ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

รัฐธรรมนูญ กับ ศาล

โดย คุณ ประดาบ
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
17 สิงหาคม 2551

มีข้อพึงสังเกต ที่มิอาจจะข้ามไปได้ สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย ในกำมือตุลาการภิวัฒน์ ดังเช่นกรณีนี้...

1. รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 เขียนไว้ว่า... บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายและสุขภาพ สถานะของบุคคล สถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษา อบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

2. วันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ศาลอาญา อ่านคำพิพากษาลงโทษ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ข้อหา ร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยอุบาย และร่วมกันแจ้งข้อความเท็จให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ โดยจงใจเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ว่า “..จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี จำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี สมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่จำเลยทั้งสาม กลับร่วมกันกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้ง ๆ ที่จำนวนค่าภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระแทนในที่สุดนั้น เทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองทุกคน จึงมิได้มีผลกระทบต่อฐานะของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามจึงร้ายแรงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบายหรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 2 ปี ฐานโดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 คนละ 3 ปี...”

ด้วยเหตุที่ ศาล เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และ ต้องปฏิบัติหน้าที่ อำนวยการความยุติธรรมแก่บุคคลทั่วไป ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ผมจึงมีเหตุที่จะต้องตั้งข้อพึงสังเกต ดังนี้....

1. นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เป็นผู้กระทำความผิดข้อหาร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกง โดยอุบาย และร่วมกันแจ้งข้อความเท็จให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ โดยจงใจเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ที่ศาลพิพากษาจำคุก โดยไม่รอลงอาญา และจัดเป็นการกระทำผิดร้ายแรง เนื่องจาก คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นผู้มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม สูง

ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ชัดเจนว่า ไม่สามารถนำเหตุที่บุคคล มีสถานะทางเศรษฐ กิจและสังคม มาเป็นข้ออ้างในการเลือกปฏิบัติได้ แต่ศาลได้นำ ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร มาเป็นเหตุแห่งการลงโทษ และกล่าวย้ำเหตุนี้ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของคำพิพากษาของศาล ต่อกรณีนี้ อย่างชัดแจ้งและเปิดเผย

2. หากนำกรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปเปรียบเทียบกับ กรณีนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล ภริยาของนายจรัล ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฉ้อโกงที่ดินของบุคคลอื่น

พึงต้องตั้งคำถามต่อศาลว่า เหตุใดนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล จึงได้รับความเมตตาจากศาล ให้ได้รับค่าชดเชยการพัฒนาที่ดิน เป็นเงิน 10 ล้านบาท จากเจ้าของที่ดิน ซึ่งถูกนางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล ฉ้อโกง และศาลก็พิพากษาว่านางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล มีความผิดข้อหาฉ้อโกง จริง ทั้งๆ ที่นางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล เป็นภริยานายจรัล ภักดีธนากุล ข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ สูง ซึ่งนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี สมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่นางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล กลับร่วมกันกระทำการฉ้อโกงบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณต่อตนเอง อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและเจ้าของที่ดิน

3. หากนำกรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปเปรียบเทียบกับกรณีท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ ภริยา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี บุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง สร้างบ้านพักตากอากาศ และจนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ยอมย้ายออก ไม่ยอมคืนที่ดินให้แก่รัฐ แต่กลับยักย้ายถ่ายเทที่ดินเขายายเที่ยงไปให้แก่บุตร ครอบครองต่อ ราวกับว่า เป็นที่ดินของตนเอง มิใช่ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ได้แจ้งแล้วว่า เป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ไม่มีสิทธิครอบครองเป็นเจ้าของ และมีผู้แจ้งความดำเนินคดีต่อท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ไว้แล้ว

กระบวนการยุติธรรม ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ พนักงานสอบสวน พนักงานอัย การ และ ศาล จะใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร หรือไม่ เนื่องจากท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ เป็นภริยาแม่ทัพภาคที่ 2 ภริยาผู้บัญชาการทหารบก ภริยาองคมนตรี และ ภริยานายกรัฐมนตรี มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง สามารถซื้อที่ดินสร้างบ้านพักตากอากาศ ที่ใดก็ได้ และ การคืนที่ดินที่ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้แก่รัฐ ก็มิได้กระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจของท่านผู้หญิงจิตราวดี แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในขณะที่ครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาตินั้น เป็นเวลาเดียวกับที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามการทำลายทรัพยากรป่าไม้ หรือ นปม.ในเขตพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งครอบคลุมป่าสงวนแห่งชาติเขายายเที่ยง ด้วย จึงมิอาจจะอ้างได้ว่า ไม่รู้ว่าพื้นที่ที่ครอบครอง เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ จงใจที่จะบุกรุกและครอบครองที่ดินเขายายเที่ยง ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจว่า เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ กล่าวได้ว่ามีเจตนาที่จะฉ้อโกงที่ดินของรัฐ อย่างชัดแจ้ง

กรณีเช่นนี้ จึงต้องติดตามดูว่า พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และ ศาล จะตัดสินอย่างไร หลังจากที่ ป.ป.ช. ปฏิเสธที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ ไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้หญิงจิตราวดี จุลานนท์ กระทำความผิดตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ ไม่เป็นธรรมต่อสังคม และระบบการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และไม่ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ของตนเอง

คำถามอันเกิดจากข้อสังเกต 3 ข้อ นี้ เป็นคำถามที่น่าจะทำให้ผู้ใช้อำนาจตุลาการ ที่มีความสุจริตใจ เที่ยงตรง ซึ่งอยู่นอกเครือข่ายตุลาการภิวัฒน์ ต้องกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบ แต่หากไม่ตอบ ก็จะทำให้ข้อกล่าวหาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ได้รับความเชื่อถือ เห็นคล้อยตามจากประชาชน ทั้งในประเทศ และชาวต่างชาติ ที่กำลังจับจ้องมาที่กระบวนการยุติธรรม และ ศาลของประเทศไทย อย่างไม่วางตา ด้วยความคลางแคลงสงสัย ว่าข้อกล่าวหาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นความจริงเช่นนั้นหรือ?

การที่ศาลได้สร้างบรรทัดฐาน นำฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม มาเป็นปัจจัยหนึ่ง ในการพิจารณาลงโทษผู้กระทำความผิด และให้ถือว่า หากผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม สูง กระทำความผิด จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง ไม่มีเหตุให้ต้องบรรเทาโทษ ต้องลงโทษเด็ดขาด ไม่รอการลงโทษ เพราะถือว่า ไม่ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ของตนเอง เช่นนี้แล้ว

ก็มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ที่ศาลจะต้องใช้บรรทัดฐานที่สร้างขึ้นนี้ เป็นปัจจัยในการพิจารณาการกระทำความผิดของบุคคลอื่น ด้วย โดยเฉพาะผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม สูง มิเช่นนั้นแล้ว ศาลก็คงไม่พ้นข้อกล่าวหา “เลือกปฏิบัติ” ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ดังที่ผมได้ยกมากล่าวอ้างไว้ข้างต้น ………………………………………….

หมายเหตุ : กรณีพนักงานสอบสวน ให้ประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ ไม่ให้ประกันตัว นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ “ดาร์ ตอปิโดร์” ทั้งๆ ที่ถูกกล่าวหาจากพนักงานสอบสวน ว่ากระทำความผิด ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เหมือนกัน และมีพฤติกรรมการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน ก็จัดว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เช่นเดียวกัน




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2551    
Last Update : 19 สิงหาคม 2551 4:40:02 น.
Counter : 286 Pageviews.  

ตุลาการภิวัตน์ใต้ระบอบพันธมิตร

สมชาย ปรีชาศิลปกุล
เสวนา: ตุลาการภิวัตน์ใต้ระบอบพันธมิตร

ผมคิดว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยุ่งยากมาก ในช่วงชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมคิดว่าขณะนี้สังคมไทยต้องใช้สติและความรู้ในการแก้ปัญหามากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ผมคิดว่าหลังจากรัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้ มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น มีการตั้งรัฐบาลโดยพรรคพลังประชาชนแล้ว ขณะนี้สังคมไทยกำลังเข้าสู่ระบบการเมืองแบบหนึ่งซึ่งไม่ว่ารัฐบาลคุณสมัครจะอยู่หรือจะไปผมคิดว่าจะยังยู่ภายใต้ระบอบการเมืองชุดนี้ต่อไป รวมถึงสิ่งที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ด้วย ผมขอเรียกว่าสังคมไทยภายใต้ระบอบพันธมิตร ผมคิดว่าระบอบพันธมิตรเป็นรูปแบบการเมืองการปกครองแบบหนึ่งของสังคมไทยปัจจุบัน การทำความเข้าใจต่อระบอบนี้จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพการเมืองทั้งหมดเข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงสิ่งที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ด้วย

ระบอบพันธมิตร มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการคือ

1 การเมืองมวลชน ณ ถนนราชดำเนิน
2 อำนาจอำมาตยาธิปไตยใหม่
3 ตุลาการภิวัตน์

องค์ประกอบแรก การเมืองมวลชน ณ ถนนราชดำเนิน เป็นฐานหลักสำคัญของระบอบพันธมิตรเพื่ออ้างสิ่งที่เรียกว่าการเมืองภาคประชาชนเพื่อเผชิญหน้ากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในเมื่อรัฐบาลอ้างว่ามาจากประชาชน สิ่งที่พันธมิตรฯ ทำก็คือบอกว่าเรามีคนสนับสนุนตัวเป็นๆ เห็นๆ เลย ณ ถนนราชดำเนิน ซึ่งจะเคลื่อนที่ไปที่โน่นที่นี่บ้าง

แต่สิ่งที่จะเกิดมวลชนได้ก็ต้องมีการสร้างประเด็นให้เกิดการรวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปลุกเร้า ประเด็นในการนำเสนอ ถ้าเราวิเคราะห์จะพบว่าประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมานำเสนอนั้นง่ายต่อการปลุกเร้า สะดวกต่อการปลุกปั่น เช่น ชาตินิยม ความเป็นชาติ กู้ชาติ ขายชาติ ซึ่งหากพูดในฐานะนักเคลื่อนไหวก็จะเห็นว่าประเด็นเรื่องความเป็นชาตินิยมเป็นประเด็นที่จุดติดง่าย กรณีเขาพระวิหารเป็นกรณีที่เห็นชัดว่าประเด็นชาตินิยมนั้นจุดติดง่าย

นอกจากชาตินิยม ก็คือสถาบันกษัตริย์ กรณีที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางช่วงระยะเวลาที่สังคมไทยเรามักจะอธิบายว่าเรามีความจงรักภักดี หรือมีความมั่นคงสูงสุด ขณะเดียวกันผมเก็บข้อมูลแล้วกลับพบว่า สังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา มีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เกิดขึ้นมากกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 กรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นถูกเอามาใช้เป็นเครื่องมือ

การใช้ประเด็นที่ง่ายต่อการปลุกเร้า สะดวกต่อการปลุกระดม ข้อท้วงติงอย่างหนึ่งคือบางครั้งมันนำมาซึ่งผลลัพธ์ซึ่งอันตรายต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก กรณีเขาพระวิหาร สร้างความขัดแย้งระหว่างคนไทยกับคนกัมพูชาโดยไม่จำเป็น

คุณวีระ สมความคิด นำคนไปชายแดนแล้วบอกว่าจะยึดเขาพระวิหารกลับคืนมา...คือถามง่ายๆ นะครับถ้าเกิดมีคนบอกว่าจะเอาพระแก้วมรกตกลับไปล่ะ ถ้าพูดโดยนัยยะนี้ผมคิดว่า สังคมไทยน่าจะอารยะขึ้นพอสมควรนะครับ การพูดง่ายๆ ว่าเราจะไปเอาโน้นอันนี้กลับมานั้น ต้องไม่ลืมนะครับว่าชาติไทยที่เกิดขึ้นหลังรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมานั้นก็เอาอะไรต่อมีอะไรของคนอื่นมาเยอะแยะนะครับ ถ้าคิดในภาษาเดียวกัน แล้วถ้าคนอื่นมาบอกว่าจะเอากลับไปบ้างล่ะ

หลังรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาเราได้สร้างรัฐสมัยใหม่ การสร้างรัฐสมัยใหม่ โดยการขีดเส้นแดนนั้นมีปัญหาอยู่มาก หลายๆ อย่างมันพอจะลงตัวบ้าง การลุกขึ้นบอกจะเอาอะไรต่อมิอะไรคืน... นี่ยังดีนะครับไม่บอกว่าจะไปเอาเชียงตุงด้วย เพราะเคยเป็นของไทยช่วงปี 2488 ถ้าจะเอาเชียงตุงคืนก็ต้องรบกับพม่าและจีน

