ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

นักข่าวฝรั่งแฉภูมิใจห้อยกับธุรกิจล้มฎีกาที่ไปไม่รอด

Bhum Jai Thai and the business of protests slightly gone wrong

ภูมิใจไทยและกิจการประท้วงที่ไปไม่รอด


โดย Nick Nostitz
ที่มา เวบไซต์ new mandala
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2552

The Bhum Jai Thai party announced a movement against the million signature campaign of the Red Shirts. There was a buzz when it was announced that the Blue Shirts were to protest at Royal Plaza today (July 30). Was it the same guys as in Pattaya? Were there soldiers in Blue Shirts? PAD guards in disguise?

At about 8 am there were 30 to 40 taxis parked at Royal Plaza, the same number of red colored subarus – small passenger vehicles, all from Thonburi – one loudspeaker wagon, and at least a dozen intelligence officers. Slowly more taxis arrived, maybe 100 to 200 altogether. No Blue Shirts though. But a few people in Bhum Jai Thai shirts and jackets, and several ministry officials.

Stickers were handed out to put on the cars, “Don’t pull the sky down low – stop the petition!”, and similar slogans.

พรรค ภูมิใจไทย ประกาศเคลื่อนไหวต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกาของคนเสื้อแดงนับล้าน โดยมีเสียงลือกันหึ่งว่า จะมีคนเสื้อน้ำเงินเดินทางมาแสดงพลังที่ลานพระบรมรูปฯ ในวันที่ 30 กรกฎาคม จะเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่พัทยาหรือไม่ ? เป็นพวกทหารใส่เสื้อน้ำเงินหรือไม่? เป็นการ์ด พธม.แฝงตัวมาหรือไม่ ?

เวลา ประมาณ 8.00 น. ที่ลานพระบรมรูปฯ มีแท๊กซี่จอดอยู่ 30-40 คัน เป็นรถ subaru สีแดงเหมือนกันหมด - รถยนต์รับส่งผู้โดยสารขนาดเล็ก จากธนบุรี - รถบรรทุกพร้อมเครื่องขยายเสียงหนึ่งคัน และเจ้าหน้าที่ทางการอีกไม่น้อยกว่า 12 คน จากนั้น ก็มีแท๊กซี่ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเข้ามา รวมแล้วคงจะประมาณ 100-200 คัน ไม่มีคนเสื้อน้ำเงินเลย แต่มีคนจากภูมิใจไทยใส่เสื้อเชิร์ตและแจ๊กเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอีกหลายคน

มีการแจกสติ๊กเกอร์ให้ติดบนตัวรถ " หยุดดึงฟ้าต่ำ - หยุดล่ารายชื่อ " และ อื่นๆ ทำนองนี้



At about 9 am the show began. First the taxi drivers were called to get breakfast. They lined up, received a stamp on the arm, a coupon, and food. The Bhum Jai Thai party song was played on loudspeakers.

So far so good.

But then several taxi drivers approached me, and complained:

“They said they will give us 300 Baht petrol coupons, but we got nothing, just those food coupons!”

“I can’t even get my taxi out – they blocked our cars with these subarus.”

“They cheated us, they said we should come because of mother’s day, and said nothing of Bhum Jai Thai. Now they put stickers against the petition on our cars, and tomorrow I want to go to the Red Shirt rally – how can I get these stickers off?!”

การแสดงเริ่มขึ้นที่เวลา 9.00 น. โดยมีการเรียกคนขับแท๊กซี่ให้มารับอาหารเช้า พวกเขาเข้าแถวยาว รับติดสแตมป์ที่แขน รับคูปอง และอาหาร มีการเปิดเสียงเพลงของพรรคภูมิใจไทยทางลำโพง

มีคนขับแท๊กซี่หลายคนมาบ่นกับผมว่า "พวกเขาบอกว่า จะให้เงินค่าน้ำมันเรา 300 บาท แต่ไม่เห็นได้เลย มีแต่คูปองอาหาร"

"ผมจะเอารถออกไปก็ไม่ได้ พวกเขาบล๊อครถของเราไว้ด้วยรถ subarus พวกนี้"

"พวก เขาโกงเรา พวกเขาบอกให้พวกเรามาเนื่องในโอกาสวันแม่ ไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องพรรคภูมิใจไทยเลย ตอนนี้ก็มาติดสติ๊กเกอร์ต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกาบนรถเรา และพรุ่งนี้ ผมจะไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง - ผมจะแกะสติ๊กเกอร์พวกนี้ออกได้อย่างไรกันนี่"



Supamas Issarabhakdi, deputy spokesperson for Bhum Jai Thai appeared, handed out stickers, posed for the cameras while applying stickers to a taxi, and gave an interview.

ศุภมาส อิศรภักดี รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย แสดงตัว แจกสติ๊กเกอร์ ให้ช่างภาพถ่ายรูปขณะติดสติ๊กเกอร์บนรถแท๊กซี่ และให้สัมภาษณ์



A not very enthusiastic crowd of taxi drivers formed a line in front of the loudspeaker wagon, a speech was held, an oath to the monarchy was spoken, songs were sung, and after the Royal anthem everybody disappeared quickly.

คนขับแท๊กซี่ตั้งแถวหน้ารถขยายเสียงอย่าง เนือยๆ มีการพูดปราศรัย กล่าวคำถวายสัตยาบัน ร้องเพลง และหลังจบเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนก็แยกย้ายหายตัวไปอย่างรวดเร็ว


A few officials still hung around. One man with a plastic bag handed a large wad of cash to a man from a taxi organization, who quickly slipped the money into his pocket when he saw me taking photos. The bagman soon got into the back of a Mercedes and disappeared.

เจ้า หน้าที่อีกสองสามคนยังคงเดินไปมา ชายคนหนึ่งถือถุงพลาสติกที่บรรจุเงินสดปึกหนึ่งส่งให้คนที่จัดการเรื่องรถ แท๊กซี่ ซึ่งเมื่อเขารับแล้ว ก็รีบยัดเงินปึกนั้นใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าผมกำลังถ่ายรูปเขา อยู่ ส่วนคนถือถุงก็รีบขึ้นรถเบนซ์แล้วขับหนีหายไป


At about 10.30 the show was over.

Effort: lackluster.

Execution: thank you very much for the amusement

การแสดงทุกอย่างจบสิ้นลง ที่เวลาประมาณ 10.30 น.

ผล: น่าเบื่อ

การดำเนินการ: ขอบคุณสำหรับกิจกรรมบันเทิง

NoteจากBlogger : จริงๆมีรูปถ่ายจากคุณNick Nostitzเป็นหลักฐานประกอบการเล่าเรื่องด้วย หาชมกันได้ที่เว็ปต้นขั้ว เว็ปข่าวไทยอีนิวส์และประชาไท




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2552 20:01:24 น.
Counter : 295 Pageviews.  

เปิดใจ นิค นอสติทส์ “แดงกับเหลือง”

Nick Nostitz at the FCCT
๑๖ กรกฏาคม ๒๕๕๒
โดย Nick Nostitz
ที่มา – New Mandala
แปลและเรียบเรียง – chapter 11

(เป็น การถอดความจากบทสัมภาษณ์ของนิค นอสติทส์เมื่อคืนที่แล้ว ในงานเปิดตัวหนังสือ “แดงกับเหลือง” ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย)

การ เขียนหนังสือนับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุด และเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวด้วยเช่นกัน เรื่องส่วนตัวต่างๆที่เก็บไว้กับตัวเองมาเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่ต้องออกสู่สายตาสาธารณะชนให้คนอื่นได้รับรู้ ในเรื่องที่คุณเชื่ออยู่อย่างลึกซึ้งนับเป็นเรื่องที่น่ากลัว

อีก นัยหนึ่ง ส่วนที่ผมตื่นเต้นมากที่สุดก็คือ การทำหนังสือซึ่งผมคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นช่างภาพอาชีพ และเป็นนักข่าว และเป็นเครื่องมือที่วิเศษในการสื่อสาร

ผม พยายามที่จะอธิบายเกี่ยวกับเบื้องหลังของหนังสือเล่มนี้ว่าเริ่มต้นเพราะ อะไร อะไรที่ผลักดันให้ผมเขียนหนังสือนี้ขี้นมา และผมเข้ามาเกี่ยวข้องในการเมืองไทยอย่างไร

หลัง จากที่ผมได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนของกรุงเทพได้หลายปี งานส่วนตัวต่อมาของผมจะเน้นไปในเรื่องปัญหาทางสังคมในเมืองหลวงและในชนบทมาก ขี้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ผมได้สัมผัสในเวลานั้น ซึ่งไม่ได้ลงพิมพ์ในหนังสือเล่มที่แล้ว และเป็นการนำผมเข้าสู่ในเรื่องทางการเมือง เมื่อเหตุการทางการเมืองแสดงให้เห็นได้ชัดพอที่จะจับภาพเอาไว้ได้ในปลายปี ๒๕๔๘

เช่น เดียวกับนักข่าวอีกหลายๆคน ผมได้ติดตามการประท้วงของพันธมิตรก่อนการทำรัฐประหาร และผมมีความสนใจในอีกฝ่ายเช่นกัน ประสบการณ์สำคัญสำหรับผมก็คือ เมื่อผมได้ไปเยี่ยมคาราวานคนจนผู้สนับสนุนทักษิณที่นวนคร เขตอุตสาหกรรมชานเมือง ซึ่งเป็นการตั้งแค้มป์ครั้งสุดท้ายก่อนจะไปชุมนุมกันที่กรุงเทพ ผมคิดว่าน่าจะมีการจ่ายเงินให้พวกประท้วง แต่เมื่อผมได้สนทนากับชาวนาที่ส่วนใหญ่จะยากจน เมื่อได้พูดถึงทักษิณ ผมพบว่าพวกเขามีมุมมองหลากหลายมากกว่าที่ผมคาดคิดตั้งแต่แรก

พวก เขาต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาทราบว่าทักษิณมีข้อผิดพลาดหลายอย่าง แต่นโยบายของทักษิณได้ช่วยทำให้ชีวิตพวกเขาดีขี้น ผมต้องยอมรับว่าพวกเขาทำให้ผมต้องอึ้ง ทำให้ผมต้องคิดหนัก โดยเฉพาะเมื่อผมต้องเสนอข่าวเกี่ยวกับการเมืองไทย มันไม่สำคัญว่าผมจะมีความคิดเห็นอย่างไร แต่ที่สำคัญกว่าคือการเสนอความเห็นของประชาชนต่างหาก เป็นประสบการณ์มาจากชีวิตจริง ถ้าผมจะต้องรายงานข่าวของพวกเขา ผมต้องพยายามทำตัวให้อยู่ในสภาพเดียวกับพวกเขา

หลัง จากการทำรัฐประหาร ตอนนั้นมีเพียงการประท้วงย่อยๆ ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม จากอารมณ์ที่แสดงออกของชาวบ้านทั้งหลาย ผมมีความสังหรณ์ใจว่า การทำรัฐประหารเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและทางการ เมืองในประเทศไทย ไม่ว่าการประท้วงจะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอย่างไร ประชาชนเพิ่งหายตกใจจากการที่เขาได้สูญเสียนายกรัฐมนตรีของเขาจากการทำรัฐ ประหาร

ผม ไม่เคยชอบกับการทำงานประจำ ก็เลยมาเป็นนักข่าวอิสระซึ่งทำให้มีเวลาของตัวเอง และไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากไปกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดห่างจากบ้านผมเพียง แค่สิบนาที ผมเห็นว่าเป็นโอกาสทองที่ผมจะได้บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

ผม รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เคยเกิดขี้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นครั้งแรกที่ภูมิภาคที่กว้างใหญ่และชนชั้นทางสังคมต่างๆจะเข้ามาเกี่ยว ข้องในการดิ้นรนทางการเมืองเพียงชั่วข้ามคืน และไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนที่ส่วนใหญ่จะมีการศึกษาและศักดินาที่ร่ำรวย ทำให้การพัฒนาเป็นไปด้วยความยากลำบากและคาดการณ์ไม่ได้

ครั้ง แรกผมรู้สึกค่อนข้างกลัว เนื่องจากเป็นนักข่าวต่างชาติ และอาจจะเป็นเพียงนักข่าวคนเดียวที่รายงานเหตุการณ์นี้ ซึ่งรายล้อมไปด้วยผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่สืบราชการลับ บางครั้งจะมีเจ้าหน้าที่สืบราชการลับจำนวนมากกว่าผู้ประท้วงเสียอีก

แต่ เป็นการเปิดโอกาสให้ผมได้พบปะกับผู้คน และได้ทำความรู้จักตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งฝ่ายผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบราชการลับต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ผมมักจะตีสนิทกับพวกนี้ก่อน โดยการแนะนำตัวผม บอกความประสงค์ของผมว่าผมเป็นนักข่าว ไม่ใช่เป็นนักเคลื่อนไหว และได้ถามพวกเขาว่าผมจะสร้างปัญหาหรือไม่ หรือถ้าผมทำผิดใดๆ ผมยินดีเปิดใจน้อมรับฟัง

นับ เป็นปีๆที่ผมร่วมการชุมนุมประท้วงจนนับครั้งไม่ถ้วน เจ้าหน้าที่บางคนก้าวร้าวมาก ซึ่งหลายคนได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับผม ส่วนใหญ่ผมเรียนรู้จากความรู้และประสบการณ์ของพวกเขา พวกเขาจะคอยให้คำแนะนำผมบ่อยๆ บางครั้งก็ปกป้องผม ไม่เคยมีใครขัดขวางการทำงานของผมหรือกดดันผม

ยิ่ง ผมหลงใหลกับเรื่องนี้เท่าไร ผมยิ่งหดหู่กับการไม่ได้รับความสนใจมากขี้นเท่านั้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ชลมุนเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคมผ่านไปสองปีครึ่ง ผมจึงคิดว่าผมขายรูปแรกที่เกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองนั้นได้ แม้แต่ทุกวันนี้ผมยังไม่ได้ทุนคืนจากสิ่งที่ผมได้ลงทุนและเสียเวลาไปกับ เรื่องนี้เลย

เกือบ ทุกครั้งที่ผมอ่านบทความจากสื่อต่างๆ ผมยังไม่เคยอ่านพบบทความไหนที่สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ที่ผมได้พบจริงจาก การทำงานภาคสนามเลย ผมไม่มีที่ที่จะให้เผยแพร่ต่อเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่ผมรู้สึกว่ากำลังก่อตัว ขี้นในประเทศที่มีความสำคัญมากเช่นนี้ และเป็นประเทศที่ผมรักเป็นอย่างยิ่ง

ดร.ไม เคิล เนลสัน ซึ่งเป็นบุคคลที่ผมขอคำปรึกษาในเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆอยู่เสมอ ได้ชักชวนให้ผมเขียนบทความลงในนิวแมนดาลา ซึ่งเป็นเว็บไซต์วิชาการเล็กๆ แรกๆผมก็ยังรู้สึกเฉยๆ เพราะผมไม่ได้รับเงินจากการเขียน และผมยังคงถังแตกอยู่เสมอ แต่เมื่อผมเริ่มต้นเขียน ผมคิดเสียว่าอย่างน้อยก็เป็นแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อเขียนในสิ่งที่ผมคิด ว่าจะจัดพิมพ์ขี้น และมีคนที่สนใจอ่านอย่างจริงจังในจำนวนไม่น้อยทีเดียว

บท ความที่ ๓ ที่ผมเขียนลงในนิวแมนดาลา ในวันที่มีเหตุการณ์จราจลประมาณวันที่ ๗ ตุลาคม ได้ส่งผลกระทบต่อผมอย่างไม่น่าเชื่อ บทความของผมถูกประชาไทแปลเป็นไทย ถูกโพสต์แล้วโพสต์อีกในกระดานข่าวและบล็อกต่างๆ และได้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และแม้กระทั่งอ่านบทความของผมออกทีวี ในรายการความจริงวันนี้ ซึ่งเป็นทีวีเสื้อแดงและทีวีช่อง ๑๑

หลาย คนชอบที่ผมเขียน แต่มีอีกหลายคนที่ไม่เห็นด้วย ส่วนใหญ่มาจากเหล่าผู้ที่เลื่อมใสค่ายพันธมิตรและกล่าวหาว่า ผมได้รับเงินสินบนจากทักษิณก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระอย่างที่สุด ในเวลานั้นผมได้รับคำขู่ แม้แต่ทุกวันนี้คุณยังคงเห็นได้จากหลายกระดานข่าวในเว็บไซต์ ที่ทั้งดูถูกและกล่าวหาว่า ผมได้รับเงินในฐานะเป็นนักวิ่งเต้นให้ทักษิณ

หนึ่ง เดือนหลังจากที่ผมได้รายงานข่าวออกไป ผมได้ถูกข่มขู่อย่างรุนแรง และการข่มขู่ได้ยุติลงเมื่อคนเริ่มเกลียดคนอื่นมากกว่าผม และผมโชคดีที่มีเพื่อนในหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ได้ดูแลผม เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งยังได้ทำการอารักขาผมเมื่อผมออกไปปฎิบัติงาน จนกระทั่งความรู้สึกของผู้คนได้ลดระดับลง

เรื่อง ที่น่ากลัวที่สุดในประเทศไทยคือ หลายๆคนไม่ได้ใช้เหตุผลเพื่อจัดการกับประเด็นต่างๆ แต่ใช้อารมณ์ล้วนๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

ครั้ง แรกผมต้องการรวบรวมปัญหาทางการเมืองทั้งหลายในหนังสือที่ผมกำลังตระเตรียม เรื่องราวไว้ถึง ๙ ปี ในเรื่องปัญหาสังคมและความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย เมื่อปีที่แล้วความวุ่นวายทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมมีรูปจำนวนมากและหัวข้อที่แสนจะซับซ้อนอยู่ในมือ บางคนได้บอกผมว่านี่จะทำเป็นหนังสือเล่มหนึ่งได้เลย หลังจากที่ผมได้คิดทบทวนแล้วก็น่าจะทำได้ตามนั้น และหนังสือเล่มนี้ควรจะได้รับการตีพิมพ์ในไม่ช้า

ผม ไม่เสียเวลาจะหาสำนักพิมพ์ต่างชาติ ผมคิดว่าสำนักพิมพ์ในประเทศนี่แหละเหมาะสำหรับหนังสือที่ผมกำลังคิดจะทำออก มา เป็นใครก็ได้ที่เห็นคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ เป็นการใช้งบประมาณที่น้อยมากกว่าใช้สำนักพิมพ์ต่างชาติ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องรอง แต่ถึงจะใช้งบน้อยเราก็สามารถทำหนังสือออกมาให้น่าดูได้ ผมจึงติดต่อ นายดีทาร์ด อังเดร แห่งไวท์โลตัส(White Lotus) ซึ่งตกลงรับความคิดผมในทันที

ทุกอย่าง ดำเนินการไปอย่างเร่งด่วน และเมื่อเกิดการจราจลในวันสงกรานต์ ผมต้องคิดหนักว่าผมควรจะเปลี่ยนเรื่องอีกไหม ซึ่งตอนนั้นต้นฉบับเสร็จแล้วและกำลังรอตรวจทานเพื่อจะรวมเรื่องราวต่างๆ ผมตัดสินใจไม่เปลี่ยนเรื่อง เนื่องจากถ้าจะลงรูปทั้งหมดงบประมาณจะไม่พอ และถ้าผมกลับไปแก้ไขใหม่ จะยิ่งทำให้หนังสือล่าช้าออกไปอีก ผมยังได้ข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับการจราจลในวันสงกรานต์นั้น และยังคงมีอีกเยอะที่จะตามมา เราตัดสินใจจะหยุดพักโครงการหนังสือในปลายปี ๒๕๕๑ และจะออกหนังสืออีกเล่มเมื่อเหตุการณ์ของปีนี้ดูชัดเจนกว่านี้

