ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

มุกหอม วงษ์เทศ: “ความเป็นไทย”: อัตลักษณ์แห่งความดักดาน

มุกหอม วงษ์เทศ

ถ้าลองใช้โวหารชาตินิยมไทยดูบ้าง ข้าพเจ้าคิดว่าความเป็นไทยมากมายหลายอย่างเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติไทยและคนไทย หรือกล่าวอย่างกำปั้นทุบดินได้ว่า ความล้าหลังและลักษณะอนุรักษนิยมจัดของสังคมไทยมีสาเหตุหลักๆ มาจากความเป็นไทยนั่นเอง

และถ้าจะลองเลียนสำนวนชนชั้นสูงไทยเพื่อความเป็นศิริมงคล ความคิดและการงานสิ่งใดของฝรั่งหรือญี่ปุ่นที่คิดประดิษฐ์ขึ้นดีๆ ข้าพเจ้าเห็นว่าเราควรเลื่อมใสนับถือให้มาก เราไม่ควรตามโลกตะวันตกเฉพาะด้านความเจริญทางวัตถุ แต่ควรตามความเจริญในโลกสากลทางด้านความคิดจิตใจและความสัมพันธ์ทางสังคมด้วย

แล้วถ้าจะลองเสนอนโยบายให้กระทรวง(ไม่มี)วัฒนธรรมพิจารณา ในเมืองไทยสิ่งที่ควรจะรักษา(แต่ไม่ใช่ตะบันขึ้นทะเบียน)คือมรดกวัฒนธรรมทางศิลปะ/วัตถุ(บางอย่าง เพราะไม่มีที่ไหนทำได้ทุกอย่าง) ไม่ใช่มรดกวัฒนธรรมทางความคิดจิตใจ และสิ่งที่ควรจะปรับเปลี่ยนรื้อถอนคือมรดกวัฒนธรรมทางความคิดจิตใจ ไม่ใช่มรดกวัฒนธรรมทางศิลปะ/วัตถุ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงการ “แช่แข็ง” ห้ามดัดแปลง) โดยพึงระวังว่าวิธีคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและรสนิยมในการจัดการวัฒนธรรมจะเป็นตัวกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ ทว่าปัญหาใหญ่หลวงในเรื่องการจัดการวัฒนธรรมของรัฐไทยกลับคือการไร้ความคิด(ที่ถูก) และไร้รสนิยม(ที่ดี) แน่นอนว่าความคิดที่ถูกและรสนิยมที่ดีเป็นประเด็นถกเถียงได้ไม่รู้จบ แต่พึงระลึกด้วยว่าขณะนี้เรากำลังอยู่กับรัฐราชการที่มีความคิดที่ผิดและรสนิยมที่เลวอย่างไม่อาจปกป้องและแก้ต่างได้

พูดอีกแบบก็คือ เราควรอนุรักษ์โขนและดนตรีมโหรีปี่พาทย์ แต่ลดละเลิกขนบศักดิ์สิทธิ์ของโขน-ดนตรีและโลกทัศน์แบบรามเกียรติ์ เราควรทำนุบำรุงโบราณสถาน วัดๆ วังๆ แต่ลดละเลิกโลกทัศน์แบบศักดินาและพุทธเถรวาทคับแคบ เราควรส่งเสริมการศึกษาภาษาไทย วรรณคดีไทย วัฒนธรรมไทย และศิลปะไทยทางวิชาการให้เข้มข้น จริงจัง และมีจิตวิพากษ์แบบตะวันตก แต่ลดละเลิกคติเชิดชูซาบซึ้งฟูมฟายในความเป็นไทยที่ไม่เป็นวิชาการ และบ่อยครั้งก็ไม่เป็นผู้เป็นคน

มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ควรได้รับการบริหารจัดการและวิเคราะห์วิจารณ์ในฐานะ “ศิลปะ” และ “ประวัติศาสตร์” ที่ดำรงอยู่ในประเทศนี้อันเกิดจากการหยืบยืมผสมผสานกับหลายวัฒนธรรมจนมีทัั้งลักษณะร่วมและลักษณะเฉพาะ แต่ไม่ใช่ในฐานะที่มันเป็นภาพแทนของ “ความเป็นไทย” ที่เสกสรรค์ปั้นแต่งเพื่อหลอกลวงตัวเอง และสถาปนาเป็นมาตรฐาน(ที่ไร้มาตรฐาน)เพื่อกีดกันและกดเหยียดความเป็นไทยแบบอื่นๆ ที่ไม่ถูกยอมรับและผนวกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยอันถูกต้องดีงามฉบับราชการ

สิ่งที่รัฐราชการไทยมักกระทำมาโดยตลอดคือการสืบสานมรดกวัฒนธรรมทางความคิดจิตใจแบบศักดินาหรือความเป็นไทยแห่งชาติ แต่ปล่อยปละละเลยและไม่เห็นคุณค่าความสำคัญของมรดกวัฒนธรรมทางศิลปะ/วัตถุ อันเป็นสิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วเห็นคุณค่าความสำคัญ พยายามดูแลเอาใจใส่ และค้นคว้าวิจัย (ไม่นับที่ไปแย่งชิงของคนอื่นมาในสมัยอาณานิคม แม้ว่าเอามาแล้วอาจจะจัดเก็บรักษาได้ดีกว่า)

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยเฉพาะในส่วนของพระที่นั่งศิวโมกขพิมานที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นตัวอย่างชั้นเอกอุของความน่าอับอายขายหน้าระดับชาติที่สะท้อนความเป็นไทยแบบราชการในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้บรรเจิดที่สุด

ความดักดานอย่างไม่ประนีประนอมปรากฏแก่สายตาผู้ชมอย่างไม่ลดราวาศอก ทั้งเนื้อหาการจัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อว่าด้วยชาติ ศาสน์ กษัตริย์ระดับประถมล้วนๆ ซึ่งอุดมไปด้วยเรื่องเล่าว่าด้วยวีรกรรมของบูรพกษัตริย์ที่ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้าและกอบกู้ชาติ ทั้งวิธีการนำเสนออันอ่อนด้อย งานช่างศิลปกรรมชั้นเลว และดีไซน์สุดอนาถ ทั้งวัสดุอุปกรณ์ที่ขาดการซ่อมบำรุงจนชำรุดใช้การไม่ได้ ทั้งสภาพห้องจัดแสดงอันทรุดโทรมทุเรศทุรังราวกับโกดังเก็บสมบัติผุๆ กับของทำปลอมห่วยๆ ที่ถูกทิ้งร้างตามยถากรรมกลางพงไพรเมื่อศตวรรษที่แล้ว

ผู้ที่หงุดหงิดโมโหง่าย ดูแล้วอาจถึงขั้นอยากสั่งรื้อให้ราพณาสูรแล้วบูรณะจัดแสดงใหม่ ส่วนผู้ที่โศกเศร้าสะเทือนใจง่าย ดูแล้วอาจอยากดิ่งไปโดดสะพานพระปิ่นเกล้าดับความระทมให้รู้แล้วรู้รอด และผู้ที่อ่อนไหวเอียงอายง่าย ดูแล้วน่าจะอยากถลาไปยืนขวางประตูทางเข้าสกัดกั้นไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าชม จะให้คุกเข่าวิงวอนหรือจ่ายค่าห้ามดูก็ยอม แต่หากเป็นผู้ที่ปลงกับโลกและชีวิตง่าย ดูแล้วก็คงเดินออกไปเงียบๆ ทอดถอนใจ แผ่เมตตา อโหสิ แล้วก็ไปหาที่นั่งจิบเบียร์ดูเหล่าแบ็คแพ็คเกอร์แถวถนนข้าวสารเพื่อกระตุ้นความอยากมีชีวิตในประเทศนี้ต่อ

อนึ่ง ประสบการณ์เพื่อการทำลายล้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยนี้สามารถสัมผัสได้ด้วยตัวท่านเองด้วยสนนราคาค่าเข้าชมเพียงสามสิบบาท(ดูแล้วอยากตายทุกโรค)สำหรับคนไทย สำหรับท่านที่เป็นชาวต่างชาติ หรือเป็นคนไทยแต่อยากแปลงกายเป็นคนต่างชาติเพื่อสะกดจิตตัวเองไม่ให้เกิดความอับอายระหว่างเดินชม โปรดเตรียมเงิน 200 บาท (เป็นค่าออกจากความเป็นคนไทยชั่วคราว)

ถ้าข่มใจไปซักถามว่าไฉน National Museum of Thailand มันถึงอเนจอนาถบัดซบได้เยี่ยงนี้ เผลอๆ จะแย่กว่านิทรรศการตามโรงเรียน เคยมาดูเมื่อสิบปีก่อนก็แบบนี้ แถมยังดีกว่าด้วยซ้ำเนื่องจากตอนนั้นกระเบื้องปูพื้นยังไม่(เฟื่องฟูลอย)แตกเป็นหลุมเป็นบ่อทุกซอกทุกมุม ปุ่มต่างๆ ก็ยังไม่เจ๊งไม่พังไปเสียทุกปุ่ม เจ้าหน้าที่มักจะตอบแบบเหนียมๆ ว่า “ไม่มีงบ” ซึ่งก็จริงและน่าเห็นใจอย่างยิ่งยวด เพราะงบประมาณปีละเป็นหมื่นเป็นแสนล้านของประเทศไม่ประสงค์จะพัฒนานี้จะทุ่มอุทิศไปที่ฝ่ายความมั่นคง-กองทัพเพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์สนองตัณหา ปูนบำเหน็จตามฤดูกาล และสังหารราษฎรตามออร์เดอร์ หรือไม่ก็ประเคนไปที่การจัดงานอภิมหาอลังการแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเพื่อประโคมความภูมิใจในความเป็นไทยแบบหลอกลวงอวดนานาอารยประเทศสืบไป

งบประมาณเป็นปัจจัยสำคัญแน่นอน แต่ขาดเงินอย่างเดียวย่อมไม่ทำให้พิพิธภัณฑ์อุจาดได้ขนาดนี้ ต้องขาดอย่างอื่นอีกหลายอย่าง เช่น มันสมอง มโนสำนึก วิสัยทัศน์ หิริโอตัปปะ อิทธิบาท 4 ฯลฯ นอกจากนี้ขึ้นชื่อว่าราชการแล้ว ปัญหาการบริหารจัดการ ความขัดแย้งขัดแข้งขัดขา เรื่องทุจริตคอรัปชั่น และการเมืองภายในย่อมมีส่วนด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย

เช่นเดียวกับคำที่แบกความซับซ้อนยอกย้อนไว้มหาศาลอย่าง “สังคม” “วัฒนธรรม” “พุทธศาสนา” “ฝรั่ง” “แขก” “โลกตะวันตก” “ชนชั้นกลาง” “ชนชั้นนำ” “ชาวบ้าน” “ประชาธิปไตย” “อนุรักษนิยม” “เสรีนิยม” “ซ้าย” “ขวา” และอื่นๆ อีกมากมายที่แม้จะระแวดระวังและตระหนักถึงข้อจำกัดของการใช้มโนทัศน์เหล่านี้ แต่ก็จำต้องใช้โดยไม่อาจเลี่ยงมิติของการเหมารวมและลดทอนความซับซ้อนยอกย้อนในแง่มุมต่างๆได้ (เว้นแต่จงใจใช้ในเชิงประชด เสียดสี เหน็บแนม) เพราะมิฉะนั้นทุกครั้งที่ใช้คำแต่ละคำก็จะต้องมีอรรถาธิบายกำกับอีกหลายย่อหน้าจนน่าหัวร่อและชวนสังเวชใจ และจริงๆ แล้วมันเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ “concept” เหล่านี้โดยต้องคอยแยกแยะนัยทางการเมืองของความหมายอย่างละเอียดลออตลอดเวลา อีกทั้งถึงจะมีมานะอุตสาหะเพียงใด ก็จะไม่มีวันทำได้สำเร็จสมบูรณ์โดยปราศจากช่องโหว่ คำอย่าง “ความเป็นไทย” ก็เช่นกัน