เราใช้ประเด็นชาตินิยมโดยไม่สนใจว่าอะไรจะตามมา กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถูกนำมาใช้และป้ายสีกันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นมีเพื่อปกป้องสถาบันไม่ให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี แต่สิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ถามว่าทุกวันนี้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกิดขึ้นเพราะคนที่ใช้กฎหมายดังกล่าวมีเจตนามุ่งปกป้องสถาบันจริงหรือ มีคดีที่เกิดขึ้นอย่างเลอะเทอะเป็นจำนวนมาก แต่ผลปรากฎว่ากระบวนการตามกฎหมายก็ต้องดำเนินต่อไป

มีข้อกล่าวหาจำนวนมากที่ผมฟังแล้วคิดว่า อาจจะนำมาซึ่งความเข้าใจผิดต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก มีการพูดในการชุมนุมกล่าวหาว่าคณะรัฐศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังซ่องสุมนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดโค่นล้มสถาบัน การใช้ประเด็นแบบนี้มาปลุกเร้าหรือปลุกปั่น ผมคิดว่าการชุมนุมเป็นสิทธิที่ทำได้ผมไม่ปฏิเสธ แต่หัวใจสำคัญคือการใช้ความรู้และเหตุผล เพื่อชักจูงให้คนอื่นมองเห็น นี่คือหัวใจของอารยะขัดขืน การชุมนุมไม่ใช่เพื่อปิดหูปิดตาหรือปลุกเร้าคนอื่นให้เชื่อในสิ่งที่ไม่มีข้อมูลข้อเท็จจริง นี่คือสิ่งที่สังคมไทยต้องระวัง

องค์กระกอบที่ 2 อำนาจของอำมาตยาธิปไตยใหม่ รัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้เกิดการฟื้นกลับของระบบอำมาตยาธิปไตย แต่แตกต่างไปจากเดิม หลังทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา อำมาตยาธิปไตยนั้นมีทหารทำหน้าที่หลัก แต่อำมาตยาธิปไตยใหม่ มี 3 องค์กรที่เป็นตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตย คือ ส.ว.จากระบบ สรรหา องค์กรอิสระ และ ศาล

บทบาทของสิ่งที่เรียกว่า อำมาตยาธิปไตยใหม่ เข้ามาทำหน้าที่ควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะเห็นได้จากคดีที่เกิดขึ้นจำนวนมากเป็นผลมาจากการดำเนินการของอำมาตยาธิปไตยใหม่แทบทั้งสิ้น เช่น ส.ว.เป็นแกนหลักในการยื่นฟ้อง ยื่นคำร้องอะไรต่อมิอะไร ซึ่งเราก็จะเห็นว่า ส.ว. หลักๆ ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวก็คือ คุณคำนูณ สิทธิสมาน คุณสมชาย แสวงการ นี่คือ ส.ว. สรรหา ที่ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการยื่นคำร้อง คำฟ้องต่างๆ ซึ่งองค์กรอิสระก็จะทำหน้าที่รวบรวมคำฟ้อง คำร้อง แล้วก็ส่งไปยังศาล

ศาลในปัจจุบัน สิ่งที่เราเห็นคือ ศาลก็ได้มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในการวินิจฉัย ศาลได้ปรับเปลี่ยนท่าทีในหลายๆ เรื่องอย่างน่าสนใจ

ศาลรัฐธรรมนูญหลังปี พ.ศ. 2540 มีแนวโน้มพิทักษ์รัฐบาลและอำนาจรัฐมากว่ารัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพของประชาชนเช่น กรณีข้อขัดแย้งเรื่องหนังสือเจตจำนง (Letter of intend) ในการกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ มีการยื่นขอให้วินิจฉัย ศาลวินิจฉัยว่าไม่

มีกรณี กฎหมายแร่ มีการแก้กฎหมายที่ให้อำนาจหน่วยงานรัฐเข้าไปแสวงประโยชน์จากพื้นดินที่อยู่ภายใต้ที่ดินเอกชน มีการยื่นคำร้องว่าการแก้กฎหมายดังกล่าวขัดต่อหลักสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ศาลวินิจฉัยว่ากรณีนี้เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหลังปี พ.ศ. 2550 มีแนวโน้มจำกัดอำนาจของรัฐบาลเป็นหลัก กรณียังเกิดขึ้นไม่มาก แต่น่าจะเป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น กรณีตีความรัฐธรรมนูญ เรื่องแถงการณ์ร่วม เป็นตัวอย่างการตีความโดยการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้น รัฐธรรมนูญเขียนว่ากรณีสนธิสัญญาที่กระทบต่อความมั่นคง อำนาจอธิปไตย แต่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าหนังสือสัญญาใดที่ ‘อาจ’ กระทบต่ออำนาจอธิปไตย อันนั้นถือเป็นหนังสือสนธิสัญญาที่ต้องผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งผมคิดว่าเขียนใหม่ด้วยซ้ำ

บทบาทของศาล มีความกระตือรือร้นมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง แต่จะดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ เช่น กรณีมติ ครม. ที่สนับสนุนเรื่องแถลงการณ์ร่วม ระหว่างไทยกับเขมร ทั้งศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญต่างก็รับพิจารณาคดี ในฐานะนักเรียนกฎหมายมหาชนก็งงครับ ว่าคดีเดียวกันนี้จะขึ้นสองศาลพร้อมกันได้อย่างไร ถ้าเป็นคดีทางปกครอง ศาลปกครองก็ต้องรับ ศาลรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยว แต่ถ้าเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมวินิจฉัย ศาลปกครองไม่เกี่ยว แต่บัดนี้ ด้วยความแอคทีฟเป็นอย่างยิ่ง ศาลปกครองก็รับ ศาลรัฐธรรมนูญก็รับ ก็...จะบอกว่าดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่นี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของอำมาตยาธิปไตยใหม่

องค์ประกอบที่ 3 ตุลาการภิวัตน์ ท่ามกลางข้อขัดแย้งทางการเมืองที่แตกแยกแบ่งเป็นขั้วเป็นข้างชัดเจน ยากที่จะประสาน และท่ามกลางการล้มละลายของสถาบันการเมืองอื่นๆ ตุลาการถูกฝากความหวังไว้มาก ด้วยการอ้างอิงกระแสที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ บ้างอ้าง judicial activism บ้างอ้าง judicialization โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่าตุลาการภิวัตน์ในต่างประเทศก็มี เหตุไฉนเมืองไทยเราจะมีไม่ได้

ผมไม่ปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ในต่างประเทศนั้นมี แต่ควรจะต้องตะหนักถึงเงื่อนไขข้อจำกัดในความสำเร็จของตุลาการภิวัตน์ในต่างประเทศซึ่งมีอยู่อย่างน้อย 3 เรื่องคือ

1. อำนาจตุลาการในต่างประเทศมีการยึดโยงกับประชาชนในฐานะที่มาของอำนาจอธิปไตย ในการให้ความเห็นชอบและการตรวจสอบ ในต่างประเทศตุลาการมีการยึดโยงกับประชาชนโดยเฉพาะตุลาการในระดับสูงต้องได้รับความเห็นชอบกับตัวแทนประชาชน คำถามคือตุลาการระดับสูงของประเทศไทยต้องยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งไม่เคยถูกตั้งคำถาม

2. เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานหรือคำตัดสินของศาล ในต่างประเทศการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนมี ในอเมริกา เพิ่งเกิดกรณีเมื่อเดือนที่ผ่านมา ศาลตีความรัฐธรรมนูญใหม่ว่าให้ประชาชนพกปืนได้มากขึ้น มีคนบอกว่า นี่คือคำตัดสินที่จะทำให้คนตายมากขึ้น นี่คือ Freedom of expression เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่จำเป็นต้องเป็นวิชาการหรอก

การวิพากษ์วิจารณ์ถือเป็นการตรวจสอบ ศาลอเมริกาเคยมีแนวทางการตีความแบบอนุรักษ์นิยม ศาลเคยวินิจฉัยว่าการคุ้มครองแรงงานหญิงในลักษณะพิเศษมากกว่าแรงงานชายคือเลือกปฏิบัติ ภายหลังคำวินิจฉัยศาลถูกด่าเละ และด้วยการถูกด่าเละนี่แหละ ทำให้ศาลหันมาปรับแนวทางเป็นเสรีมากขึ้น

ศาลไทย กรณีคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เตรียมข้าวผัดและโอเลี้ยงไปเยี่ยม ก.ก.ต. ชุดคุณวาสนา เพิ่มลาภ ที่ถูกศาลตัดสินให้จำคุก โดยบอกว่าจะไปเยี่ยมในฐานะรุ่นพี่ที่เคยติดคุกมาก่อน การกระทำของคุณชูวิทย์ถูกเตือนว่ากำลังทำให้สิ่งที่เรียกว่า ละเมิดอำนาจศาล

เท่าที่ผมอ่านเอกสาร ในประเทศไหนๆ ที่เรียกว่าอารยะ การละเมิดอำนาจศาลคือการกระทำที่ห้ามต่อการกระทำที่ขัดขวางกระบวนวิธีพิจารณาเป็นหลัก เช่น ในหลายๆ ประเทศมุ่งไปสู่การยับยั้งการกระทำที่ทำให้วิธีพิจารณาไปต่อ แต่เมืองไทย มันถูกขยายไปกว้างขวางมากจนกระทั่งไอ้ที่ผมพูดๆ อยู่นี้ ละเมิดอำนาจหรือยัง

3 ตุลาการภิวัตน์ในหลายประเทศเกิดขึ้นจากการตัดสินที่สร้างความเข้มแข็งหรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้น คือมีข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับรัฐแล้วศาลตัดสินคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วนำไปสู่การปรับตัวของหน่วยงานรัฐ แต่ในเมืองไทย ไม่ใช่ แต่ตอนนี้ดูราวกับว่าการทำงานของตุลาการเป็นการไปยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งทางการเมือง คือหมายความว่า สังคมไทยเรียกร้องให้ตุลาการไปยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งทางการเมือง ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นอันตราย ตุลาการภิวัตน์ของต่างประเทศไม่ไปยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งในความขัดแย้งทางการเมือง แต่มุ่งสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

แต่กรณีของศาลไทย มุ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนขนาดไหน ผมขอยกตัวอย่าง คดีคุณสมบุญ สีคำดอกแค เป็นแรงงานในโรงงานทอผ้า แล้วป่วยจากการสูดฝุ่นฝ้ายเข้าไปในปอด เจ็บป่วย เป็นโรคบิสซิโนซิส คุณสมบุญ ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย เมื่อปี 2538 เรียก 2 ล้านบาท หลังจากผ่านไป 8 ปี 6 เดือน ศาลแรงงานตัดสินให้โรงงานมีความผิด จ่าย 2 แสนบาท โรงงานอุทธรณ์ศาลฎีกาพิจารณาอีก 2 ปี 5 เดือน รวม 10 ปี 11 เดือน ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ตุลาการภิวัตน์ซึ่งกำลังอภิวัตน์ในการเมืองอย่างเข้มข้น คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนขนาดไหน ถ้าใครเดินเข้าไปในศาลแรงงานจะเห็นนะครับ ‘ประหยัด สะดวก รวดเร็ว เที่ยงธรรม’

ข้อเสนอตุลาการภิวัตน์ในสังคมไทยนั้น ผมคิดว่าเป็นแบบนี้ครับ
1 เสนอโดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับตุลาการ พูดตรงๆ เลย อาจารย์ธีรยุทธ บุญมีนี่แหละ เป็นคนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสถาบันตุลาการ ไม่เคยศึกษาเกี่ยวกับสถาบันตุลาการ

2 เป็นข้อเสนอที่ไร้ความรับผิดชอบทางวิชาการ ไม่รู้แล้วพูด ผมคิดว่านักวิชาการที่ไม่รู้แล้วแล้วเสนอ ขยันพูด เป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบทางวิชาการ จะนำพาให้สังคมไทยไปสู้สิ่งที่ยุ่งยากมากขึ้น โดยเฉพาะข้อเสนอเรื่องตุลาการภิวัตน์นั้น ในทัศนะของผม มันสุ่มเสี่ยงมากที่จะทำให้เกิดตุลาการวิบัติ

จาก: ประชาไท นสพ.ออนไลน์




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2551    
Last Update : 19 สิงหาคม 2551 3:58:55 น.
Counter : 382 Pageviews.  