จู่ๆ ก็มีเรื่องประหลาดเกิดขี้น สำนักพิมพ์ ๔ แห่งปฎิเสธที่จะพิมพ์หนังสือของผม ผมแน่ใจว่าหนังสือไม่มีอะไรผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการทำงานที่กำหนดไว้ สำนักพิมพ์แห่งที่ ๔ ซึ่งมีมารยาทได้อธิบายถึงสาเหตุที่ไม่สามารถพิมพ์หนังสือของผมได้ เขากล่าวว่าเขาชอบหนังสือของผม และไม่ได้ละเมิดกฎหมายใดๆ แต่เป็นหนังสือที่แสดงปัญหาของสังคมไทยชัดเกินไป และจะสร้างปัญหาให้กับโรงพิมพ์ของเขาได้ในภายหลัง เขาแนะนำผมให้ไปหาโรงพิมพ์ขนาดกลาง และได้กล่าวว่าถ้าผมไม่สามารถติดต่อโรงพิมพ์ใดๆได้ เขาจะช่วยผมหา หลังจากนั้นหนึ่งวันเพื่อนที่น่ารักของผมได้ติดต่อโรงพิมพ์ที่ยอมพิมพ์ หนังสือของผม เขาเป็นกังวลแต่เพียงว่าหนังสือผมไม่ได้ละเมิดกฎหมายใดๆ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้น

ผม ต้องการกล่าวบางอย่างต่อบุคคลหลายคนที่กล่าวหาว่าผมมีความลำเอียง ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมลำเอียง ผมได้ทำงานภาคสนาม ผมได้คลุกคลีกับทั้งสองฝ่าย แน่นอนผมมีความเห็นใจ ในบรรยากาศเช่นนี้ ใครก็ตามที่ติดตามในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และพูดว่าไม่มีความเห็นใจ ถือว่าเป็นคนโกหก แต่ผมไม่ได้ให้ความเห็นใจมาเป็นอุปสรรคต่อการรายงานความจริงและความเที่ยง ตรง ผมไม่เคยปิดบังในสิ่งที่ผมเห็น

ความ เห็นใจของผม มีให้ต่อคนยากจนเสมอ ต่อประชาชนซึ่งไม่มีปากมีเสียง เมื่อพวกเขาเรียกร้องหาชีวิตที่ดีขี้น โดยเฉพาะอุดมคติในเรื่องที่ว่าความมีโอกาสเท่าเทียมกัน เรื่องเหล่านี้จะเกิดขี้นกับคนเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่ด้อยโอกาส

ผม ไม่ยอมรับเหตุผลที่ว่า คนเหล่านี้ขาดการศึกษาเกินกว่าที่จะเลือกทางของตัวเองได้ เป็นมุมมองของพวกชนชั้นนิยมที่คอยอ้างตัวว่ามีบุญคุณ นิยมใช้คำหลอกลวงและศิลปะในการโต้แย้งเพื่ออธิบายเรื่องนี้ สำหรับผมแล้วถือว่าขาดเหตุผลและสวนทางกับหลักการทางมนุษยธรรม ที่ผมพยายามที่จะทำตามอยู่

ภรรยา ของผมที่อยู่ด้วยกันมา ๑๕ ปี ก็มาจากในส่วนของสังคมไทยที่ด้อยโอกาศเช่นกัน แต่เธอมีสามัญสำนึกมากมาย ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าการศึกษาเสียอีก ผมเชื่อว่าผมได้เรียนรู้จากเธออย่างมากมายพอๆกับที่เธอได้เรียนรู้จากผม

ทั้ง ฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายทักษิณ หรือแกนนำกลุ่มผู้ประท้วงต่างๆไม่ต้องการความเห็นใจจากคนอย่างผม เนื่องจากพวกเขามีแหล่งที่จะให้แสดงออกต่อสาธารณะชนได้หลายทาง

มัน ไม่เกี่ยวกันกับการที่ผมจะชอบหรือไม่ชอบทักษิณ ที่สำคัญก็คือ ผู้ที่สนับสนุนทักษิณมีเหตุผลที่สมควรที่จะเลือกรัฐบาลทักษิณ ถึงแม้ว่าถ้าผมไม่เห็นด้วย ผมก็ยังคงเคารพต่อทางเลือกของพวกเขา

ประเด็น ตรงนี้คือ บุคคลที่มีมุมมองอย่างพวกชนชั้นนิยม ไม่สามารถที่จะสัมผัสถึงประสบการณ์ของชีวิตในไทยของชนชั้นทางสังคมเหล่านี้ ต่อการดิ้นรนของพวกเขาในแต่ละวัน

ผม ต้องการจะบอกว่า ผมมีความเห็นใจในคนธรรมดาที่เป็นเสื้อเหลืองเช่นกัน ผมเชื่อว่าพวกเขาต้องการสร้างประเทศไทยให้ดีขี้นตามแนวทางของพวกเขา เรื่องที่พวกเขาเรียกร้องเป็นความถูกต้องอย่างแท้จริง คนที่มีความคิดอย่างยุติธรรมจะไม่มีใครกล้าปฎิเสธได้ว่าปัญหาที่พวกเขาอ้าง ถึงจะขาดเหตุผล

เรื่อง ที่น่าเศร้าสำหรับประเทศไทยก็คือ มีการเปลี่ยนแปลงทางชนชั้นที่น้อยมากกับสังคมที่ขาดความยืดหยุ่นในโครงสร้าง และแทบจะไม่มีความคิดเห็นที่ลงรอยกันเลย เพื่อที่จะทำให้ปัญหามันง่ายขี้น ระหว่างชาวนาอีสานและคนไทยเชื้อจีนในกรุง หรือระหว่างคนชนบทและคนกรุงที่ยากจนและคนส่วนใหญ่ในห้องประชุมนี้

การ ขาดการสื่อสารเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการขัดแย้งที่รุนแรง ประเทศไทยเพิ่งจะเป็นประชาธิปไตย และเริ่มจะเปลี่ยนเป็นสังคมพหุลักษณ์ (pluralistic society) จะต้องใช้เวลามากกว่านี้ก่อนที่รัฐและประชาชนสามารถสร้างเวทีในการต่อสู้ตาม วิถีทางที่เป็นระเบียบ ด้วยสันติวิธี และในทางที่ให้เกิดผลดี

ผมมองความขัดแย้งจากประวัติศาสตร์ มันปวดร้าว แต่เป็นความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ในความผิดเพื่อจะได้ไม่ทำซ้ำอีก แม้กระทั่งขณะนี้ผมรู้สึกว่า ผมได้รับเกียรติที่จะได้ร่วมเป็นพยานในบันทึกเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งผมได้เรียนรู้มากกว่าที่คาดคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่มเสียอีก

ผมแน่ใจว่า สักวันหนึ่งความขัดแย้งเหล่านี้จะถูกแก้ไขได้ (ไม่ใช่ต้องเจ็บปวดและต้องเสียเลือดเนื้อกันมากกว่านี้นะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมกลัว) และประเทศไทยจะไปในทิศทางที่ดีขี้น และจะก้าวต่อไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและประสบความสำเร็จ

ขอบคุณครับ

ที่มาภาคภาษาไทย liberalthai.wordpress.com




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2552 20:19:08 น.
Counter : 332 Pageviews.  

ชำแหละทุกประเด็นคำถามclassicที่Royalistต้องถามและสมาชิกฟ้าเดียวกันต้องตอบให้ได้2

“คุณอย่าลืมว่าระบบความคิดวิเคราะห์ การศึกษาของคนไทยยังไม่สามารถเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นและอังกฤษได้เลย 2 ประเทศนี้มีระบบการศึกษา ติด top 10 ของโลกนะครับ ประชาชนของเขามีการศึกษาสูง ได้รับข่าวสารที่เที่ยงตรงรอบด้านเขาจึงสามารถแยกแยะและวิเคราะห์เหตุการณ์ ต่างๆได้

แล้วกลับ กันมาดูเมืองไทย ผมสมมติเหตุการณ์นะครับ ถ้าหากมีคนคิดร้ายจะทำลายสถาบันก็แจกใบปลิว ปล่อยข่าวเท็จ ใส่ร้าย แล้วก็มีคนหลงเชื่อด้วยความที่เป็นคนด้อยการศึกษา เจอข่าวเท็จ ข้อมูลเท็จแค่นิดเดียวก็เชื่อแล้ว พาลเกลียดสถาบันจะทำยังไงครับ”


ใน ย่อหน้าแรก คุณเอาอะไรมาอ้างอิงครับ และแม้จะจริง ถ้ากษัตริย์(ถ้าทรงดีจริง) ทนต่อการวิจารณ์ หรือโจมตีไม่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องมีครับ ทุกวันนี้เราโอ๋เจ้ามากเกินไปครับ


“ทำมากๆเข้านานๆเข้า ก็จะกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ นี้มันไม่ใช่แค่หมิ่นประมาทธรรมดา แต่เป็น เรื่องของความมั่นคงของชาติเลยนะครับ”

อันนี้ผมตอบไปตอนต้นแล้วว่า "ความมั่นคงของชาติ" กับ "ความมั่นคงของสถาบัน" มันคือคนละเรื่อง!

แต่ ที่คนไทยโดยมากเข้าใจแบบนั้น เพราะมันเกิดจากวาทกรรมที่บิดเบือนสุดฤทธิ์ตามโฆษณาการ เพราะกษัตริย์ เป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ (รธน.บอกให้มี) ส่วน "ความมั่นคงของชาติ"(ในระบอบปชต.) อยู่ที่ "อำนาจอธิปไตย" ครับ คุณอย่าสับสนระหว่าง "ประมุขแห่งรัฐ" กับ "ตัวระบอบการปกครองรัฐ"


“ปฏิเสธ ไม่ได้เลยว่าคนไทยยังด้อยการศึกษาโดยเฉพาะแถบต่างจังหวัด ยังไหว้ต้นไม้ ไหว้สัตว์พิการอยู่เลย รอให้ระบบการศึกษาและคนไทยมีการศึกษาเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วดีกว่ามั้ยครับ แล้วค่อยมาพูดเรื่องนี้กันอีกที”

การที่ประชาชนไม่พัฒนาความคิด ก็เพราะ ประชาชนยัง "ไม่กล้า"ที่จะคิด ไม่กล้าที่จะมองว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของวิเศษวิโส ที่แท้ก็ก้อนกรวด หรือสัตว์ตัวนึง หรือเป็นมนุษย์ที่มากด้วยกิเลสเหมือนเรา ๆ ทั้งนั้น คือ เรามองว่า กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม กษัตริย์ทรงผลิตแต่ของดี ๆ มาให้พสกนิกร ผมถามว่า “ที่กฎหมายห้ามวิจารณ์น่ะ” มันทำให้เรารู้ได้มั้ยว่า “อะไรดีหรือไม่ดีจริง ๆ” กล่าวคือ นำเสนอข่าวด้านเดียว ตลอด24ชั่วโมงว่า พระองค์ "ทำดี" พูดง่าย ๆ ว่า ทุกวันนี้ คนไทยถูกผูกขาดความจริงด้านเดียวตลอด 24 ชั่วโมง แล้วคุณจะคิดอย่างอื่นไปได้ยังไง !


“ความคิดของคุณ phuttipong ไม่ผิดหรอกครับ เรื่องที่ว่าจะให้กษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถ้าดีจริงจะอยู่นิ่งเฉย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงตามสังคมไทยขณะนี้ยังไม่เหมาะที่เปิดเสรีถึงขนาด นั้น เราต้องมองดูการศึกษาของคนไทยด้วย”

คุณพยายามป้ายคนไทยว่า "โง่" "ไม่มีสติปัญญา" "คิดเองไม่ได้" คำพูดของคุณมันจริงสำหรับ "คนที่ไม่ยอมคิด ไม่กล้าที่จะคิด และต้องเชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นคิดโดยไม่ต้องตรวจสอบ"

คุณกำลังสร้าง เงื่อนไขต่อประชาธิปไตย ให้การเมืองกลับคืนไปสู่ "อภิชนาธิปไตย" ใช่หรือไม่? (คุณตอบตัวเอง) บทสุดท้าย "ประชาชนคือ ควาย" ส่วน "พวกเจ้านาย คือ คน"

แม้กระทั่งเสรีภาพ คุณยังไม่ยอมรับเลย(ให้เป็นแบบสากล)ซึ่งคำนึงถึง "ความเป็นมนุษย์"เป็นเกณฑ์มาตรฐานแห่งความเท่าเทียม


“แต่ในความเป็นจริง คนไทยยังยากจนและด้อยการศึกษาอยู่มาก อย่างที่ผมบอกถ้าหากมีใครอยากล้มล้าง ก็แค่ปล่อยข่าวเท็จ ข่าวลวงชาวบ้านก็หลงเชื่อแล้วครับ ในสงครามจิตวิทยามีส่วนสำคัญมากถ้าใครควบคุมการข่าว คนนั้นได้ชัยชนะไปกว่าครึ่งแล้ว”

ทุกวันนี้ "ใครคุมข่าวได้ล่ะครับ" คุณตอบตัวเองเถอะ!


“คุณ รู้มั้ย 3 จังหวัดใต้ที่ลุกเป็นไฟ เพราะส่วนหนึ่งเยาวชนถูกปลุกปั่นล้างสมองครับ ชาวบ้านตามต่างจังหวัดน่ะ แค่ใช้งิน 200 500 ก็สามารถซื้อกันได้แล้ว”


ถ้าคุณคิดได้เผิน ๆ แค่นั้นก็เลิกคิดครับ คือ คุณคิดว่า "เรื่องเท่านั้นเหรอ" ที่จุดประกายปัญหาขึ้นมาได้ใหญ่โตและบานปลาย!

คุณ อย่ามองชาวบ้านเป็นเดรัจฉาน ซื้อขายได้เป็นวัวเป็นควายสิครับ ชาวบ้านมีชีวิตจิตใจ คนที่เขาประสบปัญหาในภาคใต้ "มันมีปมฝังใจ" คุณอย่าเอาความคิดตื้น ๆ แบบนี้มาสร้างน้ำหนักให้ "กษัตริย์"เลยครับ มันฟังไม่ขึ้นจริงๆ !

“วัฒนธรรม ของคนไทยคือการเทิดทูนเคารพสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นเป็นสิ่งที่สังคมยังรับไม่ได้ถ้าหากสิ่งที่เขาบูชาเคารพนับถือถูกย่ำ ยี่ คุณจะเสนอแนวคิดอะไร ต้องมองสภาพสังคมด้วย วัฒนธรรมมันเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาสั่งสมมานาน คุณไม่สามารถเปลี่ยนมันเป็นเวลาแค่ชั่วข้ามคืนหรอกครับ”

ขอพูดถึงส่วนนี้สั้น ๆ จริง ๆ ล่ะครับ เพราะผมได้พูดไปบ้างแล้ว(ทั้งการเขียนที่ส่งไปถึงคุณคราวก่อน และกล่าวในข้อเขียนส่วนนี้บ้างแล้ว)
1.ประเพณีนิยม จะใช้ในทางที่ขัดระบอบการปกครองไม่ได้
2.ทุกวันนี้ ผมและหลายท่านในฟ้าเดียวกัน พยายาม "แจกน้ำยาหยอดตา"(หรืออะไรสักอย่างที่ royalistอยากป้ายให้พวกผม) ให้แก่สังคม
3.ประเพณี เป็นสิ่งที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลาตามกาลสมัย ประเพณีที่ไม่เหมาะสมกับระบอบการปกครองก็ต้องล่มสลายไปในที่สุด(เว้นแต่ ต้องการปฏิเสธระบอบการปกครองนั้น ๆ)
4.ถ้าคุณจมปรักอยู่กับประเพณีเดิม ๆ ถ้าคุณถือ คติยึดหลักจารีตประเพณี ไม่ยอมรับความจริงในการเปลี่ยนแปลงแล้ว คุณจะไม่มีวันรู้ได้เลย ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ถ้าคุณยังจมปรักอยู่กับของเดิม ๆ โดยไม่คิด

“ประเทศไทยมีประเพณีเคารพนอบน้อมผู้ใหญ่ ให้ความเคารพเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ เพราะมีเหตุผลมาจากประวัติศาสตร์ที่กษัตริย์เป็นผู้นำประชาชนต่อสู้เพื่อเอก ราชของแผ่นดินมาตลอด นี้คือเหตุผลว่าทำไมถึงมีการออกกฎหมายเพื่อปกป้องสถาบันฯ”

คุณ จะเคารพนบนอบตามธรรมเนียม ทำได้ครับ แต่ต้องให้พอดี กล่าวคือ สถาบันอยู่ได้ด้วยใจราษฎร และต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงและหลักการปกครอง ถ้าสถาบันยืนหยัดต่อองค์ประกอบดังกล่าวนี้ไม่ได้ แสดงว่า สถาบันกษัตริย์ในเมืองไทยล้าสมัยต้องยกทิ้งแล้วครับ(องค์กรใดที่ปรับตัวตาม สภาพสังคม และวิวัฒนาการทางปกครองมิได้ ก็ต้องย่อยสลายไปตามกาลเวลา) แต่ถ้าคนไทยรักสถาบันอย่างใจจริง(บนพื้นฐานของความจริงที่เกิดจากเสรีภาพ) สถาบันก็อยู่ต่อไปได้ครับ คนจะโง่งี่เง่าอะไร ไม่มีใครตัดสินได้ (ยิ่งคุณเคยบอกว่า คนไทยยังไหว้ต้นไม้อยู่เยอะแยะ แสดงว่า คนไทยเหล่านั้นอยากหาที่พึ่งพิง? ถ้ากษัตริย์สามารถทรงสถานะให้เขาเป็นที่ "พึ่งพิงทางใจ" ตามระบอบการปกครองได้ พระองค์ก็ทรงอยู่ได้ครับ


“ผมให้เลย ถ้าหากมีการยกเลิก ม.112 จริง ก็จะมีการวิพากษ์สถาบันฯได้อย่างเสรีใช่มั้ยครับ แต่การวิพากษ์ มันก็มีการวิพากษ์ในทางที่ดีจริงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี แล้วใครจะรับผิดชอบครับ ถ้าหากมีคนปล่อยข่างเท็จ ปล่อยข่าวใส่ร้าย ทำลายสถาบัน ทำให้เกิดการเข้าใจผิดและเกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันในทางวงกว้าง”


แล้ว ทุกวันนี้ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเนื่องมาจากโครงการพรด. เช่น ปากพนัง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ(รายละเอียดคุณอ่านได้จากกระทู้ในฟ้าเดียวกัน) ซึ่งสังคมหุบปากเงียบไม่มีใครพูด ใครรับผิดชอบ? และอำนาจซ้อนระบบที่มันแทรกแซงปชต.ทุกครั้ง ใครรับผิดชอบครับ ตัวอย่างเช่น พระราชดำรัสที่ออกมาจากพระโอษฐ์ ที่ไม่มีใครร่างให้พูด ผมถามว่าถ้าเกิดความเสียหายขึ้น ใครรับผิดชอบ ถ้าเป็นเหตุจุดชนวนให้สังคมแบ่งฝ่าย ใครรับผิดชอบ! ฯลฯ ฯลฯ

คุณกำลัง มองข้ามผลประโยชน์ของ "รัฐ" แต่คุณให้ความสำคัญต่อ "ตัวกษัตริย์"มากกว่า! คุณเลิกอ้างเสียทีเรื่องพระคุณกู้ชาติบ้านเมือง ... สงครามจะชนะไม่ได้ถ้าขาดไพร่พล รวมถึงเสบียงอาหารที่ราษฎรเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ในทางเดียวกัน ถ้ามีแต่แม่ทัพ ก็ไม่มีทางรบชนะ

คุณต้องให้ความสำคัญต่อ "รัฐ" มากกว่าองค์กรหนึ่งองค์กรใดภายในรัฐครับ(สถาบันกษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐ ธรรมนูญ เพราะ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้มีขึ้น) ไม่เช่นนั้น ถ้าเราไปเน้นที่ตัวองค์กร องค์กรนั้น ๆ ล่ะ ที่จะทรงอำนาจถ่วงไปข้างนึง ตอนนี้ก็ปรากฏว่า อำนาจกษัตริย์เหยียบอำนาจรัฐ(อำนาจอธิปไตย)ไว้อยู่โดยสภาพ

ภาคที่4. : ระบอบประชาธิปไตย กับ สภาพสังคมไทย ไปสู่การยกเลิกมาตรา 112.