การจะพูดถึงความเป็นไทยซึ่งทั้งแข็งทื่อ กำกวม และลื่นไหลในบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองและวัฒนธรรมต่างๆ เราก็ต้องพยายามจับให้ได้คาหนังคาเขาในระดับหนึ่งก่อนว่า ในช่วงเวลาหนึ่งๆ อะไรและอย่างไรคือความเป็นไทย โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า ในครรลองเดียวกันกับแทบทุกอย่างในสังคมที่พูดไปแล้วก็ซ้ำซาก “ความเป็นไทย” ไม่ใช่สิ่งติดตัวมาตามธรรมชาติที่ฝังอยู่ในหน่วยพันธุกรรมของชนชาติไทตั้งแต่ครั้งอพยพจากภูเขาอัลไตมาตั้งถิ่นฐานที่แหลมทองอย่างที่ฝ่ายขวาอนุรักษนิยมไทยจำนวนหนึ่งยังไม่เลิกหัวปักหัวปำ แต่ถูกสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ รวมทั้งถูกให้ความหมายปรับเปลี่ยนบิดผันไปตามการเมืองของแต่ละยุคสมัย โดยยังไม่ต้องว่าไปถึงความเป็นไทยนอกคอกที่เกิดขึ้นมาคัดง้างกับความเป็นไทยกระแสหลักที่ครอบงำสังคมไทย

ว่ากันเฉพาะในปัจจุบันนี้ ความเป็นไทยน่าจะมีอยู่อย่างน้อยสามนัยยะใหญ่ๆ อย่างแรกคือความเป็นไทยในฐานะโลกทัศน์ทางวัฒนธรรมที่เป็นขนบทั่วไปของสังคมที่คอยกำกับพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวของปัจเจกบุคคล โดยขนบนั้นอาจมีร่องรอยสืบเนื่องมาจากอดีต เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม หรือเป็นธรรมเนียมที่เพิ่งเกิดใหม่ก็ได้ แต่ถึงจะมีขนบความเชื่อร่วมกัน ปัจจัยเงื่อนไขที่สร้างความต่างระหว่างกลุ่มคนในชาติเดียวกันที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ “ชนชั้น” ด้วย (คนไทยทุกคนจึงมีความเป็น “ไทยๆ” ในตัวมากน้อยแตกต่างกันไป เช่น การมีสัมมาคารวะกับผู้อาวุโส การเรียกบุคคลแบบนับญาติ การมีมโนทัศน์เรื่องกรรม การถือเรื่องหัวกับเท้า ฯลฯ)

อย่างที่สองคือ “ความเป็นไทย” ที่เป็นอุดมการณ์ที่ชนชั้นนำและฝ่ายจารีตนิยมไทยพยายามนิยาม หว่านล้อม และบังคับให้คนในสังคมเชื่อและปฏิบัติตาม รวมทั้งทำให้คนในสังคมคอยเฝ้าระวังเป็นผู้ปกป้องความเป็นไทยนั้นๆ ด้วย (อุดมการณ์ความเป็นไทยแบบนี้ ได้แก่ การจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ความรักชาติ ความสามัคคี ความศรัทธาในพุทธศาสนา การใช้ภาษาไทยมาตรฐาน การรักนวลสงวนตัว เป็นต้น)

ส่วนวัฒนธรรมที่ปรากฏในทางรูปธรรมต่างๆ จะถูกผนวกหรือติดตราให้เป็นสิ่งแสดงความเป็นไทยหรือไม่แค่ไหนอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับมโนทัศน์และการเมืองว่าด้วยความเป็นไทยแต่ละแบบแต่ละช่วงเวลาที่จะเป็นตัวไปกำหนด “วัตถุ-สถานที่-เหตุการณ์” อีกทีหนึ่งว่า ผ้าขาวม้า ข้าวแช่ ระนาด เจดีย์ รถตุ๊กตุ๊ก ย่านพัฒน์พงษ์ งานฉลองวันเฉลิมฯ การยืนเคารพธงชาติ การล้อมปราบ-สังหารหมู่ที่ราชประสงค์ คือ “ความเป็นไทย” หรือไม่

และหากจะลองตั้งสมมติฐานว่าวัฒนธรรมการเมืองที่ปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีกในลีลาและรูปแบบที่อาจจะทั้งซ้ำและไม่ซ้ำเป็นการแสดงออกของ “จิตวิญญาณ” หรือ “จิตใต้สำนึก” ของสังคมนั้นๆ ทั้งงานฉลองวันเฉลิมฯ การยืนเคารพธงชาติ และการฆ่าประชาชนกลางเมือง รวมทั้งการไม่รู้สึกผิดบาปในใจหรือไม่ยอมรับผิดต่อสาธารณะของชนชั้นนำและผู้มีส่วนในการสนับสนุนหรือเพิกเฉยต่อปฏิบัติการอันไร้มนุษยธรรม ก็ต้องถือเป็นการเผยร่างอันตระการตาของ “ความเป็นไทย” ด้วยเหมือนกัน

นอกจากนี้หากจะมองในแง่ “popular culture” เกือบทุกอย่างที่ปรากฏและดำเนินไปในชีวิตประจำวันในสังคมไทยก็คือ “ความเป็นไทย” เช่นกัน เพียงแต่เป็นความเป็นไทยที่ค่อนข้างจะ “เป็นไปเอง” โดยไม่ได้ถูกควบคุมกำหนดจากชนชั้นนำ และแม้จะมี “เชื้อ” ของความเป็นไทยแบบที่ถูกอบรมปลูกฝัง แต่ก็มี “อิสระ” ในการปรับแปลง สร้างสรรค์ หรือต่อรองกับสถานการณ์ใหม่ๆ ในระดับหนึ่ง ความเป็นไทยแบบ “ชีวิตประจำวันธรรมดา” นี้อาจจะและมักจะไม่ใช่ “ความเป็นไทย” ที่พึงปรารถนาน่าเชิดชูในสายตาของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยซึ่งสมาทานและพยายามปรับวัฒนธรรมชนชั้นสูงและวัฒนธรรมเทิดทูนชนชั้นสูงให้เป็นวัฒนธรรมแห่งชาติ (ต้องไม่ลืมด้วยว่า วัฒนธรรมชั้นสูงของไทยมีส่วนผสมของวัฒนธรรมศักดินาและวัฒนธรรมตะวันตก โดยส่วนที่เป็นวัฒนธรรมตะวันตกจะถูกเก็บงำ ไม่ให้ใครรู้ใครเห็น แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ เพื่อจะสร้างวัฒนธรรมตะวันตกเป็นแพะรับบาปให้กับสิ่งที่ถูกถือเป็นความเลวร้ายทั้งมวลที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งที่ความเลวร้ายเหล่านี้ด้านหนึ่งไม่ใช่ความเลวร้าย และอีกด้านหนึ่งเป็นความเลวร้ายที่เป็นผลพวงจากความเป็นไทยกระแสหลักเอง) เพราะความเป็นไทยแบบชีวิตประจำวันมักจะเป็นความเป็นไทยที่ปะปนกับวัฒนธรรมต่างชาติโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมของสามัญชน และอะไรก็ตามที่ไม่อยู่ในกรอบของวัฒนธรรมแห่งชาติ

เช่น ความนิยมเอาเสากรีก-โรมันไปประดับประดาตามตึกรามบ้านช่องเพื่อแสดงความหรูหรามีระดับหรือสวยงามแบบอินเตอร์นั้นเป็นวิธีคิดแบบ “ไทยๆ” มาก แต่สำหรับนักอนุรักษนิยมไทย เสากรีก-โรมันคือภาพแทนความเป็นตะวันตกที่ตรงข้ามกับความเป็นไทย ตึกรามที่มีเสาต่างด้าวเหล่านี้แปะอยู่จึงแสดงถึงการไม่รักความเป็นไทยที่น่าติเตียน

การชอบติดตั้งและเปิดโทรทัศน์ช่องข่าว-ละคร-เกมโชว์เพื่อแก้เบื่อ ขจัดความเงียบ หรือเพื่อความบันเทิงรวมหมู่ของผู้ปฏิบัติงานและผู้มารับการบริการตามหน่วยราชการ สำนักงานเอกชน ร้านค้า ธนาคาร โรงพยาบาล ฯลฯ ก็เป็นอะไรที่ “ไทยๆ” มากเช่นกัน แม้แต่การใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยในสื่อทันสมัยก็เป็นอะไรที่ “ไทยๆ” อีก เพราะต้องเขียนแบบ “Thank you kha” “See you tomorrow krub” “No problem na ja” “Don’t worry ja” “Wait for me duai la kan” etc. ภาษาอังกฤษแบบฝรั่งเป็นอะไรที่ “ห้วนไป” สำหรับการสื่อสารแบบไทยๆ ด้วยภาษาอังกฤษ

ความเป็นไทยๆ แบบ “เป็นไปเอง” ทำนองนี้เป็นความปกติธรรมดาของการไม่อยู่นิ่งของวัฒนธรรมในวิถีชีวิต ไม่ค่อยมีพิษมีภัยใหญ่หลวง แต่ถ้าจะน่ารำคาญ สร้างมลพิษทางภาพและเสียง หรือลดทอนประสิทธิภาพในการทำงาน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความเป็นไทยทั้งสามนัยยะนี้จึงมีทั้งความเหลื่อมซ้อนและขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์กันอยู่

ความเป็นไทยชนิดที่ก่อปัญหาฉกาจฉกรรจ์ให้กับความเป็นสังคมสมัยใหม่ที่พึงมีอารยะคือความเป็นไทยลักษณะที่กระจุกอยู่ในสองแบบแรก เพราะความเป็นไทย (“อย่างไทยๆ” “แบบไทย” “วัฒนธรรมไทย”) หลายอย่างเหล่านั้นเป็นต้นตอและตัวหล่อเลี้ยงความเบาปัญญา การกดขี่เหยียดหยาม ความเหลวไหลเพ้อเจ้อ ความภาคภูมิใจแบบไร้สติ ความหน้าไหว้หลังหลอก-ปากว่าตาขยิบ ความคับแคบแบบกบในกะลา ความไร้เหตุผล ไปจนถึงความไร้เดียงสาปัญญาอ่อน

เมื่อถึงจุดที่ไม่อาจไปต่อได้อีก สิ่งที่แสดง “ความเป็นไทยที่แท้จริง” ทุกวันนี้ก็คือ “ความรักในความเป็นไทย” และเมื่อสืบสาวไล่เลาะทีละเปลาะไปจนถึงสุดปลายโซ่ เราก็จะพบว่า เมืองไทยเป็นประเทศที่ไม่ได้มีหลักการอันน่าเคารพอะไรทั้งสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างพิกลพิการ อย่างสิ้นคิด อย่างตลบแตลง หรืออย่างโหดเหี้ยมอำมหิต ภายใต้กระโจมแห่ง “ความเป็นไทย-วัฒนธรรมไทย-แบบไทยๆ”

ความเป็นไทยมีเนื้อหาอันเป็นสดมภ์อยู่จำนวนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ (ส่วนที่เป็นหัวใจและถูกเน้นย้ำสูงสุด-เพียงแต่เปลี่ยนจุดเน้นตามบริบททางการเมือง-มาตลอดคือ “พระมหากษัตริย์” รองลงมาคือ “พุทธศาสนา” และโดยรวมๆ ก็คือ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์”) ซึ่งถูกสถาปนาเป็น “ความจริงสูงสุด” (หรือ “ระบอบแห่งสัจจะ” ตามที่อ.สายชล สัตยานุรักษ์ บัญญัติและวิเคราะห์แจกแจง) แต่เปิดพื้นที่อันคลุมเครือให้กับการเสกสรรปั้นแต่งและความไม่มีเหตุผลอย่างไม่จำกัดเพื่อใช้ยืนยันค้ำจุนโครงความคิดหลักยืนพื้นเหล่านั้น

