ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ประชาธิปไตยเป็น 'สิ่งแปลกปลอม' ที่นำเข้าจากต่างประเทศ(?)

นักปรัชญาชายขอบ


“ผมคิดว่าปัญหาในบ้านเรา ตั้งแต่ความคิดเรื่องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ความรับผิดชอบ รัฐธรรมนูญ และอะไรหลายอย่างที่เราเสนอกันนั้น เป็นสิ่งแปลกปลอมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ...ผมเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่แปลกปลอมจากที่อื่นเอาใช้บ้านเราไม่ได้ผล โดยเฉพาะช่วงหลังเป็นจีเอ็มโอเยอะ ผมเป็นพวกมาร์กซิสต์เก่า เพราะเคยเข้าป่า ไม่วางใจพวกต่างชาติมากๆ เพราะฉะนั้น พวกจีเอ็มโออันตรายมาก และขอร้องชาวต่างชาติว่าอย่าสรุปความคิดเป็นของท่านเอง”

ธีรยุทธ บุญมี (http:www.matichon.co.th./play_clip.php?newsid=1332495112)


ยอมรับว่าพยายามอ่านแล้วผมก็ไม่เข้าใจว่า ธีรยุทธกำลังบอกอะไร หรือจะเสนออะไร

ถ้าบอกว่าประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ก็ต้องหมายความว่าศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือแม้แต่คณิตศาสตร์ก็เป็น “สิ่งแปลกปลอม” สำหรับสังคมไทยด้วย เพราะเป็นสิ่งที่เรานำเข้าจากต่างประเทศด้วยเช่นกัน


แต่ความจริงคือ อะไรที่เป็นของสากล เช่น ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน คณิตศาสตร์ ถ้ามันเป็นของสากลมันก็เป็นของมนุษยชาติทั้งหมด ไม่มีใครจะอ้างสิทธิว่าเป็นความคิดของประเทศตนที่เหมาะกับพระเทศของตนเท่านั้น หรือว่าเป็น “สิ่งแปลกปลอม” สำหรับประเทศไทย หรือประเทศใดๆ ในโลก


ธีรยุทธยังพูดอีกว่า “ผมคิดว่าโครงสร้างการเมืองทุกที่เป็นผลผลิตของท้องถิ่น เป็นการเสนอให้เราได้คิดแบบสองส่วน ส่วนหนึ่งมองแบบโครงสร้างทางสังคมที่เป็นความจริง สร้างวัฒนธรรมต่างๆ อีกอันหนึ่งอาจจะมองเป็นแบบโพสต์โมเดิร์นก็ได้ มีวาทกรรมเกิดขึ้นในแต่ละช่วงแต่ละสมัย เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น เป็นทั้งโอกาสและไม่ใช่โอกาสที่จะเอาแนวคิดสังคมใหม่ๆ มาเสริมในบ้านเรา”


คำถามคือ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ หรือโครงสร้างการเมืองที่เป็นความจริงเฉพาะของสังคมไทย หรือวัฒนธรรมไทยซึ่ง “ดีกว่า” แนวคิดประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพแบบสากล ที่เราจะต้องสร้างขึ้นมาจาก “ท้องถิ่น” ของเรา หากเราเห็นว่าของสากลมันแปลกปลอมสำหรับเรา


บางทีสิ่งเราเรียกกันว่า “ความเป็นไทย”  “เอกลักษณ์ไทย” หรือ “ลักษณะพิเศษของสังคมไทย” นั่นต่างหากที่เป็น “สิ่งแปลกปลอม” ต่อวิถีชีวิตตามเป็นจริงในสังคมไทยปัจจุบัน เช่น การรักนวลสงวนตัว แต่งก่อนยู่ ระบบอาวุโส การรู้จักที่สูงที่ต่ำ การยกย่อง “คนดี” ที่ซื่อสัตย์ไม่โกงแต่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตย การเรียกร้อง “การเมืองที่มีจริยธรรม” แต่ให้คงไว้ซึ่ง “ระบบอำนาจที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้” ซึ่งขัดต่อหลักจริยธรรมสากลคือหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค


สิ่งเหล่านี้เป็นต้น ล้วนแต่เป็น “สิงแปลกปลอม” ไม่กลมกลืนกับวิถีชีวิตจริงของผู้คนในสังคมไทย และ “แปลกประหลาด” ในสายตาสังคมโลกทั้งสิ้น!


หรือพูดให้เห็นภาพตามข้อเท็จจริงเลยก็คือ “ลักษณะเฉพาะ” ของความเป็นไทยในทางการเมืองอย่างที่พูดกันว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “เสียงส่วนใหญ่อาจผิดได้” อย่างที่ฝ่ายไม่เชื่อถือ “การเลือกตั้ง” พยายามตอกย้ำ แต่ปัญหาจริงๆ อยู่ที่การดึงดันว่า “เสียงส่วนน้อยต้องถูกเสมอ” เช่น


- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การอ้างสถาบันกษัตริย์ต่อสู้ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ก็ต้องชอบธรรม

- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า รัฐประหารถูกต้อง ก็ต้องถูกต้อง

- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การเอาผิดนักการเมืองด้วยกระบวนการที่สืบเนื่องจากรัฐประหารถูกต้อง ก็ต้องถูกต้อง

- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การนิรโทษกรรมฝ่ายทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ทำได้ ก็ต้องทำได้

- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ก็ต้องทำไม่ได้

- เสียงส่วนน้อยยืนยันว่า การพูดความจริงเบื้องหลังรัฐประหารไม่ได้ ก็ต้องไม่ได้

ฯลฯ


ถามว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ดังกล่าวนี้เป็น “สิ่งแปลกปลอม” หรือไม่?


พูดถึงวาทกรรม “ประชาธิปไตยเป็นสิ่งแปลกปลอมที่นำเข้าจากต่างประเทศ” ของธีรยุทธแล้ว ทำให้เห็นภาพความคิดที่เน้นชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง พลเมืองเข้มแข็งที่ตอนนี้นำมาตอกย้ำใหม่อย่างคล้องจองกัน คือความคิดเรื่อง “สังคมสมานุภาพ” ของคุณหมอประเวศ วะสี ดังที่เขากล่าวตอนหนึ่งว่า


อำนาจในสังคม มี 3 อำนาจใหญ่ ได้แก่ พลังอำนาจรัฐ พลังอำนาจทุน ซึ่งใหญ่โตมาก และพลังงานอำนาจทางสังคม ซึ่งเล็กมาก จุดสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำคือการสร้างพลังอำนาจทางสังคมให้เสมอกับ 2 อำนาจแรก แล้วทำงานเชื่อมโยงกัน

และหากเป็นเช่นนั้นได้ก็จะเกิดสังคมที่เรียกว่า "สังคมสมานุภาพ" คือสังคมที่อานุภาพต่างๆ เสมอกัน เพราะฉะนั้น แม้เราจะพยายามภาครัฐหรือทุนให้เก่งหรือมีสมรรถนะ แต่ถ้าภาคสังคมไม่เสมอกัน สังคมก็จะไม่ได้ดุล เกิดความไม่เป็นธรรมมาก

แนวทางสำคัญในการสร้างสังคมสมานุภาพต้องเอาวัฒนธรรมเข้ามาช่วย โดยวิธีที่เรียกว่า "ชุมชนจัดการตนเอง" เพราะการปกครองประเทศที่รวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง นับเป็นหลุมดำในประเทศไทย ก่อปัญหาร้อยแปด ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ มีคอรัปชั่น เกิดรัฐประหารได้ง่าย(http:www.matichon.co.th./play_clip.php?newsid=1332585834)


ซึ่งผมแปลกใจมากที่คุณหมอไม่ได้พูดถึง “อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้” ซึ่งใหญ่โตกว่าอำนาจทุนมาก แปลกใจเพราะว่า คุณหมอเป็นคนเสนอทฤษฎี “ความจริงองค์รวม” ที่เน้นการมองให้เห็นความจริงทั้งหมด ไม่ควรมองแบบ “แยกส่วน” และให้เห็นความสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยแก่กันของความจริงทั้งหมดตามกฏอิทัปปัจจยตา แต่ทำไมคุณหมอถึงจงใจ “แยกส่วน” มองเฉพาะ 3 อำนาจเท่านั้น


แล้วที่ว่า “การปกครองประเทศที่รวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง นับเป็นหลุมดำในประเทศไทย...”นั้น ถามว่า รูปแบบการรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้ คือมรดกตกทอดจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใช่หรือ

 “ระบบอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้” ต่างหากที่รวมศูนย์ทั้งการปลูกฝังอุดมการณ์ ปรัชญาความเชื่อ ระบบคิด การคิดแทนผ่านหน่วยงานราชการ ระบบการศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ


ภายใต้ระบบเช่นนี้ ประชาชนไม่สามารถปกป้องรัฐบาลที่ตนเลือก และกำกับให้รัฐบาลที่ตนเลือกทำตามเจตนารมณ์ที่ต้องการให้สังคมเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ เช่น การเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้แทนปวงชนออกกฎหมายปฏิรูประบบที่ตรวจสอบไม่ได้ให้ตรวจสอบได้ตามหลักการประชาธิปไตยสากล ฉะนั้น “ภาคสังคม” จะเข้มแข็งได้อย่างไร?