“ผมไม่ได้เพ้อเจ้อหรอกครับ ผมพูดด้วยความจริงล้วนๆ ว่าระบบความคิดและการศึกษาของคนไทยในปัจจุบัน รวมถึงสถานภาพทางสังคมนั้นยังไม่เหมาะที่จะยกเลิก ม.112 ประชาชนที่ถูกจ้างได้ด้วยเงิน ก็ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นๆ ม็อบการเมืองที่ผ่านมาหลายกลุ่ม(อย่าต้องให้เอ่ยถึงเลย)ถูกพิสูจน์ว่าไม่ได้ มาด้วยใจ แต่มาด้วยเงิน ผลสุดท้ายแตกกันเองอีก เพราะผลประโยชน์การเงินไม่ลงตัว

ส่วนบางกลุ่มถึงแม้จะไม่ได้ถูกจ้าง ด้วยเงิน แต่เพราะมีการศึกษาที่น้อย จึงทำให้ไม่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้เขาถูกหลอก ถูกชักจูงได้ง่าย อ่านใบปลิวโจมตีใส่ร้ายใคร ถ้าเขียนสำนวนดีๆ เขาก็เชื่อแล้วครับ ถ้าคนเขียนมีจิตวิทยาสูงประกอบกับคนอ่าน ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง”



ผมเข้าใจครับว่า คุณพยายามสะท้อนสิ่งที่คุณเห็น(และผมก็เห็นมัน) แต่สิ่งที่เห็น(มันเหมือนกัน) แต่สังเคราะห์ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน คุณมองว่า พวกเขาโง่ วิเคราะห์ไม่เป็น จึงเลือกคนที่คุณไม่ชอบ(ที่คุณเห็นข้อเสียของเขาเข้ามาในสภา) แต่ผม(ซึ่งพอจะมีการศึกษาบ้าง)กลับเห็นว่า มันเป็นความหลากหลายทางความคิด ปชต.ไม่ใช่เรื่องของความ "ดีล้ำเลิศที่สุด" แต่มันเป็น "เบ้าหลอมของความหลากหลาย" ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มานั้นจะเป็นอะไร เมื่อผ่านกระบวนการแห่งการคัดสรรนั้น ก็ต้องยอมรับ จะเป็นตะกั่ว หรือเป็นทองคำ เมื่อเอามาหลอมรวมกัน ผลจะออกมาเป็นโลหะอะไร คุณก็ต้องยอมรับมัน การยอมรับความหลากหลาย(แห่งทรรศนะและความแตกต่างทั้งปวง)ของสังคม ก็คือสิ่งที่สำคัญที่จะรักษาปชต.

ทุกวันนี้ มีความพยายาม "แบ่งแยก" ความหลากหลายต่าง ๆ แทนที่จะเป็นสังคมแห่งความกลมกลืนกัน (ใครคิดอะไรยังไง ก็ใคร่คิด) กลับเดียดฉันท์ "ถือตัว"ว่าตนเองเก่งฉลาด (อีโก้) มองคนอื่นที่มีสถานภาพต่ำกว่า(ทางศก.หรือสังคม) ว่า "ต่ำ" ผมไม่เข้าว่าว่า "ปชต.ของคนเหล่านี้" คือยังไงกันแน่? เพราะอย่างที่คุณพูด มันไม่ใช่ "เจตน์จำนงร่วมของปวงชน" แต่มันกลายเป็นเจตน์จำนงร่วมของ "กลุ่มชน"ในสังคมส่วนนึงเท่านั้น ที่ไป "พิพากษา"กลุ่มชนอีกส่วนว่า "โง่"

จะจริงหรือไม่ "ปชต."ไม่ถือว่าเป็นปัจจัยด้านการศึกษามาตัดสินครับ เพราะปชต.เกิดจาก ความหลากหลายทางสกุลรุนชาติ ให้คนเหล่านี้ มีสิทธิเท่าเทียมกัน

ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"ครับ คือ ถ้าคุณเป็น "มนุษย์" คุณย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิ เว้นแต่สมัยที่ยังมีทาส อันนั้นเราก็ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่จะยกเอาว่า แกมันโง่ ห้ามมีสิทธิเท่าฉันสิ ---อันนี้คุณ(หมายถึงคนที่คิดแบบนี้)ต้องกลับไปศึกษาปชต.เสียใหม่แล้วครับ

สิ่งที่จะสื่อสุดท้ายสำหรับประเด็นนี้คือ คุณมีความเห็นได้ แต่อย่าไปพิพากษาคนอื่น(คุณไม่ใช่ศาล) อย่าไปตราคนอื่นว่าเป็นตามความคิดของคุณครับ วาทกรรมสมัยนี้บิดเบี้ยวไปมาก มีคนพยายามสร้างวาทะเพื่อบั่นทอนอำนาจของราษฎร ผมเห็นแล้วรู้สึกระอาอยู่ทุกวัน(แต่มันหนีไม่ได้ ก็เลยต้องมาขยายความคิด เช่น ถกกับคุณอยู่นี่)


“ถึงแม้จะแก้กฎหมายได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่รักสถาบันฯจะรักน้อยลงนะครับ แต่ในขณะที่พวกหมิ่น ก็จะยิ่งหมิ่นมากขึ้นอีก แล้วยิ่งในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าทรงได้รับความเทิดทูนสูงขนาดไหน คนรักสถาบันมาเจอกับพวกหมิ่นอะไรจะเกิดขึ้นครับ คุณphuttipong อยากให้คนไทยแบ่งฝ่ายรบกันเองใช่มั้ย”


คุณสังเกตมั้ยว่า การมีกฎหมายห้ามหมิ่น มันทำให้ "การหมิ่น" มันดัง

แต่คุณลองเปิดเสรีสิ จะไม่มีใครมองว่า "การหมิ่น"เป็นของประหลาด และจะไม่มีใครสนใจประโคมข่าวกันนัก

เรื่องทางสังคม(กษัตริย์ถูกเทิดทูน) ผมอธิบายคุณแล้วหลายครั้ง ผมจะไม่ย้ำอีกครับ

ผม เข้าใจว่าคุณกำลังมองว่าคุณ "พูดเรื่องจริงอยู่" (ผมก็รู้ ฟดก.ก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง) แต่ผมบอกคุณว่า "จะเอาสิ่งที่วิปริตรมาตัดสินตัวหลักการไม่ได้" (หลักนี้ไม่ได้คิดขึ้นตามใจด้วย ดังที่เคยอธิบายไว้บ่อยแล้วในข้อเขียนครั้งก่อน ๆ ที่ส่งหาคุณ)


ภาคที่5. : สภาพการณ์ที่จะดำเนินไป ภายหลังจากยกเลิกมาตรา 112.

“ถ้าไม่มีมาตรา 112 แล้วถ้าพระมหากษัตริย์ถูกหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย จะให้สถาบันฯกษัตริย์ลงมาฟ้องร้องประชาชนเองเลยใช่มั้ยครับ??”

ถ้ากษัตริย์ ใช้สิทธิฟ้องร้อง จะหมายถึง กษัตริย์แยแสต่อสิ่งเล็ก ๆ น้อยน้อย แม้แต่คำวิจารณ์ !

การเรียกค่าเสียหายของกษัตริย์ ผมเชื่อว่า จะทำให้สถานะของกษัตริย์ยิ่งด้อยราคาลง ผิดกับการอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้สิ่งที่วิจารณ์--ถ้าไม่จริง ก็ไม่มีคนเชื่อไปเอง แต่ถ้าจริง กษัตริย์จะต้องสำนึกแก้ไข

ถามว่า กษัตริย์พึงมีสิทธิดังว่ามั้ย? ผมเห็นว่า "ต้องมี" แต่จะใช้สิทธินั้นหรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณของกษัตริย์เอง

เรื่อง นี้ผมรับหลักการมาจากคำอธิบายกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127(ซึ่งบังคับใช้สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์) โดย ศ.ดร.หยุด แสงอุทัย อธิบายเกี่ยวกับมาตราประเภทนี้ไว้ว่า :

"ความผิดทำนองที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา104 อนุมาตรา 1 ประเทศต่าง ๆ ไม่นิยมจะให้มีการฟ้องร้อง เพราะถือว่าเท่ากับแสดงว่ารัฐบาลอ่อนแอ กลัวเกรงจนกระทั่งคำพูดหรือหนังสือที่เอกชนโฆษณา และถ้ารัฐบาลดีจริงแล้ว การแสดงออกเช่นนั้นก็ไม่มีใครเชื่อถืออยู่เองเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ใน ตัว"


“ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนนั้น ถือเป็น "เอนกนิกรสโมสรสมมติ" กับ"ราชประชาสมาสัย"หมายความว่าพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน เกื้อกูลกัน และจะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเป็นอันขาด

พูดง่ายๆเหมือนกับพ่อปกครองลูก ไม่ใช่"เทวดา"นะครับ วัฒนธรรมไทยลูกให้ความเคารพต่อพ่อ พ่อให้ความเมตตาต่อลูกครับ

ดัง นั้นพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงทำเด็ดขาดถ้าจะให้ฟ้องร้องประชาชนพสกนิกร นี้คือสิ่งที่จะไม่ทรงทำพระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณีไทยคือผู้อภิบาล คุ้มครองพสกนิกร ดังนั้นจะทรงมีพระเมตตากรุณาต่อพสกนิกรเป็นอันดับแรก

กลับกันลูกในฐานะพสกนิกรแผ่นดิน จะไม่กล่าวร้าย และจะเทิดทูนเคารพพ่อของแผ่นดินอย่างสูงสุดครับ นี้คือประเพณีไทยที่คนไทยต่างยอมรับ”


1.ถ้ากษัตริย์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ก็ย่อมทำได้ตามวิจารณญาณส่วนพระองค์
2.ถ้า กษัตริย์ดีจริง ก็ไม่พึงแยแสต่อคำวิจารณ์ อีกนัยหนึ่งคือ กษัตริย์ต้องไม่ทรงสิ่งใดโดยพระองค์เองอยู่แล้ว(เว้นแต่จะ "ถูกขอ" และต้องมีผู้รับสนองฯ) ฉะนั้นเป็นการตัดขาดการกระทำทั้งปวง ซึ่งไม่เป็นเหตุให้วิจารณ์ และแม้นจะมีคนวิจารณ์ คำพูดนั้นก็ย่อมไม่มีคนเชื่อถือเอง ด้วยเหตุที่ไม่มีมูล ดังปรากฏในอังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ

กล่าวสั้น ๆ ว่า "ถ้าดีจริงก็อยู่ได้เอง และถ้าทนแม้แต่คำวิจารณ์ไม่ได้ หรือไม่ดีจริงก็สูญพันธุ์ไป"เท่านั้นครับ


“สามัญชนถ้าหากถูกหมิ่นประมาทหรือถูกโฆษณาในเรื่องไม่จริงทำให้เสื่อมเสีย ยังสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมได้ แต่นี้สถาบันฯไม่อยู่ในฐานะที่จะมาฟ้องร้องด้วย คุณได้กล่าวไว้แล้วถ้าสถาบันฯฟ้องเองก็จะทำให้ด้อยค่า

แล้วยังไงเหรอครับ หมายความว่าถ้าฟ้องเองก็เสีย ถ้าปล่อยไว้เฉยๆก็เสียอีกเพราะถือว่ายอมต่อข่าวเท็จ ข่าวลวงนั่นอีก
แบบนี้แล้วคุณ phuttipong จะให้สถาบันกษัตริย์ถูกทำลายลงไปเรื่อยๆหรือครับ”



กษัตริย์ มีสิทธิที่จะชี้แจงครับ(และมีสิทธิที่จะฟ้อง---แต่ถ้าฟ้องมันก็ดูเสื่อม ๆ) การชี้แจงย่อมกระทำได้ครับ โดยขึ้นอยู่ที่ตัวกษัตริย์และราษฎรว่า "เชื่อคำชี้แจงหรือไม่" มันเป็นเสรีภาพที่กษัตริย์มีได้ปกติ ตราบเท่าที่ไม่ใกล้ชิด(หรืออาจกระเทือน)ต่อ "อำนาจรัฐ"


“ถ้าใช้ตรรกะเดียวกับคุณ ถ้าผมถูกหมิ่นประมาท ก็อย่าฟ้องใช่มั้ยครับ เพราะถ้าฟ้องผมก็จะเสื่อม ให้ชี้แจงแทน โธ่ คุณ แค่ชี้แจงมันไม่พอหรอก การฟ้องร้องดำเนินคดี เพื่อมีเจตจำนงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองนะครับ ถ้าชี้แจงใครๆก็ชี้แจงได้ แต่มันจะไม่เคลียร์ เพราะไม่ได้รับการพิสูจน์อะไรเลยต่างกับการดำเนินคดี มีการต่อสู้กันใช้ชั้นศาล พิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วย พยานหลักฐาน ถึงจะเคลียร์”


ถ้ากษัตริย์ต้องการผูกใจเจ็บ หรือ เดือดร้อนตัวเอง ก็ต้องฟ้องเองครับ กษัตริย์ก็เป็นมนุษย์ ถ้ากลัวเสียหน้าก็ไม่ต้องฟ้อง

คุณกำลังยืนยันเสมอว่า "เจ้าวิเศษกว่ามนุษย์" ใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกับมนุษย์ไม่ได้!

ที่ผมบอกว่ามีสิทธิชี้แจง โดยอำนาจทางสังคม(หากไม่ผูกพยาบาท) ย่อมจูงใจให้คนเชื่อในตัวอยู่แล้ว ซึ่งต้องอยู่ที่ตัวกษัตริย์แต่ละพระองค์นั้นด้วย แต่ถ้าจะใช้สิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้อง ก็ทำได้ ถ้าคุณจะเอาเรื่องแต่กลัวอาย มันสมเหตุสมผลกันแล้วหรือ ! ตลกครับ


“เรื่องฟ้องร้อง ตามธรรมเนียมไทยผู้ใหญ่ไม่ลดตัวลงมาทะเลาะกับเด็ก ความเห็นที่จะให้พระมหากษัตริย์ฟ้องดำเนินคดีประชาชน จึงเป็นความเห็นที่ไม่ได้มองบริบทของสังคมไทยเลยครับ”

คราวก่อนคุณเพิ่งบอกเองว่า ถ้าไม่ให้สิทธิพระองค์เลย ก็จะกลายเป็นถูกจำกัดสิทธิยิ่งกว่าราษฎรทั่วไปที่ฟ้องร้องได้

และ ผมก็ได้อธิบายไปในคราวก่อนแล้วว่า กษัตริย์ทรงสิทธิที่จะใช้(เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ ย่อมทรงสิทธิเท่ามนุษย์ด้วยกัน) แต่จะใช้หรือไม่? ให้เป็นวิจารณญาณของพระองค์


“คุณ phuttipong ต่อให้วันนี้ยกเลิก ม.112 โดยทันที ก็ไม่ได้หมายความว่า"การหมิ่น"จะถูกยกเลิกความเป็นของประหลาด คุณต้องเข้าใจว่าคนที่รักในหลวงและรักสถาบัน ไม่ใช่เพราะมีกฎหมายมาบังคับ หรือเพราะมี ม.112 แต่รักที่สถาบันทำประโยชน์ให้ชาติครับ ทำงานเพื่อประโยชน์สุขให้ประชาชน และวางตัวดีตลอด นี้คือสิ่งที่ผมและคนรักสถาบัน ยังรักและเคารพต่อในหลวง ขออภัยนะ ผมไม่ได้จะว่าคุณ มันเหมือนคุณกำลังดูถูกผม และ คนรักสถาบัน อื่นอยู่เลย มันเหมือนกับคุณกำลังสื่อว่า ถ้ายกเลิกกฎหมาย ม.112 แล้ว ผมและคนรักสถาบันจะเห็นว่าการหมิ่นไม่ใช่เรื่องประหลาด”

คือ คุณกำลังใช้มาตรฐานปัจจุบันอันเกิดจากความวิปริตผิดพลาด มาแสดงให้ผมเห็นว่า "พวกคุณเห็นว่ามันเป็นของประหลาดที่วิจารณ์เจ้า" คุณจะใช้ความรู้สึก ณ ความเชื่อและแวดล้อมเดิมไปตัดสินเหตุการณ์ทางสังคมไม่ได้(คล้าย ๆ กับ การห้ามเอาความรู้สึกปัจจุบันไปตัดสินสภาพในยุคประวัติศาสตร์) เพราะตัวแปรมันต่างกัน(เช่น กฎหมาย ข่าวสาร ความเสรีทางความคิด ฯลฯ )

สถาบัน ไม่ต้องทำงานครับ เพราะไม่ใช่ฝ่ายบริหาร(ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ผมอธิบายไปแล้วถึงหน้าที่ของพระองค์) ฉะนั้น ไม่ต้องทำงานเรียกเรตติ้งครับ คุณตัดสินกษัตริย์อีกแล้วว่าวางตัวดีโดยตลอด ผมถามว่า คุณเอาอะไรเป็นเกณฑ์ชี้วัด "สภาพจิตใจของคุณใช่มั้ย?"

ผมไม่เคยดูถูก เลยว่า พวกคุณจะต้องหัวอ่อนแปรพักตร์ (ผมจะดูถูกพวกคุณเฉพาะ คนที่ชอบด่ากราด) แต่ผมจะบอกคุณว่า ทุกวันนี้ที่เราเชื่อ(โดยไม่พิสูจน์)อย่างเลยตามเลยแบบนี้เพราะ ไม่มีการกระบวนการคิดกันจริง ๆ แจกแจงพฤติกรรมของพระองค์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมันทำให้มาตรฐานความคิดของคนไทยส่วนใหญ่ ก็คงมาตรฐานอยู่เท่าที่สมควรจะรู้หรือสมควรจะคิด ตามที่ถูกถ่ายทอดนำเสนอหรือโฆษณาการเท่านั้น


ภาคที่6. : คนไทยทุกคนล้วนเคยเป็น Royalist

“ต่อให้ยกเลิก ม.112 ตอนนี้ผมเห็นว่าสังคมจะแตกแยกหนักครับ เพราะถึงแม้จะวิพากษ์สถาบันได้ แต่จะเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างคนรักสถาบันฯกับคนต้านสถาบันฯ คุณ phuttipong น่าจะเข้าใจ เวลาเราเคารพศรัทธาเทิดทูนใครแล้ว มันมีความรู้สึกหวงแหน ปกป้อง เรียกว่าแทบจะตายแทนกันก็ได้”

ใช่ ผมเคยคิดเหมือนกันว่า "ผมยอมตายแทนท่านได้" แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนความคิด (ไม่รู้ว่าจะนอกเรื่องหรือเปล่า แต่ผมจะเล่า----ถ้าคุณรำคาญ ก็ข้ามส่วนนี้ไปได้ ไปดู quote ถัดไปเลย) คือ ผมจะวาดภาพให้คุณมองนะครับว่า โดยมากคนที่เปลี่ยนความคิดแบบผม(เป็นตัวอย่าง) แต่เดิมก็ "รักกษัตริย์"มากไม่น้อยไปกว่าคุณหรือ royalist หลาย ๆ คนเลย (เพราะสังคมสอนพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ว่า กษัตริย์เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ปกบ้านป้องเมือง บลา ๆ ๆ คือ ทุกคนมีจุดกำเนิดที่หลอมรวมเหมือนกันหมดคือ ณ จุดนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป บางคนก็ได้ใส่ใจตรวจสอบความคิดของตน หรืออื่น ๆ รวมถึงความเชื่อเดิมของตน แล้วมาถึงจุดเปลี่ยน ที่เขาส่วนนั้นฉุกคิดในบางเรื่อง ขณะที่คนอีกส่วนก็รู้สึกว่าอยู่แบบทุกวันนี้ไม่มีปัญหาอะไร

ไม่ใช่ ว่า คนที่มองเห็นปัญหาจะยัดเยียดให้มันมีปัญหาขึ้นมา แต่มันมีอยู่ของมัน เพียงแต่ "จะแสดงอย่างไรให้คนอีกส่วนหนึ่งได้ลองคิดกันบ้าง" ปรากฏคือ มีคนอีกส่วนหนึ่งไม่ยอมรับฟังอะไรเลย ยืนยันแบบเดิม(โดยไม่เคยหักล้างตรรกะใด ๆ ทั้งสิ้น)

ไม่มีใครหัวอ่อน หรอกครับ ผมเชื่อว่า ทุกคนใน ฟดก.มีต้นทุนเดียวกันทั้งนั้น คือ "รักเจ้า" อารมณ์พลุ่งพล่านนี้ ทุกคนเคยมีครับ แต่คุณคิดดูสิว่า "คนที่ไม่เคยคิดอะไร" แต่กลับมาตราหน้า "คนที่เขาคิดต่าง" ว่า "งี่เง่า" มัน fair มั้ย

