ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

พันธมิตรเป็นกลุ่มก่อการร้ายหรือยัง?!

ก.การก่อการร้ายสากล
-ความหมายของคำว่าการก่อการร้ายสากล


ในการประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๑๕ คณะกรรมการร่างกฎหมายองค์การสหประชาชาติกำหนดว่า “การก่อการร้ายสากล” เป็นการกระทำที่

๑) มุ่งกระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ผู้นำของรัฐ หรือนักการทูต

๒) เป็นสลัดอากาศกระทำต่อเครื่องบินโดยสารพลเรือน

๓) ส่งผู้ก่อการร้ายไปปฏิบัติการนอกประเทศ

๔) ใช้ชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือของการก่อการร้าย

รัฐบาลไทยกำหนดนิยามคำว่าการก่อการร้ายสากลไว้ในนโยบายการแก้ปัญหาการก่อการร้ายสากลว่า เป็นการปฏิบัติการคุกคาม หรือใช้ความรุนแรงของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มุ่งหวังผลตามเงื่อนไขข้อเรียกร้องทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติการล่วงล้ำเขตแดนหรือเกี่ยวพันกับชาติอื่น การกระทำนั้นอาจเป็นไปโดยเอกเทศปราศจากการสนับสนุนจากรัฐใด หรือมีรัฐใดรัฐหนึ่งสนับสนุนรู้เห็นก็ได้ เมื่อเกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของชาติ พันธกรณีระหว่างประเทศ นโยบายของชาติด้านการเมือง การป้องกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของชาติ

ข.ลักษณะพิเศษของการก่อการร้ายสากล

๑) ผู้ก่อการร้ายอาจไม่เคยมีความบาดหมางและไม่เคยมีความสัมพันธ์มาก่อนกับฝ่ายปราบปรามหรือรัฐที่ทำการปราบปราม แต่ต้องการให้รัฐนั้นปฏิบัติตามหรือจัดให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตนต้องการ เงื่อนไข ดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐนั้นหรือความสัมพันธ์กับรัฐอื่น หรือทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของชาติเสียหาย

๒) การก่อการร้ายจะทำให้เกิดการตื่นตระหนกจนควบคุมสถานการณ์ได้ยาก อาจมีการใช้เด็กและผู้หญิงเป็นตัวประกัน ถ้าไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องอาจเกิดอันตรายแก่ตัวประกัน แต่ถ้ายอมทำตามข้อเรียกร้องอาจขัดต่อนโยบายของชาติ และกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้กำลังเข้าปราบปรามอาจเกิดความผิดพลาด ทำให้เสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ สื่อมวลชนจะประโคมข่าวโจมตีปฏิบัติการปราบปราม จนอาจทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปราบปรามต้องโทษถูกจำคุก

๓) ผู้ก่อการร้ายจะกระทำต่อเป้าหมายด้วยวิธีการที่ตนต้องการโดยไม่คำนึงว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นชนชาติใด และทรัพย์สินเป็นของชาติใด เช่น การปล้นยึดอากาศยานจะมีหลายชาติเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือ ผู้โดยสาร เครื่องบิน สนามบินที่แวะเติมเชื้อเพลิง สนามบินที่จี้ไปลง ฯลฯ ประชาชนผู้บริสุทธิ์มีความผิดเพียงสถานเดียวคืออยู่ผิดสถานที่และเวลา

๔) การแก้ไขสถานการณ์การก่อการร้ายสากลมีกฎหมายเข้าเกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่กฎหมายภายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ ความตกลงทวิภาคี ไปจนถึงความตกลงพหุภาคี การแก้ไขวิกฤตการณ์จึงต้องให้หัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจสั่งการ

๕) ในวิกฤตการณ์การก่อการร้ายสากลจะมีสื่อมวลชนจำนวนมากและทุกแขนงมาชุมนุมกันทำข่าว และจะหาวิธีเข้าไปใกล้เหตุการณ์ให้มากที่สุด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปราบปราม และในทางตรงกันข้ามจะเกื้อกูลต่อฝ่ายผู้ก่อการร้าย โดยผู้ก่อการร้ายสามารถสดับตรับฟังความเคลื่อนไหวและเห็นภาพการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งผู้ก่อการร้ายย่อมปรารถนาจะให้สื่อมวลชนกระจายข่าวการ กระทำ ข้อเรียกร้องและอุดมการณ์ของกลุ่มไปสู่ชาวโลก

๖) การแก้ไขวิกฤตการณ์การก่อการร้ายสากลต้องการความมีเอกภาพในการตัดสินใจและสั่งการเป็นที่สุด ผู้รับผิดชอบแก้ไขการณ์จะต้องมีเสรีในการตัดสินใจโดยไม่ถูกแทรกแซงจากผู้อื่น หรือหน่วยงานอื่น มิฉะนั้นจะเกิดการลังเลใจ การเสียเวลา และการพลาดจังหวะจัดการขั้นเด็ดขาดเมื่อโอกาสมาถึง


ค. วัตถุประสงค์การก่อการร้าย

ค.๑ วัตถุประสงค์ในระยะสั้น (Immediate goals)

ค.๑.๑ สร้างการยอมรับของการกระทำในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือนานาชาติ

ค.๑.๒ สร้างสถานการณ์ให้รัฐบาลตอบโต้ กระทำรุนแรงเกินเหตุ และกำหนดข้อจำกัดต่าง ๆ

ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่พอใจของสาธารณชน

ค.๑.๓ รบกวน ทำให้อ่อนกำลังหรือสร้างความอับอายให้รัฐบาล กำลังทหารหรือหน่วยรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ

ค.๑.๔ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลขาดความสามารถในการปกป้องพลเมือง นักการทูตหรือชาวต่างชาติ