4 กลุ่มอุดมการณ์ที่กำลังเกี่ยวพันสังสรรค์ในสังคมไทย

Siam Intelligence Unit

ความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองไทยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความปวดร้าวให้คนไทยจำนวนมาก เพราะเชื่อกันว่า เป็นความตกต่ำล้าหลัง แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งจะมองเห็นความก้าวหน้าสร้างสรรค์บางประการ ที่ทำให้สงครามครั้งนี้มีคุณภาพแตกต่างจากวิกฤตทางการเมืองในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา



สำหรับกลุ่มที่ทำสงครามชิงแผ่นดินอยู่ในขณะนี้ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มอุดมการณ์

1. อุดมการณ์จารีต พัฒนาเติบโตควบคู่กับสังคมไทยมายาวนาน โดยมีการปฏิรูปตนเองหลายต่อหลายครั้ง ในอดีตอาจต่อต้านระบบทุนนิยม แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้เริ่มยอมรับและปรับตัวเข้าสู่ระบบใหม่ เพื่อความอยู่รอดของอุดมการณ์ แต่ยังคงยึดถือวิถีทาง “ช้าช้าได้พร้าเล่มงาม” การเปลี่ยนแปลงควรกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป

2. อุดมการณ์โลกาภิวัตน์ วิเคราะห์ให้ถึงที่สุด กลุ่มนี้เริ่มต้นสร้างตัวมาจากกลุ่มที่ 1 แต่หลังจากเจริญเติบโตสร้างความมั่งคั่งในระบบทุนนิยมได้ระดับหนึ่ง จึงเริ่มขยายตัวสู่ระดับประเทศและระดับโลก แม้จะมองเห็นภัยลบจากโลกาภิวัตน์เช่นเดียวกับกลุ่มที่ 1 แต่คนกลุ่มนึ้เชื่อมั่นในตนเองมากเกินกว่าจะยอมก้าวเดินอย่างช้าช้าเพื่อไตร่ตรองผลดีผลเสีย โดยกลับมองว่า หากรีรอใคร่ครวญมากเกินไปจะทำให้พลาดโอกาสที่ดี และนำไปสู่ความพ่ายแพ้จากภัยคุกคามของการแข่งขันที่ดุเดือดเฉือนคมบนเวทีโลกที่ไม่เคยปราณีผู้ใด

3. อุดมการณ์ธรรมาภิบาล คือ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เห็นด้วยกับ 2 กลุ่มแรก บางส่วนเติบโตมาจาก 2 กลุ่มแรก โดยมองว่า การเข้าร่วมกับกระแสโลกาภิวัตน์ในด้านหนึ่งเป็นการปรับตัวให้อยู่รอด แต่หากรากฐานภายในไม่แข็งแกร่ง ย่อมได้รับภัยจากโลกาภิวัตน์มากกว่าประโยชน์โดยเฉพาะวิกฤตปี 2540 ที่พึ่งผ่านไป กลุ่มนี้จึงเน้นการเข้าร่วมกับโลกาภิวัตน์พร้อมกับการสร้างระบบที่เข้มแข็งรองรับ ทั้งในด้านธรรมาภิบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ และการยกระดับโมเดลธุรกิจให้ไปพ้นยุทธศาสตร์ค่าแรงราคาถูก โดยเน้นที่การสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้สินค้าและผลิตภัณฑ์

4. อุดมการณ์ประชาสังคม กลุ่มนี้มีความหลากหลายที่สุด แต่พอสรุปได้ว่า คือ กระแสตรวจสอบถ่วงดุลสังคมให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างมีคุณภาพ มองผิวเผิน กลุ่มนี้คล้ายกับกลุ่ม 1 ที่กำลังวิพากษ์กลุ่ม 2 อย่างรุนแรงในขณะนี้ แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการผูกติดตนเองกับกระแสโลภากิวัตน์ แต่ด้วยการเปิดกว้างรับความรู้จากทั่วโลก คนส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้จึงมองเห็นว่าการต้านทานกระแสโลกาภิวัตน์อย่างที่กลุ่ม 1 ต้องการนั้นเป็นไปได้ยาก กลุ่มนี้จึงค่อนข้างโน้มเอียงมายังแนวทางของกลุ่มที่ 3 คือ ปรับปรุงระบบโครงสร้างภายในให้มีคุณภาพเข้มข้นเพียงพอต่อการก้าวไปกับโลกาภิวัตน์ แต่สิ่งที่ต่างออกไปจากกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มนี้เน้นการสร้างสังคมพลเมืองให้เป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้การพัฒนาประเทศมีความหลากหลายแข็งแกร่ง ไม่เน้นแต่เพียงด้านเศรษฐกิจการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ได้ลงลึกถึงรากฐานทางวัฒนธรรม รวมทั้งเสรีภาพของประชาชนในการสื่อสารข้อมูลข่าวสารและการดำรงชีวิต และอาจกินความไปถึงการแสวงหาทางจิตวิญญาณล้ำลึกของมนุษยชาติ

จุดขัดแย้งหลักของสงครามครั้งนี้อยู่ที่กลุ่มอุดมการณ์เก่า เพราะเป็น 2 พลังหลักที่สั่งสมกำลังบารมีมาอย่างยาวนาน แต่การละเลยขุมกำลังคนรุ่นใหม่อย่างกลุ่มที่ 3 และ 4 ซึ่งกำลังเติบโตขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาจทำให้การวิเคราะห์ผลลัพธ์มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ ที่สำคัญ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสงครามครั้งนี้ จะพลิกโฉมสถานการณ์ให้เกิดผลดีต่อชาติบ้านเมืองมากกว่าผลเสียหายทรุดโทรมอย่างที่หลายฝ่ายเกรงว่าจะเกิดขึ้น

กระแสตอบรับกลุ่มอุดมการณ์โลกาภิวัตน์ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายของสังคมไทย โดยเฉพาะกระบวนการสะสมทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการผลิต ทักษะบริหารจัดการรูปแบบใหม่ รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมที่กำลังผนวกตนเองเข้าสู่วัฒนธรรมโลก แต่ขณะเดียวกัน เมื่อกลุ่มผู้นำอุดมการณ์โลกาภิวัตน์ไม่สามารถแก้ไขและพัฒนาประเทศจนเป็นที่พอใจตามความคาดหวังสูงยิ่งของประชาชน จึงทำให้พลังการวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มอุดมการณ์จารีต เริ่มมีคนเห็นพ้องมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุดมการณ์ธรรมาภิบาลและกลุ่มอุดมการณ์ประชาสังคม ได้ร่วมสนับสนุนกลุ่มอุดมการณ์จารีต ในที่สุด กลุ่มอุดมการณ์โลกาภิวัตน์จึงไม่สามารถต้านรับกับพลังต่อต้านที่ถาโถมโหมกระหน่ำเข้ามาได้

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการบริหารประเทศของกลุ่มจารีตในปี 2549 กลุ่มธรรมาภิบาลและประชาสังคมซึ่งเคยไม่เห็นด้วยกับกลุ่มโลกาภิวัตน์ ได้เริ่มตระหนักว่ามีช่องว่างความแตกต่างระหว่างตนเองกับกลุ่มจารีต ทั้งสองกลุ่มจึงเริ่มทะยอยปลีกตัวจากการสนับสนุนกลุ่มจารีตในสงครามต่อต้านกลุ่มโลกาภิวัตน์ กลับมาเป็นการเฝ้าดูสถานการณ์สู้รบอย่างเป็นกลางวางเฉย และแสวงหาจังหวะโอกาสที่จะพัฒนาตนเองให้เติบโตเข้มแข็งต่อไป

ขณะเดียวกัน กลุ่มจารีตซึ่งดูเหมือนจะเสื่อมความนิยมลงหลังจากปีกหนึ่งของตนเองได้เข้าบริหารประเทศและสร้างความผิดหวังให้กับประชาชนชาวไทย แต่กลับได้รับการตอบรับจากสื่อมวลชนและประชาชนอย่างเหนียวแน่นในการประกาศสงครามเดินหน้าต่อต้านกลุ่มโลกาภิวัตน์อย่างไม่ลดละ ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากพลังมวลชนที่ได้สร้างสมไว้ในช่วงหลายปีที่ทำการรณรงค์ ผนวกกับความสามารถด้านการใช้สื่อใหม่ทั้งโทรทัศน์วิทยุและอินเตอร์เนตในการเชื้อเชิญชักจูงผู้ไม่เห็นด้วยมาเข้าร่วมขบวนการ ขณะที่กลุ่มโลกาภิวัตน์ยังมีบาดแผลที่ต้องรักษาจากการโจมตีของกลุ่มจารีตอย่างหนักหน่วงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ไม่อาจบริหารประเทศสร้างกระแสความนิยมยอมรับจากประชาชนกลับมารุ่งโรจน์เหมือนเมื่อ 8 ปีก่อนหน้านี้ได้

แต่การถอนตัวของกลุ่มธรรมาภิบาลและประชาสังคมจากการสนับสนุนสงครามของกลุ่มจารีตได้ทำให้พลังการโจมตีต้องอ่อนแอลง ขณะเดียวกันกลุ่มโลกาภิวัตน์กลับไม่เคยนิ่งนอนใจที่จะปรับตัวตามสภาพการณ์ทั้งถอยและรุก เพื่อตอบโต้การบุกกระหน่ำของกลุ่มจารีต ทั้งหมดจึงส่งผลให้สงครามครั้งนี้ยืดเยื้อต่อไป

ในสภาพที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีกำลังรบสูสีกัน ทั้งจุดอ่อนจุดแข็ง บาดแผลที่สมน้ำสมเนื้อ บทบาทของกลุ่มพลังรุ่นใหม่จึงอาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดให้กับสงครามครั้งนี้ได้

จนถึงตอนนี้ การตรวจสอบเปิดโปงของกลุ่มจารีตได้เริ่มถูกจับตามองว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง ที่สำคัญข้อเสนอบางประการยังไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยที่ได้ผนวกตนเองเข้ากับกระแสโลกจนยากจะกลับไปสงบเงียบเหมือนในคืนวันเก่าก่อนได้อีกต่อไป ข้อเรียกร้องจึงไม่ได้รับการขานรับจากกลุ่มคนที่เป็นกลาง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่หากกลุ่มจารีตยินยอมปรับปรุงในบางประเด็นให้สอดคล้องกับแนวทางของกลุ่มประชาสังคม ย่อมสามารถดึงดูดความช่วยเหลือจากกลุ่มนี้ให้กลับมาอีกครั้ง และเมื่อทั้งสองฝ่ายประสานเสริมกัน อาจสามารถชักจูงประชาชนบางส่วนที่ยังเป็นกลางมาเข้าร่วมได้ ที่สำคัญ ยังผนวกการสร้างแนวร่วมไปถึงกลุ่มธรรมาภิบาล ซึ่งยังมีหลายประเด็นไม่เห็นด้วยกับกลุ่มโลกาภิวัตน์ และเมื่อมีพลังหนุนช่วยโดดเด่นเช่นนี้ ชัยชนะย่อมเป็นของกลุ่มจารีตอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่มจารีตมีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง จึงยากที่จะปรับตัวเพื่อตอบรับกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน และคงทำใจยอมรับไม่ได้ในหลายประเด็นที่กลุ่มธรรมาภิบาลและประชาสังคมเสนอมา แต่เพื่อชัยชนะแล้ว การปรับตัวของกลุ่มจารีตย่อมสามารถเกิดขึ้นได้

เช่นเดียวกัน กลุ่มโลกาภิวัตน์อาจปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มธรรมาภิบาล ซึ่งได้รับความเชื่อถือจากประชาชนสูงกว่าโดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางที่มีความรู้ซึ่งได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และในยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารเช่นนี้ การปกปิดอำพรางข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ การทำตัวเองให้โปร่งใสตรวจสอบได้จึงเป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า และหากกลุ่มโลกาภิวัตน์สามารถแก้ไขจุดบกพร่องนี้ย่อมได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธรรมาภิบาลและประชาสังคม ขณะที่กลุ่มจารีตกลับมีข้ออ้างในการโจมตีลดลง และหากสามารถสรรหาเรื่องอื่นมาเปิดโปงได้ก็อาจไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนเท่าที่ควร เพราะไม่ใช่ประเด็นหลักที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของกลุ่มโลกาภิวัตน์ยังคงเป็นภาระที่ยากลำบาก อาจเพราะหลายปีกในกลุ่มนี้ได้เคยชินกับระบบวิธีทำมาหากินแบบเก่าซึ่งบางส่วนยังอิงกับระบบจารีตแบบกลุ่มที่ 1 ด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องหวังว่าจะยอมปรับเปลี่ยนไปเป็นแบบธรรมาภิบาล แต่เพื่อชัยชนะทุกสิ่งย่อมปรับเปลี่ยนต่อรองกันได้

