ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

[บ่อนทำลายชาติ] แนวคิดในการก่อความไม่สงบ เรื่องที่คนไทยทุกคนควรรู้

..... รูปแบบปฎิบัติการสมัยใหม่ของพวกบ่อนทำลายชาตินั้นต่างก้อมีแนวคิดจากสมัยก่อนที่ได้รับการปรับปรุงมาให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป .........


ระชาชนที่ล่อแหลม (Vulnerable Population): สำหรับประชาชนที่ล่อแหลมนั้น รส.100-20 พ.ศ.2540 ได้ให้ความหมายไว้ว่า “เป็นประชาชนที่ไม่พอใจต่อสถานภาพทาง สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะความแตกต่างระหว่างชนชั้นมียังมีอยู่มาก และการดูแลที่ไม่ทั่วถึงของรัฐบาล เพราะรัฐบาลของประเทศพัฒนามุ่งเน้นไปในเรื่องของการพัฒนาประเทศ และด้วยข้อจำกัดนานาประการที่ประเทศกำลังพัฒนานั้น ๆ ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ กระจายอย่างไม่ทั่งถึง นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกระแสการไหลบ่าของวัฒนธรรมที่เป็นสากล หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นกระแสของโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ส่งผลให้รัฐบาลของประเทศนั้น ดำเนินโยบายที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชน หรือ เผ่าพันธุ์ที่เรียกได้ว่า เป็นชนกลุ่มน้อย หรือ Minority ซึ่งประชาชนที่ล่อแหลมนี้เองที่เป็นเป้าหมายของขบวนการก่อความไม่สงบมีความต้องการที่จะแย่งชิงให้มาเป็นพวกตน เพื่อจะได้ให้การสนับสนุนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ที่ต้องการ

การนำและชี้นำ (Direction and Leadership): สำหรับประชาชนที่ล่อแหลมนั้น โดยธรรมชาติแล้วจะไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เพื่อก่อความไม่สงบ ถึงแม้ประชาชนที่ล่อแหลมบางกลุ่มอาจจะมีระดับของความไม่พอใจที่สูง แต่กระนั้นประชาชนที่ล่อแหลมอาจมีการรวมตัวกันขึ้นถ้ามีการดำเนินการที่เรียกว่า “การนำและชี้นำ” โดยขบวนการก่อความไม่สงบ อย่างไรก็ดีการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นโดยประชาชนที่ล่อแหลมส่วนใหญ่แล้วยังมีระดับความคิดที่ไปไม่ถึงการก่อความไม่สงบเพื่อล้มล้างอำนาจรัฐบาล สำหรับการดำเนินการนำและชี้นำที่กระทำนั้น โดยส่วนใหญ่มีความไม่พอใจในระดับที่สูงจะมีพื้นฐานมาจากการที่ประชาชนล่อแหลมรู้สึกว่าตัวเองถูกเบียดบังผลประโยชน์ (Relative Deprivation) เพราะผลประโยชน์ที่ถูกเบียดบังนั้นสามารถใช้เป็นเรื่องที่ชี้นำทางความคิดได้ และ เรื่องของการถูกเบียดเบียนผลประโยชน์ เป็นเรื่องที่ถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานสำคัญของการปฏิวัติทางการเมืองตามแนวทางของ คาร์ล มาร์ค (Karl Marx) เฟรดริช เองเกลส์ (Friedrich Engels) และต่อมา วลาดิเมียร์ เลนิน (Vladimir Lenin) และ เหมาเซตุง (Mao Tsa-Tung) นำมาประยุกต์ ใช้ในการชี้นำเพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมสู้เพื่อล้มอำนาจการปกครองของรัฐบาล

รัฐบาลขาดการควบคุม (Lack of Government Control): ประเทศใดที่รัฐบาลขาดการควบคุมดูแลปล่อยปละละเลย หรือ ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดนั้น ขบวนการก่อความไม่สงบอาจจะฉวยโอกาสเข้าทำการเคลื่อนไหว โดยเป็นการนำหรือชี้นำเพื่อสนับสนุนการก่อความไม่สงบ เพราะรัฐบาลดูแลได้ไม่ทั่วถึง และถ้ารัฐบาลสามารถควบคุมดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ขบวนการก่อความไม่สงบก็จะยากที่จะเคลื่อนไหวใด ๆ ในทำนองกลับกัน ถ้ารัฐบาลมีการควบคุมอย่างเข้มงวด และดำเนินนโยบายที่เหมาะสมแล้ว การดำเนินการต่าง ๆ ของขบวนการก่อการร้ายจะกระทำได้ยาก

นอกเหนือจากปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการเกิดการก่อความไม่สงบเป็นสิ่งที่ต้องทำการศึกษาแล้วนั้น รูปแบบของการก่อความไม่สงบก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันรูปแบบของการก่อความไม่สงบ ทั้ง 4 รูปแบบดังนี้

1. การก่อความไม่สงบโดยการบ่อนทำลาย (Subversion Insurgency): ลักษณะของการก่อความไม่สงบประเภทนี้ฝ่ายก่อความไม่สงบจะทำการแทรกซึมเข้าไปฝังตัวในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ องค์กรทางสังคมต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อหาทางการควบคุมโครงสร้างขององค์กรต่าง ๆ เหล่านั้น และใช้การโฆษณาชวนเชื่อทำการยุยงให้ องค์กรต่าง ๆ เกิดความขัดแย้ง และในบางองค์กรอาจก่อความไม่สงบขึ้น รวมถึงการชักจูงให้บุคคลระดับสูงขององค์กรเหล่านั้นให้มาเป็นพวก และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายแนวร่วมให้มากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายก่อความสงบที่ฐานการสนับสนุนทางการเมืองที่มั่นคงแล้ว จะเริ่มดำเนินการเรียกร้องต่อรัฐบาลในลักษณะที่ทางฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองได้ จึงส่งผลให้การดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐบาลมีความวุ่นวาย ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ การก่อความไม่สงบในรูปแบบนี้มักจะหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยเปิดเผย ส่วนใหญ่แล้วสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการก่อความไม่สงบในลักษณะนี้ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่มีเสรีในการดำเนินการทางการเมือง การก่อความไม่สงบโดยการบ่อนทำลายสามารถยกระดับเป็นการก่อความไม่สงบโดยใช้แกนนำปฏิวัติ (Critical-Cell Insurgency) ได้อย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ดังตัวอย่างของการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ และการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ในยุโรป การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบลักษณะนี้เป็นหน้าที่หลักของหน่วยข่าวกรอง และตำรวจ ส่วนกำลังทหารจะมีบทบาทในการให้การสนับสนุนเท่านั้น

2. การก่อความไม่สงบโดยใช้แกนนำปฏิวัติ (Critical-Cell Insurgency): การก่อความไม่สงบรูปแบบนี้ฝ่ายก่อความไม่สงบจะแทรกซึมไปในสถาบันต่าง ๆ ของรัฐบาลเพื่อทำลายโครงสร้างการบริหารภายในระบบ ทั้งในทางลับและเปิดเผย เพื่อสร้างเงื่อนไขการปฏิวัติให้เกิดขึ้น โดยดำเนินการบ่อนทำลายในทางทั้งในทางลับและเปิดเผย และใช้ความรุนแรงดำเนินการในทางลับ และเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย (รัฐบาลอ่อนแอและฝ่ายก่อความไม่สงบมีความเข้มแข็ง) ฝ่ายก่อความไม่สงบจะเข้าทำการยึดอำนาจโดยกำลังติดอาวุธ นอกจากนี้การก่อความไม่สงบลักษณะนี้มีการดำเนินงานออกได้ 2 ลักษณะคือ

2.1 การก่อความไม่สงบโดยใช้กลุ่มก่อความไม่สงบเล็ก ๆ (cell) ที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นอย่างดีเข้าไปในกลุ่มประชาชนที่ล่อแหลม เพื่อทำการปลุกระดมประชาชนให้ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐบาล และเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยกลุ่มก่อความไม่สงบเล็ก ๆ ดังกล่าวจะกลายเป็นแกนนำในการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล และเมื่อยึดอำนาจได้ ฝ่ายก่อความไม่สงบจะออกมาชี้นำในการสถาปนาการปกครองใหม่ การปฏิวัติลักษณะนี้มักจะนิยมปฏิบัติการในเมือง ดังตัวอย่างการปฏิวัติในรัสเซีย

2.2 การก่อความไม่สงบโดยใช้ยุทธศาสตร์ของโฟโก้ (Foco) หรือ คิวบา โดยการส่งกำลังติดอาวุธขนาดเล็กเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่ประชาชนมีความไม่พอใจรัฐบาล เพื่อเป็นแกนนำในการต่อต้านจัดตั้งเป็นกลุ่มกองโจรขึ้น และเมื่อกองโจรที่จัดตั้งขึ้นมีความเข้มแข็งก็จะเข้าทำการยึดอำนาจรัฐบาลด้วยการปฏิวัติ ความเข้มแข็งของกลุ่มก่อความไม่สงบเล็ก ๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์โฟโก การก่อความไม่สงบรูปแบบนี้จะประสบความสำเร็จเมื่อรัฐบาลมีความอ่อนแอ ส่วนหน้าที่หลักในการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบจะเป็นหน้าที่ของ ตำรวจ และหน่วยข่าวกรอง ส่วนทหารจะเป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน แต่อาจจะมีกรณีของการก่อความไม่สงบโดยใช้ยุทธศาสตร์ของโฟโก ที่อาจต้องใช้กำลังทหารเข้าปฏิบัติการต่อกองโจรที่มีขนาดใหญ่

3. การก่อความไม่สงบโดยมุ่งเน้นมวลชน (Mass-Oriented Insurgency): การก่อความไม่สงบรูปแบบนี้เป็นการสร้างความขัดแย้งที่ยาวนานกับฝ่ายรัฐบาล โดยการจัดตั้งองค์กรมวลชนจากประชาชนส่วนใหญ่ ให้สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มก่อความไม่สงบ การจัดตั้งองค์กรมวลชนของการก่อความไม่สงบรูปแบบนี้จะมีโครงสร้างที่สลับซับซ้อน เพราะจะมีส่วนที่เป็นกองโจรติดอาวุธ และองค์กรมวลชนที่ใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาล และมีการนำโดยการจัดตั้งรัฐบาลซ้อนขึ้นมา เพื่อพร้อมที่จะเข้าเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลในปัจจุบัน ตังอย่างของการก่อความไม่สงบรูปแบบนี้ได้แก่ สงครามปฏิวัติในจีน การก่อความไม่สงบรูปแบบนี้เพื่อให้มีกรอบของการกำหนดมาตรการที่เหมาะสมจะมีการดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ

3.1 ขั้นที่ 1 ระยะซ่อนเร้น (Latent and Incipient): ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนเริ่มแรกของการเริ่มการก่อความไม่สงบ เพราะฉะนั้นการดำเนินการต่าง ๆ จะต้องปกปิดเป็นความลับ การดำเนินการส่วนใหญ่แล้วจะใช้การบ่อนทำลายเป็นหลัก เมื่อเริ่มมีความเข้มแข็งก็จะทำการยกระดับการดำเนินการบ่อนทำลายให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการและมีการดำเนินการที่บ่อยครั้งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการก่อความไม่สงบในขั้นตอนนี้จะไม่ใช้ความรุนแรงในการปฏิบัติการขนาดใหญ่ เพราะยากต่อการควบคุมทิศทาง การดำเนินการในขั้นนี้จะมีการดำเนินการที่หลากหลาย เช่นการปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อขยายฐานของความไม่พอใจที่มีต่อฝ่ายรัฐบาล เริ่มมีการจัดตั้งรัฐบาลเงา (Shadow Government) และเมื่อมีความเข้มแข็งขึ้นก็จะขยายการดำเนินการ ด้วยการเริ่มโจมตีต่อกำลังตำรวจ เพื่อสร้างอิทธิพลในการจูงใจต่อประชาชน เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทั้งทางด้านอาวุธและด้านอื่น ๆ นอกจากนี้ยังวางรากฐานเพื่อรองรับการสนับสนุนจากภายนอกประเทศในอนาคต

3.2 ขั้นที่ 2 สงครามกองโจร (Guerrilla Warfare): การดำเนินการในขั้นนี้จะเริ่มหลังจากได้รับการสนับสนุนทั้งจากประชาชนและจากภายนอกประเทศอย่างเพียงพอ โดยมีการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้ ยังดำรงการดำเนินการในขั้นตอนที่ 1 อย่างต่อเนื่องโดยขยายขอบเขตการดำเนินการให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ยังดำเนินการรุกโดยใช้สงครามกองโจรอย่างกว้างขวาง เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ เอื้ออำนวยให้จัดตั้งรัฐบาลเงาขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่ควบคุม และในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ควบคุม กลุ่มก่อความไม่สงบจะพยายามดำเนินการเพื่อขยายการควบคุมออกไป เป้าหมายหลักของการดำเนินการขั้นนี้คือการขยายพื้นที่ควบคุมให้เพิ่มมากที่สุด เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ในการป้องกันให้มากที่สุด

3.3 ขั้นที่ 3 สงครามขบวนการ (War of Movement): การดำเนินการขั้นนี้จะเริ่มเมื่อฝ่ายก่อความไม่สงบมีความเข้มแข็ง สามารถทำสงครามขบวนการ โดยการใช้กำลังกองโจรเข้าต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาลโดยตรง โดยมีการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้ ยังดำรงการดำเนินการนั้นขั้นตอนที่ 1 และ ขั้นตอนที่ 2 อย่างต่อเนื่อง โดยขายขอบเขตการดำเนินการให้ให้กว้างขวางมากขึ้น มีการใช่กำลังกองโจรขนาดใหญ่เข้าทำการต่อสู้กับกำลังฝ่ายรัฐบาลโดยตรงเพื่อทำการยึดที่หมายทางสำคัญทางยุทธศาสตร์ และเมื่อกลุ่มก่อความไม่สงบบรรลุเป้าหมายด้วยการล้มล้างรัฐบาลได้แล้ว ก็จะดำเนินการเสริมความมั่นคงด้วยการกำจัดบุคคลที่อาจจะเป็นฝ่ายตรงข้ามได้ พร้อมกับกำหนดกลไกต่าง ๆ ที่จะฟื้นฟูประเทศใหม่

สำหรับโครงสร้างของฝ่ายก่อความไม่สงบประเภทนี้โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย

(1) พรรค ซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนการนำหรือส่วนควบคุม ดำเนินการในเรื่องของการกำหนดนโยบาย โดยมีหน่วยงานย่อย หรือที่เรียกว่า cell เป็นแกนกลางพื้นฐานของพรรค

(2) องค์กรมมวลชน ทำหน้าที่เชื่อมโยงประชากรเข้ากับพรรค โดยที่พรรคสามารถควบคุมหรือรับการสนับสนุนผ่านองค์กรมวลชน

(3) ส่วนกำลังติดอาวุธแบบเปิดเผยหรือลับ ทำหน้าที่ปฏิบัติการทางทหารต่อเป้าหายที่เลือกขึ้นซึ่งอาจจะเป็นบุคคล เอกสาร หรือสถานที่ก็ได้

**บทความจากกรุงเทพธุรกิจ : การชุมนุมประท้วงและเดินขบวน เต็มไปด้วยความรุนแรง ยั่วยุหาช่องทางให้เกิดการปะทะนองเลือด **
มองมุมใหม่ : "อนารยะขัดขืน" กับความพ่ายแพ้ใน "ชัยชนะ" ของกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์

ในที่สุด การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลไทยรักไทยที่ต้องการผลักดันสังคมไทยให้ก้าวไปสู่ทุนนิยมโลกาภิวัตน์กับกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ก็ยุติลงชั่วคราว เมื่อผู้นำรัฐบาลได้ทำการถอยทางยุทธวิธีด้วยการ "ลาออกในทางพฤตินัย" โดยประกาศว่า จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยหน้า รวมทั้งยื่นหนังสือลาพัก ยุติบทบาทหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยทันที และให้รักษาการรองนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่งปฏิบัติราชการแทนไปจนกว่ารัฐสภาจะสรรหานายกฯ คนใหม่ได้

โดยพลันกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ก็พากันออกมากระโดดโลดเต้น เปล่งเสียงโห่ร้อง "ชัยชนะ" ดังก้องไปทั้งท้องสนามหลวง

แต่หากพิเคราะห์ในภาพรวมแล้ว จะพบว่าแม้ในทางปรากฏการณ์ กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ประสบ "ชัยชนะ" แต่ก็เพียงทางยุทธวิธีและชั่วคราวเท่านั้น หากเนื้อแท้แล้ว พวกเขาพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ยกแรกนี้

ประการแรก พวกเขาล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายหลักทางยุทธศาสตร์ ที่ต้องการทำลายการเลือกตั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญ โค่นประชาธิปไตย ตั้ง "นายกฯ พระราชทาน" ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ฟื้นระบอบคณาธิปไตยอภิสิทธิ์ชนของกลุ่มทุนเก่าและปัญญาชนอนุรักษนิยมในเมือง ยุติแนวทางทุนนิยมโลกาภิวัตน์ เพราะการณ์กลับเป็นว่า การเลือกตั้ง 2 เมษายนดำเนินไปใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่ลาออกทันที แต่ลาพักให้รักษาการรองนายกฯ ปฏิบัติราชการแทน เป็นการปิดประตูมิให้มีการอ้าง "มาตรา 7" ในรัฐธรรมนูญ เพื่อตั้ง "นายกฯ พระราชทาน" ได้

ประการที่สอง พรรคไทยรักไทยยังคงชนะคะแนนเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ได้ถึง 16 ล้านเสียงจากผู้ใช้สิทธิทั้งสิ้น 28 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 64 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขร้อยละ 61 ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 เสียอีก แม้แต่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานกำลังของกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ พรรคไทยรักไทยก็แพ้เพียงเล็กน้อยราว 2 หมื่นเสียงเท่านั้น ซึ่งแสดงว่า ราวครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิในกรุงเทพฯ ยังคงให้การสนับสนุนผู้นำ และพรรคไทยรักไทยอย่างเหนียวแน่น

ชัยชนะในต่างจังหวัดและคะแนนสูสีในกรุงเทพฯ นับเป็นความล้มเหลวที่สำคัญของกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ และเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่งจากข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้นำรัฐบาลถูก "ล้อมปราบ" รุมกระหน่ำจากทั่วสารทิศติดต่อกันหลายเดือน ทั้งกลุ่มประท้วง พรรคฝ่ายค้าน ปัญญาชน คนชั้นกลางบางส่วน และสื่อมวลชนทุกสาขาไม่เว้นแม้แต่สื่อของรัฐบาลเอง

ข้อนี้สะท้อนว่า ผู้นำรัฐบาลและพรรคไทยรักไทยยังคงได้รับความนิยมที่หยั่งรากลึกและกว้างขวางเพียงไรทั้งในเมืองและชนบท ถึงแม้จะมีข้อกล่าวหามากมายเรื่อง "ขายชาติ" และทุจริตไม่โปร่งใสก็ตาม

ประการที่สาม แม้จำนวนผู้ "ไม่ประสงค์จะลงคะแนน" ทั่วประเทศจะมากถึง 9 ล้านเสียง ส่วนหนึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม แต่อีกส่วนหนึ่งที่ "ไม่ประสงค์จะลงคะแนน" ไม่ใช่เพราะสนับสนุนกลุ่มประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์และต้องการนายกฯ พระราชทาน แต่เป็นการแสดงเจตนาให้ยุติความขัดแย้งโดยเร็ว ผู้คนส่วนนี้ยังอาจกลับมาลงคะแนนให้ผู้นำพรรคไทยรักไทยได้อีกในการเลือกตั้งคราวหน้าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ประการที่สี่ การถอยออกไปของผู้นำรัฐบาล ทำให้กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ไม่มีเป้าโจมตีที่เด่นชัดอีกต่อไป และทำให้เหตุผลเฉพาะหน้าของการเคลื่อนไหวหมดสิ้นลง กลุ่มแกนนำจึงพยายามสานต่อกระแสด้วยการชูเป้า "โค่นล้มระบอบทักษิณ" ซึ่งก็คือ ทำลายล้างตระกูลของผู้นำ ฉีกรัฐธรรมนูญ เอานายกฯ พระราชทาน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ฟื้นระบอบอภิสิทธิ์ชน ยุติโลกาภิวัตน์ อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขา แต่นี่เป็นเป้าหมายที่สุดขั้ว และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

ประการที่ห้า กลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ได้กระทำผิดพลาดทางยุทธวิธีมากมาย พวกเขาอ้างวิธีการต่อสู้แบบ "อารยะขัดขืน" ซึ่งเป็นแนวทางสันติอหิงหา แต่ในทางปฏิบัติ กลับตรงข้ามโดยสิ้นเชิง

ขั้นตอนการชุมนุมประท้วงและเดินขบวน เต็มไปด้วยความรุนแรง ยั่วยุหาช่องทางให้เกิดการปะทะนองเลือด ด่าทออย่างลามกหยาบคาย ปะติดปะต่อบิดเบือนข้อมูล ปลุกอารมณ์คลั่งชาติ เกลียดชังต่างชาติอย่างสุดขั้ว รุมทำร้ายผู้คนที่ผ่านมาและไม่เห็นด้วยกับพวกตน ข่มขู่ทำร้ายผู้สื่อข่าวในพื้นที่ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นด้วยการปิดถนน ปิดล้อมอาคาร ตรวจค้นรถยนต์ส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ปฏิเสธการเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยด้วยการฉีกบัตรเลือกตั้ง

ทั้งหมดนี้ด้วยการยกตนว่า มีการศึกษาสูง มีฐานะเศรษฐกิจดี และมีความเป็น "อารยะ" สูงกว่าประชาชนชั้นล่างที่ยังคงสนับสนุนผู้นำรัฐบาล มหาปราชญ์โสกราติสและมหาตมะ คานธี หากได้เห็น "อารยะขัดขืน" ของกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ไทยในวันนี้ คงถึงร่ำไห้!