โดยทั่วไปแล้ว การจะ “ปั้นแต่ง” อะไรขึ้นมาเพื่อชักจูง ครอบงำ กำหนดทิศทาง และเล็งประโยชน์เฉพาะกาล มักหนีไม่พ้นองค์ประกอบของการ “ยกเมฆ” ประวัติศาสตร์ของการเมืองการสร้าง “ความเป็นไทย” จึงเป็นประวัติศาสตร์แห่งการสร้าง “มายาคติ” เกี่ยวกับชาติไทย คนไทย สังคมไทย วัฒนธรรมไทย ศีลธรรมไทย ไม่ว่าจะการนิยาม “อุปนิสัยใจคอ” ของคนไทยโดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพที่เป็นที่รับรู้แพร่หลายว่าประกอบไปด้วย “ความจงรักในอิสรภาพของชาติ ความปราศจากวิหิงสา และความฉลาดในการประสานประโยชน์” หรือการปรับเปลี่ยนอุปนิสัยประจำชาติของคนไทยอันมี “เชื้อแถว” มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยโดยหลวงวิจิตรวาทการว่า คนไทยรักความก้าวหน้า มุ่งมั่น มานะอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร หรือการวาดภาพอันงดงามแบบนิทานกล่อมเด็กก่อนนอนให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีพุทธศาสนาค้ำจุน คนไทยมีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบเอื้ออารี ช่วยเหลือเกื้อกูล สามัคคีปรองดอง

การโยงใยยกเมฆอย่างมีจินตนาการแฟนตาซีของชนชั้นนำอนุรักษนิยมไทยที่ยึดครองอำนาจในการนิยามความเป็นไทยยังทำให้จารึกพ่อขุนรามคำแหงกลายเป็น “รัฐธรรมนูญไทย” ฉบับแรก, ระบอบกษัตริย์แบบไทยๆ มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยอยู่แล้วตามหลัก “อเนกนิกรสโมสรสมมติ”, ผู้นำไทยและการปกครองแบบไทยแต่โบราณซึ่งเน้นความเด็ดขาดมีคุณความดีและความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยมาแต่ไหนแต่ไร ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องมีประชาธิปไตยแบบฝรั่ง และพุทธศาสนาเป็นแหล่งที่มาทางศีลธรรมที่ทำให้เราไม่ต้องมีระบบควบคุมตรวจสอบเอาผิดพระเถระชั้นผู้ใหญ่และผู้เป็นศูนย์กลางในการอุปถัมภ์พุทธศาสนา

ระบอบความคิดแบบเผด็จการอ้างตนเป็นความจริงแท้เหนือทุกสิ่งเสมอ แต่ความจริงในความเป็นจริงกลับเป็นเรื่องตลกย้อนแย้งเสมอเช่นกันเนื่องจากว่า ตัว “ความเป็นไทย” เองคือความไม่มีสำนึกต่อ “ความจริง” “ข้อเท็จจริง” และ “วิธีคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล” เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในความเป็นไทย (ที่ผูกกับอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์อย่างแนบแน่น) คือ “ลำดับชั้นทางอำนาจบารมีและการรู้ที่ต่ำที่สูง” ซึ่งหากความจริงใด ข้อเท็จจริงใด หรือความเป็นเหตุเป็นผลใด มีศักยภาพจะมาบ่อนเซาะลำดับชั้นทางอำนาจนั้น ความจริง ข้อเท็จจริง และความเป็นเหตุเป็นผลนั้นจะต้องถูกฝังกลบหรือบิดเบือนให้หมดเขี้ยวเล็บเสีย

การอำพรางและกดเหยียด “ความจริง” “ข้อเท็จจริง” และ “ความเป็นเหตุเป็นผล” ให้อยู่ใต้คุณค่าอื่นที่สำคัญกว่าในนามของ “ความเป็นไทย” (เช่น การเทิดทูนสถาบันกษัตริย์, ความสามัคคี, ความสงบเรียบร้อย, การเชื่อฟังรัฐ, ระบบอุปถัมภ์, ผู้ใหญ่-ผู้น้อย, ฯลฯ) นี้เองที่เป็นต้นรากของความไร้ซึ่งหลักการ ไร้จรรยาบรรณ และไร้จริยธรรมในสถาบันสมัยใหม่ที่เลียนแบบตะวันตกทุกชนิด ไม่ว่าจะสถาบันตุลาการ, การศึกษา, ระบบราชการ, กองทัพ, สื่อสารมวลชน และอาจจะแม้แต่วิทยาศาสตร์ แม้การรับความเป็นตะวันตกของประเทศที่ไม่ใช่ตะวันตกย่อมผ่านการเลือกสรร-ดัดแปลง-ปรับใช้เป็นเรื่องปกติ แต่ความเป็นไทยเช่นนี้แหละที่ถูกใช้เป็น “ข้อแก้ต่าง-แก้ตัว-ปัดสวะ” ให้กับความไม่สามารถเฉียดใกล้ความถูกต้องทางหลักการและการปฏิบัติ ซึ่งเรียกง่ายๆ ได้ว่า ความเสื่อมทรามและสามานย์

ในประเทศนี้ ถ้าระบบกฎเกณฑ์ การบริหารจัดการ หรือกิจกรรมที่ลอกฝรั่งมาชนิดใดทำแล้วด้อยประสิทธิภาพ เละเทะมั่วซั่ว หรืออีเดียตสุดขีด ก็จะอ้างว่าเพราะเราเป็นแบบไทยๆ ไม่ตามฝรั่ง

ถ้ากระบวนการหรือหลักการที่เลียนแบบตะวันตกใดไร้มาตรฐานและเต็มไปด้วยลักษณะสับปลับ ก็จะอ้างว่าเพราะเราเป็นแบบไทยๆ ไม่ตามฝรั่ง

ถ้าอุดมการณ์ใดที่เอาอย่างโลกสากลถูกใช้อย่างฉ้อฉล บิดเบี้ยว และบิดเบือนสาระสำคัญ ก็จะอ้างว่าเพราะเราเป็นแบบไทยๆ ไม่ตามฝรั่ง

ถ้าการกระทำใดละเมิดเสรีภาพ ไร้มนุษยธรรม ขาดมโนธรรมสำนึก เลี่ยงความรับผิดชอบ กดขี่ข่มเหง ปรักปรำ บังคับขืนใจ และเลือกปฏิบัติในนามของความถูกต้องชอบธรรมตามธรรมเนียมประเพณี ก็จะอ้างว่าเพราะเราเป็นแบบไทยๆ ไม่ตามฝรั่ง

ความเป็นไทยๆ เยี่ยงนี้จึงมิใช่อะไรอื่น แต่คือความปลิ้นปล้อน มือถือสากปากถือศีล และไร้ซึ่งความละอาย

รู้อยู่แก่ใจกันดีว่า สถาบัน องค์กร หน่วยงาน แทบทุกประเภทในเมืองไทยทั้งจำเป็นและติดนิสัยประจบสอพลอ หรือสามารถถูกแทรกแซงจากอำนาจที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้แทบทุกเมื่อ หลักการอันสูงส่งของสถาบันองค์กรหน่วยงานต่างๆ ล้วนกลายเป็นสโลแกนเก๊ๆ เมื่อต้องเผชิญกับ “อำนาจบาตรใหญ่” บนยอดปีระมิดวัฒนธรรมไทย

ถ้าในที่สุดแล้วไม่มีข้อแก้ตัวใดที่ฟังขึ้น ก็จะอ้าง “ความจงรักภักดี” ซึ่งเป็นคุณสมบัติและตัวนิยาม “ไม้ตาย” ของความเป็นไทยในปัจจุบัน ในเมืองไทย ทุกอย่างต้อง “รับใช้” ความเป็นไทย และความเป็นไทยอยู่ “เหนือ” ทุกอย่าง

ดังที่เห็นและเป็นอยู่ ความเป็นไทยฉบับราชการ/อนุรักษนิยมเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการและคุณค่าสากลทุกชนิดที่มนุษย์และสังคมสมัยใหม่ควรยึดถือ

ความเป็นไทยคือการยอมรับโดยศิโรราบในโครงสร้างระเบียบแบบแผนและความสัมพันธ์ทางสังคมแนวดิ่ง, ความเป็นไทยรังเกียจสิทธิเสรีภาพ, ความเป็นไทยเกลียดชังความเสมอภาค, ความเป็นไทยดูถูกสิทธิมนุษยชน, ความเป็นไทยดูหมิ่นประชาธิปไตย, ความเป็นไทยไม่อนุญาตและไม่มีความอดทนให้กับการโต้แย้ง การเรียกร้อง และการแสดงความรู้ดีกว่าจากคนชั้นต่ำและคนต่างชาติ, ความเป็นไทยไม่แยแสความเป็นธรรม, ความเป็นไทยไม่สามารถทนทานการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้, ความเป็นไทยเกลียดกลัวความรู้และความจริงนอกระบอบโฆษณาชวนเชื่อความเป็นไทย, ความเป็นไทยไม่ถูกชะตากับความเป็นเหตุเป็นผล, ความเป็นไทยไม่ยี่หระกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะในเมื่อมนุษย์เกิดมาไม่เท่ากัน จะมีศักดิ์ศรีเท่ากันได้ไง

ความเป็นไทยเชื่อมั่นในคนดีที่ความเป็นไทยออกใบรับรอง แต่ไม่เชื่อมั่นในการตรวจสอบคนดี เพราะความเป็นไทยเองซึ่งดีวิเศษมหัศจรรย์ที่สุดก็ห้ามตรวจสอบ, ความเป็นไทยหวาดระแวงและต่อต้านความเป็นตะวันตก, ความเป็นไทยไปกันไม่ได้กับอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม แต่เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับระบอบเผด็จการ, ความเป็นไทยขยะแขยงการเมืองแห่งการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ เพราะความเป็นไทยต้องการกำหนดเองว่าใครควรได้หรือไม่ได้อำนาจและผลประโยชน์, ความเป็นไทยให้สิทธิธรรมอันเปี่ยมล้นกับชนชั้นนำตามจารีตและสมุนบริวารเป็นผู้กำหนดทิศทางและความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย แต่ห้ามไม่ให้ประชาชนสะเออะเป็นผู้กำหนดเอง, ความเป็นไทยอนุโมทนาในทุนนิยมและบริโภคนิยมของชนชั้นสูง แต่สาปแช่งทุนนิยมและบริโภคนิยมของชนชั้นล่าง, ความเป็นไทยยินดีเพิ่ม บำเรอ ถวายอภิสิทธิ์ให้กับอภิสิทธิ์ชน และยินดีลด ริบ ละเมิดสิทธิพื้นฐานของสามัญชน

ความเป็นไทยเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่ในสายโลหิตก็จริงอยู่แต่ไม่ได้เปิดกว้างต่อคนไทยทุกกลุ่มทุกคน ดังนั้นคนไทยทุกกลุ่มทุกคนต้องรู้จักสวามิภักดิ์ ปรับตัว หรือกลับตัวกลับใจให้เข้ากับความเป็นไทยเอง, ความเป็นไทยกระสันต์ให้โลกสากลยอมรับความเป็นไทย แต่ความเป็นไทยไม่ยอมรับโลกสากลที่ขัดกับความเป็นไทย, ความเป็นไทยอยากไม่เหมือนใครและเหนือกว่าใครในโลกหล้า, ความเป็นไทยมุ่งมั่นประณามและกวาดล้างความไม่เป็นไทยของคนไทย ในขณะที่เอื้ออาทร พร้อมรับ และชมเชยการ “เข้ารีต” ความเป็นไทยของคนต่างชาติจากประเทศโลกที่หนึ่ง, ความเป็นไทยไม่เคยรู้สึกผิดบาปกับความชั่วร้ายที่กระทำในนามของความเป็นไทย, ความเป็นไทยให้อภัยกับสิ่งที่มิอาจให้อภัยได้, ความเป็นไทยรักความสงบเรียบร้อยแต่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและขจัดความกระด้างกระเดื่องต่อความเป็นไทย ความเป็นไทยมีความชอบธรรมที่จะออกใบอนุญาตฆ่าได้ทุกเมื่อ, ความเป็นไทยไม่มีปัญหาเลยกับความรุนแรงเชิงกายภาพและเชิงโครงสร้างจากบนลงล่าง แต่จะมีปัญหามากหากเกิดจากล่างขึ้นบน และจะมีปัญหามากที่สุดหากมีการกล่าวหาว่าความเป็นไทยคือความรุนแรง

สุดท้ายนี้โปรดเข้าใจและเห็นใจกันหน่อยว่า ความเป็นไทยจำเป็นต้องก่อกรรมทำเข็ญและโหดเหี้ยมอำมหิตในบางครั้งเพื่อพิทักษ์รักษาความเป็นไทย

ด้วยเหตุที่ความเป็นไทยเป็นศัตรูกับความมีอารยะและความเจริญก้าวหน้า ความเป็นไทยจึงเป็นมิตรได้แต่กับความดักดานเท่านั้น

ขออัญเชิญไปลงนรกเสียเถิด “ความเป็นไทย”

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 04 กันยายน 2554    
Last Update : 4 กันยายน 2554 1:03:38 น.
Counter : 564 Pageviews.  

