ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

‘ตาสว่าง’ปลายทางการต่อสู้ของประชาชนแดง

โดย คุณTyranical Red

หมายเหตุไทยอีนิวส์:Tyranical Redเขียนบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ ภายใต้สมมุติฐานว่า การเคลื่อนไหวรณรงค์ของเสื้อแดงรอบนี้อาจรู้อยู่แล้วว่ายุทธการล่าสุดนี้อาจประสบความพ่ายแพ้ แต่ก็เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์หูตาสว่างทั้งแผ่นดิน ซึ่งจะนำไปสู่การเคลื่อนไหวในเชิงปฏิวัติประชาชนในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามเป็นทัศนะของผู้เขียน โดยที่ไทยอีนิวส์ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมด

“…ถ้าคนเสื้อแดงแพ้ จะเกิดการปฏิวัติโดยประชาชน…”
-จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำ นปช.,31มีนาคม 2553, ไทยพีบีเอส

เป้าหมายสองระดับของฝ่ายนำ

เป้าหมายที่แท้จริงของ นปช.ภายใต้การนำของสามเกลอ ผมเชื่อตามที่พวกเขาประกาศว่า คือ การยุบสภา

ส่วนเป้าหมายของดูไบ คือ ลากคอหัวหน้าใหญ่ออกมา โดยใช้ยุทธศาสตร์“ความพ่ายแพ้” เพื่อนำไปสู่การเปิดโปงหัวหน้าใหญ่ตัวจริงและคนเสื้อแดงจะหันมาสู้กับหัวหน้าใหญ่ตัวจริง

จึงเท่ากับเป็นการขยายความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับหัวหน้าอำมาตย์เบอร์รองๆ ไปสู่หัวหน้าอำมาตย์เบอร์หนึ่ง เชื่อว่าปัจจุบันมวลชนส่วนข้างมากยังเชื่อว่าเบอร์หนึ่งไม่เกี่ยว แต่เบอร์รองๆลงมาเกี่ยวข้องทุกคน และอีกมากที่รู้ว่าเบอร์หนึ่งเกี่ยว แต่ก็ไม่คิดจะสู้กับเบอร์หนึ่ง

ความพ่ายแพ้จะทำให้คนเหล่านั้นตาสว่างและหันมาสู้กับเบอร์หนึ่งเสียที ขณะเดียวกันยังเป็นการขยายความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายที่ส่วนใหญ่สู้กันในแนวทางสันติให้เป็นสงครามประชาชน(เรียกในชื่ออื่นว่า การปฏิวัติโดยประชาชน สงครามกลางเมือง เป็นต้น) ซึ่งแนวทางการใช้ความรุนแรงจะค่อยๆเพิ่มระดับขึ้น มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆจนอาจจะสำคัญพอๆกับแนวทางสันติได้ในอนาคต(กล่าวให้สั้นที่สุดเพียงประโยคเดียว คือ การเปลี่ยน“ความพ่ายแพ้”ให้เป็น“ตาสว่าง” และเปลี่ยน “การปฏิรูป” ให้เป็น“การปฏิวัติ”)

สิ่งที่แกนนำ นปช.อย่างจรัล ดิษฐาอภิชัย พูดว่า “…ถ้าคนเสื้อแดงแพ้ จะเกิดการปฏิวัติโดยประชาชน…” นั้นคงมาจากประสบการณ์การต่อสู้ที่ยาวนานหลายสิบปีที่เห็นว่าเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่อาจบานปลายไปสู่การปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนได้โดยไม่ยากนัก

ผมเชื่อแน่ว่าแกนนำ นปช.ส่วนใหญ่คงไม่มีใครคิดไปถึงขั้นนั้นแน่ เพราะดูจากข้อเรียกร้องยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องที่ต่ำมาก และคงเป็นความบังเอิญที่ไปสอดคล้องกับความคิดของดูไบมากกว่า

การเคลื่อนไหวใหญ่รอบนี้ดูจะเป็นภาคบังคับพอสมควร ตามที่เคยประกาศไปปลายปีที่แล้ว ที่จริงการเคลื่อนไหวใหญ่เป็นระยะๆดูจะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการรักษาขบวน แต่ท่าทีของดูไบก็ไม่ค่อยสนับสนุนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ซึ่งหนึ่งในสามเกลอประกาศไว้ราวกับว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ถ้าแพ้ก็ตายหรือไม่ก็หามออกจากสนามรบอะไรทำนองนั้น

แต่ตอนนี้ดูไบจะสนับสนุน(แม้ไม่เต็มที่)เพราะเป็นการเคลื่อนไหวหลังการยึดทรัพย์ การยึดทรัพย์ทำให้การเจรจาประนีประนอมดูเหมือนจะถึงทางตันจริงๆ(แม้จะถูกยึดแค่สองในสาม แต่ที่จริงคือการยึดหมด เพียงแต่เป็นการยึดด้วยคดีอื่นๆที่จะตามมาอีกเยอะ คือยึดจนไม่พอจะยึด) เชื่อว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้เหมือนการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายของดูไบที่ต้องการให้อีกฝ่ายมาเจรจาประนีประนอมซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว

หากยังไม่ยอมดูไบก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเดินหน้าล้มทั้งระบบจริงๆเสียที ผมเชื่อว่าดูไบพอใจที่จะได้เงินคืนหนึ่งในสามมากกว่าจะต่อสู้แบบล้มล้างให้ตายกันไปข้างหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าจะได้ชัยชนะหรือไม่ สู้เอาหนึ่งในสามไว้ก่อนพร้อมๆกับหลุดพ้นจากคดีไม่ดีกว่าหรือ ส่วนจะหาเพิ่มทีหลังไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากอีกฝ่ายไม่เอาด้วยก็จะได้ถือโอกาสนี้ยกระดับการต่อสู้ไปให้สุดทางถึงระดับตาสว่างทั้งแผ่นดินและถอนรากถอนโคนกันจริงๆเสียที

ถ้าต้องไปไกลจนสุดทางจริงๆ ความพ่ายแพ้ในยุทธการครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างที่สุด เพื่อนำไปสู่การยกระดับการต่อสู้อย่างก้าวกระโดด เหมือนกับเหตุการณ์ 13 ตุลา ยิ่งพ่ายแพ้ย่อยยับและสูญเสียอย่างหนักเท่าใดก็ยิ่งส่งผลดีต่อการยกระดับมวลมหาประชาชนไปสู่อาการ“ตาสว่าง”มากขึ้นเท่านั้น แต่อาจต้องแลกกับการบาดเจ็บล้มตายมากเช่นเดียวกัน ความพ่ายแพ้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงเดินมาสุดทางแล้ว ฝ่ายศัตรูไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่น้อย จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำการปฏิวัติล้มทั้งระบอบเพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ยุทธการผ่านฟ้า-ราชประสงค์ ทำไมดูไบจึงสนับสนุนแบบครึ่งๆกลางๆ

ตอนแรกประเมินกันว่าคนเข้าร่วมชุมนุมน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสามแสน(หมายถึงตัวเลขที่แท้จริง ส่วนตัวเลขทางการเมืองอาจจะห้าแสน หนึ่งล้าน) คือ ภาคเหนือหนึ่งแสน อีสานหนึ่งแสน ภาคกลางห้าหมื่น กรุงเทพห้าหมื่น ที่เหลือภาคใต้ห้าพัน แต่มาจริงประมาณครึ่งของที่ประเมิน(คนเข้าร่วมจริงๆในวันที่ 14 มีนาคม ประมาณแสนห้าหมื่นถึงสองแสนเท่านั้น) ตัวเลขที่แท้จริงฝ่ายทหารและตำรวจสามารถประเมินได้ใกล้เคียงมากทีเดียว (ที่สำคัญคนเหล่านั้นส่วนใหญ่ที่มาโดย ส.ส. ถูกมอบหมายให้มาแค่ช่วงสั้นๆ3-5 วัน เท่านั้น)

เข้าใจว่าดูไบคงประเมินอย่างถี่ถ้วนแล้วว่ายุทธการผ่านฟ้าฯถึงอย่างไรคงไม่ชนะ แต่จะไม่หนุนสามเกลอเสียทีเดียวก็ดูจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าเกินไป จึงหนุนแบบครึ่งๆกลางๆ อย่างที่บอกสามเกลอมีอิทธิพลต่อดูไบมาก แม้ดูไบจะเป็นเหมือนกล่องดวงใจ แต่ดูไบก็ต้องพึ่งพาสามเกลอมากมายมหาศาล สามเกลอจึงน่าจะมีอำนาจต่อรองสูงมากกว่ากลุ่มการเมืองใด เพราะการต่อสู้ที่ผ่านมาภายใต้การนำของสามเกลอส่งผลสะเทือนต่อฝ่ายตรงข้ามมากกว่าการต่อสู้โดยกลุ่มการเมืองอื่นแม้แต่ในสภาที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเสียอีก(เอาเข้าจริงสามเกลอคนหนึ่งก็มีบทบาทในสภาและในพรรคมากพอสมควรด้วยซ้ำไป)

ตอนแรกดูไบทำท่าจะหนุนแค่ช่วงสั้นๆ แต่ตอนหลังเปลี่ยนใจเพราะเห็นว่ารัฐบาลใช้วิธีปล่อยให้แห้งตาย จากเดิมที่ตอนแรกหลายฝ่ายประเมินว่าจะเกิดการปราบปราม เมื่อฝ่ายรัฐเลือกที่จะไม่ใช้กำลัง หากไม่หนุนต่อก็จะทำให้การเคลื่อนไหวรอบนี้แทบสูญเปล่า แพ้ง่ายเกินไป ประกอบกับ นปช.เคลื่อนขบวนทั่วกรุงในวันที่ 20 มีนาคม กระแสคนกรุงตอบรับดีมาก การไม่สนับสนุนท่ามกลางกระแสสูงดูจะไม่เป็นผลดีกับดูไบ ทั้งที่รู้ว่าคงยากที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ของการต่อสู้ ยังไงก็แพ้ จะแพ้มากแพ้น้อยเท่านั้น

เป็นไปได้เหมือนกันว่าดูไบอาจจะลังเล คือ ใจหนึ่งคงอยากได้อะไรติดมือเป็นชัยชนะรายทางบ้างเหมือนกัน(เพราะกระแสสูงจึงน่าเสี่ยงสนับสนุนต่อไป) เช่น ถ้ายุบสภาสำเร็จ เลือกตั้งใหม่ได้เป็นรัฐบาลก็อาจจะนิรโทษกรรมพ้นคดี ได้กลับบ้าน ฯลฯ ก็ยังดี เผลอๆได้กลับสู่อำนาจอีกก็จะทำอะไรได้อีกเยอะด้วยตัวเอง การต่อสู้ให้แนวทางตาสว่างเป็นการลงทุนระยะยาวที่แพงไปหน่อยโดยที่ไม่รู้จะบรรลุผลเมื่อไหร่ คืออันไหนได้ก่อนก็คว้าไว้ก่อน แต่ถ้าไม่ได้ก็สู้ยาวในเป้าหมายใหญ่ก็ยังไม่สาย

การนำของสามเกลอที่ดูไบกำลังพยายามปรับเปลี่ยน

ที่ผ่านมาสามเกลอเกือบจะผูกขาดการนำทั้งหมด ดูไบกำลังเกลี่ยการนำโดยเพิ่มบทบาทของบรรดา ส.ส.เพื่อไทยภายในขบวน นปช.ให้มากขึ้น เป็นไปได้ว่าต่อในเราอาจจะเห็นคนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ๆขึ้นมามีบทบาทในขบวน นปช.มากขึ้นก็เป็นได้ ขณะเดียวกันดูไบก็กำลังสร้างขบวนการอีกขบวนหนึ่งคู่ขนานกับ นปช. ไว้เป็นทางเลือกหรือคู่แข่งกับ นปช.ในอนาคต ขบวนการคู่ขนานนี้อาจจะมีแนวทางหรือมีลักษณะหลายๆอย่างที่ได้รับอิทธิพลจากคนประเภทแดงจัด เช่น จักรภพ สุรชัย ชูพงษ์ ฯลฯ(เผลอๆ สองสามคนที่กล่าวถึงเข้ามามีส่วนโดยตรงในขบวนการคู่ขนานนี้ด้วย)

สามเกลอมีลักษณะบางอย่างคล้ายๆเนวิน คือ มีอิทธิพลมากเกินไปจนเกือบจะขี่คอดูไบอยู่แล้ว แต่กรณีเนวินจัดการได้ง่ายกว่าเพราะไม่ได้นำมวลชนอย่างเข้มแข็งใหญ่โตขนาดนี้ ขณะเดียวกันเนวินก็เลือกที่จะจากไปแทนที่จะเลือกต่อสู้แข่งขันภายในพรรค โดยเปรียบเทียบแล้วสามเกลอในระยะปีเศษมานี้มีอิทธิพลต่อดูไบมากกว่าสมัยเนวินเรืองอำนาจเสียอีก

อย่างไรก็ตามการกำจัดสามเกลอแบบที่เคยทำกับเนวินนั้นจะส่งผลกระทบกับขบวนการคนเสื้อแดงอย่างมาก การจะหาคนที่มีความสามารถสูงและได้รับการยอมรับจากมวลชนระดับเดียวกับสามเกลอเป็นเรื่องยากมาก การเก็บสามเกลอไว้ดูจะเป็นประโยชน์กว่า แต่ต้องหาทางลดบทบาทสามเกลอด้วยการเพิ่มบทบาทของกลุ่มอื่นๆขึ้นมาเพื่อถ่วงดุลกับสามเกลอ เช่น คนในพรรคเพื่อไทยดังที่กล่าวมาแล้ว และประการสำคัญเชื่อว่าดูไบคงรู้ดีว่าขบวนการคนเสื้อแดงภายใต้แนวทางแบบสามเกลอคงไม่อาจไปถึงเป้าหมายสูงสุดได้(แม้สามเกลอจะรู้ดีว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง แต่สามเกลอคงไม่คิดสู้กับสิ่งนั้นอย่างจริงจัง)

ดังนั้นหากต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางก็คงต้องหาทางทำให้ส่วนอื่นๆขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งทำให้สามเกลออ่อนกำลังลงไปก่อน นั่นคือ ความพ่ายแพ้ในยุทธการผ่านฟ้า-ราชประสงค์ จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การนำของสามเกลอถูกตั้งคำถามมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนอะไรๆก็คงจะง่ายกว่าที่เป็นอยู่

บทเรียนการนำและการตัดสินใจในสงกรานต์เลือด

ปัญหาใหญ่คือจะจำกัดความพ่ายแพ้ไม่ให้เสียหายหนักจนไม่อาจฟื้นคืนชีพได้ในเวลาอันสั้นได้อย่างไร?

