ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

กฎหมายหมิ่นฯยังคงดำเนินบทบาทต่อไป

The lese majeste circus continues
๒ กรกฏาคม ๒๕๕๒
by Nicholas Farrelly
ที่มา – New Mandala
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ถูกนำเข้าไปพัวพันอย่างดิ้นไม่หลุด จากการถูกกล่าวหาโดยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งยังคงมีบทบาทอย่างต่อเนื่อง โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซีในกรุงเทพ และรองนายกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ผู้ซึ่งตกเป็นเป้าสนใจแต่เพียงผู้เดียวมาเป็นเวลานาน และเราเพิ่งได้ยินมาว่าคณะกรรมการทั้งหมดของสมาคมฯ ได้ถูกกล่าวว่าหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ทั้งหนังสือพิมพ์เนชั่น และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการต่างรายงานข่าวที่มีประโยชน์ในครั้งนี้ และได้มีการแสดงความคิดเห็นใน บางกอกบัณฑิต และโพลิติคอลพรีซั่นเนอร์ ในประเทศไทย

จะเริ่มต้นที่ไหนก่อน

เป็นความสำคัญที่จะเน้นให้ทราบว่าคณะ กรรมการของสมาคมฯ หลายๆคนเป็นนักข่าวผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในประเทศไทย บุคคลผู้ซึ่งคอยติดตามรายงานให้โลกได้รับรู้ ถึงการพัฒนาในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน พวกเขาทำงานภายใต้สถานการณ์ที่ยุ่งยาก และผลิตทั้งข่าวและความเห็นออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราทั้งหมดต้องพึ่งพาเมื่อต้องการจะทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ใดๆ

ตลอดระยะไม่กี่ปีที่ประเทศไทยประสบกับ ความยุ่งยาก สมาคมฯได้ติดตามเสนอข้อมูลหลายด้านเกี่ยวกับเรื่องราวในประเทศได้อย่างน่า ทึ่ง การตีพิมพ์พระราชประวัติของกษัตริย์ภูมิพลในด้านบวกที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้ขัดขวางการเป็นเจ้าภาพจัดแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมาย หมิ่นฯ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าเหตุการณ์และสิ่งตีพิมพ์ต่างๆที่สมาคมฯให้การสนับสนุน ก็เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเสรีภาพทางสังคม ในทางส่วนตัวแล้ว สมาคมฯ “เป็นกระบอกเสียงเพื่อเสรีภาพของสื่อ อันเป็นรากฐานของประชาสังคมที่ประชาธิปไตยกำลังมีการพัฒนา และเป็นเหตุผลสำคัญเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างอิสระ”

ผมแน่ใจว่าถ้ามีการดำเนินคดีในเรื่องนี้ สมาคมฯคงจะสามารถใช้อิทธิพลและเกียรติภูมิของตัวเอง เพื่อปกป้องคณะกรรมการเหล่านี้จากข้อกล่าวหาหมิ่นฯ อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ครั้งนี้ขยายให้เห็นถึงความร้ายแรงของการต่อสู้ภายในประเทศไทย เกี่ยวกับบทบาทที่เหมาะสมของผู้สื่อข่าว และโดยทั่วไปก็คือ “ชาวต่างชาติ” ในการวิเคราะห์สภาพสังคมไทย

ถ้าเป้าหมายของการกล่าวหาคดีหมิ่นฯนี้ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้มีการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับราชวงศ์แล้ว ผมกลัวว่าจะเป็นเรื่องกลับตาลปัตรเสียมากกว่า ในภายภาคหน้าการรายงานและวิเคราะห์เหตุการณ์ครั้งนี้ จะถูกเพิ่มเข้าไปในรายการหางว่าวของความพยายามซึ่งได้กำลังกระทำอยู่ เพื่อที่จะปิดปากความคิดเห็นที่แตกแถวทั้งหลายและพนันกันก็ได้ว่า ถ้าการโจมตีสื่อต่างชาติในประเทศไทยขยายวงกว้างออกไปเมื่อไร จะยิ่งเป็นผลเสียมากขี้นเท่านั้น และอาจจะส่งเสริมให้ใครก็ตามที่ยังไม่ออกความเห็นอย่างเต็มที่ ต้องมาทบทวนทางเลือกใหม่

เท่าที่ผมจำได้นั่นคือ อดีตนักข่าวประจำกรุงเทพซึ่งเขียนบทความชิ้นเยี่ยมลงในดิอิโคโนมิสต์เมื่อ ปลายปี ๒๕๕๑ สิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องการอย่างยิ่งคือ การย้ายออกไปของนักข่าวต่างๆที่มีทั้งความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์อย่าง ดี ซึ่งจะยังคงเขียนบทความเกี่ยวกับประเทศไทยให้โลกได้รับรู้อย่างต่อเนื่องมา จากที่ๆอันแสนสุขสบายและมีความปลอดภัย อย่างลอนดอน หรือสิงคโปร์ หรือซิดนี่ย์ หรือที่ใดก็ตาม

ผมไม่เห็นว่า การโจมตีสื่อครั้งใหญ่นี้จะเป็นผลดีอะไรต่อประเทศไทย หรือกล้าที่จะพูดได้ว่า ต่อราชวัง นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำให้เรื่องต่างๆมันง่ายลงไป เพียงแต่กำหนดขอบเขตอำนาจของกฎหมาย สำหรับชาวบ้านที่วิตกจริตอย่างนั้นจะมาแจ้งข้อกล่าวหาที่รุนแรงแบบนี้ และถ้าอภิสิทธิ์แน่ไปกว่านั้น เขาควรจะเดินหน้า และใช้โอกาสจากข้อกล่าวหาโง่ๆแบบนี้ ปลดปล่อยรัฐบาลของเขาให้เป็นอิสระจากพวกที่ฉวยโอกาส ซึ่งไม่มีเวลาให้กับการแสดงออกอย่างเสรี

นั่นแหละ จะเป็นอะไรที่คุ้มกับการเสนอข่าวล่ะ

ที่มาภาษาไทย //liberalthai.wordpress.com




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 19:51:27 น.
Counter : 323 Pageviews.  

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ: การต่อสู้ของกลุ่มกษัตริย์นิยมในการเมืองไทย

โดย ศาสตราจารย์ เควิน ฮิววิสัน ภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา-เชเปิลฮิลล์
สรุปความเป็นภาษาไทยโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
ที่มา อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษที่บอร์ดฟ้าเดียวกัน
3 กรกฎาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เป็นเอกสารวิชาการ สำหรับงานสัมนาวิชาการในหัวข้อ “Thai-Style Democracy: Royalist Struggle for Thailand’s Politics” คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26มิถุนายน 2552


ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจTSD(ประชาธิปไตยแบบไทยๆ)2 ประการ คือ

หนึ่ง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ(Thai-Style Democracy - TSD) มีฐานะเป็นชุดของความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองในสังคมไทย วาทกรรมว่าด้วย TSD กลายมาเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ ต่อรองแข่งขันทางการเมืองมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษจนกระทั่งในปัจจุบัน

สอง แม้ ว่า TSD จะมีฐานะเป็นชุดของความคิดความเข้าใจชุดหนึ่ง แต่ TSD ไม่ได้เป็นชุดของความคิดที่มีลักษณะเอกภาพหนึ่งเดียว โดยไม่ขึ้นกับบริบททั้งในแง่ของกาละ และเทศะที่มันเกิดขึ้น ซึ่งการนิยามหรือกำหนดคุณลักษณะของ TSD ในแต่ละยุคสมัย ล้วนแล้วแต่ขึ้นกับการต่อสู้แข่งขันทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะๆนั้นด้วย

เป้าหมายของการนำเสนอในครั้งนี้ก็คือ การชี้ให้เห็นรากฐานของความคิดความเชื่อของ TSD โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาและบริบทอันประกอบกันขึ้นจากองค์ประกอบที่หลากหลายของ TSD ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์การรัฐประหารที่เกิดขึ้นใน ปี 2549

เราสามารถย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของ TSD ได้ตั้งแต่ยุคของการปฏิวัติโค่นล้มระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ในปี 2475 เป็นต้นมา แม้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเป็นคนแรกๆที่นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “การปกครองแบบไทย” ในทศวรรษ 1960 แต่เราสามารถย้อนกลับไปดูการก่อตัวของ TSD ก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้เพื่อสร้างระบอบการเมืองการปกครองแบบใหม่หลัง 2475 เป็นต้นมา

การต่อสู้ของพวกกษัตริย์นิยมในการเมือง ไทยนั้นพัฒนาควบคู่กับการสร้างมโนทัศน์ทางการเมืองบางประการที่อาจเรียกรวมๆ ได้ว่า TSD ผ่านการกลับไปเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญๆในประวัติศาสตร์เสีย ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ 2475, การต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนในปี 2516 และพฤษภาทมิฬในปี 2535 โดยการทำให้ระบอบกษัตริย์กลายมาเป็นสิ่งเดียวกับการสร้างและเปลี่ยนผ่านไป สู่ประชาธิปไตย

ด้วยการสร้างภาพว่า พระปกเกล้าต้องการพระราชทานประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่คณะราษฎรกลับ “ชิงสุกก่อนห่าม” ส่งผลให้ประชาธิปไตยถูกบิดเบือนและกลายเป็นระบอบเผด็จการทหารในที่สุด ข้อเสนอในที่นี้ก็คือ รากฐานความคิดของ TSD เช่นนี้ถือกำเนิดมาจากการต่อสู้ทางการเมืองล้วนๆ