หรือถ้าภาคสังคมเข้มแข็ง พลเมืองเข้มแข็งในความหมายว่ามีวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ตระหนักในสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคมากขึ้น ก็จะมีปัญหาว่า ความเข้มแข็งเช่นนี้จะไปกันได้อย่างไรกับ “ระบบอำนาจที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้” (จะเป็นไปได้หรือที่ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมประชาธิปไตยของสังคมและพลเมืองจะไม่ขัดแย้งกับ“ระบบอำนาจที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้”)


ฉะนั้น แนวคิดสังคมเข้มแข็ง พลเมืองเข้มแข็งของธีรยุทธ และแนวคิด “สังคสมานุภาพ” ของคุณหมอประเวศ ที่ปฏิเสธการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เรียกร้องการกระจายอำนาจถึงระดับชุมชน หรือการสร้าง “ประชาธิปไตยจากระดับชุมชน” แต่ไม่ได้เรียกร้อง “อย่างจริงจัง” ให้แก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยระดับชาติ คือการปฏิรูป “ระบบอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้” ให้ตรวจสอบได้ จึงเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งในตัวเอง และไม่มีทางที่แนวคิดเช่นนี้จะสร้างสังคมให้มี “สมานุภาพ” หรือ “มีอานุภาพเสมอกัน” ได้จริง


จะว่าไปแล้วทั้งสองแนวคิดนี้ก็เป็น “แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยๆ” อันเป็น “สิ่งแปลกปลอม” อย่างหนึ่งใน “ยุคเปลี่ยนผ่าน” (transition) ที่สังคมไทยต้องการแก้ปัญหา “ความไม่เป็นประชาธิปไตย” ในทางหลักการและอุดมการณ์ระดับชาติอย่างยิ่ง!


ที่มา : ประชาไท




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2555 16:13:55 น.
Counter : 693 Pageviews.  

สุรพศ ทวีศักดิ์: จริยธรรมสลิ่ม

สุรพศ ทวีศักดิ์

ระยะหลังมานี้มีการพูดถึง “สลิ่ม” ในแง่มุมต่างๆ มาก ผมคิดว่าแง่มุมหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็น “ความเป็นสลิ่ม” ได้ชัดขึ้น คือ “มาตรฐานทางจริยธรรมแบบสลิ่ม” หมายถึงมาตรฐานหรือเกณฑ์ (criterion) ในการตัดสินถูกผิดแบบสลิ่ม ซึ่งผมขอสรุปจากปรากฏการณ์จริงให้เห็นบางส่วน ดังนี้

1. มาตรฐานเสียงส่วนใหญ่ สลิ่มถือว่า ม.112 ไม่ควรแก้ไข ไม่ควรให้มีเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ โดยอ้างว่าประชาชนส่วนใหญ่รักสถาบันกษัตริย์ การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันย่อมกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

แต่ในเรื่องการเลือกตั้ง สลิ่มย้ำเสมอว่ามันคือประชาธิปไตยสี่วินาที ไม่ใช่ว่าแค่เลือกตั้งแล้วจะถือว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะเสียงส่วนใหญ่กับความถูกต้องเป็นคนละเรื่องกัน ประชาธิปไตยที่ตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ตามวิธีการเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ระบบที่ดีอีกต่อไป มันเป็นการเมืองเก่าที่แก้ปัญหาไม่ได้ จำเป็นต้องเพิ่มระบบการสรรหาโดยคนส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่า เพราะเสียงส่วนน้อยที่มีการศึกษาดี มีคุณธรรมดีกว่าเป็นเสียงที่มีคุณภาพมากกว่า และหากจะให้ดีควรเป็นประชาธิปไตยภายใต้ธรรมาธิปไตย(?) และควรเพิ่มพระราชอำนาจ

ฉะนั้น แม้รัฐบาลที่ผ่านมาและปัจจุบันจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่ด้อยคุณภาพ เพราะอาจถูกซื้อหรือถูกหลอกก็ได้ ความอยู่รอดของรัฐบาลจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงสนับสนุน แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐานความพึงพอใจของเสียงส่วนน้อยที่มีคุณภาพกว่าหรือไม่ หากไม่ เสียงส่วนน้อยย่อมมีสิทธิ์ล้มรัฐบาลนั้นได้ และล้มโดยวิธีใดก็ได้ แม้แต่ “วิธีรัฐประหาร”

หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว “ความรู้สึก” ของประชาชนส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องด้วยกฎหมายที่เข้มงวดอย่างยิ่ง เช่น ม.112 แม้ว่ากฎหมายนี้จะละเมิดเสรีภาพในการตรวจสอบบุคคลสาธารณะของประชาชนก็ตาม แต่ “รัฐบาล” ที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกต้องถูกกำหนดความอยู่รอด-ไม่รอดโดยเสียงส่วนน้อย (ที่มีคุณภาพกว่า?)

2. มาตรฐานความยุติธรรมโดยภาพรวมของสังคม สลิ่มไม่แคร์ว่าจะต้องออกมาเรียกร้องอย่างจริงจังให้ผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่านักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 และเมษา-พฤษภา 53 ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ “ทักษิณ” ที่เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดินต้องกลับมาติดคุกให้ได้ และยอมรับได้กับการที่ชายชราคนหนึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นสถาบันกษัตริย์โดยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ
หมายความว่า สำหรับสลิ่มแล้ว ใครจะฆ่านักศึกษา ประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไปกี่ร้อยศพก็ไม่สำคัญเท่า หรือไม่ควรถูกประณามสาปแช่ง หรือควรถูกนำมาลงโทษให้สาสมเท่า “ใครด่าพ่อด่าแม่กรู”

3. มาตรฐานหลักนิติรัฐ สลิ่มไม่แม้แต่จะตั้งคำถามว่า รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่ รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยเป็นการล้มหลักนิติรัฐหรือไม่ ฝ่ายทำรัฐประหารนิรโทษกรรมแก่ตนเองมีหลักนิติรัฐรองรับหรือไม่ แต่สลิ่มยืนกระต่ายขาเดียวว่า รัฐบาลเพื่อไทย (ที่มาจากการเลือกตั้ง)จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมทักษิณ (ที่ถูกทำรัฐประหาร) ย่อมเป็นการทำลายหลักนิติรัฐของบ้านเมือง ถึงอย่างไรก็ยอมรับไม่ได้ ต้องสู้อย่างถึงที่สุด
หมายความว่า หลักนิติรัฐของสลิ่มมีได้ในรัฐบาลที่ได้อำนาจรัฐมาด้วยวิธีรัฐประหาร และการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาลเช่นนั้นก็มีความชอบธรรม แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีความชอบธรรมที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่นักการเมืองที่ถูกทำรัฐประหาร เพราะไม่มีหลักนิติรัฐอ้างอิงให้ทำเช่นนั้นได้

4. มาตรฐานการรักษากฎหมาย สลิ่มย้ำเสมอว่ากฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ บ้านเมืองต้องปกครองด้วยกฎหมาย ต้องยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และสลิ่มเห็นว่าเป็นความชอบธรรมแล้วที่รัฐบาลรักษากฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์แม้ต้องฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมร้อยศพ และชอบธรรมแล้วที่จำคุกชายชราอายุ 61 ปี โทษฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐด้วยการส่ง “ข้อความ” ทางโทรศัพท์มือถือ 4 ครั้ง เป็นเวลา 20 ปี แต่สลิ่มไม่เคยแคร์ หรือไม่ออกมาต่อต้านอย่างจริงจังเลยในกรณีฉีกรัฐธรรมนูญ
หมายความว่า ในบ้านเมืองที่ยืนยันหลักนิติรัฐ นิติธรรมแบบสลิ่ม การรักษา พรก.ฉุกเฉิน (ที่ละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ) ที่แลกด้วยชีวิตประชาชนจำนวนมาก และการรักษา ม.112 (ที่ขัดแย้งกับหลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตย) ที่แลกด้วย "ความเป็นคน" ของประชาชน สำคัญกว่าการรักษา “รัฐธรรมนูญ” จากการทำรัฐประหาร

5. มาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง สลิ่มมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะผ่านสื่อ เวทีเสวนา การเมืองบนท้องถนน และนิสัยประจำตัวของพวกเขาคือมักจะอ้างจริยธรรม อ้างคนดี ความดี ใน concept “ธรรมะชนะอธรรม” อยู่เสมอ หรืออ้างธรรม อ้างความเสียสละ อ้างความดีนานาประการนำหน้าในการต่อสู้ทางการเมือง ในทางตรงข้ามก็ประณามอีกฝ่ายว่าไร้จริยธรรม เป็นคนเลว เป็นคนขายชาติ เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ และความมั่นคงของประเทศ
แต่จริยธรรมของพวกเขาคืออะไร ธรรมะที่พวกเขาอ้างถึงคืออะไร แม้แต่พวกเขาเองก็ยังดูจะสับสนอยู่ ยกตัวอย่างสลิ่มตัวพ่ออย่างจำลอง ศรีเมือง ให้สัมภาษณ์รายการตอบโจทย์ทีวีไทย เมื่อเร็วๆนี้ สรุปใจความสำคัญได้ว่า “ตัวเอง”เป็นคนที่ไม่ต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ ตำแหน่งทางการเมือง ไม่ยึดติดเรื่องโลกธรรม ที่ยอมลำบากนานัปการมานอนมากินกลางถนนหลายๆ ครั้งในการก่อม็อบแบบ “มืออาชีพ” ที่ผ่านมานั้น เพราะต้องการทำความดีใช้หนี้แผ่นดิน เนื่องจาก “ตัวเอง” เรียนโรงเรียนหลวงมาตลอด เจริญก้าวหน้ามาเพราะบุญคุณของแผ่นดิน จึงต้องการต่อสู้เพื่อให้การเมืองดีขึ้นตามความคิดของ “ตัวเอง” คือ การเมืองเก่าแบบเลือกตั้งอย่างเดียวถึงทางตัน ต้องมีระบบอื่นที่นอกเหนือจากการเลือกตั้งด้วย

จะเห็นว่ามาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองของสลิ่ม คือการยึด “ตัวเองเป็นศูนย์กลาง” คือยึดว่าตัวเองเป็นคนดี เป็นคนได้ประโยชน์จากแผ่นดินมาก่อนจึงต้องใช้หนี้แผ่นดินด้วยการต่อสู้ทางการเมืองตามแนวทางของตัวเองคือ ต้องสร้างการเมืองใหม่ที่ไม่ให้ความสำคัญกับระบบการเลือกตั้งอย่างยอมรับความเสมอภาคของสิทธิทางการเมืองคือ “1 คน เท่ากับ 1 เสียง”

ดูเผินๆ เหมือนสลิ่มเคร่งศาสนา มีจริยธรรมสูงส่ง เสียสละ ปล่อยวาง ไม่มีตัวกู ของกู ไม่ต้องการลาภยศชื่อเสียงใดๆ ต้องการทำเพื่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น แต่ถ้าดูให้ชัดๆ ในทุกขั้นตอนของสลิ่มมันมี “ตัวกูเป็นศูนย์กลาง” ตลอด คือมี “ตัวกูที่เป็นคนดี” (ตามนิยามของพวกกู) มาทำ “หน้าที่ของตัวกู” คือตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน (ของใคร? ไม่รู้ว่าประชาชนอยู่ไหน?) ด้วยการทำการเมืองตาม “แนวคิดของตัวกู” (เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องให้เดินตามครรลองประชาธิปไตยตัวกูไม่สน)

(จะว่าไปแล้ว นักต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่อ้างศาสนา อ้างธรรมะ หรืออ้างว่าตนเองเป็นคนดี เช่น จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น เขาต่อสู้โดยไม่มีตัวกูด้วยซ้ำ เพราะตัวตนของเขาถูกละลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสังคม เขาจึงไม่เคยยกความเป็นคนดี ยกความมีศีลธรรมสูงส่งของตนเองข่มคนอื่น ฝ่ายอื่น แล้วตั้งหน้าประณามว่าคนอื่นเลวทราม ไร้จริยธรรม ทว่าเขาต่อสู้ด้วยความคิด เหตุผล หลักการ อุดมการณ์เพื่อปวงชนอย่างชัดเจน)

6. มาตรฐานการยืนยันประชาธิปไตย สลิ่มระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำ นักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อมวลชน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่รับเป็น คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) เป็นสมาชิก สนช. (สมาชิกสภานิติบัญํติแห่งชาติ) และเป็นสมาชิก สสร.(สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ในรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ไม่ใช่ว่า “มีความอยาก” ในตำแหน่ง แต่เห็นว่ายังไงรัฐประหารก็เกิดแล้วแม้ไม่อยากให้เกิด ฉะนั้น ควรถือโอกาสเข้าไปพลิกวิกฤตด้วยการช่วยกันคิดช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น ส่วนผลงานของพวกเขาเป็นอย่างไรก็คงไม่ต้องบรรยาย ที่แน่ๆ คือทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 และกระบวนการตุลาการภิวัตน์ ล้วนแต่ทำให้ระบบอำมาตย์เข้มแข็ง และทำให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ
หากจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีมวลชนสลิ่มเรียกร้องและสนับสนุนรัฐประหารทั้งในที่ลับและที่แจ้ง อำมาตย์ก็ไม่มีทางกล้าทำรัฐประหาร และหากไม่มีนักวิชาการแถวหน้า สื่อมวลชนสลิ่มร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ก็คงไม่มีทางที่อำมาตย์ และพรรคการเมืองสมุนอำมาตย์จะย่ามใจกล้าสั่งให้ใช้กระสุนจริงสลายการชุมนุมจนทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในปีที่ผ่านมา

แต่มันเป็นเรื่อง “ตลกร้าย” อย่างยิ่งที่สลิ่มพวกนี้กระตือรือร้นที่จะทำทุกอย่างที่ว่ามาด้วยข้ออ้างว่าจะแก้ปัญหาวิกฤต พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ขึ้น แต่พวกเขากลับดาหน้าออกมาปฏิเสธข้อเสนอของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่ให้รัฐบาลออกกฎหมายล้างผลพวกของรัฐประหาร หากมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกให้เอาผิดกับรัฐประหารได้เมื่อบ้านเมืองกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย

จึงหมายความว่า การยืนยันประชาธิปไตยของบรรดานักวิชาการแถวหน้า นักกฎหมาย สื่อสลิ่มเหล่านี้ คือการยินดีเข้าร่วมสังฆกรรมกับฝ่ายทำรัฐประหาร แต่ปฏิเสธ คัดค้านข้อเสนอของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร

7. มาตรฐานการตรวจสอบอำนาจสาธารณะ สลิ่มเรียกร้องให้วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่สนับสนุนให้วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ กระนั้นพวกเขายังชอบนำนักการเมืองไปเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์เสมอ เพื่อขับเน้นภาพความดีของสถาบันและภาพความเลวร้ายของนักการเมือง หมายความว่าพวกเขามีทัศนะต่อความดีและความชั่วดังกล่าวนี้ในลักษณะโรแมนติกอย่างยิ่ง ประมาณว่าเพียงเอ่ยคำว่า “บ้านของพ่อ” ก็ซาบซึ้งน้ำตาไหลได้ง่ายๆ ทว่าเพียงแต่เอ่ยถึง “นักการเมือง” ก็สะดุ้ง ขยะแขยงความเลวได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเอ่ยชื่อ “ทักษิณ” ก็แทบจะหาน้ำบ้วนปากแทบไม่ทัน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของมาตรฐานตัดสินถูก-ผิดแบบสลิ่ม ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง มีการศึกษา และฐานะการงานดี และมีอิทธิพลชี้นำสังคม

ที่มา : ประชาไท




 

Create Date : 12 ธันวาคม 2554    
Last Update : 12 ธันวาคม 2554 15:23:06 น.
Counter : 375 Pageviews.  

เสรีภาพที่จะไม่รักในระบบศีลธรรมแบบทาส

สุรพศ ทวีศักดิ์

กว่าทศวรรษมานี้เรามักได้ยินราษฎรอาวุโสอย่าง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นปัญญาชนแถวหน้าของชาติ พูดซ้ำๆ ในสองประเด็นสำคัญ คือ

1. ลำพังการใช้เหตุผลจะแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้ เพราะเวลาเกิดความขัดแย้งต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองมีเหตุผล ฉะนั้น เมื่อสุดทางของเหตุผลจะต้องเดินต่อด้วยเมตตา ความรักความเมตตาที่คนเรามีต่อกันจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ได้

2. เราต้องมองปัญหาแบบ “องค์รวม” ไม่แยกส่วน การมองแยกส่วนทำให้เห็นความจริงไม่ครบถ้วน เกิดความเห็นแก่ตัว แบ่งเป็นเขาเป็นเรา จึงต้องแก้ด้วยการมองให้เห็นความจริงองค์รวมว่า “หนึ่งเดียวคือทั้งหมด ทั้งหมดคือหนึ่งเดียว” การมองเห็นเช่นนี้จะทำให้เกิดจิตใหญ่ หรือการปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ทั้งรักมนุษย์ด้วยกันเองและสรรพสิ่งในธรรมชาติ

ผมคิดว่า คำเทศนาของหมอประเวศแม้จะดูสวยงามชวนเคลิ้มฝัน แต่มันมีปัญหาระดับรากฐานสำคัญอยู่สองประการที่ควรตั้งคำถาม คือ

1. สังคมนี้เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมการใช้เหตุผลแล้วจริงๆ หรือ และโดยโครงสร้างของสังคมที่เป็นอยู่นี้ เราสามารถใช้เหตุผลอย่างถึงที่สุดในการถกเถียงประเด็นปัญหาพื้นฐานของระบบสังคมการเมือง เช่น อย่างที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าจะจัดวางตำแห่งแห่งที่ สถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในระบบสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยไทยอย่างไร จะแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหมิ่น ม.112 รัฐธรรมนูญมาตรา 8 เป็นต้นอย่างไร

เราสามารถใช้เหตุผลถกเถียงปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ในสภา บนเวทีสาธารณะต่างๆ โดยไม่ถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ อำนาจนอกระบบได้หรือไม่?