การนำที่ค่อนข้างเบ็ดเสร็จของสามเกลอ นำไปสู่การผิดพลาดในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด(เช่น การประกาศไม่ชนะไม่เลิก การยกระดับไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น) และการตัดสินใจไม่ยอมถอย/สลายการชุมนุม แม้แต่ในคืนวันที่ 12 เมษายน 2552 ที่มีการหารือเรื่องนี้กันอย่างเคร่งเครียด จนในที่สุดต้องยอมจำนนอย่างหมดทางสู้ในวันรุ่งขึ้น

เบื้องหลังการตัดสินใจไม่ถอยในคืน 12 เมษายน 52

12 เมษายน 2552 เหตุการณ์คับขันเข้าขั้นวิกฤติ ผู้ชุมนุมถูกทหารปิดล้อมไม่ให้ส่งเสบียงและน้ำ ทหารเปิดทางให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านแต่ไม่อนุญาตให้คนเข้าไปชุมนุมเพิ่ม(ว่ากันว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนเสื้อแดงสองคนถูกสังหารเพราะพยายามเข้าไปในที่ชุมนุมและอาจกระทบกระทั่งกับทหารที่ตั้งด่านอยู่ จึงถูกสังหาร) มีบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนมาขึ้นเวทีในช่วงกลางวัน เช่น จาตุรนต์ ฉายแดง วัลลภ ปิยะมโนธรรม หมอลักษ์ เรขานิเทศ ตอนเย็นเริ่มมีการปะทะกับทหารประปรายโดยรอบพื้นที่ชุมนุม โดยเฉพาะถนนราชดำเนินระหว่างแยกมิสกวันกับลานพระบรมรูปทรงม้า และมีการเผาตึกกรมอาชีวศึกษาแต่โชคดีที่ไฟไม่ลาม มีการก่อกวนโดยรอบ มีเสียงดังคล้ายระเบิดเป็นระยะ(คาดว่าเป็นประทัดยักษ์) มีเสียงปืนดังเป็นระยะในตอนกลางคืน รวมทั้งชาวบ้านนางเลิ้งสองคนก็ถูกยิงตายในคืนนั้น

ตอนเย็นนั้นมีการหารือกันในหมู่แกนนำความจริงวันนี้และ นปช. แกนนำบางคนเสนอให้หาทางถอย เช่น เสนอให้ถอยไปสนามหลวง มีการอภิปรายกันพอสมควรจนเกือบจะเป็นฉันทามติว่าต้องถอย แต่หนึ่งในสามเกลอให้เหตุผลว่าถ้าถอยเท่ากับยอมแพ้และจะไม่สามารถนำมวลชนได้อีก(ในอนาคต) โดยยืนกรานว่ายังไงก็ไม่ถอย แต่ก็จะไม่สู้ ถ้าฝ่ายรัฐจะจับก็ให้เข้ามาจับในท่ามกลางฝูงชน ทำให้สามเกลออีกคนหนึ่งเห็นด้วย ส่วนสามเกลอตัวหัวหน้าไม่แสดงท่าทีใดๆ แกนนำที่เหลือก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก นั่นเท่ากับว่ามติแกนนำในเย็นวันนั้นคือ ไม่ถอย ไม่สู้ อยากจะจับให้เข้ามาจับกลางฝูงชน

การตัดสินใจ ถอย-ไม่ถอย หากต้องเพลี่ยงพล้ำในยุทธการผ่านฟ้า มีนา’53

เข้าใจว่าแกนนำหลายคนคงสรุปบทเรียนจากเมษาปีที่แล้วว่าจะไม่ดึงดันต่อสู้จนต้องพ่ายแพ้ย่อยยับอีกในรอบนี้ ถ้าถึงที่สุดแล้วเดินหน้าไปต่อไม่ได้ก็จะถอย แต่จากบทเรียนเมษาคือมีจังหวะที่จะถอยได้แต่ไม่ถอย(ไม่ใช่แค่วันที่ 12 เมษา) ในที่สุดจึงต้องจำนนอย่างหมดทางสู้

รอบนี้หากแกนนำคนอื่นๆต้องการถอยภายใต้ภาวะที่สามเกลอกุมการนำ สามเกลอจะยอมหรือไม่ ใครจะทัดทานสามเกลอได้หากสามเกลอไม่ยอมถอย เข้าใจว่าแม้แต่ดูไบก็คงไม่สามารถทัดทานได้ อีกอย่างคือจะต้องพ่ายแพ้ถึงระดับไหนถึงจะเพียงพอที่จะยกระดับไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดได้

ปัญหานี้เชื่อว่าไม่ว่าแพ้มากแพ้น้อยก็สามารถทะลุไปถึงเป้าหมายสุดท้ายได้ แต่ถ้าแพ้ย่อยยับก็จะไปถึงได้เร็วหน่อย ถ้าแพ้น้อยก็ถึงช้าหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าต้องการก้าวกระโดดแค่ไหน(เท่าที่พยายามยื้อมาได้เกือบเดือน พยายามทำทุกวิถีทางก็ไม่สำเร็จ ก็น่าจะพอที่จะไปขยายผลให้ตาสว่างกันทั้งแผ่นดินได้ไม่ยากแล้วว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน) แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากที่สุดคือ ความเสียหายของขบวนการที่ไม่แน่ว่าจะรื้อฟื้นคืนมาได้ง่ายๆเหมือนปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตัดสินใจสู้ตาย ก็มีคนพร้อมสู้ตายและจะต้องเจ็บและตายจริงๆ ส่วนแกนนำก็คงถูกกวาดเรียบ ขบวนก็เสียหายหนัก และฟื้นยาก

ของฝากพวกชอบสันติ

ของฝากนักสันติวิธี นักปฏิบัติการไร้ความรุนแรง และพวกที่เสนอให้ใช้สันติวิธี หากเหตุการณ์เข้าขั้นวิกฤติจนยากจะเลี่ยงความรุนแรง ขอเสนอวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยเรียกร้องให้คนเหล่านี้มาเป็นโล่มนุษย์ โดยส่งพวกเขาไปอยู่ในแนวปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐและต้องอยู่จนนาทีสุดท้าย เพื่อให้พวกเขาได้พิสูจน์ความมีสันติในตัวเอง ว่าพร้อมจะยอมตายเพื่อสันติหรือไม่ การเป็นโล่มนุษย์น่าจะช่วยให้ฝ่ายรัฐต้องคิดหนักที่จะใช้ความรุนแรง(ที่จริงขอเรียกร้องให้พวก ส.ส., ส.ว. ปัญญาชน นักวิชาการ คนมีชื่อเสียงทั้งหลาย มาเป็นโล่ห์มนุษย์ด้วย) แต่ถ้าไม่เกิดเหตุรุนแรงจะดีที่สุด

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความพ่ายแพ้ของประชาชนเสื้อแดง

หากเสื้อแดงแพ้เชื่อแน่ว่าหลังจากนั้นสิ่งที่จะตามมา คือ จะมีการปฏิรูปครั้งใหญ่พอสมควรตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง โดยเอาทุกฝ่ายมาร่วมโดยไม่สนใจเสื้อแดงว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ พูดง่ายๆคือโดดเดี่ยวเสื้อแดง แต่การปฏิรูปคงไม่แตะต้องปัญหาสำคัญที่แท้จริงอยู่ดี

สิ่งที่น่าคิดอีกอย่างตอนนี้(คิดหยาบๆโดยไม่ได้ตรวจสอบกฎหมาย)คือความเป็นไปได้ของการยุบพรรคเพื่อไทยด้วยข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงเพราะไปร่วมเคลื่อนไหวกับเสื้อแดง เพื่อทำให้พรรคอ่อนแอลงไปอีก เพราะจะมีหลายคนที่ถูกตัดสิทธิ์(ด้วยข้อหาความมั่นคงเพราะไปร่วมกับเสื้อแดง) แล้วรีบชิงยุบสภา จะทำให้พวกเพื่อไทยที่เหลือรอดตั้งตัวไม่ติด ผึ้งแตกรัง หาพรรคใหม่ไม่ทัน ฝ่ายรัฐบาลเดิมชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมาก ทำให้มีเวลาอีก 4 ปีในการจัดการอะไรต่อมิอะไรได้ตามต้องการ

การต่อสู้ในยุทธการผ่านฟ้ามีนา’53 ที่ขยายแนวรบไปสู่(แยก)ราชประสงค์ คนเสื้อแดงพยายาม(จำเป็นต้อง)ผ่านพื้นแผ่นดินและฟ้า(สะพานผ่านพิภพลีลา และสะพานผ่านฟ้าลีลาศ) ไปสู่(แยก)ราชประสงค์ ที่รายล้อมไปด้วยเทวดาถึงหกองค์(พระพหรม พระพิฆเนศ พระตรีมูรติ พระอิศวร พระนารายณ์ทรงครุฑ พระลักษมี พระอินทร์)เพื่อชิงเอาชัยชนะ แต่หากต้องพ่ายแพ้ก็ไม่อาจหาคำพูดใดมาอธิบายได้นอกจาก“มันเป็นพระประสงค์ของเทวดาผู้ยิ่งใหญ่” (แยก)ราชประสงค์มิอาจทำให้ประชาชน(แดง)สมประสงค์

ฉากสุดท้ายที่อยากเห็น แต่คงไม่ได้เห็น

อยากเห็นแกนนำ นปช.ประกาศชัยชนะท่ามกลางความพ่ายแพ้ทำนองว่า
“ความพ่ายแพ้ในยุทธการผ่านฟ้าฯ ได้เป็นบทพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยแก่พี่น้องประชาชนแดงแล้วว่า พวกเราได้พยายามทุกวิถีทางอย่างสุดความสามารถที่มนุษย์ธรรมดาพึงจะกระทำได้แล้ว พวกเราเดินมาสุดทางจนพวกเราตาสว่างแล้วว่า จอมบงการสูงสุดของฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยไม่ยอมอ่อนข้อให้ประชาชนแม้แต่น้อย พวกเราไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกต่อไป นอกจากต้องทำลายกำแพงแห่งอุปสรรคนั้นเสียให้สิ้นซากเพื่อเดินหน้าไปสู่การสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พวกเราขอตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพี่น้องประชาชนว่าพวกเราจะเอาชนะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเอาชนะได้สำเร็จ ให้จงได้”




 

Create Date : 10 เมษายน 2553    
Last Update : 10 เมษายน 2553 12:37:43 น.
Counter : 346 Pageviews.  

สงครามข่าวสารกับนักแสดงที่ไม่สมบทบาท

7 เหตุผลที่ทำให้ “ขี้” ถูกใช้เป็นอาวุธ
Wed, 2010-03-10
โดย ศรัทธา สารัตถะ
ที่มา – ประชาไท

บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวใกล้เวลาการชุมนุมใหญ่ของนปช. เป้าหมายเพื่อต้องการสื่อสารกับคนกรุงเทพว่า พลังเงียบไม่ควรออกมาชุมนุมร่วมกับคนเสื้อแดง เพราะขาดความชอบธรรมใน 7 ประการ การแถลงข่าวนี้เกิดขึ้นที่พรรคประชาธิปัตย์ จึงสะท้อนจุดยืนร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เขียนมีข้อสังเกตต่อการแถลงข่าวดังต่อไปนี้

1. ข้ออ้างในเรื่องการชุมนุมไม่มีความปลอดภัย

การชุมนุมโดยตัวของมันเองไม่ได้ทำให้เกิดอันตราย แต่แน่นอนว่า ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง แกนนำมีหน้าที่ป้องกันให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ แต่รัฐบาลมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิ ตลอดชนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม โดยไม่มีเงื่อนไข และโดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาโยนความรับผิดชอบให้ รัฐบาลไม่สามารถออกตัวว่าจะไม่รับรองความปลอดภัยให้แก่ประชาชนด้วยข้ออ้างใดๆ การที่สส. บุญยอด ยกทฤษฎี “จับแพะชนแกะ” โดยอ้างคำพูด พล.ต. ขัตติยะ หรือเสธ. แดง ว่าอาจจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉย ไม่ช่วยให้รัฐบาลดูดี หรือพ้นจากความรับผิดชอบไปได้ เพราะแกนนำนปช. ปฏิเสธหลายครั้งแล้วว่า พล.ต. ขัตติยะ ไม่ใช่แกนนำนปช. คำพูดของเสธ. แดง ถือเป็นความรับผิดชอบของเสธ. แดง และไม่ถือว่าเป็นมติของนปช. หากรัฐบาลเห็นว่าคำพูดของเสธ.แดงอาจก่อให้เกิดความไม่สงบ รัฐบาลมีหน้าที่ยับยั้งความรุนแรง แต่ทำไมรัฐบาลกลับเพิกเฉย และใช้คำพูดของเสธ. แดงเป็นข้ออ้างว่าการชุมนุมจะไม่ปลอดภัย

2. ข้ออ้างในเรื่องไม่มีผู้นำที่ชัดเจน

นปช. มีแกนนำที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้น รัฐบาลก็คงไม่สามารถขึ้นบัญชีดำแกนนำดังที่รัฐบาลได้ทำ แต่การจัดรูปองค์กรที่เน้นกระจายอำนาจมากขึ้น ทำให้การนำไม่ให้กระจุกตัวอยู่ที่คนเพียงสองสามคน และทำให้มีผู้ที่พร้อมจะขึ้นมาเป็นแกนนำ ในกรณีที่แกนนำเดิมถูกจับ เพื่อให้การชุมนุมเดินต่อไปได้ นี่ต่างหากคือสิ่งที่รัฐบาลกลัว รัฐบาลมักจะหยิบยกตัวอย่างกรณีที่มีคนขนรถแก๊สมาข่มขู่ประชาชนชาวแฟลตดินแดง และการยึดรถเมล์มาเผาว่า เป็นฝีมือของคนเสื้อแดงที่ต้องการสร้างความรุงแรงในเหตุการณ์ตุลาเลือด แกนนำคนเสื้อแดงปฏิเสธหลายครั้งว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ฝีมือคนเสื้อแดง และเชื่อว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล ในเมื่อเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้กับประชาชน ทำไมรัฐบาลจึงเพิกเฉย ไม่พยายามพิสูจน์และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ในขณะที่รัฐบาลไม่เร่งหาตัวผู้กระทำผิด ทำไมรัฐบาลจึงยกเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมากล่าวหาอย่างต่อเนื่องว่าเป็นฝีมือของเสื้อแดง คำพูดที่ปราศจากการพิสูจน์ต่างหากที่เป็นการยั่วยุและกระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นอันเป็นเงื่อนไขให้เกิดการตอบโต้และความรุนแรง

3. ข้ออ้างในเรื่องไม่มีจุดยืนในการเรียกร้อง

เดิมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และแนวร่วมสร้างความเชื่อว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงมีจุดยืน “สู้เพื่อทักษิณ” คนเดียว เมื่อคนเสื้อแดงได้ยกระดับการต่อสู้ให้ “ไกลไปกว่า” การสู้เพื่อทักษิณ รัฐบาลกลับบอกว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่มีจุดยืน ในสังคมประชาธิปไตย การรวมตัวกันของคนจำนวนมากที่ไม่พอใจสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองหลายๆ อย่าง สามารถมีเป้าหมายร่วม และเป้าหมายที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ จุดยืนในการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ที่เหมือนและแตกต่างกันในบางเรื่องจึงเป็นเรื่องปกติ การเคลื่อนไหวที่ยกระดับให้ไกลไปกว่าการสู้เพื่อทักษิณนี่เอง คือเหตุผลที่ทำให้ขบวนการคนเสื้อแดงเติบโต และมีพลังที่จะบ่อนเซาะอำนาจเผด็จการจากรูรั่วจากหลายด้านพร้อมกัน แต่รัฐบาลและฝ่ายอำมาตย์กลับบิดเบือนว่าการต่อสู้เพื่อเป้าหมายร่วมหลายประการ เป็นการเรียกร้องที่ไร้จุดยืน

4. ข้ออ้างในเรื่องหากเข้าร่วมการชุมนุมแล้ว จะไม่ได้ข้อเท็จจริง

ข้ออ้างของรัฐบาลที่ว่า การเข้าร่วมชุมนุมจะไม่ได้ข้อเท็จจริง เพราะมีการปล่อยข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปลุกระดม รัฐบาลอ้างว่าหากต้องการทราบข่าวที่แท้จริง ประชาชนควรติดตามข่าวจากสื่อต่างๆ อยู่ที่บ้านมากกว่า การพูดเช่นนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการพูดแบบ “เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” ทำให้ดูเหมือนกับว่า รัฐบาลไม่เคยมีส่วนใดๆ ในกระบวนการปล่อยข่าวลือ สร้างข่าวลวง หรือปลุกระดมให้เกิดความกลัวเกลียดชังคนเสื้อแดงที่เป็นไปอย่างอึกทึกในทุกวันนี้ ตามความเป็นจริงแล้ว การโหมกระแสโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลอำมาตย์ที่ครอบงำสื่อ และใช้สื่อสร้างกระแสความแตกแยกเกลียดชังให้กับคนในชาตินั้น กระทั่งคนที่ไม่เหลืองไม่แดง ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกอึดอัดกับ การพูดแบบ “เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่น” อย่างต่อเนื่องเป็นการละเมิดจริยธรรมของนักสื่อสารมวลชนที่ดี เป็นการฆาตกรรมความจริงขั้นที่หนึ่ง เพื่อปูทางให้กับการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม การที่รัฐบาลห้ามไม่ให้คนเข้าร่วมผู้ชุมนุมเพราะกลัวจะรู้ความจริงอีกด้านหนึ่ง จึงเป็นการฆาตกรรมความจริงขั้นที่สอง ซึ่งตอกย้ำความไม่เป็นประชาธิปไตยของสังคมมากขึ้นไปอีก พฤติกรรมเช่นนี้ต่างหากคือเงื่อนไขที่สร้างความแตกแยกและความรุนแรง

