ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ถาม-ตอบ ไม่สนใจการเมืองผิดด้วยเหรอ?

sammy_c100
Posted 09 December 2010 - 08:55 PM
เห็นใครๆก็บอกให้หัดติดตามการเมืองซะบ้าง พ่อแม่พี่น้องผมบ้าการเมืองกันทุกคน มีผมในครอบครัวคนเดียวที่บ้าบอล ผมเลยบอกไปว่า "ชาติจะล่มจะจมมันก็เรื่องของประเทศชาติ ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผมซะหน่อย อย่างมากผมก็เสพสุขหาความสุขใส่ตัวก่อนชาติจะล่มจมแค่นั้นก็พอ" ส่วนตัวผมเชื่อว่าคิดแบบนี้ดีที่สุดถึงจะโดนตราหน้าว่าไม่รักชาติ แต่ผมก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่ไปปิดสถานที่สำคัญสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ผิดกับพวกที่อ้างว่ารักชาติแล้วไปปิดสนามบิน, ไปเผาเมือง,สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ผมคิดแบบนี้ผิดด้วยเหรอครับ ผมไม่บ้าการเมืองก็มีแต่คนมาโน้มน้าวให้ผมสนใจ แต่คนอื่นไม่บ้าบอลเหมือนผมผมยังไม่คิดจะไปบอกให้เขาสนใจบอลเลย ของแบบนี้ใครรักชอบอะไรเป็นคออะไรมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า ที่จะต้องมาโน้มน้าวหรือบังคับกัน

วจีหน้ากาก
Posted 09 December 2010 - 10:53 PM
มันก็ไม่ผิดดอก แต่ให้รู้ไว้ว่าการเมืองมันเป็นเรื่องของ ผลประโยชน์ และเป็นตัวขับเคลื่อนหลายๆสิ่งหลายอย่าง สังคม วัฒนธรรม แม้แต่ ฟุตบอล ที่ท่านชอบด้วย นี่สำคัญที่สุด การเมืองไม่ใช่เรื่องที่มีแต่ม็อบมาเคลื่อนไหวในถนน รัฐสภา เลือกตั้ง เพียงอย่างเดียว มันอยู่รอบๆตัวเราอย่างแยกมิออก

ถ้าท่านจักลอยตัวอยู่เหนือการเมือง ท่านก็ต้องทำใจส่วนหนึ่งด้วยว่า ชีวิตท่านจักถูกกำหนดโดยรัฐหรือผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ถ้าเกิดฝ่ายใดชนะขึ้นมา ท่านก็ต้องจำยอมอยู่ในอำนาจของฝ่ายนั้น โดยที่ยังไม่มีโอกาสได้โต้แย้งหรือต่อสู้

Red man standing
Posted 10 December 2010 - 08:47 AM
ส่วนตัวผมว่า จขกท.อยู่ในกลุ่ม2ไม่เอานะ เลยออกมาในทรง"เนียน"ด่ามันซะทุกฝ่าย
ยกเว้นฝ่ายเดียวที่ไม่ไปพูดถึง คือกลุ่มอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น
หรือว่า นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งของ พวกสีเขียว ที่แก้ลำด้วยการ"ขอเป็นกลางๆ"หลังจากที่ เอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว
เป็นความเห็นส่วนตัวน่ะคับ

sammy_c100
Posted 10 December 2010 - 11:10 AM

Zart, on 10 December 2010 - 08:57 AM, said:
ไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลของคุณเลยล่ะ

แต่ว่าลองมองมุมนี้นะ สมมุติว่าบ้านเราเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่ด้วยกันสักห้าสิบคน มีคุณตาเป็นคนดูแล

วันดีคืนดีคุณตาเอาเงินของครอบครัวไปซื้อรถขี่เอง คุณไม่สนใจ
วันดีคืนดีคุณตาเอาที่ดินของบ้านเราไปขายให้เพื่อนบ้าน คุณไม่สนใจ
วันดีคืนดีลุงของคุณทุบคุณตาชิงอำนาจดูแลกิจการของครอบครัว คุณไม่สนใจ
วันดีคืนดีลุงของคุณเอาใครก็ไม่รู้มาดูแลกิจการของบ้านคุณมาออกกฎนู่นนี่ คุณไม่สนใจ
แล้ววันดีคืนดีพี่น้องคุณทนไม่ไหวออกไปไล่ลุงกับคนพวกนั้น คุณไม่สนใจ
แล้ววันดีคืนดีลุงคุณก็แจกกระสุนให้พี่น้องของคุณที่ไปไล่ คุณไม่สนใจ
สุดท้ายลุงของคุณก็บังคับให้คุณกินข้าววันละมื้อเพื่อประหยัด คุณไม่สนใจ???

การเมืองก็คือผลประโยชน์ของคุณและผม ทุกคนนั่นล่ะครับ
ถ้าคุณไม่อยากสนใจการเมืองก็คงต้องอยู่อย่าง "พอเพียง" นั่นล่ะครับ
-----------------------
ข้อ 1, 2 ถ้ามีโอกาศเก็บเงินซื้อเองได้ครับ
ข้อ 3 ไม่สนใจครับอย่ามาทำให้ผมเดือดร้อนเป็นใช้ได้
ข้อ 4, 7 ออกมาหาเช่าอยู่เองได้สบายใจกว่าเยอะ
ข้อ 5, 6 สมน้ำหน้าพี่น้องครับอยู่ดีไม่ว่าดีทางเลือกมีเยอะดันแกว่งเท้าหาเสี้ยน

-----------------------
Zart, on 10 December 2010 - 10:16 AM, said:
พวกมึงไม่มีกิน ขายข้าวได้ตันละพัน โดนกดขี่ข่มเหง กูไม่เดือนร้อน กูไม่ด่าหรอก พวกมึงดี

แต่ถ้าพวกมึงมาปิดถนนประท้วงรัฐบาล กูเดือดร้อน พวกมึงชั่ว

หมายถึงอย่างนี้รึเปล่าครับ???

นี่น่าจะเป็นความคิดเห็นของ"คนเมือง" ส่วนมากเลยล่ะ แล้วก็เป็นสาเหตหลักของปัญหาของชาติในขณะนี้ด้วย
-----------------------
ถูกต้องที่สุดครับ ผมจะเลือกด่าเฉพาะความเดือดร้อนส่วนตัวเท่านั้น
ประกาศเคอร์ฟิว ผมด่าเพราะผมจะไปเที่ยวกินเหล้ากลางคืนกับเพื่อนไม่ได้
ปิดสนามบินวันแรก ผมไม่ด่าเพราะผมไม่ได้เดินทางวันนั้น
ปิดสนามบินวันต่อๆมา ผมด่าเพราะผมจะต้องเดินทาง
ปิดถนนชุมนุม ย่านราชดำเนิน, สนามหลวง ผมไม่ด่าเพราะบ้านผมไม่อยู่แถวนั้นผมไม่เดือดร้อน
ปิดถนนชุมนุม ย่านศาลาแดง, ราชประสงค์ ผมด่าเพราะบ้านอยู่แถวนั้นและใช้ถนนแถวนั้นเกือบทุกวัน
ปฏิวัติ ผมไม่ด่าเพราะผมได้หยุดงานหนึ่งวันสบายใจ
รัฐบาลแต่ละชุดโกงชาติ ไม่ด่าเพราะไม่เห็นจะเดือดร้อนตรงไหน
เผารถเมล์เผาเมือง ไม่ด่าเพราะไม่ใช่ของๆผมอยากเผาก็เผากันไป

Wat
Posted 10 December 2010 - 11:20 AM
คุณรู้ไหม หลายคนที่เค้าสนใจการเมือง ที่เค้าออกมาชุมนุมเพื่ออะไร

"เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติไงครับ"

คุณไม่ผิดเลยที่ไม่สนใจการเมือง และบ้าบอล
เพราะนั้นแสดงให้เห็นว่าคุณไม่เคยสนใจเลยว่าคุณภาพชีวิตของเพื่อนร่วมชาติจะเป็นยังไง จะอดตาย จะหนาวตาย ในขณะที่ฟอร์บจัดอันดับให้ราชวงศ์ไทยเป็นราชวงศ์ที่รวยที่สุดในโลก

เค้าไม่ได้โน้มน้าวในคุณสนใจการเมืองหรอก เค้าโน้มนาวให้คุณสนใจ เห็นใจ เพื่อนมนุษย์ร่วมโลกบ้างเท่านั้น แต่ถ้าคุณยังคิดว่าชีวิตของคนพวกนี้ไรค่า ก็สนใจบอลของคุณต่อไปเถิด

คนที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ชีวิตไม่ต้องดิ้นรน ไม่เคยรู้ว่าชีวิตกว่าจะมีข้าวกินแต่ละมื้อได้ลำบากแค่ไหน ไม่มีทางเข้าใจ คนจน ที่เค้าออกมานอนกลางถนน ให้คนในห้องแอร์ด่าว่า "โง่" ในขณะที่ตัวเองไม่เคยทำอะไรเพื่อคนอื่นเลย

จังอางู้
Posted 10 December 2010 - 11:49 AM
sammy_c100, on 10 December 2010 - 01:06 PM, said:
กลุ่มไหนด่าหรือไม่ด่าผมไม่ได้เลือกฝ่ายนะครับ เอาง่ายๆสร้างความเดือดร้อนให้ผมผมด่า ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผมผมไม่ด่า
-----------------------

เห็นหัวกระทู้ก็อยากจะ เข้าข้าง อยู่หรอกนะครับ

แต่บรรทัดนี้ ถือว่าคุณไม่สนใจผู้อื่นเลย สนใจแต่ตัวเองอย่างเดียว
คิดเอาแต่ได้ นะครับ

ถ้าคุณจะ ไม่สนใจการเมือง จริงๆ
คือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณต้องอยู่เงียบๆครับ
เพราะคุณไม่สนใจครับ
แต่ถ้าคุณเลือกจะบ่นอะไรสักอย่าง แม้จะสนใจเฉพาะเรื่องของตัว
ถือว่าุคุณสนใจการเมืองแล้วครับ แต่คุณสนใจเฉพาะเรื่องของตัวเท่านั้นเอง
ผมชักอยากพูดเหมือนญาติผู้ใหญ่คุณแล้วล่ะ ว่าให้สนใจการเมือง (ของคนอื่น) เขาเสียบ้าง ไหนๆคุณก็ ไม่ได้ไม่สนใจการเมือง อยู่แล้วนี่

แต่ถ้าคุณยืนยันจะคิดว่าตัวเองไม่สนใจ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่คุณต้อง อยู่เงียบๆ สงบเสงี่ยม ในทุกกรณีครับ
ไม่มีสิทธิด่าใคร ดูถูกใคร ทั้งสิ้นครับ

ปล ผมไม่ได้พูดถึงสิทธิในทางกฎหมาย ผมกำลังพูดถึงสิทธิในทางความชอบธรรมของคุณ ว่าในเมื่อคุณไม่สนใจคนอื่น คุณก็ไม่ควรจะเรียกร้องให้คนอื่นสนใจตัวเอง

ชายชุดดำ
Posted 10 December 2010 - 12:06 PM
- ความคิดที่ว่า "ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อนนั้น" ต้องคิดให้ดี บางครั้งการไม่ทำอะไรเลยก็คือการส่งเสริมให้เกิดความเดือดร้อน (ต่อไป)
- เท่าที่อ่านมารู้สึกว่าคุณจะมองโลกด้วยมุมมองที่คับแคบไปหน่อย วันนี้คุณสุขสบายคุณถึงพูดได้ว่าถ้าชาติล่มสลายก็จะรีบตักตวงความสุข (จริงๆ ตัวเองเชื่อว่าไม่มีทาง) เชิญอยู่ในมุมที่สุขสบายต่อไป วันหนึ่งหากคุณโดยความไม่เป็นธรรมเล่นงานเข้าบ้าง คุณจะเข้าใจเอง
- การโยงเรื่องความสนใจการเมืองกับพวกที่ไปประท้วงปิดทำเนียบ ปิดสนามบิน เผาห้างนั้น เป็นการเชื่อมโยงที่บิดเบือน เพราะเอาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของผู้สนใจการเมืองบางกลุ่มมาปะปนกับผู้สนใจการเมืองและไม่ทำผิดกฎหมาย และควรจะคิดต่อด้วยว่ามูลเหตุใดทำให้สถานการณ์บ้านเมืองไปสู่ความวุ่นวาย อะไรคือใจกลางของปัญหาที่แท้จริง
- สรุปแล้วการสนใจการเมืองถ้าทำอย่างเหมาะสมถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะเกิดการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจของประชาชนว่าชอบธรรมถูกต้องหรือไม่ เรื่องพวกนี้ผลประโยชน์ของเราทั้งนั้น เราเสียภาษีหวังใหประเทศพัฒนาไปสู่ความเจริญ ไม่ใช่ให้มนุษย์บางจำพวกเสพสุขสบายจากภาษีของประชาชนโดยโยนเพียงเศษเสี้ยวมาให้เรา ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดช้าจนคุณคิดว่ามันไม่เกิดผลอะไรกับคุณเลย วันหนึ่งเมื่อคุณรู้ตัวอีกทีคำว่าเสียใจอาจจะน้อยเกินไป

Rechts,
Posted 10 December 2010 - 02:40 PM, said:
ไม่สนใจการเมืองไม่ผิด ไม่รักชาติบ้านเมืองก็ไม่ผิด แต่ถ้าไม่รักเจ้ารักสถาบันนี่ผิดเต็มประตู เห็นคนไทย(ส่วนมาก)เค้าว่างั้นนะคุณนะ

ตรูมาจากดาวอังคาร
Posted 11 December 2010 - 09:59 AM
ผมไม่รู้นะว่าผิดหรือไม่ แต่ ผมได้ยินไอ้ลิ้มมันบอกผ่านทาง astv ว่า "ใครไม่สนใจการเมืองเป็นพวก ชิงหมาเกิด" (อันนี้ผมไม่ได้พูดนะไอ้ลิ้มมันพูดจริงๆไม่เชื่อไปหาดูได้)

terminus
Posted 11 December 2010 - 01:43 PM
ถ้าบอกว่าไม่สนใจการเมือง ยังไม่อยากจะเข้าไปศึกษามันมาก ก็ไม่ผิดหรอก แต่จะไปเอะอะชี้หน้าว่าคนที่สนใจหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นพวกบ้าบอ หรือ โยนว่าการเมืองวุ่นวายไม่ต้องไปยุ่งกับมัน อันนี้ผิดแน่ๆ (ในทางกลับกัน คนที่สนใจการเมืองจะไปด่าทอคนที่ไม่สนใจก็ไม่ถูกต้อง)

การเมืองมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตสังคมของมนุษย์ คุณไม่สนใจตอนนี้ก็ไม่เป็นไร พอรู้สึกมันกระทบคุณ แล้วคุณจะเปลี่ยนใจมาศึกษาดูบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เหมือนผมไม่อยากสนใจแฟชัน กีฬา บอล ฯลฯ ผมก็ยังคุยกับคนอื่นได้ ไม่เห็นมีใครมองผมเป็นตัวประหลาด และหากต่อไปผมอยากจะทำความรู้จักกับมันบ้าง ผมก็มีสิทธิจะทำได้

แต่ที่การเมืองมันสำคัญกว่าเรื่องแฟชันหรือบอลนั้น เพราะว่ามันส่งผลกระทบไปถึง "ชีวิต" คนทั้งประเทศ รวมถึงตัวพวกเราทุกคนด้วย (ไม่ว่าคุณจะเป็นโคตรมหาเศรษฐีหรือขอทาน) ทุกคนจึงถือว่าต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในสังคมนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งส่วนดีและส่วนที่ไม่ค่อยดีนัก

เหล้าที่คุณดื่ม บอลที่คุณดู จะมีได้มั้ย หากไม่ใช่เพราะว่าคนเราอยู่ด้วยกันเป็นสังคมและพัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา เศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองมันไปด้วยกันเป็นแพคเกจ คุณจะไปแยกส่วนมันก็ไม่ได้

ที่จริงแนวคิด "กูไม่สนใจอะไร ขอกูรอดเป็นพอ" ของเจ้าของกระทู้เอง ก็ถือว่าเป็นแนวคิดทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง (แม้ว่าสุดทางของแนวคิดการเมืองแบบนี้จะเป็นความอลหม่าน แต่ก็ยังเป็นแนวคิดทางการเมืองอยู่ดี) เช่นนี้แล้วคุณจะบอกว่า "การเมืองไม่เกี่ยวกับตัวคุณ" คงไม่เหมาะนัก หรือหากบ้านเมืองนี้ล่มไปจริงๆ คุณจะย้ายไป "เช่า" บ้านอื่นต่อ คุณคิดเหรอว่าที่อื่นจะไม่มี "การเมือง"

norm
Posted 11 December 2010 - 04:24 PM
ผมว่าคุณยังขาดการเชื่อมโยงมากกว่าครับ เห็นแก่ตัวก็โอเค เพราะเห็นแก่ตัวมันก็สร้างประชาธิปไตยนี่ครับ

ควรจะเชื่อมโยงให้เห็นถึงปัญหาที่มากระทบกับคุณในที่สุดให้ได้มากกว่า

ถ้าคุณบอกว่าปฏิวัติไม่เดือดร้อน รัฐบาลโกงก็ไม่เดือดร้อน คุณก็ไม่เชื่อมโยงกับปัญหา ผมสมมติว่า คุณขึ้นรถไฟฟ้า 30 บาท ถ้ารถไฟฟ้ามันราคาแค่ 15 บาทคุณจะชอบไหม? เวลาคุณเดินทางไปส่วนที่ไม่มีรถไฟฟ้า คุณเซ็งไหม ทำไมไม่ยอมสร้างกันเสียที?
เวลาคุณทำงาน ได้เงินเดือน 1หมื่นบาทต่อเดือน คุณอาจจะคิดว่าก็ดีแล้ว คุณคิดไหมว่าถ้าระบบสังคมมันเป็นธรรมกว่านี้ เงินเดือนที่คุณควรจะได้ มันจะมากกว่านี้ 2เท่า? เวลาคุณใช้โทรศัพท์ ทำไมมันไม่มี 3g เสียที คุณควรจะมี 3g ใช้ตั้งแต่ 5ปีก่อนแล้ว เวลาคุณเดินตามฟุตบาท ทำไมเด๋วพื้นมันไม่เรียบเด๋วตรงนั้นแตกตรงนั้นกระเทาะ เดินลำบากชิบหาย ฟุตบาทเล็กแคบ เดินเบียดกันแทบตกถนน เวลาขับรถไปตามถนน กทม ทั้งๆที่เป็นเมืองหลวงแท้ๆ ทำไมสภาพถนนมันเหี้ยกันได้ขนาดนั้น

คุณแน่ใจจริงเหรอครับว่าคุณไม่เดือดร้อนกับรัฐบาลกับสภาพสังคมที่เป็นแบบนี้

ผมจึงคิดว่าคุณควรจะเห็นแก่ตัวให้มากกว่านี้นะครับ ต้องเรียกร้องให้สังคมเป็นธรรมกว่านี้ รัฐบาลต้องดีกว่านี้ ชีวิตคุณจะได้ดีกว่านี้อีกหลายๆเท่า

ที่มา ชุมชนคนเหมือนกัน

บุคคลที่ไม่สนใจการเมือง ซะจนต่อให้ความเดือดร้อนย่างกรายไปหาตัวแล้วยังเฉย แบบนี้่เข้าข่าย เจ็บแล้วทนเป็นควายตามสำนวนโบราณนะครับ ถึงมันจะไม่ผิดอะไรก็เหอะ
ส่วนบุคคลที่ไม่สนใจการเมือง และพอความเดือดร้อนย่างกรายไปหาตัวแล้วก็ออกอาการรับไม่ได้ด่าเปิง นีก็ส่อเจตนา เห็นแก่ตัว ดูถูกคุณค่าความเป็นมนุษย์และไม่คิดจะพยายามทำความเข้าใจในความเดือดร้อนของผู้อื่น ถือว่าไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตน คนแบบนี้สันดานก็ไม่ได้ต่างอะไรกับนักการเมืองที่หลายๆคนรวมไปถึงพวกดัดจริตทางการเมืองเขารวมหัวกันด่านั้นแหละ ถือว่าเป็นสลิ่มการเมืองประเภทหนึ่ง




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2553    
Last Update : 14 ธันวาคม 2553 16:28:07 น.
Counter : 316 Pageviews.  

ศาลยุติธรรม:ยุติอย่างเป็นธรรมหรือยุติความเป็นธรรม

โดย ประเวศ ประภานุกูล

ตอนที่ 1 ความเป็นมาและโครงสร้างผู้พิพากษาของศาลไทย

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย การเรียกร้องความยุติธรรม ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงแห่งกระบวนการยุติธรรม ตัวตนที่มี 2 มาตรฐาน เมื่อกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมย่อมหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงศาลไม่พ้น ศาลซึ่งเป็นส่วนยอดของกระบวนการยุติธรรม ในอดีตการโจมตีกระบวนการยุติธรรมได้ยกเว้นศาลไว้ให้อยู่ในฐานะเป็นที่ยอมรับในความเป็นกลาง ในความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ปัจจุบันส่วนยอดของกระบวนการยุติธรรมกลับเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

บทความนี้มุ่งแสดงถึงโครงสร้างอันเป็นสาเหตุแห่งความเป็น 2 มาตรฐาน ของศาล

การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องทำความรู้จักเข้าใจถึงสิ่งนั้นก่อน และการทำความเข้าใจก็ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ ความเป็นมาก่อนเป็นอันดับแรก ในตอนแรกนี้จึงจะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของศาลไทย ศาลยุติธรรม

จากนั้นจะกล่าวถึงโครงสร้างผู้พิพากษา และเปรียบเทียบกับระบบของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาในท้ายที่สุด

ในทางรัฐศาสตร์ถือว่า รัฐไทย ก่อกำเนิดขึ้นในสมัย ร.5 แห่งยุครัตนโกสินทร์ ศาลไทย ตลอดจนระบบกฎหมาย ที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ก็เกิดขึ้นในยุคนี้เช่นกัน ในสมัยนั้นรัฐไทย ตกอยู่ภายใต้สนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่มหาอำนาจตะวันตก โดยไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา-มหามิตรในปัจจุบันนี้ หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่น-ประเทศในเอเชีย ก็ได้มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือรัฐไทยเช่นกัน ทั้งนี้ เป็นมรดกตกทอดมาจากสมัย ร.4 ที่มุ่งรักษาอาณาจักรให้พ้นจากการยึดครองของมหาอำนาจตะวันตก จึงได้ยอมทำสนธิสัญญาที่เสียเปรียบเช่นนี้ การจะแก้ไขยกเลิกสนธิสัญญานี้จึงต้องเริ่มจากการปรับปรุงระบบกฎหมายและระบบศาล ให้เป็นที่ยอมรับของต่างชาติก่อน ซึ่งได้เริ่มต้นและเสร็จสมบูรณ์ในสมัย ร.5 นี้เอง

สิทธิสภาพนอกอาณาเขต คือ สนธิสัญญาที่ระบุให้คนของชาตินั้นไม่ต้องขึ้นศาลไทยเมื่อกระทำผิดในไทย แต่ให้ขึ้นศาลของประเทศตนแทน

ในเบื้องต้น ร.5 ได้ส่งเจ้าชายพระองค์หนึ่งไปเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ คือ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เมื่อจบการศึกษากลับมา พระองค์เจ้ารพี ได้ก่อตั้งศาลขึ้น โดยใช้ระบบกล่าวหาเช่นเดียวกับที่ใช้ในประเทศอังกฤษตามที่พระองค์ทรงศึกษามา พร้อมทั้งร่างกฎหมายต่างๆ กฎหมายที่สำคัญคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายลักษณะอาญา(ภายหลังถูกยกเลิกและใช้ประมวลกฎหมายอาญาจนทุกวันนี้) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีในศาลสำหรับคดีแพ่ง) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(วิธีดำเนินคดีในศาลสำหรับคดีอาญา ตลอดจนการสอบสวน การควบคุมผู้ต้องหา การออกหมายจับ กล่าวโดยสรุป เป็นวิธีดำเนินคดีตั้งแต่ชั้นตำรวจจนจบคดีที่ศาลฎีกา)

ในส่วนระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความนี้ อาจารย์ผมบางท่านเคยวิเคราะห์ว่า เป็นกฎหมายของระบบไต่สวน ซึ่งต้องให้อำนาจแก่ศาลในฐานะผู้ไต่สวนค้นหาความจริง แต่โดยที่บ้านเราใช้ระบบกล่าวหาซึ่งศาลต้องวางตัวเป็นกลาง ให้คู่ความ 2 ฝ่ายต่อสู้คดีกันด้วยพยานหลักฐานให้ศาลตัดสิน ทำให้กฎหมายให้อำนาจศาลมากเกินควร
นอกจากระบบกฎหมายที่ขัดแย้งกับระบบปฏิบัติดังกล่าวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้คือ ข้อหา ละเมิดอำนาจศาล โดยเฉพาะข้อหาดูหมิ่นศาล-เป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดอำนาจศาล-เป็นกฎหมายของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชโดยแท้ กล่าวคือ ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์เป็นผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดทั้ง 3 อำนาจ ทั้ง บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ การตั้งศาลเป็นเพียงการแบ่งงานของกษัตริย์ในการตัดสินคดี ให้องค์กรที่ตั้งขึ้นทำงานแทนเท่านั้น ศาลในยุคนั้นจึงมีลักษณะเป็นองค์กรหนึ่งหรือหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำงานให้แก่กษัตริย์ ทำงานแทนกษัตริย์ ศาลจึงมีสภาพเป็นตัวแทนกษัตริย์ กษัตริย์ที่ใครผู้ใดจะล่วงละเมิดไม่ได้ ศาลจึงต้องทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และต้องมีบทบัญญัติห้ามละเมิดอำนาจศาลรวมถึงห้ามดูหมิ่นศาล เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของศาลที่ทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

พร้อมกับการก่อตั้งศาลและระบบกฎหมายดังกล่าว พระองค์เจ้ารพี ได้ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย ขึ้นในศาล เปิดสอนกฎหมายเพื่อผลิตนักกฎหมายป้อนให้เป็นผู้พิพากษาของศาล(ในทางกฎหมาย ได้อธิบายว่า ผู้พิพากษา ไม่ใช่ศาล แต่โดยที่ศาลเป็นองค์กรที่ทำงานโดยผู้พิพากษา ผู้พิพากษากับศาลจึงแยกจากกันไม่ออก) การสอนกฎหมายบรรยายโดยผู้พิพากษาทั้งหมด

การปฏิวัติของคณะราษฎรเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของฝ่ายตุลาการ

เมื่อ อ.ปรีดี พนมยงค์ ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง(ปี 2495 จอมพล ป.ได้เปลี่ยนชื่อธรรมศาสตร์โดยตัดคำว่า “วิชา” และคำว่า "และการเมือง" ออก) เมื่อปี 2477 การสอนกฎหมายได้ย้ายมาที่ธรรมศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายของศาลจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เนติบัณฑิตยสภา" พร้อมทั้งกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบเป็นผู้พิพากษาว่า ต้องผ่านการอบรมกฎหมาย ของสำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา(นอกเหนือจากการจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัย) ซึ่งเรียกกันว่า "จบเนติบัณฑิต" อันเป็นระบบที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้การอบรมกฎหมายของเนติ ใช้ผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาที่เกษียณ เป็นอาจารย์ผู้บรรยาย ที่สำคัญหลักสูตรกฎหมายของเนติใช้แนวทางการตีความกฎหมายตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา(เรียกสั้นๆว่า ฎีกา)

ผู้ที่มีสิทธิสมัครสอบเป็นผู้พิพากษา นอกจากต้องจบเนติ(อ่านว่า "เน" หรือ "เน-ติ" ก็ได้ แต่ทั่วไปจะอ่านว่า "เน")แล้ว จะต้องมีคุณสมบัติอื่นอีก คือ

