ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ระลึก12ปีรัฐธรรมนูญ2540 ระลึก220ปีอภิวัฒน์ฝรั่งเศส

โดย อริน
ที่มา หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ไม่ถูก “สำเร็จโทษ” โดยกลุ่มผู้เผด็จอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 รัฐธรรมนูญที่สมัยหนึ่งผู้คนในบ้านเมืองล้วนยอมรับเป็นเสียงเดียวกันอย่าง (น่าจะ) เป็นเอกภาพ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประวัติการเมืองไทย ก็จะมีอายุครบ 1 รอบนักษัตรในปีนี้

และประจวบกับครบรอบ 220 ปี “การอภิวัฒน์ใหญ่ฝรั่งเศส” หรือ “การปฏิวัติฝรั่งเศส (1789-1889)” อันเป็นหนึ่งในประเทศรุ่งอรุณแห่งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่

ที่เปิดฉากขึ้นพร้อมกับ “คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง (La déclaration des droits de l'homme et du citoyen)” และการร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นการรับอิทธิพลมาจากปรัชญารู้แจ้ง (Enlightened) บนรากฐานปรัชญามนุษยนิยม (Humanism) นั่นคือ ยุคที่มนุษย์ตระหนักในพลังอำนาจและความเสมอภาคกันของมนุษย์ด้วยกันเอง แทนที่ปรัชญาเทวนิยม (Theism) ซึ่งครอบงำสำนึกมนุษย์ให้ยอมจำนนอยู่ในกรอบของ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” มาช้านาน

และ ได้แบบอย่างจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ คำประกาศนี้ มีเนื้อหาหลักแสดงถึงหลักการพื้นฐานของการปฏิวัติ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” และต่อมาประกาศเป็นคำขวัญประจำชาติซึ่งก็ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส ปีพ.ศ. 2489 และ 2501

การอภิวัฒน์ใหญ่ระเบิดขึ้นมาเนื่องจากสังคมไม่ สามารถรักษาสมดุลใน “สาเหตุที่ฝังรากลึก (Les causes profondes)” อันได้แก่ สภาพทางสังคม การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม

สภาพทางสังคมทั่วไปก่อนยุคสาธารณรัฐครั้งแรกในฝรั่งเศสนั้น แบ่งเป็น 3 ฐานันดร คือ (1) ขุนนาง หรืออำมาตย์ ในปัจจุบันน่าจะรวมขุนศึกเข้าไปด้วย (2) นักบวช ควรรวมนักวิชาการเข้าไปด้วยอีกเช่นกัน และ (3) ฐานันดรที่สาม (tiers état) เป็นส่วนที่เหลือของประเทศ เช่น ชนชั้นกลางและชาวนา ซึ่งหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดมีกำลังการผลิตใหม่ล่าสุดขึ้นมาเรียกว่า “คนงาน” หรือผู้ใช้แรงงาน ก็คงต้องอนุโลมไว้ในฐานันดรที่สามนี้เช่นกัน

ใน ส่วนสภาพทางสังคม ปมเงื่อนที่นำไปสู่การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพคือ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายหนึ่งประกอบด้วยสองฐานันดรแรกที่มีลักษณะ เป็น “อภิชน” กับอีกฝ่ายหนึ่งคือฐานันดรที่สาม หรือ “ชนชั้นรากหญ้า” ที่ไม่เคยมีโอกาสตัดสินเลือกอนาคตของคน หรือแม้แต่สิทธิมีเสียงใดๆ มีแต่หน้าที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่แล้วแต่กลุ่มอภิชนจะยัดเยียดให้

สำหรับ ระบบการบริหารประเทศ มีลักษณะล้าหลัง ไม่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น การเก็บภาษีอย่างไม่เป็นระบบไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม ระบบกฎหมายยุ่งเหยิงหลายมาตรฐาน การยกเว้นภาษีชนิดเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอภิชนที่มีฐานะร่ำรวย ทำให้ฐานันดรที่สามที่มีฐานะยากจนอยู่แล้วต้องรับภาระภาษีของสังคมทั้งสังคม การรีดภาษีเอากับประชาชนทำให้มีความเป็นอยู่แร้นแค้นยิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มอภิชนกลับใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย

ส่วนเงื่อนไขการ เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความฟุ่มเฟือยและการใช้ชีวิตอย่างไร้สาระของอภิชนบางส่วน นำไปสู่ความเสื่อมศีลธรรมยิ่งขึ้นทุกที นักเขียนเช่นวอลแตร์ (Voltaire) และรุสโซ (Jean Jaques Rousseau) ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของปัญญาชนในยุคนั้น ได้จุดประกายเกี่ยวกับความเสมอภาคและเสรีภาพ ก่อให้เกิดการไม่เห็นด้วยกับระบบการปกครองขึ้นอย่างเงียบๆ และมองหาหนทางในอนาคตที่เป็นของตนเองในหมู่ผู้เสียเปรียบในสังคม ซึ่งอยู่ในสถานะต่ำต้อยน้อยหน้าเสมอมา

แล้วห้วงเวลาสุกงอมของ การอภิวัฒน์ก็มาถึง เมื่อภาวะบีบคั้นจากเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักที่รุมเร้าฝรั่งเศส ทำให้กลุ่มอภิชนในส่วนที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่มีแนวทางผ่อนคลายวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งประชาชนรากหญ้าเป็นผู้รับ ผลโดยตรง กับกลุ่มผลประโยชน์เก่าที่ยอมให้มีการจัดระเบียบใหม่ทั้งทางเศรษฐกิจและการ เมือง

ตามมาด้วยภาวะอนาธิปไตยเป็นเวลา 1 ปี จนในที่สุดทำให้ประชาชนออกมาก่อจลาจลเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2332 และถัดมาอีก 2 วันก็ยึดคุกบาสตีย์ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของรัฏฐาธิปัตย์ลงได้ในวันที่ 14 กรกฎาคม

สมาชิกส่วนใหญ่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดตั้งขึ้นหลังประกาศ “คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง” นิยมระบอบประชาธิปไตยโดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญมากกว่าระบอบ สาธารณรัฐ จึงมีภารกิจสำคัญอันดับแรกของสภาคือการดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้

ฝรั่งเศสก้าวเข้าสู่ ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัว (The Reign of Terror หรือ The Terror หรือ La Terreur) ซึ่งกินเวลา 10 เดือน จาก 5 กันยายน 2336 ถึง 28 กรกฎาคม 2337 กว่าที่การนองเลือดและกิโยตินจะสิ้นสุดลง มีการสถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐ บนพื้นฐาน 1 คน 1 เสียง

แต่แล้ว นโปเลียน โบนาปาร์ต ก็แต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ และรุกรานประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป เมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สอง การเมืองการปกครองของฝรั่งเศสพลิกผันต่อเนื่องมาอีกหลายปีกระทั่งระบอบราชา ธิปไตยสิ้นสุดลงอย่างถาวรในปี พ.ศ.2413 ในรัชสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งทรงเป็นพระภาติยะ (หลานลุง) ของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (นโปเลียน โบนาปาร์ต)

การเกิดขึ้นของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศแม่แบบ ทั้ง 3 คือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษนั้น เมื่อพิจารณาลึกลงไป จะเห็นปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่ ความเหิมลำพองของกลุ่มอำมาตย์และนักบวชหรือนักวิชาการ (ตามยุคสมัย) นัยหนึ่งเป็น “อภิชน” ในสังคมจารีตแบบ “ศักดินาสวามิภักดิ์” ของตะวันตก กลุ่ม “อำมาตย์-อภิชน” เหล่านี้เองที่เป็นตัว “เน่าใน” ของระบบ ที่ยิ่งดิ้นดันทุรังฝืนมติของประชามหาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาก เท่าใด ระบอบการปกครองนั้นๆ ก็ยิ่งเข้าใกล้วาระเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้นเท่านั้น

อยู่ ที่ว่าการเปลี่ยนผ่านนั้น เป็นไปโดยผ่านกระบวนการ “สัญญาประชาคม” อย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป หรือต้องออกแรงหักโค่นกันให้พับพ่ายกันไปข้างหนึ่ง...