อย่างผม และคนที่ฟ้าเดียวกันหลายท่าน ก็พยายามรับฟังทุกความคิด และที่ผ่านมา royalist ก็มีคำถามรูปแบบเดิม(ซึ่งไม่เคยผลิตขึ้นใหม่) ทำให้ผมค่อนข้างเบื่อเหมือนกันกับคำถามซ้ำซาก...(คือที่คุณยกมาคุย มันจัดเป็นคำถามคลาสิคเลยก็ว่าได้ คุณลองไปดูกระทู้เก่า ๆ ก็จะรู้) ผมเชื่อว่า ผมไม่ใช่คนที่ถูกใครมาจูงเป็นวัวเป็นควาย เรื่องกษัตริย์นี่ผมระมัดระวังความคิดเป็นมาตรฐานพิเศษ มากกว่าเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินคนทั่ว ๆ ไป ทุก ๆ ครั้งที่คิด(ในตอนที่ผมเป็น royalist อยู่ พยายามขจัดอคติ รัก ชัง แบบผู้พิพากษา เอามาคิดบนฐานของหลักวิชา)ผมต้องตั้งสติเสมอ เพื่อไม่ให้หลงละเลยได้ เพราะอะไร? คนที่เคยเคารพเทิดทูนมาก่อน(อย่างมาก) จะถูกเหตุผล หรือตรรกะงี่เง่ามาทำลายไม่ได้


ผมเชื่อว่าคุณพยายามใช้เหตุผล ต่อสิ่งเหล่านี้ คุณต้องใช้เหตุผล(จริง ๆ จัง)อย่างถึงที่สุด (ตัดความรัก ความหลงออกไป) ผลลัพธ์คุณได้อะไรออกมา คุณก็เชื่อสิ่งนั้นไป แต่คุณต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนมันทุกเมื่อ(รวมถึงตัวผมด้วย) เพื่อไม่ให้ตนเองตกเป็นทาสความคิดนั้น


ภาคที่7. : ทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องแก้มาตรา 112

“คุณ phuttipong เห็นด้วยมั้ย ถ้าจะแก้ ม.112 ว่าไม่ให้ใครดูหมิ่น หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย เว้นเสียแต่จะเป็นงานเขียนในเชิงวิชาการ ผู้เขียนต้องเขียนโดยมีเจตนาที่ดี เป็นสำคัญ ถ้าหากถูกกล่าวหาว่าหมิ่นก็สามารถต่อสู้คดีได้ ถ้าสิ่งที่เขียนนั้นเป็นจริงก็ไม่ผิด แต่ถ้าไม่เป็นจริง ผู้เขียนก็ไม่ต้องติดคุก แต่ต้องออกแถลงการแสดงความรับผิดชอบออกหนังสือพิมพ์ทุกฉบับชี้แจงความผิดตัวเองไว้ ถ้าไม่ยอมรับข้อนี้ก็ให้ติดคุกแทน ดีมั้ยครับ

ถือ ว่ายุติธรรมดีต่อทั้ง 2 ฝ่าย สถาบันถูกวิพากษ์เพื่อให้ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น และนักวิชาการจะได้มีความรับผิดชอบ ไม่ด่ามั่วๆ เสรีภาพมันควรต้องมาพร้อมกับความ"รับผิดชอบ" ถูกมั้ยครับ ถ้าอยากวิจารณ์แต่ไม่ยอมรับผิดชอบก็อย่าวิจารณ์เลยครับ”


ผมเข้าใจ idea ของคุณนะครับ แต่ (ทำไมต้องมีคำนี้ด้วยนะ "แต่")
1.เจตนาที่ดี เอาอะไรเป็นเครื่องชี้วัด?
2.คุณจะเอานามธรรมมาใช้กับสังคมที่สลับซับซ้อนและเป็นเรื่องที่มีผลต่ออำนาจทางสังคมมิได้
3.จะจริงหรือไม่จริง(ข้อมูลนั้น ๆ ) ใครพิสูจน์ครับ? คนที่รักหัวปักหัวปำก็บอก "ไม่จริง" คนที่อคติ ก็จะบอกว่า "จริง"
4.ใน เมื่อสังคมไทย คุณบอกว่ารักกษัตริย์มาก แล้วจะเหลือที่ยืนให้แก่คนวิจารณ์ได้ยังไง ในเมื่อการพิสูจน์มันจะหามาตรฐานที่เที่ยงธรรมอะไรมาวัดข้อเขียนบุคคลนั้น

คือ กฎหมายแบบนี้ เป็นกฎหมายลักษณ์โบราณครับ รัฐสมัยใหม่(ที่เลิกระบบหมอบคลานหรือ ระบบไพร่ทาส) เขาไม่ใช้กฎหมายระบบนี้กันแล้ว double standard (ประเภทที่ว่า "ไพร่บังคับอย่างนึง" "เจ้าบังคับอีกอย่างนึง") จะมีไม่ได้ในสังคมที่(อยากจะ)เป็นประชาธิปไตย


ภาคที่8. : ตอกฝาโลง “กรณีการศึกษาคนไทย กับ ความเป็นประชาธิปไตย เทียบเคียงบรรทัดฐานกรณีพระมหากษัตริย์”


“ประชาธิปไตย"ต้องมี"การศึกษา"เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ประชาธิปไตย คือการปกครองที่ประชาชนปกครองด้วยตนเอง การที่ประชาชนจะปกครองด้วยตนเอง แน่นอนก็ต้องมีการศึกษา และความรู้ใช่มั้ยครับ ถ้าหากขาด 2 สิ่งนี้แล้ว การปกครองด้วยประชาชนก็จะล้มเหลว แตกแยก ขาดประสิทธิภาพ

ท่านพุทธทาส อริยบุคคลกล่าวไว้ว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ประชาชนอาจจะบ้าๆบอๆก็ได้ แล้วเมื่อนั้นก็จะเป็นประชาธิปไตยที่เลว”



เรื่องนี้ ผมจะไม่ตีตราว่าคุณผิดนะครับ แต่ผมจะแสดงเหตุผลแย้งคุณ(เดี๋ยวคุณจะกล่าวหาผมว่า "จะพูดอะไร มันบอกผิดทุกอย่าง")
1.ประชาธิปไตยที่ปชช.มีความรู้ มันเป็นเป้าหมายสูงสุด หรือ เรียกว่ามาตรฐานสูงสุดครับ เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ไปให้ถึง
2.ขณะ ที่ปชช.ยังไม่พรั่งพร้อมทุกคน ก็หาเป็นข้ออ้างในการตัดสิทธิ หรือบั่นทอนสิทธิของประชาชนได้ กล่าวคือ เขาก็ย่อมมีสิทธิในฐานะที่เป็นมนุษย์ ที่ท่านพุทธทาส กล่าว (ท่านไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ แต่ท่านกล่าวในมุมมองของท่าน อย่างไรก็ตามผมไม่เห็นด้วย) "ประโยชน์" คุณจะเอาอะไรมาชี้วัดครับว่า "มันคือประโยชน์ของประชาชน!" คุณต้องให้ประชาชนบอกครับว่า ""ประโยชน์ของเขาคืออะไร"

ถ้าสังคมส่วนนี้ ต้องการของแบบนี้ (จะดีหรือไม่ คุณได้พิพากษาไม่ได้!) ก็ต้องว่าตามมติของเขา

มิ เช่นนั้น ปชต.จะกลายเป็นว่า คนที่อ้างว่ามีความรู้ สามารถปฏิเสธความต้องการของคนที่เขาบอกว่า "ด้อยความรู้" และหยิบยกเอาสิ่งที่เขาอ้าง ว่าคือ "ประโยชน์" ไปยัดเยียดให้กับคนที่เขาไม่อยากได้ !

สิ่งที่คนส่วนใหญ่นั้น ๆ "ไม่อยากได้" คุณจะเรียกว่า "ประโยชน์"ได้ยังไง!?

ปชต.จะดีหรือเลว "ปวงชน" เป็นคนตัดสินครับ ไม่ใช่ "กลุ่มชน" มาคอยบงการความต้องการที่ตนเองมองว่าเป็น "ประโยชน์"

คุณอย่าเอา case นี้ ไปใช้กับกรณีกษัตริย์นะครับ เพราะมันแย้งกัน และมีสาระสำคัญที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง กล่าวคือ

ความ ต้องการของคนส่วนใหญ่ จะเป็นไปเพื่อ "ทำลายเสรีภาพของตน"มิได้ ตามระบอบปชต. กล่าวคือ "คุณจะใช้เสรีภาพของตน เพื่อเอาไปทำลายเสรีภาพของตน มิได้" ดังนั้น การแจก "น้ำยาล้างตา" ที่ผม และหลาย ๆ ท่าน(ไม่ใช่ทุกท่าน)ในบอร์ดฟ้าเดียวกัน พยายามอธิบายซึ่งพยายามจำกัดภายใต้เหตุผล-ตรรกะ และหลักวิชา อย่างตรงไปตรงมา แต่ยังไงก็ต้องระมัดระวังพอสมควรกับกรณีกฎหมายปิดปาก

ที่ ผมสนทนากับคุยถกแบบนี้ ผมก็ระวังเหมือนกัน พยายามเลี่ยงในส่วนที่ต้องเลี่ยง และอิงให้เป็นการนำเสนอเชิงกึ่งวิชาการ เท่านั้น มาตรา50 แห่ง รธน.(อาจ)คุ้มครองผมอยู่ ในการใช้เสรีภาพทางวิชาการ

คุณตรึกอย่างใคร่ครวญดี ๆ ครับ อย่างมงายเชื่อ ไม่ว่าผม หรือ ใคร หรือความเชื่อเดิมของคุณเอง... !



============== จบบริบูรณ์ =================


บทความที่ผู้เขียนร้อยกรองขึ้นนี้ เชื่อว่าเป็นการตอบข้อกังขาหลัก ๆ และซ้ำ ๆ กันของทุกคนที่เป็น royalist ต้องมี และต้องถาม ผู้เขียนได้พยายามให้เหตุผลไว้โดยระมัดระวังให้ถูกต้องตามหลักการให้มากที่ สุด และพยายามรักษาดุลยภาพระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ ระบอบประชาธิปไตย (หากประเทศไทยยังจะใช้รูปแบบแห่งรัฐเป็นราชอาณาจักรอยู่)

บทสังเคราะห์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 แห่ง ป.อาญา(L'ese majest'e) จากตำราคำอธิบายของนักกฎหมายไทย

คำชี้แจง : บทความนี้ เป็นการประมวลกรอบความคิดเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยร้อยกรองตำราคำอธิบายกฎหมายอาญาฉบับมาตรฐาน(เท่าที่ผู้เขียนได้ค้นคว้า และ หาได้)ที่เป็นภาษาไทย รูปแบบของบทความจึงเป็นลักษณะการประมวลคำอธิบายมาตรา 112 (มิใช่ วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของบทบัญญัติมาตรานี้) ซึ่งบทความนี้ จะอำนวยความสะดวกของท่านผู้อ่านที่ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับความผิด ตามมาตรานี้ ตามสมควร

บทบัญญัติ มาตรา 112 เป็นความผิดในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์[1]

มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา บัญญัติว่า "ผู้ ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"

มาตรานี้ มีข้อความทำนองเดียวกับมาตรา 98 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม[2] ซึ่งบังคับใช้ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชเรื่อยมากระทั่ง ปี พ.ศ.2500 ได้มีการยกเลิกกฎหมายลักษณะอาญาดังกล่าว แล้วบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาขึ้นแทน และได้คงการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ่านทอดมายังประมวลกฎหมาย ฉบับใหม่นี้

ตามมาตรา 112 มุ่งคุ้มครองบุคคลผู้เป็นประมุขแห่งรัฐ และผู้เป็นอุปกรณ์ในสถาบันดังกล่าว ได้แก่[3]
1.พระมหากษัตริย์ (The King) หมายถึง องค์ที่ทรงครองราชย์อยู่ขณะที่มีการกระทำความผิด มิใช่พระมหากษัตริย์ที่ทรงสละราชบัลลังก์แล้วหรือพระมหากษัตริย์ในอดีต มิฉะนั้นก็จะหาขอบเขตอันเป็นองค์ประกอบความผิดมิได้
2.พระราชินี ( The Queen ) หมายถึง สมเด็จพระมเหสีที่เป็นใหญ่กว่าพระราชชายาทั้งหลายซึ่งมีเพียงพระองค์เดียว ได้ผ่านการอภิเษกสมรส โดยเป็นพระมเหสีในพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ขณะมีการกระทำความผิด ไม่ใช่พระราชินีในรัชกาลก่อน แม้ยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม
3.รัชทายาท ( The Crown Prince) บางครั้งเรียกว่า "มกุฎราชกุมาร" หมายถึง พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงครองราชย์อยู่ และจะได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ตามนัยที่ตราไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467
4.ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ( The Regent ) หมายถึง ผู้ที่ทำหน้าที่ประมุขแทนพระมหากษัตริย์เป็นการชั่วคราว ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญ[4]

*องค์ประกอบความผิดในส่วน "การการกระทำ" ตามมาตรานี้ คือ
(1) หมิ่นประมาท (defamation) ได้แก่ การกระทำความผิดตามมาตรา 326 กล่าวคือ ใส่ความบุคคลตามมาตรา 112 ต่อบุคคลที่สาม (คือ ยืนยันข้อเท็จจริง โดยไม่ว่าจะเท็จ หรือ จะจริง ก็เป็นการใส่ความทั้งนั้น ) โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลตามมาตรา 112 เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง แม้คำพูดดังกล่าวจะไม่มีใครเชื่อก็เป็นผิดมาตรานี้ได้ดุจกัน[5]

การ หมิ่นประมาทนี้ ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเป็นกรณีหมิ่นประมาทต่อบุคคลผู้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งจะไม่ผิดตามมาตรา 326 แต่อาจไปผิดตามมาตรา 327 จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112หรือไม่? หากผู้ตายนั้นเป็นพระมหากษัตริย์ในพระบรมโกษฐ์ ตำราคำอธิบายทุกเล่ม กล่าวถึงการหมิ่นประมาทตามมาตรา 112นี้ให้เป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 326 ทั้งสิ้น แต่มาตรา 327 ก็เป็นความผิดในหมวด 3 ความผิดฐานหมิ่นประมาทดุจกัน ดังนี้ อาจเกิดสงสัยว่า การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์แล้ว จะผิดตามมาตรา 112 หรือไม่? ผู้เขียนเห็นว่า ไม่อยู่ในข่ายความผิดตามมาตรา112 เพราะมาตรานี้ มุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ในขณะที่กระทำความผิด มิฉะนั้นก็จะหาขอบเขตอันเป็นองค์ประกอบความผิดมิได้(เทียบคำอธิบายจาก เชิงอรรถ [3] )

ตัวอย่างกรณี "หมิ่นประมาท" พระมหากษัตริย์ ฯ :
คำพิพากษาฎีกาที่ 1081/2482 วินิจฉัยว่า นาย ก.อวดอ้างตนเป็นหมอรักษาโรคทางอาคม โดยไม่เรียกร้องค่ารักษา นาย ก.พูดอวดอ้างต่อชาวบ้านที่แตกตื่นมาให้นาย ก.รักษาว่า มือขวาของตนถือมีดพับนี้เป็นพระขรรค์แก้ว มือซ้ายเป็นจักรนารายณ์ เป็นหมอวิเศษณ์คนทั้งโลกสู้ไม่ได้ จะชี้ให้คนเป็นบ้า หรือตาย หรือเป็นอะไรได้ทั้งสิ้น นาย ก.จะเรียกพระเจ้าแผ่นดินกับรัฐธรรมนูญให้มากราบไหว้นาย ก.ก็ได้ ตัดสินว่า การกระทำของนาย ก.เป็นแต่การอวดอ้างให้คนทั้งหลายเชื่อว่าตนเป็นหมอวิเศษณ์ มิได้มีเจตนาจะมุ่งร้ายผู้ใด คำกล่าวของนาย ก. ไม่มีคำใดที่จะทำให้คนทั้งหลายดูหมิ่นหรือเกลียดชังผู้ใดเลย จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 98 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม ซึ่งใช้คำว่า "ผู้ใด ฯลฯ หมิ่นประมาท ฯลฯ"

(คำพิพากษา ฎีกา 1081/2482 ท่านศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ให้ข้อสังเกตว่า แม้จะเคยถือว่า หมิ่นประมาทตามนัยนี้ให้ถือเป็น "ดูหมิ่น"ด้วยก็ตาม แต่เฉพาะคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยไปในทางหมิ่นประมาทตามมาตรา 282 แห่งกฎหมายลักษณะอาญาเดิม ซึ่งบัญญัติถึงการกล่าวอันจะทำให้คนทั้งหลายดูหมิ่นเกลียดชังเท่านั้น แต่ตามกฎหมายใหม่(ประมวลกฎหมายอาญา)นี้ บัญญัติขยายความออกไปถึงการดูหมิ่นด้วย ตามตัวอย่าง(ฎีกากรณี)เช่นนี้คงต้องเป็นความผิดตามมาตรา 112)

คำพิพากษาฎีกาที่ 51/2503 จำเลย กล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นที่ประชุมสาธารณะนั้น จำเลยจะยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา329 มาแก้ตัวให้พ้นผิดหาได้ไม่ [6]

(2) ดูหมิ่น (insult)ได้แก่ การกระทำความผิดตามมาตรา 393 แต่ไม่จำต้องกระทำซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา แม้กระทำลับหลังก็เป็นความผิดได้ [7] กล่าวคือ เป็นการสบประมาท ดูถูกเหยียดหยาม หรือแสดงกิริยาอาการเหยียดหยาม เช่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือ กล่าวต่อบุคคลนั้นด้วยคำสามัญ แต่มีความหมายเป็นการดูหมิ่น , ด่าว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน , ด่าบิดามารดา , ถ่มน้ำลายรด , ยกส้นเท้าให้ เป็นต้น [8] ถ้าไม่มีการกล่าวต่อบุคคลที่สามย่อมเป็นผิดฐานดูหมิ่น และถ้าแม้นเข้าลักษณะการดูหมิ่นแล้ว แม้จะกล่าวดูหมิ่นต่อบุคคลที่สาม ก็ไม่อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ เพราะการดูหมิ่นไม่ใช่การกล่าวใส่ความตามมาตรา 326 [9]

ทั้งนี้ การไม่แสดงความคารวะตามที่ควร ไม่ถือว่าเป็นการ "ดูหมิ่น" [10]

แม้จะมีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกากรณี "ดูหมิ่น" พระมหากษัตริย์ ฯ ดังตัวอย่างต่อไปนี้:

คำพิพากษาฎีกาที่ 1294/2521 วินิจฉัย ว่า ขณะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนยืนตรงถวายความเคารพ จำเลยกล่าวว่า "เฮ้ย เปิดเพลงอะไรเว้ย ฟังไม่รู้เรื่อย" และไม่ยืนตรง ถ้อยคำที่กล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 112 ก็ตาม

(จากคำพิพากษาฎีกาที่ 1294/2521 ผู้เขียนเห็นว่า ตามคำพิพากษานี้ ประกอบด้วยการกระทำสองส่วน คือ 1)การไม่แสดงความเคารพสักการะตามสมควร 2)การกล่าว "ดูหมิ่น" ดังนั้น ตามคำพิพากษานี้ หาใช่จะด่วนสรุปว่า "การไม่แสดงความเคารพตามสมควร" ถือเป็นการดูหมิ่นแล้วไม่ ด้วยเหตุที่ว่า หาก "การดูหมิ่น" กว้างขวางรวมถึงการงดเว้นการกระทำความเคารพอันล่วงล้ำเข้าบังคับจิตใจของ ราษฎรแล้ว อาจขัดต่อนโยบายของกฎหมายอาญา ซึ่งห้ามตีความโดยการขยายความเกินจากตัวอักษรและเจตนารมณ์(เช่น ไม่ไหว้ภิกษุ เป็นตัวอย่าง ก็หาเป็นการดูหมิ่นศาสนาไม่ :การแสดงการเคารพเป็นเรื่องของจิตใจของราษฎร การไม่แสดงฯ ก็หาใช่การเหยียดหยามพระมหากษัตริย์ไม่ และมิใช่หน้าที่ของกฎหมายที่จะบังคับการแสดงออกนั้นของราษฎร)

(3) แสดงความอาฆาตมาดร้าย (threaten) ได้แก่ การแสดงออกด้วยกิริยาหรือวาจา หรือโดยวิธีการใด ๆ ด้วยความพยาบาทมาดร้ายว่า จะทำให้เสียหายในทางใด ๆ อันมิใช่เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม(หรือสิทธิตามกฎหมาย) ถือว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายได้ทั้งสิ้น[11] โดยต้องเป็นการแสดงว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในอนาคต และไม่จำเป็นต้องได้โกรธแค้นเคืองกันมาก่อน เช่น ขู่ว่าจะปลงพระชนม์ จะทำร้าย หรือจะกระทำให้เกิดภยันตรายต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณก็ตามอันไม่ใช่การใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ว่าจะมีเจตนากระทำตามที่ขู่หรือไม่ โดยขู่หรือแสดงออก มุ่งต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ [12]

*องค์ประกอบความผิดในส่วน "จิตใจ" ตามมาตรานี้ คือ เจตนา เช่น เจตนาหมิ่นประมาท , เจตนาดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายโดยรู้ว่า ผู้ที่กระทำต่อนั้นเป็นบุคคลตามมาตรา 112. [13]กล่าวคือ โดยผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงถึงสถานภาพของบุคคลดังกล่าว และประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำของตน หากเป็นการกระทำโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็รับโทษเท่ากับการกระทำต่อบุคคลทั่วไป [14]

พิจารณาตัวอย่างแนวทางการพิเคราะห์เจตนาหมิ่นประมาทฯของศาลฎีกา ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 2354/2531 จำเลย กล่าวว่า ถ้าเลือกเกิดได้จะเกิดใจกลางเมืองพระบรมมหาราชวัง ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระ ไม่ต้องมายืนตากแดดพูดให้ประชาชนฟัง ถึงเวลาเที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง พอตกเย็นก็เสวยน้ำจัณฑ์ให้สบายอกสบายใจนั้น เป็นการกล่าวเปรียบเทียบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ องค์รัชทายาท ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ฯลฯ พยานทุกปากประกอบด้วยบุคคลจากหลายท้องถิ่นและหลายสาขาอาชีพ ทั้งราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร นักการเมือง ครูอาจารย์ ทนายความ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวนา ล้วนเบิกความให้ความเห็นสรุปได้ว่า จำเลยกล่าวหาใส่ความว่า ทั้งสามพระองค์ทรงมีความเป็นอยู่สุขสบายไม่ต้องปฏิบัติภารกิจใด ๆ เอาแต่พักผ่อนและดื่มสุรา อันแสดงว่าประชาชนโดยทั่วไปต่างเห็นว่า จำเลยเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ องค์รัชทายาท การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112.