ความพยายามทำให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลพระยาพหลฯ ส่งผลให้ฝ่ายกษัตริย์นิยมพยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้านคัดค้านการกระทำของ รัฐบาล ทั้งหมดก็เพื่อกอบกู้และเพิ่มอำนาจของกษัตริย์ในการเมืองไทย

อย่าง ไรก็ดี กษัตริย์ไทยหลัง 2475 ก็แสดงตนในหลายบทบาทขึ้นกับความเข้มแข็งและอ่อนแอของกลุ่มกษัตริย์นิยมเอง ในยามที่ตนเองอ่อนแอ ก็จะปฏิเสธความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง แต่ในยามที่เข้มแข็ง ก็กลับสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค

เราจะเห็น บทบาทของกลุ่มกษัตริย์นิยมในการต่อสู้เพื่อขยายอิทธิพลของตนเอง ไม่ว่าจะผ่านการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในสมัย ควง อภัยวงศ์ และการให้ร้ายปรีดีจนต้องออกนอกประเทศ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความสำเร็จของการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่าย กษัตริย์นิยมทั้งสิ้น

ฐานความคิดที่สำคัญของพวกกษัตริย์นิยม ในการเมืองไทยก็คือ ไม่เชื่อมั่นในประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ไม่รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้ จริง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับความสูงส่งของกษัตริย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจ กับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจที่แท้จริง ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจึงพยายามพูดว่า กษัตริย์เป็นที่รักของประชาชนทุกคนโดยธรรมชาติ และคนผู้ใดที่ไม่จงรักภักดีก็คือคนที่มีจิตไม่ปกติ

การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี 2500 มีผลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในการเมืองไทย โดยเฉพาะมันได้เปิดทางให้แก่พวกกษัตริย์นิยมได้มีที่มีทางอย่างชัดเจน ภายใต้ระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ การทำให้สถาบันกษัตริย์มีความเป็นสถาบันที่มั่นคงกลายมาเป็นภารกิจสำคัญ และกษัตริย์เองก็ทรงให้การสนับสนุนรัฐบาลด้วยในฐานะที่เป็นผู้จงรักภักดี

และในยุคของรัฐบาลทหารเช่นนี้เองที่ความคิดความเชื่อแบบ TSD ได้สถาปนาตัวเองขึ้นอย่างมั่นคง

เป็น ที่น่าสังเกตว่า นิยามที่เริ่มจะชัดเจนขึ้นของ TSD นั้นเริ่มต้นภายใต้การปกครองที่ดูจะเป็นเผด็จการที่เน้นการปราบปรามและควบ คุมสังคมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

หัวใจสำคัญของ TSD ประการหนึ่งก็คือ ความเชื่อเรื่อง “ความเป็นไทย” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากในสมัยของคณะราษฎร เพราะ”ความเป็นไทย” ในยุคสฤษดิ์นั้นเป็นความเป็นไทยภายใต้ระบอบทหารที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับหลัก การของการปฏิวัติ 2475

ปรัชญาเบื้องหลังของระบอบสฤษดิ์ก็คือ การเสนอว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะประเทศไทยยังไม่พร้อม เนื่องมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยยังคงยึดมั่นอยู่ในผู้นำที่เข้มแข็ง เด็ดขาดมีอำนาจและอิทธิพลเหนือทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้สภาวะเช่นนี้ สังคมไทยต้องการลำดับขั้นทางสังคมที่ชัดเจนตายตัว ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงเลื่อนชั้นทางสังคมที่รวดเร็ว

TSD มองว่า สังคมไทยดั้งเดิมเป็นสังคมแบบ “พ่อปกครองลูก” โดยพ่อจะทำหน้าที่เป็นผู้ที่คอยแก้ปัญหาให้กับลูกๆ นี่เองทำให้ปรัชญาของระบอบสฤษดิ์สอดรับเป็นอย่างดีกับสิ่งที่ฝ่ายกษัตริย์ นิยมได้พยายามต่อสู้ให้ได้มาตลอดหลายทศวรรษ

และที่น่าสนใจก็คือ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมคนสำคัญอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็กลายมาเป็นผู้ป่าวประกาศโฆษณาชั้นดีให้กับระบอบเผด็จการของ สฤษดิ์ในที่สุด

คึกฤทธิ์เสนอว่า TSD นั้นสอดคล้องเป็นอย่างดีกับนิสัยใจคอของคนไทย ซึ่งไม่มีความพร้อมเลยสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” คึกฤทธิ์พยายามวาดภาพว่า การปฏิวัติ 2475 เป็นเพียงความล้มเหลวของการสร้างประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” ในสังคมไทย

สำหรับ TSD หากการทำรัฐประหารมีเป้าหมายเพื่อกำจัดนักการเมืองชั่วช้าให้ออกจากการเมือง ไทยและสร้างเสถียรภาพความมั่นคงแล้ว การรัฐประหารก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวมันเอง การรัฐประหารจึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่มี ศีลธรรม และในการควบคุมประชาชนที่ไม่รู้ว่าความดีที่แท้จริงคืออะไร

สำหรับ คึกฤทธิ์ สังคมไทยเป็นสังคมแบบอินทรียภาพที่มีกษัตริย์เป็นศีรษะและมีระบบราชการเป็น อวัยวะสำคัญที่รับใช้ศรีษะ ซึ่งหากเกิดความวุ่นวายโกลาหลใดๆขึ้นจากความล้มเหลวของประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” การกลับไปหาผู้นำที่เด็ดขาดก็เป็นทางออกที่จำเป็น และนี่คือ หน้าที่ของกษัตริย์ในระบอบ TSD

ดังนั้น กษัตริย์จึงไม่ใช่อุปสรรคของประชาธิปไตย แต่กษัตริย์เป็นรากฐานและแก่นแท้ของการปกครองภายใต้ TSD ที่จะนำความสันติสุขมาสู่เหล่าปวงประชาชน

กล่าวโดยสรุปแล้ว เป้าหมายของปัญญาชนกษัตริย์นิยมอย่างคึกฤทธิ์ก็คือ การจัดวางสถาบันกษัตริย์ในที่ที่ทำให้พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจมากที่สุด (หลังจากที่ต่อสู้มากว่า 25 ปีภายหลัง 2475) และการขึ้นมาของระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ก็เปิดทางให้สิ่งที่กลุ่มกษัตริย์ นิยมคาดหวังสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

ในยุคทักษิณ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจำนวนหนึ่งที่ต่อต้านทักษิณตีความ TSD ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนา ซึ่งสอนให้เชื่อเรื่องเหตุผล ความไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป และความยืดหยุ่น นั่นหมายความว่า TSD นั้นมีลักษณะแบบปฏิบัตินิยมและปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของยุคสมัย

ทักษิณ ถูกวาดภาพโดยปัญญาชนกษัตริย์นิยมว่า เป็นพวกทุนนิยมที่ไม่มีศีลธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับบารมีอันชอบธรรมตามหลักการของพุทธศาสตร์ขององค์พระ กษัตริย์ไทยในปัจจุบัน และ TSD ก็คือ การกอบกู้สถาปนาพระราชอำนาจของกษัตริย์ให้อยู่ใจกลางระบอบการเมืองการปกครอง ที่ถูกทำลายมาก่อนหน้านั้นโดยการปกครองของทักษิณ ซึ่งมาจากประชาธิปไตย “แบบตะวันตก”

ปัญญาชนกษัตริย์นิยมบางคนกล่าวว่า พลเอกเปรมเป็นเสาหลักทางจริยธรรมศีลธรรม ที่ตรงกันข้ามกับทักษิณที่ไม่มีศีลธรรมและเต
็มไป ด้วยคอร์รัปชั่น ดังนั้น การทำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่มีศีลธรรมนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ชั่ว ร้าย หากแต่เป็นเรื่องของการกอบกู้ศีลธรรมอันดีงามให้กลับคืนมา

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งก่อน และหลังการรัฐประหารได้พยายามสร้างภาพของทักษิณให้ดูว่าเป็นคนที่ไม่จงรัก ภักดีและพยายามท้าทายสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษิณไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติของ TSD

ข้อเสนอในที่นี้ก็คือ เราต้องไม่ลดทอนการทำความเข้าใจการรัฐประหารในปี 2549 และการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นเพียงการกระหายอำนาจของทหาร แต่เป้าหมายที่แท้ของการทำรัฐประหารก็คือ การทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้ TSD

เมื่อรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นสู่อำนาจภายหลังการรัฐประหาร เขาได้พยายามสร้างแผนการทางการเมืองแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกลับไปหา TSD ในฐานะที่เป็น “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

รัฐธรรมนูญปี 2550 มีเป้าหมายโดยตรงที่จะกีดกันนักการเมืองอย่างทักษิณ และมุ่งเน้นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายความมั่นคง ระบบราชการทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน ดังที่เราจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุให้มีวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่ง หนึ่ง เป็นต้น และนี่คืออีกครั้งหนึ่งที่คนไทยไม่ต้องการประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำคือ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”
......

อ้างอิง

Anand Panyarachun (2007) “The monarchy: an indispensable institution,” Bangkok Post, 24 August.

Bagehot, W. (1909) The English Constitution, London: Kegan Paul, Trench, Trubner and Co.

Chalermkiat Piu-nual (1990) Prachatippatai bab thai kuam kit tang karn muang kong tha harn thai (2519-2529) (Thai-style democracy: The political ideas of the Thai military (1976-1986), Bangkok: Thammasat University Press.


Bhumibol Adulyadej (1974) Collection of Royal Addresses and Speeches During the State and Official Visits of Their Majesties the King and Queen to Foreign Countries 1959-1967 (B.E. 2502-2510), Bangkok, no publication details.