 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 14 กรกฎาคม 2552 19:22:11 น.
Counter : 250 Pageviews.  

ไชยันต์ รัชชกูล:‘24มิถุนา’หนังเรื่องThe Empire Strikes back

โดย รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนาวัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
3 กรกฎาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรม ”วันชาติ” และสืบทอดประวัติศาสตร์เพื่อประชาธิปไตยขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา และจัดเสวนาเรื่อง" วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตประชาธิปไตย :อนาคตสังคมไทย" วิทยากรท่านหนึ่งคือ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ได้กล่าวอภิปรายไว้อย่างแหลมคมน่าสนใจ จึงนำมานำเสนอดังต่อไปนี้

ผมฟังคุณชำนาญ จันทร์เรือง อ่านคำประกาศ คณะราษฎรแล้วรู้สึกกินใจในเนื้อความนั้น ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะราบเรียบ น่าเสียดายที่เราไม่มีการบันทึกเสียงในวันที่ ’24 มิถุนา’ ไว้ การประกาศการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นอ่านตรงลานพระบรมรูปทรงม้า อย่าว่าแต่จะออกอากาศไปไกลๆเลย ไมโครโฟนมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แค่อ่านให้ผู้ที่อยู่แถวนั้นได้ฟัง คนบางเขนยังไม่รู้ ไม่ต้องไปพูดถึงคนเชียงใหม่ เพียงข้ามไปตลิ่งชัน ก็ยังไม่รู้ทันทีเลย สมมุติว่าเราอยากจะเปลี่ยนมูลฐานของรัฐในสมัยนี้ ด้วยรูปแบบนั้น ก็คงอ่านให้คนขายผลไม้รถเข็นฟัง

77 ปีให้หลัง ความพยายามเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยเป็นอย่างไร?

ไม่ ใช่เพียงรู้กันว่าใครเลือดสีอะไรเท่านั้น การรับรู้และความต้องการอยู่ในระดับหมู่บ้านทั่วประเทศเลย ไม่ใช่เฉพาะจุดอย่างแต่ก่อน ยกตัวอย่าง กรณี ‘14 ตุลา’ คนที่เกี่ยวข้องอยู่แถวไหนกันบ้าง? แถวท่าพระจันทร์ แถวบางเขน แถวสามย่าน

คน ชัยนาทไม่ได้เกี่ยวข้องหรอก คนในเชียงใหม่มีส่วนนิดหน่อย โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัย ส่วนที่ขอนแก่นไม่ทราบเรื่องนี้นัก กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ ‘14 ตุลา’ เป็นนักคึกษา

เรื่อง นี้คงจะไม่เป็นประเด็นขึ้นมาเลย ถ้าไม่ได้มาเปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่สนใจและเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองตอน นี้ ความรู้ ความสนใจเกี่ยวกับการบ้าน การเมืองบ้างใน พ.ศ.2552 เป็นอย่างไร เมื่อเปรียบกับปี 2475 และ ปี 2516

77 ปี ผ่านไป ทุกกลุ่มคน ทุกพื้นที่ ทั่วทุกหย่อมหญ้าเปลี่ยนแปลงความสำนึกทางการเมืองไปอย่างพลิกหน้ามือเป็น หลังมือ ขอตั้งคำถามกับพวกนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่ชอบพูดว่าการเปลี่ยนแปลงปี 2475 เร็วเกินไป คนยังไม่พร้อม แล้วตอนนี้ล่ะยังเร็วไปไหม?

สังคมไทยยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตยหรือ?

77 ปี ผ่านไป พวกนี้ยังดูถูกชาวบ้านเหมือนเดิม แต่ด้วยศัพท์แสงที่เปลี่ยนไป เช่น แทนที่จะว่าประชาชนยังไม่มีการศึกษา ก็ว่าไม่ได้รับรู้ข้อมูลรอบด้านบ้าง ตกอยู่ใต้อิทธิพลของนักการเมืองบ้าง ขายสิทธิขายเสียงบ้าง

พวกผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ก็ยังพูดกันอยู่ว่า ยังไม่พร้อม หรือมาด้วยศัพท์ ฟังดูหรูว่า ไม่สอดคล้องวัฒนธรรมไทย แล้วคนสกลนครล่ะ? ยังถูกกล่าวหาว่า ขายเสียงกันหรือเปล่า

พวกเสนาขี้ข้าอำมาตย์ พูดขาวเป็นดำ ซึ่งก็มีมาตั้งแต่สมัย 2475 เรื่อยมา พวกปราชญ์ประจำแผ่นดินพวกนี้ปราดเปรื่องนักหรือ? ตะแบงตั้งคำถามตั้งแต่ทักษิณยังอยู่ แถมมีพวกฝ่ายซ้ายที่เคยเข้าป่าชูธงแดง ทำไมสวนกระแสมหาประชาชน พวกเอ็นจีโอบางกลุ่มก็พาลพาโลไปกับเขาด้วย ใช้หลักคิดอะไรไม่ทราบ ช่วยให้วิทยาทานหน่อย

ลองย้อนกลับ ไปดู สมัย ‘14 ตุลา’ ตอนนั้นผู้นำนักศึกษายิ่งใหญ่มาก แต่ตอนนี้ผมไม่เกรงใจคนเหล่านี้ที่ผมเคยนับถือแล้ว มึงกับกูขาดกันแล้ว พวกนี้บางคนไปประเทศฝรั่งเศส แล้วไปเถียงกับอาจารย์ปรีดีว่า ไอ้ 2475 ไม่ใช่การปฏิวัติ (ผมไม่ได้อยู่ในที่นั้น ได้มารับการบอกเล่าภายหลัง) เพราะไม่มีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์การผลิต ไปโน่น

พวกนี้คิดว่าเขาติดอาวุธ ทางปัญญา แต่ระดับไหนไม่ทราบ? เขาคิดว่าเขาอิงความคิดกับศาสดาใหญ่ แต่ความจริงเป็นพวกครึ่งๆกลางๆ รู้หรือไม่ว่าศาสดาที่เขาน่าจะนำมาคิดต่อน่ะเคยว่าไว้อย่างไร ปรมาจารย์ใหญ่เลยเคยให้ข้อคิดว่า “เวลาต่อสู้ ต้องปรับยุทธวิธีให้เหมาะกับพละกำลังที่เรามี

อย่าง คณะราษฎรจะไปตั้งเวทีอภิปรายสนามหลวงหรือ? อาจารย์ปรีดีเขียนบันทึกไว้ว่า แผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองยังบอกภรรยาไม่ได้ ต้องเก็บความลับไว้อย่างยิ่งยวด การวางแผนมีการเปลี่ยนวันหลายครั้ง คิดจะไปให้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือ? สติดีหรือเปล่า?