บทความสังเคราะห์คำอธิบายมาตรา 112 นี้ ท่านผู้อ่านคงได้ประโยชน์ในการใช้ระมัดระวังตนเองได้ตามสมควร และเป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน โดยประมวลความรู้จากตำราคำอธิบายที่ได้รับความเชื่อถือสูงในวงการนิติศาสตร์ ไทย

ท่านผู้อ่านคงเห็นได้ว่า กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ มาตรา 112 คุ้มครองบุคคลตามมาตรานี้อย่างกว้างขวาง เป็นการอันตัดสิทธิในทางวิจารณ์โดยสิ้นเชิง หรือแม้แต่จะกล่าวถึงยังต้องระมัดระวัง เข้าใจว่าเป็นผลจากรัฐธรรมนูญแทบทุกสมัยที่รับรองตามมาตรา 8 ตามรธน.ฉบับปัจจุบัน(พ.ศ.2550) ที่ว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้…"

แต่ก็น่าพิจารณาว่า "สิทธิ"ที่พระมหากษัตริย์(พึง)ได้ตามรัฐธรรมนูญนี้ หามีเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญในการกำหนดเหตุแห่งการถูกระงับสิทธิไว้เลยไม่ เรื่องนี้เป็นการเขียนกฎหมายแบบปลายเปิด ทำให้อำนาจโน้มเอียงไปยังองค์กรหนึ่งองค์กรใดอย่างชัดแจ้ง เป็นเหตุให้ระบบอำนาจวิปริตรเสียระบบ.


เชิงอรรถ :

[1] ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์จึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของรัฐ ความผิดต่อสถาบันประมุขบัญญัติไว้ในมาตรา 107 ถึงมาตรา 112 ; รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิด และลหุโทษ , พิมพ์ครั้งที่2 , (กรุงเทพ : วิญญูชน) หน้า 228.

[2] ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ , คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค2 ตอนที่ 1 , พิมพ์ครั้งที่ 3 ,(กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา)หน้า 1112. , กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127(เดิม) บัญญัติว่า "ผู้ใดทะนงองอาจแสดงความอาฆาตมาดร้าย หรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหสีก็ดี มกุฎราชกุมารก็ดี ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลารักษาราชการต่างพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวก็ดี ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าเจ็ดปีและให้ปรับไม่เกินกว่าห้าพันบาท ด้วยอีกโส
ดหนึ่ง".

[3] ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ , หัวข้อ 497. ; เทียบ ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , กฎหมายอาญา ภาค2-3 , พิมพ์ครั้งที่ 10 , (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) หน้า 20. ; รองศาสตรจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , หน้า228 . ; ศาสตราจารย์ สุปัน พูนพัฒน์ , คำอธิบายเรียงมาตรา ประมวลกฎหมายอาญา เล่ม2 , (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์นิติบรรณการ) หน้า 11-12.

[4] โปรดดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 18-20.

[5] ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย , ประมวลกฎหมายอาญา เล่มที่ 1 มาตรา 107 ถึงมาตรา 205 , (กรุงเทพฯ : จิรรัชการพิมพ์) หน้า112 ; รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , หน้า 231 ; ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย อธิบายว่า ถ้าการหมิ่นประมาทนั้น เป็นการพูดจริง ก็อาจเป็นเหตุยกเว้นโทษได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 330 กล่าวคือ (1) กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท (2) พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง แต่ห้ามมิให้พิสูจน์ เมื่อ
ก.ข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และ
ข.การพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , หน้า253-254.)

[6] มาตรา 329 บัญญัติว่า "ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
(2)ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(3)ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(4)ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท"

ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 51/2503 วาง คำพิพากษาปฏิเสธการในสิทธิตามมาตรา 329 ที่ได้ยกเว้นความผิดไว้ ผู้เขียนเข้าใจว่า ศาลอาจเห็นไปในทางที่ พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่พึงเคารพสักการะตามรัฐธรรมนูญอยู่ในฐานะที่จะ ละเมิดมิได้ ย่อมอยู่เหนือการติชมใด ๆ ทั้งสิ้น และผู้เขียนเข้าใจว่า เหตุผลดังกล่าวเป็นที่มาของมาตรา 112 แต่ต้องมองอีกด้านด้วยว่า การที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการติชม เป็นเพราะพระมหากษัตริย์ จะต้องไม่กระทำการใด ๆ (โดยพระองค์เองเลย) ฉะนั้น ผู้ที่ไม่กระทำการใด ๆ จึงกระทำผิดมิได้

ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย และ ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย อธิบายว่า ความผิดตามมาตรา 112 นี้เป็นความผิดพิเศษ บัญญัติไว้โดยคำนึงถึงฐานะของบุคคลที่ถูกกระทำโดยเฉพาะ ฉะนั้น บทบัญญัติมาตรา 329 มาตรา330 มาตรา331 ย่อมนำมาใช้แก่ความผิดตามมาตรานี้มิได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า ศาลควรหันมาพิจารณา หากจำเลยพิสูจน์ได้ว่า พระมหากษัตริย์ละเลยหลักปฏิบัติดังกล่าว(ตามหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปที่ไม่เป็น ลายลักษณ์อักษร) จำเลยก็สมควรมีสิทธิกล่าวอ้างตามมาตรา 329 นี้ได้ ซึ่งเป็นไปตามหลัก Power and Accountability (กล่าวคือ ทรงกระทำการใดโดยพระองค์เอง โดยไม่ผ่านผู้รับสนองฯ) ซึ่งน่าจะเป็นวิธีพิจารณาที่สอดรับต่อหลักการรัฐธรรมนูญทั่วไป(ตาม ประชาธิปไตยแบบสากล)มากกว่าการตัดสินโดยอ้างอิงข้อเท็จจริงด้านสถานะโดยตำแหน่งเพียงถ่ายเดียว.

[7] รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , หน้า 230 ; ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย , หน้า1127 ; ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ,หน้า 1112.

[8] ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , อ้างแล้ว , หน้า 21-22 ,41-44 , 381-382 ; ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , คำอธิบายกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 , พิมพ์ครั้งที่ 6 , (กรุงเทพฯ : วิญญูชน) หน้า401.

[9] ศาสตราจารย์ สุปัน พูนพัฒน์ , หน้า 75-76.

[10] ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , กฎหมายอาญา ภาค2-3 , หน้า 22.

[11] ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย , หน้า112.

[12] ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , เพิ่งอ้าง ; ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ , อ้างแล้ว.

[13] ศาสตราจารย์ สุปัน พูนพัฒน์ , หน้า17.

[14] รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ , หน้า 231.




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2552 19:13:03 น.
Counter : 849 Pageviews.  

ชำแหละทุกประเด็นคำถามclassicที่Royalistต้องถามและสมาชิกฟ้าเดียวกันต้องตอบให้ได้1

พุฒิพงศ์ ******** (ผู้เขียนบทความ)
นักศึกษาชั้นปีที่ 1. ปีการศึกษา 2550
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


ข้อชี้แจงเบื้องต้น : ข้อเขียนนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมประเด็นที่ถูกถามทั้งหน้าไมค์ และ หลังไมค์ ในคำถามเหล่านี้ พบว่า ซ้ำกันอยู่มาก ในโอกาสที่ผู้เขียนได้สนทนาหลังไมค์กับสมาชิกท่านหนึ่ง(ขอสงวนนามตามมารยาท) ซึ่งกวาดคำถามเหล่านี้มาปริมาณมาก และใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะพิมพ์ตอบเสร็จสิ้น จึงใช้โอกาสนี้ในการรวบประเด็นให้เป็นระเบียบ เพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานะของสถาบันพระมหา กษัตริย์ ภายใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตย

รูปแบบของบทความนี้ จะเป็นปัญหาการตั้งประเด็น และ ตอบ โดยถ้อยคำที่ยกขึ้นมาเป็นประเด็น(อยู่ในเครื่องหมายคำพูด)จะเป็นส่วนของผู้ ที่ถูกผู้เขียนตอบ ในส่วนคำตอบหรือคำอธิบายของผู้เขียน จะอยู่ในบรรทัดถัดไป

ผู้เขียนจะแบ่งเนื้อหาออกเป็นภาค ๆ เพื่อความเป็นระเบียบในเนื้อหา

หมายเหตุ :

1.ผู้เขียนได้รับความยินยอมร่วม จากสมาชิกผู้เป็นเจ้าของคำสนทนาที่ถูกนำมาใช้ในบทความนี้แล้ว
2.บทความนี้ ในส่วนของการถาม-ตอบ อาจปะปนภาษาสนทนาเป็นส่วนมาก และผู้เขียนพยายามคงรูป
แบบเดิมไว้ ท่านผู้อ่านโปรดเข้าใจ

ภาคที่1. : หลักการเบื้องต้นของสถาบันพระมหากษัตริย์ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

“...ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ...”

คำนี้บกพร่องในสาระสำคัญครับ กล่าวคือ ต้องแยก "ระบอบการปกครอง" กับ "รูปแบบของรัฐ" ออกจากกัน

“ประชาธิปไตย” ก็คือประชาธิปไตย (ไม่ต้องมีสร้อยท้าย) เพราะ คำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ได้สื่อโดยรูปแบบของรัฐ ที่เป็น "ราชอาณาจักร"อยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับ “ระบอบการปกครอง” และคำว่า “ภายใต้รัฐธรรมนูญ" มันสื่อโดย “ระบอบการปกครอง(ประชาธิปไตย)”อยู่ในตัว

ถาม ว่าบกพร่องอย่างไร? ท่อนความดังกล่าว อาจทำให้เข้าใจกันคลาดเคลื่อนไปได้ว่า พระมหากษัตริย์ได้ทรงสิทธิบางประการอันสำคัญ ถึงขนาดถูกเขียนหรือพูดติดปากเป็นสร้อยท้ายของระบอบการปกครอง ซึ่งเป็นความสำคัญผิด และมีความคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง ดังจะขยายความต่อไป


“เรื่อง The King can do No Wrong พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้าฯ แต่ไม่ปกครอง พระบรมราชโองการทางการเมืองต้องมีผู้รับสนองฯแล้วผู้รับสนองคือผู้รับผิดชอบ ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้ว่าพระบรมราชโองการทางการเมืองเกิดจากคำแนะนำของผู้อื่น เช่นคำแนะนำของรัฐสภา หรือ คำแนะนำของคณะรัฐมนตรี”

ใช่ ผมไม่เคยปฏิเสธ และผมยืนยันตลอดว่า “ต้องเป็นเช่นนั้นเสมอ” แต่ที่ผมพูดถึง คือ พระราชดำรัส , โครงการพระราชดำริ หรือการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เหล่านี้พระมหากษัตริย์ไม่สมควรกระทำ และไม่มีอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำหรือจะกระทำได้ด้วย (คุณต้องให้ความสำคัญเชิงระบบครับ ซึ่งจะอธิบายต่อไป)


“สังคมไทยเป็นสังคมที่มีระดับชั้นทางสังคม ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมไทยมีบทบาทอย่างไรพระมหากษัตริย์ก็มีบทบาทเช่นนั้นแต่มีสถานะสูงกว่าความคิดที่ว่ากษัตริย์ต้องไม่ทำอะไรเลย ขัดกับบทบาทที่เป็นจริงของพระมหากษัตริย์ไทย ที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง”

คุณ ต้องตั้งสติแล้วค่อยคิดนะครับ คือ ระบบที่คุณว่ามันไม่ใช่เรื่อง "ชนชั้น" แต่เป็นเรื่อง "มารยาททางสังคม" ไม่เกี่ยวกับการ “ใช้อำนาจ” เอาล่ะจะเป็นอะไรมันไม่ใช่สาระสำคัญ

สิ่งที่ต้องสนใจคือ คุณจะเอาประเพณีมาใช้ได้ ต่อเมื่อมันไม่ขัดต่อระบอบการปกครอง ถ้าคุณยกกษัตริย์เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ก็คงได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “กษัตริย์ต้องไม่ลงมาจัดการงานใด ๆ” เพราะ ในฐานะผู้ใหญ่ต้องเป็นที่เคารพของราษฎร หากผู้ใหญ่เข้ามาจัดการโดยบงการเองแล้ว หากผิดพลาดอะไร “เด็กมันถอนหงอก” ให้ได้ ! ฉะนั้น สิ่งที่คุณจะสื่อในความเป็น “ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง” จึงต้องมีอำนาจจัดการ บงการทุกสิ่ง มันบกพร่องและขัดแย้งกับตัวระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง เพราะ ผู้บงการอำนาจรัฐ(ตัวจริง) มิใช่ “ราษฎร” (สิ่งที่คุณเสนอมันเป็นประชาธิปไตยตรงไหน?)


“ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นอดีตประธานบริษัทที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว ยังสามารถพูดให้ความเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัทได้ หรือ อดีตนายกฯ อดีตประธานาธิบดี ยังสามารถพูดให้ความเห็นเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารอะไรเลย

ทำนองเดียวกันแปลกอะไรที่พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศจะมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับชาติบ้านเมือง ส่วนรัฐบาลจะนำไปปฏิบัติหรือไม่เป็นอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลเองที่จะตัดสินใจดำเนินการ”


คุณเปรียบกษัตริย์ ในรูปของอดีตผู้มีอำนาจในบริษัทไม่ได้ เพราะ “ผลของการกระทำ” และ "กลไกเชิงระบบ" มันต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ :

ก.ผลของการกระทำ : การแสดงความเห็นของกษัตริย์ ซึ่งโดยสภาพความเป็นประมุขแห่งรัฐ และความเชื่อตกค้างจากระบอบการปกครองเดิม(ในความเคยเป็นเสมือนเทวะ “กษัตริย์” จึงทรงความเชื่อทางสังคมในระดับหนึ่ง การให้ความเห็นไปในทางใดย่อมมีผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย [ในระบอบปชต. “ความคิดเห็น” เป็นเสรีภาพ เป็นอำนาจอิสระ] ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องแสร้งยอมรับ(โดยจำยอม) เพราะ หากแสดงความเห็นขัดหรือแย้ง ก็จะถูกหยิบประเด็นโดยฝ่ายตรงข้าม เอามาโจมตีทางการเมือง ด้วยข้อหา “ไม่จงรักภักดี/ไม่รักสถาบัน/ ไม่ศรัทธาในกษัตริย์” และจะพาลเสียงคะแนนนิยมทางสังคมด้วย อีกทั้ง จะวิจารณ์ก็ถูกกฎหมายห้าม(มาตรา112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ดังจะอธิบายต่อไป)


ข.กลไกเชิงระบบ : โดยตัวระบบตามระบอบการปกครองปชต. จัดให้มี “ประมุขแห่งรัฐ”ขึ้น ถ้าในประเทศที่ใช้รูปแบบแห่งรัฐ เป็นราชอาณาจักร ตัวประมุขแห่งรัฐ ก็คือ กษัตริย์ (ดำรงตำแหน่งตลอดชีพ และถ่ายทอดทางสายเลือด) ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางการทูต และตรากฎหมายที่ถูกเสนอมาให้ต้องตราเท่านั้น โดยไม่สิทธิจะทำอย่างอื่นอีก เพราะพระองค์ต้องไม่มีสิทธิทำอะไร เพราะพระองค์ “ถูกห้ามรับความผิด” (หมายถึง ทรงรับผิดใด ๆ ไม่ได้ ดังนั้น กษัตริย์จึงต้องไม่ทำอะไร ตามหลัก the king can do no wrong) เว้นแต่ การทรงสิทธิ 3 ประการ ซึ่งต้องทำต่อเมื่อมีผู้รับสนอง เป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป ที่ว่า “To state the matter shortly, the Sovereign has, under a constitutional monarchy such as ours, three rights — the right to be consulted, the right to encourage, the right to warn. And a king of great sense and sagacity would want no others. He would find that his having no others would enable him to use these with singular effect.”

อ้างอิง : Walter Bagehot (Author), Paul Smith (Editor), The English Constitution , London: Cambridge, 2001, p. 60.

คุณจะเห็นได้ว่า องค์กรกษัตริย์ กับ องค์กรเอกชน เช่น บริษัท ในตัว "ผู้นำ"ขององค์กร มีความแตกต่างกันอย่างยิ่งในสาระสำคัญทุกประการ มันแทบจะเอามาเทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมรู้สึกแปลก ๆ ที่คุณยกขึ้นมาอ้าง ผมเข้าใจว่า คุณพยายามสื่อความว่า "กษัตริย์เคยเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐเดิม!" : ซึ่งมันมั่ว สับสน และผิดระบอบฯโดยชัดแจ้ง สำหรับการอ้างแบบนี้


“ความคิดที่ว่าบทบาทของสถาบันฯ ควรเป็นอย่างไร ก็เป็นแค่ความคิดของคนๆ หนึ่ง เหมือนคุณเหมือนผม จะไปยึดว่ากษัตริย์ไทยต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้เหมือนประเทศนั้นประเทศนี้โดย อ้างอิงตำราอะไรก็ตาม สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่เหมือนกษัตริย์ประเทศ อื่นๆ (ที่จริงก็ไม่มีที่ไหนเหมือนกันสักประเทศ)”

ไม่จริงเลยครับ มันเป็นเรื่องของ logic และหลักการที่ยอมรับร่วมกันสำหรับประเทศซึ่งให้มีกษัตริย์เป็นประมุข

เช่น เรื่องหลัก The king can do no wrong. กษัตริย์ทรงทำผิดไม่ได้ “เพราะกษัตริย์ต้องไม่ทรงทำอะไรโดยพระองค์เอง” แต่ไม่กี่ปีมานี้ กษัตริย์ภูมิพล กลับมีพระราชดำรัสว่า พระองค์ทรงทำผิดได้! ฟังดู “เหมือนดี”

มีคำถามว่า : ถ้าทรงทำผิดได้ แปลว่า ทรงทำอะไรโดยไม่ต้องมีผู้รับสนองฯ และ โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ใด ๆ ก็ได้กระนั้นหรือ ! บทสรุปคือ คำกล่าวเชิงประชดที่ว่า “กษัตริย์” เป็นเทวดา คำนี้มันผิดตรงไหน? ถ้าอาศัยหลักการ(อะไรไม่ทราบ)ที่คุณว่ามา)

เรื่อง บทบาทของพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เรื่องที่เคลื่อนไหวตามใจ/อารมณ์แต่ละคน "การกระทำของกษัตริย์"ที่ผมหรือ อาจารย์สมศักดิ์ รวมถึงหลายท่านในฟ้าเดียวกันนำเสนอ ล้วนมาจากการอธิบายตามหลักคิดที่ทั่วโลกยอมรับ คุณจะมาบอกว่า “ตำราอะไรก็ช่าง” หรือ “ประเทศอื่นจะยังไงก็ช่าง” แล้วคุณมาด่วนสรุปเอาเองว่า “กษัตริย์ไทยไม่เหมือนกษัตริย์ประเทศอื่น ๆ” อย่างนี้มันเคลื่อนไหวตามจิตใจ มันไร้ความแน่นอน คุณจะเอาความไม่แน่นอน มาใช้เป็นบรรทัดฐานตัดสินระบบไม่ได้ !