Bhumibol Adulyadej (1992a) Royal Advice by His Majesty the King 20 May 1992/2535 at 21.30, Bangkok: Office of His Majesty's Principal Private Secretary.

Bhumibol Adulyadej (1992b) Royal Speech Given to the Audience of Well-Wishers on the Occasion of the Royal Birthday Anniversary, Wednesday 4 December, no publication details.

Blanchard, Wendell, et. al. (1958) Thailand. Its People, Its Society, Its Culture, New Haven: Human Relations Area Files.

Borwornsak Uwanno (2006) “The King’s Paternalistic Governance,” Bangkok Post, 16 June.

Borwornsak Uwanno (n.d.[2007]) “Dynamics of Thai Politics,” Paper for a Meeting in Washington, D.C., May 2007.

Bowie, Katherine (1997) Rituals of National Loyalty: An Anthropology of the State and the Village Scout Movement in Thailand, New York: Columbia University Press.

CNN.com (2006) “Thailand's king gives blessing to coup,” 20 September, //www.cnn.com/2006/WORLD/asiapcf/09/20/thailand.coup.ap (accessed 20 September 2006).

Crispin, Shawn W. (2006) “Thailand: All the King’s Men,” Asia Times Online, 21 September, //www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/HI21Ae02.html (accessed 21 September 2006).

Grey, Dennis (ed.) (1988) The King of Thailand in World Focus, Bangkok: Foreign Correspondent's Club of Thailand.

Hermit [pseud. Phraya Sri Thammarat] (1949) “Our New Constitution, Part II,” Bangkok Post, 12 August.

Hewison, Kevin (2008) “Review Article: A Book, The King and the 2006 Coup,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 190-211.

Jakrapob Penkair (2007) “Democracy and Patronage system of Thailand.” Transcript of a talk at the Foreign Correspondents Club of Thailand, 29 August.

Kavi Chongkittavorn (2006) “When is the abhorrent practice of staging a coup justifiable?” Nation, 22 September.

Kobkua Suwannathat-Pian (2003) Kings, Country and Constitutions. Thailand’s Political Development, 1932-2000, London: RoutledgeCurzon.

Kriangsak Chetpattanawanich (2007) Prachatippatai baep thai chak yuk rajjakuru tung yuk chom phon Sarit Thanarat (Thai-style Democracy from the Rajakhru era to Sarit Thanarat’s era), (Bangkok: The Foundation for the Promotion of Social Sciences and Humanities Textbooks Project, 2007)

Kukrit Pramoj (1983) M.R. Kukrit Pramoj: His Wit and Wisdom. Writings, Speeches and Interviews, Compiled by Vilas Manivat, edited by Steve Van Beek, Bangkok: Editions Duang Kamol.

Kulick, E. and D. Wilson (1992) Thailand's Turn: Profile of a New Dragon, New York: St. Martin's Press.

McCargo, Duncan (2005) “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand,” Pacific Review, 18, 4, pp. 499-519.

McCargo, Duncan and Ukrist Pathamanand (2005) The Thaksinization of Thailand, Copenhagen: NIAS Press.

Meechai Ruchuphan (2004) “Meechai’s Liberal Thoughts: Are we still Thai?” in M.H. Nelson (ed.), Thai Politics: Global and Local Perspectives, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 584-7.

Morell, David (1974) “Power and Parliament in Thailand: The Futile Challenge, 1968-1971,” Unpublished PhD thesis, Princeton University.

Morell, David and Chai-Anan Samudavanija (1981) Political Conflict in Thailand: Reform, Reaction, Revolution, Cambridge: Oelgeschlager, Gunn & Hain.

Murashima, Eiji (1991) “Democracy and the Development of Political Parties in Thailand 1932-1945,” in Eiji Murashima, Nakharin Mektrairat and Somkiat Wathana (eds), The Making of Modern Thai Political Parties, Tokyo: Institute of Developing Economies, Joint Research Program Series, No. 86 (downloaded from the IDE website as a single paper, with individual pagination, //www.ide.go.jp/English/Publish/Download/, 20 March 2000).

Murphy, Colum (2006) [Interview with Prem Tinsulanonda], Far Eastern Economic Review, 19 September, //www.feer.com/articles1/2006/0609/free/prem.html, downloaded 10 November 2007).

Nakarin Mektrirat (2006) Prapokklao prachatippatai 60 pi sirirajja sombat kan kan muang thai (The King who Defends the Democracy: 60 Years of the Crown and Thai Politics), Bangkok: Matichon.

Namier, L. (1952) Monarchy and the Party System, Oxford: Clarendon Press.

Neher, Clark D. (1974) “Thailand,” in Roger M. Smith (ed.), Southeast Asia. Documents of Political Development and Change, Ithaca: Cornell University Press, pp. 29-45.

Noranit Setabutr (2006) “Thai Politics over a Period of 72 Years,” in Niyom Rathamarit (ed.), Eyes on Thai Democracy. National and Local Issues, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 1-40.

Ockey, James (2004) Making Democracy, Chiang Mai: Silkworm Books.

Office of His Majesty's Principal Private Secretary [OPPS] (1987) A Memoir of His Majesty King Bhumibol Adulyadej, Bangkok: Office of His Majesty's Principal Private Secretary.

Office of the Prime Minister [OPM] (1979) Thailand into the 80's, Bangkok: Office of the Prime Minister.

Pansak Vinyaratn (2004) 21st Century Thailand. Facing the Challenge. Economic Policy & Strategy, Hong Kong: CLSA Books.

Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (2005) Thaksin, Chiangmai: Silkworm Books.

Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (2008) “Thaksin’s Populism,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 62-83.

Pattana Kitiarsa, “In Defense of the Thai-Style Democracy,” Asia Research Institute, National University of Singapore, 12 October 2006, //www.ari.nus.edu.sg/showfile.asp?eventfileid=188, accessed 15 April 2008.

Prajadhipok (1984) “King Prajadhipok’s Abdication Statement,” in Benjamin A. Batson, The End of the Absolute Monarchy in Siam, Singapore: Oxford University Press, pp. 315-7.

Prajak Kongkirati (2005) Lae laew khwam khluanwai ko prakot [Thus, the Movement Emerges], Bangkok: Thammasat University Press.

Pramuan Ruchannaseri (2005) Phraratcha amnat [Royal power], Bangkok: The Manager Group, //power.manager.co.th, downloaded 7 September 2005.

Pye, O. and W. Schaffar (2008) “The 2006 Anti-Thaksin Movement in Thailand: An Analysis,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 38-61.

Ramphai Barni (1978) “Queen Ramphai's Memoir,” in Thak Chaloemtiarana (ed.), Thai Politics: Extracts and Documents 1932-1957, Bangkok: The Social Science Association of Thailand, pp. 8-35.

Ray, Jayanta Kumar (1972) Portraits of Thai Politics, New Delhi: Orient Longman.

Saichol Sattayanurak (n.d.) “The Construction of Mainstream Thought on ‘Thainess’ and the ‘Truth’ Constructed by ‘Thainess’,” no publication details, //www.fringer.org/wp-content/writings/thainess-eng.pdf, accessed 15 April 2008, 3.

Saichol Sattayanurak (2007) Kukrit lae kan sang kuam pen thai 2: yuk jom phon sarit tung tossawat 2530 [Kukrit and the Construction of Thainess, Volume 2: From Sarit's era to 1997], Bangkok: Matichon.

Surin Maisrikrod (1993) Thailand's Two General Elections in 1992: Democracy Sustained, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies.

Surin Maisrikrod (2007) “Learning from the 19 September Coup. Advancing Thai-style Democracy?” in Daljit Singh and Lorraine C. Salazar (eds), Southeast Asian Affairs 2007, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, pp. 340-59.

Thak Chaloemtiarana (2007) Thailand: the Politics of Despotic Paternalism, Chiangmai: Silkworm.

Thak Chaloemtiarana (ed.) (1978) Thai Politics: Extracts and Documents 1932-1957, Bangkok: Social Science Association of Thailand.

Thongchai Winichakul (2005) “The Changing Landscape of the Past: New Histories in Thailand Since 1973,” Journal of Thai-Tai Studies, 1, 1, 2005, pp. 19-61.

Thongchai Winichakul (2008) “Toppling Democracy,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 11-37.

Tongnoi Tongyai (1983) Entering the Thai Heart, Bangkok: Bangkok Post.

Ukrist Pathamanand (2008) “A Different Coup d'état?” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 124-42.

Uthai Pimjaichon (2006) “The Path to People-Based Society. Experience, Perspectives and Criticism,” in Niyom Rathamarit (ed.), Eyes on Thai Democracy. National and Local Issues, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 305-17.

Van Praagh, D. (1989) Alone on the Sharp Edge. The Story of MR Seni Pramoj and Thailand's Struggle for Democracy, Bangkok: Duang Kamol.

Wassana Nanuam (2006) “Timing could not have been better, says army source,” Bangkok Post, 21 September.




 

Create Date : 03 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 3 กรกฎาคม 2552 16:58:08 น.
Counter : 967 Pageviews.  

ถึงจุดนี้แล้วเสื้อแดงควรประนีประนอมหรือสู้ต่อไป?

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
30 มิถุนายน 2552

เมื่อไม่นานมานี้มีคนเสื้อแดงเขียนอีเมล์มาถามผมว่าคิดอย่างไรกับประเด็นดังต่อไปนี้....

“เริ่มกังวลค่ะว่าโดยสถานการณ์ว่าจะมีการประนีประนอมกันได้ระหว่างทักษิณกับ อำมาตย์ เพราะคนมีอำนาจก็น่าจะเห็นประเด็นนี้เหมือนกันว่า หากเคลียร์กันได้ สถานการณ์น่าจะอ่อนลงมากเหมือนกัน คนอย่างทักษิณหากเคลียร์ใจกันแล้ว และกลับมา เค้าจะเป็น สฤษดิ์คนที่สองได้เลยหรือไม่คะ และเราจะต้องเหนื่อยกันสองเด้งเลยทีเดียว
ก็เลยเริ่มคิดกันว่าเราจะเตรียมแผนรองรับกันไงดีอะค่ะ??