เพราะฉะนั้น ต้องจัดยุทธวิธีให้เหมาะสมกับกำลังของเรา พร้อมๆกับคิดถึงกำลังของฝ่ายตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงปี 2475 ไม่ได้เกี่ยวกับมวลชน ไม่มีการนองเลือด ไม่มีความปั่นป่วนนั้นรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้แล้ว ไม่เข้าคำนิยามการปฏิวัติ

ความ สำคัญอยู่ที่ ’24 มิถุนายน 2475’ เป็นการเปลี่ยนมูลฐานของรัฐอย่างสำคัญจริงๆ แม้ว่า ชื่อประเทศไทย จะไม่ได้เปลี่ยนไป เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความนิยม มีหลายกรณีที่ชื่อประเทศระบุลักษณะและรูปแบบของรัฐ เช่น ประเทศอิหร่านที่กำลังวุ่นวายตอนนี้มีชื่อว่า Islamic Republic of Iran ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการปกครองที่ไม่ใช่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างที่ เคยเป็นในสมัยพระเจ้าชาห์แล้ว ยังประกาศเจตนารมณ์อีกด้วยว่า ระบบกฎหมายยึดถือหลักคำสอนของอิสลาม

แต่ยังไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ ที่นำชื่อประเทศตัวเองว่า Buddhist Republic ตัวอย่างอื่นๆก็เช่น จีน ลาว ใช้ชื่อทางการว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาชนลาว มาเลเซียเรียกตัวเองว่า สหพันธ์รัฐมาเลเซีย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ชื่อประเทศจะบอกถึงสถานะของรัฐเสมอไป ของเราก็เรียกว่า Kingdom of Siam, Kingdom of Thailand กันเรื่อยมา

การเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองตั้งแต่ปี 2475 คือ “The Empire Strikes back” เป็นความพยายามที่ชิงอำนาจกลับไป หนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เขียนโดยนักรัฐศาสตร์บ้าง นักประวัติศาสตร์บ้าง ชอบยกข้อมูลว่าประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ มีรัฐประหารกี่ครั้ง มีนายกรัฐมนตรีกี่คน ใครบ้าง ฯลฯ แถมบางคนยังทำเป็นสถิติให้ดูอีกว่ามีค่าเฉลี่ยเท่าไร อ่านแล้วเวียนหัว ไม่รู้ว่าจะบอกว่าอะไร ผมว่าเอาง่ายๆดีกว่า โครงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากปี 2475 เป็นต้นมา คือการชักกะเย่อกันไปกันมา ระหว่างฝ่ายเพื่ออำนาจของราษฎร กับฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมก่อนปี 2475

ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมรู้ว่าเสียท่าไป ก็พยายามเอาอำนาจคืน ซึ่งก็สามารถตีกลับได้ทันทีตั้งแต่ปี 2476 แต่ฝ่ายเพื่ออำนาจของราษฎรก็ชิงกลับมาได้บ้าง ต้องยอมราข้อบ้าง รุกบ้าง รับบ้าง ฝ่ายที่ครองอำนาจเดิมก็พยายามสะสมกำลัง หาพวกเพิ่ม คอยเตะตัดขาอีกฝ่ายหนึ่ง จนได้คืนกลับไปในปี 2500 สมัยสฤษดิ์ สืบต่อตามด้วยถนอม/ประภาส แนวเรื่อง ช่วงเวลา ตัวละคร ผู้เล่น อาจจะผันแปรไปบ้าง แต่ภาพรวมไม่เปลี่ยน ถ้าเปรียบกับดูหนัง ต่อให้ไปเข้าห้องน้ำ กลับมาก็ยังตามเรื่องได้

เรื่องนี้คือเรื่อง The Empire Strikes Back ซึ่งเห็นชัดเจนมากในช่วงปี 2516- 2519 เพราะเป็นช่วงสั้นๆ พลังที่จะเสริมอำนาจราษฎรอยู่เพียง 3 ปี ก็ถูกอำนาจตามประเพณีแย่งกลับไปอีก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสมัยร่วมสมัยของเรา สำหรับคนที่อยู่ในห้องประชุมนี้ก็รับทราบกันดี ในส่วนเฉพาะดำเนินไปตามโครงเรื่องใหญ่นี้ อาจจะเปลี่ยนผู้แสดงบ้าง พระเอกกลายเป็นตัวโกงบ้าง ตัวโกงกลับมาเป็นพระเอกบ้าง บางครั้งผู้คนที่อยู่ในยุทธหัตถีเองก็ตะลุมบอนจนไม่รู้ตัวเองว่าใครอยู่ข้าง ไหนบ้าง สลับข้างไปมาบ้าง ฯลฯ แต่เหล่านี้เป็นรายละเอียดทำนองเดียวกับที่เรียกในภาษาดนตรีว่า Variations on a theme

ลองเปรียบเทียบการทำรัฐประหารล้มชาติชาย กับล้มทักษิณ ถ้าเป็นนิยายมันเหมือนผู้ประพันธ์เอาเรื่องเก่ามาทำรีไซเคิล สำนวน “บุ๊ฟเฟ่ต์ คาบิเนต” มาเป็น “ทักษิณ โกงกิน ขายชาติ” มันเพียงเปลี่ยนชื่อตัวละคร ผมไม่ได้หมายความว่าไม่มีการทุจริต ตรงกันข้าม ผมขอเสนอเป็นสโลแกนประจำราชอาณาจักรไทยเลยก็ได้ว่า “ที่ใดมีการจัดซื้อจัดจ้าง ที่นั่นมีการฉ้อราษฎรบังหลวง” โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำรัฐประหารนั้น ไม่ได้น้อยหน้าใครในเรื่องนี้

แน่นอนที่เขาไม่สามารถกำหนดให้การปกครองเป็นแบบก่อน 2475 ได้อย่างสมบูรณ์ เขาก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามกาลสมัยและกระแส ทั้งจะลบชัยชนะของฝ่ายราษฎรให้สูญไปหมดก็ไม่ได้ ฝ่ายอำนาจตามประเพณีพยายามรุกชิงแนวรบด้านความคิด ความเชื่อ และแทรกซึมไปยังวงการต่างๆ

ยิ่งที่ที่เคยเป็นป้อมปราการเพื่อราษฎร ยิ่งต้องเข้าไปยึดครอง เช่น ตอนนี้ใครเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์? อธิการบดีสีอะไร? ความจริงก็ไม่ใช่เฉพาะธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยไหนๆก็คล้ายๆกัน ช่วง ‘14 ตุลา’ – ‘6 ตุลา’ Hope อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่สมัยนี้ Hopeless

เมื่อเลือก ตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผมโหวตให้พรรคพลังประชาชนซึ่งตอนนั้นสมัคร เป็นหัวหน้าพรรค พวกนักวิชาการแถวนี้เห็นว่าผมหลงทักษิณจนไม่เข้าใจจริยธรรมทางการเมือง ผมว่า ถ้าอย่างนั้น ความหมายของจริยธรรมของมึงกับของกู มันไม่เหมือนกันแล้ว ผมไม่ใช่แฟนทักษิณ ขอนอกเรื่องหน่อย ผมว่าทักษิณควรลาออก ในกรณีกรือเซะ และตากใบ ยิ่งมาถึงตอนนี้ทักษิณไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหัวใจอยู่ที่พลังประชาธิปไตยต้องดึงกลับมา เหมือนกับสมัย ‘14 ตุลา’ เหมือนกับคณะราษฎรที่ได้ทำให้เกิดขึ้น