ทิศทางอนาคตความมั่นคงของพรรคขนาดกลางและเล็กที่มีอยู่ในสภาตอนนี้

จากผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นก็ชัดเจนแล้วว่าคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อตอนนี้ได้ถูกเทคะแนนส่วนใหญ่ไปให้กับ2พรรคใหญ่อันได้แก่
พรรคเพื่อไทย 15,744,190 คะแนน
และ พรรคประชาธิปัตย์ 11,433,762 ล้าน
เป็นระบบการเมืองแบบ2พรรคใหญ่ตามระบบของพรรคการเมืองของสากลทั่วไป

ส่วนพรรคที่เหลืออยู่ก็คือ
พรรคภูมิใจไทย 1,281,577 คะแนน
พรรครักประเทศไทย 998,603 คะแนน
พรรคชาติไทยพัฒนา 906,656 คะแนน
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 494,894 คะแนน
พรรคมาตุภูมิ 251,702 คะแนน
พรรครักษ์สันติ 284,132 คะแนน
พรรคพลังชล 178,110 คะแนน
พรรคมหาชน 133,772 คะแนน
พรรคประชาธิปไตยใหม่ 125,784 คะแนน

โดยพรรคที่มีแนวโน้มว่าอนาคตข้างหน้าอาจจะหายไปจากสภาเลยเนื่องจากคะแนนบัญชีรายชื่อไม่เพียงพอที่จะมีสส.ในสภาได้ แถมยังไม่มีฐานของสส.เขตในตัวพรรคเองก็มี พรรคประชาธิปไตยใหม่ และ พรรคมหาชน

มาที่พรรคพลังชล แม้ว่าที่ผ่านมาจะค่อยโล่งอกไปหน่อยที่ยังสามารถส่งสส.เขตในจังหวัดชลบุรี เข้าสภาเบียดกระแส2พรรคใหญ่มาได้6คน จากทั้งหมด8คน โดยตัวพรรคเองก็ตั้งใจมาแต่แรกแล้วว่าจะเป็นเพียงแค่พรรคท้องถิ่นนิยมเท่านั้น แต่ทว่าการที่จะทำผลงานสร้างนโยบายเพื่อจะคืนกลับไปให้กับท้องถิ่นของตัวเองนั้นกลับทำได้ไม่สะดวกนัก เพราะการที่เป็นพรรคเล็กซึ่งแน่นอนว่ามีอำนาจต่อรองในสิ่งที่ตัวเองต้องการน้อยมากอยู่ ซึ่งล่าสุดแม้ว่า สส.ในพรรคอย่าง นางสุกุมล คุณปลื้ม จะได้เก้าอี้ รมต.กระทรวงวัฒนธรรม ไปแต่ผลงานที่ทำได้จากเก้าอี้ตัวนี้คงไม่สามารถสร้างผลงานอะไรให้คนในท้องถิ่นชลบุรีนั้นได้จดจำอะไรไปได้มากนัก เพราะสิ่งที่ชาวชลบุรีน่าจะต้องการจริงๆจากพรรคพลังชล ก็คือ การทำผลงานในเรื่องของการท่องเที่ยว ,กีฬา ,สังคม ,เศรษฐกิจ ,อุตสาหกรรม ,พาณิชย์ มากกว่างานทางด้านของวัฒนธรรม ดังนั้นนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นในความตกต่ำของพรรคนี้ที่ตั้งใจจะเป็นพรรคท้องถิ่นนิยมมาตั้งแต่แรกนั้นเอง เนื่องจากประชาชนที่เลือกสส.ก็ต้องการให้แก้ไขปัญหา,สร้างผลงานที่โดนใจประชาชน แต่ทว่าคนที่จะสามารถสร้างผลงานตรงนี้กลับคืนมาให้กับชาวชลบุรีนั้นจะกลับกลายเป็นคนจากพรรคที่ตนไม่ได้เลือกเข้าไปนั้นเอง
อย่าลืมว่าครอบครัวตระกูลคุณปลื้มเอง ก็สร้างความไม่พอใจให้กับลูกน้องเก่าๆทั้ง นายสง่า ธนสงวนวงศ์ อดีตคนสนิทของกำนันเป๊าะ ผู้นำตระกูลคุณปลื้ม และ นายภิญโญ ตั้นวิเศษ อดีตนายกอบจ.2สมัย จนต้องแยกทางกันเดิน และนอกจากนี้ก็ยังมีอดีตสส.และอดีตสอบจ.ของกลุ่มบางคน มองว่าตนเองควรจะปลดแอกออกจากระบอบอุปถัมป์ของครอบครัวตระกูลคุณปลื้ม เพื่ออนาคตที่ก้าวหน้าของตนแม้ว่าช่วงแรกอาจจะต้องสอบตกผิดหวังอยู่บ้างเพื่อแลกกับอนาคตหลังจากนั้นที่ดูจะสดใสมากกว่า โดยการตัดสินใจมาร่วมงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทยนั้นเอง
และนอกจากนี้ฐานคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคพลังชลในจังหวัดชลบุรีเองก็ยังไม่สามารถเอาชนะกระแสของ2พรรคใหญ่ลงไปได้เลย โดยสามารภทำคะแนนได้เพียงแค่เกือบ130000กว่าคะแนนเท่านั้น ดังนั้นอนาคตข้างหน้าของพรรคพลังชลดูจะริบหรี่เต็มที่ในสนามการเมืองกับภารกิจรักษาฐานที่มั่นสส.ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อให้คงอยู่ต่อไปได้อย่างยากเย็นเต็มที แทบไม่ต้องคิดถึงเรื่องการเติบโตของพรรคไปเลย ท่ามกลางการกระชับพื้นที่ฐานเสียงของทั้ง2พรรคใหญ่ และไม่ต้องคิดถึงเรื่องการยุบพรรคเพื่อไปร่วมงานกับพรรคใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคเพื่อไทย เพราะมีอดีตคนของกลุ่มตัวเองจองคิวเอาไว้ล่วงหน้าแล้วมาตั้งแต่สมัยการเลือกตั้งที่ผ่านพ้นไป แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยย่อมต้องเปิดโอกาสให้กับคนที่อยู่ในพรรคได้สิทธิ์เป็นอันดับแรกๆก่อน

ต่อไปก็เป็นพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ซึ่งผลคะแนนบัญชีรายชื่อที่ออกมานั้นชนะคะแนนของ2พรรคใหญ่แค่เพียงเขตตัวเมืองโคราช(เขต1-3)เท่านั้นเอง และชนะไม่ห่างซะด้วย นอกนั้นก็ถือว่าต่ำเตี๊ยติดดินหมด รวมแล้วเฉพาะในโคราชได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพียง150000กว่าๆเท่านั้น ส่วนสส.เขตก็เหลือเำพียงแค่5เขตเท่านั้นคือนครราชสีมา เขต1-3,9 และ นครสวรรค์ เขต6 อนาคตก็คงไม่ต่างจากพรรคพลังชลนั้นก็คือจะถูกทางพรรคเพื่อไทยซึ่งมีฐานเสียงที่แน่นหนากว่าเข้ามากระชับพื้นที่กลืนกินไปในที่สุด
แม้ว่าสส.เขตของพรรคจะตัดสินใจย้ายสังกัดมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย แต่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยภายใต้การสนับสนุนของนายใหญ่ คงจะทำใจยอมรับการกลับเข้ามาร่วมงานอีกครั้งของนักการเมืองกลุ่มนี้ที่เคยทิ้งพรรคไปในสมัยไทยรักไทยไม่ได้แน่ๆ อีกทั้งตัวผู้สมัครสส.ที่จะลงสู้ในเขตเมืองโคราชนั้นก็ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเชิดชัย เจ้าของธุรกิจรถทัวร์ขนส่งมวลชนรายใหญ่ และยังมีคนในตระกูลอยู่ในสนามการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลเมืองอีกต่างหาก นั้นจึงกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคนี้ไม่มีทางที่จะเจริญเติบโตได้อีกต่อไป มีแต่จะต้องสู้จนตัวตายไปเท่านั้นเอง

มาที่พรรคมาตุภูมิ ซึ่งพรรคนี้ตั้งเป้าเอาไว้ชัดแจ้งว่าจะเป็นพรรคที่มีนโยบายทางการเมืองเพื่อคนมุสลิมโดยเฉพาะใน3จังหวัดภาคใต้ แม้ว่าพรรคนี้จะไม่ประสบกับชัยชนะในสส.เขตเลยแม้แต่เขตเดียว แต่คะแนนบัญชีรายชื่อโดยเฉพาะ3จังหวัดใต้ต้องถือว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะปัตตานีกับนราธิวาส 2จังหวัดนี้ได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อชนะพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นอันดับ2 โดยทำได้46000กับ49000กว่าคะแนนตามลำดับ แม้ว่าตามหลังพรรคประชาธิปัตย์อยู่มากก็ตามที และตามหลังพรรคเพื่อไทยไม่กี่หมื่นคะแนนในจ.ยะลาโดยทำได้เกือบ18000กว่าคะแนน
ซึ่งที่ผ่านมานั้นพรรคประชาธิปัตย์แม้จะได้เป็นรัฐบาลมา2ปีครึ่งก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน3จังหวัดใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าจะสามารถกวาดที่นั่งสส.ใน3จังหวัดได้เกือบหมดเสียไปแค่1เขต แต่ถ้าเอาคะแนนของผู้สมัครจากพรรคมาตุภูมิมารวมเข้ากับคะแนนของผู้สมัครจากพรรคอื่นรวมกัน ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะคะแนนในสส.เขตจริงๆเพียงแค่2เขตเท่านั้น นั้นก็คือเขต1ยะลา และ เขต2ปัตตานี
ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าผู้สมัครที่มีฐานเสียงแน่นๆและตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์เรื่อยมาตั้งแต่2530กว่าๆ ภายใต้ชื่อกลุ่มวาดะห์(ภาษามลายูที่มีความหมายเป็นหนึ่งเดียว,เอกภาพ) เกิดการแตกแยกกันเองทำให้ต้องมาแข่งขันตัดฐานคะแนนกันเองจนแพ้ไปในที่สุด โดยพรรคขั้วตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ที่พอจะสู้ได้ถ้าไม่นับพรรคเพื่อไทยก็มีพรรคมาตุภูมินี่ละที่พอจะสู้ได้ เนื่องจากฐานคะแนนของพรรคเพื่อไทยในภาคใต้ถือว่าอ่อนแอเกินกว่าจะสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ได้ แม้ว่าจะเป็นพรรคใหญ่อันดับ1ก็ตามที
โดยสมาชิกพรรคมาตุภูมิในปัตตานีนั้นมีแกนนำก็คือ เด่น โต๊ะมีนา,มุข สุไลมาน,สนิท นาแว,มูฮัมหมัด อาลีฟินจะปากากียา และ อนุมัติ ซูสารอ ต้องมาแข่งตัดฐานเสียงกับพรรคภูมิใจไทยที่มีแกนนำอย่าง นิมุคตาร์ วาบา และ ตระกูลเบ็ญจลักษณ์
ส่วนสมาชิกพรรคมาตุภูมิในนราธิวาสนั้นมีแกนนำก็คือ อารีเพ็ญ อุตรสินธ์,นัดมุดดีน อูมา,ไพศาล ตอยิบ,สมรรถ วาหลง และ กมลศักดิ์ สีวาเมาะ ต้องมาแข่งตัดฐานเสียงกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่มีกลุ่มการเมืองอบจ.ท้องถิ่นอย่างตระกูลยาวอหะซัน ให้การสนับสนุน รวมไปถึง ฮัมดัน อาแซ จากพรรคภูมิใจไทยด้วย
ทางด้านของยะลา ผู้สมัครสส.ของพรรคภายใต้การนำของไพศาล ยิ่งสมาน ก็ดันไปแข่งตัดฐานคะแนนกับซูการ์โน มะทา และ บูราฮานูดิน อูเซ็ง ที่ยังคงปักหลักอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไปและมีฐานเสียงที่แน่นกว่า ส่งผลให้ผู้สมัครทั้ง2ต้องพ่ายแพ้พรรคประชาธิปัตย์ไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีการคิดกันว่ากลุ่มการเมืองต่างๆเหล่านี้คงจะต้องหันมาจับมือรวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้พรรคมาตุภูมิเป็นฐานที่มั่นหลักสำคัญเพื่อที่ตัวเองจะได้อยู่รอดในสนามการเมืองต่อไป โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ส่วนยะลานั้นยังไม่แน่ชัดว่ากลุ่มของซูการ์โน มะทา จะย้ายมาสังกัดพรรคมาตุภูมิหรือไม่ เพราะฐานคะแนนของพรรคมาตุภูมิในยะลานั้นยังไม่เข้มแข็งพอ อีกทั้งการมีหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันอย่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังถือว่าขัดต่อเจตนารมย์ของคนรักประชาธิปไตยอยู่มากเนื่องจากเป็นหัวหน้าผู้ก่อการทำรัฐประหาร ที่ทำให้บ้านเมืองต้องถอยหลังลงไปนั้นเอง ว่ากันว่าถ้าการเจรจาระหว่างกลุ่มใน3จังหวัดใต้นั้นสามารถที่จะตกลงฮั้วกันได้อย่างลงตัวแล้วละก็ คงสามารถแย่งที่นั่งสส.เขตใน3จังหวัดใต้คืนมาจากพรรคประชาธิปัตย์ได้หลายที่นั่งแน่นอน และคงจะเป็นพรรคท้องถิ่นนิยมใน3จังหวัดภาคใต้ที่สามารถเอาตัวรอดในสนามการเมืองไปได้อย่างยาวนานตราบใดที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยในภาคใต้ยังคงอ่อนแอไปไม่ถึงไหนอยู่อย่างนี้