1. มีอายุ 25 ปีขึ้นไป

2. มีประสบการทำงานอย่างน้อย 2 ปี ในอาชีพที่กำหนด เช่น ทนายความ อัยการ นิติกร สำหรับอาชีพทนายความ นอกจากมีอายุงาน 2 ปีแล้ว ยังได้กำหนดให้ต้องว่าความอย่างน้อย 20 คดี(เพื่อป้องกันการทำใบอนุญาตทนายความโดยไม่ได้ทำงานจริง-ส่วนนี้ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติที่จะกล่าวต่อไป)

มีข้อสังเกตอีกอย่าง คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบเป็นพนักงานอัยการ เป็นคุณสมบัติเดียวกับผู้มีสิทธิสมัครสอบผู้พิพากษา

จากคุณสมบัติดังกล่าว ผู้มีสิทธิสมัครสอบ ไม่จำเป็นต้องมาจากทนายความ หรืออัยการ เฉกเช่นประเทศต้นตำรับศาลที่รับมา

เมื่อสอบผ่านแล้ว จะได้รับการบรรจุเป็น "ผู้ช่วยผู้พิพากษา" และต้องเข้าอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การอบรมภาคทฤษฎีนี้ ไม่เคยมีการเปิดเผยกับคนนอกว่ามีการอบรมอะไรบ้าง แต่ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า มีการสอน "วิชาเขียนคำพิพากษา"ด้วย ส่วนการอบรมภาคปฏิบัติ จะส่งผู้ช่วยผู้พิพากษาไปฝึกงานกับผู้พิพากษาระดับหัวหน้าคณะในศาลใหญ่ในกรุงเทพ คือ ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งธนบุรี และศาลอาญาธนบุรี

หลังผ่านการอบรมทั้ง 2 ภาคดังกล่าว ยังไม่ถือว่าเป็นผู้พิพากษา จนกว่าจะได้รับการ "โปรดเกล้าพระราชทานแต่งตั้ง" ก่อน เมื่อได้รับโปรดเกล้าแล้ว จะถูกส่งไปเป็นผู้พิพากษาศาลเล็ก คือศาลแขวง และต้องไปเริ่มต้นชีวิตการเป็นผู้พิพากษาจากเมืองที่ห่างไกลกรุงเทพฯ เมื่ออายุงานเพิ่มขึ้นก็จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง โดยไปประจำศาลที่ใหญ่ขึ้นอย่างศาลจังหวัด และค่อยๆขยับย้ายเข้าใกล้กรุงเทพฯมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป ผู้พิพากษาก็มีการเลื่อนตำแหน่งไม่ต่างจากข้าราชการพลเรือนทั่วไป

การจัดสอบคัดเลือกผู้พิพากษา การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งผู้พิพากษา ตลอดจนการพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ผู้พิพากษา เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดหนึ่ง ชื่อ คณะกรรมการตุลาการ หรือที่เรียกย่อว่า กต. กต.ประกอบด้วยผู้พิพากษาที่ยังดำรงตำแหน่งทั้งหมด ส่วนใหญ่ของ กต. เป็นกต.โดยตำแหน่ง มีกต.บางส่วนที่เป็นผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษา และประธานศาลฎีกาเป็นประธานกต.โดยตำแหน่ง

จากประวัติความเป็นมาของศาลและโครงสร้างของผู้พิพากษาดังกล่าว ศาลไทยเป็นองค์กรที่ก่อตั้งโดยผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช สัญลักษณ์ตลอดจนรูปแบบพิธีการของศาลและผู้พิพากษายังคงเดิมเฉกเช่นเมื่อเริ่มตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการ"กระทำในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์" การ "โปรดเกล้าพระราชทานแต่งตั้งผู้พิพากษา" หรือแม้แต่บทบัญญัติว่าด้วยการ ดูหมิ่นศาล อีกทั้งโครงสร้างของผู้พิพากษาก็เป็นโครงสร้างของข้าราชการประจำ ไม่มีส่วนใดเชื่อมโยงถึงประชาชน หรือชี้ว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจนี้เลย ประชาชนไม่มี และไม่เคยมี ส่วนร่วมในการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้พิพากษา การสอบคัดเลือกผู้พิพากษาไม่แตกต่างอะไรกับการสอบเข้ารับราชการของข้าราชการพลเรือนอื่นๆเลย

ที่สำคัญ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบเป็นผู้พิพากษา ระบบการสอบคัดเลือก ระบบการเลื่อนตำแหน่ง ล้วนแต่สร้างให้เกิดเครือข่ายที่ผู้พิพากษาระดับสูงหรือระดับบริหาร สามารถแทรกแซงการทำงานของผู้พิพากษาได้ รวมทั้งสร้างทัศนคติร่วมของผู้พิพากษาของศาลทั้งระบบ ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป


ตอนที่ 2 โครงสร้างผู้พิพากษา : อิสระ?

อย่างที่กล่าวแล้ว คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้มีสิทธิ์สมัครสอบผู้พิพากษาต้องจบเนติ การที่หลักสูตรเนติใช้แนวฎีกาในการตีความกฎหมาย ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นการยัดเยียดความคิด? ปิดกั้นความคิดของนักศึกษาเนติไม่ให้มีความเห็นต่างจากผู้พิพากษา?

ในส่วนการสอบคัดเลือกเข้าเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา ไม่ได้ใช้ธงคำตอบเช่นเดียวกับเนติ?

คุณสมบัติอื่นขอผู้มีสิทธิ์สมัครสอบ คือ นิติกร กลุ่มอาชีพนี้ที่สอบคัดเลือกผ่านมากที่สุด คือ นิติกรของกรมบังคับคดี(เคยได้ยินมาเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันไม่ทราบ) สำหรับกลุ่มทนายความ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นถึงการเก็บคดี

การเก็บคดีก็คือ หลังจบปริญญาตรีกฎหมายแล้วก็ลงทะเบียนเรียนเนติ พร้อมกับสมัครสอบใบอนุญาตทนายความ ซึ่งอาจทำหลายอย่างพร้อมกันหรือทีละอย่างก็ได้ แต่เมื่อจบเนติและมีใบอนุญาตทนายความแล้ว ก็ต้องรอเวลา 2 ปี ระหว่างนี้ก็ไปที่ศาล โดยเฉพาะศาลแขวงในกรุงเทพฯในตอนเช้าวันจันทร์ที่มีคดีนัดครั้งแรกจำนวนมาก หรือศาลแพ่งในแผนกคดีตั้งผู้จัดการมรดก เพื่อขอให้แต่งเข้าเป็นทนายร่วมในคดีฝ่ายเดียว (คดีที่จำเลยไม่มาศาล หรือคดีตั้งผู้จัดการมรดกที่ไม่มีผู้คัดค้าน=คดีฝ่ายเดียว) และให้ผู้พิพากษาเซ็นต์รับรองการว่าความ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการสมัครสอบ

การเก็บคดีเป็นวิธีการให้ได้เอกสารรับรองการผ่านงานโดยไม่ได้ทำงานจริง ซึ่งผู้พิพากษาที่เซ็นต์ให้ต่างก็รู้ทุกคน แต่ก็เซ็นต์ให้เป็นส่วนใหญ่ (มีน้อยมากที่จะปฏิเสธ ผมเคยได้ยินเจ้าหน้าที่หน้าบังลังก์ของศาลบางคนพูดว่าท่านนั้นๆไม่เซ็นต์ให้เหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยเห็นกับตา แต่ที่เห็นก็เซ็นต์ให้ทุกที)

การคัดเลือกคนที่ใช้การสอบ 2 ครั้ง เนติ กับสอบผู้ช่วย เป็นระบบการกลั่นกรองคนที่ทำให้ได้คนที่ยึดถือการตีความกฎหมายตามแนวฎีกา

เมื่อสอบได้ การอบรมโดยเฉพาะการสอนวิชา "เขียนคำพิพากษา" การฝึกงานภาคปฏิบัติที่มีผู้พิพากษาอาวุโสเป็นพี่เลี้ยง เป็นการสืบทอดจิตวิญญาณจากรุ่นสู่รุ่นหรือไม่? การที่คำพิพากษาของศาลเป็นแนวทางเดียวกันหมด-ไม่ใช่ในแง่รูปแบบที่กฎหมายกำหนดโครงร่างคราวๆว่าต้องมีข้อความใดบ้าง อันจัดเป็นแบบฟอร์ม-หากแต่เป็นลีลา สำนวนวิธีการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง และลีลา สำนวนการให้เหตุผล เนื้อหาแห่งเหตุผลในคำพิพากษาอันเป็นจิตวิญญาณของคำพิพากษา ได้เป็นแบบเดียวหรือเดินในแนวทางเดียวกันตลอดมาจากอดีตจวบจนปัจจุบัน

ระบบเช่นนี้ได้ทำให้เกิดการสืบทอดจิตวิญญาณของผู้พิพากษาหรือไม่?

การเลื่อนตำแหน่งของผู้พิพากษา แม้จะบอกว่า ใช้ระบบอาวุโส แต่โดยธรรมชาติของระบบราชการ ยิ่งขึ้นสูงก็ยิ่งมีตำแหน่งน้อย ขณะที่คนที่มีอาวุโสถึงเกณฑ์ได้เลื่อนตำแหน่ง มีมากกว่าจำนวนตำแหน่งที่รองรับได้ จึงต้องมีการคัดเลือกเฉพาะบางคนให้เลื่อนตำแหน่ง เช่นนี้จะใช้เกณฑ์อะไรพิจารณา หากใช้ผลงาน แล้วจะวัดผลงานกันอย่างไร การดำเนินกระบวนพิจารณา? การทำคดีเสร็จเร็ว? การไม่มีหรือมีคดีค้างการพิจารณาน้อย? การเขียนคำพิพากษาได้ดี? หรือจะใช้หลักเกณฑ์ด้านลบ การมีข้อผิดพลาดน้อย? หากใช้เกณฑ์เหล่านี้มาเป็นตัววัดผลงานของผู้พิพากษา จะไม่เป็นการกดดันให้ผู้พิพากษาสร้างผลงานได้ตามกำหนด? หากใช้หลักเกณฑ์ต่างๆเช่นนี้ จะไม่เป็นการแทรกแซงการทำงานผู้พิพากษา?

เมื่อดูประกอบกับระบบการสอบเนติและสอบคัดเลือก จึงมีคำถามว่า คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้พิพากษาที่อยู่ใน กต.จะมีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งจนถึงผู้บริหารระดับสูงของศาล?

เช่นนี้การมีระบบการเลื่อนตำแหน่งของผู้พิพากษา ไม่ทำให้ผู้พิพากษา-โดยเฉพาะผู้พิพากษาที่หวังจะได้เลื่อนตำแหน่ง-ศูนย์เสียความเป็นอิสระ?

เมื่อการเลื่อนตำแหน่งถูกพิจารณาโดยผู้พิพากษาไม่กี่คนใน กต. มีอะไรเป็นหลักประกันว่า ผู้พิพากษาที่เป็น กต.ไม่สามารถแทรกแซงการทำงานของผู้พิพากษาได้

การเรียนการสอนย่อมเกิดความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ การที่อาจารย์เนติเป็นผู้พิพากษา ย่อมมีความสัมพันธ์นี้เช่นกัน การจัดอบรมและการฝึกงานภาคปฏิบัติ ก็ย่อมเกิดความสัมพันธ์ฉันท์ลูกศิษย์-อาจารย์เช่นกัน ขณะที่ผู้พิพากษาใหม่-โดยเฉพาะผู้พิพากษาใหม่ที่มาจากทนายความที่ "เก็บคดี" และมาจากนิติกร-ยังไม่สามารถรับผิดชอบงานได้เต็มที่ ต้องมีผู้พิพากษาอาวุโสโดยเฉพาะหัวหน้าศาล เป็นพี่เลี้ยงต่ออีกระยะ ระบบเช่นนี้ย่อมง่ายต่อการเกิดสายสัมพันธ์ระหว่างผู้พิพากษาระดับล่าง กับผู้พิพากษาระดับสูง ที่เคยเป็นอาจารย์เนติ เคยเป็นอาจารย์ในการอบรมภาคทฤษฎี เคยเป็นอาจารย์ในการอบรมภาคปฏิบัติ เคยเป็นหัวหน้าศาลที่เป็นพี่เลี้ยง
เมื่อประกอบกับการเลื่อนตำแหน่ง ย่อมเกิดคำถามว่าระบบเช่นนี้ไม่กลายเป็นการสร้างสายใยเครือข่ายที่ผู้พิพากษาระดับสูง(โดยเฉพาะที่อยู่ในกต.)สามารถครอบงำผู้พิพากษาระดับล่างหรอกหรือ?

หาก กต.คัดสรรแต่ผู้มีความเห็นเดียวกันขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารของศาล ประกอบกับระบบการสอบเนติ และสอบคัดเลือก ที่เน้นฎีกา และการฝึกอบรม จนถึงสายสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าศาลกับลูกศาล ไม่เป็นการสร้างจิตวิญญาณของศาล? จิตวิญญาณร่วมกันที่ศาลมีทัศนะคติเดียวกัน? ศาลสามารถปลดแอกตัวเองจากการเป็นข้าราชการในการตรวจสอบหน่วยราชการ หรือข้าราชการอื่น ตลอดจนข้าราชการการเมืองหรือไม่?
การที่มีผู้พิพากษามาจากทนายความที่เก็บคดี เป็นการได้คนที่ไม่เคยผ่านงานมาก่อนหรือไม่? คนที่อยู่แต่กับคำพิพากษาฎีกา อยู่แต่ในห้องเรียนออกจากห้องเรียนก็มามีตำแหน่งเป็นถึง ผู้พิพากษา คนเช่นนี้ง่ายต่อการปลูกฝังแนวความคิดหรือไม่?

หาก กต.คัดสรรแต่ผู้มีความเห็นเดียวกันขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารของศาล ไม่เป็นการสร้างเครือข่ายสายใยที่ผู้พิพากษาระดับบริหารสามารถแทรกแซงการทำงานของผู้พิพากษาระดับล่าง?