เปรียบการเมืองกับการเล่นไพ่

เมื่อ วันที่ 8 เมษาฯนี้ พรรคพวกเพื่อนฝูงบอกว่าอย่าไปชุมนุมกับเขาเลย ผมก็บอกว่า ไม่เป็นไร ผมมีของดีประจำตัว ก็หลวงพ่อโกยไง หลังวันที่ 14 เมษาฯ มีคำถามว่า ฝ่ายคนเสื้อแดงแพ้ใช่ไหม ผมไม่รู้ว่าแพ้หรือเปล่า แต่ยังสู้ไม่ได้ เปรียบเทียบกับเกมไพ่ โปกเกอร์ หรือ เผ หรือเก้าเก ก็ได้ มันเหมือนกับ เรายอมเกลงไปขอดูไพ่ในมือคู่ต่อสู้ว่ามีอะไรบ้าง ฝ่ายโน้นหงายออกมาหมดเลย ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น ถามว่าสู้ได้ไหม ก็ยังสู้ไม่ได้

เมื่อสมัยหลัง ‘6 ตุลา’ มีการชูคำขวัญจากฝ่ายซ้ายว่า เป็นการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่จริงๆแล้วหมายความว่าอย่างไร มันหมายถึง การต่อสู้ทางอาวุธเท่านั้นเอง ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจข้ามคนล้ม แต่ยกขึ้นมาเพื่อถกเถียงให้เห็นประเด็น

ผมเคยอ่านพบในเว็บไซด์ว่า มีบางคนเสนอจะสู้ทางอาวุธ ผมว่าอย่าเอาเรื่องนี้มาพูดเป็นเล่น ไม่มีประเทศใดๆที่ต่อให้เป็นประชาธิปไตยขนาดไหน ก็จะยอมให้ฝ่ายค้านมีอาวุธได้ เขายอมให้ต่อสู้ได้ในทุกแนวรบ ยกเว้นการใช้กำลัง ประเทศที่ยึดถือหลักการประชาธิปไตย ให้มีองค์กรรวมตัวกันได้ ให้มีวิทยุ โทรทัศน์หนังสือพิมพ์ของตัวเองได้ ให้สิทธิ เสรีภาพมากมาย ยกเว้นอย่างเดียวคือจะให้มีกำลังทหารได้ ดังนั้น Option ที่ให้มีประชาธิปไตยด้วยการต่อสู้ทางอาวุธไม่มีครับ และก็ไม่ควรให้เป็นแบบนั้น

แต่ก่อน ผมไม่ค่อยชอบที่แปล bureaucratic polity ว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย แต่ตอนนี้ชอบมาก เจ๋ง ขอคารวะผู้แปล bureaucratic polity เป็นระบบในประเทศด้อยพัฒนาหลายประเทศ สำหรับของไทยในช่วงหลังมานี้เป็นประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ ใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตยนี้ก็ดี และก็เข้าใจกันกว้างขวาง ระบอบนี้ต่อสู้ทุกรูปแบบจริงๆ รวมๆหลายแนวรบแล้วทางฝ่ายราษฎรและแนวร่วมของราษฎรจะสู้ได้หรือ? ทางการบริหารราชการแผ่นดินสู้เขาได้หรือ? ทางเศรษฐกิจสู้เขาได้หรือ?

ฝ่าย โน้นสู้ทุกแนวรบ ทางรัฐสภาเขาก็มีพรรคการเมืองเก่าแก่คอยสนับสนุน ทางมวลชนเขาก็มี ก่อนหน้าจะใช้พวกเสื้อเหลือง เขาเคยมีลูกเสือชาวบ้าน นวพล ทางสื่อก็เห็นๆกันอยู่ ใส่หูใส่ตากันทุกวัน จอมปลวกก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิไปได้ ทางกฎหมายลายลักษณ์เขาก็ได้เปรียบ พวกตีความกฎหมายก็พวกเขาอีก พวกตัดสินตามกฎหมายยิ่งประจำท้องพระโรงเลย ทางทหารไม่ต้องพูดถึง เป็นกำลังชี้ขาดในการต่อสู้ ไม่ใช่เพียงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับฝ่ายอำมาตย์เท่านั้น แต่เป็นแกนหนึ่งเลย ระบอบอำมาตยาธิปไตยนี้แข็งแรงมาก เมื่อก่อนฝ่ายนี้ยกทักษิณให้ เป็นระบอบไปด้วย ให้เกียรติมาก แต่ตอนนี้แค่ passport ก็เกือบไม่มี

คนที่บ่นว่า สังคมไทยมีสองมาตรฐาน ขอโทษ มึงไม่รู้เหรอ เป็นอย่างนี้มานานแล้ว สังคมไทยมีสองมาตรฐาน คนเป็นไพร่ก็ต้องเป็นไพร่อยู่วันยังค่ำ มีศัพท์คำว่าชนชั้นกลางใหม่ ผมว่าทะแม่งๆ ชนชั้นกลางในสังคมไทยเป็นชนชั้นใหม่ทั้งชนชั้น ที่น่าสนใจกว่าคือ เราน่าจะยังถือว่าเราเป็นไพร่อยู่ น่าจะเรียกได้ว่า ‘ไพร่ใหม่’ นี่เป็นความเป็นจริงในราชอาณาจักรนี้

ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นเช่นนี้ และมันถือว่าเป็นธรรมดาของสังคมไทย อยากจะให้สังคมไทยมีมาตรฐานที่ไม่ลักหลั่น เสมอหน้า และเสมอต้นเสมอปลาย ก็ต้องเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้สังคมไทยเป็นอย่างนี้ อย่างที่คณะราษฎรได้พยายามเริ่มไว้ คนรุ่นหลังก็ต้องรับไม้ผลัดมาวิ่งกันต่อไป

ขอสารภาพว่าผมเองจิตตก ตั้งแต่ เดือนเมษาฯ เซ็งกับชีวิต จนเลือกตั้งที่สกลนคร เจ๋ง ผมจึงหายเซ็ง เมื่ออาทิตย์นี้เอง สมัยที่ผมทำงานองค์กรกลาง และร่วมงานกับอาสาสมัครที่สกลนคร ผมว่าเขาไม่น่าเซ่อ แล้วก็เป็นจริง ดังนั้น แล้วหวังว่าคงจะชื่นใจ ที่ศรีษะเกษ และอื่นๆ ซึ่งตั้งแต่เดือนเมษาฯ ผมถามใครต่อใครว่า สีแดงแพ้ไหม ผมไปถามแท็กซี่ หลายคนเขาพูดว่า มันขึ้นอยู่กับใจ ถามคนแถวๆบ้าน คำตอบก็คือ สีแดงเขาไม่ยอมกัน

ที่นี้ผมถามตัวเองว่า สีแดงแพ้ไหม ถ้าดูตั้งแต่ ‘24 มิถุนา’ เป็นต้นมา ทางราษฎรก็ชิงพื้นที่มาได้เยอะ ถ้าคนยุค 24 มิถุนา กลับชาติมาเกิด พระยาพหลฯ ปรีดี คงพูดว่า สถานการณ์อย่างนี้ ความตื่นตัวของคนตามถนนรนแคม ตามท้องไร่ท้องนา อย่างนี้แหละที่เราต้องการ เงื่อนไขอย่างนี้ ก้าวไปไกลมาก จากวันนั้นถึงวันนี้ แต่ถามว่าชนะไหม ตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ คือมีการเปลี่ยนแปลงในทางบวกไหม?

