ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

Legacy of Thaksin, Legacy of Sondhi

ถ้าถามว่าอีก 10-20 ปี คนไทยจะวกกลับมาดู วันนี้ ในแง่มุมของประวัติศาสตร์ แล้วจะเห็นอะไร คำตอบก็คือแน่นอน วันนี้มันวันของ “ สอง ยักษ์ใหญ่แห่งความคิด” แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ๆ ประเด็นใหญ่ๆ ที่เป็น “เนื้อแท้ทางประวัติศาสตร์” จะถูกจำ และเอามาพูดคุยกัน แต่ประเด็น รองๆ ลงไป หรือที่เรียกกันว่า “น้ำจิ้ม” ก็จะไม่ค่อยมีใครพูดถึง น้ำจิ้มในที่นี้ก็หมายถึง คดี ความต่างๆ ที่มีต่อทักษิณ และการ เอา สามสถาบันหลักของชาติ โดย สนธิ มาโจมตีกัน คือยิ่งนานเข้า สองสิ่งนี้ จะค่อยๆ หมดความหมาย และ จางลงไป แล้วอะไรที่จะเป็น “เนื้อ” ที่เหลืออยู่ ก็น่าคิดนะครับท่านผู้อ่าน ท่านไม่ต้องเห็นด้วยกับผมตามเดิมนะครับ และท้ายที่สุด ขอให้ท่านคิดและตัดสินใจเอาเอง แต่ในมุมมองผม “เนื้อ” ของการปะทะกัน ระหว่าง ทักษิณ และ สนธิ มันก็คือ อย่างที่ผมจะกล่าวต่อไป



สิ่งที่วันข้างหน้ามองกลับมาและจะจำกัน คือวันนี้ช่วงนี้ ของแถวๆปี 2550 วันนั้น ไทย มาถึงทาง “สองแพร่ง”



ด้านหนึ่ง คือ มุมมองของคนแบบทักษิณ ที่ต้องการความเจริญก้าวหน้า ชนิดที่ยัง “รุดไปข้างหน้าและแข่งขัน” เพื่อให้ไทย “ทันสมัยและไม่ตกขอบประเทศในภูมิภาคเดียวกัน” และในการกระทำนั้น ก็โดยการ เน้น ค้าขายเสรี เน้นทุนนิยม เน้นพัฒนาคนจนมาเป็นทรัพยากร และรวมไปถึง Industrealization จะ ขนาดย่อม จะเกษตร หรือ จะ Otop ก็แล้วแต่ และในเมือง ก็เน้นพัฒนาเมืองให้เทียบเท่า เมืองชั้นนำของโลก ก็แน่นอนว่า ในการกระทำนั้น เพื่อพัฒนาคนจน ทรัพยากรก็ต้องใช้ไปตรงนั้นมาก และในการพัฒนาเมือง ก็แน่นอนว่า สังคมไทย จะเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก คือ Internationalization และ Globalization และ Internet-lization มากเข้าไป จนแน่นอนว่า วัฒนธรรมต่างชาติ จะเข้ามามากขึ้น จะเห็นได้ชัดว่า คนแนวทักษิณนั้น กล้าออกไปเผชิญโลก ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และมีมุมมองว่า “คนไทยสามารถสู้และแข่ง กับต่างชาติได้” ส่วนการเมืองนั้น ก็นิยม การเมืองที่แข็งแรง ผู้นำที่โดดเด่น มีฝีมือ มีผลงาน มีวิสัยทัศระดับโลก เก่งทางบริหารและเศรษฐกิจ และก็นิยม ประชาธิปไตย แบบ รธน ปี 40 ที่เปิด ให้มีส่วนร่วมของประชาชนมากๆเข้าไว้ ถ้าให้สรุปรวม ปรัชญาของทักษิณคือ “Progressive Internationalist”



ก็แน่นอนว่า ทักษิณจะมากไปทางนั้น หรือไม่ จะเปลี่ยนไทยเร็วไปหรือไม่ อำนาจและการคอรัปชั่นมากไปหรือไม่ คงเป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ แต่แน่นอน ที่จะ “ตกลงกันในวันข้างหน้า” คือลงมันแรงมาข้างหนึ่ง มันก็ต้องมีกระแส แรงๆมาจากฝ่ายตรงกันข้าม และนี่ก็คืออีกด้าน คือปรัชญาของสนธิ และปรัชญานั้นคืออะไร มันก็แน่นอนที่ใครที่อ่านผมมานาน จะเห็นผมเขียนมาเป็นปีแล้ว ว่าสนธิเขาจะไม่บอกว่าเขาต้องการอะไร เพราะการบอกว่า “ธาติแท้” ของเรามันคืออะไร มันก็จะ “ง่ายต่อการเสีย เสียงสนับสนุนไป” มันสู้โจมตีจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามไปเรื่อยๆไม่ได้ “เพราะทำอย่างนี้ มันต้อนคนเข้าค่ายตัวเองง่าย” ฉะนั้นแล้วสนธิมีปรัชญาอะไร



เอาหล่ะท่านก็จะบอกว่า เจ้าทวีวุฒิ มันจะสร้างสนธิขึ้นมาให้คนกลัวแน่ๆ ก็เหมือนเดิมนะครับ สาเหตุที่ผมชอบเป็นนักเขียนสมัยนี้ ก็เพราะว่า ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านมีสติที่จะตัดสินใจกันเองว่าผมมองถูกหรือผิดอย่างไร เข้าเรื่องเลยนะครับ สนธินั้นโจมตี ทุนนิยม วัตถุนิยม วัฒนธรรมตะวันตก หรือพูดง่ายๆว่า Washington Consensus และ EastAsia Development Model มาอย่างยาวนาน คือเขาไม่เชื่อว่า การพัฒนาไปทางที่สหรัฐ เกาหลี หรือ ญี่ปุ่นทำมา มันเป็นทางที่ถูกต้อง เพราะจะหาความเจริญ อย่าง “ยิ่งยืนและมีความสุข” ไม่ได้ ในตาสนธิ การพัฒนาไปทางทักษิณ หรือ Progressive Internationalist มันคือการขายชาติ และ จะทำให้ไทยถึงทางตัน สาเหตุพื้นฐาน ก็เพราะเขาไม่เชื่อว่าคนไทย สามารถแข่งขัน กับโลกได้ คือเก่งไม่พอ และเมื่อมันเก่งไม่พอ มันก็ต้อง “ปิดประเทศ” และ “วกกลับ” มามองที่การเก็บวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ โดยเฉพาะ สิ่งที่มีค่ามากๆ และมีมานาน เช่นสถาบันกษัตริย์และศาสนา รวมไปถึง “วิถีชีวิต” ดั้งเดิม ถ้าจะให้สรุปด้านเศรษฐกิจแล้ว มันก็คือ Nationalism ในระดับหนึ่งนั่นเอง ที่หวังพึ่งตัวเองมากๆ ไม่สร้าง “ข้อต่อ” หรือ Network กับโลกมากนัก คือไม่เชื่อใน Globalization ด้านการเมือง ก็เห็นชัดๆว่าสนับสนุน รธน ปี 50 และสนับสนุนการปฏิวัติ แล้วตรงนี้บ่งบอกถึงอะไร ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเช่นอาจารย์สุชาติเขียนไว้ คือ รธน ปี 50 มันคือ MBA หรือ Military Bureaucratic Authoritarian คือทหาร ข้าราชการ และระบอบควบรวมอำนาจ แบบสั่งการ จากสูงลงต่ำชนิด “มุมชันๆ” ยอดมันก็คือ ป๋าและพลพรรค ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แล้วใช้ Invisible Hand ชักใยไทย แล้วถ้าเรามองประวัติศาสตร์โลก เราก็จะเห็นว่า แบบนี้มันมีเค้าโครงของ Socialism ยุค Hitler อยู่อย่างมากพอดู คือนักการเมือง แทบไม่มีความหมาย ทุกอย่าง อยู่ที่คนชักใย อยู่ที่ ทหาร อยู่ที่ข้าราชการ อยู่ที่พลังทางท้องถนน ที่จะประท้วง ก่อหวอด และเป็นอำนาจที่มาจาก คนไม่กี่คน ก็คือ สนธิและพวกพ้อง ป๋าและพลพรรคทหารในสังกัด ไม่ใช่ประชาชน ฉะนั้นพอสรุปกันได้ ว่า มุมมองที่ต่อกรอยู่กับ Progressive Internationalism ของปรัชญาทักษิณ ก็คือมุมมองของ National Socialism ของสนธิ



แล้วคน 10-20 ปีข้างหน้าจะสรุปกันว่าอย่างไร เวลามาถกเถียงกันถึงเรื่องนี้ ผมก็คงจะต้องบอกเลยว่า ปรัชญาของสนธินั้น มัน “สวยมากพอดู” สำหรับคนไทยบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่รักชาติมากๆ แบบทหารและราชนิกุล สาเหตุก็เพราะ ปรัชญาสนธินั้น มันมีแก่นแกนอยู่กับการ “เป็นตัวของตัวเอง” เช่น “หาทางเดินที่เป็นของไทยเอาเอง” และ แบบ “พึ่งตัวเอง” และแบบ “ทำให้ดีที่สุดภายใต้วิถีไทย” ซึ่งสิ่งพวกนี้ เป็นปรัชญา ที่ “คนไทยรับกันได้” และ “ใช้กันมานาน” ส่วนปรัชญาทักษิณ มันก็ “สวยพอดู” เหมือนกัน คือเมืองไทยนั้น ถ้าวกกลับไปมองกันแล้ว การไม่เสียอิสรภาพไปให้ยุโรป สมัยล่า อณานิคม ก็เพราะสองอย่าง คือไทยเป็น “กันชน” ระหว่าง ฝรั่งเศสและอังกฤษ แต่ส่วนที่สอง มันคือ “ต้นสังกัด” ของปรัชญาทักษิณ คือหลายๆรัชการ ต้องการพัฒนาไทย ให้เจริญ เช่นการเลิกทาศ หรือการจัดระเบียบราชการ โดยลอกระบบของต่างชาติมา หรือจะเป็นองค์ความรู้ ที่แบบทุกวันนี้ ยังต้องส่งคนไทยไปเรียนนอกกัน เพื่อให้มันไม่ “ตกขอบโลก แล้วนั่งกินหมากชนไก่กันทั้งวัน”