สิ่งที่ระบบสร้างขึ้นดังกล่าว เมื่อรวมกับรูปแบบพิธีการตลอดจนสัญลักษณ์ที่ตกทอดจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ได้ทำให้ศาลกลายเป็นหน่วยงานราชการหน่วยงานหนึ่ง หน่วยงานที่ไม่แตกต่างจากข้าราชการพลเรือนทั่วไป หากแต่เป็นหน่วยราชการที่มีสิทธิใช้อำนาจอธิปไตย 1 ใน 3 อำนาจตุลาการ

หน่วยราชการที่มีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยราชการหรือข้าราชการอื่น หรือแม้แต่ข้าราชการการเมือง อย่าง นายกรัฐมนตรี

หน่วยงานที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง กับประชาชน

หน่วยงานที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อ ประชาชน เฉกเช่นอำนาจอธิปไตยอื่น

สิ่งที่ต้องถามหาคำตอบจากศาลในระบบเช่นนี้ คงไม่ใช่เพียงความเป็นอิสระ หากแต่ต้องรวมถึงทัศนะคติด้วย หากประชาชนมีคดีความกับข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะได้รับการพิจารณาคดีจากศาลอย่างเป็นกลาง?

ยิ่งกว่านั้น แม้จะเป็นคดีความระหว่างประชาชนด้วยกันเอง แต่หากคู่ความฝ่ายหนึ่งรู้จักกับผู้พิพากษาระดับบริหารบางคน คดีนั้นจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นกลาง อย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม จากศาล?


ตอนที่ 3 บทสรุปโครงสร้างผู้พิพากษา

อย่างที่กล่าวแล้ว ระบบของศาลได้สร้างเครือข่ายที่ทำให้ผู้พิพากษาระดับสูงมีสายใยต่อผู้พิพากษาระดับล่างสายใยเหล่านี้ไม่เพียงผู้พิพากษาที่ยังทำงานอยู่ ผู้พิพากษาที่เกษียรแล้วก็ยังเคยเป็นอาจารย์ผู้อบรมเคยเป็นอาจารย์ฝึกงานภาคปฏิบัติ เคยเป็นหัวหน้าศาล nเคยเป็นผู้พิพากษาระดับบริหารของผู้พิพากษาที่ยังปฏิบัติงานอยู่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สายใยที่ยังส่งต่อถึงผู้พิพากษา? หากผู้พิพากษาที่เกษียณแล้วไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทหรือเปิดสำนักงานทนายความคดีความของบริษัทที่มีอดีตผู้พิพากษาเป็นที่ปรึกษาหรือที่จ้างสำนักงานทนายความของอดีตผู้พิพากษาคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะเชื่อมั่นในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลได้?

หากอดีตผู้พิพากษาที่เกษียณเป็นอาจารย์บรรยายกฎหมายของเนติบัณฑยสภาเป็นอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องมีผลงานทางวิชาการมากมายบุคคลเช่นนี้ย่อมมีสายใยมากถึงขั้นเป็น "บารมี"หากรับเป็นที่ปรึกษาของผู้ประกอบการธุรกิจการค้าที่มีคดีความขึ้นสู่ศาลเป็นประจำจะมีผลต่อคดีที่บริษัทนั้นมีอยู่หรือไม่?

กรณีที่เป็นรูปธรรมนาย ป.ซึ่งคนรุ่นผมรุ่นอายุ 50 ปี ลงมาและเคยเรียนเนติน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี เขาเป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เกษียรแล้วปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับบริษัทที่ประกอบการค้าแห่งหนึ่งรวมถึงธนาคาร ก. ซึ่งมีคดีความในศาลเป็นปกติตามสภาพการประกอบธุรกิจการค้า(ประชาไทพิจารณาใช้ชื่อย่อบุคคลเนื่องจากปัญหาทางกฎหมาย)

ได้ยินมาว่าปัจจุบัน นายป.ยังคงเป็นอาจารย์บรรยายกฎหมายเนติอยู่คำถามคือ

มีผู้พิพากษาที่ยังปฏิบัติงานอยู่กี่คนเคยเป็นนักศึกษาเนติที่ฟังการบรรยายของนาย ป.

มีผู้พิพากษาปัจจุบันกี่คนที่เคยเป็นลูกศิษย์อบรมภาคทฤษฎีของนาย ป.

มีผู้พิพากษาปัจจุบันกี่คนที่เคยเป็นลูกศิษย์การฝึกงานของนาย ป.

มีผู้พิพากษาปัจจุบันกี่คนที่เคยเป็นผู้พิพากษาภายใต้การบริหารงานของนาย ป.

เช่นนี้การที่ธนาคาร ก. มีนาย ป. เป็นที่ปรึกษาไม่มีผลต่อคดีความในศาลที่มีธนาคารก. เกี่ยวข้องหรือเป็นคู่ความ???

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่ 1 คงพอเห็นภาพได้ว่าศาลไทยมีความเป็นอิสระจริงหรือไม่เป็นกลางจริงหรือไม่ไม่สามารถแทรกแซงจริงหรือไม่

แน่นอนว่าไม่มีระบบที่สมบูรณ์แบบในโลกนี้มีแต่ระบบที่ดีพอดีพอในระยะเวลาหนึ่ง เท่านั้นแต่คำถามคือระบบนี้ดีพอในระยะเวลานี้หรือไม่

ปัญหาของระบบนี้อยู่ตรงไหน

กล่าวโดยสรุปปัญหาของระบบนี้มาจากกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นผู้พิพากษาและการเลื่อนตำแหน่ง

กระบวนการคัดเลือกคนที่ขึ้นอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียวเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในระบบอยู่แล้วระบบที่คัดคนที่มีความเห็นต่างออกไป

ที่สำคัญคือการเลื่อนตำแหน่งตราบใดที่มีการเลื่อนตำแหน่งก็ย่อมมีคนปราถนาตำแหน่งสูงขึ้นมีคนที่มีอำนาจตัดสินให้ใครได้เลื่อนตำแหน่งไม่มีทางทำให้ทุกคนที่อาวุโสถึงได้เลื่อนตำแหน่งครบทุกคนไม่มีทางสร้างระบบการเลื่อนตำแหน่งที่ "ไม่ต้องมีคนตัดสินใจ"

ถึงเวลาปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้พิพากษาหรือยัง

ถึงเวลาหรือยังที่ต้องยกเลิกการเลื่อนตำแหน่ง

ถึงเวลาหรือยังที่การเข้าดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาต้องเชื่อมโยงกับประชาชนและให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระโดยไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง

ถึงเวลาหรือยังที่ต้องมีการถ่วงดุลผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดีด้วยการนำระบบลูกขุนมาใช้

ถึงเวลาหรือยังที่ศาลต้องเชื่อมโยงกับประชาชนด้วยการนำระบบลูกขุนมาใช้


ตอนที่ 4 ระบบลูกขุนไม่สามารถนำมาใช้ในประเทศไทย?

ระบบลูกขุนคืออะไร

ระบบกฎหมายที่ใช้ในโลกนี้ทั้งหมดแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ คอมมอนลอว์ หรือกฎหมายจารีตประเพณี หรือกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร กับ กฎหมายลายลักษณ์อักษร

ประเทศที่ใช้กฎหมายจารีตที่สำคัญคือ อังกฤษ อเมริกา ปัจจุบันนี้ได้ยินว่า ญี่ปุ่น ซึ่งใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกับบ้านเราก็ใช้ระบบลูกขุนด้วยแล้ว

อเมริกาปกครองแบบสหรัฐ หมายถึง รัฐ หลายๆ รัฐมารวมกันเกิดเป็นรัฐใหม่ อเมริกาจึงเหมือนมี 2 รัฐอยู่ภายในรัฐเดียวกัน รัฐสภาจึงประกอบด้วย 2 สภา สภาผู้แทนเลือกตั้งผู้แทนตามจำนวนประชาชน สภาซีเนท หรือที่บ้านเราเรียกวุฒิสภา เป็นผู้แทนของแต่ละมลรัฐ สภาซีเนทของอเมริกาจึงมีอำนาจสูงกว่าสภาผู้แทน ในส่วนของศาลก็มี 2 ศาล คือ ศาลของสหรัฐกับศาลของมลรัฐ แม้จะมี 2 ศาลแต่ถือว่าเป็นระบบศาลเดี่ยว การมีศาล 2 แบบเป็นเพียงการแบ่งหน้าที่เท่านั้น ศาลฎีกาของสหรัฐเป็นผู้ตัดสินว่า การกระทำ หรือกฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ผู้พิพากษาศาลฎีกาของสหรัฐมาจากประธานาธิบดีเสนอชื่อให้สภาซีเนทพิจารณา ถ้าซีเนทรับรองก็ผ่าน แต่ถ้าไม่รับรองก็ตกไป ประธานาธิบดีต้องเสนอชื่อคนใหม่และคนที่ประธานาธิบดีเสนอก็มักจะเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น อาจารย์กฎหมายของมหาวิทยาลัย คนที่ได้รับคัดเลือกอยู่ในตำแหน่งตลอดชีวิต ถือได้ว่าผู้พิพากษาศาลสูงของสหรัฐมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม

ส่วนศาลของมลรัฐเท่าที่ทราบมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในมลรัฐนั้นๆและอยู่ในตำแหน่งตามวาะ แต่ไม่นานมานี้มีคนบอกว่าอเมริกาได้เปลี่ยนระบบเป็นให้ลงมติรับรองหรือไม่รับรอง

หากเปลี่ยนจากการเลือกตั้งมาเป็นลงมติรับรองหรือไม่รับรองจริงก็หมายความว่าจะต้องมีระบบคัดกรองคนเพื่อเสนอชื่อให้ประชาชนลงมติ

ไม่ว่าอย่างไรก็ยังถือได้ว่า ที่มาของผู้พิพากษาในอเมริกามีส่วนเชือมโยงกับประชาชน ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการคัดสรรบุคคลมาใช้อำนาจสูงสุด 1 ใน 3 อำนาจตุลาการ

ส่วนลูกขุนในอเมริกามาจากประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยจะจัดทำบัญชีรายชื่อลุกขุนจากผู้ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาลก็จะนำบัญชีนี้มาใช้เลือกคณะลูกขุน โดยเลือกตามลำดับไปโดยคู่ความไม่รู้รายชื่อล่วงหน้ามาก่อน แต่คู่ความมีสิทธิค้านลูกขุนได้ตามจำนวนครั้งที่กำหนด เช่น อาจให้ค้านได้ฝ่ายละ 3 ครั้ง หรือ 3 คน คนที่ถูกค้านจะตกไป เลื่อนคนในบัญชีอันดับถัดไปขึ้นมาแทน

จำนวนลูกขุนจะถูกกำหนดตามกฎหมายของแต่ละมลรัฐไม่เท่ากัน ระหว่าง 8 -12 คน แต่ส่วนใหญ่จะมีจำนวน 12 คน

เมื่อคัดเลือกคณะลูกขุนได้แล้ว คณะลูกขุนทั้งหมดจะถูกเก็บตัวทันที ห้ามติดต่อกับโลกภายนอกทุกรูปแบบไม่ว่าจะโทร. จดหมาย หรือคนภายนอกคณะลูกขุน ต้องพักในโรงแรมที่รัฐจัดให้จนกว่าจะพิจารณาคดีเสร็จ ดังนั้นคนที่ได้รับหมายเรียกให้ไปเป็นคณะลูกขุนจึงต้องเตรียมกระเป๋าเสื้อผ้ามาด้วย

เมื่อได้คณะลูกขุนครบถ้วนแล้วก็จะเริ่มการพิจารณาคดีสืบพยานทันที และจะสืบพยานต่อเนื่องไปทุกวันจนกว่าจะเสร็จและคณะลูกขุนลงมติพิพากษาคดีแล้วจึงถือว่าเสร็จคดี แต่ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ได้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเพื่อแยกประเด็นข้อโต้แย้งและเตรียมพยานหลักฐานมาแล้ว ไม่ใช่ว่าพอโจทก์ยื่นฟ้องและจำเลยให้การปฏิเสธก็ส่งคดีเข้าขั้นตอนนี้เลย

คณะลูกขุนจึงเป็นเพียงประชาชนธรรมดา ประชาชนที่ทำหน้าที่พลเมืองดีด้วยการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ในการสืบพยานในศาล ผู้พิพากษาจะเป็นคนควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย และการสืบพยานในศาลของอเมริกาจะให้การบันทึกเทปโดยมีเจ้าหน้าที่ถอดเทปแบบคำต่อคำ

ต่างจากบ้านเราที่ผู้พิพากษาเป็นผู้บันทึกด้วยการสรุปคำพูดของพยานเอง ซึ่งมักจะทำให้เกิดข้อโต้แย้งกับทนาย โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้พิพากษาไม่บันทึกคำให้การของพยาน

หลังจากสืบพยานทั้ง 2 ฝ่ายเสร็จ คณะลูกขุนจะประชุม(ลับ)เพื่อลงมติตัดสินคดี โดยลงมติผิดหรือไม่ผิดเท่านั้น ไม่มีการให้เหตุผล

มติของคณะลูกขุนที่จะตัดสินไปในทางใดต้องใช้เสียงข้างมากเด็ดขาด บางมลรัฐอาจกำหนด 10-2 แต่ส่วนใหญ่จะกำหนดเป็นเสียงเอกฉันท์ ในบางครั้งที่เสียงแตกจึงอาจเห็นคณะลูกขุนประชุมเป็นเวลานาน

การตัดสินคดีของคณะลูกขุนเป็นการตัดสินคดีในส่วน ข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสินในข้อกฎหมาย

การใช้ลูกขุนในอเมริกาใช้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา

สำหรับคดีที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอิทธิพลจนอาจมีผลต่อการตัดสินคดีของคณะลูกขุนก็สามารถย้ายไปดำเนินคดีที่มลรัฐอื่นหรือศาลอื่นที่ไม่มีอิทธิพลของคู่ความฝ่ายนั้นได้

ในส่วนพยานที่มาเบิกความในศาลหากการเบิกความในศาลอาจเป็นอัตรายต่อตัวพยานขอเข้าโครงการคุ้มครองพยานได้

โครงการคุ้มครองพยานของอเมริกา ไม่เพียงจัดเจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มกันระหว่างคดีเท่านั้น แต่หลังเสร็จคดีรัฐจะให้เปลี่ยนชื่อ ย้ายที่อยู่ หางานใหม่ให้ทำ เป็นการลบประวัติเก่าแล้วสร้างประวัติใหม่ ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ความปลอดภัยกับตัวพยานได้อย่างดี ไม่ใช่แค่จัดตำรวจมาประกบระหว่างคดีเสร็จแล้วก็ปล่อยพยานไปตามยถากรรมอย่างบ้านเรา

แล้วจะนำระบบลูกขุนมาใช้ในบ้านเราได้หรือไม่

เหตุผลของฝ่ายที่ค้านมักจะเป็นความไม่พร้อมของประชาชน เป็นเหตุผลเดียวกับที่ดูถูกประชาชนว่าไม่สามารถเลือกตั้งรัฐบาลที่ดีได้ เดิมทีเมื่อพูดถึงระบบลูกขุน ผมเองก็กังวลการแทรกแซงคณะลูกขุน โดยเฉพาะในคดีที่จำเลยเป็นผู้มีอิทธิพล อย่างนายกรัฐมนตรีหรือคนในคณะรัฐบาล แต่จากระบบของอเมริกาดังกล่าวข้างต้น จะไม่สามารถประยุคมาใช้หรือระบบการคุ้มกันคณะลูกขุนชนิดตัดขาดจากโลกภายนอกย่อมป้องกันการแทรกแซงคณะลูกขุนได้ระดับหนึ่ง การโอนย้ายคดีมาพิจารณาในศาลที่ปราศจากอิทธิพลของจำเลยไม่มีส่วนช่วยป้องกันการแทรกแซงคณะลูกขุน?