ไม่ต้องไปพึ่งสวนดุสิตโพลล์หรอก ใครๆก็คาดได้ว่า ถ้าเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยจะชนะ แสดงว่าในแนวรบรัฐสภา พอฟัดพอเหวี่ยงใช้ได้ แต่แนวรบอื่นๆ เขาได้เปรียบ ไม่ต้องไปพูดเรื่องการต่อสู้ทางอาวุธหรอก สู้กันเมื่อไรก็ต้องใช้ก้านกล้วยหลังบ้านเท่านั้นเอง เมื่อเปรียบเทียบพลังกันอย่างนี้แล้ว ก็เป็นคำถามกับเราทุกคนเลย ถ้าผมตอบ ก็อาจจะมาจากความเศร้าหมองของผมเอง คือสงสัยว่าจะชนะง่ายๆเหรอ ถึงแม้จะไม่แพ้ คือ พูดอย่างแบไต๋ ผมว่า มันคงชนะไม่ง่าย ถึงไม่แพ้แต่คงชนะไม่ง่าย

ประวัติศาสตร์จากวันชาติ

โลกเปลี่ยนไป คนที่เคยเป็นสหายกัน มายืนคนละข้างของฝั่งรบ เราต่างเข้าใจและให้ความหมายต่อเหตุการณ์ต่างกัน แม้ว่าประวัติศาสตร์จะลบไม่ได้ แต่ความหมายที่เราให้ต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไม่คงที่ วันนี้เรามอง ‘24 มิถุนา’ แตกต่างไปจากเมื่อสิบปีก่อน ในอนาคตเราอาจจะมอง ‘24 มิถุนา’ ในมุมมองใหม่ขึ้นอีก

เมื่อ ‘14 ตุลา’ คงมีน้อยคนที่โยงเข้ากับ ‘24 มิถุนา’ แต่วันนี้ เราเห็นกันว่า ปัญหาปัจจุบันสืบมาจากงานที่คณะราษฎรทำไม่สำเร็จ เป็นงานค้างที่เราต้องช่วยกันทำให้สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาว แต่อย่างน้อยสิ่งที่อยู่ในวิสัยของเราเฉพาะหน้า คือพยายามทำให้ ‘24 มิถุนา’ กลับมามีชีวิต กลับมาอยู่ในความสำนึกของมวลราษฎร ซึ่งฝ่ายอำมาตย์พยายามที่จะลบออกจากความทรงจำ

เช่น ไม่บรรจุ คำประกาศ ของคณะราษฎรไว้ในหนังสือเรียนของเยาวชน ชื่อปรีดีสมัยหนึ่งไม่มีใครเอ่ยถึงในที่สาธารณะ หรือไปเกี่ยวข้องกับเรื่องร้าย ชื่อพระยาพหลฯเป็นเพียงชื่อซอย ชื่อถนน แม้กระทั่งวันนี้ ’24 มิถุนา’ ก็ถูกลบหายไปในฐานะที่เป็นวันชาติ ความจริงเรื่องวันชาติ ก็ไม่ใช่ว่าจะมีกันทุกชาติ ทุกประเทศ อย่างญี่ปุ่น อังกฤษไม่มีวันชาติ การมีชาติกับการมีวันชาติไม่ได้สัมพันธ์กันโดยตรง แต่ถ้าจะมีก็ต้องเป็นวันที่มีความหมายต่อชาติจริงๆ วันเกิดของพลเอกเปรมก็สำคัญเฉพาะกับเขา ไม่มีความหมายอะไรกับเรา ยกเว้นว่า จะเอาขนมเค้กมาแบ่งกินกันบ้าง ถ้าอย่างนั้นก็จะช่วยกันร้องเพลง Happy Birthday ให้

ผมขอยกประเด็นหนึ่งให้มาช่วยกันคิด ฝ่ายอำมาตย์เขารู้ว่าฝ่ายเพื่อประชาธิปไตยนั้นแข็งแรงแค่ไหน และเขาก็เดินหมากรุกเป็น ซ้ำเก่งด้วย ขอลองยกที่ประชุมแห่งหนึ่งเป็นตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการชั้นนำของประเทศ บางคนเคยเป็นรัฐมนตรี มีข้อวิจารณ์การบ้านการเมืองว่า นโยบายต่างๆเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองจะพัฒนาได้อย่างไร สิ่งที่เขาต้องการ ก็คือให้ นโยบายของชาติให้คงอยู่ต่อไปเป็น 10 ปี 20 ปีหรือ กว่านั้น

ฟังดู ก็ดีที่มีการวางแผนระยะยาว แต่คำถามก็คือ ถ้านโยบายของรัฐถูกกำหนดตายตัวเสียแล้ว เราจะเลือกตั้งไปทำไม ผมว่าดัชนีที่ชี้ความเจริญของชาติคือ การที่ส.ส.หญิงจากหนองหมาว้อเป็นรัฐมนตรีกลาโหมได้ นายพลคนไหนอวดโวหารว่ารัฐมนตรีต้องมาจากกองทัพ ก็ย้ายไปเป็นยามที่ช่องเม็กเสีย ผู้แทนราษฎรต้องสั่งการข้าราชการประจำได้ เพราะบอบอำมาตยาธิปไตยนั้นก็คือ ข้าราชการอยู่เหนือการบริหารงานของรัฐ หรือให้ใครที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของราษฎรมีอำนาจเหนือกลไกของรัฐ เรามีศัพท์ ‘ประชาธิปไตยแบบไทย’ ไม่รู้ว่าเป็นการวิพากษ์หรือว่าสมควรจะเป็นเช่นนั้น ถ้าจะให้วัฒนธรรมไทยกำหนด เราก็ควรมี มหาวิทยาลัยแบบไทยๆ การศึกษาแบบไทยๆ การเงินการคลังแบบไทยๆ อย่างนั้นหรือ?

ทุนนิยมสามานย์ และเกมการเดินหมากรุก

โดย ข้อสังเกต ลักษณะความคิดชาตินิยม ผมขอท้าเอ็นจีโอบางกลุ่มที่ ด่าทักษิณว่า ทุนนิยมสามานย์ แล้วตอนนี้ทุนนิยมสามานย์ไหม? ทราบกันหรือเปล่าว่า มีผู้พิพากษาหนุ่มๆไปสมัครเป็นการ์ดพันธมิตร เห็นไหมว่า ฝ่ายเสื้อเหลืองเขาโยงใยกันขนาดไหน สิ่งที่ผมกลัวคือ เขาไม่ได้อยู่เฉยๆ เขามีหมากเต็มกระดาน และวางหมากทั้งรุกทั้งรับไว้

เหตุการณ์อย่าง ‘19 กันยา’ ใครบอกว่าเขาจะทำอีกไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และเวลา พูดไม่ได้หรอกว่าจะไม่มีรัฐประหารอีก ถ้าเราจำได้ว่าเมื่อ ‘พฤษภา 2535’ มีโปสเตอร์ใหญ่ว่าให้รัฐประหารครั้งสุดท้ายแล้ว ผมเคยพูดกับเพื่อนแบบทีเล่นทีจริงว่า ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอก ตอนนี้มีใครพูดไหมว่า เป็นครั้งสุดท้าย อาจจะเกิดขึ้นอีก เขาเตรียมการณ์ เขามีแผน ถ้าเปรียบเทียบกับหมากรุก ฝ่ายเสื้อแดงเราก็มีหมาก แต่หมากเราเป็นเบี้ย นี่เป็นการมองโลกในแง่เศร้า ถ้าเบี้ยเรากระจายอยู่บนกระดานตรงนั้น ตรงนี้ มันไม่มีพลังหรอกครับ ยกเว้นเบี้ยผูกกัน ซึ่งทำให้เขาต้องคิดหนักว่าจะเอาเรือ เอาม้ามาแลกเบี้ยไหม เมื่อเบี้ยผูกกัน ก็กินฟรีๆไม่ได้