กลุ่มคาราวานคนจนก็ละเมิดสิทธิของผู้อื่นด้วยการปิดถนน ปิดล้อมอาคาร บังคับข่มขู่ให้สื่อมวลชนทำตามความต้องการของตน ซึ่งล้วนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น จึงต้องถูกประณามและดำเนินคดีเช่นเดียวกัน แต่กลุ่มคาราวานคนจนก็มิได้เสแสร้งปวารณาตนว่า เป็น "อารยะขัดขืน"

วิธีการของกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่ยั่วยุ รุนแรง หยาบคาย ละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิของผู้อื่น ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานะโดดเดี่ยว ไม่เป็นที่ยอมรับจากแม้แต่ประชากรชั้นกลางส่วนข้างมากในกรุงเทพฯ การเหมาเอาว่า จำนวนผู้ "ไม่ประสงค์ลงคะแนน" ทั้งหมดเป็นคะแนนสนับสนุนกลุ่มประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์ จึงเป็นเรื่องน่าขบขัน

บัดนี้ หมอกควันและฝุ่นละอองเริ่มจางหาย แต่นี่เป็นเพียงการพักรบชั่วคราว เพื่อรอการสัประยุทธ์ครั้งใหญ่และเด็ดขาดที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้ เพื่อตัดสินชะตากรรมและทิศทางของประเทศไทย ว่า จะไปสู่เสรีประชาธิปไตยเต็มรูปและทุนนิยมโลกาภิวัตน์ หรือถอยหลังไปสู่ระบอบคณาธิปไตยของอภิสิทธิ์ชนเมืองและทุนนิยมด้อยพัฒนา

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2549 0:23:20 น.
Counter : 281 Pageviews.  

ข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือน และ ความคิดเห็นของผมที่มีต่อการเมืองและสังคมไทยในขณะนี้

ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ได้ติดตามข่าวการเมืองมาโดยตลอด นับวันเข้าเหตุการณ์ก็ยิ่งบานปลาย
ชนวนของเรื่องนี้เริ่มจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิน เนื่องจากเสียผลประโยชน์
หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ซื้อขายหุ้น Shin corp ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้น ผ่านตลาดหลักทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ทำให้ภาพลบของทักษินแพร่กระจายไปในวงกว้าง
กลุ่มคนที่ต่อต้านทักษินได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างนี้กลุ่มของสนธิได้ปล่อยข่าวออกมามากมาย
ทั้งข่าวจริงบ้าง การบิดเบือนข่าว สร้างข่าวลวงบ้าง เพื่อมุ่งเป้าโจมตีนายกรัฐมนตรีของไทย ทักษิน ชินวัตร
ให้พ้นจากตำแหน่งให้ได้ เมื่อเหตุการณ์เริ่มขยายวงขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง กลุ่มคนต่างๆ ที่มีอุดมการณ์อย่างเดียวกันกับสนธิก็เริ่ม ออกมาเคลื่อนไหว สนับสนุนสนธิ เช่น พลตรีจำลอง ศรีเมือง นำกลุ่มสันติอโศกออกมาสมทบกับกลุ่มสนธิเดิม เมื่อการเมืองตึงเครียดจนถึงจุดหนึ่ง ทักษินได้ตัดสินใจยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

พรรค ปชป. ที่ต่อต้านทักษินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เริ่มออกมาเล่นเกมส์การเมืองเพื่อขับไล่ทักษินโดยการจับมือ พรรคฝ่ายค้านร่วมกันทั้งสามพรรคบอยคอต การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น โดยมีเหตุผลและข้อเรียกร้องต่างๆ นาๆ สำหรับ กลุ่มอื่นๆ เช่น นักวิชาการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัย นักศึกษา ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน ประชาชนในประเทศเริ่มแตกแยกกันออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายสนับสนุนให้ทักษินอยู่ต่อ และ ฝ่ายต่อต้านทักษิน นับวัน เหตุการณ์ก็ขยายวงกว้างออกไปทุกที จนบรรยากาศคล้ายๆ กับสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างก็โฆษณาชวนเชื่อ โจมตี หรือใช้จิตวิทยามวลชนสารพัดรูปแบบ เพื่อช่วงชิงจำนวนประชาชนให้เห็นด้วย กับฝ่ายตนมากที่สุด

ผมเห็นสภาพบ้านเมืองเป็นแบบนี้ก็ค่อนข้างหดหู่นะครับ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต่างฝ่ายยังไม่ยอมลงให้กัน จะเอาชนะกันให้ได้ ไม่ยอมลดราวาศอก เล่นแต่เกมส์การเมือง น่าเป็นห่วงอนาคตประเทศไทยนะครับ เพราะเหตุการณ์ที่เป็นอย่างนี้มันส่งผล ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ สภาพบ้านเมืองอย่างนี้ ใครจะอยากลงทุนด้วย ตลาดหุ้นก็ดิ่งลงเรื่อยๆ
ประเทศไทยเพิ่งฟื้น จากวิกฤติเศรษฐกิจไม่เท่าไหร่ กำลังจะเริ่มลืมตาอ้าปากได้ กำลังจะวิ่งก็ต้องสะดุดขาตัวเองหกล้มอีกเ พราะผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศมัวแต่กัดกันเอง สมมุติว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ... ท่านภูมิใจเหรอครับที่ท่านชนะบนซากปรักหักพังของประเทศไทย

ช่วงนี้การเสพข้อมูลข่าวสาร ต้องใช้วิจารณญาณให้มากนะครับ เพราะมีหลายๆ ข่าว ได้บิดเบือนมาให้ผู้คนได้หลงเชื่อ แหล่งข่าว เช่น นสพ. เว็บต่างๆข้อมูลลวงเยอะ เอาง่ายๆ ตัวเลขผู้คนบนท้องสนามหลวงแต่ละครั้ง เชื่อได้ที่ไหนครับ ผมได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่ยืนยันแหล่งที่มาได้ว่าเป็นความจริง และความคิดเห็นส่วนตัว อยากเอามาแชร์ให้อ่านกันโดยพยายามเขียนให้เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อว่าเราจะได้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนอันไหนเป็นความคิดเห็นส่วนตัวผมจะระบุบอกไว้ครับ

1. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นมีหลายๆ คนบอกว่า การยุบสภาและจัดเลือกตั้งใหม่นั้นไม่ชอบธรรม ทำไมทักษินถึงไม่ลาออก เพราะเหตุต่างๆ เกิดจากตัวนายกคนเดียว ทำไมต้องผลาญงบประมาณชาติเป็นพันล้าน เพื่อฟอกตัวคนๆ เดียว เพราะนายกรู้ดีว่าเลือกตั้งใหม่ ทรท. ต้องได้กลับมาเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว

ความคิดเห็นของผม
แต่ผมกลับเห็นด้วยที่ทักษินยุบสภา เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่นะ เพราะว่า คนที่เรียกร้องให้ทักษินลาออกไม่ใช่คนทั้งประเทศ แต่เป็นแค่คนกลุ่มหนึ่ง ยังมีอีกหลายคนที่ต้องการให้ทักษินอยู่ต่อ ถ้าหากว่าทักษินต้องลาออกเนื่องจากโดนชนกลุ่มน้อยกดดัน รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย จะยังศักดิ์สิทธิ์อีกไหม ถ้าหากในอนาคตไม่ว่าจะมีนายกเป็นใคร หากมีกลุ่มคนที่ไม่ชอบ และไม่เห็นด้วยมาเคลื่อนไหว ให้นายกออกโดยอ้างบรรทัดฐาน ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แล้วประเทศจะยังมีความเป็น ประชาธิปไตยอยู่หรือเปล่า เพราะใจความสำคัญของประชาธิปไตยคือ เสียงส่วนน้อย ต้องยอมรับในมติของเสียงส่วนใหญ่ แล้วสิ่งที่จะตัดสินกรณีนี้ได้ดีที่สุด คือ การเลือกตั้งไม่ใช่เหรอ


สิ่งที่เกิดขึ้น
หลายคนอาจจะบอกว่า ... ทรท. ใช้เงินซื้อเสียงนี่... ยังไงก็ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว การเลือกตั้งชี้วัดอะไรไม่ได้หรอก เพราะ ทรท. มีทุนหนา ...

ความคิดเห็นของผม
แต่ผมเห็นว่า ถ้าผู้สมัครคนไหนซื้อเสียง เรารวมตัวกันไม่เลือก ผู้สมัครคนนั้นๆ เป็นรายคนไปดีกว่า
ที่จะเหมารวมทั้งพรรค เพราะพรรคไทยรักไทยเองก็มีผู้สมัครที่ตั้งใจ เข้ามาทำงานจริงๆ โดยซื่อสัตย์สุจริต ผสมไปกับพวกเขี้ยวลากดินหวังกอบโกย
ผลประโยชน์ มีด้วยกันอย่างนี้ทุกพรรคการเมือง การเหมารวมว่าพรรคนั้นพรรคโน้นซื้อเสียง ผมว่าไม่แฟร์กับคนที่เค้าตั้งใจเข้ามาทำงาน

2. เรื่องการขายหุ้น Shin corp


สิ่งที่เกิดขึ้น
ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่เลย ที่ผู้คนถกเถียงกันมาก เรื่องของเรื่องมาจากทักษิน ต้องการขายหุ้นของบริษัทในเครือ Shin corp ที่ตนเองถืออยู่ทั้งหมดให้กับกลุ่มทุนเทมาเสกของสิงคโปร์ โดยทำการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็มีคนมาโจมตีว่าทักษินขายหุ้น (ซึ่งอยู่ในชื่อลูกๆ) ได้เงินจากการขายหุ้น ทั้งหมดเจ็ดหมื่นกว่าล้านบาท แต่ไม่เสียภาษีเลยแม้แต่บาทเดียว รวมถึงการไปเปิดบริษัท Ample Rich Investment (ต่อไปนี้จะเรียกว่า ARI) ที่หมู่เกาะ British Virgin Island (ต่อไปนี้จะเรียกว่า BVI) เพื่อดำเนินการหลบเลี่ยงภาษีในรูปแบบต่างๆ มีหลายคนไม่พอใจมาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งข้อมูลต่างๆ คนส่วนใหญ่จะรู้แค่นี้ จริงไหมครับ

ความเป็นจริง
ก่อนอื่นต้องขออธิบายขั้นตอนทั้งหมดของการย้ายหุ้นของทักษินก่อน

(1) ทักษินโอนหุ้น SHIN ของตัวเองเป็นจำนวน 10% ไปให้บริษัท ARI แล้วทักษินเองถือหุ้น ARI ไว้ 100% (ทำก่อนเป็นนายกแล้ว เหตุผลของการโอนหุ้นจริงๆ ผมไม่ทราบหรอกครับ แต่ทักษินให้เหตุผลว่าเตรียมไว้เพื่อจดทะเบียนในตลาดหุ้น NASDAQ ของอเมริกา) หุ้นที่โอนโอนไปในราคาพาร์ 10 บาท

(2) ก่อนจะเข้ามาเป็นนายก ทักษินได้โอนหุ้นตัวเองรวมถึงหุ้นใน ARI ด้วย ให้อยู่ในชื่อลูกๆ ตามกฏหมายการโอนให้โดยเสน่หาไม่ต้องเสียภาษี และสามารถทำได้โดยชอบธรรม จะเสียภาษีเฉพาะกรณีที่เป็นมรดก หลังจากนั้น ARI ก็ได้มีการปรับสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างชื่อลูกๆ จนสุดท้าย พานท้องแท้ และ แพรทองธารถือคนละครึ่ง