อีกประเด็นก็คือรู้สึกว่าบางส่วนของเสื้อแดงคาดหวังว่าทักษิณจะมาเป็นผู้นำซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยในความคิดส่วนตัว”


ผมเชื่อว่าคำถามนี้อยู่ในใจคนเสื้อแดงจำนวนมาก และเราควรร่วมกันคิดร่วมกันตอบ...... สำหรับผม ผมคิดว่า..เราต้องสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตยแท้ ไม่ใช่มาประนีประนอมหรือถวาย ฎีกา... เพราะอะไร?

เราต้องเข้าใจว่าอำนาจอำมาตย์เป็นอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญ มีทั้งทหาร ศาล ข้าราชการ สื่อ ผู้มีอิทธิพลในองค์กรที่เกี่ยวกับพระราชวัง และยังมีมวลชนคนชั้นกลางล้าหลังอนุรักษ์นิยมอีกด้วย ดังนั้น

1. การต่อสู้จะต้องเป็นการรุกสู้เกินขอบเขตของการเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี ๔๐ หรือการพยายามหาชัยชนะในการเลือกตั้ง เรารู้ดีว่าชัยชนะในการเลือกตั้งมันสำคัญ แต่มันไม่เพียงพอที่จะยกอำนาจให้ประชาชน และปฏิรูปให้มีประชาธิปไตยแท้ กรณีการยึดสนามบิน และการเลือกปฏิบัติของทหารและศาล โดยไม่ฟังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เราจำได้ และชี้ให้เห็นข้อจำกัดทางอำนาจของรัฐสภาเมื่อเผชิญหน้ากับอำมาตย์

2. สิ่งที่คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการ ไม่ใช่แค่การกลับมาของประชาธิปไตยรัฐสภาในรูปแบบก่อน ๑๙ กันยา หรือการอภัยโทษกับนักการเมือง ไทยรักไทย สิ่งที่คนเสื้อแดงจำนวน มากต้องการ คือประชาธิปไตยแท้ ที่ทหาร วัง องคมนตรี ศาล ฯลฯ แทรกแซงไม่ได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องการคือ สังคมที่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สาเหตุที่พลเมืองจำนวนมากรักทักษิณ ก็เพราะเขาเริ่มสร้างระบบสวัสดิการ และเริ่มลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจนผ่านนโยบายประชา นิยม

การต่อสู้ของเราจะเป็นการต่อสู้ที่ใช้เวลา และที่สำคัญคือต้อง ใช้ความกล้าหาญทางความคิด ที่จะพัฒนาเป้าหมายให้ก้าวหน้า

ในสภาพเช่นนี้... แกนนำพรรคเพื่อไทย หรือ ไทยรักไทย เก่า อาจไม่พร้อมที่จะไปไกลกว่ารัฐธรรมนูญปี๔๐ การหากินกับผลงานเก่า หรือการอภัยโทษนักการเมือง เขาอาจไม่พร้อมที่จะสู้เต็มที่กับอำมาตย์ และไม่พร้อมที่จะปฏิรูปสังคมอย่างถอนรากถอนโคนจนเราได้ประชาธิปไตยแท้ ดังนั้นเราเริ่มเห็นการเสนอเรื่องถวายฎีกา การหาทางประนีประนอม

และ การไม่เสนออะไรใหม่ๆ เช่นรัฐสวัสดิการ มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนตกงานในปัจจุบัน หรือข้อเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถูกสะท้อนในคำพูดของทักษิณและแกนนำเสื้อแดงบางคน

ในเรื่องว่าทักษิณจะกลับมาหรือไม่ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้ามีการประนีประนอมกับอำมาตย์ ฝ่ายอำมาตย์คงไม่อยากให้กลับมาเป็นนายกฯ และถ้าเป็นนายกฯ ก็คงต้องการลดอำนาจและอิทธิพล

ทักษิณจะเป็น “สฤษดิ์ที่สอง” หรือไม่? ก็ตอบยาก สฤษดิ์ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งเหมือนทักษิณ และโดยรวมประวัติศาสตร์ไม่เคยซ้ำรอยร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำถามนี้คือ ถ้ามีการประนีประนอมระหว่างทักษิณกับอำมาตย์ ปัญหาคดีหมิ่นเดชานุภาพคงยังไม่ถูกแก้ ปัญหาที่เราไม่มีประชาธิปไตยแท้ก็คงไม่ถูกแก้ และการเดินหน้าไปสู่รัฐสวัสดิการแห่งความเท่าเทียมคงเป็นไปได้ยาก เรานั่งเฉยรอให้ทักษิณกลับมาไม่ได้ และนี่คือสาเหตุที่เราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการประนีประนอมล่วงหน้า โดยการจัดตั้งในหมู่คนเสื้อแดงเอง

เพื่อให้เราสามารถอิสระจากแกนนำ ซีกที่จะประนีประนอม และเพื่อให้เราควบคุมผู้นำของเราอีกด้วย เราจะต้องไม่ถูกลากลงเหวโดยพวกนี้ หรือปล่อยให้เขาปราบหรืออย่างน้อยสลาย การทำงานของพวกเราเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตยแท้ ผมหวังว่าแกนนำเสื้อแดงจะไม่ประนีประนอมหักหลังประชาชน แต่เราต้องใช้ปัญญาจากโลกจริงเพื่อพร้อมจะมองโลกในแง่ร้ายด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำใจ เข้าใจล่วงหน้า คือ การสิ้นชีวิตของคนคนหนึ่ง จะไม่เปิดทางไปสู่ประชาธิปไตยแท้อย่างง่ายๆหรืออัตโนมัติ เพราะอำมาตย์ประกอบไปด้วยหมู่คณะหลายคน ที่มีผลประโยชน์มากมาย ซึ่งเขาจะพยายามปกป้องโดยการยืดเวลา การเปลี่ยนแปลงหรืองานศพ หรือการแปลงมนุษย์ที่สิ้นชีวิตไปเป็นเทวดาในสวรรค์ ซึ่งแปลว่าเราต้องสู้ตอนนี้ ไม่ใช่รอให้อำนาจตกจากฟ้าสู่มือเรา “ตามธรรมชาติ” ประเด็นนี้ผมจะขยายความในบทความเดือนธันวาคม

“ยุทธศาสตร์” เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดพร้อมกับเป้าหมายปลายทางว่าเราต้องการสังคมแบบไหน และ “ยุทธวิธี” เป็นแนวทางต่อสู้เฉพาะหน้า เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

เราต้องระวังคนที่พูดว่า “ทำยังไงก็ได้เพื่อเป้าหมาย” เพราะยุทธศาสตร์ของการเพิ่มอำนาจประชาชนเพื่อสังคมที่เท่าเทียม และประชาธิปไตยแท้ ย่อมขัดแย้งกับยุทธวิธีประเภทที่ขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจเบื้องบน

เราได้รับคำเตือนแล้ว เพราะตัวอย่างของการอ้างยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย คือข้อเสนอโดยแกนนำพันธมิตรฯ ว่า “ต้องทำแนวร่วมกับศักดินาในการต่อสู้กับนายทุน เพื่อประชาธิปไตย” เพราะสิ่งที่ได้มาจริงๆ ครั้งนั้นคืออำมาตย์




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2552    
Last Update : 30 มิถุนายน 2552 12:42:58 น.
Counter : 317 Pageviews.  

สี่นิยายหลอกประชาชนเรื่องปฏิวัติ24มิ.ย.2475

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ที่มา สยามแดง
17 มิถุนายน 2552

ในวันที ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คณะราษฎร์ นำโดย ปรีดี พนมยงค์ พระยาพหลฯ และหลวงพิบูลฯ ได้ปฏิวัติยึดอำนาจจากรัชกาลที่ ๗ ซึ่งขณะนั้นปกครองประเทศโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ไม่ใช่การปฏิวัติที่ล้มระบบศักดินาเพื่อไปสู่ระบบทุนนิยม เพราะระบบศักดินาไทยถูกล้มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว แต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างประชาธิปไตย

สี่นิยายเรื่อง๒๔ มิ.ย. ๒๔๗๕


1. การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็น “การชิงสุกก่อนห่าม”

แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความเชื่อว่าประชาชนธรรมดาในเมืองไทยไร้การศึกษาและโง่

และเรามักจะได้ยินคำกล่าวหาจากอำมาตย์ในยุคนี้ ว่าคนจนโง่ในการเลือกไทยรักไทย แต่แท้ที่จริงและการศึกษากับความฉลาดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เวลาประชาชนไทยลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตย ชนชั้นปกครองไทยที่อ้างว่าประชาชนไม่พร้อมมักจะให้คำตอบด้วยกระสุนปืน ดังนั้นข้ออ้างที่เสนอว่าประชาชน“ไม่พร้อม”ที่จะปกครองตนเองเป็นข้ออ้างประจำของเผด็จการในทุกสังคม

สำนักความคิดที่เสนอว่าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการชิงสุกก่อนห่าม ยังตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มว่าการปฏิวัติครั้งนั้นเป็นสาเหตุที่เราตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการทหารหลายปี เพราะไม่มีใครควบคุมอำนาจทหารได้ แต่ระบบเผด็จการก็ร้ายเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือเผด็จการทหาร และอำนาจที่จะจัดการกับเผด็จการทหารที่ไปอ้างอิงความชอบธรรมและจับมือกับวัง…คือประชาชน