คลื่นใต้น้ำในการเมืองไทย

ประเด็นสุดท้าย ผมอยากมองโลกในแง่ร่าเริง คือ กระแสประวัติศาสตร์นั้นมีหลายระดับ ระดับหนึ่งคือ ระดับผิวน้ำ เวลามีคลื่น ถ้าใครคุ้นกับทะเล เขาจะบอกว่าเป็นทะเลหัวขาว คนออกเรือเขาก็จะรู้ว่า มีคลื่น แต่คลื่นแบบนี้อาจจะไม่น่ากลัวนัก เพราะว่ามันมาจากลมพัดผิวน้ำ แต่คลื่นที่น่ากลัวกว่า คือคลื่นที่ มาจากใต้น้ำ ประวัติศาสตร์ระดับนี้เป็นความปั่นป่วนอยู่ใต้ผิวน้ำ เป็น กระแสคลื่นใหญ่มาก

ลองนึกภาพสึนามิ การเคลื่อนตัวของน้ำปริมาณมหาศาล นั้นพลิกน้ำพลิกฟ้าได้ แต่อาจจะ ไม่ ปรากฏแก่สายตา ทั้งๆที่เป็นพลังที่กำหนดปรากฏการณ์ที่ระดับผิว ข้างบนอาจจะดูสงบราบเรียบก็ได้ ผมดีใจมาก ที่เรามาพูดเรื่อง ‘24 มิถุนา’ เพราะว่าเป็นการมองประวัติศาสตร์ช่วงยาวไม่ใช่เรื่องแต่ละวันตามรายงาน หนังสือพิมพ์ จะบอกว่า กระแสการเปลี่ยนแปลงนั้น เราได้เปรียบในแง่โครงสร้างระยะยาว

แต่ละช่วงเวลา เราจะเห็นว่า มีความก้าวหน้ามากในช่วงชีวิตเรา ประวัติศาสตร์ที่เราต้องใช้หน่วยเป็นศตวรรษ แม้ว่าเฉพาะหน้า วันต่อวัน สัปดาห์ เราอาจจะสู้ไม่ได้ แต่ถ้ามองในระยะยาวก็ยังมีความหวังสำหรับคนต่ำต้อย น้อยหน้า ราษฎรนั้นถูกเขาดูถูกเหยียดหยาม มานาน ถ้าเราอยาก ให้ราษฎรมีศักดิ์ศรี ยืนขึ้นมาทัดเทียมกับฝ่ายที่คิดว่ามี DNA ดีกว่า เราก็มีวิธีการต่อสู้เหมาะสมกับพละกำลังของเรา

และเชื่อได้ว่า เราอาจชนะในระยะยาว เราอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ ประวัติศาสตร์อยู่ข้างเรา




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 17:45:12 น.
Counter : 271 Pageviews.  

กระฉ่อนโลกคนใกล้ชิดองคมนตรีแจ้งความคดีหมิ่น13นักข่าวต่างชาติ

โดนคดีหมิ่นฯยกแผง-กรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 13ราย ซึ่งล้วนแต่สังกัดสำนักข่าวต่างประเทศชื่อดัง โดนแจ้งความคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยผู้แจ้งความมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองคมนตรี ธานินท์ กรัยวิเชียร

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กรกฎาคม 2552

โจนาธาน เฮด ถูกแจ้งความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพร้อม13กรรมการสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซี พร้อมกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ หรือ FCCT รวม 13 คน ถูกหญิงชาวไทยแจ้งความข้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์ ม.112 ฐานจำหน่ายดีวีดีจักรภพและจัดแปลบทเสวนาวีระ -ณัฐวุฒิ ออกเผยแพร่

ASTVผู้ จัดการออนไลน์ รายงานว่า วานนี้ ( 30 มิ.ย.) เมื่อเวลา 21.30 น. น.ส.ลักษณา กรณ์ศิลป อายุ 57 ปี อาชีพนักแปลและที่ปรึกษาภาคอุตสาหกรรมบริษัทเอกชน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.เดชา พรหมสุวรรณ พนักงานสอบสวน (สบ.3) สน.ลุมพินี ให้ดำเนินคดีกับ นายโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชีย และกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT รวม 13 คน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี

กรณีร่วมกันนำคำบรรยายพิเศษ ภาษาอังกฤษ ของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 50 โดยอ้างว่ามีถ้อยคำเข้าข่ายดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์บันทึกเป็นวีซีดีออก จำหน่ายกับประชาชน รวมทั้งจัดแปลบทเสวนาของนายวีระ มุกสิกพงศ์ และนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ สองแกนนำ นปช. ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง เป็นภาษาอังกฤษออกเผยแพร่

น.ส.ลักษณา อ้างว่า เข้าแจ้งความครั้งนี้ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รักและเคารพในสถาบันพระมหา กษัตริย์ เนื่องจากเห็นว่าพฤติกรรมของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่จัดเวทีเสวนาให้กับนายจักรภพโดยมีการเตรียมคำถามคำตอบไปในทางพาดพิง สถาบัน และบันทึกเป็นดีวีดีออกเผยแพร่กับประชาชนนั้น เข้าข่ายร่วมกันทำในลักษณะขบวนการโดยอาจมีเป้าหมายทำลายความน่าเชื่อถือของ สถาบันเบื้องสูงของไทย และบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่าอาจมีสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของไทยร่วมขบวนการด้วยซึ่งจะ ต้องมีการตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีต่อไป

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตรวจได้รับแจ้งความไว้ และเตรียมรวบรวมข้อมูลหลักฐานและสอบพยานเพิ่มเติม ก่อนเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินคดีต่อไป

เผยโฉมกรรมการสโมสร13คนล้วนสังกัดสำนักข่าวใหญ่ระดับอินเตอร์

สำหรับกรรมการFCCT 13 รายประกอบด้วย
-Marwaan Macan-Markar นายกสโมสร เป็นผู้สื่อข่าวภูมิภาคเอเชียของสำนักข่าวอินเตอร์เพรส(ISP)
-Jonathan Head อุปนายกสโมสรคนที่1 เป็นผู้สื่อข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของBBC
-Patrick Barta อุปนายกสโมสรคนที่ 2 เป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล
-Dominic Faulder เหรัญญิก
-Jim Pollard เลขานุการ เป็นผู้สื่อข่าวTHE NATION
-Henry J Silverman เลขานุการกองประชุม ผู้สื่อข่าวของGlobal Spectrum
-Daniel Ten Kate กรรมการสโมสร เป็นผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบลูมเบิร์ก
-กรุณา บัวคำศรี กรรมการสโมสร ผู้ประกาศข่าวช่อง3
-Anasuya Sanyal กรรมการ เป็นผู้สื่อข่าว Channel News Asia
-Stuart Raj กรรมการ สังกัดKogneit Company Ltd
-Greg Lowe กรรมการ สังกัดThe Business Times
-Justin Moseley กรรมการ สังกัดConsortium UK
-Nirmal Ghosh อดีตนายกสโมสร สังกัดThe Straits Times

เปิดปูมคนแจ้งความครอบครัวใกล้ชิดองคมนตรี

มีรายงานว่าสำหรับนางสาวลักษณา กรณ์ศิลป ผู้ดำเนินคดีแจ้งความกับนายโจนาธาน เฮด และกรรมการสโมสรนักข่าวต่างประเทศทั้ง13รายนั้น ครอบครัวมีความใกล้ชิดกับนายธานินท์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีสมัยหลังเหตุการณ์6ตุลาคม 2519 และองคมนตรี โดยเมื่อเร็วๆนี้นายธานินท์ เพิ่งมาเป็นประธานในการพระราชทานเพลิงศพมารดาของนางสาวลักษณาที่วัดแห่ง หนึ่งย่านบางนา โดยน้องชายคนหนึ่งของนางสาวลักษณาเป็นนายทหารทำงานอยู่กับองคมนตรีธานินท์ ส่วนน้องชายอีกคนของเธอคือดร.นพดล กรณ์ศิลป เป็นล็อบบี้ยิ้สต์ให้กับพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา
นอกเหนือจากนี้นางสาวลักษณา กรณ์ศิลป ยังมีชื่อในฐานะสาวกพันธมิตรเสื้อเหลืองตัวเป้งจากหนังสือรวมอีเมลที่ทักษิณไม่มีวันแนะนำให้อ่านที่เธอเขียนเอาไว้กับสำนักพิมพ์ศยาม พิมพ์เมื่อเดือนมีนาคม 2550ด้วย
Linkข้อมูลหนังสือ




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2552 16:06:24 น.
Counter : 388 Pageviews.  