ค.๑.๕ รวบรวมเงินทุนและยุทโธปกรณ์

ค.๑.๖ ขัดขวางและทำลายระบบสื่อสารคมนาคม

ค.๑.๗ แสดงพลังและภัยคุกคามที่น่ากลัว

ค.๑.๘ ขัดขวาง หรือก่อให้เสียเวลาในการตัดสินใจในระดับรัฐบาล ระดับชาติ

ค.๑.๙ ก่อให้เกิดการนัดหยุดงาน หรือทำงานให้ช้าลง

ค.๑.๑๐ ทำให้การลงทุนหรือการช่วยเหลือจากต่างชาติหยุดชงัก

ค.๑.๑๑ สร้างอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง

ค.๑.๑๒ ปลดปล่อยนักโทษ

ค.๑.๑๓ สนองแรงจูงใจในการแก้แค้น


ค.๒ วัตถุประสงค์ระยะยาว (Long-range goals)

ค.๒.๑ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในระดับรัฐบาล เช่นการปฏิวัติ สงครามกลางเมืองหรือสงครามระหว่างชาติ

ค.๒.๒ ให้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระหว่างชาติ ในการตัดสินใจนโยบายสำคัญ ๆ และประชามติ

ค.๒.๓ ให้ได้รับการยอมรับในทางการเมือง ในฐานะผู้แทนที่ชอบธรรมของกลุ่มชนของชาติหรือกลุ่มการเมือง


ง.ขั้นตอนของการก่อการร้ายสากล

การก่อการร้ายสากลส่วนใหญ่ มักจะเป็นการกระทำ เพื่อบีบบังคับรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งให้ปฏิบัติตามความต้องการของตน โดย พฤติการณ์ ต่างๆ เช่น การจี้เครื่องบิน, การก่อวินาศกรรม, การลอบสังหาร และการลักพาตัว เป็นต้น แต่สิ่งที่ผู้ก่อการร้ายจะต้องกำหนดไว้ในขั้นต้น คือ เป้าหมายของการก่อการร้ายซึ่งจะเป็นเครื่องบังคับหรือต่อรองให้ได้ผลมากที่ สุด

จ.เป้าหมายในการก่อการร้าย อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. เป้าหมายที่ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบรุนแรง อาทิ สถานที่ราชการ, บุคคลที่สำคัญของรัฐ และบุคคลสำคัญต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศหรือเดินทางผ่าน

2.เป้าหมายที่ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบเล็กน้อยแต่มีผลทำให้มวลชนเสื่อม ศรัทธาต่อรัฐที่ไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้ อาทิ สถานีตำรวจ, กิจการขนส่งมวลชน, คลังสินค้า เป็นต้น


ฉ. เป้าหมายผู้ก่อการร้าย

๑. เป้าหมายทางทหาร ได้แก่ ทหาร, ที่ตั้งทางทหาร, อาวุธ, กระสุน/วัตถุระเบิด, ศูนย์เครือข่ายคอมพิวเตอร์, สถานที่พักผ่อน รถโรงเรียน เป็นต้น

๒. เป้าหมายทางพลเรือน ได้แก่ ระบบพลังงานและวิศวกรรม (เขื่อน, โรงไฟฟ้า, บ่อขุดเจาะน้ำมัน, ท่อส่งน้ำมัน/ก๊าซ, โรงน้ำมัน ฯลฯ) ระบบคมนาคม (เส้นทางรถไฟ, ท่ารถ, ท่าเรือ, สนามบิน ฯลฯ) ระบบการติดต่อสื่อสาร (เครื่องมือ/อุปกรณ์การติดต่อสื่อสาร, ศูนย์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) และบุคคลสำคัญ (จนท.รัฐ/สถานทูต, ตำรวจ, จนท.ติดต่อประสานงาน ฯลฯ)


ช. เครื่องมือต่อต้านลัทธิการก่อการร้าย

การ โจมตีทางทหารนับเป็นมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ สุด และเป็นวิธีที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเอาชนะผู้ก่อการร้ายมากที่สุด

ที่มา ศูนย์ศึกษาการก่อการร้าย (Terrorism Studies Center)




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2551 11:17:02 น.
Counter : 344 Pageviews.  

รัฐบาลนายกฯสมชาย ควรเร่งดำเนินการขอตัวนายกฯทักษิณจากอังกฤษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน โดยเร็ว และจริงจัง

บทความโดย ลูกชาวนาไทย


เรื่อง นี้ฝ่ายค้าน กลุ่มพันธมิตร และพวกที่เกลียดทักษิณต่างกระดี้กระด้า บีบให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ๋สวัสดิ์ ให้ดำเนินการขอตัวนายกฯทักษิณ จากประเทศอังกฤษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน มารับโทษในประเทศไทยให้ได้


กรณี เรื่อง “ผู้ร้ายข้ามแดน” ที่ประเทศไทยมีสนธิสัญญาเรื่อง การส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศอังกฤษอยู่นั้น ผมทราบอยู่ว่า กฎหมายเกี่ยวกับผู้ร้ายข้ามแดนของอังกฤษนั้น ไม่ใช่การขอตัวระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลอังกฤษ แต่ เป็นกระบวนการที่ จะต้องมีการไปฟ้องที่ศาลชั้นต้นของอังกฤษ ณ ศาลพื้นที่ ที่ผู้ต้องหาพำนักอยู่ รัฐบาลไทย โดยสำนักงานอัยการสูงสุด จะต้องยื่นฟ้อง นายกฯทักษิณ ต่อศาลอังกฤษ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาคดี เสมือนคดีนั้นเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ และจะต้องมีกฎหมายอังกฤษบัญญัติไว้ด้วยว่าการกระทำนั้นมีความผิดตามกฎหมาย ของอังกฤษ และจะต้องต่อสู้กันถึง 3 ศาล จนกว่าศาลสูงอังกฤษจะพิพากษาว่า "นายกฯทักษิณผิดจริง จึงจะมีการส่งตัวมารับโทษในประเทศไทย

ดังนั้น การทำอย่างนี้ ก็จะเป็นการประจานกระบวนการยุติธรรมของไทย และศาลไทยอย่างเต็มที่ว่า "ได้มาตรฐานสากลหรือไม่” เป็นการนำเอาคดีเหล่านี้ ขึ้นสู่ระบบศาลที่เป็นมาตรฐานสากล นี่จึงเป็น "การประจานศาลไทย" ให้ชาวโลกได้เห็นว่า มีความล้าหลัง ไร้มาตรฐาน และป่าเถื่อนขนาดไหน และเป็นการย้อนรอยกระบวนการศาลไทย ที่มีระบบตั้งธงนำ อยากเจ็บแสบที่สุด