สรุปว่าอย่างไรดีหล่ะ ผมก็ไม่ขอตัดสินใจให้ท่านผู้อ่านนะครับ เชิญท่านสรุปกันเอาเอง ผมนั้นขั้วทักษิณมาอย่างยาวนาน และไม่เคยได้รับเงินจากเขาทั้งทางตรงหรืออ้อมเลย ทั้งที่ผมก็เปิดประเด็นสนับสนุนเขามาไม่รู้จะกี่ร้อยครั้งแล้ว ในรอบห้าหกปีที่ผ่านมา ฉะนั้นผมรักเขาจริงๆ เพราะเขามีมุมมองแบบผม คือผมนั้น Progressive Internationalist 100% ซึ่งมันอาจจะมากไป คือคนไทยนั้นเก่งการผสมผสาน และ ต่อรองหาทางออก จากปรัชญาต่างๆที่เป็นกระแสสวนทางกันเก่ง ผมว่าปัญหาของ ฝ่าย National Socialism มันก็คือตัวของมันเองคือธรรมชาติขิงมันเอง คือลงมันเป็น Hitler กันไป มันก็ไม่มามองหน้ากันแล้ว คือจะเผา “รัฐสภา” เพื่อยึดอำนาจกันอย่างเดียว มันก็ตลกดีนะครับ ที่ไปๆมาๆ ปรัชญาของ Progressive Internationalist หรือการปรับตัวให้ทันโลก มันดันไปทำให้คนในกลุ่มนี้ กลายเป็น “มีนิสัยนี้ของคนไทย” คือพูดกันได้ ต่อรองกันได้ ไม่สุดกู่



และตรงนี้หล่ะครับ ที่คน 10-20 ปีข้างหน้า “อาจจะ” เห็นพ้องต้องกัน ว่าระบอบทักษิณ ดีกว่าระบอบสนธิ ก็เพราะคนไทยจริงๆแล้ว รักสงบ และชอบอยู่ร่วมกันโดยสันติและหาทางออกโดยคุยกันตกลงกัน ปัญหาของพี่สนธิคือ “เขาเชื่อว่าเขาถูกและยอมทำทุกอย่างเพื่อสิ่งนั้น” นี่ไม่ใช่คนไทยแน่นอนแล้ว มัน Hitler ชัดๆ




 

Create Date : 10 เมษายน 2551    
Last Update : 10 เมษายน 2551 1:51:33 น.
Counter : 260 Pageviews.  

ทำไมถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ [ทั้งฉบับ]

บทความ: ทำไมถึงต้องแก้รัฐธรรมนูญ [ทั้งฉบับ]
ณัฐกร วิทิตานนท์

ข้อสอบข้อหนึ่งในรายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ผมเองเป็นผู้บรรยายให้ในเทอมก่อนหน้านี้ [ช่วงบริบทของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549] เลี่ยงที่จะถามอย่างกว้างๆ ในเชิงแสดงความคิดเห็นแทนว่า "...รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ในทัศนะของนักศึกษา ควรมีลักษณะอย่างไร..." โดยรวมแล้ว นักศึกษาตอบเหมือนๆ กันว่า รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดจะต้องมีความเป็นประชาธิปไตย [1] ขณะที่นักศึกษาอีกจำนวนไม่น้อย พยายามอธิบายประเด็นทางเทคนิคในเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ เช่น รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีข้อความชัดเจนแน่นอน หรือบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพประชาชนกว้างขวาง หรือไม่ควรยาวเกินไป หรือควรกำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเอาไว้ เป็นอาทิ

คำตอบของนักศึกษาส่วนใหญ่ข้างต้น สะท้อนคำตอบเดียวกันกับที่ควรใช้ตอบในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า เพราะเหตุใดสังคมจึงควรสนับสนุนให้มีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งฉบับ ทว่าแล้ว ประชาธิปไตย [Democracy] คืออะไร ? และยึดโยงกับรัฐธรรมนูญเพียงไร ? คงต้องอธิบายในส่วนนี้เสียก่อน

พูดกันตามจริง ส่วนใหญ่ของโลกเพิ่งจะเริ่มใช้ระบอบประชาธิปไตย [ในระดับชาติ] อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสองร้อยกว่าปีมานี้เอง อันเป็นผลพวงจากแนวคิด รัฐธรรมนูญนิยม [Constitutionalism] ที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์สำคัญของโลก ก็คือ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาในฐานะรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโลกในปี ค.ศ.1787

กระแสความคิดดังกล่าวแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ประดิษฐกรรมชั้นยอดของมนุษยชาติชิ้นนี้ มุ่งเน้นการจัดทำรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรในสถานะกติกา [As Rules] สูงสุด เพื่อใช้จัด ‘ระเบียบรัฐ' ด้วยการจำกัดอำนาจของผู้ปกครองให้อยู่ในขอบเขตอันเหมาะสม ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพผู้อยู่ใต้ปกครองเอาไว้อย่างชัดแจ้ง ตลอดจนมีหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตย ภายใต้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกัน เพื่อให้อำนาจหนึ่งไปหยุดยั้งอีกอำนาจหนึ่ง ป้องกันการลืมตัวมัวเมาในอำนาจของผู้ปกครอง และอาศัยหลักการปกครองโดยกฎหมาย หรือ นิติธรรม [Rule of Law] สอดรับอย่างดีกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือเอามติปวงชนเป็นใหญ่

สรุปอย่างรวบรัดได้ว่า สาระสำคัญของความเป็นประชาธิปไตยวันนี้ ซึ่งควรถูกสะท้อนโดยรัฐธรรมนูญนั้น อย่างน้อยๆ ก็ควรต้องยึดหลัก หนึ่ง อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน [popular sovereignty] สอง สิทธิเสรีภาพต่างๆ ของประชาชน [bill of rights] สาม ความสูงสุดของกฎหมาย [government of law, not of men] สี่ ความเสมอภาค [equal protection under law] และ ห้า เสียงข้างมาก [majority rule]

เมื่อเป็นดังนี้ ก็ต้องมาพิจารณากันต่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในฐานะฉบับปัจจุบัน พอที่จะนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียว [As Blueprints] ฟื้นความเป็นประชาธิปไตยกลับคืนได้หรือไม่ กระนั้น การจะพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เพียงใด ก็ต้องดูจาก 2 ด้านหลัก คือ ในแง่ ที่มา กับ เนื้อหา ประกอบกัน

ที่มา :

ถ้านักกฎหมายยังคงยึดมั่นแนวคิดทางกฎหมายที่ว่า"เมื่อต้นไม้เป็นพิษผลของมันก็ย่อมเป็นพิษ" [fruit of the poisonous tree] แล้วล่ะก็ ก็ควรขานรับให้มีการ ‘ยกเครื่อง' รัฐธรรมนูญดังกล่าวทันที เพราะเป็นที่ชัดเจนมากว่า หากเลือกมองจากมุมนี้เพียงด้านเดียว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตยไปได้เลย เพราะมี ‘ที่มา' อันเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั่นเอง [กล่าวตามลำดับคือ คปค. ยึดอำนาจ >> ฉีก รธน. >> ออกประกาศ/คำสั่ง >> ตั้ง กกต./ปปช./คตส./สตง. >> ประกาศใช้ รธน. ชั่วคราว >> คมช. แต่งตั้ง นายกฯ/สนช./สสร. >> ตลก. รธน. ยุบพรรค ทรท. >> รธน. ผ่านประชามติ >> ให้ กกต./ปปช. อยู่จนครบวาระ >> เลือกตั้ง ส.ส./ สรรหา ส.ว. ตามกติกาใหม่ >> ???]