ผมเข้าใจว่าหมอประเวศรู้ดีว่าไม่ได้ ฉะนั้น ทั้งที่รู้ว่าทำไม่ได้ แล้วยังเสนอว่า “เมื่อสุดทางของเหตุผลจะต้องเดินต่อด้วยเมตตา” คำถามคือ สุดทางของเหตุผลหมายความว่าอะไร? หมายความว่าเราใช้เหตุผลกันอย่างเต็มที่ อย่างถึงที่สุดแล้วในบรรยากาศของเสรีภาพทางความคิด หรือหมายความแค่ว่า เมื่อถึงเรื่องของสถาบันกษัตริย์ที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ ห้ามพูดถึงข้อเท็จจริงด้านลบ แม้จะมีเหตุผลก็ตาม เราก็ต้องหยุดใช้เหตุผล แล้วเดินต่อด้วยความรักความเมตตาต่อกันเช่นนั้นหรือ

หากเป็นความหมายอย่างหลัง ข้อเสนอของหมอประเวศก็เป็นเรื่องตลกร้ายแล้ว เพราะเท่ากับเขากำลังเสนอว่า “สุดทางของเหตุผลหมายถึงให้หยุดใช้เหตุผลในบางเรื่อง (เช่น เรื่องตรวจสอบสถาบันกษัตริย์) แล้วในเรื่องเช่นนี้ให้เราเดินต่อ หรืออยู่กันด้วยความรักความเมตตา”

2. ถ้าเช่นนั้น ความรักความเมตตาที่เกิดจากการมองเห็น “ความจริงองค์รวม” คืออะไร ในเมื่อสังคมนี้เป็นสังคมที่ถูกทำให้จำเป็นต้องแยกส่วน คือส่วนข้างล่างสถาบันกษัตริย์ลงมาให้ตรวจสอบด้วยเหตุผลได้เต็มที่ แต่ส่วนสถาบันกษัตริย์จะทำแบบเดียวกันไม่ได้ ฉะนั้น ข้อเสนอที่ไม่ให้มองแบบแยกส่วนก็เป็นข้อเสนอแบบ “นิยาย” และความรักมนุษยชาติและสรรพสิ่งอย่างเท่าเทียม หรือความรักยิ่งใหญ่จากจิตใหญ่ จิตสำนึกใหม่ก็เป็นแค่ “นิยายต่อเนื่อง” จากข้อเสนอที่เป็นนิยายตอนแรกนั้นเท่านั้นเอง

จริงอยู่ หมอประเวศอ้างอิงความรักตาม concept “เมตตาอัปปมัญญา” ตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนา คือความรักต่อสรรพสัตว์อย่างไม่จำกัดประมาณ เนื่องจากเป็นความรักที่เกิดจากการมองเห็นตามเป็นจริงว่า “สรรพสัตว์ต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย” แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า ด้วยความเมตตาที่ไม่มีประมาณนั้นพุทธศาสนาสนับสนุนให้จำกัดการใช้ปัญญาหรือเหตุผล ทว่าโครงสร้างทางสังคมการเมืองบ้านเราที่เป็นอยู่คือโครงสร้างที่อ้างอิงความรักเพื่อ “จำกัด” (กระทั่ง “กำจัด”) การใช้เหตุผลตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ ภายใต้โครงสร้างเช่นนี้ ความรักที่ยิ่งใหญ่ จิตใหญ่ การปฏิวัติจิตสำนึกใหม่ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สมมติว่า ต่อให้ทุกคนในประเทศมีจิตใหญ่ มีความรักล้นเหลือในมนุษยชาติและสรรพสิ่งจริง แต่จะทำให้สังคมนี้ยุติธรรมขึ้นอย่างไร เราก็เป็นได้เพียงมนุษย์จิตใหญ่ที่มีความรักยิ่งใหญ่แต่น่าสมเพช เพราะเรายังเป็นสัตว์สังคมที่อยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่ไม่ให้เรามีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก และ/หรือเสรีภาพที่จะประกาศเหตุผลของความไม่รักนั้นแก่สาธารณะได้

เป็นไปได้อย่างไรครับ สังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีจิตใหญ่แต่ไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รัก คนที่มีจิตใหญ่คือคนที่สามารถยอมรับการไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รักได้อย่างนั้นหรือ ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ข้อเสนอเรื่องมองให้เห็นองค์รวม จิตใหญ่ ความรักความเมตตาต่อมนุษยชาติและสรรพสิ่งภายใต้โครงสร้างสังคมที่ไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รักเช่นนี้ เป็นข้อเสนอที่ถ้าผู้เสนอไม่ได้กำลังหลอกตัวเอง เขาก็กำลังหลอกคนทั้งสังคมอยู่อย่างน่าตระหนก

เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว สังคมเราถูกจำกัดด้วยสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่เป็นอยู่ไม่ให้เราสามารถเดินไปได้สุดทางของการใช้เหตุผลในเรื่องความเป็น-ไม่เป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาคในความเป็นคน ความมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ด้วยเงินภาษีมหาศาลของประชาชน และภายใต้การถูกจำกัดดังกล่าวประชาชนในประเทศนี้ไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก และเสรีภาพที่จะแสดงเหตุผลของความไม่รักนั้นๆ อย่างเป็นสาธารณะได้

ฉะนั้น การไม่มีเสรีภาพที่จะไม่รักคือปัญหารากฐานที่สุดที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น เสรีภาพในการพูดความจริงด้านลบ การวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ การต่อสู้เพื่อให้สังคมบรรลุเป้าหมายที่ดีกว่า คือความเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจปกครองตนเองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เป็นต้น

หากมองในแง่ของ “ความเป็นมนุษย์” ระบบสังคมการเมืองที่กำหนดให้ประชาชนไม่สามารถจะมีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก ย่อมเป็นระบบที่ทำลายความเป็นมนุษย์อย่างถึงราก เพราะเมื่อคุณไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก คุณก็ไม่ใช่คนแล้ว

จริงอยู่ คุณอาจจะมีความเป็นคนในความหมายหรือในแง่อื่นๆ แต่ในความหมายหรือในแง่ที่คุณต้องมีความสัมพันธ์ต่ออำนาจบางอย่างที่คุณไม่สามารถที่จะมีเสรีภาพที่จะไม่รักนั้น เท่ากับคุณกำลังถูกความสัมพันธ์เช่นนั้นทำลายความเป็นคนในตัวคุณ

ที่จริงแล้ว มันก็มีแต่ความสัมพันธ์แบบนายกับทาสเท่านั้นที่กำหนดให้ต้องยกย่องสรรเสริญความรักของนายที่มีต่อทาสว่าเป็นสิ่งดีงามสูงส่งไร้ที่ติ ขณะที่ทาสต้องซาบซึ้งสยบต่อความรักนั้นด้วยความจงรักภักดีชนิดที่ต้องยอมตายถวายชีวิต ไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก
สังคมที่สอนให้พึ่งพาความรักความเมตตาจากผู้มีบุญบารมี โดยประชาชนไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก คือสังคมที่กำลังปลูกฝังศีลธรรมแบบที่นิทเช่เรียกว่า “ศีลธรรมแบบทาส” เพราะเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนสยบยอมต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนืออำนาจในการปกครองตนเองของประชาชน ซึ่งในการปกครองตนเองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยประชาชนต้องมีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจเลือกว่าตนเองต้องการระบบสังคมการเมืองเช่นใดจึงจะดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่สังคมสังคมที่ปลูกฝังศีลธรรมแบบทาสเช่นนี้เป็นสังคมที่จำกัดการใช้เหตุผลเพื่อแสวงหาเป้าหมายทางสังคมการเมืองที่ดีกว่า ยุติธรรมกว่า มีเสรีภาพ และความเสมอภาคมากกว่า
เช่น การใช้เหตุผลของ “กลุ่มนิติราษฎร์” ในเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร การแก้ ม.112 เป็นต้น ที่ในที่สุดแล้วจะเป็นการป้องกันรัฐประหารอย่างถาวร หรือทำให้สังคมมีความเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้ามากกว่า แต่ภายใต้ระบบศีลธรรมแบบทาส เหตุผลเชิงก้าวหน้าดังกล่าวก็ทำงานไม่ได้ผลมากนัก บางทีเราก็ไม่ชัดเจนว่าทำไมการดำเนินการใดๆ ในทางกฎหมายและทางการเมืองที่ทำให้ทักษิณได้ประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจึงต้องถูกคัดค้านอย่างเข้นมข้น

