ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญด้านชาวนา:กระเทาะเปลือกมายาภาพแห่งวาทกรรม"ขายที่ขายชาติ"

สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม และทีมงาน
4 กันยายน 2552

สัมภาษณ์ “อานันท์ กาญจนพันธุ์”: ชาวนาขายที่ดิน…ขายชาติถึงวันข้าวและชาวนาแห่งชาติของรัฐบาลอภิสิทธิ์

ขณะที่ประเด็นร้อน กรณีขายที่ดิน กลายเป็นขายชาติ โดยเจ้าหน้าที่พยายามสืบสวนผู้เข้ามากว้านซื้อที่ดินของชาวนาไทย เชื่อมโยงกับประเด็นกระแสข่าวว่า ชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจด้านการเกษตรในประเทศไทย เป็นจำนวนมาก เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย และบทกฎหมายป้องกัน กรณีเรื่องการตั้งบริษัทนอมินีของชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด ซึ่งผลของกระแสข่าวการเข้าลงทุนจากกระแสข่าวดังกล่าว

ทำให้ทีมงาน ประชาไท เปิดประเด็นชาวนาสำหรับสัมภาษณ์ ศ.ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ผู้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชาวนา และที่ดินมาเป็นเวลาอย่างยาวนานมาก นับตั้งแต่ผลงานวิทยานิพนธ์ของอาจารย์อานันท์ จนถึงการมองปรากฏการณ์ของกระแสของการเมืองในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งมีที่มาของการเรียกร้องไม่ให้ชาวนาขายที่ดิน คือ ขายชาติถึงกรณีวันข้าวและชาวนาแห่งชาติในปัจจุบัน


จากหลังทักษิณ กับกรณีขายที่ดินเป็นขายชาติ ถึงรัฐบาลของอภิสิทธิ์

กรณีขายที่ดินทั้งหมด คือ ยุคเสรีนิยมใหม่ นี่แหละ ซึ่งมันมีความคิดที่อยู่เบื้องหลังว่า มันพยายามที่จะสร้างภาพว่า ตลาดทำงานได้อย่างเสรี และถ้าเปิดเสรีการตลาด แปลว่า ตลาดทำงานดี ซึ่งทุกอย่างจะเป็นประโยชน์ของทุกคน

ดังนั้น สิ่งที่ทักษิณทำเกี่ยวกับแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ก็คือ การดำเนินงานตามเสรีนิยมใหม่ ซึ่งการกล่าวหาในยุคปัจจุบันถึงบางคนเป็นนอมินีของทักษิณ แต่เมื่อก่อนทักษิณ ก็เป็นนอมินีของเสรีนิยมใหม่เช่นเดียวกัน นโยบายประชานิยมต่างๆ ยกเว้นแต่นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ว่านโยบายอันอื่นๆ ซึ่งทักษิณทำ 2 แบบ คือ มันมีแบบเศรษฐกิจชุมชน และเสรีนิยมใหม่(neoliberalism) ด้วย ดังนั้น ทักษิณใช้สองแนวทาง ก็คือ ทักษิณไม่ใช่เสรีนิยมใหม่อย่างเดียว

ซึ่งทักษิณก็ทำให้คนเห็นว่า เขาทำชุมชนให้ไปรับใช้เสรีนิยมใหม่ และปัญหาที่แฝงอยู่คนก็มองไม่เห็นปัญหากัน ที่มีรัฐเข้าไปช่วยเหลือทำให้ตลาดทำงานได้ เพราะการทำงานของตลาดอาศัยรัฐช่วยทำงานทั้งนั้น เช่น ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกา ซึ่งมันต้องให้รัฐเข้ามาช่วยตลาดอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่ตลาดทำงานมาก่อนหน้า มันไม่แสดงออกมาชัดเจน แต่มันแฝงปัญหาเอาไว้ คือ มันมองไม่เห็นปัญหากัน