ยิ่งกว่านั้น โดยปรัชญาประชาธิปไตย สัญญาประชาคม [The Social Contract] ของ รุสโซ แล้ว "กฎหมายซึ่งจะใช้เป็นกฎหมายได้ จะต้องมาจากเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชนเท่านั้น..." แน่นอน หากนำเอาหลักคิดนี้มาใช้อธิบาย รัฐธรรมนูญเอง รวมถึงประกาศ [36 ฉบับ] และคำสั่ง คปค. [20 ฉบับ] ตลอดจนกฎหมายของ สนช. ทั้งหมด [พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ / พ.ร.บ. 215 ฉบับ] ก็ย่อมหาใช่กฎหมายแต่ประการใด ด้วยไม่อาจอ้างว่ามันมาจากประชาชน หรือตัวแทนประชาชนได้เลย ทว่าวิธีคิดเช่นนี้ กลับสวนทางกับจารีตนิยมแห่งอำนาจตุลาการไทย เพราะท่านมัก ‘ตีความ' คล้อยตามแนวทางอำนาจนิยมแบบ จอห์น ออสติน ที่เห็นว่า "กฎหมาย คือ คำสั่งคำบัญชาของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งสั่งแก่ราษฏรทั้งหลาย..." เสมอมา [2]

ขณะเดียวกัน เสียงประสานของฝ่ายคัดค้านที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสื่อมวลชนกระแสหลัก ประหนึ่งเสียงข้างมากของสังคม มักย้ำอ้างถึงแต่เฉพาะ ‘ปลายทาง' ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในประวัติศาสตร์ที่ผ่านกระบวนการลง ประชามติ ด้วยคะแนนเห็นชอบถึง 14,249,520 เสียง [หรือ 57.81 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ] ฉะนั้น จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไข เพราะเท่ากับเป็นการฝืนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ให้การยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ [ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว ประชาชนที่ว่าคิดเป็นเพียงร้อยละ 32.66 ของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติทั้งหมด และคิดเป็นแค่ร้อยละ 23.44 ของประชากรไทยทั้งประเทศเท่านั้น [3]]

โดยละเลย ‘จุดเริ่มต้น' อันเลวร้าย และมองข้ามความจริงที่ว่า ขณะเดียวกัน มันก็ถูก ‘ปฏิเสธ' อย่างชัดแจ้งจากประชาชนอีกมากถึง 10,419,912 คน หรือ 42.19 % ของผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ มิพักกล่าวถึงความพิลึกพิลั่นนานาของการลงประชามติคราวนี้ ถึงขนาดที่รัฐมนตรีประเทศเพื่อนบ้านเอาไปตั้งข้อสังเกตกับผู้แทนสหประชาชาติว่า การลงประชามติของเขาที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ น่าจะเป็นประชาธิปไตยกว่าของไทยเยอะ [4] ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญปี 50 จึงขาดไร้ความศักดิ์สิทธิ์ ‘สูงส่ง' โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของ ‘ความชอบธรรม' เป็นอันมาก

เนื้อหา :

ก่อนหน้าการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ปรมาจารย์ทางกฎหมายมหาชนคนสำคัญของบ้านเมือง เปรียบเปรยร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับประกวดนางงาม จึงให้ดูภาพรวมทั้งตัว ทั้งที่หากกล่าวตามความเป็นจริงแล้ว ส่วนสำคัญที่สุดของนางงามที่ทำให้มีโอกาสชนะการประกวดในแทบจะทุกเวที ต้องอยู่ที่ หน้าตา ด้วยมิใช่หรือ ? แน่นอนว่าต่อให้หุ่นดีสมส่วนเพียงไร หากหน้าตาไม่สะสวยก็นับว่ายากลำบากในการคว้าตำแหน่งมาครอง ฉันใดฉันนั้น ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจมีความโดดเด่นหลากหลายประการ ถึงแม้นส่วนดีจะมีมากกว่าส่วนด้อย ทว่าในส่วนสำคัญที่สุด [หรือเปรียบได้กับใบหน้าของนางงาม] แล้วนั้น กลับยังคงพบข้อกังขาในทางประชาธิปไตยมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ‘ที่มา' ของสถาบันทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ตลอดจนองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ ซึ่งถือเป็นเรื่อง ‘ใหญ่หลวง' ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

รัฐธรรมนูญทำนองนี้จึงเท่ากับเป็นการลดพื้นที่ประชาธิปไตยในทางการเมืองของประชาชนลงมา เป็นต้นว่า

หนึ่ง การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน ย้อนยุคหันกลับไปใช้ ระบบ ‘แบ่งเขต เรียงเบอร์' ย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายตามมาหลายประการ ทั้งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ที่มีสิทธิในบางเขต เพราะแต่ละคนมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนได้ไม่เท่ากัน บางเขตเลือกได้ถึง 3 คน ขณะที่บางเขตกลับมีผู้แทนได้แค่คนเดียว และไม่เอื้อให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ระบบเลือกตั้งเช่นว่าทำให้เกิดระบบหลายพรรคขึ้นมา ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างที่เห็น การเมืองจึงขาดทั้งเอกภาพและเสถียรภาพ ฯลฯ

สอง การเลือกตั้ง ส.ส. สัดส่วนอีก 80 คน จาก 8 กลุ่มจังหวัด ทำให้การแข่งขันทางการเมืองขาดความชัดเจน เนื่องจากประชาชนไม่สามารถทราบถึง ‘คณะรัฐมนตรีเงา' [นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอื่นๆ] ของแต่ละพรรคเหมือนกับก่อนหน้านี้ได้ เพราะแต่ละพรรคต่างก็ต้องจัดทำบัญชีรายชื่อถึง 8 บัญชีตามแต่ละกลุ่มจังหวัด อีกทั้งการแบ่งกลุ่มจังหวัดที่ปรากฏออกมาก็ยังไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศและวัฒนธรรมท้องถิ่นแท้จริง ฤาเป็นวาระซ่อนเร้นเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ ?

สาม การเลือกตั้ง ส.ว. แบบเลือกตั้ง 76 คน เต็มไปด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามหยุมหยิม เช่น ไม่ให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว., ผู้สมัคร ส.ว. จะต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนานมาถึง 5 ปีขึ้นไป อีกทั้งก็ยังต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือเคยศึกษาอยู่ หรือเคยรับราชการในจังหวัดนั้นๆ มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ฯลฯ ส่งผลให้บรรยากาศของการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเงียบเชียบถ้วนทั่ว ท่ามกลางบทกำหนดที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้อีกสารพัด เช่นให้คนกรุงเทพฯ มี ส.ว. ได้คนเดียวเท่ากับคนในจังหวัดอื่นๆ ทุกจังหวัดของประเทศ โดยหาได้คำนึงถึงจำนวนประชากรอันแตกต่างไม่ เป็นต้น

สี่ ขณะที่ ส.ว. สรรหา อีก 74 คน กลับมาจากการคัดเลือกโดยอภิชนหยิบมือเดียว ซึ่งต่างก็เป็นผู้ดำรงตำแหน่งประธานองค์กรอิสระและผู้พิพากษาตุลาการจากศาลต่างๆ รวมกันแล้ว 7 คนแค่นั้น แถมยังขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยสิ้นเชิงอีกด้วย ส.ว. ประเภทนี้ มักหนีไม่พ้นข้าราชการระดับสูง และนักกฎหมายอาวุโสซะเป็นส่วนใหญ่ ทว่ารัฐธรรมนูญกลับให้ถืออำนาจหน้าที่เท่าๆ กันกับ ส.ว. แบบเลือกตั้ง ทุกประการ เช่นสามารถจะ ถอดถอน ผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาก็ได้

ห้า กระบวนการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระต่างๆ ยังคงให้อำนาจแก่สถาบันตุลาการ จนดูราวกับว่าประเทศนี้ฝากความหวังของบ้านเมืองทั้งปวงไว้กับองค์กรทั้ง 3 แห่งนี้ ก็คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปเสียทั้งหมด [องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาแต่ละองค์กรมากบ้างน้อยบ้างตามแต่รัฐธรรมนูญจะกำหนด อย่างเช่น 7 กรรมการสรรหา กกต. เป็นฝ่ายตุลาการถึง 5 คน, 5 กรรมการสรรหา ปปช. เป็นฝ่ายตุลาการถึง 3 คน] ทั้งนี้เราก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า อำนาจนั้นย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ แล้วศาลท่านพร้อมแสดงความรับผิดชอบในทางการเมืองแบบเต็มตัวอย่างที่คนอื่นๆ มี แล้วรึยัง ?

หก การกำหนดห้ามมิให้ ส.ส./ ส.ว./ นายกฯ/ รมต. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของข้าราชการประจำ เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ไว้อย่าง กำกวม โดยให้ถือว่าเป็น การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ด้วยนั้น ย่อมทำให้ฝ่ายการเมืองอ่อนแอจนอาจถูกฝ่ายราชการครอบงำเช่นในอดีตได้ ตรงนี้ขัดกับทฤษฎีทางการบริหารรัฐกิจที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไป ซึ่งในเชิงความสัมพันธ์ทางอำนาจแล้ว ‘อำนาจทางการเมือง' (ที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน) ย่อมต้อง เหนือ กว่า ‘อำนาจทางการบริหาร' (ระบบราชการ) ยึดตามหลัก Civil Supremacy [5] ของอารยประเทศ

เจ็ด การกำหนดให้การ ‘ยุบพรรค' สามารถทำได้ง่ายดาย สะท้อนความไม่เข้าใจหลักการว่าด้วย เสรีภาพ ในการรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่างๆ กระทั่งจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองในฐานะสถาบันการเมืองสำคัญของประชาชน ทั้งนี้ ในหลายๆ ประเทศการยุบเลิกพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อวิถีทางของพรรคนั้นขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง เช่น เน้นมุ่งการใช้ กำลังรุนแรง ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศฉับพลัน ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศประชาธิปไตยก้าวหน้าจึงเต็มไปด้วยพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์อันหลากหลาย เช่น พรรคกัญชา [Marijuana Party], พรรคคอมมิวนิสต์ [Communist Party], พรรคสังคมนิยม [Socialist Party], พรรคสีเขียว [Green Party] ฯลฯ

