ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

“สมคิด” นกสองหัว

นกสองหัว ที่คนไทยรู้จัก มิใช่สัตว์ประหลาด หากแต่เป็นสัตว์อัปมงคล ที่ไม่ควรคบหาและเข้าใกล้ จะนำเภทภัยมาสู่ตัวเอง

นกสองหัว คือคำเปรียบเทียบคนที่ไม่ซื่อสัตย์ คบไม่ได้ เดี๋ยวอยู่ข้างโน้น เดี๋ยวอยู่ข้างนี้ หรืออยู่ทั้งสองข้าง แล้วหาประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย ร้ายที่สุด นกสองหัว พร้อมที่จะเข้ากับอีกฝ่ายเข่นฆ่าอีกฝ่าย เมื่อสบโอกาสทันที

นกสองหัว ไม่มีอยู่จริง แต่ คนจำพวกนกสองหัว มีอยู่จริง

คนจำพวกนกสองหัว เป็นคนอันตราย ที่ไม่ควรเข้าใกล้

คนจำพวกนกสองหัว คือ คนที่น่ารังเกียจ ชิงชังที่สุด สำหรับคนไทย และวัฒนธรรมไทย ไม่ให้ราคากับคนจำพวกนกสองหัว ไม่ว่าจะเป็นคนเก่งฉกาจขนาดใดก็ตาม เพราะค่านิยมแรกที่ต้องนับของสังคมไทย ในการคบหากันฉันท์มิตร ก็คือ ความซื่อสัตย์ ที่มีต่อกัน มิใช่ ความเก่ง หรือ ความกล้า

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นคนจำพวกนกสองหัว ในสายตาของประดาบ

ใช่แล้ว... สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่กำลังเป็นหัวเรือใหญ่ให้กับนักการเมือง “ขี้หมูไหล” ที่ไปรวมกันอยู่ใน ว่าที่พรรคการเมืองรวมใจไทย นั่นล่ะครับ

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จัดได้ว่าเป็น นกสองหัวตัวใหญ่ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริงในสังคมการเมืองไทย และ สังคมไทยในทุกวงการ ด้วยซ้ำไป

สืบสาวราวเรื่องความเป็นมาของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จากอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลไทยรักไทย ก่อนจะก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่ต้องหัวคะมำ เพราะการรัฐประ หาร แต่ก็ยังอาสานำนักการเมืองขี้หมูไหล กลับสู่อำนาจทางการเมือง แล้ว ท่านทั้งหลายก็จะได้รู้ว่าทำไมเขาจึงคู่ควรกับตำแหน่งนกสองหัว เป็นยิ่งนัก

วันหนึ่งในขณะที่ยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งมีรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วยการเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ก็ได้รับการชักชวนจากสนธิ ลิ้มทองกุล ให้มาเป็นกรรมการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มาช่วยกันสร้างสรรค์ และสยายปีกอาณาจักรธุรกิจของสนธิ ลิ้มทองกุล ให้เติบใหญ่ ด้วยการนำเงินประชาชนที่เข้าไปเสี่ยงโชคในตลาดหุ้นออกมาเป็นทุน ด้วยเกมปั่นหุ้น

กว่า 10 ปี กับการรับหน้าที่กรรมการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สร้างความร่ำรวยและมั่งคั่งให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างคุ้มค่ากับค่าตอบแทนในฐานะผู้บริหารบริษัทคนหนึ่ง

กำไรมากมายจากตลาดหุ้น เงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้ามาจากการออกหุ้นกู้ เงินกู้จำนวนมากที่ได้มาจากการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และธนาคารพาณิชย์ ทั้งกรุงไทย กสิกรไทย นครหลวงไทย ทหารไทย ไหลเข้ากระเป๋าสนธิ ลิ้มทองกุล ในวันนั้น และกลายมาเป็นหนี้เน่าที่รัฐบาลต้องเอาภาษีประชาชนไปชดใช้แทน ในวันนี้

กระทั่งเงินกู้จำนวน 151 ล้านบาทที่ เป็นต้นเหตุให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ฟ้องล้มละลายสนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะผู้ค้ำประกันให้กับบริษัทเดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ก็เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่นายสม จาตุศรีพิทักษ์ พี่ชายของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารหลวงไทย และ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น กรรมการบริษัทเดอะแมนเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้แนะนำให้สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้รู้จักกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และสนับสนุนให้เข้าไปทำงานกับพ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังทำธุรกิจ และเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ วางมือจากธุรกิจ เข้ามาทำงานการเมือง จัดตั้งพรรคไทยรักไทย จึงชักชวนสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาร่วมทำงานการเมืองด้วยกัน เพราะเห็นว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สนใจทำงานการเมืองอยู่แล้ว

เมื่อเข้าสู่เวทีการเมือง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จึงได้รับตำแหน่งใหญ่โต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อพรรคไทยรักไทย ได้เป็นรัฐบาล

งานแรกที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทำเพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณ มิใช่ การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน และพักหนี้สินเกษตรกร ดังที่ผู้คนทั้งหลายเข้าใจกัน เพราะประชาชนมิได้เป็นผู้มีพระคุณแก่เขา หากแต่เป็นการเร่งรัดตัดหนี้ให้กับกลุ่มธุรกิจเดอะ เอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 6,000 ล้านบาท ลดภาระหนี้สินให้กับ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้านายเก่าผู้มีพระคุณ ต่างหากเล่า โดยอ้างว่าเป็นนโยบายรัฐบาล ที่จะตัดหนี้เน่าภาคเอกชนออกจากระบบธนาคาร แล้วให้รัฐไปรับภาระแทน

วีรกรรมของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เลือกปฏิบัติตัดหนี้ให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล ทำให้เขาถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชน และนักธุรกิจทุกคน ว่าเลือกปฏิบัติ ใช้การพิจารณาลดหนี้แบบสองมาตรฐาน

มีแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้านายเก่าของเขา ที่ได้ประโยชน์ แต่กลุ่มธุรกิจอื่น ไม่ได้รับอานิสงส์ ไปด้วย แต่ด้วยมือจำนวนมากมายเกินกว่ากึ่งหนึ่งของพรรคไทยรักไทย ในสภาผู้แทน ราษฎร ทำให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เอาตัวรอดมาได้ ชนิดที่ไม่น่ารอด

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ รองนายกรัฐมนตรี ของรัฐบาลไทยรักไทย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ใช้อำนาจสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ในกำกับดูแลของเขา โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้แก่ธุรกิจสื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และ เวปไซต์

ไม่มีรัฐวิสาหกิจแห่งใด ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ จะรอดพ้นจากเตารีดและคันไถ ในมือสนธิ ลิ้มทองกุล ไปได้

แม้กระทั่งการก่อตั้งโทรทัศน์ ASTV ก็ได้เงินสนับสนุนจากรัฐวิสาหกิจ ในกำกับดูแลของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ปตท. ถูกไถไป 60 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ของสนธิ ลิ้มทองกุล

การบินไทย องค์การโทรศัพท์ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคาร SME และรัฐวิสาหกิจชั้นนำ ที่มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ไม่มีรอดแม้แต่รายเดียว

โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงไทย เจ้าหนี้รายใหญ่ของสนธิ ลิ้มทองกุล โดนสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ข่มขืนกระทำชำเราหนักที่สุด ถูกบังคับให้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เป็นการรับชำระหนี้ ในอัตราค่าโฆษณาหน้าละ 3 แสนบาท แต่ต้องไปจ่ายเงินสดให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ในอัตราค่าโฆษณานาทีละ 3 แสนบาท และต้องซื้อหนังสือ พิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันละกว่า 1,000 ฉบับ ด้วยเงินสด

เบ็ดเสร็จแล้ว ในระยะเวลา 5 ปี ที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีอำนาจเหนือกระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทย เพียงรายเดียว จ่ายเงินค่าโฆษณาให้สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท และ รับชำระหนี้ด้วยหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ไปหลายร้อยล้านบาท

กระทั่งเวปไซต์ แมเนเจอร์ออนไลน์ ที่เขียนข่าวโจมตีให้ร้ายนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย ไปเดือนละกว่า 1 ล้านบาท เป็นเวลาติดต่อกันนานนับปี

นี่คือ วีรกรรมที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กระทำด้วยความเต็มใจเพื่อตอบสนองต่อสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้านายเก่า ผู้มีพระคุณ

เหตุที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กระทำเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ และไม่แคร์ต่อสายตาผู้ใดทั้งสิ้น แม้แต่คำเตือนของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เพราะว่า หนี้สินของเดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนรวมกันมากกว่าหมื่นล้านบาท นั้น เกือบครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทฯ และเป็นผู้ลงนามในสัญญากู้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เอาไปวางไว้ในสถาบันการเงินต่างๆ นั่นเอง จึงเป็นเหตุให้สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องเร่งชดใช้หนี้สิน ที่ตัวเองเคยทำไว้ ในขณะเป็นลูกน้องใต้อาณัติของสนธิ ลิ้มทองกุล

มีเรื่องเล่ากันว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร ที่ล้มครืนไปในวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 นั้น กว่าครึ่งของหนี้เน่า เป็นหนี้ที่มีลูกหนี้ชื่อเดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และผู้ลงนามกู้เงินของเดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในฐานะกรรมการบริษัทฯ ที่ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีคำสั่งให้ลดหนี้ของเดอะแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ในภาวะวิกฤติของรัฐบาลไทยรักไทย เพราะน้ำลายของหมาบ้าเช่น สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เห็นจะมี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คนเดียวเท่านั้น ที่ไม่ถูกกัด ไม่ถูกฟัดไปด้วย แม้แต่ ทนง พิทยะ เพื่อนรักและซี้เก่าของสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ยังไม่รอดคมเขี้ยวของเพื่อนเก่าร่วมรั้วอัสสัมชัญ ศรีราชา

ว่ากันว่า ข้อมูลจำนวนมากที่ถือเป็นข้อมูลชั้นความลับ และข้อมูลภายใน ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของรัฐบาลไทยรักไทย ทั้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และวงประชุม หารือต่างๆ หลุดรอดไปถึงสนธิ ลิ้มทองกุล เกือบทุกคำพูด โดยมีเอกสารหลักฐานแทบจะครบถ้วนสมบูรณ์ เหมือนกับเอกสารที่อยู่ในแฟ้มห้องประชุม แล้วกลับมาทำร้ายรัฐบาล และนายกฯทักษิณ ชินวัตร นั้น ด้วยลีลาวาจาที่บิดเบือน จากจริงเป็นเท็จ จากเท็จเป็นจริง ของสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไปช่องทางที่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ทำไว้นั่นเอง มิใช่เป็นความสามารถชั้นพิเศษแต่อย่างใด ของสนธิ ลิ้มทองกุล และนักข่าวผู้จัดการ อย่างที่เราเคยเข้าใจกัน แต่อย่างใด

ในช่วงปลายรัฐบาลไทยรักไทย มีความพยายามอย่างแรงกล้าของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ยื่นข้อเสนอว่า พร้อมจะหยุดการขับเคลื่อนกลุ่มประชาชนผู้หลงเชื่อ และหยุดการขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร หากรัฐบาลยอมรับข้อเสนอ “ทักษิณ ลาออก สมคิด เป็นนายกฯคนใหม่”

ข้อเสนอของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นการกระชากหน้ากากสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่าเขาไม่ได้มีความซื่อสัตย์ต่อพรรคไทยรักไทย ต่อรัฐบาลที่ตัวเองร่วมทำงานอยู่ด้วย และ ที่สำคัญ เขาไม่มีความซื่อสัตย์ต่อ นายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ให้ความไว้วางใจเขาดำรงตำแหน่งสำคัญที่สุดของรัฐบาล และมอบอำนาจในการสั่งราชการ บริหารบ้านเมือง อย่างเต็มที่

เมื่อข้อเสนอของ สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกปฏิเสธ หน้ากากของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ถูกกระชากออกมา ก็ถึงเวลาที่ต้องตัดขาดจากกัน วาระที่ต้องแยกทางกันระหว่างนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

หลังการรัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกปล้นตำแหน่ง และ อำนาจ ต้องไปใช้ชีวิตในต่างแดน ระหกระเหินไปมาหลายประเทศ อดทนกล้ำกลืนฝืนยิ้มด้วยความยากลำบาก ชีวิตพลิกผัน จากคนที่มีแต่งานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนคนไทย วันละ 24 ชั่วโมง ต้องกลายเป็นคนว่างงาน ห่างไกลบ้านเมือง และประชาชนคนไทย ไปนานนับเนื่องถึงวันนี้ก็เกือบ 1 ปี

ในขณะที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็มุดหัวกลับเข้าไปซุกอยู่ใต้รักแร้ของสนธิ ลิ้มทองกุล ศัตรูหมายเลข 1 ของ รัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งสนธิ ลิ้มทองกุล ทำพิธีต้อนรับการกลับบ้านของสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อย่างอบอุ่น ยิ่งนัก

แต่กับ นายกฯทักษิณ ชินวัตร ผู้ให้ชีวิตและโอกาสทางการเมืองแก่เขานั้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั้น บอกว่าไม่เคยคุยกันมานานแล้ว ตั้งแต่ยังเป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้คุยกันแล้ว

แม้จะไม่มีสถานะใดๆ กำกับต่อท้ายชื่อ แต่ประเพณีแบบไทยๆ คนเคยอยู่ร่วมกัน คำสอนที่ว่า “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” ต้องท่องจำให้ได้ แต่สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นอกจากจะไม่เคยยกหูโทรศัพท์ถามไถ่ความทุกข์ที่อยู่ในหัวอกของคนที่ต้องห่างบ้านไกลเมือง ยังกลับ ไปเสนอตัวไปทำงานรับใช้รัฐบาลเผด็จการทหาร ที่ปล้นอำนาจไปจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ โค่นล้มรัฐบาลที่มีตัวเอง ร่วมอยู่ด้วย

แทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินข่าว สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รับตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจและต่างประเทศ

แทบจะไม่เชื่อสายตาเมื่อได้ชมข่าว สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พูดจาให้สัมภาษณ์ว่า เสนอตัวเข้ามารับใช้รัฐบาลเผด็จการทหาร ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่มีใครชักชวน

แทบจะไม่อยากเชื่อว่าวันนี้ คนอย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังมีเครดิตมากพอที่นักการเมือง “ขี้หมูไหล” ทั้งหลาย จะไปเชื้อเชิญมาเป็นผู้นำทางความคิด และผู้นำทางการเมืองให้แก่กลุ่มก้อนของตัวเอง ที่ใช้ชื่อว่า รวมใจไทย และ มัชฌิมาธิปไตย

คนอย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในสำนวนไทยๆ ต้องเรียกเป็นคนจำพวก “นกสองหัว” หรือ “ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย”

คนจำพวกนี้ ไม่ซื่อสัตย์กับใครทั้งสิ้น ใช้ลิ้นเป็นบันไดไต่หาสิ่งที่ต้องการ ภักดีและสัตย์ซื่อต่อความต้องการในหัวใจของตนเองเพียงผู้เดียวเท่านั้น “มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์หนีเอาตัวรอด” น่าจะเป็นคติประจำใจของคนคนนี้

คนอย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อย่าว่าแต่จะมาเป็นผู้นำประเทศเลย เพียงแค่เป็นผู้นำครอบครัว และองค์กรที่ตนเข้าไปอยู่ด้วย ยังไม่รู้จะประสบความสำเร็จหรือไม่

พฤติกรรมที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ แสดงออกมาทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร นั้น ไม่อาจเข้าใจเป็นอื่นได้ นอกจากว่าคนคนนี้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการทำร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีส่วนสำคัญในการทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่ตัวเองร่วมอยู่ด้วย มีบทบาทสำคัญในการเข้ายึดอำนาจและก่อการรัฐประหาร ของ เผด็จการทหารคมช. ไม่เช่นนั้น คงไม่กล้าเสนอตัวเข้าไปรับใช้รัฐบาลเผด็จการทหาร

ในไทยรักไทยมีเพียงคนคนนี้คนเดียวเท่านั้น ที่กล้าทำถึงขนาดนี้ ไม่ได้ละอายต่อสาย ตาประชาชนผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ไม่ได้เกรงกลัวต่อการลงโทษของประชาชนที่จะมีขึ้นในเวทีเลือกตั้งครั้งถัดไป

เพราะการให้โอกาสของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงทำให้สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ถือกำเนิดและมีหน้าตาในเวทีการเมือง

เพราะการล่มสลายของพรรคไทยรักไทย จึงทำให้สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นนักการเมืองที่ได้รับการยอมรับจากเผด็จการทหารคมช.

เพราะความทุกข์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่สามารถอยู่ในประเทศไทย ได้ จึงทำให้สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีความสุข และภาคภูมิใจที่ได้รับการคาดหมายให้เป็นผู้นำประเทศคนใหม่ที่จะมาแทนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย และ ประชาชนผู้ยังรัก ศรัทธา ชื่นชม นายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่จะต้องสั่งสอนและให้บทเรียนแก่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คนจำพวก “นกสองหัว” ที่กำลังยืนเป็นหัวแถวให้กับนักการมือง “ขี้หมูไหล” ให้ได้รู้สำนึกว่าคนที่ทรยศต่อประชาชน จะมีจุดจบเช่นไร

“ข้าสองเจ้า - บ่าวสองนาย” อย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นอกจากตัวเองแล้ว อย่าได้หวังว่าจะซื่อสัตย์ต่อประชาชน และประเทศชาติ

ขอให้จำคำ “ประดาบ” ไว้

บทความโดย ประดาบ แห่งHi-Thaksin




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2550    
Last Update : 24 สิงหาคม 2550 19:28:13 น.
Counter : 451 Pageviews.  

ความชั่วร้ายของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’

ความชั่วร้ายของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในการเคลื่อนไหวของแนวร่วมกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ ปัญญาชนขวาจัด และปัญญาชนตีสองหน้า เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 อาวุธทางการเมืองที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของพวกเขาคือ วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ซึ่งถูกใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นก่อกระแส ไปจนถึงรัฐประหาร 19 กันยายน แล้วก็ยังถูกใช้ต่อมาอีกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร

คำว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยนักวิชาการรัฐศาสตร์-คอลัมนิสต์ที่เป็นพวกขวาจัด อิงแอบอยู่กับสถาบันจารีตประเพณีมาต่อต้านประชาธิปไตย ปฏิเสธทุนนิยม และต่อต้านโลกาภิวัฒน์ วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ เป็นการจงใจผสมปนเปทางความคิดด้วยการจับเอาระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ 2540 ตลอดจนสถาบันการเมืองประชาธิปไตยทั้งหมด มาผูกติดกับตัวบุคคลนักการเมือง แล้วตั้งฉายาแบบเหมารวมว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ชูขึ้นเป็นเป้าโจมตี บิดเบือน ใส่ร้าย โดยมิเพียงทำลายตัวบุคคล แต่มุ่งโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญทั้งหมด แล้วโยนบาปไปให้นักการเมือง ปกปิดความจริงที่ว่า พวกจารีตนิยมนั่นแหละที่เป็นปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตยมาทุกยุคสมัย

ผู้ประดิษฐ์และใช้วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ อ้างว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ได้มีนักการเมืองชนะเลือกตั้งเข้ามาเกาะกุมระบบการเมือง แล้วใช้อำนาจไปทำลายประชาธิปไตย ละเมิดรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน แทรกแซงองค์กรอิสระ ทำให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่ทำงาน รวมถึงการซื้อเสียงหลอกลวงประชาชน และนโยบายเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จที่กอบโกยประโยชน์เข้าสู่พวกตน ผลก็คือ แม้จะยังมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง แต่ทั้งหมดก็ถูกนักการเมืองครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ

ฉะนั้น ทั้งประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ‘ได้ถูกทำลาย’ หรือ ‘ถูกรัฐประหารโดยทักษิณ’ ไปนานแล้วก่อนวันที่ 19 กันยายน ระบอบการเมืองที่ว่านี้แหละ ที่เรียกว่า ‘ระบอบทักษิณ’

ตรรกะ ‘ระบอบทักษิณ’ ดังกล่าว ได้แพร่กระจายดุจเนื้องอกมะเร็งร้ายไปสู่นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส สมาชิกวุฒิสภาปีกขวาจัด สื่อสารมวลชน และนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน คำว่า ‘ระบอบทักษิณ’ ถูกใช้เป็นคำด่าทอเพื่อปลุกอารมณ์เกลียดชังคลุ้มคลั่งอย่างไร้เหตุผลในหมู่มวลชนจำนวนหนึ่ง ก่อเป็นการประท้วง ยั่วยุ สร้างความรุนแรงให้เป็นวิกฤตการเมือง ทั้งหมดเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ทีละขั้นตอนโดยพวกจารีตนิยม กระทั่งสำเร็จเป็นรัฐประหาร 19 กันยายนตามต้องการ

เป้าหมายทางการเมืองตั้งแต่ต้นของแนวร่วมจารีตนิยม-ราชการ และปัญญาชนขวาจัดคือ ต้องการโค่นล้มประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เพื่อปกปิดเป้าประสงค์ที่แท้จริง พวกเขาจึงต้องใช้กุศโลบายเอาตัวบุคคลนักการเมืองมาเป็นเปลือกห่อหุ้มปิดบังระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 ไว้ แล้วเรียกเหมารวมว่า ‘ระบอบทักษิณ’ จากนั้นก็โจมตี ใส่ไคล้ บิดเบือน ป้ายสี ด้วยข้อมูลเท็จต่างๆ นานา ผสมกับการปลุกอารมณ์คลั่งชาติอย่างสุดขั้ว ทำให้นักการเมืองที่ถูกใช้ห่อหุ้มรัฐธรรมนูญอยู่นั้นกลายเป็น ‘อภิ:-)และมหาอสุรกายจากนรก’ ‘จอมขายชาติ’ และ ‘พวกจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์’

จากนั้น ก็ชูคำขวัญ ‘โค่นล้มระบอบทักษิณ’ ซึ่งเนื้อแท้คือการเรียกร้องให้โค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญนั่นเอง และนี่เป็นความชั่วร้ายประการหนึ่งของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ เพราะมันอำพรางเป้าประสงค์ที่แท้จริงที่ต้องการทำลาย ด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจจากระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญไปที่ตัวบุคคลนักการเมือง ทำให้ผู้คนหลงเข้าใจว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการ ‘ขับไล่ทักษิณและทำลายเครือข่ายระบอบทักษิณ’ ไม่ใช่การโค่นล้มประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ นับเป็นอุบายที่ได้ผล สามารถหลอกใช้ปัญญาชนส่วนหนึ่งที่อ่อนหัดได้ เพราะคนพวกนี้คิดว่า ตนต้องการประชาธิปไตย แต่เกลียดชังนักการเมืองทุจริต พอได้ยินคำขวัญ “โค่นล้มระบอบทักษิณ” ก็พากันตื่นเต้น ตะลีตะลานวิ่งตามด้วยกลัวว่าจะ ‘ตกขบวน’ กระโดดเข้าร่วมขับไล่ทักษิณกันอย่างคึกคัก โดยเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า พวกตนกำลัง ‘ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยการขับไล่นักการเมืองทุจริต และจะโค่นล้มทักษิณลงได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญ’

แต่หารู้ไม่ว่า การโค่นล้ม ‘ระบอบทักษิณ’ ก็คือการโค่นล้มประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ และรื้อฟื้นระบอบเผด็จการอำนาจนิยมแบบเปิดเผยของพวกจารีตนิยมขึ้นมาอีกครั้ง

วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ยังถูกใช้เป็นตรรกะที่สร้างความถูกต้องชอบธรรมให้กับรัฐประหาร เพราะในเมื่อระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ถูกละเมิดหรือทำลายไปก่อนแล้วโดยทักษิณ และในเมื่อ ‘ระบอบทักษิณ’ เป็นเผด็จการ:-)ย์ของนักการเมืองที่ทุจริตและขายชาติ รัฐประหาร 19 กันยายนจึงไม่ใช่การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการ ‘โค่นล้มระบอบทักษิณที่เป็นเผด็จการและทุจริต’ รัฐประหาร 19 กันยายนจึงมี ‘ลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนรัฐประหารทั้งปวงในอดีต’ ไม่ใช่ ‘รัฐประหารที่เลว’ หากแต่เป็นรัฐประหารที่ ‘จำเป็นและเลี่ยงไม่ได้’ เพื่อโค่นล้มเผด็จการของนักการเมืองและเพื่อ ‘ปฏิรูปการเมือง’ นำมาซึ่งการเมืองที่ขาวสะอาดบริสุทธิ์และปราศนักการเมืองชั่วอีกต่อไป

และนี่คือตรรกะเลวร้ายที่บรรดาปัญญาชนขวาจัด ปัญญาชนเดือนตุลา รวมถึงนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย องค์กรพัฒนาเอกชน ราษฎรอาวุโส ล้วนใช้เป็นเหตุผลดาหน้ากันออกมาสนับสนุนรัฐประหารกันอย่างครึกครื้นและไร้ยางอาย แม้แต่พวกปัญญาชนตีสองหน้า โดยเฉพาะนักวิชาการอาวุโสบางคนด้านประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ก็ยังใช้ตรรกะดังกล่าวมาแก้ตัวว่า “ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ถึงอย่างไร รัฐประหารยังเลวน้อยกว่าระบอบทักษิณ”

อัปลักษณ์ทางตรรกะมาถึงจุดสูงสุดในปัจจุบัน เมื่อเราได้เห็นบทความ คอลัมน์หนังสือพิมพ์ และการเสวนาอภิปรายของคอลัมนิสต์ นักวิชาการ และราษฎรอาวุโส ที่ทำตัวเป็นทนายแก้ต่างให้กับเผด็จการ พากันสาธยายว่า บัดนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดขึ้นในการเมืองไทยแล้วคือ ระบอบรัฐประหารของคณะทหารที่มีปืนอยู่ในมือและปกครองด้วยประกาศ คำสั่งและกฎอัยการศึกในขณะนี้ กลับ ‘สุภาพอ่อนโยน’ ไม่เป็นเผด็จการ คุมระบบราชการไม่ได้ และไม่สามารถใช้อำนาจรุนแรงเด็ดขาดได้เท่ากับ ‘ระบอบทักษิณ’ ที่เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ทั้งๆ ที่มีรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต่างๆ มากมาย นี่แหละคือข้อพิสูจน์ว่า กลุ่มทุนการเมืองนั้นแยบยลและเลวร้ายเพียงใดเพราะ ‘สามารถเป็นเผด็จการได้ด้วยการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย’ ฉะนั้น ระบอบรัฐประหาร 19 กันยายนจึง ‘ไม่เป็นเผด็จการ’ หากแต่เป็น ‘ประชาธิปไตยปฏิรูป’ หรืออย่างมากก็เป็นแค่ ‘เผด็จการครึ่งใบ’

คนที่อ้างว่า ‘รัฐประหารเลวน้อยกว่าระบอบทักษิณ’ ก็เพื่อผัดหน้าทาแป้ง ปกปิดใบหน้าปีศาจของระบอบเผด็จการทหาร คนพวกนี้มีทัศนะ แนวคิด และมาตรฐานประชาธิปไตยที่บิดเบือนกลับตาลปัตรอย่างแท้จริง เพราะภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลไทยรักไทยเป็นเวลา 5 ปี แม้จะไม่ใช่ช่วงเวลาที่เป็นประชาธิปไตยในมาตรฐานสูงเท่าประเทศที่เจริญแล้ว แต่ก็พอจะถือได้ว่า ‘เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างมาก’ สำหรับการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา อันเนื่องมาจากคุณลักษณะที่ก้าวหน้าของรัฐธรรมนูญ 2540 จริงอยู่ว่า ผู้นำรัฐบาลและนักการเมืองฝ่ายบริหารมีอำนาจมาก คุมรัฐสภาผ่านการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากที่เหนียวแน่น มีอิทธิพลสูงต่อองค์กรอิสระผ่านวุฒิสภา ทั้งดำเนินมาตรการบางอย่างที่หมิ่นเหม่ต่อประชาธิปไตย (เช่น สงครามปราบยาเสพติด) แต่สถาบันการเมืองประชาธิปไตยส่วนใหญ่ก็ยังคงทำงานต่อไปได้ และยังสามารถทำการตรวจสอบถ่วงดุลได้ระดับหนึ่ง รวมทั้งยังมีพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชนอิสระ ตลอดจนสถาบันตุลาการที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของรัฐบาล

แต่การยอมรับว่า ‘สถาบันการเมืองประชาธิปไตยถูกกระทบกระเทือนและหมิ่นเหม่’ นั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการสรุปว่า ‘รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองประชาธิปไตยถูกทำลายไปแล้ว’ เราจึงได้เห็นสื่อสารมวลชนทุกแขนง แม้แต่สื่อของรัฐเอง ต่างรุมโจมตีรัฐบาลไทยรักไทยได้ต่อเนื่องยาวนาน มีการชุมนุมประท้วงที่ล่วงละเมิดกฎหมายและสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นมากที่สุด ทั้งยั่วยุด่าทอ และท้าทายให้เกิดความรุนแรงที่ยืดเยื้อยาวนาน โดยที่รัฐบาลไทยรักไทยตกเป็นฝ่ายรับและไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย นี่ละหรือ ‘ระบอบทักษิณ’ ที่เป็นเผด็จการทรราชเบ็ดเสร็จจากขุมนรก!

วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ยังบิดเบือนเนื้อแท้ของระบบการเมืองไทยก่อน 19 กันยายนให้เป็นระบบการเมืองที่นักการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งที่ความจริงแล้ว แม้แต่ระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 ในท้ายสุด ก็ยังเป็นเพียงเปลือกนอกของระบอบอำนาจนิยมแฝงเร้นของพวกจารีตนิยมที่ยึดกุมอำนาจรัฐจริงมาตั้งแต่รัฐประหาร16 กันยายน 2500 โดยมีเปลือกนอกสลับกันเป็นช่วงๆ ระหว่างเผด็จการทหารกับการเมืองแบบเลือกตั้งเท่านั้น เพียงแต่ว่า ในช่วง 4 ปีแรกของรัฐบาลไทยรักไทย อำนาจของพวกจารีตนิยมได้แฝงเร้นมากขึ้นและปล่อยให้รัฐธรรมนูญ 2540 ได้แสดงผลสะเทือนทางประชาธิปไตยออกมาได้ระดับหนึ่ง แต่ในที่สุด พวกจารีตนิยมก็ทนไม่ได้ ต้องกระโดดออกมาในที่โล่งแจ้งอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและฉีกเปลือกที่เป็นรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้ง

ข้อนี้เห็นได้จากความจริงที่ว่า รัฐบาลไทยรักไทยได้เริ่มสูญเสียอำนาจจริงไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2549 เมื่อกลุ่มจารีตนิยมเคลื่อนไหวอย่างลับๆ โดยด้านหนึ่ง ก็สนับสนุนการชุมนุมประท้วงขับไล่บนท้องถนน และให้พรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้ง สร้างเป็นสถานการณ์วิกฤตนอกสภา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ในระบบการเมืองและราชการ ก็เข้าแทรกแซงหน่วยงานรัฐบาล ทหารตำรวจ องค์กรอิสระ สื่อมวลชนของรัฐ ไปจนถึงสถาบันตุลาการ ทำให้รัฐบาลไทยรักไทยเป็นอัมพาตและตายไปทีละส่วน

รัฐประหาร 19 กันยายนเป็นเพียงการตัดสายใยชีวิตการเมืองอันบอบบางที่เหลืออยู่เป็นเส้นสุดท้ายของรัฐบาลไทยรักไทยเท่านั้น ความชั่วร้ายของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ก็คือ มันปิดบังความจริงที่ว่า แท้จริงแล้ว ภายใต้ร่มเงาแห่งอำนาจแฝงเร้นของกลุ่มจารีตนิยมตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา รัฐบาลจากการเลือกตั้งทุกชุดล้วนอ่อนแออย่างยิ่ง แม้แต่รัฐบาลไทยรักไทยซึ่งเข้มแข็งยิ่งกว่ารัฐบาลเลือกตั้งในอดีตด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 2540 ในท้ายสุด ก็ยังอ่อนแอและไร้พลังโดยสิ้นเชิงในการต่อกรกับอำนาจจารีตนิยม

เนื้อแท้ของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ยังมีนัยว่า ระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ 2540 นั่นแหละที่เป็นต้นเหตุรากเหง้าของพฤติกรรมชั่วร้ายของนักการเมือง ผู้ประดิษฐ์และใช้วาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ จึงเป็นพวกต่อต้านประชาธิปไตยและการเมืองแบบเลือกตั้ง โดยมองว่า ประชาธิปไตยไม่ว่าที่ไหนในโลก แม้แต่ในประเทศที่เจริญแล้ว ล้วนเลวทรามทั้งสิ้น คือผลิตแต่นักการเมืองเลวๆ ขึ้นสู่อำนาจทั้งนั้น เพราะมองไปทางไหน ประเทศใด ก็เห็นแต่นักการเมืองในลักษณะดังกล่าว

พวกนิยมวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ จึงมีลักษณะร่วมกันคือ เกลียดชังต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกลียดชังตะวันตก ประณามระบบการเมืองประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้นว่า ‘จอมปลอม เป็น ‘ประชาธิปไตยสามานย์’ คนพวกนี้เชื่อในลัทธิชนชั้นผู้นำและระบอบอภิสิทธิ์ชน เชื่อว่า การเมืองต้อง ‘ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง’ และ ‘ผู้นำต้องมีคุณธรรมจริยธรรม’ ซึ่งเอาเข้าจริงก็ล้วนคลุมเครือ เป็นอัตวิสัย และจอมปลอม เพราะในท้ายสุด ‘คนดี มีคุณธรรมจริยธรรม’ ที่สมควรมีอำนาจปกครองในความคิดของพวกเขาก็คือ พวกเขาเองนั่นแหละที่มีทั้งชาติ วงศ์ตระกูล ทรัพย์ ภูมิปัญญา การศึกษา และ ‘คุณธรรมจริยธรรม’ เพียบพร้อม และมีจำนวนคนน้อยนิดบนสุดยอดปิรามิดของสังคม
พวกนิยมวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ปฏิเสธแนวคิดที่ว่า ในเมื่อผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำจากตระกูลสูงส่งเพียงใด เป็นสกุลผู้ดีสืบเนื่องมานับร้อยปี หรือสามัญชนและนักการเมืองทั่วไป ทุกชาติทุกภาษาทั่วโลก ล้วนเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เห็นแก่ประโยชน์ตนกันทั้งนั้น ล้วนชอบใช้อำนาจ ไม่ชอบถูกตรวจสอบ ไม่ชอบข้อจำกัดทางกฎหมาย มักเล่นพรรคเล่นพวก และมีแนวโน้มทุจริตถ้ามีโอกาส

ฉะนั้น จุดประสงค์ของการเมืองจึงไม่ใช่เป็นเรื่อง ‘ให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง’ แต่เป็นการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ รวมถึงระบบกฎหมาย องค์กรอิสระ ตลอดจนสถาบันและประเพณีปฏิบัติทางประชาธิปไตยต่าง ๆ ตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อเป็นกรอบจำกัดและกดดันให้ผู้ปกครองและนักการเมืองมีพฤติกรรมการใช้อำนาจไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้มากที่สุด

เราจะเห็นความบิดเบี้ยวของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ ได้ชัดเจนเมื่อนำตรรกะเดียวกันไปใช้ในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกา เราก็จะได้วาทกรรม ‘ระบอบบุชง เพราะจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นประธานาธิบดีที่ถูกกล่าวหาว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ทั้งให้ดักฟังโทรศัพท์ชาวอเมริกันโดยศาลไม่รับรอง กักขังผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายที่อ่าวกวนตานาโมนานนับปีโดยไม่ตั้งข้อกล่าวหา และมีข่าวพัวพันกับนักลอบบี้ที่ทุจริต ส่วนรองประธานาธิบดิกเชนีย์ก็ถูกกล่าวหาว่า ทุจริตมาตั้งแต่ชนะเลือกตั้งสมัยแรก แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภา ก็ยังทำอะไรบุชไม่ได้ ฉะนั้น ทางออก ‘ที่เลียงไม่ได้’ ก็คือ ต้องให้กองทัพสหรัฐฯ ออกมาก่อรัฐประหารขับไล่บุชและฉีกรัฐธรรมนูญ!? ส่วนในอังกฤษ เราก็จะมี “ระบอบแบลร์” เพราะโทนี่ แบลร์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายที่ถูกหาว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนอังกฤษ ใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทน นำประเทศเข้าสู่สงครามอิรักโดยไม่ฟังเสียงประชามตินอกสภา ในขณะที่ภริยาก็เคยถูกกล่าวหาว่า รับประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรม ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็ไร้น้ำยาเพราะพรรคแรงงานของนายแบลร์มีเสียงข้างมาก ‘เป็นเผด็จการรัฐสภา’ ฉะนั้น ทางออกคือ ต้องเรียกร้องขอ ‘นายกฯมาตรา 7’ จากพระราชินีอลิซาเบ็ธ หรือให้ฝ่ายทหารออกมาทำรัฐประหาร!?