ผมพูดง่ายๆ ก็คือว่ารัฐเข้ามาช่วยจัดการให้ทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ทำงานได้ โดยมันเข้ามาสำคัญที่สุด คือ การจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ

ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของการทำทรัพย์สินให้เป็นทุน โดยเอกสารสิทธิ สปก. และเรื่องทุกอย่างก็ไม่ใช่ทักษิณทุกเรื่อง ซึ่งสิ่งที่มีมาดังกล่าว จากการเปิดเสรีการค้า ก็คือ ทำมาตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปัตย์พอๆกัน และการทำสัญญาเปิดเสรีการค้าต่างๆ ตั้งแต่ ADB และเปิด FTA ต่างๆ ซึ่งการทำงานของรัฐ หมายความว่า ทุกอย่างรัฐมาช่วยปลดระวาง และขณะเดียวกัน ก็เอาทรัพยากรป้อนตลาดทุกอย่าง มันก็เปิดช่องให้ตลาดเข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสะดวก

เมื่อกรณีตอนนี้ข่าวเรื่องขายที่ดิน แล้วมาอ้างว่า อย่าไปขายชาติ…ทั้งที่ตัวเองเปิดเสรีการค้าตลอดมา ซึ่งมันเปิดช่องขายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่แต่ก่อนรัฐบาลในอดีตประกาศให้ที่ดิน กับป่าเป็นป่าสงวน และประกาศเขตอุทยานต่างๆ แต่ว่ากรณีปลูกยางพารา เพื่อผลประโยชน์กับรัฐ ก็ไม่ถูกจับในเขตป่าสงวน

แต่ว่าพวกชาวเขาทำไร่หมุนเวียนในเขตป่า สงวน กลับถูกจับจากรัฐ โดยการขยายตัวปลูกยางพาราขนาดใหญ่ ซึ่งมันเปลี่ยนทรัพยากรที่ดินให้เป็นสินค้า กลายเป็นที่ดินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และรัฐขยายอำนาจรัฐเหนือพื้นที่(Territorialization) มาสู่การถอนอำนาจรัฐออกจากพื้นที่ (De-Territorialization) โดยให้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ

ซึ่งส่งเสริมให้มีการปลูก ยางพารา และการขยายอาณาเขตเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน นี่แหละ มันแสดงว่า รัฐทำเป็นไขสือ โดยปล่อยให้ตลาดทำงาน แล้วย้อนมาใช้พื้นที่ของป่า(Re-Territorialization) และรัฐก็ปั่นไฟฟ้าจากน้ำทำเขื่อน เช่น เขื่อนปากมูล โดยทั้งหมดรัฐให้ประโยชน์แก่ตลาดทางเศรษฐกิจ

ดังนั้นเมื่อใครบอกว่า ตลาดทำงานได้เองนั้น มันไม่เป็นความจริงว่าตลาดทำงานได้เอง ซึ่งรัฐเปลี่ยนทรัพยากรให้เป็นทุนตลอดมา ทั้งหมดมันเพื่อลดต้นทุนให้ตลาด มันมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตลาดน้อยลง เช่น ถ้าคุณปลูกยูคาลิปตัส ซึ่งคุณปลูกยูคาลิปตัสในป่าสงวนได้ โดยไม่เสียต้นทุนสำหรับตลาด สบายเลย เพราะว่า รัฐทำไขสือ ซึ่งรัฐไม่ใช้อำนาจกับคุณ ถ้าคุณได้ประโยชน์จากปลูกยูคาลิปตัสในป่าสงวนได้ คือ พูดง่ายๆ อำนาจรัฐจากลดหรือขยายอำนาจเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ทุน แต่ว่ารัฐไม่ได้ให้กับชาวบ้านเลย

