะรับรองหรือไม่รับรองกฎหมายฉบับนี้ต้อง ชะงักงันไป จนทำให้หลักการของความจำเป็นเร่งด่วนต้องเสียไปเพราะศาลรัฐธรรมนูญเอง
ตัวอย่างที่ผมยกมานี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายเรื่องที่นักกฎหมายสำคัญตนเองผิด ว่าตนเองรู้ดีกว่าคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง ซึ่งก็รวมไปถึงไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่ผูกขาดโดยนักกฎหมายหรือร่าง กฎหมายทั่วๆไปที่ถูกผูกขาดตัดตอนโดย สนง.คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่จะกำหนดเนื้อหาที่นอกเหนือจากเทคนิคทางกฎหมายว่าอะไรควรหรือไม่ควรที่จะ บัญญัติลงไปในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายทั่วๆไป แทนที่จะเป็นไปตามความต้องการผู้ที่จะต้องใช้กฎหมายนั้น
นักกฎหมายนั้นเปรียบเสมือนช่างตัดผมที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในการ ตกแต่งผม แต่ต้องตามใจลูกค้าว่าจะเลือกทรงอะไรสำหรับหัวของเขา มิใช่จะต้องจำยอมให้นักกฎหมายหรือช่างตัดผมตัดตามใจของตัวเอง จนร่างกฎหมายดีๆหลายฉบับต้องบิดเบี้ยวไปดังเช่นที่ผ่านๆมา

ที่มา pub-law.net


ข้อสังเกตคดี พรก กู้เงิน โดยปิยบุตร แสงกนกกุล แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน

คำวินิจฉัยศาล รธน คดี พระราชกำหนดกู้เงิน ความยาว ๓๔ หน้า แต่ขอให้อ่านตั้งแต่หน้า ๒๖ เพราะที่เหลือนั้น มีแต่น้ำ ไม่มีอะไร ตามสไตล์คำพิพากษาไทย เอาคำฟ้อง คำให้การ มาแปะๆๆๆ แล้วศาลตัดสินตอนท้ายจึ๋งเดียว

จากการอ่านเร็วๆ ผมมีข้อสังเกตดังนี้

๑. การให้เหตุผลของศาล รธน

ผมว่ามันง่ายเกินไปหรือเปล่า บรรยายแบบพรรณนาไปเรื่อยๆๆ นั่น นี่ โน่น (เหมือนอ่าน นสพ หรือ ฟังร้านตัดผม สภากาแฟพูดกันเลย) ไม่ได้มีการแสดงให้เห็นว่า ศก มันแย่อย่างไร การออก พรก จำเป็นต่อความมั่นคงทาง ศก อย่างไร

ศาลพรรณนาตามสไตล์การสนทนาร้านกาแฟ ร้านตัดผม ว่า ศก แย่ เช่น

"ข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เกิดปัญหาขึ้นส่งผลให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว นอกจากผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัญหาการเมืองภายในประเทศก็มีความสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยเกิดภาวะชะลอ ตัวลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ลงทุน ตลอดจนก่อให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันโครงการต่าง ๆ ของทางภาครัฐ จากเหตุความเป็นไปในภาวะของเศรษฐกิจของประเทศไทยดังกล่าว สรุปที่มาของปัญหาโดยมีที่มาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและชะงักงัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุนและการล้มละลายของสถาบันการเงินในหลายประเทศ ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก ปัจจัยภายในได้แก่ สถานการณ์การเมืองที่ขาดเสถียรภาพซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง และเกิดความลังเลในการตัดสินใจที่จะมาลงทุน ทำให้ระบบเศรษฐกิจ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยเฉพาะด้านการส่งออกและรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เคยทำรายได้ เข้าประเทศ
สูงสุดกลับมีรายได้ลดลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศขาดความมั่นใจในสวัสดิภาพและความปลอดภัยในการเดินทางมาประเทศไทย สิ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน
โลก และวิกฤติการเมืองภายในประเทศได้แก่ มูลค่าการส่งออกของสินค้าไทยหดตัวอย่างรวดเร็ว รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ภาคธุรกิจมีการปิดหรือเลิกกิจการเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หนี้เสียในระบบสถาบันการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น กำลังซื้อสินค้าและบริการของประชาชนโดยรวมลดลง ผลกระทบทั้งหมดทำให้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัวลดลงเป็นอันมาก"

พอพรรณาเสร็จปุ๊บ ก็เอา ตัว พรก มาดู พร้อมกับเอาเหตุผลของ พรก มาดู แล้วก็ ฟันธงได้ทันทีว่า

"เมื่อพิจารณาสาระสำคัญทั้งห้าประการประกอบเหตุผลในการตราพระราชกำหนดดังกล่าวแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า การที่คณะรัฐมนตรีตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้ นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ขึ้นมาก็เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศมิให้ตกต่ำไปมากกว่าที่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งเพื่อให้ภาครัฐในฐานะที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จะช่วยสร้างกำลังซื้ออย่างเร่งด่วนในระบบในช่วงที่กำลังซื้อจากต่างประเทศและในประเทศหดตัวลงจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลก ที่จำเป็นต้องรีบดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันปัญหาก่อน
ที่ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจจะลุกลามไปในทุกภาคส่วน อันเป็นการทำหน้าที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่ง แล้ว"

หรือ ศาล รธน พิจารณาว่า การออก พรก เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่?

ศาล รธน ก็แปลความให้ว่า

"ต้องเป็นกรณีที่เร่งด่วนที่จะต้องรีบป้องกันแก้ไขโดยพลัน หรือเป็นที่คาดหมายได้ว่าหากไม่เร่งรีบดำเนินการป้องกันและวางแนวทางแก้ไข ไว้ก่อน ย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากต่อการแก้ไขเยียวยาในภายหลัง ทั้งนี้ การที่จะพิจารณาว่าสถานการณ์ใดเป็นกรณีฉุกเฉิน หรือไม่ นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นแต่ละกรณีไป"

พอแปลความคำว่าฉุกเฉินจบ ก็พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยการพรรณา นั่น นี่ นู่น (ซึ่งบรรยายเหมือนเดิมเป๊ะ) ว่า

"เมื่อพิจารณาถึงสภาพปัญหาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่ามูลค่าการส่งออกของสินค้าไทยที่หดตัวอย่างรวดเร็ว รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง การที่ภาคธุรกิจมีการปิดหรือเลิกกิจการเพิ่มมากขึ้น ปัญหาอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งทุกเหตุปัจจัยส่งผลกระทบให้เกิดภัยวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ จนรัฐบาลต้องเร่งดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขวิกฤตินั้นไม่ว่า มาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก มาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน มาตรการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ และมาตรการอื่น ๆ เพื่อแก้ไขภัยจากวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าว แต่สภาวะเศรษฐกิจโลกและสภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แล้ว"

เสร็จปุ๊บ ก็ฟันธงว่า

"เป็นกรณีที่มีความฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เกิดขึ้นแล้ว"

คือ ศาลแปลความไว้ชัดเจนว่า ฉุกเฉิน คืออะไร แต่ศาลไม่ได้เอา การแปลความคำว่าฉุกเฉินนั้น มาพิจารณาโดยละเอียด กลับใช้สูตรพรรณาเหตุการณ์ต่างๆไปเรื่อย แล้วก็ฟันธง