แต่ความชั่วร้ายประการสำคัญที่สุดของวาทกรรม ‘ระบอบทักษิณ’ คือ มันเบี่ยงเป้าบิดประเด็นไปจากต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของการเมืองไทย โดยจับเอานักการเมือง รัฐธรรมนูญ 2540 และสถาบันประชาธิปไตยทั้งหมด มาผสมปนเปกันเข้าแล้วขึงพืดขึ้นบนตะแลงแกง ให้เป็นเป้าของการด่าทอ ทุบทรมาน โบยตี ฟันแทงต่างๆ ด้วยความเคียดแค้นเกลียดชัง ให้ผู้คนเข้าใจว่า นี่แหละคือต้นเหตุแห่งความฉิบหายทางการเมืองตลอดหลายปีมานี้ ทั้งที่ต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของการเมืองไทยคือ พวกจารีตนิยม ซึ่งผูกขาดแกนในอำนาจรัฐมายาวนานตั้งแต่ปี 2500 ถึงปัจจุบัน เป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายสิบปีมานี้ และเป็นอำนาจแฝงเร้นที่ขัดขวาง กัดเซาะ และบ่อนทำลายประชาธิปไตย ทำให้รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองประชาธิปไตยอ่อนแอ ขี้โรค ไม่พัฒนา และถูกทำลายได้ง่ายตลอดมา




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2550 16:35:33 น.
Counter : 338 Pageviews.  

จากอาวุธทันสมัยของทหาร ไปสู่อาวุธอันล้าหลังของบริษัทไทย

ในที่สุด ก็เลือก “รักชาติ” แต่อาจจะต้อง “มีความสามารถระดับนี้” ไปอีกนาน


มาเริ่มที่ดูบริษัทไทยกัน

ก็เป็นข่าวไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ว่าบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจระดับโลก บอกว่าจริงๆแล้ว มาตรการ “รักชาติของคนไทย” ที่วางสัดส่วนให้ฝรั่งถือหุ้นในบริษัท ไทย ได้น้อยกว่าเดิม จะกระทบมากที่สุดก็ตรงสองจุด จุดแรกคือ การทำการวิจัยและพัฒนา คือฝรั่งที่ไหนจะมาสอนไทยตรงนี้ ในเมื่อมันกลายเป็นเขาถือส่วนน้อยไปแล้ว แล้วจุดที่สอง ก็คือด้าน “เทคนิคต่างๆ” เช่นการบริหารสมัยใหม่ หรือ “ลวดลาย” การใช้เครื่องมือสมัยใหม่ หรือจะเป็นการไม่เอาเครื่องมือสมัยใหม่มาลง พูดง่ายๆ คนไทยเชิญเอาบริษัทกลับไปเลย แต่อย่าหวังว่าจะรุ่งเรือง เจริญต่อไปอีกมากนัก “ถ้าคนไทยไม่เก่งจริง”


พูดง่ายๆ ฝรั่งก็เชิญคนไทยให้ “หันไปพึ่งขาตัวเอง ในการทำวิจัย และด้านเทคนิค” ก็แล้วกัน คือไปต่อยอดกันเอาเอง “ฉลาดได้อีกแค่ไหน หรือจะไม่ฉลาดไปอีกนานแค่ไหน” ตอนนี้อยู่ในมือคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว ในการมองเรื่องนี้นั้น ก็ต้องว่าไปตามเนื้อผ้านะครับ คงไม่เข้าใครออกใครเพราะผมก็คนไทย ปัญหากับโจทย์ที่ฝรั่งส่งมาให้คนไทยตรงนี้ “น่ากลัวมากนะครับ” เพราะในขณะที่เราเลือกที่จะรักชาติกัน จนยอมศูนย์เสียความรู้ใหม่ๆไป ประเทศแบบเวียนนามนั้น กลับเปิดประเทศ จนได้โรงงานทันสมันที่สุดบนโลก แบบการสร้างคอมพิวเตอร์ชิป จากอินเทลไปเรียบร้อยแล้ว แล้วนั่นเป็นเพียงปลายน้ำของสิ่งนั้น อุตสาหกรรมต้นน้ำที่ทันสมัยที่สุดด้านนั้น กำลังกรูกันเข้าไปในเวียดนาม คือเราคงบอกกันว่าเชิญเวียดนามรุดหน้าไทยไปเลย คนไทย “รักชาติมากกว่า” ก็ได้นะครับ ปัญหาคือในการรุดไปข้างหน้า เขา “ฉลาดและเก่ง” ขึ้นด้วยสิครับ


แต่เอาหละครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราพร้อม ต่อยอดด้วยตัวเราเองหรือไม่ ก็น่าขบคิดนะครับ แต่ขอบอกสักนิดเท่านั้นเอง ว่างบประมาณการวิจัยของไทย และการพัฒนาด้านเทคนิคนั้น ความเป็นจริงคือ “เทียบไม่ได้เลย” กับของบริษัทต่างชาติ คือพูดกันตรงๆ งบวิจัยพัฒนาไทยที่ผ่านมาสักสิบปีที่แล้ว ยังไม่เท่า “การเพิ่มขึ้นในปีเดียว” ของงบวิจัยบริษัทใหญ่ๆของต่างชาติเลย คือฟังแล้ว “ค่อนข้างจะยากพอดูนะครับ” ที่ไทยเราจะตามโลกทัน คือก็ไม่เคยตามทันนะครับ เท่าที่ทำกันมา ถึงฝรั่งจะถือหุ้นใหญ่ แต่อย่างน้อย เราก็ไม่ได้ตกหล่นอะไรมากมายนัก แต่มาตอนนี้ ท่าทางจะถูกเขา “ทิ้งห่างมากขึ้นมาก” ในขณะที่แบบเวียนนามนั้น “เร็วเหลือเกิน”


ข่าวร้ายยังไม่จบนะครับ ตอนนี้กฎหมายไทยขัดกันเองจนไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้วครับ ทั้ง กลต ที่ดูแลหุ้น ก็มีกฎกลต ทั้ง บีโอไอ ก็มีกฎหมายรองรับ แล้วก็กฎหมายลดสัดส่วนการถือหุ้นของฝรั่งในไทยที่พึ่งออกมาอีก ขัดกันจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอีกแล้วครับ อาจารย์ดังๆตามมหาวิทยาลัยไทย ที่ก็ไม่ได้ชอบหรือไม่ชอบใคร แต่กลางๆ บอกว่า ต้องตีความกันเป็นปีกว่าจะรู้ว่าอะไรคืออะไร แล้วในระหว่างนี้ “การลงทุนในไทย โดยต่างชาติ จะหยุดชงักและตกลง” ในเมื่อการลงทุนใหม่ ก็คือการนำเอาเทคโนโลยี่การผลิตใหม่ๆเข้ามา ก็พอจะสรุปได้ว่า การหยุดการลงทุน ก็จะทำให้ “ความรู้ใหม่ๆ ความสามารถใหม่ๆ หายไปด้วย”


แต่ข่าวร้ายยังไม่หมดนะครับ เพราะอาจารย์ท่านกล่าวว่า “ปัญหาคือถ้าเก่าแก่และไม่ทันสมัย มันจะแข่งกับโลกไม่ได้ บริษัทในมือคนไทย แต่แข่งกับคนอื่นไม่ได้ ในที่สุดก็ถูกตียับและต้องขายไปไม่ก็ปิดกิจการไป ไม่ก็พยายามทุกทางเพื่อให้ไปได้ งูๆปลาๆ ฝรั่งปล่อยออกมาให้เท่าที่จำเป็น และลดสัดส่วนไปเรื่อยๆ แต่ที่แน่นอนคือในระยะยาว แข่งไม่ได้ก็คือคนจะตกงานกัน”


สรุปคือของเก่าที่ลงทุนมา หยุดการให้ความรู้ใหม่ๆแก่คนไทย และสิ่งใหม่ๆที่จะมา ก็หมดไปด้วย ฟังดูแล้วคนในแวดวงเทคโนโลยี่ เช่น เนคเทค ซีป้า กระทรวงวิทย์ กระทรวงไอซีที และไม่รู้จะอีกกี่สิบองค์กรที่สร้างมาเพื่อให้ไทยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ให้ทันต่างชาติ และพึ่งตัวเองได้ คงจะต้องมานั่งถกกัน “ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์การพัฒนาด้านนี้เลยนะครับ” ว่าจะทำอย่างไรดี ไม่มีใครบอกว่ารักชาติไม่ดี แต่การรักชาติมากๆ ก็มีทั้งส่วนดีและไม่ดีปนกันมา ทางออกของคนไทย คือจะบริหาร “ด้านลบที่ตามมา” ให้ได้อย่างไร คำตอบคงจะเป็นเพิ่มงบการวิจัย ทางออกคงจะเป็นปรับปรุงการศึกษากันขนานใหญ่ ด้วยการเอาชาวต่างประเทศที่รู้จริง มาถ่ายทอดวิชาให้ ทางออกคงจะเป็นลดภาษีให้กับการลงทุนในการวิจัย และการปรับปรุงเทคโนโลยี่สมัยเก่าตามโรงงาน ให้มาใช้สมัยใหม่


ทำกันได้หลายทางครับที่จะลด “ราคา” ของการไม่พึ่งต่างชาติมากนัก คงจะเหนื่อยกันหน่อยนะครับต่อจากนี้ไป แล้วเราคนไทยคงต้องมาทำใจกันใหม่อีกครั้งนะครับ ว่าเราเลือกแล้วที่จะให้เวียดนาม แซงหน้าไป เราเลือกแล้วที่จะเลิกแข่งอยู่ในระดับมาเลเซีย เราเลิกแล้วที่คิดจะเป็น “ผู้นำ” ของภูมิภาค แล้วเห็นประเทศอื่นเป็นแทน เราเลือกแล้วที่จะอยู่กันแบบ เผชิญโลก ด้วยตัวเราเอง

แล้มมาดูทหารกัน

สุดจะภูมใจกับงบทหารของรัฐบาลนี้ ที่จะใช้ซื้ออาวุธ สมัยใหม่มาใช้กัน เรียกว่าในวันถกงบกัน ทุกคน "เออออกันหมด" ว่าต้องเอาอาวุธทันสมัยที่สุดมาเสริมเขี้ยวเล็บ เพราะประเทศอื่นไปกันไกลมากแล้ว

ถึงขนาดล่าสุด จะลงทุนเป็นพันล้าน ซื้อดาวเทียมมาใช้กันในแวดวงราชการเองเลย เพื่อความมั่นคง

ก็ต้องขอบอกว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก ที่บอกธรกิจไทยว่าจะทันสมัยไปทำไมกัน แต่ตัวเองกลับเลือกเอาทันสมัยที่สุด

จากคุณ : ทันคนทันข่าว - [ 22 ม.ค. 50 14:50:23 A:58.10.87.193 X: ]




 

Create Date : 24 มกราคม 2550    
Last Update : 24 มกราคม 2550 14:36:27 น.
Counter : 401 Pageviews.  