5. ข้ออ้างในเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถกลับมาเป็นนายกฯอีกได้

หากยังจำกันได้ เดิมทีการชุมนุมกำหนดว่าจะมีขึ้นก่อนก่อนการตัดสินพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แต่ตอนนั้นรัฐบาลโหมกระแสผ่านสื่อกระแสหลักว่า การชุมนุมก่อนการยึดทรัพย์ มีเป้าหมายเพื่อกดดันการตัดสินของศาล การชุมนุมจึงถูกเลื่อนออกไปเป็นหลังการตัดสินยึดทรัพย์ แต่รัฐบาลกลับบอกว่าการชุมนุมหลังการตัดสินยึดทรัพย์ไร้ความหมาย เพราะไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงคำตัดสินของศาล การให้เหตุผลของรัฐบาล จึงเป็นการอ้างทฤษฎี “หมาป่ากับลูกแกะ” โดยแท้ การเลื่อนเวลาในการชุมนุมเป็นหลังการตัดสินยึดทรัพย์เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คนเสื้อแดงก้าวไปไกลกว่าทักษิณแล้ว ทว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์กลับยึดติดกับทักษิณ และจมปลักอยู่กับการสร้าง “ผีทักษิณ” ขึ้นมาหลอกสังคมอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ข้ออ้างว่าการชุมนุมไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถช่วยทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ จึงเป็นเพียงการใช้จิตวิทยามวลชน เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมเท่านั้น

6. ข้ออ้างในเรื่องการชุมนุมจะไม่มีโอกาสชนะ เพราะทางรัฐบาลได้มีการประสานกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทุกด้าน

การชุมนุมโดยตัวของมันเองไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ไม่ได้มีตัวช่วยเหมือนการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง แต่คุณค่าของการชุมนุม ขึ้นอยู่กับใครจะนิยามคำว่า “แพ้” และ “ชนะ” อย่างไร บางคนบอกว่า แค่ออกมาชุมนุมมือเปล่ากันเป็นล้าน และกลับไปมือเปล่า โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว เพราะการชุมนุมเป็นการยืนยันถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และเป็นการใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่การที่รัฐบาลเอาเรื่องชัยชนะในการชุมนุมไปผูกติดกับการ “ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง” สะท้อนจุดยืนที่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลกำลังสร้างมาตรฐานขึ้นมาใหม่ว่า ใครถืออาวุธ คนนั้นมีชัยชนะในสังคมไทย

7. ข้ออ้างในเรื่องเป็นการชุมนุมที่ไม่มีอารยธรรม

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้ข้ออ้างในเรื่อง “การขับถ่ายของเสียในที่สาธารณะ” เพื่อห้ามไม่ให้ประชาชนมาชุมนุม รัฐบาลอ้างคำพูดประชดประชันของคนๆ หนึ่งว่า ถ้ารัฐบาลไม่จัดที่ๆ เหมาะสมให้ ก็จะถ่ายของเสียในที่สาธารณะ บอกว่าเป็นพฤติกรรมที่ไร้อารยะธรรม ขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม แทนที่รัฐบาลจะถามตัวเองว่า ทำไมรัฐบาลไม่จัดหาส้วมสาธารณะให้เพียงพอ เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปอย่างอารยะ รัฐบาลกลับเพิกเฉยจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม การใช้ข้ออ้างในเรื่อง “ขี้ไม่ถูกที่” เพื่อห้ามไม่ให้คนมาชุมนุม แสดงความไร้วุฒิภาวะของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ไม่น่าแปลกเลยว่าทำไมรัฐบาลชุดนี้จึงถูกประชาชนต่อต้านด้วย “ขี้” มาโดยตลอด ประวัติศาสตร์คงต้องจารึกไว้ว่า “ขี้” ได้กลายเป็นอาวุธของผู้ด้อยอำนาจในสังคมไทย ที่ใช้ตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ ในยุคที่อารยชนจอมปลอม แต่ไร้มนุษยธรรมและความยุติธรรมเฟื่องฟู เฉกเช่นเดียวกับ “รองเท้า” ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ของประชาชนพม่าต่อรัฐบาลเผด็จการ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง *** บุญยอด” ยก 7 เหตุผลที่ไม่ควรเข้าร่วมการชุมนุมเสื้อแดง




 

Create Date : 12 มีนาคม 2553    
Last Update : 12 มีนาคม 2553 3:47:31 น.
Counter : 357 Pageviews.  

วิธีคิดแบบป่าเถื่อนของ"ปัญญาชนแบบไทยๆ";การยกเลิกรัฐประหารโดยการเลือกตั้ง=ทำเพื่อตัวเอง

โดย phuttipong
ที่มา บอร์ดคนเหมือนกัน

หมายเหตุ : บทความนี้ ผมได้เรียบเรียงจากข้อเขียนที่ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล โพสต์คอมเม้นท์โต้ตอบกับ คุณ "ชายขอบ" ที่ประชาไท( ดูที่นี่) ซึ่งเป็นการโต้ตอบที่ อ.สมศักดิ์ อธิบายกรณีรัฐประหาร กับความบิดพลิ้วของปัญญาชน(แบบไทยๆ) ไว้อย่างน่าสนใจมาก

ผมจึงได้รวบรวมข้อเขียนเหล่านั้น มาเป็นบทความชิ้นนี้ครับ โดยที่ ผมเพียงลำดับเรื่องก่อน-หลัง (ตัดบางส่วน ซึ่งน้อยมาก) , ใส่คำเชื่อมต่างๆ และปรับถ้อยคำนิดหน่อยในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เท่านั้น โดยปรับให้เป็นกิจจลักษณะ เป็นทางการมากขึ้น

เมื่อเรียบเรียงเสร็จ ก็ได้ส่งบทความไปยังอีเมล์ของ อ.สมศักดิ์ ให้ช่วยตรวจความถูกต้องแม่นยำ แต่อาจารย์ไม่มีเวลาตรวจละเอียด จึงอนุญาตให้ผมนำมาโพสต์ได้เลย ครับ

-------------------------------

วิธีคิดแบบป่าเถื่อนของ"ปัญญาชนแบบไทยๆ";การยกเลิกรัฐประหารโดยการเลือกตั้ง=ทำเพื่อเอง !!!

ความชอบธรรมของทักษิณ - ความไม่ชอบธรรมของ(กระบวนการต่างๆ)คณะรัฐประหาร

ทักษิณ ถูกรัฐประหาร (ที่โทษประหารชีวิต) ล้มไป ทักษิณ เป็นนายกฯที่ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบธรรมคนสุดท้าย การนิรโทษกรรมให้ทักษิณ จะถือว่า "ทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง" ได้อย่างไร

"คดีความต่างๆ" ที่ว่า ทักษิณโดนอยู่มันมาจากอะไร ไม่ใช่จากการรัฐประหาร หรือ?

แม้ว่า รัฐบาลที่ถูกคณะรัฐประหารล้ม จะ"คอร์รัปชั่น" จริงหรือไม่ , มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ประเด็นเลย เพราะคนที่ทำรัฐประหาร ไม่มีสิทธิแม้แต่น้อยในการทำรัฐประหาร ถ้ามีการ "คอร์รัปชั่น" ของ รัฐบาลที่ถูกเลือกจากประชาชน กระบวนการจะหาทางจัดการตามวิถีทางประชาธิปไตยเอง

การที่ คณะรัฐประหารล้มรัฐบาลไป ประชาชนไม่เพียงมีสิทธิ แต่ยังเป็นหน้าที่ด้วย ที่จะ defend คนที่ถูกรัฐประหารไป ไม่ว่าคนนั้น จะถูกข้อหาอะไร (คอร์รัปชั่น, ฆ่ากษัตริย์ ฯลฯ)

การกล่าวหาว่า ที่ รัฐบาลพลังประชาชน พยายามจะนิรโทษกรรมทักษิณ เป็นเรื่อง "เพื่อตัวบุคคล" ความจริงคือ พลังประชาชน หาทาง "ยกเลิก" การรัฐประหาร ด้วยวิธีเลือกตั้ง ที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้ออะไร (หรือจะให้เขารัฐประหาร จับพวก คมช. ไปประหารชีวิต?)

นั่นเป็นการชอบธรรมทุกประการ

ปัญญาชนไทยส่วนใหญ่ ปากบอกว่า ไม่เอารัฐประหาร แต่ความจริง คือ เอารัฐประหาร เอาการล้มทักษิณ ถ้าจะให้ทักษิณพ้นจากการล้มของรัฐประหาร หรือ พ้นจาก "กระบวนการยุติธรรม" (นี่คือ คำที่เขาใช้กับสิ่งที่ คมช. สร้างขึ้นมาเล่นงานทักษิณ) ปัญญาชนเหล่านั้นไม่เอาครับ เขาจะเอาสิ่งต่างๆที่คณะรัฐประหารสร้างไว้ (ล้มทักษิณ, [คำเรียก]"กระบวนการยุติธรรม" , ครส. , ปปช.)

นี่คือ การปากว่าตาขยิบ คือ การหน้าไหว้หลังหลอก ที่น่าเสียดายที่คนระดับ "ปัญญาชน"ส่วนใหญ่ที่อ้าง ประชาธิปไตย เป็นกันอยู่ในหลายปีนี้ ในที่สุดแล้ว คือ คิดว่า ตัวเองเป็น "ประชาธิปไตย" แต่กลับเอารัฐประหาร รับทุกสิ่งที่คณะรัฐประหารทำ แล้วยังมีหน้ามากล่าวหา คนที่เขาพยายาม "ยกเลิก" สิ่งที่คณะรัฐประหารก่อ ว่า "ทำเพื่อบุคคล" คือ ขอให้ได้ผลที่ตัวเองต้องการ ตัวเองก็ยอมรับ ในกรณีนี้คือ คณะรัฐประหารทำให้ทักษิณล้มไป แล้วตั้ง "กระบวนการยุติธรรม" มาเล่นงาน ปัญญาชนพวกนี้ก็ยอมรับ

คนที่บอกว่า ไม่ defend รัฐประหาร แต่ยอมรับสิ่งที่รัฐประหารทำ คือ การล้ม ทักษิณ ออกจากตำแหน่ง ไม่ใช่ ไม่ defend หรอกครับ เรียกว่า เอา รัฐประหาร ยิ่งกว่า เอา เสียอีก คือ เอา จนไม่รู้สึกตัว ไม่ยอม defend สิ่งที่คณะรัฐประหารล้มไปอย่างไม่ถูกต้อง ,ไม่ยอมพยายามรื้อฟื้นสิ่งที่คณะรัฐประหารทำไป แต่กลับยอมรับมา แล้วยังพูดโดยไม่รู้ตัวอีกว่า ถ้าเขาพยายามกลับไปก่อนรัฐประหาร เขา "ทำเพื่อตัวเอง" ใครอย่าบังอาจมาพยายาม "ใช้เสียงส่วนใหญ่ในสภา" !! เลิก สิ่งที่ คณะรัฐประหารที่กูรักทำไว้ มันผู้นั้น กำลัง "ทำเพื่อตัวเอง" น่าสมเพช ไหม คนประเภทนี้?

ไม่เอารัฐประหาร คืออะไร คือ การกลับไปก่อนรัฐประหาร กล่าวคือ กลับไปก่อนที่ทักษิณถูกล้มนั่นเอง (แล้ว คุณจะไม่เห็นด้วยกับทักษิณยังไง ก็ตามใจคุณ มาว่ากันไป) แต่การยอมรับ ผลการรัฐประหาร ก็คือ ล้มทักษิณ แล้วยังมีหน้า มาพูดซ้ำ เหมือนพวกรัฐประหาร ว่า "ทักษิณทำเพื่อตัวเอง พยายามกลับสู่อำนาจ ฯลฯ ฯลฯ"

"กระบวนการยุติธรรม" due process ในประเทศเจริญแล้ว ต่อให้สมมุติว่า เจ้าหน้าที่จับใครมาขึ้นศาล ถ้าจับด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไม่มีหมายค้น, ไม่อ่าน "คำเตือน" ("คุณมีสิทธิไม่ให้การ คุณมีสิทธิมีทนายได้...") อย่างนี้ ต่อให้ "สังคม" "เชื่อ" ว่า คนที่ถูกจับมานั้น ผิด ศาลยังต้องสั่งให้คดีเป็นโมฆะเลยครับ

ความสำคัญของ due process อย่าว่าแต่ "หลักฐาน" เลย แม้แต่ "คำสารภาพ" ของจำเลย ที่ดูเหมือนจะไม่มีข้อเถียงได้ ("ถ้าไม่ผิดจริง จะสารภาพทำไม") ถ้าไม่ได้มาจาก due process ก็เป็นดำเนินคดีไม่ได้ครับ (มันมีเหตุผล ความเป็นไปได้เยอะว่า ทำไม คนที่ไม่ได้ทำผิด จึงสารภาพ เช่น กรณีคดีต่างประเทศ เขามี pre-bargain คือ มีการตกลงกันล่วงหน้า ระหว่าง อัยการ กับ จำเลยว่า ถ้าจำเลยรับสารภาพ จะลดโทษ ทีนี้ ถ้าจำเลยคนนั้น ไม่ได้ทำผิดเลย ตอนแรก ก็ยืนยันว่า ไม่ได้ทำๆๆ แต่ด้วยการที่ ตำรวจ และอัยการ ใช้วิธีหลอกล่อ เช่น ไม่เตือนว่า "คุณไม่จำเป็นต้องให้การใดๆเลยก็ได้" หรือ "คุณมีสิทธิมีทนายด้วยเสมอ" จำเลย โดนหว่านล้อมว่า ถ้าคุณสู้ อาจจะถึงประหารชีวิต แต่ถ้า "สารภาพ" ผมจะ recommend ศาล แค่ 20 ปี ฯลฯ" อย่างนี้เป็นต้น ... due process จึงสำคัญ ไม่ว่า "หลักฐาน" หรือ "ความเชื่อ" ของ สาธารณะ ของตำรวจ ของ ฯลฯ จะเชื่อแค่ไหนว่า x ทำผิด

ถ้าละเมิด due process กรณีอย่างนี้ ศาลที่ยุติธรรม ต้องปล่อย คนถูกจับ และ "คืนสถานะ" ทุกอย่างที่เขามีก่อนถูกจับให้ ถือว่า เขาบริสุทธิตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่ due process แล้ว ไม่มีคำว่า "โปร่งใส" ได้เลยครับ กระบวนการสืบสวนทางอาญา มันซับซ้อนมาก และ ละเอียดอ่อน ใครเป็นคนทำ มีเบื้องหลัง หรือเป็นศัตรูทางการเมือง กับจำเลย นิดเดียว ก็ทำให้ "โปร่งใส" แต่มีข้อสรุปไม่เป็นธรรมกับจำเลยได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะดู "โปร่งใส" ขนาดไหน ก็รับไม่ได้ครับ

สรุปแล้ว สิ่งที่มาจากคณะรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่ due process จึงไม่สามารถรับได้เลย

การยอมรับให้ "คดีความต่างๆ" ที่มาจากวิธีรัฐประหาร ใช้เล่นงานทักษิณได้ ก็คือ คุณยอมรับการรัฐประหาร ก็คือ คุณเป็นพวกปากอ้างประชาธิปไตย แต่เอาจริงๆ คือเอารัฐประหารยอมรับการตั้ง "คดีความต่างๆ" ของรัฐประหาร

ต่อให้เป็นคนที่คุณจับมา คุณเชื่ออย่างเต็มที่ ดูเหมือนมีหลักฐานเต็มที่ว่า เขา "ผิด" ถ้าการจับนั้น ทำโดยผิด due process "คดีความ" ยังต้องยกเลิก (และไม่สามารถ double jeopardy คือ ไม่สามารถฟ้องซ้ำได้อีกเลย) อธิบายรวบประเด็น คือ

1. ไม่มีใครผิด จนกว่า จะได้รับการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม

2. ดังนั้น จุดเริ่มต้น premise ที่ว่า "ถ้าทักษิณโกงจริง" ก็เอาเทียบกับการรัฐประหาร ไม่ได้แล้ว เพราะ การรัฐประหาร เป็นการกระทำที่ผิดแน่นอน ล้มล้างกฎหมาย โทษถึงประหารชีวิต ไม่มีข้อยกเว้น ว่า "ถ้าผิด โดยเพื่อล้มรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่า คอร์รัปชั่น ก็ไม่ถือว่าผิด" เลย ประเด็นคือ เอามาเทียบกับในลักษณะนี้ไม่ได้

3. ดังนั้น ก็มาประเด็นที่อธิบายไปแล้ว x เป็นคนผิด ข่มขืน ฆ่า ฯลฯ แต่ตำรวจไม่มีหลักฐานจะเล่นงานเขา ก็เลยใช้วิธีการนอกกฎหมายมา (เช่น ค้นโดยไม่มีหมาย ฯลฯ) คดีขึ้นถึงศาล ... ศาลในประเทศศิวิไลซ์ เขาทำยังไง เขาปล่อย x เพราะมันผิด due process(เทียบกับการรัฐประหาร เขาก็ throw out คือ ยกเลิก โยนมันทิ้งเลย) และเนื่องจากหลัก double jeopardy คือ ห้ามฟ้องซ้ำในคดี เดียวกัน ดังนั้น x จะไม่มีวันถูกฟ้องซ้ำอีกในกรณีข่มขืน ฯลฯ "กระบวนการ" ที่เอา x มาขึ้นศาล ต้องล้มทั้งหมด เช่นกัน นี่ไง ถึงเรียกว่า ไม่เอา รัฐประหาร (ไม่เอา การละเมิด due process โดยแท้จริง ไมใช่ ไม่เอาแต่ปาก)

ทำไม เขาต้องเคารพกติกา ต้องเคารพ due process แบบนี้ ก็เพราะ มันมาจาก premise ที่วา "ไม่มีใครผิด จนกว่า จะตัดสินโดยกระบวนการยุติธรรม" ดังนั้น จึงต้องปล่อย ไม่ว่า x จะ "ผิด" ยังไง ถ้ายอมรับการทำผิด due process ได้ ในกรณีที่ x ผิด แบบนี้ ในกรณีอื่นๆ ก็ทำผิด due process ได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก

กรณีทักษิณก็เช่นกัน ไม่ว่า คุณจะเห็นว่า เขา "โกง" ยังไง ก็เอามาเปรียบเทียบบรรทัดฐานเดียวกับ การรัฐประหารไม่ได้ เหมือนกับ ไม่สามารถบอกว่า ในเมื่อ x ผิด ตำรวจก็ทำผิด = ผิดทั้งคู่ ไม่ใช่เลย ในระบบกฎหมาย ถ้า x ผิด แต่ตำรวจทำผิดกระบวนการ = ตำรวจผิด และต้องปล่อย x = x ไม่ผิด (เพราะไม่ถูกตัดสิน และ double jeopardy)

เช่นกัน คอร์รัปชั่น คือการ ผิดกฎหมาย แต่การรัฐประหาร คือ ล้มทั้งระบอบ ล้มกฎหมายสูงสุด คุณทำผิดกฎหมาย ผิดใช่ แต่การไม่มีกฎหมายเลย เลิกกฎหมายเลย กรณีนี้ ถือว่าผิดกว่า และต้องเลิกสิ่งที่ตามมาจากการทำผิดลักษณะนี้

ตรรกะที่ว่า ห้ามเลิกกระบวนการ-คดีความต่าง ๆ ที่คณะรัฐประหาร ทิ้งไว้ให้ ตรรกะแบบนี้ ทำให้ ผู้ก่อการรัฐประหารได้ใจ ขอแต่ให้ รัฐประหารไว้ (แล้วนิรโทษกรรมตัวเองก็ได้ "ปัญญาชนจอมปลอม" ก็ไม่กล้า เรียกร้องให้ประหารพวกเราอยู่แล้ว มันเชื่อใน กฎหมายนิรโทษกรรมของเรา) แล้วก่อนลงจากตำแหน่ง ก็ออก กระบวนการ เล่นงานรัฐบาล ที่ล้มไปไว้ ผลคือ ถึงเวลา พวก "ปัญญาชนจอมปลอม" มันก็จะ ยืนยันว่า ห้ามเลิก "กระบวนการ" ต่างๆ ที่เราตั้งไว้นะ จะเป็นการ "ทำเพื่อบุคคล"

ความลักลั่นของปัญญาชนที่อ้างว่าปรีดีชอบธรรมกว่าทักษิณ

สมัยที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้ปรีดี จะเรียกว่า "ทำเพื่อบุคคลคนเดียว" หรือ?

เรื่อง "ทำเพื่อทักษิณคนเดียว" ด้านหนึ่งเป็นข้ออ้างของพวกรัฐประหาร ขณะเดียวกันก็สะท้อน ความปัญญาอ่อน ของ"ปัญญาชน"

การยัดข้อหา "คอร์รัปชั่น" แล้วทำรัฐประหาร ใครต้องการ defend รัฐบาลเลือกตั้ง ที่ถูก คณะรัฐประหาร ล้ม ก็ต้องกลายเป็น "ทำเพื่อตัวบุคคล" เพราะ "ตัวบุคคล" นั้น "ถูกข้อหาคอร์รัปชั่น" กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าใคร "มีข้อหาคอร์รัปชั่น" สู้ defend คนนั้น ไม่ได้ ไม่ว่าจะโดน รัฐประหารยังไง เพราะจะ = ทำเพื่อบุคคล

เพราะฉะนั้น ถ้าทุกครั้ง พวกนี้ ทำรัฐประหาร ก็ยัดข้อหา คอร์รัปชั่น แล้วว่า ดังนั้น จึงชอบธรรมที่จะรัฐประหาร อย่างนั้นหรือ

รัฐบาลปรีดี เป็นรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่น อาจจะมากที่สุดใน ประวัติศาสตร์เลยก็ได้ (โดยสัมพัทธ์) คำ "กินจอบกินเสียม" ของนักการเมือง มาจากการกล่าวหา รัฐบาลปรีดี นี่แหละ ในสมัยปรีดี-ธำรง ไม่มีคนระดับรัฐมนตรีโดนลงโทษหรือสอบสวน ต่อ "การกินจอบกินเสียม" แต่อย่างใด แล้วก็เลยกลายเป็นประเด็นที่ถูกโจมตีอย่างหนักจาก ประชาชนในขณะนั้น


และข้ออ้างสำคัญหนึ่ง ของ รัฐประหาร2490 ก็เรื่อง คอร์รัปชั่นนี่แหละครับ

แน่นอน อีกข้ออ้างคือ กรณีสวรรคต จะเห็นว่า ตอนนั้น "คนส่วนใหญ่" "สังคม" ฯลฯ ล้วนแต่เชื่อว่า "ปรีดีมีลับลมคมใน" เพราะอะไร เพราะท่าทางพระบรมศพบอกชัดว่า คนอื่นยิง ปรีดี ก็ยังยืนกรานหัวชนฝา ว่า "อุบัติเหตุ"(โดยพระองค์เอง) แล้ว คณะรัฐประหาร ก็ตั้ง กรรมการขึ้นมาสอบสวน หลังโค่นปรีดีไป โดยใช้คนที่เป็นศัตรูกับปรีดี เป็นคนดำเนินการ พอขึ้นศาล จำเลยคดีสวรรคต ก็แย้ง ร้องเรียนต่อศาลประเด็นนี้ ว่า ไม่ควรรับคดีนี้เลย เพราะมาจากการรัฐประหาร ศาลก็ไม่ยอมฟัง ยืนยันว่า โดยรัฐประหาร หรือไม่ ไม่สำคัญ ถ้าดำเนินการตามสมควรแล้ว ฯลฯ ก็ถือว่า รับคดีได้ อะไรประมาณนี้ คือยอมรับ คดีที่ถูก "ชง" ขึ้นโดย คณะรัฐประหาร ไม่ว่า ฝ่ายจำเลยจะประท้วงอย่างไรก็ตาม และในกรณีปรีดีนี้เอง ช่วงทศวรรษ 2490 ทุกครั้งที่มีข่าวว่า ปรีดี ต้องการจะกลับ หรือ แม้แต่ตอนที่ปรีดี พยายามยึดอำนาจ(ด้วยกำลัง) คืนเมื่อ กุมภา 2492 พวกรัฐประหาร ก็จะใช้ข้ออ้าง "ถ้าปรีดีอยากกลับมาจริงๆ ต้องพร้อม เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน" ต้องขึ้นศาลคดีสวรรคตก่อน.... เหมือนกันเลย แม้แต่ข้อกล่าวหาที่วา ปรีดีหรือคนเชียร์ปรีดี พยายาม"ทำเพื่อตัวเอง" (ให้กลับมามีอำนาจ) ก็เหมือนกันเลย

พวกขี้ข้า รัฐประหาร ไม่ว่าสมัยไหน นิสัยสันดานเหมือนกันหมด (มีแต่พวกกูเท่านั้น ที่อยู่ใน "กระบวนการยุติธรรม")

เรียนรู้ "ประชาธิปไตย" แต่เปลือก ไม่เข้าใจแก่น

นายกฯที่มาจากเลือกตั้ง ที่ถูกล่มไปด้วยการรัฐประหาร เรียกร้องให้คืนสิ่งที่ถูกล้มไป (ทั้งเรียกร้องเองและประชาชนที่สนับสนุนเรียกร้อง) เป็นความชอบธรรมทุกประการ

เรื่อง หลักการ ("ไม่ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับคุณอย่างไร ผมจะ defend สิทธิตามประชาธิปไตยของคุณ" ในกรณีนี้ คือ ไม่ว่าจะไม่เห็นด้วยกับทักษิณอย่างไร ก็ต้อง defend สิทธิที่ทักษิณถูกคณะรัฐประหารล้มไป)

ผมพูดตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ผม defend ทักษิณ ด้วยเหตุผลที่ทักษิณได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน และถูกล้มไปด้วยรัฐประหาร ถ้าเปลี่ยนชื่อจาก ทักษิณ เป็นอภิสิทธิ์ แล้วอภิสิทธิ์ โดนอย่างเดียวกัน ผมก็ defend อภิสิทธิ์เช่นกัน

ผมไม่เคย defend ทักษิณในเรื่องอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง ที่เขาถูกรัฐประหารเลย อำนาจตำแหน่งของเขา และเงินทองของเขา รวมทั้งคดีความต่างๆ ที่ คณะรัฐประหาร สร้างไว้ สิ่งเหล่านี้ ผมยินดี defend อย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะชื่อทักษิณ แต่เพราะ นี่เป็นหลักการ คือ ไม่มีใครมีสิทธิมาใช้การรัฐประหาร ล้ม choice ที่ประชาชนเลือกอย่างเสรีขึ้นมา

สิ่งที่ปัญญาชน แคร์เหลือเกินคืออะไร? .. "คอร์รัปชั่น" ผมพูดไม่ใช่บอกว่า เรื่องนี้ ไม่สำคัญ แต่ความสำคัญของทุกเรื่อง ต้องมี proper perspective การเอาเรื่อง "คอร์รัปชั่น" มาเปรียบเทียบกับการ ?รัฐประหาร? ตลอดเวลา แสดงความ ทุเรศ จนน่าเศร้า ถ้าเป็นประเทศอื่น ที่เขาเข้าใจ ประชาธิปไตยจริงๆ การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของประชาชน , การล้มรัฐธรรมนูญ ฯลฯ นี่ต้องสู้คืน ต้องแลกด้วยเลือดด้วยชีวิตเลยยอมไม่ได้ แต่ปัญญาชนอีกหลายคนในประเทศนี้ ที่ปกติเคยชินกับการกราบตีนศักดินามาเป็นสิบๆปี ทนได้ ไม่รู้สึกอะไรกับการกราบตีนนั้น แย่ จนไม่รู้จะแย่ยังไง ยัง"ห่วง" เรื่อง"คอร์รัปชั่น"!! คือ เอามาเปรียบเทียบด้วยความห่วงตลอดเวลา ว่า "แหม นะ น่าห่วงจัง คอร์รัปชั่น ไม่ถูกลงโทษ รัฐประหารไม่ถูกลงโทษ" มันน่าสมเพชขนาดไหน

รัฐบาลโจร ตั้งกรรมการทั้งหลายมา ปัญญาชนแบบไทยๆ กลับบอกว่า เป็น "กระบวนการยุติธรรม" แล้ว เงินเดือนที่ รัฐบาลโจร ใช้ ที่ กรรมการที่ตั้งโดยรัฐบาลโจร ที่ไม่มีสิทธิในการตั้งใครนั้น มันเงินปล้น-เงิน คอร์รัปชั่น แท้ๆ

แล้วนี่หรือคือการ "สอบสวน คอร์รัปชั่น ตามกระบวนการยุติธรรม"

กรรมการทั้งหลาย ที่ คมช.ตั้งขึ้น คอร์รัปชั่น อยู่ทุกวัน ไมใช่ในความหมาย อุบอิบ เลยครับ แต่ในความหมาย เอาเงินเดือนนี่แหละ นี่คือ คอร์รัปชั่น คือเอาเงินของรัฐทั้งๆที่ไม่มีสิทธิจะเอา เพราะได้อำนาจมาโดยไม่ชอบ

ประชาชน defend คนที่ถูกละเมิดอย่างผิดประชาธิปไตย ไม่ว่า บุคคลนั้นจะเป็นใคร ก็ถือเป็นการ defend ประชาธิปไตย นายกฯเลือกตั้ง ถูกคณะรัฐประหารล้มไป defend "กติกา" ในทีนี้คืออะไรไม่ทราบ ไม่ใช่ว่า defend ว่า "มึงล้ม x ซึ่งเป็นนายกฯเลือกตั้ง ด้วย คณะรัฐประหาร ไม่ได้นะโว้ย" ดังนั้น จึงเท่ากับ defend ตัวนายกฯคนนั้นด้วย (หรือในทางกลับกันการ defend นายกฯเลือกตั้ง ว่า ห้ามคณะรัฐประหารเอา นายกฯ ออก เพราะ ประชาชนเลือกมา จะไม่เป็นการ defend กติกาได้อย่างไร? ในทางปรัชญา เขาเรียกว่า การ set up fault dichotomy (คู่ขัดแย้งปลอมๆ คือ ระหว่าง "บุคคล" กับ "กติกา" ว่าเป็นคู่ที่ขัดแย้งกัน ต้องเลือก)

ความไม่ประสาของคนไทยส่วนใหญ่ และ ปัญญาชนแบบไทยๆ

สิ่งที่ คนไทยส่วนใหญ่ และปัญญาชนแบบไทยๆ ไม่เข้าใจ คือเรื่อง "กระบวนการ" เป็นเรื่องสำคัญสุดยอด ละเมิดไม่ได้ สำหรับ พวกเขา คิดแบบ pragmatism ทำนองว่า โอเค การรัฐประหารมันผิด แต่ถ้าหลักฐานต่างๆ ที่ได้มา มันยืนยันว่า x ผิดจริง ก็เอาหลักฐานนั้น มาดำเนินการได้ (ก็เหมือนกรณีตัวอย่าง x ฆ่าข่มขืน โอเค ตำรวจที่จับ อาจจะทำผิดกระบวนการ ก็ลงโทษตำรวจไป แต่ x ยังผิดอยู่ดี ตามหลักฐานที่ได้มา ก็ตัดสินให้ผิดได้ ดำเนินการต่อได้)

วิธีคิดแบบป่าเถื่อน (ป่าเถื่อนจริงๆ ประเทศศิวิไลซ์เขาสรุปเป็นสิบเป็นร้อยปีแล้วว่า คิดแบบนี้ไม่ได้) ผิด เพราะ

1. ไม่ว่า ในขณะใดของ ประวัติ ศาสตร์ เราอาจจะเห็นว่า x ผิดแน่ๆ 10000000% รวมทั้ง "หลักฐาน"ที่ได้ ก็ยืนยันเช่นนั้น มีโอกาสเสมอ แม้จะ 1% ที่ x อาจจะไม่ผิดก็ได้ (อย่าว่าแต่ ต่อให้ตัดสินไปแล้ว ก็ยังมีเปอร์เซ็นต์นี้อยู่) ดังนั้น 1% นี่แหละสำคัญ (นี่พูดให้ตัวเลขเว่อร์เลยนะ ความจริง โอกาสที่ว่า x ไม่ผิด โดยทั่วไปสูงกว่านั้นเยอะ กรณีคอร์รัปชั่นนี่แหละตัวดีนัก) การมี due process ก็คือ เพื่อให้โอกาสกับคนที่ไม่ผิด ได้สู้อย่างแท้จริง ให้ความเป็นไปได้ว่า 1% นี้ อาจจะเป็นเรื่องถูก

หลายสิบปีก่อน คนก็เชื่อ 90 กว่า % ว่า ปรีดี เกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต แม้แต่ปัญญาชน อย่าง สุลักษณ์ยังเชื่อ ใครต่อใครก็เชื่อ แล้วไงตอนนี้? ปัญญาชนทั้งหลายยืนกรานเด็ดขาดว่า ทักษิณ คอร์รัปชั่น ไม่ "คิดตื้น" ไปหน่อยหรือ?