เมื่ออ่านจาก ที่ศาลแปลความคำว่าฉุกเฉินแล้ว ("ต้องเป็นกรณีที่เร่งด่วนที่จะต้องรีบป้องกันแก้ไขโดยพลัน หรือเป็นที่คาดหมายได้ว่าหากไม่เร่งรีบดำเนินการป้องกันและวางแนวทางแก้ไข ไว้ก่อน ย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากต่อการแก้ไขเยียวยาในภายหลัง ทั้งนี้ การที่จะพิจารณาว่าสถานการณ์ใดเป็นกรณีฉุกเฉิน หรือไม่ นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นแต่ละกรณีไป") จะเห็นได้ว่า ต้องนำหลักความได้สัดส่วนมาพิจารณาประกอบ

ศาลต้องชั่ง นน ว่า การออกเงินกู้มีความจำเป็น นอกจากการกู้เงินโดยออก พรก แล้ว ยังมีมาตรการอื่นอีกหรือไม่ หากมีมาตรการอื่น มาตรการนั้นไม่เวิร์คใช่หรือไม่ เพราะอะไร เมื่อมาตรการอื่นไม่เวิรค ก็หมดหนทาง จำเป็นต้องกู้ แล้วถ้าออก พรก กู้เงินแล้วมีผลได้มากกว่าเสียหรือไม่

ศาลต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า หากไม่มี พรก กู้เงินนี้แล้ว จะเกิดความชิบหายแก่ ศก "ทันทีทันใด" หรือไม่ และเกิดความชิบหาย "ร้ายแรงเพียงพอ และเยียวยาไม่ได้" หรือไม่ แต่จาก ๑๐ บรรทัดที่พรรณนามานั้น (หน้า ๓๑ - ๓๒) ไม่เห็นปรากฏ

ศาลไม่ได้พูดถึงเลย พรรณาว่าเศรษฐกิจแย่ มาตราการนั่นนี่โน่น ไม่ได้ ไม่ดี บลา บลา บลา ไป ๑๐ บรรทัด

๒. ผมคิดว่าปัญหาใหญ่ของศาลไทย โดยเฉพาะศาลในคดีมหาชน โดยเฉพาะไปอีก ศาล รธน คือ เรื่องการเขียนให้เหตุผล การอาร์กิวเมนท์ ผมเห็นว่า "เบามาก"

เป็นสไตล์ เขียนวนๆ พรรณนาเชิงอัตวิสัยไปเรื่อย แล้วก็ ฟันธง ฉับๆๆๆ บางทีก็ยกคำร้อง หรือ คำให้การ นั่นแหละ มาว่าใหม่ แล้วบอกว่าศาลเห็นด้วย จบ

คดียุบพรรคภาคหนึ่งก็แนวนี้

มีอีกนิด ไม่ค่อยสำคัญเท่าไร

ผมอ่านๆไป รู้สึกว่าคำวินิจฉัยนี้ ประจานรัฐบาลอภิสิทธิ์ และ ทีมเศรษฐกิจนี่หว่า ว่าออกมาตรากรพรึบๆๆๆ แต่ความเชื่อมั่นทาง ศก ไม่เกิด

ลองดูเป็นตัวอย่าง

"ข้อเท็จจริงปรากฏว่า แม้ว่ารัฐบาลจะได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทั้งมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ มาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน มาตรการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในปีงบประมาณพ.ศ. ๒๕๕๒ หรือมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐก็ตาม ก็ยังไม่อาจทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องได้แน่"




 

Create Date : 22 มิถุนายน 2552    
Last Update : 22 มิถุนายน 2552 20:00:41 น.
Counter : 311 Pageviews.  

2ปีผ่านไปกองปราบเพิ่งตามมาเอาเรื่องกับผู้ดูแลเว็บ

Webmaster interrogated by police for reader’s comment posted nearly two years ago
๘ มิถุนายน ๒๕๕๒
ที่มา – Prachatai English
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

ผู้ดูแลเว็บของเว็บไซต์วัยรุ่นได้ถูกกองปราบเรียกไปให้ปากคำถึงสองครั้ง เกี่ยวกับความเห็นจากผู้อ่านซึ่งโพสต์เกือบสองปีที่แล้ว ซึ่ง “อาจจะ” หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นาย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ดูแลเว็บบล็อก exteen.com ได้รับหมายเรียกจากกองบังคับการปราบปรามครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ เมษายน เขาได้เขียนบทความลงในบล็อกของเขา ผู้อ่านหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องตลกของวันโกหกเดือนเมษายน (April Fool’s Day)

นาย ทีปกรกล่าวว่า ตำรวจไม่ได้ให้ความกระจ่างว่าเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องอะไร เขาได้ถูกสอบปากคำเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว เว็บไซต์ exteen.com และการควบคุมเนื้อหาของเว็บ รวมถึงสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลของเจ้าของไอพีซึ่งโพสต์ความเห็น “อาจจะ” เข้าข่ายหมิ่นฯ ซึ่งคำตอบของเขาคือไม่ทราบเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว

ความ เห็นดังกล่าวได้โพสต์โดยผู้โพสต์ที่ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าใช้เมื่อเดือน สิงหาคม ๒๕๕๐ และผู้ดูแลเว็บได้ลบข้อความดังกล่าวภายในเวลา ๒๔ ชั่วโมงหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงไอซีที ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้รับการติดต่อจากกระทรวงนี้อีก

เขา รายงานว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกกับการที่ตำรวจกองปราบต้องการตั้งข้อหาต่อบุคคลที่เขียน ความเห็นและกับผู้ดูแลเว็บ แต่ที่ประหลาดใจเพราะความเห็นดังกล่าวได้โพสต์และถูกลบทิ้งเกือบ ๒ ปีมาแล้ว และเขาให้ความเห็นว่าเวลา ๒ ปีสำหรับอินเตอร์เน็ตเหมือนเวลาเป็นชาติ กองปราบได้รับคดีมาจากกระทรวงไอซีที และได้เริ่มดำเนินการเมื่อไม่นานมานี้

นาย ทีปกรได้ส่งมอบรายการ การแสดงความเห็น และไอพีแอดเดรสให้กับทางกองปราบ แม้ว่าเขาจะทราบว่า ภายใต้กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ผู้บริหารเว็บต้องเก็บรายการการแสดงความเห็น เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ภายในระยะ ๙๐ วัน ไม่ใช่เวลาถึง ๒ ปี

กอง ปราบได้สอบปากคำในเรื่องที่ว่าเขามีส่วนรู้เห็นเป็นใจในความคิดเห็นดังกล่าว หรือไม่ และผู้บริหารเว็บจะทราบหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้าของไอพีแอดเดรสหรือไม่ ซึ่งเขาให้คำตอบว่าไม่ทราบ

การสอบปากคำใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่ง นายทีปกรคิดว่าคดีคงเสร็จสิ้น แต่เขาคิดผิด

เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน เขาได้รับโทรศัพท์จากตำรวจ เรียกตัวเพื่อทำการสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองบังคับการปราบปรามในวันนั้น

เมื่อ เขาให้คำตอบว่า คงไม่สะดวกสำหรับเขา และเขาเคยให้ข้อมูลที่ต้องการไปแล้วทั้งหมด กองปราบได้แจ้งว่าเขาได้ถูกเรียกตัวในครั้งนี้ในฐานะพยาน และถ้าเขาไม่ให้ความร่วมมือ เขาอาจจะถูกหมายศาลให้กลายเป็นผู้ต้องหาแทน เนื่องจาก “บุคคลเบื้องบนต้องการที่จะจัดการกับผู้ดูแลเว็บ”

