ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

วันที่สังคมไทยไร้มืออาชีพ วิกฤตฝังลึกอภิสิทธิ์ทำอะไรไม่ได้! ต้องกลับไปสู่หลักที่ถูกต้อง

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

27 เมษายน 2552

ก่อนเหตุการณ์สงกรานต์จลาจล ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัว หน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ระวังรัฐธรรมนูญปี 2550 จะนำสังคมไทยไปสู่ทางตัน


คำเตือน...มาถึงเร็วเกินคาด วันนี้สังคมไทยไร้ทางออกจากความขัดแย้ง
ปลายเมษายน "ประชาชาติธุรกิจ" นั่งสนทนากับ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อีกครั้ง ในห้วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุด เพราะแม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันยังทะเลาะกันเรื่องการเมือง นี่คือบทวิพากษ์ที่เผ็ดร้อนอีกครั้งหนึ่ง...ก่อน ดร.วรเจตน์จะเดินทางไปพักผ่อนยาวที่ประเทศเยอรมนีในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้


- มองปรากฏการณ์เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่ม นปช.อย่างไร

ผมคิดว่าการมองกลุ่ม นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องมองแบบแยกแยะหน่อย เพราะถ้าไปมองอย่างเหมารวม เราก็จะไม่เห็นประเด็นของการเคลื่อนไหว และจะไม่เข้าใจความเคลื่อนไหว แน่นอนว่าฝ่ายหนึ่งที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับคุณทักษิณก็ต้องมองว่ากลุ่ม นปช.เป็นพวกพ้องของคุณทักษิณ เคลื่อนไหวเพื่อตัวคุณทักษิณ

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวของ นปช. คุณทักษิณได้ประโยชน์ แต่ผมไม่คิดว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.เป็นไปเพื่อคุณทักษิณเพียง อย่างเดียวเท่านั้น แต่ผมคิดว่ามีประเด็นในทางหลักการที่มีมากกว่านั้น ซึ่งน่าเสียดายว่าถูกละเลยโดยสื่อกระแสหลัก โดยนักวิชาการกระแสหลัก
เหตุผล ที่ละเลยหรือพยายามไม่เข้าใจเรื่องนี้ ผมคิดว่าเข้าใจได้ไม่ยาก ก็คือมาจากความเกลียดชังคุณทักษิณนั่นเอง จึงไม่พยายามมองภาพการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.ในเชิงหลักการ เพราะถ้าหันกลับมามองในเชิงหลักการเคลื่อนไหว ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีประเด็นเคลื่อนไหวน่าสนใจหลายประเด็น บางประเด็นถูกจุดขึ้นมาแล้วก็หายไป

ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดกันคือ การพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอำนาจ ซึ่งไม่ใช่กลุ่มอำนาจที่เป็นทางการในทางการเมือง หรือกลุ่มคนที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางความเป็นไปในทางการเมือง เดิมทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ เวลาผมมองประเด็นทางกฎหมาย ผมก็มีความรู้สึกว่ากระบวนการใช้กฎหมายที่เป็นมาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไม่สอดคล้องกับหลักการหรือหลักวิชาที่ควรจะเป็นในหลายเรื่อง

และผมก็ยืนยันความเห็นที่เคยให้ไปทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตรากฎหมายย้อนหลัง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคล การที่บุคคล คนเดียวกระทำความผิดแล้วยุบพรรคการเมืองทั้งพรรค หรือก่อนหน้านั้น ก็คือการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยา ซึ่งผมบอกว่า จะไม่แก้ปัญหาอะไรเลย รวมถึงเรื่องการยุบพรรคครั้งล่าสุด การทำให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปด้วยการทำกับข้าว ออกอากาศ ประเด็นต่างๆ เหล่านี้มีลักษณะของการต่อสู้กันในเชิงของอำนาจระดับบน

ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง มีประเด็นสำคัญคือ ชี้ไปซึ่งตัวบุคคลที่มีบทบาทในแง่ของการขับเคลื่อนในทางการเมือง ซึ่งเดิมทีเป็นคนในสังคมทั่วไปยกเอาไว้ ไม่แตะต้อง เช่น กลุ่มองคมนตรี หรือคนในองค์กรตุลาการ เช่น ประธานศาล

แต่วันนี้เราปฏิเสธ ข้อเท็จจริงไม่ได้ว่า มีการกินข้าวกันจริงที่บ้านคุณปีย์ มาลากุล คนที่ไปทานข้าวก็มีทั้ง องคมนตรีและประธานศาล ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ ผมว่าแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็ชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้ทางการเมืองนี้ มีอะไรมากกว่าที่เราเห็นกันบนสื่อกระแสหลัก

อีกเรื่องที่อาจ จะเกี่ยวพันกันก็คือ เรื่องของสิทธิของบุคคล ผมว่าถ้าตัดเรื่องคุณทักษิณไปแล้ว การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ด้านหนึ่งมีความชอบธรรมในระดับหนึ่งทีเดียวในทางการเมือง

ถาม ว่าความชอบธรรมอยู่ตรงไหน ก็ตรงที่เขามาเรียกร้องสิทธิของเขา ในแง่ของการที่เขาตั้งรัฐบาล แต่รัฐบาลถูกล้มโดยกลุ่มบุคคลหรือชนชั้นกลางระดับหนึ่งในเมือง กลุ่มนักวิชาการจำนวนหนึ่งในเมือง ซึ่งรับไม่ได้กับการทำงานหรือพฤติกรรมของคุณทักษิณ

แต่ปัญหา ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ปัญหาอยู่ที่คุณไม่ชอบคุณทักษิณ ถามว่าจะมีความชอบธรรมมั้ยที่จะล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยที่ประชาชนเลือก อย่างที่ผมบอก เขาจะเลือกผิดเลือกถูก แต่เขาตัดสินใจเลือก
ผมจึงรู้สึกว่า การที่เสื้อแดงเคลื่อนเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อเขาจะมา บอกว่า นี่คือรัฐบาลที่เขาตั้งขึ้น (นะ) คุณไม่มีสิทธิที่จะล้มไม่ว่าจะโดยกลไกในนามของอะไรก็ตาม เช่น ในนามของตุลาการภิวัตน์ ที่มีการพูดกันมา 3 ปีแล้ว แล้วทุกคนก็เห็นว่าทำให้ประเทศเข้ารกเข้าพง ทำให้ปัญหาแก้ยากยิ่งขึ้นลึกลงไปอีก

แต่อย่างไรก็ตาม เสียงของคนเสื้อแดงที่ผมติดตามจากสื่อกระแสหลัก ไม่ได้ให้พื้นที่เขา ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์สงกรานต์ การชุมนุมก่อนหน้านั้นมีพื้นที่ในสื่อค่อนข้างน้อย ฉะนั้น ผมจึงบอกว่าในแง่มุมนี้ หลักการหลายเรื่องถูกต้อง และเป็นสิทธิที่เขาจะเคลื่อนไหว แต่พ่วงไปกับ คุณทักษิณ
แต่เท่าที่ผม ตามประเด็นในการเคลื่อนไหว ผมคิดว่ากลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวในเชิงหลักการ เขาไปไกลกว่าคุณทักษิณมากแล้ว แต่ว่าสื่อกระแสหลักก็ดี นักวิชาการกระแสหลักก็ดี ยังติดอยู่กับประเด็นของคุณทักษิณ


- แต่ช่วงสงกรานต์จลาจล การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงรุนแรงไปหรือเปล่า ทำให้ภาพลักษณ์การเคลื่อนไหวเปลี่ยนไป

ใช่ครับ อันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ แต่ถ้าพูดประเด็นนี้ก็อาจจะต้องแฟร์กับเขานิดหนึ่ง ผมคิดว่าคนที่ใส่เสื้อแดง คนที่หยิบเสื้อแดงมาสวมกับคนเสื้อแดง ต้องแยกกันให้ดี ไม่ใช่คนทุกคนซึ่งใส่เสื้อแดง เอาเสื้อแดงมาสวมจะเป็นคนเสื้อแดง เราอย่าเพิ่งไปสรุปแบบนั้น

ในเชิงของข้อเท็จจริง ยังต้องหาข้อเท็จจริงกันต่อไปอีกว่า ตกลงบุคคลซึ่งสวมเสื้อ สีแดง แล้วกระทำการก่อการจลาจล เป็นคนเสื้อแดง หรือเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวของเสื้อแดงจริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งต้องรอพิสูจน์ในทางข้อเท็จจริง แต่ประเด็นวันนี้ได้เกิด การพิพากษาไปแล้วในสกู๊ปข่าวที่ทำทางโทรทัศน์ หรือในหนังสือพิมพ์ต่างๆ ว่าคนที่สวมเสื้อแดงกับคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวเป็นกลุ่มเดียวกัน

ถ้าถามผม ผมว่ามีทั้ง 2 ส่วน คือมีทั้งคนเสื้อแดงจริงๆ ที่ร่วมอยู่ในการเคลื่อนไหว ที่มีปฏิกิริยาแล้วก็โต้กลับไปด้วยความรุนแรง แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็นทั้งหมดหรือไม่ พูดง่ายๆ ว่ายังปรู๊ฟไม่ได้ การยิงกันตายที่นางเลิ้งก็ดี การเผามัสยิดก็ดี เหล่านี้ยังต้องการพิสูจน์ ยังต้องการข้อเท็จจริงที่หลากหลายกว่านี้

แต่ว่าข้อเท็จจริง ที่ผ่านมาในโทรทัศน์หรือในหนังสือพิมพ์ก็ดี มันไปในทิศทางเดียว คือไม่เปิดพื้นที่อีกด้านหนึ่งให้มีโอกาสได้พูด แล้วคนในสังคมรับข้อเท็จจริงในกรอบแบบนี้ จึงไม่แปลกที่เมื่อทำโพลสำรวจความคิดเห็น จึงออกมาแบบนั้น คือตำหนิการเคลื่อนไหว เพราะการรับรู้ข้อเท็จจริง รับรู้ผ่านทีวี ผ่านสื่อที่เป็นสื่อกระแสหลัก ในขณะที่อีกด้านหนึ่งเราไม่ได้ฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้น

ที่พูดอย่างนี้ ผมไม่ได้จะให้ความชอบธรรมกับการใช้ความรุนแรง แต่ผมคิดว่ามันต้องแยกแยะ และระหว่างที่เราพูดถึงเรื่องความรุนแรง อีกด้านหนึ่งจะต้องตั้งคำถามกลับไปด้วยว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปฏิกิริยาที่มีต่ออะไร แต่เราไม่ตั้งคำถามแบบนี้ เพราะฝ่ายอำนาจรัฐอ้างความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่ถามว่าหากมองย้อนกลับไปในอดีต มีอะไรมากไปกว่านั้นหรือไม่

การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยา คือการใช้กำลังในทางทหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อย เป็นคนเลือกรัฐบาล แต่ล้มไปโดยการที่ทหารเอารถถังออกมายึดอำนาจ นี่เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง

ตามมาด้วยการใช้กลไกในทางกฎหมาย มีการตรากฎหมายโดยประกาศ คปค.ออกกฎหมายมา แล้วใช้กฎหมายย้อนหลัง โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ยุบพรรค การเมือง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองทุกคน เป็นความรุนแรงอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน
ตามมาด้วยการล้มรัฐบาลคุณสมัคร (สุนทรเวช) และการยุบพรรคพลังประชาชน วันนั้นสภาพการคือ ความไม่พอใจมันฝังอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดงสูงมาก นี่คือความรู้สึก ที่บอกว่าเกิดการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม
แน่นอน...การเผารถเมล์หรืออะไร ต่างๆ ถ้าเป็นความรุนแรงที่มีความผิด ก็ต้องว่ากันไปตามผิด แต่ต้องพูดในมาตรฐานเดียวกัน แต่วันนี้เราไม่ได้พูดในมาตรฐานเดียวกัน เราไม่ได้รู้สึกว่าการยึดอำนาจมาใช้กฎหมายไปย้อนหลังยุบพรรค การปลดนายกฯโดยเรื่องคุณสมบัติ เราไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นความรุนแรง

ผมคิดว่าความรุนแรงพูดได้หลายมิติ ความรุนแรงของคนเสื้อแดง อาจเป็นความรุนแรงแบบเลือดร้อน แต่ความรุนแรงอีกด้านหนึ่งอาจเป็นความรุนแรงแบบเลือดเย็น

ฉะนั้นเวลาเราพูด คุณต้องแฟร์ ปัญหาก็คือ บ้านเมืองจะไม่จบเลย (ครับ) ถ้าไม่ยอมรับกัน ถ้าอีกด้านหนึ่งบอกว่าถูกอยู่อย่างเดียว ซึ่งสำหรับผม (นะ) ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรกับเขาด้วย ผมก็บอกว่าไม่ถูก 3 ปีแล้วมันผิด แล้วก็ผิดกันมาตลอด


- แล้วจะออกจากวิกฤตที่ผิดมาตลอดจะต้องทำอย่างไร

ก็ต้องกลับเข้าสู่หลักที่ถูกต้อง แล้วให้ระบบเดินไป อะไรที่เบี่ยงไปจากความถูกต้องเราต้องกล้าบอกว่าผิด อย่าไปทำให้มันถูกเพียงเพราะว่าเกลียดหรือชังทักษิณ


- หากย้อนกลับไปในหลักการที่ต้องเป็นรูปธรรมควรจะเป็นยังไงแก้รัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายนิรโทษกรรม อย่างนั้นหรือเปล่า

อันนี้จะยากแล้ว พอพูดในทางที่เป็นรูปธรรมจะยาก คือ ถ้าพูดให้ถึงที่สุด จะต้องสมมติสถานการณ์ที่ย้อนกลับไปก่อนรัฐประหาร 19 กันยาน่าจะดีที่สุด ซึ่งคนก็จะไม่ยอมรับ แต่ว่าในเชิงของการจำลองผมอาจจะหมายความว่า สิ่งที่ทำถัดจากนั้นมา ต้องใช้ไม่ได้หมดทุกฝ่าย แล้วกลับไปเริ่มต้นตรงจุดที่เป็นศูนย์ใหม่

ทุกฝ่ายเริ่มต้น ในกติกากันใหม่ แล้วองค์กรต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่สืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร ก็ต้องออกไปให้หมด องค์กรอิสระต่างๆ ต้องไปกันหมด แล้วก็เริ่มต้นจากจุดจากศูนย์ใหม่ หมายความว่าก็ต้องมีการเลือกตั้ง รีฟอร์มรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ก็ต้องเริ่มอย่างนั้น ไม่มีทางอื่น

ทางที่พอจะเป็นไปได้ ที่ผมเคยเสนอก็คือ ช่วงที่มีการดีเบตรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผมบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นปัญหากับสังคมของเราในวันข้างหน้าอย่าง แน่นอน ในหลายเรื่อง และวันนี้คนจำนวนไม่น้อยก็เริ่มเห็นว่าเป็นปัญหา คนที่ยังบอกว่าไม่เป็นปัญหาผมคิดว่าก็อาจจะเหลือสุดท้ายคือ ท่านที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ กับองค์กรที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือกลุ่มพันธมิตรฯ