การคัดค้านอย่างเข้มข้นที่กลัวว่าจะนำสังคมไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงนั้น เกิดจากเหตุผลอะไรกันแน่ เพราะรังเกียจ “การทุจริต” ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริงของทักษิณ และต้องการปกป้องหลักนิติรัฐ นิติธรรม หรือค้านเพียงเพราะกลัวทักษิณจะกลับมามีอำนาจาทางการเมืองอีกกันแน่

หากเป็นสองอย่างแรก การนิรโทษกรรมหรือการดำเนินการอย่างอื่นในทางกฎหมายให้ทักษิณได้กลับมาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมปกติ (เมื่อมีการฟ้องร้องใหม่) น่าจะเป็นการแก้ปัญหาทุจริตได้ถูกต้องกว่า เป็นการปกป้องนิติรัฐนิติธรรมมากกว่า แต่ถ้าเป็นอย่างหลังสุดก็เป็นการค้านที่ไร้เหตุผลรองรับ มันเป็นแค่เกมการเมืองของพวกบ้าอำนาจที่ได้ประโยชน์บนโครงสร้างของระบบศีลธรรมแบบทาส หรือพวกที่ถูกกล่อมประสาทให้เคลิบเคลิ้มด้วย “อุดมการณ์โรแมนติก” ภายใต้ระบบศีลธรรมแบบทาส

ฉะนั้น ในสังคมที่ปลูกฝังศีลธรรมแบบทาสเช่นนี้ แม้ประชาชนทุกคนจะมองเห็นความจริงองค์รวม มีจิตใหญ่ มีจิตสำนึกใหม่ มีความรักยิ่งใหญ่ อย่างที่หมอประเวศเสนอ แต่เขาก็ยังอยู่ภายใต้ศีลธรรมแบบทาส ยังคงเป็นคนที่น่าสมเพช เพราะไม่สามารถจะมีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก ทำให้ไม่สามารถจะใช้เหตุผลอย่างอิสระเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายคือการสร้างระบบสังคมการเมืองที่ดีกว่า

แต่ทว่าเป็นไปไม่ได้หรอกครับที่ภายใต้ “ระบบศีลธรรมแบบทาส” เช่นที่เป็นอยู่นี้ ผู้คนส่วนใหญ่จะสามารถมีคุณสมบัติที่ดีเลิศอย่างที่หมอประเวศเสนอจริงๆ ต่อให้ใครเก่งกาจปราดเปรื่องเพียงใด มันก็เป็นมนุษย์ที่น่าสมเพชทั้งนั้นแหละครับ เมื่อคุณไม่มีแม้แต่เสรีภาพที่จะไม่รัก!

ที่มา : ประชาไท




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2554 11:41:48 น.
Counter : 366 Pageviews.  

แค่ฟ้องรัฐบริหารจัดการน้ำผิดพลาดไม่เพียงพอ ต้องเก็บภาษี “ผู้ไม่ยอมเปียก”

ประชา แม่จัน, pracha_meachun@yahoo.com

การเรียกร้องให้ฟ้องรัฐบริหารจัดการน้ำผิดพลาดของ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ โดยตั้งประเด็นฟ้องร้องรัฐไว้ 5 กรณี 1.กรณีความเสียหายทางปกครอง 2.กรณีประมาทเลินเล่อ 3.กรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรปฏิบัติ 4.กรณีความเสียโอกาส อาทิ ทำให้ผู้มีรายได้แต่ต้องเสียโอกาสทางรายได้และ 5.กรณีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน นี่เป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าจะครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากผลของน้ำท่วมทั้งหมดหรือไม่

เนื่องจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นมีการปกป้องพื้นที่ไม่ให้น้ำท่วม หรือลดผลกระทบของน้ำท่วม เช่น ปกป้องพื้นที่กรุงเทพมหานคร การเร่งฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยาและปทุมธานี โดยลดการระบายน้ำฝั่งตะวันออกเจ้าพระยา เช่น ระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์เพียง 3.5 ล้าน ลบ.ม. ปิดประตูเขื่อนพระรามหก ขณะที่น้ำในอยุธยาตอนล่างลดลง จนใกล้จะฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมได้ แต่ระบายน้ำมาฝั่งตะวันตกเจ้าพระยามากขึ้น ทั้งจากแม่น้ำน้อยและอยุธยาตะวันตก ทำให้นนทบุรีฝั่งตะวันตกมีระดับน้ำสูง คาดว่าไม่น้อยกว่า 1 เดือนจึงจะมีโอกาสลดระดับลง ถึงแม้จะมีการลดการระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีนจากประตูระบายน้ำพลเทพและคลองมะขามเฒ่า จาก 60 ล้าน ลบ.ม. ลงหรือ 15 ล้าน ลบ.ม.ก็ตาม

ในส่วนกรุงเทพฯ มีการเร่งซ่อมแซมประตูระบายน้ำ พนังกั้นน้ำ ของคลองระพีพัฒน์ตะวันตก คลองรังสิต รวมถึงการวางบิ๊กแบกด้านคลองรังสิต จนทำให้สามารถควบคุมน้ำไม่ให้ไหลเข้ากรุงเทพฯ เพิ่มเติม กรุงเทพมหานครสามารถระบายน้ำออกได้ จนทำให้ระดับในหลายพื้นลดลง

เราจะเห็นได้ว่าการปฏิบัติมีการจำแนก ระหว่างทั้งการปกป้องกันน้ำท่วมบางพื้นที่ การเลือกพื้นที่ในการระบาย จึงมีความไม่เป็นธรรม ซึ่งข้อเรียกร้อง ณรงค์ ไม่ได้ครอบคลุมความไม่เป็นธรรมนี้ ขณะเดียวกันได้ละเลยต่อผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการป้องกันน้ำ

เราควรจะถือหลัก “ผู้ได้ประโยชน์จากการป้องกันท่วม ต้องจ่ายให้กับผู้เสียประโยชน์จากน้ำท่วม” เพราะการเรียกร้องภาครัฐเป็นผู้จ่าย แน่นอนการจ่ายย่อมมาจากภาษี ซึ่งมาจากผู้ได้ประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์จากน้ำท่วม และผู้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียจากน้ำท่วม ดังนั้น ผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้จ่ายเต็มที่ แต่ผลักภาระให้ผู้อื่นด้วย สิ่งที่ควรจะดำเนินการคือ การเก็บภาษีปกป้องน้ำท่วม เพื่อนำมาใช้จ่ายในการรับมือน้ำท่วม ชดเชยผู้เสียหาย เพื่อไม่ได้ทำให้เกิดสภาพ “free rider”

การเรียกร้องให้เก็บภาษีป้องกันน้ำท่วมนั้นเคยเกิดขึ้น เมื่อ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ถูกคัดค้านจนเรื่องตกไป อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดว่าจะชดเชยให้กับผู้เสียหายอย่างไร เรื่องนี้นำมากลับพิจารณาใหม่

การจัดภาษีสำหรับ “ผู้ไม่ยอมเปียก” สามารถพิจารณาได้จากมูลค่าสินทรัพย์ ประโยชน์ใช้สอย ความเสี่ยงต่อน้ำท่วม และระดับการป้องกัน เช่น สยามพารากอน อาจจะจัดเก็บตารางเมตรละ 1,000 บาทต่อปี แต่แฟชัน ไอร์แลนด์ อาจจะจัดเก็บตารางเมตรละ 300 บาทต่อปี ส่วนอาคารสูงที่อยู่อาศัยก็จัดเก็บลดหลั่นลงไปจนบ้านอยู่อาศัยทั่วไป

ภาษีนี้สามารถใช้ในการชดเชยเมื่อเกิดน้ำท่วม ใช้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ผู้อยู่นอกพื้นที่ปรับปรุงให้สามารถลดกระทบจากน้ำท่วม ใช้เป็นค่าบ้านเช่าเมื่อเกิดน้ำท่วมและไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เป็นต้น

การจัดเก็บภาษีนี้ ควรจะให้ความเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้เสียกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม มากกว่าข้อเสนอให้เรียกให้ฟ้องรัฐ เพราะค่าชดเชยที่ผู้เสียได้รับก็มาจากภาษีของตัวเองและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