นาย ทีปกรได้ถามว่ามีวิธีการอื่นที่สะดวกกว่าในการให้ปากคำหรือไม่ เช่น ให้การทางโทรศัพท์ เพราะเขามีงานต้องทำ เจ้าหน้าที่กองปราบบอกปฎิเสธ และกล่าวว่า กองปราบจะไปสอบปากคำนายทีปกรเองที่บ้านถ้าเขาตกลงตามนั้น

นายทีปกรได้ตรึกตรองสักครู่ และทราบดีว่าคงไม่มีทางเลี่ยง จึงได้นัดให้ปากคำในช่วงเวลาบ่ายต้นๆ

เมื่อ เวลาบ่ายโมง ตำรวจกองปราบยศพันโทได้มาเคาะประตู และเริ่มสอบปากคำด้วยคำถามเดิมที่เคยถามก่อนหน้านั้น ว่าในแต่ละวันมีผู้โพสต์เข้ามากี่ครั้ง และมีความเห็นกี่ความเห็น และเว็บเอ็กซ์ทีนเป็นเว็บเกี่ยวกับอะไร

นาย ทีปกรไม่เข้าใจต่อวิธีการสอบปากคำของตำรวจ ก่อนจะสุดสิ้นการสอบปากคำ ตำรวจบอกให้เขาหาพยานจากสมาชิกของเว็บไซต์หนึ่งหรือสองคน ซึ่งสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของเขาในระยะการสอบปากคำของตอนเช้าวันรุ่งขี้ น

นาย ตำรวจได้กล่าวกับทีปกรว่า “เพื่อผลประโยชน์ของตัวคุณเอง” และเสริมต่อว่าไม่มีอะไรที่ต้องห่วงเกี่ยวกับเว็บไซต์เนื่องจากไม่ได้เป็น เว็บไซต์อันตราย หรือ “ไม่เป็นภัย” แต่ “ต้องเล่นไปตามกฎ” ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีพยานหรือหลักฐานเพื่อยืนยันในเรื่องนี้

หลังเหตุการณ์ ทีปกรมีคำถามที่ต้องคอยครุ่นคิดและพิจารณา

ทำไมกระทรวงไอซีทีเพิ่งส่งคดีให้กองปราบหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้วถึง ๒ ปี

ทำไม เขาซึ่งให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับกองปราบ จะต้องถูกรบกวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำไมตำรวจจึงดำเนินคดีนี้ แม้ความจริงที่ว่านายตำรวจนายนั้นได้กล่าวว่า เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขี้นเพียงแค่ครั้งเดียว

ทำไม ตำรวจจึงไม่ใช้เวลาที่มีค่าของเขา ไปติดตามอาชญากรรมที่รุนแรงกว่า เช่น การจับเว็บโป๊ แชร์ลูกโซ่ แฮ็กเกอร์ หรือ คนส่งสแปม ซึ่งทำความเดือดร้อนให้กับประชาชน

เขา ได้แต่ถอนหายใจและหวังว่าตำรวจจะสรุปคดีในวันหรือสองวันนี้ เขาเขียนว่า แม้ว่าเขาจะเข้าบล็อกได้อย่างง่ายๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกอีกแล้ว

เขาได้ให้ความเห็นว่าเจ้าหน้าที่กองปราบปฎิบัติงานไปตามหน้าที่ ด้วยความสุภาพ แต่ก็ได้แฝงคำขู่ไว้




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2552    
Last Update : 17 มิถุนายน 2552 17:47:24 น.
Counter : 405 Pageviews.  

ยุบองค์การนำแต่ไม่ยุบพรรค: บทวิเคราะห์ถ้อยแถลงธง แจ่มศรีในวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทยครบ66ปี

ถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครบรอบ 66 ปี

ธง แจ่มศรี

1 ธันวาคม 2551

สวัสดีครับ

เนื่องในโอกาสก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี ผมขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีและคำอวยพรมายังมิตรสหายผู้ร่วมอุดมการณ์ ทั้งหลาย ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่และการงานของตน มีพลังกายพลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมจะต่อสู้เพื่อภารกิจก้าวหน้าเป็นธรรม ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนแบกรับอยู่ให้ก้าวหน้าไปตาม ความเรียกร้องต้องการของสถานการณ์ในปัจจุบัน

ผมในนามเลขาธิการใหญ่ของพรรค ซึ่งบัดนี้เหลือแต่ชื่อ แต่ในทางเป็นจริงไม่ได้ดำรงสถานภาพนี้อยู่อีกต่อไปแล้ว ดังที่ทราบกันดี นับแต่การประชุมคณะกรรมการบริหารกลางเต็มคณะสมัยที่ 2 ชุดที่ 4 ในปี 2526 เป็นต้นมา เนื่องด้วยเหตุปัจจัยทั้งทางภววิสัยและอัตวิสัย โดยเฉพาะเหตุปัจจัยทางอัตวิสัย คณะกรรมการบริหารกลางชุดนี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์การนำสูงสุดของพรรคมาจนบัดนี้ เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง

ปัจจุบัน สถานการณ์ของประเทศเราเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่ากำลังอยู่ในสภาวการณ์ที่ สับสน แตกแยกกันอย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สภาพเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อขบวนของเราอย่างมาก กล่าว สำหรับมวลชนที่ก้าวหน้าและสหายเราที่ยังยึดมั่นในภารกิจที่ก้าวหน้าเป็นธรรม ต่างเรียกร้องให้ฝ่ายนำของเรามีบทบาทที่เป็นจริงในการชี้นำทางความคิด ผลักดันสถานการณ์ให้เป็นผลดีต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้ก้าวรุดหน้า ตามทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่ก็เป็นที่น่า เสียใจอย่างมากที่องค์การนำของเราไม่สามารถมีบทบาทตามความเรียกร้องต้องการ ของสหายและมวลชนได้ด้วยสาเหตุที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมจึงจำต้องใช้ฐานะส่วนตัวแจ้งให้มิตรสหายทราบถึงแนวความคิดและทิศทางที่ควร จะเป็นของเราต่อไป จะผิดถูกอย่างไรให้ถือเป็นภาระหน้าที่ร่วมกัน วิพากษ์วิจารณ์กันได้เต็มที่

ปมประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันครั้งใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ กล่าวโดยสรุปก็สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองสองกลุ่ม ขอ เรียกสั้นๆ ว่าเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนเก่า (อนุรักษ์นิยม) กับกลุ่มทุนใหม่ (เสรีนิยม) ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ จึงปะทุออกมาในรูปแบบการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549