ปัญหาชาวต่างชาติ และชาวนา ถึงขายที่ดิน….ขายชาติ

มันเป็นการพูดว่า นโยบายของรัฐโดยส่งเสริมนโยบายหนึ่งว่า มันต้องควบคุมที่ดิน และจัดการตลาด แต่รัฐทำงานครึ่งเดียวในระบบทุนนิยม และรัฐไทย ไม่ทำการสร้างกลไกมาควบคุม(Regulate)ไม่ให้ตลาดเอาเปรียบเกินไป เช่น นโยบายภาษีก้าวหน้า โฉนดชุมชน และกลไกเสริมความก้าวหน้า ถ้ามีกลไกเหล่านี้ รัฐก็ไม่ต้องพูดว่า คนต่างชาติมาซื้อที่ดินน่ะครับ

ที่ผ่านมาชาว ต่างชาติไม่ได้มาซื้อที่ดิน แต่เขามาเอาประโยชน์ของที่ดินน่ะครับ เช่นว่า ปลูกมันฝรั่ง และปลูกข้าวโพดพันธุ์อ่อน ซึ่งบริษัท ก็ใช้วิธีเกษตรพันธสัญญากันทั้งนั้น

กรณีโรงงานไต้หวัน เขาเข้ามาซื้อที่ดินของคุณทำเป็นโรงงาน และคุณเป็นแรงงานของเขาเลย ซึ่งประเด็นไม่ใช่แค่ที่ดิน และสิ่งที่มากกว่าที่ดินนั้น มันไม่ได้สร้างกลไกควบคุมตลาด แต่มันไม่ได้หมายความว่า ชาวต่างชาติซื้อที่ดินไม่ได้ น่ะครับ เพราะประเทศไทยเป็นภาวะไร้พรมแดนอยู่แล้ว แต่ว่าทุนของต่างชาติ จะถูกกำกับไว้ได้ โดยไม่ให้ภาษีของไทย มันราคาถูกสำหรับชาวต่างชาติมาซื้อที่ดินง่าย

ซึ่งรัฐเอากระแสชาติ นิยมมาเป็นกรณีชาวนาขายที่ดินเป็นขายชาติ มันแบบว่าปากว่าตาขยิบเท่านั้น แต่จริงๆ มันเป็นไทยไร้พรมแดน แต่ว่าเราไม่มาสร้างกลไกของการจัดการที่ดิน เช่นว่า ชาวต่างชาติซื้อที่ดินนี้ เขาต้องเอาแบบเกษตรอินทรีย์ (Organic farming) และเราต้องตั้งกลไก เช่น อบต. และสถาบันท้องถิ่น โดยพวกชาวต่างชาติขึ้นอยู่กับอำนาจของท้องถิ่นในการกำกับควบคุมตลาด แต่มันไม่ได้ หมายถึงแทรกแซงทางตลาด แต่ว่าเราควบคุมตลาด ไม่ให้คนของเรา ถูกกีดกันจากทรัพยากรธรรมชาติ เพราะว่ามันไม่ใช่ชาตินิยม ซึ่งมันเป็นการเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่น คือ ท้องถิ่นเป็นผู้ผลิตที่แท้จริง และไม่เกี่ยวกับชาตินิยม ที่มีความเป็นคนไทย

ดังนั้น คุณเป็นใครก็ได้ แต่ว่าการผลิตทางการเกษตรตามกลไกของเรา ที่มีการควบคุมเกี่ยวกับการตลาดขึ้นมา ซึ่งเราไม่แคร์ว่า ใครมาเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ว่า ประเด็นที่สำคัญ คือ สร้างกลไกต่อรองกับตลาด ไม่ให้คนกลายเป็นแรงงาน และค่าจ้าง แล้วเกิดภาวะแปลกแยกแบบ Marx พูดไว้

ทำให้คนถูกกีดกันจากทรัพยากร ธรรมชาติ ซึ่งรัฐช่วยเหลือตลาด ทำให้ลดอำนาจของคนในการต่อรองของชาวบ้าน โดยทำให้การตลาดเสรีต้องมีประโยชน์แก่รัฐ เพราะว่า มันมาหาค่าเช่า ซึ่งเมื่อรัฐเข้ามาทำงานกับตลาด แล้วการแฝงค่าเช่าและส่วนเกินไว้สูงมาก(High Rent) จากการที่ชาวบ้านถูกกีดกันเข้าถึงทรัพยากร และไร้กลไกสำหรับควบคุมตลาด ซึ่งปรากฏการณ์การครอบงำอุดมการณ์ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของรัฐ จนเกิดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต( High Risk)