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเทียบกับระบบปัจจุบัน ระบบที่มีช่องโหว่ในการแทรกแซงผู้พิพากษามากมายดังกล่าวใน 3 ตอนที่แล้ว การใช้ระบบลูกขุนกลับจะช่วยอุดช่องโหว่ของการแทรกแซงผู้พิพากษา

การอ้างว่าประชาชนยังไม่พร้อมหรือไม่สามารถทำหน้าที่ลูกขุน ไม่เป็นการดูถูกประชาชน?

เป็นธรรมดาที่เมื่อมีคนเสนอสิ่งใหม่ ย่อมจะต้องมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคัดค้าน แต่สำหรับการคัดค้านการนำระบบลูกขุนมาใช้ ที่มาจากฝ่ายรัฐ ฝ่ายที่กุมอำนาจหรือแม้แต่ฝ่ายตุลาการเอง การคัดค้านโดยไม่มีเหตุผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน มีอะไรพิสูจน์ว่าไม่ใช่การค้านเพื่อรักษาอำนาจของตนไว้ต่อไปเท่านั้น มีอะไรแสดงความสุจริตใจในการคัดค้าน

สุดท้ายหากมีเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบศาล เสียงเรียกร้องให้การเข้าดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษาต้องเชื่อมโยงกับประชาชน เสียงเรียกร้องให้นำระบบลูกขุนมาใช้ในศาลไทย

นั่นก็เป็นเพราะระบบที่มีอยู่เดิมไม่ได้เป็นที่เชื่อถืออีกต่อไปแล้ว

ที่มา ประชาไท
//www.prachatai3.info/journal/2010/10/31533
//www.prachatai3.info/journal/2010/10/31573
//www.prachatai3.info/journal/2010/11/31772
//www.prachatai3.info/journal/2010/11/31876




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2553 18:55:22 น.
Counter : 334 Pageviews.  

ขยายผลวิทยานิพนธ์ “จิตร ภูมิศักดิ์”ตามหาทายาท-แดงหรือเหลือง

บันทึกของ วิสา คัญทัพ ฉบับที่ 6
ขยายผลวิทยานิพนธ์ “จิตร ภูมิศักดิ์” ตามหาทายาท - แดงหรือเหลือง

ผมมีความสนใจและครุ่นคิดเกี่ยวกับการนำบทเพลงของจิตร ภูมิศักดิ์ ไปร้องบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ซึ่งแสดงตัวตนแจ่มชัดว่าเป็นพวก “ศักดินานิยม”) มานานแล้วว่าขัดแย้งและขัดข้องหัวใจเป็นที่สุด ทว่าหามุมที่จะอธิบายเหตุผลอย่างวิชาการไม่ได้ จนเมื่อได้อ่านวิทยานิพนธ์ของ คุณธิกานต์ ศรีนารา นิสิตระดับปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ความไสวสว่างทางปัญญาก็บังเกิด เพราะมีคนที่ต้องการลบภาพ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่เป็น “นักปฏิบัติปฏิวัติ” นักรบประชาชน ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ให้กลายเป็นนักปราชญ์ นักวิชาการสามัญธรรมดา นี่เอง
กล่าวอย่างถึงที่สุดคือ มีกระบวนการกีดกันความเป็นคอมมิวนิสต์ออกจาก จิตร ภูมิศักดิ์ ผู้ซึ่งแท้จริงแล้วมุ่งปฏิวัติโค่นล้มทั้ง “ทุนนิยม” และ “ศักดินา” ตามประเด็นที่วิทยานิพนธ์พยายามนำเสนอภาพโค่นล้ม โดยเฉพาะ “ศักดินา” ดังกล่าว หากหายไปเสียจากจิตร ภูมิศักดิ์ได้ บทเพลงของจิตร (ซึ่งถูกคัดมาบางเพลง) ก็ย่อมได้รับการร้องรับขับขานบนเวทีพันธมิตรฯเสมือนหนึ่งเป็นพวกเดียวกันได้ และดูจะเป็นการเพิ่มศรัทธาให้องค์กรของตนเป็นอย่างมากที่มี “แสงดาวแห่งศรัทธา”อย่างจิตร ภูมิศักดิ์ อยู่ร่วมกับเสื้อเหลืองข้างเดียวกับพวกเขา หรือกระทั่งทำให้วีรชนของประชาชนเป็นวีรชนของศักดินาไปในที่สุด ขอยกตอนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ดังนี้
“วิกฤตศรัทธา การล่มสลายของ พคท. และทฤษฎี “กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา” นี้ ทำให้นักศึกษาและปัญญาชนฝ่ายซ้ายจำนวนมาก “ลดบทบาท” ของตนเองลงและต่างพากันหลบหน้าหลบตาผู้คนไปเยียวยาตัวเองในรูปแบบต่างๆ

ผลก็คือ มันได้เปิดพื้นที่ทางสังคมให้กับบรรดาปัญญาชนนักคิดนักเขียนอีกกลุ่มที่ไม่ เคยได้เข้าร่วมการปฏิวัติกับ พคท. ในทางตรงข้าม พวกเขาโน้มเอียงไปในทางที่ “ไม่ชอบ”, “เกลียด” หรือไม่ก็ “ต่อต้าน” พคท. และคอมมิวนิสต์ทุกชนิดด้วยซ้ำ และพวกเขานี่เองที่มีบทบาทสำคัญในการพูดและเขียนถึง จิตร ภูมิศักดิ์ ท่ามกลาง “ความเงียบ” ของบรรดานักศึกษาและปัญญาชนฝ่ายซ้าย การที่บรรดาผู้ที่มีบทบาทในการพูดถึงจิตรส่วนใหญ่ในยุคนี้ เกลียดคอมมิวนิสต์ แต่ก็ยกย่องชื่นชมในความเป็นอัจฉริยะของจิตรไปพร้อมๆกัน นี่เป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อ

ผลก็คือ พวกเขาพยายาม “กีดกัน” ความเป็น “คอมมิวนิสต์” ออกไปจากจิตรเสีย โดยใช้วิธี “เลือก” ที่จะชมเชยยกย่องเฉพาะในด้านที่เป็นอัจฉริยะทางวรรณกรรม, นิรุกติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ของเขา หรือไม่ก็หันไปพูดถึงเฉพาะชีวิตในช่วงวัยเด็กของจิตรแทน และจงใจที่จะไม่พูดถึงประวัติช่วงที่เป็นคอมมิวนิสต์ของเขา”


ควรเพิ่มเติมตรงนี้ว่า นักศึกษาปัญญาชนที่เคยเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์จำนวนหนึ่ง ณ.ปัจจุบันก็เข้าร่วมกระบวนการ “กีดกัน” ดังกล่าวด้วย แต่ความพยายามกีดกันเมื่อกระทำไปบนพื้นฐานแห่งการบิดเบือนความจริงมันจึงทำให้ดูไม่เนียนและไม่กลมกลืนฝืดฝืน และทั้งพวกเขาก็ร่วมมือกับศักดินาโดยเปิดเผย ขณะเดียวกันก็ต่อต้าน “ทุนนิยม” เฉพาะคนชื่อทักษิณกับพวกอย่างหน้ามืดตามัวโดยตั้งใจละเลย “ทุนนิยม” และการคดโกง คอรัปชั่นที่กระทำโดยพวกเดียวกันเอง ไปดูวิทยานิพนธ์อีกตอนหนึ่งกล่าวว่า

“การที่ปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยหันไปสนใจต่อกระแสลัทธิมาร์กซ์ทั้ง ๔ นี้ แม้ว่าจะทำให้พวกเขามีความขัดแย้งแตกต่างกันทางทฤษฎีอยู่มาก แต่มันก็ทำให้พวกเขามีจุดร่วมเหมือนกันบางอย่าง นั่นคือ พวกเขาเลิกสนใจประเด็น “ศักดินา” และหันไปให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์และต่อต้าน “ทุนนิยม” เป็นหลัก พวกเขามีแนวโน้มที่จะมองเห็นร่วมกันว่า สังคมไทยได้กลายเป็น “ทุนนิยม” แล้ว ไม่ใช่ “กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา” ตามที่ พคท. เสนอ

นี่น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ข้อวิพากษ์ “ศักดินา” อันทรงพลังของ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ โฉมหน้าศักดินา ไทย และ ศิลปเพื่อชีวิตศิลปเพื่อประชาชน หมดความสำคัญลงไป อย่างน้อยก็ในสายตาของพวกเขาด้วย

อาจกล่าวได้ด้วยว่า ทั้งปัญญาชนฝ่ายซ้าย และปัญญาชนที่ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย ในยุค “หลัง-พคท.” แม้จะมีความแตกต่างกันอย่างมากในเรื่องของทฤษฎี แต่พวกเขามีจุดร่วมกันอันหนึ่งโดยบังเอิญ นั่นคือ เห็นว่าประเด็น “ศักดินา” ไม่สำคัญอีกต่อไป และประเด็นที่ควรครุ่นคิดให้มากคือ “ทุนนิยม” ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลจำเป็นอะไรที่ปัญญาชนยุคหลัง พคท. ที่มุ่งแต่จะวิพากษ์ต่อต้าน “ทุนนิยม” เพียงอย่างเดียว จะต้องปกป้องรักษาความเป็นคอมมิวนิสต์ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในแบบที่มุ่งต่อต้านโค่นล้มทั้ง “จักรวรรดินิยมและศักดินา” เอาไว้”


คำว่า “ปัญญาชนฝ่ายซ้าย และปัญญาชนที่ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย ยุคหลัง พคท.” หากมีความคิดดังที่กล่าวมา ย่อมเป็นความคิดของปัญญาชนฝั่งเสื้อเหลือง เพราะฝ่ายเสื้อแดงนั้นแม้ชาวบ้านธรรมดาก็ ”ตาสว่าง” มองเห็นอิทธิพลของศักดินาครอบงำสังคมไทยสูงกว่า “กึ่ง” คือเกินครึ่ง เป็นสังคมศักดินาเต็มรูปแบบ ซึ่งต้องรื้อถอนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมบิดเบือนของศักดินากันครั้งใหญ่เมื่อฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ ฝ่ายเสื้อแดงจึงต้องปกป้องรักษาความเป็นคอมมิวนิสต์ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในแบบที่มุ่งต่อต้านโค่นล้มทั้งจักรวรรดินิยมและศักดินาเอาไว้

ผมชื่นชม คุณธิกานต์ ศรีนรา ว่าเฉียบคมมากที่จับประเด็นนี้มาทำวิทยานิพนธ์เพราะนี่เป็นทั้งเรื่องของ การเคลื่อนไหวต่อสู้ทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งละเอียดอ่อน และเป็นทั้งประเด็นการเคลื่อนไหวต่อสู้แบบปฏิวัติด้วยการปฏิบัติที่เป็นจริง

ประเด็นวัฒนธรรมคือ กระบวนการของนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ยุค 2500 ที่ขับเคลื่อนโดยบุคคลอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์.(ศรีบูรพา) สุภา ศิริมานนท์,อุดม สีสุวรรณ,เปลื้อง วรรณศรี,จิตร ภูมิศักดิ์,อิศรา อมันตกุล,เสนีย์ เสาวพงศ์,สุวัฒน์ วรดิลก,(รพีพร),ทวีปวร,คำสิงห์ ศรีนอก และ ฯลฯ พวกเขาเหล่านี้ถึงที่สุดแล้วก็สู้กับศักดินาด้วยงานศิลปวรรณกรรมทั้งสิ้น ดังผลงานการประพันธ์ต่างๆมากมาย ทว่าพวกเขากลับถูกกลุ่มนิยมศักดินาเสื้อเหลือง นำเอาชื่อเสียงบารมีไปใช้เหมือนจงใจจะบิดเบือนให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มตน โดยมิคำนึงถึงข้อเท็จจริง รางวัลด้านศิลปะวรรณกรรมต่างๆนาๆ ในนามของท่านเหล่านี้ ถูกนำไปใช้เพื่อมอบให้กับนักเขียนและศิลปินที่นิยมศักดินาหรืออยู่ฟากฝั่งเดียวกับเขา กระทั่งความพยายามผูกขาดการจัดงานพิธีกรรมตามวาระต่างๆของนักคิดนักเขียนเหล่านี้ก็จงใจบิดเบือน ให้หลงลืมว่านักเขียนเหล่านี้คือผู้ต่อต้าน “ทุนนิยม” และ “ศักดินา”

