ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ใครเป็นใครใน“พรรคการเมืองใหม่”ฉบับรวบยอด

ในที่สุดผลจากมติของมวลชน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ก้าวเข้าสู่การเมืองรัฐสภา ด้วยการตั้งพรรคการเมืองที่ชื่อว่า “การเมืองใหม่”

โดยมีแกนนำพันธมิตรฯ “สมศักดิ์ โกศัยสุข” เป็นหัวหน้าพรรคชั่วคราว และ “สุริยะใส กตะศิลา” เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งเตรียมยื่นจดทะเบียนขอจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 มิถุนายนนี้

ชื่อของ “พรรคการเมืองใหม่” ถูกเสนอในคอลัมน์คนปลายซอย ของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยคอลัมนิสต์ เปลว สีเงิน เห็นว่า ชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” น่าจะมีความเหมาะสมที่สุด

เนื่อง จากพรรคใหม่นี้จะต้องไม่เป็นของคนเสื้อเหลือง ทั้งจะต้องเป็นพรรคที่ไม่มีแบ่งแยกสีเสื้อต่างๆ ส่วนชื่อพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นควรจะสงวนไว้ให้เป็นสมบัติ กลางของมวลชน และนำไว้ใช้ย้ำเตือนถึงปณิธานของการเคลื่อนไหวแต่ดั้งเดิมด้วย

ในที่ประชุมได้ข้อสรุปอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าจะใช้ชื่อ “พรรคการเมืองใหม่” โดยมีเหตุผลว่า ชื่อพรรคการเมืองใหม่ มีนัยที่แสดงถึงการต่อสู้ที่ต้องการจะให้เกิดการเมืองใหม่ ที่มีพลังบริสุทธิ์ และเป็นพลังที่ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบเก่าไปสู่สิ่งที่ดีกว่า โดยจะใช้ชื่อตัวย่อภาษาไทย คือ ก.ม.ม. และใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า NEW POLITICS PARTY ชื่อย่อ N.P.S.P.

ขณะที่ชื่อของคณะกรรมการบริหาร พรรคการเมืองใหม่ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นแกนนำพันธมิตรฯ จากแต่ละภูมิภาค และแนวร่วมที่เคยสนับสนุนการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น นางภินันทน์ โชติรสเศรณี รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ และเป็นแกนนำพันธมิตรฯ กาญจนบุรี

นางลักขณา ดิษยะศริน เหรัญญิกพรรค เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน ออฟ แบงค็อก ซึ่งมี น.ส.ลักขณา ดิษยะศริน (ตะเวทิกุล) ผู้จัดการโรงเรียน เจ้าของบริษัท ยูนิคอม จำกัด ที่เคยผลิตรายการเด็กในตำนานอย่างจิ๋วแจ๋วเจาะโลก เป็นกรรมการบริหารพรรคร่วมด้วย พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ โฆษกพรรค อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการลำน้ำโขง (นปข.) กองทัพเรือ

กรรมการบริหารพรรค อย่างนายสุทธิ อัชฌาศัย เป็นแกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก, นางชญาบุญ เพชรพรหม หรือ "เจ๊กอบ" ก็เป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี, น.ส.นิตายา กุระคาน แกนนำพันธมิตรฯ จ.ตาก และภาคเหนือตอนล่าง, น.ส.อาภารัตน์ ชาติชุติกำจร แกนนำพันธมิตรฯ จ.ภูเก็ต, น.ส.ฉัตรกุล คำมีอ่อน นายกสโมสรโรตารี-คุณหญิงโมโคราช (2551-2552), นางชญาดา ศริญญามาศ แกนนำพันธมิตรฯ พิมาย จ.นครราชสีมา

นายวิลิต เตชะไพบูลย์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลเตชะไพบูลย์ อดีตเก้าอี้กรรมการผู้จัดการโรงแรมรีเจนท์ชะอำ ที่ผันตัวเองเป็นชาวนา และเป็นแกนนำเครือข่ายเกษตรกรแห่งประเทศไทย, นายสมศักดิ์ อิสมันยี หรือ อ๊อด ศิลปินจากวงคีตาญชลี , นางเสาวนีย์ รุ่งช่วง แกนนำพันธมิตรฯ ปากช่อง จ.นครราชสีมา, น.ส.พรชุลี คงขวัญ ญาติของ น.ส.กมลวรรณ หมื่นหนู หรือน้องโบ ที่เสียชีวิตจากระเบิดในการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่30 พฤศจิกายน 2551, นางเสน่ห์ หงส์ทอง แกนนำโครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย ภริยาของนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย , ทพญ.กาญจนา กาญจนเสวี แพทย์อาสาพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันนี้ (4 มิถุนายน) ซึ่งเป็นวันที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยื่นจดทะเบียนพรรคการ เมืองใหม่ ณ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ปรากฏว่ามีชื่อของกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติม ได้แก่

นายอมรเทพ (อมร) อมรรัตนานนท์ เป็นคนเดือนตุลา อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนในปี 2519 เคยเข้าป่าถือปืนร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เขตงานสุราษฎร์ธานี โดยมีเพื่อนร่วมเขตงานเดียวกันคือ สุวิทย์ วัดหนู

ใน เหตุการณ์พฤษภาทมิฬได้เข้าร่วมกับ คณะการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และต่อมาเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการเครือข่ายเดือนตุลา ปี 2540-2542 จากนั้นเข้าทำงานในพรรคไทยรักไทย หนึ่งในคณะทำงานงานของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แต่ลาออกมา กระทั่งเข้าร่วมชุมนุมขับไล่อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร่วมกับพันธมิตรฯ

เคยลงสมัคร ส.ส.พรรคมัชฌิมาธิปไตย ลงเลือกตั้งในเขต 12 (บางกอกน้อย ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา) แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในการชุมนุมของพันธมิตรฯ ขับไล่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช เขาทำหน้าที่เป็นโฆษกบนเวที และถูกรัฐบาลสมัครตั้งข้อหากบฎร่วมกับแกนนำพันธมิตรฯ และแนวร่วม 9 คน

นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย เลขาธิการเครือข่ายชาวนาภาคกลาง ซึ่งโดยอาชีพเธอเป็นชาวนา จ.ชัยนาท

นายสุทิน ธราทิน ตัวแทนสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายสมศักดิ์ โกศัยสุข เคยเป็นแกนนำหยุดงานเพื่อต่อต้านบริษัทเอกชนฯ ที่ได้สัมปทานจากการรถไฟฯ นำรถมาวิ่งบนเส้นทางของการรถไฟฯ จนถูกเอาเปรียบเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ค่าจ้าง และวันเวลาในการทำงาน เมื่อปี 2531 เคยเป็นผู้จัดการแผนงานสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

นายชาลี ลอยสูง ประธานสมาพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเลคทรอนิคส์ ยานยนต์ และโลหะแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน

น.ส.นริศวรรณ ศรีประยูรธรรม เท่าที่ทราบไม่มีข้อมูล แต่เมื่อค้นข้อมูลย้อนหลัง บุคคลที่เป็นนามสกุลใกล้เคียง คือ พ.ต.ท.นริศ ศรีประยูรธรรม พนักงานสอบสวน (สบ3) กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.)

ที่น่าตะลึงสำหรับชื่อของ “นายบรรจง นะแส” แกนนำพันธมิตรสงขลาเพื่อประชาธิปไตยและผู้ประสานงานพันธมิตร 14 จังหวัดภาคใต้ และเคยเป็นแกนนำคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ก็มีชื่อติดโผเป็นกรรมการบริหารพรรค

ส่วน รองเลขาธิการพรรค สำหรับชื่อของ “นายพิชิต ไชยมงคล” หรือ “ตาตั้ม” บนเวทีพันธมิตรฯ อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2546 ซึ่งถือว่าเป็นคนใกล้ชิดนายสุริยะใส ในฐานะคณะทำงานของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ขณะที่นางภาณุมาศ พรหมสูตร ซึ่งเป็นผู้จดทะเบียนพรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กกต.ไม่อนุญาตให้จดทะเบียน ก็มีชื่อเป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค

อาจกล่าวได้ว่า คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่ในเบื้องต้น ล้วนแล้วแต่เป็นแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ แทบทั้งหมด แต่ก็คนที่ขับเคลื่อนภาคประชาชนมาก่อน ซึ่งต่อไปนี้การเคลื่อนไหวทางการเมืองจะยังคงยึดเสื้อสีเหมือนการเคลื่อนไหว ของพันธมิตรฯ แต่ก่อนหรือไม่ คงต้องติดตามหลังการก่อตั้งพรรคการเมืองแห่งนี้เกิดขึ้นมาแล้ว

แม้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” จะยังไม่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ในขณะนี้ แต่ก็กล่าวว่า พร้อมที่จะนำพลพรรคพันธมิตรฯ เดินเข้าสู่ระบอบรัฐสภา ซึ่งเขากล่าวว่ากระแสโจมตีตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันได้เจอมาหมดแล้ว ซึ่งมาถึงจุดนี้คงไม่มีอะไรต้องกลัว

แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเชื่อว่า พรรคของพันธมิตรฯ ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเป็นเครื่องมือของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ถ้าพรรคการเมืองปฏิบัติตัวไม่เป็นในสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง พันธมิตรฯ จะถอยตัวออกห่างทันที

คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองใหม่

1. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นหัวหน้าพรรค
2. นางภินันทน์ โชติรสเศรณี เป็นรองหัวหน้าพรรค
3. นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการพรรค
4. นายพิชิต ไชยมงคล เป็นรองเลขาธิการพรรค
5. นางลักขณา ดิษยะศริน เป็นเหรัญญิกพรรค
6. นางภาณุมาศ พรหมสูตร เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค
7. พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ เป็นโฆษกพรรค
8. นายสุทธิ อัชฌาศัย เป็นกรรมการบริหารพรรค
9. นางชญาบุญ เพชรพรหม กรรมการบริหารพรรค
10. น.ส.นิตายา กุระคาน กรรมการบริหารพรรค
11. น.ส.อาภารัตน์ ชาติชุติกำจร กรรมการบริหารพรรค
12. น.ส.ฉัตรกุล คำมีอ่อน กรรมการบริหารพรรค
13. น.ส.จีรนันท์ อินทร์สุริวงศ์ กรรมการบริหารพรรค
14. นางลักขณา ดิษยะศริน กรรมการบริหารพรรค
15. นายบรรจง นะแส กรรมการบริหารพรรค
16. นางชญาดา ศริญญามาศ กรรมการบริหารพรรค
17. นายวิลิต เตชะไพบูลย์ กรรมการบริหารพรรค
18. นายสมศักดิ์ อิสมันยี กรรมการบริหารพรรค
19. นางเสาวนีย์ รุ่งช่วง กรรมการบริหารพรรค
20. น.ส.พรชุลี คงขวัญ กรรมการบริหารพรรค
21. นางเพลินพิศ ทองวล กรรมการบริหารพรรค
22. นางเสน่ห์ หงส์ทอง กรรมการบริหารพรรค
23. นางกาญจนา กาญจนเสวี กรรมการบริหารพรรค
24. นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ กรรมการบริหารพรรค
25. นายสุทิน ธราทิน กรรมการบริหารพรรค
26. นายชาลี ลอยสูง กรรมการบริหารพรรค
27. น.ส.นริศวรรณ ศรีประยูรธรรม กรรมการบริหารพรรค
28. นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์ กรรมการบริหารพรรค

Weblog OknationของKittinunn(อดีตaloha007ในพันทิป)

โครงสร้างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ภาคเหนือ
1. กลุ่มพันธมิตรพิษณุโลก มีนายภูริทัต สุธาธรรม เป็นแกนนำ[8]
2. ชุมนุมลุ่มน้ำภาคเหนือตอนล่าง ประกอบด้วยประชาชนจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง อาทิเช่น ตาก สุโขทัย พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ฯลฯ

ภาคตะวันออก
1. กลุ่มพันธมิตรภาคตะวันออก มีนายสุทธิ อัชฌาศัย เป็นประธานเครือข่าย ประกอบด้วยประชาชนจากอำเภอต่างๆ ในเขตจังหวัดชลบุรี อาทิเช่น อ.เมือง อ.พนัสนิคม อ.ศรีราชา อ.บ้านบึง อ.สัตหีบ อ.บางละมุง อ.บ่อทอง อ.หนองใหญ่ อ.พานทอง อ.เกาะสีชัง รวมถึงประชาชนจากจังหวัด ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว จันทบุรี ตราด
2. กลุ่มพันธมิตรฯ พัทยา-นาเกลือ-บ้านบึง-พนัส มีนายยงยุทธ เมธาสมภพ เป็นประธานเครือข่าย
3. คณะทำงานพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดเลย มี นายหินชนวน อโศกตระกูล เป็นแกนนำ

ภาคอีสาน
1. สมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น มีนางเครือมาศ นพรัตน์ เป็นประธานสมัชชาประชาชนฯ และนายเธียรชัย นนยะโส เป็นรองประธานฯ
2. สมัชชาประชาชนภาคอีสานจังหวัดบุรีรัมย์ มีนางสำเนียง สุภัณพจน์ เป็นประธาน มีแนวร่วมเป็นองค์กรเครือข่าย 18 องค์กร

ภาคใต้

1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสตูล มี นางอุดมศรี จันทร์รัศมีและ อ.ประโมทย์ สังหาร เป็นแกนนำ
2. สมัชชาภาคใต้ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง (กำลังก่อตั้ง)

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

* ประกอบด้วยกลุ่มสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจำนวน 43 แห่ง กลุ่มหลักอยู่ที่ สหภาพ รสก. การไฟฟ้า, สหภาพ รสก. การรถไฟ
* ดูเพิ่มเติม สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจแรงงานสัมพันธ์ (สรส.) ประกอบด้วย สร.กสท. (การสื่อสารแห่งประเทศไทย), สร.ท. (ทศท.) , สร.กปน. (การประปานครหลวง), สร.กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย), สร.กบท. (การบินไทย)

แกนนำสหภาพฯ

* ศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
* นาย สาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และอดีตแกนนำสหภาพการรถไฟแห่งประเทศไทย (สายของ สมศักดิ์ โกศัยสุข )
o นายสุภิเชษฐ์ สุวรรณชาตรี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย สาขาหาดใหญ่
o นายสาทร สินปรุ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย สาขานครราชสีมา
o นายพงษ์ฐิติ พงษ์ศิลามณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
o นายสนาน บุญงอก ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) กำลังคน : สหภาพมีพนักงานขับรถและกระเป๋ารถเมล์รวม 9 พันคน แต่หากรวมกับพนักงานในส่วนอื่น ๆ ด้วยจะมีถึง 1.5 หมื่นคน
o สหภาพการบินไทย
o นายสมชาย ศรีนิเวศ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การประปานครหลวง ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณทำเนียบรัฐบาลว่า ต่อจากนี้ไปทางสหภาพฯ กปน.จะปฏิบัติการเชิงรุกตามแนวคิดของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
o นาย ไพโรจน์ กระจ่างโพธิ์ เลขาธิการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 1 ก.ย. นี้ จะมีแถลงชี้แจงภายหลังการประชุมร่วมกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารของรัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธ.ก.ส. เพื่อแสดงจุดยืนหรือแนวทางการเคลื่อนไหว
* นาย อำนาจ พละมี คณะกรรมการฝ่ายการเมือง สรส.
* นาย คมสันต์ ทองศิริ รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง

เครือข่ายสันติอโศก

เครือข่ายสันติอโศก มีพุทธสถานสันติอโศกและสาขาอีก 8 สาขา ดังต่อไปนี้

1. พุทธสถานสันติอโศก ตั้งอยู่ถนนสุขาภิบาล 1 เขตบึงกุ่ม กรุงเทพ
2. พุทธสถานปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม
3. พุทธสถานศรีษะอโศก จังหวัดศรีสะเกษ
4. พุทธสถานศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์
5. พุทธสถานสีมาอโศก จังหวัดนครราชสีมา
6. พุทธสถานราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี
7. พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำ จังหวัดเชียงใหม่
8. พุทธสถานทักษิณอโศก จังหวัดตรัง
9. พุทธสถานหินผา

เครือข่าย NGO
1. NGO ภาคใต้ มีแกนนำโดย บรรจง นะแส
2. NGO ภาคเหนือ มีแกนนำโดย สุริยันต์ ทองหนูเอียด
3. คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

กลุ่มนักวิชาการ

1. กลุ่มรัฐศาสตร์จุฬาฯ: ศ. ดร.จรัส สุวรรณมาลา, ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, ดร.สุริชัย หวันแก้ว, ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ดร.ไชยันต์ ไชยพร, ดร.วีระ สมบูรณ์, ดร.นฤมล ทับจุมพล
2. กลุ่มนักวิชาการที่ใกล้ชิดกับเครือข่ายผู้จัดการ (อาทิ ศ. ดร. ชัยอนันต์ สมุทวานิช, ดร. ปราโมทย์ นาครทรรพ)
3. กลุ่มนักวิชาการอื่นๆ อาทิ ดร. สุวินัย ภรณวลัย, รพี สาคริก, สิริอัญญา, ศ. ดร. ภูวดล ทรงประเสริฐ

กลุ่มสว.