การเก็บภาษี “ผู้ไม่ยอมเปียก” ควรจะเป็นทางออกที่ดี เพราะการป้องกันน้ำท่วมยังคงต้องมีต่อไป มีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ รวมทั้ง มีความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษีทั้งหมดด้วย

ที่มา : ประชาไท


นิคมอุตสาหกรรมและผู้ไม่เปียกควรเป็นผู้จ่ายภาษีน้ำท่วม

โดย RedSurat
17 พฤศจิกายน 2554

โรงงานเหล่านี้บริโภคน้ำมากกว่าชาวบ้านในยามน้ำน้อย แต่เวลาน้ำมามากกลับไม่ยอมรับน้ำเลย ปิดกั้นสารพัดวิธี

การยินยอมให้น้ำท่วมแผ่ไพศาล เพียงเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรม ควรออกกฎหมายให้นิคมอุตสาหกรรม เหตุเกิดความเสียหายให้กับชาวบ้านที่ไม่ได้ก่อ เป็นผู้จ่ายภาษีน้ำท่วมแทนรัฐ

สาเหตุที่น้ำท่วมแผ่ไพศาลไปทั่วภาคกลางและ กทม. เพียงเพราะต้องการปกป้องนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของทุนต่างชาติ มาตั้งฐานผลิตที่ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย โดยมีนักการเมืองไม่น้อย ทั้งรัฐมนตรี ส.ส. ส.ท. ส.จ. ทั้งฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้าน ถือหุ้นอยู่ด้วย

ยินยอมปิด กัก กั้น ทางเดินน้ำธรรมชาติ ด้วยสารพัดถุงยาง ถุงกระสอบ หิน ดิน ทราย ไม่ให้น้ำลงที่ต่ำกว่า ที่ต้องการกลับบ้าน กลับลงทะเล โดยทางกลับบ้านของน้ำถูกปิดกั้น ถูกถมสร้างนิคมอุตสาหกรรมต่างๆมากมาย รวมทั้งสนามบิน หมู่บ้าน เคหะสถานที่ทับถมรางน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำหรือแก้มลิง

ไทยเป็นเพียงฐานผลิตของทุนต่างชาติ โดยมีทิ้งมลภาวะไว้มากมาย หลังน้ำลดครั้งนี้จะมีผู้ป่วยเรื้อรังมากมายในโรงพยาบาลต่างๆ

ทั้งรัฐบาล กทม. กรมชลฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ต่างโป้ปดมดเท็จข้อมูลที่แท้จริงของตนเอง

อย่าง ผอ.เขื่อนบางแห่งบอกว่า น้ำในเขื่อนมีมากเกินกว่า 100 % ของการเก็บ จำเป็นต้องปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อน แต่การปล่อยน้ำจะไม่กระทบพื้นที่ด้านล่าง ฟังดูแล้ว กังขาเป็นยิ่งนัก การบริหารจัดการน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ พยากรณ์คาดเคลื่อนก็เป็นต้นเหตุให้น้ำท่วมใหญ่แล

ในสามก๊ก และตำราพิชัยสงครามซุนวู การใช้น้ำขับไล่ศัตรู ขับไล่รัฐบาล เป็นศาสตร์อมตะที่น่าสนใจ

ส่วนใน กทม. ก็มีแต่ประตูระบายน้ำทุกคูคลอง ไม่รู้สร้างทำพระแสงอะไรมากมาย น้ำทุกพื้นทุกคลอง ต้องสูบเข้า ต้องสูบออก เทกันไปเทกันมา เวียนอยู่ปริมณฑลนานนับเดือน

การสร้างคลองขุด ที่มีระดับสองปลายน้ำต่างระดับ ฝืนธรรมชาติคนละลุ่มน้ำต่างระดับน้ำข้ามไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีสูบออก คลองขุดกลายเป็นตัวเชื่อมให้มวลน้ำแผ่กระจายกว้างขึ้น

ที่รังสิต ปทุมธานี และที่ อ. หาดใหญ่ สงขลา เป็นตัวอย่างได้ดี ยิ่งมีคลองขุดมาก น้ำยิ่งท่วมแผ่พื้นที่กว้างมากขึ้นในฤดูน้ำหลาก

น้ำ มันมีอณูเล็ก แต่ยิ่งใหญ่ เมื่อรวมตัวกัน มันมีน้ำหนัก มันมีมวลพลังมหาศาล ที่จะเล็ดลอด แทรกซึม ทะลวง ทั้งบนดิน ใต้ดิน คูเมือง ไปได้ทั่ว ควบคุมยากหากการจัดการพลังน้ำไม่ดี ตั้งแต่เขื่อนที่ปิดต้นน้ำจนถึงปากน้ำปลายทะเล

การลงทุนทำบิ๊กแบ็กกระสอบยักษ์หลายร้อยล้านบาท ยาวหลายสิบกิโลเมตร เมื่อดูภาพจากที่สูงจะเห็นว่า น้ำทั้งสองข้างมีความสูงเท่ากัน บางจุดต่างระดับกันเพียงเล็กน้อย ภาพมันฟ้อง แต่พวกได้งบนี้บอกว่า ได้ผล? มันผลาญงบกันได้ขนาดนี้ และยังฝืนธรรมชาติและชลอการกลับบ้านของน้ำ

ทั้งนายกฯและรัฐมนตรีมีแต่วาทะร้อนรน ตั้งงบประมาณสูงมหาศาลจะเร่งกอบกู้ และฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะของทุนต่างชาติอย่างกะเป็นไข่แดงเป็นสมบัติของครอบครัวตนเอง

ทั้งๆที่ประเทศไทยไม่มีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ ทีวี เมนบอร์ด ซีพียู เครื่องจักรกลหนัก ที่เป็นแบรนด์แนมของคนไทยเองสักยี่ห้อในนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งในประเทศไทย ที่ตั้งบนพื้นที่แก้มลิง บนทางน้ำผ่าน ทางน้ำไหลกลับบ้านของน้ำ

มวลชนมหาศาล วันนี้บอบซ้ำมากที่สุด ถูกทอดทิ้ง ถูกทรยศ ไม่มีใครพูดถึง และการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มีแต่การพูดให้เสียสละให้ยอมถูกน้ำท่วมยาวนาน เพื่อเพียงปกป้องนิคมอุตสาหกรรม

ผืนนาพัง ข้าวแพงทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบวันละ 3 เวลา แต่รถยนต์ ฮาร์ดดิสก์ไม่ได้ส่งออกสักพัก ทุนต่างชาติไม่ถึงกับเจ๊งหรอก

ประเทศที่อยากเป็นนิกส์ แต่ผลิตเองไม่ได้ แม้แต่ฮาร์ดดิสก์สักลูก ล้วนพิมพ์เขียว ล้วนเทคโนโลยีของทุนต่างชาติที่โกยกำไรมหาศาลในแต่ละปี กำไรกลับสู่บริษัทแม่ รัฐบาลดันทะลึ่งเอารายได้เหล่านี้เป็น จีดีพี ของชาติด้วย

คนไทย.....ขายแรงงานราคาถูก ถ้าเอาเวลาที่อยู่ในโรงงานวันละ 10 ชั่วโมง ไปทำไร่ทำนาทำสวน ขยันทำแบบอยู่ในโรงงาน หยุดเฉพาะพักเที่ยงวันละ 1 ชั่วโมง อยู่ในท้องถิ่นตนเอง รายได้ก็คงไม่น้อยกว่าการขายแรงในโรงงาน

การมีโรงงานมากไม่ใช่สิ่งผิด แต่เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน อินเดีย ให้ทุนต่างชาติมาตั้งฐานผลิต แล้วซึมซับเทคโนโลยีเหล่านั้นมาผลิตได้เองเป็นเจ้าของสินค้าเองร้อยเปอร์เซ็นต์ได้มากมายหลายยี่ห้อ

แต่เมืองไทยไม่ใช่ ไม่เป็นเช่นนั้น

เมืองไทยซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงนำเข้ามีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของการส่งออกทั้ง ข้าว ปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลังรวมกัน รัฐไม่มีมาตรการการควบคุมปริมาณรถยนต์บนท้องถนน กลับมีมาตรการส่งเสริมให้มีมากขึ้น มาตรการลดการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟืออย เช่น ภาชนะที่ใส่ในการบริโภคอาหารก็มีเพียงงานประชาสัมพันธ์เท่านั้น

ทุนนิยมสามานย์และอำมาตย์ล้าหลัง เป็นคนละเรื่องเดียวกัน

หน่วยงานหลักไม่มีประสิทธิภาพ มีหน่วยงานซ้ำซ้อนเปลืองงบประมาณมากมาย

สถาบันครอบครัวล้มเหลว ยาเสพติด อาวุธสงคราม โจรลักเล็กขโมยน้อย บ่อนการพนันฟุตบอล ตั้งเปิดเผยเต็มบ้านเต็มเมือง

เมืองไทยเป็นเมืองเดียวในโลกที่มีการรณรงค์ให้คนรักชาติวันละ 2 เวลา

เรื่องเขตแดนกับเพื่อนบ้านเป็นเรื่องสมมุติของชาติใหม่เมื่อสองร้อยปีมานี้เอง โดยทั้งสองฝั่งแดนล้วนเป็นคนชาติพันธุ์เดียวกันทั้งด้านวัฒนธรรม ภาษา อักษร เวลาเพียงสองร้อยกว่าปีหลอมให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้นมาภายในเขตแดนตน

คนไทยที่ภูมิใจที่ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครดูถูกชาติที่เคยเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ แต่ปัจจุบันชาติเหล่านั้นมาซื้อกิจการของคนไทย ตั้งแต่ ที่ดิน ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกัน การค้าปลีกถูกครองงำเกือบหมดแล้ว

เอกราชบนความภูมิใจของทาส!