ประเด็นการเคลื่อนไหวต่อสู้แบบปฏิวัติด้วยการปฏิบัติที่เป็นจริง อธิบายได้ว่าหากไม่เข้าร่วมต่อสู้และลงมือปฏิบัติ อารมณ์ความรู้สึกของท่านจะเป็นอย่างหนึ่ง การออกความเห็นของท่านก็อาจจะใช่เพียงบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำตัวเป็นนักวิชาการบนหอคอยงาช้าง หรือพวกที่นั่งวิพากษ์วิจารณ์อยู่หลังไมค์ หรือซุ่มซ่อนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในอินเตอร์เน็ต พวกเก่งแต่ปากแต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติ เข้าร่วมชุมนุมในม็อบก็แบบขี่ม้าชมดอกไม้ พวกนี้มีอยู่จริง สนับสนุนความรุนแรง เร่งอารมณ์ให้โกรธแค้น ชอบยุยงโดยไม่ออกหน้า คนพวกนี้ไม่เคยพบกับความเจ็บปวดในชีวิตจริง ไม่มีโยนิโสมนสิการ ขาดพรหมวิหาร ไม่มีมนุษยธรรม ใช้ความรู้สึกที่มาจากจินตนาการตัดสินเหตุการณ์และผู้คน การได้เข้าร่วมการต่อสู้ที่เป็นจริงแม้เพียงครั้งหนึ่งจะทำให้เขาพบว่าจินตนาการกับความจริงเป็นคนละเรื่องกัน จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นตัวอย่างของคนที่ลงมือปฏิบัติการต่อสู้ที่เป็นจริง เป็นการยากที่จะบอกว่าจิตรเป็นนักทฤษฎีเมื่อเขาประสานการปฏิบัติตลอดชีวิตที่เห็น จิตรโดนโยนบก จิตรถูกจับกุมคุมขัง จิตรเข้าป่า จิตรเป็นคอมมิวนิสต์ จิตรสิ้นชีวิตในสภาพทหารป่า ซึ่งนี่คือการดำเนินชีวิต ขณะที่ในอีกส่วนหนึ่งก็ได้ทำงานสร้างสรรค์ทางปัญญาไปพร้อมๆกัน ด้วยงานเขียนประเภทต่างๆมากมาย และผลงานนั้นๆก็ยิ่งยืนยันความเป็นจิตร ภูมิศักดิ์ที่เป็นคอมมิวนิสต์ผู้ต่อสู้กับ “ทุนนิยม” และ “ศักดินา”อย่างชัดแจ้งเกินกว่าที่ใครต่อใครจะบิดเบือนให้เป็นอย่างอื่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล พูดเรื่องนี้ไว้ชัดเจน

“การที่ เคร็ก บอกว่า งานเขียนของจิตรไม่เคยรับใช้พรรคนั้นก็ “ผิดข้อเท็จจริง” อีกเช่นกัน เพราะ เคร็ก ลืมไปว่า จิตรแต่งเพลงให้พรรคหลายเพลง เช่น “ภูพานปฏิวัติ”, “วีรชนปฏิวัติ” กับ “เลือดต้องล้างด้วยเลือด” ที่จิตรแต่งเพื่อยกย่องและตอบโต้ต่อการประหารชีวิต รวม วงศ์พันธ์ และเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ซึ่งเป็นสรรเสริญพรรคในเชิงสัญลักษณ์ รวมทั้งการที่จิตร แต่งเพลงมาร์ชประจำ “พลพรรคประชาชนไทยต่อต้านอเมริกา” ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี ๒๕๐๘ ตามคำ “มอบหมาย” ของ ธง แจ่มศรี สมาชิกระดับสูงของพรรค ด้วย”

การตั้งข้อสังเกตเป็นประเด็นเขียนวิทยานิพนธ์ของ ธิกานต์ ศรีนารา ครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีตรงที่คนเริ่มต้นเปิดประเด็นเป็นคนรุ่นใหม่ นำเสนอในเชิงวิชาการ พุ่งเป้าโต้ตอบเรื่องความสับสนของศิลปวัฒนธรรมประชาชน ในท่ามกลางสถานการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองแบบแบ่งขั้วเป็นเหลืองกับแดง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกระบวนการเคลื่อนไหวศิลปวัฒนธรรมของประชาชนซึ่งเคยสืบเนื่องเป็นขบวนเดียวกันมาตลอด ได้แตกแยกออกเป็นสองแนวทางแล้วอย่างชัดเจน การหาข้อสรุปเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์อันแท้จริงของจิตร ภูมิศักดิ์ ไม่เอาศักดินา ไม่เอาทุนนิยม ใครคือทายาทศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะเพื่อประชาชน เป็นเรื่องที่คนรุ่นต่อไปต้องศึกษาหาเหตุผลในท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ผิดๆมากมายในสังคมไทย ไปดูข้อสรุปสุดท้ายของวิทยานิพนธ์เรื่องนี้

“จิตรเป็นคอมมิวนิสต์และตายไปอย่างคอมมิวนิสต์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปัญญาชนยุคหลังซึ่งที่เกลียดชังคอมมิวนิสต์แต่ก็ชื่นชมในอัจฉริยภาพของจิตรไปพร้อมๆกัน ได้ช่วยกัน “กีดกัน” ความเป็นคอมมิวนิสต์ออกไปจากชีวประวัติของจิตรเสียสิ้น หลงเหลือก็แต่เพียงฐานะของการเป็น “นักคิดนักเขียน” ผู้มีอัจริยภาพในด้านวรรณกรรม นิรุกติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และ “วิชาการ” เท่านั้น แน่นอนที่ว่า ความเป็นคอมมิวนิสต์ที่ถูก “กีดกัน” ออกไปจากจิตรก็คือ คอมมิวนิสต์แบบ พคท. ผู้ยืดถือในทฤษฎี “กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” ที่มีนัยของการต่อต้านทั้ง “ทุนนิยมและศักดินา” ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

โดยการ “กีดกัน” การเป็นผู้ที่ยึดถือใน “หลักการ” ดังกล่าวออกไปจากจิตรเสีย จึงเป็นการ “ง่าย” ที่ปัญญาชนในยุคปัจจุบันผู้ซึ่งเกลียดชังทุนนิยมและ “คืนดีกับศักดินา” ไปแล้ว จะหยิบใช้จิตรสำหรับหนุนเสริมการต่อสู้ของพวกเขาอย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องคิดให้ตลอดว่า การอ้างจิตรของพวกเขาจะขัดแย้งต่อความเป็น “คอมมิวนิสต์” หรือขัดแย้งต่อความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยแบบ “ถอนรากถอนโคน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดที่ต้องการต่อต้านโค่นล้มทั้ง “ทุนนิยม” และ “ศักดินา” ของจิตรหรือไม่”


สุดท้าย ธิกานต์ก็ไขข้อสงสัยว่า ผู้ที่กีดกันจิตร ออกจากความเป็นคอมมิวนิสต์ที่ต้องการโค่นล้มทุนนิยมและศักดินาคือ “ปัญญาชนในยุคปัจจุบันผู้ซึ่งเกลียดชังทุนนิยมและ “คืนดีกับศักดินา”ไปแล้ว ซึ่งจะหยิบใช้จิตรสำหรับหนุนเสริมการต่อสู้ของพวกเขาอย่างไรก็ได้...” ตรงนี้คือความชัดเจนและโดนใจคนที่เคารพข้อเท็จจริงแห่งประวัติศาสตร์มากที่สุด
คงไม่ต้องอธิบายว่าคนพวกไหนคือ พวก “คืนดีกับศักดินา” ในวันเวลาที่ชาวบ้าน “ตาสว่าง” แต่ปัญญาชนแกล้ง“ตาบอด” คณะกรรมการปรองดองฯอันมากมีไม่รู้กี่ชุดต่อกี่ชุดสะท้อนให้เห็นตัวตนของปัญญาชนเหล่านั้นเต็มตาอยู่แล้ว น่าชื่นใจเป็นอย่างยิ่งที่นิสิตปริญญาเอกคนนี้ เรียนคณะเดียวและสถาบันเดียวกับจิตร ภูมิศักดิ์ และน่าชื่นชมอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยให้เสรีภาพกับวิทยานิพนธ์ดีๆมีโอกาสได้นำเสนอและเผยแพร่ ขอแสดงความคารวะในวาทกรรม “ปัญญาชนที่เกลียดชังทุนนิยม และคืนดีกับศักดินา” อันทำให้มองเห็นชื่อเสียงเรียงนามของบุคคลดังว่าปรากฎชัดขึ้นในมโนภาพ

(5 พฤศจิกายน 2553)

ที่มา Facebookของวิสา คัญทัพ




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2553 7:29:59 น.
Counter : 382 Pageviews.  

หายนะของประเทศชาติ อันเนื่องจากนโยบายบริจาคหนังสือเสรี

โดย Makut Onrudee ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2010 เวลา 16:41 น.

(ร่าง)หายนะของประเทศชาติอันเนื่องจากนโยบายบริจาคหนังสือเสรี
มูฮมัด บิน มูดอ / มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ และ ครูสอนวิชาบรรณาธิการศึกษา


ในประเทศที่เจริญแล้ว การคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ดำเนินงานด้านนี้ต้องศึกษา อย่างต่ำสุดก็ระดับปริญญาตรี และเห็นสำคัญจนมีหลักสูตรปริญญาเอก จนสูงกว่าปริญญาเอกด้วยซ้ำ มีแต่ประเทศป่าเถื่อนเท่านั้นที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ส่งหนังสืออะไรก็ได้ไปบริจาคตามโรงเรียน โดยไม่มีระเบียบหรือระบบวิธีคัดเลือก กลั่นกรองอย่างถี่ถ้วน และขณะนี้ รัฐบาลของไทยพยายามให้ประเทศของตนติดอยู่ในรายการชาติป่าเถื่อนอันดับหนึ่ง
---------------------------------------------------------------

รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรี หลงเชื่อไปว่า การเปิดโอกาสให้คนในชาติบริจาคหนังสืออย่างเสรีโดยวิธีหักภาษีเงินได้ประจำปีเป็นสิ่งล่อนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ คือ
“เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถสร้างพลังขับเคลื่อนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่าน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต โดยจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการซื้อหนังสือบริจาคให้แก่สถาบันการศึกษาของราชการและเอกชนเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างทั่วถึง มาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดหาหนังสือเข้าสู่หอสมุด ห้องสมุดหรือแหล่งหนังสืออื่น”
ช่างเป็นความหวังที่น่าอับอายขายหน้าประชาชาวโลกทั้งหลายเสียเหลือเกิน
เพราะเมื่อเป็นรัฐบาล และมีนโยบายจะให้คนของตนอ่านหนังสือ รัฐบาลต้องรับเป็นภาระและจำต้องหาหนังสือมาให้จงได้ ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบให้ประชาชนด้วยวิธีมักง่าย คือขอรับบริจาค เช่นเดียวกับการบริจาคอื่นๆ จนสังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการบริจาค และมีผู้ปรารถนาดีทำมาหากินจากการบริจาคจนเต็มบ้านเต็มเมือง
กรณีนี้รัฐบาลก็กำลังหากินกับวัฒนธรรมการบริจาคอย่างมักง่ายจนลืมไปว่า “ระบบหนังสือและการอ่าน” เป็นเรื่องสำคัญชนิดคอขาดบาดตายที่ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนในโลกปล่อยให้ตกอยู่ในมือของ “ใครก็ไม่รู้” เพียงสักแต่ว่ามีเงินก็บริจาคหนังสือให้โรงเรียนทั่วประเทศได้ จะยัดไส้อะไรอย่างไรหรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการค้าในรูปแบบเลวทรามอันจะส่งผลเสียต่อเด็กและเยาวชนของชาติเพียงไหนก็ไม่สนใจ

รัฐบาลควรจะต้องรู้และจำเป็นต้องรู้ว่า หนังสือไม่ใช่สิ่งที่จะรับบริจาคกันมั่วๆ ได้
หนังสือไม่ใช่ปลากระป๋อง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือ ไข่เค็ม ที่จะบริจาคกันในยามอุทกภัย ซึ่งหากเป็นปลากระป๋องหมดอายุ หรือบะหมี่เสื่อมสภาพ หรือไข่เข็มเน่า ผู้บริโภคก็เพียงท้องเสีย แต่หนังสือเสียๆ เนื้อหาเน่าๆ จะทำร้ายและทำลายเด็กและเยาวชนของชาติได้ตลอดกาล แล้วหากประเทศชาติเต็มไปด้วยเด็กและเยาวชนเน่าๆ เสียๆ เล่า ความฉิบหายจะเกิดขึ้นเพียงไหน
รัฐบาลต้องคิดให้ไกลให้ยาว ไม่ใช่คิดมักง่ายเพียงตื้นๆ เหมือนคนขอทานข้างถนนที่มีนโยบายแบมือขอไปวันๆ หากจะเปลี่ยนนโยบายบ้างก็เพียงเปลี่ยนถิ่นเปลี่ยนที่ เปลี่ยนรูปแบบการขอหรือภาชนะที่ใช้ขอเท่านั้น แต่วิธีคิดก็เหมือนเดิมคือ รับบริจาค

นอกจากความไร้เดียงสาเรื่องการบริหารระบบหนังสือและการเรียนรู้ของชาติแล้ว คณะรัฐมนตรียังแสดงให้เห็นความอ่อนด้อยในการพิจารณาเรื่องสำคัญของชาติด้วยพร้อมๆกัน ดังปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
“อย่างไรก็ตาม ครม.เห็นว่าเป็นมาตรการเบื้องต้นที่ไม่มีผลกระทบมากพอที่จะทำให้คนไทยอ่านหนังสือและซื้อหนังสือราคาถูกมากยิ่งขึ้น” รัฐมนตรีว่าการศธ.กล่าวอีกว่า ตนได้เสนอในที่ประชุมครม.ว่า “หากกระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องการลดหย่อนภาษีกระดาษและปรับเปลี่ยนฐานภาษี---โดยคิดภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๐ จะมีผลโดยตรงที่จะทำให้ราคาหนังสือลดลงได้ ซึ่งจะจูงใจให้ประชาชนอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะสามารถซื้อหนังสือราคาถูก ตลอดจนยังทำให้มีการซื้อและบริจาคหนังสือมากขึ้นด้วย”
คำถามแรกคือ เมื่อรู้ว่าไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย แล้วจะดึงดันทำไปทำไม
คำถามที่สอง ตรรกะที่ว่า เมื่อหนังสือราคาถูกลงจะมีคนซื้อหนังสือเพิ่มขึ้นนั้น เป็นวิธีคิดที่ได้ข้อมูลจากงานลดราคาหนังสือแห่งชาติและระดับชาติ ที่คนแห่กันไปซื้อหนังสือลดราคา แต่ไม่ได้มองจากข้อเท็จจริงที่ว่า
ระบบหนังสือของชาติไม่ใช่การซื้อหนังสือเป็นหลัก แต่ต้องเน้นการบริการหนังสือสาธารณะ หรือก็คือการที่คนทั้งประเทศมีโอกาสและมีสิทธิ์อ่านหนังสือตามความต้องการได้ทัดเทียมกัน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดการ แต่ไม่ใช่เพียงแค่คิดว่าให้หนังสือราคาถูกเพื่อคนจะซื้อกันมากๆ หรือให้คนซื้อหนังสือบริจาคมากๆ นั่นเป็นวิธีคิดของพ่อค้าขายสินค้า ไม่ใช่แนวคิดระบบหนังสือของชาติ
“ระบบหนังสือ” และ “บริการหนังสือสาธารณะ” หรือ “ระบบหนังสือสาธารณะ” คืออะไร รัฐบาลรู้จักหรือไม่