* 20 สว. อาทิ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เข้าให้กำลังใจพันธมิตร ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 13.30 น. โดยประกาศขอเข้าร่วมกับพันธมิตรเป็นทัพหน้า เพราะหลายคนเกิดจากเวทีพันธมิตร โดยนายสนธิ ได้ขึ้นบนเวทีประกาศแนะนำตัวกลุ่ม ส.ว.แต่ละคน รวมถึง พล.อ.อ.ณพฤกษ์ มัณฑะจิตร อดีตรองผู้บัญชาการทหารอากาศที่เข้าให้กำลังใจด้วย

กลุ่มศิลปิน

* กลุ่มศิลปินสายบันเทิง อาทิ ศรัญญู (ตั้ว) วงศ์กระจ่าง
* กลุ่มศิลปินเพื่อชีวิต ไพวรินทร์ ขาวงาม, คมทวน คันธนู, วสันต์ สิทธิเขตต์, ซูซู, เศก ศักดิสิทธิ์, คีตาญชลี, คาราวาน, นิด กรรมาชน, วงโฮป, จีวัน, ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ, แสง ธรรมดา, คนด่านเกวียน, สุนทรี เวชานนท์
* กวี อาทิ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, อังคาร กัลยาณพงศ์,

กลุ่มสื่อมวลชน

* กลุ่มผู้จัดการ : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, เว็บไซต์ผู้จัดการ, ASTV, นิตยสาร Positioning, หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์, วิทยุชุมชนเจ้าฟ้า
* กลุ่มแนวหน้า
* กลุ่มไทยโพสต์

กลุ่มแนวร่วมอื่นๆ

* แนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเขตเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์, เขตวงเวียน 22 กรกฎา

ทนายความ

* เป็นกลุ่มทนายด้านสิทธิมนุษยชน ของสภาทนายความ และเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายมหาชนพอสมควร เนื่องจากเป็นทีมทนายที่รับว่าความกับชาวบ้านและเอ็นจีโอกลุ่มต่างๆ มานาน ได้แก่ สุวัตร อภัยภักดิ์ อีกคนก็ นิติธร ล้ำเหลือ


พรรคประชาภิวัฒน์ อีก1พรรคแนวร่วมของพันธมิตร

สุทัศน์ นั่งหน.พรรคประชาภิวัฒน์ ขัดตาทัพ โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

คอการเมืองคงจับตา หลังสนามรบเปลี่ยนผ่านสมรภูมิเสื้อเหลือง-เสื้อแดงไปแล้ว การเมืองค่อยคลี่คลายเงียบสงบลง

หลายๆ กลุ่มทางการเมือง ซุ่มรวมกำลังพล จัดตั้งพรคการเมือง มีเสียงแว่วว่าพล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จะลาออกจากส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมเพื่อนสนิท มิตรสหายจัดตั้งพรรคใหม่ ใช้ชื่อว่า"พรรคประชาภิวัฒน์" ตามรูปแบบการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร ที่ชูคำขวัญ"การเมืองใหม่"

พรรคดังกล่าวได้มีการยื่นจดทะเบียนพรรค ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว โดยมี"สุทัศน์ จันทร์แสงศรี"เป็นหัวหน้าพรรค ขัดตาทัพไปพลางๆก่อน

"สุทัศน์ "เกิดเมื่อ 29 มีนาคม 2500 จบการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต ม.ขอนแก่น และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากนิด้า

ผ่านงานการเมืองเคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วน จังหวัด และรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และอดีตส.ว.จังหวัดเพชรบูรณ์มาแล้ว

แต่ทว่า ก็มีประวัติถูกใบเหลืองจากการจับกุมและยึดเงินจำนวน1.3ล้านบาทที่บ้านหัวคะแนนของนายสุทัศน์เอง หลังได้คะแนนเลือกตั้งสส.เพชรบูรณ์ เขต1ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ3 เลือกตั้งซ่อมก็แพ้ให้กับพรรคคู่แข่งแนวร่วมเสื้อแดงได้แค่48000ต่อ108000คะแนนเท่านั้น

นั่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ขัดตาทัพไปพลางก่อน เพื่อจดทะเบียนพรรคการเมือง ก่อนที่จะมีผู้ใหย่เข้ามาเสียบแทน

เชื่อว่าพรรคนี้ คงจะได้แนวร่วมจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร ในการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว มีข่าวมาว่าดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จะมาร่วมก๊วนด้วย

เพราะหากอยู่พรรคประชาธิปัตย์ รอเข้าคิวยาวที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี

ที่แน่ๆคือสุทัศน์ จันทร์แสงศรี นั่งหัวหน้าพรรคไปก่อน ก่อนจะปรับขบวนกันอีกครั้ง

เพิ่มเติม นายชุมพล สังข์ทอง เป็นอดีตผู้สมัครสส.เขต5 ชัยภูมิ พรรคประชาธิปัตย์ และยังเป็นทนายความประจำตัวของนายไทกร พลสุวรรณ ที่ร่วมกันเล่นงานพรรคไทยรักไทยจนถูกยุบมาแล้ว

เผยชื่อ 25 กรรมการบริหารพรรคแล้ว

ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงาน ด้วยว่า ต่อมาเวลาประมาณ 21.00 น. ได้มีการเปิดตัวกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังจากสมาชิกได้หย่อนบัตรเลือกตั้งกรรมการบริหารส่วนที่เหลือ 12 คน และนับคะแนนเสร็จสิ้น ทำให้ได้กรรมการบริหารพรรคครบ 25 คน ประกอบด้วย
นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคส่วนที่หัวหน้าพรรคเสนอ 12 คน ได้แก่
ขณะที่กรรมการบริหารพรรคส่วนที่หัวหน้าพรรคเสนอ 12 คน คือ

1.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้รับแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรค เกิดที่ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นเลขาธิการสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เมื่อพ.ศ. 2548 มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และเคยยื่นหนังสือคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ และเป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

2.นายสุริยะใส กตะศิลา ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการพรรค เกิดเมื่อ 27 มี.ค.15 ที่ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ จบปริญญาตรี จากคณะศึกษาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เป็นผู้ประสานงาน ครป. และได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการ ครป. ก่อนที่จะลาออกภายหลังก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยเป็นผู้ประสานงานองค์กรต่าง ๆที่เข้าร่วมการขับไล่ ทักษิณ

3.พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นเหรัญญิกพรรค อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการลำน้ำโขง (นปข.) กองทัพเรือเในช่วงการชุมนุมพันธมิตร 193 วัน เป็นผู้ร่วมจัดตั้ง “คณะกรรมการพลังแผ่นดิน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ร่วมกับ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ

4.นายบรรจง นะแส ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค ในฐานะที่ยืนหยัดเคียงข้างชาวประมงพื้นบ้าน ในตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองทะเลไทย เป็นคน จ.สงขลา ร่วมทำงานกับกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านมาตั้งแต่ ปี 2524 อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จากการถูกละเมิดสิทธิของชาวประมงพื้นบ้านตลอด 2 ชายฝั่งในพื้นที่ 13 จังหวัดในภาคใต้เป็นอย่างดี รวมทั้งต่อสู้ปัญหาโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่อ.จะนะ สมัยทักษิณ

5.นายประพันธ์ คูณมี ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค เกิด 14 มิ.ย. 2497 ที่จ.ขอนแก่น เหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เข้าร่วมทำงานร่วมกับสหพันธ์นักศึกษาเสรี และหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้หลบหนีเข้าป่า ร่วมงานกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จบนิติศาสตร์ รามคำแหง และปริญญาโท ม.เกษตรศาสตร์ และจบเนติบัณฑิตไทย รุ่นที่ 37 ประกาศทำงานร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

6.นายสุทธิ อัฌชาศัย ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค เป็นคนจ.ระยอง โดยกำเนิด เป็นนักสู้ภูธร ที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องในฐานะผู้ประสานงานภาคตะวันออกโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม จากปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำมาจนถึงการต่อสู่ปัญหามลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

7.นายชาลี ลอยสูง ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค เป็นรองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) และ เลขาธิการสหพันธ์แรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคประเทศไทย ต่อสู้กับปัญหาแรงงานในทุกรัฐบาล ลงมาแก้ไขปัญหาการเลิกจ้าง มีส่วนร่วมกับนโยบายลดเงินสมทบผู้ประกันตนจากฝ่ายนายจ้าง จาก 5% เหลือ 3%

8.นายชุมพล สังข์ทอง ได้รับแต่งตั้งเป็นนายทะเบียนพรรค เกิด 29 ม.ค.2508 เป็นคน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เป็นนักกฎหมาย จากรั้วมหาวิทยารามคำแหง เป็นทนายความคู่ทุกข์คู่ยากกับประพันธ์ คูณมี และถูกตั้งข้อครหาว่า ใกล้ชิดกับน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ

9.นางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค เป็นผู้ประสานงานพันธมิตรจ.ภูเก็ต เป็นผู้ที่ร่วมต้อสู้กับพันธมิตรฯมาตั้งแต่ต้น พวกเราจะเห็นเธอได้จากแสดงความเป็นคนไทยที่นักชาติอย่างชัดเจน ในการร่วมขบวนเพื่อรักษาแผ่นดินพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร อ.กันทราลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

10.นายสำราญ รอดเพชร ได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกพรรค เกิดกันยายน 2499 ที่นครศรีธรรมราชเป็นแกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 เป็นสื่อมวลชนชื่อดังในยุคก่อนหน้าวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2549 มีบทบาทเป็นพิธีกรและโฆษกของเวทีพันธมิตรฯในการขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สนช.

11.นายศรัณยู วงศ์กระจ่าง ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการพรรค “พี่ตั้ว” เกิด 17 ต.ค. 2503 ที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ถือเป็นแกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 เป็นนักแสดง พิธีกร ผู้กำกับการแสดงละครและภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในวงการบันเทิงของไทย ปัจจุบัน เป็นผู้ผลิตรายการและดำเนินรายการ “จอเหลือง” ในสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี

12.นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค สภาเครือข่ายองค์กรประชาชนแห่งประเทศไทย ผู้ต่อสู้การทำเอฟทีเอที่ไม่โปร่งใสช่วงรัฐบาลทักษิณ จนมีผลในรัฐธรรมนูญมาตรา 190 รวมทั้งเป็นผู้เริ่มที่จะดำเนินการปฏิรูประบบเกษตรกรรมและพัฒนาสิทธิเกษตรกร

ส่วนกรรมการบริหารพรรคส่วนที่สมาชิกลงคะแนนเลือกตั้ง12คนจากการเลือกตั้งจากสมาชิก 2,300 คนโดยเรียงจากคะแนนผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากมากที่สุด ได้แก่
14. นางสาวอัญชะลี ไพรีรัก กรรมการบริหารพรรค พ.ศ. 2549 เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรร่วมจัดรายการบนเวทีและในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร คอนเสิร์ตการเมือง เคย สมัครรับเลือกตั้งใน จ.สมุทรปราการ สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ปัจจุบันจัดรายการ "จับตา(ย)ประเทศไทย" ทางเอเอสทีวี

15. พล.ต.ท.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ กรรมการบริหารพรรค อดีตผู้บังคับการตำรวจ ภาค 4 อดีตผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล โด่งดังและรู้จักกันในนาม "มือปราบตี๋ใหญ่"

16.นายเทิดภูมิ ใจดี กรรมการบริหารพรรค อดีตผู้นำกรรมกร คู่กับ ประสิทธิ์ ไชโย การชุมนุมประท้วงความไม่เป็นธรรมกรณีต่างๆ ที่มีนักศึกษาประชาชนเข้าร่วม ดำเนินไปอย่างดุเดือด เข้มข้นในช่วง 3 ปีตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519

17. พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ กรรมการบริหารพรรค อดีตผู้ช่วยหัวหน้านายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม( สมัย ชวน หลีกภัย เป็นนายก) อดีตนายทหารราชองครักษ์เวร เมื่อปี2545 เป็นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตผู้สมัครลงเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์

18.นางลักขณา ดิษยะศริน ตะเวทิกุล กรรมการบริหารพรรค ผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติดิอเมริกันสกูลออฟแบงค็อก

19.นางเสน่ห์ หงส์ทอง กรรมการบริหารพรรค ผู้ประสานงานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เป็นผู้จัดรายการวิทยุรายการ เสียงจากกรรมกร ทางคลื่น F.M. 98.25 MHz และที่สำคัญที่สุดคือ เป็น ภรรยานายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท)คนปัจจุบัน

20.นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์ กรรมการบริหารพรรค อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนนักศึกษาปี 2519 เคยสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคมัชฌิมาธิปไตย และลงเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 ในเขต 12 กรุงเทพ มหานคร ซึ่งประกอบด้วย เขตบางกอกน้อย ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

21.นายพิชิต ไชยมงคล รักษารองเลขาธิการพรรค รองเลขาฯสนนท.กลุ่มศึกษาพรรคการเมืองทางเลือกภาคประชาชน อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2546 ซึ่งถือว่าเป็น คนใกล้ชิดนายสุริยะใส ในฐานะคณะทำงานของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)

22.นายธัญญา ชุนชฎาธาร กรรมการบริหารพรรค สามีนางมาลีรัตน์ แก้วก่า เป็นนักวิชาการ นักเขียน อดีตผู้นำนักศึกษา 1 ใน 13 กบฎรัฐธรรมนูญ จากเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 กำลังศึกษาในระดับ ปริญญาเอก สาขาผู้นำทางเศรษฐศาสตร์ การเมือง และสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นพิธีกรหลายรายการ ของทาง ASTV

23.นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรค แกนนำพันธมิตรฯ อุบลราชธานี เจ้าของสถานีวิทยุชุมชน อ.พิบูลมังสาหาร ทีมที่ปรึกษานายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และ ความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

24.นายสราวุธ นิยมทรัพย์ กรรมการบริหารพรรค แกนนำพันธมิตรฯ นครปฐม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครปฐม และส.ส.หลายสมัย

25.นายรังษี ศุภชัยสาคร กรรมการบริหารพรรค แกนนำเครือข่ายพันธมิตรฯ อุดรธานี

หลังจากทั้ง 25 คน ได้ปรากฏตัวบนเวที นางรัตนา ร้อยพรเกษมสุข ได้เป็นตัวแทนผู้บาดเจ็บพิการ และญาติผู้เสียชีวิตระหว่างการชุมนุมร่วมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ยื่นรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมทั้งข้อเสนอนโยบายต่อพรรคการเมืองใหม่ โดยระบุว่า พรรคการเมืองใหม่เป็นความหวังของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วน ร่วม จึงได้แสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวต่อหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และขอมอบนโยบายที่ได้จากการประชุมสัมมนาของตัวแทนผู้บาดเจ็บ พิการ ญาติวีรชนที่เสียชีวิตจากการชุมนุมร่วมกับพันธมิตรฯ เพื่อหวังให้มีการปฏิรูปเมืองและปฏิวัติสังคมไปสู่สังคมอุดมสุขต่อไป

หลังจากนั้น นายสนธิ ได้เปิดเผยรายชื่อคณะที่ปรึกษาพรรคการเมืองใหม่ 15 คน ดังนี้
1. ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทย รักษาการคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ หนึ่งในทนายความของประเทศไทยที่ว่าความคดีปราสาทเขาพระวิหารต่อ ศาลโลกในปี 2505
2. ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อดีตประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ใน หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ
3. นายอุดร ตันติสุนทร อดีต ส.ว.ตาก อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
4. นายสมพจน์ ปิยะอุย เครือโรงแรมดุสิตธานี
5. นายพิภพ ธงไชย ด้วยประสบการณ์การเคลื่อนไหวมวลชนมานยาวนาน บวกกับบุคคลิกสุขุม สุภาพเรียบร้อย แต่แน่นด้วยเนื้อหาสาร เพื่อนพ้องมากมายทำให้เขากลายเป็น 1 ในแกนนำพันธมิตร และเป็นอีก 1 ใน คนใกล้ชิดอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
6. พล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4
7. พล.อ.อ.สามารถ โสตสถิตย์ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ
8. ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการการประปานครหลวง
9. นายสมศักดิ์ อิสมันยี หรือ อ๊อด คีตาญชลี สมศักดิ์ และ สุรินทร์ อิสมันยี (ริน) สองสามีภรรยาชาวเพชรบุรี เดิมใช้ชื่อว่า วง "สายทิพย์" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "คีตาญชลี" ตามชื่อกวีนิพนธ์ของ รพินทรนาถ ฐากูร กวีชาวอินเดีย มีความหมายว่า "คารวะด้วยเสียงเพลง"
10. ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)
11. รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่เข้าร่วมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ลาออกจากตำแหน่ง
12. รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนิทสนมกับ.รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
13.อาจารย์สมบัติ เบญจศิริมงคล อดีตนายกสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมัน เคยสมัคร สส. ปี 2548 ในนามพรรคมหาชน (อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรค)
14. ดร.ประยูร อัครบวร อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
15.นายอัมรินทร์ คอมันตร์ นักวิชาการ ผู้ที่เคยนำต่อต้านกฎหมาย 11 ฉบับ ที่เรียกกันว่า กฎหมายขายชาติ ขึ้นเวทีพันธมิตรในปี พ.ศ. 2549