พูดถึงพรรคชาติไทยพัฒนากันบ้าง นับตั้งแต่ปี2548เป็นต้นมาซึ่งพรรคร่างทรงเดิมอย่างพรรคชาติไทยเคยทำคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อได้สูงสุดถึง2ล้านคะแนนเป็นพรรคขนาดกลางอันดับ3ในตอนนั้น หลังจากนั้นคะแนนในระบบัญชีรายชื่อก็ตกต่ำลงไปเรื่อยๆโดยในปี2550ได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพียงแค่1.2ล้านคะแนนเท่านั้นหล่นไปอยู่อันดับ4 แพ้ให้กับพรรคเพื่อแผ่นดินที่ได้1.5ล้านคะแนนด้วยกัน และการเลือกตั้งล่าสุดคะแนนหล่นไปอยู่ที่9แสนกว่าคะแนน

โดยฐานคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคชาติไทยพัฒนา เขตที่ยังชนะพรรคใหญ่อยู่ก็คือ สุพรรณบุรี เขต1-3เท่านั้นเอง นอกนั้นก็แพ้ให้กับพรรคใหญ่ทั้งหมด โดยเขตจังหวัดที่แพ้ให้กับพรรคใหญ่แต่ยังพอมีคะแนนมากในระดับที่มีนัยสำคัญประมาณหลักหมื่นกว่าๆก็คือ อ่างทอง ,สิงห์บุรี ,พิจิตร ,อุทัยธานี ,นครสวรรค์ ,เพชรบูรณ์ ,พระนครศรีอยุธยา ,ราชบุรี ,เพชรบุรี ,นครปฐม ,อุบลราชธานี ,ศรีสะเกษ ,สุรินทร์ ,ขอนแก่น,ชัยภูมิ ตามลำดับสัดส่วนความหนาแน่นของฐานเสียงของผู้สมัครสส.เขตที่มีฐานแน่นแต่แพ้ให้กับ2พรรคใหญ่
ซึ่งจากการวิเคราะห์ฐานคะแนนตรงนี้มีแนวโน้มว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะลดขนาดของตัวเอง จนกลายเป็นเพียงพรรคท้องถิ่นนิยมเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้น โดยมีสุพรรณบุรีเป็นเมืองหลวงหลัก และนับวันก็จะถูก2พรรคใหญ่ กับ1พรรคเล็กทางเลือกใหม่อนาคตไกลอย่างพรรครักประเทศไทย ค่อยๆแย่งฐานคะแนนบัญชีรายชื่อไปแทนที่มากขึ้นๆ

สุดท้ายก็พรรคภูมิใจไทย เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอนาคตของพรรคนี้อาจจะถึงกาลอวสานในไม่ช้าถ้าเกิดบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรคถูกศาลฎีกาแผนกการเมืองพิพากษาให้ใบแดงยืนตามกกต.นั้นจะเป็นเหตุให้พรรคภูมิใจไทยถูกยื่นให้ยุบพรรคตามไปด้วยและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค5ปีตามที่เคยมีบันทึกวิเคราะห์ไปแล้ว ซึ่งจะมีสส.ของพรรคบางคนต้องย้ายออกจากพรรคไปอยู่พรรคอื่นต่อไป
พรรคนี้ในอนาคตก็คล้ายๆกับพรรคชาติไทยพัฒนานั้นก็คือจะค่อยๆลดขนาดเล็กลงจนกลายเป็นเพียงพรรคท้องถิ่นนิยมเพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้น โดยมีบุรีรัมย์เป็นเมืองหลวงหลัก และนับวันก็จะถูก2พรรคใหญ่ กับ1พรรคเล็กทางเลือกใหม่อนาคตไกลอย่างพรรครักประเทศไทยค่อยๆแย่งฐานคะแนนบัญชีรายชื่อไปแทนที่มากขึ้นๆเช่นกัน แม้ว่าพรรคนี้จะรอดจากการถูกยุบก็ตามที

โดยคะแนนในบัญชีรายชื่อนั้น บุรีรัมย์ซึ่งเป็นเมืองหลวงหลักได้คะแนนไป200000กว่าคะแนน รองลงมา นครราชสีมาทำได้เกือบ95000คะแนน สุรินทร์ทำได้76000กว่าคะแนน มหาสารคามทำได้30000กว่าคะแนน ส่วน เลย,กาฬสินธ์,นครพนม,สกลนครทำได้20000-30000คะแนน และ หนองคาย,ขอนแก่น,ชัยภูมิ,ยโสธร,ศรีสะเกษ,อุดรธานี ทำได้10000-20000คะแนน รวมแล้วภาคอีสานทำได้620000กว่าคะแนน
ส่วนภาคกลางกับภาคเหนือ พรรคภูมิใจไทยทำคะแนนได้อย่างมีนัยสำคัญถึงหลักหมื่นในเขตจังหวัดที่ผู้สมัครสส.เขตของพรรคมีฐานคะแนนแน่นๆ เช่น ลพบุรีทำได้เกือบ60000กว่าคะแนน,ราชบุรีทำได้44000กว่าคะแนน,สระบุรีทำได้33000กว่าคะแนน,ปทุมธานีทำได้27000กว่าคะแนน,สมุทรปราการทำได้20000กว่าคะแนน,ชัยนาททำได้เกือบ20000คะแนน,เชียงรายทำได้26000กว่าคะแนน,สุโขทัยทำได้30000กว่าคะแนน,นครสวรรค์ทำได้18000กว่าคะแนน เป็นต้น

ส่วนพรรครักษ์สันตินั้น คงต้องขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ในสภาของ ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เท่านั้นแล้วว่าจะทำหน้าที่ได้ดีอย่างสร้างสรรค์แค่ไหน แต่คาดว่าคงจะสู้ผลงานของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทยไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะมักจะมีผลงานและวีระกรรมที่ทำให้สามารถแย่งชิงพื้นที่สื่อกระแสหลักได้มากกว่าเยอะ แม้ว่าทั้ง2พรรคจะไม่มีสส.เขตเลย แต่พรรครักประเทศไทยดูจะมีอนาคตทางการเมืองที่สดใสมากกว่า โดยมีจุดยืนชัดเจนก็คือการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาอย่างสร้างสรรค์แข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูจะเป็นนักหาเรื่องประท้วง และดีแต่พูดมากกว่า
ในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มอดีตผู้สมัคร สส.กทม.ของพรรครักษ์สันติจะย้ายสังกัดมาลงสมัครสส.เขตร่วมกับพรรครักประเทศไทยที่ดูจะมีอนาคตทางการเมืองมากกว่า รวมไปถึงอนาคตทางการเมืองของปุระชัยเองว่าจะยังสู้อยู่กับพรรครักษ์สันติไปจนกว่าจะหายไปจากสภาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ แต่โอกาสที่ปุระชัยจะมาร่วมงานในพรรคเดียวกับชูวิทย์นั้นคงเป็นไปได้ยากมากแน่นอน เนื่องจากลักษณะนิสัยของทั้ง2คนที่ต้องบอกว่าแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ไปกันคนละทางจริงๆ
ฐานคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรครักษ์สันติส่วนใหญ่มาจากกทม.ซึ่งทำได้100000กว่าคะแนน ถือว่าเป็นอันดับ4รองจากพรรครักประเทศไทย

โดยอนาคตข้างหน้าของพรรครักประเทศไทย น่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านทางเลือกใหม่ติดอันดับในใจของประชาชนแทนที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยอาจจะกลายเป็นพรรคขนาดกลางอันดับ3ของสนามการเมือง เนื่องจากพรรคขนาดกลางอันดับ3เมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา เดิมทีเป็นเพียงพรรคที่ไหลตามน้ำตามกระแสหวังเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อมุ่งจะสร้างผลงานให้เฉพาะกับท้องถิ่นเฉพาะของตนที่มีฐานเสียงประจำอยู่เท่านั้น ไม่ได้มุ่งหวังจะสร้างผลงานให้กับทุกๆท้องถิ่นแม้แต่นิด นั้นจึงทำให้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเหล่านี้ค่อยๆตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดที่ฐานเสียงเฉพาะของผู้สมัครสส.เขตที่อ่อนยวบยาบมากๆ จนอาจจะสูญพันธ์ไปในที่สุด

โดยสรุปที่มาของคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรครักประเทศไทยนั้นมีฐานที่มั่นหลักก็คือกรุงเทพมหานครทำได้340000กว่าคะแนน รองลงมาคือภาคกลางทำได้เกือบ340000กว่าคะแนน(เฉพาะภาคกลางต้องถือว่าทำได้สูสีกับพรรคชาติไทยพัฒนาที่ทำได้340000กว่าคะแนนห่างกันไม่กี่พันคะแนน ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยทำได้280000กว่าคะแนน) ภาคอีสานทำได้130000กว่าคะแนน ภาคเหนือทำได้110000กว่าคะแนน และ ภาคใต้ทำได้80000กว่าคะแนน

แต่พรรครักประเทศไทยนั้นมีจุดอ่อนสำคัญก็คือถ้าเกิดตัวของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ถูกอำนาจมืดสั่งตายขึ้นมาละก็นั้นก็อาจจะเป็นจุดจบของพรรคนี้ได้เช่นกันที่มุ่งเน้นขายความสามารถของตัวบุคคลเป็นหลัก โดยที่สส.ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดๆมาของพรรคล้วนแล้วแต่คนหน้าใหม่ไร้ชื่อชั้นที่รอการพิสูจน์ผลงานและการทำงานในแบบฉบับที่เทียบเคียงกับชูวิทย์ได้

อนาคตของพรรครักประเทศไทยกับสนามการเมืองภาคกทม.ในอนาคต

ถ้าพรรครักประเทศไทยสร้างผลงานในสภาดีๆได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายละก็ ไม่แน่เหมือนกันอาจจะมีการขยับขยายรับคนเพื่อมาลงสมัครเลือกตั้งสก.ในอีก3ปีข้างหน้านี่ก็เป็นได้ ถ้าเกิดว่ามีสก.ของพรรคประชาธิปัตย์บางคนไม่พอใจในการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทการทำงานของผู้ว่ากทม.คนปัจจุบันอย่าง มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

โดยในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ในช่วงต้นปี2556 มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะต้องแข่งกับผู้สมัครอิสระ(ซึ่งถึงตอนนี้ก็แทบจะไม่มีตัวเลือกเด่นๆเลย) หรือจะเป็นผู้สมัครในสังกัดของพรรคเพื่อไทย(ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ซึ่งอยู่ในสนามการเมืองของภาคกทม.มาอย่างยาวนานจะได้รับสิทธิ์ทางการเมืองหลังถูกแบน5ปีไปพร้อมกับพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบไปในช่วงกลางปี2555 จะตัดสินใจเสนอตัวเองลงสมัครผู้ว่ากทม.ในสังกัดของพรรคเพื่อไทย) เกิดประสบกับความพ่ายแพ้ขึ้นมา ก็อาจจะมีการย้ายพรรคของบรรดาสก.เกิดขึ้นมาก็เป็นได้ เนื่องจากที่ผ่านมาฐานคะแนนของสก.นั้นแตกต่างจากสส.ตรงที่มักจะอิงกับตัวบุคคลมากกว่าพรรคที่สังกัด นั้นจึงทำให้การย้ายเข้าออกจากพรรคนั้นมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
อย่าลืมว่าในการเลือกตั้งสก.เมื่อปีที่แล้ว พรรคการเมืองใหม่ซึ่งเป็นร่างทรงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(ม็อบเสื้อเหลือง) เคยทำคะแนนในหลายๆเขตที่ลงสมัครอยู่ในหลัก4000-5000อันถือว่าส่งผลต่อนัยสำคัญในสมดุลคะแนนการเลือกตั้งสก.ทั้งสิ้น นั้นแสดงให้เห็นว่าฐานคะแนนท้องถิ่นของคนที่ไม่ต้องการคนจากทั้ง2พรรคใหญ่ก็มีอยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน แต่คาดว่าน่าจะสะเทือนต่อฐานคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ที่คนกทม.หลายคนต้องการเลือกคน เพื่อจะเป็นฝ่ายตรวจสอบการทำงานของผู้ว่ากทม. แบบที่พรรครักประเทศไทยก็ชูนโยบายนี้ในการหาเสียงที่ผ่านไปและได้รับการตอบรับจากคนทั้งประเทศอย่างไม่น่าเชื่อ

ในส่วนของพรรคการเมืองใหม่นั้น การเลือกตั้งที่ผ่านมามีความขัดแย้งในกลุ่มม็อบเสื้อเหลืองระหว่างแกนนำสายสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่ต้องการให้พรรคส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง กับแกนนำสายหลักทั้งสันติอโศกและสื่อASTVผู้จัดการที่จะให้พรรคมีมติไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง พร้อมกับรณรงค์โหวตไม่ลงคะแนน และผลคะแนนที่ออกมาก็คือทั้ง2ฟากแทบจะไม่มีนัยสำคัญอะไรเลย เป็นไปได้ว่าฐานคะแนนเกือบทั้งหมดที่พรรคการเมืองใหม่เคยทำได้อย่างมีนัยสำคัญในการเลือกตั้งสก.ได้ถูกเทไปให้พรรครักษ์สันติกับพรรครักประเทศไทยเรียบร้อยแล้วก็เป็นได้




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2554    
Last Update : 8 กันยายน 2554 2:07:26 น.
Counter : 458 Pageviews.  

ห้ามสงสัยเท่ากับห้ามเป็นมนุษย์!

นักปรัชญาชายขอบ

“ตนพูดอยู่เสมอว่า อย่าสงสัยเรื่องความจงรักภักดี
ถ้าสงสัย แสดงว่าไม่ใช่คนไทย
เพราะฉะนั้น คนไทยต้องไม่มีความสงสัยเรื่องความจงรักภักดี
เพราะเราเกิดมากับ คำๆ นี้ และเราต้องตายไปกับคำนี้
ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
(ประชาไท,26 ก.ค.54)



มนุษย์เป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” (rational being) ธรรมชาติของความเป็นผู้มีเหตุผล คือความสงสัยใคร่รู้ และต้องการแสวงหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่า ทำไมเราจึงควรยอมรับว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งคือความจริง ความดี ความยุติธรรม ฯลฯ

ฉะนั้น หากพูดในเชิงตรรกะ (ไม่ใช่แค่เล่นสำนวน) การห้ามสงสัยเท่ากับห้ามเป็นมนุษย์ และที่ ผบ.ทบ.บอกว่า “คนไทยต้องไม่มีความสงสัยเรื่องความจงรักภักดี” ประโยคนี้มีความหมายทางตรรกะว่า

1. ผู้พูดกำลังจัดประเภทของ “คนไทย” ให้อยู่คนละประเภทกับ “มนุษย์”

2. ผู้พูดกำลังทำให้ “ความจงรักภักดี” เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุผล หรือเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยเหตุผล เพราะในโลกของความเป็นจริงมีแต่สิ่งที่สงสัยได้เท่านั้นที่อยู่ใน “ปริมณฑลของเหตุผล” หรืออยู่ในขอบเขตที่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล

3. การทำให้ความจงรักภักดีเป็นเรื่องที่สงสัยไม่ได้ หรืออยู่นอกปริมณฑลของเหตุผล ย่อมเท่ากับ (ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม) เป็นการทำให้ความจงรักภักดีมีสถานะเป็น “อำนาจเหนือเหตุผล” ที่กดทับความเป็นมนุษย์ของคนไทย หรือเป็นอำนาจที่แยกประเภทของ “คนไทย” ให้อยู่กันคนละประเภทกับ “มนุษย์”

ถึงตรงนี้ บางคนอาจมองว่าผมตีความคำพูดของ ผบ.ทบ.แบบจริงจังเกินไป ผบ.ทบ.อาจแค่ต้องการพูดเพื่อปรามฝ่ายที่เขามองว่าจาบจ้วงหรือหมิ่นสถาบัน และต้องการกระตุ้นให้คนไทยทุกคน ทุกฝ่ายจงรักภักดีต่อสถาบันเท่านั้น

แต่ถึงจะมีเจตนาเช่นนั้นจริง ก็ไม่ควรใช้ “คำพูดเชิงเผด็จการทางความคิด” เช่นนี้ และขอให้สังเกตว่า คำพูดทำนองคล้ายๆ กันนี้ มักเป็นคำพูดที่ตีขลุม คลุมเครือ เช่น เมื่อมีผู้วิจารณ์ ผบ.ทบ.เขาก็ปรามว่าอย่าวิจารณ์ทหาร (ผบ.ทบ.= ทหารทั้งหมด?) อย่าวิจารณ์กองทัพ (ผบ.ทบ.=กองทัพ?)

ซึ่งเป็นเจตนาที่ทำให้คนเข้าใจเสมือนว่า ผบ.ทบ.คือทหารทั้งหมด ผบ.ทบ.คือกองทัพ ติติงหรือวิจารณ์ ผบ.ทบ.อาจกระทบต่อ “ศักดิ์ศรีทหาร” กระทบต่อความมั่นคงของกองทัพ กระทั่งเลยเถิดไปถึงกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

ทว่าที่แย่กว่านั้นคือ คุณกำลังห้ามติติง วิพากษ์วิจารณ์ “ความรับผิดชอบ” ของผู้บังคับบัญชาทหาร การทุจริตคอร์รัปชันภายในกองทัพโดยโยงมาสู่กรณี ฮ.ตก 3 ลำ ไล่เลี่ยกัน และมีทหารเสียชีวิตเกือบยี่สิบนาย พร้อมกับการห้ามดังกล่าว คุณก็เสนอให้ซื้อ ฮ.เพิ่มอีก 30 ลำ โดยฝากให้รัฐบาลใหม่พิจารณา

ตกลงจะทำให้ทุกเรื่องอยู่นอกปริมณฑลของเหตุผล หรือความสงสัยใคร่รู้ไปหมดเลยใช่ไหม ความจงรักภักดีก็สงสัยไม่ได้ ผบ.ทบ.ก็ไม่ควรติติง หรือวิจารณ์ ฮ.ตก 3 ลำ จะขอซื้อเพิ่มเป็น 30 ลำ เป็นเรื่องที่มีเหตุผลอย่างไร และมันยิ่งทำให้คนสงสัยมากขึ้นอีกเมื่อมีการพูดถึงกรณีผิดปกติเรื่องจัดซื้อ “ไม้ชี้ผี” มาตรวจจับวัตถุระเบิด และจัดซื้อเรือเหาะที่เหาะไม่ได้ ฯลฯ

ความไม่ไว้วางใจกัน ไม่เชื่อถือ ไม่สามัคคีกันอย่างที่ ผบ.ทบ.พูดถึง มันไม่มีวันแก้ได้ด้วยการ “ใช้อำนาจบังคับ” ไม่ว่าจะบังคับเรื่องความจงรักภักดี (ห้ามสงสัย!) หรือเรื่องใดๆ ก็ตาม เพราะเราจะแก้ปัญหาโดยการปิดกั้น ลดทอนการใช้เหตุผลได้อย่างไร

การลดทอนการใช้เหตุผลคือการลดทอนความเป็นมนุษย์ ห้ามสงสัย ห้ามใช้เหตุผลวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งเท่ากับห้ามเป็นมนุษย์ และถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมาตามหลักตรรกะ การล็อกสเป็ค “คนไทย” ว่า ต้องเป็นคนที่ไม่สงสัยเรื่องความจงรักภักดี (หรือเรื่องใดๆ ก็ตาม) เท่ากับล็อกไม่ให้คนไทยเป็น “มนุษย์”

แต่ในความเป็นจริง ประชาชนเป็น “มนุษย์” (สัตว์ที่มีเหตุผล) ก่อนจะเป็น “คนไทย” มันจึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้ประชาชนละทิ้งความเป็นมนุษย์เพื่อที่จะเป็น “คนไทย” ที่ถูกห้ามสงสัยในเรื่องใดๆ ก็ตาม

และหากจะพูดให้ถูก ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ข้าราชการที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน ควรอย่างยิ่งที่ต้อง “จงรักภักดีต่อประชาชน” ความจงรักภักดีต่อประชาชนเป็นเรื่องที่สงสัยไม่ได้ เพราะแผ่นดินนี้คือของประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รัฐบาลและข้าราชการภายใต้รัฐบาล คือผู้รับใช้ประชาชน

มีแต่ข้าราชการ อำมาตย์ ต้องเกิด “จิตสำนึกใหม่” และเกิด “จิตใหญ่” ที่ “จงรักภักดีต่อประชาชน” ประดุจดังข้าทาสผู้ซื่อสัตย์ดังกล่าวนี้แล้วเท่านั้น ประเทศชาติ ประชาชนทุกฝ่าย ทุกสถาบันจึงจักเกิด “ความรู้รักสามัคคี” คือ รักเสรีภาพ สามัคคีภายใต้หลักความยุติธรรมที่เท่าเทียม หรือมีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย เสมอภาคในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แต่จะเป็นเช่นนี้ไม่ได้ ถ้าประชาชนยอมให้ใครๆ หรืออำนาจใดๆ มาห้ามไม่ให้เราสงสัย หรือไม่ให้เราเป็นมนุษย์!

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2554    
Last Update : 2 สิงหาคม 2554 17:05:42 น.
Counter : 491 Pageviews.  

‎3 กรกฏา "(ไม่)เลือกคนดีเข้าสภา!!"

โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ
เครือข่ายพลังลบ
//www.facebook.com/negativenetwork

การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ถือว่าเป็นครั้งที่มีประชาชนตื่นตัวมากที่สุด สามารถวัดได้จากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าที่มากเป็นประวัติการณ์ เพราะครั้งนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

เมื่อคิดถึงการเลือกตั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผมมีโอกาสไปใช้สิทธิ เรามักจะเจอกับวาทกรรมที่ค่อนข้างฟังดูดี แต่ก็แฝงไปด้วยอคติค่อนข้างมากนั่นก็คือ "เลือกคนดีเข้าสภา" เพราะเหตุใดจึงพูดแบบนั้น

"การเลือกคนดีเข้าสภา" นั้น ฟังเผินๆ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักของ "อภิปรัชญา" (metaphysics) ที่ยิ่งพูดอีกก็ถูกอีก และสำหรับคนที่เชื่อว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวก็ไม่สามารถถกเถียงได้ เพียงแต่ลองมานั่งคิดให้ลึกกว่านั้นไหมว่า อะไรคือ "คนดี" ตามที่เขานิยามกัน ? และคนดีนั้นเป็นคนดีของใคร?