(3) หุ้น SHIN ได้มีการแตกพาร์จาก 10 บาท เป็น 1 บาท ส่งผลให้หุ้นที่ ARI ถือไว้มีจำนวนเพิ่มขึ้น 10 เท่า แต่มีต้นทุนเหลือหุ้นละ 1 บาท เพราะฉะนั้นมูลค่าหุ้นที่ถือครองยังคงเท่าเดิม ระหว่างนี้โครงการจะเข้าตลาด NASDAQ ล้มพับไป ARI จึงถือหุ้นไว้อยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้ดำเนินการใดๆ ระหว่างที่ถืออยู่ ARI จะมีรายได้จากเงินปันผล ตามกฏหมายต้องเสียภาษี แต่ภาษีจากเงินปันผลจะถูกหัก ณ ที่จ่ายเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น ARI ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีจำนวนนี้อีก

(4) ก่อนหน้าการขายหุ้นให้เทมาเสกไม่กี่วัน ได้มีการโอนหุ้นคืนจาก ARI คืนกลับมาให้กับลูกๆ สองคน คนละครึ่ง โดยการโอน ปรากฏเป็นรายการขายจาก ARI ให้กับทั้งสองคนในราคาพาร์ 1 บาท ลูกๆ ก็เอาหุ้นในต้นทุน 1 บาทไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ราคา 49.25 บาท กำไรที่เกิดจากส่วนต่างราคาหุ้นคือ 48.25 บาทต่อหุ้น หรือที่เรียกว่า Capital Gain กฏหมายระบุชัดว่าไม่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกัน (เฉพาะกรณีของบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล) และบังคับใช้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แต่ถ้าถามว่าการซื้อขายนี้เป็นการซื้อขายปกติไหม? ก็ตอบได้ว่า " ผิดปกติอยู่ส่วนเดียว" คือ กรณี ARI ขายหุ้นคืนให้ ลูกๆ สองคน ในราคาต้นทุน คือ 1 บาท เพราะถ้าขายให้ลูกๆ ในราคาตลาด 49.50 บาท ARI มีรายได้ที่ต้องเสียภาษีทันที แต่ขายคืนให้ลูกในราคาต้นทุน ทำให้บริษัทไม่มีกำไร ไม่ต้องเสียภาษี ตรงนี้อาจถือได้ว่าเป็นช่องโหว่ ของกฏหมายที่ผมเข้าใจว่า ครอบครัวทักษินใช้เพื่อไม่ให้ต้องเสียภาษีจำนวนนี้

ความผิดอีกอย่างหนึ่งคือ ขั้นตอนในการปรับสัดส่วน การถือครองและการโอนหุ้นคืนในข้อ (2) และ (4) ลูกๆ นายกไม่รายงานต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะตามกฏหมายระบุว่าหากผู้ถือหุ้นใหญ่ เปลี่ยนสัดส่วนการถือครองหุ้น ต้องรายงานต่อ ตลท. เสมอ ทำให้ โอ๊ค โดนปรับไปห้าล้านกว่าบาทตามที่เป็นข่าว

ความคิดเห็นของผม
ความผิดที่กล่าวมาของทักษิน อาจจะไม่ผิดในทางกฏหมาย แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ เพราะถือเป็นการเลี่ยงภาษีอย่างหนึ่ง เป็นแบบอย่างที่ไม่ดี และก็อาจเป็นเหตุผลที่เป็น ชนักติดหลังทักษินอยู่จึงไม่กล้าที่จะ ดีเบตกับฝ่ายต่อต้านตรงๆ แต่ถ้าถามว่ารุนแรง อย่างที่กลุ่มสนธิพยายามประนามไหม ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น ไม่ถึงขั้นโกงชาติ และไม่เกี่ยวกับกรณีข้อกล่าวหา ที่ว่าเปิดบริษัทเพื่อใช้ประโยชน์ ด้านภาษีของ BVI เลย เพราะ บริษัท ARI ของทักษินไม่ใช่สำนักงานใหญ่ ไม่ได้ดำเนินการทางธุรกิจใดๆ นอกจากถือหุ้น SHIN ไว้อย่างเดียว ส่วนใหญ่คนที่มีเป้าหมาย ในการหลบเลี่ยงภาษีจะไปเปิดบริษัท ที่เป็นสำนักงานใหญ่ที่นั่น มีการดำเนินกิจกรรมที่มีรายได้ทางธุรกิจ ทำให้บริษัทมีสัญชาติเป็นของที่นั่น ไม่ต้องเสียภาษีให้ประเทศตัวเอง ซึ่งต่างกับกรณีของทักษิน

บริษัทหลายๆ บริษัทที่เปิดในไทยแท้ๆ ยังมีการเลี่ยงภาษีลักษณะนี้ หรือซับซ้อนกว่านี้เป็นจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องเปิดที่ BVI ที่ทักษินไปเปิดที่ BVI คงเป็นเหตุผลของการนำเข้าตลาด NASDAQ มากกว่า เพราะเปิดที่ BVI มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ดำเนินการง่าย และบริษัทในเครือชิน ได้มีการเสียภาษีให้รัฐอย่างถูกต้องมาทุกปี ทำรายได้ให้รัฐมหาศาลแล้ว

และผมไม่อยากบอกเลยว่า แกนนำของม๊อบสนามหลวงบางคน ไม่ขอบอกล่ะว่าใครเพราะเดี๋ยวจะโดนฟ้อง คนนั้นได้เคยไปเปิดบริษัทที่ BVI เช่นเดียวกัน แต่ทำไปในลักษณะเลี่ยงภาษีอย่างเต็มรูปแบบ กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเอง คอรัปชั่นในบริษัทตัวเอง จนบริษัทตัวเองขาดทุนมหาศาล จนต้องอยู่ในหมวดฟื้นฟูกิจการ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงตรงกับสำนวนไทย ปากว่า ตาขยิบ แต่อันนี้ไม่คอนเฟิร์มนะครับ ไม่มีหลักฐาน เป็นแค่สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา

3. เกี่ยวกับบริษัทในเครือชินคอร์ป


สิ่งที่เกิดขึ้น
ระหว่างที่ทักษินดำรงตำแหน่งนายกฯ มูลค่าหุ้น SHIN ที่ครอบครัวทักษินถืออยู่ได้เพิ่มจาก 20000 ล้าน เป็น 70000 ล้านบาทกว่าๆ ทำให้เกิดข้อครหาว่า เพราะโกงชาติถึงได้รวยขนาดนี้

ความเป็นจริง
หากมองด้วยใจที่เป็นกลาง SHIN เติบโตไปพร้อมกับตลาดหลักทรัพย์โดยรวม มิได้มีการโตอย่างผิดปกติแต่อย่างใด
ถ้าพิจารณาสถิติในรอบห้าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2001 ถึงวันที่ 10 มีนาคม 2006
- หุ้นชินคอร์ป (SHIN) จากราคา 16.60 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 45.00 บาท หรือโต 2.71 เท่า
- ตลาดรวม หรือ ดัชนี SET Index (SET) จาก 312.06 จุด เพิ่มขึ้นเป็น 728.18 จุด หรือโต 2.33 เท่า
- หุ้น ปตท. (PTT) จากราคา 35.50 เพิ่มขึ้นเป็น 244 บาท หรือโต 6.87 เท่า เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ธุรกิจพลังงานจึงเติบโตเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆ และปตท. หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ ได้มีการลงทุนอย่างมหาศาล จึงเติบโตเร็วมากอย่างที่เห็น
- เครือยูคอม บริษัทแม่ของดีแทค (UCOM) จากราคา 30.75 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 50.50 บาท หรือโต 1.64 เท่า
- กลุ่มธนาคาร ธ.กรุงเทพ (BBL) จากราคา 37.25 เพิ่มขึ้นเป็น 110.00 บาท หรือโต 2.9 เท่า
แหล่งที่มา : เว็บตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สิ่งที่เกิดขึ้น
มีข้อกล่าวหาว่า ทักษินแก้ พรบ กิจการโทรคมนาคมให้ต่างชาติถือหุ้นได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วน 49% การขายหุ้นของ SHIN ส่งผลให้ สัมปทาน ดาวเทียมไทยคม และคลื่นวิทยุ ตกอยู่ในมือของต่างชาติ สุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ เท่ากับขายชาติ ขาย สมบัติชาติ คนขายชาติ ออกไปๆๆ

ความเป็นจริง
การแก้กฏหมายเรื่องการถือหุ้นของต่างชาติให้เพิ่มเป็น 49% ได้ริเริ่มดำเนินการในสมัยนายกชวน ไม่ใช่นายกทักษิน และอย่างไรเสียกฏหมายฉบับนี้ ก็ต้องแก้ เพราะมีนักธุรกิจร้องเรียนเข้ามามาก จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจโดยรวม เพราะเวลานี้เราต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติค่อนข้างมาก ไม่ทราบยังจำกันได้หรือเปล่า กฏหมายขายชาติ 11 ฉบับที่ร่างขึ้นสมัยรัฐบาลชวน โดยดำเนินการร่วมกับ IMF ก็ถูกยกเลิกในสมัย รัฐบาลทักษิน ช่วยให้ประเทศพ้นจากการควบคุมโดย IMF

สำหรับเรื่องดาวเทียม และคลื่นความถี่วิทยุ (มือถือใช้ความถี่วิทยุที่ 900MHz และ 1800MHz) เป็นสัมปทานที่ได้จากรัฐบาล ในข้อตกลงของ การให้สัมปทานแก่องค์กร เอกชนจากรัฐบาล ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ทรัพย์สินต่างๆ อันได้แก่ดาวเทียม เสาส่งสัญญาณ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง กับการรับส่งสัญญาณ คลื่นความถี่วิทยุ ให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนจัดหา และให้โอนทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ บริษัทเอกชนมีสิทธิ์เพียงการแสวงหากำไรจากทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้เท่านั้น รัฐบาลสามารถยกเลิกสัมปทานได้ หากเอกชนละเมิดข้อตกลงที่ได้กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นทรัพย์สินต่างๆ เหล่านี้ยังเป็นของประเทศ ต่อให้เปลี่ยนผู้ถือหุ้น กฏหมายสัมปทานได้บัญญัติขึ้น อย่างรอบคอบและรัดกุมแล้ว ไม่มีช่องโหว่ให้ต่างชาติ มาครอบงำสมบัติชาติเหล่านี้แน่นอน การขายหุ้น SHIN จึงไม่เกี่ยวกับการขายชาติเลยแม้แต่น้อย และเทมาเสกเป็นเพียงกองทุนที่กระจายการลงทุนใน บ.ต่างๆ ทั่วโลก ไม่เข้ามาบริหารงานเอง ทีมบริหาร SHIN Corp ยังคงใช้ชุดบริหารที่เป็นคนไทย

4. กรณีสุนทรพจน์ของทักษินที่มีต่อ British Virgin Island

สิ่งที่เกิดขึ้น
ประเด็นนี้เป็นประเด็นร้อนเลย คือมีคนบอกว่าทักษินได้เคยพูดไว้เมื่อ20 พ.ค.2545 "เมื่อวานผมได้ดูข่าวจากCNNทราบว่า ขณะนี้สภาของสหรัฐกำลังแก้ไขกฏหมายใหม่ ทั้งนี้เพราะบริษัทต่างๆไม่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐ แต่ไปจดทะเบียนในประเทศอื่นๆ เช่นหมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทไม่รักชาติ เป็นการเลี่ยงภาษี เห็นได้ว่าแม้สหรัฐตะเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสูง ยังมีการดำเนินการเช่นนี้ ก็อยากฝากให้คนไทยและบริษัทต่างๆมีความรักชาติ"
ข้อความนี้หลายคนคงได้ผ่านตามาแล้ว เพราะได้มีการแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง และเป็นแผ่นป้ายติดใน มธ. ด้วย นักศึกษา มธ. คงได้เห็นกันทุกคน และหลงเชื่อกันไปไม่น้อยว่าทักษินพูดอย่างนี้จริง ในรายการถึงลูกถึงคน สรยุทธก็ได้เคยถามทักษิน เกี่ยวกับประเด็นนี้ รู้ไหมครับทักษินตอบว่าอะไร