"สมศักดิ์ โกศัยสุข" นั่งหัวหน้าพรรค "การเมืองใหม่" แทนสนธิ
Sun, 2010-07-04 03:03

พรรคการเมืองใหม่ประชุมใหญ่วิสามัญเลือกกรรมการบริหารและหัวหน้าพรรคแทน "สนธิ ลิ้มทองกุล" มีผู้ได้รับเสนอชื่อชิงตำแหน่ง 6 คน คือสมศักดิ์-สุริยะใส-ประพันธ์-อัญชะลี-พล.ร.ท.ประทีป-พล.อ.กิตติศักดิ์ ปรากฏว่าทุกคนถอนตัวหมดยกเว้น "สมศักดิ์ โกศัยสุข" ก่อนที่จะมีการลงคะแนนรับรองสมศักดิ์เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วยคะแนนท่วมท้น เจ้าตัวลั่นนำพาพรรคการเมืองใหม่ให้เข้มแข็งพร้อมสานต่ออุดมการณ์พันธมิตรฯ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานเมื่อวานนี้ (3 ก.ค.) ว่า ที่อาคารนิมิบุตร ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ พรรคการเมืองใหม่ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 1/2553 เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งรวมทั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ลาออกจากสมาชิกและหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2553 ที่ประชุมได้เสนอชื่อผู้เข้าแข่งขันรวมทั้งสิ้น 6 คน ประกอบด้วยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข,นายสุริยะใส กตะศิลา,นายประพันธ์ คูณมี,พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ,น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก,พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมย์ ซึ่งปรากฏว่าทุกคนถอนตัวยกเว้นนายสมศักดิ์ ซึ่งที่ประชุมได้ลงคะแนนลับ รับรองนายสมศักดิ์เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วยคะแนนท่วมท้น

จากนั้นที่ประชุมได้เลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคอีก 24 คน โดยส่วนแรก 12 คน เป็นกรรมการที่หัวหน้าพรรรคนใหม่เสนอให้ที่ประชุมลงคะแนนรับรองประกอบด้วย
1)นายพิเชฏฐ พัฒนโชติ เป็นรองหัวหน้าพรรค
2)นางภินันทน์ โชติรสเศรณี รองหัวหน้าพรรค
3)นายเทิดภูมิ ใจดี รองหัวหน้าพรรค
4)นายสำราญ รอดเพชร รองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรค
5)นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรค
6)นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง รองเลขาธิการพรรค
7)นางสาวเสน่ห์ หงษ์ทอง นายทะเบียนสมาชิกพรรค
8)นางสาวสุวันนี ไวศรีแสง เหรัญญิกพรรค
9)นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ กรรมการ
10)นายบรรจง นะแส กรรมการ
11)นายอัศวัชร์ อภัยวงศ์ กรรมการ ปัจจุบันเป็นประธานคณะทำงานด้านการแก้ไขปัญหาผู้ค้าสนามหลวง
12)ดร.สมบัติ เบญจศิริมงคล

หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติเลือกกรรมการในส่วนที่สมาชิกเสนออีก 12 คน จากที่เสนอทั้งหมด 17 คน โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือก 12 คนประกอบด้วย
1)พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ
2)นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์
3)นายประเสริฐ เลิศยะโส อดีตส.ส.บุรีรัมย์ พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ปี2518 และเคยลงสมัครในนามพรรคเล็กหลายครั้ง
4)พันเอกไพโรจน์ นิยมพันธุ์ อดีตคณะเสนาธิการกองทัพบก
5)นายพิชิต ไชยมงคล
6)นางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร
7)นายทศพล แก้วทิมา แกนนำพันธมิตรและสลิ่ม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
8)นายรังษี ศุภชัยสาคร
9)นางนิตยา กุระคาน
10)นายณัฐดิษฐ์ นันท์วิมลวุฒิ เลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย (ศรท.)
11)นายอมรเทพ อมรรัตนานนท์
12)นายสราวุธ นิยมทรัพย์

นายสมศักดิ์ได้กล่าวขอบคุณที่ประชุมพร้อมประกาศว่ากรรมการบริหารพรรคชุดใหม่คือผู้อาสานำพาพรรคให้เข้มแข็งรองรับการขับเคลื่อนการเมืองใหม่ โดยโครงสร้างและปรัชญาการทำงานของพรรคนั้น พรรคจะยังมีทีมงานในส่วนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งและส่วนที่พร้อมจะทำงานบริหารประเทศ ซึ่งทั้งส่วนที่จะเป็น ส.ส.และผู้บริหารประเทศในอนาคตจะต้องนำข้อเสนอเรียกร้อง อุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ของสมาชิกพรรคและพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไปปฏิบัติให้เป็นจริงในทุกด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจที่มีปัญหารวยกระจุกจนกระจาย,ปัญหาการเสียเอกราชดินแดน,ปัญหา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ,ปัญหาการศึกษา,ปัญหาโครงสร้างตำรวจและการบังคับใช้กฎหมายที่ล้มเหลว เป็นต้น

NoteจากBlogger : จากนี้ไปขอให้ทุกท่านได้จดจำชื่อของคนพวกนี้ไว้ด้วย เพราะใครก็ตามเมื่อต้องเข้ามาเกลือกกลั้วกับการเมืองแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะหลีกหนีพ้นจากวัฏจักรแห่งผลประโยชน์ไปได้เลย




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2552    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2553 13:53:41 น.
Counter : 811 Pageviews.  

กรณีเขาพระวิหาร: ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ต่างกัน ไม่เป็นความผิด-ไม่ต้องรับโทษ

ทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์
รัฐศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง ปีการศึกษา 2550
26 กันยายน พ.ศ. 2552

ชื่อบทความเดิม: ตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ต่างกัน ไม่เป็นความผิด และไม่ต้องรับโทษ

ในวันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะพิจารณา และชี้มูลความผิดรัฐมนตรีในรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช และข้าราชการที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนหนึ่งกรณีมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนให้กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระ วิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว<1> โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 25 50

ประเด็นสำคัญที่บทความนี้มุ่งพิจารณา คือ การที่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่นำแถลงการณ์ร่วมฉบับดังกล่าวเข้าสู่การ พิจารณาของรัฐสภาตามบทบัญญัติมาตรา 190 นั้น ถือเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้ต้องถูกถอดถอน ออกจากตำแหน่ง และดำเนินคดีอาญาตามความผิดดังกล่าวหรือไม่ หรือเป็นเพียงการที่คณะรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจโดยสุจริตในการตีความบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

เบื้อง ต้น ตามหลักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และจารีตประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับกันอย่างชัดแจ้งว่า ฝ่ายบริหาร หรือคณะรัฐมนตรีนั้น คือ สถาบันที่มีอำนาจ และบทบาทสำคัญในการจัดทำหนังสือสัญญา และให้สัตยาบันในหนังสือสัญญาที่รัฐไทยทำกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ สถาบันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา หรือศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงผู้แสดงบทบาทรองในเรื่องนี้เท่านั้น โดยจะเห็นได้ว่า เนื้อหาของบทบัญญัติที่เกี่ยวกับหนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้น มักจะอยู่ในหมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ก็บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในมาตรา 224 ซึ่งอยู่ในหมวดที่ 7 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ส่วนมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นก็อยู่ในหมวดที่ 9 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี เช่นเดียวกัน หมายความว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต่างก็ยอมรับว่า การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีเป็น หลัก <2>

เหตุผล อีกประการหนึ่งที่สนับสนุนสมมติฐานข้างต้น ก็คือ ในวรรคสองของมาตรา 190 ยังกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาไว้เพียง 5 ประเภทเท่านั้นที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา คือ 1. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย 2. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ 3. หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา นั้น 4. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง และ 5. หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ<3> นอกเหนือจากนั้น ให้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในการดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ถ้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้ฝ่ายบริหารเป็นตัวแสดงหลักในเรื่องนี้ จะต้องร่างรัฐธรรมนูญว่า “หนังสือสัญญาทุกประเภทต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา” มิใช่กำหนดเพียง 5 ประเภทดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อ เรายอมรับว่า การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้น ฝ่ายบริหารเป็นผู้ใช้อำนาจเป็นหลัก ส่วนศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ และรัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจะสามารถมาร่วมใช้อำนาจนี้ในขอบเขตจำกัด ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น ฝ่ายบริหารจึงทรงไว้ซึ่งอำนาจอันชอบธรรมในการใช้ดุลพินิจตีความในเบื้องต้น ได้เองว่า เนื้อหาของหนังสือสัญญาใดตรงกับหลักเกณฑ์ 5 ประการตามบทบัญญัติมาตรา 190 วรรคสองหรือไม่ อีกทั้งเมื่อพิจารณาถ้อยคำในมาตรานี้ก็จะพบว่า เป็นข้อความที่มีความหมายกว้าง และมีลักษณะเป็นนามธรรมค่อนข้างสูง เช่น “มี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง” หรือ “มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ” ซึ่งตามหลักการตีความกฎหมาย ถือว่า ข้อความลักษณะเช่นนี้เป็นข้อความซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจ ฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้กฎหมายสามารถแปลความหมายตามสามัญสำนึกหรือมาตรฐาน ของตนได้ เพราะฉะนั้น คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงมีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะใช้ดุลพินิจตีความในเบื้องต้นได้ว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ไม่เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

อย่าง ไรก็ตาม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเองก็ได้ตระหนักว่า หนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้นจะกลายเป็นภาระผูกพัน และก่อให้เกิดผลกระทบต่อรัฐไทย และประชาชนชาวไทยอย่างลึกซึ้ง และกว้างขวาง เพราะฉะนั้น จึงพยายามให้รัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องทำหน้าที่ควบคุมการบริหาร ราชการแผ่นดิน และเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร มากขึ้น คือ กำหนดว่าหนังสือสัญญาที่มีลักษณะ 5 ประเภทดังที่ได้อธิบายไปแล้วจะต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนที่จะมีผลผูกพัน แต่เมื่อฝ่ายบริหารเป็นผู้มีอำนาจอันชอบธรรมในการใช้ดุลพินิจเบื้องต้นว่า หนังสือสัญญาฉบับใดจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ย่อมก่อให้เกิด ความขัดแย้งในด้านการตีความเนื้อหาของหนังสือสัญญา และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่าย นิติบัญญัติขึ้น ส่งผลให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศไม่อาจเป็นไปได้โดยราบรื่น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเองก็ยอมรับความเป็นจริงในข้อนี้ จึงได้บัญญัติไว้ในมาตรา 190 วรรคหกว่า “ในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด...”<4> นัย สำคัญของบทบัญญัติในวรรคนี้ ก็คือ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเองก็ยอมรับว่า การตีความกฎหมายที่แตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอด เวลา มิฉะนั้นก็คงไม่บัญญัติกลไกในการวินิจฉัยชี้ขาด ความขัดแย้งในการตีความรัฐธรรมนูญเอาไว้

ประเด็น ที่ต้องพิจารณาต่อไปจึงมีอยู่ว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้นั้นเป็นอำนาจในลักษณะใด คำตอบก็คือว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 วรรคหกนั้น เป็นเพียงอำนาจในการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน และการดำเนินนโยบายต่างประเทศสามารถดำเนินต่อไปได้ อย่างราบรื่นเท่านั้น คือมีอำนาจวินิจฉัยเพียงว่า หนังสือสัญญาฉบับใดต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏอยู่ในมาตราอื่นๆ ที่เป็นอำนาจในการวินิจฉัยความถูกผิด หรือลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างชัดเจน เช่น มาตรา 182 วรรคสามที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ได้กระทำการอันต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และจะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่อันเนื่องมาจากการกระทำอันต้องห้ามนั้นหรือ ไม่<5> ดังกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำการอันต้องห้ามด้วยการ ไปเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชนตามคำวินิจฉัยที่ 12- 13/ 2551 ลงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551<6> กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในกรณีของแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเพียงว่า แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ เมื่อวินิจฉัยว่า ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา หน้าที่ของคณะรัฐมนตรีก็คือ นำแถลงการณ์ฉบับนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบเท่า นั้น ส่วนรัฐสภาจะเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้หรือไม่ เป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะตัดสินใจ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยเลยว่า การที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้นำเสนอแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ต่อรัฐสภาเพื่อขอความ เห็นชอบนั้น ถูกหรือผิดอย่างไร และจะต้องรับโทษอย่างไรบ้าง

ศาลรัฐธรรมนูญเองก็เข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากถ้อยคำที่ปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 6- 7/2551 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เรื่อง ประธาน วุฒิสภา และประธาน สภาผู้แทนราษฎร ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแต่เพียงว่า แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเท่านั้น<7> แต่มิได้มีถ้อยคำใดๆ เลยที่ระบุว่า คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นได้กระทำความผิดด้วยการจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือคณะรัฐมนตรีได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อันจะเป็นเหตุนำไปสู่การถอดถอน และการดำเนินคดีอาญาได้แต่อย่างใด

อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญในวันอังคารที่จะถึงนี้ จะก่อให้เกิดบรรทัดฐานที่เลวร้ายขึ้นในสังคมไทยทันที เพราะถ้าเพียงตีความรัฐธรรมนูญต่างจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วมีความผิดทางอาญา หรือจะต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีที่สถาบันต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ไปจนถึงศาลฎีกามีความเห็นต่อข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายในคดีความแตกต่างกัน ก็จะต้องถือว่ามีความผิด และ ต้องรับโทษทางอาญาด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่ออัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา แล้วต่อมาศาลยุติธรรมพิพากษายกฟ้อง อัยการเจ้าของสำนวนนั้นก็จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาฐานตีความข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายต่างจากศาล หรือแม้แต่กรณีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีไปในทางใดทางหนึ่ง แล้วต่อมาถูกศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกากลับคำพิพากษา ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีดังกล่าวก็จะต้องถูก ดำเนินคดีอาญาฐานตีความข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายต่างจากศาลสูงเช่นเดียวกัน

จากที่ อธิบายมาโดยละเอียด จึงสรุปได้อย่างชัดเจนว่า การที่คณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เพื่อสนับสนุนให้กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็น มรดกโลกฝ่ายเดียว โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภานั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ และโดยสุจริต ตีความเนื้อหาของหนังสือสัญญา และบทบัญญัติมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญโดย ซึ่งอาจจะแตกต่างจากความคิดเห็นของฝ่ายนิติบัญญัติบางส่วน และศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมโดยทั่วไป อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นเพียงการวินิจฉัยชี้ขาดดุลพินิจใน การตีความกฎหมายที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่สามารถนำคำวินิจฉัยดังกล่าวไปเป็นมูลเหตุในการชี้มูลความผิดของคณะ รัฐมนตรีชุดนั้นได้ ดังนั้น เพื่อธำรงรักษาความยุติธรรมของบ้านเมืองไว้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยกคำร้องผู้ที่ถูกกล่าวหาทุกคนในคดีนี้เท่านั้น


เชิงอรรถ

<1> ดูแถลงการณ์ร่วมฉบับเต็มทั้งภาษาอังกฤษ และฉบับแปลเป็นภาษาไทยอย่างไม่เป็นทางการได้ที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, แฉเอกสาร “ลับที่สุด” ปราสาทพระวิหาร (กรุงเทพฯ: มติชน, 2551), 312-316
<2> สมพงศ์ ชูมาก, กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548), 95
<3> ดูในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550 หน้า 71
<4> ดูในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550 หน้า 71
<5> ดูในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550 หน้า 68
<6> ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 112 ก วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 หน้า 1-62 สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ //www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/A/122/1.PDF
<7> ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 108 ก วันที่ 10 ตุลาคม 2551 หน้า 1-60 สามารถเข้าไปดูรายละเอียดไดใน //www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2551/A/108/1.PDF




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2552    
Last Update : 1 ตุลาคม 2552 21:02:47 น.
Counter : 329 Pageviews.  