แต่ในระยะถัดไป ผมคิดว่าคนจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นปัญหาหมด ทั้งปัญหาเรื่องที่มา กระบวนการจัดทำ และทั้งภาพรวมในการจัดสถาบันในทางการเมืองและโครงสร้างขององค์กรในทางรัฐ ธรรมนูญทั้งหมด ฉะนั้นตอนนี้ถ้ามีใครบอกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเพียงแค่การปะ ชุน มันจะไม่แก้ปัญหาหรอก (ครับ) แม้อาจจะทำให้เรื่องบางเรื่องหายไป สมประโยชน์ของบางฝ่าย แต่อีกหลายจุดก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ ความไม่เป็นหลักเกณฑ์ของมาตรา 190 เรื่องการทำสัญญาระหว่างประเทศก็ยังอยู่ในรัฐธรรมนูญ นี่เป็นตัวอย่าง


- แต่การย้อนกลับไปก่อน 19 กันยาคง ไม่ง่าย เพราะตอนนี้บ้านเมืองขัดแย้งแบ่งฝ่ายกันมากเหลือเกินแล้ว

ที่ สุดผมถึงบอกว่า...ผมไม่เห็นทาง ผมพูดอย่างคนจนปัญญาว่า ผมไม่เห็นทางจริงๆ เพราะสั่งสมเหตุปัจจัยกันมาเป็นลำดับ คือไม่รู้จะพูดยังไง ตอนนี้สถานการณ์ไปเร็วกว่าที่ผมคิด


- อาจารย์มองบทบาทคุณอภิสิทธิ์ยังไง จะเข้ามาแก้วิกฤตรอบนี้ได้หรือไม่

ผมคิดว่า คุณอภิสิทธิ์ทำไม่ได้ เพราะปัญหามันลึกและฝังรากเกินกว่าที่รัฐบาลจะทำได้ แล้วบางเรื่องในสังคมไทยยังมีเรื่องที่ต้องห้ามอยู่ ซึ่งเรื่องต้องห้ามบางเรื่องต้องพูดกันให้ชัดเจนบนโต๊ะ เพราะบางทีก็คือมูลเหตุของปัญหาอย่างหนึ่งเช่นกัน แต่หลายเรื่องถูกจำกัดในข้อกฎหมาย ในทางธรรมเนียมปฏิบัติหลายเรื่อง


พูดง่ายๆ คือมีหลายเรื่องที่เราไม่สามารถพูดกันตรงไปตรงมาในสังคมบ้านเราได้ เมื่อพูดกันไม่ได้ก็จะไม่ตรงไปที่ตัวปัญหาจริงๆ หรือบางที บางคน ก็อาจจะรู้ แต่ไม่รู้จะพูดยังไง ที่เราเห็นอยู่ก็เป็นเพียงภาพข้างนอก
หาก เราติดตามสถานการณ์แล้วไล่วิเคราะห์กันมาโดยตลอด ถ้าเกิดปัญหาเป็นแค่อย่างที่เราเห็นคงแก้ไม่ยากหรอก แต่คงจะมีอะไรมากไปกว่านั้น
คำว่าอะไรมากไปกว่านั้น บางเรื่องผมก็ไม่รู้ บางเรื่องผมก็เพิ่งมารู้ เช่น เรื่องการรับประทานข้าว ซึ่งก็เพิ่งมา รู้ว่ามีสภาพอย่างนี้ จากปาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แต่ก็ไม่มีการพูด ไม่มีการตั้งคำถามว่าเหมาะสมถูกต้องหรือไม่


- ที่สุดแล้วกระบวนการตุลาการภิวัตน์จะเดินไปทางไหน

ตุลาการภิวัตน์ในแง่การเอาศาลมาแก้ปัญหาในการเมือง โดยคิดว่าศาลเป็นองค์กรที่มีความวิเศษในตัว แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง...มันผิด และมีข้อจำกัดหลายประการ แล้วผมก็เคยบอกว่าถ้าไม่ระวังข้อจำกัดนี้จะย้อนกลับมาเป็นบูมเมอแรงกลับมา ทำลายศาลในทุกระบบศาล
ฉะนั้น วันนี้เมื่อมีคนจำนวนไม่น้อยเขาคลางแคลงใจจะทำยังไง เมื่อสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจไปแล้ว ก็ลึกมากและแก้ยากมาก เพราะจริงๆ องค์กรนี้อาจเป็นองค์กรสุดท้ายที่ชี้ให้อยู่ในทางกฎหมาย ฉะนั้น ผมไม่คิดว่าวิกฤตรอบนี้จะถูกแก้โดยใครคนใดคนหนึ่งได้ เพราะมันลึกมาก


- ที่อาจารย์กล่าวมา ดูเหมือนว่าสถาบันในบ้านเราเสื่อมกันไปหมด ไม่ว่าจะสถาบันศาล หรือสื่อ

รวมทั้งสถาบันองคมนตรีด้วย (ครับ) ซึ่งใกล้ชิดอย่างยิ่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าจะบอกว่าไม่เสื่อมลงก็คงจะไม่ได้ ถ้าดูจากการโจมตีจากฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดง หรือการออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นอย่างนั้นจริง ผมคิดว่าแค่นี้ก็พอแล้ว คือ ผมสนใจน้อยมากว่าคุณไปวางแผนการทำรัฐประหารหรือไปทำอะไรหรือไม่ ผมว่าเราไปสนใจประเด็นนั้นมากไป แต่ประเด็นที่ว่าได้มานั่งพูดคุยกัน โดยที่ไม่ได้ตระหนักถึงบทบาทที่ควรจะเป็นของตัว สำหรับผมคิดว่าก็เสียมากแล้ว


- ถ้าย้อนไปก่อน 19 กันยาอย่างที่อาจารย์ว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ต้องสูญสลายไปด้วย

ในทางปฏิบัติอาจจะเป็นไปไม่ได้ทั้งหมด คำว่าย้อนกลับไปก่อน 19 กันยา เรากลับไปจินตนาการว่า ควรจะเป็นยังไง เพราะในทางความจริงย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว หมายความว่า คุณทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ รัฐบาลชุดก่อนต้องกลับฟื้นคืนมา นี่ไม่มีทางเป็นไปได้

แต่ผมบอกว่า เราจำลองสถานการณ์ว่าไม่มีเหตุการณ์ 19 กันยา ตัวระบบกฎหมายที่ใกล้เคียงที่สุด กับตอนนั้นจะเป็นยังไง แล้วก็เป็นสภาพการณ์ชั่วคราว เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในระยะอันใกล้ ผมจึงมองว่า ก็อาจจะต้องเลือกตั้งใหม่ แล้วหลังเลือกตั้งก็ต้องทำรัฐธรรมนูญใหม่
แต่ ก็มีคนบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว แต่อย่างที่ผมบอก ก็กลับไปดูสิครับว่า กระบวนการและกลไกในการได้มาซึ่งตัวการยอมรับของประชาชนที่ออกเสียงประชามติ เป็นยังไง คนไม่ยอมรับเท่าไหร่ จึงอ้างความชอบธรรมเต็มที่ไม่ได้ เพราะเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร แต่วันนี้คนก็จะไม่พูดประเด็นพวกนี้แล้ว ก็จะอ้างว่ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปแล้ว

ผมว่ารากปัญหาสำคัญอันหนึ่งเกิดจากความกลัว ถ้าพูดกันตรงไปตรงมา เกิดความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนจำนวนไม่น้อย หลังจากที่เขาได้รับผลจากนโยบายประชานิยมในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ เราไปตัดสินว่าตกลงแล้วผิดหรือถูกโดยความรู้สึกนึกคิดของเราเอง

สำหรับผม ไม่เห็นด้วยกับนโยบายคุณทักษิณหลายเรื่อง แต่ถ้ามีการเลือกตั้ง มีการโหวตออกมาแล้ว ก็ต้องยอมรับผลการเลือกตั้งนั้น และไม่ควรจะมาทำลายการเลือกตั้งหรือรัฐบาลที่เกิดจากการเลือกตั้งโดยอำนาจ นอกระบบ แต่ปัญหาก็คือ คนกลุ่มหนึ่งเกรงว่ารัฐบาลทักษิณจะเข้มแข็งมากเกินไป


- แต่นักวิชาการจำนวนมากชี้ว่า มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูเรื่องการทุจริตซื้อเสียง คอร์รัปชั่น แทรกแซงองค์กรอิสระ ถึงจะเป็นประชาธิปไตย ?

สมมติถ้ามองแบบนั้น คำถามก็คือ คุณจะใช้วิธีการอะไร อย่างที่ทำกันอยู่หรือครับ เอาทหารลากรถถังออกมายึดอำนาจ แล้วอำนาจกลับไปอยู่อีกขั้วหนึ่ง เสร็จแล้วก็กลับไปอยู่ในพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างนั้นหรือ ควรจะเป็นอย่างนั้นหรือในแง่ของการแก้ปัญหา

ต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง ก็ต้องแก้กันในทางระบบ ผมคิดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะเข้มแข็งยังไงก็ตาม เขาต้องกลับไปสู่ประชาชนในทุก 4 ปี แล้วผมก็เรียนว่าช่วงสมัยปลายคุณทักษิณ เสียงที่ออกมาทำให้ท่าทีของรัฐบาลคุณทักษิณเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนด้วยความเต็มใจหรอก แต่เปลี่ยนแปลงไปเพราะถูกบังคับ โดยพลังหรือการกดดันในทางสังคมในระดับหนึ่ง ที่ยอมรับว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นทิศทางอันหนึ่งที่จะทำให้แก้ปัญหาไปในทางระบบ

แต่ว่าเราไม่ได้อดทนที่จะรอคอย เพราะทุกคนรู้สึกว่าจะสิ้นชาติ แล้วก็มาสร้างเป็นกระแสขึ้นมา แล้วหลายเรื่องทำให้รุนแรงกว่าความเป็นจริงมาก คือ ไม่ได้หมายถึงว่า ไม่ได้มีมูลอะไรเลยนะ แต่หลายเรื่องเกินจากความเป็นจริง


- มีคนบอกว่า ชนชั้นกลางไทย ใจร้อนและเห็นแก่ตัว

ก็คงเป็นส่วนหนึ่ง ชนชั้นสูงด้วย กลุ่มชนชั้นนำในสังคมของไทย ซึ่งในที่นี้ผมหมายถึงกลุ่มอำนาจเดิมด้วยนะครับ ที่ในอีกด้านหนึ่งยามเรืองอำนาจก็ใช้อำนาจมากไปในบางเรื่องก็ถูกโต้กลับจาก อีกกลุ่มหนึ่ง
แต่การโต้กลับ เป็นการโต้กลับแบบชนิดที่เรียกว่า กัดเซาะตัวระบบทั้งหมด นี่คือปัญหา คือจะว่าไปก็ไม่ได้มีใครดีไปกว่าใครหรอกในทางการเมือง แต่ในทางหลักการ เพื่อให้อยู่กันได้ ต้องกลับมาที่หลักก่อน แต่เรามักคิดว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ใครได้ใครเสีย ก็อาจจะเป็นนิสัยของมนุษย์ธรรมดา ปัญหาจึงไม่จบ ที่สุดก็จะนำไปสู่การปะทะกัน แล้วในความรู้สึกของผม ผมบอกได้เลยว่า การกดในน้ำหนักแบบนี้ กดได้ไม่นานหรอก


- คนชั้นกลางก็ต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง แล้วก็อยู่ร่วมกัน

ผมคิดว่า ไม่ใช่เรื่องชนชั้นกลาง ผมคิดว่าสื่อมวลชนเป็นคนที่มีส่วนสำคัญในด้านนี้ ผมพูดมานานแล้วเรื่องความเป็นมืออาชีพของสถาบัน ความเป็นมืออาชีพของสื่อมวลชน ความเป็นมืออาชีพของฝ่ายวิชาการ ซึ่งขาดหายไป พอขาดความเป็น มืออาชีพ ก็จะนำมาซึ่ง 2 มาตรฐานทันที

ผมถึงบอกว่าถ้ากลับมาสู่หลักการก็จะไม่มีใครได้หรือเสียทั้งหมด แต่ผมไม่แน่ใจว่าในสังคมไทย คนที่เป็นคนชั้นนำในสังคม ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นหรือเปล่า ไม่รู้ได้ ถึงเกิดสภาพการณ์ในลักษณะแบบนี้ขึ้นมา คือมุ่งหวังจะเกาะกุมอำนาจ เอาไว้ที่ตัวเองเท่านั้นหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม แล้วในที่สุดประชาชนก็ถูกใช้เป็นเบี้ยมาสู้กัน


- การสร้างความเป็นธรรมในสังคมระหว่างให้คนรากหญ้ากับชนชั้นนำให้อยู่ร่วมกันได้ แก้ไขด้วยรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

คงแก้ไม่ได้ทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญจะเป็นตัวหนึ่ง ผมเคยได้ยินรัฐบาลพูดเรื่องภาษีมรดก แต่ก็หายไป ภาษีที่ดินหายไปไหนแล้ว ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ที่ต้องโยนเข้าไปในสังคม เราต้องมาพูดกันถึงเรื่องช่องว่างในทางสังคมว่าเป็นยังไง การเอารัดเอาเปรียบกัน ในเชิงโครงสร้างเป็นยังไง
สำหรับผม คิดว่าในเชิงโครงสร้าง คนที่เป็นคนระดับล่างเขารู้สึกว่าเขาถูกเอาเปรียบอยู่มากแล้ว แค่เขามาเรียกร้องสิทธิของเขาว่าเขามีหนึ่งเสียงเหมือนกับคนอื่นๆ คุณยังปฏิเสธเขาเลย ซึ่งสะท้อนถึงวิธีคิด พื้นฐานในสังคมอุปถัมภ์แบบนี้ การมองคนอื่น ไม่ได้มองแบบที่เขาเป็นมนุษย์ เราเขียนเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นแค่ตัวหนังสือสวยหรู (ครับ) ก็แค่สิทธิเลือกตั้งที่เขาเลือกมา คุณยังยอมรับ ไม่ได้เลย


- ทางออกสังคมในระยะอันใกล้ ถ้าพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ใครควรเข้ามามีส่วนร่วม

ผมคิดว่าต้องทุกฝ่าย แต่ว่าในที่สุดต้องกลับไปเชื่อมกับประชาชน ซึ่งก็อาจจะเป็นปัญหาอีก โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนรากหญ้า ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าจะรับกันได้มั้ย ว่าคนพวกนี้เลือกมาทำรัฐธรรมนูญแล้วเนี่ย จะรับกันได้หรือเปล่า ที่สุดก็อาจจะเป็นคนจำนวนน้อยกว่า ที่เป็นคนชั้นกลางอาจจะรับไม่ได้ ก็จะกลายเป็นปัญหาแบบงูกินหางแบบนี้ คำถามคือเรารับกันตรงนี้ได้หรือยัง

ที่ผมพูดแม้แต่ในครอบครัวก็พูด แล้วก็แตกกันไปหมด เพราะคิดกันคนละอย่าง ที่บ้านผมแม่ผมก็บอกว่ารับไม่ได้กับนักการเมือง ผมก็ถามว่าถ้ารับไม่ได้แล้วประโยชน์ทางการเมือง แม่คิดว่าจะอยู่กับใครล่ะ แม่ก็บอกว่าอยู่กับคนที่ดี ผมถามแม่ว่า ตกลงรู้ได้ยังไงว่าเขาดีจริง


- ถ้าให้เวลาอีกสัก 2 การเลือกตั้งผ่านไป ตะกอนของความขุ่นเคืองจะค่อยดีขึ้นหรือไม่

ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ กติกาไม่มีการเปลี่ยน ไม่แก้หรอกครับ ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วว่ารัฐธรรมนูญ 2550 นำไปสู่ทางตันอย่างแน่นอน ผมก็ยังยืนยัน ถ้ายังเป็นอย่างนี้




 

Create Date : 27 เมษายน 2552    
Last Update : 27 เมษายน 2552 20:04:22 น.
Counter : 260 Pageviews.  