แทนที่จะยังไม่ถึงยุคสุกงอมในเมืองไทยสมัย ๒๔๗๕ ต้องถือว่าไทยล้าหลังประเทศอื่นพอสมควร เพราะแม้แต่ประเทศจีนก็ปฏิวัติยกเลิกระบบจักรพรรดิไปแล้วในปี 1911 หรือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๗ ก็ได้มีการขอรัฐธรรมนูญ และในปี ๒๔๕๔ นายทหารหนุ่มบางคนก็พยายามก่อกบฏล้มรัชกาลที่ ๖ ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง หนึ่งในกบฏครั้งนั้นเคยกล่าวว่า “กษัตริย์หาง่าย บ้านเมืองหายาก”

ในประเด็นความไม่พร้อมของประชาชน คณะราษฎร์เองในคำประกาศฉบับที่หนึ่ง มีคำตอบ (ดูแถลงการณ์) นอกจากนี้ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้เสนอข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดที่มองว่ากระแสและจิตสำนึกในส่วนสำคัญๆ ของเหล่าประชาชนไทยในยุคนั้นเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะก่อนหน้านั้นมีการตีพิมพ์บทความและเสนอฎีกาความเห็นจากประชาชนคนสามัญมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนในสมัยนั้นและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลกษัตริย์ในการแก้วิกฤตดังกล่าว

กระแสความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมีรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งที่มาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุคนั้น ราคาข้าวในตลาดที่ชาวนาไทยได้รับลดต่ำลงอย่างน่ากลัวถึง 60% ค่าจ้างเฉลี่ยในชนบทถูกลด 50% ในเมืองค่าแรงถูกกดลง 20% และรัฐบาลได้ประกาศลดเงินเดือนและจำนวนข้าราชการ ร้ายกว่านั้นรัฐบาลได้ประกาศขึ้นภาษีกับสามัญชนในขณะที่เจ้าที่ดินและนักธุรกิจที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลไม่ต้องมีภาระเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

2. ปรีดี พนมยงค์และคณะราษฎร์ “เอา ความคิดฝรั่งที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยมาใช้”

นิยายนี้เสนอว่าพวกคณะราษฎร์เป็นพวก “จบนอก” ที่เอาความคิดฝรั่งมาสวมสังคมไทยที่มีประเพณีการเคารพบูชากษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ข้อเสนอนี้คล้ายๆ กับความคิดของพันธมิตรฯในยุคนี้

กระแสการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนที่ไปเรียนต่างประเทศอย่าง ปรีดี พนมยงค์ เพราะความจริงผู้นำส่วนใหญ่ของคณะราษฎร์ไม่ได้จบจากนอกแต่อย่างใด และปรีดีเองได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า
“เมื่อข้าพเจ้ากลับเมืองไทยปี ๒๔๗๐ ชนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยไปต่างประเทศมีความตื่นตัวที่จะเปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

นอกจากนี้กระแสการเคารพพระเจ้าแผ่นดินในไทยเป็นกระแสที่ขึ้นลงตามยุคสมัย ไม่ใช่กระแสที่คงที่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนา ซึ่งคงไม่ต่างอะไรเลยจากความเชื่ออื่นๆ ในสังคม ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หลังจากที่ผู้แทนของคณะราษฎร์ได้อ่านแถลงการณ์ในการยึดอำนาจตามจุดต่างๆ ของถนนราชดำเนิน ปรากฏว่าประชาชนที่มายืนฟังแถลงการณ์พากันร้องตะโกน “ไชโย! ไชโย! ไชโย!” ด้วยความชื่นชม (น.ส.พ. ศรีกรุง)

นักวิชาการหลายคนเช่น Girling ได้เสนอว่าที่จริงแล้วในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อิทธิพลของกษัตริย์ไทยในชนบทเกือบจะไม่มีเลย และ Bowie รายงานว่านักมานุษวิทยาคนหนึ่งเคยพบว่าในปี ๒๔๙๗ 61% ของคนไทยที่อยู่ในชนบทห่างไกลไม่เข้าใจความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตามพอเข้ายุครัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ก็มีการฟื้นฟูค่านิยมและประเพณีในพระเจ้าแผ่นดินใหม่เพื่อหวังสร้างความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์

3. การปฏิวัติ ๒๔๗๕ “เป็นการกระทำของกลุ่มชั้นนำโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม”

นิยายที่สามนี้ถือว่ามีกำเนิดมาจากสำนักคิดที่มองคนชั้นล่างในเมืองไทยเสมือนควายที่ไร้ความสามารถที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง เจ้าสำนักใหญ่ในด้านวิชาการคือนักวิชาการฝ่ายขวาจากตะวันตกเช่น Wilson กับ Fred Riggs และมีผู้สนับสนุนในรุ่นต่อมามากมาย เช่น ชัยอนันต์ ฯลฯ สำนักนี้เป็นแนวร่วมของสำนักนิยายที่หนึ่งและที่สองเพราะเสนอว่าการปฏิวัติ ๒๔๗๕ไม่ตรงกับกระแสความคิดของมวลประชาชนไทยในยุคนั้น

อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยหลายชิ้นที่เสนอว่าในหมู่ประชาชนมีกระแสความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมสูง และมีหลักฐานว่าประชาชนชั้นล่างมีส่วนร่วมในการปฏิวัติพอสมควร ตัวอย่างที่ดีคือ“คณะกรรมกร”ของ ถวัติ ฤทธิเดช ที่สนับสนุนคนงานรถรางและที่มีหนังสือพิมพ์ชื่อ “กรรมกร” คณะกรรมกรถูกก่อตั้งขึ้นในปี ๒๔๖๓ และมีส่วนร่วมในการต่อสู้กับฝ่ายเจ้าในปี ๒๔๗๕ และในปราบกบฏบวรเดชปี ๒๔๗๖

4. รัชกาลที่ ๗ “เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตยไทย”

กระแสที่เสนอว่ารัชกาลที่ ๗ “เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตย” เป็นกระแสที่ได้รับการสนับสนุนในแวดวงชนชั้นปกครองไทยในยุคหลังเหตุการณ์รุนแรง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่มีการสร้างรูปปั้นรัชกาลที่ ๗ ไว้หน้ารัฐสภาไทยในสมัยนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับรูปปั้น Oliver Cromwell ผู้ประหารชีวิตกษัตริย์อังกฤษในการปฏิวัติ ซึ่งตั้งไว้หน้ารัฐสภาอังกฤษ จะเห็นว่ากรณีไทยค่อนข้างจะแปลกประหลาด เพราะเชิดชูผู้ปกครองระบบเก่าที่ต้องถูกล้มไปเพื่อให้มีประชาธิปไตย การล้างจิตสำนึกของประชาชนไทยมีหลายรูปแบบ อีกตัวอย่างคือการไม่ให้ความสำคัญกับอนุสาวรีย์การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ที่เป็นหมุดโลหะซึ่งตั้งไว้บนถนนใกล้ๆ พระรูปทรงม้า และอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงชัยชนะของคณะราษฎร์ในการปราบกบฏบวรเดชที่สี่แยกหลักสี่

ในบันทึกของ จิตตะเสน ปัญจะ ผู้เป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการปฏิวัติ มีการเสนอว่า “พระปกเกล้าฯ สั่งประหารชีวิตผู้ก่อการฯ คณะราษฎร์ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๖ อันเป็นวันครบปี (แห่งการปฏิวัติ)” แต่โชคดีที่แผนไม่สำเร็จ

นอกจาก จะขัดขวางประชาธิปไตยแล้ว ยังขัดขวางความพยายามของ ปรีดี พนมยงศ์ ที่จะสร้างรัฐสวัสดิการและความเป็นธรรมทางสังคม ที่เสนอขึ้นใน “เค้าโครงการเศรษฐกิจ” ปี ๒๔๗๕ อีกด้วย

สรุป

การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและมีประโยชน์กับฝ่ายประชาชนชั้นล่างเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มวลชนธรรมดาในยุคนั้นเข้าใจสิ่งนี้ดีจึงมีส่วนร่วมในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ แต่ในยุคปัจจุบันชนชั้นปกครองไทยต้องการที่จะลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ลงไป เพื่อให้ความชอบธรรมกับอำมาตย์




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2552    
Last Update : 18 มิถุนายน 2552 21:46:21 น.
Counter : 422 Pageviews.  

แอบดูhi5ของสาวกพันธมิตรเสื้อเหลืองอย่างจอย ศิริลักษณ์ กับความลำบากที่อัดอั้นมานาน

จริงไม่จริงก็ลองเข้าไปถามhi5พี่จอย ศิริลักษณ์ได้ตามนี้ค่ะ
hi5ของจอย ศิริลักษณ์ ผ่องโชค

ทำไมถึงถามคะ? ตอบด้วย !