เรื่อง นี้ จะเป็นผลดีต่อนายกฯทักษิณมากกว่าเป็นผลเสีย เพราะเป็นการต่อสู้กันในประเทศเป็นกลาง มีความเป็นประชาธิปไตย และมีอารยะธรรมสูงอย่างขาวสะอาด และเป็นบรรทัดฐานต่อไป ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คือการตบหน้ากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยภายใต้ อำนาจมืดนั่นเอง

รวมทั้งเป็นการตบหน้า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญให้ได้อับอายขายหน้าไปทั่วโลก และผมเชื่อว่าทั่วโลกเขาก็ทราบอยู่ว่าเป็นใคร

การจะช่วยท่านนายกฯทักษิณมีแต่วิธีนี้เท่านั้นครับ และเป็นการช่วยอย่างขาวสะอาดที่สุด

เป็นการย้อนรอย ประจานศาลไทยอย่างเจ็บแสบที่สุดครับ ศาลที่ไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม มีสองมาตรฐานจะต้องได้รับการประนาม จากนานาอารยะประเทศให้สาสมครับ

ระบบการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของอังกฤษ ไม่เหมือนกับของไทย

กฎหมายไทยนั้น เมื่อมีการประสานขอความร่วมมือมาจากต่างประเทศ รัฐบาลไทยโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ตำรวจ) ก็จะจับกุมผู้ต้องหา และส่งไปให้รัฐบาลประเทศที่มีสัญญาเรื่องนี้กับประเทศไทย ซึ่งกระบวนการไม่ได้ผ่านระบบศาลแต่อย่างใด

ดังนั้นคนไทย บางกลุ่มที่เกลียดนายกฯทักษิณ เข้าใจว่า รัฐบาลอังกฤษจะดำเนินการให้ โดยจับนายกฯทักษิณ ส่งให้รัฐบาลไทย แบบเดียวกับกฎหมายไทย

ซึ่งเป็นการเข้าใจเอาแต่ข้างเดียว และก็คิดว่าจะไปอ้างเอากับรัฐบาลอังกฤษได้ว่า คดีที่ท่านนายกฯทักษิณโดนนั้น ไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นคดีทุจริต คดีอาญาเป็นต้น นี่ผมได้ยินคนที่สนับสนุนพันธมิตร ในที่ทำงานผมพูดกันอย่างนี้ โดยที่คนพวกนี้มีแต่ความเชื่อ แต่ไม่เคยศึกษาระบบกฎหมายของประเทศที่เจริญแล้วเลย

ที่จริงหากเป็นอาชญากรจริงๆ มีหลักฐานเอาผิดครบถ้วน ไม่ว่าจะพิจารณาในศาลไหน จำเลยก็ต้องผิดอยู่วันยังค่ำ แต่ลักษณะการกระทำความผิด จำต้องมีอยู่ในกฎหมายของประเทศนั้นด้วย เช่น ฆ่าคนตาย หรือการค้ายาเสพติด การคอรัปชั่น (ไม่ใช่คอรัปชั่นทางนโยบายบ้าบอของวาทกรรมพรรคประชาธิปัตย์) การกระทำอย่างนี้ กฎหมายประเทศไหนก็มีบัญญัติไว้ให้เป็นความผิด และหากมีหลักฐานครบถ้วน การขึ้นศาลที่ได้มาตรฐาน ถึงอย่างไรก็ผิด



แต่ หากเป็นการกลั่นแกล้งกันด้วยอำนาจการเมือง อำนาจมืด อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แบบนี้เอาไปขึ้นศาลในประเทศที่เจริญแล้ว มีหลักนิติธรรมที่เข็มแข็ง ไม่ถูกแทรกแซง โดยผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ จำเลยก็จะได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่

คนไม่ผิด ไปขึ้นศาลที่เป็นสากล ได้มาตรฐาน ยึดหลักนิติธรรม ถึงอย่างไรก็ไม่ผิดหรอกครับ

การ ดำเนินการในเรื่องนี้นั้น คงต้องดำเนินการโดยสำนักอัยการสูงสุด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะต้องเป็นผู้ติดต่อประสานงานให้ คงจะต้องมีการส่งทนายไปฟ้องที่ศาลชั้นต้นของอังกฤษ และมีการต่อสู้คดีกันตามกฎหมายของอังกฤษ

อัยการของไทย ก็จะทำหน้าที่เป็นโจทก์ รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้เต็มที่ สู้คดีในศาลอังกฤษ และคงต้องมีการจ้างทนายความของอังกฤษด้วย เพราะรู้หลักกฎมายอังกฤษดี

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างซี้ซั้วหรือมักง่าย เพราะประเทศพัฒนาแล้ว เขาคงไม่ยินยอมให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยไม่มีหลักนิติธรรมแต่อย่างใด

แต่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการช่วยนายกฯทักษิณ ในทางอ้อมครับ และเป็นการฟอกตัวท่านนายกฯทักษิณ อย่างขาวสะอาดที่สุดด้วย และฝ่ายตรงข้ามก็โจมตีรัฐบาลไม่ได้ว่าปกป้องท่านนายกฯทักษิณ

จากเว็ปไทยฟรีนิวส์




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2551 2:10:53 น.
Counter : 294 Pageviews.  