แปด มาตราสุดท้ายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือเป็น ‘สิ่งตกค้าง' อันเลวร้ายต่อการเดินทางต่อของระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรา ความหวังให้การรัฐประหารครั้งนี้เป็นสุดท้ายไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง เพราะมาตรานี้คือการปิดโอกาสในการตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะก่อการยึดอำนาจและผู้เกี่ยวเนื่อง ผ่านกระบวนการทางศาลต่างๆ โดยสิ้นเชิง อย่างเช่นกรณีทุจริตคอรัปชั่นก็ไม่อาจจะดำเนินคดีได้ เนื่องจากถูกบัญญัติรับรองเอาไว้ในมาตรานี้แล้ว อะไรๆ มันก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งนั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ กรณี ‘เอกสารลับ' สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ลงนามโดยอดีตประธาน คมช. ซึ่งต่อมา กกต. เสียงข้างมาก ก็ออกมายืนยันว่า ไม่อาจดำเนินการใดๆ สำหรับการกระทำของ คมช. ได้ เพราะถือเป็นการกระทำที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 36 และมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 และมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วนี่เอง

ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น ผมจึงไม่อาจเห็นด้วยได้กับข้อเสนอของผู้แทนปวงชนชาวไทยบางท่านที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะในบางประเด็นเช่นนั้น เพราะหากทำแค่นั้น ก็เท่ากับว่าท่านยอมจำนนและรับได้ใน ที่มา อันไม่ถูกต้องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมองเห็นว่ามันเป็นปัญหาแค่ในเชิง เนื้อหา เพียงเท่านั้น

ถึงแม้นเราจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เชี่ยวชาญการยกร่างรัฐธรรมนูญที่สุดในโลก [นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา เรามีรัฐธรรมนูญใช้มาแล้ว 18 ฉบับ เปลี่ยนบ่อยพอๆ กับรอบของการจัดกีฬาโอลิมปิกหรือฟุตบอลโลกแต่ละครั้ง ก็คือเฉลี่ยแล้วทุก 4 ปีเศษๆ] แต่เพื่อมิให้เป็นการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินซ้ำซาก โดยทัศนะส่วนตัว ผมเห็นว่าการนำเอา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาเป็นต้นร่าง จากนั้นจึงค่อยๆ ทำการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะในบางประเด็น น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี และประหยัดที่สุด

โดยในชั้นแรกก็ต้องให้มีการแก้ไขใน มาตรา 291 เสียก่อน เพื่อเปิดทางให้มีกระบวนการนำเอารัฐธรรมนูญของปี 40 กลับมาปรับปรุงบางส่วน ตามที่ องค์กรพิเศษ ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้น ‘ใหม่' [เพื่อการนี้โดยเฉพาะ] ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว เห็นสมควรให้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมประการใด ส่วนชื่อ โครงสร้างองค์กร รูปแบบที่มา สัดส่วนองค์ประกอบ และจำนวนของสมาชิก รวมถึงกรอบระยะเวลาการทำงาน ตลอดจนเงื่อนไขอื่นๆ อันแสดงให้เห็นถึงความยึดโยงระหว่างตัวรัฐธรรมนูญใหม่กับประชาชน จักเป็นประการใดนั้น นับเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจถกเถียงกันต่ออีกมาก

ทั้งนี้ หากปรารถนาก้าวให้พ้นจาก ประวัติศาสตร์ แบบเดิมๆ เราควรใช้ชื่อเรียกรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมาแทนที่ว่า "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 [แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2551]" เพื่อรักษา ศรัทธาของประชาชน จำนวนมหาศาลที่มีต่อ "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" เอาไว้ เพื่อให้สานต่อความต่อเนื่องบนเส้นทางวิวัฒนาการ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ มิให้ตกอยู่ในสภาพ ‘ถอยหลังเข้าคลอง' หรือยังคงวนเวียนอยู่ใน ‘วงจรอุบาทว์' อีกต่อไป แน่นอนว่า ลักษณะดังกล่าวใช่ว่าทำไม่ได้ เพราะในอดีตรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 6 ก็เคยทำเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ภายใต้ชื่อเรียกขาน "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495"

แน่ละ ถึงแม้นประชาธิปไตยจะไม่ใช่ระบอบที่ดีสมบูรณ์แบบ เพราะทั้งสิ้นเปลืองเวลา เงินทอง และก็มีความขัดแย้ง/ ยุ่งเหยิง/ ไร้ระเบียบอันเกิดจากการแข่งขันในทางต่างๆ อีก แต่บทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ได้ตอกย้ำให้เราต้องเรียนรู้/ ยอมรับกันว่านี่คือ ระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด แล้วนะครับ !!!

เชิงอรรถ

[1] ทว่าก็อาจเกิดข้อถกเถียงได้ว่า สำหรับสังคมการเมืองไทยหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะยิ่งหากรัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยสูงเท่าใดก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกยกเลิกได้อย่างง่ายดายรวดเร็วอยู่เสมอ นักศึกษาหลายๆ คนที่คิดในทำนองเช่นนี้ ก็มักจะเสนอว่ารัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดต้องมีความสอดรับกับวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมการเมืองนั้นๆ ต่างหาก มันถึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนสืบไป

[2] ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1234/2523 ซึ่งวินิจฉัยว่า "...เมื่อคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติหรือหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินย่อมมีอำนาจที่จะออกประกาศหรือคำสั่ง อันถือว่าเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่ประชาชนทั่วไปได้ แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่หาได้มีบทกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่ ประกาศหรือคำสั่งนั้น จึงยังเป็นกฎหมายใช้บังคับอยู่..." สำหรับผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติม โปรดดู สมชาย ปรีชาศิลปกุล, "หลักนิติรัฐประหาร," ฟ้าเดียวกัน ฉบับพิเศษ รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, 2550), หน้า 190-202.

[3] อ้างถึงใน ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2550, หน้า 1.

[4] อ้างถึงใน //blog.nationmultimedia.com/supalak/2008/03/11/entry-1

[5] ดังคำกล่าวว่า "forty eight stars triumph over five" ของประธานาธิบดีทรูแมนในการสั่งปลดนายพลแมกอาร์เธอร์ที่บังอาจท้าทายภาวะผู้นำของประธานาธิบดี ในปี ค.ศ.1951 ซึ่งเป็นการยืนยันความเหนือกว่าของผู้นำพลเรือนต่อทหาร อ้างถึงใน ติน ปรัชญพฤทธิ์, ศัพท์รัฐประศาสนศาสตร์, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 254




 

Create Date : 06 เมษายน 2551    
Last Update : 6 เมษายน 2551 12:09:21 น.
Counter : 294 Pageviews.  

ซับพรามคืออะไรกันแน่

ซับพราม คืออะไรกันแน่

เมื่ออาทิตย์ Wall Street เกือบจะล้มทั้งยืน แล้วลากเศรษฐกิจ โลก ลงเหวไปด้วย มันก็แน่นนอนแล้วว่า ลงอะไรก็ตาม สามารถ ลาดโลกทั้งใบ “ลงเหว” มันเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวมันเองไปแล้ว คือซับพราม ถ้าว่ากันจริงๆมันก็คือหนี้ อสังหาที่เสีย ก็แบบไทยตอนล้มไปสิบปีที่แล้ว แต่นี่มันจะเอาโลกล้มลงไปด้วย มันก็ต้องไม่ใช่เรื่อง หนี้อสังหาเสียแน่นอนแล้ว แล้วมันเรื่องอะไรกันหล่ะ



เท่าที่ผมฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ของไทยคุยกัน มันไม่ได้เรื่องเลย ในการตอบโจทย์ใหญ่ คือพวกพอเพียงนิยม ก็บอกว่าเพราะคนสหรัฐใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเกินไป เอาแต่วัตถุนิยมและทุนนิยมสุดขั้ว จนสร้างความเสี่ยงขึ้นมามาก นั่นก็เป็นหนึ่งมุมมอง อีกมุมก็ออกมาจากฝ่าย Marxist แบบพี่ใจ อึ้งพากร ที่บอกว่า ทุนนิยมมาถึงจุดสุดท้ายแล้ว ว่ากันว่าซับพรามมันคือการเอาคืนของ Politariates หรือชนชั้นแรงงานของโลกและในสหรัฐเอง ที่จะทำให้โลกหันมามอง สังคมนิยม อย่างจริงจังอีกที นั่นก็อีกมุมมอง แล้วมันก็มีพวกนักเล่นหุ้นในไทย ที่ทุนนิยมสุดกู่ ที่บอกกันว่าปัญหามันคือ Greenspan ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐคนก่อน พูดมากไปหน่อยเรื่อง Excuberence หรือคนอเมริกันมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่ลงเอย ไม่ทำอะไรให้เกิดความสมดุล จริงๆ กลับปล่อยการเงินให้ Relax เกินไป คือ Greenspan พูดมากเรื่องฟองสบู่ในเมกา แต่ไม่ทำอะไรเพื่อหยุดมัน แล้วก็มีมุมมองออกมาจากค่ายวิจัยแบบ TDRI และ จุฬา และ ธรรมศาสตร์ ที่บอกกันว่า Greenspan ออกมา “เบรก” ตลาดไม่รู้จะกี่รอบต่อกี่รอบ แต่ Wall Street เองต่างหาก ที่กู่ไม่กลับ พูดอะไรไม่ฟังกันเลย