สรุปแล้ว เรื่อง due process จึงสำคัญ ไม่ว่า จะขัดความรู้สึกว่า x ผิดอย่างไรก็ตาม

2. ไม่มีสิ่งที่ว่า ต่อให้กระบวนการผิด แต่หลักฐานที่ได้จากกระบวนการนั้น (ดูที่เขายอมรับมาตรงๆว่า สิ่งที่ได้จากรัฐประหาร สามารถใช้ยืนยันความผิดทักษิณได้) ไม่มีเรื่องเช่นนี้ในโลก ความถูกต้องของ"หลักฐาน" มาจากกระบวนการที่ถูกต้อง มีโอกาสเสมอ (อันนี้ ไม่ใช่ 1% ด้วยซ้ำ อาจจะถึง 100%) ที่หลักฐาน ซึ่งได้จากกระบวนการที่ถูก จะไม่ตรงเลยกับหลักฐานที่ได้จากกระบวนการที่ผิด

x ข่มขืนฆ่า ทุกอย่าง ชี้ไปที่อันนี้หมด ตำรวจไม่รู้จะทำยังไง เพราะไม่มีหลักฐานมัดตัว ก็ใช้วิธีผิด เช่น หลอกล่อให้สารภาพ โดยไม่ยอมเตือนล่วงหน้าว่า คุณมีสิทธิที่จะไม่สารภาพ หรือไม่ให้การเลยก็ได้ ปรากฏว่า x สารภาพ "ผมข่มขืน" เองครับ หลังจาก ศาลพบความจริงเรื่องนี้ ก็เลยลงโทษตำรวจ ถ้าคิดแบบคนไทย หรือคนป่าเถื่อน หรือปัญญาชนงี่เง่า ก็จะคิดว่า โอเค ตำรวจผิด ก็ลงโทษตำรวจไป แต่คำสารภาพ มันเป็นหลักฐานชัดว่า x ผิด ก็เจ้าตัวสารภาพมาเอง จะมีอะไรทีเถียงได้อีก ดังนั้น ก็เอาคำสารภาพ มาดำเนินคดีใหม่

แต่ในประเทศศิวิไลซ์ เขาทิ้งคดีนั้นเลย (และ double jeopardy อีกต่างหาก) เพราะอะไร เพราะมันไม่มีเรื่องนิทานประเภท "หลักฐานที่ถูก ยังไงก็เป็นหลักฐานที่ถูก ไม่ว่าจะได้มายังไง" (นี่คือวิธีคิดแบบ "ชายขอบ" แหละ เขาจึงพร้อมจะเอาหลักฐานหรือ"กระบวนการ" ที่ คณะรัฐประหารทำไว้ มาทำต่อ) เช่น กรณี x สารภาพ ใครจะรู้ (นี่ไมใช่สมมุติ เกิดขึ้นจริง) x อาจจะไม่ได้ข่มขืนฆ่าเลย แต่ทุกคนชี้ไปที่เขาหมด สังคมพร้อมใจกันตัดสิน สื่อมวลชน ฯลฯ แม้แต่ญาติเขา เมียเขาก็ไม่เชื่อ พอตำรวจจับเขาไป ตำรวจก็ยืนยัน สร้างบรรยากาศแวดล้อมให้เขารู้สึกถึงเรื่องนี้ ชี้ช่องให้เขาว่า สารภาพเถอะ จะได้จบๆ ทุกคนจะได้ให้อภัยเขา เขารู้สึกหมดอาลัยตายอยากเต็มที่ (เช่น แม้แต่คนที่เขารัก และมีความหมายตอเขามากๆ เช่น แฟน ลูก พ่อ แม่ ก็เชื่อตาม"หลักฐาน") เขาก็เลยสารภาพไป เขาไม่มีทนายอยู่ด้วย ถ้ามีทนาย ทนาย ก็อาจจะพูดเตือนสติเขาได้ ว่าไม่ต้องให้การ ... อย่างนี้ จึง "สารภาพ" ไป และโดนลงโทษไปทั้งๆที่ไม่ได้ผิด ถ้าเป็น"ปัญญาชนแบบไทยๆ" ก็เอาสิ คำสารภาพ มันชัดๆอยู่แล้ว ไม่ว่าจะได้มาด้วยการละเมิด due process อย่างไร (ตำรวจไม่ยอมเตือนว่า เขาไม่พูดเลยก็ได้ เขามีทนายอยู่ด้วยได้)

เห็นไหม ว่ามันสำคัญขนาดไหน เรื่อง due process แม้แต่ "หลักฐาน" ที่ดูเหมือน 1000000% ว่า x ผิด ก็ยังสามารถเป็นคนละเรื่องได้ ถ้าไม่ใช่ due process

และเมื่อประกอบกับข้อ 1 ข้างต้นแล้ว จึงสำคัญมากๆ อาจจะหมายถึงความแตกต่างระหว่าง ความเป็นความตาย ของคนบริสุทธิ์ (และนี่คือวิธีคิดเบื้องหลัง ที่มีการพูดๆกันว่า "ปล่อยคนผิด 10 คน ดีกว่า ลงโทษคนบริสุทธิ์ 1 คน" กระบวนที่ว่ามานี้ ใช่ มีโอกาสทำให้คนผิดหลุด - แต่นี่เป็นความผิดของ เจ้าหน้าที่ที่ไม่ยอมทำตามกระบวนการเอง - แต่ในระยะยาว มีความสำคัญมาก เพราะมันประกัน ไม่ให้คนบริสุทธิ์ ต้องถูกอำนาจตามใจชอบเล่นงาน โดยอ้าง "ผล" ไม่ดูวิธีการ - คมช. ทำผิดวิธีการ แต่ผลที่ออกมาก็ถูกนี่ ทักษิณผิดตามหลักฐานที่ คมช.ค้นมาจริงๆ นี่ไงวิธีคิดของปัญญาชนแบบไทย ๆ)

ในประเทศเจริญแล้ว เขาจึงไม่รับใดๆเลยทั้งสิ้น กระบวนการที่ได้มาที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่คิดแบบ pragmatism ว่า เออน่าๆ ถึงจะได้มาไม่ถูก ก็ลงโทษไอ้คนทำไม่ถูก (ลงโทษ ตำรวจ ผู้ก่อรัฐประหาร ฯลฯ อันที่ "ปัญญาชนแบบไทยๆ" ขี้ขลาดเกินกว่าจะเขียนเรื่องนี้ด้วยซ้ำ) .. แต่"หลักฐาน" ที่ได้จากการทำไม่ถูกนั้น มัน"ถูกต้อง" ได้นี่ เอามาใช้ต่อได้ ไอ้คนที่ถูกจับอย่างไม่ถูก จึงยังต้องถูกจับต่อไป "คดีความต่างๆ" ที่ได้มาอย่างไม่ถูก ก็ดำเนินต่อไป

มันเรื่องน่าเศร้า ที่ประเทศนี้ ป่าเถื่อนทางความคิดขนาดนี้


ปล. โปรดสังเกตว่า arguments ของผมทั้งหมด ไม่มีตรงไหนเลยทีอ้างถึงเรื่อง "เสียงส่วนใหญ่" เพราะ มันไม่เกี่ยวเลย การไม่เอารัฐประหารไม่เกี่ยวกับ "เสียงข้างมาก" หรือไม่ข้างมากในสภา อย่างเป็นรูปธรรม ต่อให้ ในปี 2551 พลังประชาชน ไม่ได้เป็นเสียงข้างมาก ไม่ได้เป็น รบ. ก็มีความชอบธรรมเต็มที่ ที่จะหาทางยกเลิก "คดีความต่างๆ" ที่คณะรัฐประหารทำไว้ (ที่จริง ทักษิณและพลังประชาชน มีสิทธิใช้กำลังอาวุธ รัฐประหารคืนด้วยซ้ำ เหมือนที่ปรีดี ทำเมื่อปี 2492)

นี่เป็นปัญหาหลักการว่า จะเอา หรือไม่เอา รัฐประหาร และกล้าพอจะ ไม่เอา รัฐประหาร จริงๆหรือไม่ หรือ เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก ปากว่าตาขยิบ แม้แต่กับตัวเอง




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2553 16:07:50 น.
Counter : 378 Pageviews.  

สังคมไทยคงจะเจริญกว่านี้ ถ้าเราเลิกพร่ำเพ้อถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์กันได้ซะที

ที่มา บอร์ดฟ้าเดียวกัน

เมื่อช่วงต้นปีผมได้รับหนังสือเล่มหนึ่งเป็นของขวัญปีใหม่ นั่นคือวารสารศิลปศาสตร์ ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑ ในนั้นมีบทความเรื่อง "ความล่มสลายของการศึกษาไทย: จากรากหญ้าสู่รากฝอย" ของ วรินทร วูวงศ์ อาจารย์ภาคญี่ปุ่น คณะศิลปฯ ธรรมศาสตร์ เป็นบทความที่วิจารณ์ระบบการศึกษาไทยอย่างไม่ปรานีปราศรัย มีข้อความอยู่ตอนหนึ่งที่อ่านแล้วกระทบใจจนเป็นที่มาของบทความนี้ ดังว่า

"เมื่อดูสิ่งที่ติดในห้องเรียนจะพบว่าโรงเรียนตะวันตกหล่อ หลอมเด็กด้วยสิทธิและหน้าที่ โรงเรียนญี่ปุ่นหล่อหลอมเด็กด้วยเป้าหมาย ทั้งสองโรงเรียนมีจุดร่วมกันคือ การหล่อหลอมเด็กอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้รู้จักการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นใน สังคม ในขณะที่โรงเรียนไทยหล่อหลอมเด็กด้วยรูปชาติ รูปศาสนา รูปพระมหากษัตริย์..."

ไม่เพียงข้อเท็จจริงนี้จะกระทบใจอย่างรุนแรงเท่านั้น หากเมื่อได้อ่านทบทวนดีๆ และคิดย้อนต้นไปพิจารณาความเป็นจริงของสังคมไทยแล้ว ก็จะพบความน่าสลดสังเวชน่าสิ้นหวังของสังคม ซึ่งทำให้ผมทั้งอึ้ง จุก โกรธแค้น "ความเป็นไป" ของสังคมนี้อย่างยิ่ง

ผมอยากจะเรียกสภาพที่จะพูดถึงต่อไปนี้ว่าเป็น "ความว่างเปล่าใต้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" สามสิ่งนี้เป็นรูปลักษณ์ของวาทกรรม/อุดมการณ์บางอย่างที่ฝังตัวอยู่ในสังคม ไทย ซึ่งมันผูกมัดวิธีคิดวิถีปฏิบัติของคนไทยไว้อย่างไร้แก่นสารยิ่ง เราจะพบว่าสังคม (โดยเฉพาะในโรงเรียน) พยายามที่จะปลูกฝังสำนึกแห่งการเชิดชูเจ้าสามสิ่งนี้อย่างเข้มข้น ราวกับว่ามันคือจุดหมายสูงสุดของสังคม เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ขาดไม่ได้ในสังคมไทย แต่เมื่อกระชากหน้ากากที่ปิดบังความว่างเปล่านั้นออก เราก็จะพบว่ามันกลวงโบ๋ ไม่เชื่อมโยงอะไรกับชีวิตทางสังคม และยิ่งไม่ให้อะไรเลยกับการพัฒนาประเทศ

เพราะอะไรเล่าประเทศที่เชิดชูชาติและสถาบันของชาติอย่างเกร่อล้นกลับไม่ พัฒนาไปไหนสักที ก็เพราะเราพูดถึงชาติ ความรักชาติ ในบริบทของความล้าหลัง เมื่อพูดถึงชาติจะพบชุดปริจเฉท (Discourse) ที่ซ้ำซากคาดเดาได้ เช่น ตายเพื่อชาติ ไปเป็นทหาร บรรพบุรุษของเราแต่โบราณ และภาพลักษณ์ที่นึกถึงก็คือพระนเรศวร พระเจ้าตาก สุริโยไท พม่า ขี่ช้างไปรบ บลาๆ นี่คืออุดมการณ์ที่สร้างให้ชาติเป็น Imagined Community อันแสนศักดิ์สิทธิ์ แต่ช่างเลื่อนลอย กลวงโบ๋ ไม่เชื่อมโยงอะไรกับสังคมและการกระทำในสังคมได้เลย เราพร่ำพูดเรื่องชาติ แต่สังคมที่ดีงามกลับไม่มีตัวตน เราพูดเรื่องตายเพื่อชาติ แต่ไม่พูดถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเคารพสิทธิกันและกัน การรู้จักหน้าที่พลเมือง ตายเพื่อชาติได้ แต่ทิ้งขยะลงถังไม่ได้ เคารพกฎหมายไม่เป็น เราพูดถึงชาติเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียว แต่ความเป็นหนึ่งเดียวจะเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีพม่า มีสิงคโปร์ มีเวียดนาม มีฝรั่งมาเป็นคู่แย้ง พออยู่ร่วมกันในสังคมก็แบ่งแยก กดขี่ เอาเปรียบกันในทุกชนชั้น เคารพกันที่อำนาจ มองอำนาจเป็น Absolute Right ถ้ามีอำนาจสูงกว่าจะทำเลวทรามต่อคนที่ด้อยกว่าอย่างไรก็ได้โดยไม่ผิด

เมื่อพูดถึงศาสนาอันเป็นหนึ่งในตรีเอกานุภาพแห่งความว่างเปล่านี้ เราจะพบว่ามันถูกทำให้เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เน้นพิธีการ และมีลักษณะที่เชิดชูพุทธศาสนาในเชิงการสร้างเอกลักษณ์ แต่ศักยภาพของศาสนาที่เป็นเครื่องมือในการประสานสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่าง สงบสุขกลับถูกปลูกฝังอย่างแกนๆ ศาสนากลับเป็นเรื่องของรูปพระพุทธรูป พระพุทธเจ้าเดินได้ ๗ ก้าวตอนเกิด มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา สังคมไทยภูมิใจในศาสนาพุทธมาก แต่เราก็แกล้งขยิบตาให้กันเสมอๆ เมื่อต้องการทำเรื่องผิดศีลธรรม มโนธรรม ศาสนากลายเป็นเครื่องมือในการเอาตัวรอดของปัจเจกในระบบทุน เช่น ไปวัดขอพรให้รวย ทำบุญเพื่อจะได้ไม่ตกยาก ฯลฯ ผมนึกประหลาดใจอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมสถาบันศาสนาที่ปลูกฝังกันตั้งแต่โรงเรียน แต่กลับมีอิทธิพลในเชิงวิถีชีวิตน้อยมาก ศีลธรรมกลายเป็นเครื่องมือของพวกผู้ปกครองและศักดินา เกิดความลักลั่นในเชิงคุณค่าเต็มไปหมด และในสังคมที่อวดอ้างการเป็น "พุทธประเทศ" ใยจึงไม่ปรากฏการผูกโยงและจัดโครงสร้างทางสังคมที่ดีจริงด้วยศาสนาเลย หรือว่าสถาบันศาสนาของไทย เมื่อก้าวไปสู่การธำรงสังคมแล้ว มันก็ล้มเหลวไม่ต่างจากสถาบัน/อุดมการณ์เรื่องชาติเลยแม้แต่น้อย