เพราะว่า ชาวนา คนงานที่มีชีวิตมีความเสี่ยงมากขึ้น และชาวนา คนงานได้ค่าตอบแทนน้อย คือ นายทุนไม่ได้รับภาระแบบผลิตให้เป็นธรรม และการสูญเสียสูง(High Lost) เพราะว่า คุณกลายเป็นทรัพยากรแรงงาน แล้วคุณเปลี่ยนจากคนเป็นเครื่องจักร เมื่อคนงานกลายเป็นมนุษย์ล่องหน และผู้ผลิตมองไม่เห็นคนงาน

คือ คนทั่วไปมองไม่เห็นคนงานไร้ตัวตน เช่น บริษัทเลย์ ซึ่งปลูกมันฝรั่งทำเป็นเลย์ แล้วมันฝรั่งมาจากไหน มันไม่เคยถามกันเลย ทั้งที่มันฝรั่งก็มาจากชาวนา แต่ว่าชาวนากลายเป็นมนุษย์ล่องหน และไร้อำนาจในการควบคุมชีวิตตนเอง และไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วนโยบายออกมารัฐบาลก็ไม่คืนกำไรให้คุณ เพราะเขามองไม่เห็นคุณ ซึ่งการแบ่งปันมันบิดเบี้ยวจากวาทกรรมของเสรีนิยมใหม่ ทำให้เกิดช่องว่าง(Gap)มหาศาล จึงต้องมีการสร้างกลไกแบ่งให้ความเป็นธรรมและเสมอภาค เพราะว่า คุณตกอยู่ภายใต้วาทกรรมของความหมายของเสรีนิยมใหม่

ตอนนี้ทางสังคม วิทยา ซึ่งการวิเคราะห์การผลิต+บริโภคความหมาย คือ เราไปเชื่อในอุดมการณ์แบบเสรีนิยม จนเป็นทาสของมันเลย แทนที่เราจะบริโภคมัน แล้วเราใช้ความคิดนี้ เสริมอำนาจแก่ผู้ผลิต ซึ่งเสรีนิยมจริงๆ ทำให้ทุกคนต้องเสรีเท่าๆกันทั้งหมด ไม่ใช่แค่พ่อค้าเท่านั้น

ซึ่งกรณีเกษตรทางพันธสัญญา ทั้งโครงการหลวง ใช้ที่ดิน คือ ค่าเช่าสูง(High Rent) ฉะนั้น กรณีดังกล่าวเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ และอาศัยพลังสังคม (Social Force) และต้นทุน ทำให้เกิดรีดทุนจำนวนส่วนเกิน(Surplus)สูงขึ้น และรัฐไม่ได้เปิดให้คนเกิดอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยเกษตรพันธสัญญา ยังเชื่อมโยงกับระบบพ่อเลี้ยงอุปถัมภ์บางพื้นที่ของท้องถิ่น ซึ่งในปัจจุบันทั้งกรณีปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์ไปด้วยกันหมด โดย ณ เวลานี้ มันหลอมรวมทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์ซ้อนกันอยู่อย่างมองไม่เห็นปัญหาง่ายๆ

ดังนั้น ทุกคนต่างๆ ก็ทำงานวิชาการของตัวเอง แต่ว่าการทำงานวิชาการวิเคราะห์ทางการเมือง มันแยกส่วนออกมาเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว ซึ่งมันวิเคราะห์แยกส่วนเศรษฐกิจออกไป ซึ่งทำให้มองไม่เห็นปัญหาชัดเจน