จริง ค่ะ ไม่ได้โทร.ติดต่อให้ไปร่วมงานวัน 193 ค่ะ แต่จอยก็ไปนั่งเปียกฝนอยู่บนอัฒจรรย์ กล้องถ่ายตอนนั่งกินหนมไปช็อตนึง (แค่จะยืนยันว่าไปมาจริงๆน่ะ)

ทีมงานพี่ตั้ว ติดต่อจอยตอนกลับจากเมกา ประมาณวันที่ 3 จอยให้เมลล์รายละเอียดมา จึงรู้ว่าวันที่เค้าต้องการจอยไม่ว่าง ไปงานสำนักเลขาสมเด็จพระสังฆราชฯที่วัดบวรฯ พอทีมงาน(ชื่อต๊อกแต๊ก)โทรมาก็เลยบอกว่า ไม่สะดวกค่ะ เค้าก็ตอบกลับมาว่าไม่เป็นไรค่ะไม่ได้ถามอะไรเลย แล้วเค้าก็วางไป จอยไม่ได้บอกหรือปรึกษาว่า ขยับคิวถ่ายได้มั๊ย เพราะทำงานกับคนจำนวนมากเราก็ไม่อยากมี ป.ห. โดยเฉพาะกับพี่ตั้ว เพราะไม่ค่อยแน่ใจว่าพี่เค้ายังโอเคกับเราเหมือนตอนขึ้นเวทีแรกๆรึป่าว

ช่วง หลังๆ ก็มีหลายๆเรื่องอ่ะ เช่น เจอลุงสนธิกับพี่ตั้วพร้อมกัน ลุงก็บอกว่าหาคิวมาเป็นนางเอกให้พี่ตั้วหน่อยสิ ค่าตัวไม่อั้น เราก็มองหน้าพี่ตั้ว ไม่กล้าตอบว่าพี่ตั้วไม่ได้ชวน พี่ตั้วก็พูดขึ้นมาว่า คุยแล้วแต่รอคิวจอยอยู่ เราก็ยิ้มๆไม่กล้าพูดหักหน้าพี่เค้า จอยเองก็พยายามแสดงออกกับพี่ตั้วว่ายินดีช่วยเหลือตลอด อย่างพี่ตั้วมักจะพูดกับใครๆว่า เหนื่อยทำอยู่คนเดียว ไม่มีใครช่วยงานโปรดักชั่นน่ะ จอยก็เคยโทร.หาพี่ตั้วว่ามีอะไรให้น้องช่วยก็โยนมานะ หนูทำได้ก็ไม่มีอะไรให้ทำ โทรถามพี่ตั้วว่า จอยจะทำรายการเอเอส ต้องทำงบประมาณเท่าไหร่ พี่ตั้วก็บอกไม่รู้ จอยก็ถามว่าแล้วพี่ทำยังไง แนะนำหนูบ้าง ก็บอกว่าไม่รู้ให้ไปลองคุยเอาเอง ส่วนกลุ่มคุณหญิงที่พี่ตั้วเคยไปขอสปอนเซอร์ทำหนังก็ถามจอยบ่อยมากว่า หนังพี่ตั้วถึงไหนแล้ว จอยเป็นนางเอกใช่มั๊ย เพราะเคยบอกว่า จะสนับสนุนแต่ให้จอยไปเป็นนางเอก(เพราะอยากสนับสนุนจอยด้วย) จนกลุ่มคุณหญิงก็ให้จอยโทรถามพี่ตั้ว ก็โทรถามว่าพี่ตั้วว่าจะให้ตอบยังไงคะ พี่เค้าก็ให้บอกว่าบทยังไม่เสร็จ ถามต่อว่าแล้วตกลงจะใช้จอยมั๊ย ยังไงก็บอกหนูด้วย เผื่อมีงานละครเข้ามาจะได้กันคิวไว้ให้ พี่ตั้วก็บอกว่า ยังไม่รู้ แต่ไม่อยากได้คนจริง อยากให้เป็นคนอื่นสวมบทบาทมากกว่า (นี่คือคำตอบรึป่าวว่าไม่เอาจอย)

หลังจากนั้นจอยก็คิดจะทำรายการ ตอบแทน พธม. สนับสนุนกิจการของ พธม.จึงเกิดรายการ ROUTE 193 เสนอpropersalและได้รับการอนุมัติจากลุงสนธิ(เข้าพบด้วยตัวเอง) ตั้งแต่กุมภาฯมีกำหนด ออนแอร์ วันอาทิตย์บ่ายสอง เริ่มมิถุนา ก็ยังให้ propersal ไปกับพี่ฮวงเพราะพี่เค้าจะไปขายโฆษณา

วันนั้นลุงสนธิให้ เทำรายการเสาร์อาทิตย์วันละชั่วโมง เราจึงคิดอีกหนึ่งรายการ เป้าหมายขยายแนวร่วมนักศึกษา ลุงสนธิก็อนุมัติ โดยลุงสนธิตั้งเงื่อนไขว่าจอยจะต้องทำรายการให้กับโครงการเพลงลูกทุ่งกับพธม .ทั่วประเทศของลุงสนธิ พร้อมทั้งต้องเป็นพิธีกรด้วย จอยก็ตกลง



ระหว่าง นี้จอยก็ ถ่ายทำเก็บสต็อกรายการ ROUT 193 หลายจังหวัด จอยไปทำงานตัวเองที่เมกาประมาณเดือนกว่าก็ยังเก็บเนื้อรายการกลับมาด้วย (งานของจอยมีอยู่แล้ววางคิวก่อนไปช่วยคอนเสริต์เอเอสที่แอลเอนะ) ส่วนอีกรายการนึงก็เซ็ตทีม เตรียมงาน เพื่อกลับมาจะได้พร้อมบันทึกเทปและออนแอร์มิถุนาได้

พอกลับมา เยี่ยมลุงสนธิ และลุงถามเรื่องรายการ ก็รายงานไปว่า พร้อมยิงสป็อต ลุงก็โอเค แต่อีกสองรายการ ให้หยุดไว้ก่อน เราก็อึ้งๆไป และยังไม่รู็จะบอกยกเลิกทีมงานที่ทำงานไปแล้วว่ายังไงดี (แต่ตอนนี้บอกไปแล้ว ทีมงานก็ พธม นี่แหละ) แต่คิดว่าลุงสนธิคงมีเหตุผลและรักษาตัวอยู่ จอยจึงอยากไม่ถามอะไร แล้วก็ส่งสป็อตไป2ตัว ที่จิ๊บเซ็นรับน่ะ ออนแอร์ไปสี่วันมั๊ง ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเรื่อง คิวงานเพลง193 ของพี่ตั้ว แล้วพี่ฮวงก็โทร.มาบอกว่าให้หยุดรายการ ROUTE 193 จอยก็โทร.ถาม อ.ปานเทพ(ที่ปรึกษารายการ) เค้าบอกว่าเรื่องสภาพคล่อง ถามไปว่ามีรายการอื่นโดนตัดมั๊ย ก็ไม่รู้เหมือนกัน และถามพี่วิช พี่เค้าก็ไม่ทราบเหตุผล

จอยก็ได้แต่คิดเอง ว่าถ้าเรื่องเงินก็น่าจะคุยกันได้ เพราะรายการนี้ดำเนินการมาตั้งแต่กุมภา ไม่ใช่เพิ่งมาใหม่หรือมีเรื่องอะไรก็น่าจะคุยกันได้

จอยทำรายการ เพื่อตอบแทนพี่น้องพธม. ที่บริจาคหรือปิดกิจการมาชุมนุม และให้สนับสนุนผู้ร่วมอุดมการณ์ไปนานๆ แม้ว่าจะยังไม่มีการเคลื่อนไหว จอยไม่ได้มาหากินกับเอเอส เพราะจอยกับแฟนคลับก็บริจาคไปมากกว่าทำรายการอีก ขึ้นร้องเพลงเวทีชุมนุมจอยก็ไปด้วยอุดมการณ์ ทั้งที่การเลือกข้างทำให้ไม่มีใครกล้าจ้างไปโชว์ งานละครนั้นบังเอิญถ่ายค้างอยู่ก่อน จอยต้องกินเงินเก่า บริจาคและถอนเงินจนหมดบัญชีเพื่อทำรายการนี้
และจอยก็ไปหาเงินด้วยตัว ของจอยเองที่เมกา ค่าตั๋วที่ทำงานโชว์เราก็รับผิดชอบเอง ค่าใช้จ่ายตอนทำรายการที่เมกาก็หมุนจากงานทัวร์คอนเสริต์ที่เมกาไปทำ แม้ว่าจะมีพธม ให้ความอนุเคราะห์ไม่น้อยแต่ก็ไม่ใช่ตลอด หาเงินที่เมกาได้ก็กะเอามาหมุนทำรายการทั้งสองรายการต่อ พอถูกหยุดหมดทุกรายการ และบอกว่าทำอะไรไว้ก็ให้มาวางบิล จอยก็เสียใจนะ และไม่คิดอยากจะวางบิลด้วย

แต่อยากให้มองว่ามันเป็นเรื่องของการทำงาน ความตั้งใจและความรู้สึกมากกว่าและอยากได้เหตุผลที่สามารถเข้่าใจได้

ไม่ อยากคิดว่าเป็นเพราะความไม่พอใจ ที่ไม่ไปร้องเพลงหรือถ่าย MV 193ให้รึเปล่า เพราะวันงานก็ไม่มีทีมงานติดต่อให้ไปทำอะไร และยังคิดเรื่องอื่นไม่ออก ถ้าเป็นจริง ก็เสียความรู้สึกสะสม ยิ่งเป็นพี่น้องร่วมวงการ และที่สำคัญคือร่วมอุดมการณ์ มันทำให้นึกถึง ตอนอยู่หลังเวที ที่ลุงสนธิกอดคอจอยและพี่ตั้วบอกว่า เสร็จงานนี้ตั้วอย่าทิ้งน้องนะ และพี่ตั้วก็บอกว่า น้องนั่นแหละจะทิ้งผมก่อน เราก็ยิ้มดีใจที่เราคงมาเจอสังคมดีๆ ที่ช่วยเหลือกัน

และตอนที่คุยเรื่องรายการ ลุงสนธิยังบอกว่า เลิกเล่นละครได้แล้ว ไม่ต้องไปเล่น ให้อยู่กับลุงนี่แหละ (หมายถึงอยู่เอเอส) จะได้มีบ้านอยู่ซะที(คล้ายๆสังกัด) พ่อแม่จะได้สบายใจ

แต่ ตอนนี้ไม่เป็นอย่างนั้น รู้สึกเสียใจเพราะไม่เข้าใจ และต้องการเหตุผล แม้เหตุผลคือ เกิดการเมืองข้างใน มีใครไม่อยากให้จอยร่วมมือหรือสนับสนุนเอเอส บอกจอยมาตรงๆก็ได้ ดีกว่าให้ พี่น้องพธม เข้าใจผิดคิดว่าจอยไม่อยากมาร่วมอีกแล้ว จึงไม่เห็นหน้า จิ๊บไม่ใช่คนแรกที่ถามค่ะ ทุกคนถามจอยก็ไม่รู้จะตอบยังไง จอยก็เล่าให้ฟังตรงๆอย่างนี้ อย่างที่เกิดขึ้นและอย่างที่ครุ่นคิดอยู่ค่ะ.