ดังนั้นในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้เราจึงได้เห็นผู้ที่มีอำนาจในประเทศแห่งนี้ เข้ามาพูดทำนองว่า เราควรจะเลือกคนดี เลือกคนที่ทำให้บ้านเมืองไปต่อได้ แน่นอน! ฟังเผินๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องอีกเช่นกัน แต่ถ้ามันไม่ประกอบกับบริบทใน "ตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจ" ที่คนเหล่านั้นดำรงอยู่ การพูดในลักษณะแบบนี้ย่อมบอกเป็นนัยๆ ว่าท่านเหล่านี้ต้องการให้เราสนับสนุนใครขึ้นมาปกครอง หรือถ้าแปลแบบตรงไปตรงมาก็คือ คนที่ขึ้นมาปกครองก็น่าจะเป็นคนที่เอื้อประโยชน์ให้ท่านๆ เหล่านี้ด้วย

คนดีของคนบางกลุ่มอาจจะหมายถึงคนที่สามารถทำให้เขาสามารถปากท้องอิ่มได้ คนดีสำหรับบางกลุ่มอาจจะหมายถึงคนที่ดูน่าเชื่อถือ คนดีของท่านผู้มีอำนาจบางกลุ่มอาจจะหมายถึงคนที่จัดสรรงบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับท่านแบบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือคนดีบางกลุ่มอาจจะหมายถึงคนที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีอำนาจและเกาะโครงสร้างเดิมๆ ในการแสวงหาสิทธิพิเศษเหนือประชาชน

อย่าปฏิเสธกันว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของ "ผลประโยชน์" คำผสม ระหว่างคำว่า "ผล" และคำว่า "ประโยชน์" สองคำที่ฟังดูมีความหมายเชิงบวก แต่เมื่อพอมาอยู่รวมกันกลับทำให้หลายคนเกิดความรู้สึกเชิงลบ จริงๆ แล้วผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากการเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองและปฏิสัมพันธ์กันเชิงผลประโยชน์ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันน่ารังเกียจอาจเป็นเพราะชุดความคิดที่หลายคนถูกฝังหัวมาว่า "นักการเมืองเลวเหมือนกันหมด เพราะมันคอร์รัปชั่น!!"

ซึ่งอดแปลกใจและรู้สึกสงสารนักการเมืองที่มีสภาพไม่ต่างกับถังขยะที่ไว้รองรับอารมณ์ พอเกิดเรื่องราวอะไรก็มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คอร์รัปชั่นเสียหมด หรืออย่างมากอาจจะพาดพิงไปยังข้าราชการประจำ แต่เราเคยลองตั้งคำถามกันไหมว่าจริงๆ คอร์รัปชั่นเกิดขึ้น ณ จุดใดก่อน "คนให้" หรือ "คนรับ" ?

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องไก่กับไข่ ประเทศไทยดำรงอยู่ได้ด้วยระบบอุปถัมภ์มาช้านาน เราอาจยกตัวอย่างบางกรณีให้เห็นภาพและลองตั้งคำถามเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นได้ง่ายขึ้น สมมติมีการตั้งด่านสกัดของตำรวจจราจรตามหน้าที่ ความรู้สึกแรกของพวกคนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่คืออะไร? "แม่ง พวกหัวปิงปองทำมาหาแดกกันอีกแล้ว" แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่าบางทีก็เป็นหน้าที่ของเขา การตั้งด่านสกัดจับ บางทีก็เป็นความผิดเช่น โทรศัพท์ขณะขับรถ ไม่คาดเข็มขัด ขาดต่อทะเบียน

แล้วเวลาเราโดนจับเรารู้สึกอย่างไร? หลายคนคิด "อะไรวะ แม่งหาเรื่องจับผิดไถตังค์กันชัดๆ" อ้าว! แทนที่เราจะหันมาต่อว่าตัวเองว่า "โอ๊ย!ฉันสะเพร่าจังเลยทำผิดกฎหมายจนได้" พอตำรวจจะเรียกเราปรับคำแรกที่เราจะพูดคืออะไร? หลายคนๆ พูดว่า "ขอโทษครับจ่า ช่วยๆ กันหน่อย" ซึ่งคำว่า "ช่วยๆ กันหน่อย" นี้หลายๆ ครั้งหมายถึงว่าผู้ที่ทำผิดก็กำลังเสนอ "ผลประโยชน์" ให้กับเจ้าหน้าที่ ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะตัดสินใจรับหรือไม่รับ (เวลาเขาไม่รับเราก็มักสบถกันว่า "เหี้ยแม่งหยิ่งว่ะ" แต่พอเขารับเราก็บอกว่า "ตำรวจแม่งก็เหมือนกันแดกกันหมด") และเวลาถูกจับได้ว่ารับส่วยส่วนใหญ่ก็โดนเฉพาะตัวเล็กตัวน้อย เพราะที่มันสูงกว่านั้น "ไม่สามารถตรวจสอบได้"

นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ สำหรับการคอร์รัปชั่นที่เกิดในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งพวกม็อบหรือกลุ่มคนที่ออกมาต่อต้านคอร์รัปชั่น ผมว่าหลายๆ คนก็เคยฝากลูกเข้าโรงเรียน ติดสินบนเจ้าหน้าที่ แม้กระทั่งข้อครหา "ม็อบมีเส้น" ก็ไม่สามารถปัดพ้นกับระบบอุปถัมภ์อันเป็นต้นกำเนิดของการคอร์รัปชั่นได้ การมองโลกแบบคนนั้นดีไปหมด หรือคนนั้นเลวไปหมดนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลและไร้เดียงสาเกินไป

ถึงแม้หลายคนที่ออกมาแอบอ้างในนามแห่งคุณธรรม แต่ทุกคนย่อมมีแผลกันทั้งนั้นเพียงแต่ใครจะปกปิดได้เนียนกว่ากัน ซึ่งการจะแก้ปัญหาตรงนี้ประกอบด้วย 2 สิ่งสำคัญ ก็คือ "อำนาจในการตรวจสอบ" หากคนมีคุณธรรมที่ไม่สามารถวิพากษ์หรือตรวจสอบได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหลังฉากที่สวยงามนั้นอาจจะมีความผุพังเน่าเฟะเต็มไปหมด และอีกข้อที่อยากให้ลองกลับไปตั้งคำถามกันเองว่า แท้จริงแล้วระบบอุปถัมภ์ที่ใหญ่ที่สุดในสังคมเริ่มที่ตรงไหน? และเราจะแก้ไข ปรับปรุงหรือถอดถอนโครงสร้างแบบนี้ได้อย่างไร? หรือว่าเราจะทนและรู้สึกเฉยๆกับระบบแบบนี้ รอวันที่จะยื่นขึ้นเป็นมรดกโลก (ไม่แน่ใจว่าUNESCO เขาจะยอมรับไหม?)

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าคนดีของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป สิ่งที่สำคัญของประชาชนคือเราต้องรู้สึกว่า คนที่เราเลือกคือคนที่เป็น "ตัวแทน" เพื่อไปปกป้องผลประโยชน์ของเราและของสังคม หน้าที่ของเราไม่ใช่เพียงแค่การไปหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่ต้องคอยตรวจสอบและร่วมปกป้องผลประโยชน์ด้วย เหมือนกับว่าเวลาเราเกิดมาไม่มีใครเป็นคนดีโดยกำเนิด แต่ก็ต้องผ่านกระบวนการ "การขัดเกลาทางสังคม" (socialize) ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งการขัดเกลาของตัวแทนนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานและเรียนรู้ความเป็นประชาธิปไตยจากประสบการณ์พร้อมไปด้วย

ถ้าเป็นเช่นนั้น วันที่ 3 กรกฏาคม 2554 เราอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่แทนที่จะ "เลือกคนดีเข้าสภา" แต่อาจจะต้องเลือกคนที่เข้าไปพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของเราและสังคม อาจจะไม่ใช่คนที่ดี 100% แต่เราสามารถตรวจสอบได้ ดีกว่าคนที่ดีมีบารมีอำนาจแต่ไม่สามารถตรวจสอบได้!!

ที่มา : มติชน




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2554    
Last Update : 30 มิถุนายน 2554 14:24:04 น.
Counter : 380 Pageviews.  

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: โต้รายงานประจำปี2553ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (ดาวน์โหลดได้ที่นี่) โดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ” ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะ (ดู “บทส่งท้าย” นี้ได้จาก มติชนออนไลน์) เป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ “บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้ง ประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล

ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กล่าวคือ “รัฐบาล” หาได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล จัดการ เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่เคยอยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล หรือรัฐสภาที่ควบคุมรัฐบาล เลย และนี่เป็นเรื่องที่รู้กันดี ทั้งในวงการธุรกิจ ในวงการรัฐบาล และที่แน่ๆ ในสำนักงานทรัพย์สินฯเอง การเขียน “บทส่งท้าย” เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนความจริง เพื่อโต้แย้ง “ฟอร์บ” ว่า แท้จริงแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งมูลค่าดอกผลต่างๆ) อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐที่รัฐบาลดูแล เหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นการคำนวน “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไทยแบบที่ “ฟอร์บ” ทำได้ พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” แท้จริงแล้ว “อยู่ในมือ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ของสถาบันกษัตริย์

ตัวบทกฎหมาย
ขอให้เราเริ่มที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 กำหนดไว้ดังนี้

มาตรา 4 ทวิ ให้ตั้งสำนักงานขึ้นสำนักงานหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีหน้าที่ปฏิบัติการตามความในมาตรา 5 วรรคสอง

ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล

มาตรา 4 ตรี ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 1 คน

ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย และมีอำนาจลงชื่อ เป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

มาตรา 5 . . .ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักพระราชวัง

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่กล่าวในวรรคก่อนให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ก่อนอื่น ขอให้สังเกตว่า “อำนาจหน้าที่” ของ “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กำหนดไว้ (มาตรา 4 ตรี วรรคสอง) เพียงหลวมๆว่า “ดูแลโดยทั่วไป” ซึ่ง “กิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ใช่ ดูแลหรือมีอำนาจในการควบคุมตัดสินใจเกี่ยวกับตัว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือดอกผลกำไรจากตัวทรัพย์สินนั้นเอง ในความเป็นจริง คณะกรรมการนี้ อย่างมากก็มีลักษณะเป็นเพียง advisory board หรือ คณะกรรมการที่ปรึกษา ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทแท้จริงในการดำเนินการเกี่ยวกับตัวทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (โดยเฉพาะคือตัวผู้อำนวยการสำนักงานฯ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเอง) ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการ ที่ว่านี้ มี “คนของรัฐบาล” คือ รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งเป็นเพียงคนเดียว กรรมการที่เหลืออีก 4 คน (รวมทั้ง ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินฯ) ล้วนแต่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์

ดังที่จะเล่าต่อไปข้างล่าง ในการพิจารณาสถานะสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนของสำนักงานทรัพย์สินฯเองเข้าร่วมด้วย แทบไม่มีการกล่าวถึง “คณะกรรมการทรัพย์สินฯ” เลย แม้แต่ในแง่บทบาทต่อการดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่สำคัญ การมีอยู่ของคณะกรรมการฯนี้ ไม่มีความหมายใดๆต่อการที่จะตัดสินว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือตัวทรัพย์สินฯเอง ขึ้นต่อหรืออยู่ในกำกับหรือความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ และข้อสรุปของการพิจารณาทุกครั้งคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ และตัวทรัพย์สินฯที่สำนักงานฯดำเนินการดูแล ไม่ได้ขึ้นต่อหรืออยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลเลย แต่ขึ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ พูดง่ายๆคือ การมี “คณะกรรมการ” ที่มี รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในความรับผิดชอบหรือกำกับดูแลของรัฐบาลแต่อย่างใดเลย

ดังนั้น การที่ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินฯ กล่าวถึงการมีอยู่ของคณะกรรมการทรัพย์สินฯที่มี รมต.คลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง เพื่ออ้างว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มี “รัฐบาล...เป็นผู้รับผิดชอบ” นั้น จึงเป็นการจงใจบิดเบือนความจริง

ในทางตรงข้าม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจน ถึงความมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินฯนั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย ดังนี้

มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น

รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ....