ฉะนั้น ในฐานะที่เราเป็นนักวิจัย ซึ่งต้องวิเคราะห์ทั้ง การเมือง เศรษฐกิจ และอุดมการณ์บวกกันทั้งหมด จึงต้องทำหน้าที่วิเคราะห์เพื่อเปิดโปงปัญหาที่มองไม่เห็นต่อสังคม ทำให้มองเห็นถึงผู้ผลิตที่แท้จริงกับปัญหาการจ่ายค่าเช่าที่ดิน ต่างๆ ซึ่งควรสร้างสังคมสวัสดิการสำหรับชาวนา เพราะ มันไม่มีการเก็บภาษีก้าวหน้า โดยการเก็บภาษีดังกล่าว ทำให้เกิดฐานภาษีเพื่อช่วยสังคมแท้จริง


วันข้าว และชาวนาแห่งชาติ รวมทั้งปัญหาในปัจจุบัน อาจารย์คิดเห็นอย่างไร

ผม คิดว่า คือ ยาหอม ๆ และพวกนี้ ไม่ได้ทำอะไรจริงๆ ซึ่งเรื่องยาหอมๆ เช่น สร้างสภาเกษตรกรฯ…วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ คือ เขาจะตายอยู่แล้ว แล้วคุณดันให้เขาดมยาหอม แต่คุณไม่ให้ข้าวไม่ให้น้ำ กับเขา ซึ่งเขากำลังจะตายแล้ว แต่ว่ารัฐบาลไม่ทำแบบนั้น

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มันต้องเป็นกลไกเชิงสถาบันต้องเอาเข้ากำกับควบคุมตลาดแล้ว ซึ่งไม่ให้ชาวนาถูกเอาไปล่อนจ้อนหมดตัว เพราะไม่มีใครไปกำกับควบคุมตลาด และทุกคนต้องการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งพวกนี้ คิดว่าจะต่อสู้ทุนนิยมโลกไร้พรมแดนด้วยชาตินิยมไม่ได้แล้ว ซึ่งเมื่อก่อนในอดีตโลกเป็นโลกรัฐชาติ แต่ตอนนี้ มันเป็นโลกไร้พรมแดน และมันคนละบริบทประวัติศาสตร์ ซึ่งคุณทำแนวทางชาตินิยมอย่างเดียวสู้ไม่ได้ เพราะมันอยู่ผิดโลกแล้ว ซึ่งคุณดันจะเอาชาตินิยม ไปสู้กับโลกไร้พรมแดน และมันเป็นไปไม่ได้

ซึ่งมันก็สะท้อนจากชาวนา และเขาพูดอย่างชัดเจนว่า เขาเสียค่าเช่าในรูปแบบต่างๆ ที่มีผลตอบแทนต่างๆ ว่าหนี้สินของชาวนานั้น มันมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งผมพูดกว้างๆว่า ที่ดินค่าเช่าสูง(High Rent)

ถ้ามันไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลต่างๆ เช่นว่า โฉนดที่ดิน ซึ่งมันก็มีโฉนดชุมชน สำหรับปกป้องคนอ่อนแอ แล้วเมื่อไหร่ไม่มีคนปกป้องคนจน ถึงจะได้ลืมตาอ้าปาก ในสังคมเสรีนิยมได้อย่างไร ซึ่งเราต้องมีตัวช่วยหลายมาตรา และมาตราสำหรับจัดการอำนาจทรัพยากร ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจของการควบคุม(Regulate) คือ การตรวจสอบถ่วงดุลตลาด ที่ไร้ความรับผิดชอบ รวมทั้งข้าราชการ เอ็นจีโอ และทุกคน ก็ต้องมีการตรวจสอบเป็นสังคมประชาธิปไตย ซึ่งการตรวจสอบเพื่อทำให้ตลาดทำงานดีขึ้น แล้วทุกคนก็จะเป็นสุข(Happy) โดยคนที่อ่อนแอ จะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น