ประวัติศาสตร์ฉบับPropagandaของโรงเรียนเตรียมอุดมฯ

โต้แย้งเอกสารประกอบการเรียน วิชาสาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเตรียมอุดมฯ

โดย คนเสรี
29 มิถุนายน 2552
ที่มา Thai-E-News

บทความชิ้นนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นเนื่องมาจาก การได้อ่านเอกสารประกอบการเรียนวิชา “สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ (ส 33101)” ที่มีคณะผู้จัดทำเป็นอาจารย์โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 5 ท่าน โดยได้มีผู้นำออกมาเผยแพร่ให้ดาวน์โหลด [1]

เมื่อ ผู้เขียนได้อ่านเนื้อหาจากหน้าที่ 158 ถึงหน้า 167 แล้วได้มีความเห็นแย้งกับคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ในหลาย ๆ จุด ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่สามารถที่จะนิ่งเฉยแล้วปล่อยให้เด็กนักเรียนซึ่งเป็น เยาวชนของชาติได้รับรู้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า fact แต่กลับเป็นสิ่งที่ได้ถูกเจือปนไปด้วยอคติของกลุ่มคณะอาจารย์ผู้จัดทำ จุดนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้เขียนต้องเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา

ความไม่ถูกต้องของเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้ ประกอบไปด้วยหลาย ๆ จุด จากมากบ้างน้อยบ้างเรียงกันไปดังนี้

1. การไม่ตรวจสอบข้อมูลชื่อบุคคลให้ถูกต้อง

ในเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้มีการอ้างถึงชื่อบุคคลอยู่คนหนึ่งในหน้าที่ 159 คือ “นายบวรศักดิ์ สุวรรโณ” [2] ตรงจุดนี้บุคคลคนนี้จริง ๆ แล้วมีการเขียนนามสกุลที่ไม่ถูกต้อง จริง ๆ แล้วจะต้องเป็น “นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ถึงจะถูกต้อง ซึ่งก็ไม่ทราบได้ว่าเหล่าคณาจารย์ไม่ทราบข้อมูลตรงส่วนนี้จริง ๆ หรือว่าเป็นการผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่หากเหล่าคณาจารย์เหล่านี้เป็นผู้ที่มีความรู้อย่างแท้จริง และติดตามประวัติศาสตร์การเมืองอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่น่าที่จะผิดพลาดกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ไปได้

2. ความมีอคติในการนำเสนอเนื้อหาระหว่างรัฐบาลสองรัฐบาล

ในหน้าที่ 158 หัวข้อ 24.6 มีการกล่าวว่าในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของทักษิณนั้น มีการปิดกั้นครอบงำวุฒิสภา องค์กรอิสระต่าง ๆ และปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน

ผู้เขียนจะไม่ขอโต้แย้งในจุดนี้ว่าจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่ผู้เขียนจะวิเคราะห์จุดตรงที่พิจารณาได้ว่าคณาจารย์มีความอคติลำเอียง ก็คือในสมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเองนี้ มีการปิดกั้นคุกคามสื่อ มีการสกัดกั้นการออกอากาศของวิทยุชุมชน มีการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์ แต่น่าแปลกใจที่คณาจารย์เหล่านี้กลับมองไม่เห็น อย่างน้อย ๆ แล้วหากคณาจารย์เหล่านี้มีความเป็นธรรมในการเสนอข้อมูล ก็ควรที่จะนำเรื่องการปิดกั้นสื่อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชาชีวะใส่ไว้ในเอกสารประกอบการเรียนชิ้นนี้ด้วย

ในหน้าที่ 161 หัวข้อ 24.11 ในเอกสารประกอบแบบเรียนกล่าวเสมือนกลับว่า การบริหารราชการของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนั้น ได้รับความลำบากมากในการบริหารประเทศ เพราะมีการประท้วงของกลุ่ม น.ป.ช. รวมทั้งประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ตกต่ำลุกลามไปทั่วโลก

หากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่งแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปในสมัยที่พันธมิตรออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของทักษิณแล้ว รัฐบาลทักษิณก็ย่อมมีความยากลำบากในการบริหารประเทศเช่นกัน แต่ในเอกสารประกอบการเรียนนี้กลับไม่กล่าวถึง กลับนำเสนอในทำนองว่าการชุมนุมของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง เพราะเป็นการขับไล่รัฐบาลทักษิณ (ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลทักษิณนั้นมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน)

3. ความบิดเบือนของข้อเท็จจริงในเรื่องของการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตร

ในหน้าที่ 163 หัวข้อที่ 25.1 มีการกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 2 รายจากการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาของกลุ่มพันธมิตรที่หน้ารัฐสภา

ตรงจุดนี้หากคณาจารย์มีจิตใจที่เป็นธรรมแล้ว ย่อมจะต้องนำผลการชันสูตรการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมทั้งสองคนนี้ เข้ามาบรรจุไว้ในเนื้อหาด้วย เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้วคณาจารย์ทำ เสมือนกับว่าต้องการจงใจจะปกปิดถึงสาเหตุการเสียชีวิตของทั้งสองคนนี้ ถึงแม้ว่าการเสียชีวิตของน้องโบว์นั้นจะเป็นมีการโต้เถียงกันว่าเกิดจากแก๊ส น้ำตาหรือไม่ (ความเห็นของผู้เขียนเอง คือ น้องโบว์เสียชีวิตจากระเบิดปิงปองของการ์ดพันธมิตร - ขอให้ผู้อ่านรวมทั้งนักเรียนที่ได้อ่านลองศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม)

แต่ สำหรับสารวัตรจ๊าบแล้วเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ไม่ได้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม และไม่ได้เสียชีวิตด้วยแก๊สน้ำตา เพราะสารวัตรจ๊าบนั้นเสียชีวิตด้วยระเบิด โดยตัวสารวัตรเองนั้นนั่งอยู่ในรถของตัวเอง แล้วรถคันนั้นมีการระเบิดขึ้น (ส่วนระเบิดในรถนั้นมาจากที่ใด ขอให้ผู้อ่านรวมทั้งนักเรียนที่ได้เข้ามาอ่านได้ทำการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ก็คงจะเข้าใจอะไรได้ไม่ยาก) แค่จุดนี้ก็แสดงให้เห็นได้แล้วว่า คณาจารย์เหล่านี้จงใจที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องการสลายการชุมนุม

4. การบิดเบือนเรื่องการใช้กระสุนกระดาษสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

ในหน้าที่ 167 นั้น หัวข้อที่ 25.2 ได้กล่าวเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่ามีการสลายการชุมนุมโดยใช้กระสุนกระดาษนั้น