เนื่องจากบทสัมภาษณ์ ศ.สตีเฟน บี ยัง

Tue, 2009-09-15 04:30

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ เขียน

อันเนื่องมาจากบทสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์อันลือลั่นที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2552 อาจเป็นบทสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ สตีเฟน บี ยัง โดย สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ซึ่งออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ช่อง 9 อสมท. ในรายการชีพจรโลก เมื่อคืนวันอังคารที่ 9 กันยายน
ที่ว่าลือลั่น เพราะโปรเฟสเซอร์ยัง วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างที่คนไทยหลายคนอยากฟัง หลังจากเคยฟังหรืออ่านความเห็นของคนทำสื่อและนักวิชาการตะวันตกอื่นๆ อาทิ โจนาธาน เฮด แห่งบีบีซี ดอกเตอร์ ดันแคน แมคคาร์โก ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ สหราชอาณาจักร และศาสตราจารย์ เควิน ฮิววิสัน แห่งภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งดูจะแสดงทัศนะต่างออกไป

คำให้สัมภาษณ์ของศาสตราจารย์ยังน่าพิจารณามาก แต่มีสามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ครั้งนี้และทัศนะของ ศาสตราจารย์ยัง ซึ่งน่าสนใจเป็นพิเศษในมุมมองของผู้เขียน ซึ่งเป็นคนทำงานสื่อคนหนึ่ง


ความน่าเชื่อถือของ “ฝรั่ง”
ประเด็นแรกคือสถานะของ “ฝรั่ง” ในมุมมองของสื่อไทยและคนไทย

น่าสนใจว่า ข้อความแนะนำศาสตราจารย์ยังพร้อมบทสัมภาษณ์ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย คม ชัด ลึก และ กรุงเทพธุรกิจ หนึ่ง วันหลังจากรายการชีพจรโลกออกอากาศนั้น บอกเพียงว่า เขาเป็นบุตรชายอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในยุคจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตช์ เป็นผู้ “ค้นพบ” บ้านเชียงเมื่อครั้งเป็นนักศึกษาฮาร์วาร์ด และเป็นฝรั่งที่คนไทยน้อยคนจะรู้จัก ทั้งๆ ที่เขารักและรู้จักการเมืองไทย ประเทศไทย ดีกว่าคนไทยบางคน

มิได้บอกว่าเขาเป็น “ใคร” ในทางวิชาการ เช่น เป็นศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านใด หรือเป็นอาจารย์สอนวิชาใดในมหาวิทยาลัยของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อาจารย์ทุกท่านได้รับคำเรียกขานว่า “ศาสตราจารย์”

คำถามคือ เมื่อสื่อไทยบอกกับผู้รับสื่อชาวไทยว่า มีฝรั่งคนหนึ่งรู้เรื่องการเมืองไทยและเมืองไทยดีมาก สื่อและผู้รับสื่อสนใจแสวงหาข้อมูลอื่นเพื่อสนับสนุนคำบอกเล่าหรือไม่ นอกจากข้อมูลข้างต้น ซึ่งไม่สามารถยืนยัน “ความรู้” และ “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” เรื่องการเมืองไทยและประเทศไทย

หรือความเป็น “ฝรั่ง” โดยเฉพาะ “ฝรั่งชั้นสูง” เป็นหลักประกันที่เพียงพอแล้วต่อความน่าเชื่อถือ

คนรู้จักกันคนหนึ่งบอกว่า ชอบการสัมภาษณ์ครั้งนี้มาก เพราะในที่สุดก็มีฝรั่งดีๆ มาแฉความเลวร้ายน่ากลัวของทักษิณซึ่งเป็นต้นเหตุให้คนไทยแตกแยกจึงจำเป็น ต้องกำจัดทิ้ง มิใช่มีแต่ฝรั่งเลวๆ ไม่รู้จักประเทศไทยมาพูดปาวๆ เรื่องประชาธิปไตย

ในความขัดแย้งเหลือง-แดง-น้ำเงิน ของประเทศไทยเวลานี้ บางทีแต่ละฝ่ายอาจคิดเหมือนกันก็ได้ว่า การอ้างความคิดฝรั่งมาสนับสนุนความคิดฝ่ายตน คงทำให้ความคิดฝ่ายตนน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะนอกจากฝรั่งจะได้ชื่อว่าเจริญก้าวหน้า ก็ยังมีพวกพ้องอยู่ทั่วโลก


“ฝรั่ง” ที่รักและรู้จักการเมืองไทย ประเทศไทย ดีกว่าคนไทย “บางคน”
ประเด็นที่สองเป็นคำถามว่า สื่อใช้หลักเกณฑ์ใดประเมินว่า ศาสตราจารย์ยังเป็นฝรั่งที่รักเมืองไทยและรู้จักประเทศไทยดีกว่าคนไทยบางคน และสื่อใช้หลักเกณฑ์ใดประเมินว่า คนไทยบางคนรักและรู้จักเมืองไทยน้อยกว่าศาสตราจารย์ยัง

เหตุที่สื่อกล่าวว่าศาสตราจารย์ยัง รักและรู้จักเมืองไทยดีกว่าคนไทยบางคน เป็นเพราะศาสตราจารย์ยัง “พูด” ได้ตรงใจสื่อใช่หรือไม่ หากเขาคิดต่างออกไป สื่อจะยังบอกว่าเขารักและรู้จักเมืองไทยดีกว่าคนไทยบางคนหรือไม่

สื่อใช้หลักเกณฑ์ใดวัดความเป็นคนไทย ใช้หลักเกณฑ์ใดวัดว่า ใครไม่รักและไม่รู้จักประเทศไทย สื่อคิดอย่างไร หากประชาชนไทยที่ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินบนแผ่นดินไทยอย่างสุจริต นับแต่ทวดของทวดของทวดของปู่ย่าตายาย คิดไม่เหมือนสื่อ จะบอกว่าประชาชนเหล่านั้นไม่ใช่คนไทย ไม่รักและไม่รู้จักประเทศไทยหรือไม่

จำเป็นหรือที่ประชาชนต้องคิดเหมือนสื่อ จำเป็นหรือที่ประชาชนต้องคิดเหมือนรัฐบาล จำเป็นหรือที่ประชาชนต้องเป็นเด็กดีของรัฐบาล

สื่อใดสื่อหนึ่ง รายการวิทยุหรือโทรทัศน์รายการใดรายการหนึ่ง ข้อเขียนในสื่อสิ่งพิมพ์ใดสิ่งพิมพ์หนึ่ง สามารถอ้างตนเป็นผู้แทนความคิด “คนทั้งประเทศ” และ “คนทั้งโลก” ได้หรือ


การเมืองไทย กับ “อริสโตเติล” และ“สตีเฟน ยัง”
ประเด็นที่สามเป็นเรื่องแนวคิดของศาสตราจารย์ยัง เรื่องการเมืองไทยกับ “ศีลธรรม”

ตามประวัติ ศาสตราจารย์ยังเป็นนักศึกษากฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นบุตรชายอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มีความคุ้นเคยเป็นอันดีกับราชวงศ์ไทยและจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตช์

เขาค้นพบบ้านเชียงเมื่อ พ.ศ.2509 ขณะทำวิทยานิพนธ์เรื่องอัตลักษณ์ชาวอิสานอันเนื่องจากขบวนการคอมมิวนิสต์ใน ยุคสงครามเย็น ที่อำเภอบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เพราะเดินสะดุดโคนไม้ แล้วเจอเศษภาชนะบ้านเชียง จึงนำไปมอบให้ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี กับหม่อมราชวงศ์พันทิพย์ บริพัตร แห่งสยามสมาคม เป็นจุดเริ่มต้นให้กรมศิลปากรขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ซึ่งต่อมาได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน พ.ศ.2535

ปัจจุบันศาสตราจารย์ยังซึ่งได้ปริญญาทางกฎหมายจากฮาร์วาร์ด เป็นผู้อำนวยการองค์กร Caux Round Table หรือ CRT เน้นเรื่องการรณรงค์ส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจทั่วโลก ดำเนินงานด้วยจริยธรรมหรือคุณธรรม อันเป็นประเด็นหลักในหนังสือหลายเล่มที่เขาเขียน เช่น Moral Capitalism ศาสตราจารย์ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับนักธุรกิจระดับบนในประเทศไทย และนักธุรกิจที่ได้ชื่อว่า “น้ำดี” จากทั่วโลก ผู้เชื่อมั่นในการคืนกำไรสู่สังคมบ้าง หลังจากได้ไปเยอะแล้ว

ศาสตราจารย์ยัง มีภรรยาเป็นชาวเวียดนาม เขาเขียนบทความเกี่ยวกับเวียดนามบ้าง แต่ไม่ได้เขียนงานวิเคราะห์สังคมไทยมากนัก ที่โดดเด่นคือบทความเรื่อง “Thailand: Democracy without Ethics?” ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 มีเนื้อหาเหมือนกับที่ให้สัมภาษณ์ในรายการชีพจรโลก

สิ่งที่ศาสตราจารย์ยังเน้นคือ ความมีศีลธรรมของผู้ปกครอง ซึ่งเป็นหลักการของอริสโตเติล นักปรัชญากรีกโบราณ เขากล่าวถึงทางสองแพร่งที่ไม่น่าเลือกทั้งคู่ ระหว่างการปล่อยให้ทักษิณผู้ไร้ศีลธรรมมีอำนาจต่อไปเหมือน “จักรพรรดิจีน” ซึ่งจัดการให้ทุกสิ่งอยู่ “ภายใต้” อำนาจของคนคนเดียว กับการรัฐประหาร ซึ่งจำเป็นต้องเลือกแม้จะขัดกับรัฐธรรมนูญ

หลายคนเห็นพ้องกับศาสตราจารย์ยังว่า รัฐประหารเป็นส่วนหนึ่งของการล่มสลายของสังคมไทยปัจจุบัน แต่มีคำถามว่า เป็นไปได้หรือที่จุดเริ่มต้นของกระบวนการล่มสลายนั้น ไม่มีตัวแปรอื่นอีกเลย นอกจากความเลวของทักษิณ

ในกรณีนี้ หากความเลวที่สุดของทักษิณคือไร้ศีลธรรม และตัดตอนอำนาจอื่นเพื่อเถลิงอำนาจเสียเอง คำถามคือ นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าและหลังทักษิณทุกคนล้วนบริสุทธิ์ผุดผ่อง เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมหรือ และใครคือผู้บริหารประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อะไรคือตัวตัดสินว่าต้องจัดการปัญหาความไร้ศีลธรรมของทักษิณอย่างเร่ง ด่วนด้วยวิธีรัฐประหาร และอะไรทำให้เชื่อว่า รัฐประหารจะสามารถแก้ปัญหาความไร้ศีลธรรมของทักษิณ

คำถามซึ่งไม่มีคำตอบเพราะไม่ได้รับโอกาสให้พิสูจน์ก็คือ ทักษิณจะสามารถเถลิงอำนาจเป็นผู้นำที่บ้าคลั่งในความยิ่งใหญ่ของตน โดยไม่แยแสต่อความต้องการของคนที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเขาเข้ามา และที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเขา ก็จะยอมให้เขากดหัวต่อไปอย่างเซื่องๆ ไม่คิดสั่งสอนเขาในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างนั้นหรือ

ใครกันแน่ที่หวาดกลัวทักษิณ คงไม่ใช่ประชาชนที่ “เห็น” และ “สัมผัส” ว่าพวกเขาได้ประโยชน์จากรัฐบาลทักษิณ และคงไม่ใช่ประชาชนที่ “รู้สึก” ว่าพวกเขาได้รับเกียรติของความเป็นคน “เท่าเทียม”จากรัฐบาลทักษิณ แม้ว่าความจริงทักษิณคงไม่ได้ทุ่มเทให้ชาวบ้านขนาดนั้น แต่ชาวบ้านก็รู้จักใช้ประโยชน์จากทักษิณ เช่นเดียวกับที่ทักษิณใช้ประโยชน์จากชาวบ้าน

ประชาชนเหล่านี้มีตัวตนจริง พวกเขาคิดและทำเช่นนั้นด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตของเขา ไม่ใช่เพราะมีผู้จ่ายเงินจ้างเขา ให้บอกคนทั้งโลกว่าเขาคิดและทำเช่นนั้น

ใช่หรือไม่ว่า คนชั้นกลางจำนวนมากและผู้มีอำนาจฝ่ายตรงข้ามทักษิณที่ได้รับประโยชน์น้อยลง เพราะทักษิณ หรือ ไม่ได้ประโยชน์จากทักษิณ หรือ รู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์จากทักษิณต่างหาก ที่พูดว่าทักษิณหลอกประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านที่เป็นคนรากหญ้า แต่คนที่พูดเช่นนั้น ก็ไม่เคยใช้ชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชนที่พวกเขาประนามว่าโง่ และ เห็นแก่เงิน

มีประเด็นเหลื่อมซ้อนกันอยู่มากมายที่ต้องทำความเข้าใจในเรื่องของ ทักษิณ ประชาชนไทย ประเทศไทย และการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็น “ศีลธรรม” ทางการเมืองตามหลักการของอริสโตเติล ที่ถูกใช้เป็นหนึ่งในข้ออ้างกำจัดทักษิณ ด้วยวิธีการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ

เราไม่ควรลืมว่า อริสโตเติลผู้เชิดชูศีลธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไม่เคยแสดงความปลาบปลื้มdemocracy อันมีที่มาจากคำในภาษากรีกว่า demos หมายถึงประชาชน และ kratos หมายถึง รัฐ

ในทัศนะของอริสโตเติล democracy หรือรัฐประชาชนที่ปกครองโดยประชาชนไม่ดี เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนจนซึ่งไม่มีความรู้ และขาดทักษะในการปกครอง เมื่อคนจนหลายคนพยายามทำหน้าที่ผู้ปกครอง รัฐจึงอ่อนแอเพราะขาดการจัดการอย่างเหมาะสม แต่การปกครองในรูปแบบตรงข้าม คือ oligarchy หรือปกครองโดยคนร่ำรวยกลุ่มน้อยก็ไม่ดี เพราะคนเหล่านี้ไม่สนใจประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ศาสตราจารย์ยังกล่าวว่า ทักษิณเป็นบุคคลอภิสิทธิ์ ที่มีสิทธิพิเศษในการผูกขาด ดังนั้น การปกครองของทักษิณจึงเป็นการปกครองโดยคนชั้นสูงกับกลุ่มคนร่ำรวยที่มี อภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ซึ่งในแง่นี้ รัฐบาลทักษิณย่อมเข้าข่าย oligarchy แต่ชาวบ้านผู้ได้ประโยชน์จากทักษิณในนาม “ประชาธิปไตยกินได้” ที่มิได้หมายถึงการซื้อสิทธิขายเสียง และผู้ที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตยคงไม่เห็นด้วยกับศาสตราจารย์

อริสโตเติลเสนอว่า การปกครองที่ดีกว่า oligarchy และ democracy และอีกหลายระบบที่เขากล่าวถึง ซึ่งน่าจะเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดคือ aristocracy หรือการปกครองโดย “คนดีที่สุด ผู้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม” นั่นคือ ขณะที่การปกครองระบบอื่นๆ มุ่งความสำคัญไปที่ผลประโยชน์หรือความมั่งคั่งของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง aristocracy ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของทุกคนบนพื้นฐานของความดีหรือศีลธรรม

ในทางปฏิบัติ aristocracy ของอริสโตเติล เกิดขึ้นได้ยากพอๆ กับสังคมยูโทเปีย (Utopia) ของโธมัส มอร์ (Thomas Moore) เพราะเป็นการง่ายที่จะกล่าวว่าฉันเป็นคนดีมีศีลธรรมที่สุด แต่ปัญหาคือใครจะเป็นผู้ตัดสิน เช่นในสังคมหนึ่งมีข้อกำหนดว่าการฆ่าชีวิตผู้อื่นเป็นบาป แต่คนอ้างตัวเป็นคนดีคนหนึ่งบอกว่าฆ่าคนไร้ศีลธรรมไม่บาป ก็จะเกิดคำถามว่า ใครคือผู้กำหนดว่าใครไร้ศีลธรรม ถ้าเราเป็นศัตรูของอีกฝ่าย เราจะคิดอย่างไร และ จริงๆ แล้ว การฆ่าชีวิตอื่นบาปหรือไม่บาป

ในกรณีนี้ ความดีมีศีลธรรมจึงอาจไม่ใช่ความดีมีศีลธรรมจริง หากเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อประโยชน์ของใครก็ตามที่ต้องการขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง

บางที สังคมไทยอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า แม้เราจะต้องการศีลธรรม แต่การเมืองก็ไม่ใช่เรื่องของความมีศีลธรรมหรือความไม่มีศีลธรรม เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ทำให้หายไปไม่ได้ สิ่งที่ควรคิดและทำก็คือ จะจัดการกับแง่มุมต่างๆ อย่างไรให้สังคมมีปัญหาน้อยที่สุด ซึ่งไม่ใช่ด้วยข้ออ้างทางศีลธรรม

ข้อเรียกร้องศีลธรรมสูงส่งในทางการเมือง อาจใกล้เคียงกับการชักนำประเทศไปสู่เส้นทางที่จะยกระดับเป็นรัฐศาสนา แต่รัฐศาสนาต้องไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งน่าสนใจว่า แม้ผู้นำเผด็จการของรัฐศาสนาเอง ก็เป็นได้เพียงคนที่อยู่ในคำสั่งของศาสนา แต่ผู้นำเผด็จการจะมีปัญญาสำรวมขนาดนั้นเชียวหรือ

คนดีมีศีลธรรมจำนวนมากในประเทศไทย มักใช้กรอบคิดแบบอริสโตเติลชี้นำว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุดและมีช่องโหว่เยอะ เพราะคนหมู่มากโง่และไม่มีศีลธรรม ศาสตราจารย์ยังระบุในบทความ Thailand: Democracy without Ethics? ว่า ทักษิณจ่ายเงินซื้อชาวบ้านเสื้อแดง และเขามั่นใจเช่นนั้นโดยไม่มีคำถาม