ประชาไทวิเคราะห์เชิงวิชาการ : คดีที่ดินรัชดาฯ

ที่มา ประชาไท
24 เมษายน 2552

‘ตุลาการผู้ไม่ภิวัตน์’

ในช่วงรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำให้สถาบันการเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะบริษัทเงินทุนต่าง ๆ ขาดสภาพคล่อง ด้วยพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยอิงแอบศักดินาอำมาตย์ และนายทุนสามานย์ ที่ยึดประโยชน์ของพวกตนเป็นใหญ่ จึงได้ทุ่มเทเงินจากภาษีของประชาชนเข้าช่วยเหลืออุ้มชูบริษัทเงินทุนเหล่า นั้นไว้ โดยมิได้คำนึงถึงความทุกข์ยากแร้นแค้นของราษฎร์

บริษัทเงิน ทุน เอราวัณทรัสต์ จำกัด เป็นบริษัทหนึ่งที่ขาดสภาพคล่องในทางการเงิน กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังขณะนั้น ได้สั่งให้กองทุนฟื้นฟูฯเข้าแก้ไขฟื้นฟูโดยเพิ่มทุนให้ 300,000,000 บาท และรับโอนหุ้นจดทะเบียนและชำระค่าหุ้นแล้วจากบริษัทเงินทุนเอราวัณทรัสต์ จำกัด ร้อยละ 75 ทำให้กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวร้อยละ 92 แต่กระนั้นบริษัทก็ยังมีกองทุนติดลบอยู่ จำเป็นต้องทำให้เงินกองทุนของบริษัทเป็นบวกเสียก่อนนำออกขาย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2538 กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จึงซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกของบริษัทเงินทุนเอราวัณทรัสต์ จำกัด 2 แปลง 31 โฉนด เนื้อที่รวม 121 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา เป็นราคาค่าซื้อทั้งสิ้น 4,889,497,500 บาท ซึ่งล้วนแต่เป็นเงินของประชาชนทั้งสิ้นต่อมากองทุนฟื้นฟูฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์บัญชีทรัพย์สินรอขายใหม่ทั้งหมดเพื่อรับรู้การขาดทุน โดยใช้ราคาประเมินของกรมที่ดินในขณะนั้นเป็นราคาที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เป็นผลให้ที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวมีราคาลดลงเหลือเพียง 2,064,600,000 บาท เฉพาะแปลงที่ 2 ที่เกี่ยวกับคดีนี้มีราคา 754,500,000 บาท

เมื่อวัน ที่ 22 กรกฎาคม 2546 กองทุนฟื้นฟูฯ นำที่ดินแปลงที่ 2 ออกประมูลขายทางอินเตอร์เน็ต โดยกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ 870,000,000 บาท มีผู้ประสงค์จะซื้อ 8 ราย แต่เมื่อกำหนดต้องเสนอราคาปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดเสนอราคาประมูล กองทุนฟื้นฟูได้ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงที่ 2 ออกเป็น 4 โฉนดโดยแบ่งหักส่วนที่เป็นสาธารณะประโยชน์ออกไป เหลือเนื้อที่ 22 ไร่ 78.9 ตารางวา หลังจากนั้นจึงประกาศขายที่ดินนี้ใหม่อีกครั้งโดยวิธีประกวดราคาโดยไม่กำหนด ราคาขั้นต่ำเอาไว้ มีผู้เสนอราคา 3 ราย คือบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 730,000,000 บาท บริษัท โนเบิลดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 750,000,000 บาท และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 เสนอราคา 772,000,000 บาท ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด และสูงกว่าราคาที่ดินที่ปรับแล้วคือ 754,500,000 บาท กองทุนฟื้นฟูจึงประชุมกันและอนุมัติให้คุณหญิงพจมาน เป็นผู้ชนะการประกวดราคา คุณหญิงพจมานได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับกองทุนฟื้นฟูฯ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2546 และชำระราคาครบถ้วนในเวลาต่อมาก่อนที่จะทำสัญญาซื้อขาย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2546 โดยพันตำรวจ ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือให้ความยินยอมแก่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซึ่งเป็นภรรยา โดยมอบหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวประเภทข้าราชการการเมือง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประกอบการทำสัญญาด้วย

มีปัญหาว่า โดยหลักกฎหมายและหลักนิติธรรม Rule of Law แล้วพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะจำเลยที่ 1 และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในฐานะจำเลยที่ 2 ควรต้องรับโทษในทางอาญาหรือไม่

ตามคำพิพากษาที่ได้อ่านและเปิดเผย แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์(อัยการสูงสุด) บรรยายฟ้องมามีเพียงการที่จำเลยที่ 1 ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 2 ในการร่วมประมูลซื้อและทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท และจากการไต่สวนพยานของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกอบรายงานสรุปสำนวนการตรวจสอบไต่สวนของ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ได้ความว่า การดำเนินการตั้งแต่ร่วมเสนอราคา ทำสัญญาจะซื้อจะขายจนกระทั่งทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกับกองทุนฟื้นฟูฯ นั้น เป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียว โดยไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีการกระทำการอย่างใดที่แสดงให้เห็นว่าร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 ด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนกระทำหรือเกี่ยวข้องในอันที่จะแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่าประสงค์จะมีเจตนาร่วมซื้อที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 ลำพังการที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาท ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอถึงขนาดให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำการร่วมกับจำเลยที่ 2 แล้ววินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำผิดเพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

ส่วน พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปรับบทกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และมาตรา 122 ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดและพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงอาญา

พระ ราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดดำเนินกิจการต่อไปนี้ (1) เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่กำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจ กำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี” วรรคสองบัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดที่ต้องห้ามมิให้ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่งให้ เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา” (ซึ่งหมายถึง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย) และวรรคสามบัญญัติว่า

“ให้ นำบทบัญญัติในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรค สอง โดยให้ถือว่าการดำเนินกิจการของคู่สมรส ดังกล่าวเป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ”

มาตรา 122 บัญญัติว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 100 มาตรา 101 หรือมาตรา 103 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” และวรรคสองบัญญัติว่า “กรณีความผิดตามมาตรา 100 วรรคสาม หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่คู่สมรสของตนดำเนินกิจการตามมาตรา 100 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิด” ดังนี้

จะเห็นได้ว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตามข้อ เท็จจริงที่ปรากฏนั้น พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตจร จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมเสนอราคาในการประมูลซื้อที่ดินพิพาทกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขาย ที่ดินพิพาท แต่เป็นการดำเนินการของคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีการกระทำการอย่างใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 ด้วย เหตุนี้จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ที่ได้กระทำการใดหรือลงมือกระทำการใด อันจะปรับได้ว่าเป็นผู้กระทำความผิดในตัวของจำเลยที่ 1เอง แต่จะเป็นความผิดได้เพราะการกระทำของคู่สมรสคือคุณหญิงพจมาน ผู้ภรรยาเท่านั้น ดังนั้นในเบื้องต้นจึงถือไม่ได้ว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่กำกับหน่วยงานของรัฐอันจะเป็นความ ผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (1)

ปัญหามีว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ควรจะต้องรับโทษในทางอาญาเพราะการกระทำของคู่สมรสคือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคสามหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดเพราะเป็นการเข้าประมูลประกวดราคาซื้อที่ดินโดยสุจริตและเปิด เผย และเงินที่ชำระราคาที่ดินที่ประมูลได้ก็ไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำ ความผิด ต้องคืนแก่คุณหญิงพจมานจำเลยที่ 2 ไปเช่นนี้ จึงไม่อาจจะนำเอาการกระทำที่ไม่เป็นความผิดของคุณหญิงพจมานไปเป็นการกระทำ ที่เป็นความผิดเพื่อลงโทษพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้กระทำหรือลงมือกระทำใด ๆ ดังกล่าวแล้วได้

นอกจากนั้น ตามมาตรา 122 วรรคสองยังบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้นด้วยว่า “กรณีความผิดตามมาตรา 100 วรรคสาม หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด พิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่คู่สมรสของตนดำเนินกิจการตามมาตรา 100 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิด” ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟัง เป็นยุติมาแต่แรกดังกล่าวแล้วว่า การดำเนินกิจการของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 คู่สมรสของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการด้วยตนเองตามลำพังเพียงคนเดียว ตั้งแต่การร่วมเสนอราคาการทำสัญญาจะซื้อจะขายตลอดจนกระทั่งทำสัญญาซื้อขาย ที่ดินพิพาท โดยพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือไม่ได้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนกระทำหรือเกี่ยวข้องในอันที่จะแสดงว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์จะมีเจตนาร่วมซื้อที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 ด้วย

ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งต่อศาลดังที่ปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลเองเช่น นี้แล้ว การดำเนินกิจการดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 2 เองตามลำพัง จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รู้เห็นด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นตั้งแต่ต้นเสียแล้ว โอกาสที่จำเลยที่ 1 จะให้หรือไม่ให้ความยินยอมจึงไม่มีหรือเป็นไม่ได้อยู่ในตัวซึ่งก็ไม่ผิด วิสัยที่ครอบครัวที่ร่ำรวยมั่งคั่งมีทรัพย์สินนับแสนล้านบาท อย่างเช่นจำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 จะทำเช่นนั้นได้ การที่จะเหมารวมและฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจหรือให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 2 ในการเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาท อันถือเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 และลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 100 (1) ประกอบด้วยมาตรา 122 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ. ศ. 2542 นั้น น่าจะไม่เป็นไปตามบทกฎหมายและความเป็นจริงดังกล่าวแล้ว

ลำพัง การยินยอมที่สามีให้แก่ภรรยาภายหลังจากภรรยาได้อสังหาริมทรัพย์มาจากการ ประมูลขายโดยชอบนั้น หาเป็นเหตุที่จะแสดงว่า สามีได้รู้เห็นยินยอมให้คู่สมรสของตนดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายมาแต่แรก อันจะทำให้สามีต้องรับโทษในทางอาญาไม่ และเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ที่จะมีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 2 แล้ว การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการตามมาตรา 100 นั้น ย่อมเท่ากับบังคับให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 นำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้เองอยู่แล้ว ทั้งศาลก็ได้รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นยุติมาแต่แรกดังกล่าวแล้ว น่าจะเป็นการขัดต่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เหตุนี้ที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นยินยอมและลงโทษจำเลยที่ 1 จึงน่าจะขัดต่อเหตุผลและความเป็นจริงและไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2541 มาตรา 122 วรรคสอง ปัญหาจึงควรแก่การพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำผิดบทกฎหมายดังกล่าวหรือไม่

ยิ่งกว่านั้นในคดีที่มีองค์คณะผู้ พิพากษาหลายคนที่จะต้องร่วมกันพิพากษาคดีโดยเฉพาะคดีอาญานั้น กฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างเคร่งครัดและชัดเจนถึงการใช้ดุลพินิจและการออก เสียงลงมติในการพิพากษาแต่ละคดีว่า

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 39 บัญญัติว่า “บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลากระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิด และกำหนดโทษไว้และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้น จะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ ใน คดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด”

2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 บัญญัติว่า “ให้ศาลใช้ดุลพินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่า จะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความ สงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 184 บัญญัติว่า “ในการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้อธิบดีผู้พิพากษา ข้าหลวงยุติธรรม หัวหน้าผู้พิพากษาในศาลนั้น หรือเจ้าของสำนวนเป็นประธาน ถามผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาทีละคนให้ออกความเห็นทุกประเด็นที่จะวินิจฉัย ให้ประธานออกความเห็นสุดท้าย การวินิจฉัยให้ถือตามเสียงข้างมากถ้าในปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่าย หรือเกินกว่าสองฝ่ายขึ้นไปจะหาเสียงข้างมากมิได้ ให้ผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากยอมเห็นด้วยผู้พิพากษา ซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า”

ปรากฏว่าในคดีที่ดินรัช ดาฯ นี้ มีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะ 9 คน การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 197 วรรคแรก บัญญัติไว้ ดังนั้นผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จึงต้องตระหนักและต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 39 วรรคสอง และหากกรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ต้องยกประโยชน์ แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 สำหรับการประชุมปรึกษาเพื่อมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวนี้

แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 20 จะบัญญัติว่า

“การ ทำคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดหรือพิพากษาคดี ให้ผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษาทุกคนทำความเห็นในการวินิจฉัยคดีเป็น หนังสือพร้อมทั้งต้องแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ และให้ถือมติตามเสียงข้างมาก ในการนี้องค์คณะผู้พิพากษาอาจมอบหมายให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งในองค์คณะผู้ พิพากษาเป็นผู้จัดทำคำสั่งหรือคำพิพากษาตามมตินั้นก็ได้...” ก็ตาม

แต่ ก็ไม่ปรากฏมีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาหรือบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ บัญญัติถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในการประชุมปรึกษาคดี ไว้ ตลอดจนกรณีที่มีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่ายจะหาเสียงข้างมากมิได้นั้น จะต้องดำเนินการอย่างไร ด้วยเหตุนี้ความในมาตรา 18 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงบัญญัติว่า

“...ให้นำบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาใช้บังคับ...โดยอนุโลม” นั่นก็คือต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 184 ข้างต้น มาบังคับใช้นั่นเอง โดยบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้ผู้พิพากษาทั้ง 9 คนออกเสียงพร้อมกันในคราวเดียวกันเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก แต่บัญญัติให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนต้องทำหน้าที่เป็นประธานยังไม่มีสิทธิ ออกเสียงทันทีถามผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาอีก 8 คนทีละคนว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดหรือไม่ปรากฏจากคำพิพากษาที่อ่านและเปิดเผยแล้วว่า คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนลงมติด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดให้จำคุก 2 ปี ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ในชั้นที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนทำหน้าที่ประธานสอบถามความเห็นผู้พิพากษา อีก 8 คนนั้นมีผู้พิพากษา 4 คนเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดแต่ผู้พิพากษาอีก 4 คนเห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดคะแนนเสียงจึงเป็น 4 ต่อ 4 เท่ากันแย้งกันอยู่กรณีเช่นนี้ ณ เวลานั้นขณะนั้นจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวข้างต้นว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดและกรณียังเป็นที่สงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดจริงหรือไม่เพราะมีคะแนนเสียงเท่ากันหาเสียงข้างมากไม่ได้ ซึ่งกรณีย่อมต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 184 ที่บัญญัติว่า

“ถ้าปัญหาใดมีความเห็นแย้งกันเป็นสองฝ่าย จะหาเสียงข้างมากมิได้ ให้ผู้พิพากษาที่เห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากยอมเห็นด้วยผู้พิพากษาซึ่งมีความ เห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า” อีกด้วย

ดังนั้นผู้พิพากษาเจ้าของ สำนวนคดีนี้ ซึ่งเป็นประธานและต้องออกเสียงเป็นคนสุดท้ายจึงต้องถูกผูกมัด และถูกบังคับด้วยบทกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งดังกล่าว ให้จำต้องลงมติว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดเพราะเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า แม้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนจะมีความเห็นขณะนั้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดก็ตาม เหตุนี้คะแนนเสียงของผู้พิพากษาคดีนี้ ที่พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 จึงเท่ากับว่าผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนที่ออกเสียงเป็นคนสุดท้ายได้ลงมติว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดซึ่งเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 มากกว่า น่าจะเป็นการฝ่าฝืนและขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 39 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 และมาตรา 184 จึงมีข้อพิจารณาว่าเป็นการลงมติที่ถูกต้องหรือไม่ คำพิพากษาคดีนี้สามารถยืนยันได้แท้จริงหรือไม่ว่าพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ควรต้องรับโทษในทางอาญา