ที่มา : Thai E-News




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2554 1:46:05 น.
Counter : 339 Pageviews.  

เหตุที่สถาบันกษัตริย์ไม่อาจป้องกันการรัฐประหารได้

โดย Pegasus

ก่อนอื่นขอกล่าวนำถึงเรื่องที่ได้พบเห็นมาจากในเครือข่ายทางสังคมว่า คุณมังกรดำเขียนในบล็อกของท่านเองว่าวันหนึ่งได้โดน ดีเอสไอ แจ้งข้อหาว่าหมิ่นสถาบันฯ

ด้วยเหตุจากการโพสต์ภาพคณะรัฐประหาร คมช. ซึ่งจะเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่อย่างไรไม่ทราบได้มีภาพหรือสัญลักษณ์บางอย่างปรากฏร่วมอยู่ด้วย ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ทันจำว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ลักษณะไหน

และภาพลักษณะนี้เท่าที่จำได้ก็เห็นจากสื่อมวลชนหลายฉบับเลยชวนให้สงสัยว่า สื่อมวลชนทั้งหลายนั้นทำไมไม่โดนแจ้งข้อหาหมิ่นสถาบันฯไปด้วย

ในบล็อกนั้นก็มีการเขียนถึงแนวคิดของดีเอสไอทำนองว่า ”อะไรก็ช่างถือว่าผิดกฎหมายก็แล้วกัน”

กรณีนี้คือแนวคิดว่าประเทศต้องปกครองด้วยกฎหมาย กล่าวคือเมื่อไรมีการออกกฎหมายมาทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ทำให้นึกถึงกฎหมายไทยมีหลายมาตราใช้กันมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช

ซึ่งในหลักสากลถือว่าไม่ใช่หลักนิติรัฐหรือนิติธรรม เพราะสมัยก่อนถือว่าปกครองโดยคนคนเดียว ต่อให้ดีเลิศวิเศษเพียงใดก็ยังเป็นการปกครองโดยกฎหมาย (rule by law) ไม่ใช่หลักนิติธรรม (rule of law) ซึ่งมีหลักสำคัญว่ามนุษย์เท่าเทียมกัน และออกกฎหมายโดยประชาชนเพื่อใช้ในหมู่ประชาชนด้วยกันเอง


หลักนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยโรบินฮูด ด้วยมหากฎบัตรที่เราได้ยินกันว่า แมกนาคาต้า พัฒนาเรื่อยมาจนสมบูรณ์ เมื่อชาวอังกฤษขับไล่พระเจ้าชาร์ลที่ 2 ออกจากประเทศ และมีการปกครองโดยพระนางแมรีและพระเจ้าวิลเลียมจากฮอลันดาที่มีการรับรองสิทธิของประชาชนอย่างสมบูรณ์ทางกฎหมายที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและหลักนี้จึงพัฒนาเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

สิ่งเหล่านี้ เจ้าหน้าที่ทางราชการไม่ได้มีความรู้ หรือเข้าใจในอุดมการณ์ต่างๆเหล่านี้แม้แต่น้อย

ช่างน่าเศร้าใจนักที่เรียนจบปริญญาตรีกันมาได้อย่างไร หรือว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนอะไรคนไทยเลยหรือกระไร (อ้อ ลืมไปว่าไทยเรายังมีอาจารย์แจ้งจับลูกศิษย์กรณีหมิ่นฯ โอเค เข้าใจแล้ว ขออภัยที่สงสัย)

คำถามในประเด็นที่ตั้งไว้คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทำไมจึงไม่สามารถที่จะต่อสู้ยืนหยัดเพื่อรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยได้เหมือนในต่างประเทศ

ซึ่งก็ต้องท้าวความก่อนว่ามีตัวอย่างในประเทศสเปนครั้งนั้นเมื่อเกิดการยึดอำนาจหรือรัฐประหารขึ้นกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ได้ทรงเสด็จออกรายการทางโทรทัศ น์แสดงพระองค์ว่าไม่ทรงเห็นด้วยกับการรัฐประหาร และทำให้การยึดอำนาจนั้นกลายเป็นกบฏ

การใช้กำลังทางทหารในสเปนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาหลายๆสิบปีก็สิ้นสุดลง สถาบันพระมหากษัตริย์ของสเปนก็ได้ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ และต้องบอกกล่าวไว้ก่อนว่า ก่อนที่จะมีเหตุการณ์นี้ สเปนปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมาก่อน คงจำจอมพลฟรังโกฯในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองกันได้

ถ้ามีผู้ใดสงสัยว่าทำไมสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่อาจต่อต้านกับการรัฐประหารซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมากนับตั้งแต่ นายควง อภัยวงศ์ พลโทผิณ ชุณหะวัน สื่อมวลชนสายเหยี่ยว ได้สร้างสถานการณ์และยึดอำนาจจากคณะราษฎรได้ในต้นเดือน พฤศจิกายนปี พ.ศ.2489 ภายหลังสร้างวาทะกรรมอันลือลั่นจากพรรคการเมืองเก่าแก่ว่า “ปรีดีฆ่าในหลวง” หลังจากที่มีความราบรื่นในระบอบประชาธิปไตยแบบไม่เต็มใบ และเต็มใบในปี 2489 ไม่กี่เดือนมาพอสมควร

เหตุผลแรกนั้นอาจไปศึกษาได้จากการโต้ตอบกันในรัฐสภา ว่าด้วยการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเกิดจากความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของกลุ่มคณะราษฎรที่ใจกว้างเกินความพอดีปล่อยให้ฝ่ายข้าราชการและกลุ่มจารีตนิยมเดิมเข้ามาเป็นเสียงข้างมากในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับอัปยศ 10 ธันวาคม 2475 ดังจะยกมาให้ดูพอสังเขปดังนี้

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้เคยกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในเรื่องความขัดแย้งตอนนี้ในบทความ "จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม" (พิมพ์ครั้งแรก 10 ธันวาคม พ.ศ.2516) ว่า

"ในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. มีปัญหาว่าจะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพหลฯและข้าพเจ้าเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา

มีพระราชกระแสรับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่ประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นได้เขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้

ส่วนสยามนั้นรับสั่งว่าไม่จำเป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้วก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก

ข้าพเจ้ากราบทูลว่าเมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปให้มีความใดเติมไว้ในพระราชสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง

รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆ ไปก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ..."

"พระยาพหลฯกราบบังคมทูลว่าการทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นจะทรงทำอย่างไร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์จะส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้

พระยาพหลฯกราบทูลต่อไปว่า คณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไป จะคิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมา แล้วจะทูลเกล้าฯ ถวายรัฐธรรมนูญใหม่ ของเขาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร
รับสั่งว่าพระองค์จะถือว่าพวกนั้นเป็นกบฏและในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่าพวกนั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายองค์อื่นลงพระปรมาภิไธยให้..."

ในบันทึกประชุมของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในสมัยนั้นก็มีการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด เผ็ดร้อน ทั้งฝ่ายคณะราษฎรก็ได้ขอให้มีการบันทึกความเห็นไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าการไม่บัญญัติหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญนี้จะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตได้อย่างไร

ก็เป็นทีน่าเสียดายว่าบันทึกประชุมนั้นไม่ได้รับการเผยแพร่อีกเลยหรืออาจจะสูญหายไปตามกาลเวลาแล้วกระมัง

แต่เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ในที่นี่จึงขอหยิบยกมาเพื่อเป็นหลักฐานไว้ดังนี้

ปัญหาการสืบราชสมบัติ และการกำหนดว่า พระมหากษัตริย์จะต้องทรงปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ระบุว่า “การสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร” มาตรานี้มีนัยว่า แม้จะมีข้อกำหนดในกฎมณเฑียรบาลเป็นลำดับแต่พระมหากษัตริย์อาจทรงเลือกรัชทายาทโดย ไม่ต้องคำนึงถึงกฎมณเฑียรบาลก็ได้ ดังนั้น เพื่อมิให้ได้คนที่ไม่สมควรเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานอนุกรรมการฯ แถลงว่า ตรงกับประเพณีการสืบราชสมบัติของสยามที่ว่า“พระมหากษัตริย์ทรงเสด็จเถลิงถวัลย์สมบัติด้วยประชาชนอัญเชิญเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ” ตามหลักอเนกนิกรสโมสรสมมติ (รงส. 36/2475 25 พฤศจิกายน 2475)

นายหงวน ทองประเสริฐถามว่า พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ประธานอนุกรรมการฯตอบว่า ต้องทรงปฏิญาณ และตามประเพณีราชาภิเษกก็มีการปฏิญาณ อยู่แล้ว นายหงวน ทองประเสริฐ และนายจรูญ สืบแสง ต้องการให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า พระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไปอาจไม่ปฏิญาณ

ขณะที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมอธิบายว่าการที่ไม่บัญญัติหรือเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ได้เป็นการยกเว้นว่ากษัตริย์ไม่ต้องปฏิญาณเพราะถือเป็นพระราชประเพณีเวลาขึ้นครองราชสมบัติ และขอให้จดบันทึกไว้ในรายงานการประชุม

ประธานอนุกรรมการกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงมีรับสั่งว่าพระองค์ได้ทรงปฏิญาณเวลาเสวยราชสมบัติและเวลารับเป็นรัชทายาทก็ต้อง ปฏิญาณก่อนดังนั้นจึงถือเป็นพระราชประเพณีแต่นายจรูญยืนยันให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญประธานสภาฯจึงขอให้ลงมติ ที่ประชุมฯยืนยันให้คงตามร่างเดิม 48 คะแนน ยืนยันให้เติม 7 คะแนน “

ส่วนผลที่เกิดขึ้นเป็นประการใดท่านผู้อ่านทุกท่านคงทราบกันอยู่แก่ใจแล้ว

บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการให้สัตยาบันนี้ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ได้กล่าวถึงไว้ในการสัมมนาของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า

“รัฐธรรมนูญของเดนมาร์กกำหนดหน้าที่ที่กษัตริย์ต้องสาบานว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร จริงๆหน้าที่ของกษัตริย์ต้องสาบานตนหรือปฏิญาณตนก่อนเข้าสู่ราชบัลลังก์นั้นมีลักษณะเป็นสากลมากๆ พบบทบัญญัติทำนองนี้ในรัฐธรรมนูญหลายประเทศมาก

แต่ที่ชัดที่สุด เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ เดนมาร์ค ส่วนประเทศอื่นๆ กำหนดให้กษัตริย์สาบานหรือปฏิญาณต่อรัฐสภาว่าจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญก่อนเข้าสู่การสืบราชสมบัติ รัฐธรรมนูญเดนมาร์คยังบัญญัติเรื่องค่าตอบแทนเรื่องทรัพย์สิน คือ กำหนดให้สมาชิกราชวงศ์ได้รับ 1 ปี แต่ห้ามโอนเงินดังกล่าวไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสภาผู้แทนราษฎร”


จากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวจึงอาจกล่าวได้ว่าการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยไม่อาจป้องกันการรัฐประหารยึดอำนาจที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในสังคมไทยก็เพราะปัญหาจากการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยการเรืองอำนาจของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาผู้นำรัฐบาล สภาและฝ่ายอนุรักษ์สมัย 2475

และต่อๆมาก็คือเหล่านักนิติบริกรในสมัยเผด็จการทั้งหลายที่มีรากฐานจากกลุ่มข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ที่ร่วมกันต่อต้านประชาชนซึ่งก็คือประชาธิปไตยในยุคสมัยต่างๆ

ดังจะยกตัวอย่างง่ายๆว่า ปัจจุบันการขึ้นทรงราชย์นั้นไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ทั้งๆที่เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งในการระบุว่ าสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยซึ่งแปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ได้อย่างไร

ดังจะสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่มีการรัฐประหารหรือสังคมมีปัญหาภายในประเทศจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดพระมหากษัตริย์อยู่เสมอ ทั้งสมัยปี 2489 2492-4 2516 2535 2540 และ 2550

แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่กลับเป็นที่เชื่อกันว่า ห้ามแตะต้องหมวดนี้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยประชาธิปไตยเต็มใบ หรือว่ามีอะไรเป็นพิเศษ เป็นสิ่งน่าคิดเหมือนกัน

จะเป็นอย่างไรถ้ามีการกำหนดหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องต้องห้าม เป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นเรื่องเคยถกเถียงกันมาแล้วในรัฐสภาและรัฐสภาเป็นผู้กำหนดในฐานะตัวแทนของประชาชนที่มีอำนาจสูงสุง


ถ้ามีการทบทวนใหม่ ให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นประเทศในระบอบการปกครองเดียวกัน สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะมีเหตุผลที่จะต่อต้านการรัฐประหารของผู้นำกลุ่มราชการคือทหารในการไม่เชื่อฟังและกดขี่ประชาชนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆเช่น สเปน เป็นต้น

และประเด็นนี้คือความหวังที่จะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ พ้นจากวงจรอุบาทว์อย่างแน่นอน ด้วยการมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เคียงข้างประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ความจริงแล้วยังมีอีกสองประเด็นสำคัญที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย คือการที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบต่อผู้ที่จะขึ้นทรงราชย์กับการให้มีการลงนามร่วมระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย

มิฉะนั้นการกระทำใดๆของพระมหากษัตริย์จะเป็นโมฆะเพื่อรองรับมาตราที่ว่า องค์พระมหากษัตริย์จะถูกล่วงละเมิดมิได้

ซึ่งหมายความว่าพระมหากษัตริย์จะถูกฟ้องร้องด้วยประการใดๆไม่ได้ แต่เนื่องจากการกระทำใดๆถ้ามีความผิดต้องมีผู้รับผิด

ดังนั้นในทุกกรณีจึงต้องมีผู้รับผิดแทนพระมหากษัตริย์ การทำผิดใดๆโดยรัฐบาลหรือฝ่ายนิติบัญญัติ เช่นการร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีข้อบกพร่องมากมายแต่กลับอ้างว่า มีพระปรมาภิไธยลงมาแล้ว เหมือนมีพระบรมราชโองการแล้วขอให้จบ ซึ่งไม่ถูกต้อง

จะไม่ถูกต้องเป็นประการใดก็เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยสากล ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับ 27 มิถุนายน 2475 มีบัญญัติไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่มาถูกทำลายเสียในสมัยรัฐธรรมนูญอัปยศ 10 ธันวาคม 2475 ดังที่ จอมพล ป.ฯ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรีฝ่ายคณะราษฎรกล่าวไว้ว่า พระยามโนปกรณ์ครอบงำการร่างรัฐธรรมนู ญนานๆทีจึงจะขอให้กลุ่มคณะราษฎรเข้าประชุมด้วย เป็นต้น

สุดท้ายนี้ เราคงสรุปได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาดหรือมีนิติบริกรในสมัยการยึดอำนาจทุกยุคทุกสมัยเป็นผู้ทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำให้องค์พระมหากษัตริย์ไม่ทรงสามารถที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต่อต้านการรัฐประหาร และส่งเสริมประชาธิปไตยในส่วนที่สำคัญนี้ได้


บัดนี้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแล้ว จึงขอเสนอไปยังสมาชิกรัฐสภาว่าการขออัญเชิญสถาบันพระมหากษัตริย์มาช่วยปกป้องประชาธิปไตย เปิดโอกาส เปิดช่องทางที่สถาบันพระมหากษัตริย์จะต่อต้านการรัฐประหารนั้นเป็นแสงที่ปลายอุโมงค์ของระบอบประชาธิปไตย

ยึดอำนาจจากการรัฐประหารจะไม่สามารถสร้างความแปดเปื้อนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางใดๆให้เกิดความเข้าใจผิดได้อีกต่อไป

ดังนั้นจึงไม่มีความหวังในระบอบประชาธิปไตยใดจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว และต่อไปก็น่าจะไม่เกิดเหตุใครถูกจับข้อหาหมิ่นฯที่ฝ่ายเผด็จการราชการ หรือเรียกกันติดปากว่าระบอบอำมาตย์ร่วมมือกับอดีตฝ่ายซ้ายตัวเอ้ดึงเอาพระราชอำนาจ พระบารมี และกฎหมายตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชมาใช้เพื่อประโยชน์ของกลุ่มพวกตน

ซึ่งโดยแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ได้แต่ประการใด

ที่มา : Thai E-News




 

Create Date : 07 กันยายน 2554    
Last Update : 7 กันยายน 2554 14:54:09 น.
Counter : 410 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.