สังคมไทยกับวาทกรรมที่น่าเบื่อ

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

บทนำ
ในรอบ 3-4 ปีมานี้ นักวิชาการและพันธมิตรฯ มักจะนำเสนอ “วาทกรรม” หรือ “ถ้อยคำ”แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ฟังผิวเผินแล้วดูดี ขลัง น่าสนใจ ชวนติดตาม ฯลฯ ต่อสังคมไทย ตัวอย่างของวาทกรรมหรือถ้อยคำเหล่านี้ ได้แก่ “ตุลาการภิวัตน์” “อารยะขัดขืน” “ขาดความชอบธรรม” “การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” “ห้ามใช้ความรุนแรง” “การเมืองภาคประชาชน” และล่าสุด “การเมืองใหม่” การเสนอวาทกรรมหรือถ้อยคำที่ฟังดูดีนั้นถูกนำเสนอและผลิตซ้ำไปมาบ่อยๆ

ซึ่งหากพิจารณาตั้งคำถามลงไปในรายละเอียดจริงๆ แล้ว ผู้พูดก็ไม่แน่ใจหรือไม่ทราบว่าความหมายที่แท้จริงของคำดังกล่าวคืออะไร แต่ดูเหมือนหลายครั้ง ผู้พูดพูดเพราะกระแส หรือดูเท่ และเมื่อมีการผลิตซ้ำกันบ่อย ๆ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “กรอกหู” ทุกวี่ทุกวันเเล้ว ก็ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งนำไปอ้างต่อๆ กันไปแบบเฮโลสาละพาจนกลายเป็นกระแสขึ้นมา สังคมไทยเป็นสังคมโหนกระแสอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่มักจะมีการนำไปอ้างอย่างพร่ำเพรื่อ แม้ว่าคนอ้างจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำนั้นก็ตาม

การที่ผมได้ยินถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นทุกวี่ทุกวันตามสื่อต่างๆ จนผมรู้สึกว่า วาทกรรมหรือถ้อยคำประเภท “ตุลาการภิวัตน์” “อารยะขัดขืน” “การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” “การเมืองภาคประชาชน” และ “การเมืองใหม่” นั้น มิได้เป็นอะไรมากกว่า “ถ้อยคำที่พูดติดปากจนน่าเบื่อ” (clich?) ไปอย่างนั้นเอง เเต่ผลร้ายที่ตามมาซึ่งผู้พูดจะตระหนักหรือไม่ก็สุดแท้ คือวาทกรรมหรือถ้อยคำเหล่านี้ ได้มีส่วนทำลายความสงบเรียบร้อยและบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งกระบวน การยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม

ผมขอยกตัวอย่างการใช้วาทกรรมที่น่าเบื่อเหล่านี้ ดังนี้
1. การห้ามใช้ความรุนเเรง (Non-violence)
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดและเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้คือ การใช้วาทกรรมเรื่อง ห้ามใช้ความรุนแรง (Non violence) ในการสลายการชุมนุม โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์การสลายผู้ชุมนุม บรรดาองค์กรทั้งหลายต่างพากันประณามและการใช้วาทกรรมห้ามใช้ความรุนแรงอย่าง ถี่ยิบ โดยที่ผู้ประณามเองมองข้ามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีส่วนในการทำให้เกิดความรุนแรงดังกล่าวด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลุกระดม การยั่วยุ การพาผู้ชุมนุมไปยึดทำเนียบ และไปปิดล้อมรัฐสภาอีก ไม่มีประเทศใดในโลกที่ยอมให้ผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่สำคัญของราชการอย่าง ทำเนียบรัฐบาล หรือรัฐสภา กฎหมายการชุมนุมของหลายประเทศกำหนดว่า ผู้ชุมนุมต้องชุมนุมห่างจากสถานที่ราชการเป็นระยะห่างไม่น้อยกว่า 150 เมตร หรือ 300 เมตรบ้าง หรือกฎหมายการชุมนุมของเนเธอร์แลนด์บัญญัติว่า หากมีการชุมนุมในลักษณะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลโลก ก็ดี เจ้าหน้าที่ของสถานทูตและกงสุลก็ดี เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสลายการชุมนุมได้ทันที เป็นต้น ที่ผ่านมา รัฐบาลได้อะลุ่มอล่วยแก่กลุ่มพันธมิตรฯ มากแล้ว ถึงกับยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลานานร่วม 4 เดือน เเต่คราวนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภาอีก

การที่กลุ่มองค์กรต่างๆ มากมายได้ประณามการใช้แก๊สน้ำตา เพื่อสลายผู้ชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มีข้อสงสัยว่า ทำไมไม่มีใครประณามผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง โดยการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำไมไม่มีใครตั้งคำถามหรือสงสัยว่า ทำไมผู้ชุมนุมต้องไปชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อขัดขวางมิให้คณะรัฐมนตรีแถลง นโยบายต่อสภาได้ทั้งๆ ที่ การแถลงนโยบายเป็นภารกิจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประเด็นมีว่า มาตรการการใช้แก๊สน้ำตานั้น เป็นมาตรการที่สมควรแก่เหตุหรือไม่ การพิจารณาว่ามาตรการใดสมควรแก่เหตุหรือไม่นั้น ให้พิจารณาว่ามีมาตรการอื่นๆ ที่ยังเปิดช่องให้ทำได้หรือไม่ โดยมาตรการเช่นว่านั้น หากใช้แล้วก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งในที่นี้คือการเปิดทางเข้าสู่รัฐสภา

แต่หากพบว่าไม่มีมาตรการอื่นใดที่ยังหลงเหลืออยู่พอที่จะให้บรรลุเป้าหมาย การใช้มาตรการดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเกินสมควรแก่เหตุ หมายความว่า หากเจ้าหน้าที่พูดจาหว่านล้อมให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงยอมให้เปิดทางเข้าสู่ สภาแล้ว แต่มาตรการเจรจาไม่ได้ผล อีกทั้งไม่มีมาตรการอื่นใดที่เปิดช่องให้ทำได้ ยกเว้นการใช้แก๊สน้ำตา มิฉะนั้น เป้าหมายคือการเปิดทางเข้าสู่สภาไม่อาจทำได้ การใช้แก๊สน้ำตาถือว่าเป็นมาตรการที่สมควรแก่เหตุ ในประเทศฝรั่งเศส ตำรวจสามารถเลือกใช้มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการชุมนุม

โดยขึ้นอยู่กับระดับของความรุนแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจใช้ไม้กระบอง (Batons) การฉีดน้ำที่เรียกว่า water cannon และแก๊สน้ำตา (Tear gas) ส่วนกระสุนยาง (Rubber bullets) นั้น เป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นอันตรายหากมีการยิงด้วยระยะใกล้1

คำถามมีว่า ทำไมผู้ประณามการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมนี้ ไม่เคยเห็นตำรวจใช้แก๊สน้ำตา หรือบางครั้งใช้กระบอง หรือกระสุนยาง หรือน้ำฉีดในต่างประเทศอีกหลายประเทศดอกหรืออย่างที่ตำรวจต่างประเทศสลายการ ชุมนุมหรือประท้วงของพวกฮูลิแกน ในประเทศอังกฤษ และอิตาลี หรือการสลายผู้ชุมนุมของพวกต่อต้านโลกาภิวัตน์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น หรือผู้ประณามกำลังจะบอกว่า ต่างประเทศมีมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่ำกว่าประเทศสารขัน หรือมาตรการในการสลายผู้ชุมนุมของต่างประเทศไม่ได้มาตรฐานสากลกระนั้นหรือ หรือไม่ว่าผู้ชุมนุมจะประท้วงชุมนุมอย่างไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ยาวนานเท่าไหร่ก็ได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยไม่สามารถสลายผู้ชุมนุมได้เลยกระนั้นหรือ

ประเด็นหนึ่งที่ผู้ประณามหยิบมาเป็นประเด็นโจมตีการทำหน้าที่ของตำรวจ และใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลก็คือ การสลายผู้ชุมนุมครั้งนี้ยังผลให้มีคนตายสองคน บาดเจ็บอีกกว่าหลายร้อยคน แต่ภาพและข่าวที่ปรากฏรวมทั้งคำชี้แจงของ รอง.บช.น พบว่า การยิงแก๊สหรือขว้างแก๊สน้ำตานั้น ไม่มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำให้อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายฉีกขาด การฉีกขาดของขาผู้ชุมนุมน่าจะเกิดจากการนำระเบิดปิงปองติดตัวไปเอง หรือกรณีคาร์บอมบ์ที่หน้าพรรคชาติไทยนั้น มีการพิสูจน์ได้ว่าเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ เอง หรือกรณีที่มีการขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ สื่อ และบรรดาองค์กรต่างๆ ต่างพากันนิ่งเงียบไม่หยิบมากล่าวถึงเลย

อย่างไรก็ดี เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ผมเห็นว่าประเด็นนี้รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมาธิการค้นหาข้อเท็จจริงที่เรียกว่า Fact Finding Committee ขึ้นมาเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติว่าใครเป็นผู้ก่อความรุนเเรงขึ้น มา

2. การชุมนุมโดยสงบเเละปราศจากอาวุธ
ผู้ชุมนุมมักจะอ้างอยู่บ่อยๆ ว่าการชุมนุมของตนได้เข้าเงื่อนไขการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญคือเป็นไปโดยความ สงบเเละปราศจากอาวุธ ประเด็นก็คือคำว่า “โดยสงบ” (Peaceful) นั้น มีความหมายว่าอย่างไร ผู้ชุมนุมเเละประชาชนกลุ่มหนึ่งอาจคิดเอาเองว่า คำว่า “โดยสงบ” นั้น หมายถึง การชุมนุมอยู่ ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือการเดินขบวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นแนวแถว

โดยไม่มีการโห่ร้องอะไรทำนองนี้ แต่ผมคิดว่า คำว่า “โดยสงบ” นั้น มิได้จำกัดเพียงแค่กิริยาท่าทางภายนอก แม้การชุมนุมหรือเดินขบวนจะเป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่แตกแถว เพราะเชื่อฟังคำสั่งของแกน นำอย่างเคร่งครัด แต่การพิจารณาว่าการชุมนุมหรือการเดินขบวนนั้น มีลักษณะโดยสงบหรือไม่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น เงื่อนไขด้านสถานที่ เงื่อนไขด้านเวลาที่กำลังมีการชุมนุม เเละองค์ประกอบอย่างอื่น โดยในแง่ของเงื่อนไขด้านสถานที่ หากมีการชุมนุมหรือเดินขบวนไปยังสถานที่บางแห่ง เช่น สถานที่สำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน ศาล โรงพยาบาล รวมทั้งสถานที่เป็นอันตรายโดยสภาพ เช่น สถานีโรงกลั่นน้ำมัน คลังสรรพาวุธ เป็นต้น

หรือในเเง่เงื่อนไขของเวลาก็ต้องมีการพิจารณาว่าเวลาขณะที่มีการชุมนุมนั้น มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด เช่น มีการชุมนุมในยามวิกาล (กฎหมายการชุมนุมของบางประเทศกำหนดว่าห้ามมีการชุมนุมหลังเวลา 5 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่ม) หรือไม่ นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ประกอบกันด้วย เช่น กฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของอังกฤษห้ามมิให้ผู้ชุมนุมแสดงกิริยาอาการ หรือแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง ศาลอังกฤษเคยตัดสินว่า ผู้ชุมนุมแสดงกิริยาเคารพแบบฮิตเลอร์นั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น การที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้รถติดภาพนำจับของอดีตนายกฯ เเละภริยาในลักษณะเชิงประจานนั้นจะเข้าข่ายเป็นการยั่วยุอีกฝ่ายหนึ่งหรือ ไม่ เป็นประเด็นที่น่าคิด

ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาเงื่อนไขด้านสถานที่ เวลา และองค์ประกอบอื่นประกอบกัน น่าจะเป็นเกณฑ์ในการประเมินได้ว่า การชุมนุมหรือการเดินขบวนของผู้ชุมนุมนั้นเป็นไปโดยสงบหรือไม่ แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายการชุมนุมโดยตรง จึงปล่อยให้ผู้ชุมนุมต่างอ้างสิทธิชุมนุมกันอย่างไร้ขอบเขต โดยอ้างแต่คำว่า “โดยสงบและปราศจากอาวุธ” เป็นสรณะ โดยคิดเอาเองว่า หากตนเองชุมนุมโดยสงบและไม่มีอาวุธแล้ว จะชุมนุมหรือปิดล้อมที่ใดก็ได้ทุกแห่งในประเทศไทย การใช้ตรรกแบบนี้เป็นการใช้ตรรกะที่ผิด หากสังคมไทยยอมรับให้มีการอ้างสิทธิการชุมนุมเช่นนี้ได้ กลุ่มอื่น เช่น นปก. ก็ย่อมใช้ตรรกแบบเดียวกัน ทำอย่างที่พันธมิตรฯ ทำบ้าง ยกตัวอย่าง เช่น นปก. ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธโดยยึดหรือปิดล้อมที่ทำการของศาลรัฐธรรมนูญ

หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน โดย นปก. อ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญหมดความชอบธรรม เพราะมีตุลาการบางท่านเป็น “ลูกจ้าง” ทำให้ขาดคุณสมบัติ หรือ นปก. อาจปิดล้อมที่ทำการของ ป.ป.ช. โดยอ้างว่า ป.ป.ช. ขาดความชอบธรรมเพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ หรือ นปก. อาจปิดล้อมที่ทำการของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากขาดความชอบธรรมในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง เพราะไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือไม่ยอมรักษาระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา หรือข้ออ้างอีกสารพัดที่ นปก. จะอ้างในอนาคต

คำถามมีว่าสังคมไทยพร้อมที่จะเจอกับวิธีการแบบนี้หรือไม่ การประณามรัฐบาลเพียงอย่างเดียวโดยละเว้นที่จะไม่กล่าวถึงพันธมิตรฯ (ไม่ต้องพูดถึงเรื่องประณามกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะสื่อและบรรดานักวิชาการต่างสนับสนุนอยู่แล้ว) อาจดูเหมือนว่า สังคมไทยรักสันติ เกลียดชังความรุนแรง ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

แต่หากพิจารณาในเบื้องลึกลงไปแล้ว สังคมไทยโดยเฉพาะพวกชนชั้นกลาง และกลุ่มนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเป็นพวก “มือถือสากปากถือศีล” (Hypocrite) ที่เห็นความรุนแรงเฉพาะภาครัฐ แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น กรณีที่พันธมิตรฯ ใช้ความรุนแรง การแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นของคนกลุ่มนี้ย่อมส่งผลให้สังคมไทยได้บั่น ทอนกระบวนการยุติธรรม กำลังทำลายหลักกฎหมายอื่นๆ อีกมากมาย กำลังส่งเสริมให้ใช้ “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” และในที่สุด สังคมไทยจะเข้าสู่ยุค “อนาธิปไตย” (Anarchy) ที่ไร้ขื่อเเปอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในระยะสั้น สังคมไทยอาจยอมรับกับใช้วาทกรรมเรื่องการไม่ใช้ความรุนเเรงเเละการใช้สิทธิ ชุมนุมว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เเต่ในระยะยาว สังคมไทยมีปัญหาเเน่นอน เพราะหากสังคมไทยยอมรับหรือรับได้กับการการะทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการยึดทำเนียบรัฐบาล บุกสถานีเอ็นบีที และปิดล้อมรัฐสภา เท่ากับเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับกลุ่มอื่นๆ ว่าสามารถกระทำในลักษณะคล้ายกันได้เพียงหาข้ออ้างขึ้นมา นั่นเท่ากับว่าในอนาคตหากกลุ่ม นปก. ทำในลักษณะทำนองเดียวกันบ้าง สังคมไทยย่อมไม่อาจประณามการกระทำของ นปก. ได้ เพราะจะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือมีการใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน

3. การอ้างอารยะขัดขืน (Civil disobedience)
ขณะนี้มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งประท้วงเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมโดยการอ้างอารยะ ขัดขืน โดยการไม่ยอมสอบ! นอกจากนี้ ยังมีเเพทย์กลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ให้การรักษาตำรวจ รวมทั้งการร้องขอมิให้มีการสวมเครื่องแบบหรือการแสดงตนว่าเป็นตำรวจ หากต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง รวมถึงกรณีของนักบินการบินไทยท่านหนึ่งได้ปฏิเสธมิให้ผู้โดยสารที่เป็น ส.ส. จากพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่องบิน ผมไม่แน่ใจว่ากรณีของหมอและนักบินนั้นอ้างอารยะขัดขืน (ในใจ) เพื่อเป็นข้ออ้างในการไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ในประเด็นนี้ผมมีข้อสังเกตว่า ประการที่หนึ่ง นักศึกษาที่อ้างอารยะขัดขืนนั้น เข้าใจสาระเนื้อหาของอารยะขัดขืนมากน้อยเพียงใด ประการที่สอง นักศึกษากลุ่มนี้ฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการสลายผู้ชุมนุมอย่างรอบ ด้านครบถ้วนหรือไม่ ก่อนที่จะรีบประกาศอ้างอารยะขัดขืนโดยการไม่เข้าสอบ เรื่องที่น่าห่วงของสังคมไทยในอนาคตก็คือ เกรงว่าจะเกิด “ลัทธิเอาอย่าง” ขึ้น เลียนเเบบกรณีนักศึกษา เเพทย์ เเละนักบิน โดยอ้างอารยะขัดขืนเพื่อปฏิเสธการกระทำบางอย่าง อันอาจนำไปสู่ความไร้ระเบียบความวุ่นวายตามมา
บทส่งท้าย

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม เพื่อวางระเบียบเกี่ยวกับการใช้สิทธิชุมนุมอย่างประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ชุมนุมอ้างสิทธิชุมนุมอย่างไร้ขอบเขตและใช้สิทธิชุมนุม บังหน้าเพื่อ หวังผลประโยชน์ทางการเมืองจนเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยและสร้างความ เดือดร้อนเสียหายให้แก่ส่วนรวม และขณะเดียวกันก็กำลังสถาปนา “ลัทธิอนาธิปไตย” ขึ้นในสังคมไทยไปด้วยในตัว

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2551    
Last Update : 14 ตุลาคม 2551 1:52:37 น.
Counter : 291 Pageviews.  