ถ้ารัฐบาลซึ่งประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีตั้งหลายสิบคน ออกจะงุนงงและมืดแปดด้านเรื่องระบบหนังสือและการอ่านของชาติ กระทั่งไม่เคยคิดไม่เคยรู้เลยว่า ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากแนวคิดนี้มีอะไรบ้าง ก็ขอให้ลองพิจารณาสิ่งต่อไปนี้

๑. เด็กจะถูกนักการเมืองครอบงำด้วยหนังสือบริจาคที่ดำเนินการอย่างแยบยลและซับซ้อน โดยเฉพาะนักการเมืองที่ฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของกฎหมายนี้ เพื่อหาเสียงผ่านเด็กโดยไม่ต้องเสียเงิน รัฐบาลจะแก้ปัญหาใหญ่โตนี้อย่างไร หรือนักการเมืองในคณะรัฐบาลเองก็ชอบที่จะฉกฉวยโอกาสนี้ ไม่สนใจไยดีว่าภาระหนักจะตกแก่เด็กอย่างไร หรือเด็กจะต้องเผชิญอันตรายจากหนังสือบริจาคที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นพิษเป็นภัยต่อวัยเด็กอย่างไร เพียงเห็นว่าเป็นช่องทางในการหาเสียงก็พอแล้ว
๒. บริษัทธุรกิจจะครอบงำเด็กเพื่อขายหนังสือหรือสินค้าของตน โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มีช่องทางหรือเส้นสนกลในอยู่กับคนของนักการเมืองหรือคนของรัฐบาลและข้าราชการบางกลุ่ม
๓. เด็กและเยาวชนจะเติบโตขึ้นมาอย่างบริโภคนิยมและเห็นแก่ได้ ด้วยการตกเป็นทาสของสื่อโฆษณาที่แฝงมาในสมุดบันทึกการอ่าน ทั้งของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ และบริษัทสินค้าที่ใช้กลโกงด้านตลาดแทรกสื่อโฆษณาในหนังสือบริจาค
๔. ปัญหาการบริหารและจัดการหนังสือบริจาคที่อาจจะมีปริมาณมากจนล้นในบางแห่ง กรณีนี้จะต้องใช้กำลังฅนอย่างมหาศาลเพื่อจัดการคัดเลือกหนังสือบริจาคในปลายทางทุกแห่ง เพื่อโยกย้ายไปที่อื่นซึ่งเหมาะสม เพราะผู้บริจาคทั่วไปย่อมไม่รู้ว่าหนังสือประเภทใดเหมาะแก่เด็กวัยใดในท้องถิ่นใด แทนที่จะประหยัดงบประมาณเรื่องหนังสือ กลับต้องเพิ่มงบประมาณจ้างคนคัดหนังสือและเสียค่าขนย้าย
๕. ปัญหาการแยกประเภทหนังสือที่ไม่เหมาะแก่วัยของนักเรียนในโรงเรียนที่ได้รับบริจาค กรณีนี้หากแยกหนังสือไม่เหมาะสมออกจากพื้นที่ของเด็กได้ทันก็ดีไป แต่ถ้าแยกไม่ทันหรือล่าช้าก็เท่ากับส่งยาพิษไปให้เด็กเสพนั่นเอง
๖. ชาติศัตรูของประเทศไทย จะยึดครองประเทศไทยได้ก็เพียงผลิตหนังสือตามความประสงค์ แจกจ่ายไปยังโรงเรียนต่างๆ ภายใน ๑๐ ปี ก็ครอบงำฅนไทยและยึดครองประเทศไทยได้ อย่างน้อยก็ในด้านจิตวิทยา และส่งผลทางการค้าหรือการเมืองตามมา (วิธีนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเคยใช้ด้วยการผลิตหนังสือและนิตยสาร JAPAN PICTORIAL เผยแพร่ทั่วโลก ถ้าจำไม่ผิด ๒๗ ภาษา รวมทั้งภาษาไทย ก่อนประกาศสงคราม ๑๐ ปี และได้ผลในการทำให้ฅนเกือบครึ่งค่อนโลกในขณะนั้นชื่นชมยกย่องและชมชอบญี่ปุ่น)
๗. การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจีนในสมัยท่านประธานเหมา เจ๋อ ตง ก็ใช้วิธีเผยแพร่ความคิดลัทธิความเชื่อด้วยหนังสืออย่างแพร่หลายจริงจัง ทั้งหนังสือลัทธิโดยตรง และแนวคิดลัทธิโดยแทรกหรือผ่านเนื้อหาหลักในหนังสือประเภทอื่น เช่น นวนิยาย สารคดี กวีนิพนธ์ บทความ และหนังสือประกอบการเรียนการสอนทุกระดับ (ความข้อนี้ไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศไทย เพียงแต่เล่าให้ฅนของรัฐบาลฟังเล่นๆ---)

รัฐบาลควรจะเรียนรู้ว่า หนังสือเป็นสื่อที่ควบคุมยากที่สุด เพราะไม่อาจมีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานจำนวนมากพอจะมาตรวจสอบหนังสือบริจาคซึ่งจะล้นทะลักจากโกดังต่างๆ และแท่นพิมพ์ใหม่เอี่ยมด้วยวัตถุประสงค์ต่างกัน ไปสู่มือของเด็กและเยาวชนซึ่งยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ตัดสินใจเองไม่ได้ แต่ต้องตกอยู่ท่ามกลางกระแสหนังสือบริจาคเหมือนคลื่นน้ำป่าท่วมโถมเข้าใส่
คนของรัฐบาลควรจะมีความรู้วิชาหนังสือพื้นฐานด้วยว่า หนังสือที่ปกเหมือนกันจำนวนพันจำนวนหมื่นหรือนับแสนนับล้านเล่มนั้น ข้อความในหนังสือปกเดียวกันอาจจะไม่เหมือนกันเลยก็ได้
ยกตัวอย่างให้ฅนของรัฐบาลขนหัวลุกเล่น เช่น มีบุคคลผู้ปรารถนาดี(แฝง)พิมพ์หนังสือใหม่ชื่อ"เศรษฐกิจพอเพียง" ย่อมไม่มีใครเฉลียวใจตรวจสอบเนื้อหาภายใน เพราะมีหนังสืออื่นที่คิดว่าล่อแหลมคอยให้ตรวจอยู่มาก แต่ปรากฏว่าในหนังสือที่ชื่อเศรษฐกิจพอเพียงนั้นใช้กลวิธีการประพันธ์บิดพลิ้วจากหลักทฤษฎีเดิมไปหมด จนเด็กอ่านกันทั้งประเทศแล้ว ซึมซับเนื้อหาที่เขียนใหม่จนทั่วถึงด้วยความชื่นชมแล้ว รัฐบาลจะทำอย่างไร
ไม่ต้องฆ่าตัวตายครับ เพราะเท่าที่คิดนโยบายบริจาคหนังสือนี้ก็เท่ากับตายไปจากความเชื่อถือศรัทธาและความยกย่องของประชาชนที่เคยมีแล้วตั้งหลายครั้ง



ยังมีข้ออื่นๆ อีกมากมายจนคนธรรมดาๆ อ่านแล้วต้องกระอักเลือด
แต่ แน่นอน รัฐบาลย่อมไม่รู้สึกรู้สา
ไม่เป็นไร เอาไว้ร่างเสร็จ บรรณาธิการกรุณาแก้ แล้วส่งให้หนังสือพิมพ์

---แต่หนังสือพิมพ์อาจจะไม่อยากเผยแพร่บทความนี้ เพราะหนังสือพิมพ์เองก็มีสำนักพิมพ์
ที่พยายามเสนอหนังสือเป็นชุดสำหรับขายห้องสมุดในโครงการหนังสือบริจาคนี้ด้วย
เอวัง ประเทศไทย (หรือเปล่า)

มูฮมัด
๐๔.๔๒ น. อังคาร ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ที่มา Facebookของมกุฏ อรฤดี

ไฟล์E-Bookเรื่องความผิดพลาดและความไม่เข้าใจระบบหนังสือแห่งชาติของรัฐบาลกรณีผลักดันพระราชกฤษฎีกาบริจาคหนังสือเพื่อแก้ปัญหาการอ่านของชาติ
จากการเสวนาในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา ณ ห้องมีตติงรูม ๔ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ วันเสาร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.
//bflybook.com/Article/FallibilityOfNationalBookSystem/Image/FallibilityOfNationalBookSystem.pdf




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2553 4:45:59 น.
Counter : 437 Pageviews.  

ข้อสังเกตุบางประการในการทำความเข้าใจ “สลิ่ม”

ทัศนะ ธีรวัฒน์ภิรมย์

ที่มา Aofdense's Blog

“สลิ่มเป็นงานอาร์ท” ศ.ดร.นพ.ทพ.โน๊ต อุด้ง


(1)

สลิ่ม: พื้นที่ศักดิ์สิทธ์ทางวิชาการหรือแค่เรื่องตลกของยุคสมัย

ท่ามกลางความสับสนและความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศเทยในช่วงที่ผ่านมา พฤติกรรม (จริงๆสิ่งที่จะกล่าวต่อไปจะเรียกว่า “พฤติกรรม” ก็ดูจะไม่ตรงนัก แต่เพื่อความสะดวกในการสื่อสาร ผู้เขียนขออนุญาตใช้คำนี้ไปพลางก่อน) ที่เรียกกันอย่างลำลองทางวิชาการว่า “สลิ่ม” (Salim) ได้ก่อตัวขึ้นและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหมู่ชนชั้นกลางของประเทศเทย(โดย เฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว) มีการถกเถียงกันในวงวิชาการอย่างมากมายและกว้างขวางต่อปรากฏการณ์ที่เกิด ขึ้น บ้างก็ว่ามันเป็นอาการของโรค (disease) บ้างก็ว่าเป็นความผิดปกติทางจิต (psychological disorder) บางส่วนบอกว่าเป็นอุปทานรวมหมู่(mass hysteria) บางคนถึงกับบอกว่า “สลิ่ม” เป็นเพียงวาทกรรม(ในความหมายแบบไทยๆ)ที่เอาไว้ discredit ฝ่ายที่คิดเห็นไม่ตรงกับพวกตน

อย่างไรก็ดีแม่จะมีวิวาทะทางวิชาการมากมายในประเด็นดังกล่าว แต่ด้วยความลักลั่นย้อนแย้ง (paradox) ความลื่นไหล ความไม่เสถียร (stable) ของพฤติกรรม “สลิ่ม” ทำให้ข้อถกเสียงเหล่านั้นไม่สามารถให้ข้อสรุปถึงนิยาม (definition) ของคำว่า “สลิ่ม” ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ ซึ่งสร้างปัญหาให้กับสังคมในการใช้คำว่า “สลิ่ม” มาก เพราะความหมาย (meaning) และสัญญะ (sign) ของมันขึ้นอยู่กับความเข้าใจของผู้ใช้เป็นหลัก ทำให้ผู้ที่ถูกเรียกว่า “พวกสลิ่ม” ไม่อินังขังขอบหรือเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อถูกเรียกแบบนั้น ทั้งที่อันที่จริงแล้วคำนี้มีความหมายในเชิงประชดประชันเสียดสีอยู่มาก

จากการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมา ผู้เขียนพบว่าการศึกษาปรากฏการณ์ “สลิ่ม” เป็นไปอย่างไร้ทิศทางและกระจัดกระจาย มีการใช้กรอบวิเคราะห์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในทาง สังคมศาสตร์, รัฐศาสตร์, ปรัชญา, เศรษฐศาสตร์, หรือแม้แต่การวิเคราะห์ด้วยความตั้มฟิสิกส์ ซึ่งความหลากหลายในแนวทางการศึกษาเช่นนี้ แม้จะทำให้เราค้นพบแง่มุมใหม่ๆของคำว่า “สลิ่ม” แต่ก็ไม่สามารถให้ความหมายที่เป็นจุดร่วมของคำๆนี้ได้ ส่งผลให้ “สลิ่ม” กลายเป็นคำที่มีลักษณะนามธรรม (abstract) ลึกลับ (mysterious) หรือแม้กระทั่งดูศักดิ์สิทธิ์ (divine) กว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงได้

บทความนี้ผู้เขียนไม่มีเจตนาที่จะเสนอข้อสรุปหรือทฤษฎีที่ชี้ขาดว่า “สลิ่ม” คืออะไรกันแน่ เพียงแต่ต้องการที่จะทบทวน วิเคราะห์ เพื่อสังเคราะห์เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นของพฤติกรรมที่เรียกว่า “สลิ่ม” ผู้เขียนพยามยามจะรวบรวมจุดร่วมของพฤติกรรมดังกล่าวที่เห็นได้อย่างชัดเจน (Obvious) ในกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าสลิ่มส่วนใหญ่ โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นของการวิเคราะห์ว่า “สลิ่ม” ไม่ใช่ความผิดปกติ (abnormally) เพราะกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่าสลิ่มนั้นสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง ปกติ ไม่ได้มีความบกพร่องในการใช้ชีวิตปกติแต่อย่างใด (แต่มี “ความคิด” หรือเปล่านั้นเป็นสิ่งที่ต้องอภิปรายต่อไป) โดยผู้เขียนใช้กรอบการว่าเคราะห์ “สลิ่ม” ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมผสม (hybrid culture) ซึ่งเกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมรวมถึงอุดมคติที่หลากหลาย ทั้งวัฒนธรรมแบบชนชั้นกระฎุมภี, แนวคิดอนุรักษ์นิยมใหม่, pop culture, วัฒนธรรมแบบผู้มีการศึกษา และอาจร่วมถึงวัฒนธรรมนำเข้าอย่างกระแส k-pop