คุณเอาสภาพที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบัน(ซึ่งวิปริตไปจากหลักการที่โลกยอมรับ รวมถึงเป็นไปตามหลักตรรกะด้านอำนาจรัฐในระบอบการปกครอง พูดง่าย ๆ ว่า คุณปฏิเสธหลักการและเหตุผลทั้งปวง โดยยึดสภาพที่วิปริตรในสังคมไทย ไป "ตัดสิน" หลักการได้อย่างไร? พูดสั้น ๆ คือ "คุณกำลังเอาสภาพที่วิปริตร ไปวินิจฉัยหลักการ" มันตลกครับ!

คุณต้องเอาหลักการเป็นตัวตั้ง แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผิดจากหลักการอย่างไรบ้าง? แล้วปรับให้มันถูกเป็นระเบียบ มิใช่ “เอาสภาพที่วิปริต ไปวินิจฉัยหลักการ” วิธีการนี้มันพื้นมาก ๆ แต่คุณยกมาพูดกลับตาลปัตรทั้งหมด


“ถ้ารูปแบบการปกครองของแต่ละประเทศต้องเหมือนกัน คงไม่เกิดความจริงเชิงประจักษ์ว่าทุกประเทศในโลก มีระบอบการปกครองไม่เหมือนกันเลย”

เฮ้อ ! คือ ตัว "ระบอบการปกครอง" มีหลาย ๆ ประเทศมาก ๆ ที่ใช้ระบอบซ้ำกัน เช่น อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น สวิส ไทย ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ซึ่งใช้ระบอบประชาธิปไตยดุจกัน กล่าวคือ "หลักการทางการปกครอง"เดียวกัน แต่สิ่งที่ต่างกันคือ "กระบวนการจัดการชั้นรายละเอียด" ซึ่งต้องไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยะสำคัญ หากประเทศนั้น ๆ ได้ใช้ระบอบการปกครองเดียวกัน ดังนั้น การจัดการใดที่เกี่ยวข้องในสาระสำคัญของกระบวนการ "ใช้อำนาจรัฐ" หรือ "อำนาจอธิปไตย" จะต้องมีสาระสำคัญที่ไม่บิดเบือนจากกัน !


“พระราชดำรัสที่พระองค์พูดขึ้นส่วนใหญ่ก็เป็นไปในแนวทางการให้กำลังใจต่อรัฐบาลทั้งนั้น ผมศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ก็ไม่เคยเลยครับ ที่จะพูดชี้นำการทำงาน หรือ วิพากษ์การทำงานของรัฐบาล ดังนั้นจึงถือว่ายังดำรงตนอยู่เหนือการเมือง เมื่อต้นปี 2549 คุณก็ได้เห็นมีการขอนายกฯพระราชทาน พระองค์ท่านยังปฏิเสธเลยครับ และกล่าวว่ามันไม่เป็นประชาธิปไตยนี้คือสิ่งพิสูจน์ว่าในหลวงทรงเคารพใน ระบอบประชาธิปไตย และ ทรงวางพระองค์อยู่เหนือการเมืองอย่างเคร่งครัด”


การที่กษัตริย์ตรัสสิ่งใดออกมาโดยไม่มีผู้รับสนอง(คนร่างให้พูด) ถ้ากษัตริย์ตรัสอะไรผิดพลาด กษัตริย์จะรับผิดชอบหรือไม่ แน่นอนครับ กฎหมายไทยห้ามไว้ว่า ไม่ต้องรับผิด ผมถามว่า “แล้วกษัตริย์ถือสิทธิอะไรเชิงการปกครอง ในการออกมาตรัส(เอง)โดยไม่ต้องรับผิดชอบ"

และคุณแน่ใจหรือครับว่า : กษัตริย์ไม่เคยพูดชี้นำการทำงาน... โครงการพระราชดำริทุกโครงการ เป็นตัวอย่างของการชี้นำหรือไม่ครับ?

ถ้ารัฐบาลใด มีนโยบายขัดกับโครงการพระราชดำริ รัฐบาลชุดนั้นจะทำแย้งได้มั้ย คือ ถ้าทำ จะโดนโจมตีมั้ย กษัตริย์ต้องคำนึงและสำรวมพระองค์ครับ

แนวคิดนี้ได้มีการนำเสนอตั้งแต่สมัยกษัตริย์ภูมิพลครองราชย์แรก ๆ แล้ว แต่พระองค์ก็ทรง "เพิกเฉย ละเลย ไม่ใส่ใจ"

กลายเป็นว่า "อำนาจ ไม่ต้องมาคู่กับ ความรับผิดชอบ" ตลกสิ้นดี ประชาธิปไตยภาษาอะไรกัน!


“เรื่อง คุณถามว่าใครจะรับผิดชอบโครงการพระราชดำรินั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่าโครงการพระราชดำริเกิดมาจากเจตนาที่ดีของในหลวงที่จะ ช่วยเหลือราษฎรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โครงการในพระราชดำริถือเป็นการแนะนำแนวทางครับว่าควรจะปฏิบัติยังไง แน่นอนในหลวงก็ทรงเป็นมนุษย์สามารถ พูดอะไรออกมาผิดพลาดได้ หรือทำอะไรผิดพลาดได้”


เรื่องนี้ อธิบายโดยภาษากฎหมายที่ว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" (ไม่ใช่ "เจตนาชี้กรรม")

เพราะ "เจตนา" คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของบุคคล คนภายนอกรับรู้เจตนาอันอยู่ในใจนั้นไม่ได้ แต่จะทราบได้จากการกระทำของบุคคลนั้นที่แสดงออกเป็นกิริยา อันจะบ่งชี้เจตนาของบุคคลผู้แสดงนั้น

ฉะนั้น โครงการ พรด. จะดีหรือไม่ ต้องพิจารณาที่ผลครับ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ ! และเมื่อผลมันเป็นความเสียหาย...คุณยังไม่ตอบผมเลยว่า ใครจะเป็นผู้รับผิด ! (หรือว่า “เงียบ ทำไม่รู้ไม่ชี้”)


“ถ้าผิดพลาดนักวิชาการผู้รู้จะต้องเป็นผู้ทูลคำแนะนำเพิ่มเติม ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด ส่วนรัฐบาลนั้นเป็นผู้รับสนองแนวทางพระราชดำริไปปฏิบัติ ขอให้คุณเข้าใจไว้ว่า แนวทางพระราชดำรินั้น ถือเป็น"คำแนะนำ" เมื่อไปอยู่ในมือของรัฐบาลที่จะต้องนำไปปฏิบัติแล้ว ก็ถือว่าในหลวงทรงหมดความรับผิดชอบ รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบแทน รัฐบาลจะดำเนินงานในโครงการใดก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาอีก ทีว่าควร
จะดำเนินงานอย่างไรเพื่อให้ตรงกับแนวทางที่ทรงวางเอาไว้ และต้องให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎร”


“นักวิชาการจะเป็นผู้ทูลแนะนำ” คุณจะบ้ารึไงครับ !

ตกลงแล้วใครเป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน? ใครกันแน่ที่ต้องทำโดยคำแนะนำ! ใครกันแน่ที่ต้องทำโดยมีผู้เสนอให้กระทำ!

คุณตอบตัวเองนะ คำถามพวกนั้น !

หน้าที่ ของกษัตริย์ ต้องสำรวมไว้ในฐานะที่ตนต้องไม่กระทำอะไรผิด (เพราะต้องทรงไม่ทำอะไรเลยทั้งสิ้น(โดยองค์เอง)) ผมถามคุณดัง ๆ ว่า "ที่คุณกล่าวมา มันเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐภายใต้ระบอบปชต.รึไง ? "

คุณ พยายามทุกครั้งที่จะแสดงหรือใช้เหตุผล แต่คุณไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะอ้างโดยมีหลักการ หรือโต้แย้งอย่างมีตรรกะเลย คุณยึดจิตใจเป็นเกณฑ์ทุกครั้ง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนขับเคลื่อนตลอดเวลาตามอารมณ์มนุษย์ ---สิ่งที่ไม่แน่นอนนี้ มันจะใช้เป็นบรรทัดฐาน(ในเชิงวิเคราะห์)ไม่ได้ !(ผมย้ำมาเป็นครั้งที่ร้อยแล้ว)

“นี่คือคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
//www.rdpb.go.th/rdpb/TH/BRANDSITE/theoffice_s01.aspx ระบุชัดเจนว่ามีหน้าที่รับผิดชอบโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถ้าหากจะตรวจสอบหรือจะวิพากษ์วิจารณ์ก็ให้วิจารณ์การทำงานของ กปร. เพราะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ผมเอาข้อมูลให้คุณดูตรงนี้ ก็หวังว่าคุณคงจะเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องนะครับ"



ข้อมูลที่คุณอ้าง : คุณเข้าใจผิดแล้วจริง ๆ เอาอย่างนี้ ผมจะแจงคร่าว ๆ ใหม่ (จะขยายความ ในส่วนที่มันอาจไม่ชัดเจน)

ที่ ผมเคยอธิบายว่า "กษัตริย์จะทรงทำอะไรโดยพระองค์เองมิได้ ถ้าจะกระทำต้องผ่านผู้รับสนองฯ" คุณต้องเข้าใจด้วยครับว่า คำว่า "ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ" ไม่ใช่หมายถึง "ผู้ที่ลงมือทำงานแทนกษัตริย์"

"ผู้รับสนองฯ" หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการเสนอพระมหากษัตริย์ ให้กระทำการใด ๆ (เช่น นายกรัฐมนตรี รมต. หรือ ประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณีตามที่กฎหมายระบุไว้โดยชัดแจ้ง) และเป็นผู้รับสนองต้องเป็นผู้ลงนามรับการนั้นไปกระทำ

"การที่ไปกระทำ"นั้น ไม่ใช่บัญชาของกษัตริย์ครับ แต่เป็น "การรับทราบ"ของกษัตริย์ คนที่ถืออำนาจ(แทนปวงชน)จริง ๆ คือ ผู้เสนอให้กระทำ(หมายถึง ผู้รับสนองฯ นั่นเอง)

คณะกรรมการชุดดังกล่าว เป็นเพียงผู้กระทำ(ลงมือปฏิบัติ)ตามคำสั่งของกษัตริย์เท่านั้นเอง การอธิบายถึงผู้รับสนองฯ(ของผม) มิได้หมายความว่า "กษัตริย์"ไม่สามารถลงมือไถนา เกี่ยวข้าว โดยพระองค์เองได้ หากแต่ผมหมายถึง พระองค์ทรงถืออำนาจโดยพระองค์เองมิได้ต่างหาก
ผมคิดว่าคุณคงกระจ่างขึ้นนะครับในส่วนนี้


“คุณ phuttipong สามารถอ้างอิงได้มั้ยครับว่า มีตอนไหนบ้างที่ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเมืองโดยมีเนื้อหาแบบไม่เป็นกลางบ้าง”

ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คุณจะสื่อ คือ "การกระทำที่ไม่ลงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยกษัตริย์?" และ "ตัวอย่างเนื้อหาของพระราชดำรัส"

"การกระทำที่ไม่ลงยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยกษัตริย์?" ก่อนครับ (แล้วจะต่อด้วย พรด. ในภายหลัง เพื่อโยงเนื้อหาให้เป็นระบบขึ้น) ผมจะยกตัวอย่าง กรณีวันมหาวิปโยค
เหตุการณ์ พระราชทานนายกฯ(ทั้งที่กษัตริย์พยายามปฏิเสธการกระทำนี้) เป็นเหตุการณ์ที่ชัดแจ้งในการเข้าแทรกสอดระบบที่จะขับเคลื่อนชักพากลไกด้วย ตัวของระบอบประชาธิปไตยเองได้ แต่กษัตริย์ได้อาศัยขณะเวลาที่ประชาชน “กำลังมีชัยชนะในการขับเคลื่อนระบบ” เข้ายุติเหตุการณ์ “ผลที่ได้” “กับ “ผลที่สมควรจะได้” มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ :

ผลที่เราได้รับจากเหตุการณ์นองเลือดแต่ละครั้ง คือ ประชาชนขับเคลื่อนแต่ไม่ได้โค่นล้มเผด็จการได้ด้วยตัวของประชาชนเอง(เพราะมี อัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยทุกครั้ง ตอนละครใกล้จะจบ) ทั้งที่การฆ่าล้างประชาชนของรัฐบาลถนอม และ สุจินดา เป็นตัวแปรที่บังคับให้รัฐบาล “ต้องอยู่ไม่ได้” แต่เมื่อเหตุการณ์บ่มเพาะใกล้จะถึงจุดยุติ กระบวนการแทรกแซงกลไกก็ได้เกิดขึ้นกลางครัน ! (ผมทราบว่าคุณกำลังจะแย้งอะไร ผมจะอธิบายต่อไป)

“พระมหากรุณาธิคุณ” ที่เกิดขึ้นทำให้ “สิ่งที่เราสมควรจะได้จากเหตุการณ์” มันไม่ได้ คือ ความสำนึกของประชาชนที่ “โค่นล้ม” อำนาจเผด็จการโดยประชาชนเอง(เหมือนปฏิวัติฝรั่งเศส) สำนึกในความเป็น “เสรีประชาธิปไตย” เราหลุดลอยไป แต่สิ่งที่เราได้ก็คือ กษัตริย์เป็นผู้ขจัดโพยภัยจากเหตุการณ์ทั้งปวง และเป็นผู้ที่ฟื้นฟูประชาธิปไตย !?! ซึ่งพฤติการณ์ของกษัตริย์นี้ เป็นไปในทาง “หวังผลทางสังคม” เพื่อคานอำนาจต่อระบบผู้แทนโดยแท้ทีเดียว

ภายหลังจากเหตุการณ์ กษัตริย์ฟื้นฟูอำนาจขึ้นมาอีก โดยความสำคัญของกษัตริย์กลายเป็นผู้ค้ำยันประชาธิปไตยของชาติ (แทนที่จะเป็นหน้าที่ของปวงชน) อำนาจหน้าที่ที่กษัตริย์ไม่สำนึกให้อยู่ในกรอบ แต่พยายามแสดงตนเป็นรัฐาธิปัตย์ตลอดเวลา มันหมายความว่าอะไร? ไม่ใช่ “ความเคยชิน กับ ความพยายามขยายแดนอำนาจ” หรอกหรือ !

“ความเคยชิน” ในระบบเก่า คุณต้องทำความเข้าใจต่อมัน ว่า จะนำมาเป็นตัวแปร ทำให้ระบบหลักวิปริตรไปหาทำได้ไม่ และไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรม สิ่งที่กษัตริย์ต้องสำนึกต่อระบอบใหม่(ประชาธิปไตย) และ ราษฎรต้องสำนึกในอำนาจของตนด้วย

ราษฎรจะใช้เสรีภาพ(ในการคืนอำนาจของ กษัตริย์โดยทางอ้อม หรือทางตรง) เพื่อทำลายเสรีภาพของราษฎรเองไม่ได้ (จะใช้เสรีภาพเพื่อทำลายเสรีภาพ มิได้)

ถามว่าสิ่งที่ต้องทำคืออะไร ? เราควรมองกษัตริย์ให้พระองค์เป็นเพียง “มนุษย์” ที่ประกอบด้วย “ดี-ชั่ว” เดชาสิทธิ์ จะมีไม่ได้ แต่เอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันทางกฎหมาย ยังพึงสงวนไว้อยู่ในฐานะประมุขแห่งรัฐ(หากเราจะยังนับถือ/ใช้ ระบบราชอาณาจักร) แต่สถานะของกษัตริย์ต้องถูกจำกัดให้กระทำในนามผู้รับสนองฯเท่านั้น อย่ามาบิดเบือนประชาธิปไตยว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” หรือ “ ความเคยชินของสังคม”


เรื่องนี้ ผมจะสะท้อนว่า กษัตริย์ต้องอยู่ "นอกเหนือ(ไม่ใช่อยู่เหนือ)การเมือง" ฉะนั้น พระองค์ไม่มีสิทธิที่จะให้คำแนะนำ หากไม่ "ถูกขอ" และคำแนะนำของพระองค์ "ต้องไม่ผูกมัด"การกระทำของรัฐบาล (ไม่ว่าจะเป็นการผูกมัดโดยกฎหมาย หรือ โดยสภาพก็ตาม) โดยที่จะต้องไม่มีการนำพระราชดำรัส ไปขยายความเพื่ออ้างเป็นเหตุผลสนับสนุนความคิดของตน(เพราะการตรัสความเห็น ส่วนพระองค์ ต้องกระทำภายในหมู่ผู้เข้าเฝ้าเท่านั้น และหากจะตรัสอย่างแพร่หลายในสาธารณะต้องกระทำโดยผ่านผู้รับสนองฯเท่านั้น ; หมายถึง ต้องมีผู้ร่างให้พูด และผู้ร่างนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งปวงในความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น)

quote นี้ของคุณอีกประเด็น คือ ให้ผมยกตัวอย่างพระราชดำรัสที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ?

คุณ ยังไม่เข้าใจอีกหรือว่า ผมไม่เพ่งโทษตัวบุคคล แต่ผมโทษตัวระบบ(ที่วิปริตรไป) ! เอาล่ะ ในแง่เสียหาย หรือไม่เป็นกลาง มันปรากฏชัด เช่น (ความจริงผมไม่จำเป็นต้องชี้เลย เพราะผมพูดถึงระบบที่ต้องเป็น/ ควรจะเป็น ไม่ใช่พูดถึงทำนองให้คุณมาพูดว่า "ไหนล่ะเสียหาย" ตลกเป็นเด็กขนานใหญ่เลยคุณ)

ตัวอย่าง : เรื่องนี้ขอทำความเข้าใจว่า ไม่ใช่ประเด็นชอบชังทางการเมือง กล่าวคือ กรณีเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีพระราชดำรัสโกยคะแนนอยู่เป็นนิจในยามที่ศก.บ้านเมืองทรุด รัฐบาลรับหน้าเสื่อ ส่วนกษัตริย์เป็นพระเอก!?

ผมถามว่า กษัตริย์พึงตรัสออกมาโดยไม่มีใคร "ขอให้แสดงความเห็น"หรือไม่ ? และ ทรงรู้อยู่ว่า "ทรงมีอิทธิพลทางสังคมในระดับพอสมควร" ฉะนั้นการกล่าวออกโทรทัศน์แบบนี้ มันจะเป็นการกดดันฝ่ายบริหารให้พยายามดิ้นรนทำตามพรด.(ซึ่งจะดีหรือไม่ หรือเหมาะสมทางบริหารหรือไม่ มันต้องพูดอีกประเด็นหนึ่ง) ถามว่า มันเป็นการใช้สิทธิเกินส่วนของกษัตริย์ภายใต้การปกครองที่ "กษัตริย์" can do no wrong หรือไม่!

case สั้น ๆ แบบนี้ น่าจะเห็นชัด(ถ้าคุณมั่นคงในหลักการเพียงพอ ไม่ใช่ "พอเพียง")!