แม้กลุ่มทุนเก่าจะได้เปรียบ เนื่องจากเป็นฝ่ายที่มีอำนาจอิทธิพลเหนือรัฐสืบเนื่องมายาวนาน โดยเฉพาะคือสามารถมีอำนาจเหนือข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และตุลาการได้อย่างเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่เนื่องจากรูปแบบการปกครองของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เมื่อกลุ่มทุนเก่าสามารถตั้งรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารได้ซึ่งก็คือรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธฺ จุลลานนท์ โดย ที่พวกเขาพยายามใช้เวลาหนึ่งปีกว่ามาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่บิดเบี้ยว คือ รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย และกฎหมายอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพื่อลิดรอนทำลาย อำนาจอธิปไตยของประชาชนในรูปแบบที่แอบแฝงแนบเนียน โดยคาดหวังว่าเมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ คือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปี พ.ศ.2550 พวกเขาจะได้รับชัยชนะ สามารถกุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม กล่าวคือพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในสภาฯ และสามารถตั้งรัฐบาลใหม่กลับเป็นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์ของพวกเขา เมื่อไม่สามารถยับยั้งคู่ปรปักษ์ได้ จึงต้องใช้อิทธิพลที่มีอยู่มาระดมลูกน้องลูกสมุนมาก่อกวนขัดขวางรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะคือการใช้อิทธิพลครอบงำสื่อต่างๆ มาปลุกปั่นสร้างกระแสบิดเบือน ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนจนไม่สามารถจำแนกแยกแยะความเท็จความจริงและความถูกผิดได้

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ แม้จะมีนักวิชาการออกมามาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันต่างๆ นานา มีความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ในความหลากหลายเหล่านั้น เรา ก็สามารถใช้ทัศนะวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มาจำแนกแยกแยะได้ ว่าโดยเนื้อแท้แล้วก็คือการต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างระบอบประชาธิปไตยของชน ชั้นนายทุนกับระบอบอำมาตยาธิปไตยของศักดินานั่นเอง

มาจนถึงจุดนี้ก็มีมิตรสหายบางคนเสนอแง่คิดว่า ในเมื่อมันเป็นความขัดแย้งระหว่างเผด็จการอำมาตยาธิปไตยกับนักประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว ก็ ไม่น่าจะเกี่ยวกับเราที่เป็นประชาชนคนธรรมดา และยังมีมิตรสหายอีกบางคนให้แง่คิดว่า เราไม่ควรเพ้อฝันมากนักกับประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ซึ่งมีแต่การซื้อเสียงขายเสียง คอรัปชั่นโกงกินอย่างชั่วช้าสามานย์

แน่นอน นักต่อสู้ของประชาชนเรา จะต้องไม่นั่งงอมืองอเท้ารอคอยสถานการณ์ไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยอย่างเด็ดขาด หากจะต้องใช้สถานการณ์ให้การศึกษามวลชนในรูปแบบเงื่อนไขต่างๆ อย่างทรหดอดทนไปยกระดับความสำนึกตื่นตัวของมวลชนให้สูงขึ้น จนสามารถผลักดันให้พวกเขาสามัคคีรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็งไปช่วงชิงผลประโยชน์ที่เป็นจริงของพวกเขาเอง

ส่วนเรื่องที่ว่าประชาชนเราสมควรจะสนับสนุนรัฐสภาของชนชั้นนายทุนหรือไม่นั้น ก็มิใช่ว่าเรารักชอบระบอบทุนนิยมหรือไม่ชอบ แต่อยู่ที่ว่าการวิวัฒนาการของสังคมมนุษยชาติปัจจุบันได้ก้าวถึงขั้นตอนที่ เป็นยุคสมัยของทุนนิยมแล้ว ประเทศส่วนใหญ่ในโลกรวมทั้งประเทศไทยก็ได้พัฒนาก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยม แม้ว่าโครงสร้างสังคมบางส่วนยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยมแล้ว สำหรับ ปัญหาความรับรู้ของเราที่มีต่อระบบทุนนิยมดีหรือเลวอย่างไรนั้น ปรมาจารย์ลัทธิมาร์กซ์คือ ท่านคาลมาร์กซ์ก็ได้ให้ข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างสมบูรณ์แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเรานักลัทธิมาร์กซ์ได้เรียนรู้ ประยุกต์ใช้กับความเป็นจริงของเราอย่างไรต่างหาก ด้วย เหตุนี้ท่าทีของเราต่อทุนนิยมจึงมิใช่รับหรือปฏิเสธอย่างเดียว เพราะแม้เราจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม แต่การดำรงอยู่ของทุนนิยมก็เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ดัง นั้นเมื่อรับรู้ต่อกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็ยิ่งเรียกร้องให้เราต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือต้องคำนึงถึงจุดอ่อนจุดแข็งของชนชั้นปกครอง และฝ่ายประชาชนเรา จากนี้ไปกำหนดขั้นตอนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวไปข้าง หน้าอย่างมีจังหวะก้าวและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัย นี่คือทิศทางใหญ่ที่จะต้องเป็นไป

อย่างไรก็ดี เพื่อทำความกระจ่างต่อข้อสงสัยของเพื่อนบางท่าน ที่มีต่อระบอบรัฐสภาของชนชั้นนายทุน จึงใคร่ยกเอาคำสอนของปรมาจารย์ท่านหนึ่งคือท่านเลนิน ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือชื่อ โรคไร้เดียงสา “ฝ่ายซ้าย” ในขบวนการคอมมิวนิสต์ โดยท่านชี้ว่า “เรายังไม่มีกำลังพอจะโค่นล้มรัฐสภาชนชั้นนายทุนได้ เรายังต้องเข้าร่วมการต่อสู้บนเวทีรัฐสภาชนชั้นนายทุน จุดมุ่งหมายก็อยู่ที่ให้การศึกษาแก่ชนชั้นที่ล้าหลังในชนชั้นของตนนั่นแหละ อยู่ที่ปลุกและให้การศึกษาแก่มวลชนในชนบทที่การศึกษายังไม่เจริญ ถูกปิดหูปิดตาและขาดความรู้นั่นแหละ ขณะที่พวกท่านยังไม่มีกำลังพอที่จะยุบรัฐสภาชนชั้นนายทุนและองค์กรปฏิกิริยาประเภทอื่นๆ นั้น พวกท่านจะต้องทำงานภายในองค์กรเหล่านี้” (จากบทที่ 7 “จะเข้าร่วมรัฐสภาชนชั้นนายทุนหรือไม่” ในหนังสือ โรคไร้เดียงสา “ฝ่ายซ้าย” ในขบวนการคอมมิวนิสต์)

จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ภาระหน้าที่ของพวกเราคือจะต้องยืนหยัดต่อสู้ คัดค้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ คัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบรัฐธรรมนูญ สนับสนุนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยให้เข้ม แข็งสมบูรณ์เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง มีแต่เช่นนี้เท่านั้นจึงจะทำให้เราสามารถผลักดันให้สังคมก้าวรุดหน้าต่อไป ได้ตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย


สมพร จันทรชัย

เผยแพร่ครั้งแรกในจุลสาร”ไฟลามทุ่ง” ฉบับที่ 1/2552 มกราคม-มีนาคม 2552

เมื่อ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา คุณธง แจ่มศรี ในนามส่วนตัวของเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ โอกาสครบรอบ 66 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคฯ โดยเผยแพร่ผ่านสื่อประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

ซึ่งคำแถลงนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นแถลงการณ์ของเลขาธิการพรรคฯ ที่เป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่สมัชชา 4 เป็นต้นมา แถลงการณ์ดังกล่าวนี้ได้ตอบคำถามอันคั่งค้างอยู่หลายประการ และยังเป็นการช่วยอภิปรายและชี้นำทิศทางทางการเมืองอันถูกต้องในสถานการณ์ ปัจจุบันอีกด้วย แถลงการณ์ฉบับนี้จึงถือเป็นเอกสารสำคัญที่น่าจะต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ เพื่อจะช่วยทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งในบทความนี้จะขออภิปรายเรื่องราวของแถลงการณ์ดังกล่าว โดยตั้งประเด็นต่อไปนี้