สมศักดิ์ เจียมฯชี้ "ปฏิรูปการเมือง" คือคำอำพรางสำหรับเล่นงานนักการเมืองเลือกตั้ง

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน
30 กันยายน 2551

"ปฏิรูปการเมือง" นี่คือ coded-word (คำแฝงอำพราง) สำหรับเล่นงานนักการเมืองเลือกตั้ง

คำขวัญ "ปฏิรูปการเมือง" ที่ชูกันในปัจจุบัน แท้จริงเป็นเพียงคำแฝงอำพราง (coded-word)

ความ หมายที่แท้จริงของคำนี้ คือการพยายามเล่นงาน จำกัดอำนาจนักการเมืองเลือกตั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอำนาจที่แตะต้องไม่ได้ (unaccountable) (อำนาจที่แตะต้องไม่ได้นี้ มีอะไรบ้าง ดูข้างล่าง)

บรรดา นักวิชาการ แอ๊คติวิสต์ เอ็นจีโอ ที่ใช้คำขวัญนี้แบบไม่คิด ที่ "พาซื่อ" หลงตามกระแสไป คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วที่ "นักการเมืองเลือกตั้ง" จะถูกถือเป็น "ปัญหา-เป้าหมาย" ของ "การปฏิรูปการเมือง" ขอให้ดูที่ facts (ข้อเท็จจริง) เชิงประจักษ์ ของสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้

เกิดอะไรขึ้น กับ "นักการเมืองเลือกตั้ง" ที่นักโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" พยายามหลอกว่า "มีอำนาจมากไป", มีความน่ากลัวระดับ "ระบอบ" (ทักษิณ) ฯลฯ

- นายกฯนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 2 คน ถูกโค่นไป คนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากประชาชนทั่วประเทศในระดับที่ไม่ เคยมีมาก่อน ถูกโค่นด้วยกำลังอาวุธ อีกคน ด้วยข้ออ้างและ "บรรทัดฐาน" แบบชวนหัว

- พรรคการเมืองใหญ่และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากที่สุดถูกยุบ ด้วยข้ออ้างข้างๆคู

- ผู้บริหารพรรคการเมืองดังกล่าวถูกแบนจากกิจกรรมการเมือง 5 ปี หลายคน ถูก "คดี" เล่นงานอยู่

- นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรี 1 คนถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้ออ้างว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

- รัฐมนตรี 1 คนถูกบีบให้ออก ด้วยการตัดสินว่าทำสัญญาแบบ"ผิดรัฐธรรมนูญ" ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้

(อัน ที่จริง ถ้าจะนับให้ครบจริงๆ ต้องรวมกรณีต่อไปนี้ด้วย ที่เกิดขึ้นกับอำนาจจากการเลือกตั้งด้วย เช่น : นายกฯที่เพิ่งชนะเลือกตั้งทั่วไป ถูกปฏิเสธ การเป็นนายกฯ (5 เมษา 2548), การเลือกตั้งทั่วไปถูกยกเลิก ด้วยเหตุผลว่า "ตั้งคูหาผิดทิศ" ฯลฯ)

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

ขณะเดียวกัน เกิดอะไรขึ้น กับ อำนาจชนิดที่ "แตะต้องไม่ได้"?

ขอให้ถามตัวเองว่า ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา อำนาจต่อไปนี้ องคมนตรี - กองทัพ - ตุลาการ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในลักษณะที่ไม่มีใครแตะต้องได้ใช่หรือไม่?

ลอง เปรียบเทียบดู ระหว่าง อำนาจ 2 แบบนี้ แล้วดูสิ่งที่เป็น "วาทกรรม" ของบรรดา "ราษฎรอาวุโส", "นักวิชาการอาวุโส", และ ngo อีกจำนวนมาก เวลาพูดเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" มีการ "แตะ" ถึง "3 อำนาจ" นี้ (องคมนตรี-กองทัพ-ตุลาการ) หรือ?

ถามตัวเองว่า นี่คือ "ปฏิรูปการเมือง" หรืออะไร?

ความ จริงคือ ใครก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นปัญญาชน นักวิชาการ แอ๊กติวิสต์ "ภาคประชาชน" หากอ้างเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" แต่ปฏิเสธ ไม่ยอมพูดถึง ไม่ยอม "แตะต้อง" "3 อำนาจ" (องคมนตรี-กองทัพ-ตุลาการ) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในรอบ 3 ปีนี้ (ในความเป็นจริง อำนาจของกลุ่มนี้ เพิ่มมากที่สุดในรอบ 15 ปี ถึง 30 ปี) ....

เขาเหล่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะ "พาซื่อ" อย่างหนัก ก็กำลังร่วมสังฆกรรมในการโฆษณาชวนเชื่อหลอกคน




 

Create Date : 30 กันยายน 2551    
Last Update : 30 กันยายน 2551 16:52:14 น.
Counter : 403 Pageviews.  

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการให้เหตุผลทางกฎหมายและการตีความในคำพิพากษาของศาล

โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช (อ.ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์)
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
29 กันยายน 2551

.... ในช่วงระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมา สังคมไทยได้มีวาทกรรมตุลาการภิวัฒน์ขึ้น โดยวาทกรรมนี้ถูกเสนอขึ้นในสังคมไทย โดยมุ่งหมายจะให้ประชาชนเข้าใจว่า ตุลาการภิวัฒน์ หมายถึงกรณีองค์กรตุลาการ เข้ามาเเก้ไขปัญหาความขัดเเย้งทางการเมือง รวมถึงการขจัดปัญหาการทุจริตของนักการเมือง

ซึ่ง เป็นการบิดเบือนความหมายที่เเท้จริงของ Judicialization หรือ Judicial Activism ในภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งหมายถึง การควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย หรือการกระทำของรัฐบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ในทางตรงกันข้าม ตุลาการภิวัฒน์ในสังคมไทย ถูกนำเสนอขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรม ที่จะใช้อำนาจตุลาการในการใช้เเละตีความ “กฎหมาย” เพื่อตัดตอนอำนาจทางการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย โดยเนื้อหาหรือข้อความที่ปรากฎในคำพิพากษา มีข้อความในเชิงว่ากล่าว ตำหนิ อบรมสั่งสอน ฯลฯ ไปด้วย ซึ่งผิดปกติวิสัยลักษณะของคำพิพากษาที่มุ่งจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เป็น ประเด็นข้อพิพาทเท่านั้น ....