“การพูดชี้นำการทำงานจะต้องเป็นไปในลักษณะนี้ครับ การชี้นำนโยบายการคลัง, การชี้นำให้พัฒนาพื้นที่นี้ก่อน, หรือการบอกให้ปรับเปลี่ยน ครม. ฯลฯ เหล่านี้จึงจะถือว่าเป็นการชี้นำการทำงาน แต่โครงการพระราชดำริ มันไม่ใช่ เป็นประเพณีปฏิบัติของรัฐบาลแล้ว ที่รัฐบาลจะต้องสนองโครงการพระราชดำริ รัฐบาลมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน พระมหากษัตริย์ตามราชประเพณีไทยก็มีหน้าที่เช่นเดียวกันครับ คือบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกร กฎหมายก็มีอยู่ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. ๒๕๒๔”


เอาทีละเรื่องนะครับ
1.การชี้แจงนโยบายการคลัง เช่น พยายามที่จะเสนอทฤษฎีของพระองค์อยู่ตลอด เรื่องศก.พอเพียง ผมถามว่า "ชี้นำมั้ย"
2.ออก โครงการไปที่นั่นที่นี่ อ้างว่ารบ.ยังไม่จัดการ จึงลงมือเอง ถามว่า "กดดัน"มั้ย? มีอำนาจอะไร(ตามกฎหมายและตามระบอบการปกครอง)ที่ไปทำแบบนั้น !
3.การ ปรับเปลี่ยนครม. ----เรื่องนี้ ทรงทำยิ่งกว่าการปรับเปลี่ยนครม.อีกครับ แต่ทรงปรับ ...(บลา ๆ ๆ)ได้ด้วยกระบวนการทางสังคม(อำนาจแฝง)เลยล่ะ (ตัวอย่าง ผมกล่าวไปแล้วในเรื่อง เสื้อเหลือง หรือ กรณีการแก้กฎหมายให้อำนาจกษัตริย์ทุกครั้งหลัง รปห. คุณหาอ่านได้ง่ายมาก ๆ ใน ฟดก. หากคุณสนใจ)
4.คุณอ้างอีกแล้วว่า กษัตริย์ทำงานตามประราชประเพณี ทั้ง ๆ ที่เพิ่งอ้างมองเตสกิเออ อยู่หยก ๆ ผมอธิบายไปเยอะแล้วในส่วนความเชื่อ กับ สาระสำคัญแห่งระบอบฯ(ผมจะไม่อธิบายซ้ำแล้ว)
5.คุณอ้างระเบียบฯได้ยังไง ครับ !!! คุณต้องอ้างหลักรธน.สิครับ เพราะมันเป็นเรื่องการใช้อำนาจรัฐ คุณจะอ้างระเบียบแบบนั้นไม่ได้!!! แม้แต่คุณอ้างพระราชกฤษฎีกา หรือ พระราชบัญญติ ยังฟังไม่ได้เลย คุณต้องอ้างกฎหมายที่จัดสรรองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐ วิธีการ และการถ่วงดุล ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญ

มันเรื่องการจัดระเบียบองค์กรการใช้อำนาจรัฐแท้ ๆ คุณกลับไปอ้าง "ระเบียบ" เลยเถิดไปใหญ่แล้ว!


“การชี้นำที่คุณหมายถึงต้องหมายถึงการชี้นำนโยบายการคลัง, การชี้นำให้พัฒนาพื้นที่นี้ก่อน, หรือการบอกให้ปรับเปลี่ยน ครม. ฯลฯ หรือมีพระราชดำรัสที่แสดงออกถึงการแบ่งฝ่ายทางการเมือง ในหลวงไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน โครงการในพระราชดำริถือเป็นกลาง เพราะทุกสี ทุกกลุ่มการเมือง ต่างได้รับผลประโยชน์เช่นเดียวกัน ในฐานะพสกนิกรของแผ่นดินครับ”

เรื่อง การชี้นำนโยบาย ผมตอบไปแล้ว ส่วนเรื่องการแบ่งฝ่าย คืออย่างงี้ครับ การกระทำทางกฎหมาย(อาญา) แบ่งเป็น การกระทำการ และ การงดเว้นการกระทำ กรณีวันที่4 ธ.ค.ที่ผ่านมา(ผมไม่อยากยกตัวอย่างย้อนไปไกล) ทรงงดเว้นการกระทำ(ปฏิเสธ) ดังที่กล่าวมาแล้ว

ส่วนการกระทำการโดยตรงไม่มีครับ แต่ผ่านบุคคลอื่น ซึ่งคุณคงทราบว่าเป็นใคร(คนที่นั่งข้าง ๆ xxx )


“ผมขอย้ำกับคุณว่าพระราชดำรัสของในหลวงที่จะพูดให้เกิดความแบ่งฝักแบ่งฝ่ายนั้น ไม่เคยมีครับ กลับกันกับคุณ ในหลวงทรงมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติมากกว่าที่จะเป็นการเพิ่ม ปัญหา พระราชดำรัสของในหลวงมีเนื้อหาเป็นไปในแนวทางให้กำลังใจคณะรัฐมนตรี ให้กำลังใจในการทำงาน

การให้"กำลังใจ"กับ"การชี้นำ"นั้น คุณต้องแยกให้ออกให้ชัดเจนนะครับ ในหลวงไม่เคยพูดว่าต้องเข้าข้างสีนั้นสีนี้ ต้องให้สีนั้นไปตีกับสีนี้ ไม่เคยพูด ถ้าหากมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเมืองก็จะทรงพูดโดยเป็นกลางที่สุด ไม่เข้าข้างใคร ถึงเป็นพระมหากษัตริย์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะพูด จะทำอะไรตามใจชอบได้ มีจารีตประเพณีคอยควบคุมอยู่”


การแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน หรือสร้างความเสียหาย หรือใด ๆ ทรงไม่มีสิทธิที่จะทำทั้งนั้น(แต่ทรงละเลยเสมอมา) ในกรณีเสื้อเหลือง ถ้ากษัตริย์จะออกมาปฏิเสธ(โดยทนเจ็บคอ)ในวันที่4 ธ.ค.2550 ที่ผ่านมาว่า "พวกนี้มันแอบอ้างพระองค์" พระองค์ก็นิ่งครับ (ภาษากฎหมาย ถือว่า "การนิ่ง(เช่นกรณีแบบนี้) คือการยอมรับ") อย่างที่ผมบอกว่า "พระองค์ทรงมีสิทธิที่จะชี้แจง หรือแก้ต่าง" แต่ไม่มีสิทธิที่จะทำอย่างอื่น หากไม่ถูกขอ(โดยผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการนั้น ๆ )

สิ่งที่มันเป็น ปัญหา แต่ royalist มองว่ามันคือธรรมเนียม คือ ทรงสนับสนุนซื้อเรือดำน้ำ หรือตำหนิว่าอย่างโน้นอย่างนี้ มันถูกหรือว่าผิด ใช่หรือไม่ใช่พอเพียง หรืออะไรเทือกนั้น "พระองค์ไม่ทรงสิทธิครับ"ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้


“มองเตสกิเออกล่าวว่ากษัตริย์ใช่ว่าจะทำอะไรได้ตามใจชอบ เพราะมีขุนนาง มีพระ มีจารีตประเพณีคอยควบคุมอยู่ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งพิสูจน์ ตามประเพณีการเมืองการปกครองไทยตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงมีพระราชดำรัสที่จะเป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทางการเมืองครับ”


คุณกล้าอ้างหลักการแบบนี้ด้วยเหรอครับ! มันแปลก ๆ และขัด ๆ กับทรรศนะของคุณทั้งหมดเลยนะ คือ คุณพยายามอ้างว่า "กษัตริย์ไทย" ต่างจาก "กษัตริย์ชาติอื่น" เพราะทรงผูกพันกับคนไทย? จึงต้องถือระเบียบเดียวกับตะวันตกแบบนั้นไม่ได้!

คุณเอายังไงกันแน่ !

ทุกวันนี้ ประเทศไทยให้กษัตริย์อยากจะมีโครงการอะไรก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ถามว่า "ไม่มีทั้งความรับผิดชอบทางกฎหมาย" และ "ไม่มีอำนาจตามระบอบการปกครอง" ถามว่าทรงทำในสถานะอะไร? อีกทั้ง ชัดเจนว่า ไม่ใช่เงินส่วนพระองค์แน่ที่ไปใช้จ่ายในโครงการเหล่านั้น แต่มันเป็นภาษีของราษฎร ----ผมถามคุณว่า กษัตริย์มีอำนาจและหน้าที่ตามการปกครองระบอบนี้ด้วยเหรอ?(หลักฐานเรื่องเงิน ภาษี คุณหาจากกระทู้เก่า ๆ ใน ฟดก.นะครับ หาไม่ยาก)


“คุณ Phuttipong ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่นะครับ นี้ขนาดในหลวงทรงทำงานเพื่อประชาชนคุณยังโจมตีเลยหาว่าท่านชี้นำทางการเมือง แต่ถ้าไม่ทำงานเดี๋ยวก็โจมตีว่าอยู่เฉย กินเงินภาษีเปล่าๆอีก”

ผมไม่เคยขอร้องให้ใคร(รวมทั้งคุณ) เปลี่ยนทัศนคติเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องเหตุผลครับ ถ้าเห็นแย้ง คุณต้องเอาเหตุผลมาหักล้าง (ไม่ใช่เอาความรู้สึกมาโต้กัน)

ที่ผมบอกให้กษัตริย์อยู่เฉย ๆ และรับเงินเดือนตามปกตินั้น(แต่ไม่ต้องมหาศาลแบบทุก ๆ วันนี้) ก็เพราะ จะทรงไว้ซึ่งการทำหน้าที่ของพระองค์อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง ไม่ใช่ว่าพระองค์ไม่ทำอะไรเลยนะครับ แต่พระองค์ทำหน้าที่ ในการที่ต้องไม่ทำเกินสิทธิของพระองค์เท่านั้น (ทุกวันนี้กระทำเกินสิทธิผิดหน้าที่ครับ) ดังที่ตำราอธิบายรธน.(ฉบับคลาสสิค) อธิบายว่า "...And a king of great sense and sagacity would want no others. He would find that his having no others would enable him to use these with singular effect.”

: Walter Bagehot (Author), Paul Smith (Editor), The English Constitution , London: Cambridge, 2001, p. 60.


ภาคที่2. : วัฒนธรรมไทย กับ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

“การจะเอาญี่ปุ่นหรืออังกฤษมาเปรียบเทียบกับไทย มันก็ไม่ถูกอีก บริบททางสังคมและวัฒนธรรมมันไม่เหมือนกันครับ สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษและญี่ปุ่นนั้น ห่างเหินและไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชน แต่ของไทยใกล้ชิดมาก อย่างที่ผมบอกแต่แรกว่า เป็นแบบพ่อปกครองลูก วัฒนธรรมไทยลูกให้ความเคารพต่อพ่อ พ่อให้ความเมตตาต่อลูกครับ กลับกันลูกในฐานะพสกนิกรแผ่นดิน จะไม่กล่าวร้าย และจะเทิดทูนเคารพพ่อของแผ่นดินอย่างสูงสุดครับ นี้คือประเพณีไทยที่คนไทยต่างยอมรับ”


คุณจะยกเอาวัฒนธรรม มาใช้ได้เท่าที่มันไม่กระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญแห่งระบอบการปกครองหลัก ใครจะเคารพเทิดทูนอะไรเป็นเรื่องปัจเจกชนครับ ทุกวันนี้ ผมถามจริง ๆ ว่ามันเป็นสภาพของ "คนที่ถูกบังคับ"หรือไม่? เช่น คุณยอมรับมั้ยว่า "รัฐบาลถูกบังคับให้เดินตามพระราชดำรัส" รัฐบาลชุดใดเห็นแย้งกับ พระราชดำรัสจะถูกกล่าวหาว่า "ไม่จงรักภักดี คิดล้างราชบัลลังค์" ผมถามคุณจริง ๆ ว่า ระบอบประชาธิปไตย "การแสดงเจตนา" ต้องแสดงออกผ่าน "ผู้แทนปวงชน"ใช่หรือไม่? แต่ขณะที่ พระราชดำรัสมักเป็นเครื่องมือทำลายอีกฝ่ายเสมอ

ทั้งที่กษัตริย์ไม่ พึงมีพระราชดำรัสใดโดยองค์เอง แม้แต่เศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องไม่มี เพราะกษัตริย์ไม่มีหน้าที่ผลิตผลงานแข่งกับฝ่ายบริหารหรือ ผู้แสดงเจตนาแทนปวงชน ตามระบอบปชต. เพราะกษัตริย์ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบในโครงการหรือทฤษฎีของพระองค์

เรื่องนี้ ผมเขียนไว้ในบทความ : บทวิจารณ์ข้อเขียนเกี่ยวกับกษัตริย์ของหยุด แสงอุทัย : ร่วมสรุปเป้าหมายของการอภิปรายกษัตริย์ในฟ้าเดียวกัน

ถ้าคุณสนใจจริง ๆ เชิญเข้าไปอ่านได้ครับ ผมเขียนค่อนข้างละเอียด

"คำแนะนำของพระมหากษัตริย์ เป็นอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลเองที่จะตัดสินใจดำเนินการ"

คุณ ช่างพิลึกจริง ๆ ทีแรกคุณอ้างสภาพที่มันเกิดขึ้นจริงในสังคมโดยแย้งหลักการว่า "มันใช้กับไทยไม่ได้" แต่มาชั้นนี้ คุณกลับมาอ้างตัวระบบ และที่น่าประหลาดไปกว่านั้นก็คือ คุณยกเอาหลักการขึ้นมาโต้ผม !?

คุณประสาทกลับรึเปล่า !

ผมจะอธิบายสั้น ๆ ตามได้เกริ่นมาบ้างแล้ว เรื่องสภาพที่ปรากฏจริง ซึ่งมันทำให้เกิดผลทางจิตวิทยาทางสังคม อันนำไปสู่การ "ขัดแย้งหลักการ อำนาจ และ ความรับผิดชอบ" กล่าวคือ เป็นผลจากอำนาจทางสังคมในการผลักดันหรือบีบบังคับให้กระทำตามคำแนะนำนั้น ดังที่ได้อธิบายไว้แล้ว

“การพยายามเอากรอบคิดตามตำราฝรั่งมาใช้กับสังคมไทยโดยไม่ปรับปรุง ในทางกลับกันก็เหมือนเอาแกงเผ็ดแบบไทยๆ ไปใส่ปากฝรั่งจะกินได้ไหม?

ถ้าจะกอดตำราฝรั่งอะไรในประเทศไทยก็ผิดหมดครับ ต้องเลิกไหว้ผู้ใหญ่ เลิกกราบพระสงฆ์ งานสงกรานต์หรือลอยกระทงก็ไม่ต้องจัด หรือแม้แต่ภาษาไทยก็คงใช้พูดคุยกันไม่ได้ต้องไปใช้ภาษาอังกฤษแทนครับ”


"ประชาธิปไตย "ก็คือ ประชาธิปไตยครับ ไม่มีหรอกครับแบบไทยหรือแบบฝรั่ง วาทกรรมนี้(ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ )มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบั่นทอนความเป็นประชาธิปไตย(วิธีการนี้มันสกปรก ครับ)

"คุณตั้งสติ" แล้วค่อย ๆ คิดทบทวนนะครับว่า : ที่แล้ว ๆ มา (พิจารณาดังนี้นะครับ)

1.ประชาธิปไตยของไทยไม่เคยเป็นแบบฝรั่งเลย แต่เป็นประชาธิปไตยตามภูมิปัญญาไทยมาแต่ไหนแต่ไร จริงหรือไม่?

2.สภาพประชาธิปไตยที่ระหกระเหินที่ผ่านมา ก็เพราะภูมิปัญญาไทยในระบอบการเมืองของเราเอง ใช่หรือไม่?

3.การ อ้างเอาความต่างเป็นเหตุผลเพื่อทำลายประชาธิปไตย หรืออ้างว่าการรัฐประหารเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ การเล่นแร่แปรธาตุทางปัญญาที่ดูถูกประชาชนอย่างแรง ดังกล่าวนี้ มันเป็น "ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" จริงหรือไม่?


“ผม ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณ phuttipong ลองไปดูหมิ่นศาสนา ดูถูกศาสดา ศาสนาอื่นสิครับ ผมไม่แน่ใจว่ามีกฎหมายห้ามหมิ่นศาสนาหรือไม่ แต่ถึงแม้เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่เอาผิด แต่ถ้าคุณทำเช่นนั้น คุณจะถูกรุมประชาทัณฑ์ครับ”


คุณต้องแยกแยะไงครับ ระหว่าง "ความเชื่อ" กับ "ระบบการปกครอง" ที่คุณอ้างศาสนามันชัดว่า ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ(ตามนัยทางสังคมศาสตร์ (ไม่ใช่ตามหลักปรัชญา)) ขณะที่ผมบอกให้คุณเอาความเชื่อออกจากระบบ โดยให้เหลือเท่าที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญแห่งตัวระบอบการปกครอง ด้วยเหตุนี้ คุณจึงยก case กฎหมายห้ามดูถูกเหยียดหยามศาสนา มิได้


“กำลังหลงยุคหรือเปล่าครับถึงได้มองว่าระบอบประชาธิปไตยแบบสากลนิยมเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะตัดสินคุณงามความดี

ปัจจุบัน ระบอบประชาธิปไตยได้พัฒนาไปมากว่าจุดนั้นแล้ว สามารถยอมรับการปกครองที่แตกต่างว่าก็มีคุณงามความดีในแบบฉบับของตนที่ สามารถคบค้าอยู่บนพื้นฐานที่แตกต่างกันได้ แต่ละระบบแต่ละระบอบการปกครองมีข้อดีข้อเสียตามแต่สภาพของสังคมในแต่ละ พื้นที่ คุณยังเชื่อความเชื่อเดิมตามที่ฝ่ายประชาธิปไตยชวนเชื่อไว้หรือว่าระบอบ สังคมนิยมไม่สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความรุ่งเรื่องไม่สามารถตอบสนองความสุขขั้นพื้นฐานของประชาชนได้

ความดีความเลวมันอยู่ที่ตัวคนผู้นำในระบอบประชาธิปไตยแบบสากลนำพาประเทศไปสู่ความหายนะก็มี ระบอบสังคมนิยมสามารถตอบสนองความสุขของประชาชนได้ก็มีให้เห็นเมื่อโลกมันเปิดกว้าง”



การนำเสนอของคุณ คุณยกเอาสิ่งที่ไม่แน่นอน(นามธรรม เช่น ความดีชั่วทางศีลธรรม) มาใช้ตัดสินสังคมที่สลับซับซ้อนในยุคปัจจุบัน คือ คุณพยายามอ้าง simple natural reason เสมอ ๆ คุณหลงยุค หรือว่าผมหลงยุคกันแน่ ?!