สุดท้ายคือพระมหากษัตริย์ ในปัจจุบันเป็นวาทกรรม/อุดมการณ์ที่ถูกผลิตซ้ำอย่างมโหฬาร เข้มข้น ท่วมล้นไปทุกอณูของสังคม และก็อีกเช่นกัน สถาบันการศึกษาก็เป็นตัวจักรสำคัญในการปลูกฝังอุดมการณ์อันแสนจะจำเป็นต่อ การเป็นคนไทยนี้อย่างเข้มแข็งและแข็งขัน แต่หากเราพิจารณาให้ลึกซึ้งด้วยเป้าหมายและแก่นสารแล้วก็จะพบความว่างเปล่า ของอุดมการณ์นี้ สังคมไทยกำหนดให้สถานบันกษัตริย์เป็นเป้าหมายของสังคมโดยที่ไม่พินิจเลยว่า เป้าหมายนั้นไม่ได้ตอบสนองต่อการดำรงอยู่ของบุคคลในสังคมเลย ทำไมไม่ลองถามว่าเรา "บ้าคลั่ง" กับการเทิดทูนบูชาไปเพื่ออะไร มันสัมพันธ์กับความสงบสุข ความก้าวหน้าของสังคมอย่างไร ถ้าไม่มีความจงรักภักดีเราจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้หรือ อุดมการณ์นี้ก็เช่นเดียวกับชาติ คือเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า แต่ถูกทำให้เป็นเป้าหมายอันสูงสุด หากคุณเกิดมาแล้วได้เทิดทูนสถาบันกษัตริย์คุณก็ไม่เสียชาติเกิดและได้ทำ หน้าที่ที่ดีที่สุดแล้ว แต่ไม่มีใครถามว่าเมื่อเราบรรลุเป้าหมายนั้นแล้วจะเป็นอย่างไร ประเทศเราจะพัฒนาไปอย่างไร พวกเราทุกคนในฐานะของมนุษย์ ของประชาชนจะดำรงชีวิตอย่างไร จะอยู่ในสังคมเช่นไร ไม่มีใครถาม เพราะผลจากการปลูกฝัง-ชวนเชื่อ-ล้างสมองอย่างเข้มข้น จนมองไม่ออกถึงความเปล่ากลวงที่ซ่อนอยู่ภายใน ดังนั้นจงไปตายเพื่อพ่อเถิดแล้วสังคมจะเป็นสุข ประเทศจะเจริญก้าวหน้า

ร้ายยิ่งกว่านั้นอุดมการณ์เรื่องสถาบันกษัตริย์ยังได้สร้างสำนึกทางสังคมที่ สุดแสนจะอุบาทว์ขึ้น คือสำนึกที่ทำให้คนเรายอมลดคุณค่า การนับถือตัวเองลงอย่างน่าประหลาดใจ เรายอมจะเป็นก้อนดิน ถ้าไม่มี "พ่อ" เราไม่มีค่าอะไรเลย เรายอมจะเป็นฝุ่นใต้ฝ่าตีน เรายอมให้คนกลุ่มหนึ่งเอาเท้าเหยียบหัวเรา เอาเปรียบเราได้โดยเห็นเป็นปกติ วาทกรรม "เมืองไทยโชคดีที่มีพ่อ" ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างสำนึกร่วมของพวกขี้แพ้ ทำให้ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นบอกว่า "เพราะมีพวกเราทุกคนต่างหากจึงโชคดี" เราเป็นสังคมที่อยากเป็นเด็กทารกให้พ่ออุ้มเสมอ ไม่ยอมเป็นสังคมที่เจริญวุฒิภาวะ และแทนที่การศึกษา-สำนึกสาธารณะจะหล่อหลอมให้คนมีคุณค่า มีความเชื่อมั่น มีเป้าหมาย มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างตัวเองให้ดี จรรโลงสังคมให้เจริญ กลับตอกย้ำว่าทุกคนไร้ค่า เป็นดิน เป็นฝุ่นใต้ตีน เราโชคดีแล้ว พอดีแล้ว ไม่ต้องไขว่คว้าอะไรอีกแล้ว เพราะเรามีพ่อแล้ว นี่เป็นสำนึกที่น่าอดสูใจที่สุด ผมรู้สึกโกรธแค้นทั้งผู้ที่ผลิตวาทกรรมนี้ขึ้นมา และโกรธแค้นสังคม-คนในสังคมบัดซบนี้ที่กล้ายอมรับอย่างหน้าชื่นว่าตัวเอง เป็นขยะ สำนึกนี้หล่อหลอมให้สังคมเราเป็นสังคมที่ล้มเหลว ง่อยเปลี้ย สังคมที่พร่ำสอนปลูกฝังให้คนไม่เห็นค่าของตน ไม่นับถือตัวเองจะมีพลังที่ไหนมาขับเคลื่อนสังคม ถ้าเทียบกับประเทศอื่นที่ไม่พร่ำเพ้อแบบสังคมไทย เน้นศักยภาพและความเท่าเทียม เราจะไปแข่งขันกับเขาได้อย่างไรเล่า

อย่างไรก็ตามหากจะพูดอย่างตีขลุมว่าวาทกรรมสามสิ่งนี้มันทำให้ประเทศไม่ เจริญเลยก็คงไม่ยุติธรรมนัก คนไทยก็ยังอยู่กันได้ เด็กที่ผ่านการหล่อหลอมของการศึกษาในสังคมก็ยังเติบโตเอาตัวรอดได้ เป็นเทคโนแครตได้ เป็นนายทุนได้ แต่ประเด็นอยู่ที่วาทกรรมนี้มันได้สร้าง Mentality (ซึ่งผมขอแปลว่าจิตสำนึกทางสังคม) ที่ไม่ก่อประโยชน์ และอาจจะขัดขวางการพัฒนาด้วยซ้ำ เพราะมันไปเบียดบังจิตสำนึกทางสังคมแบบอื่นที่จำเป็นกว่าในสังคมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหลักประชาธิปไตยที่จะใช้ในการอยู่ร่วมกัน ความเท่าเทียม การรู้จักสิทธิและหน้าที่ มนุษยธรรม การมุ่งผลเลิศในเป้าหมาย ฯลฯ ทั้งหมดล้วนถูกทำให้อ่อนแอ ไม่มีที่ยืนในจิตใจของคนไทย เนื่องจากการเน้นย้ำพร่ำสอนเพ้อพกอยู่กับเรื่องของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์อย่างล้นเกินได้สถาปนาตนอย่างยิ่งใหญ่จนไม่เหลือที่แก่สำนึก อื่นแล้วนั่นเอง ผลลัพธ์ที่ได้จากสำนึกทางสังคมแบบนี้เห็นตัวอย่างได้ชัดเจน เช่น การไล่ล่า "พวกไม่จงรักภักดี" การจ้องจับผิดหาคน "หมิ่น" ไม่ต่างอะไรจากพวกหมกมุ่น และจะยิ่งตลกร้ายถ้าได้รู้ว่ารัฐบาลไทยจ่ายเงินไปกับเรื่องหมกมุ่นเหล่านี้ มากแค่ไหน

แล้วเราควรจะทำยังไง ผมว่าสังคมไทย ณ ตอนนี้ก้าวมาใกล้ถึงจุดเปลี่ยนแล้ว เป็นการเปลี่ยนด้วยสภาพบังคับซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะทำให้สังคมนี้ซวดเซไปขนาด ไหน และจะใช้เวลาเท่าใดเราจึงจะก้าวข้าม "ความว่างเปล่า" เหล่านี้ไปได้ ในฐานะปัจเจกบุคคล (ที่เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง) เราต้องผลิต/ผลิตซ้ำวาทกรรม/อุดมการณ์ที่มีแก่นสารอันพึงปรารถนาแก่สังคม ร่วมสมัยให้มากๆ ขึ้นไป สร้างคุณค่าให้กับตนเอง มองสังคมอย่างสัมพันธ์กับความเป็นจริง เน้นความสำคัญของสิทธิ หน้าที่ การเคารพกันอย่างเสมอภาค ประชาธิปไตย การยอมรับความแตกต่าง ความมุ่งมั่นในเป้าหมาย เหล่านี้เป็นสำนึกของสังคมที่สังคมไทยควรจะฟูมฟักและปลูกฝังแก่สมาชิกให้ มากๆ เพื่อรองรับสังคมร่วมสมัย ถึงเวลาแล้วที่จะเอาสังคมมาแทนชาติซึ่งเป็นชุมชนอันไร้ตัวตน ปรับเปลี่ยนบทบาทของศาสนาจากเจว็ดบูชาให้กลายเป็นวิถีชีวิตอันเหมาะสม และสร้างสำนึกความมีคุณค่าเท่าเทียมของคนขึ้นแทนการเทิดทูนบูชาพระมหา กษัตริย์อย่างบ้าคลั่ง

สังคมไทยไม่อาจหยุดอยู่ในโลกยูโทเปียโบราณของพวกศักดินาได้ตลอดไปหรอก

โดยคุณ มาใหม่ แห่งบอร์ดฟ้าเดียวกัน




 

Create Date : 24 มกราคม 2553    
Last Update : 24 มกราคม 2553 16:18:27 น.
Counter : 1643 Pageviews.  

ราชธรรมนูญ:ฝันจริงของ'ชาวน้ำเงินแท้'2

โดย ณัฐพล ใจจริง
ที่มา นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ.2548
10 ธันวาคม 2552


"การรื้อสร้าง ๒๔๗๕" :
คณะราษฎรในฐานะผู้ร้ายทางประวัติศาสตร์


การกลับมามีบทบาททางการเมืองและการสร้างพันธมิตรทางการเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" กับนักการเมืองฝ่ายค้านเพิ่มการโจมตีคณะราษฎรมากขึ้น๕๘ สำหรับบทบาทการรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของกลุ่มนักการเมืองฝ่ายนิยมระบอบเก่า ในช่วงปี ๒๔๙๑ นั้น ได้มีการรวบรวมบทความของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่รื้อสร้างความหมายของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และบทบาทของคณะราษฎรซึ่งเขียนลงในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย (ช่วงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๐) ในนาม "แมลงหวี่" เป็นเล่มชื่อเบื้องหลังประวัติศาสตร์ เล่ม ๑

"แมลงหวี่" ได้เริ่มต้น "รื้อ" การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ว่าเป็นการปฏิวัติที่ผู้ก่อการได้ใช้อำนาจเหนือกฎหมายเป็นขบถล้มอำนาจเจ้า ซึ่งคนไทยนั้นไม่พร้อม แต่สำหรับการ "ปฏิวัติ" ๒๔๙๐ นั้นที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติที่เป็นไปตามมติมหาชน๕๙ เขาเห็นว่าตั้งแต่หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ มา "ประชาชนไทยได้ผ่านยุคทมิฬของคนพาลและยุคหินชาติของคนถ่อย ที่สุดด้วยอภินิหารของสยามเทวาธิราช เราจึงได้ก้าวมาสู่ยุคแสงสว่างรำไร"๖๐ เขาได้กล่าวย้ำถึงแนวคิดในเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อเปรียบเปรยถึงอิทธิพลทางการเมืองของหลวงประดิษฐ์ฯ กับกรณีสวรรคตอย่างลึกลับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลว่า เหมือนกับอิทธิพลของคอมมิวนิสต์กำลังแพร่เข้าไปในประเทศกรีกเป็นผลให้พระเจ้าแผ่นดินกรีกต้องสิ้นพระชนม์ลงด้วยพระอาการลึกลับเช่นกัน๖๑ และเขาได้โจมตีหนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์รัฐบาลของคณะรัฐประหารว่า เป็นพวก "เสียงท่าช้าง"

สำหรับการสร้างความหมายใหม่ให้กับระบอบเก่าในอดีตนั้น แมลงหวี่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องถ้าประชาชนไปเข้าใจว่า การปฏิวัติของคณะราษฎรนั้นนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ เพราะเขาเห็นว่า ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมานานตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว เขาเห็นว่า ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงนั้น คือรัฐธรรมนูญของไทย เป็นสิ่งมีสง่าราศีกว่าแมคนาคาตาของอังกฤษ เพราะมิได้มาจากการบังคับเช่นอังกฤษแต่มาจากความสมัครใจของกษัตริย์ไทย๖๒ รวมความแล้ว เขาเห็นว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมาช้านาน และเป็นก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เสียอีก ดังนั้นการปฏิวัติ ๒๔๗๕ จึงเป็นการทำลายประชาธิปไตยแบบไทย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเห็นว่าที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ นั้น มีลักษณะที่แปลก กล่าวคือ เป็นการขอพระราชทาน แต่แทนที่จะกำจัดตัดตอนพระราชอำนาจ กลับแสดงการถวายพระราชอำนาจคืนพระมหากษัตริย์๖๓

หลังจากวิพากษ์การปฏิวัติและคณะราษฎรแล้ว "แมลงหวี่" เปิดบทที่ชื่อว่าด้วยพระมหากษัตริย์ โดยได้ประเมินคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติของสิ่งที่คณะราษฎรทำกับพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์แต่ปางก่อนในประวัติศาสตร์ไทยที่เขาเชื่อว่ามีมากว่า ๖๐๐ ปีนั้น ว่ามิอาจเปรียบเทียบกันได้ หากจะเปรียบก็เป็นได้แค่เพียง "พระชั้นโสดากับพระอรหันต์"๖๔ และเขาเห็นว่า "พระปกเกล้าทรงเป็นกษัตริย์ที่มีหัวใจเป็นนักประชาธิปไตย...เป็นผู้ที่ดำริริเริ่มที่จะให้สยามได้ก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง...ทรงมีพระราชดำริที่พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทยมาก่อน...ด้วยหลักฐานเหล่านี้ จึงพอจะกล่าวยืนยันได้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยเป็นประชาธิปไตยมาก่อนที่สยามจะได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ"๖๕

นอกจากนี้ "แมลงหวี่" ประเมินว่า ระบอบประชาธิปไตยไทยที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติของคณะราษฎรนั้นไม่เหมาะสมกับเมืองไทย ดังนี้ "ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นการปกครองที่ถือเอาข้างมากแต่เสียงเท่านั้น เพราะการเอาโจร ๕๐๐ มาประชุมกับพระ ๕ องค์...ลงมติกันทีไร โจร ๕๐๐ เอาชนะพระได้ทุกที"๖๖ ดังนั้นสำหรับเขาผู้ที่ไม่ยอมรับผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งของประชาชนตามหลักเสียงข้างมากว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว ความหมายของคำว่า "ประชาธิปไตย" แบบใดกันที่เขาต้องการ หรือเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่อภิสิทธิ์ชนมีบทบาททางการเมือง "แมลงหวี่" ได้เฉลยคำตอบว่า "ประชาธิปไตย" ในความหมายในใจของเขา คือ "การปกครองโดยเสียงข้างมากที่เรียกว่าประชาธิปไตยจะต้องไม่ถือเอาเกณฑ์เสียงข้างมากเป็นสำคัญ"๖๗ (!!?) สุดท้าย เขาได้ประกาศจุดยืนทางอุดมการณ์การเมืองว่า เขาเป็น "คนมีหัวใจประชาธิปไตย แต่มีหัวใจนิยมพระมหากษัตริย์"๖๘

สำหรับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ใช้นิยายเรื่องสี่แผ่นดินในการรื้อฟื้นอดีต และเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมของสังคมหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาเริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้เป็นตอนๆ ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐของเขาในช่วงปี ๒๔๙๔-๒๔๙๕ นิยายเรื่องนี้ ดำเนินเรื่องผ่านชีวิตของหญิงชนชั้นสูงผู้หนึ่งนามว่า "พลอย" ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความงดงามในช่วงระบอบเก่า เขาให้ภาพชีวิตเจ้านายที่น่าพิสมัย แต่พลันทุกอย่างก็มลายสิ้นเมื่อเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ครอบครัวของพลอยที่เคยสงบสุขก็เผชิญกับปัญหา เกิดความสับสนวุ่นวาย ความขัดแย้งในการเมือง เกิดสงคราม เกิดการพลัดพราก ความโศกาอาดูรในนิยายขนาดยาวเล่มนี้สร้างความซาบซึ้งอย่างมากต่อผู้อ่าน และหลายครั้งที่ผู้เขียนใช้ปากของ "พลอย" แสดงความคิดเห็นทางการเมืองแทนผู้เขียนในลักษณะที่ว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วทุกอย่างมีแต่เสื่อมลง ในท้ายที่สุด เรื่องปิดฉากลงเมื่อตัวละครเอกตายพร้อมกับการสูญเสียพระมหากษัตริย์ของไทย งานชิ้นนี้ของเขาได้รับการพิมพ์ซ้ำหลายครั้งมาก ตลอดจนถูกนำไปผลิตซ้ำในรูปของละครโทรทัศน์หลายครั้งในการครอบงำความรู้สึกนึกคิดของผู้คนจวบกระทั่งปัจจุบัน