ทักษินตอบว่า "ผมพูดถึงขนาดนั้นเลยเหรอ... ผมว่าผมไม่ได้พูดขนาดนั้นนะ ตอนนั้นผมคิดว่าผมน่าจะหมายถึง บริษัทที่ไปเปิดสำนักงานใหญ่ที่ BVI ทำให้บริษัทมีสัญชาติ BVI ไม่ต้องเสียภาษีให้ประเทศแม่นะ ผมคิดว่าผมไม่ได้พูดถึงขนาดนั้นหรอก"

อันนี้คือเท่าที่ผมจำได้ หลายๆ ท่านที่ดูรายการถึงลูกถึงคน อาจจะเห็นนายกพูดทำนองนี้ เลยยิ่งดูว่านายกแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ และจนมุม

ความเป็นจริง
ข้อความป้ายในรูปข้างบนได้ถูกตัดต่อคำพูดขึ้นมาจากผู้ไม่หวังดี และขบวนการโค่นทักษิน เพราะข้อความที่ทักษินพูดไว้วันนั้น คือ "อีกเรื่องคือ เรื่องการเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง หรือ nationalism อันนี้เราอ่อน (weak)กันมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ ( key ingredient for success ) ของความสำเร็จของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ผมเห็นตัววิ่งใน CNN ปรกฏว่าสภาของหสรัฐอเมริกากำลังพิจารณาแก้กฎหมาย ที่มองว่าบริษัทอเมริกาที่เอา head quarter ไปตั้งที่ ประเทศที่เป็นสวรรค์ด้านภาษี (tax heaven country) บอกว่าเป็นพวกไม่รักชาติ ( non-patriotic ) เห็นมั้ยครับว่าอเมริกากำลังจะแย่เพราะมีบริษัทอเมริกาเลี่ยงไปตั้งสำนักงานใหญ่ ( head quarter ) ทางทะเบียน ทางกฎหมาย ที่ปานามา ที่ British Virgin Island บ้าง ส่วนสำนักงานใหญ่ ( Head Quarter ) จริงๆตั้งอยู่ที่อเมริกาเพื่อเลี่ยงภาษี อเมริกาเรียกพฤติกรรมเช่นนั้นว่า non-patriotic เขาจึงแก้กฎหมาย นี่คืออเมริกาที่ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสูงมาก เป็นประเทศที่ให้โอกาสคนทั่วโลก ไปช่วยกันสร้างอเมริกาให้เข้มแข็ง เราต้องสร้าง เครื่องจักรกลทางเศรษฐกิจ (new economic engine) ต้องสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และ ปรับปรุงยกเครื่อง (overhaul) เครื่องยนต์เก่าๆ ที่ยังพอ overhaul ได้อยู่ ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็ไม่สามารถจะอยู่บนโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างดี "
อ้างอิงจาก //library.uru.ac.th/webdb/images/tuksin160_files/sp20may45.html

5. ผลงานทักษินที่ผ่านมาของรัฐบาล : มองต่างมุม

สิ่งที่เกิดขึ้น
รัฐทำให้คนจนเป็นหนี้ มีแต่หาหนี้ให้ประชาชน นโยบายประชานิยมทำให้คนไทยเสียนิสัย ทำให้คนมีหนี้มากขึ้น

ความเป็นจริง
สภาพเศรษฐกิจก่อนที่ทักษินจะ มาบริหารประเทศถือว่าตกต่ำมาก เงินไหลเวียนน้อย คนตกงานเยอะ บ.ต่างๆ ขาดทุน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ดีมาตรการหนึ่งในภาวะนี้ คือการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ทำให้เงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น เมื่อเงินไหลเวียนมาก ส่งผลให้ บ.ต่างๆ เริ่มมีผลประกอบการมีกำไร เกิดการจ้างงานมากขึ้น รัฐก็เก็บภาษีสำหรับพัฒนาประเทศได้มากขึ้น การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระดับรากหญ้าในนโยบายต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน ได้ประโยชน์สองต่อ คือ หนึ่ง ส่งผลให้คนระดับรากหญ้า มีเงินทุนที่จะนำไปทำมาหาเลี้ยงชีพ และสองทำให้เงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น สร้างงาน สร้างรายได้ผ่านนโยบายต่างๆ เช่น OTOP หรือ พักหนี้เกษตรกร ทำให้ชนชั้นรากหญ้าสร้างเนื้อสร้างตัวกันได้เยอะนะครับ เมื่อเศรษฐกินโดยรวมดีขึ้น ในที่สุดก็จะส่งผลดีกลับไปถึงคนไทยทั้งประเทศ อย่างโครงการบ้านเอื้ออาทร ถ้าเรามองลึกไปกว่านั้น จะเห็นว่าผลจากการสร้างบ้านจำนวนหลายๆ พันยูนิต ส่งผลให้ธุรกิจก่อสร้างมีกำไร เกิดการจ้างงานมหาศาล เมื่อคนเข้าไปอยู่ในบ้านแล้ว ก็จำเป็นต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้เข้ามา ยิ่งทำให้เงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวรอบนี้ ชนชั้นรากหญ้ามีบทบาทสำคัญ

ความเห็นของผม
รัฐบาลนี้มีฝีมือด้านเศรษฐกิจ ผมยอมรับ สำหรับเรื่องคนมีหนี้มากขึ้น ผมว่าไม่เกี่ยวนะครับ รัฐบาลสร้างโอกาสให้แล้ว ถ้าคุณเอาโอกาสนั้นไปก่อเป็นหนี้ นั่นอยู่ที่ตัวคุณเองแล้วครับ เพราะคนได้ประโยชน์ มีอาชีพ มีรายได้มั่นคง มีชีวิตที่ดีขึ้นจากโครงการต่างๆ เหล่านี้ก็เยอะสังเกตไหมครับ คนที่ทักท้วงและโจมตีเรื่องเหล่านี้ต่างก็เป็นคนชั้นกลาง ชนชั้นสูง กลุ่มคนบางกลุ่มที่เรียกตัวเองว่านักวิชาการและพวกขาประจำทั้งนั้น

คนเหล่านี้กลุ่มนี้พวกเขาสบายแล้ว มีอยู่ มีกิน มีเงิน มีโอกาส ชีวิตไม่เดือดไม่ร้อนอะไรมากมายนัก ตอนเช้าก็ดื่มกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ ไปทำงานก็นั่งรถไฟฟ้า ขับรถเก๋ง เลิกงานเดินห้างสบายใจ อยากกู้เงินก็เข้าแบงค์ที่ไหนก็ได้ เจ็บป่วยไม่สบายก็มีประกันสังคม มีประกันชีวิต มีสวัสดิการอื่นๆครบถ้วน

ดังนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่พวกเขาไม่เห็นถึงความเดือดร้อน และความลำบากยากแค้นของชาวบ้านรากหญ้า ไม่เห็นถึงความลำบากยากจนของคนอื่นๆ ไม่เห็นถึงความด้อยโอกาสและการถูกเอารัดเอาเปรียบของพี่น้องคนไทยด้วยกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่คนพวกนี้ไม่เคยมองหรือไม่คิดจะมอง หรือมองเห็นแต่แกล้งเป็นไม่เห็นก็คือการบริการจัดการเรื่องงบประมาณแผ่นดิน เมื่อก่อนรัฐจัดงบให้ชาวบ้าน กว่าจะถึงชาวบ้านก็โดนโกงกินเป็นขั้นเป็นตอนจนแทบจะไม่เหลืออะไร เคยได้ยินคำ "งบประมาณแบบไอติม" ไหมครับ

กว่าจะถึงมือชาวบ้าน "ไอติม" ก็โดนกัดคนละคำจากรมต. จากอธิปบดีกรมและหน่วยงานอื่นๆ เหลือให้ชาวบ้านแค่ไม้ไอติมเท่านั้น

ทักษิณแก้ปัญหาตรงนี้ได้โดยการประกาศให้รู้ทั่วกันว่าเอาไปเลยหมู่บ้านละล้าน ทำแบบนี้ตั้งแต่หัวถึงหางก็โกงไม่ได้เพราะชาวบ้านรู้ ทุกคนรู้ว่าต้องได้หนึ่งล้าน ถ้าจะรั่วไหลจะโกงก็เป็นเพราะชาวบ้านเขาเล่นกันเอง อันนี้ยังดีเสียกว่าระบบเดิมๆมาก


สิ่งที่เกิดขึ้น
ชนชั้นกลาง มองว่านโยบายรัฐบาลไม่ได้ผล ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เช่นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ยาห่วย โรงพยาบาลขาดทุน หมอท้อแท้

ความเป็นจริง
ชนชั้นรากหญ้า คนจน คนด้อยโอกาสได้ประโยชน์อย่างมหาศาล ได้คุยกับคนหลายๆ คน มีปัญหาด้านสุขภาพ ได้มีโอกาสรักษาดีๆ เพราะโครงการ 30 บาทนี่แหล่ะ จากค่าใช้จ่ายเป็นแสน เสียแค่ 30 บาท หลายๆ คน ได้มีชีวิตอยู่ มีลมหายใจต่อ เพราะโครงการนี้ มีเพื่อนคนนึง พ่อป่วยต้องผ่าตัด ไม่มีเงินค่ารักษา ได้โครงการสามสิบบาทที่ช่วยพ่อเค้าไว้ได้ ชีวิตคนระหว่างคนจนและคนชั้นกลางมีค่าเท่ากันไหมครับ? เป็นรัฐบาลแรกที่เอาใจใส่ คนรากหญ้าขนาดนี้ มีนโยบายต่างๆ มากมายเพื่อคนรากหญ้า สร้างงาน สร้างรายได้ คนจนส่วนใหญ่จึงรักนายก
ความคิดเห็นผม
คนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่ติโครงการเหล่านี้ คุณไม่ควรลืมว่ารากเหง้าประเทศไทย เรามาจากอะไร คนส่วนใหญ่ของประเทศคือใคร เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ ฟื้นตัวจากไหน ถ้าคุณต้องการยาดีๆ การเอาใจใส่จากโรงพยาบาลมากๆ คุณก็ไปโรงพยาบาลเอกชนสิครับ โรงพยาบาลรัฐจะได้มี โอกาสช่วยเหลือคนจนคนด้อยโอกาสได้มากขึ้น สำหรับเรื่องโรงพยาบาลขาดทุน ผมอยากให้มองในอีกมุมนึงนะครับ
ปตท. กำไรมหาศาล โดนด่าครับ ว่าคนจนเดือดร้อน รายได้เข้านายทุน
แล้วการที่โรงพยาบาลรัฐยอมลดรายได ้ตัวเองลงโดยมีทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ทำเพื่อชนชั้นรากหญ้า มันเลวร้ายเหรอครับ
ถ้าโรงพยาบาลรัฐกำไรมหาศาล โดยคนรากหญ้าเดือดร้อน อย่างนี้สิ น่าตำหนิกว่า