ท่านผู้อ่าน อ่านมาแค่นี้ ก็คงจะเลือกมุมมองกันไปบ้างแล้วนะครับ แต่จริงๆ แล้ว บางท่านอาจจะบอกว่า วิเคราะห์แค่นั้นมัน “ตื้นไป” เพราะจริงๆแล้ว เรื่องนี้ มัน “ลึก” กว่านั่นมาก เขาบอกว่าเศรษฐกิจไทยนั้นมีเครื่องยนต์อยู่สี่ตัว ก็คือส่งออก ท่องเที่ยว เกษตร และ การบริโภค ถ้าจะเริ่มวิเคราะห์ ปัญหา ซับพรามของสหรัฐกัน มันก็ต้องเริ่มกันแถวๆนี้หล่ะครับ คือสหรัฐนั้น กลายเป็น เศรษฐกิจ Service ไปแล้ว แทบจะ 100% แน่นอนยังมีอุตสาหกรรม ที่ใหญ่มาก แต่ถ้าดูสัดส่วน Service แล้ว ก็อย่างว่า Microsoft บวก Google ก็แทบจะใหญ่คับสหรัฐอยู่แล้ว



ปัญหาของ เศรษฐกิจที่มันออกไปทาง Service มากๆ คือมันไม่ต้องทำงานหนัก แต่ต้องใช้ “สมอง” มากหน่อย ก็แบบที่สิงค์โปร์พยายามทำอยู่นะครับ ยกประเทศขึ้นมาเป็นคลังสมองของภูมิภาคเรา แล้วเวลาไปเที่ยวสิงค์โปร์จะเห็นอะไรครับ ก็คนจบตรีก็มีงานเงินเดือน ห้า หก หมื่นทำกันทั่วไปหมด แต่เพราะสิงค์โปร์เป็นเกาะ ที่ดินเลยแพง คนก็ลงเอยอยู่คอนโดกันทั้งประเทศ แต่ในสหรัฐนั้น ที่ดินมันมากเหลือเกิน นอกจากในเมืองใหญ่ๆแบบ New York แล้ว คนเรียนจบตรี ในสหรัฐ ทำงานสักปี สองปี ก็ซื้อบ้านกันได้แล้ว ถ้ายิ่งไปกระตุ้น ปัจจัยพื้นฐานแบบนั้น กับการที่เศรษฐกิจสหรัฐนั้น “ดี” มานาน สมัย Clinton ที่ทำให้ราคาบ้านในสหรัฐ ราคาขยับขึ้น การซื้อบ้าน ก็เลยกลายเป็นการลงทุนไปนอกจากการซื้อไว้ใช้เป็นที่อยู่



ประเด็นที่ผมกำลังเขียน ก็ไม่มีอะไรมากนัก พยายามชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นเท่านั้น ว่า จริงๆแล้ว ซับพราม มันก็มีพื้นฐานมาจาก สังคมและวัฒนธรรม ของสหรัฐ ถ้าจะให้ตอกย้ำกัน ก็ต้องบอกว่าคนสหรัฐนั้น พอลูกจบมหาวิทยาลัย เขาถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ที่ต้องออกจากบ้านไป และไปสร้างตัวเอง สมทบเข้าไปกับการเป็นสังคมสมัยใหม่หรือ Nucleus Family ที่ต่างคนต่างอยู่และต่างคนต่างพึ่งตัวเอง แต่มันเป็น Nucleus Family ที่ชอบโอ้อวดกัน คือคนสหรัฐเขาแข่งกันมีบ้านที่ดีกว่าคนอื่น และอื่นๆในแนวแข่งกัน นั้นจริงๆ มันก็พอมองออกนะครับ ว่า ในสังคมสหรัฐนั้น การมีบ้านสวยๆสักหลัง มันสำคัญขนาดไหน เรียกว่า คนไทยอยู่ห้องแถว แต่นิยมขับรถเบนส์กัน แต่ฝรั่งนั้นไปอีกมุมเลย คือชอบบ้านสุดหรู รถขับอะไรก็ได้



มาถึงตรงนี้ ท่านคงบอกว่า ลงมันซื้อง่ายแล้วสังคมวัฒนธรรมมันเป็นแบบนั้น ฟองสบู่อสังหาแตกมันก็แน่นอน และนาแปลกใจที่มันไม่เกิดขึ้นบ่อยกว่านี่ ก็ใช้ครับ ในแง่ดีแล้ว คนสหรัฐทั่วไป ไม่ได้กลัวฟองสบู่อสังหาแตกหลอกครับ แล้วเพราะประชากรในสหรัฐนั้นแก่ตัวลงมากแล้ว คนหนุ่มสาวก็ไม่กลัวตกงานกันมากนักครับ สรุปคือ ซับพรามมันไม่โหดร้ายในตัวมันเองมากนักครับ คือลงจบออกมาแล้วเงินเดือนมัน ห้าหมื่นดอลต่อปี แล้ววิ่งไปซื้อบ้าน สามแสนดอลมา มันเหมือนคนไทยที่ต้องเก็บเงินกันทั้งชีวิต หรือไม่ก็เป็นปีๆ กว่าจะซื้อบ้านได้ คือมันเหมือนไทยเมื่อไหร่กันหละครับ ฉะนั้นแล้ว ปัญหาของ ซับพราม มันอยู่ที่ไหนกันแน่



นักวิเคราะห์ไทยบางคนก็สรุปออกมาว่า เมกานั้น “ซวย” หนัก ซับพราม มันเหมือน “ฟางเส้นสุดท้าย” ก็เท่านั้นเอง สาเหตุเพราะสงคราม อิรัก “ดูดเงิน” ไปมากเหลือเกิน งบดุลของรัฐบาล เลยดูน่าเกลียดแบบสุดๆ สองน้ำมันแพง ทำเอาประเทศสำคัญต่อการส่งออกของสหรัฐ ก็คือโลกนั่นเอง โตช้าลง จนซื้อสินค้าสหรัฐน้อยลง อีกอย่างที่นักวิเคราะห์ไทยชอบ “ยำ” เข้าไปด้วย คือจีน ที่สร้างของถูกๆ ไม่มียี่ห้อ ออกมาแข่งกับ Brand Name ของสหรัฐ ที่ก็ทราบกันอยู่แล้ว ว่าสหรัฐนั้น มีอยู่แต่ Brand Name แล้วมันก็ของถูกที่ทำให้มันมี Price Deflation หรือการขยับราคาสินค้าขึ้นไม่ได้ แต่นักวิเคราะห์ไทยก็ยังมองไม่ถูกนักนะครับ ถึงจะแน่นอนว่า สหรัฐนั้นมีปัญหามาก สาเหตุก็เพราะ “คนระดับกลาง” กำลังเกิดขึ้นมากมายทั่วโลกที่กำลังพัฒนา แล้วนี่มันก็คือตลาดใหญ่ของสหรัฐทีเดียว ตัวอย่างก็คือสหรัฐนั้นเป็นประเทศส่งออก สินค้าจาก “อุตสาหกรรมวัฒนธรรม” ที่ใหญ่ที่สุดบนโลกเลย



ฉะนั้นแล้ว ถ้าจะสรุปสักหน่อย คนเมกันนั้น มีจุดอ่อนในตัวคือ “บ้า” อสังหา แล้วมันก็เริ่มมีปัญหา จะเพราะ หรือเป็นผลมาจาก หรือจะเป็นคู่ขนานของ “ถาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยดีในสหรัฐ” ก็ว่าได้ แต่ ซับพราม จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ ก็มีฝรั่งบางคนบอกว่า มันไม่ใช่ปัญหา ของ “ซับพรามเลย” ปัญหานี้มันมาจากพวก “ปั่นซับพราม” คือพวกปั่นหุ้นนั่นเอง ที่เอาอสังหา มา “ปั่นจนเละ” ถ้าจริง มันก็คือ “พวกนักการเงิน” หล่ะครับ ที่เป็นต้นตอของภาวะในสหรัฐตอนนี้ ไม่ใช่พวกคนเมกัน ที่ “บ้า” อสังหา มากไปหน่อย



คือนักวิเคราะห์พวกนี้ เขาบอกว่า นักการเงินนั้น เอาอสังหา มาปั่น จนกลายเป็น “แชร์ลูกโซ่” ที่พอหาคนใหม่เข้ามาเล่นไม่ได้ “พอ” ฐานมันก็พับลงไป เพราะเงินต่อยอดให้ขึ้นไปเรื่อยๆ มันหมด ชื่อ ของ ซับพราม ก็บอกอยู่แล้วว่าหนี้คุณภาพต่ำ ก็อาจจะแบบคนที่จบตรีออกมามีงานทำแทนที่จะรอสามปีเพื่อซื้อบ้าน ก็เอาเลย จบออกมาปีเดียวยองกู้เสียดอกเบี้ยแพง หรือ วาง Down สูงๆ เพื่อซื้อบ้านแล้ว ปัญหาคือ Wall Street รวยรวมเอาหนี้พวกนี้ มาเข้าเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วสับออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อขายกัน ถ้ามันหยุดอยู่ตรงนั้นคงไม่มีปัญหามากนัก แต่ Wall Street ดันไปคุยกับบริษัท Credit Rating แล้วบอกว่า ถ้าส่วนหนึ่งของหนี้ ไม่ค่อยดีนั้น มีการจัดระเบียบ ให้บางส่วน มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย ก่อนส่วนอื่น ของหนี้ไม่ดีนั้น ไอ้เจ้าส่วนที่จะได้รับดอกเบี้ยก่อน ส่วนตรงนี่นะ จะให้ Credit Rating “ดี” ได้ไหม ตกลง เออเองออเองตกลงกันเอง จนไปๆมาๆ หนี้ไม่ค่อยจะดี ได้เรติ้ง AAA ไปเลย