แกะรอยเศรษฐกิจฟองสบู่แตก

คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 19 มกราคม 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3550 (2750)

ข่าวส่งท้ายปีเก่า 2546 เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คือข่าวการจับแพะ และติดตามจับลูกแพะผู้บริหารบริษัทไฟแนนซ์ ซึ่งพอเปิดเผยชื่อออกมาแล้ว ประชาชนต่างก็ร้องยี้ เพราะเกือบจะไม่มีใครเคยได้ยินชื่อหรือรู้จักนอกจาก 2-3 ราย ที่พอจะมีชื่อเสียงหน่อย เช่น นายวีระ มานะคงตรีชีพ และนายวีระนนท์ ว่องไพฑูรย์ (ซึ่งอาจจะมีเส้นสายไม่พอ หรือขาดเงินวิ่งเต้นเอาตัวรอด) ซึ่งป่วยเป็นอัมพาตอยู่ในโรงพยาบาลทั้งๆ ที่เจ้าของตัวจริงของบริษัทไฟแนนซ์ทั้ง 56 แห่งนั้น ล้วนมีนามสกุลดังๆ เป็นเจ้าของ หรือถือหุ้นใหญ่ในธนาคาร หรือในบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯปัจจุบัน แม้แต่ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้ก็ยังมี แต่กลับไม่มีรายชื่ออยู่ในหมายจับของตำรวจ หรือเป็นคดีอยู่ที่กรมอัยการเลย

แต่ขณะนี้ได้มีรายงานของคณะกรรมการศึกษา และเสนอแนะมาตรการ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ระบบการเงินของประเทศ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ (ศสปป.) ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2544 นายยุวรัตน์ กมลเวชช อดีตประธานคณะกรรมการกำกับการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธาน ได้เริ่มทยอยรายงาน เปิดเผยออกสู่สาธารณะบ้างแล้ว นอกจากบางรายงาน ที่ยังปิดลับอยู่ ซึ่งรายงานทั้งหมดของอนุกรรมการ 10 ชุดจะเปิดเผยว่า ใครคือผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติตัวจริง

ก่อนจะกล่าวถึงบทสรุปของรายงาน ก็คงต้องมาทำความรู้จักกับ ศสปป. ก่อน ศสปก.ได้แต่งตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 10 ชุด เพื่อศึกษาหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ต่อเนื่องจากการศึกษาของคณะกรรมการศึกษา และเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งของกระทรวงการคลังที่ 376/2540 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2540 และคณะกรรมการศึกษารายงาน ศปร. (ศศปร.) ซึ่งแต่งตั้งตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 131/2541 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 เพื่อชี้มูลความผิด และหาผู้กระทำความผิดหรือต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย

ทั้งนี้ เนื่องจากรายงานของคณะกรรมการ ศปร.ได้เรียบเรียง ให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ และได้ระบุชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้จำนวนมาก ทั้งที่อยู่ในตำแหน่ง และผู้ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ไม่ได้ชี้มูลความผิด และผู้ที่กระทำผิดหรือต้องรับผิดชอบไว้ให้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดไม่ได้สะท้อนถึงภาพรวมของวิกฤตเศรษฐกิจทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องจากการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศในปัจจุบัน ยังมีปัญหาอีกหลายประการ ที่คณะกรรมการทั้ง 2 คณะยังไม่ได้ทำการศึกษา เช่น หลักการ วิธีการ และการบริหาร รวมถึงการจัดองค์กร เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) การปิดสถาบันการเงินจำนวนมาก และผลกระทบที่ตามมา ของการลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ของประเทศ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ หรือการโอนหนี้เอกชน มาเป็นหนี้สาธารณะของประเทศ เป็นต้น เพื่อเป็นบทเรียนมิให้เหตุการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจ ที่ร้ายแรงเกิดขึ้นในประเทศไทยอีก

ศสปป.จึงได้รับการแต่งตั้งขึ้น เพื่อศึกษาถึงการเสริมสร้างมาตรการป้องกัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสามารถต้านทานกระแสเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของชาติ

บทสรุปของอนุกรรมการเกือบทุกชุด ออกมาคล้ายคลึงกันว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 เป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคผิดพลาด และการกำกับดูแลระบบการเงินในประเทศ หย่อนยานบกพร่องในการยับยั้งธุรกิจเอกชน และสถาบันการเงินกู้เงินเหรียญสหรัฐระยะสั้น เข้ามาใช้ในกิจการในประเทศ และการไหลเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศในตลาดหุ้น แล้วถอนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่มีอยู่สุทธิ 39 พันล้านเหรียญ ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2539 ไปเดิมพันรักษาค่าเงินบาทให้คงที่อย่างขาดสติ ประมาท ไร้ความรับผิดชอบ และขาดความเชี่ยวชาญ จนกระทั่งสูญเสียเกือบหมด เหลือเพียง 8 พันล้านเหรียญเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคม 2540 (9 เดือน) เมื่อบวกกับภาระผูกพันเงินที่ไปทำไว้ และต้องจ่ายในอนาคตอีก (swap) ประเทศไทยต้องสูญเสียเงินตราไปถึง 33,000 ล้านเหรียญ หรือรายได้จากการส่งออกสุทธิทั้งปี (ยังไม่หักต้นทุน) ทำให้ต้องไปกู้เงินจากกองทุนระหว่างประเทศ และจำยอมรับเงื่อนไขที่มาซ้ำเติม กับระบบเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้สาหัสลงไปอีก

ความเสียหายที่ติดตามมาหลังจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ คือ ความเสียหายภาคอสังหาริมทรัพย์อีก 191,000 ล้านบาท ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เข้าไปแบกหนี้ของสถาบันการเงินโดยเฉพาะ 56 สถาบันการเงิน ที่ถูกองค์การการเงินระหว่างประเทศบงการให้ปิดอีก 1.4 ล้านล้านบาท (ถ้าหากว่าไม่สั่งปิดทั้งหมด แต่ให้รวมตัวกันเพื่อจะได้เข้มแข็งขึ้น ความเสียหายของเศรษฐกิจและของชาติจะน้อยกว่านี้อีกมาก)

ผู้สั่งการและกำกับนโยบายการเงินของชาติ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศชาติ เป็นจำนวนมหาศาลที่กล่าวมาแล้วนี้ คือ อาชญากรเศรษฐกิจตัวจริง มิใช่ลูกแพะที่ไล่จับตามที่เป็นข่าวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ขอบเขตการศึกษาของ ศสปป.ยังครอบคลุมถึงกระบวนการ และวิธีการในการจัดการทรัพย์สิน ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจำหน่ายทรัพย์สินทุกประเภท ของสถาบันการเงิน และกิจการที่ถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการ รวมทั้งการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ เพราะว่าการดำเนินการของ ปรส.ที่ผ่านมา สร้างความสงสัยคลางแคลงใจ ให้กับสังคมมากมายถึงความโปร่งใสในกระบวนการ และวิธีการในการจัดการทรัพย์สินของ ปรส.

ผลการศึกษาของอนุกรรมการชุดศึกษากระบวนการ และวิธีการในการจัดการทรัพย์สินขององค์การ เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นผลงานเด่นที่น่าจะรอคอยรายงานออกมา เพราะว่าได้ศึกษาอย่างเจาะลึกเป็น กรณีๆ ถึงความไม่ชอบมาพากลในการขายสินทรัพย์ แบบไม่จำแนกเป็นสินทรัพย์ชั้นดี ชั้นกลาง ชั้นเลว และขายรวมเป็นกองใหญ่ ดังนั้น การขายรวมแบบกองใหญ่ จึงทำให้ทุนต่างชาติได้ประโยชน์ และรัฐได้รับเงินเฉลี่ยแล้ว ประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่าสินทรัพย์ การไม่เปิดเผยข้อมูลกับบุคคลภายนอก (chinese wall) การอนุญาตให้บริษัทที่ปรึกษา ซึ่งรู้ข้อมูลภายในเข้ามาประมูลทรัพย์สิน การทำสัญญาย้อนหลัง การยอมให้ผู้ประมูลสินทรัพย์จาก ปรส.โอนสิทธิให้กองทุนรวมโกลบอลไทย พร๊อพเพอร์ตี้ เพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษี และเพื่อเป็นช่องทางส่งกำไรออกนอกประเทศ รวมทั้งการที่เลขาธิการของ ปรส.ผู้หนึ่ง ได้ลงนามในสัญญากับบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง เพื่อยอมให้โอนสิทธิที่ประมูลได้ ในขณะที่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 12 (4) แห่ง พ.ร.ก.องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เพราะไปรับตำแหน่งเป็นกรรมการของธนาคารแห่งหนึ่ง ดังนั้น สัญญาที่รัฐเสียเปรียบนั้นจะมีผลบังคับหรือไม่ ฯลฯ

ในเอกสาร TOR ได้ระบุถึงขอบเขตการศึกษาของอนุกรรมการชุดนี้มีดังนี้

1. เพื่อศึกษากระบวนการและวิธีการในการจัดการทรัพย์สินของ ปรส.ในภาพรวม พร้อมผลการดำเนินงานของ ปรส.

2. เพื่อศึกษาประเด็นหัวข้อการศึกษาเฉพาะกรณีที่ได้มีการอภิปราย วิพากษ์วิจารณ์และเคลือบแคลงสงสัยโดยยังไม่มีการตรวจสอบพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสาธารณชน 7 ประเด็น คือ

2.1 กรณีที่ได้มีกลุ่มนักธุรกิจและนักวิชาการแสดงความคิดเห็นคัดค้านและเคลื่อนไหวทักท้วงให้ ปรส.ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินการในการจัดการทรัพย์สิน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดิน

2.2 กรณี ปรส.อนุญาตให้บริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส จำกัด (ของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 99) ที่เป็นที่ปรึกษารายหนึ่งของ ปรส.เข้าร่วมประมูลสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้

2.3 กรณี ปรส.ยินยอมให้บริษัท โกลด์แมน แซกส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ จำกัด (GSA) เป็นผู้ชนะการประมูลโดยรับข้อเสนอการเจรจาแบ่งผลกำไร (profit sharing) โดยไม่ยอมล้มเลิกการประมูลเนื่องจากได้ราคาค่อนข้างต่ำ และได้จัดทำสัญญาแนบท้ายเพิ่มเติมสัญญาขายมาตรฐาน

2.4 กรณี ปรส.ยินยอมให้ บงล.เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประมูลสินทรัพย์ของ ปรส.ได้

2.5 กรณีการดำเนินงานของ ปรส.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส) ในฐานะผู้เข้าร่วมประมูลทุกครั้ง

2.6 กรณีการดำเนินงานของ ปรส.ในการจัดประมูลสินเชื่อเช่าซื้อประเภทรถยนต์

2.7 กรณี ปรส.อนุญาตให้บริษัทที่ปรึกษาเข้าร่วมประมูลทรัพย์สินของ ปรส.ได้

ก็ได้แต่หวังว่าผลการศึกษาทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนต่อ เพื่อนำผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ในการก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย และนักเศรษฐ ศาสตร์ต่างประเทศเห็นว่าร้ายแรงถึงขนาดเป็นการล้มละลายของประเทศ (sovereign collapse) ส่วนนักเศรษฐศาตร์อิสระของไทยเห็นว่า เป็นการเสียเอกราชทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรง ไม่แพ้กับเมื่อครั้งการทำสัญญาเบาริ่งในรัชกาลที่ 4

หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแล้วกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูก็ยังไม่โปร่งใสอันเป็นการซ้ำเติมภาวะเกือบ "สิ้นชาติ" ในขณะนั้นให้หนักหนาสาหัส และให้บริษัทที่ปรึกษาต่างชาติที่ขาดจริยธรรม และจรรยาบรรณทางธุรกิจ เข้ามาประมูลทรัพย์สินชั้นดีในราคาถูกๆ ทำให้ประเทศชาติสูญเสียผลประโยชน์ไปอีก ประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่กลายมาเป็นหนี้สาธารณะโดยการบริหารสินทรัพย์โดย ปรส.

ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ จะมีความกล้าหาญพอในการนำผลสรุปของอนุกรรมการ ศสปก.ทั้งหมดทุกชุดนำมาเป็นแนวทาง ในการติดตามหาผู้กระทำความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศชาติทั้งก่อน และหลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 เพื่อไม่ให้เกิดเยี่ยงอย่าง และป้องกันความย่ามใจ ที่จะกระทำอีกต่อไปในวันข้างหน้า

ปล. ใครมีผลสอบ ของ ศปร. ทั้งหมด ช่วยเอามาลงให้ทีครับจะเป็นพระคุณอย่างสูง




 

Create Date : 05 สิงหาคม 2549    
Last Update : 5 สิงหาคม 2549 15:04:08 น.
Counter : 534 Pageviews.  

ประวัติศาสตร์การบริหารราชการบ้านเมืองช่วงปี2531-2543

ผมไม่ได้คิดและเขียนขึ้นมาเองนะครับ ผมแค่แต่งเติมในส่วนที่ผมรู้และมีข้อมูลเท่านั้นครับ ส่วนใหญ่ ผมนำมาประติดปะต่อกัน เพื่อให้มองเห็นภาพของความเป็นไปในอดีตที่ผ่านมาเท่านั้น

ใครชอบก็โหวตให้ผมด้วย ผมอยากจะให้ได้อ่านและเก็บไว้ หาความรู้กันนานๆครับ กว่าจะรวมกันออกมา มันก็ยุ่งมากๆ ขอบคุณล่วงหน้าครับ


ผมอยากจะเตือนความจำของคนในชาติครับ ใครทำอะไรไว้ เราทุกคนควรรู้ เพราะว่าเราคือประชาชน ที่เป็นเจ้าของประเทศตัวจริงเสียงจริง

เรามาเริ่มต้นดูตั้งแต่รัฐบาล ท่านนายกชาติชายเลยละกันครับ (สิงหา 2531-กุมภา 2534)

เป็นยุคของการเปิดเสรีทางการลงทุน ชักชวนต่างชาติมาลงทุน เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็ว และเริ่มมีการสะสมฟองสบู่ โดยเฉพาะที่ดินที่มีการเก็งกำไรกันมาก
อัตราการขยายตัวประมาณ 11~13%ของ GDP
ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบประมาณ 3~ 8% ของ GD P
หนี้ต่างประเทศรวม (ปี 2533) 29600 ล้านดอลลาร์

และแล้วก็มาถึงรัฐบาล ท่านนายกอานันท์1 (มี.ค. 25 34-เม.ย. 2535) และท่านนายกอานันท์2(มิ.ย 2535-ก.ย.2535)
รัฐบาลได้สร้างภาพพจน์ต่อต่างประเทศด้วยการเปิดเสรีทางการค้า มีการลดภาษีนำเข้าหลายรายการเช่น รถยนต์ ไทยขาดดุลการค้ามากขึ้น
อัตราการขยายตัวประมา ณ 8.5 %ของ GDP
ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบประมาณ 5.5~ 7.5% ของ GDP
หนี้ต่างประเทศรวม (ปี 2535) 43621 ล้านดอลลาร์

ต่อมาก็ถึงคิวของรัฐบาล ท่านนายกชวน 1 (ก.ย.35-พ.ค.38)
นโยบายเปิดเสรีทางการ เงิน อันนี้ได้ใจเลยครับโดยหวังว่าไทยเราจะเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคนี้ คนเรามีสิทธ์ที่จะฝันครับ และในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก นโยบายเปิดเสรีทางสาธารณูปโภค ก็เริ่มต้นทำงานเลยครับ ทุกอย่างเพื่อความเป็นเลิศครับ น่าภาคภูมิใจ จริงๆ รัฐบาลชวนหนึ่งนั้น ท่านมีนโยบายจำกัด บทบาทของภาครัฐ โดยให้สัมปทานกับเอกชน และรัฐบาลเป็นผู้เรียกเก็บค่าสัมปทานล่วงหน้า เช่น เรื่องโทรคมนาคม หรือพวกทางด่วนต่างๆ การเพิ่มบทบาทของเอกชนผู้รับสัมปทานนั้น ทำให้ยอดเงินกู้ ที่เอกชนต้องกู้มาเพื่อลงทุน สูงมากเข้าไปอีกเอ้า ยังไม่พอครับ รัฐบาลนี้ยังคงติดยึดอยู่กับที่ ในเรื่องของดอกเบี้ยที่แพงกว่านอกประเทศ ท่านไม่ยอมปรับหรอกครับ คนไทยที่หัวดีทั้งหลาย ก็เลยกู้เงินเอามากินดอกส่วนต่างสบายไปเลยครับ และแล้วความหละหลวมในทางการเงิน เพียงในเวลาไม่กี่ปี หนี้สินต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2537 IMF ได้เริ่มเตือนประเทศเราให้เปลี่ยนนโยบายการเงิน และได้เตือนซ้ำอีกในปี 38 แต่ไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลที่แสนดีเลยครับ
ทั้งที่ในเวลานั้นอัตราการขยายตัวของไทย ยังคงอยู่ในระดับสูง คือประมาณ 8~9% ของ GDP แต่ช่วงนี้ก็มีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ติดลบรุนแรงเช่นกัน (-5~ -5.5 %ของ GDP ) ส่วนหนี้ต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก (ปี 2538 ไทยมีหนี้ต่างประเทศ 82,568 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ หนึ่งเท่าตัวในช่วงเวลา 3 ปีของรัฐบาล )

เอ้าเลยมาถึงรัฐบาลท่านนายกบรรหาร จนได้ (ก.ค.2538-ก.ย.39)

ช่วงรัฐบาลท่านนายกบรรหาร เริ่มมีการเสื่อมลงของ อสังหาริมทรัพย์และหนี้สินในสถาบันการเงิน ตลาดหุ้นตกต่ำลง การส่งออกกุ้งถูกกีดกันจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ประจวบกับค่าเงินดอลลาร์ได้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เงินบาทที่ผูกติดไว้กับดอลลาร์ก็สูงตามไปด้วย ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงไปอีก ปี 2538 และ 2539 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยตกต่ำเข้าขั้นวิกฤต สองปีติดต่อกัน คือ -8.2 และ -8.1 ตามลำดับทำให้เงินบาทอยู่ในฐานะที่ล่อแหลมต่อการถูกโจมตี ในเดือน มี.ค. 2539 สถาบันจัดอันดับ Moody’s ได้เตือนว่าจะลดอันดับหนี้ระยะสั้นของไทย และการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แก้ไขปัญหา BBC โดยเพิ่มทุนใหม่โดยไม่ได้ลดทุนเก่าเสียก่อน ยิ่งซ้ำเติมให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น และกระบวนการขนเงินกลับก็ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือน
ก.ย. 2539 สถาบันจัดอันดับ Moody’s ได้ลดอันดับ พันธบัตรระยะสั้นของไทย ในช่วงรัฐบาลบรรหาร นักเก็งกำไรต่างชาติได้เข้ามาโจมตีค่าเงินหลายครั้ง แต่ยังไม่รุนแรงนักเป็นการหยั่งเชิงว่า ธปท. จะเปลี่ยนนโยบายค่าเงินหรือไม่ ถึงตรงนี้คงจะกล่าวได้ว่า มีนโยบายทางการเงินการคลังที่ควรได้รับการแก้ไข แต่รัฐบาลไทยในอดีต ไม่ได้มีการตัดสินใจใดๆ เลยคือ

1. ไม่ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดพอ

2. ไม่ได้ดำเนินนโยบายทางการคลังที่เข้มงวดและเกินดุลมากพอ

3. ไม่ได้เตรียมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศให้เพียงพอ ต่อการไหลออกของเงินกู้และใช้ในยามวิกฤติ ขณะนั้นทุนสำรองของชาติมีเพียงพอสำหรับชำระสินค้าขาเข้าราว 4 เดือนเท่านั้น และยังเป็นเงินที่กู้มาเกือบทั้งหมด

4. ไม่ได้เปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนทั้งๆ ที่ IMF ได้เคยเตือน ในปี 2537 2538(ชวน1) และ 2539(บรรหาร)

5 ไม่ได้มีนโยบายสะกัดกั้นการกู้เงินระยะสั้น (ในระยะหลังการกู้เงินจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการกู้ระยะสั้น)
มาถึงรัฐบาลท่านนายกชวลิต (พย.39-พ.ย.40)

ต้นปี 2540 รัฐบาลได้ตัดงบประมาณแผ่นดินลงอย่างรุนแรงถึง 2 ครั้ง เพื่อชะลอเศรษฐกิจและเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
ในปี 2540 ธุรกิจอสังหาริมทรัย์ก็ได้กลายเป็นหนี้เสียในสถาบันการเงินมากขึ้น อุตสาหกรรมบางอย่างก็แสดงอาการเป็นฟองสบู่ เกิดเป็นหนี้เสียเช่นกัน ในเดือน มี.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศว่ามีบริษัทเงินทุน 10 แห่งต้องเพิ่มทุนด่วน ประชาชนที่ได้ข่าวหนี้เสีย ก็แห่กันมาถอนเงินฝาก บ. เงินทุนขาดสภาพคล่อง จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนฟื้นฟู เดือน ก.ค. บริษัทเงินทุน 16 แห่งถูกระงับกิจการเป็นการชั่วคราว และอีก 42 แห่งในเดือน สิงหา เพื่อให้ ธ.ป.ท. เข้าไปตรวจสอบ

มาแล้วครับกับการโจมตี ค่าเงินบาทของต่างชาติ

14 ก.พ. 2540 (เดือนที่ 3 ของรัฐบาลท่านนายกชวลิต) มีการโจมตีค่าเงินโดยกองทุนต่างชาติอย่างรุนแรง ด้วยความกลัวว่า ระบบการเงินจะพัง ธปท.ได้ทำสัญญา swap เพื่อปกป้องค่าเงินบาทไปถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ขณะนั้นไทยมีหนี้ต่างประเทศ 91000 ล้านดอลลาร์ ) ครั้งนั้นแม้ ธปท. จะแกล้งสั่งจำกัดการแลกเปลี่ยนเงินบาทของธนาคารในประเทศ จนทำให้กองทุนต่างชาติต้องไปตั้งโต๊ะขอซื้อเงินบาทที่สิงคโปร์ในราคาแพงและขาดทุนไปตามกัน แต่กองทุนต่างชาติมิได้ล่าถอยแต่กลับไปเตรียมเงินบาทเพื่อกลับมาใหม่

14 พ.ค. ได้มีการโจมตีค่าเงินบาทครั้งใหญ่อีกครั้ง ธปท. ได้ต่อสู้โดยทำสัญญา swap ไปกว่าหมื่นล้านดอลลาร์ จนทำให้ทุนสำรองสุทธิ เหลือเพียง 2.5 พันล้านดอลลาร์(ทุนสำรองสุทธิ คือทุนสำรอง หักด้วยภาระ swap แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุนสำรองจริงๆเหลือเท่านั้น เพราะการส่งมอบภาระ swap ทำที่เวลาต่างๆ กันในอนาคต ส่วนจะเสียหายเท่าไรก็อยู่ที่อัตราแลกเปลี่ยนเมื่อถึงกำหนดส่งมอบ)