คุณหมอบางท่านที่ออกมาประท้วงครับ อาชีพคุณมองแต่ตัวเงินที่เป็นผลประโยชน์หรือครับ หรือมองว่าความสุขของคุณคือการได้ช่วยเหลือคน อย่าละทิ้งอุดมการณ์เดิมสิครับ คุณก็ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอาชีพอื่น สามารถอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนอยู่แล้วนี่ครับ บางสิ่งบางอย่างผมว่าเราน่าจะ เสียสละให้คนที่ด้อยโอกาสก่อน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

สิ่งที่เกิดขึ้น
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น แปรรูป กฟผ. เป็นการเอาใจนายทุน แต่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ค่าไฟจะแพงขึ้น ต่างชาติมีโอกาสมาครอบงำ รัฐวิสาหกิจไทย ขายชาติอีกแล้ว จะทำให้ประเทศไทยล่มจมเหมือนอาเจนติน่า และจะเอาเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น เพื่อดันดัชนีให้สูงขึ้นโดยไม่สนใจว่า ประชาชนจะติดเหล้าแค่ไหน

ความเป็นจริง
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจทำให้ประเทศล่มจมเหมือนอาเจนติน่าเป็นการมองอย่างอคติเกินไป ประเทศอื่นๆ เค้าแปรรูปกันเกินกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ไม่ใช่แค่อาร์เจนติน่า ประเทศกำลังพัฒนาอย่างแม๊กซิโก ชิลี ก็ยังได้รับการชื่นชมว่าประสบความสำเร็จในการทำ privatisation อย่างมาก อาเจนติน่ายังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ทำให้ประเทศล้มละลาย และการแปรรูปไม่เกี่ยวกับราคาค่าไฟเลย การแปรรูปทำให้ระบบการจัดการภายในองค์กรดีขึ้น บริหารงานคล่องตัวขึ้น มีการตรวจสอบบัญชี โปร่งใสกว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ การนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นการระดมทุนเพื่อขยายกิจการ ทำให้กิจการใหญ่โตขึ้น ราคาค่าไฟจะเพิ่มหรือไม่อยู่ที่มติของคณะกรรมการ ถ้าหากรัฐบาลยังถือหุ้นในสัดส่วนที่เกินครึ่งอยู่ นายทุนไม่สามารถกำหนดราคาค่าไฟตามใจชอบได้
การแปรรูปอาจจะเกิดโอกาสให้มีการทำกำไรเกินควรจากสาธารณูปโภคพื้นฐานจริง ซึ่งอันนี้เราไม่ต้องการ แต่ถ้าเราดำเนินการกันอย่างรัดกุม โดยให้ภาครัฐคุมสัดส่วนการถือหุ้นไว้ และพยายามปฏิรูปองค์กรให้โปร่งใส อย่าให้มีกันกินกันภายในเหมือนก่อน ผมว่าธุรกิจไฟฟ้ายังไงก็มีกำไรให้ผู้ถือหุ้นโดยที่ค่าไฟฟ้ายังคงเดิม เพราะเรื่องไฟฟ้าเป็นธุรกิจเกือบผูกขาดอยู่แล้ว ใช้หลักการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเข้ามาลดต้นทุนไร้สาระต่างๆ ออกไป พยายามใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่อย่างเกิดประโยชน์เต็มที่ ไม่ใช่มีคนว่างงานแต่ได้เงินเดือนอย่างที่เคยเป็น ผมว่าต้นทุนพวกนี้น่าจะลดได้เยอะมากนะ ไม่ใช่ว่าต้นทุนสูงกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แล้วมาขึ้นค่าไฟฟ้าอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

และจะดีมากเพราะคนทั่วๆ ไป ก็จะมีสิทธิได้เงินปันผลจากการไฟฟ้า แทนที่เงินจะไปจมอยู่กับบางสิ่งบางอย่างที่เป็นมุมมืดข้างใน

สิ่งที่ผมกลัวมีอยู่อย่างเดียว คือ กลัวหุ้นจะตกอยู่ในมือนักการเมือง เหมือนหุ้น ปตท. ถ้าจะทำคงต้องมีนโยบายการขายหุ้น กระจายหุ้นที่ดีกว่า โปร่งใสกว่าที่เคยทำมาสมัย ปตท.


ความเห็นของผม
กฟผ. ควรแปรรูป แต่ให้รัฐบาลถือสัดส่วนหุ้น 75% และอีก 25% กระจายในตลาดหลักทรัพย์ กฟผ. ใครๆ ก็รู้ แต่เดิมมาข้างในองค์กรไม่โปร่งใสนัก ผู้บริหารระดับสูงมีสิทธิพิเศษหลายๆ อย่าง เงินเดือนกับหน้าที่ไม่สมเหตุสมผล การบริหารงานขาดประสิทธิภาพ พนักงานข้างในเอะอะก็ขู่ประท้วงหยุดงาน การแปรรูปจะช่วยให้องค์กรทำงานอย่างโปร่งใสมากขึ้น เงินกำไรสามารถนำไปใช้เพื่อพัฒนาได้เต็มที่ ไม่ใช่ตกอยู่กับผู้ใหญ่ คนใหญ่คนโตบางกลุ่มใน องค์กร เมื่อเข้าตลาดหุ้น กฟผ. จะได้เงินทุนอีกมหาศาลสำหรับพัฒนาโรงไฟฟ้า เพื่อสร้าง supply ให้มากขึ้น รองรับ demand ที่จะเพิ่มในอนาคต (หลักของ demand-supply ที่มีผลต่อราคาขาย คนที่เรียนเศรษฐศาสตร์มาก็คงรู้กันดี)

ความเห็นของคุณฟ้าใหม่วันใหม่
การที่รัฐวิสาหกิจกลายเป็นบริษัทมหาชน สร้างกำไรเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นนั้นเป็นมุมมองที่เลี่ยงไม่ได้ค่ะ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่กิจการสาธารณูปโภคไม่ได้เป็นสิ่งผูกขาด ย่อมทำให้เกิดมีการแข่งขัน

ผู้มีเงินทุน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโลกทุนนิยมนี้) สามารถซื้อเอาเทคโนโลยีที่ล้ำนำสมัยกว่าและจัดตั้งบริษัทขึ้นให้บริการ เพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ย่อมหมายความว่าเกิดการแข่งขันกันด้านบริการ เกิดการปรับเปลี่ยนองค์กรและการจัดการ รวมไปถึงวัตถุดิบ เครื่องมือ เทคโนโลยี ความรู้ของบุคคลากร ด้วย องค์กรจะไม่อยู่นิ่ง เพราะถ้าอยู่นิ่งหมายถึงไม่สามารถแข่งขันได้

ถึงวันนั้นหากแม้คิดต้องการเรียกราคาค่าบริการสูงเพียงไรก็ใช่จะทำได้ค่ะ เพราะมีคู่แข่งที่ต้องการแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด และพร้อมที่จะเสนอราคาที่ต่ำกว่าเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ดิฉันจึงมองในมุมส่วนตัวว่าดิฉันได้ประโยชน์มากกว่า

อย่างเช่นตัวอย่าง องค์การโทรศัพท์ และ TRUE นะคะ ลองเปรียบเทียบกันดูเล่นๆ เมื่อก่อนนี้เราขอติดตั้งโทรศัพท์ ต้องมีค่าใช้จ่าย และรอเป็นเวลานาน บางครั้งเป็นเดือน เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอ วันนี้เรามีเอกชนเป็นคู่แข่ง TRUE เสนอไม่เก็บค่าประกันหมายเลข ติดตั้งรวดเร็วระบบบริการแบบสะดวกแก่ผู้ใช้

เท่านี้ล่ะค่ะ จำนวนผู้ใช้ TRUE เพิ่มขึ้นมหาศาล คุณคิดว่าใครได้ผลกระทบคะ แน่นอนองค์การโทรศัพท์ เช่นเรื่อง ADSL TOT เมื่อ 5 ปีก่อน ดิฉันติดต่อไปสอบถามได้รับคำตอบว่าไม่ได้มีไว้ให้เอกชนใช้ บุคคลธรรมดายิ่งไม่ได้ เมื่อตอนนี้ TRUE ให้บริการ ADSL TOT จึงต้องปรับค่ะ จะแพงกว่าก็ไม่ได้ หวังว่าคงเข้าใจนะคะ


แปลกดีเหมือนกัน ลองเปรียบเทียบดู ไม่ทราบว่าคนพูดต้องการอะไร
"กรณี กฟผ. เข้าตลาดหุ้น ทุกอย่างจะเป็นธุรกิจ ค่าไฟจะแพงขึ้น ประชาชนจะเดือดร้อน"
"กรณี เบียร์ช้าง เข้าตลาดหุ้น จะทำให้เหล้าเบียร์ถูกลง มอมเมาประชาชน"
ความเหมือนที่แตกต่าง?

กรณีเบียร์ช้าง การระดมทุนทางธุรกิจ กับเรื่องทางสังคม การติดเหล้าเบียร์ คนละเรื่องกัน เบียร์ช้างต้องการระดมทุนเนื่องจากจะรุกตลาดต่างประเทศ หารายได้ให้ประเทศไทยมากขึ้น ถ้าจะให้คนเลิกเบียร์ก็ควรทำอะไรที่สร้างสรรค์กว่านี้ เบียร์ช้างเข้าตลาดไทยไม่ได้ กำลังวางแผนเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ เสียหายไหมครับ มาร์เก็ตแคปตลาดหุ้นไทยหายไปแสนล้าน เสียดายกันไหมครับ กำไรจากการขายเหล้าเบียร์ให้คนไทย เข้าสู่กระเป๋านายทุนสิงคโปร์ ภาษีค่านายหน้าในการซื้อขาย หุ้นเบียร์ช้างมูลค่ามหาศาล ก็เข้ารัฐบาลสิงคโปร์ ค่าคอมมิสชั่น ในการซื้อขายหุ้นเบียร์ช้าง ก็ตกอยู่กับโบรกเกอร์ของสิงคโปร์ แทนที่จะไหลเวียนให้กับคนไทยด้วยกัน คนไทยทั้งนั้น ทำกันเอง กัดกันเอง สุดท้าย เป็นชัยชนะบนความเสียหายของประเทศ นายทุนเค้าไม่เสียหายกับคุณ ด้วยหรอกครับ คนเสียหายก็เราๆ คนชั้นกลางถึงรากหญ้าทั้งนั้น

ทักษินพยายามพัฒนาหลายๆ อย่างของประเทศ แต่คนหลายๆ คนกลับปิดหูปิดตามองไม่เห็น บอกว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ถ้าเรามองอย่างเป็นกลาง

- ปราบยาเสพติด หลายคนออกมาประท้วง ว่าตำรวจฆ่านักค้ายาเป็นพันศพ แต่พันศพนี้ แลกกับ เด็กๆ ที่เลิกยาได้เป็นพันคน ผมว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ถ้าเราไม่รุนแรงจะได้ผลเหรอครับ คนจะหวาดกลัวเหรอครับ ทำเรื่องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มาเฟียพวกนี้ผมมองว่า เด็ดขาดไว้ ดีแล้ว ถ้าปล่อยพวกนี้ไป วันดีคืนดีกลับมาขายยาอีก แลกกับอนาคตของชาติผมว่าไม่คุ้ม ผมเลือกรักษาคนดีไว้ก่อนคนเลว และได้ผลจริงๆ นะครับ หลายๆ พื้นที่มีคนชมว่า ยาเสพติดหายไปจริงๆ ลูกๆ เค้าก็เลิกยาได้ มีชีวิตใหม่ ดีขึ้น

- สนามบินสุวรรณภูมิ เมกะโปรเจ็กต่างๆ รถไฟฟ้าสิบสาย จะมีรัฐบาลไหนกล้าทำ ถ้าไม่ใช่ทักษิน สิบปีที่ผ่านมา เราไม่ค่อยได้อะไรจากรัฐบาลเป็นชิ้นเป็นอันเลย เพิ่งเห็นผลงานใหญ่ๆ มากๆ จากรัฐบาลนี้ และโครงการเหล่านี้เป็นรากฐาน ที่ดีให้เศรษฐกิจไทยในอนาคต คิดดูสิครับ พื้นที่บริเวณรอบๆ สนามบิน พื้นที่บริเวณรอบๆ รถไฟฟ้า จะมีการก่อสร้าง มีการไหลเวียนของเงินทุนมากขึ้น ขยายขอบเขตความเจริญ ของกรุงเทพชั้นในออกไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้ทั่วถึง อีกสองสามปีน่าจะเห็นผลที่ได้อย่างชัดเจน

จากคุณ : b41golf - [ 14 มี.ค. 49 17:06:52 ]




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2549 21:29:57 น.
Counter : 1652 Pageviews.  