แล้วพอเรติ้งมันดีขนาดนั้น แถมยังได้ดอกสูงๆ ใครมันจะไม่ไปลงทุนกันหล่ะครับท่านผู้อ่าน ตกลงไปๆมาๆ ทุกสถาบันการเงินในสหรัฐ แข่งกันปล่อยกู้อสังหา แข่งกันจนมาตอนนี้ ยังไม่จบตรี ก็ซื้อบ้านได้แล้ว มันก็คือกลายเป็นว่า Wall Street ไปกระตุ้นการปล่อยกู้ให้หนี้อสังหา แล้วพอหนี้ไม่ค่อยดีของอสังหา มัน “สวย” กว่าหนี้อสังหาดีๆ แล้วยังไงหล่ะครับ กฌไม่มีอะไร นอกจากเร่งปล่อยกู้ให้ไปหา “ที่ที่ไม่ค่อยดีนัก” ในที่สุด มันก็เหมือน แชร์ลูกโซ่ คือไอ้เงินกำไรตรงนี้ วิ่งไปเลี้ยงยอดของ Wall Street ปัญหามันคือ ฐานมันชักจะอ่อนลงเรื่อยๆ ตลอดเวลา เพราะมันขยับเข้าไปในส่วนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ พอมาถึงจุดหนึ่ง ความเสี่ยงทั้งหมด มันก็เริ่มพัดกลับมาหาฐานของมัน เหมือนคลื่นหระทบทราย ยังไงยังงั้น แล้วมันก็เริ่ม “ลาม” ขึ้นบน จากแถวเสี่ยงสุดๆ มาแถวเสี่ยงปานกลาง มาแถวที่เรติ้งให้ไว้กัน ที่ AAA สุดท้าย นักลงทุน “แทกระจาดขายทิ้งหมดในอัตราส่วนที่ “ราคาของดีในกระจาด” แทบไม่มีเหลือ จนเกิดอะไรขึ้น ก็คือแบบ Bear Sterns คือมีแต่หนี้ที่ไม่มีใครอยากจะเอา นอกจากพวกชอบซื้อของถูกและมั่นคงพอที่จะเก็บของไม่ค่อยดี ที่ราคา ตกลงไป “มากกว่าความเป็นจริง” พูดง่ายๆ เขาใจเย็นเพราะเงินเขาเย็นและเขาใหญ่พอที่จะมองเย็นๆแบบนานๆ ได้ ก็คือ บริษัทที่ไปซื้อหนี้ Bear Stern คล้ายๆกับ Lehman ที่มาซื้อ หนี้เสียไทยไปหลายๆกองในราคาถูกสุดๆจนคนงงกัน



สรุปสักหน่อยตรงนี้ ลงมันเป็นแบบนี้ จะด่าใครดีหละ และจะมอง ซับพราม ว่าคืออะไรดีหล่ะ เพราะมันไม่ได้เกิดจากการที่คนเมกัน เกิดกระหายใหญ๋ และ บ้าบอ จนสติแตก แห่ไปในการหาซื้อบ้านกันไม่รู้จบ แบบบังคับตัวเองให้คิดดีๆก่อน ไม่ได้ แต่มันเกิดขึ้น เพราะ Wall Street กระหายกำไร แต่ในที่สุดแล้ว ซับพราม คือ “สัตว์ร้าย” ที่ Wall Street สร้างขึ้นมาเอง “ใช่หรือไม่” มันก็เหมือนๆกับราคาน้ำมันและทอง คือ Wall Street ปั่นมันขึ้นไปสูงๆ ถ้าฟองสบู่แตกขึ้นมา แล้วราคาน้ำมันและทองตกลง พวกกองทุนเก็งกำไร ก็ตายกันหมด ยังไงยังงั้น



คือถ้าจะให้สรุป มันก็คือ คนที่ฉลาดมากๆ ใน Wall Street เห็นแท้แน่นอนว่า คนเมกันนั้น ชอบซื้อและลงทุนบ้าน ก็เลยเข้าไป Exploit เรื่อง ให้มันซื้อกันง่ายเข้าไปอีก แต่ปัญหามันคือ เศรษฐกิจพื้นฐานมันชักจะไม่สวยขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ฟองสบู่ที่ Wall Street สร้างขึ้นมา มันแตก แล้วถ้าไม่ใช่เพราะ มือฉมัง ของธนาคารกลาง ป่านนี้โลกถูกฉุดลง “เหวลึก” ไปกับเมกาแล้ว ปัญหามันคือ มันยังมีฟองสบู่อีกอันสองอันที่สร้างกันขึ้นมา ถ้าโชคดี ก็จะมีข่าวร้ายออกมาปั่นราคามันขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้าข่าวร้ายหมด แล้วปัจจัยพื้นฐานเข้ามาเป็นปัจจัยหลัก ฟองสบู่แตกแน่นอน คราวนี้หล่ะ ต่อให้เก่งยังไง “ก็เอาไม่อยู่” ถ้ามันมาแตกกัน หลายๆฟอง พร้อมกันหรือใกล้ๆกัน

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
//www.thai-journalist-democratic-front.com




 

Create Date : 26 มีนาคม 2551    
Last Update : 26 มีนาคม 2551 2:26:17 น.
Counter : 284 Pageviews.  

เศรษฐีพันล้านดอล มองไทย

เศรษฐีพันล้านดอลเพื่อนทักษิณ “มองเศรษฐกิจไทย”



ในขณะที่คนรักทักษิณ ไปสนามบินกันวันนี้ วันที่ทักษิณกลับไทย ผมก็วิ่งไปคุยกับเศรษฐีอิตาลี่ ระดับพันล้านดอล เขาก็ด่าผมมากเลยจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องผมไม่ยอมบอกว่าแหล่งข่าวของผมคือใคร และเวลาผมอ้างถึงข้อมูล ไม่ยอมบอกว่าเอามาจากไหน คือถ้าจำกันได้ น้อง “ทันคนทันข่าว” เคยถูกด่าแทนผมมามาก ก็เรื่องเดียวกันนี่เอง เช่นเรื่อง มหาวิทยาลัยในสหรัฐ ออกมาอัด ป๋า เรื่อง Churchill ก็ไม่เป็นไรครับ ดีใจที่ขนาดคนระดับนั้น ยังมาเอาบทความผมไปดู แต่จริงๆแล้ว สาเหตุที่ผมเขียนอย่างที่ผมเขียน ก็เพราะถ้าอ้างกัน แทนที่จะดูสิ่งที่ผมเขียนกัน ก็จะไปดูกันที่ ใครพูด แล้วให้น้ำหนักไปตรงนั้นว่าจริงเท็จอย่างไร แทนที่จะมองสาเหตุและเหตุผล ของบทความ ว่าน่าติดตามจริงหรือไม่ ผมก็ผ่านจุดนี้มาแล้วนะครับ และต่อสู้มามากเหลือเกิน เช่นสมัยอยู่บางกอกโพสต์ ผมเถียงกับพี่ “บี๋ และ พี่โก” ตลอดเวลา ว่า “ใครก็ตามที่พูดเกี่ยวกับหุ้นที่น่าฟัง เราน่าลงข่าว” แต่พี่ทั้งสอง ติดอยู่แบบเดิม คือจะเอาแต่คนแบบ “พี่ชาติสิริ หรือน้าปั้น” โดยไม่สนเลยว่า พี่ชาติสิริ หรือ น้าปั้น มีอะไรน่าฟังพูดหรือไม่



เข้าเรื่องเลยนะครับ จะหาว่าผม “นั่งเทียน” ยังไงเชิญนะครับ แต่ตอนนี้ที่เข้มข้นจริงๆคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะอย่างที่น้าทักษิณบอกผมไว้ คือถ้าท่านไม่สามารถ “Deliver the Goods” ได้ หรือตอบสนองสิ่งที่ ปชช ต้องการได้ ทางเศรษฐกิจ ท่านก็จะไม่มีวันนี้ มาตอนนี้ก็ถึงคราว ลุงสมัคร ที่จะต้อง “Deliver the Goods” แล้ว ปัญหาของไทยจริงๆแล้ว มันมีอยู่สองส่วน เขาบอกผม แรกเลย อย่าไปมุ่งอยู่แต่กับ Value Added ให้สินค้า เพราะสมัยนี้ ขนาด กองทัพเกรี่ยง ยังสามารถ ทำก๊อปปี้ DVD มาขายในไทยเลย ทางออกคือ Value Creation หรือสร้างคุณค่าใหม่ ไม่ใช่เพิ่มคุณค่า ปัญหาของการยกระดับไทยไปตรงนั้น คือคนไทยนั้น “ลอกเก่ง” แต่สร้างสรรค์ของใหม่ๆไม่เป็น สาเหตุก็เพราะ โรงเรียนไทย สร้างคนไม่มีคุณภาพดีพอออกมา