ศาสตราจารย์ยังให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงเศร้าใจว่า “พี่พงศ์” ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเขาที่บ้านเชียงรักทักษิณเพราะเชื่อว่าทักษิณจะให้ เงินเพื่อดูแลเขา

สำหรับคนที่มีชีวิตห่างไกลชาวบ้าน ประโยคข้างต้นของ “พี่พงศ์” แปลว่าชาวบ้านเห็นแก่เงิน และโง่อย่างน่าสงสารจึงยอมขายตัวให้ทักษิณ แต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านและให้ความเคารพชาวบ้านว่าเป็นคนที่ เท่าเทียม ประโยคนี้หมายความว่า นโยบายของทักษิณทำให้พวกเขารู้สึกว่ารัฐบาลเห็นหัวคนจน ทำให้พวกเขาเข้าใกล้โอกาสมีเงินจับจ่ายใช้สอยเพื่อความสะดวกในชีวิตมากขึ้น เหมือนที่คนเมืองมีโอกาสมานานแล้ว

เรื่องชาวบ้านเห็นแก่เงินนั้น อาจเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ได้ เช่นเดียวกับคำกล่าวหาที่ว่าชาวบ้านทั้งประเทศไม่มีศีลธรรมและโง่ แต่ชาวบ้านก็มีสิทธิแย้งว่า “ท่านอยากแลกชีวิตรวยๆ ดีๆ หอมๆ ของท่านกับชีวิตจนๆ และทุกข์ยากของข้าพเจ้าไหม วันนี้ข้าพเจ้าทำงานได้เงินมาจึงซื้อเหล้าดื่ม ท่านยุ่งอะไรด้วย ถ้าข้าพเจ้าอยากนิพพาน ข้าพเจ้าก็ไปบวชแล้ว เวลามีเลือกตั้ง ข้าพเจ้าก็เลือกนักการเมืองที่ให้ประโยชน์กับข้าพเจ้า นี่คือการเมืองในโลกแห่งกิเลสขอรับ นี่คือการเมืองในโลกที่ท่านและข้าพเจ้าต่างต้องทำมาหารับประทานเลี้ยงตัวเอง ให้รอด แล้วถ้าข้าพเจ้าไอคิวต่ำกว่าท่านเพราะตอนเด็กไม่มีโอกาสได้กินอาหารครบหมู่ แถมขาดไอโอดีน ท่านจะจับข้าพเจ้าไปยิงทิ้งรึ”

เป็นเรื่องยากสำหรับชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ที่จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ปกครองที่มีการศึกษาดีเลิศ มีทักษะในการปกครองดีเลิศ รู้ถูกรู้ผิดดีเลิศ แต่กระนั้น ดีเลิศของ aristocracy อาจไม่ดีเลิศสำหรับชาวบ้านก็ได้

โดยนัยนี้ aristocracy ซึ่งอาจถือเป็นพัฒนาการด้านดีกว่าของ oligarchy จึงมีความหมายเดียวกับ bureaucratic polity ซึ่งหมายถึงอภิชนาธิปไตยหรืออมาตยาธิปไตย หรืออธิปไตยในมือของคนชั้นสูงที่อ้างตนว่าดีกว่าประชาชนทั่วไป

ในอีกแง่หนึ่ง ระบอบการปกครองตามทัศนะของอริสโตเติล ที่สอดคล้องกับความจริงในสังคมมนุษย์มากกว่า aristocracy น่าจะเป็น politeia หรือ polity ที่คนอเมริกันหลายคนเชื่อว่าใกล้เคียงความหมายของ democracy ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ หรือใกล้เคียงระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันของประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด นั่นคือทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียม แม้ว่า polity ในยุคของอริสโตเติล ผู้หญิง เด็ก และทาสจะไม่มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองก็ตาม

กล่าวในเชิงหลักการ polity เป็นส่วนผสมของ oligarchy และ democracy นั่นคือทุกคน ทั้งคนรวย มีการศึกษา มีสถานะทางสังคม (คนกลุ่มน้อย) และคนจนโง่ (คนหมู่มาก) ต่างอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน จึงต้องมีบทบาททางการเมืองในสังคมร่วมกัน เพื่อถ่วงดุลย์กันและกัน แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่สามารถตัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกไปได้

ประชาธิปไตยแบบอเมริกันบอกว่า พลเมืองทุกคนต่างมีบทบาทในรัฐบาล เพราะทุกคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว คนที่เข้ามาสู่ระบบการเลือกตั้ง จะเป็นคนมีเงินเนื่องจากการเลือกตั้งต้องใช้เงินเพื่อการรณรงค์ ดังนั้น ผู้นำประเทศจึงมักเป็นคนร่ำรวย แต่ข้อสำคัญคือผู้นำเหล่านี้ ต้องให้ความเคารพชาวบ้านหรือคนรากหญ้าที่ให้เสียงสนับสนุนจนเขาได้เป็น รัฐบาล และต้องเคารพเสียงของคนชั้นกลางจำนวนมากในอเมริกา ซึ่งเป็นผู้สร้างสมดุลย์ระหว่างเสียงของคนรวยกับคนจนด้อยโอกาส

หลักคิดแบบประชาธิปไตยอเมริกันคือ ให้ความสำคัญกับอิสรภาพ เสรีภาพ และความเท่าเทียม อันเป็นแนวทางของเสรีชน ไม่ใช่หลักคิดแบบอภิชนาธิปไตยหรืออมาตยาธิปไตย

ถึงที่สุดแล้ว เมื่อพูดเรื่องการเมือง อาจไม่จำเป็นต้องอ้างว่านักคิดหรือนักวิชาการสมัยใดคิดอย่างไร เพราะความจริงที่เห็นและเป็นอยู่ก็คือ ใครอยากได้อะไรหรือต้องการอะไรในทางการเมือง ก็ควรไปต่อสู้ให้ได้มา รวมถึงบางคนที่รวยแล้ว มีอันจะกินแล้ว ซึ่งสู้ด้วยปากและไม่มีอะไรออกจากปากมากนัก นอกจากคำว่า “ความดี”

ที่มา ประชาไท

ความความคิดเห็นจากบอร์ดประชาไท

ความคิดเห็นของ doctor J (visitor) (127.0.0.1 58.8.220.24) .. Tue, 2009-09-15 11:24


ข้อสังเกตส่วนตัวต่อแนวคิดของYoung

ตามที่นายยังอ้างในบทสัมภาษณ์ว่าเขาคุ้นเคยกับประเทศไทยมานาน รู้จักประเทศไทยคนไทยดี แต่ฝรังคนอื่นๆและสื่อฯฝรังหลายคนรุ้จักเมืองไทยแค่ผิวเผินย่อมเข้าใจประเทศ ไทยไม่ดีเท่านายยัง ให้ความเห็นที่ถูกต้องเท่านายยังไม่ได้

หนึ่ง นายยังอ้างว่าสนิทกับสฤษดิ์ และออกจะชื่นชมว่าเป็นคนที่ทำคุณูประการให้สังคมไทยมากมาย ผมถามคนไทยว่า คุณเห็นด้วยกับยังในข้อนี้หรือไม่ ว่าจอมเผด็จการคนนี้สร้างคุณูประการให้เมืองไทย น่ายกย่อง เป็นคนดี? แต่ถ้าช.การช่างบอกว่าเป็นคนดีผมคงไม่แปลกใจ หรือเสธ พลบอกว่าเป็นคนดี ผมคงไม่แปลกใจเพราะทำสมบัติตกหล่อนไว้มากมาย นายยังยังบอกว่าป๋า ป.ของผมเป็นคนดี ดีจริงหรือครับ? ซื่อสัตย์? ไม่เคยทุจริต? ลองถามคุณอะไรนะที่อยู่สำนักงานทรัพย์สินฯซิครับวาตอนนั้นลาออกจากคณะ รัฐมนตรีเพราะอะไร รัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบยุคนั้น ซื่อสัตย์? ไม่มีคอรัปชั่น? ถามประชาธิปัตย์ดูซิว่าจริงมั้ย? แนวคิดที่นายยังสะท้อนออกมา ทำให้ผมสงสัยมากๆเลยว่าแกรู้จักเมืองไทยจริง? รู้ดีกว่าสื่อฝรังยุคนี้จริง?

สอง แนวคิดว่าผู้ปกครองต้องมี"ศีลธรรม" นั่นแหละแนวคิดแบบ จักรพรรดิราช,ธรรมราชาโดยแท้เลย ประเภทที่ผู้ปกครองแสนดีแสนวิเศษมาจากสวรรค์ ไม่ต้องมาตรวจสอบ ไม่ต้องมาวิจารณ์ เพราะดีสมบูรณ์แบบ นายยังช่วยบอกหน่อยว่ามีที่ไหนในโลกนี้ ผู้ปกครองทุกคนก็เห็นอ้างตัวว่าเป็นคนดีทั้งนั้น ไม่เคยเห็นมีคนไหนบอกว่าตัวเองเลว ต้องคอยหมั่นตรวจสอบ

การศึกษาสูงๆ จากสถาบันมีชื่อ ก็มิได้เป็นหลักประกันเลยว่าจะมีวิจารณญาณที่ดีเสมอไป นายคนนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง หรือไม่อย่างนั้น อาจมีปัญญาดีจริง แต่ถูกบดบังด้วยมิจฉา อคติ หรือผลประโยชน์ก็ได้ ผมไม่กล้าสรุปเพราะไม่มีหลักฐานบ่งชี้ เพียงแค่ตั้งข้อสังเกต


ความคิดเห็นของ 666 (visitor) (127.0.0.1 61.90.249.221) .. Tue, 2009-09-15 09:51

ผมขอวิจารณ์บทวิจารณ์ของคุณอีกทีก็แล้วกันนะครับ

1. ข้อวิจารณ์ข้อเสนอของยัง 2 ข้อแรก เป็นข้อวิจารณ์ที่อ่อนแอมาก ซึ่งใช้ไม่ได้เลยครับ ถ้าคุณอ่านอริสโตเติลมาดี ก็น่าจะรู้ว่าอริสโตเติลให้ความสำคัญกับตรรกะมาก (ตรรกวิทยาปัจจุบันก็เป็นระบบที่มีพื้นฐานมาจากอริสโตเติล)

สำหรับประเด็นที่ 1 การทำลายเนื้อหาของยัง โดยการตั้งข้อสังเกตว่าเราไม่จำเป็นต้องเชื่อฝรั่ง เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เป็นฝรั่งชั้นสูง (มาอีกแล้ว ท.ชนชั้น ซึ่งคุณคงคิดว่ามันใช้ได้กับทุกเรื่อง-บอกตรงๆ เลยครับมันเชยมากๆ) ซึ่งการทำแบบนี้คุณไม่ได้วิจารณ์เขาที่เนื้อหาเลย คุณแค่ดิสเครดิตเขาเท่านั้นเอง เป็นข้อวิจารณืที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเลย

ดังนั้นเวลาที่เราจะบอกว่าความเห็นเขาน่าเชื่อหรือไม่น่าเชื่อมันไม่ใช่ดูที่เครดิตของผู้พูด แต่ต้องดูที่เนื้อหา

แต่ความจริงแล้ววิธีการเอาฝรั่งมาอ้างนี่ผมเห็นบ่อยในประชาไทนะครับ ไม่เห็นเคยเห็นบทความคุณวิจารณ์ในลักษณะเดียวกันนี้กับฝรั่งพวกนั้นเลย มันสะท้อนถึงความคงเส้นคงว่าของมาตรฐานขอคุณเองที่วิจารณ์ยังหรือหยุ่น ข้อนี้สิแปลก

สำหรับประเด็นที่ 2 ผมเชื่อว่าการตัดสินถูกผิดไม่ใช่แบบวิธีการตัดสินแบบอัตวิสัย (Subjective) ครับ การบอกว่ายังพูดถูกเพราะชอบเพราะถูกใจ คนที่เป็นคิดอะไรได้แบบนั้นด้วยข้ออ้างเช่นนี้มันไม่น่าเชื่อถือตั้งแต่ต้น แล้วล่ะครับ การที่เราจะคุยกันได้หาข้อตัดสินอะไรร่วมกันได้ เราจำเป็นต้องยอมรับความเป็นวัตถุวิสัย (Objective) ร่วมกันประมาณหนึ่งเราถึงจะคุยกันได้ แต่ถ้าจะยืนยันว่าทุกอย่างเป็นค่าในแบบอัตวิสัยหมด ก็เลิกพูดกันครับ เพราะไม่มีประโยชน์ (ฉันชอบฆ่า แกไม่ชอบฆ่า เพราะฉะนั้นเราเลยรู้ไม่ได้ว่า การฆ่าผิดหรือถูก ตรรกะแบบนี้ใช้ไม่ได้นะครับ)

ตัวอย่างเช่นเรื่องการเมืองหรือประเด็นสาธารณะ เราต้องยอมรับว่าสิ่งที่ดีสำหรับทางการเมืองคือสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ สาธารณะ (ต่างจากประโยชน์ของแต่ละบุคคล) ถ้าเราเข้าใจกรอบนี้ เวลาที่ยังพูดถึง ดี มีศีลธรรม หรือบอกว่าข้อเสนอของยังเกี่ยวกับสังคมไทยมันดี นั่นคือ มันเป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์เรื่องประโยชน์สาธารณะ หรือปัญหาทางการเมืองที่เรากำลังมองอยู่ มากกว่าตอบโจทย์ความชอบให้กับพวกใดพวกหนึ่ง

2. ส่วนประเด็นที่ 3 ของคุณนี่แตกหลายประเด็นมากนะครับแต่เต็มไปด้วยเหตุผลบกพร่องเยอะมาก รวมถึงส่วนที่อ้างถึงอริสโตเติลด้วย ผมจะลองยกตัวอย่างบางอันมาให้ดูนะครับ

2.1 ทางสองแพร่งของอริสโตเติ้ลที่คุณอ้างมาสงสัยว่าจะอ้างผิดนะครับ ผมยังไม่เคยอ่านเจอเลยครับ ระหว่างปกครองโดยคนๆ เดียวที่ไร้ศีลธรรม กับ รัฐประหารที่ละเมิดกฎหมาย ผมอ่านจะอ่านไม่ละเอียดพอ แต่ก็ไม่เคยได้ยินจริงๆ ครับ

2.2 "นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าและหลังทักษิณทุกคนล้วนบริสุทธิ์ผุดผ่อง เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมหรือ" คุณอ้างว่าคนก่อนๆ ก็ไม่ได้ดีไปกว่าทักสิน แต่การวิจารณืแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้การกระทำของทักสินดีนี่ครับ การยืนยันว่าทักสินเลวก็ยังใช้ได้อยู่ ข้ออ้างแบบนี้ใช้ไม่ได้หรอกครับ อย่างเช่น ป้าคนนึงเล่นไพ่แล้วถูกจับ ป้าก็เลยบอกว่า โจรเลวกว่าทำไมไม่ไปจับโตร หรือตำรวจเองก็รีดไถประชาชนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันไม่ผิด ไม่ใช่นะครับ คือมันก็ยังผิดอยู่ดีไงครับ

2.3 ทักสินให้ศักดิศรีให้ประชาธิปไตยทื่แท้จริงกับชาวบ้าน คุณกล้ายืนยันอันนี้จริงหรือเปล่าครับ เอาแค่เรื่องความเสมอภาคก็ได้ทักสินทำให้คนในสังคมเสมอภาคจริงหรือ ผมเห็นพวกนึงที่กลายเป็นชนชั้นใหม่ขึ้นมาเลย อย่างพวกนามสกุลชินวัตร หรือกลุ่มนักธุรกิจการเมืองซึ่งเป็นชนชั้นกลุ่มใหญ่เลยเกิดขึ้น ใครต่อสายกับพวกนี้ได้ก็จะมีอภิสิทธิ์ในสังคมขึ้นมาทันทีเลย ชาวบ้านก็รอแต่พวกมันจะเอื้ออาทรอะไรเป็นโอกาสต่อไป นี่หรือครับความเสมอภาคในแบบประชาธิปไตยของคุณ

2.4 "สังคมไทยอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า แม้เราจะต้องการศีลธรรม แต่การเมืองก็ไม่ใช่เรื่องของความมีศีลธรรมหรือความไม่มีศีลธรรม" "ข้อเรียกร้องศีลธรรมสูงส่งในทางการเมือง อาจใกล้เคียงกับการชักนำประเทศไปสู่เส้นทางที่จะยกระดับเป็นรัฐศาสนา" ถ้าอาจารย์ของคุณคนไหนเคยสอนคุณแบบนี้ก็อย่าไปเชื่อเขาเลย ครับมันแคบมาก เพราะมันมีคำอธิบายชุดอื่นๆ อีก แต่จะให้ผมมาแย้งก็เสียเวลาครับ (สิ่งที่คุณเสนอมามันไม่ใช่สัจพจน์หรอกครับ) และการปกครองทีมีคุณธรรมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐศาสนาหรอกครับ ลองคิดง่ายๆ ถ้าเราไม่นับถือศาสนาใดเลย เรายังสามารถเป็นคนดีได้มั้ย ได้นะครับ เช่น คนดีในที่นี้อาจจะหมายถึงการไม่ไปละเมิดผู้อื่นไงครับ (ความดีแบบรัฐเลยนะครับนี่)