1.สถานะของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยจนถึง พ.ศ. 2549

นับ แต่มีการเปิดประชุม สมัชชาพรรคครั้งที่ 4 ราวเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา อาจอธิบายได้ว่า พรรคคอมมิวนิสต์ไทยอยู่ภายใต้สภาพแห่งการถดถอย ตกต่ำและแตกสลาย กองกำลังอาวุธปฏิวัติที่เคยมีอยู่กระจัดกระจายในเขตงานต่างๆ ทั่วประเทศก็ยุบเลิก วางอาวุธ หรือบางส่วนก็ยอมจำนนต่อฝ่ายรัฐบาล องค์กรปฏิวัติทั้งในเมืองและในชนบทต่างก็เสื่อมสภาพ สลายตัว การประชุมคณะกรรมการกลางพรรคฯสมัยแรก หลังจากการประชุมสมัชชาในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2525 และการประชุมคณะกรรมการกลางเต็มคณะครั้งที่ 2 ใน พ.ศ.2526 ก็ไม่อาจยับยั้งการเสื่อมถอยล่มสลายนี้ได้

และหลังจากนั้นคณะกรรมการกลางพรรคฯ ก็ไม่ได้มีการประชุมกันอย่างเป็นทางการอีกเลย เพราะคณะกรรมการกลางพรรคฯ ถูกจับกุมครั้งใหญ่ 2 ระลอก ครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2527 และต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2530 ซึ่งในครั้งหลังนี้ คณะกรรมการกลางและกรมการเมืองถูกจับกุมเกือบหมดคณะในขณะเตรียมการประชุมขยาย วงที่หาดบางแสน ชลบุรี ผลของการถูกจับครั้งนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของพรรคฯ ปิดฉากลง สำหรับ คุณ ธง แจ่มศรี ในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมสมัชชาครั้งที่ 4 ไม่ได้ถูกจับกุมตัวและยังคงหลบในเขตป่าเขาที่เหลืออยู่ในแถบจังหวัดเพชรบุรี แม้ว่าจะมีการตั้งองค์กรนำชั่วคราวขึ้นมารับผิดชอบงาน แต่ พรรคฯ ก็อยู่ในฐานะที่แทบจะไม่สามารถจะแสดงบทบาทได้ตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งคุณธง แจ่มศรี ต้องออกจากป่าเขามาใช้ชีวิตที่ปกติในสังคมตั้งแต่ พ.ศ.2533 เป็นต้นมา แต่สภาพทางการเมืองที่พรรคคอมมิวนิสต์ยังถือเป็น พรรคผิดกฎหมาย คุณธง ก็ยังคงต้องอยู่อย่างปิดลับและติดต่อพบปะกับผู้คนได้ในวงจำกัด

ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการกลางเต็มคณะที่ได้รับเลือกจากสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 4 จำนวน 35 คน ถึงแก่กรรมไปบ้าง บางส่วนจำนนต่อศัตรู ยุติบทบาทลงบ้างหรือปลีกออกไปใช้ชีวิตปกติบ้าง ส่วนที่ยังคงเคลื่อนไหวมีบทบาทการเมืองนั้นมีอยู่ไม่กี่คน ในสภาพเช่นนั้น คุณธง แจ่มศรี ในฐานะ เลขาธิการใหญ่ก็ได้จัดตั้ง องค์กรนำเฉพาะกิจขึ้นบริหารงานเป็นการชั่วคราว โดยเลือกกรรมการที่ยังพอทำงานร่วมกันได้เป็นหลัก

แต่ในภาวะเช่นนี้ปัญหาในด้านการนำและปัญหาคั่งค้างอื่นๆ ยังมีอยู่มากมายดังที่ คุณธง แจ่มศรี ได้อธิบายให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ด้วยเหตุปัจจัยทั้งในด้านภววิสัยและ อัตวิสัยจึงทำให้เกิดการดำเนินการของพรรคฯ เป็นไปอย่างยากลำบาก

ในด้านภววิสัย ไม่มีสถานการณ์ปฏิวัติดำรงอยู่เลย ในเงื่อนไขที่การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภายังดำเนินไปด้วยดีตั้งแต่ หลังกรณีพฤษภาประชาธรรม พ.ศ. 2535

ในด้านอัตวิสัยของพรรคคือ ความแตกแยก แตกต่างทางความคิดและไม่ยอมรับซึ่งกันและกันจนยากที่จะประสานกันได้ในส่วน อดีตกรรมการและผู้ปฏิบัติงานจึงแยกกันเป็นกลุ่มๆ แม้จะมีการเลิกพระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 การเรียกประชุมอย่างเป็นทางการก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การดำเนินการของพรรคคอมมิวนิสต์จึงต้องปรับตัวไปตามสภาพไม่มีการเคลื่อนไหว ที่จะสร้างสะเทือนทางการเมืองแต่อย่างใด

2.วิกฤตการณ์ทักษิณ และความขัดแย้งทางสังคมไทย

เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้นจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 เป็นต้นมาได้เกิดกรณีที่เรียกว่า วิกฤตการณ์ทักษิณ นั่นคือเกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่เป็นกระบวนการทางสังคมเพื่อต่อ ต้านรัฐบาลไทยรักไทย ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สถานการณ์ขยายตัวลุกลามอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ จำลอง ศรีเมือง แห่งขบวนการสันติอโศก

ขบวนการต่อต้านรัฐบาลทักษิณนี้มีนักคิดนักวิชาการจำนวนมากสนับสนุน รวมทั้งมีผู้ปฏิบัติงานองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนมากเข้าร่วมผนึกกำลังด้วย ในกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ 3 คน ก็มาจากขบวนการภาคประชาชน อันได้แก่ พิภพ ธงชัย จากมูลนิธิหมู่บ้านเด็ก สมศักดิ์ โกศัยสุข ผู้นำสหภาพแรงงานรถไฟ และ สมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ จากองค์กรพัฒนาเอกชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนั้นยังปรากฏว่าขบวนการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ อดีตผู้ปฏิบัติงาน และแม้กระทั่งคนเดือนตุลาจำนวนมากเข้าร่วมสนับสนุน ก่อให้เกิดความสามัคคี ผนึกกำลังต่อต้านทักษิณอย่างกว้างขวาง

สาเหตุความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ทางการเมืองนี้ เป็นที่อธิบายกันได้หลายลักษณะ ในความเห็นของกลุ่มพันธมิตรฯ ปัญหาเริ่มต้นจากการทุจริตฉ้อฉลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จนทำให้ประเทศเสียหาย จึงได้เรียกร้องให้กู้ชาติ หรือ “เอาประเทศไทยคืนมา” เพื่อนำประเทศให้พ้นจากอำนาจของทักษิณ แต่ถ้าหากพิจารณาให้กว้างขึ้นตามหลักทฤษฎีที่ คุณ ธง แจ่มศรี อธิบายปัญหานั้นมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนผูกขาด 2 กลุ่มคือ กลุ่มทุนเก่า หรือทุนอำมาตยาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง และกลุ่มทุนใหม่ที่แวดล้อมรัฐบาลทักษิณเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ในลักษณะเช่นนี้การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรจึงเป็นไปตามทิศทางของฝ่ายทุน ศักดินา