แต่เขาก็บอกว่า ในอิตาลี่ ก็มีปัญหานี้เช่นกัน แต่ทางอิตาลี่ หันไปพึ่ง คอมพิวเตอร์ โปรแกรม กันมาก ไม่ใช่พวก CAD/CAM นะครับ แต่ไปอีกขั้น คือสมัยนี้ มันมี โปรแกรมช่วยออกแบบของใหม่ๆออกมา ที่ทำให้สร้างสรรค์ได้มาก เช่นพวก Simulation ต่างๆ ที่เอาส่วนประกอบของการออกแบบต่างๆ มาทำเป็น Module สำเร็จรูป เช่นถ้าจะออกแบบสินค้าใหม่ ก็ไม่ต้องไปใช้ CAD/CAM ออกแบบกันตั้งแต่ไม่มีอะไร แต่ใช้ Module ต่างๆ “ปะและประติดประต่อ” เข้าเป็นของใหม่ ได้อย่างง่ายดาย หลังจากนั้น ก็มีโปรแกรมการสร้างของสิ่งนั้น แบบ Simulation เหมือนกัน คือหลังออกแบบแล้ว ไม่ต้องเอาไปให้แผนกผลิตดู คือใช้คอมพิวเตอร์ ที่มี Module สำเร็จรูป ถึงการผลิต แล้วลองทำการผลิตได้เลย ทางคอมพิวเตอร์ สรุปคือใน อิตาลี่ ใช้กันมาก Module พวกนี้ ในการออกแบบสินค้าใหม่ๆ และ ทดลองผลิต โดยไม่ต้องลงมือจริงๆเลย ผลคือ ลงทุนน้อย ถึงตลาดเร็ว และ สร้างสรรค์กันได้แบบสุดๆ



นั่นก็เป็นทางออก ด้านนั้น ส่วนปัญหา บาทแข็ง เขาบอกว่า “มันหนีไม่พ้นแล้ว” ทำยังไงมันก็จะแข็งขึ้นอยู่ดี โจทย์ตอนนี้ “มันไม่ใช่ทำให้บาทอ่อน” แต่ทำยังไง “ที่จะมีชีวิต” อยู่กับ “บาทที่แข็งขึ้น” คำตอบของเขาคือ ในประเทศอื่น เวลาค่าเงินมันแข็ง เขาไม่ออกไปลงทุนนอกกัน ก็ลงทุนในประเทศกัน เพราะเทคโน ต่างประเทศถูกลง แต่เขาบอกว่า “นักธุรกิจไทย” ไม่ทำเช่นนั้น กลับ “นั่งเฉยๆ ไม่ฉวยโอกาส” เขากล่าวว่า โจทย์นี้มีอยู่สองส่วน “คือทำไมเป็นเช่นนั้น” แรกเลย ปัญหามันคือ รัฐบาลให้ Incentive ในการลงทุนใหม่ และการออกต่างประเทศ “ไม่มากพอ” คือไทยจะต้อง “ใช้มาตรการทางภาษี” ไม่ว่าจะในระดับไหน แต่ทำให้ อุตสาหกรรมไทย “ขยับ” ตรงนี้ ให้ได้ สิ่งที่สองคือตัวอุตสาหกรรมเอง คือจะมาร้องขอจากรัฐอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่อุตสาหกรรมไทยเอง “ต้องมีวิสัยทัศ” และที่สำคัญที่สุดที่เขาพูดคือ “They Have to Start Working” และการตอบโจทย์ว่าทำไม อุตสาหกรรมไทย ถึง “ไม่ทำงาน” หรือ “Don’t Work” ก็เพราะ การที่ไทยมีรัฐประหารบ่อยมาก เขากล่าวว่า “ทุกครั้งที่ไทยกำลังจะทะยายขึ้น มันมีการปฏิวัติ” จนคนไทยนั้น “กลัวความเสี่ยง” จนเป็นนิสัยประจำชาติ เขาบอกว่า “การเมืองไทยโดยเฉพาะการปฏิวัติ ได้ทำลายความสร้างสรรค์ และ ความเชื่อในอนาคต ว่าจะออกมาดี” จน “หมดสิ้น” ทางออกจากโจทย์นี้ เขาบอกว่า คือต้องเน้น นักธุรกิจไทย มอง Blue Ocean ไว้ให้มากๆ คือตลาดใหม่ๆ สำหรับของใหม่ๆ ที่การแข่งขันน้อย “เพราะ Blue Ocean จะไปกระตุ้นความต้องการของอุตสาหกรรมไทย” ให้ ออกมาในทางบวก คือขยายตัวขยายความต้องการกัน แทนที่จะเน้นกันอยู่แต่กับ “ความกลัวและความเสี่ยง”



สิ่งสุดท้ายที่เขากล่าว คืออุตสาหกรรมอะไรเหมาะกับไทย เขาบอกว่า จุดนี้มีคำตอบอยู่สองที่ คือความต้องการของโลก นั่นคือสิ่งแรก และสอง ความสามารถของไทย ตรงนี้ เขาแทบจะเหมือนพี่พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาเก่าของทักษิณ ที่ก็ทราบกันว่าเป็น “กุนซือ” เศรษฐกิจสำคัญสมัยทักษิณและสมัยนี้ เขาบอกว่า การพัฒนาโลก มันมาเป็นยุค หนทางของไทย คือ มองว่าโลกในวันข้างหน้ามันจะเป็นยุคอะไร เช่นที่พูดกันมาก วันข้างหน้าจะเป็นยุคของ การ “ชีวภาค” หรือ Bio-Economy สาเหตุก็เพราะประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว แก่ลง จนมีความต้องการทาง “คุณภาพชีวิต” มากขึ้น เขาบอกว่าก็คือทุกอย่างที่ทำให้ Bio มันดีขึ้น สำหรับคนแล้ว ก็เช่น ทางการแพทย์ ทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รวมไปถึงคุณภาพทางจิตใจและความรู้สึก เช่นการหาความรู้ใหม่ๆ เผ่านระบบการศึกษาให้ผู้ใหญ่ เช่นการทำอาหาร “ทางออกสำหรับไทยคือมองให้ออกว่า ยุคอะไรกำลังจะมา จริงๆแล้ว ไม่ใช่ยุค Bio อย่างเดียว นั่นสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับ คนอายุอื่น ในแต่ละประเทศ ก็จะมี “Localize ยุค” ของมันเอง แต่สิ่งที่ไทยไม่ควรทำ คือวิ่งออกไปตอบสนอง “ยุค” ทุกอย่างที่เห็น แต่ต้องตอบสนอง ในสิ่งที่ไทยทำ “ได้ดีกว่าคนอื่น” แล้วเขาก็ยกตัวอย่าง ว่าในประเทศตะวันตก “ได้สร้างสังคมที่ต้องการกามามาก” และในอิตาลี่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ได้เกิดอุตสาหกรรม “หญิงบริการ” ขึ้นมา แล้วก็มีคนต่อต้านสิ่งนั้นมาก แต่แล้วสิ่งที่แปลกก็เกิดขึ้น คือ การแต่งงานระหว่างผู้หญิงอิตาลี่ และหนุ่ม GI ก็เกิดขึ้น ทั่วไปหมด แล้วคนอิตาลี่ ในสหรัฐ ที่ถูกเหยียดหยาม ว่าเป็นชนชั้นสอง อยู่ตามแหล่งเสื่อมโทรม ก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น จนในที่สุด อะไรอะไรที่มองว่าเป็นอิตาลี่ ก็ยกระดับขึ้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากในสังคมสหรัฐ



“ทุกวันนี้ในไทย หญิงบริการไทย หมอไทย พ่อครัวแม่ครัวไทย พนักงานโรงแรมไทย คนในแวดวงสื่อเช่นวงการเพลงและสร้างหนังและโฆษณา คือใน Service Industry ส่วนมาก แต่ก็ไปถึงช่างผีมือระดับสูง งานฝีมือระดับสูง ซึ่งไปถึง คอมพิวเตอร์โปรแกรมเมอร์ หรือพวกเจียรนัย เพชรพลอย และพนักงานบางส่วน บางระดับในบางอุตสาหกรรม ของ Manufacturing Industry คือพวกโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งเล็กและใหญ่” เขาบอกว่า มีชื่อเสียงไปทั่วโลก





แต่ทั้งหมดมันเริ่มต้นที่ การปฏิวัติกันบ่อบๆ เพราะมันทำลาย ไทย ทั้งในและนอกประเทศ โจทย์ที่ใหญ่ที่สุด คือการเมืองไทย คือทำอย่างไร ให้คนไทยและทั่วโลก มั่นใจได้ว่า “ทหารจะเป็นมืออาชีพเสียที” ทั้งหมดที่เขียนมา ก็เป็นมุมมองของเศรษฐีระดับพันล้านท่านหนึ่ง ส่วนเขาเป็นใคร พูดกับผมตอนไหน และขอการยืนยันข้อมูล ก็อย่างที่ผมบอก น้องทันคนทันข่าว ให้ไปบอกพวกต่อเขาว่าเรื่อง Churchill ว่า “พี่ทวีวุฒิบอกมาว่า ให้ไปหากันเอาเอง เลิกมาพึ่งคนอื่นเสียที่ แล้วขยันๆกันเอง” ก็อย่างที่ผมเตือนท่านมาเสมอนะครับ อย่ามาเชื่อผม คิดเอาเอง ผมเป็นเพียงนักข่าว “ตัวที่มากระตุ้น” ความคิดท่าน ก็เท่านั้นเอง ไม่ใช่นักวิจัย ที่มีเงินมีเวลา มาทำทุกอย่างให้ท่าน

ทวีวุฒิ จุลวัจจนะ
//www.thai-journalist-democratic-front.com




 

Create Date : 23 มีนาคม 2551    
Last Update : 23 มีนาคม 2551 12:03:49 น.
Counter : 349 Pageviews.  