ทำให้เป็นประโยชน์แก่คนทั้งประเทศชาติด้วย


ข้อมูลเพิ่มเติม: วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 การเกษตรของประเทศไทยโดยเฉพาะประเด็นเรื่องพื้นที่การปลูกข้าว เป็นปัญหาหนึ่งที่ถูกหยิบยกและพูดถึงโดยเฉพาะในการประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจาก นายสุรศักดิ์ เจือสุคนธ์ทิพย์ รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือถึง นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสอบถามกรณี กลุ่มประเทศคณะรัฐมนตรีความมั่นคงรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) 6 ประเทศ ได้แก่ กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ บาห์เรน คูเวต และซาอุดิอาระเบีย แสดงความสนใจเข้ามาทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และทำนาปลูกข้าวในไทย

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากในช่วงเดือน พฤษภาคม 2551 สมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชักชวนนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย เข้ามาลงทุนทำนา หรือเช่าที่ดินทำนาและส่งข้าวออกขายต่างประเทศ พร้อมทั้งได้จัดตั้ง “บริษัทรวมใจชาวนา” ขึ้นเพื่อรองรับการลงทุนของนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย แต่ถูกกระแสต่อต้านทั้งจากพรรคการเมือง องค์กรภาคประชาชนกลุ่มเกษตรกร

กรณีที่เกิดขึ้น ต่างมีเสียงตอบรับในหลายทางทั้งการคัดค้าน และการรอดูท่าทีของต่างประเทศ โดย นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า หากรัฐบาลสนับสนุนให้ชาวต่างชาติลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และปลูกข้าวในไทย เท่ากับว่าขายชาติและทำร้ายเกษตรกรและวิถีชีวิตบรรพบุรุษไทยโดยจะทำให้คน ส่วนใหญ่ในชาติกว่า 40 ล้านคน ที่ทำนา ทำไร่ ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงสัตว์ เดือนร้อน… ด้านบรรดาผู้ส่งออกข้าวระบุว่ารัฐไม่ควรอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะไทยมีเทคโนโลยีการผลิตสูงอยู่แล้วและยังสามารถส่งออกเครื่องสีข้าวไป ต่างประเทศได้ ส่วนเรื่องการร่วมทุนก็ไม่จำเป็น เพราะผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพแต่เป็นห่วงว่า ขณะนี้มีนายทุนต่างชาติพยายามใช้สิทธินอมินีเข้ามาซื้อที่ดินทำเกษตรกรรมมาก ขึ้น รัฐจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

ประเด็นดังกล่าวทำให้การประชุมคณะ รัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีการหยิบยกกรณีดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกัน โดยคณะรัฐมนตรีได้พูดคุยกันถึงจุดยืนของประเทศไทยที่ว่า หากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูป รับซื้อสินค้าเกษตร หรือร่วมโครงการสำรองอาหารและความมั่นคงทางอาหารในกรอบของอาเซียนนั้น ประเทศไทยไม่ได้ขัดข้อง แต่การจะเข้ามาทำนา ซึ่งกฎหมายประเทศไทยสงวนอาชีพนี้ไว้ก็คงจะไม่ได้

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ การเข้ามาลงทุนทำธุรกิจด้านการเกษตรของชาวต่างชาติต้องดูด้วยว่ามีรูปแบบ อย่างไร หากเป็นรูปแบบการร่วมมือทางการค้า แบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ในการรับซื้อสินค้าจากประเทศไทย โดยเฉพาะอาหารฮาลาล ก็มีความเป็นไปได้ เพราะไทยสามารถอาศัยความร่วมมือดังกล่าว ในการให้กลุ่มประเทศอาหรับเหล่านี้เป็นศูนย์กลางในการขยายตลาดสินค้าฮาลา ลได้ แต่ถ้าการลงทุนเป็นลักษณะการเข้ามาตั้งบริษัท เช่าที่ดิน และจ้างเกษตรกรเป็นพนักงาน ก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบรายละเอียดการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเอกชนไทยด้านธุรกิจการเกษตรที่ ชาวต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนตั้งแต่ 40-49.99% ว่ามีปัญหาเรื่องนอมินีเกิดขึ้นหรือไม่ ภายหลังเกิดกระแสข่าวว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจ ด้านการเกษตรในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะอาชีพชาวนาเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย และมีกฎหมายป้องกันเรื่องการตั้งบริษัทนอมินีของชาวต่างชาติอย่างเข้มงวด