Maleeratในที่นี้คือนางมาลีรัตน์ แก้วก่า อดีตสว.สกลนคร แกนนำพันธมิตรสกลนคร

View Maleerat's comments with sin Jun 10 5:16 AM

sin says:

ตอน ด่าทักสิน พวกเราก็ใช้ ้ไฮ กระจายข้อมูลทั้ง young pad TGO มีกลุ่มตั้งขึ้นมากมายในไฮเนี่ยค่ะ แล้วทำไมตอนนี้ พี่ถึงบอกว่า เรื่องบางเรื่องสื่อทางhi5 ถึงไม่เหมาะคะ เพราะเป็นเรื่องของพวกเราเองใช่มั๊ยคะ นี่หรือคะ ประชาธิปไตยที่พวกเราเรียกร้อง

ใช่ค่ะ ควรนึกถึงเวลาฝ่าห่ากระสุนปืนร่วมกัน จึงไม่ควรทำกับศิลปิน นักศึกษา หลายๆคนอย่างนี้ค่ะ นอกจากให้เคลียร์กันเองเราอย่ายุ่งแล้วเนี่ย ในฐานะแกนนำรุ่นสอง จะช่วยชี้เแจงหรือตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ใด้บ้างมั๊ยคะ

ด้วย ความเคารพนะคะ แต่ไม่อยากให้ปกป้องกันจนเกินเหตุ ทั้งที่ ตัวพี่เองก็ลำบากแบบถูกเอาเปรียบ รู้ๆกันอยู่ว่าพวกเค้าไม่เคยช่วยใคร อยากให้พี่รู้ด้วยว่าจุดเริ่มต้นที่ซินออกมาพูด คือให้ตรวจสอบเงินบริจาคเพราะซินกับพี่สาวก็บริจาคเยอะมาก แต่ไม่รู้เงินที่ได้รับตลอดเวลานั่นหมดไปกับอะไร ใช่โครงการเป็นล้านๆทั้งหลายของตั้วรึเปล่าคะ ซินไม่ได้เข้ามาเพราะเรื่องพี่จอย แต่ดันมาดังเรื่องพี่จอยเพราะคนเค้ารักพี่จอยค่ะ และเรื่องแบบนี้คนชอบปากต่อปากค่ะ แต่ไม่ช่วยทำอะไร อ้างเหตุผลให้ดูดี ว่ารักษาส่วนรวม เราไม่รู้ว่าเรื่องจริงรึเปล่า ก็บอกให้เข้าไปอ่านที่ไฮของพี่จอยเอง เค้าก็เขียนอยู่ว่าเค้าพูดจริงนะคะ

เคยเอะใจบ้างมั๊ยคะว่าทำไม พี่อาร์ท ถึงยังมีหน้าใน ASTV อยู่ได้จนถึงเดี๋ยวนี้ ซินว่าถ้าไม่ได้อ.เจิมศักดิ์ คงหายไปนานแล้วค่ะ

และ เรื่องที่ พี่วสันต์ young pad โดนซ้อมเนี่ย พี่เค้าเม้นมาเล่าให้ฟัง มาเช็คดูได้ค่ะ ตกลงใครเป็นศาลเตี้ยสั่งให้ซ้อมล่ะคะ เอะอะ ก็ว่าเป็น นปก ถ้าเป็นลูกพี่โดน พี่จะยังถือว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แล้วให้ ลูกพี่ไปเคลียร์กับคนที่มาซ้อมเองรึเปล่าคะ


เป็นอีกเรื่องที่พี่น่าห่วงลูกพี่ก่อนจะห่วงคนที่ได้ประโยชน์แบบไม่ถูกต้องอ่ะค่ะ

ถ้า พี่ไม่มีอำนาจทำอะไร ทั้งที่เป็นแกนนำรุ่นสอง ก็แสดงว่า มันก็คือระบบอุปถัมภ์ สิทธิ์ขาดอยู่ที่นายใหญ่ เพราะนายใหญ่เป็นคนตั้ง พี่ก็ต้องเกรงใจ ไม่กล้ากระดิกไม่กล้าแตะ ตอนนี้ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับพวกทักสิน ASTV กำลังทำธุรกิจ และ กำลังตั้งพรรค ทักสินก็ทำธุรกิจและเป็นพรรค และเอาแต่พวกพ้องตัวเองเพียงไม่กี่คน ณ วันนี้ พี่ช่วยหาความแตกต่างให้ซินหน่อยสิคะ
อธิบายคำว่า นอมินีให้ฟังหน่อยค่ะ


View sin's comments with Maleerat Jun 11 4:01 PM

Maleerat says:

สุด แท้แต่คุณ sin จะตีความ การสื่อสารข้างเดียวก่อให้เกิดความเข้าใจผิดมานักต่อนัก สำหรับเรื่องอาร์ต ขอบคุณที่เป็นห่วงแทนค่ะ ไม่มีใครปิดปากคนในครอบครัวเราได้ แต่พี่ไม่ขยายความเรื่องที่ไม่ได้รู้ถึงต้นตอทั้งหมด เท่านั้นแหละค่ะ ส่วนคุณsin จะตรวจสอบเงินบริจาคเป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่ควรทำอย่างเปิดเผย น่าจะขอตรวจสอบที่ ASTV โดยตรงค่ะ ขออภัยนะคะถ้าไม่ถูกใจ


Jun 11 6:30 PM

sin says:

ตอนนี้ซินก็ทำอย่างเปิดเผยอยู่ค่ะ...
ไม่ได้หลบซ่อนใดๆเลย ขอตรวจสอบแล้วค่ะ

ทั้งจดหมาย ทั้ง sms ทั้งโทรเข้าไป ทั้ง email
ทำหมดแล้วทุกทาง แต่เรื่งเงียบไงค่ะ แล้วต้องทำไงต่อค่ะ

ก็เพราะซินเหนว่าพี่เปนแกนนำ แล้วน่าจะช่วยพวกเราพันธมิตรที่ต้องการตรวจสอบได้ แต่พี่กลับโยนให้พวกเราไปจัดการเอาเอง ให้พวกเราเดินเข้าไป AS กันเอง

แค่เฉียวไปแถวหน้าบ้านพระอาทิตย์ ก็หมดสิทธิ์แล้ว ยามก็ไม่ให้เข้าพบ ให้รอ
ไปยืนเองหลายฉบับแล้วเรื่องขอตรวจสอบเงินที่บริจาค ว่าบริหารเงินยังไง ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง

แล้วเรื่องก็เงียบ เงียบแบบทำเปนไม่รู้ไม่เหน ไม่ใช่มีซินเพียงตนเดียวนะคะที่ยืนจดหมายเข้าไป มีคนอีกหลายคนที่ทำเช่นนี้ ด้วยความเคารพ พี่จะช่วยได้มั้ยคะ เพราะซินเหนว่าพี่ก็เปนแกนนำ

ช่วยได้มั้ยคะ

เวลาที่เราอยากขุดขุ้นความเลวของทักสิน ทำไมเราถึงได้ช่วยกัน โดยไม่มีใครเกี่ยงกันทำ ข้อมูลหลั่งไหลพรั่งพรู แต่พอเราจะตรวจสอบกันเองกลับโยนกันไปกันมา ไม่กล้าเสี่ยง

เพราะเค้าเปนนายใช่มั้ยคะ เพราะเค้าแต่งตั้งพี่เปนแกนนำใช่มั้ยคะ มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราคะ

Jun 11 9:18 PM

sin says:

ไม่มีใครโจมตีพันธมิตรหรอกค่ะ...
ซินไปร่วมไล่ทักสิน ตั้งแต่ ปี 49 มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังยืนยันว่าเปนพันธมิตร

การที่บอกให้ช่วยกันตรวจสอบว่าเงินบริจาค เอาไปใช้จ่ายอะไรบ้างเนี้ย
มันเปนการโจมตีตรงไหนคะ ส่วนเรื่องพี่จอยก็เปนเรื่องของพี่จอย

ไม่เกี่ยวกับซิน แต่ข้อมูลต่างๆที่มันออกมา มันก็เปนข้อมูลจิง ไม่ได้มีการแต่งเติมใดๆ
พี่ ลี วสันต์ อดีตประสานงาน young pad ก็เปนคำพูดของพี่เค้าจิงๆ หลักฐานมันก็ยืนยันอยู่

ว่า เปน hi5 ของพี่เค้าจิงๆ ทำไมไม่มองว่าเปนการช่วยกันตรวจสอบ แต่กลับมองว่าเปนการโจมตี ทำไมไม่มองว่านี่เปนการย้ำเตือนคำพูดคุณสนธิว่าอย่าทิ้งพี่น้องเรา ให้ช่วยกันสนับสนุนพี่น้องเรา แล้วทำไมพี่หรั่งกับพี่จอยถึงเจอแบบนี้ รายการพี่จอยก็ยิงสปอตไปแล้ว ทำไมถึงถูกถอด