จุดนี้เป็นจุดที่มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างไม่น่าอภัย เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าได้มีการปรากฎตามสื่อต่างชาติ ทั้งรูปภาพคลิปวีดีโอ ว่าทหารใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุม มีผู้ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกกระสุนปืน M16 ยิงหลายราย ผู้เขียนไม่เข้าใจว่าในยุคสมัยอินเตอร์เนตนี้ ที่ข่าวสารยากที่จะปิดบัง รวมทั้งข่าวสารง่ายต่อการตรวจสอบ แต่ทำไมคณาจารย์เหล่านี้กลับทำเหมือนกับว่า จะบิดเบือนข้อมูลตรงจุดนี้ไปได้ง่าย ๆ หรือคณาจารย์เหล่านี้ยังคิดว่าประชาชนในสมัยนี้นั้นยังฉลาดน้อยเหมือนกับใน สมัยก่อนอยู่

จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ผู้เขียนหยิบยกเฉพาะประเด็นที่ หลัก ๆ สำคัญ ๆ ออกมาโต้แย้งเหล่าคณาจารย์ แต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายประเด็นนักแต่ผู้เขียนก็คิดว่าไม่อยากจะหยิบยกมาเป็น ประเด็นมากจนเกินไปจนเหมือนกับเป็นการจับผิดไป แต่โดยภาพรวม ๆ แล้วเมื่อพิจารณาอ่านเอกสารประกอบการเรียนนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าแทนที่เอกสารนี้จะเป็นการนำเสนอ fact แต่กลับเป็นการเขียนเอกสารโดยใส่ความคิดเห็นของคณาจารย์เข้าไปด้วย ซ้ำร้ายกว่านั้นกลับเป็นความคิดเห็นที่เป็นความคิดเห็นเพียงฝ่ายเดียวเสีย ด้วย (ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

มาถึงจุดนี้ผู้เขียน ก็ฉุกคิดขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง คือ การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนของเรานั้น มีการบิดเบือนมาโดยตลอด หรือ อาจจะจงใจที่จะตัดประวัติศาสตร์บางตอนออกไปจากแบบเรียน โดยไม่ต้องการที่จะให้นักเรียนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในบางช่วง ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่า

นับจากนี้ไป เราน่าจะที่ต้องร่วมกันรณณรงค์ในเรื่องของการบรรจุเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ที่ถูกต้อง นำเสนอแต่สิ่งที่เรียกว่า fact เข้าไปในเนื้อหาแบบเรียนให้นักเรียนได้ศึกษากันจริง ๆ จัง ๆ เสียที โดยอาจจะเริ่มจาก เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัย พ.ศ. 2475 ต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์สวรรคตของในหลวงรัชการที่ 8 เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์สมัย 6 ตุลาคม 2519

และถ้าจะให้ดี ก็ควรที่จะเตรียมตัว ที่จะนำเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนับจากนี้ไปอีกสัก 5 ปีเข้าบรรจุไว้ในแบบเรียนในวิชาประวัติศาสตร์ด้วย เพื่อให้นักเรียนรุ่นหลัง ๆ ได้เข้าใจประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องกันเสียที
........

อ้างอิง
[1] //www.thailandmirror.com/vlog/index.php/download
[2] //www.pub-law.net/lect/dr_bwu.html




 

Create Date : 29 มิถุนายน 2552    
Last Update : 29 มิถุนายน 2552 17:00:01 น.
Counter : 405 Pageviews.  

เสียงฝากไปถึงบุคคลที่ไม่นำพาอะไรทางการเมืองรวมถึงพวกมีอคติไม่เอาทุกฝ่าย

คนบางคนมันไม่สนใจใคร เอาแต่บ้าบันเทิงประโลมโลก การเมืองไม่ใช่เรื่องของฉัน คนพวกนี้ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ชอบคิดว่ามันไกลไม่เกี่ยว เราก็ไม่เอี่ยวด้วย ที่ไหนได้เคยได้ยินมั้ย เด็ดดอกหญ้าสะเทือนถึงดวงดาวน่ะ วันไหนไม่มีข้าวจะกินแล้วถึงจะรู้สึก

บางพวกก็ไม่เอาใครหน้าไหนทั้งนั้น นู่นก้อไม่เอา นี้ก็ไม่เอา ด่าไปหมด มันนึกว่า รถมันแล่นได้โดยไม่มีคนขับหรือไงฟ่ะ
พวกนี้มันพวกกบเลือกนาย พวกหวังสังคมในอุดมคติ ถามจริงเหอะ คนที่ทำเพื่อประเทศชาติ สังคมอย่างแท้จริงมันไม่มาเล่นการเมืองหรอก ถึงมีก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะมันต้องใช้เงินมหาศาล เมื่อลงทุนไปมันก็ต้องถอนทุนคืน คนที่เล่นการเมืองที่ทำทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็ทำเพื่อตัวเอง กันทั้งนั้นแหละ นี่มันไม่ใช่สังคมมหาวิทยาลัยกิจกรรมค่ายอาสาเหมือนตอนหนุ่มๆสาวๆนะ เพราะฉะนั้น มีอะไรให้เลือกก็เลือกเท่าที่มี แดกได้เท่าที่แดก คิดเอาข้อดีข้อเสียเอามาชั่งเปรียบเทียบกัน ใครที่ยังพอทำประโยชน์ให้ประชาชนชาวบ้านธรรมดาได้มากที่สุด แล้วเลือกเอา

บางพวกก็เอาแต่ฟังข่าวฟังโดยไม่กรองไม่คิด สักแต่ฟังๆแล้วก็ซึมเข้าสมองที่ไม่ค่อยมี ข้อมูลในเน็ตมีก็ไม่รู้จักหา ใครพูดอะไรมาก็เชื่อ
ถ้าศาสดามันบอกให้ไปกินขี้คงแดกแบบไม่เหลือเม็ด คนประเภทนี้มันเชื่อฟอเวิร์ดเมลล์แบบไม่มีข้อสงสัย ประมาณว่าคนเขียนเมลล์เป็นแม่มัน

ถึงอีกพวกชอบด่านู่นนี้ วิจารณ์การเมืองแบบงูๆปลา เข้าข้างศาสดาแบบถวายหัว ชอบด่าทักษินแบบตามน้ำ
หัดไปเสริชอ่านประวัติศาสตร์ชาติไทย การเมืองไทย เอาตั้งแต่สมัยกรุงแตกได้ยิ่งดี ไปอ่านไปศึกษามาก่อน และกรุณาศึกษาในหลายๆทาง หลายๆเล่ม มิใช่แค่เล่มสองเล่ม โดยเฉพาะบันทึกย้อนอดีตของคนที่ประวัติศาสตร์มักไม่ค่อยกล่าวถึง เพราะประวัติศาสตร์ที่มีให้อ่านแต่ละเล่มล้วนแต่เป้นประวัติศาสตร์ฉบับPropagandaแทบทั้งสิ้น แล้วค่อยมาเห่า

รำคาญคนที่เข้ารู้เรื่องอย่างแท้จริง รู้มากๆ เค้าจะมองว่าคำพูดและการกระทำของคุณน่ะมันไม่ได้แสดงความฉลาดออกมาเลย
จะบอกให้เอาบุญน่ะ จะได้ตาสว่างก่อนตาย..

ดัดแปลงสำเนียงมาจากคุณpanpim2528 แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน




 

Create Date : 26 มิถุนายน 2552    
Last Update : 26 มิถุนายน 2552 19:51:18 น.
Counter : 288 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.