การนำกลุ่มของพันธมิตรได้ก่อให้เกิดปัญหาตั้งแต่แรก กล่าวคือในเดือนมีนาคม พ.ศ.2549 แกนนำกลุ่มพันธมิตรก็เสนอข้อเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ เพื่อกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานรัฐบาลชุดใหม่มาแทนรัฐบาลในขณะนั้น แต่เมื่อข้อเรียกร้องนี้ไม่บรรลุ ก็ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้กองทัพก่อการรัฐประหาร ทำให้พลังฝ่ายก้าวหน้าบางส่วนเริ่มถอนตัว จากการร่วมสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร

แต่กระนั้นการเคลื่อนไหวสร้างกระแสผลักดันของกลุ่มพันธมิตรก็เปิดทางให้กลุ่ม นายทหารที่นำโดย พลเอก สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ก่อการรัฐประหารทำลายระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 และในวันที่ 20กันยายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการแต่งตั้ง พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน เป็นหัวหน้าการปฏิรูปการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้นบ้านเมืองไทยก็เข้าสู่ยุคเผด็จการ คณะทหารที่ยึดอำนาจได้มีการประกาศกฎอัยการศึก ล้มล้างรัฐธรรมนูนฉบับประชาธิปไตย โดยได้ออกประกาศ คณะปฏิรูป ให้รัฐธรรมนูนฉบับ พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง ให้วุฒิสภา สภาผู้แทน คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูนสิ้นสุดลง ให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทนรัฐมนตรี จากนั้นคณะปฏิรูปได้ใช้เวลาบริหารประเทศ 10 วันจึงประกาศใช้ธรรมนูนฉบับชั่วคราวมาปกครองราชย์อาณาจักร ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูนที่มี 39 มาตรา ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 และได้ตั้งให้ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ต่อมาคณะรัฐประหารได้ก่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขึ้นใช้

การก่อการรัฐประหารสถาปนารัฐเผด็จการ ได้นำมาซึ่งการต่อต้านจากฝ่ายประชาชนโดยทันที มีการตั้งกลุ่มต่างๆ ที่เรียกว่า กลุ่ม 19 กันยา กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ สมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มพลเมืองภิวัตน์และกลุ่มอื่นๆ เพื่อต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งในกลุ่มต้านรัฐประหารก็มีคนเดือนตุลาจำนวนหนึ่งเข้าร่วมด้วย ต่อมากลุ่มต้านรัฐประหาร 12 กลุ่มได้รวมตัวกันเป็นแนวร่วมต่อต้านรัฐประหาร เคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านเผด็จการที่ท้องสนามหลวงทุกวันหยุดสุดสัปดาห์

ในอีกด้านหนึ่ง ชนชั้นปกครองกลุ่มทุนเก่าก็ยังเดินหน้าทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ดังจะเห็นได้จากการสนับสนุนให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญออกประกาศยุบพรรคไทยรัก ไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องอีก 111 คนย้อนหลังและลงโทษแบบเหมารวมซึ่งเป็นการละเมิดหลักนิติศาสตร์สากลของคณะ ตุลาการอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังให้สภาร่างรัฐธรรมนูนเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย ออกมาใช้ แล้วสร้างความชอบทำด้วยการให้ประชาชนลงมติรับรองในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2550 แม้รัฐบาลยังเป็นฝ่ายชนะ โดยเสียงประชาชนรับรองรัฐธรรมนูนฉบับนี้ด้วยเสียง 16 ล้านเสียง แต่การลงประชามติในหลายพื้นที่ของประเทศกว่า 35 จังหวัด ประชากรรวม 25 ล้านคน ยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก

อนึ่งหลังการยุบพรรคไทยรักไทย กลุ่มพี-ทีวี และกลุ่มทางการเมืองต่างๆได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการ หรือ นปก. เมื่อปลายเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2550 จากนั้น นปก. ก็ชุมนุมยืดเยื้อที่สนามหลวง ถึง 60 วัน ก่อนที่บุกไปล้อมบ้านของ พล อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประทางองคมนตรีผู้สนับสนุนการรัฐประหาร

การดำเนินการเหล่านี้ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยหวังว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 พวกเขาจะประสบชัยชนะ สามารถคุมเสียงข้างมากในสภาได้ แต่ปรากฏว่า พรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภา กลายเป็นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคสืบเนื่องมาจาก พรรคไทยรักไทย นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค จึงได้ตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มทุนอำมาตยาธิปไตยอย่างมาก จึงได้หาทางทำลายรัฐบาลพลังประชาชนทุกวิถีทาง ตั้งแต่ฟื้นฟูกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาเคลื่อนไหวต่อต้าน รัฐบาล สนับสนุนสื่อกระแสหลัก นักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการฝ่ายขวาและผู้ปฏิบัติงาน เอ็นจีโอ ฝ่ายขวา ให้ออกมาต่อต้านรัฐบาลพลังประชาชน สร้างกระแสบิดเบือนทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และใช้กลไกศาลเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงทาการเมืองและดำเนินการให้บรรลุ เป้าหมายของตน

โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล แห่งกลุ่มหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนั่น ได้แปลสภาพองค์กรก่อกวนของมวลชนฝ่ายขวาที่ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ ชูคำขวัญเทิดทูนพระมหากษัตริย์ แล้วใส่ร้ายป้ายสีผู้มีความเห็นต่างด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วใช้ วิธีการเคลื่อนไหวนำมวลชนแบบสุ่มเสี่ยง ติดอาวุธมวลชนแล้วนำไปปะทะกับตำรวจ ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย ที่สำคัญคือการนำมวลชนไปยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินนานาชาติ สร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองเหลือคณานับ

แม้กระนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังโค่นรัฐบาลพลังประชาชนไม่สำเร็จ ต้องให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยสั่งการให้ใช้กระบวนการถอดถอนโดยอำนาจตุลาการ สมัคร สุนทรเวช จึงออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหารับจ้างทำกับข้าวออกโทรทัศน์ ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่มีกฎหมายเอาผิดได้ คณะตุลาการจึงใช้พจนานุกรมมาเอาผิดแทน และต่อมาฝ่ายอำมาตยาธิปไตยก็ใช้อำนาจองค์กรอิสระและศาลยุบพรรคพลังประชาชน เพื่อให้รัฐบาลประชาธิปไตยของสมชาย วงศ์สวัสดิ์สิ้นสภาพ และอาศัยการย้ายพรรคของกลุ่มเนวินเป็นเงื่อนไข เปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์มาตั้งรัฐบาลแทน ทำให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2551

3. ปัญหาอันนำมาสู่การแถลงการณ์

ปัญหาสำคัญที่ทำให้ คุณธง แจ่มศรี ต้องออกแถลงการณ์ 1 ธันวาคม ครั้งนี้นั้น เนื่องมาจากว่า แม้ว่าทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีลักษณะเป็นกระบวนการฝ่ายขวา เชิดชูศักดินาอย่างชัดเจน ก็ยังมีอดีตผู้ปฏิบัติงานจำนวนไม่น้อยเข้าร่วมขบวน และยังเสนอในลักษณะที่ว่า การร่วมขบวนกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เป็นแนวทางของพรรคฯ