อนึ่งการลงมติที่จะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 184 ดังกล่าวนี้ย่อมครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาในการประชุมเพื่อมีคำพิพากษาหรือคำ สั่งในคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาว่า จำเลยกระทำผิดหรือไม่ ควรลงโทษจำเลยหรือไม่เพียงใดหรือสมควรลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษจำเลยไว้หรือไม่เป็นต้น ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำตามตัวบทมาตรา 184 ที่ว่า “...ให้เจ้าของสำนวนเป็นประธาน ถามผู้พิพาทที่นั่งพิจารณาทีละคน ให้ออกความเห็นทุกประเด็นที่จะวินิจฉัย... ถ้าในปัญหาใด มีความเห็นแย้งกัน…” ดังนี้ แสดงว่าการลงมติขององค์คณะผู้พิพากษาในคดีอาญาต้องปฏิบัติตามความในมาตรา 184 ทุก ๆ ประเด็นปัญหา ไม่มีข้อยกเว้น

ด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กล่าวมา พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 จะได้รู้เห็นยินยอมให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ดำเนินกิจการเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่จะทำให้จำเลยที่ 1 กลายเป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100(1) และมาตรา 122 วรรคสอง หรือไม่และการประชุมปรึกษาองค์คณะผู้พิพากษาเป็นการประชุมและลงมติที่สอด คล้องกับกฎหมายดังกล่าวมาแล้วหรือไม่ หากองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนได้ลงมติให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว มติในการพิพากษาคดีนี้น่าจะเป็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำผิดด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4 ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดัง กล่าวหรือไม่

หากกรณีเป็นไปตามที่กล่าวมาโดยลำดับ สมควรหรือไม่ที่พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะต้องได้รับโทษในทางอาญา




 

Create Date : 27 เมษายน 2552    
Last Update : 27 เมษายน 2552 15:33:32 น.
Counter : 403 Pageviews.  

จดหมายเปิดผนึกถึงนักสันติวิธี : โปรดนับศพ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ด้วย

จดหมายเปิดผนึกถึงนักสันติวิธี : โปรดนับศพ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ด้วย

ภัควดี วีระภาสพงษ์

16 เมษายน 2552

วันก่อนผู้เขียนได้ดูรายการ ‘ที่นี่ทีวีไทย’ ที่มีการสัมภาษณ์กลุ่มนักสันติวิธีที่ประกอบด้วย อ.นฤมล อ.ยุกติ คุณนารี คุณเจษฎา และ อ.ศรีประภา หลังจากฟังจนจบแล้ว ผู้เขียนรู้สึก ‘จึก’ ในอก อาการ ‘จึก’ นี้ยังคงอยู่แม้จะผ่านมาวันสองวันแล้ว ยิ่งเมื่อคืนนี้ได้ฟังการสัมภาษณ์นักข่าวสายทหารและอาจารย์ชื่ออะไรที่ผู้เขียนขี้เกียจจะจำ ความ ‘จึก’ นี้ยิ่งฝังลึกถึงขั้นทำเอาเมื่อคืนนอนไม่หลับทีเดียว

แม้ว่าผู้เขียนจะเป็นลูกศิษย์ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คนหนึ่ง แต่เปรียบไปก็เป็นแค่ ‘นักเรียนหลังห้อง’ ไม่ค่อยตั้งใจฟังเวลาอาจารย์สอน แถมตอนอยู่มหา’ลัย ก็มัวแต่เมาเสียเป็นส่วนใหญ่ (นี่เป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับนักศึกษารุ่นหลัง โปรดตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้) ดังนั้น ผู้เขียนจึงรับความรู้มาแต่งูๆ ปลาๆ และโดยเฉพาะเรื่องสันติวิธีนั้น เป็นเรื่องที่ผู้เขียนรับมาจากอาจารย์น้อยถึงน้อยที่สุด

ผู้เขียนไม่ใช่นักคัดคำพูดของใครมาทีละท่อน และตอนนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจจำด้วยว่าคนไหนพูดว่าอะไร แต่ค่อนข้างแน่ใจว่า อ.นฤมลและคุณนารีพูดในทำนองว่า การปราบปรามของกองทัพต่อผู้ชุมนุมโดยไม่มีใครตายนั้น ถือว่ากองทัพและรัฐบาลทำได้ดี อดทน และเป็นที่น่าพอใจ (ถ้าผู้เขียนฟังผิดไป ก็ขออภัยทั้ง 2 ท่าน ขอให้ถือว่าผู้เขียนหูเฝื่อนและงี่เง่าไปเองก็แล้วกัน)

ในสายตาของผู้ไม่ใช่นักสันติวิธีอย่างผู้เขียน ผู้เขียนขอตั้งข้อสงสัยว่า การที่ทหารลากปืนออกมายิงขึ้นฟ้าและเล็งใส่ผู้ชุมนุมนั้น ถือว่าเป็นวิธีการควบคุมม็อบที่ “ดี อดทน และน่าพอใจ” จริงๆ หรือ

สมมติก่อนว่า สิ่งที่รัฐบาลแถลงนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง 1) ไม่มีใครตาย 2) ทหารใช้ลูกกระสุนจริงยิงขึ้นฟ้าและใช้ลูกกระสุนหัวกระดาษเล็งใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งมีแต่เสียงข่มขวัญ 3) ทหารเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ด้วยความแม่นยำประดุจโรโบค็อบ ไม่มีทหารคนไหนสับสนระหว่างปืนที่มีลูกกระสุนจริงกับปืนที่มีลูกกระสุนหัวกระดาษเลย ลูกกระสุนจริงทุกลูกที่ยิงออกไป ยิงขึ้นฟ้าหมดทั้งสิ้น และทุกลูกที่เล็งใส่ผู้ชุมนุมเป็นลูกหัวกระดาษหมดทั้งสิ้น

สมมติไว้ก่อนว่า ทั้ง 3 ประการข้างต้นนี้จริงทั้งหมด

ผู้เขียนขอสมมติว่า ถ้าตัวเองเป็นนักสันติวิธี ในสายตาของนักสันติวิธีจะคิดอย่างไร? ผู้เขียนขอตั้งคำถามแบบนักสันติวิธีชั่วคราวดังนี้คือ :

1) การลากอาวุธสงครามออกมาก็ถือเป็นความรุนแรงในตัวเองแล้วมิใช่หรือ? ดังที่ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เขียนไว้ในบทความหลังรัฐประหาร 2549 (ผู้เขียนไม่ใช่นักวิชาการ ขี้เกียจค้นชื่อบทความมาอ้างอิง มันคือบทความในหนังสือที่ ‘ฟ้าเดียวกัน’ พิมพ์รวมเป็นเล่มนั่นแหละ ท่านผู้อ่านโปรดไปค้นดูเอง) อ.ชัยวัฒน์บอกว่า ถึงแม้ดูเหมือนการรัฐประหารครั้งนั้นจะไม่มีความรุนแรงทางกายภาพเกิดขึ้น แต่มันก็ยังเป็นความรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้ (นี่คือข้อสรุปของผู้เขียนที่อ่านบทความจนจบ ไม่ใช่แค่อ่านประโยคสองประโยคแล้วด่วนสรุป จะสรุปผิดหรือไม่ ผู้เขียนรับผิดชอบเอง ไม่ต้องไปยุ่งกับ อ.ชัยวัฒน์ โปรดเข้าใจตามนี้)

ถ้ามีคนเอาอาวุธปืนมาเล็งใส่คุณ ปืนจะมีลูกหรือไม่มีลูก คุณจะถือว่ามันเป็นการใช้ความรุนแรงหรือไม่? ยิ่งอย่าว่าแต่ทหารทั้งกองวิ่งดาหน้าเข้าใส่คุณตอนตีสี่ เสียงปืนดังสนั่นปานสงครามกลางเมือง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคุณแน่ๆ คือความตื่นตระหนก ภาพของเหตุการณ์ ‘พฤษภาเลือด’ และ ‘ทหารฆ่าประชาชน’ ในสภาพการณ์แบบนั้น คุณจะมีเวลาแยกแยะหรือว่าลูกกระสุนนั้นทำจากอะไร? มีใครตายจริงหรือไม่? ถ้าคุณเห็นเลือด คุณก็ต้องคิดว่ามีคนตายแน่นอน

2) ทำไมนักสันติวิธีทั้ง 2 ท่านไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า เหตุใดไม่สั่งให้กองทัพใช้ลูกกระสุนหัวกระดาษทั้งหมด ทั้งที่ยิงขึ้นฟ้าและเล็งใส่ผู้ชุมนุม ถ้าเจตนาแค่ข่มขวัญ ทำไมต้องแยกเป็น 2 ประเภท? แล้วลูกกระสุนจริงที่ยิงขึ้นฟ้า มันไม่มีโอกาสตกลงมาใส่กบาลใครตายบ้างหรือ?

เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ผู้เขียนกลับไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านสามีที่ภาคใต้ คืนวันเคาท์ดาวน์นั้น ข้างบ้านที่ติดกันฉลองด้วยการเอาปืนพกมายิงขึ้นฟ้าไปหนึ่งนัด กระสุนนัดนั้นพุ่งขึ้นฟ้า แล้วตกลงมาทะลุหลังคากระเบื้องของบ้านแม่สามี ตกปุลงบนหมอนที่หัวเตียงห้องนอนห้องหนึ่งพอดิบพอดี โชคดีที่ทุกคนออกมาเคาท์ดาวน์กันหมด ไม่มีใครนอนอยู่บนเตียง

ผู้เขียนไม่ทราบว่า ถ้าลูกกระสุนจากปืนพกที่ยิงขึ้นฟ้าสามารถทะลุกระเบื้องหลังคาลงมาได้ ลูกกระสุนเอ็ม-16 ที่ยิงขึ้นฟ้าจะสามารถตกลงมาทะลุกะโหลกศีรษะหรือทะลุอกใครได้บ้างหรือไม่? หวังว่าจะมีนักฟิสิกส์สักคนสละเวลาช่วยคำนวณให้

นักสันติวิธีคิดว่านี่คือวิธีควบคุมม็อบที่ดี อดทนและน่าพอใจ อีกทั้งไม่ใช่การใช้ความรุนแรงตามหลักการสันติวิธีแล้วหรือ?

3) เท่าที่ความรู้งูๆ ปลาๆ ของผู้เขียนจะมีอยู่ เกิดมาจนบัดนี้ ผู้เขียนไม่เคยอ่านเจอที่ไหนมาก่อนเลยว่า วิธีการควบคุมและปราบม็อบของนานาอารยะประเทศ (ย้ำ อารยะประเทศ ไม่ใช่อนารยะประเทศ) ใช้วิธีให้กองทหารถือปืนเอ็ม-16 จะลูกกระสุนซ้อมหรือลูกกระสุนจริงก็ตามแต่ วิ่งไล่ยิงขู่ขวัญประชาชนแบบนั้น ทำไมในรายการวันนั้น นักสันติวิธีจึงไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เริ่มต้นการปราบม็อบด้วยแก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย รถฉีดน้ำแรงดันสูง (ซึ่งรัฐบาลสมชายเคยพยายามยืมจาก กทม. แต่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลแปลกๆ ว่า กลัวน้ำไม่สะอาด) หน่วยปราบจลาจลพร้อมโล่ กระบอง ดันม็อบ แยกม็อบเป็นกลุ่มย่อยๆ ใช้กระบองฟาดหัวร้างข้างแตกบ้าง จับใส่กุญแจมือ ยัดขึ้นรถ (อย่าทำแบบตากใบก็แล้วกัน) ฯลฯ ในสหรัฐอเมริกามีการใช้กระสุนยางยิงใส่ผู้ชุมนุม โดยที่ผู้ชุมนุมรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะถูกยิงด้วยกระสุนยาง โดยทั้งหมดนี้ทำในตอนกลางวันแสกๆ สว่างๆ การที่อยู่ดีๆ ตอนตีสี่ รัฐบาลก็เอากองทหารถือปืนเอ็ม-16 ไล่ยิงประชาชนนั้น นี่หรือคือมาตรการปราบม็อบจากวิธีละมุนละม่อมแล้วค่อยเพิ่มดีกรีความแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ?

ถ้าผู้เขียนเป็นนักสันติวิธี ผู้เขียนจะแนะนำรัฐบาลว่า นับจากนี้ ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ควรมีการฝึกหน่วยปราบจลาจลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุดจริงๆ ถ้าตำรวจทำไม่ได้ ยกให้กองทัพทำก็ได้ งบประมาณกองทัพมีเยอะแยะ เผื่อกองทัพคิดไม่ออกว่าจะเอางบไปทำอะไร ก็ควรเอางบที่ได้มากมายมหาศาลทุกปีไปใช้ซื้อแก๊สน้ำตา (อย่าลืมว่าของดีไม่มีถูก) สเปรย์พริกไทย รถฉีดน้ำ กระสุนยาง ฯลฯ ถ้าขนาดสามารถฝึกทหารให้ไม่สับสนระหว่างปืนที่มีลูกจริงลูกซ้อมได้อย่างไม่ผิดพลาดแล้ว จะฝึกควบคุมม็อบคงเป็นแค่เรื่องขี้หมูขี้หมา ไหนๆ กองทัพก็ถนัดในการปราบม็อบอยู่แล้ว ก็ควรทำให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไปเลย แถมยังช่วยให้มีรายการจัดซื้อพัสดุภัณฑ์เพิ่มขึ้นด้วย วิน-วินกันทุกฝ่าย

4) การที่รัฐบาลและกองทัพใช้มาตรการปราบม็อบด้วยวิธีการแปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ ทำให้ม็อบตกใจกลัวสุดขีด ทำให้ม็อบเข้าใจผิดคิดว่ามีคนตายแน่นอน (ม็อบที่ไหนจะมีเวลาไปนั่งดูข่าวว่าไม่มีใครตาย) ทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วม็อบและคนเสมอนอกว่า ‘ทหารฆ่าประชาชน’ อีกแล้ว เหตุนี้มิใช่หรือที่ทำให้เกิดสภาพ ‘นรกแตก’ ในวันรุ่งขึ้น เมื่อคนที่เข้าตาจน คนที่จนตรอก ตื่นตระหนกเสียขวัญ เลือดเข้าตา (เพราะเห็นเลือดเพื่อนตำตา โดยไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นตายร้ายดีอย่างไร หมดสัญญาณชีพแล้วหมอไทยยังชุบชีวิตขึ้นมาได้) ลองจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในสภาพนั้นบ้าง คนที่คิดว่าตัวเองต้องพยายามเอาชีวิตรอด พวกเขาย่อมไม่คำนึงแล้วถึงวิธีการที่จะนำมาใช้ ไม่ต้องให้ใครวิดีโอลิงก์เข้ามาปลุกระดมหรอก วิธีปราบม็อบที่ดินแดงตอนตีสี่นั่นแหละ คือการปลุกปั่นม็อบให้ก่อวินาศกรรมได้ดีที่สุดในโลก !