ภาคที่3. : มาตรา 112 กับ ความจำเป็นในสังคมไทย

“ถ้า หาก ม.112 ถูกยกเลิกจริง ถ้าหากบุคคลในสถาบันฯถูก ดูหมิ่น หมิ่นประมาท จะทำยังไงครับ ก็เท่ากับว่าสถาบันฯต้องถูกละเมิดสิทธิ์อย่างงั้น ใช่มั้ยครับ รัฐธรรมนูญไทยมีสาระสำคัญไว้ว่าบุคคลทุกคนในราชอาณาจักรไทย ไม่ว่าจะรวย จน สูงศักดิ์ หรือต่ำศักดิ์ ก็มีสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมกัน โดยที่ไม่ขัดต่อกฎหมายนี่ครับ

ดังนั้นการยกเลิก ม.112 ก็คือการริดลอนสิทธิของสถาบันฯในป. อาญา เรื่อง ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้ายสิครับ”



คุณอ้าง หลักการ“เรื่องความเท่าเทียมกัน” มาใช้สร้างความไม่เท่าเทียม ได้ยังไงครับ! มันขัดแย้งกันเองอยู่ในตัว

ผม และสมาชิกฟ้าเดียวกันบางท่าน ได้เสนอไว้ว่า : มาตรา 112 สมควรถูกยกเลิก โดยที่ การหมิ่นประมาท ดูหมิ่นกษัตริย์ นั้น พระมหากษัตริย์สมควรได้รับการคุ้มครองในฐานะมนุษย์(ไม่ใช่เทวดา)ตามสิทธิทาง กฎหมายขอ
งสาธุชนทั่วไป

ส่วนการอาฆาตมาดร้ายนั้น ย่อมเป็นหน้าที่ในการป้องปรามของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอยู่แล้วในการไม่ให้ เกิดเหตุ และด้วยเป็นเรื่องที่ "ยังไม่แสดงกิริยาลงมือกระทำ" ดังนั้น การพูดเฉย ๆ ลอย ๆ กฎหมายทั่วไปไม่เอาความผิดครับ สำหรับกษัตริย์ก็สมควรมีมาตรฐานดุจเดียวกัน แต่หากเป็นการ "ขู่ว่าจะฆ่า" อันนี้ว่าตามโทษอาญาทั่วไปครับสำหรับผู้กระทำผิด

ปัจจุบัน กฎหมายมาตรา 112 เขียนกว้างจนขนาดพูดถึงในแง่ลบไม่ได้เลย(ถ้าคุณอยากทราบรายละเอียด โปรดดูกระทู้ : บทสังเคราะห์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 แห่ง ป.อาญา(Lese majeste) จากตำราคำอธิบายของนักกฎหมายไทย )

ผมจึงตั้งคำถามว่า ในเมื่อเทวสิทธิ์แห่งกษัตริย์ทรงหมดสิ้นลงแล้วภายหลังการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง แต่ทำไม กฎหมายจึงให้อำนาจพิเศษนี้อยู่ (มันเพราะ กระแสความเป็น "เทวะ"ที่ตกค้าง นั้นเอง)

ขณะที่ประเทศเสรีประชาธิปไตย เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ ให้เสรีในการวิจารณ์ เพราะเขาถือว่า แม้นพระองค์ทรงพระคุณอันประเสริฐโดยแท้แล้ว ถ้อยคำของผู้กล่าววิจารณ์พระองค์ก็จะไม่มีใครสนใจฟังไปเอง" นี่เป็นหลักคิดของนักกฎหมายอังกฤษ ซึ่งประเทศไทยยังเห็นประมุขแห่งรัฐเป็นของ "สำหรับเซ่นไหว้"กันอยู่ ในขณะที่สากลมองว่า "กษัตริย์ก็คือมนุษย์ ทรงกระทำผิดพลาดได้" และเมื่อผิด ก็ต้องมีหน้าที่ในการถูกตรวจสอบหรือวิจารณ์นั่นเองครับ


“คำว่า"อาฆาตมาดร้าย"ก็ตรงตามความหมายอยู่แล้วหมายถึง ขู่จะทำร้าย หรือขู่จะฆ่า ต่อให้พูดเฉยๆนั้นแหละครับถือว่ามีความผิดแล้ว คิดดูถ้าอาวุธอยู่ในมือของคนที่อาฆาตมาดร้ายจะเกิดอะไรขึ้น พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐนะครับ ขึ้นชื่อว่าเป็นประมุขของรัฐก็ย่อมได้รับการคุ้มครองป้องกันอย่างเต็มที่ มากกว่าสามัญชนทั่วไปอยู่แล้ว นี้พูดกันตามมาตรฐานทั่วโลกนะครับ”


คุณ ต้องเข้าใจว่า ถ้อยคำนี้ เป็นภาษากฎหมายครับ ซึ่งต้องอ้างอิงหลักความคิดที่ถ่ายทอดของนักกฎหมายเป็นทอดมา ซึ่งผมได้เขียนเป็นบทความอธิบายไว้ว่า :

QUOTE(phuttipong @ Jan 27 2009, 01:11 PM) *
(3) แสดงความอาฆาตมาดร้าย (threaten) ได้แก่ การแสดงออกด้วยกิริยาหรือวาจา หรือโดยวิธีการใด ๆ ด้วยความพยาบาทมาดร้ายว่า จะทำให้เสียหายในทางใด ๆ อันมิใช่เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม(หรือสิทธิตามกฎหมาย) ถือว่าเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้ายได้ทั้งสิ้น[11] โดยต้องเป็นการแสดงว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายในอนาคต และไม่จำเป็นต้องได้โกรธแค้นเคืองกันมาก่อน เช่น ขู่ว่าจะปลงพระชนม์ จะทำร้าย หรือจะกระทำให้เกิดภยันตรายต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณก็ตามอันไม่ใช่การใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ว่าจะมีเจตนากระทำตามที่ขู่หรือไม่ โดยขู่หรือแสดงออก มุ่งต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ [12]

เชิงอรรถ :

[11] ศาสตราจารย์ ประภาศน์ อวยชัย , หน้า112.
[12] ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย , เพิ่งอ้าง ; ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ , อ้างแล้ว.


คุณอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ มาตรา 112 ได้ที่ : บทสังเคราะห์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 แห่ง ป.อาญา(Lese majeste) จากตำราคำอธิบายของนักกฎหมายไทย


“คุณไปดูได้เลยว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯได้รับการปกป้องมากขนาดไหน ถ้าคุณลองไปขู่อาฆาตมาดร้ายต่อ ปธน.ก็ถูกจับแล้วถ้าคุณแฮกข้อมูลของ ปธน. รับรองจะมี FBI มาถึงบ้านโดยทันที”

การ คุ้มครองประมุขแห่งรัฐของรัฐอื่น กว้างขวางต่ำกว่าเรามาก เช่น กรณีบุชโดนขว้างรองเท้า จากข่าว บุชถูกนักข่าวผู้นั้นด่าว่า ไอ้สุนัข ด้วย(ด่าประมาณนี้) ซึ่งแรงมากสำหรับฝรั่ง แต่เขาไม่มีกม.ห้ามหมิ่นประมุขแห่งรัฐเหมือนไทย ซึ่งอังกฤษก็ถือมาตรฐานเช่นเดียวแบบนั้น

ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่นักข่าวผู้นั้นถูกจับขังคุก เพราะ ข้อหาทำร้ายร่างกาย เท่านั้น (พอดีผมไม่มีตำรากฎหมายของมลรัฐ หรือ รัฐที่เกิดเหตุอยู่ในมือ จึงตอบคุณไม่ได้) แต่ตามหลักคิดของนักกฎหมายรธน.อเมริกัน หรืออังกฤษ ชัดเจนมากสำหรับประเด็นนี้

ส่วนการกระทำเกี่ยวกับข้อมูลเช่น hack คุณต้องเข้าใจว่า อเมริกานั้น ประธานาธิบดีทำหน้าที่เป็นทั้งประมุขแห่งรัฐ และควบเป็นฝ่ายบริหาร แต่ของไทยไม่ใช่ ไทยจึงไม่ต้อง ปกป้องกันขนาดนั้น เพราะความมั่นคงของสถานะกษัตริย์ ไม่ได้กระทบกระเทือนความมั่นคงของรัฐเลยแม้แต่น้อย มิเช่นนั้น ป่านนี้ประเทศที่เป็น constitutional monarchy(อย่างอังกฤษ) คงมีแต่ปัญหา "กลุ่มแบ่งแยกดินแดน" จนไม่ทำอย่างอื่นกันแล้ว



“เขียน ในแง่ลบไม่ได้เลย ผมว่าอันนี้ก็ไม่จริงอีก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ไม่เคยเขียนบทความที่เป็นการสรรเสริญสถาบันฯเลยซักครั้ง แกก็ยังอยู่ดี เราต้องแยกประเด็นก่อนว่าเราจะเขียนวิพากษ์อย่างไร โดยที่ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้ายหลายคนก็สามารถเขียนถึงได้โดยไม่เข้าข่าย ม.112 เลยซักนิด

คุณต้องเข้าใจก่อนว่า ป.อาญา นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง สำคัญอย่างหนึ่งศาลจะดูจาก"เจตนา"ครับ ถ้าเจตนาหมิ่นยังไงก็คือหมิ่น นี้คือคำพูดของ คุณพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ครับ”


โธ่ เอ๊ยคุณ! เรื่องราวมันมีมากกว่าที่คุณเข้าใจเยอะสำหรับมาตรา 112 คุณอาศัยแค่ฟังแล้วมาคุยต่ออีกทีนึง...คุณคิดว่าสิ่งที่คุณเข้าใจนี้ มันเพียงพอแล้วหรือ ผมถามคุณจริง ๆ เถอะครับ! คุณไปอ่านบทสังเคราะห์ของผมดีกว่าถ้าคุณใส่ใจจริงจัง : บทสังเคราะห์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112 แห่ง ป.อาญา(Lese majeste) จากตำราคำอธิบายของนักกฎหมายไทย

ผมอธิบายอีกไม่ไหว เพราะสาระที่ต้องทำความเข้าใจมันเยอะ และต้องอ้างอิงตำราเยอะมาก

ขอทิ้งเรื่องนี้ไว้สั้น ๆ ว่า เหตุที่ อ.สมศักดิ์ หรือผม หรือ สมาชิกท่านอื่น ๆ ไม่โดนเล่นงาน เป็นเพราะ พวกผมยังไม่ไป "สะกิด" ให้สะดุ้งเข้าจัง ๆ น่ะครับ ถามว่า ผิดรึยัง? ผิดแล้ว แต่เพียงไม่ได้ทำตัวโดดเด่นเช่น ไปไฮค์ปาร์คแบบ ดาตอปิโด อย่างนั้น การดำเนินคดีจึงไม่กระทำ เพราะถ้ากระทำ ก็เป็นผลให้ความชอบธรรมของมาตรานี้ลดน้อยลง (คนจับ เขาไม่อยากจับพร่ำเพรื่อ แม้จะผิดก็ตาม) เพราะ ต้องจับกันบ่อย ๆ วันละหลาย ๆ หน

เรื่องนี้ โดยกฎหมายมันผิดระเบียบสิทธิมนุษยชนอยู่แล้วครับ การบังคับใช้มันต้อง "กระดากใจ"กันบ้าง เพราะองค์กรสิทธิระหว่างประเทศคงไม่นิ่งดูดาย หากมีการยกเข่งกันจริง ๆ!

เรื่องวิจารณ์ได้หรือไม่ ผมได้ตอบไปในกระทู้นี้เยอะพอสมควร ถ้าคุณสนใจจริง ๆ จัง ๆ ให้เข้าไปดู : //www.sameskybook.org/board/index.ph...t=0&start=0




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2552 19:12:02 น.
Counter : 670 Pageviews.  

“OTOP”มิใช่เพียงสินค้า

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “แนวร่วม Red” ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑
15 กรกฎาคม 2552

“ท่านไปเห็นตัวอย่างจากญี่ปุ่นมิใช่หรือ?” ผมถามขึ้น

สุภาพบุรุษอายุราว ๖๐ ที่เป็นชาวญี่ปุ่นท่าทางใจดีและผมขาวยิ้มตอบ
“ใช่แล้ว ท่านได้ยินเรื่องราวของจังหวัดโออิตะในญี่ปุ่น และเดินทางไปดูกับที่ปรึกษาหลายคน ในที่สุดท่านก็นำมาประยุกต์ดัดแปลงเพื่อใช้ในเมืองไทย”

“อ้อ”

“ตั้งแต่ก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะชนะเลือกตั้งและก่อนท่านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”

“เข้าใจ”

“คุณรู้ไหมว่าการนำตัวอย่างนี้มาประยุกต์ใช้กับเมืองไทยได้ และสำเร็จงดงาม เป็นเรื่องที่น่าทึ่งในตัวเองมาก”

“ทำไมล่ะครับ-คุณทาเกชิตะ”

“เพราะเรื่องของจังหวัดโออิตะเป็นกรณีเฉพาะตัวของที่นั่น โครงการสินค้าท้องถิ่นที่ได้รับการคัดสรรขึ้นมาเป็นสินค้าระดับจังหวัด ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนโยบายหรือความต้องการทางเศรษฐกิจเลย แต่เป็นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างหาก”

“การเมือง? ผมนึกไม่ออกเลยว่ายังไง”

“จังหวัดโออิตะเป็นจังหวัดเก่าแก่ ปกครองในรูปแบบของเขตอิทธิพลของหลายครอบครัว แต่ละครอบครัวก็ขัดแย้งแก่งแย่งกันเหมือนมาเฟียในซิซิลี่ ใช้ความรุนแรงต่อกันมาก วันหนึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะก็ฮึดขึ้นมา จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้สักที เขาก็เลยใช้มาตรการที่หลายคนนึกไม่ถึง”
คุณทาเกชิตะหยุดสูบบุหรี่ครู่หนึ่ง

“เขาสร้างโครงการประกวดสินค้าระดับท้องถิ่นขึ้นมา ให้แต่ละท้องถิ่นในจังหวัดโออิตะส่งสินค้าที่ตนคิดว่าแน่ที่สุด กรรมการทั้งชุดก็มาจากส่วนกลางและมีชื่อเสียงระดับชาติ เป็นผู้ตัดสิน ทีนี้ครอบครัวต่างๆ ก็กระโจนเข้าสู่การแข่งขันในเรื่องสินค้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย สินค้าท้องถิ่นถูกพัฒนาปรับปรุงขึ้นไม่รู้จักกี่ชนิด บางอย่างไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเลยว่าที่นั่นเขาทำได้ ต่างคนก็ต่างเผยไต๋ออกมาเต็มที่”
ผมอดยิ้มไม่ได้ “แทนที่จะแข่งขันแบบอันธพาล ก็มาแข่งขันกันทำสินค้า เรียกว่าเปลี่ยนจากความรุนแรงมาเป็นความสร้างสรรค์เลยนะนี่ แหม...นึกถึงเรื่องกัมพูชาเลย”

เพื่อนอาวุโสชาวญี่ปุ่นของผมขมวดคิ้ว
“กัมพูชา... เหมือนกัมพูชายังไง?”

“ในสมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งในกัมพูชามาเป็นความสัมพันธ์ทางการค้า เรียกว่าเปลี่ยนสนามรบเป็น...”

“สนามการค้า” ทาเกชิตะเสริมทันที “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า... ผมนึกออกแล้ว”

“ผมว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะท่านคงไม่รู้เรื่องกัมพูชาหรอก แต่คล้ายกันมาก แล้วความขัดแย้งในจังหวัดล่ะครับ เปลี่ยนไปบ้างไหมหลังเกิดโครงการนี้”

“แทบจะหมดไปเลย เพราะคนรุ่นหลังๆ ก็ไม่อยากเสียเวลามานั่งขัดแย้งกันเหมือนรุ่นพ่อรุ่นปู่ เขาอยากร่ำรวยกันมากกว่า”
“อืมม์... ก็ไม่เลว”

“แต่ในความเห็นผม คุณทักษิณแน่กว่านะ”
“ทำไมล่ะครับ”

“คุณทักษิณเอาเรื่องเล็กๆ ในญี่ปุ่นมาขยายผลในเมืองไทยทั้งประเทศ ใช้กับคนมากกว่าหกสิบล้านคน แถมไม่ได้ใช้ความขัดแย้งเป็นแรงผลักดัน ท่านจูงใจตรงๆ แต่ก็ทำให้ผู้คนตื่นตัวกันมาก คุณจักรภพจำได้ไหมล่ะว่าความเคลื่อนไหวตอนนั้นเป็นอย่างไร”

“จำได้สิครับ ผมเข้ามาช่วยงานท่านนายกฯ ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๔๖ ได้ติดตามไปเห็นผลกระทบเชิงบวกของ OTOP ทั่วประเทศ ในใจผมถือว่าโครงการ OTOP คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย”

“คือการสร้างรายได้ให้กับคนจน?”

“มากกว่านั้นอีกครับ OTOP ได้เปลี่ยนสภาพความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับพี่น้องประชาชนที่เป็นชาวบ้านไปชั่วนิรันดร์ คุณทาเกชิตะจำได้ไหม เมื่อก่อนรัฐบาลกับข้าราชการพบชาวบ้าน ชาวบ้านลงไปอยู่กับพื้นทุกที ต่ำกว่าเขาเหลือเกิน แต่พอมี OTOP ชาวบ้านกลายเป็นตัวเอกเลย เป็นผู้รายงานให้นายกฯ ทราบถึงความคืบหน้าต่างๆ อย่างที่ข้าราชการบางคนมาแย่งเอาหน้าไม่ได้ เพราะไม่รู้เท่าชาวบ้านและนายกฯ ท่านก็ถามละเอียด พูดง่ายๆ คือ OTOP ยกระดับชาวบ้านในทางสังคม พูดไม่เกรงใจคือ OTOP เปลี่ยนชาวบ้านจากผู้อาศัยเขา มาเป็นผู้ร่วมพัฒนา ถึงยังไม่รู้สึกขนาดเป็นเจ้าของบ้านเพราะ OTOP ถูกถอดปลั๊กเสียก่อน ก็นับว่าก้าวหน้าจากเมื่อก่อนมาก”

คุณทาเกชิตะนิ่งคิด แล้วพูดขึ้นเบาๆ ว่า “แปลว่าคุณทักษิณใช้ OTOP แก้ไขปัญหาทางสังคมเป็นหลัก ก่อนเศรษฐกิจด้วยซ้ำ”
“ครับ” ผมว่า “ถูกต้อง”

“เมื่อก่อนคนกลับพูดกันว่า โครงการพวกนี้จะทำให้ชาวบ้านแก่งแย่งชิงดีกัน กลายเป็นสร้างความขัดแย้งด้วยซ้ำ”
“คนพูดเขาไม่เคารพนับถือในชาวบ้านนี่ครับ เขาคิดอย่างนั้นเพราะลึกๆ เขาคิดว่าเขาสูงส่งและก้าวหน้ากว่าสมองชาวบ้าน เขาลืมนึกไปว่าชาวบ้านที่ยากจน มีอำนาจต่อรองทางสังคมและเศรษฐกิจน้อยกว่าเขาไม่รู้จักกี่เท่า อยู่กันมาได้อย่างไร เอาตัวรอดมาตลอดได้อย่างไร ถ้าเขาเอาความเก่งแบบชาวบ้านมาคิด เขาจะรู้เลยว่า OTOP เปรียบเหมือนน้ำหยดลงกลางทะเลทรายที่แห้งผาก ต้นไม้รอขึ้นอยู่แล้วแต่ฝนไม่เคยตก”

“พอตกเข้าหน่อย ต้นไม้ก็ขึ้นกันไสวเลย”
“ครับ”

“คุณจักรภพคิดว่าผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญที่สุดของ OTOP คือการสร้างอำนาจต่อรองและเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ”

“ใหญ่ที่สุดคือการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย ทำให้ชาวบ้านมีคุณค่าและมีความหมายจริงๆ ไม่ใช่มีความหมายกลวงๆ ตามคำขวัญของราชการในอดีต ประเภทที่พร่ำพูดว่า “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ” แต่ปล่อยให้กระดูกผุจนเดินไม่ไหว และ...ใช่ครับ เมื่อชาวบ้านมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นและมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ประชาธิปไตยก็แข็งแรงขึ้น”
“อย่างตอนนี้?”

“ครับ ฝ่ายอำนาจเดิมเขากระทืบคุณทักษิณและกระบวนการประชาธิปไตยเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ยิ่งยืนหยัดและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จนตอนนี้ฝ่ายเขาก็เริ่มงงๆ ว่าทำไมฆ่ามันไม่ตายสักที ทำไมไม่เหมือน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙”
คุณทาเกชิตะยื่นมือมาให้ผมจับ ผมก็เช็คแฮนด์กับแก

“ขอแสดงความยินดีกับระบอบประชาธิปไตยไทยที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะช้าหน่อยก็ตาม ผมขอถามอีกคำนะครับ อำนาจต่อรองของเราสูงขึ้น เป็นเหตุผลให้เราคิดถวายฎีกาต่อพระเจ้าอยู่หัวเพื่อให้คุณทักษิณเป็นอิสระหรือเปล่า”

ผมค่อยๆ ปล่อยมือแล้วยิ้มให้คุณทาเกชิตะ
“คุยเรื่องอื่นเถอะครับ”

Note จากBlogger : ถึงสาวกเสื้อเหลืองทุกท่าน ขอความกรุณาตอบถกถึงประเด็นเนื้อหา ห้ามใช้เหตุผลวิบัติหัวข้อโจมตีภูมิหลังของบุคคลโดยไม่พูดถึงเนื้อหาที่เขียนมานี่อย่างเด็ดขาด และรวมถึงทางเลือกลวงอย่างโจมตีBloggerผู้รวบรวมว่าเป็นพวกโน้นพวกนี้




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2552 22:01:11 น.
Counter : 301 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.