การเมืองเรื่องเล่า :
ประชาธิปไตย ๑๗ ปี หาอะไรดีไม่ได้


สำหรับกลุ่มสุดท้ายที่จัดได้ว่าเป็นพันธมิตรแนวร่วมกับชาว "น้ำเงินแท้" ในการรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ คือ กลุ่มนักหนังสือพิมพ์/นักเขียนสารคดีการเมือง ที่ผลิตงานเขียนเล่าเรื่องทางการเมืองในช่วงนี้จำนวนมาก เช่น เลือดหยดแรกของประชาธิปไตย ของจรูญ กุวานนท์ (๒๔๙๓), ละครการเมือง ของจำลอง อิทธะรงค์ (๒๔๙๒), นักการเมือง สามก๊ก เล่ม ๑-๔ ของ "ฟรีเพรสส์" (๒๔๙๓), พงษาวดารการเมือง ของ "เกียรติ" (สละ ลิขิตกุล) (๒๔๙๓), ปฏิวัติ รัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ของวิชัย ประสังสิต (๒๔๙๒), แม่ทัพบวรเดช (๒๔๙๒) ค่ายคุมขังนักโทษการเมือง (๒๔๘๘) โศกนาฏกรรมแห่งเกาะเต่า (๒๔๘๙) ของ "ไทยน้อย" (เสลา เรขะรุจิ)๖๙ และ ประชาธิปไตย ๑๗ ปี (๒๔๙๓) ของหลุย คีรีวัต เป็นต้น

งานชิ้นสำคัญของกลุ่มนี้ คืองานเขียนของหลุย คีรีวัต๗๐ อดีตบรรณาการกรุงเทพเดลิเมล์และอดีตนักโทษการเมืองคดีกบฏบวรเดช ในหนังสือชื่อประชาธิปไตย ๑๗ ปี ที่มองย้อนและประเมินการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่ผ่านมา

เขาเริ่มต้นโดยการออกตัวปฏิเสธว่าเขามิใช่นักการเมือง ไม่สังกัดพรรคใด การเขียนหนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นจุดหมุนการหันกลับไปมองประเมินอดีตที่ผ่านมา ๑๗ ปี ของประชาธิปไตยที่ประหนึ่งความเปรียบของเขาที่ว่า "ไม่มีอะไรใหม่ในโลกนี้" เขาเริ่มต้นด้วยการสร้างความเชื่อมต่อของระบอบเก่าและระบอบใหม่ ด้วยการเชิดชูประวัติศาสตร์ และสรรพสิ่งที่ระบอบเก่าได้ยกให้เป็นมรดกแก่ประชาธิปไตย โดยเขายืนยันว่า "ในพิภพนี้ ไม่มีชาติใดประเทศใดที่รักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไว้ได้ยั่งยืนเท่ากับประเทศไทย และตลอดเวลาที่ประเทศไทยอยู่ระบอบนี้ ก็ได้รักษาความเป็นเอกราชสืบต่อมาไว้ให้เราตราบจนทุกวันนี้"๗๑ เขาย้ำว่า ไม่มีอะไรใหม่ในพิภพนี้ เขาใช้หน้ากระดาษจำนวนมากในการพรรณนาถึงคุณูปการที่ในอดีตที่เหล่ากษัตริย์ได้พัฒนาประเทศ เช่น การเลิกทาส การรักษาเอกราช ตลอดจนแก้ต่างให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ว่า "พระมหากษัตริย์ทำอะไร คนภายนอกก็รู้เท่าไม่ถึงการ พากันเห็นไปว่าพระองค์ทรงทำเล่นๆ...ดุจเดียวกับที่พระองค์ทรงเล่นดุสิตธานีนั้น...เพราะมีจุดประสงค์จะสอนประชาธิปไตยให้ข้าราชบริพารต่างหาก"๗๒ และในทัศนะของเขานั้น หนังสือพิมพ์ในระบอบเก่ามีเสรีภาพมากกว่าปัจจุบัน (หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕) เพราะพระมหากษัตริย์ทรงรับฟังเสียงของหนังสือพิมพ์ ซึ่งเขาเรียกว่า "ประชามติ" เขาสรุปว่าเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ในระบอบเก่ามีมากกว่าสมัยประชาธิปไตย๗๓ นอกจากนี้เขาได้แก้ต่างให้ข้อครหาว่า การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้ซื้อกรุงเทพเดลิเมล์ จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาทนั้น หาได้เกิดจากความเกรงกลัวหนังสือพิมพ์ไม่ แต่ทรงซื้อเพราะเพื่อการตอบแทน เนื่องจากกรุงเทพเดลิเมล์ได้ช่วยลงข่าวต่อต้านเยอรมนีตามพระราชประสงค์จนหนังสือพิมพ์ขาดทุน พระคลังข้างที่จึงมาช่วยซื้อไว้ มิใช่พระองค์ทรงเกรงกลัวหนังสือพิมพ์ตามคำครหา

หลุย คีรีวัต มีความภูมิใจในพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์มาก โดยเขายกพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ที่เคยดำรัสว่า "พระเจ้าแผ่นดินไทยจะทรงบันดาลให้คนเป็นเทวดาก็ได้ จะบันดาลให้เป็นหมาก็ได้"๗๔ และเขาประเมินว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นนักประชาธิปไตย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ไม่นานก็จะพระราชทานระบอบประชาธิปไตยให้๗๕ ในทัศนะของเขานั้น การดำเนินการต่างๆ ของพระมหากษัตริย์ในช่วงท้ายระบอบเก่าได้เคลือบประชาธิปไตยไว้จนหมดสิ้นแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำการปฏิวัติเลย แต่ควรปล่อยให้เป็นไปตามวิวัฒนาการ๗๖

นอกจากนี้เขาได้ดำเนินการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบอบทั้งสองว่า รัฐบาลในระบอบเก่าสั่งการอะไร ราษฎรก็ปฏิบัติตามอย่างไม่เคยต่อล้อต่อเถียงกับพระบรมราชโองการเลย และไม่มีการคอร์รัปชั่น โดยเขายกตัวอย่างการแก้ไขความขาดแคลนข้าวหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ กับการแก้ไขปัญหาความขาดแคลนข้าวในหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ของรัฐบาลสมัยหลวงประดิษฐ์ฯ และหลวงธำรงฯ ที่ไม่สำเร็จและจับคนทำผิดไม่ได้ เขาเปรียบเทียบว่า "นี่คือผลต่างระหว่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับประชาธิปไตยและผลที่ประชาชนได้รับจะเทียบเคียงกันได้ไฉน และที่อวดอ้างว่าเป็นความเลวทราม อ่อนแอของสมบูรณาญาสิทธิ์จึงปฏิวัติกันมานั้น เดี๋ยวนี้พอประจักษ์กันหรือยังว่า ระบอบไหนเลวทรามกว่ากันแน่?"๗๗ เขาเรียกการปกครองหลังการปฏิวัติว่า เป็นสมัยประชาธิปไตยที่หาใช่ประชาธิปไตยไม่ และเป็นระบอบที่สถาปนาโดยพวกขบถ๗๘ เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม เขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติ เสรีภาพจอมปลอมระบาดไปทั่ว ประชาชนพากันสำลักเสรีภาพที่ฟุ้งเฟ้อขึ้นมาอย่างฉับพลัน คณะราษฎรก็ไม่ระงับความเสื่อมโทรมของศีลธรรมที่เกิดจากเสรีภาพ แต่กลับเพิกเฉยดูดาย เขาเห็นว่าศีลธรรมหลังการปฏิวัติเหมือนกับที่รัสเซีย ซึ่งเลนินได้ทำทุกอย่างให้เป็นของกลาง แม้แต่ผู้หญิงก็ขายประเวณีได้ตามใจชอบ๗๙

เขาชื่นชมกับพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรก ที่ไม่มีความเป็นนักการเมือง สำหรับเขาแล้ว นักการเมืองนั้น หมายถึงคนที่ต้องหมุนรอบ ลิ้นตวัดถึงใบหู หรือเป็นลิ้นทอง ต้องเชิดความไม่จริงได้อย่างช่ำชอง สุดท้ายเขาสรุปว่า พระยามโนปกรณ์ฯ ต่างจากหลวงประดิษฐ์ฯ ซึ่งเป็นนักการเมืองเต็มตัว๘๐ เขาประเมินว่าเป็นการโชคดีที่คณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ ส่วนใหญ่เห็นคล้อยตามพระยามโนปกรณ์ฯ มากกว่าพระยานิติศาสตร์ไพศาลซึ่งเป็นพวกหลวงประดิษฐ์ฯ ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ หาไม่แล้วคงเป็นเรื่องยุ่งอีกนาน๘๑ เขาเห็นว่าการปกครองของคณะราษฎรไม่เป็นประชาธิปไตย ขัดกับเจตนาที่ทรงสละราชสมบัติฯ ที่ทรงหมายสละพระราชอำนาจให้ราษฎรทุกคน โดยเขาได้ใช้พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในแถลงการณ์สละราชย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการวิพากษ์คณะราษฎรเป็นครั้งแรกว่า "ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจของข้าพเจ้าที่มีอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมยกอำนาจทั้งหลายให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงโดยแท้จริงของประชาราษฎร"๘๒ สรุปแล้ว เขาเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงเป็นบิดาของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

เขาได้มองและประเมินผลงานของคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ว่า ได้สร้างแต่ปัญหาและไม่มีผลงานอะไรใหม่ เช่น เขาเห็นว่าการปรับปรุงระเบียบบริหารราชการหลังการปฏิวัติที่เปลี่ยนจากมณฑลเทศาภิบาลเป็นจังหวัดเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำที่สร้างความโกลาหลในการปกครอง และทำให้โจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้น๘๓ สำหรับนโยบายต่างประเทศนั้นเขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติได้ดำเนินนโยบายต่างไปจากสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงคบมิตรเก่าๆ อย่างชาติตะวันตก การหันเหไปนิยมญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกฯ และหลวงประดิษฐ์ฯ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นเหตุให้ประเทศเข้าสู่ "วงฉิบหายในเอเชียอาคเณย์"๘๔ เขาเห็นว่าความเจริญของประเทศเกิดขึ้นจากความรู้ความสามารถของชาวตะวันตกที่ให้คำปรึกษา และตั้งแต่ไทยมีนโยบายต่างประเทศเข้าใกล้ญี่ปุ่นทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นมากและไทยก็ยอมเป็นลูกน้องญี่ปุ่นเพื่อขัดกับฝรั่งนั้น เขาสรุปว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่เลวทรามที่สุดของประชาธิปไตย๘๕ เขาเห็นว่าการเดินทางไปแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับชาติตะวันตกของหลวงประดิษฐ์ฯ เป็นงานสามัญธรรมดาและเป็นการท่องเที่ยวเสียมากกว่า เพราะการแก้ไขเหล่านี้เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ แล้ว๘๖ อีกทั้งการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นก็ทำมาตั้งแต่สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ แล้วเช่นกัน เขาเห็นว่าไม่มีอะไรใหม่หลังการปฏิวัติ คณะราษฎรเป็นเพียงผู้สานต่อเท่านั้น เขาวิจารณ์ว่าการที่รัฐบาลฟ้องร้องพระคลังข้างที่และยึดพระราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้นเป็นการทำลายหัวใจของคนทั้งชาติเป็นผลงานที่งามหน้าของพระยาพหลฯ และมันสมองอย่างหลวงประดิษฐ์ฯ ที่ได้รับการเทิดทูนว่าเป็นเชษฐบุรุษ และรัฐบุรษ๘๗


เขาเห็นว่า หลังการปฏิวัติ คณะราษฎรพยายามทำทุกวิถีทางในการทำลายศีลธรรมจรรยาและประเพณีของพลเมืองด้วยการยุแยงตะแคงบอน โดยคณะราษฎรอ้างว่าเมื่อปฏิวัติการเมืองแล้วต้องปฏิวัติทางจิตใจด้วย แต่เขาเห็นว่าเป็นการทำเลียนแบบรัสเซียเพื่อให้ชนชั้นต่ำมาเป็นพวก การแต่งกายนุ่งผ้าม่วงถุงน่องรองเท้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและอันมีค่า คณะราษฎรก็หาว่าเอามาจากเขมรและอินเดีย แต่กลับอนุญาตให้นุ่งกางเกงจีนและกางเกงขาสั้นใส่รองเท้าแตะไปออฟฟิศกัน ตลอดจนการเปลี่ยนเครื่องแบบทหารที่เคยสง่าภูมิฐานก็ปลดบ่าอินทรธนูลงเป็นเหมือนทหารแดง สำหรับพวกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำก็แต่งกายสวมเสื้อคอปิดและนุ่งกางเกงขายาวสีขาวเหมือนบ๋อยไหหลำ๘๘ เขาเห็นว่าหลังการปฏิวัติได้มีการทำลายความสง่างามของโบราณราชประเพณีที่เคยโอ่โถงมีพิธีรีตองถูกงดลงจนหมดสิ้น ช่วงชั้นของภาษาที่ปฏิบัติกันมานานในการเคารพผู้ใหญ่ก็กลายเป็นฉันและเธอ๘๙

สำหรับการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใหม่หลังการปฏิวัตินั้น เขาเห็นว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นเสมือนเครื่องจักรในการผลิตบัณฑิตเหมือนการผลิตเม็ดยา ไม่มีการกำหนดพื้นความรู้ของผู้เข้าเรียน ขอแต่เพียงมีเงินจ่ายก็สามารถเข้าเรียนได้ เพียงปีเดียวมหาวิทยาลัยก็มีนักศึกษานับหมื่นโดยใช้อาคารสถานที่ดัดแปลงให้เป็นตึกโดมเหมือนกรุงมอสโก๙๐ ผิดกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีกฎเกณฑ์เลือกเฟ้นผู้เข้าศึกษามากมาย

นอกจากนี้เขาได้กล่าววิจารณ์เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งแรกมีแต่ความเหลวแหลก๙๑ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลของการยกทหารหัวเมืองมา เขาเห็นว่าบทบาทของพวกเขานั้นเป็นการต่อสู้เพื่อ "ฝังหมุดประชาธิปไตย" ที่แท้จริงตามพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในแถลงการณ์สละราชสมบัติ อันพวกสะเก็ดนักปฏิวัติทั้งโขยงจะหักล้างมิได้๙๒

สำหรับเขาแล้ว เขาไม่พอใจกับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญที่หลักสี่มาก เขาเห็นว่าเป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกและแห่งเดียวที่ไม่มีความหมายอะไรที่จะไปจดจำ ซึ่งต่างไปจากอนุสาวรีย์ของกษัตริย์แห่งอื่นๆ เพราะมันเป็นความทรงจำของการรบของชนชาติเดียวกัน ทหารที่ตายก็มิได้แสดงความกล้าหาญแต่ประการใด ซึ่งไม่มีพลังความอันใดเลย นอกจากนี้เขาได้ลดทอนความหมายของอนุสาวรีย์แห่งนี้ด้วยการยกตัวอย่างการสร้างอนุสาวรีย์ย่าเหลขึ้นเพื่อเชิดชูความกตัญญูขึ้นเทียบเคียง แต่สำหรับอนุสาวรีย์ที่หลักสี่นี้มีความหมายเพียงหลักหมายของสัปปุรุษที่ไปงานวัด เขาเล่าว่าเขาพยายามคิดหาเหตุผลของการมีอยู่ของอนุสาวรีย์นี้หลายตลบก็หามีความหมายอันใดไม่ เขาท้าว่ามีใครบ้างที่ไปกราบไหว้นอกจากทหารที่ต้องวางพวงมาลาปีละครั้ง ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงเป็นเพียงการยืนยันถึงความเคียดแค้น และเป็นเพียงสถานที่ที่โจรผู้ร้ายใช้เป็นพื้นที่จี้ปล้นเท่านั้น๙๓