ตอนนี้คนเสื้อแดงไม่ได้พ่ายแพ้ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ตอนนี้พวกเขายังถูกเกลียดชัง ถูกไล่ต้อนเหมือนหมูเหมือนหมา ถูกดูถูกเหยียดหยามว่าค่าจ้างแค่ 300 บาทก็ซื้อชีวิตได้ (คนกรุงนี่แปลก ตอนทักษิณด่าผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ว่า ‘โจรกระจอก’ ก็ด่าว่าทักษิณปากเสีย ตอนนี้ตัวเองก็ทำอย่างที่ทักษิณทำ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่แทบทุกเรื่อง) รัฐบาลที่กลัวไม่มีอะไรจะทำและสื่อที่กลัวไม่มีข่าวจะขาย ก็ช่วยกันปลุกปั่นขยายความว่า นปช.จะลง ‘ใต้ดิน’ สรุปว่ากลัวกระรอกไม่เห็นโพรง ก็เลยช่วยชี้โพรงให้กระรอก เผื่อกระรอกไม่ทันคิด เลยช่วยบอกทางให้เสียเลย สรุปว่าคนกรุงและชนชั้นสูงในเมืองหลวงเห็นว่าประเทศไทยมีแค่ 3 จังหวัดภาคใต้ยังไม่พอ เลยอยากให้ภาคเหนือและอีสานมี ‘กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ’ เพิ่มขึ้นเสียเลย?

ในช่วงหลายปีมานี้ ผู้เขียนศึกษาเรียนรู้เรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จะนิยามชื่อวิชาว่าอะไรดี แต่โดยเนื้อหาก็คือ การฝึกมองโลกจากสายตาของผู้อยู่เบื้องล่าง สิ่งแรกที่ผู้เขียนค้นพบด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวดก็คือ คนจนและคนชายขอบไม่ว่าที่ไหนในโลก นอกจากการเอาชีวิตรอดที่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขามี สิ่งที่เขาหวงแหน บางครั้งให้คุณค่ายิ่งกว่าชีวิต ก็คือ ‘ศักดิ์ศรี’ เรื่องนี้ใครๆ อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ แต่ผู้เขียนโง่ ไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนนึกว่าสิ่งที่จะค้นพบคือเรื่องการเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม เรื่องปากท้อง ฯลฯ ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สิ่งที่คนจนไขว่คว้ามากที่สุดก็คือ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’

ผู้เขียนไม่ได้โรแมนติกและไม่ได้อ่านนิยายมากไป

คนจนต้องการศักดิ์ศรี คนชั้นกลางและคนรวยต้องการอภิสิทธิ์ ศักดิ์ศรี vs. อภิสิทธิ์ สองอย่างนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โฆษกรัฐบาลที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเป็นบุคลาธิษฐานของสิ่งที่คนชั้นกลางและคนชั้นสูงปรารถนาอย่างสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในโลกความเป็นจริง

ผู้เขียนไม่รู้ว่า อ.นฤมลและคุณนารีหมายความอย่างที่พูดจริงๆ หรือเปล่าว่า ครั้งนี้รัฐบาลและกองทัพจัดการได้ดี เพราะไม่มีใครตาย แต่ศักดิ์ศรีของคนเสื้อแดงจนๆ ที่ถูกทำลายไปอย่างย่อยยับเล่า มันไม่มีคุณค่าให้คำนึงถึงเลยหรือ? นักสันติวิธีรู้จักแค่วิธีนับศพ แต่ไม่รู้จักนับหัวใจที่ตายแล้วในร่างที่ยังมีลมหายใจอยู่หรือ?

เมื่อคนเสื้อแดงเป็นได้แค่หมาจนตรอก เสียงพูดที่เป็นภาษาไทยแท้ๆ ของเขาจึงไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครฟัง มันกลายเป็นแค่เสียงหนวกหูเหมือนเสียงเห่าของหมาข้างถนน แน่นอน พวกเขาย่อมต้องลุกขึ้นต่อสู้อีกครั้งและอีกครั้ง เพื่อไขว่คว้าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์กลับคืนมา เพื่อให้เสียงอึกทึกของเขากลายเป็นภาษาที่ฟังรู้เรื่อง เพื่อให้สังคมของอภิสิทธิ์ชนรับรู้การดำรงอยู่ของพวกเขา

แต่ด้วยวิธีการแบบใดเล่า?

ความจนตรอกและความสิ้นหวังไม่ใช่หรือคือบ่อเกิดของการใช้ความรุนแรง?

ผู้เขียนมีข้อเสนอต่อนักสันติวิธีในสังคมไทยดังนี้คือ:

1) เราพูดกันมามากแล้วถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ข้อต่อที่เปราะบางที่สุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมก็คือคนจนที่สิ้นหวัง ความอัดอั้นคับข้องของพวกเขา หากไม่มีการระบายและแก้ไขอย่างถูกต้อง ย่อมปะทุระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงได้เสมอ เราควรยอมรับกันได้แล้วว่า การประท้วงและการเมืองบนท้องถนนย่อมเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มคนที่ถูกกีดกันอื่นๆ ในสังคมด้วย

2) ผู้เขียนทึกทักว่า นักสันติวิธีคงต้องการให้สันติวิธีและการไม่ใช้ความรุนแรงลงหลักปักรากฐานในสังคมไทย และเนื่องจากนักสันติวิธีมักเป็นผู้มีศรัทธาในศาสนาด้วย การเผยแผ่แนวคิดสันติวิธีจึงไม่น่าแตกต่างมากนักกับการเผยแผ่ศาสนา และสามารถทำควบคู่กันได้

3) ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า หากเป้าหมายของนักสันติวิธีเป็นไปตามข้างต้นจริงๆ ป่วยการเปล่าที่นักสันติวิธีจะเสียเวลาไปกับกิจกรรมอย่างเช่น ธรรมยาตรา ซึ่งต้องไปทะเลาะกับพวกฮิปปี้ฝรั่งที่มาร่วมขบวน หรือเอาดอกไม้ขาวไปโปรยถนน ซึ่งทำให้คนกวาดถนนต้องมาคอยเก็บกวาด เผลอๆ จะถูกคนกรุงเทพฯ โกรธอีกเปล่าๆ ว่าไปทำให้เขารถติด

ตอนนี้ข้อต่อที่เปราะบางที่สุดในสังคมก็คือคนจน ซึ่งบางส่วนก็คือคนเสื้อแดงนี่เอง ถ้าเช่นนั้น ไฉนเล่า นักสันติวิธีไม่ดำเนินการเชิงรุก เดินเข้าไปหาพวกเขา เหมือนอย่างที่นักบวชสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อยเดินฝ่าป่าดงเข้าไปหาคนจนพื้นเมืองในละตินอเมริกา แล้วอบรมพวกเขาเรื่องการประท้วงด้วยสันติวิธี (ขอทุนจาก สสส. บ้างก็ได้) นักสันติวิธีไม่จำเป็นต้องจำกัดกลุ่มคนเฉพาะพวกเสื้อแดง คนอีกกลุ่มที่ต้องการการอบรมเรื่องนี้อย่างขนาดหนักก็คือ กลุ่มคนเสื้อเหลือง ทหาร รัฐบาลและตำรวจ ถ้าหากพวกเขาต้องการสันติวิธีจริงๆ และไม่ต้องการอภิสิทธิ์มากเกินไป

เพราะสันติวิธีนั้นไม่ใช่สำเร็จได้ง่ายๆ ด้วยปากพูดหรือเขียนใส่ป้ายเดินชูให้คนเห็น เท่าที่ความรู้อันน้อยนิดของผู้เขียนมีอยู่ การใช้สันติวิธีในกระบวนการเรียกร้องทางการเมืองในต่างประเทศนั้น ต้องอาศัยการอบรมและการฝึกกันเป็นสัปดาห์ บางทีเป็นเดือน และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอบรม ตัวอย่างก็มีเช่น องค์กรกรีนพีซ องค์กร Ruckus เป็นต้น

ผู้เขียนหวังว่า ในอนาคตจะได้เห็นค่ายอบรมสันติวิธีที่เปิดกว้างและเข้าถึงสำหรับคนทุกกลุ่มทุกชนชั้น เพื่อให้สันติวิธีได้หยั่งรากในสังคมไทยอย่างแท้จริง

และคราวหน้าโปรดอย่านับแค่ศพคนตาย แต่กรุณานับหัวใจของคนที่ตายทั้งเป็นด้วย!

ด้วยความนับถือ

ภัควดี วีระภาสพงษ์

ที่มา : ประชาไท




 

Create Date : 17 เมษายน 2552    
Last Update : 17 เมษายน 2552 20:30:35 น.
Counter : 326 Pageviews.  

ว่าด้วยเรื่ิองของหวยบนดิน

จากกรณี
(10 มี.ค.) นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ทนายความคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีหวยบนดิน 3 ตัว และ 2 ตัว ที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหาร และข้าราชการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กับพวกรวม 47 คน เป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์ตนเอง หรือผู้อื่น ยักยอกทรัพย์ ปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ว่า คดีนี้ศาลฎีกาฯ นัดไต่สวนพยานโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 31 มี.ค.นี้ เวลา 09.30 น.โดยได้เตรียมพยานเข้าเบิกความจำนวน 4 ปาก ซึ่งพยานปากแรกที่จะนำเข้าเบิกความ คือ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เข้าเบิกความให้ศาลฎีกาฯเห็นถึงภาพรวมและที่มาที่ไปของคดีนี้

นายสิทธิโชค ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะนำเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายหวยบนดิน ซึ่งถูกอายัดออกมาใช้ ว่า คดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องพวกจำเลยทั้ง 47 คน ให้รวมกันชดใช้เงินจำนวน 14,862,254,865.94 บาท คืนให้กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพฯ ผู้เสียหาย ไม่ได้ฟ้องอายัดทรัพย์ที่ได้มาจากการจำหน่ายหวยบนดิน จึงไม่แน่ใจว่า เงินจากการขายหวยบนดินจะมีอยู่หรือไม่ เท่าที่ทราบมีการออกหวยบนดินทั้งหมด 80 งวด ได้เงินมากว่า 1.4 แสนล้านบาท แต่ปรากฏว่า ไม่ได้มีการนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นรายได้ของรัฐ เพื่อส่งเข้ากระทรวงการคลัง แต่กลับส่งเข้าบัญชีอื่น โดยมีคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์ ที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่เบิกจ่ายเงินให้กับโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ที่อ้างว่าเป็นการคืนเงินสู่สังคม


แล้วมันแปลกตรงไหน ก็เข้าไปเข้าบัญชีอื่นที่
-------------------------
กรมบัญชีกลาง และ สตง ที่คุณหญิงจารุวรรณ
(รัีบตำแหน่งเป็นทั้ง คตง(9)+สตง(1) = คุณหญิงจารุวรรณ
-------------------------
คอยตรวจสอบ และ ดูแลการเบิกจ่ายอยู่แล้ว
เงินที่ว่านี่อยู่ในกลุ่มเงินนอกงบประมาณ เข้าไปGoogleค้นหาได้เลย

เค้าก็บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่า เงินเข้ารัฐ
หากย้อนกลับไปดูมติ ครม.เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 46 วัตถุประสงค์ของการออกหวยบนดิน
เพื่อต้องการปราบปรามเจ้ามือหวยใต้ดินให้หมดไปจากสังคมไทยและนำรายได้
ส่วน เกินของกองทุนเงินรางวัลหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว มาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนคนยากจน โดยมีคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์ สำหรับแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส โดยให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อดูแลการใช้จ่ายเงินของเงินกำไรของหวยบนดิน หรือกองทุนเงินรางวัลหวยบนดิน โดยขณะนั้นมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นรองนายกฯ และได้รับหน้าที่เป็นประธานเรื่อยมาจนถูกรัฐประหาร

การให้นำเงินเข้ารัฐ แทนการเข้ากองสลากเพื่อให้การเบิกจ่ายเงินให้ได้รวดเร็ว เพื่อนำไปใช้แก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสและพัฒนาศักยภาพคนจน
นอกเหนือจากการศึกษานี้ สามารถส่งเรื่องให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์พิจารณาได้ เพื่อจัดสรรงบให้

จากคุณ : แคบหมูไร้มัน - [ 10 มี.ค. 52 20:31:36 A:117.47.137.67 X: ]


สรุปยอดเงินบริจาคจากโครงการสลากแบบเลขท้าย3 ตัว และ 2 ตัว(รายได้สุทธิ 72 งวด เป็นเงินทั้งสิ้น 28,267,666,369.36 บาท)

1.ทุนการศึกษาเด็กโครงการเขียนเรียงความ งวดที่ 1 125,000,000.00 บาท
2.สัปดาห์วิทยาศาสตร์ 35,500,000.00 บาท
3.ทุนการศึกษาเด็กโครงการเขียนเรียงความ งวดที่ 2 400,590,000.00 บาท
4. โครงการอ่าน เขียน เรียน เที่ยว 10,000,000.00 บาท
5.โครงการทุนการศึกษาต่อของนักเรียนระดับอุดมศึกษา
(ปริญญาตรี) 50,113,732.00 บาท
6.โครงการเสริมความรู้และสร้างรายได้นักเรียนในระหว่างปิดภาคฤดูร้อน 10,000,000.00 บาท
7.โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ 600,000.00 บาท
8.โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ 289,626,730.00 บาท
9.โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ 195,072,737.00 บาท
10.โครงการทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย ระยะที่ 1 773,000.00 บาท
11. ทุนการศึกษาเด็กโครงการเขียนเรียงความ งวดที่ 3 402,519,000.00 บาท
12. โครงการ“หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน” 446,469,420.00บาท
13.ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย 2,000,000.00 บาท
14.ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย 470,227,000.00 บาท
15.ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยที่ศึกษา ณ ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย 11,340,000.00 บาท
16.โครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส 402,519,000.00 บาท
17.โครงการประชาสัมพันธ์งานและพัฒนายุทธศาสตร์สำหรับแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส 31,000,000.00 บาท
18.ทุนการศึกษาบุตรธิดาอาสาสมัครสาธารณสุข 2,000,000.00 บาท
19.ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ทำประโยชน์แก่สังคมและราชการ 526,221,000.00 บาท
20.พิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษาในส่วนของต่างจังหวัด 600,000.00 บาท
21. โครงการทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย ระยะที่ 1 (1 อำเภอ 1 ทุน) 186,297,575.00 บาท
22.ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย 1,691,773,173.00
บาท
23.ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย 8,950,000.00 บาท
24.ทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา 4,521,067.00 บาท
25. ทุนการศึกษาของนักเรียนระดับอุดมศึกษา 276,360,892.00 บาท
26.ทุนการศึกษาของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอ 3,463,308.00 บาท
27.โครงการบัณฑิตเพื่อความมั่นคง 1,374,000.00 บาท
28.โครงการแก้ไขปัญหาเด็กที่ได้รับผลกระทบเด็กด้อยโอกาส 49,700,000.00 บาท
29.ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อยแก้ไขปัญหาเด็กเร่ร่อน
120,348,960.00 บาท
30. ทุนการศึกษาโครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชน 798,499,960.00 บาท
31. ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย งวดที่ 3 852,584,110.00 บาท
32.โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส 9,496,000.00 บาท
33. ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและราชการ 317,355,680.00 บาท
34. โครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน” 91,227,307.00 บาท
35. โครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน” 9,778,067.00 บาท
36. โครงการ “หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน” 3,463,308.00 บาท
37. โครงการแก้ไขปัญหาเด็กพิการ เด็กเร่ร่อน และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคเอดส์ 19,102,290.00 บาท
38.ค่าใช้จ่ายจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ประจำปี 2548 35,000,000.00 บาท
39. ค่าใช้จ่ายโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ประจำเดือนกันยายน 2548 385,091,348.00 บาท
40.ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยที่ศึกษา ณ ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย 3,024,000.00 บาท
41. โครงการ“โรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลออทิสติก” 2,424,114.00 บาท
42.ค่าใช้จ่ายในกระบวนการคัดเลือกผู้รับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 2 44,065,000.00 บาท
43.ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย งวดที่ 1 สำหรับทุนการศึกษาปี 2548 1,590,320,300.00 บาท
44.ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและราชการ งวดที่ 1 สำหรับ ทุนการศึกษาปี 2548 606,667,840.00 บาท
45.ทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา 4,513,391.00 บาท
46.ทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอและกิ่งอำเภอในระดับอุดมศึกษา 273,437,422.29 บาท
47.โครงการแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาสโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 2 ปี 2549 88,013,264.50 บาท
48.ทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและราชการ งวดที่ 2 สำหรับ ทุนการศึกษาปี 2548 2,170,034,540.00