นั่นคือผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (หลังการหัก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน) พระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใดๆก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ” นั่นหมายรวมถึงว่า จะทรงจำหน่ายใช้สอยในกรณีที่จะตีความว่าเป็น “ส่วนพระองค์” ก็ได้ กฎหมายให้อำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีข้อห้ามเลยแม้แต่น้อย (อันที่จริง แม้แต่พวก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน ที่กำหนดในวรรคแรก ก็ต้อง “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น”)

นี่คือการ “เบลอ” “เส้นแบ่ง” ระหว่าง “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายปี 2491 ที่เป็นผลงานของรัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นคณะราษฎรในปี 2490 (กฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับที่ออกโดยคณะราษฎร ในปี 2479 รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด แม้แต่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็ยังอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมได้จริง)

การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตัวบทกฎหมายนี้ได้สร้างปัญหามาโดยตลอด เพราะโดยสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” สมควรเป็น ทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งตามหลักการปกครองประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ ก็ควรอยู่ภายใต้การควบคุมรับผิดชอบของรัฐบาล (และรัฐสภา) ที่ประชาชนเลือกมา ว่าจะนำผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินดังกล่าว ไปใช้จ่ายในทางใดบ้าง แต่ตัวกฎหมายกลับกำหนดให้อำนาจสิทธิ์ขาดในเรื่องนี้อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์

ดังนั้น ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา จึงมีปัญหาให้ต้องตีความกฎหมายหลายครั้ง จากปี 2518 เป็นต้นมา ประเด็นที่ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในความควบคุมดูแล รับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ ได้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึง 5 ครั้ง ซึ่งทุกครั้ง ยกเว้นครั้งสุดท้ายครั้งเดียว ได้ข้อสรุปออกมาว่า ไมใช่ “หน่วยงานของรัฐ หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาสหกิจ” และไม่อยู่ในการควบคุมหรือกำกับใดๆของรัฐบาล แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ยังยืนยันว่า สำนักงานฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงทบวงกรมใด”

ผมจะไม่เล่ารายละเอียดของการประชุมตีความแต่ละครั้งของคณะกรรมการกฤษฎีกาในที่นี้ เพราะจะยาวมาก ผู้สนใจขอให้อ่านบทความของผมเรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2549) แต่จะสรุปเพียงเนื้อหาสำคัญ ดังต่อไปนี้

การตีความครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2518) มีปัญหาเกิดขึ้นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะถือเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ลงความเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่““จัดตั้งขึ้นโดยมิได้อาศัยเงินจากงบประมาณแผ่นดิน และมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มี “ความเป็นอิสระของการดำเนินกิจการ...ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือการกำกับของรัฐบาล” ซึ่งรายได้จากการดำเนินการเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว “ถวายพระราชอำนาจในอันที่จะจำหน่ายใช้สอยได้ตามพระราชอัธยาศัย”

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์....ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกิจการของรัฐ เพราะคำว่า “รัฐ” และคำว่า “พระมหากษัตริย์” มีความหมายแตกต่างกัน และตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 [แก้ไขเพิ่มเติม 2491] ก็มิได้มีบทบัญญํติที่แสดงให้เห็นว่า รัฐได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์แต่ประการใด การดำเนินกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้อาศัยเงินงบประมาณแผ่นดินในรูปรายได้หรือเงินอุดหนุน...

การตีความครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2533) มีปัญหาว่า สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริต หรือ “ปปป” (ปัจจุบันคือ “ปปช”) สามารถเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้หรือไม่ เพราะมีผู้ร้องเรียนมาว่ามีการทุจริต จึงต้องการให้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ” หรือไม่ (ซึ่งถ้าเป็น “ปปป.”ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้) ครั้งนี้เป็นครั้งที่มีรายละเอียดน่าสนใจมาก (ดูบทความของผมใน ฟ้าเดียวกัน) เพราะมีความเห็นแตกแยกเป็นเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีการเรียกตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯมาร่วมชี้แจงด้วย แต่ในที่สุด คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ลงความเห็นตามเสียงข้างมากว่า กฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ “ประสงค์จะแยกการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้น ออกจากส่วนราชการให้เป็นเอกเทศ...ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดกำหนดให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการ” และ “การที่ทรงแต่งตั้งกรรมการ [ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ดังกล่าว เป็นพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ มิใช่รัฐบาลเป็นผู้เสนอแนะในการแต่งตั้งแต่ประการใด การที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งดังกล่าว ก็เป็นเพียงการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มิได้มีผลทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ” สรุปแล้ว “ปปป” จึงเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต ไม่ได้ (มีหน่วยงานใน “ความรับผิดชอบ” ของรัฐบาล – นี่คือข้ออ้างของ “รายงานประจำปี” สำนักงานทรัพย์สินฯ – ที่ไหน ที่ไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต?)

การตีความครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2536) มีปัญหาว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือเป็น “เอกชน” ตาม พรบ.ให้เอกชนเข้าร่วมในกิจการของรัฐ (2535) หรือไม่ ซึ่ง “เอกชน” ตาม พรบ.นั้นหมายถึง “บุคคลซึ่งไม่อยู่ในอำนาจควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล” ข้อสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “เอกชน” ตามความหมายนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กล่าวถึง คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่า

กรรมการเกือบทั้งหมด (ยกเว้นประธานซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นโดยตำแหน่ง) พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง.... การดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ดังนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมมิใช่ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมิใช่รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 (มาตรา 4) และก็มิใช่หน่วยงานอื่นใดภายใต้รัฐบาลด้วย เพราะมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ที่จะจัดให้ดำเนินงานตามความประสงค์ของรัฐบาลได้ แต่การดำเนินธุรกิจของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นไปเพื่อจัดหาผลประโยชน์แก่กองทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้จ่ายสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นงานที่แยกอยู่เป็นเอกเทศต่างหาก และเท่าที่เป็นมา การที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าถือหุ้นในบริษัทรัฐวิสาหกิจแห่งใด ก็ถือว่ามีฐานะอย่างเอกชน ไม่มีการนับส่วนที่มีหุ้นนั้นว่าเป็นของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จากเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็น “เอกชน” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

การตีความครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2544) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำเรื่องถามคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นกระทรวง ทบวง กรม และทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือไม่ และรัฐบาลมีความผูกพันต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือไม่” คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยตอบว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิใช่หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของรัฐบาล” จึงไม่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือเทียบเท่า และ “ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

การตีความครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2544) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการร้องเรียนจากผู้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์รายหนึ่ง เรื่องการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ จึงเกิดปัญหาว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น จะมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีสำนักงานทรัพย์สินฯหรือไม่ เพราะไม่ชัดเจนว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีฐานะเป็น หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสากิจ หรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความ ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในระยะหลายสิบปี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ไม่ใช่หน่วยราชการ....ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ” แต่ “ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะอยู่ในกำกับของพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้ ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (ดูเปรียบเทียบคำตีความครั้งที่ 1 ที่ยกมาข้างต้น) ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงทำการสอบสวนข้อเท็จจริงได้

จะเห็นว่า ถ้าเทียบกับการตีความทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ปฏิเสธฐานะในลักษณะที่เกี่ยวกับรัฐของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในทุกกรณี (รัฐวิสากิจ, หน่วยราชการ, หน่วยงานของรัฐ) ครั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หันมาตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินฯมีฐานะเป็น “หน่วยงานของรัฐ” แต่การตีความนี้ กลับยิ่งเป็นการยืนยันว่า ข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ใน “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ตรงความจริง คือข้ออ้างที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “เป็นของรัฐ” ที่อยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์ (ดังนั้น “ฟอร์บ” จะเอามูลค่าไปคำนวนเป็น “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไม่ได้) เพราะการที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า สำนักงานฯ ขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ ในเมื่อพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ดังนั้น สำนักงานฯจึงเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” (ตามคำของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ”) พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามกับข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่พยายามทำให้ไขว้เขวว่าเป็นเรื่องความ “รับผิดชอบ” หรือกำกับดูแลของรัฐบาล

ยิ่งกว่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” คือ ขณะที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันเช่นเดียวกับที่เคยยืนยันในการตีความทุกครั้งก่อนหน้านี้ คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรมใด”

ควรชี้ให้เห็นต่อไปว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในครั้งหลังสุดนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงมีอำนาจที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการได้นั้น แท้จริงแล้ว มีความหมายน้อยมากในแง่ที่ต่อไปนี้องค์กรภายนอกหรือสาธารณะจะเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินฯได้อย่างแท้จริง ในทางตรงข้าม กลับเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินฯ หาใช่ทรัพย์สินหรือหน่วยงานที่มี “รัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...เป็นผู้รับผิดชอบ” แต่อย่างใดเลย (ถ้าใช่ ก็ควรตรวจสอบได้ธรรมดาเหมือนหน่วยงานอื่นๆในความรับผิดชอบของรัฐบาล) เพราะในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯนั้น ได้กล่าวย้ำด้วยว่า

การเข้าไปตรวจสอบโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องคำนึงถึงสถานะพิเศษของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆที่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยหรือที่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น บุคคลใดไม่พึงดำเนินการสอบสวนให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจดังกล่าว

และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังคำวินิจฉัยนี้คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้ทำจดหมายฉบับหนึ่งถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ขอให้ “ชี้แจงข้อเท็จจริง” ที่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ทำจดหมายตอบฉบับหนึ่ง ยืนยันว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบแล้วในกรณีผู้ร้องเรียนรายนั้น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับจดหมายตอบจากสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็ “วินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียน” นั้น สรุปแล้ว การ “เข้าไปตรวจสอบ” การดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาครั้งนี้ รวมแล้วประกอบไปด้วยจดหมาย ถาม-ตอบ จากฝ่าย “ผู้ตรวจสอบ” และ “ผู้ถูกตรวจสอบ” ฝ่ายละ 1 ฉบับเท่านั้น (ดูรายละเอียดในบทความ ฟ้าเดียวกัน ของผม)

บทส่งท้าย: ความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน?
ความจริงที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด (และไม่มีใครหรือหน่วยงานใดควบคุมตรวจสอบได้) นั้น เป็นเรื่องที่รู้กันดีมานานแล้วในแทบทุกวงการ ทั้งวงการธุรกิจ วงการรัฐบาล และแม้แต่ประชาชนจำนวนมาก การที่ “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์พยายามบิดเบือนว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาลเป็น “ผู้รับผิดชอบ” เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ

แน่นอน ตามหลักการและสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” เป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราช จะต้องหมายความว่า เป็นทรัพย์สินที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนและสามารถตรวจสอบควบคุมโดยสาธารณะได้อย่างเต็มที่ทุกประการ เช่นเดียวกับทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ

แต่ที่สถานะของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเช่นในปัจจุบัน ก็เพราะ (ดังที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้) เมื่อ 60 กว่าปีก่อน รัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารโค่น คณะราษฎร (รัฐบาลของปรีดี) ลงไป ได้ออกพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมทรัพย์สินของรัฐส่วนนี้ ให้กลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชอีก คือ ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการ “จำหน่ายใช้สอย” ผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินส่วนนี้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ” ผลก็คือทำให้ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายมาเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะ “ส่วนพระองค์” โดยปริยายไป

จริงๆแล้ว ถ้าเราเปรียบเทียบบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 ที่รัฐบาลนิยมเจ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำขึ้นและใช้มาจนทุกวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” จะเห็นว่า แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

รายได้ [จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ

จะเห็นว่า โดยเนื้อหาแล้ว ไม่แตกต่างกันเลย “ความแตกต่าง” ที่เพิ่มขึ้นมาในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนด “รายจ่ายประจำ” (“รายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน...”) หรือการกำหนดให้มี “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ขึ้นกับการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ หรือต้องได้รับ “พระบรมราชานุญาต” จากพระมหากษัตริย์เท่านั้น พูดตามคำของมีชัย ฤชุพันธ์ คือ เป็นเรื่องที่ “อยุ่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย” ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ ไม่ต่างจากเรื่องการจัดการ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่ “ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” นั่นเอง


22 มิถุนายน 2554

ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม จักลบล้างการกดขี่ระทม
และต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม ชีพนี้จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม จักจองล้างทรราชย์ระยำ...

จิตร ภูมิศักดิ์, “หยดน้ำบนพื้นทราย”

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2554    
Last Update : 19 มิถุนายน 2554 19:34:52 น.
Counter : 448 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.