2.4 จริงๆ แล้วการปกครองของอริสโตเติลคือการปกครองโดยนักปรัชญานะครับ ไม่ใช่พวกมากพวกน้อย คนเดียวหริอคนเยอะอะไรอย่างนั้น เพราะเขาเชื่อว่านักปรัชญาเป็นผู้ที่มีความสามารถในการใช้เหตุผล ซึ่งเหตุผลจะนำไปสู่การมีคุณธรรม และคุณธรรมของอริสโตเติลมันมีภาคปฏิบัติซึ่งเป็นเรื่องที่เรียนรู้ใช้งาน (ไม่ใช่ว่าเป็นนักปรัชญาแล้วจะไม่เข้าใจคนจน) คนที่มีเหตุผลและมีปัญญาคงจะไม่เอาของกินไปล่อหลอกชาวบ้านหรอกครับ แต่ยอมรับว่าแนวคิดแบบนี้มันเกินจริง (ที่จะมีผู้ปกครองเป็นนักปรัชญาตามแนวคิดแบบอริสโตเติล) แต่ที่สำคัญคือ เขาไม่ใช้ความอยาก ชอบไม่ชอบ ได้ประโยชน์ไม่ได้ประโยชน์ กินได้กินไม่ได้ มาล่อหลอกคนแบบประชาธิปไตยแบบทักสินที่คุณยกย่องหรอกครับ จุดสำคัญที่ยังเอาอริสโตเติลมาอ้างคือ

"หากคุณเป็นประชาธิปไตยแต่คุณฉ้อโกง ทำร้ายผู้อื่น เราเรียกว่าทรราช คุณไม่มีศีลธรรม นั่นเป็นระบบที่เลวร้าย อริสโตเติลกล่าวว่าทุกๆระบบไม่ว่าจะเป็นระบอบกษัตริย์ ขุนนางหรือประชาธิปไตย ต้องมีกฎหมาย มีศีลธรรม และเป็นธรรมที่จะควบคุมอำนาจในทางมิชอบ"

และการบอกว่าประชาธิปไตยแบบอเมริกันใกล้กับ polity หรือ ทักสินกำลังจะทำให้ประชาธิปไตยไทยเป็นแบบ polity นี่ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ ลองไปทบทวน 2.3 ดูครับ

3. สิ่งที่ผมเห็นว่ายังนำเสนอได้น่าสนใจต่างจากนักวิชาการหรือพวกอยากเป็นนัก วิชาการในประชาไท คือ การไม่เอาสังคมการเมืองไทยไปยัดให้ลงกล่องทฤษฎีชนชั้นแบบสังคมตะวันตก ซึ่งมันใส่ไม่ลงครับ จะใส่ให้ลงต้องตัดแขนตัดขาทิ้ง แต่ยังอธิบายว่า สังคมไทยเป็นระบบชนชั้นแบบอุปถัมภ์ (ผมเรียกเอง) อาศัยสายสัมพันธ์มากกว่าเรื่องชนชั้น เจ้าข้า นายทุนลูกจ้างอะไรแบบนั้น สังคมไทยรับใช้คนที่อุปถัมภ์ตัวได้ ซื่อสัตย์ต่อคนที่ให้ประโยชน์ตัวได้ สมัยก่อนคือเจ้าและข้าราชการ แต่สมัยนี้มันเปลี่ยนไป มันเป็นการอุปถัมภ์ระหว่างนายทุนกับลูกจ้าง คนมีเงินกับคนไม่มีเงิน ทักสินใช้ระบบนี้เข้ามายึดครองประเทศไทย และนั่งอยู่บนยอดปิรามิดของระบบอุปถัมภ์อันใหม่นี้ ซึ่งผมคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไม่เอาปิรามิดอันเก่า แต่เอาอันใหม่ เพราะมันก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ของสังคมเสรีประชาธิปไตยจริงๆ

สังคมประชาธิปไตยมีสายสัมพันธ์ในแนวราบ คนจะต่างกันไม่มากนักในทางสถานะ หรือการมีอำนาจ แต่มันจะมีสายสัมพันธ์ระหว่างกันในแบบที่มีผลประโยชน์ที่จะต้องรักษาร่วมกัน ผมว่ายังวิจารณ์ว่าทักสินไม่เป็นคนไทยในความหมายนี้ เพราะเขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่ได้นั่งอยู่บนยอดของชนชั้นอุปถัมภ์นี้แล้ว เขาไม่มีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เลย ที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกับคนไทยคนอื่นๆ (เช่น พยายามให้ประเทศไปต่อได้ ถึงแม้เขาจะพ่ายแพ้) ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นที่ยังยกเทียบกับสฤษ และ ป. หรืออื่นๆ ที่เขายังมีสายสัมพันธ์กับคนไทยอยู่บ้าง (ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่ดีอะไร) คือ เขายังเห็นว่าตัวเขาเล็กกว่าประเทศ แต่ทักสินคิดว่าตัวเขาใหญ่กว่าประเทศ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ต้องสนใจอะไร

เขียนนานเลย พยายามอ่านดูหน่อยแล้วพิจารณาดูหน่อยก็แล้วกันครับ

ปกครองโดยคนๆ เดียว ดี คือ Kingship / เลว คือ Tyranny
ปกครองโดยคนส่วนน้อย ดี คือ Aristocracy / เลว คือ Oligarchy
ปกครองโดยคนจำนวนมาก ดี คือ Polity / เลว คือ Democracy

ถ้าคิดแบบอริสโตเติลก็จะต้องเลือกฝั่งดีครับ แบบไหนก็ได้ แต่เป็นไปได้มากสุดก็คือ polity การบอกว่า polity คือ democracy นี่ผิดอย่างแรงครับ และบอกว่าอเมริกาและประชาธิปไตยแบบทักษิณนี่ใกล้เคียงกับ polity นี่ไปกันใหญ่ครับ


ความคิดเห็นของ doctor J (visitor) (127.0.0.1 58.8.220.24) .. Tue, 2009-09-15 10:56

ไม่ บ่อยนักที่จะพบว่า คำวิจารณ์ของผู้อ่านนั้น"ดี"กว่าบทความเดิมเสียอีก บทวิจารณ์ของคุณ666เข้าข่ายอันนี้ ของแสดงความคารวะในการโต้แย้งผู้เขียนได้อย่างมีเหตุผลมากที่สุด เท่าที่เคยเห็น(และไม่ค่อยได้พบบ่อยนักในประชาไท(ไทย))มา เลื่อมใส เลื่อมใส และอยากเห็นความเห็นที่มีคุณภาพดีๆแบบนี้มากขึ้น แม้จะไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด

ผมมีข้อสงสียและไม่มั่นใจตามที่คุณ666ตีความว่า สังคมประชาธิปไตย มีสายสัมพันธ์ในแนวราบ คนจะต่างกันไม่มากนักในทางสถานะ หรือการมีอำนาจ แต่มันจะมีสายสัมพันธ์ระหว่างกันในแบบที่มีผลประโยชน์ที่จะต้องรักษาร่วมกัน ผมว่ายังวิจารณ์ว่าทักสินไม่เป็นคนไทยในความหมายนี้ เพราะเขารู้สึกว่าถ้าเขาไม่ได้นั่งอยู่บนยอดของชนชั้นอุปถัมภ์นี้แล้ว เขาไม่มีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เลย ที่จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกับคนไทยคนอื่นๆ (เช่น พยายามให้ประเทศไปต่อได้ ถึงแม้เขาจะพ่ายแพ้) ซึ่งประเด็นนี้คือประเด็นที่ยังยกเทียบกับสฤษ และ ป. หรืออื่นๆ ที่เขายังมีสายสัมพันธ์กับคนไทยอยู่บ้าง (ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่ดีอะไร) คือ เขายังเห็นว่าตัวเขาเล็กกว่าประเทศ แต่ทักสินคิดว่าตัวเขาใหญ่กว่าประเทศ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ต้องสนใจอะไร

ผมยังไม่มั่นใจตามที่คุณเห็นว่าสฤษดิ์ แปลก ยังมีสายสัมพันธ์กับคนไทยอยู่บ้าง (ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่ดีอะไร) คือ เขายังเห็นว่าตัวเขาเล็กกว่าประเทศ คุณมีหลักฐานอะไรยืนยันความเห็นอันนี้ สฤษดิ์ม้ามแตกตายไปก่อน แปลก ยอมรับการแพ้ในเกมการเมืองแบบชายชาติทหารหรือว่าเขาไม่มีโอกาสจะ"กลับมา "มากกว่า มีหลักฐานว่าเขาสามารถกลับมาได้แต่สมัครใจไม่กลับมาเองหรือเปล่า? ในสายตาผมทั้งหมดล้วนมองเห็นตัวเองเหนือประเทศทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นเป็นเผด็จการไม่ได้หรอก


ความคิดเห็นของ 666 (visitor) (127.0.0.1 61.90.249.221) .. Tue, 2009-09-15 11:33

1. เรื่องสฤษ กับ ป. นี่ ผมก็ไม่รู้ในรายละเอียดนะครับว่า หลังจากเขาล้มไปแล้ว เขาคิดอย่างไร แต่ที่เป็นข้อมูลในเชิงประจักษ์คือ การที่สังคมไทยไม่มีสฤษ หรือ ป. สังคมไทยก็ไม่ได้ปั่นป่วนเพระพวกเขาเท่าไหร่ ซึ่งต่างจากกรณีทักสิน เขาเป็นปัจจัยหลักในความปั่นป่วนที่ตามมาภายหลังจากที่รัฐบาลของเขาล้มลงไป เทียบกับ อ.ปรีดี คงจะชัดกว่า อ.ปรีดีพ่ายแพ้ความไม่ชอบธรรม (ถ้าจะอ้างว่ากระบวนการล้มทักสินไม่ชอบธรรม ก็คงคล้ายกัน) แต่ อ. ก็ไม่ทำแบบทักสิน เช่น ดิสเครดิตประเทศตัวเอง สร้างปลุกมวลชนฝ่ายตัวให้ออกมาสร้างความปั่นป่วนไม่หยุด ทั้งหมดนี้เขาทำเพื่อใครครับถ้าไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง และเงินของเขา

ส่วน "ทักษิณยังมีข้อแตกต่างกับพวกเผด็จการรุ่นก่อน เขาพยายามเข้ามาตามกติกาที่รธน.วางเอาไว้ แม้จะเป็นการฉวยโอกาสจากช่องโหว่ จุดอ่อนของกติกา แลจุดอ่อนของคนไทย แต่ก็ยังเป็นแค่การขี้โกงในเกม ไม่ได้แหกกฏ ล้มกระดาน" ท่อนแรกเห็นด้วยครับ ส่วนท่อนหลังไม่แน่ใจว่ามันเลวน้อยกว่ายังไง โกงในเกมกับโกงนอกเกม โกงตามกฎ (ที่ตัวเองเป็นผู้คุมและสร้างกฎ) กับโกงแหกกฎ เล่นในกระดานที่ตัวเองคุมได้ทั้งหมด (ศาล องค์กรอิสระ กกต สภา สื่อ) กับ การล้มกระดานแบบที่ว่า

2. พูดเรื่องคนดีนี่เพ้อเจ้อแน่ครับ แต่ถ้าคุณอ่านของผมให้ดี คนดีแบบผมนี่ไม่ใช่ดีแบบนักบวช หรือ นางสาวไทย อะไรแบบนั้นหรอกนะครับ ดีทางการเมืองมันมีข้อเดียวสั้นๆ เท่านั้นเอง คือ การกระทำที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ถ้าเราคาดหวังความดีแบบนี้จากระบบ ผู้นำ ไม่ได้ เราจะใช้เกณฑ์อะไรในการออกไปเลือกตั้งล่ะครับ เราก็ต้องเลือกคนที่สามารถสร้างหรือปกป้องประโยชน์สาธารณะนั้นได้ใช่มั้ย ครับ ถ้าเชื่อแบบอริสโตเติล การเมืองก็คือสิ่งที่จะนำไปสู่ชีวิตที่ดี ถ้าการเมืองไม่นำไปสู่การมีชีวิตที่ดีได้ คุณจะเอาหรือครับ คราวนี้ก็ต้องเถียงกันว่า ทักสินมันสร้างชีวิตที่ดีจริงหรือ หรือว่ามันเลวกว่าเก่า

ให้ผมยกตัวอย่างก็ประเทศเสรีประชาธิปไตยทั่วไปเลยครับ อเมริกา อังกฤษ สแกนดิเนเวีย เขาเลือกผู้นำจากคนที่เขาคิดว่าสามารถสร้างสรรค์ประโยชนืสาธารณะ หรือปกป้องประโยชน์ของเขาได้ดีกว่า ดีคือแบบนี้ครับ อย่าไปเข้าใจว่าดีแบบนักบวช ดีแบบนางสาวไทย แต่ผมว่าที่คุณอ้างว่า "พอตัดสินว่าดีแล้วไม่ต้องตรวจสอบ มอบอำนาจให้เป็นฮ่องเต้? " วิธีคิดแบบนี้มันคล้ายกับคนที่สนับสนุนทักสินมากกว่านะครับ ไม่ใช่แบบที่ผมเสนอหรอก


แต่ทักษิณยังมีข้อแตกต่างกับพวกเผด็จการรุ่นก่อน เขาพยายามเข้ามาตามกติกาที่รธน.วางเอาไว้ แม้จะเป็นการฉวยโอกาสจากช่องโหว่ จุดอ่อนของกติกา แลจุดอ่อนของคนไทย แต่ก็ยังเป็นแค่การขี้โกงในเกม ไม่ได้แหกกฏ ล้มกระดาน ดังนั้นวิธีการมองปัญหาทักษิณ ควรมองย้อนไปดูว่าระบบของเรามีจุดอ่อนอย่างไร สังคมไทยมีจุดอ่อนตรงไหน แล้วแก้จุดอ่อนตรงนั้น เพื่อให้ระบบเข้มแข็งขึ้น รองรับทักษิณหรือใครก็ตามได้ดีขึ้นต่างหาก จึงจะเป็นการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ไช่การปฏิเสธแค่ตัวบุคคลที่ชื่อทักษิณ แต่ยังจมปลักอยู่กับระบบเดิมๆ ที่มีปัญหามากมายและล้าหลัง

เลิกเพ้อเจ้อเรื่องคนดีได้แล้ว คนที่มีสติปัญญาดีอย่างคุณน่าจะเข้าใจได้ว่าไม่ไช่ทางออก เพราะไม่มีใครตัดสินได้ว่าใครดี และคนดีกลับใจไปชั่วไม่ได้หรือไง พอตัดสินว่าดีแล้วไม่ต้องตรวจสอบ มอบอำนาจให้เป็นฮ่องเต้? ถ้าแนวคิดนี้เป็นไปได้จริง คงมีคนใช้ไปนานแล้ว ลองยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในแนวทางนี้ให้ดูหน่อย


ความคิดเห็นของ นักปรัชญาชายขอบ (visitor) (127.0.0.1 10.21.1.198, 202.29.83.65) .. Tue, 2009-09-15 11:56
ขออนุญาต แลกเปลี่ยนกับ doctor

ขออนุญาต แลกเปลี่ยนกับ doctor J ครับ

ผมคิดว่าคนดีนั้นตัดสินได้ครับ และมี "กรอบ" ใดกรอบหนึ่งสำหรับตัดสินเสมอครับ เพียงแต่เราต้องรู้ว่าเราควรใช้กรอบไหนตัดสิน "คนดี" สำหรับเรื่องอะไร/ภารกิจอะไร

เช่น เมื่อเราเลือกผู้แทนของเราในกรอบของสังคมประชาธิปไตย เราก็ต้องใช้กรอบความเป็นประชาธิปไตยตัดสินครับ คนที่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เช่น ใช้อำนาจรัฐ แทรกแซงสื่อ องค์กรอิสระ ฯลฯ เพื่อผลประโยชน์ตนเองและพรรคพวก คนที่ใช้เสียงข้างมากออกกฎหมายเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจในเครือของตนเองและ พรรคพวก คนที่พฤติกรรมไม่โปร่งใส ไม่ยอมรับการตรวจสอบ หรือหาทางหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ คนที่สมคบคิดกับทหาร อำมาตย์ หรืออำนาจนอกระบบเพื่อก้าวขึ้นมามีอำนาจทางการเมือง ฯลฯ คือคนไม่ดีตาม "กรอบประชาธิปไตย" ครับ และเราต้องไม่เลือกคนที่มีพฤติกรรมเช่นนี้มาเป็นผู้แทนของเรา (ถ้าเรามีตัวเลือกที่ดีกว่านะครับ)

ผมคิดอย่างตรงไปตรงมาว่า ศาสนา เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม ฯลฯ ก็มี "กรอบ" หรือ "เกณฑ์" ตัดสินคนดีของเขาครับ สังคมประชาธิปไตยก็ต้องมี "กรอบ" หรือเกณฑ์ตัดสิน "คนดี" ที่ควรเป็นผู้แทนของปวงชน เช่น คนมีนิสัยเผด็จการไม่ยอมรับฟัง และไม่เคารพความเห็นต่าง ย่อมไม่ใช่คนดีตามกรอบประชาธิปไตย (แต่เขายังมีสิทธิที่จะเสนอตัว เสนอนโยบายให้ประชาชนเลือกนะครับ ประเด็นนี้ไม่เกี่ยวกับการเป็น "คนดี" ตามกรอบประชาธิปไตยหรือไม่ แต่ประชาชนก็ควรเลือกผู้แทนที่มี "นิสัย" (character)เป็นนักประชาธิปไตยมากกว่าจอมเผด็จการมิใช่หรือ?)