รวม13,059,058,535.79 บาทครับ รายได้รวมคือ 28,267,666,369.36 จาก 72 งวด ยังมีส่วนขาดอีก 15,208,607,833.57 บาท

ยังเป็นงบจัดสรรครับ อันนี้อยู่ในงบส่วนกลาง ถ้าติดตามข่าวกลางปี49จะทราบว่างบส่วนกลางของรัฐบาลก่อนนั้นค่อนข้างมาก
แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว(ย้ำว่าความเห็นส่วนตัว)
เพื่อ สะดวกแก่การเบิกหน่ะครับ ถ้าคุณมีอายุมากคงจะทราบดีว่าราขการนั้นเบิกงบกันนานมากเช่นกรณี ทสึนามิ แต่ทุกครั้งก็มีรายละเอียดนะครับ

จากคุณ : Zenmaster_T - [ 11 พ.ค. 50 13:26:36 A:203.144.193.61 X: ]

ข้อมูลเหล่านี้ไม่มีใครสงสัยหรอกครับ เพราะมันตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ง่ายจากข้อมูลของสำนักสลากครับ

แต่ข้อมูลที่น่าสงสัยในรัฐบาลขิงเน่า คือ
เงินที่เม้มไปจากเงินหวยบนดินประมาณหมื่นล้าน
เม็ดเงินที่หายไปจากโครงการที่อ้างว่าประชานิยม เกือบสองแสนล้าน
เงินสองจำนวนนี้มันหายไปไหนหมด จึงไม่ออกมากู้วิกฤติเศรษฐกิจในยามคับขันเช่นนี้
อ้อ แล้วขอเพิ่มเติมอีกเรื่อง คือ เรื่อง งบประมาณลงใต้ ที่นายกสุรยุทธว่า เรื่องแก้ไขปัญหาต่างๆที่ล่าช้าเพราะงบประมาณไม่มี แต่จากการแถลงของ ศอบต.เรื่องจากจัดสรรงบ ลง 3 จังหวัดชายแดนใต้
ปี 47 - 10491 ล้าน
ปี 48 - 8942 ล้าน
ปี 49 - 9163 ล้าน
ปี 50 - แค่ไตรมาศแรก (เดือน มค-มีค) ก็ถลุงไป 5731 ล้านแล้ว ค้านกับคำแถลงของนายกสุรยุทธ เงินก็เบิกจ่ายออกไปถล่มทลาย แต่ผลงานต่างๆไม่ปรากฎ แถมยังจะลดเงินของผู้ปฎิบัติการอีกต่างหาก โจรใต้มีจำนวนไม่เกิน 2000 คน แต่ระดมเจ้าหน้าที่ลงไป 44191 นาย การขี่ช้างไล่จับตั๊กแตนอย่างนี้ มันเป็นความบกพร่องของผู้วางนโยบายอย่างแน่นอน

จากคุณ : บุรุษหน้าเหล็ก - [ 11 พ.ค. 50 14:36:24 A:124.157.157.145 X: ]

เงินกำไรจากหวยบนดินนั้น
1.ถ้าถือว่าการออกหวยบนดินเป็นการออกตามพระราชบัญญัติสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ถือว่าคุณทักษิณทำผิดพรบ.ดังกล่าว เงินกำไรนั้นจะถือเป็นเงินรายได้ของกองสลาก ต้องส่งเข้าคลังและถือเป็นเงินงบประมาณ คุณทักษิณไม่มีสิทธินำไปใช้ในโครงการใดๆทั้งสิ้น การใช้ต้องทำเป็นพรบ.งบประมาณประจำปี โดยสภาต้องรับรอง ข้อนี้คือ ข้อที่บางคนพยายามดึงให้เป็น เพื่อใช้ทำลายคุณทักษิณ
2.ถ้าถือว่าการออกหวยบนดินเป็นการออกตามพรบ.การพนันพ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรค 2 และคุณทักษิณโดยอาศัยอำนาจตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มอบหมายให้กองสลากดำเนินการแทน ซึ่งสามารถทำได้ ก็จะไม่เป็นการผิดตามพระราชบัญญัติสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่อย่างใด และเงินกำไรนั้นจะถือเป็นเงินรายได้ของรัฐบาล เป็นเงินนอกงบประมาณ ไม่ต้องส่งเข้าคลัง แต่โดยทางปฏิบัติกองสลากจะฝากเงินนั้นไว้ในบัญชีของกระทรวงการคลัง รัฐบาลสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องทำเป็นพรบ.งบประมาณ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณทักษิณจึงสามารถนำไปใช้ในโครงการต่างๆตามที่จขกท. กล่าวมาได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย เพียงทำบัญชีให้ถูกต้องและระวังไม่ให้มีการทุจริตเท่านั้น และแม้มีการทุจริตในการใช้เงินก็เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติการ ไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณครับ ตรงนี้เป็นข้อต่อสู้ที่คุณทักษิณสามารถนำมาต่อสู้ในศาลได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่กล้าฟ้องคุณทักษิณครับ

จากคุณ : ปาป๊าเติ้ง (เติ้ง1234) - [ 11 พ.ค. 50 15:31:06 A:124.120.97.187 X: ]

ที่มา กระทู้เก่าพันทิป

ทางสองแพร่ง "หวยบนดิน" อุดมคติกับความจริงที่สังคมไทยต้องยอมรับ [27 พ.ย. 49 - 18:43]

หวยบนดิน หรือที่เรียกเป็นภาษาทางการว่า โครงการสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว อาจต้องเลื่อนกำหนดการจัดจำหน่าย และออกรางวัลในงวดถัดไป โดยเฉพาะในงวดสิ้นปีวันที่ 30 ธ.ค. 2549

หลังจากที่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวนหนึ่งออกมาคัดค้านรัฐบาล ในการเร่งรีบแก้ไขกฎหมายสลากกินแบ่งรัฐบาลใน 3 วาระรวด เพื่อให้สามารถทำการจัดจำหน่ายหวยบนดินต่อไป ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากได้มีการหยิบยกประเด็นที่ว่า การจำหน่ายหวยบนดินซึ่งเริ่มต้นในรัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

แต่ก่อนจะไปดูว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้คนในสังคมไทย ต้องกลับมาถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายกับเรื่องนี้อีกครั้ง ทั้งๆที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ทำการจัดจำหน่ายและออกรางวัลหวยบนดิน มาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว

ทีมเศรษฐกิจ อยากจะขอให้ย้อนกลับไปดูงานวิจัยในโครงการเศรษฐกิจการพนันเรื่องหวยใต้ดิน : โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลต่อเนื่องจากเรื่องเศรษฐกิจนอกกฎหมายที่ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ร่วม กับคณาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาเพื่อชี้ให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงปัญหารากเหง้าที่ บ่อนทำลายชาติ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปี 2544

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้อ่านทราบถึงที่มาก่อนที่บทวิจัยเหล่านี้ จะพลิกผันนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลหาหนทางแก้ไข และปราบปรามให้ธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบ่อน ซ่อง หวยใต้ดิน และยาเสพติด ซึ่งประมาณกันว่า มีเงินสะพัดอยู่นอกระบบสูงถึงปีละ 30-40% ของรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ต้องหมดไป

ในบทวิจัยนี้ และผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกันระบุว่า หวยใต้ดิน หรือหวยเถื่อน ซึ่งหมายถึงการพนันที่ยึดเอาผลการออกสลากกินแบ่งรัฐมาเป็นหลักนั้น เป็นการพนันที่มีประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับการพนันอื่นๆไม่ว่าจะเป็นพนันบอล หรือเข้าบ่อน

โดยผลการสำรวจในปี 2544 พบว่า มีผู้เล่นหวยใต้ดินในจำนวนที่สูงถึง 71.82% หรือคิดเป็นประชากรทั้งสิ้น 23.70 ล้านคน ขณะที่มีผู้ซื้อ (เล่น) สลากกินแบ่งรัฐบาล 62.49% หรือคิดเป็นจำนวนประชากรเฉลี่ย 20.62 ล้านคน และการเล่นการพนันตามบ่อนต่างๆอีก 17.15% หรือคิดเป็น 5.72 ล้านคน

ผลการศึกษาระหว่างปี 2536-2539 ยังระบุด้วยว่า มีเม็ดเงินสะพัดอยู่ในธุรกิจหวยใต้ดินเป็นจำนวนถึง 320,000 ล้านบาท และถัดมาอีก 5 ปี หรือในปี 2544 มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นเป็น 542,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 25-30% หรือประมาณ 135,000-162,000 ล้านบาท เป็นรายได้ของเจ้ามือหวยใต้ดิน และคนเดินโพย

ในขณะที่ยอดขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งปีมีเพียง 36,480 ล้านบาท ต่ำกว่าเม็ดเงินในวงจรหวยใต้ดินถึง 9 เท่า

รายได้จำนวนมหาศาลนี้เอง ทำให้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี ต้องการจะดึงเงินนอกระบบเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง จึงได้มอบให้สำนักงานสลากกินแบ่งฯ ร่วมกับนักวิชาการกลุ่มเดียวกันจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษารูปแบบของธุรกิจการพนัน : ทางเลือกเชิงนโยบายขึ้น ซึ่งนอกจากจะศึกษาธุรกิจการพนันในประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการนำเอาธุรกิจการพนันประเภทต่างๆเข้ามาอยู่ในระบบเสียภาษีตามกฎหมาย แล้ว ยังศึกษาไปถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจหวยใต้ดิน ซึ่งพบว่า นอกจากรางวัลจูงใจสูงๆที่เอามาเป็นตัวล่อแล้ว

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้หวยใต้ดินเติบโต ได้อย่างต่อเนื่องก็คือ ความยุ่งยากทางเศรษฐกิจ และวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ต้องเผชิญ

ในฐานะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวิจัยขณะนั้น นายสังศิตเปิดเผยว่า หลังจากที่ต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 งบประมาณที่ใช้ในการลงทุนถูกตัดทอน เพราะเศรษฐกิจย่ำแย่ลง นักการเมืองท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่เติบโตมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จึงต้องผันตัวเองไปเป็นเจ้ามือหวยใต้ดินและจับยี่กี

“การ เพิ่มผลิตภัณฑ์ของสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว จำหน่ายแก่คนไทย ซึ่งมีความคุ้นเคยอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นทางออกหนึ่ง ถึงแม้จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังดีกว่าจะไม่ดำเนินการใดๆ และปล่อยให้เกิดระบบหวยใต้ดินขยายตัวขึ้นจนไม่สามารถแก้ไขได้”

ผลการศึกษาโดยรวมทำให้ ครม.ในชุดที่ผ่านมา มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2546 อนุญาตให้สำนักงานสลากกินแบ่งฯ จำหน่ายสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว เป็นงวดแรก เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2546 แข่งขันกับหวยใต้ดิน รวมทั้งหมด 4 ประเภทด้วยกันคือ

1. ผู้ที่ถูกรางวัลสลากเลขท้าย 3 ตัว รางวัลที่ 1 แบบตรงเลขตรงหลัก (3 ตัวตรง) จะได้รับเงินรางวัลบาทละ 500 บาท 2. ผู้ที่ถูกสลากเลขท้าย 3 ตัว รางวัลที่ 1 แบบตรงเลขไม่ตรงหลัก (3 ตัวโต๊ด) รางวัลบาทละ 100 บาท 3. ผู้ที่ถูกรางวัลสลากเลขท้าย 2 ตัว รางวัลที่ 1 แบบตรงเลขตรงหลัก (2 ตัวบน) รางวัลบาทละ 65 บาท และ 4. ผู้ที่ถูกรางวัลสลากเลขท้าย (2 ตัวล่าง) รางวัลบาทละ 65 บาท โดยการันตีว่าไม่หนี ไม่เบี้ยว โดยหวยบนดินมีจำหน่าย 3 ราคา คือ 20, 50 และ 100 บาท

แต่กระนั้น ยอดจำหน่ายหวยบนดินก็ยังมีไม่มาก เพราะเงินรางวัลที่จ่ายน้อยกว่า ซ้ำรางวัลยังมีจำนวนน้อยกว่า ขณะที่หวยใต้ดินให้เครดิตแทงงวดนี้จ่ายงวดหน้า แถมยังแทงงวดหน้าได้อีก โดยที่ผู้ซื้อยังได้รับส่วนลดอีก 20-30% คอหวยจึงมองว่า หวยใต้ดินใช้เงินซื้อน้อยกว่า และยังได้รับเงินรางวัลใกล้เคียงกัน

นี่ทำให้หวยบนดินของรัฐบาลมียอดซื้อเข้ามาเพียงงวดละ 500-600 ล้านบาท หรือเดือนละประมาณ 1,000-1,200 ล้านบาท ซึ่งน้อยมาก และสุ่มเสี่ยงต่อความสามารถ ในการจ่ายเงินรางวัล เพราะหวยบนดินเป็นของรัฐ รับแทงไม่อั้น ถ้าซื้อเลขเดียวกันเป็นจำนวนมาก สำนักงานสลากกินแบ่งฯอาจล้มละลายได้

ตรงนี้ต่างกับหวยใต้ดิน ซึ่งถ้าซื้อเลขเดียวกันมากๆ ก็จะไม่รับแทง หรือถ้ารับแทง เมื่อถูกรางวัล ก็จะได้เงินไม่เต็มจำนวน หรือเจ้ามือเบี้ยวไม่จ่าย เป็นต้น

นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากฯ และ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งฯ จึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มรางวัลแจ็กพอตของหวยบนดินขึ้น เพื่อหยุดการเติบใหญ่ของหวยใต้ดินให้ได้

รางวัลแจ็กพอตถูกนำเข้ามาดำเนินครั้งแรกในงวดวันที่ 16 เม.ย.2547 จากนั้นเป็นต้นมา ยอดการจำหน่ายสลากก็พุ่งทะลุเป็นงวดละ 1,500 ล้านบาท จนถึงงวดล่าสุด เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2549 ยอดการจำหน่ายพุ่งขึ้นไปถึง 2,800 ล้านบาท เพราะรางวัลแจ็กพอตมีเงินก้อนโตที่ดึงดูดใจคอหวย

เมื่อได้มีการตรวจสอบยอดการจำหน่ายหวยบนดิน ตั้งแต่งวดแรกจนถึงงวดวันที่ 16 พ.ย.2549 ก็พบว่า สำนักงานสลากกินแบ่งฯมีรายได้จากการนี้รวมทั้งสิ้น 131,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 30,000 ล้านบาท