คุณธงจึงต้องใช้ฐานะในทางส่วนตัวอธิบายให้เห็นว่า ภาวะขององค์กรนำของพรรคฯ ในปัจจุบันนั้น “เหลือแต่ชื่อ แต่ในทางความเป็นจริงไม่ได้ดำรงสภาพนี้อยู่อีกต่อไปแล้ว” และอธิบายต่อไปว่า “ดัง ที่ทราบกันดี นับแต่การประชุมคณะกรรมการบริหารกลางเต็มคณะสมัยที่ 2 ชุดที่ 4 ในปี พ.ศ.2526 เป็นต้นมา เนื่องด้วยเหตุปัจจัยทั้งภววิสัย และ อัตวิสัย โดยเฉพาะเหตุปัจจัยทางอัตวิสัย คณะกรรมการบริหารกลางชุดนี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์กรนำสูงสุดของ พรรคมาจนบัดนี้ เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์กรนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง” ซึ่งเป็นการประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า องค์กรนำของพรรคฯ ทุกระดับชั้นนั้น มิได้ดำรงอยู่แล้วในทางปฏิบัติ ที่ ยังอยู่นั้นคือพรรคฯ และสถานภาพสมาชิกพรรคฯ มิได้ยุบพรรคฯ และมิได้ยุบสมาชิกพรรคฯ ดังนั้น สมาชิกพรรคฯ ทุกคนจึงอยู่ในระดับเท่าเทียมกันทั้งหมดโดยไม่สามารถกล่าวอ้างระดับการนำ อย่างเดิมได้อีก ไม่ว่าคณะกรรมการ กรมการเมือง คณะกรรมการบริหารกลาง คณะกรรมการระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ฯลฯ เหตุเพราะไม่ได้ทำงาน ประชุมร่วมกัน มีมติหรือการชี้นำใดๆ เป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบการพรรคฯ มานานแล้ว เมื่อองค์การจัดตั้งชั้นบนสุดไม่ได้เคลื่อนไหวมานาน องค์การจัดตั้งในระดับรองๆ ลงมาก็ไม่ได้เคลื่อนไหวมานานแล้วเช่นเดียวกัน ในที่สุดจึง “เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง” ดังที่ได้แถลงไว้ข้างต้น ทั้งนี้ จนกว่าจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

แต่กระนั้นคุณธงก็เสนอว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้ ประชาชนควรมีท่าทีบางประการ ต่อสถานการณ์ ไม่ใช่งอมืองอเท้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย แต่จะต้องกระทำภาระหน้าที่คือ “จะต้องยืนหยัดต่อสู้ คัดค้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ คัดค้านการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ” และ “สนับ สนุนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยให้เข้มแข็ง สมบูรณ์ เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง”

ข้อเสนอของคุณธง แจ่มศรี จึงมุ่งจะชี้ให้เห็นว่า การที่อดีตกรรมการและผู้ปฏิบัติงานพรรคจำนวนหนึ่งแสดงการสนับสนุนกลุ่ม พันธมิตรฯ การรัฐประหาร และเชิดชูเสื้อเหลืองนั้น ไม่ใช่ท่าทีที่เป็นทางการของพรรคฯ และยังเป็นท่าทีที่คุณธง ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการทำลายหลักการของประชาธิปไตย และสนับสนุนอำนาจนอกระบบ เช่น กองทัพ และตุลาการ ซึ่งเป็นกลไกสองด้านของอำมาตยาธิปไตย และเป็นกลไกที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่เคยยึดโยงอำนาจประชาชน

ดังนั้น ในความขัดแย้งนี้ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยเป็นด้านหลักที่ควบคุมกลไกรัฐไว้ได้ทั้งกองทัพ ศาล องค์กรอิสระ ฯลฯ พวกเขาสนับสนุนกลุ่มมวลชนเสื้อเหลืองให้ก่อการชุมนุมละเมิดกฎหมายบ้านเมือง สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะในทางการเมือง และเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือกลุ่มอำมาตยาธิปไตยนั้นมิได้มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ไม่สนใจทั้งเนื้อหาและรูปแบบของประชาธิปไตย ไม่เคารพกติกาที่พวกเขาร่างเอง ไม่เคารพเสียงข้างมากจากการหย่อนบัตรเลือกตั้งของประชาชน พวกเขาสนับสนุนการรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ส่งเสริมระบอบแต่งตั้งสรรหามาแทนที่การเลือกตั้ง และท้ายสุดคือการใช้อำนาจนอกระบบสนับสนุนให้พรรคการเมืองเสียงข้างน้อยเป็น แกนจัดตั้งรัฐบาลตามอำเภอใจ กลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่มีอิทธิพลเหนือรัฐจึงเป็นศัตรูหลักของประชาชน เป็นพลังที่ไม่อาจสามัคคีได้ ไม่ว่าในเงื่อนไขใด

ทิศทางของประวัติศาสตร์โลกได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบอบศักดินาจะต้องล่มสลาย และถูกแทนที่ด้วยระบอบทุนนิยม พลังของกลุ่มอนุรักษ์นิยมชนะได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น พลังของฝ่ายประชาชนจึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปปกป้องหรือร่วมมือกับฝ่ายอำมา ตยาธิปไตย แต่ต้องกระทำภาระหน้าที่เฉพาะหน้าของเราให้ดี

ดังที่คุณธงได้เสนอไว้ คือ “รับรู้ต่อกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของสังคม” และ “ยิ่ง เรียกร้องให้เราต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือต้องคำนึงถึงจุดอ่อนจุดแข็งของชนชั้นปกครอง และฝ่ายประชาชนเรา จากนี้ ไปกำหนดขั้นตอนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีจังหวะก้าว และสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัย นี่คือทิศทางใหญ่ที่จะต้องเป็นไป”

หมายเหตุ

1.บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในจุลสาร”ไฟลามทุ่ง” ฉบับที่ 1/2552 มกราคม-มีนาคม 2552

2.อ่านถ้อยแถลงวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปีของธง แจ่มศรี ได้ที่ ถ้อยแถลง ‘ธง แจ่มศรี’ เนื่องในโอกาสวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ฯไทยครบรอบ 66 ปี, ประชาไท, 1 ธ.ค. 51

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2552 17:33:12 น.
Counter : 1683 Pageviews.  

การระบาดของไข้หวัดหมู ผลกระทบการเมือง และข้อมูลที่คนเสื้อแดงควรทราบ

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ [1]
27 เมษายน 2552

ขณะนี้ไข้หวัดพันธุ์ใหม่กำลังระบาดมาจากประเทศ เม็กซิโก ไข้หวัดนี้เรียกกันว่าเป็นไข้หวัดหมู-Swine Influenza

แต่ มันเป็นไข้หวัดที่คาดว่าฆ่าคนใน เม็กซิโกไปแล้วร้อยกว่าคน และคนที่ตายไปไม่ใช่เด็กอ่อนหรือคนชรา เป็นผู้ใหญ่สุขภาพดี องค์กรอนามัยโลก WHO ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะคนสามารถแพร่เชื้อโรคนี้ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วผ่านการเดินทางบนเครื่อง บิน ในเวลาไม่กี่วันมันแพร่ไปที่สหรัฐ นิวซีแลนด์ และยุโรปแล้ว

ไข้หวัดหมูพันธ์ใหม่นี้มีหน้าตาอย่างไร?