สงครามครั้งนี้ดูเหมือนจะสาดโคลนใส่กันอย่างไม่ลดราวาศอก แต่ถ้าสังเกตให้ดี ทั้งสองกลุ่มมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกันตลอดเวลา และเมื่อผ่านการลองผิดลองถูกจนถึงระดับหนึ่ง แต่ละกลุ่มย่อมสัมผัสรู้สึกได้ว่า ด้วยการปรับตัวเองเข้าหารูปแบบของกลุ่มธรรมาภิบาลและประชาสังคมเท่านั้น จึงจะทำให้กลุ่มของตนดำรงความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้อย่างยั่งยืน จนแปรเปลี่ยนไปสู่ชัยชนะในท้ายที่สุด ดังนั้น กลุ่มใดที่สำนึกรู้สึกตัวได้เร็วกว่า ย่อมชิงความได้เปรียบในการแสวงหาพันธมิตร ที่สำคัญ แต่ละปีกในกลุ่มย่อมพร้อมจะแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายอื่น หากทางกลุ่มไม่มีนโยบายที่ก้าวหน้าเพียงพอ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ปีกทหารที่แต่เดิมเคยสังกัดกลุ่มจารีต แต่ในภาวการณ์ปัจจุบันกลับมีเสียงที่แตกมาอยู่กับกลุ่มโลกาภิวัตน์ (อาจเพราะพวกเขาบังเอิญอยู่ในจุดที่เห็นด้านก้าวหน้าของกลุ่มนี้มากกว่าด้านล้าหลัง) ขณะที่บางส่วนกลับวางเฉยดูท่าทีตามอย่างฝ่ายธรรมาภิบาลและประชาสังคม เช่นเดียวกัน นายทุนที่น่าจะสนับสนุนกลุ่มโลกาภิวัตน์บางส่วนก็เริ่มหันเหไปเข้ากับฝ่ายจารีต (ซึ่งพวกเขาอาจได้รับฟังเรื่องราวที่ก้าวหน้าของกลุ่มนี้มากกว่าด้านล้าหลัง) เพราะไม่พอใจพฤติกรรมบางอย่างของแกนนำกลุ่มโลกาภิวัตน์

ดังนั้น คู่ขัดแย้งหลักในสงครามครั้งนี้ จึงต้องปรับตัวเองขนานใหญ่ เพื่อแสวงหาพันธมิตรจากกลุ่มธรรมาภิบาลและประชาสังคม รวมถึงการควบคุมดึงดูดปีกต่างๆในกลุ่มของตนให้เข้าร่วมอย่างเต็มที่เพื่อพิชิตชัยชนะในสงครามที่มีเดิมพันสูงยิ่งครั้งนี้

ถ้าให้เลือกได้ ทุกกลุ่มย่อมไม่มีใครอยากปรับเปลี่ยนตัวเองให้วุ่นวาย แต่แนวโน้มใหญ่ของโลก โดยเฉพาะพลังปฏิวัติคลื่นลูกที่ 3ได้ถาโถมกดดันสร้างปฏิสังสรรค์กับพลังการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยจนทำให้เกิดกลุ่มคนที่แตกต่างหลากหลายทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ใหม่และอุดมการณ์ก้าวหน้า ดังนั้น จึงมีเพียงแต่การปรับตัวเข้าหาความเจริญก้าวหน้าตามแบบกลุ่มธรรมาภิบาลและประชาสังคม จึงประกันความอยู่รอดในระยะยาว ที่สำคัญ ในตอนนี้กำลังของกลุ่มรุ่นใหม่ยังไม่เติบโตเข้มแข็ง ถ้ากลุ่มเก่าทั้งสองชิงเป็นฝ่ายรุกในการปรับตัว ย่อมจะรักษาสถานะความเป็นผู้นำได้ต่อไปอีกหลายสิบปี แต่หากรอให้กลุ่มรุ่นใหม่เติบโตจนสามารถบีบบังคับให้กลุ่มรุ่นเก่าต้องปรับตัวแล้ว ชัยชนะในสงครามครั้งนี้ก็อาจต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอำนาจความเป็นผู้นำของแผ่นดินสยามประเทศให้กับผู้คนในกลุ่ม ธรรมาภิบาลและประชาสังคมที่พึ่งเติบโตมาวัดร้อยเท้าได้ไม่นานนัก

คู่ขัดแย้งหลักที่มั่นใจในพลังรบของตนเอง หรือวางใจว่าจะมีผู้ยิ่งใหญคนใดมาช่วยเหลือ ย่อมเป็นการเพ้อฝันและบั่นทอนการสร้างยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมนุษย์ได้พิสูจน์ให้เห็นเสมอมาว่า ผู้ที่รอคอยโชคชะตาหรือคิดหวังพึ่งพันธมิตรผู้ยิ่งใหญ่คนใดคอยช่วยเหลือ โดยเกียจคร้านที่จะพัฒนาและพึ่งพาตนเอง สร้างคุณสมบัติโดดเด่นเพื่อดึงดูดคนเก่งและพันธมิตรเข้มแข็ง มักจะต้องพบโศกนาฏกรรมพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด เพราะนักปรัชญาอังกฤษท่านหนึ่งได้เคยเสนอความคิดเห็นอันลือลั่นว่า “ผู้ปรับตัวได้ดีที่สุดเท่านั้น คือ ผู้ที่อยู่รอด”

สำหรับประชาชนธรรมดาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในสงครามครั้งนี้ คือ การแสวงหาความรู้อย่างรอบด้านลึกซึ้ง ซึ่งในยุคคลื่นลูกที่ 3 เป็นเรื่องง่ายที่จะแสวงหาข้อมูลทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก แต่กลับเป็นเรื่องยากที่ใครจะปิดบังอำพรางข้อมูลได้โดยไม่มีใครสืบรู้เปิดโปง และหากผู้ใดพยายามสกัดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ย่อมหนีไม่พ้นแรงกดดันมหาศาลจากผู้คนในทุกวันนี้ที่ตื่นตัวในเรื่องสิทธิเสรีภาพแห่งการติดต่อสื่อสาร จนไม่อาจยอมรับพฤติกรรมเช่นนี้ได้อีกต่อไป ในที่สุดเมื่อสังคมเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีการวิเคราะห์เชิงลึกในมุมมองที่แตกต่างจนยากที่ใครจะครอบงำประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว แต่ละปีกในกลุ่มที่ 1-4 รวมถึงประชาชนก็จะปรับตัวให้เข้ากับอุดมการณ์ที่ตนเองคิดว่าก้าวหน้าที่สุด และแน่นอนว่า ผู้ชนะย่อมเป็นฝ่ายที่ได้ปรับปรุงนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

การเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าย่อมไม่อาจได้มาโดยง่ายดาย แต่เงื่อนไขของสังคมไทยในวันนี้ สุกงอมเพียงพอที่จะเกิดการพัฒนาเช่นนี้ได้ โดยอาจต้องขอบคุณการปฏิวัติข้อมูลข่าวสารคลื่นลูกที่ 3 ของประชาคมโลก การพัฒนาระบบทุนนิยมไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ก็ได้วางรากฐานสร้างศักยภาพและพลังการพัฒนาประเทศอย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเติบโตของชนชั้นกลางทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งมีความรู้และพลังรวมตัวมากเพียงพอในการตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจในสังคมไทย รวมถึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย จนมีศักยภาพในการก้าวสู่สังคมอุดมปัญญาที่ความโปร่งใสและตรวจสอบได้เป็นเรื่องปกติในสังคม

หากทั้ง 4 กลุ่มยินยอมปรับปรุงตนเองจนมีคุณภาพเพียงพอที่จะตอบสนองความก้าวหน้าของประเทศในอนาคต คนไทยก็จะสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในอีกวาระหนึ่ง พลังสร้างสรรค์ก้าวหน้าจะไม่โดนบีบกดเหมือนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอีกต่อไป แต่หากโชคร้ายมีกลุ่มใดที่พยายามขัดขวางเส้นทางยิ่งใหญ่นี้ การล่มสลายพ่ายแพ้ของกลุ่มนั้นย่อมบังเกิดขึ้นตามที่ได้วิเคราะห์ไปแล้ว ประเทศชาติกลับได้รับผลกระทบจากการจากไปของกลุ่มนี้แต่เพียงเล็กน้อย โดยได้รับส่วนชดเชยจากการพัฒนาก้าวกระโดดของกลุ่มที่เหลือ ซึ่งถูกสงครามครั้งนี้บีบเค้นเคี่ยวกรำให้ต้องปรับปรุงตัวเองอย่างเร่งด่วน นับเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ซึ่งนับจากปีนั้นมาก็ยังไม่เคยมีก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในเมืองไทยเช่นนี้อีกเลย

โดย : ประชาไท วันที่ : 5/8/2551




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2551    
Last Update : 12 สิงหาคม 2551 1:36:45 น.
Counter : 275 Pageviews.  

รวมแถลงการณ์ความเห็นที่มีต่อศาลของ5อาจาร์ยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

//www.matichon.co.th/issue/judge/judge2.php

บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ กรณีการยุบพรรคการเมือง


เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๓ – ๕ / ๒๕๕๐ เรื่อง อัยการสูงสุดขอให้มีคำสั่งยุบพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทย โดยคณะตุลาการฯได้วินิจฉัยให้มีการยุบพรรคการเมืองทั้งสามพรรค และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคมีกำหนดเวลาห้าปี
คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย ได้ศึกษาคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว มีความเห็นว่าเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการด้านนิติศาสตร์ต่อสาธารณชนทั่วไป เป็นการสมควรที่จะเสนอบทวิเคราะห์เพื่อแสดงความเห็นทางกฎหมายต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯในเรื่องดังกล่าว
อนึ่ง โดยเหตุที่บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญกรณีการยุบพรรคการเมืองนั้นมีประเด็นอันควรแก่การพิเคราะห์อย่างยิ่งหลายกรณี และโดยเหตุที่กรณีเหล่านี้มีความจำเป็นต้องใช้เวลาในการเรียบเรียง ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว จึงขอพิเคราะห์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่อาจส่งผลอย่างรุนแรงต่อไปในระบบกฎหมายไทย คือ ปัญหาเกี่ยวกับ “ การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” ของบุคคลในเบื้องต้นเสียก่อน ดังนี้

๑ . คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
๑ . ๑ เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย และพรรคไทยรักไทยแล้ว โดยอาศัยอำนาจตามความในประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ คณะตุลาการฯก็ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคเป็นเวลา ๕ ปี
๑ . ๒ เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญต่อการนำประกาศ คปค.ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ มาใช้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคมีเนื้อความโดยสรุปว่า แม้ประกาศ คปค.ฉบับดังกล่าวจะได้รับประกาศใช้เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ขณะที่การกระทำของพรรคการเมืองทั้งสามพรรคอันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาภายหลังพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ..ศ. ๒๕๔๙ มีผลใช้บังคับคือเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็ตาม แต่ประกาศ คปค.ฉบับข้างต้น ก็สามารถใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองของทั้งสามพรรคได้ เนื่องจากว่าหลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อบุคคล เมื่อพิจารณาจากหลักการที่ว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตหลายฉบับ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒ หลักการดังกล่าวข้างต้นจะใช้กับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น เมื่อการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลมิใช่เป็นโทษทางอาญา หากเป็นแต่เพียงมาตรการทางกฎหมายที่เกิดจากผลของกฎหมายที่ให้อำนาจในการยุบพรรคการเมือง อีกทั้งการจะมีกฎหมายกำหนดว่า บุคคลใดควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ย่อมสามารถกระทำได้ ฉะนั้น ประกาศ คปค. ฉบับนี้ย่อมสามารถมีผลใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายต่อการกระทำอันเป็นเหตุแห่งการยุบพรรคได้
๑ . ๓ ก่อนจะพิเคราะห์ต่อไปถึงการวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของคณะตุลาการฯ สมควรที่จะกล่าวถึงประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๒๗ ในฐานะที่เป็นกฎหมายซึ่งได้นำไปบังคับใช้กับคดีของคณะตุลาการฯ เสียก่อน