เงินจำนวนนี้ถูกระบุว่าบริจาคเพื่อการกุศลไป 13,000 ล้านบาท (ดูตารางประกอบ) ส่วนที่เหลืออีก 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกองทุนเพื่อกันเงินไว้จ่ายรางวัล 5,000 ล้านบาท และอีก 10,000 ล้านบาท เป็นเงินสะสมที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน มีแนวคิดจะนำไปเป็นรายได้ส่งคืนคลังเพื่อปิดหีบงบประมาณให้ลงตัว

แม้รายได้ที่เกิดขึ้น จะยังไม่มากเท่ากับรายได้ของหวยใต้ดินที่วิจัยพบ ขณะที่หวยใต้ดินยังอาจมีอยู่และไม่หมดไปง่ายๆ จากสังคมไทย แต่ทุกฝ่ายก็ยอมรับไม่ใช่หรือว่า เม็ดเงินที่ได้มานี้ สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะแก่เด็กยากจนและด้อยโอกาสได้ไม่น้อย

ที่สำคัญ นี่อาจเป็นก้าวแรกที่เราสามารถลบจำนวนธุรกิจสีดำ ออกจากระบบเศรษฐกิจประเทศได้

ส่วนระบบการจัดการกับรายได้ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จะถูกต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้าไปตรวจสอบและจัดการตามที่ได้ประกาศไว้

ขณะที่การแก้ไขพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 เพื่อให้สำนักงานสามารถกลับไปจัดจำหน่ายและออกรางวัลหวยบนดินได้อย่างถูก ต้อง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยพระราชบัญญัติการพนันของกระทรวงมหาดไทยอีกต่อไป เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้อุปสรรคต่างๆของการจัดการปัญหานี้หมดไปอย่างถาวร แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลา

อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามจากบุคคลบางกลุ่ม โดยเฉพาะองค์กรพัฒนาเอกชน เอ็นจีโอ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวนหนึ่ง ที่มองเห็นว่า ความพยายามจะแก้กฎหมายดังกล่าว โดยเสนอให้มีการพิจารณาใน 3 วาระรวด เป็นเรื่องที่สวนทางกับนโยบายคุณธรรมของรัฐบาล ทั้งยังเท่ากับเป็นการส่งเสริมอบายมุขแทนที่จะเร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็น ประโยชน์แก่สังคม

หลายคนในจำนวนนี้อ้างว่า หวยบนดินมอมเมาประชาชน โดยเฉพาะคนยากจน รัฐบาลจึงต้องพยายามไม่ให้ คนจนหมกมุ่นอยู่กับความโลภ และความหวังที่ฝากไว้กับการเล่นหวย หรือการพนันมากจนเกิดทุกข์ ที่สำคัญ คนจนควรจะเปลี่ยนทัศนคติให้รู้จักพึ่งพาตนเองมากขึ้น

คำกล่าวนี้ ดูจะผิดข้อเท็จจริงมากเมื่อการสำรวจพบว่า คนที่เข้าไปซื้อหวยบนดิน 2 ตัว และ 3 ตัว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางที่นิยมการเสี่ยงโชค ไม่ใช่บ้าหวยอย่างที่พูดกัน นอกจากนี้แล้ว ในสังคมประเทศที่เจริญแล้ว ต่างก็มีสลากล็อตโต้ให้ประชาชนของตนเสี่ยงโชค โดยมีรางวัลก้อนโตเป็นตัวล่อด้วยกันแทบทั้งสิ้น

แม้แต่ในการสำรวจของมหาวิทยาลัยกรุงเทพล่าสุด ที่พบว่า 70.4% ของผู้ที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการยกเลิกหวยบนดินยังระบุเหตุผลด้วยว่า การมีหวยบนดินทำให้ผู้คนทั่วไปมีช่องทางเสี่ยงโชคได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ทั้งยังมีรายได้เข้ารัฐจำนวนมาก ซึ่งดีกว่าเอาไปให้เจ้ามือหวยใต้ดิน การเล่นหวยจึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย และแม้ไม่มีหวยบนดิน คนไทยก็ต้องหาวิธีอื่นมาเสี่ยงโชคได้อยู่ดี

สังคมในอุดมคติ เป็นสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝันหา แน่นอนว่า คนไทยทุกคนคงอยากเห็นรอยยิ้มของเด็กไทย ที่ควรจะได้รับสิทธิทางการศึกษาเบื้องต้นอย่างเท่าเทียมกัน

อยากเห็นถนนสีขาว และคนขับรถที่มีจิตสำนึก เห็นตำรวจดีๆที่ทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่ให้อาชญากรรมเบ่งบานอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ อยากเห็นนักการเมืองมีคุณธรรม ทหารที่ไม่เอาแต่จ้องจะปฏิวัติ และอยากเห็นสังคมที่ผู้คนพอมีพอกินเท่าๆกัน

แต่อุดมคติกับความเป็นจริง มักไปกันคนละทาง ที่สำคัญ มันมักจะมีราคาแพง และประเทศไทยก็ยังอยู่ห่างไกลจากภาพในอุดมคติอย่างมาก ตราบเท่าที่ความจนยังคงรุมเร้าประชากรอีกหลายล้านคนทั่วประเทศ

ดูได้จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุดปี 2547 ยังมีคนไทยที่ติดอยู่ในข่ายยากจนมีรายได้ต่ำกว่า 1,242 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งสิ้น 7.1 ล้านคน จากจำนวนประชากร 62.5 ล้านคน ในเครือข่ายคนจนดังกล่าว ยังมีกลุ่มที่จนขนาดหนัก และมีรายได้ต่ำกว่า 994 บาทต่อคนต่อเดือน ปะปนอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ในขณะที่ยังไม่ได้นับรวมถึงกลุ่มคนที่เสี่ยงว่าจะจน และที่อยู่ในชนบทห่างไกล

คนเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจำนวนคนจนและเส้นความยากจนของคนไทยจะพัฒนาในทางที่ดีขึ้นตามลำดับ แต่สังคมไทยก็ยังคงมีคนจนที่กำลังรอคอยโอกาส และความช่วยเหลือจากรัฐบาลในทุกๆ ด้านอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนในภาคเกษตรกรรม

เม็ดเงินจำนวนหนึ่งที่จะนำมาช่วยเหลือพวกเขาเหล่านี้ได้ ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจเสี่ยงโชคที่หลายคนตราหน้าว่า เป็นธุรกิจบาป ภาษีบาป หรือตราบาปของภาครัฐ

ทั้งๆที่ภาครัฐก็ไม่ได้มีหนทางในการหารายได้ทางอื่นใด นอกจากรายได้จากการเก็บภาษีจากบุคคลที่มีภาระต้องเสียภาษีเงินได้ทั่วประเทศ เพียง 8 ล้านคนเศษ ขณะที่ภาษีธุรกิจส่วนใหญ่ที่เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มาจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 400 บริษัทเท่านั้น

จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย จะหันมาออกสลากเสี่ยงโชคออกหวยแทงเบอร์ เพื่อสร้างรายได้ต่างๆนำมาดูแลพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่รัฐขาดแคลนรายได้ และเศรษฐกิจตกสะเก็ด

ยิ่งเป็นที่ทราบชัดว่า ธุรกิจสีดำ ธุรกิจเถื่อน และหวยใต้ดินมีวงเงินหมุนเวียนอยู่นอกระบบสูงถึง 30-40% ของจีดีพีประเทศ หรือไม่น้อยกว่า 1.5-2 ล้านล้านบาท ต่างก็ยิ่งมองเห็นความจำเป็นที่รัฐจะนำเงินเหล่านั้นมาช่วยแก้ไขความจน และความขาดแคลนของประเทศให้ได้

เพียงครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่จะได้รับ ก็อาจช่วยผู้คนจำนวนมากได้รับโอกาสที่ดีกว่าวันนี้ได้แล้ว

ก่อนไปถึงสังคมในอุดมคติ บางทีคนไทยจำนวนมากอาจขอเพียงให้ทุกวันอิ่มท้อง ไม่ต้องเร่ร่อน มีที่ซุกหัวนอนไม่ต้องเร่งร้อน และมีที่เรียนให้ลูก ก็เพียงพอแล้ว.

******

หวยบนดินช่วยเด็กยากจน

โครงการเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส วงเงินที่อนุมัติประมาณ 32,000 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้วประมาณ 12,397 ล้านบาท อาทิ

1. ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนและด้อยโอกาส วงเงินที่ได้รับอนุมัติ 17,000 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 10,300 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการเขียนเรียงความ อนุมัติ 2,500 ล้านบาท เบิกจ่าย 2,100 ล้านบาท ทุนสนับสนุนการศึกษาแก่บุตรธิดาผู้ทำประโยชน์แก่สังคมและราชการ วงเงิน 2,600 ล้านบาท เบิกจ่าย 2,000 ล้านบาท ทุนการศึกษาแก่ลูกผู้มีรายได้น้อย วงเงิน 12,200 ล้านบาท เบิกจ่าย 6,200 ล้านบาท

2. ทุนการศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอในระดับอุดมศึกษา หรือโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน วงเงินที่ได้รับอนุมัติ 9,100 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 2,020 ล้านบาท แบ่งเป็นนักเรียน 1 อำเภอ 1 ทุน ปี 2547 วงเงิน 4,600 ล้านบาท เบิกจ่าย 1,900 ล้านบาท นักเรียน 1 อำเภอ 1 ทุน ปี 2549 วงเงิน 4,500 ล้านบาท เบิกจ่าย 120 ล้านบาท

3. สนับสนุนให้นักศึกษาทำงานระหว่างเรียน วงเงินที่ได้อนุมัติ 600 ล้านบาท ยังไม่มีการเบิกจ่าย

4. สนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยในรัสเซีย วงเงินที่ได้รับอนุมัติ 44 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 30 ล้านบาท แบ่งเป็นรุ่นที่ 1 ในปี 2547 วงเงิน 16 ล้านบาท เบิกจ่าย 14 ล้านบาท รุ่นที่ 2 ในปี 2548-2549 วงเงิน 28 ล้านบาท เบิกจ่าย 16 ล้านบาท

5. โครงการบัณฑิตเพื่อความมั่นคงปี 47-50 วงเงินที่ได้รับอนุมัติ 6.61 ล้านบาท เบิกจ่าย 4 ล้านบาท

6. โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนปีการศึกษา 2548-2549 วงเงิน 19 ล้านบาท เบิกจ่าย 13 ล้านบาท

โครงการที่ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการและนายกรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ ระหว่างเตรียมรายละเอียดเพื่อขอวงเงินที่อนุมัติรวม 4,500 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 9 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. ทุนการศึกษาบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจฝืดเคือง ปี 49 จำนวน 50,000 ทุน วงเงิน 2,800 ล้านบาท เบิกจ่าย 9 ล้านบาท

2. สนับสนุนการศึกษาพิเศษเพื่อเด็กพิการยากจนจำนวน 35,000 คน วงเงิน 1,100 ล้านบาท

3. แผนยุทธศาสตร์สตรี การพัฒนาศักยภาพเด็กพิการ วงเงิน 600 ล้านบาท

(ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

สกู๊ปเศรษฐกิจของทีมข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


การเงิน - การลงทุน วันที่ 9 มีนาคม 2552 16:31
คลังโยกเงินหวยบนดิน1.7หมื่นล.โปะฐานะรัฐ

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

คลังเตรียมปลดล็อค โยกเงินรายได้จากโครงการหวยบนดินกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ที่ห้ามใช้จ่ายในสมัยรัฐบาล "ขิงแก่"เลิกหวยบนดิน เสริมฐานะรัฐบาล

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในภาวะที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ทางกระทรวงการคลังจะ เร่งเบิกจ่ายรายได้ที่มาจากโครงการหวยบนดิน จำนวน 17,000 ล้านบาท ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลดูแลอยู่ แต่ห้ามใช้จ่าย เนื่องจากรัฐบาลสมัย พล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ยกเลิกการจำหน่ายหวยบนดิน เงินดังกล่าวจึงยังค้างอยู่ที่สำนักงานสลากฯ ซึ่งหากรัฐบาลนำเงินจำนวนดังกล่าวออกมาใช้ได้ ก็จะช่วยเสริมรายได้ของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง โดย กระทรวงการคลังจะต้องเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติก่อน จึงจะปลดล็อคนำเงินดังกล่าวออกมาใช้ได้

"การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีนี้อาจจะต่ำกว่าเป้ามากกว่า 10% เพราะภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาก และรายได้จากการจัดเก็บภาษีนำเข้าก็ลดลงไปมาก โดยยอมรับว่าสถานการณ์น่าเป็นห่วง"

คลังเตรียมเดินหน้าหวยออนไลน์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า ได้ข้อสรุปรูปแบบหวยออนไลน์แล้ว โดยเป็นรูปแบบเดิม ซึ่งขอเวลารวบรวมรายละเอียดอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นจะเสนอให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณา

อดีตคตส.รับลูกคลังใช้เงินหวย1.7หมื่นล.ไม่ผิดกฎหมาย

วันนี้ (10 มี.ค.) นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอรัฐสภาออก พ.ร.บ.การนำเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากในโครงการออกสลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือหวยบนดิน หลังจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีมติให้ยกเลิกการขายหวยบนดินเพื่อรอแก้ไขกฏหมาย และมีเงินกำไรสะสมค้างอยู่ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท มาใช้ประโยชน์ ว่า กระทรวง การคลังไม่จำเป็นต้องเสนอออกกฎหมายเพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ชอบด้วย กฎหมาย ที่กระทรวงการคลังสามารถนำไปใช้จ่ายได้ เนื่องจากเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน อีกทั้งเงินก้อนนี้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะต้องนำไปคืนให้กระทรวงการ คลังตั้งแต่แรกแล้ว แต่เหตุใดยังไม่นำส่งคืน

ส่วน ที่กระทรวงการคลังจะเสนอต่อรัฐสภาเพื่อออกเป็นกฎหมายนั้น นายอุดม กล่าวว่า เชื่อว่าคงเป็นการออกกฎหมายงบประมาณแผ่นดินเท่านั้นทั้งที่ความจริงกระทรวง การคลังไม่ จำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายเลย

ด้านนายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส. กล่าวว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่กองสลากซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจต้องนำไปคืนให้กระทรวง การคลังอยู่แล้ว หรือแม้แต่หน่วยงานอื่นๆ ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หากกระทรวงการคลังเรียกเก็บเงิน หน่วยงานนั้นๆก็ต้องส่งเงินคืนให้ ดังนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องออกเป็นกฎหมายเพื่อใช้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวแต่ อย่างใด

ที่มา ไทยรัฐ

สองมาตราฐาน??
ตอนรบ.ทักษิณหาว่าผิดกม. แล้วอย่างงี้ผิดกม.หรือเปล่า??




 

Create Date : 11 มีนาคม 2552    
Last Update : 11 มีนาคม 2552 1:24:27 น.
Counter : 446 Pageviews.  