..... ในคดีชิมไปบ่นไป ผมมีข้อสังเกตบางประการดังนี้

ประการแรก ประเด็นที่สำคัญของคดีนี้คือ การทำรายการของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น มีลักษณะเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือ ไม่ การจะวินิจฉัยว่า อดีตนายกมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ มิใช่เพียงแค่เปิดพจนานุกกรม เพื่อหาความหมายของคำว่าลูกจ้าง แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิเคราะห์ลักษณะหรือองค์ประกอบของสัญญาจ้างแรงงานด้วย ลักษณะสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานนั้น มีหลายประการเช่น เป็นสัญญาเฉพาะตัว เป็นสัญญาต่างตอบแทน เป็นสัญญาไม่มีแบบ เป็นสัญญาที่นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือลูกจ้าง ผมไม่แน่ใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะวินิจฉัยว่า อดีตนายกเป็นลูกจ้างนั้น ได้มีการวิเคราะห์ อธิบายแต่ละองค์ประกอบข้างต้นว่าลักษณะการทำงานของอดีตนายกนั้น เข้าองค์ประกอบแต่ละข้ออย่างละเอียดหรือไม่ เนื่องจากขณะเขียนบทความนี้ คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เผยแพร่ ข่าวที่ปรากฏดูเหมือนว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะเพ่งเล็งไปที่เรื่องค่าตอบแทนเป็นหลัก แต่ค่าตอบแทนนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานเท่านั้น

ประการที่สอง แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยจ้างแรงงานมาตรา 575 จะไม่มีบทนิยามศัพท์หรือคำอธิบายว่า ลูกจ้างคืออะไรก็ตาม แต่กฎหมายแรงงานอย่างอื่น ก็มีบทนิยามศัพท์ในเรื่องลูกจ้างว่าคืออะไร เช่น ในพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า ลูกจ้างหมายถึง “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร หรือ ในพระราชบัญญัติเงินทดแทน” พ.ศ.2537 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้าน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย” หรือพระราชบัญญัติแรงงาสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้าง เพื่อรับค่าจ้าง”

นอก จากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาจากแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งมีอยู่มากมายเกี่ยวกับสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานว่า มีอะไรบ้าง กล่าวโดยสรุปแล้ว การค้นหาความหมายของคำว่าลูกจ้าง ศาลรัฐธรรมนูญควรเทียบเคียงจากกฎหมายแรงงานอื่นๆ มากกว่าดูจากพจนานุกรมอย่างเดียว

การ ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า กฎหมายแต่ละฉบับ มีเจตนารมณ์เป็นของตนเองแตกต่างกันไปแต่ละฉบับนั้น แม้จะรับฟังได้ก็ตาม แต่การค้นหาความหมายของลูกจ้างที่ปรากฏในกฎหมายแรงงาน ประกอบกับแนวคำพิพากษาของศาลที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งตำรากฎหมายแรงงานซึ่งมีผู้แต่งหลายท่าน เพื่อค้นหาหลักหรือสาระสำคัญของลูกจ้างหรือสัญญาจ้างเเรงงานว่า มีลักษณะอย่างไร ย่อมดีกว่าเพียงแค่เปิดพจนานุกรมอย่างแน่นอน

ประการที่สาม ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญควรอธิบายหรือวิเคราะห์ ก็คือความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ว่ามีความหมายแคบกว้างเพียงใด โดยศึกษาเปรียบเทียบจากกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งได้มีบทนิยามความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้แล้วเพื่อประกอบเป็นแนว

ประการที่สี่ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ และกฎหมายแรงงานอื่นๆ มีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น จึงไม่อาจนำมาใช้ได้นั้น ข้อนี้มีน้ำหนักน้อย เพราะประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายแรงงานอื่นๆ ยังมีสถานะเป็นกฎหมาย แต่พจนานุกรมนั้น ไม่มีสถานะเป็น “กฎหมาย” ด้วยซ้ำไป .....

....บทส่งท้าย
หน้าที่ ของคำพิพากษา คือการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นพิพาทกัน คำพิพากษาที่ดี จะต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ ไม่คลุมเครือ เเละหลักกฎหมายที่ถูกต้อง ชัดเจน ปราศจากข้อความที่ไม่จำเป็นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็น ส่วนตัว ถ้อยคำในเชิงอบรมหรือตำหนิติเตียน (ไม่ว่าผู้พิพากษาท่านนั้น จะมีความตั้งใจดีเพียงใดก็ตาม)ภาษา ที่ฟุ่มเฟือย เป็นต้น ตลอดจนการตีความกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักวิชานิติศาสตร์ในระบบกฎหมายนั้นๆ ที่สำคัญที่สุด คำพิพากษาที่ตัดสินออกมาเเล้ว จะให้ประชาชนยอมรับ (หรือมีการวิพากษ์วิจารณ์น้อยที่สุด)มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลทางกฎหมาย (Legal reasoning)เป็นสำคัญ คำพิพากษาที่ดีจึงมิใช่เป็นเรื่องของการมุ่งไปที่ “ผล” อย่างเดียว แล้วหาคำอธิบายมาประกอบเท่านั้น โดยหวังว่า “ผล” ของคำพิพากษาจะเเก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ เพราะว่าประชาชนสามารถเเยกเเยะได้ว่า “ผล” (Result) กับ “เหตุผล” (Reason) นั้นไม่เหมือนกัน

(หมายเหตุ อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่//www.prachatai.com/05web/th/home/13835 )




 

Create Date : 30 กันยายน 2551    
Last Update : 30 กันยายน 2551 0:30:52 น.
Counter : 364 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.