๒. ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๒๗ ในฐานะกฎหมายที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำไปบังคับใช้กับคดี
๒ . ๑ โดยข้อเท็จจริงจากคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องในคดีนี้ไม่ได้หยิบยกประเด็นที่ว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ นั้นมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่มาเป็นข้อต่อสู้ในทางคดี และคณะตุลาการฯเอง แม้จะมีอำนาจตามกฎหมายที่สามารถกระทำได้ ก็หาได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวมาวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนไม่
๒ . ๒ อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ ถือเป็นกฎหมายที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำไปใช้เป็นฐานในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้องเป็นเวลาห้าปี ฉะนั้น เพื่อให้การพิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯ ในเรื่องนี้เกิดความสมบูรณ์รอบด้าน เป็นการสมควรที่จะต้องพิจารณาและตั้งข้อสังเกตถึงสภาพทั้งปวงเกี่ยวกับประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว แม้จะไม่มีข้อเท็จจริงดังจะกล่าวต่อไปนี้ปรากฎอยู่ในคำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯก็ตาม
๒ . ๓ ประการแรก ที่มาและการบังคับใช้ของประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ควรตั้งข้อสังเกตก่อนว่า ประกาศ คปค. ฉบับนี้ ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้นำมาบังคับใช้กับคดี มีที่มาจากคณะรัฐประหารซึ่งได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลซึ่งผู้ถูกร้องที่ ๑ จัดตั้งขึ้น มิใช่เป็นกฎหมายที่ได้ออกมาบังคับใช้ก่อนหน้านี้ในช่วงระยะเวลาที่ประเทศอยู่ในสภาวะปกติ นอกจากนั้น การนำประกาศ คปค. ฉบับนี้มาใช้บังคับกับคดีของคณะตุลาการฯ ก็เป็นการบังคับใช้ในระหว่างระยะเวลาที่คณะรัฐประหารยังกุมอำนาจในการปกครองประเทศอยู่
๒ . ๔ ประการที่สอง ความมุ่งหมายในการออกประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ แม้ประกาศ คปค. ฉบับนี้จะแสดงเหตุผลในการออกประกาศว่า“... เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการมีผลใช้บังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ รวมทั้งกำหนดเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำการต้องห้ามตามกฎหมายนั้น” แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมจากการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างกรรมต่างวาระของหัวหน้า คปค. ซึ่งเป็นผู้ลงนามให้ประกาศใช้ประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว อาจมีข้อสงสัยต่อมูลเหตุจูงใจในการประกาศใช้ประกาศ คปค.ดังกล่าวได้ เช่น เมื่อมีคำถามว่าการออกประกาศ คปค .ฉบับนี้มีเป้าหมายอยู่ที่พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งหรือไม่ หัวหน้า คปค. กล่าวว่า “ ผมทำเพื่อชาติ ” ในอีกคราวหนึ่ง เมื่อต้องให้สัมภาษณ์กับผู้บริหารในเครือเนชั่น ต่อคำถามที่ว่า “ให้ยุบพรรคไทยรักไทย คงจะสลายตัวกันหมด” หัวหน้า คปค. ตอบว่า “ กำลังศึกษาอยู่ ให้คณะกฤษฎีกาไปดำเนินการ...” พฤติการณ์แวดล้อมเหล่านี้สมควรยิ่งที่คณะตุลาการฯจะต้องนำมาพิจารณาว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ โดยเฉพาะในข้อ ๓ นั้นถูกประกาศใช้โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ“ ประโยชน์สาธารณะ” อันเป็นความมุ่งหมายในการออกกฎหมายของประเทศที่ยึดถือหลักนิติรัฐ หรือเพื่อ “ประโยชน์อย่างอื่น” อันมิชอบ
๒ . ๕ ประการที่สาม ลักษณะของประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ควรทราบว่าตามหลักการออกกฎหมายของนานาอารยะประเทศ ตามหลักทางนิติศาสตร์ และหลักการที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กฎหมายที่จะออกมาเพื่อบังคับใช้กับราษฎร โดยเฉพาะ กฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ จะต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกับกรณีหนึ่งกรณีใด หรือกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
๒. ๖ เมื่อพิจารณาถึงประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ โดยเฉพาะเนื้อความตามข้อ ๓ แล้ว หากพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมที่ปรากฏทั้งโดยแจ้งชัดและโดยปริยายดังที่ได้กล่าวไว้ในข้อ ๒ . ๓ และข้อ ๒. ๔ แล้ว มีข้อที่ต้องตั้งไว้ให้สังเกตว่าประกาศ คปค. ฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเพื่อให้เกิดผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป หรือมุ่งประสงค์จะให้ใช้บังคับกับกรณีหนึ่งกรณีใด หรือกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะ อันถือเป็นกฎหมายที่มีลักษณะมิชอบทั้งตามหลักการในการตรากฎหมายของนานาอารยะประเทศ และหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป ซึ่งได้รับการยืนยันไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐
๒ . ๗ จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ในฐานะของกฎหมายซึ่งได้ถูกนำไปบังคับใช้กับคดี แม้ทั้งผู้ถูกร้องหรือคณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้หรือวินิจฉัย แต่โดยสภาพทั้งปวงของประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว ก็พอจะตั้งข้อสังเกตให้เห็นได้ว่ามีหรือไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปและหลักนิติรัฐ

๓ . การวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
๓ . ๑ ดังได้กล่าวแล้วว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้ให้เหตุผลในการใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกร้องในคดีนี้เพียงว่า เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้องนั้นมิใช่เป็นโทษทางอาญาจึงย่อมสามารถใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษกับผู้ถูกร้องได้ จากเหตุผลของคณะตุลาการฯ ดังกล่าวนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาก่อนว่า ตามหลักทั่วไปกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับในเวลาใด และจริงหรือไม่ที่หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายกับบุคคลจะนำไปใช้บังคับเอาได้เฉพาะกับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดอาญาเพียงประการเดียว
๓ . ๒ หลักในทางตำราความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป กำหนดการบังคับใช้กฎหมายในแง่ของเวลาว่า กฎหมายจะเริ่มต้นมีผลบังคับเมื่อใดนั้น ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดไว้ หากไม่มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศกฎหมายฉบับนั้น ในกรณีที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดให้ใช้บังคับย้อนหลัง ย่อมต้องพิเคราะห์ต่อไปว่าการกำหนดเช่นนั้นขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่ห้ามตรากฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายต่อบุคคลหรือไม่ เมื่อประกาศ คปค.ฉบับที่ ๒๗ ได้รับการประกาศใช้เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ และไม่มีความข้อใดบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในแง่ของเวลา จึงต้องถือว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นไป คณะตุลาการฯไม่ได้พิจารณาประเด็นนี้ซึ่งเป็นเรื่องเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้กฎหมาย แต่ข้ามขั้นตอนไปพิจารณาประเด็นที่ว่าจะใช้ประกาศ คปค. ฉบับนี้ย้อนหลังได้หรือไม่ ทั้งๆที่ประกาศคปค.ดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ ซึ่งหากถือว่าประกาศ คปค.ดังกล่าวใช้บังคับได้ ประกาศ คปค.ดังกล่าวย่อมเริ่มมีผลใช้บังคับกับการกระทำตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นไปเท่านั้น
๓. ๓ ภายใต้หลักการปกครองโดยกฎหมายบนพื้นฐานแห่งความยุติธรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือ หลักนิติรัฐ เป็นที่ยอมรับกันว่า เพื่อให้บุคคลผู้ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเกิดความไว้วางใจและเกิดความเชื่อถือของต่อการใช้อำนาจของรัฐ โดยหลักแล้ว รัฐมีหน้าที่ต้องยอมตนให้ตกอยู่ภายใต้บังคับของหลักการห้ามมิให้มีการตราและใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล ดังนั้นหากการกระทำของบุคคลในวันนี้ไม่ผิดกฎหมาย รัฐย่อมไม่อาจตรากฎหมายในวันรุ่งขึ้นกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิด และนำมาใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายกับผู้กระทำได้ ในทำนองเดียวกันหาก การกระทำของบุคคลในวันนี้มีโทษที่มีความรุนแรงระดับหนึ่ง รัฐก็ย่อมไม่อาจตรากฎหมายในวันรุ่งขึ้นกำหนดโทษสำหรับการกระทำนั้นให้รุนแรงขึ้นและใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลได้
๓ . ๔ หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลเช่นว่านี้ ย่อมถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้ความเคารพ หากรัฐวางตนละเลยหรือเพิกเฉยต่อหลักการดังกล่าวนี้ บุคคลย่อมไม่อาจเชื่อถือหรือไว้วางใจการใช้อำนาจของรัฐได้เลย เมื่อบุคคลไม่อาจเชื่อถือหรือไว้วางใจการใช้อำนาจรัฐได้แล้ว ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะก็เป็นอันเป็นไปไม่ได้ ในที่สุดแล้วสันติสุขในระบบกฎหมายก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นในการปกครองตามหลักนิติรัฐ การห้ามตรากฎหมายให้มีผลย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลจึงมีความสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขปราศจากความหวาดระแวงรัฐ และเพื่อป้องกันมิให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจในการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
๓ . ๕ ข้อที่ควรจะต้องพิจารณาต่อไปมีว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลนั้น มีความมุ่งหมายให้ใช้บังคับเฉพาะกับกรณีการกระทำที่มีโทษในทางอาญาเพียงประการเดียว หรือไม่
๓ . ๖ ต่อความข้อนี้ ในนานาอารยะประเทศ หลักการดังกล่าวนอกจากจะนำไปปรับใช้อย่างเคร่งครัดกับการกระทำที่เป็นโทษในทางอาญาแล้ว ยังได้นำไปปรับใช้อย่างเข้มข้นกับการกระทำที่ไม่ใช่โทษในทางอาญาอีกด้วย เช่น ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส คณะตุลาการรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเคยมีคำวินิจฉัยลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๘๒ เกี่ยวกับกรณีโทษทางภาษีว่า หลักการไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคลของกฎหมาย มิได้ใช้บังคับเฉพาะกับกฎหมายที่บัญญัติกำหนดความผิดและโทษทางอาญาเท่านั้น หากต้องขยายไปใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดความผิดและโทษทุกประเภท สำหรับประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ได้วินิจฉัยไว้ว่า โดยหลักแล้วการตรากฎหมายย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่จบลงแล้วให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลจะกระทำมิได้ ด้วยเช่นกัน
๓ . ๗ อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล โดยเฉพาะผลร้ายซึ่งมิได้เป็นโทษในทางอาญา องค์กรตรวจสอบควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายในแต่ละประเทศ จะนำไปปรับใช้อย่างเข้มข้นหรือไม่ อย่างไรนั้น ย่อมถือเป็นดุลพินิจขององค์กรนั้นเองที่จะวินิจฉัยตามความจำเป็นเหมาะสมแล้วแต่สภาพการณ์ แต่ไม่ว่ากรณีใด หากจะต้องใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษต่อบุคคล แม้โทษนั้นจะมิใช่โทษในทางอาญา ก็จำเป็นจะต้องใช้ในลักษณะที่เป็นข้อยกเว้นอย่างยิ่ง เต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างมาก ทั้งยังต้องคำนึงถึงความหนักเบาของโทษและสภาพการณ์อย่างอื่นอย่างรัดกุมรอบคอบประกอบกันอีกด้วย มิอาจอ้างเหตุผลเพื่อประโยชน์สาธารณะลอยๆ ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว รัฐอาจตรากฎหมายให้มีผลร้ายย้อนหลังกลับไปใช้บังคับกับการกระทำที่จบสิ้นไปแล้วได้ทั้งสิ้น
๓ . ๘ ปัญหามีว่า การที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อได้พิจารณาจากหลักการที่ว่า ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตหลายฉบับ อีกทั้งเมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ แล้วมีความเห็นว่า หลักการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล จะนำไปใช้บังคับเฉพาะแต่เพียงกับการกระทำที่ถือว่าเป็นความผิดในทางอาญา นั้น ถือเป็นความเห็นที่ชอบด้วยเหตุผล อย่างสมเหตุสมผล หรือไม่
๓ . ๙ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย พิเคราะห์เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญประกอบกับหลักในทางตำรา และหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศยอมรับนับถือแล้ว เห็นว่าการให้เหตุผลดังกล่าวเป็นการให้เหตุผลที่คลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ โดยหลักแล้ว การห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคล ถือเป็นหลักการที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกับโทษทั่วไปไม่เฉพาะแต่เพียงโทษในทางอาญาเท่านั้น แต่ด้วยเหตุว่าเมื่อโทษทางอาญามีผลกระทบกระเทือนต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งในสายตาของกฎหมายนั้นถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงมีการรับรองหลักการ “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย” ในส่วนของโทษทางอาญา ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้หลักการดังกล่าวได้รับการรับรองอย่างชัดเจน และจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาด หาได้มีความหมายถึงขนาดว่า หากเป็นโทษอย่างอื่นซึ่งมิใช่โทษในทางอาญาแล้ว รัฐ ย่อมสามารถออกกฎหมายย้อนหลังไปให้เป็นผลร้ายอย่างไรก็ได้ โดยปราศจากเงื่อนไข ตามนัยแห่งการให้เหตุผลของคณะตุลาการ ฯไม่
๓ . ๑๐ นอกจากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในกรณีนี้ซึ่งเป็นเรื่องของการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคล ในเมื่อสิทธิเลือกตั้งดังกล่าวนี้ ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกถึงความเป็นพลเมืองของรัฐอย่างสมบูรณ์ในประเทศเสรีประชาธิปไตย ยิ่งกว่าสิทธิในทรัพย์สินหรือร่างกายบางประการ แม้การออกกฎหมายเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลจากเหตุทางกฎหมายในบางกรณีนั้นสามารถกระทำได้จากการให้เหตุผลของคณะตุลาการ ฯ แต่กฎหมายเช่นว่านี้จะมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อเอาไปบังคับใช้กับข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อไปในภายหน้าเท่านั้น จะนำไปใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลซึ่งได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้ว ก่อนหน้าที่กฎหมายจะมีผลใช้บังคับ ย่อมไมได้
๓ . ๑๑ อนึ่ง นอกจากเหตุผลทางกฎหมายเกี่ยวกับหลักการห้ามมิให้มีการใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลแล้ว สิ่งที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญควรนำมาพิจารณาไว้ในใจในขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลก็คือ ข้อเท็จจริงทั้งหมดอันเป็นพฤติการณ์แวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยคดี
๓ . ๑๒ เป็นที่รับรู้กันว่าขณะนี้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร และเป็นคณะรัฐประหารคณะนี้เองที่ได้ใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาลพลเรือนที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยผู้ถูกร้องที่ ๑ ในคดีนี้ ในสภาวะการณ์ที่ผู้ออกกฎหมายอยู่ในฐานะที่เป็นปรปักษ์กับผู้ถูกร้อง ประกอบกับประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ นั้นได้มีการแสดงออกต่างกรรมต่างวาระจากผู้ออกกฎหมายฉบับนี้ว่ามีความประสงค์อย่างไร ในขณะที่กฎหมายฉบับดังกล่าวนั้นมิได้ออกโดยรัฐสภาซึ่งมีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ประกอบกับระบบการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ ได้ถูกทำลายลงจนหมดสิ้นโดยมาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ เมื่อคณะตุลาการฯจะต้องนำประกาศ คปค.ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลอย่างยิ่ง มาบังคับใช้กับคดี ก็ย่อมมีเพียงเฉพาะคณะตุลาการฯ เท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่าจะวินิจฉัยคดีโดยยึดถือหลักการ “ อำนาจคือธรรม” หรือ “ ธรรมคืออำนาจ”
๓ . ๑๓ การให้เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพียงว่า ประกาศของ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ ย่อมสามารถนำมาใช้ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับผู้ถูกร้องทั้งสามได้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ถือเป็นโทษในทางอาญานั้น นอกจากจะไม่เป็นเหตุผลที่สามารถยอมรับได้ดังที่ได้แสดงให้เห็นมาทั้งหมดในบทวิเคราะห์ฉบับนี้และการวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวอาจจะกระทบกระเทือนกับการเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์อย่างรุนแรงแล้ว เป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่าแนวทางการวินิจฉัยเช่นว่านี้อาจจะถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปในการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของราษฎร และเมื่อคณะตุลาการฯ มีคำวินิจฉัยโดยการให้เหตุผลเช่นนี้ นับจากนี้ไปราษฎรจะเชื่อมั่นและไว้วางใจการใช้อำนาจรัฐได้อีกหรือไม่ วิญญูชนย่อมตรึกตรองได้เอง อาศัยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น และด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังมีรายนามตอนท้าย ขอแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งกับคำวินิจฉัยนี้ ทั้งในผลแห่งคดีและการให้เหตุผลของคดี