ผมเห็นด้วยว่าเราต้องสร้าง "ระบบที่ดี" แต่สถาบันการศึกษาและ ฯลฯ ก็ต้องพัฒนาคน (เช่นในด้านจิตสำนึก สปิริต ฯลฯ) หรือสร้างวัฒนธรรมการเลือกคนดีซึ่งมี charater ที่สอดคล้องกับระบบที่ดีด้วย เราจึงจะมี "ตัวเลือกที่ดี" มากขึ้นไงครับ


ความคิดเห็นของ doctor J (visitor) (127.0.0.1 58.8.220.24) .. Tue, 2009-09-15 14:23

ขอบคุณครับที่กรุณามาแลกเปลี่ยนความเห็น

การวาง"กรอบ"แนวคิดเรื่องคนดี เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่มีทางรู้ได้ครับว่า ใครดีจริง ไม่ดีจริง เราเห็นแต่สิ่งที่เขาเสนอ และเราก็ตัดสินใจว่าเราจะ"ซื้อ"สิ่งที่นำเสนอ(นโยบาย)หรือเปล่า ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา เขาก็ได้รับฉันทานุมัติจากมหาชนให้ดำเนินการนั้น ด้วยอำนาจรัฐที่เขาได้ แต่ถ้าเขาไม่"ดีจริง"หล่ะ? ผมจึงเห็นว่า ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลย์อำนาจ ที่เข้มแข็งและเป็นกลาง สำคัญและจำเป็นไม่แพ้ การเคารพเสียงส่วนใหญ่ และนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่การเมืองไทยไม่มี หรือมีก็ง่อยเปลี้ย อันเป็นข้ออ้างของพวกที่ทำการโค่นล้มการปกครองประชาธิปไตยทุกยุคทุกสมัย

ผมเห็นด้วยเกินร้อยเลยครับว่า มีแต่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้คนไทยเท่านั้น จะช่วยให้คนไทยสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนให้ตัวเองได้ ไม่มัวนั่งงอมืองอเท้าแล้วรอให้เทวดาส่ง"คนดี"ลงมาปกครอง


ความคิดเห็นของ นิธินันท์ (visitor) (127.0.0.1 124.121.176.89) .. Tue, 2009-09-15 11:36

ได้อ่านความเห็นของคุณ 666 แล้ว ขอบคุณมาก ชอบที่เสนอมุมมองเพิ่มเติมให้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในทุกการสื่อสารมักมีข้อจำกัด คำพูดและข้อเขียนเดียวกัน คนต่างคนก็รับและตีความต่างกัน

ขอตอบสั้นๆ ตามที่คุณ 666 ชี้แจงเป็นข้อตามนี้

1. ประเด็นที่ 1 และ 2 ที่เขียนถึง ไม่ได้ดิสเครดิตยัง

ขออภัยที่เขียนหนังสือไม่ดี ทำให้คนอ่านอ่านไม่แตก สับสนปนเปไปหมด

เจตนาของข้อ 1 และ 2 เป็นการตั้งคำถามถึงวิธีนำเสนอข่าวและวิธีคิดของสื่อ

หมายความว่า สื่อควรบอกผู้รับสื่อว่าใครคือยัง มีอะไรเกี่ยวกับยัง ที่ทำให้ผู้รับสื่อเห็นว่าต้องอ่านบทสัมภาษณ์นี้

ถ้าสัมภาษณ์เรื่องบ้านเชียง หรือแหล่งโบราณคดีอื่นๆ แล้วบอกว่า ยัง เป็นผู้ค้นพบบ้านเชียง ไม่แปลก แต่ถ้าบอกคนอ่านว่ายังรู้เรื้องการเมืองไทยดีกว่าคนไทย ผู้รับสื่อควรจะรู้ว่า ทำไมยังจึงรู้มากกว่าคนไทย ทำไมสื่อจึงบอกอย่างนั้น เขาศึกษาวิจัยเรื่องเมืองไทยมาหลายสิบปีหรือ หรือเป็นเพราะอะไร

เรื่องวิธีการอ้างฝรั่งก็เช่นกัน ถ้าคุณอ่าน จะเห็นว่า ผู้เขียนเห็นว่าทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันมักอ้างความเห็นฝรั่ง

ไม่วิจารณ์ประเด็นเดียวกันกับ "ฝรั่งพวกนั้น" ก็เพราะ ผู้ที่นำความเห็นของ "ฝรั่งพวกนั้น" มาเสนอให้ทราบทั่วกัน บอกที่มาของ "ฝรั่งพวกนั้น" ชัดเจนว่า "ฝรั่งพวกนั้น" ศึกษาเรื่องเมืองไทยในทางวิชาการอยู่

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องเชื่อ "ฝรั่งพวกนั้น" แต่แปลว่า เราซึ่งเป็นผู้รับสื่อ สามารถเชื่อมโยงได้ว่า ถ้า"ฝรั่งพวกนั้น" นำเสนอเรื่องเมืองไทย ไม่ว่าจะผิดหรือถูกในทัศนะของเรา แปลว่าเขา "ศึกษา" มานานและอย่างเอาจริงเอาจังเพียงใด

ประเด็นที่ 2 ในข้อ 1 ไม่ได้อยู่ในเรื่องที่คุณยกมา แต่เป็นการตั้งคำถามกับสื่อว่า เหตุใดสื่อจึงเชื่อและนำเสนอผู้รับสื่อว่า ฝรั่งคนนี้หรือคนนั้น (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นยัง) รู้จักเมืองไทยดีกว่าคนไทย เพราะฝรั่งคนนี้และคนนั้นคิดเหมือนสื่อหรือรัฐบาลหรือไม่ หรือเพราะอะไร

เป็นการตั้งคำถาม

2.

2.1 ประเด็นที่สาม เรื่องทางสองแพร่ง เป็นคำพูดของยัง

ศีลธรรม ในที่นี้คือ ยัง อ้างถึงรัฐที่ผู้ปกครองต้องมีศีลธรรมของอริสโตเติล

2.2 ไม่เกี่ยวกับสร้างภาพให้ทักษิณดีขึ้น เพราะสร้างไม่ได้ แต่เป็นการตั้งคำถามตรงๆ ว่า ผู้เรียกร้องศีลธรรมทำอย่างไรกับผู้ปกครองไร้ศีลธรรมคนอื่นๆ ละเว้น หรืออย่างไร

2.3 สองประโยคที่ว่า 'ประชาชนจำนวนมาก "รู้สึก" ว่าเขาได้ศักดิ์ศรีความเป็นคน' กับ 'ทักษิณ เป็นผู้นำที่ดีเลิศ ทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี' ต่างกันมาก และผู้เขียนพูดประเด็นแรก ไม่ได้พูดประเด็นที่สอง

ถามว่าพิจารณาจากอะไร บางทีคำตอบที่ง่ายที่สุดคือการไปสัมภาษณ์คนเสื้อแดงโดยถอดอคติว่าเขารับเงิน ค่าจ้างมาสวมเสื้อแดง ประเด็นสำคัญในที่นี้คือ มีคนเสื้อแดงอยู่จริง และจำนวนมาก การปฏิเสธว่าไม่มีคนเสื้อแดงที่ตระหนักในสิทธิเสรีภาพของตนเอง จะทำให้มองปัญหาสังคมไทยผิด

คนมีอภิสิทธิ์ในสังคมเหนือคนอื่น มีเส้นสาย มีอิทธิพล เห็นแก่ประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้มีแต่ตระกูลชินวัตรอย่างที่คุณอ้าง แต่มีมากกว่านั้น มีมานานแล้ว และต้องเปลี่ยนแปลง

ชาวบ้านมิได้แต่รอแต่ "เอื้ออาทร" พวกเขาถูกสร้างภาพให้เป็นอย่างนั้น และยังมีอยู่ ที่ถูกกล่อมเกลาให้เชื่ออย่างนั้น แต่ดูเหมือนชาวบ้านจะเชื่ออยางนั้นน้อยลงมาก

2.4 The Best ของอริสโตเติลที่จะเป็นผู้ปกครองที่ดีนั้น ต้องเก่งหลายอย่างในคนเดียวกัน ซึ่งนักปรัชญาก็ต้องมองว่านักปรัชญาดีที่สุดเพราะรู้ถึงเรื่อง หรือเป็นปัญญาชนนั่นเอง อย่างไรก็ตาม คนที่มีโอกาสมากกว่าที่จะมาถึงตรงนี้ ก็ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นคนหมู่มากของประเทศ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นการอ้าง "ชนชั้น" แต่เป็นการกล่าวตามปกติถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ

ไม่ได้เขียนเลยว่าทักษิณกำลังจะทำให้ประเทศไทยเป็น polity

เรื่องที่กล่าวถึงประชาธิปไตยอเมริกันกับ polity ซึ่งหมายถึงการถ่วงดุลย์อำนาจระหว่างคนจนคนรวยและคนชั้นกลางนั้น เป็นคนอเมริกันพูดขึ้นมาในการสัมมนาทางการเมืองเมื่อหลายปีมาแล้ว ได้บอกชัดเจนในข้อเขียนว่าเป็นอเมริกันบางคนหรือหลายคนคิดอย่างนั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นความถูกต้องที่ต้องเชื่อ

3. รับฟัง

ขอบคุณทุกท่านร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น




 

Create Date : 15 กันยายน 2552    
Last Update : 15 กันยายน 2552 18:32:45 น.
Counter : 296 Pageviews.  

แถลงการณ์อินเทอร์เน็ต(The Internet Manifesto)

จาก Fringer คนชายขอบ(สฤณี อาชวานันทกุล)
14 กันยายน 2552

แถลงการณ์อินเทอร์เน็ต

แปลจาก The Internet Manifesto - ต้นฉบับดั้งเดิมเป็นภาษาเยอรมัน

1. อินเทอร์เน็ตไม่เหมือนโลกนอกเน็ต

อิน เทอร์เน็ตสร้างโลกสาธารณะหลายใบ เงื่อนไขทางการค้า และทักษะทางวัฒนธรรมที่แตกต่างจากโลกนอกเน็ต สื่อจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของพวกเขาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงด้าน เทคโนโลยีของทุกวันนี้ แทนที่จะเพิกเฉยหรือท้าทายมัน สื่อมีหน้าที่พัฒนารูปแบบสื่อสารมวลชนที่ดีที่สุดที่ตั้งอยู่บนเทคโนโลยีล่า สุด ทั้งนี้รวมถึงผลิตภัณฑ์และวิธีวิทยาทางสื่อสารมวลชนใหม่ๆ ด้วย

2. อินเทอร์เน็ตคืออาณาจักรสื่อขนาดจิ๋ว

เว็บ จัดเรียงโครงสร้างสื่อที่มีอยู่เดิมเสียใหม่ ด้วยการข้ามพ้นพรมแดนเก่าๆ และภาวะตลาดที่มีผู้เล่นน้อยราย การตีพิมพ์และเผยแผ่เนื้อหาสื่อไม่ต้องขึ้นอยู่กับการลงทุนมหาศาลอีกต่อไป โชคดีที่แนวคิดเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนเองกำลังถูก ‘เยียวยา’ (cured) ให้หลุดพ้นจากหน้าที่ ‘ยามเฝ้าประตู’ (gatekeeping function) สิ่งที่ยังเหลืออยู่มีเพียงคุณภาพของสื่อสารมวลชนเอง อันเป็นวิธีสร้างความแตกต่างระหว่างการเป็น ‘สื่อสารมวลชน’ กับการ ‘ตีพิมพ์’ เฉยๆ (mere publication)

3. อินเทอร์เน็ตคือสังคมของเรา สังคมของเราคืออินเทอร์เน็ต

เวที ที่ตั้งอยู่บนเว็บหลายแห่ง เช่น social network, วิกิพีเดีย หรือยูทูบ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันสำหรับคนส่วนใหญ่ในซีกโลกตะวันตก เว็บเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายดายพอๆ กับโทรศัพท์หรือโทรทัศน์ ถ้าบริษัทสื่อมวลชนอยากจะดำรงอยู่ต่อไป พวกเขาจะต้องเข้าใจโลกของผู้ใช้ในวันนี้ และโอบอุ้มรูปแบบการสื่อสารของพวกเขา ซึ่งรวมถึงรูปแบบพื้นฐานของการสื่อสารในสังคม – การฟังและตอบกลับ หรือที่เรารู้จักในชื่อ บทสนทนา (dialog)

4. เสรีภาพของอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ละเมิดไม่ได้

สถาปัตยกรรมเปิด (open architecture) ของอินเทอร์เน็ตคือกฎไอทีพื้นฐานของสังคมที่สื่อสารกันแบบดิจิตอล และดังนั้นมันจึงเป็นกฎไอทีพื้นฐานของสื่อสารมวลชนด้วย สถาปัตยกรรมนี้จะต้องไม่ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อปกป้องผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ หรือทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ที่มักจะถูกอำพรางอยู่เบื้องหลังข้ออ้างเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ การปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะทำด้วยวิธีใดก็ตาม เป็นอันตรายต่อการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลข่าวสาร และบั่นทอนสิทธิขั้นพื้นฐานของเราที่จะเข้าถึงข้อมูลในระดับที่เราแต่ละคน ต้องการ (self-determined level of information)

5. อินเทอร์เน็ตคือชัยชนะของข้อมูลข่าวสาร

บริษัท สื่อมวลชน ศูนย์วิจัย สถาบันของภาครัฐ และองค์กรอื่นๆ เป็นผู้รวบรวมและจัดหมวดหมู่ของข้อมูลในโลกก่อนหน้าที่จะมีอินเทอร์เน็ต เนื่องเพราะมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่วันนี้ พลเมืองทุกคนสามารถตั้งโปรแกรมกรองข่าวของตัวเอง ขณะที่เสิร์ชเอนจินก็สามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาลในระดับที่เราไม่เคยเข้าถึง ได้มาก่อน ปัจเจกชนสามารถรับรู้ข่าวสารด้วยตัวเองได้มากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

6. อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสื่อสารมวลชน

อิน เทอร์เน็ตทำให้วงการสื่อสารมวลชนสามารถทำหน้าที่ทางสังคมและด้านการศึกษา ด้วยวิธีใหม่ เช่น การนำเสนอข้อมูลข่าวสารในฐานะกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างไม่มีวัน หยุดนิ่ง การข้ามพ้นลักษณะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ของสื่อสิ่งพิมพ์เป็นประโยชน์ต่อสื่อเอง สื่อที่อยากอยู่รอดในโลกแห่งข้อมูลใบใหม่นี้จะต้องมีอุดมการณ์แบบใหม่ ความคิดด้านสื่อใหม่ๆ และรู้สึกสนุกที่จะหาวิธีใช้โลกนี้ให้เป็นประโยชน์

7. เน็ตต้องอาศัยการสร้างเครือข่าย

ลิ้งก์ คือความสัมพันธ์ เรารู้จักกันและกันผ่านลิ้งก์ ใครที่ไม่ใช้มัน (เช่น ลิ้งก์ไปหาเว็บอื่น-ผู้แปล) เท่ากับกีดกันตัวเองออกจากวิวาทะทางสังคม ข้อนี้รวมถึงเว็บไซต์ของบริษัทสื่อกระแสหลักด้วย

8. ลิ้งก์มอบรางวัล, การอ้างอิงเป็นเครื่องประดับ

เสิร์ชเอนจินและ aggregator (เว็บไซต์/โปรแกรม เช่น Technorati ที่ ‘รวบรวม’ ลิ้งก์จากเว็บต่างๆ-ผู้แปล) ส่งเสริมสื่อสารมวลชนที่มีคุณภาพ เพราะเว็บ/โปรแกรมเหล่านี้ทำให้เนื้อหาคุณภาพสูงหาง่ายกว่าเดิมมากในระยะยาว และดังนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญของโลกสาธารณะใบใหม่ที่โยงกันเป็นเครือข่าย การอ้างอิงผ่านลิ้งก์และอ้างแหล่งที่มา โดยเฉพาะการอ้างอิงที่ผู้ผลิตเนื้อหามิได้ยินยอมหรือแม้แต่ได้รับค่าตอบแทน เป็นสิ่งที่ทำให้วิวาทะทางสังคมที่เป็นเครือข่ายนั้นถือกำเนิดได้ตั้งแต่ต้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การปกป้องคุ้มครอง

9. อินเทอร์เน็ตคือเวทีใหม่สำหรับวิวาทะทางการเมือง

ประชาธิปไตย รุ่งเรืองเมื่อพลเมืองมีส่วนร่วมและมีเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การโยกย้ายการอภิปรายทางการเมืองจากสื่อกระแสหลักมาสู่อินเทอร์เน็ต และการขยับขยายวงอภิปรายนี้ด้วยการโน้มนำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่าง แข็งขันกว่าเดิม เป็นหนึ่งในหน้าที่ใหม่ของสื่อสารมวลชน