สาเหตุที่ประเทศไทย ไม่เจริญ

เหตุผลที่ประเทศไทยไม่เจริญ 1

blog นี้ผมจะขอเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ผมค้างคาใจอยู่ตอนนี้ คือ เหตุผลที่ผมมองเห็นค่อนข้างชัดเจน ว่าทำไมประเทศไทยถึงไม่เจริญเท่าหลายๆ ประเทศ เริ่มจากเหตุผลพื้นฐานที่สุดที่มองเห็นก่อน

ต้องพูดถึงที่มาของความรู้สึกนี้นิดนึง คือ หลังจากมี web manager แล้วผมก็เข้ามาดูข่าวสารต่างๆ และอ่านความคิดเห็นต่างๆ ผมก็รู้สึกขึ้นมาทันที ว่าทำไมคนไทยด่ากันเก่งจัง ใครที่เด่นดังขึ้นมา มักจะต้องมีคนหาเรื่องไม่ดีของเขามาด่า ถ้าใครดีแล้วล้มก็จะซ้ำเติมทันที .. แล้วมาวันนึงก็เจอข่าวเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสถิติของเด็กวัยรุ่น เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กันในวัยรุ่นที่เป็นปัญหา .. แล้วความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นยังไงรู้ไหมครับ ก็คงพอจะเดากันได้ ความคิดเห็นหลักๆ แบ่งเป็น 2-3 กลุ่ม คือ

1. ปัญหาสังคมเสื่อมลง เป็นเพราะรัฐบาลไม่ใส่ใจดูแล
2. เรียกร้องให้องค์กรภาครัฐมาช่วยเหลือ แก้ไข
3. นี่เป็นผลของการมีนายกนักธุรกิจที่วัตถุนิยมแบบทักษิณ

ผมเห็นอย่างนี้แล้วก็รู้สึกแปลกใจ แต่จริงๆ น่าจะชินแล้วมากกว่า คือผมสงสัยว่าปัญหาแบบนี้ จะให้ใครช่วยยังไง? จะว่าปัญหาเป็นเพราะรัฐบาลไม่ดูแล องค์กรภาครัฐบกพร่องต่อหน้าที่? ผมว่าไม่หรอกครับ ปัญหามันมาจาก สังคมอ่อนแอ สังคมอ่อนแอก็มาจากคนในสังคมอ่อนแอ ... อ่อนแออย่างไร อ่านต่อข้างล่างนี้เลย

ผมอยากจะบอกว่า คนที่มีความเชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในชีวิตตัวเองหรือในสังคม ต้องรอให้รัฐบาลมาแก้ ต้องรอให้องค์กรมาแก้ หรือบอกว่าปัญหาต่างๆ ในชีวิตตัวเอง ในประเทศเป็นเพราะรัฐบาลนี้ หรือเพราะรัฐบาลที่แล้ว

ใครที่เชื่อว่าการให้นายกออกจากตำแหน่ง หรือให้ใครเข้ามาเป็นนายกแทน หรือให้ทักษิณได้เป็นนายกต่ออีกหลายๆ ปี จะแก้ปัญหาต่างๆ ให้ประชาชน และประเทศชาติได้ทุกคน

ผมคิดว่าใครที่มีความเชื่อแบบนี้คงต้องผิดหวังไปตลอดชีวิต ใครที่ตั้งความหวังแบบนี้บอกได้เลยว่าจะผิดหวังแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ทางเดียวที่คนจะสามารถทำชีวิตตัวเองและสังคมให้ดีขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อตัวเองยอมรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง และต่อสังคม (take responsibility) นั่นหมายความว่าปัญหาต่างๆ ในชีวิตถ้ายังโทษคนอื่น สิ่งรอบข้างนอกตัวต่างๆ ก็ไม่มีวันจะแก้อะไรได้หรอก เพราะมันเป็นการ give responsibility ให้คนอื่น *เป็นการลดอำนาจของตัวเอง* และฝากความหวังไว้กับสิ่งนอกกาย

มันเป็นทัศนคติของ "คนขี้แพ้" losers mindset

ตราบใดที่คนจนคิดว่าตัวเองจนเพราะรัฐบาลไม่ช่วยเหลือ ตราบใดที่คนในสังคมโทษว่าที่สังคมต่ำทรามเพราะรัฐบาลไม่ดูแล ตราบใดที่สังคมมีแต่โทษกันไปโทษกันมาแต่ไม่มีใครถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น สังคมนี้ไม่ไปไหนหรอกครับ ย่ำอยู่กับที่อย่างนี้แหละ แล้วก็โทษกันไปโทษกันมา โทษสื่อบ้าง โทษรัฐบาลบ้าง โทษคนรวยบ้าง โทษนักการเมือง โทษกันอย่างเดียว .. แต่กลับมามองตัวเองกลับไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยให้เรื่องที่กำลังบ่นๆ นั้นดีขึ้นเลย เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ไม่ได้คิดเลยว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเองเลยเหมือนกัน

ผมอยากจะบอกเลยว่าใครที่อ่านข้อความนี้ ปัญหาในชีวิตคุณและในสังคมของเรา มีแค่คุณเท่านั้นแหละ ที่จะแก้ได้

ปัญหาของสังคม มันต้องอาศัยทุกคน หรือส่วนใหญ่ของสังคม take responsibility ที่จะร่วมกันแก้ ไม่ใช่รอแต่ให้รัฐบาลมาทำให้ .. ถ้าเป็นงั้นต่อให้นายกเก่งขนาดไหนก็ไม่มีทางทำให้ประเทศนี้ดีขึ้นมาหรอก

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้ และสำนึกในชีวิตประจำวันของทุกคนเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะการอบรมเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีและรู้จักรับผิดชอบและคิดตัดสินใจแก้ปัญหาเป็นนั้นสำคัญมาก - ปัญหาพื้นฐานของประเทศไทยจึงไม่ใช่ปัญหาของคนจนที่ถูกคนรวยรังแก หรือปัญหาของผู้นำประเทศที่ไม่ดีพอ หรือปัญหาระบบการศึกษาที่ไม่ได้เรื่อง - ไม่ใช่หรอกครับ มันเป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม ไม่มีสำนึกต่อประเทศชาติ และไม่รับผิดชอบในชีวิตตัวเอง เป็นปัญหาของสังคมที่คนที่มีปัญหารอแต่จะให้คนมาช่วย รอแต่จะให้คนมาแก้ปัญหาให้ ส่วนคนที่ไม่มีปัญหาก็ไม่มีสำนึกที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา หรือช่วยในการแก้ปัญหา ส่วนคนที่เห็นคนทำผิดต่อส่วนรวมต่อหน้าต่อตาก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่มีสำนึกที่จะทำอะไร

ผมเกิดที่ประเทศสหรัฐฯ และใช้ชีวิตที่ US 10 ปี ซึ่งจริงๆ ผมก็ไม่อยากยกต่างประเทศมาเปรียบเทียบ แต่เมื่อผมเปรียบเทียบคนไทยกับคนอเมริกัน มันค่อนข้างชัดเจนว่าคนอเมริกันโดยส่วนใหญ่มีสำนึกต่อส่วนรวมและประเทศชาติมากกว่าคนไทยโดยส่วนใหญ่ และคนอเมริกันโดยส่วนใหญ่จะไม่รอให้รัฐบาลมาแก้ปัญหาให้ หรือยอมรับสภาพที่เป็นอยู่โดยโทษว่าเป็นเพราะทางการไม่ช่วยเหลือ แต่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเอง อีกทั้งการเลี้ยงดูลูกของคนอเมริกันจะไม่ใช่การเลี้ยงแบบโอ๋ๆ แบบทำให้ทุกอย่างแบบคนไทย แต่จะฝึกให้รับผิดชอบตัวเองตั้งแต่เด็กๆ และฝึกให้คิดตัดสินใจด้วยตัวเอง - ทั้งหมดนี้มันเลยเป็นเหตุผลที่ผมว่าค่อนข้างชัดเจนว่าทำไม US (และอีกหลายๆ ประเทศ) ถึงเจริญกว่า ขณะที่เมืองไทยนั้นย่ำอยู่กับที่

พอถึงจุดนี้ก็จะมีคนบอกว่า "ก็เจริญแต่ทางวัตถุละว้า" ... ผมว่าไม่จริงหรอก คุณดูหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ของไทยทุกเช้า คุณคิดว่าไทยเป็นประเทศที่เจริญทางความคิดและจริยธรรมมากไหม? ทุกที่ก็ย่อมมีคนดีกับคนไม่ดีเหมือนกัน แต่ประเทศที่คนในสังคมส่วนใหญ่ไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม คุณคงจะรู้ได้ทันทีว่าประเทศแบบไหนที่คนไม่ดีมีโอกาสได้ดีมากกว่ากัน

ผมเชื่อว่า ถ้าคนในสังคมโดยส่วนใหญ่เข้มแข็ง ต่อให้เอานายกที่ไม่ได้เรื่องที่สุดมาบริหารประเทศ ประเทศนั้นก็ยังเจริญได้


(18 สิงหาคม 2547)


เหตผลที่ประเทศไทยไม่เจริญ 2

เว้นช่วงมาพอสมควร หลังจาก "เหตุผลที่ไทยไม่เจริญ 1" จริงๆ ผมไม่ค่อยกล้าเขียนตอนต่อๆ ไปแล้ว เพราะกลัวจะถูกว่าอีกว่าถ้าไม่ชอบเมืองไทยก็ไม่ต้องมาอยู่ ดังนั้นจะขอสรุปหลายๆ ตอนที่ตั้งใจจะเขียนให้เหลือตอนนี้ตอนเดียวสรุปรวบยอดไปเลย