รองศาสตราจารย์ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร



แถลงการณ์ 5 อจ.นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อคำสั่งศาลปค.คดีปราสาทพระวิหาร
มติชน ออนไลน์ วันที่ 01 กรกฎาคม 2551 - เวลา 11:34:09 น.

//www.matichon.co.th/news_title.php?id=2394



แถลงการณ์ 5 อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความเห็นต่อคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551
รับคำฟ้องกรณีแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา
เรื่องการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
และกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา

ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าที่ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการเสนอร่าง แถลงการณ์ร่วมฯ ต่อคณะรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และเพิกถอนการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ ศาลปกครองกลางยังได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทา ทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาไปในคราวเดียวกัน

ด้วยความเคารพต่อศาลปกครองกลาง คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งห้าดังมีรายนามตอนท้าย ขอแสดงความคิดเห็นทางกฎหมายตามระเบียบวิธีทางวิชาการต่อคำสั่งศาลปกครองกลาง ดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1.หลักนิติรัฐ เรียกร้องให้การกระทำขององค์กรผู้ใช้อำนาจมหาชนทั้งหลายต้องชอบด้วยกฎหมาย โดยมีองค์กรตุลาการทำหน้าที่ควบคุมความชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม มีการกระทำบางประเภทที่โดยทั่วไปแล้วไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของ องค์กรตุลาการ เช่น การกระทำที่มีลักษณะเป็นเรื่องในทางการเมือง หรือการกระทำในเรื่องนโยบายของฝ่ายบริหาร เป็นต้น วิชานิติศาสตร์เรียกการกระทำลักษณะนี้ว่า การกระทำทางรัฐบาล (Act of State; Acte de gouvernement; Regierungsakt) ซึ่งหากระบบกฎหมายต้องการให้มีการควบคุมตรวจสอบการกระทำดังกล่าวในทางกฎหมาย ก็จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจนเป็นเรื่องๆ ในรัฐธรรมนูญ และมอบหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดภายใต้เงื่อนไขที่รัฐ ธรรมนูญกำหนด กรณีใดที่ไม่ได้บัญญัติไว้ การตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาลย่อมไม่อาจกระทำได้ในทางกฎหมาย แต่ต้องควบคุมตรวจสอบกันในทางการเมืองเท่านั้น

2.เหตุที่การกระทำทางรัฐบาล ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยองค์กรตุลาการ นอกจากจะเป็นเพราะโดยปกติทั่วไป การกระทำดังกล่าวไม่กระทบสิทธิ หรือไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ แล้ว การกระทำทางรัฐบาลยังมีธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นปัญหาหรือประเด็นทางการเมือง ที่มีข้อจำกัดอย่างยิ่งในการใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์หรือเป็นเครื่องมือในการควบ คุมตรวจสอบ และหากให้องค์กรตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลปกครองเข้ามามีอำนาจควบคุมตรวจสอบได้ ผลก็จะกลายเป็นว่าศาลปกครองมีความสามารถในการตัดสินใจเรื่องราวในทางบริหาร หรือนโยบายได้เอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบทางการเมืองต่อผู้ใดทั้งสิ้น

3. การพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นการกระทำทางรัฐบาล ไม่อาจพิจารณาได้จากหลักเกณฑ์ในทางองค์กรเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรผู้ใช้อำนาจมหาชน ดังเช่นคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ซึ่งใช้อำนาจกระทำการได้ทั้งการกระทำทางปกครอง และการกระทำทางรัฐบาล การพิจารณาว่าการกระทำขององค์กรเหล่านี้เป็นการกระทำทางปกครองหรือการกระทำ ทางรัฐบาล จึงต้องใช้ทั้งหลักเกณฑ์เรื่องที่มาของอำนาจ และหลักเกณฑ์ในทางเนื้อหาประกอบการพิจารณาด้วย

4.ในส่วนของหลักเกณฑ์เรื่องที่มาของอำนาจ ต้องพิจารณาจากประเภทของกฎหมายที่ให้อำนาจแก่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี กระทำการ กล่าวคือ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี กระทำการโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีนั้นย่อมกระทำการในฐานะ รัฐบาล ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และการกระทำนั้นเป็นการกระทำทางรัฐบาล เช่น นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็เป็นการกระทำทางรัฐบาลและไม่อยู่ภาย ใต้การควบคุมของศาลใด

ในทางกลับกัน ในกรณีที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี กระทำการโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีนั้นย่อมกระทำการในฐานะเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ (คำตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542) หรือเป็น ฝ่ายปกครอง (คำตามตำรา) ใช้อำนาจปกครอง และการกระทำนั้นเป็นการกระทำทางปกครอง เช่น นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติออกกฎหรือคำสั่งทางปกครอง กฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นก็เป็นการกระทำทางปกครองและอยู่ภายใต้การควบคุม ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยศาลปกครอง

5.ในส่วนของหลักเกณฑ์ในทาง เนื้อหา ต้องพิจารณาจากลักษณะของการกระทำนั้นๆ ซึ่งการกระทำทางรัฐบาลอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรก คือ การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เช่น การตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร การตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภา การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นต้น กลุ่มที่สอง คือ การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การทำสนธิสัญญา (Conclusion of Treaty) การประกาศสงคราม การส่งทหารไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างแดน เป็นต้น

6.ในบางกรณี การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น อาจแยกส่วนออกจากกันเป็นหลายส่วนได้ และการกระทำส่วนหนึ่งที่แยกออกมา (Actes d?tachables) ไม่มีลักษณะเป็นการกระทำทางรัฐบาล แต่เป็นการกระทำทางปกครอง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลปกครอง การกระทำที่แยกออกได้จากการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดย ตรง ต้องเป็นการกระทำที่แม้เป็นผลต่อเนื่องมาจากการกระทำที่เกี่ยวกับความ สัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง แต่แยกออกโดยเด็ดขาดจากการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดย ตรง จนอาจกล่าวได้ว่าการกระทำแต่ละการกระทำสามารถดำรงอยู่ได้โดยตัวของตัวเอง เช่น คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งศูนย์ผู้อพยพในเขตชายแดนไทย-พม่า ตามพันธกรณีที่รัฐบาลไทยตกลงไว้กับสหประชาชาติ การลงนามของรัฐบาลไทยในข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกระทำทางรัฐบาลที่เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลปกครอง แต่มติคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์อพยพในพื้นที่ใด ถือเป็นการกระทำที่แยกออกได้จากการลงนามของรัฐบาลไทยกับสหประชาชาติ และหากมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น คดีอาจอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองได้

7. ศาลปกครองไทยได้วางหลักในเรื่องการกระทำทางรัฐบาลไว้ในหลายคดี แม้ศาลปกครองจะไม่ได้ใช้คำว่า การกระทำทางรัฐบาล โดยตรงก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการนำทฤษฎีการกระทำทางรัฐบาลไปปรับใช้เพื่อมีคำสั่งไม่ รับคำฟ้อง เช่น พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 24-32/2549, คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 36/2549, คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 45/2549) หรือ มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย -ญี่ปุ่น (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550) เป็นต้น

8. กรณีของคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายมีความเห็นว่า การเสนอแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อที่ประชุม คณะรัฐมนตรีก็ดี การที่คณะรัฐมนตรีลงมติเห็นชอบในแถลงการณ์ร่วมฯ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ ก็ดี เป็นการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

9. ผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการกระทำ 3 การกระทำ ได้แก่ การเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า การเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นเพียงขั้นตอนเพื่อเตรียมการนำไปสู่การลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ เท่านั้น การกระทำทั้งสองนั้นยังไม่มีผลทางกฎหมายสู่ภายนอกและยังไม่ก่อให้เกิดนิติ สัมพันธ์ จึงไม่อาจถือเป็นวัตถุแห่งคดีได้ อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองกลางกลับนำการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มาใช้พิจารณาว่าเป็นการกระทำที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ดังปรากฏให้เห็นในหน้า 12-13 ของคำสั่งศาลปกครองกลาง

10. ในส่วนของการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ อันก่อให้เกิดแถลงการณ์ร่วมฯ ซึ่งมีผลทางกฎหมายสู่ภายนอก ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ และอาจเป็นวัตถุแห่งคดีได้นั้น เห็นว่า การลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นการกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาศัยอำนาจอันมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจอันมีที่มาจากกฎหมายปกครอง การกระทำดังกล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลปกครอง

จากคุณ : medium rare - [ 1 ก.ค. 51 12:14:38 A:125.25.32.224 X: ]





ความคิดเห็นที่ 2

11. อาจกล่าวกันว่า ศาลปกครองกลางไม่ได้วินิจฉัยว่าการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่าง ประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง แต่พิจารณาเฉพาะการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ความข้อนี้ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า กรณีดังกล่าว ไม่อาจแยกการกระทำออกเป็นส่วนๆ เพื่อพิจารณาได้ การเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ไม่ถือเป็น การกระทำที่แยกออกได้ จากการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในแถลงการณ์ร่วมฯ การกระทำดังกล่าว ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการเดียวกัน สืบเนื่องต่อกันไป เป็นขั้นตอนก่อนที่จะเกิดการลงนาม ไม่ได้เป็นผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากการลงนามซึ่งถือว่าแยกออกจากแถลงการณ์ฯ ที่มีการลงนามแล้วได้

12. มีข้อสังเกตว่า ผู้ฟ้องคดีจงใจฟ้อง ขั้นตอน ต่างๆ ก่อนเกิดแถลงการณ์ร่วมฯ ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ที่ผู้ฟ้องคดีเล็งเห็นแล้วว่า หากฟ้องเพิกถอนแถลงการณ์ร่วมฯ ศาลปกครองย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพราะกรณีเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่าแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นการกระทำทางรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าวัตถุประสงค์อันแท้จริงของผู้ฟ้องคดี คือความต้องการให้เพิกถอนแถลงการณ์ร่วมฯ หรือการทำให้แถลงการณ์ร่วมฯ ใช้ไม่ได้นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ต้องการให้ศาลปกครองมีคำสั่ง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยุติความผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมฯ การฟ้องให้เพิกถอนการกระทำอันเป็นขั้นตอนก่อนเกิดแถลงการณ์ร่วมฯ มีความประหลาดและไม่สมเหตุสมผลในทางกฎหมาย เพราะขั้นตอนก่อนการเกิดแถลงการณ์ เช่น การเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เป็นการกระทำในทางข้อเท็จจริงซึ่งเกิดขึ้นแล้วในโลกของความเป็นจริง ไม่อาจถูกเพิกถอนได้ เพราะได้มีการกระทำนั้นๆ เสร็จสิ้นไปแล้วในความเป็นจริง การเพิกถอนการกระทำในทางกฎหมายปกครอง จึงต้องเป็นกรณีที่เป็นการเพิกถอนการกระทำที่มุ่งต่อผลในทางกฎหมายเท่านั้น เช่น เพิกถอนกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น เป็นต้น

13. อนึ่ง ในประเด็นดังกล่าวนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้เคยวินิจฉัยไว้ว่า มติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ผู้แทนไปลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศ ถือเป็นการกระทำทางรัฐบาลที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและไม่อยู่ ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ดังปรากฏให้เห็นในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ว่า โดยที่ในการมีมติเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2550 เห็นชอบให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 และผู้แทนการเจรจา รวมตลอดถึงคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการลงนามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย -ญี่ปุ่น ดำเนินการลงนามระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2550 นั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะรัฐมนตรี) ใช้อำนาจทางการบริหารของรัฐตามรัฐธรรมนูญกระทำการในความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ มิใช่กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะรัฐมนตรี) ใช้อำนาจทางการบริหารของรัฐตามพระราชบัญญัติ หรือกฎหมายอื่นที่มีผลใช้บังคับเช่นพระราชบัญญัติ ออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำการอื่นใด เพื่อให้การดำเนินกิจการทางปกครองตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดบรรลุผล คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

14. คดีปราสาทพระวิหารตามคำสั่งศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 นี้ ศาลปกครองกลางใช้หลักเกณฑ์ทางองค์กรพิจารณาเท่านั้น โดยเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและมีอำนาจบริหารราชการในกระทรวงการต่างประเทศตาม มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 และคณะรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติของกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรี จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ศาลปกครองกลางเห็นว่ากรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอร่าง แถลงการณ์ร่วมฯ ต่อคณะรัฐมนตรีก็ดี กรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ ก็ดี เป็นกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีกระทำการใน ฐานะเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ จึงอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลปกครอง

ความข้อนี้ คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าแหล่งที่มาของอำนาจกระทำการของคณะรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการตกลงในทางระหว่างประเทศ ไม่ได้มีที่มาจากพระราชบัญญัติ แต่มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ หากถือตามแนวทางของศาลปกครองกลางในคดีนี้ที่ว่าคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ บริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกระทรวง และคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลปกครองจึงสามารถควบคุมตรวจสอบการกระทำของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้แล้ว ผลก็คือ ศาลปกครองย่อมสามารถเข้าควบคุมตรวจสอบการกระทำของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ ทุกกรณี ทำให้ศาลปกครองโดยองค์คณะ 3 คนกลายเป็นผู้บังคับบัญชาคณะรัฐมนตรี แม้ในงานที่เป็นเรื่องนโยบาย หรือเรื่องในทางระหว่างประเทศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าการตีความกฎหมายในลักษณะดังกล่าวข้างต้น ย่อมขัดแย้งกับหลักการแบ่งแยกอำนาจที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง

15. โดยอาศัยเหตุผลดังที่ได้แสดงให้เห็นทั้งหมดและด้วยความเคารพต่อศาลปกครอง กลาง คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่า คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งเก้าที่ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการเสนอร่างแถลงการณ์ ร่วมฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต่อคณะรัฐมนตรี ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนการลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศใน แถลงการณ์ร่วมฯ และขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยุติความ ผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมฯ ต่อประเทศกัมพูชาและยูเนสโกนั้น ไม่ถือเป็นคดีพิพาทอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

เมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองแล้ว การกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ในกรณีดังกล่าว ก็ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองด้วยเช่นกัน ส่วนประเด็นที่ว่าแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวจะมีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 อันจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ เป็นกรณีที่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย

16. คณาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งห้าดังมีรายนามตอนท้าย ตระหนักในความสำคัญของหลักการควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของ ฝ่ายปกครองโดยองค์กรตุลาการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความห่วงใยในดุลยภาพแห่งอำนาจขององค์กรนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ว่าอาจจะเสียไปโดยการที่ศาลปกครองกลางในคดีนี้เข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจ ทางบริหารโดยแท้ของคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบทางการเมืองต่อสภาผู้แทนราษฎรตามวิถีทางในทาง ประชาธิปไตยอยู่แล้ว อีกทั้งคำสั่งในคดีนี้ยังขัดแย้งกับแนวทางที่ศาลปกครองสูงสุดได้เคยวางไว้ใน คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 178/2550 ที่คณาจารย์ทั้งห้าเห็นว่าสอดคล้องกับหลักนิติรัฐอีกด้วย จึงขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อคำสั่งของศาลปกครองกลางในคดีนี้ผ่าน แถลงการณ์ฉบับนี้

อนึ่ง ขอเรียนว่าการแสดงความเห็นต่อคำสั่งศาลปกครองกลางในเรื่องนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการโดยอาศัยเสรีภาพทางวิชาการที่ได้รับการ รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 50 และเป็นการวิจารณ์การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการทาง วิชาการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 65

รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร
อาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




 

Create Date : 04 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2551 17:12:43 น.
Counter : 414 Pageviews.  

ทำไม"ทักษิณ"ต้องไป

บทความโดย...ชะเอมเทศจากthaifreenews.com

ทำไม....".ทักษิณ"...ต้องไป

ตอนแรกว่าจะคุยเรื่องเขาพระวิหารตามกระแสการเมืองที่กำลังเสี้ยมให้แตกแยกกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทว่ามีการชี้แจงกันไปแล้วหลายที่หลายแห่งค่อนข้างจะชัดเจนเป็นที่เข้าใจ เว้นไว้แต่พวกตะแบงให้มีเรื่องก็คงไปทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้โง่ไปอย่างนั้น

ผมมีเรื่องที่ติดใจอยู่ลึกๆ และยังไม่ได้เขียนออกมาเพราะว่ายังไม่ได้ข้อมูลที่ชัดเจนเชื่อถือได้ ประเด็นที่ว่านั้นเป็นแรงผลักดันให้เขียนเรื่องยาว อัศวินผู้นิราศ (กำลังรีไรท์อย่างเข้มข้นครับ) ในตอนนั้น เรียกได้ว่าเป็นคำถามในใจมาประมาณหนึ่งปีได้แล้ว วันนี้จะลองหาคำตอบกันดู

ทำไมทักษิณต้องไป?

คำว่า "ไป" นั้นมีความหมายซับซ้อนกันมากมาย ไปที่ไหน? ไปเพราะเหตุใด? ไปนานแค่ไหน? และจะมีโอกาสกลับมาหรือไม่? เราจะว่ากันที่เรื่องหลักคือ ไปเพราะเหตุใด?

ทั้งๆที่ความจริงปมการเมืองในห้วงเวลานั้นเคร่งเครียดน้อยกว่า ณ ปัจจุบันเสียอีก เสถียรภาพของรัฐบาลก็มากกว่า แต่ทำไมทักษิณถึงต้องไป เป็นเรื่องที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง

การทบทวนอดีตนั้นจะทำให้อนาคตเราไม่ทำผิดซ้ำซากและมีความพร้อมในการป้องกันปัญหา ประเด็นนี้จึงน่าสนใจสำหรับการเมืองมุมเล็กๆอย่างผม

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า สิ่งที่ทักษิณทำไว้กับพรรคไทยรักไทยนั้นเป็นการปฏิวัติโฉมหน้าการเมืองไทยได้อย่างถึงแก่น เริ่มต้นที่ตัวพรรคไทยรักไทยเองที่นำเสนอหนทางการเอาชนะการเลือกตั้งได้ด้วยนโยบายเป็นหลัก ไปจนถึงการทำนโยบายออกมาให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้สำหรับฐานเสียงของพรรค

การนำเอาระบบบริหารจัดการแบบธุรกิจสมัยใหม่ เข้ามาใช้กับพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ล้ำหน้าการบริหารการเมืองแบบเก่าเป็นอย่างยิ่ง การจัดการการเลือกตั้งด้วยวิธีการแปลกใหม่นำมาซึ่งชัยชนะแบบพลิกฟ้าทลายดินของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งแรก แรงสะเทือนจากครั้งนั้นยังส่งผลต่อบางพรรคที่ปรับตัวไม่ทันจนต้องเป็นฝ่ายแพ้ซ้ำซากอยู่ในเวลานี้

เมื่อครั้งได้เป็นผู้บริหารประเทศแล้ว ทักษิณก็จัดการแปลงนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชนออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน ต่างจากรัฐบาลเก่าก่อนที่ทำงานเป็นปลัดประเทศ มีหน้าที่แค่ให้สัมภาษณ์เรื่องที่ช้าราชการประจำทำอยู่แล้ว ไม่มีการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาขนอย่างแท้จริง

ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะโยงไปหาสาเหตุว่าทำไมทักษิณต้องไป ในรูปแบบบริหารโดยรัฐบาลแบบเก่านั้น มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่ "เชื่อว่า" พวกตนเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคม ได้เข้ามามีบทบาทกับพรรคการเมืองรุ่นเก่าเป็นอย่างมาก เพื่อแลกกับอะไรก็ตามแต่ที่ฝ่ายการเมืองจะอวยให้ได้

เพราะอะไรนักวิชาการพวกนี้ต้องเข้ามา?