ตามรายงาน ศ.ป.ร.(ที่ตั้งโดย ป.ช.ป.) การต่อสู้ครั้งใหญ่ทั้งสองครั้ง ธ.ป.ท รายงานแต่ชัยชนะ แต่ไม่ได้รายงานยอด swap ให้ ร.ม.ต. คลังทราบ เพราะถือว่าเป็นบัญชีซื้อขายของฝ่ายการธนาคาร และไม่ได้กระทบกับเงินสำรองในทันที อีกทั้งต้องการซ่อนไม่ให้ ตลาดเงินและประชาชนรู้ (จริงๆแล้ว ร.ม.ต. คลังกับพลเอกชวลิตจะทราบหรือไม่ กระผมไม่อาจรู้ได้)

25 มิ.ย. ดร.ทนง (ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ร.ม.ต. คลัง แทน ดร. อำนวย)ได้สั่งให้ ธ.ป.ท. รายงานสถานะเงินสำรองสุทธิ และเข้ารายงาน พลเอกชวลิต ในวันที่ 29 มิ.ย. จากนั้น พลเอกชวลิต ได้ตัดสินใจลดค่าเงินบาทโดยการปล่อยลอยตัว ในวันที่ 2 ก.ค. 40 (เหตุผลคือ เงินสำรองสุทธิลดลงมาก จนไม่อยู่ในสถานะที่จะปกป้องค่าเงินได้อีก และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด)

เป็นอันสรุปว่า ธปท. ได้ทำให้เกิดความเสียหายจากการที่พยายามตั้งค่าเงินไว้สูงเกินไป และได้ทำสัญญา swap เพื่อต่อสู้กับการโจมตีค่าเงินบาท เป็นวงเงินรวมทั้งหมดเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งภายหลังเมื่อ ธปท. ได้ชำระภาระ swap หมดแล้วพบว่ามีขนาดความเสียหาย 188,760 ล้านบาท หรือทำสัญญา swap 30,000 ล้านเหรียญแล้วขาดทุนเฉลี่ยเหรียญละ 6.3 บาท (ไม่ใช่เสียหายทั้ง จำนวนสัญญาสามหมื่นล้านเหรียญ หรือ แปดแสนกว่าล้านอย่างที่มีคนบางกลุ่มพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจอย่างนั้น)

การลดค่าเงินโดยการปล่อยลอยตัว แม้จะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวก(นับจากเดือนกันยายน 2540 ไทยมีดุลการค้าเป็นบวก 800~ 1000 ล้านดอลลาร์ต่อเนื่องทุกเดือน) แต่ก็ทำให้ธุรกิจที่กู้เงินต่างประเทศและธนาคารต่างๆ มีหนี้สินสูงขึ้นทันที

เมื่อเงินสำรองสุทธิ ลดต่ำลงมากทำให้รัฐบาลต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF เพื่อของวงเงินสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน IMF ได้ตั้งวงเงินกู้ให้ไทยเพียง 17.2 พันล้านดอลลาร์ (ให้เป็นงวดๆ ) ซึ่งทำให้เจ้าหนี้ต่างประเทศ คาดว่าวงเงินเพียงเท่านั้น แม้จะเพียงพอต่อรัฐบาล แต่จะไม่เพียงพอต่อการคุ้มกันการทวงหนี้ของภาคเอกชน เมื่อวงเงินคุ้มกันไม่มากพอ การทวงหนี้ในภาคเอกชนจึงดำเนินต่อไปอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดการลดค่าเงินอย่างรุนแรง และปัญหาการขาดสภาพคล่องที่นำไปสู่การล้มละลายของธุรกิจจำนวนมากตามมา

ช่วงเดือน สิงหา ถึงตุลา ได้มีการปลุกกระแสสังคมอย่างหนักว่า ประเทศไทยกำลังจะล้มละลาย เพราะรัฐบาลท่านนายกชวลิต( ใครปลุกกระแส เราๆท่านๆน่าจะรู้ความนัยละนะ คนที่ทำแบบนี้ได้เนียนจริงๆนี่ มีไม่มากครับ ) จากกระแสต่อต้าน ท่านพลเอกชวลิตได้ตัดสินใจลาออก ขณะนั้นเงินบาทอยู่ที่ 36.85 บาท

มาแล้วครับ รัฐบาล ชวน 2 ( พย. 40 - กพ 44 )

หลังจากที่ ได้เข้ามาบริหารประเทศ ด้วยเสียงเชียร์อันดังกระหึ่มของบรรดานักวิชาการหน้ามืด และสื่อทั้งหลายแล้ว คนที่ดีใจมากๆอีกคนหนึ่ง คือท่านเจ้าของซีพีครับ ท่านดีใจมาก ขนาดที่ว่า ท่านไปหาและแสดงความยินดีกับคุณชวนถึงพรรค ปชป เลยครับ รัฐบาลชวน ก็ได้พยายามหยุดยั้งการไหลออกของเงิน ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย แต่เนื่องจากขาดความเชื่อมั่น แม้จะขึ้นดอกเบี้ยการไหลออกของเงินก็ยังไม่ลดลง ยังคงมีการเรียกหนี้คืนอย่างหนักจากต่างประเทศ ค่าเงินบาทได้ไหลลงต่อเนื่องและทำจุดต่ำสุดที่ 57.5 บาทต่อดอลลาร์ ในเดือน มกราคม 2541 ก่อนจะกลับขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 40 บาทเมื่อสิ้นไตรมาสที่ 1 แต่รัฐบาลก็ยังคงตั้งเป้าที่จะทำให้ค่าเงินให้เข็งขึ้นไปอีก และจะยังคงนโยบายดอกเบี้ยสูงต่อไป ทั้งๆที่เงินบาทได้เข้าสู่ระดับสมดุลแล้ว และเศรษกิจเองก็กำลังชะลอลงอย่างรุนแรงแล้วนะนี่ แต่ความพยายามคือความพยายามครับ

ความพยายามที่จะทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น โดยใช้นโยบายดอกเบี้ยสูง และควบคุมฐานเงินทำให้เงินฝืดเป็นเวลานาน เพื่อช่วยธุรกิจขนาดใหญ่ และสถาบันการเงิน ที่กู้เงินจากต่างประเทศมาเป็นจำนวนมากๆ ( นี่คือที่มาของคำว่า การลดน้ำจากยอดส่วนบนสุดและปล่อยให้น้ำไหลลงมายังรากในภายหลัง ทำได้ดี น่านับถือจริงๆครับ ) และยังทำให้ธนาคารของนายทุนพรรค สามารถหากำไร จากการไม่ปล่อยสินเชื่อได้อีกต่างหาก โดยการนำเงินมาฝากกับ ธ.ป.ท. อย่างนี้คนจนก็รับไปละกัน

ช่วงปลายเดือน ก.ค. ปี 2541 รัฐบาลได้เริ่มลดอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารลงเรื่อยๆ ธนาคารเองก็ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยเงินกู้เข้าสู่ระบบเศรษกิจ เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร เนื่องจากธนาคารถูกบังคับให้ต้องกันสำรองหนี้เสียให้ได้ ตามเกณฑ์ 8.5% ต่อสินทรัพย์เสี่ยง

สำหรับสถาบันทางการเงินที่ถูกปิดกิจการชั่วคราวและอยู่ในการดูแลของ ป.ร.ส. นั้น มี 56 แห่ง ไม่สามารถสำรองตามเกณฑ์ 15 % (หลังจากถูกตรวจสอบบัญชีและประเมินราคาสินทรัพย์โดย บ.สอบบัญชีต่างชาติแล้ว) จึงถูกปิดกิจการถาวร ปล่อยรอดมาเพียง BIC และ KK ซึ่งแข็งแรงถึงขนาดเข้าประมูลสินทรัพย์ ป.ร.ส. แข่งกับต่างชาติได้ (กรณีที่ใช้เกณฑ์การสำรองหนี้เสียที่เข้มงวดกว่าปกตินี้รัฐบาลอธิบายว่า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลับมาเป็นปัญหาอีก คิดและพูดได้ดีครับ) จากนั้นรัฐได้รีบจัดให้ประมูลขายสินทรัพย์และหนี้ที่ติดอยู่กับ ป.ร.ส. ออกไปทั้งหมด ตามคำแนะนำของที่ปรึกษาชาวต่างชาติ โดยไม่มีการประนอมหนี้แต่อย่างไร

ด้วยผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ที่ปรึกษาต่างชาติได้ตั้งกฎเกณฑ์ที่เอื้อให้พวกตัวเองและกีดกันคู่แข่งขัน ในการประมูลขายสินทรัพย์ในปี 2541 เราขายได้ราคาต่ำมาก เพียงแค่ 20% เท่านั้นครับ (รัฐบาลให้เหตุผลว่า ที่รีบขายออกไป เพราะต้องการขายก่อนประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาเช่นกัน เช่นเกาหลี อินโด และจะทำให้ได้เงินเข้าประเทศได้ดี คิดและพูดได้ดีอีกแล้วครับ น่ายกย่องมากครับ)

การปิดสถาบันการเงิน ทำให้ธุรกิจที่กู้เงินถูกปิดวงเงินลง ทรัพย์สินถูกยึดติดไปกับหนี้ ก็ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียน กลายเป็นหนี้เสีย ลุกลามต่อไปยังสถาบันการเงินอื่น ทั้งสินทรัพย์ที่ได้ถูกประมูลไป แล้วขายออกมาในราคาถูกกว่าท้องตลาดก็มีส่วนทำให้สินทรัพย์ที่ตกต่ำอยู่แล้ว ตกต่ำลงไปอีก และย้อนกลับมาเป็นภาระให้ธนาคารต้องกันสำรองมากขึ้น (สินทรัพย์ที่ราคาต่ำลง ทำให้หลักประกันไม่คุ้มมูลหนี้ หนี้สินที่ให้กู้จึงจัดเป็นหนี้เสีย ต้องตั้งสำรอง นำไปสู่การลดลงของกองทุน ซึ่งธนาคารเกือบทุกแห่งต้องลดทุนลงจนสูญเสียความเป็นเจ้าของ ไปในที่สุด)

ความเสียหายจากฟองสบู่แตกในครั้งนั้น มีความเสียหายเท่าไรไม่อาจประเมินได้แน่ชัดครับ เฉพาะความเสียหายในภาคสถาบันการเงินก็มีมูลค่านับล้านล้านบาท ยังไม่รวมการที่รัฐต้องยอมลดค่าสัมปทานให้กับธุรกิจเอกชน การล้มละลายของธุรกิจนับหมื่นแห่ง รวมถึงธุรกิจไทยที่ต้องตกไปอยู่ในมือต่างชาติ

ต่อจากนี้คือคำถามครับ

1.) หากรัฐบาลไทยในอดีตได้ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายค่าเงิน หรือได้ทำการชะลอเศรษฐกิจลงบ้าง เมื่อเห็นว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศติดลบมากเกินไป โดยเฉพาะหากกระทำก่อนที่หนี้ต่างประเทศจะอยู่ในระดับสูง สถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร และการโจมตีค่าเงินจะเกิดขึ้นหรือไม่
2.) เมื่อมีการโจมตีค่าเงิน หาก ธ.ป.ท. ตัดสินใจไม่ปกป้องค่าเงินแต่ยอมให้ค่าเงินลดลงในทันที ปัญหาการไหลออกของเงินกู้ การล้มละลายของธุรกิจ อันเนื่องมาจากการขาดสภาพคล่องที่รุนแร งและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น การตกต่ำของสินทรัพย์ หนี้เน่าใน ภาคสถาบันการเงินจะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือเปลี่ยนไปอย่างไร