ผู้เขียนเห็นว่าการมองสลิ่มเป็นวัฒนธรรม ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมนี้ได้อย่างมีมิติและเป็นพลวัตรมากขึ้น เพราะกระบวนการการทำให้เป็นสลิ่ม (Salimization) ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน แต่เป็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมายาวนานอย่างเป็น ระบบ ซึ่งเราอาจจะสืบย้อนกลับไปได้ถึงช่วงการเข้ามาของแนวคิดสมัยใหม่ (modernism) ในรัชสมัยรัชกาลที่ห้า หรืออย่างน้อยก็สมัยที่มีการเกิดขึ้นของชนชั้นกระฎุมภีใหม่หลังการเปลี่ยน แปลงการปกครองเมื่อพุทธศักราช 2475 ซึ่งมันมีความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์อยู่มาก (อ่าน, สมสุข 2553) อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่ากระบวนการทำให้เป็นสลิ่มชัดเจนที่สุดในทศวรรษ 2490-2500 และมีการแสดงออกมาอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดพร้อมๆกับการมาถึงของกลุ่มที่เรียก ตัวเองว่า “กลุ่มคนเสื้อหลากสี” (multicolor anti-democracy puppets) ในช่วงเดือนมีนาคม 2553 แต่ด้วยข้อจำกัดของความยาวของบทความผู้เขียนจะไม่อภิปรายกระบวนการทำให้เป็น สลิ่มในที่นี้ แต่จะขอตั้งข้อสังเกตลักษณะร่วมบางประการของ “สลิ่ม” เท่านั้น


(2)

สลิ่ม: ลักษณะร่วมบางประการ

จากการทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม (questionnaire) การสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) และการสนทนากลุ่ม (focus group) ผู้เขียนมีข้อสังเกตบางประการถึง “จุดร่วม” ของกลุ่มคนที่เรียกว่า “พวกสลิ่ม” ดังนี้

1.สลิ่มรักพ่อและยินดีตายเพื่อพ่อ : ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายให้มากความ “ถ้าไม่รักพ่อก็ออกจากบ้านไป ชิ้วๆ” สลิ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็น “ตัวพ่อ” ท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างภาคภูมิใจ
2.สลิ่มมีการศึกษา: จากการเก็บข้อมูลภาคสนามผู้เขียนพบว่า “พวกสลิ่ม” ส่วนใหญ่เป็นที่มีการศึกษาสูง (ส่วนใหญ่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ) และเป็นผู้ที่ยึดมั่นในความรู้ที่ได้จากการศึกษาในระบบอย่างยิ่ง สลิ่มส่วนใหญ่รู้ดีว่าคนไทยอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต, ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก, ศิลปะวัฒนธรรมไทยมีความยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก, ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย (แบบไทยๆ), ทุนนิยมเป็นแนวคิดที่น่ารังเกียจ ,ประชาธิปไตยต้องดูกันที่เนื้อหาสาระ เป็นต้น
3.สลิ่มรักการอ่าน: ต่อคำกล่าวที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละเจ็ดบรรทัด” เมื่อนำมาใช้อธิบายสลิ่มจะไม่สามารถใช้ได้เลย เพราะสลิ่มเป็นคนมีการศึกษา พวกเขารักในการศึกษาหาความรู้ การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่พวกเขาทำกันเป็นกิจวัตร ซึ่งสิ่งที่ยืนยันได้ดีคือการได้รับความนิยมอย่างสูงของงานสัปดาห์ลดราคา หนังสือแห่งชาติ และยอดพิมพ์ของหนังสือที่มีสาระมากมายหลายเล่ม เช่น เข็มพิษชีวิต, เดอะท๊อปบู๊ทซีเคร็ด, หนังสือของสำนักพิมพ์แจ่มใฉ, หนังสือแปลดีๆอย่างแวมไพร์ทไวไลด์, หรือแม้กระทั่งหนังสือปรัชญาชีวิตยากๆของนักเขียนผู้ทรงภูมิอย่างกา-ลาแมร์ ด้วยความที่สลิ่มเป็นผู้ที่อ่านหนังสือเยอะนี้ ทำให้สลิ่มเป็นกลุ่มคนที่เชื่อคนยากเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาจะเชื่อก็ต่อเมื่อรัฐบาล, ศอฉ., หรือผู้นำทางความคิดที่ดูดีมีความรู้บอกเท่านั้น ส่วนสื่อทางเลือกอื่นๆ เช่น CNN, Economist, บทความวิชาการต่างๆ สลิ่มรู้ดีว่าไม่ควรให้ความใส่ใจ
4.สลิ่มมีศีลธรรมจรรยา: แหล่งที่พบสลิ่มได้อย่างหนาแน่นชุกชุมคือสถานปฏิบัติธรรมที่มีบรรยากาศ สะอาด สงบ สะดวกสบาย และดูดีมีรสนิยม ในวันหยุดสลิ่มหลายกลุ่มมักใช้เวลามาปฏิบัติธรรม-ภาวนา เพื่อสร้างบารมีตามสถานที่ดังกล่าว อีกข้อสังเกตหนึ่งของผู้เขียนก็คือ สลิ่มร้อยละเก้าสิบมีหนังสือของพระสงฆ์รุ่นใหม่ที่เป็นปราชญ์แห่งยุคสมัย อย่าง ว. วชีรเมรี ที่เขียนหนังสือธรรมะเนื้อหาลึกซึ้งออกมามากมาย ยกตัวอย่างเช่น “ธรรมนำเวร”, “ธรรมะดิลิเวทีพ”, “รักอนาไลสิส” และมีคำสอนที่ลึกซึ้งผ่านเครือข่ายทางสังคมอย่างทวิตเตอร์ออกมาเป็นประจำ เช่น “ที่ใดมีชู้ที่นั่นมีช้ำ ที่ใดมีกิ๊กที่นั่นมีกรรม”, “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน (นะจ๊ะ) เป็นต้น
5.สลิ่มมีรสนิยมดีเยี่ยม: ในเรื่องรสนิยมในการใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่สลิ่มมีความก้าวหน้านำสมัยอย่างยิ่ง เหตุเพราะจากเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ชนชั้น สลิ่ม 98.96% เป็นผู้ที่มีอันจะกิน และมีกำลังซื้อมากพอที่จะซื้อสินค้าและบริการที่ “เทรนดี้” เพื่อตอบสนองเป้าหมายในการมีชีวิต (purpose of live) จากกลุ่มตัวอย่าง สลิ่มส่วนใหญ่มี i-phone และ BB (บางส่วนใช้(Android), นิยมซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าที่มีระดับ, ฟังเพลงอินดี้, ดูหนังนอกกระแส, และอ่านนิตยสารเด็กแนว….( อนึ่ง ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าข้อนี้เป็น “ความเป็นสลิ่ม” หรือ “สลิ่มที่บังเอิญมีลักษณะนี้” มีบางกลุ่มที่นิยามตัวเองว่า “แดงสลิ่ม” ซึ่งตามความเห็นของผู้เขียน กลุ่มคนเหล่านี้เป็น “สลิ่มเทียม”)
6.สลิ่มมีความรู้เรื่องการเมืองดีเยี่ยม: จากการเก็บตัวอย่างแบบสอบถามจากสลิ่มนับพันคน ทุกคนมีความรู้ในสถานการณ์และประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศเทยเป็น อย่างดี ทุกคนรู้ดีว่า ทักษิณเป็นปีศาจจากดาวอังคารที่เกิดมาเพื่อทำลายประเทศเทย ทักษิณสามารถซื้อทุกอย่างในโลกได้ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง, ชาวบ้าน, สื่อ, ตำรวจ, ผู้พิพากษา, CNN, BBC, FBI ,อองซานซูจี (จะมีแต่คนฉลาดและรักชาติอย่างสลิ่มเท่านั้นที่ทักษิณซื้อไม่ได้) ปัญหาทางการเมืองของประเทศเทยล้วนเกิดจากทักษิณทั้งสิ้น ถ้าเรากำจัดทักษิณได้แล้ว ปัญหาต่างๆทางการเมืองเหล่านี้จะคลี่คลายแน่นอน ดังนั้นไม่ว่าจะใช้วิธีใด เราต้องกำจัดทักษิณให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร,ตุลาการภิวัฒน์, การขอคืนพื้นที่-กระชับวงล้อม หรือแม้กระทั่งการไปงานศพน้องโบว์แดงแสลงใจ
7.สลิ่มมีจิตใจอ่อนไหว: นอกจากมีศีลธรรมอันดีงามแล้ว สลิ่มยังเป็นกลุ่มคนที่มีความอ่อนไหวในจิตใจสูงอย่างยิ่ง เมื่อมีสิ่งที่เร้าความรู้สึกเพียงเล็กน้อย พวกเขาพร้อมที่จะซาบซึ้ง ร้องไห้ ฟูมฟาย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของจิตใจที่จะพบได้ในเหล่าคนที่มีศ๊ล ธรรมสูงยิ่งเท่านั้น เหตุการณ์ที่ผมประทับใจในความอ่อนไหวของพวกเขามากที่สุดก็คือ พวกเขาร้องไห้เสียใจและแสดงความอาลัยรักอย่างยิ่งต่ออาคารเซ็นทรัลเวิร์ลที่ ถูกเผาไปโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย แม้แต่กับสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีชีวิตพวกเขายังให้ความรัก-ความอาลัยขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงคุณค่าของชีวิตเลย สลิ่มที่ผู้เขียนไปเก็บข้อมูลกว่าครึ่งเป็นมังสวิรัต!
8.สลิ่มเห็นใจคนเสื้อแดง: เนื่องจากสลิ่มส่วนใหญ่เข้าใจการเมืองอย่างดี พวกเขาจึงรู้ว่าชาวบ้านที่มาชุมนุมกับขบวนการเสื้อแดง เป็นชาวบ้านที่บริสุทธิ์ เพียงแต่หลงผิดเพราะทักษิณ สลิ่มจึงมีความเห็นใจต่อชาวบ้านเสื้อแดงเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงมักจะบอกกับชาวเสื้อแดงเสมอๆด้วยข้อธรรมะดีๆว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม(นะคะ)” และพร้อมที่จะให้อภัยผู้ที่หลงผิดทั้งหมด พร้อมที่จะมากอดกับพวกเขาอีกครั้ง เพื่อ “ขอความสุขกลับคืนมา” สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิตนั้นชาวสลิ่ม ก็ยินดีที่จะสอนพวกเขาด้วยธรรมะดีอีกเช่นกัน เช่น “ก้าวข้ามคราบน้ำตาแล้วมองไปข้างหน้าเถิด”, “ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก มีแต่ประเทศชาติที่บอบช้ำ เรามาปรองดองกันนะ” ….
9.สลิ่มเป็นคนขวัญอ่อน: สลิ่มเป็นกลุ่มคนที่มีความซับซ้อนในตัวเองอย่างมาก ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งว่า นอกจากจะเป็นคนมีการศึกษา, มีศีลธรรม,จิตใจอ่อนไหวแล้ว สลิ่มยังเป็นกลุ่มคนที่ขวัญอ่อนอย่างยิ่ง เมื่อไหร่ที่เห็นวัตถุสีแดง สลิ่มจะเกิดอาการที่ผู้เขียนขอเรียกอย่างลำลองว่า “มึงเป็นอะไรของมึง” อาการดังกล่าวลักษณะภายนอกจะคล้ายอาการจิตเภท (Schizophrenia) หรืออาการผิกปกติทางจิตอย่าง anxiety disorder ซึ่งเป็นปากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้เขียน (ในขณะสัมภาษณ์ สลิ่มนางหนึ่ง เมือผู้เขียนหยิบปากกาสีแดงขึ้นมาเพื่อขีดเส้นใต้บทสัมภาษณ์ สลิ่มนางนั้นเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย ตัวสั่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว แล้วก็เริ่มพึมพัมข้อความหยาบคายออกมา เมื่อผู้เขียนเก็บปากการใส่กระเป๋า สลิ่มนางนั้นก็กลับมาเป็นปกติทันที เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง)

ยังมีจุดสังเกตอีกหลายประการของสิ่งที่ผู้เขียนขออนุญาตเรียกว่า “วัฒนธรรมสลิ่ม” แต่หลักใหญ่ใจความผู้เขียนขอสรุปไว้เพียง 9 ข้อข้างต้น ต้องเรียนว่าไม่ใช่สลิ่มทุกคนที่มีลักษณะข้างต้นครบ 9 ข้อ สลิ่มบางคนก็ไม่ได้อ่านหนังสือ สลิ่มบางคนก็ไม่ได้ไปปฏิบัติธรรม ถ้าจะให้สรุปสั้นๆว่า “สลิ่มแท้” ต้องมีลักษณะแบบไหนบ้าง ผู้เขียนเสนอว่าสลิ่มแท้ต้อง “รักพ่อ เกลียดทักษิณ และเสียน้ำตาให้เซ็นทรัลเวิร์ล-ปล่อยวางต่อความตายของคนเสื้อแดง” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่ผู้เขียนเห็นว่า unique พอที่จะแยกได้คร่าวๆว่าใครเป็น “สลิ่ม” หรือไม่


(3)

สลิ่ม: แล้วเราจะอยู่ร่วมกับเขาอย่างไร

ต่อคำถามนี้ผู้เขียนขอสรุปสั้นๆอย่างสุภาพว่า “ช่างแม่ง” ครับ ปล่อยพวกเขาไปเถิด

*************

แดงสลิ่ม ณ สยามพารากอน
(นักวิจัยอิสระ)




 

Create Date : 24 กันยายน 2553    
Last Update : 24 กันยายน 2553 16:49:26 น.
Counter : 321 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.