มันเป็นไวรัสไข้หวัดชนิด H1N1 (ไข้หวัดนกเป็น H5N1 และตัว H กับ N เจาะจงว่าบนเปลือกไวรัสมีโปรตีนชนิดใด ซึ่งมีผลกับการสร้างภูมิต้านทาน)

ประเด็น สำคัญคือ H1N1 ระบาดเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดาในมนุษย์มานาน เช่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ช่วงก่อน ๒๔๗๕) มันระบาดทั่วโลกและคนตายเป็นล้านๆ แต่ปัจจุบันมนุษย์มีภูมิต้านทานกับ H1N1 พอสมควร

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ H1N1 รอบนี้มันผสมพันธุ์ใหม่กับไข้หวัดหมูและนก จึงมีความร้ายแรงมากขึ้น และเราอาจไม่มีภูมิต้านทานสมบูรณ์ (หมูมีลักษณะร่างกายคล้ายมนุษย์มากกว่านก มันเลยอันตรายมากขึ้น)

ข้อมูลที่เราควรทราบ

1. ไข้หวัดทุกชนิด แพร่ระบาดผ่านหยดน้ำจากการไอหรือจาม ซึ่งติดมือเราได้ด้วย อาการของไข้หวัดมรณะคล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ในขั้นตอนแรกคือไข้สูง เจ็บคอ ไอ จาม และจะเริ่มมีปัญหาในการหายใจ ต่อมามีอาการปอดบวม และในที่สุดอาจจะตายถ้าไม่รีบรักษา คนที่ยังไม่แสดงอาการสามารถแพร่เชื้อได้

2. การสวมหน้ากาก การเช็ดกลอนประตู และการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ หลายครั้งต่อวัน จะช่วยได้บ้าง

3. ไวรัสไข้หวัดเป็นไวรัสที่แปรพันธุ์วิวัฒนาการได้อย่างรวดเร็ว เพราะการแปรพันธุ์เป็นยุทธศาสตร์ของไวรัสในการเอาชนะระบบภูมิต้านทาน นอกจากการแปรพันธุ์เอง ไวรัสไข้หวัดทุกชนิดสามารถจะผสมพันธ์กับไวรัสไข้หวัดชนิดอื่นในสัตว์ต่างๆ ได้ ที่อันตรายคือสัตว์ที่มีร่างกายคล้ายมนุษย์ เช่นหมู บางครั้งการผสมพันธุ์อาจเกิดในมนุษย์เอง ขณะนี้เราไม่สามารถกำจัดเชื้อไข้หวัด H1N1 หรือไข้หวัดนก H5N1 ออกจากระบบสิ่งแวดล้อมในโลกได้

4. รัฐบาลไทยมีแนวโน้มจะโกหกและไม่ให้ข้อมูลเต็มกับประชาชน (เหมือนที่เขาทำเรื่องประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง) เราควรติดตามข่าวในสื่อต่างประเทศ และที่สำคัญจากเว็ปไซท์ขององค์กรอนามัยโลก WHO //www.who.int

5. ยาฆ่าไวรัสที่ใช้ได้มีแค่สองชนิด ที่รู้จักกันดีคือ Oseltamivir (Tamiflu) ซึ่งรัฐบาลไทยสะสมไว้ไม่พอ รัฐบาล ตะวันตกสะสมไว้สำหรับ 25% ของประชากรและกำลังผลิตเพิ่ม แต่ในไทยไม่ได้เตรียมการถึงขนาดนี้ (ประเทศไทยจะต้องมียานี้อย่างน้อย 175 ล้านเม็ดถึงจะเพียงพอ) และคนที่จะได้ยาคงเป็นพวกอำมาตย์และผู้มีเส้นสาย นอกจากนี้ถ้ามันระบาดร้ายแรงในไทย มันจะกลายเป็นอีกข้ออ้างหนึ่งที่จะใช้อำนาจเผด็จการและทหาร อาจมีการล้อมปิดหมู่บ้านหรือชุมชน

6. เรายังไม่ทราบว่าวัคซีนต้านไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วโลก จะใช้ได้ผลกับไข้หวัดหมูพันธุ์ใหม่หรือไม่

7. การแพร่ระบาดร้ายแรง (Pandemic) ของไวรัสไข้หวัดมรณะในมนุษย์ เคยเกิดขึ้นเป็นประจำในประวัติศาสตร์ ในรอบร้อยปีที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดร้ายแรงของไข้หวัดมนุษย์ 3 ครั้งคือ (1) ในปีค.ศ. 1918 “ไข้หวัดใหญ่สเปน” H1N1ฆ่าคนทั่วโลก 50-100ล้านคน (2) ในปีค.ศ. 1957 “ไข้หวัดใหญ่เอเซีย” H2N2 ฆ่าคนทั่วโลก 1-2 ล้านคน และ (3) ในปีค.ศ. 1968 “ไข้หวัดฮ่องกง” H3N2 ฆ่าคนทั่วโลกถึง 1-2 ล้านคนเช่นกัน

8. ทุกประเทศจะได้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดร้ายแรงของไข้หวัดมรณะ การปิดพรมแดน และการจำกัดการเดินทาง จะป้องกันการระบาดไม่ได้ ในยุคที่มีการขนส่งทางอากาศการแพร่ระบาดทั่วโลกเกิดขึ้นได้ภายใน 3 เดือน และในประเทศที่มีชุมชนแออัดจะมีการระบาดอย่างรวดเร็ว

ข้อเรียกร้องที่ขบวนการแรงงานต้องเสนอกับรัฐและนายจ้าง

สหภาพ แรงงานและกลุ่มคนเสื้อแดง จะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้นายจ้างและรัฐบาลสร้างแผนการทำงานเพื่อปกป้อง ประชาชน เราต้องตั้งคำถามสำคัญๆ กับรัฐบาลและผู้บริหาร ข้อเรียกร้องดังกล่าวต้องเสนอในทุกเวที

1. รัฐบาลต้องเร่งผลิตยาในปริมาณเพียงพอ และต้องเตรียมการเพื่อผลิตวัคซีนสำหรับไข้หวัดมรณะ (ซึ่งต่างจากไข้หวัดนกหรือไข้หวัดใหญ่)

2. ในกรณีที่มียาในจำนวนจำกัด รัฐบาลต้องประกาศว่าใครจะมีสิทธิ์เข้าถึงยาอย่างโปร่งใส โดยใช้มาตรฐานที่เป็นธรรม แต่เราไว้ใจรัฐบาลไม่ได้

3. ทั้งรัฐและนายจ้างจะต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับไข้หวัดมรณะให้ประชาชน อย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ปกปิดและหลอกเราว่ามันไม่ใช่ปัญหา

4. ในกรณีที่ลูกจ้างป่วยหรือต้องมีการปิดงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค สหภาพแรงงานต้องมีส่วนในการประเมินความเสี่ยง และรัฐและนายจ้างต้องรับประกันว่าจะจ่ายค่าจ้างตามปกติ

5. กลุ่มคนเสื้อแดงในชุมชนต่างๆ ควรมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลและกำหนดมาตรการป้องกันที่เป็นธรรมและอิงหลักฐานวิทยาศาสตร์

สยามแดง
๒๗ เมษายน ๒๕๕๒

[1] ผมจบปริญญาตรีชีวเคมีจากอังกฤษ ไม่ใช่แค่เป็นนักรัฐศาสตร์




 

Create Date : 27 เมษายน 2552    
Last Update : 27 เมษายน 2552 19:39:13 น.
Counter : 277 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.