ถ้าดูดีๆ คุณจะเห็นว่าทุกข้อมันก็เชื่อมโยงถึงกันหมด

นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่ดี:
- การไม่มีสำนึกและรับผิดชอบต่อส่วนรวม สังคม ประเทศชาติ: เวลาตัวเองไม่มีปัญหาแล้วไม่นึกถึงคนอื่น, ถ้าไม่ใช่ปัญหาตัวเองก็ไม่เดือดร้อน
- การไม่รับผิดชอบในชีวิตตัวเอง: พอตัวเองมีปัญหา จะคอยโทษคนอื่น เรียกร้องแต่ให้ส่วนรวมมาช่วย)
- ชอบโทษกันไปโทษกันมา: คนดีชอบแก้ไข คน...ชอบแก้ตัว (กับโทษคนอื่น) มัวแต่โทษกันอย่างเดียวแต่ไม่ร่วมกันแก้ปัญหา
- คิดไม่เป็น เนื่องจากระบบการศึกษา และการเลี้ยงลูกแบบ "ลูกต้องเชื่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์" อย่างเดียว (เด็กเลยไม่ได้คิดอะไรเลย) (การศึกษาไทยเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กสุดๆ แล้ว ผมเรียน อนุบาล - ป.4 กลับมาเรียน ป.5 เมืองไทย แล้วตกใจมากๆ เด็กไม่มีส่วนร่วมเลย นั่งฟังอาจารย์อย่างเดียว)
- พอคิดไม่เป็น จึงไม่คิดเอง เชื่อคนอื่นง่าย เห็นใครที่ดูเหมือนจะมีวุฒิการศึกษา มีเงินมากๆ หรือเป็นนักข่าว ก็เชื่อง่าย (ประมาณว่า คิดว่าตัวเองมีการศึกษาไม่สูง คงคิดได้ไม่ดีเท่าเขาหรอก ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน)
- ไม่ค่อยมีความคิดของตัวเองที่จะแยกแยะอะไรดีอะไรไม่ดี จึงชอบตามกระแสง่าย เช่นเรื่องวัยรุ่นกับปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ และกระแสอื่นๆ ที่ไม่ดี ที่ถ้าคนที่เป็นกระแสคิดเองได้ดีกว่านี้ มันก็จะไม่เป็นกระแส
- เชื่อคนง่าย ทำให้ถูกปลุกระดมง่าย หรือชี้นำหลอกลวงง่าย เนื่องด้วยเหตุผลแบบเดียวกับ 2-3 ข้อก่อนหน้านี้
- เห็นเงินเป็นพระเจ้า แทนที่จะมองคนที่คุณธรรมความดีงาม หรือผลงาน เห็นใครรวยก็กราบไหว้บูชา ประกอบกับเรื่องเชื่อคนง่าย ทำให้คนที่มีเงินมากๆ ในไทยมีอิทธิพลสูงกว่าที่ควรจะเป็น
- นิสัยกลัวคนอื่นเด่นดังกว่าตัวเอง เห็นใครดี เด่น ดัง ก็จะต้องหาข้อเสีย ข้อไม่ดี มาพูด มาแฉ ประมาณว่าจะทำให้ตัวเองไม่รู้สึกด้อยเกินไปรึเปล่าไม่รู้
- กลัวคนไทยคนอื่นเด่นดังกว่าตัวเอง ถ้าเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องขัดแข้งขัดขาหาทุกวิถีทาง ถึงแม้ว่าหลายๆ ครั้งจะไม่ได้มีผลกระทบกับชีวิตตัวเองด้วยซ้ำไป ประมาณว่าเห็นเขาได้ดีมากๆ แล้วรู้สึกชีวิตตัวเองต้อยต่ำเกินไปรึเปล่าไม่รู้
- ถึงแม้กับคนไทยด้วยกันจะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่ว่ากลับก้มหัวให้ฝรั่ง เชิดชูฝรั่ง เพราะความเข้าใจว่าฝรั่งมีเงินมาก (รวมกับประเด็นเห็นเงินเป็นพระเจ้า) แทนที่จะช่วยกันสนับสนุนคนไทยด้วยกัน และร่วมมือกันไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับฝรั่ง กับต่างประเทศ นี่ไม่เลย ให้เขามาเอาเปรียบเราเต็มๆ แล้วมาเอาเปรียบคนไทยด้วยกันอีก ผมเห็นประเทศอื่นที่เจริญแล้วมีแต่เขาจะช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ของคนประเทศเดียวกัน รวมกับประเด็นไม่มีสำนึกต่อประเทศชาติ ประเทศไทยจึงมีพวกขายชาติ เยอะ
- ความที่ว่าเห็นฝรั่งดี จึงมักจะ import วัฒนธรรมของต่างชาติมา แต่ไม่ยอมแยกแยะระหว่างดีกับไม่ดี เป็นการเร่งความเร็วในการเสื่อมลงของสังคม
- ขาดความสามัคคี เนื่องจากนิสัยชอบแก่งแย่งกัน กับการขาดสำนึกต่อประเทศชาติ กับชอบโทษกันไปโทษกันมา กับอีกหลายข้อ แทนที่จะร่วมมือกัน กลับมองหาแต่ทางทำลายกัน
- สื่อ + ไม่สำนึกต่อส่วนรวม = สังคมถดถอย ... สื่อในปัจจุบันเป็นตัวช่วยทำลายสังคมอย่างมาก เพราะความไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม ต้องการแค่เงิน ต้องการขายข่าว จึงต้องเขียนข่าวให้เกิดข่าว อะไรเล็กน้อยก็ต้องเอามาทำเป็นเรื่องใหญ่ คนจะได้สนใจ ต้องพาดหัวข่าวให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างทั้งสองฝ่าย จะได้เกิดข่าวต่อเนื่อง... สื่อในปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของหลายๆ ประเด็นที่ผมเขียนมา เพราะในเนื้อหาการพาดหัวข่าวและการเขียนข่าวของเขา จะแสดงซึ่งนิสัยเหล่านี้ออกมา ... แต่จริงๆ สื่อที่ไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม มันก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากสังคมที่ไม่มีสำนึกต่อส่วนรวม
- เมื่อรวมเรื่อง "เชื่อคนง่าย" กับสื่อที่ไม่สำนึกต่อส่วนรวม ทำให้ข่าวที่สื่อมั่วขึ้นมา หรือไม่มีแก่นสารอะไร คนก็กลับเชื่อว่าเป็นเรื่องใหญ่โต แทนที่สื่อจะให้ความสำคัญกับเรื่องสร้างสรรค์ ก็มักจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์ สรุปว่าคนเลยชื่อว่าเรื่องไม่เกิดประโยชน์พวกนี้สำคัญกว่าเรื่องที่สร้างสรรค์
- พ่อแม่ไม่ใส่ใจดูแลให้เวลากับลูก และไม่เลี้ยงลูกให้รู้จักคิดเอง สถาบันครอบครัวอ่อนแอ เมื่อสถาบันขนาดเล็กสุดยังอ่อนแอ จึงทำให้เกิดปัญหาในสังคมต่างๆ นาๆ ซึ่งความรับผิดชอบนั้นต้องตกอยู่ที่ผู้ใหญ่รุ่นที่เป็นพ่อแม่ในปัจจุบัน ถ้ามองว่า คนรุ่นหลัง โตขึ้นมาภายในสังคมที่คนรุ่นก่อนสร้างขึ้น ดังนั้นคนรุ่นก่อนจึงต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่คนรุ่นหลังเป็นด้วย ไม่ใช่ไปโทษเด็ก ... เด็กไทยในปัจจุบันจึงเป็นคนที่น่าสงสาร เพราะถูกผู้ใหญ่กระทำ และเอาเปรียบ มองเด็กเป็นเพียง "ตลาดใหม่" ที่จะดูดเอาผลประโยชน์มาได้เท่านั้น (ประกอบกับประเด็นไม่สำนึกต่อส่วนรวม...)
- ปัจจุบันการแก้ปัญหาสังคมมักพุ่งเป้าไปที่ปลายเหตุ แต่จริงๆ จุดเริ่มต้นนั้นอยู่ที่การพัฒนาคนแต่ละคนในสังคมให้ถูกทาง ซึ่งคนแต่ละคนก็เริ่มจากการเป็นเด็ก ดังนั้นการพัฒนาสังคมเพื่ออนาคตที่ดี จึงน่าจะพุ่งตรงไปที่การพัฒนาเด็กรุ่นหลังให้ฉลาด คิดเองเป็น ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งระบบการศึกษา และมุมมองโดยรวมของสังคม ต่อเด็ก ว่าเป็น "อนาคตของชาติ" จริงๆ อย่างไร .. ทุกวันนี้เหมือนประเด็นนี้จะถูกลืมไป แต่จริงๆ แล้ว ....

จริงๆ แล้ว ประเด็นทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ไม่มีใครรู้ ตรงกันข้าม หลายคนรู้ โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ .. ใครๆ ก็รู้ หลายๆ ข้อ แต่ไม่มีใครคิดจะเปลี่ยน ... จริงๆ แล้วกลุ่มผลประโยชน์ไม่อยากเปลี่ยนแปลงประเด็นเหล่านี้หรอก คนไทยเป็นอย่างนี้แหละดีที่สุดแล้วสำหรับพวกเขา เพราะเมื่อเป็นอย่างนี้ เขาก็สบาย .. จะทำให้คนไทยมีความคิดของตัวเองไปทำไม จะทำให้คนไทยมีสำนึกต่อสังคมส่วนรวมประเทศชาติทำไม จะเปลี่ยนแปลงค่านิยมทางวัตถุไปทำไม จะให้คนไทยสนับสนุนกันทำไม ช่วยกันขัดขากันก็ดีแล้ว (กูจะได้ไม่ต้องไปขัดขาเอง) ... เห็นได้ชัดว่าทำไมสภาพของประเทศมันเอื้อต่อการให้คนพวกนี้อยู่อย่างสุขสบาย และคนในประเทศก็ไม่ค่อยสนใจด้วย เพราะบรรทัดแรกนั่นแหละ (ไม่สำนึกต่อส่วนรวม) ...

ในมุมมองการเมืองนิดนึง .. "กลุ่มผลประโยชน์" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะนักการเมือง และไม่ได้เจาะจงหมายถึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะตอนนี้นักการเมืองทุกกลุ่มมันก็เป็น "กลุ่มผลประโยชน์" ทั้งนั้น

ประเด็นคือในระยะสั้น เราไม่สามารถทำอะไรกับ "กลุ่มผลประโยชน์" พวกนี้ได้หรอก ทำได้แค่เลือกมาซักกลุ่มนึง แต่ในระยะยาว เราอาจสามารถลด "อิทธิพล" ของกลุ่มผลประโยชน์พวกนี้ และต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงตัวเอง เปลี่ยนแปลงสังคมของเรา เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีความคิดที่ดี และเปลี่ยนสิ่งไม่ดีเหล่านี้

แต่ถ้าประเทศไทยยังอยู่ในสภาพนี้ ผมว่าไม่เจริญแน่นอน .. จะเจริญก็เพียงวัตถุ [edit: ด้านวัตถุเจริญก็เฉพาะทางด้านการบริโภค แต่ด้านการสร้างสรรค์เทคโนโลยีของตัวเองก็ยังยากอยู่] แต่ด้านจิตใจจะถดถอย แล้วคุณอยากให้ลูกหลานต้องเจอกับสภาพแบบนี้เหรอ? ต้องช่วยกันครับ ช่วยกันเปลี่ยนแปลง

เห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร? คุณคิดว่าผมประสาท หรือคุณคิดว่าประเทศไทยตอนนี้มันก็ดีอยู่แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่ผมบอกซักหน่อย ก็บอกมาได้เลยครับ ...

(10 กันยายน 2547)

ทั้งหมดจากBlogของคุณชานนท์ในexteen.comครับ
//chanon.exteen.com/




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2549 21:35:22 น.
Counter : 310 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.