นอกจากนี้สำหรับหมุดคณะราษฎรที่ตอกจารึก ณ ลานพระบรมรูปทรงม้านั้น เขาก็ไม่ชอบใจเช่นกัน เขาบันทึกล้อเลียนข้อความหมุดคณะราษฎรว่า "ในวันนั้นและที่นั้น พันเอก พระยาพหลฯ หัวหน้าขบถได้หลอกลวงทหารเหล่าต่างๆ ในกรุงเทพ ให้มารวมกันและได้ยืนขึ้นประกาศระบอบประชาธิปไตย"๙๔ และสุดท้ายเขาได้ให้ฉายาหัวหน้าคณะราษฎร (พระยาพหลฯ) ว่า "หมูห่มหนังราชสีห์ออกนั่งแท่น"๙๕

นอกจากนี้เขาพยายามแยกสลายการผูกความหมายของการปฏิวัติไทยกับฝรั่งเศสว่ามีความต่างกันและเขาพยายามจับคู่ความหมายให้ผิดแผกออกไป เขาเห็นว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นเกิดจากเหล่าอำมาตย์ส่วนใหญ่ในยุคพระเจ้าหลุยส์ได้กดขี่ประชาชน แต่สำหรับสยามไม่มีอำมาตย์ที่กดขี่ประชาชน ประชาชนสยามอยู่ดีกินดี เคารพพระมหากษัตริย์ มีแต่อำมาตย์ส่วนน้อยเท่านั้นที่เนรคุณขบถต่อพระมหากษัตริย์ และเขาได้เชื่อมโยงอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญนี้ (ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการปราบปรามฝ่ายต่อต้านระบอบใหม่) เข้ากับการเรียกร้องสิทธิของประชาชน โดยเขาดำเนินการเปรียบว่าอนุสาวรีย์นี้เทียบไม่ได้กับอนุสาวรีย์ที่บาสติลหรือเลนินในความหมายของการเรียกร้องสิทธิของประชาชน

อย่างไรก็ตามในหนังสือเล่มนี้หลุยปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกบฏบวรเดชว่า คณะของเขา (ซึ่งมีพระยาศราภัยพิพัฒ หลวงมหาสิทธิโวหาร (สอ เสถบุตร) ไม่รู้จักกับพระองค์เจ้าบวรเดช ตราบเท่าทุกวันนี้ (๒๔๙๓) แต่พวกเขากลับถูกคณะราษฎรกล่าวหาว่าไปสมคบคิดกับพระองค์เจ้าบวรเดช๙๖ นั้น ข้อความในลักษณะเช่นนี้ อาจสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและเจตนารมณ์ที่ซ่อนเร้นในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" ที่เขียนสารคดี "รื้อ" การปฏิวัติ ๒๔๗๕ และคณะราษฎร พร้อมประกาศพวกตนเป็น "นักประชาธิปไตย" ที่ต่อสู้กับคณาธิปไตยนั้น เป็นความพยายามหนึ่งในการรื้อสร้างการปฏิวัติ พร้อมกับการสร้างความหมายใหม่ให้ชาว "น้ำเงินแท้" เป็น "นักประชาธิปไตย" ทั้งนี้การรื้อสร้างความหมายและพยายามอธิบายตนเองใหม่ของชาว "น้ำเงินแท้" เหล่านี้ซึ่งพบได้มากมายในงานของพวกเขา และต่อมาได้ถูกนำไปเป็นแนวทางในการรับรู้อดีตที่กลับหัวกลับหางของคนรุ่นหลังต่อ "วีรกรรม" ของกบฏบวรเดชและชาว "น้ำเงินแท้" เพื่อเปรียบเทียบ "ทุรกรรม" ของคณะราษฎร "เผด็จการคณาธิปไตย" ที่ช่วงชิงพระราชอำนาจไป


๒๔๗๕ กับแรงปฏิวัติที่อ่อนล้า

อย่างไรก็ตามไม่ใช่แต่เพียงมีงานรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของชาว "น้ำเงินแท้" แต่เพียงกลุ่มเดียว ในช่วงเวลานั้นยังมีงานเขียนประเภทบันทึกความทรงจำจากเหล่าคณะราษฎรจำนวนหนึ่งที่ได้เขียนหรือให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการปฏิวัติ เช่น เบื้องหลังการปฏิวัติ (มีนาคม ๒๔๙๐) ของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่สัมภาษณ์พระยาพหลฯ แผนการปฏิวัตรเล่าโดย พล.ต. พระประศาสน์พิทยายุทธ์ ของจำรัส สุขุมวัฒนะ (๒๔๙๑) ที่ได้สัมภาษณ์พระยาประศาสน์พิทยายุทธ์ และชีวิตปฏิวัติ ของขุนศรีศรากร (๒๔๙๓) บันทึกพระยาทรงสุรเดช (๒๔๙๐) ถูกพิมพ์เผยแพร่เช่นกัน

สำหรับหลังปี ๒๕๐๐ แล้ว มีงานชีวิตและการต่อสู้ทางการเมืองพระยาฤทธิอาคเนย์ ของเสทื้อน ศุภโสภณ ที่ได้สัมภาษณ์พระยาฤทธิ์ฯ (๒๕๑๔) จอมพล ป. พิบูลสงคราม ของอนันต์ พิบูลสงคราม (๒๕๑๘-๑๙) ซึ่งเป็นงานเขียนของบุตรชายของเขา อย่างไรก็ตามสาระในงานความทรงจำเหล่านี้ส่วนมากเป็นการบันทึกเหตุการณ์ถึงใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ในการปฏิวัติ และหากจะมีการกล่าวถึง "กบฏบวรเดช" ก็เป็นการเล่าเหตุการณ์มากกว่าการประเมินหรือวิจารณ์อย่างรุนแรงหากเปรียบเทียบเท่ากับที่ชาว "น้ำเงินแท้" ปฏิบัติต่อการปฏิวัติ ๒๔๗๕

อย่างไรก็ตามท่ามกลางการหมุนวนของข้อมูลและความหมายจากการรื้อสร้างการปฏิวัติ พร้อมกับขบวนการรื้อสร้างของชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วมทวีจำนวนมากขึ้น ในเชิงเปรียบเทียบแล้วงานเขียนรื้อสร้างจากเหล่าชาว "น้ำเงินแท้" นั้นมีลีลาซาบซึ้งกินใจ น่าเห็นอกเห็นใจและมีจำนวนมากกว่างานจากคณะราษฎรมาก แต่คณะราษฎรจำนวนมากที่ยังอยู่ในประเทศกลับเพิกเฉย และค่อยๆ ร่วงโรยจากไปทีละคน (อาจเป็นไปได้ที่พวกเขาสิ้นอำนาจและโครงสร้างและบริบททางการเมืองในขณะนั้นไม่เอื้อให้พูดอีก) มีแต่เพียงงานเขียนของหลวงประดิษฐ์ฯ (ในขณะนั้นเขาอยู่ที่ฝรั่งเศส) เท่านั้นที่พยายามอธิบายถึงสาเหตุและความหมายของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ตลอดจนพยายามต่อสู้ในเชิงความหมายกับกระบวนการรื้อสร้างของชาว "น้ำเงินแท้" และกลุ่มพันธมิตรแนวร่วมตราบจนเขาสิ้นชีวิตเมื่อปี ๒๕๒๖

ในช่วงหลังปี ๒๕๑๖ มีความพยายามในการรื้อฟื้นภาพลักษณ์ของคณะราษฎรผ่านหลวงประดิษฐ์ฯ จากนิสิตนักศึกษาและกลุ่มของสุพจน์ ด่านตระกูล แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ทุกอย่างก็ปิดฉากลง อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการประวัติศาสตร์กลางทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ก็ได้เริ่มผลิตผลงานวิชาการทั้งตำรา วิทยานิพนธ์ และบทความในการประเมินภาพการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ในทางบวกมากขึ้น ตลอดจนการเปิดกว้างของวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยและวารสารกึ่งวิชาการที่ให้ความสำคัญ กับการทบทวนภาพการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ใหม่ การเคลื่อนไหวทางปัญญาเหล่านี้มีผลในการฟื้นพลังแห่งความหมายของการปฏิวัติที่เคยถูกทำลายอย่างมีกระบวนการโดยชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วม ให้กลับมีพลังขึ้นมาบ้าง ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของระบอบการเมืองไทยในยุคปัจจุบันที่อ้างว่า "ไม่เหมือนใคร" ในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือกันเป็นสากล แต่ระบอบการเมืองนี้มุ่งแต่จำกัดอำนาจและให้ความสำคัญต่ำกับสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน แต่กลับพยายามเพิ่มอำนาจและเพิ่มความหมายให้กับสถาบันการเมืองอื่นที่มิได้มาจากการเลือกตั้งให้มากขึ้น จนกลายเป็นระบอบการเมืองกลายพันธุ์


ฝันจริงของชาว "น้ำเงินแท้" และฝันร้ายของคณะราษฎร

กระบวนการรื้อสร้าง ๒๔๗๕ ในงานเขียนของชาว "น้ำเงินแท้" และพันธมิตรแนวร่วมที่ทำดูเสมือน "เป็นเสรีนิยมและประชาธิปไตย" ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อย่างน้อยเริ่มต้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อชาว "น้ำเงินแท้" ได้รับการนิรโทษกรรม เขาเหล่านั้นได้เข้ามามีบทบาททั้งทางการเมือง ปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์ นักรัฐประหาร ผนวกกับกลุ่มอื่นๆ ในเวลาต่อมาจนนำไปสู่การพลิกความหมาย (คณะราษฎรกลายเป็นบรรพบุรุษของเผด็จการทหารที่ต้องโค่นล้มพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ความเป็นตัวแทนของความเป็นประชาธิปไตยและอุดมการณ์ของกบฏบวรเดช คือจุดเริ่มต้นของขบวนการประชาธิปไตยในการต่อสู้กับคณาธิปไตยเผด็จการที่นิสิตนักศึกษาใช้เป็นแบบอย่างและสืบทอดเจตนารมณ์) กลายเป็นพลังในการโค่นล้มรัฐบาลทหารในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผลพวงจากปฏิบัติการเหล่านี้ได้ก่อตัวและคลี่คลายไปยังความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่มองการปฏิวัติและคณะราษฎรในเชิงลบมากขึ้นในเวลาต่อมา๙๗

หากเราจะแบ่งกลุ่มการร่วมรื้อสร้างแล้ว สามารถแบ่งงานเขียนกว้างๆ ได้ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มร่วมรื้อสร้างจากเคยได้รับผลร้ายโดยตรง เช่น พวก "รอยัลลิสต์" และพันธมิตรแนวร่วม อาทิ งานเขียนของชาว "น้ำเงินแท้" นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนสารคดี ที่ผลิตงานเขียนตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ และถูกผลิตซ้ำจำนวนมากในช่วงปี ๒๕๑๐ ส่วนกลุ่มที่ ๒ นั้นร่วมรื้อจากแง่มุมวิชาการ ตำรา และวิทยานิพนธ์ทางรัฐศาสตร์ในช่วงทฤษฎีการพัฒนาการเมืองเฟื่องฟู๙๘ และวิทยานิพนธ์ที่ทำในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ (ที่มองว่าบทบาทของทหารเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย และตีความว่าคณะราษฎรคือกำเนิดของพลังอำมาตยาธิปไตย) และตำรา๙๙ วิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ทำในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐-๒๕๒๐ เป็นต้น ตลอดจนการปัดฝุ่นรื้อฟื้นงานเขียนเก่าๆ ทั้งนิยายและสารคดีการเมืองของเหล่าชาว "น้ำเงินแท้" ที่เคยพิมพ์เผยแพร่เมื่อครั้งปี ๒๔๙๐ นั้นออกมาผลิตพิมพ์ซ้ำโดยเฉพาะอย่างในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ อย่างมากมาย๑๐๐ ตลอดจนงานเขียนทั้งความทรงจำและบทความทางการเมือง นิยาย อีกทั้งงานวิจัย วิทยานิพนธ์จำนวนมากมายมหาศาลที่ล้วนมองและประเมินการปฏิวัติและบทบาทของคณะราษฎรในแง่ลบและเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตย

นอกจากนี้ความไม่ตระหนักในการรื้อสร้าง ๒๔๗๕ จากชาว "น้ำเงินแท้" ของคณะราษฎร๑๐๑ ตลอดจนการหมดสิ้นอำนาจของคณะราษฎร มีผลให้กระบวนการบ่อนเซาะความชอบธรรมของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ จากชาว "น้ำเงินแท้" ได้วางรากฐานให้กับระบอบการเมืองกลายพันธุ์ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามกว่าจะมีการตระหนักรู้ถึงกระบวนการรื้อสร้างนั้น อาการหมดสิ้นความหมายก็เข้ารุมเร้าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และคณะราษฎรจนแทบกู้เกียรติและกู้ระบอบไม่ขึ้น การรื้อสร้างจากการเมืองเรื่องเล่าเหล่านี้ได้รื้อสร้างความหมายเดิมและสร้างความหมายใหม่ในลักษณะกลับหัวกลับหาง อันเป็นรากฐานของความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญและความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่นำไปสู่ระบอบการเมืองกลายพันธุ์

ตลอดจนการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ได้สูญเสียสถานะ ความหมาย และความชอบธรรมในความรับรู้และความทรงจำของผู้คนอันนำไปสู่เรื่องเล่าอื่นที่เป็นอภิมหาอรรถกถาครอบจักรวาลที่ทำให้สรรพสิ่งในระบอบนี้ล้วนมีผู้ครอบครองมาก่อน ซึ่งหาใช่โลกของคนสามัญธรรมดาตามระบอบประชาธิปไตยไม่

ขอบคุณ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ครูที่สอนให้ข้าพเจ้ารู้ว่าการได้คิดเป็นภาวะบรรเจิดเพียงใด ผศ.ดร.พิษณุ สุนทรารักษ์ ที่ให้ความกรุณาทุกครั้งกับศิษย์คนนี้ และ ศ.ดร.อนุสรณ์ ลิ่มมณี ผู้ที่ทำให้ห้องเรียนกลายเป็นที่คุ้นเคยอีกครั้ง ขอบคุณสำหรับคำพร่ำสอนที่ไม่รู้เหน็ดเหนื่อยที่ให้กับข้าพเจ้าของ ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ และอาจารย์ศิวะพล ละอองสกุล ตลอดจนกับ ผศ.ร.ท.เทอดสกุล ยุญชานนท์ และ รศ.วีณา เอี่ยมประไพ ที่ให้ความเมตตาข้าพเจ้าเสมอมา ขอบคุณคุณสุพจน์ แจ้งเร็ว ที่กระตุ้นให้ข้าพเจ้าล้วงลงไปควานหาความรู้สึกที่มีต่อระบอบการปกครองร่วมสมัย ขอบคุณนักวิชาการและผู้รักในความรู้ทุกคนที่บุกเบิกให้การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เปล่งประกายความหมายอีกครั้ง และมิตรภาพของจีรพล เกตุจุมพล ทวีศักดิ์ เผือกสม และธนาพล อิ๋วสกุล ที่มอบให้ข้าพเจ้า ขอบคุณแม่ของข้าพเจ้าที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่ารักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ

และสุดท้าย พีรญา มานะสมบูรณ์ ผู้ที่เป็นกำลังใจให้ข้าพเจ้า หากบทความนี้มีประโยชน์อยู่บ้างขอเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่มีถึงจิตใจที่กล้าหาญของคณะราษฎรที่หาญกล้านำการปฏิวัติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพื่อนำแสงสว่างแห่งระบอบใหม่มาให้คนไทยทุกคน แม้ว่าชื่อและวีรกรรมของพวกเขาจะถูกลบเลือนไปกับมรสุมการเมือง

ณัฐพล ใจจริง




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2552    
Last Update : 10 ธันวาคม 2552 21:10:17 น.
Counter : 543 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.