เมื่อปรีดี พนมยงค์ตั้งสถานกาซิโนกับคนลักษณะศีลธรรมจัด

นอกจากความน่าสนใจที่เกี่ยวกับกรณีถกเถียงเรื่องกาสิโนในปัจจุบันแล้ว ผมจงใจยกกรณีนี้ขึ้นมา ก็เพราะผู้ทดลองก่อตั้ง สถานกาซิโนในครั้งนั้นคือ รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี ซึ่งคนจำนวนมากมองในฐานะเป็นแม่แบบของศีลธรรมและวีรบุรุษแบบพุทธ แน่นอน

การที่ปรีดีสนับสนุนการตั้งกาสิโน ไม่ได้แปลว่าการกระทำนั้นต้องถูกโดยอัตโนมัติ เพราะไม่ว่าใคร ก็ทำผิดได้ รวมทั้งปรีดี แต่อย่างน้อยเรื่องนี้น่าจะเตือน ให้ผู้ที่อภิปรายปัญหาการตั้งคาสิโน โดยอ้างอิงแต่เรื่องศีลธรรมเชิงศาสนา (วาทกรรมอบายมุข) ได้ฉุกคิดมองปัญหานี้ (หรือมองตัวปรีดีเอง) อย่างมีลักษณะเป็น ทางโลกย์(secular) มากขึ้น

ในระหว่างการอภิปรายใน ครม. ปรีดีกล่าวว่า ลิกรัชชูปการนั้นไม่มีปัญหา ปัญหาที่เถียงกันอยู่นี้ว่าจะเอาเงินจากไหนมาชดเชย รัฐมนตรีคนอื่นๆ ได้ช่วยกันเสนอรายได้ทางอื่น เช่น ขึ้นภาษีสินค้าขาเข้า จังกอบการศึกษา ภาษีมหรศพ ค่าธรรมเนียมต่างด้าวเข้าเมือง เป็นต้น

ที่สำคัญสำหรับเรื่องของเราคือข้อเสนอเรื่องภาษีพะนันและ casinoของขุนสมาหารหิตะคดี และควง อภัยวงศ์ และความเห็นของปรีดี ต่อไปนี้(ข้อความในวงเล็บเหลี่ยมเป็นของผม เพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน)
ขุนสมาหารหิตะคดี : ปัญหาอยู่ในเรื่องการหาเงินชดเชย ข้าพเจ้ามีความเห็นอยู่อย่างหนึ่ง แต่เชื่อว่า นายพันตำรวจเอก หลวงอดุลเดชจรัสจะไม่ชอบ เป็นปัญหาที่ง่าย หลักแรกคือจะควรมีการพะนันหรือไม่ เราไม่เลิกการพะนัน แต่เหตุไรไม่เอาผลจากการพะนัน วิธีของข้าพเจ้าเอาเงิน[พะนัน]จากคนจีน กล่าวคือ อนุญาตให้เล่นการพะนันแถวชายแดนและอนุญาตเฉพาะชาวต่างประเทศถ้าใครเล่นการพะนันโดยมิได้รับอนุญาตจะลงโทษจำคุกทีเดียว
ทั้งนี้จะมีผู้เห็นด้วยหรือไม่ก็แล้วแต่จะพิจารณา

หลวงประดิษฐมนูธรรม : เรื่องเกี่ยวกับการพะนันนี้ เจ้าพระยายมราช[อดีตเสนาบดีคลังสมัยก่อน 2475] เคยเล่าให้ฟังว่าได้เอาตัวเลขโพยก๊วนมาตรวจดู เมื่อครั้งมีบ่อน เงินส่งไปเมืองจีนน้อย ครั้นเลิกบ่อนแล้วเงินส่งไปเมืองจีนมาก [คือปรีดีเสนอว่าเมื่ออนุญาตให้มีการพะนัน เงินคนจีนก็ไม่รั่วไหลกลับประเทศจีนแต่อยู่ในสยามเอง]
หลวงโกวิทอภัยวงศ์ : ข้าพเจ้าเห็นว่าควรตั้ง casino ตามชายแดนทีเดียว

หลวงประดิษฐมนูธรรม : เมื่อเลิกรัชชูปการก็มีปัญหาในเรื่องหาเงินชดเชยเราจะหาภาษีทางอ้อมบ้าง หาจาก[ค่าธรรมเนียมเข้าประเทศของ]คนต่างด้าวบ้าง หาจากจังกอบการศึกษาบ้าง ส่วนความเห็นที่ขุนสมาหารหิตะคดีเสนอ ข้าพเจ้าก็ไม่คัดค้านแต่ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยดูก่อน

อีก 2 เดือนต่อมา ในที่ประชุม ครม.วันที่ 3 มีนาคม 2481 (ปฏิทินเก่า)ปรีดีได้นำเสนอเอกสาร 8 หน้า บันทึกเรื่องการปรับปรุงภาษีอากรกำหนดกรอบการยกเลิกรัชชูปการและอากรค่านา ซึ่งจะทำให้รัฐบาลรายได้ลดลงปีละกว่า 12 ล้านบาท (รัชชูปการ 6.8ล้าน อากรค่านา 5.4 ล้าน และมีภาษีอากรย่อยอื่นๆที่เลิกอีก)
และวิธีที่จะหารายได้จากทางอื่นมาชดเชย รวมทั้งเสนอให้ทำประมวลรัษฎากร(Revenue Code) ขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย ในบรรดามาตรการหารายได้ทางอื่นมาชดเชย คือการตั้ง สถานกาซิโนของรัฐบาล โดยจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ปรีดีอธิบายว่า

ภายในสถานกาซิโนนี้ ผู้ที่จะเข้าไปได้จะต้องเสียค่าธรรมเนียม วันหนึ่งคนละ20 บาท ถ้าเป็นคนต่างด้าว คนหนึ่งวันละ 2 บาท[ถ้าเป็นคนสยาม]สถานกาซิโนจะตั้งที่หัวหิน ลพบุรี พิษณุโลก หนองคาย เบตง
และจะได้เปิดฉะเพาะฤดูเทศกาลมีงาน

...ต้นเดือนพฤษภาคม 2482 กระทรวงการคลังของปรีดีได้ทดลองเปิดสถานกาซิโน ของรัฐบาลขึ้นจริงๆ เป็นเวลา 2 วันที่หัวหิน แต่ไม่ได้ผลเต็มที่ ปรีดีจึงนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 15
พฤษภาคม เพื่อให้มีแก้กฏกระทรวงที่ยังเป็นอุปสรรคอยู่ พร้อมกับเสนอสถานที่เปิดกาซิโนของรัฐบาลเพิ่มเติมรวม 11แห่ง...........

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : สิ่งที่ผมอยากให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับปัจจุบันจากการเล่าเรื่องการพยายามตั้งสถานกาซิโน ของปรีดี พนมยงค์ ข้างต้นคือการอภิปรายเรื่องควรเปิดให้มีกาสิโนถูกกฎหมายหรือไม่ (กิจกรรมแบบกาสิโน ที่ผิดกฎหมายมีอยู่แล้วโดยทั่วไปดังที่ทราบกันดี ทั้งในรูปบ่อนไพ่ แทงบอล ฯลฯ) ควรหลีกเลี่ยงลักษณะ ศีลธรรมจัด แบบกระต่ายตื่นตูมราวกับว่า ถ้าให้เปิดแล้ว จะ เป็นการเปิดอบายปิดฟ้าต่ำช้าใจเมือง หมายถึง เมื่อเมืองมีแต่อบายมุขบ้านเมือง ก็จะต่ำช้ำลงหรือเป็นการที่รัฐบาลใช้อำนาจเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำประเทศถึงขั้นนั้นเลยทีเดียว!(คำของรสนา โตสิตระกูล)

คนที่มีลักษณะ ศีลธรรมจัด แบบกระต่ายตื่นตูมเช่นนี้ โดยมากมักจะเพราะความหลงตัวเองว่า ตัวเองมี ศีลธรรม เหนือกว่าคนอื่นๆ ถ้าคนอื่นๆมีีวิธีตีความหรือจัดการกับเรื่องเชิงศาสนาหรือเชิงศีลธรรมทีต่างออกไปแล้ว โลกก็จะถึงกาลวิบัติในไม่กี่วันข้างหน้า

ในความเป็นจริง คนที่คิดในลักษณะนี้ มักจะลงเอยที่เป็นคนไม่คงเส้นคงวาใช้ 2 หรือ 3 หรือ 4 บรรทัดฐาน คือกับนักการเมืองที่ตัวเองไม่ชอบ จะทำตัวเป็น พ่อแม่ สั่งสอน ลูกชายเกเร(คำของรสนาอีก)

แต่กับผู้มีอำนาจบางคนที่ใช้อำนาจในทางผิด ศีลธรรม เป็นเวลานานแล้วก็จะทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย เพราะไม่มีปัญญาหรือความกล้าจะทำอะไรได้ เช่นเดียวกับเรื่อง อบายมุข ต่างๆ ตั้งแต่ ล็อตเตอรี่ เหล้า พนัน ไปถึงอุตสาหกรรมเซ็กส์ที่ี่ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนกันแต่พอมีข้อเสนออย่างเปิดคาสิโนถูกกฎหมายขึ้นมา (ซึ่งอันที่จริงในด้านที่สำคัญ เป็นเพียงการทำสิ่งที่มีอยู่แล้วแบบผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมายขึ้นมา)ก็จะถือเป็นเรื่องทำให้ บ้านเมืองต่ำช้าลง ทันที




 

Create Date : 16 มีนาคม 2551    
Last Update : 16 มีนาคม 2551 12:13:34 น.
Counter : 452 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.