10. เสรีภาพสื่อในวันนี้หมายถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

มาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญเยอรมันไม่ได้คุ้มครองสิทธิของวิชาชีพหรือโมเดลธุรกิจกระแส หลักใดๆ อินเทอร์เน็ตข้ามพ้นพรมแดนทางเทคโนโลยีระหว่าง ‘มือสมัครเล่น’ และ ‘มืออาชีพ’ นี่คือเหตุผลที่เสรีภาพของสื่อ (ที่มีอภิสิทธิ์ในฐานะ ‘ฐานันดรที่สี่’-ผู้แปล) จะต้องเป็นจริงด้วยสำหรับใครก็ตามที่มีส่วนร่วมในงานสื่อสารมวลชน กล่าวโดยรวมคือ ไม่ควรมีใครแยกแยะระหว่างสื่อที่ได้รับค่าตอบแทน กับสื่อที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน แต่ควรแยกแยะระหว่างสื่อที่มีคุณภาพกับสื่อที่ไร้คุณภาพ

11. มากขึ้นคือมากขึ้น – “ปัญหาข้อมูลมากเกินไป” ไม่มีจริง

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สถาบันอย่างเช่นโบสถ์ให้น้ำหนักกับอำนาจมากกว่าการตระหนักรู้ของปัจเจก และประกาศเตือนว่าข้อมูลจะไหลบ่าโดยไร้การกลั่นกรอง ตอนที่แท่นพิมพ์ถูกประดิษฐ์ ฝั่งตรงข้ามคือกลุ่มนักทำใบปลิว นักทำสารานุกรม และนักข่าวที่พิสูจน์ให้เห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้นนำมาซึ่งเสรีภาพที่ มากขึ้น ทั้งสำหรับปัจเจกชนและสังคมส่วนรวม จนถึงทุกวันนี้ แง่มุมนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

12. ประเพณีไม่ใช่โมเดลธุรกิจ

ใครๆ ก็สามารถหาเงินบนอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องใช้เนื้อหาด้านสื่อสารมวลชน ทุกวันนี้เราเห็นตัวอย่างมากมาย แต่แล้ว เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นเวทีที่มีการแข่งขันสูงมาก โมเดลธุรกิจจึงต้องถูกปรับเปลี่ยนประยุกต์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างของเน็ต ไม่มีใครควรพยายามหลบเลี่ยงเรื่องนี้ด้วยการออกนโยบายที่มุ่งรักษาสถานภาพ เดิมให้คงอยู่ต่อไป วงการสื่อสารมวลชนต้องมีการแข่งขันแบบเปิดเพื่อหาวิธีระดมทุนที่ดีที่สุดบน อินเทอร์เน็ต รวมถึงความกล้าหาญที่จะลงทุนในการลงมือทำตามโมเดลเหล่านั้นจริงๆ

13. ลิขสิทธิ์กลายเป็นหน้าที่พลเมืองบนอินเทอร์เน็ต

ลิขสิทธิ์ คือเสาหลักของการจัดระเบียบข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ผู้สร้างเนื้อหามีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะตัดสินใจว่าเนื้อหาที่สร้างนั้นจะมี รูปแบบใดและจะเผยแพร่ไปมากน้อยเพียงใด แต่ในขณะเดียวกัน ลิขสิทธิ์ก็จะต้องไม่ถูกบิดเบือนไปใช้เป็นเครื่องมือพิทักษ์กลไกอุปทาน (supply mechanisms) ที่ล้าสมัยไปแล้ว และปิดกั้นโมเดลใหม่ๆ ในการเผยแพร่เนื้อหา หรือรูปแบบใหม่ๆ ของสัญญาใช้สิทธิ (license scheme) ความเป็นเจ้าของมาพร้อมกับภาระหน้าที่

14. อินเทอร์เน็ตมี ‘สกุลเงิน’ จำนวนมาก

บริการ สื่อออนไลน์มักจะหาทุนจากโฆษณา นำเสนอเนื้อหาแลกกับการดึงดูดคนให้เข้ามา เวลาของผู้อ่าน ผู้ชม หรือผู้ฟังนั้นมีค่า ในอุตสาหกรรมสื่อ ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิธีคิดพื้นฐานเรื่องการระดมทุน รูปแบบอื่นๆ ในการระดมทุนที่มีความชอบธรรมทางวิชาชีพจะต้องได้รับการคิดค้นและทดสอบ

15. อะไรที่อยู่บนเน็ตจะอยู่ต่อไปบนเน็ต

อิน เทอร์เน็ตกำลังยกระดับสื่อสารมวลชนขึ้นสู่คุณภาพอีกชั้นหนึ่ง ข้อเขียน เสียง และภาพในเน็ตไม่จำเป็นจะต้องดำรงอยู่เพียงชั่วคราวอีกต่อไป เนื้อหาเหล่านี้สืบค้นได้ตลอดเวลา สะสมผ่านกาลเวลาเป็นกรุประวัติศาสตร์ร่วมสมัย วงการสื่อสารมวลชนจะต้องคำนึงถึงการพัฒนา การตีความ และข้อผิดพลาดของข้อมูล กล่าวคือ สื่อจะต้องยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและแก้ไขอย่างโปร่งใส

16. คุณภาพยังเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด

อิน เทอร์เน็ตหักล้างสินค้าพิมพ์เดียวกันที่ขายทีละมากๆ มีเพียงสื่อที่โดดเด่น น่าเชื่อถือ และยอดเยี่ยมเท่านั้นที่จะมีผู้ติดตามอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว ผู้ใช้มีความต้องการสูงกว่าเดิม สื่อจะต้องตอบสนองพวกเขาและเคารพในหลักการที่ตัวเองชอบเขียน

17. ทุกคนทำเพื่อทุกคน

เว็บคือโครงสร้างพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนทางสังคมที่มีสมรรถภาพสูงกว่าสื่อมวลชนแห่งศตวรรษที่ 20 – เวลาใดก็ตามที่เกิดความไม่มั่นใจ คน “รุ่นวิกิพีเดีย” สามารถประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว สืบสาวข่าวไปจนถึงต้นตอ ค้นคว้าวิจัย ตรวจสอบความถูกต้อง และประเมินข้อมูลหลักฐาน ไม่ว่าจะต่างคนต่างทำหรือทำกันเป็นกลุ่ม นักข่าวที่ดูแคลนกิจกรรมนี้และไม่ยอมรับทักษะดังกล่าวจะถูกผู้ใช้เน็ตเหล่า นี้มองข้ามไป และผู้ใช้เน็ตก็ทำถูกแล้ว เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้เราทุกคนสามารถสื่อสารโดยตรงกับคนที่เคยถูกเรียกว่า “ผู้รับสาร” ไม่ว่าจะเป็นผู้อ่าน ผู้ฟัง หรือผู้ชม และใช้ความรู้ของพวกเขาให้เป็นประโยชน์ สิ่งที่คนต้องการตอนนี้ไม่ใช่นักข่าวที่รู้ดีทุกเรื่อง แต่เป็นคนที่สามารถสื่อสารและสืบค้นหาความจริง.

ฉบับภาษาอังกฤษและภาษาต่างๆ

อินเทอร์เน็ต, 07.09.2009

* Markus Beckedahl
* Mercedes Bunz
* Julius Endert
* Johnny Haeusler
* Thomas Knüwer
* Sascha Lobo
* Robin Meyer-Lucht
* Wolfgang Michal
* Stefan Niggemeier
* Kathrin Passig
* Janko Röttgers
* Peter Schink
* Mario Sixtus
* Peter Stawowy
* Fiete Stegers




 

Create Date : 14 กันยายน 2552    
Last Update : 14 กันยายน 2552 19:36:30 น.
Counter : 322 Pageviews.  

แตกโพละ!เวบหางเครื่องปชป.+พธม. น้ำตาจรเข้ร่วง"กรรมออนไลน์จากการปรักปรำแม้ว?!"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาเสรีไทย
7 กันยายน 2552

เราเสรีไทยทะเลาะกันเอง กรรมเก่าติดจรวดจากการปรักปรำทักษิณ เป็นหัวข้อกระทู้ของผู้ใช้นามแฝง BlueFoot ในเวบบอร์ดเสรีไทย

พวกเราเชื่อเรื่องกรรมเก่า หรือ กรรมใครกรรมมัน กันรึเปล่าครับ ผมเชื่อครับ
เราเสรีไทยทะเลาะกันเอง เป็นกรรมเก่าติดจรวดจากการปรักปรำด่าทักษิณ

อย่าลืมนะ พวกเราเชื่อกันว่า ทักษิณโกง ก็เพราะเราเดาว่า ทักษิณโกง
ว่าไป เราเคยตรวจสอบข้อมูลการโกงกันไหม ป่าวเลย เราไม่เคย งั้นก็เหมือนกับเราปรักปรำทักษิณทุกๆข้อหา
(ก็เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา หาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ จะไปตรวจสอบอะไรที่ไหน อ่าน น.ส.พ. เหรอ เน้อะ)


บอร์ดเสรีไทย เป็นแหล่งรวมของบรรดานักท่องอินเตอร์เน็ตที่นิยมชมชื่นพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรฯ เกลียดทักษิณ ชินวัตร เข้ากระดูกดำ หยามหมิ่นม็อบเสื้อแดงอย่างสุดขีด

ล่าสุดหลังจากพันธมิตรหันมา วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างรุนแรง พร้อมกับตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นหวังจะแย่งพื้นที่จากเจ้าประจำ กระทั่งสนธิลิ้มยื่นคำขาดกองเชียร์ให้เลือกพรรคการเมืองใหม่ ไม่งั้นก็ไปอยู่ฝ่ายปชป. ก็ทำให้คนในบอร์ดเสรีไทยเลือกถือหางกันคนละข้าง ถือหางพันธมิตรฝ่ายหนึ่ง ถือหางประชาธิปัตย์อีกฝ่าย

การปะทะคารมกัน ในเวบบอร์ดระหว่างฝ่ายเชียร์ประชาธิปัตย์ที่มีชื่อล็อกอิน แคนไทย เป็นโต้โผ กับอีกฝ่าย นำไปสู่การแฉกันเรื่องส่วนตัวของสมาชิกในบอร์ด เช่น มีใครเป็นตุ๊ด มีใครนัดสาวๆในบอร์ดไปแล้วเจาะไข่แดงบ้าง บ้านใครอยู่ตรงไหน โดยนำแผนที่มาแฉให้เห็นหลังคาบ้าน รวมไปถึงแฉว่านักการเมืองสอบตกบางคนผิดหวังจากที่ไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรค ของทักษิณได้ออกมาล้างแค้นต่อต้านทักษิณ กระทั่งล่าสุดมีการอัปเปหิ"แคนไท"พ้นจากบอร์ดไป

ล่าสุดเกิดการปะทะ คารมระหว่างสมาชิกชื่อล็อกอินsocoที่เป็นฝ่ายสนับสนุนแคนไท กับสมาชิกloginชื่อblue footหรือแสนหก จนถึงขั้นขู่กันไปขู่กันมาว่าจะแจ้งความดำเนินคดี หรือฟ้องร้องอีกฝ่าย โดยมีกองเชียร์แต่ละฝ่ายออกมาถือหางกัน(ลิ้งค์)

บอร์ดเสรีไทย แตกตัวออกมาจากบอร์ดราชดำเนิน เวบไซต์พันทิป ก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยฝ่ายที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในบอร์ดราชดำเนินเห็นว่าพวกตนไม่ได้รับ การปฏิบัติที่เป็นธรรมจากเวบมาสเตอร์ของพันทิป และเป็นเสียงข้างน้อยในบอร์ดราชดำเนิน สู้กระแสเสียงของฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณไม่ไหว จึงคิดออกมาตั้งกระดานสนทนาแข่ง หรือรวมกลุ่มเฉพาะพวกที่เป็นกองเชียร์ของประชาธิปัตย์กับพันธมิตร

แต่หลังจากพันธมิตรเปิดศึกกับประชาธิปัตย์ โลกเสมือนจริงในบอร์ดเสรีไทย ก็แตกกันราวกับโลกแห่งความเป็นจริงทางการเมือง

ล่าสุดผู้ดูแลบอร์ด(RidKun)ได้ประกาศมาตรการฉุกเฉินชั่วคราวเพื่อให้สภาพของบอร์ดกลับเข้าสู่ภาวะปกติดังนี้คือ

1. การเตือนหลังจากเวลาดังกล่าว จะมีผลให้ถูกแบนทันที โดยจำนวนวันจะขึ้นกับว่าเคยถูกแบนมาก่อนหรือไม่ และอ้างอิงจากกฎข้อบังคับเว็บบอร์ด
2. การพาดพิงใดๆ ที่ตัวสมาชิก ไม่ว่าจะเหน็บแนม เสียดสี ต่อว่า โดยไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในกระทู้ จะถือว่าผิดกฎข้อ 5
3. กระทู้ใดที่ส่อว่าจะเป็นการพาดพิงหรือเหน็บแนมเสียดสีสมาชิก ขอสงวนสิทธิ์ในการลบทันที โดยถือว่าเจตนาสร้างความวุ่นวาย
4. อะไรที่เกิดในห้องพัก ให้ถือว่าจบในห้องพัก ห้ามอ้างอิงไปถึงกระทู้หรือข้อความในห้องพักจากห้องอื่นๆ หรือนำข้อความในห้องพักไปขยายความในส่วนอื่นๆ ของเว็บบอร์ดโดยเด็ดขาด โดยโทษคือการแบนทันทีตามจำนวนวันในขั้นการแบนเช่นกัน
5. ขอสงวนสิทธิ์ในการอุทธรณ์ไม่ว่าในกรณีใดๆ แต่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ในห้องพัก
6. การโพสกระทู้ในห้องพัก ให้ยกเว้นกฎการพาดพิงสมาชิกทุกข้อ หมายความว่า สามารถพาดพิงหรือด่าทอได้ตามสะดวก (เพื่อเว็บบอร์ดของเราอีกเช่นกัน)

อนึ่ง นโยบายนี้ประกาศขึ้นเพื่อความสงบโดยรวมของสมาชิกโดยทั่วไปที่ต้องการอ่านและแสดงความเห็นทางการเมือง
ไม่ได้มีจุดประสงค์หรือเป็นความพยายามเพื่อยุติความขัดแย้งส่วนบุคคลหรือระหว่างกลุ่มบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น


กระนั้นก็ดี ยังไม่สามารถเรียกความสงบสุขกลับมายังบอร์ดนี้ได้ มีผู้ตั้งกระทู้ว่า ยกบอร์ดให้พวกมันไปเถอะ ผมเบื่อแล้วว่ะ ระบุว่า

มันอยากเป็นจ้าวเว็บบอร์ด

มันอยากโฆษณาห่าเหวอะไร

มันอยากขากถุย หยาบสถุนยังไง

ปล่อยพวกมันไปเถอะ

ผมเบื่อแล้วก็เหนื่อยว่ะ

ไม่เคยเจอบอร์ด หรือคนดูแลบอร์ด

ที่เอียงกะเท่เร่ขนาดนี้

ทำอะไร ไม่เคยมีเหตุผล

พอโดนไล่จน ก็แถ แบบด้านสุดๆ


ช่างมันเถอะ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้ว

ก็แค่ไอ้แก่จิต ==ข้อความถูกระงับโดยตูเอง==

ลูกคู่จากเว็บมดลูก ==ข้อความถูกระงับโดยตูเอง==

และ wm สมอง ==ข้อความถูกระงับโดยตูเอง==


ไม่มีอะไรมากกว่านี้จริงๆ

อยู่ไปก็ไร้สาระ
....
ลาก่อนครับ



NoteจากBlogger : เหลืองแตกแยกกันด้วยเหตุแบบนี้ผมว่ามันแย่กว่าแดงแตกกันเพราะขัดแย้งในเรื่องแนวทางการต่อสู้ ผมไม่สนับสนุนให้มีการโจมตีภูมิหลังของบุคคลใดๆโดยไม่สนใจเนื้อความที่บุคคลนั้นเสนอมา เพราะถือว่าเป็นการใช้เหตุผลวิบัติ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนก็ตาม
การจะมองกระแสความเคลื่อนไหวใดๆหนีไม่พ้นที่จะต้องมองลึกถึงผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย เมื่อมีได้ก็ต้องมีเสีย อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะได้อะไรบ้าง เสียอะไรบ้าง และควรจะต้องเป็นไปอย่างไรในการได้หรือเสียคราวนี้
คำพูดที่ว่า แพ้ซะก่อนจึงจะชนะได้ ของท่านศาสดาลิ้มผมยังคงเห็นด้วยและนับถือในคำสอนนี้แม้ว่าตัวคนสอนจะวิปริตผิดเพี้ยนไปแล้วก็ตามที




 

Create Date : 07 กันยายน 2552    
Last Update : 7 กันยายน 2552 18:38:32 น.
Counter : 354 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.