ภูฏานในด้านที่สาวๆไม่รู้จัก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ความโชคดีของพสกนิกรชาวภูฎานก็คือพวกเขาเพิ่งได้เฉลิมฉลองในการพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์หนุ่มรูปงามเมื่อต้นเดือนนี้


ที่ มากกว่านั้นจะเป็นกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ที่มีวาระเกษียณเมื่อพระชนมายุ 60 พรรษา และเปิดช่องในกฎหมายให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยกระทำผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงพระราชประเพณีครั้งสำคัญในโอกาสที่พระราชวงศ์วัง ชุกปกครองประเทศบนเทือกเขาหิมาลัยครบ 100 ปี

“ข้าพเจ้า จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม และจะปกป้องจารีตประเพณีของภูฏานไว้ ตราบชั่วลูกชั่วหลาน โดยดำเนินตามหลัก ความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) อย่างไรก็ดี สิ่งที่ข้าพเจ้ากังวลใจที่สุดก็คือ ประเทศ ภูฏานและประชาชนของเรา อาจต้อง สูญเสียค่านิยมอันดีงาม เพราะทนแรงยั่วยุจากสิ่งต่างๆในโลกภายนอกไม่ได้...ขอให้เชื่อมั่นว่า ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังปกครองประเทศนี้ แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใด แต่ภูฏานจะยังคงเป็นประเทศที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตเป็นอันดับแรก และข้าพเจ้าขอรับประกันว่า ลูกหลานรุ่นต่อๆไปจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างมี ความสุข และสงบร่มเย็น อันเป็นหลัก ยึดปฏิบัติเรื่อยมาของบรรพบุรุษเรา”เป็นปฐมบรมราโววาทของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก กษัตริย์องค์ที่ 5 ของราชอาณาจักรภูฏาน

ภูฎานในมุมที่คนไทยยังไม่รู้จัก

ข่าว ที่จะพระราชทานประชาธิปไตยให้ประเทศ ทำให้ชุมชนนานาประเทศตื่นเต้นเคลิ้มตาม ทว่าสำหรับผู้ลี้ภัยชาวภูฏานที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพที่ประเทศเนปาล พวกเขาคงไม่รู้สึกเป็นรสชาติสักเท่าไร ในทัศนะของ ราฏาน กัจเมอร์ ผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มผู้ลี้ภัย พระราชโองการของกษัตริย์เป็น “เพียงการดึงม่านขนสัตว์บังตาชุมชนนานาประเทศ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อว่าจะมีระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง”

แรงกด ดันเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก่อตัวสะสมขึ้นมาทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภูฏาน ประชาชนชาวภูฏานร่ำร้องหาระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพมานานแล้ว ประเทศเนปาลที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงก็กำลังใคร่ครวญถึงอนาคตของระบอบ กษัตริย์ และอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน ดังนั้น กษัตริย์ภูฏานจึงดูเหมือนต้องการประทานระบอบประชาธิปไตยแบบจำกัดให้แก่ ประชาชนเสียก่อน ก่อนที่ชาวภูฏานจะลงมาเรียกร้องบนท้องถนนตามอย่างชาวเนปาล แผนการของพระองค์คือการนำระบอบประชาธิปไตยแบบชี้นำ และมีสองพรรคมาใช้ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการร่างมา เนิ่นนานแล้ว

แต่กษัตริย์จิกมี ไม่ได้มีดำรัสอะไรเลยถึงการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย ซึ่งขัดแย้งกับการโฆษณาภาพพจน์ของภูฏานว่าเป็นราชอาณาจักรที่สงบและสันติสุข

สถานการณ์ของผู้ลี้ภัย

ราชอาณาจักรมังกรของประเทศภูฏานอวดโอ่ถึงการมี “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ในอัตราสูง แต่ชาวภูฏานจำนวนมากคงไม่เห็นด้วย พวกเขาโต้แย้งด้วยเหตุผลว่า ประเทศที่ประชากรถึง 1 ใน 6 ต้องอพยพไปอาศัยนอกประเทศในฐานะผู้ลี้ภัย คงไม่ใช่ประเทศที่มีความสุขในระดับสูงเป็นแน่

เต็ก นาธ รียัล เคยเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์จิกมี สิงเย (พระราชบิดาที่สละราชสมบัติให้ราชโอรสสืบพระราชบัลลังก์) เขาถูกจำคุกและถูกทรมานถึง 9 ปี เพราะการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน รียัลเขียนลำดับความไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ Nirvasan (ลี้ภัย) ถึงการที่กษัตริย์ทรงบดขยี้ขบวนการด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่เพิ่ง ก่อตัวขึ้นเพื่อยึดอำนาจให้อยู่มือ ขั้นแรก รัฐบาลในนครหลวงธิมปูจำกัดสิทธิของชุมชนชาวเนปาลในการเคลื่อนย้ายและถือครอง ทรัพย์สิน จากนั้น รัฐบาลยัดเยียดภาษา, การแต่งกายและวัฒนธรรมของชาวทิเบตที่เป็นชนชั้นปกครองแก่ชุมชนเชื้อชาติอื่น ซึ่งมีอยู่ถึงเกือบสองในสามของประชากรภูฏาน

การประท้วงปะทุขึ้นใน ช่วงทศวรรษ 1980 และรัฐบาลใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรง รัฐบาลเปลี่ยนกฎหมายสัญชาติใน ค.ศ.1988 ถอนสัญชาติของผู้ประท้วงและเนรเทศออกนอกประเทศ เนื่องจากผู้ถูกเนรเทศส่วนใหญ่มีเชื้อสายเนปาล พวกเขาจึงรอนแรมมาอาศัยอยู่ในเนปาล และมีประชาชนอพยพตามออกมาอีกเพราะถูกคุกคามหรือเพราะความกลัว

ทุก วันนี้ มีผู้อพยพลี้ภัยเกือบ 120,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศเนปาล นั่นเป็นจำนวนเกือบหนึ่งในหกของประชากรภูฏาน ผู้อพยพส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในค่ายที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยต้องอาศัยอยู่ในค่ายอพยพมาถึง 16 ปีแล้ว ชาวเนปาลท้องถิ่นกล่าวโทษผู้อพยพเหล่านี้ว่าเป็นตัวการทำให้ค่าจ้างแรงงานตก ต่ำลง ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างปัญหาสังคมรอบบริเวณค่าย ชุมชนนานาประเทศเริ่มมีอาการเบื่อหน่ายที่จะบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเลี้ยง ดูผู้ลี้ภัยเหล่านี้

ตอนนี้ยังมองไม่เห็นเลยว่า จะมีหนทางคลี่คลายแก้ไขปัญหาอย่างไร ภูฏานบอกกล่าวแก่หุ้นส่วนทางด้านการพัฒนาของตนว่า เพื่อรักษาเอกลักษณ์ทางด้านชาติพันธุ์ไว้ ภูฏานจึงไม่สามารถรับผู้ลี้ภัยกลับเข้าประเทศ ภูฏานยังบอกเนปาลว่า ควรมีการวางหลักเกณฑ์ในการส่งผู้อพยพกลับถิ่นเดิม และจัดประชุมระดับรัฐมนตรีมาแล้ว 15 รอบในประเด็นนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1993

ความ สำเร็จที่เป็นรูปธรรมเพียงประการเดียวของกระบวนการทวิภาคีนี้ก็คือ การร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อพิสูจน์สัญชาติของผู้อพยพในค่ายหนึ่งจากที่ มีอยู่ทั้งหมด 12 ค่าย การพิสูจน์พบว่า กว่า 76% ของผู้ลี้ภัยสามารถกลับถิ่นเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยเอกสารยืนยันหรือการ สอบสวนเพิ่มเติมอะไรอีก นับแต่นั้นมา ภูฏานก็หลีกเลี่ยงการเจรจาระดับรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

ส่งไปอเมริกาดีไหม?

สหรัฐ อเมริกาประกาศในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ จะรับผู้ลี้ภัยชาวภูฏานจำนวน 60,000 คน จากค่ายของ UNHCR ในช่วง 3-4 ปีต่อจากนี้ ผู้อพยพชาวภูฏานพอใจกับท่าทีในเชิงมนุษยธรรม รัฐบาลที่ธิมปูก็ถอนใจโล่งอกด้วยความเชื่อผิดว่า ผู้ลี้ภัยคงคว้าข้อเสนอของรัฐบาลอเมริกันไว้โดยไม่ก่อเรื่องเดือดร้อนต่อไป อีก แต่รัฐบาลภูฏานดูเหมือนลืมไปว่า ผู้ลี้ภัยที่เลือกไปตั้งหลักแหล่งในอเมริกาอาจส่งเงินกลับมาสนับสนุนขบวนการ ต่อต้านระบอบกษัตริย์ในภูฏานให้เติบใหญ่ขึ้น เพื่อที่เพื่อนร่วมชาติในประเทศบ้านเกิดจะได้ลิ้มรสเสรีภาพแบบเดียวกับที่ พวกตนได้รับในประเทศอุปถัมภ์

การผสมกลมกลืนไปกับประชากรท้องถิ่นใน ประเทศที่สองและย้ายไปตั้งหลักแหล่งในประเทศที่สาม อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เพราะพวกเขามองไม่เห็นวี่แววจะได้กลับบ้านในอนาคตอันยาวไกล หรือไม่ก็อาจต้องเผชิญกับอันตรายอุกฤษฏ์หากเสี่ยงกลับถิ่นเกิด แต่การผสมกลมกลืนหรือการย้ายไปตั้งหลักแหล่งไม่ควรใช้วิธีคัดสรร การคัดสรรมักสร้างผลร้ายต่อผลประโยชน์ส่วนรวมในชุมชนผู้ลี้ภัย เพราะวิธีการนี้เท่ากับปล้นบุคลากรที่ดีที่สุดและเก่งที่สุด ทั้งที่คนเหล่านี้สามารถโน้มน้าวความคิดเห็นของสาธารณชนเพื่อสร้างหลัก ประกันให้ผู้อพยพทั้งหมดได้กลับบ้าน และผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศบ้านเกิด

นอกจากนั้น การส่งผู้ลี้ภัยกลับถิ่นเดิมควรเป็นแนวนโยบายหลักในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ ผู้ลี้ภัยในเกือบทุกกรณี เพราะทั่วโลกทุกวันนี้มีผู้ลี้ภัยเกือบ 21 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน ประเทศเหล่านี้ไม่สามารถรองรับผู้ลี้ภัยไว้โดยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาทาง เศรษฐกิจและต้นทุนทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง ส่วนประเทศที่สามก็สนใจเพียงแค่ให้หลักแหล่งแก่ผู้อพยพจำนวนหยิบมือเดียว และมักคัดสรรเฉพาะคนที่ดีที่สุดไปเสียด้วย ดังนั้น ไม่ว่าการผสมกลมกลืนในประเทศที่สองหรือย้ายไปตั้งหลักแหล่งในประเทศที่สาม ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่พึงปรารถนาทั้งสิ้น

บทบาทของโลกภายนอก

ตาม สนธิสัญญาทวิภาคี ค.ศ.1949 อินเดียเป็นผู้รับผิดชอบนโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศของภูฏาน อินเดียยังเป็นประเทศที่ให้การพักพิงประเทศแรกแก่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เนื่องจากเนปาลกับภูฏานไม่มีพรมแดนประชิดกัน แต่อินเดียไม่ยอมช่วยหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น บางทีอาจเพราะกริ่งเกรงจะเป็นการผลักไสรัฐบาลภูฏานให้ไปซบอกประเทศจีนแทน ผู้ลี้ภัยแสดงความไม่พอใจที่อินเดียอนุญาตให้ชาวภูฏานเดินทางจากประเทศไป ค่ายผู้อพยพในเนปาล แต่ไม่ยอมเปิดเส้นทางให้เดินทางกลับ

ความสงบ สันติในเอเชียใต้เป็นความปรารถนาของสหรัฐอเมริกา แต่ภูมิภาคนี้ก็ห่างไกลจากคำว่าสงบสุข ประเทศต่างๆ ตั้งแต่อัฟกานิสถานไปจนถึงศรีลังกาล้วนตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง การเผชิญหน้าระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังคงทอดเงาทะมื่นเหนือภูมิภาค อีกทั้งการงัดข้อในเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับอินเดีย ซึ่งต่างฝ่ายต่างกำลังก้าวขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจ เป็นอีกต้นเหตุใหญ่ของความไม่สบายใจ ที่ผ่านมา วอชิงตันพยายามวางตัวอยู่ห่างจากปัญหาในเอเชียใต้ หรือไม่ก็ยังพยายามไม่มากพอที่จะหาทางคลี่คลายให้ดีขึ้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป ความคลั่งไคล้สุดขั้วในลัทธิต่างๆ, การก่อการร้าย และความหัวรุนแรงของผู้ลี้ภัยที่กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาคนี้ ชักจะทำให้อเมริกาหันมาจับตาดูอนุทวีปนี้อย่างใกล้ชิด

ข้อเสนอของ สหรัฐอเมริกาที่จะรับผู้ลี้ภัยชาวภูฏานก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ผสมปนเป ในด้านหนึ่ง ผู้ลี้ภัยกลุ่มที่มีการศึกษาและมีฝีมือรู้สึกดีใจที่จะได้มีโอกาสไล่ตามความ ฝันแบบอเมริกัน ส่วนอีกด้านหนึ่ง ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่วิตกว่า การคัดสรรผู้อพยพไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามจะทำลายความหวังอันแท้จริงที่ จะได้กลับบ้านและสร้างสังคมประชาธิปไตยขึ้นในภูฏาน

นอกจากนี้ เนปาลยังถูกทิ้งให้จัดการปัญหาที่เหลือต่อไป เนปาลจะต้องรับมือกับผู้อพยพที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจนกว่าจะมีประเทศไหนก้าว ออกมารับพวกเขาไปอีก รวมทั้งยังต้องต่อกรกับคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่ที่จะหลั่งไหลเข้ามา โดยมีโอกาสในการได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามเป็นสิ่งล่อใจ


กษัตริย์ จิกมี สิงเย ก้าวลงจากคอนบัลลังก์สูงลิบโดยไม่แก้ไขวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยที่พระองค์ทรงก่อ ให้เกิดขึ้น ในเมื่อนิวเดลีมีความสำคัญเพิ่มขึ้นหลังจากข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐฯ-อินเดีย เมื่อเร็วๆ นี้ วอชิงตันน่าจะอาศัยอินเดียให้ใช้อิทธิพลกดดันภูฏาน เพื่อกรุยทางไปสู่การรับผู้ลี้ภัยคืนถิ่น ก่อนที่ผู้ลี้ภัยเหล่านี้จะสิ้นหวังจนตรอก จนกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค การคลี่คลายปัญหาจะเปิดช่องให้ผู้ลี้ภัยกลับบ้านได้อย่างมีศักดิ์ศรี

กระตุ้นให้ระบอบกษัตริย์คลายมือจากอำนาจ รวมทั้งผลักดันค่านิยมและสถาบันประชาธิปไตยในประเทศภูฏาน

..........................................................
ที่มาเรียบเรียงจาก:มูรารี อาร์ ชาร์มา

ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปลจาก

Murari R. Sharma, "Shaking Up Bhutan" (Silver City, NM and Washington, DC: Foreign Policy In Focus, December 28, 2006).
//fpif.org/fpiftxt/3828

มู รารี ชาร์มา เป็นอดีตเอกอัครราชทูตเนปาลประจำสหประชาชาติ เป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือชื่อ Reinventing the United Nations ซึ่งออกวางจำหน่ายในเดือนมกราคมปีนี้ เขาเคยมีบทบาทในการเจรจาประเด็นปัญหาผู้ลี้ภัยระหว่างเนปาลกับภูฏาน




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2551    
Last Update : 5 ธันวาคม 2551 23:17:37 น.
Counter : 833 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.