3.) การใช้ข้อมูลเท็จ ปลุกกระดม สร้างกระแสให้เกิดความหวาดกลัว เพื่อโค่นล้มรัฐบาล พลเอกชวลิต รวมถึงการไปพูดโจมตีถึงต่างประเทศ มีส่วนทำให้ค่าเงินบาทรูดลงไปที่ 57.5 บาทต่อ ดอลลาร์หรือไม่ ใครไปพูดเพื่อเผาบ้านตนเอง ใครครับ แต่น่าจะรู้ๆกันดีนะ เรื่องเลวๆน่าจะมีทำได้อยู่ไม่มากคน และตอนนี้ พลพรรคนี้ ก็กำลังใช้คารมกลับขาวเป็นดำ เพื่อสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติของเราอีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่มีพลพรรคใดๆ จะเลวเท่าพลพรรคนี้อีกแล้วครับ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ พลพรรคพวกนี้ ก็จะยอมทำทุกอย่าง ร่วมมือกับโจรโกงเงินชาวบ้าน เช่น นายเอกยุทธ พลพรรคนี้ก็ทำครับ สุดยอดของความเลวในยุคนี้ ผมขอยกตำแหน่งนี้ให้ไปเลยครับ
ข้อมูลนี้ ผมนำออกมาเพื่อแก้ข้อหาที่ว่า ทรท เป็นผู้ชักศึกเข้าบ้าน ตามที่คุณชวน ชอบออกมาใส่ความอยู่เรื่อยๆ ชอบหาว่า ทรท ยกเลิก ศอบต จะทำความเสียหายอย่างมาก ในภาคใต้ แต่ตนเองแอบทำบ้าบอ ไม่เคยคิดที่จะบอกออกมา มันน่าทุเรศครับ กระทู้นี้ขอเป็นกระทู้เก็บข้อมูลละกันครับ


รัฐบาลชวน หลีกภัย แอบไปตกลงกับสหรัฐฯ ให้ CIA ตั้งศูนย์ต้านก่อการร้าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดปูมหลัง ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมัน หัวหน้ากลุ่มเบอร์ซาตู

ด้วยฝีมือของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ที่ขุดหลุมล่อ นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้หล่นลงไปในกับดัก แล้วงัดหลักฐานขึ้นมาฟาด โดยท่านได้ระบุว่า รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้ไปตกลงลับกับหน่วยงาน Confederete Intelligence Agency ของสหรัฐอเมริกา อันเป็นหน่วยงานข่าวกรองที่คนไทยรู้จักมักคุ้นในชื่อย่อ CIA ข้อตกลงลับที่ว่านั้น คือ การอนุญาตให้ CIA เข้ามาตั้งหน่วยงานที่มีชื่อย่อว่า CTIC หรือ Counter Terrorist Intelligence Center หรือ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หน่วยงานนี้ ตั้งมา 4 ปีแล้ว เป็นการตั้งขึ้นมาลับๆ พร้อมๆ กับการตั้งหน่วยเฉพาะกิจ 399 ด้านชายแดนไทย - พม่า ที่รัฐบาลชวน หลีกภัย แอบอนุญาตให้สหรัฐอเมริกา เข้ามาตั้งที่ภาคเหนือ โดยอเมริกันจัดส่งอุปกรณ์ ส่งหน่วยพิเศษเข้ามาร่วมงาน

และทหารอเมริกัน ที่เข้ามารับผิดชอบ ชื่อ พ.อ.แบร์รี ชาปิโร เป็นเจ้าหน้าที่ CIA หน่วยเฉพาะกิจ 399 ตั้งขึ้นมา เพื่อนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทันสมัย เข้าไปจับตาดูสถานการณ์ด้านพม่า และจีนตอนใต้ ตามนโยบายของสหรัฐอเมริกา ด้วยเพราะขณะนั้น ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชไม่ไว้ใจจีนเป็นอย่างยิ่ง หลังจากเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2544 และสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจบุกอัฟกานิสถาน พ.อ.แบร์รี ชาปิโร จึงถูกย้ายจากเมืองไทยไปอัฟกานิสถาน และยังคงอยู่ที่นั่น อันเป็นช่วงเวลาเดียวกัน กับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โยก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จากผู้บัญชาการทหารบก ไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมกับยุติบทบาทของ พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตแม่ทัพภาค 3 ไว้ที่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก อย่าลืมว่านายทหารทั้ง 2 ร่วมกันก่อปฏิบัติการ OVER ACTION ภายใต้ข้ออ้างปราบปรามยาเสพติด จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งกับรัฐบาลพม่าอยู่เป็นระยะ

อันเป็นปฏิบัติการที่เกี่ยวพันแนบแน่น กับหน่วยเฉพาะกิจ 399 ในความรับผิดชอบของ พ.อ.แบร์รี ชาปิโร หลังเหตุการณ์ 11กันยายน 2544 สหรัฐอเมริกา ได้เปิดแนวรบและแนวรุก เพื่อยันไม่ให้ภัยการก่อการร้ายเข้าไปอาละวาดในสหรัฐอเมริกา โดยยกพลเข้าไปอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วโลก อันหมายรวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ที่อยู่ติดกับประเทศมุสลิม คือ มาเลเซีย ด้วยความเชื่อว่ าอาณาบริเวณนี้ มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม แอบเข้ามาฝังตัวอยู่ เมื่อเข้าไปตั้ง หน่วยต่อต้านการก่อการร้าย ที่ไหน ก็ต้องใช้คนที่นั่น เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งหน่วยงานนี้ ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงต้องใช้ตำรวจไทย ทหารไทย ต้องใช้คนในพื้นที่ ข้อตกลงอันนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บอกกับสภาผู้แทนราษฎร เมื่อกลางดึกย่างเข้าวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ด้วยเวลาเฉียด 01.00 น.ว่า เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในห้วงปี 2543 ต่อต้นปี 2544 ที่มี นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มี นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคง
เป็นข้อตกลงที่ทำให้เกิดหน่วยงานลับนาม Counter Terrorist Intelligence Center : CTIC หรือ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นัยและรายละเอียดของหน่วยงานนี้ ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ หรือ Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ของสหรัฐอเมริกา ในชื่อ http:www.csis.org/tnt/ttu/ttu_0310.pdf โดยมี Link ที่เกี่ยวข้อง คือ //fpc.state.gov/documents/organization/2753.pdf และ //www.usembassy.it/pdf/other/RL31152.pdf
อันเป็นเว็บไซต์ ที่เหมือนกับศูนย์การวิเคราะห์จุดยุทธศาสตร์ของโลกที่ทุกคนเข้าไปดูได้ ในเว็บไซต์นั้น ปรากฏรายงานชิ้นหนึ่งระบุว่า ...

Working directly with at least a score of CIA operatives, the Counter Terrorism Intelligence Center [CTIC] combines key personnel from Thailand's three main security agencies : the National Intelligence Agency ; the Thai police, and the armed forces.
The CTIC relies heavily on the CIA for its structure, guidance, and funding. The two agencies share facilities, equipment, and information on a daily basis.

เป็นรายงานที่ยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่ Confederete Intelligence Agency : CIA 10 กว่าคน เข้ามาตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ถึง 3 หน่วยงาน มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ระหว่าง CIA กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารของไทย โดย CIA ให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน นั่นคือ หลังจากลงนามในข้อตกลง ในปี 2543 พอต้นปี 2544 หน่วยงานนี้ ก็เข้ามาปฏิบัติการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความลับอันนี้ ถูกเปิดเผยโดยเว็บไซต์ CSIS ของสหรัฐอเมริกา รายงานของ CSIS ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะระบุชัดเจนว่า การจัดตั้งศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย เพื่อต่อต้านกลุ่ม Jamaah Islamiah : JI และ Al Qaeda นั้น CIA เป็นคนวางโครงสร้าง วางแผนปฏิบัติงาน และให้เงินสนับสนุนทุกอย่าง

ประเด็นที่ควรให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษ ก็คือ ในส่วนของการปฏิบัติการ มีตำรวจและทหารไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงของ CIA
ถึงวันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การจับกุมคดี Jamaah Islamiah หรือ JI ในประเทศไทย นับตั้งแต่การจับกุมนายฮัมบาลี ต่อด้วยการจับกุมนายแพทย์แวมะฮ์ดี แวดาโอะ, นายมัยสุรุ อับดุลเล๊าะ, นายมุญาอิด อับดุลเล๊าะ จนมาถึงนายสมาน อาแวกะจิ ที่เข้ามอบตัวในภายหลัง แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของหน่วยงานนี้ การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของหน่วยงานนี้ จึงเป็นเรื่องผลประโยชน์ อันพึงมีพึงได้ พึงปกป้องของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ผลกระทบที่จะมีต่อวัฒนธรรมในพื้นที่ และสังคมของชาวบ้านในภาคใต้ จึงไม่อยู่ในการพิจารณาของหน่วยงานนี้ และรัฐบาลไทยแม้แต่น้อย


ในเมื่อศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายอันนี้ กระทำการภายใต้คำสั่งของ CIA การกระทำใดๆ ของศูนย์แห่งนี้ ที่อาจจะเกิดความขัดแย้งภายในขึ้น ก็ไม่มีความหมายให้ต้องเก็บรับมาพิจารณา เจ้าหน้าที่ของศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งนี้ จึงสามารถไล่ล่าจับกุมคุมขังใครก็ได้ ที่ถูกกล่าวหาว่า ต่อต้านสหรัฐอเมริกา โดยไม่ต้องมีหมายศาล
ด้วยเพราะ นี่คือ การทำงานของ CIA ภายใต้ภารกิจ war on terrorism ถึงแม้ในอนาคต บรรดาตำรวจและทหารไทย อาจจะเรียงหน้าออกมาปฏิเสธว่า CIA ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่สามารถสั่งการตำรวจไทย - ทหารไทยได้ก็ตาม ทว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ก็คือ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย หรือ CTIC และ CIA เป็นหน่วยงานต่างชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ จังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้ จึงไม่ใช่ปัญหาระดับชาติอีกต่อไป ด้วยเพราะรูปลักษณ์ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นลักษณะของ จักรวรรดินิยม อีกรูปแบบหนึ่ง ที่เหยียบย่างเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศไทย ชนิดแจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งแล้ว

นี่ถ้าถามถึง และชอบหาเรื่อง แบบไม่ลืมหูลืมตากันเลยละนะ ปชป คงโดนถล่มไปพร้อมกับความมั่นคงของชาติเราอีกแน่ๆ แต่ด้วยความเป็นคนที่โตพอรู้จักแยกแยะ คำสั่งที่มีออกมาจากปาก ของท่านนายกทักษิณคือ ทำอย่างไรชาติของเราจะได้ประโยชน์ นี่คือธงที่ท่านตั้งไว้

ไม่มีการนำเรื่องแบบนี้มาเล่นลิ้นอย่างเด็ดขาด นึกแล้วเสียวโว้ย นี่ถ้ากลับกันละครับ ลองเรื่องแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของ ท่านนายกทักษิณ มันคงดูไม่จืดละนะท่านนะ นี่แสดงให้เห็นถึงอะไรได้บ้างครับ ขนาดเขียนจดหมายไปบอก คนที่มีประโยชน์ต่อชาติเรา ในแนวคิดของเรื่อง PRIMAL LEADERSHIP ในข้อที่ว่าด้วย management relationship พวก ปชป มันยังแกล้งทำโง่ หาเรื่องมาเล่นกันได้อย่างหน้าดำคร่ำเครียด เห็นแล้วอนาจใจจริงๆ อายุขนาดนี้แล้ว ยังคงคิดแบบเด็กๆ สงสารประเทศไทยอีกแล้วครับ

ตอนนี้เห็นคุณพิเชษฐ์ ออกมาเต้นตีข่าวเรื่องการดักฟังโทรจากบ้านของพลเอกเปรมอีกแล้ว สุดท้ายก็ไม่ได้ความอีกตามเคย แทงหวยได้เลย สุดท้ายไม่ได้ความเหมือนร้อยเรื่อง ที่พยายามหามาประเคนเข้าใส่ ทรท สุดๆเลยครับ กับความเลวที่มีอยู่

จากคุณ : chiangraiplus- [ 2 ส.ค. 49 14:55:08 ]




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2549    
Last Update : 3 สิงหาคม 2549 19:53:00 น.
Counter : 346 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.