ในเมื่อ AS ก็มีโอกาศช่วยเหลือศิลปินพวกนี้ แต่กลับไม่ช่วย แถมไม่มีเหตุผลด้วยว่าปลดเพราะอะไร แล้วพี่จอยเค้าก็ทำไปเยอะแล้วด้วย ไม่เหนใจเค้าบ้างเหรอ ไม่สงสารเค้าบ้างเหรอ

แต่นี่ก็เปนเพียงแค่ส่วนนึงของศิลปินที่กระโดดเข้ามาร่วมกับพวกเรา เมื่อเค้าเดือดร้อน
พวกเรากลับบอกว่าให้อยู่เฉยๆ ให้เค้าจัดการกันเอง เปนเรื่องของคนสองคน

ทำไม พวกเราถึงเหนแก่ตัวกันขนาดนี้ อีกทั้งเรื่องเงิน ณ ตอนนี้ พนักงาน AS ยังคงมีที่ยังไม่ได้รับเงินเดือน ส่วนมากจะเปนระดับเล็กๆ ฝ่ายต่างๆ บ่นกันแล้วบ่นกันอีก บางคนหาจ็อบพิเศษ

ไปสมัครงานเปนฟรีแลนตามที่ต่างๆ ขนาดโปรดิวเซอรืฝ่ายข่าวเองยังต้องหาจ็อบพิเศษข้างนอก
แต่มีระดับนั่งหน้าอ่านข่าวตัวใหญ่ๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีใครบ้าง ก็ได้รับเงินไม่เคยขาด

นี้ คือการแบ่งชนชั้นรึเปล่า นั่งอ่านข่าวชั่วโมงนึงรับเงินเต็ม แต่พนักงานที่ออกเอ้าดอ เหนื่อยแทบตาย โอทีก็ไม่เคยได้ ทำงานแบบตัวเปนเกลียว ทำไมมันถึงได้เงินยากเย็นจัง

นี่คือเสียงของพนักงานตัวเล็กๆ ที่ต้องกินข้าว กินน้ำ ต้องเลี้ยงครอบครัว สงสารเค้าเถอะ
เอาเงินออกมาแจงว่าคุณใช้อะไรไปบ้าง ทำไมถึงออกมาบ่นทุกเดือนว่าไม่มีเงินจ่ายเงินเดือน

เอา เงินไปทำอะไรหมด ค่าโฆษณาที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ค่าข้าว astv ที่ขายตลอด ยอดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่าหนังสือต่างๆ ที่คนใน as ทยอยเขียนกันออกมา ค่าขาย cd เพลง ค่า sms ทั้งรายเดือน 200 ทั้งค่า sms ที่ส่งเข้ารายการทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที ที่คนส่งเข้าไป
อีก ทั้งค่าโหวตรายการ the Audition ได้ไปเท่าไหร่แล้ว จะยื้อไปอีกนานแค่ไหน แล้วยังมีอีกมากมายหลายค่า ลองนึกดูว่ามีอะไรมั่ง และล่าสุดก็ให้โหลดเพลง 193 วันอีก โหลดละ 20 บาท แถมแบ่งเปนสามช่วงของการโหลด ทำไมเอาเปรียบพี่น้องพันธมิตรด้วยกันเองขนาดนี้

คนร้องก็ไปร้องให้ ฟรีไม่ได้คิดเงิน แถมยังเอาเงินที่พวกเราบริจาคไปใช้จ่ายเกินจิงในการทำ MV พวกเรามีแต่ให้กับให้ แต่คุณไม่เคยคืนอะไรให้กับเราเลย เพลง 193 วัน โหลดแบ่งเป็นสามช่วง ช่วงละ 20 รวมแล้วเราต้องเสียเงินเพื่อที่จะเก็บเพลงประทับใจนี้ไว้ในมือถือเราด้วย ราคา 60 บาท ทั้งๆ ที่เพลงๆนี้ค่าผลิต ค่าห้องอัด แล้วก็ค่าที่เข้ากระเป๋าตั้วและพวกพ้อง (ได้ยินมาว่าตั้วคิดค่าทำเพลงนี้คิดเปนเงินที่เยอะทีเดียว ทั้งๆที่ไม่ต้องเสียค่าอะไรเลย)มันเปนเงินที่พวกเราพี่น้องพันธมิตรทุกคนมี ส่วนในการบริจาค หรือการจ่ายให้ AS ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ

แล้วเงินพวกนั้นมันไม่อยู่ที่ไหน ทั้งๆที่พนักงานเค้าบอกว่าเดือนนี้เค้ายังไม่ได้เงินเดือน
ยอมรับและวิเคราะห์เถอะ อย่าด่าอย่างเดียวว่าซินเปนเสื้อแดงเข้ามาเพื่อ สร้างความแตกแยกเลยค่ะ

Jun 12 8:17 AM

love pad says:

คดีก็ส่วนคดี บาดเจ็บก็ส่วนหนึ่ง เงินบริจาคมันแยกชัดเจนอยู่แล้ว
พี่เปิดใจหน่อยซิคะ แค่ออกมาชี้แจงว่าใช้อะไรไปบ้าง ไม่เหนมันจะเสียหายตรงไหน

ไม่มีใครเค้าคอยจับผิดหรอกค่ะพี่ NUO ช่วยนะช่วยอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้มันมีการน้อยใจกันเกิดขึ้นของพนักงาน AS เงินเดือนไม่ได้อีกแล้ว

พวกเค้าไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มีเงินจ่ายพวกเค้า
แต่กลับมีเงินให้กับตั้วทุกเดือน นี้คือที่คนของเค้าเองข้องใจ

อย่าให้ต้องรื้อฟื้นเลยค่ะ พี่ตั้วเอาเงินของพี่น้องที่ร่วมกันบริจาค
ไปเปิดบริษัท มัฆวานโปรดักชั่น ใช้เงินไปเท่าที่รู้ ที่พี่ปองออกมาพูด
เมื่อครั้งตั้งบริษัทใหม่ๆ ในราคา 8 ล้านบาท มันน้อยมั้ย

ใช้เงินทำกิจกรรมแต่ละอย่าง พนักงานได้แต่ยืนมองตาปริบๆ
พนักงาน AS เค้าฝากมาถามว่าให้พี่ตั้วเจียดเศษเงินมาเพื่อจ่ายเปนเงินเดือนให้พวกเค้าบ้างได้มั้ย

//www.hi5.com/friend/profile/displayProfile.do?userid=439621787

ควายพธม. ออกมาแล้ว..กัดกันเองยังมาโทษทักษิณได้อีก เวรแท้ๆ

View love pad's comments with •Mc'PAD• Jun 12 12:30 PM•Mc'PAD• says:

ถึงพี่น้องพันธมิตร...
ขณะ นี้ได้มีกลุ่มผู้ไม่หวังดี (นปก.) เข้ามาสร้างความแตกแยกให้กับพวกเรา นำทีมสันดานเลวๆชั่วๆโดย นัง SIN น่าจะมาจาก (SINNAWAT) ดูจากสันดานแล้ว ไอ้ KITAN , อีนัง นู่เล็กตั้งใจโสด และ ไอ้ LEE Young PAD พวกมันทำกันเป็นทีม..

พวกนี้คือเศษสวะทาสไอ้แม้ว..พี่น้องอย่าได้ หลงเชื่อเรื่องเน่าๆที่พวกมันเห่าให้ฟัง มันได้ก่อการเห่ามาแล้วประมาณ 2 อาทิตย์โดยชูประเด็นเรื่องพี่ตั้วกับจอย ศิริลักษณ์ และ ก็รายการ root193 และยังพ่วงประเด็นอื่นอีกหลายเรื่องผสมโรงมั่วกันไปหมด แต่จุดประสงค์หลักคือต้องการให้พวกเราแตกแยกกันเอง..ให้พวกเราหมดศรัทธา ต่อความเป็นพันธมิตร..หมดศรัทธาต่อแกนนำ..และให้เรารู้สึกว่าเงินบริจาคของ เรา ถูกผลาญโดยไร้เหตุผล ก็คือจะให้เราหยุดบริจาคนั่นเอง..

ตลอด 193 วันที่กรำศึกมาเราทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่าพี่ตั้ว สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเรา
มาตลอด..พี่ตั้วสูญเสียอะไรไปบ้าง..ทำอะไรเพื่อพวกเราบ้าง แล้วไอ้พวกที่เห่าๆนี่มันเป็นใคร
ไปมุดหัวอยู่ไหน..บ่นเสียดายเงินบริจาค อยากเหมือนกันมรึงให้มากี่บาท....
ASTV ก็คือสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งการปรับเปลี่ยนฝังรายการเป็นเรื่องปรกติ..
แต่ เชื่อว่าอีกไม่นานคงลงตัว ขอพี่น้องใน HI 5 ทุกคนที่รับแอดไอ้และอีเลวเหล่านี้ไว้ ดีดมันทิ้งไปซะอย่าปล่อยให้มันเห่าเช้าเห่าเย็นต่อไปได้..อย่าง HI5 ของนัง SIN ไม่มีรูปมันเลย..ไม่มีรูปการชุมนุม..แล้วมันว่ามันน่ะสuเหลือง...คนพันธมิตร จิงๆเค้า ไม่ทำกันอย่างนี้หรอก..พี่น้องครับพวกเรามาไกลแล้ว..ไกลจนพวกมันอยากจะหยุด เรา อย่าหลงกลอุบายโง่ๆของพวกมันครับ....สู้ๆครับพี่น้องเอ๊ย...




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2552    
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 20:00:30 น.
Counter : 817 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.