เพราะความอ่อนด้อยในการบริหารประเทศของฝ่ายการเมืองรุ่นเก่า เพราะความไม่มีผลงานเป็นรูปธรรมของฝ่ายการเมือง ทำให้ต้องใช้งานนักวิชาการเป็น "ตา" และ "ปาก" สร้างความจริงลวงให้สังคมส่วนที่บริโภคข่าวสารด้วยความเชื่อได้รับรู้ แกล้งทำเป็นว่ารัฐบาลมีผลงานยืนยันด้วยเกียรติแห่งนักวิชาการจำพวกนั้น เอาตัวรอดไปวันๆ คอรัปชั่นภาษีและความไว้วางใจของประชาชนไปวันๆ เป็นการเมืองแบบที่เน้นเกมการต่อรองทางการเมืองมากกว่าการทำงานนโยบาย

เมื่อทักษิณเข้ามาบริหารด้วยประสบการการทำงาน การแก้ปัญหา และการวางรูปนโยบายที่ทำได้จริง รัฐบาลจึงมีผลงานให้ประชาชนได้รับรู้ ได้รับผลจากนโยบายนั้นๆ ไม่ว่าจะได้รับผลดีหรือผลร้าย ที่แน่นอนที่สุดคือ ทุกคนรับรู้ถึงการทำตามนโยบายของรัฐบาล

ทักษิณและรัฐบาลของเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบทบาทลวงโลกของนักวิชาการกลุ่มที่เคยมีอิทธิพลอีกต่อไป ช่วงแรกของการทำงานเป็นรัฐบาลนั้น เราได้เห็นแรงต้านมหาศาลจากนักวิชาการที่ไม่เคยลงมือทำอะไรจริงๆนอกจากการวิพากษ์ให้ตนเองดูมีค่าเพราะยังหลงติดกับวิธีการเก่าๆอยู่

ต่อมาเมื่อเห็นว่ารัฐบาลทักษิณไม่ง้อและไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับผู้ลงมือปฏิบัติจริง นักวิชาการพวกนี้ก็หายตัวไปแอบอยู่เบื้องหลังกลุ่มที่ต้องการทวงอำนาจบริหารคืน กลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่รอปัจจัยอื่นมาหนุนเพื่อล้มทักษิณ

ส่วนต่อมาอีกคือ กลุ่มทุนบางจำพวกที่แอบอิงอยู่กับอำนาจรัฐ โดยส่งน้ำเลี้ยงให้กับพรรคการเมืองรุ่นเก่าแลกกับผลประโยชน์เมื่อพรรคนั้นได้เข้าไปบริหารงบประมาณ กลุ่มทุนเหล่านี้อาจจะเรียกตนเองว่าเป็นอำนาจเงินหนุนหลังการเมืองก็ว่าได้ เมื่อไทยรักไทยนั้นเป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทุนจากใครอื่นในการดำเนินงานทางการเมือง การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับกลุ่มทุนจึงไม่เกิดขึ้น

แต่ความกระหายกำไรจากการได้อำนาจรัฐยังมีอยู่ กลุ่มทุนเก่าดังกล่าวก็ไหลไปรวมกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างเปิดเผย ประสานเสียงกับนักวิชาการที่ออกมาทำหน้าที่ทนายหน้าหอในการล้มทักษิณให้ราบคาบต่อไป

ตรงนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับอีกสองจำพวกที่เป็นสาเหตุให้ทักษิณต้อง "ไป"

พวกหนึ่งคือสื่อสารมวลชน แต่ว่าไม่ใช่สื่อสารมวลชนที่นั่งเฝ้ารังนกกระจอกที่ทำเนียบ ไม่ใช่สื่อที่ตากแดดหัวแดงทำข่าวภาคสนาม ทว่าเป็นสื่อระดับเจ้าพ่อ ถ้าเรียกเป็นภาษาก๊อดฟาเธอร์ก็ต้องเรียกว่า คาลิเบอร์ .90 ใหญ่โตคับประเทศ

เจ้าพ่อสื่อจำพวกนี้วิ่งเต้นหาข่าวกันในระดับนั่งใต้โต๊ะเจรจา หรือว่าเป็นตัวแทนในการล๊อบบี้ประเด็นทางการเมืองหรือธุรกิจเสียเองก็มีมากหลาย การได้เข้าไปนั่งรอเศษเนื้อข้างเขียงของนักการเมืองหรือนักธุรกิจโดยเอาความเป็น "หมา" ของตนเองไปแลก

ที่อ้างว่าเป็น "หมา" เฝ้าบ้านนั้นได้ขายความเป็นหมาของตนเองให้กับใครก็ตามที่ให้เนื้อกิน เพื่อที่จะขายคนที่ให้เนื้อนั้นอีกทอดหนึ่งหากทำอะไรไม่ถูกใจเจ้าพ่อเหล่านั้น กรุณาอย่าถามหาจรรยาบรรณวิชาชีพ เพราะลืมทิ้งไว้ตอนเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย กรุณาอย่าถามหาสมาคมวิชาชีพ เพราะผมไม่เคยเห็นแมลงวันมันตอมกันเอง

แน่นอนว่าสื่อเหล่านี้ก็ทำแบบเดียวกันกับทักษิณ เพียงแต่ว่าการตอบสนองนั้นไม่เหมือนเดิม การช่วยเหลือกันในระดับที่ถูกต้องมีกฎหมายรองรับนั้นทำได้และมีตัวอย่างให้เห็น แต่การร้องเรียกเอาผลประโยชน์แบบเกินกฎหมายและเกินความสามารถของสื่อเลวเป็นเรื่องที่ทักษิณไม่ได้ตอบสนอง

การเปลี่ยนเสียงเปลี่ยนข้างจึงเกิดขึ้นในหมู่สื่อสารมวลชนที่ปากคาบคัมภีร์ ใช้ความถนัดในการสร้างเรื่องเท็จหลอกลวงในการป้ายสีให้ทักษิณกลายเป็นคนเลว ตอกย้ำให้คนเชื่ออย่างฝังหัวในข้อมูลที่บิดเบือน

สื่อมาเฟียเหล่านี้จับตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ทำงานร่วมกับนักวิชาการภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มทุนเก่าให้เงินมาเคลื่อนไหวแบบไม่จำกัดวิธีการ ขออย่างเดียวว่า ทักษิณต้องไป

สามกลุ่มดังนี้เข้าไปเกาะอยู่กับความเชื่อของ "ชนชั้นกลาง" หรือคนที่พยายามหลอกตัวเองว่าเป็น ด้วยความลวงเรื่องข้อมูลข่าวสาร เพราะคนเหล่านี้พยายามตะเกียกตะกายยกตัวเองให้สูงกว่า "ชนชั้นล่าง" ด้วยวัตถุมามากแล้ว จึงโดนหลอกด้วยคำว่า ข้อมูลข่าวสาร ที่จำเพาะสำหรับชนชั้นกลางเท่านั้น ใครไม่รู้ข้อมูลที่สื่อเลวป้อนให้เหล่านี้จะกลายเป็นคนโง่อันเป็นตำแหน่งที่ชนชั้นตะเกียกตะกายไม่ปรารถนาอย่างที่สุด

แทบทุกน้ำหน้าจึงน้อมรับเอาความลวงป้ายสีทักษิณไว้ใส่หัวและพร้อมจะพ่นออกจากปากเพื่อแสดงความ "เหนือชั้น" ทุกเวลา

จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มให้ทักษิณต้องไป คืออะไรบางอย่างที่เรียกกันว่า "ชนชั้นสูง" หรือ "ผู้สูงศักดิ์" อาจจะกล่าวง่ายๆว่าพวกอภิสิทธิ์ชนก็ได้

จริงๆแล้วการบริหารบ้านเมืองของทักษิณไม่น่าจะไปทำให้คนเหล่านี้ไม่พอใจ แต่ทว่าผลทางอ้อมของการปลดปล่อยประชาชนด้วยนโยบายต่างๆนั้น มันก่อให้เกิดความกระทบกระเทือนกับอภิสิทธิ์ที่คนเหล่านั้นเป็นผู้ทรงอยู่

เมื่อความเหนือชั้นจากคนทั่วไปถูกท้าทายด้วยการทำงานจริง เมื่อผลประโยชน์ที่เคยใช้สายเลือดของตัวเองเป็นตั๋วแลกถูกทำให้ลดลงเท่ากับประชาชนธรรมดา เมื่อป้อมค่ายสุดท้ายในการปกครองสังคมถูกแรงสะเทือน ย่อมต้องมีตกใจหวั่นไหวเป็นธรรมดา เพราะอภิสิทธิ์ชนเหล่านั้นยังเป็นปุถุชนหาใช่พระอรหันต์แต่อย่างใด

บทบาทของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนชั้นสูง กลุ่มต่อต้านวางไว้ตรงตำแหน่งที่กระทบใจชนชั้นกลางอย่างที่สุด ด้วยเหตุผลสองข้อคือ คนชั้นกลางบางส่วนนั้นติดอยู่กับความเป็นทาสที่ไม่ยอมเป็นไท เพราะความรู้สึกเคว้งคว้างที่แอบอยู่ในใจลึกๆและความต้องการในการมีนายไว้คุ้มหัว ตรงนี้ทำให้ความเกลียดชังของชนชั้นกลางที่มีต่อทักษิณมากเข้าไปอีก ข้อหาทำให้เหล่านายของตนต้องเสียขวัญ อีกข้อหนึ่งคือ ชนชั้นกลางอีกส่วนหนึ่งมองอภิสิทธิ์ชนเป็นตัวแบบที่ต้องก้าวเข้าไปหา เข้าไปใกล้ชิดสร้างความสัมพันธ์ เพราะต้องการเป็นแบบเขาบ้างสักกระผีกก็ยังดี คนชั้นกลางกลุ่มนี้จึงแปลงตัวเองให้คิดและทำอย่างอภิสิทธิ์ชนและพร้อมจะยืนประนามทักษิณตามอย่างโดยไม่ต้องคิดอะไร

กลุ่มเหล่านี้รวมตัวกันเข้า ทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อโค่นล้มทักษิณให้ได้ การทำลายอะไรสักอย่างนั้นมันง่ายกว่าการสร้าง สิ่งนี้เป็นความเชื่อของคนทั้งหมดในกระบวนการนี้

แต่เมื่อทักษิณไปแล้ว การณ์กลับไม่เป็นดั่งที่คิด เพราะสิ่งที่ทักษิณทำไว้ให้สังคมไทยอันหมายถึงคนทั้งประเทศไม่ใช่คนกรุงและเสนาอำมาตย์นั้นมันใหญ่โตเกินกว่าที่คนเหล่านี้จะหยั่งคาด เขาล้มทักษิณให้ระหกระเหินก็เหมือนการระเบิดเอาส่วนปลายของภูเขาน้ำแข็งออกไปเท่านั้น

ภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาที่อยู่ข้างใต้ยังคงอยู่ต่อไปและมีส่วนปลายใหม่ลอยขึ้นมาทดแทนเสมอ สิ่งที่กระบวนการเหล่านั้นไม่รู้และพยายามไม่รับรู้ก็คือ "การปฏิวัติสังคมไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีที่ไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแล้ว" ความคิดความเห็นของคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นผู้ค้ำจุนประเทศนี้อย่างแท้จริงเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างถาวร

ทักษิณเข้ามาทำให้ประชาชนได้เห็นว่า คนธรรมดาจากบ้านนอกนี่แหละ ที่ช่วยเหลือเจือจานเขาได้อย่างแท้จริง คนธรรมดาๆทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง และคนธรรมดานี้เองที่ปลดปล่อยเขาจากการถูกครอบงำให้เป็นไททางความคิด

รากหญ้าไม่ต้องรอความช่วยเหลือเหมือนข้าวคอยฝนอีกต่อไป ทักษิณเข้ามาทำให้เห็นว่า คนที่พวกเขาไว้ใจเลือกเข้าสภานั้นกลับมาตอบแทนในรูปของความช่วยเหลือให้พ้นจากปัญหาได้จริง ตรงนี้แหละไปกระทบกับสิ่งที่ครอบงำความคิดพวกเขาอย่างจัง สิ่งที่สะเทือนคือครอบนั้นหาใช่คนที่ถูกครอบไม่

ความต้องการรักษาการครอบงำได้ทำให้ต้องหาเป้าหมายในการเซ่นสังเวยให้รากหญ้าดู ว่าคนที่ท้าทายนั้นผลจะเป็นอย่างไร

นั่นคือผลไปเกิดกับทักษิณ เขาต้องไปในที่สุด

แต่ผลงานและการปฏิวัติสังคมไทยที่ทักษิณเริ่มไว้ยังคงอยู่ การท้าทายจะมีอยู่ต่อไปเพื่อพิสูจน์ว่า

"การเปลียนแปลงไปสู่สิ่งดีกว่าต้องเกิดขึ้น"

ถามว่าทักษิณสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ? คำตอบคือไม่ได้สำคัญอะไรมากมายครับก็แค่...แสงไฟในความมืด เท่านั้นเองครับ

ปล.ทำไมทหารจึงไม่ถูกพูดถึงในบทความนี้? เพราะไม่ได้สำคัญอะไรกับการเปลี่ยนแปลงครับ ชาวนาอยากจะไถที่นาเขาก็ใช้อุปกรณ์ฉันใดก็ฉันนั้นสำหรับทหาร




 

Create Date : 25 มิถุนายน 2551    
Last Update : 25 มิถุนายน 2551 2:36:57 น.
Counter : 273 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.