ผลของกระแสข่าวการเข้าลงทุนดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่าถือเป็นข่าวดีที่ทำให้ทุกๆ หน่วยงานได้ให้ความสำคัญด้านการทำนาและพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาได้มีมติเห็นชอบให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ”

การจัดตั้งวันดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ข้าวไทย 2550-2554 เนื่องจากวันที่ 5 มิถุนายน 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทอดพระเนตรการทำนาที่ อ.บางเขน กรุงเทพมหานคร และทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งทรงหว่านข้าวด้วยพระองค์เองในแปลงนา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อชาวสยามและข้าวไทย เป็นวาระสำคัญต่อกิจกรรมข้าวไทย

ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

ที่มาของข้อมูล: //thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255206270116&tb=N255206




 

Create Date : 04 กันยายน 2552    
Last Update : 4 กันยายน 2552 16:25:06 น.
Counter : 258 Pageviews.  

วาทกรรมว่าด้วย“นักการเมืองเลว”

Sun, 2009-08-16 23:51

รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพร เสี้ยนสลาย
สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สมาชิกกลุ่มมสธ.เพื่อประชาธิปไตย

คำว่า “วาท กรรม( discourse)” หมายถึงคำพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยผู้พูดหรือเขียนได้ซ่อนเจตนารมณ์บางอย่างไว้ในคำพูดคำเขียนนั้น คำพูดเชิงวาทกรรมจึงมีทั้งส่วนที่เป็นความจริงและส่วนที่ถูกปั้นเสริมเติม แต่งขึ้น มีทั้งส่วนที่เป็นความจริงอยู่เบื้องหน้าและความจริงที่แอบซ่อนอยู่เบื้อง หลังถ้อยคำเหล่านั้น

หากมองบนพื้นฐานของคำนิยามเช่นนี้ จะเห็นว่าสังคมไทยปัจจุบันกำลังกลายเป็นสังคมที่อุดมด้วย “วาท กรรม” เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยคำพูดคำเขียนที่มีเจตนาซ่อนเร้นแบบลับ-ลวง-พราง จนแทบแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นเพียงวาทกรรม เหมือนเมื่อพูดถึงการเมืองไทย เรามักได้ยินคำพูดหรือข้อเขียนที่พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาทั้งหลายที่เกิด ขึ้นในประเทศเวลานี้ เกิดมาจากสาเหตุสำคัญเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นคือเพราะเรามีนักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ เป็นนักการเมืองไม่ดี จ้องแต่จะโกงบ้านโกงเมือง ชอบทุจริตแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองพรรคพวกหรือญาติพี่น้อง นักการเมืองพวกนี้เป็นพวกเสือสิงห์กระทิงแรด ไม่รักชาติไม่รักสถาบัน คำพูดเช่น นี้กำลังจะกลายเป็นทฤษฎีที่มีคนบางกลุ่มบางคณะพยายามนำมาใช้เพื่ออธิบายให้ เห็นความล้มเหลวของการเมืองในระบบเลือกตั้งของไทย

คำพูด ที่พยายามบอกถึงความเลวร้ายทั้งปวงของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเช่น นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของวาทกรรมที่มีผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมาก จริงอยู่แม้จะมีความเป็นจริงปรากฎอยู่ในคำพูดเหล่านี้ เช่นมีนักการเมืองเลือกตั้งตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ถึงระดับชาติจำนวนไม่น้อยที่มีพฤติกรรมทุจริตโกงกิน ขาดคุณธรรมจริยธรรมทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ในเวลาเดียวกันคำพูดแบบนี้ก็มีส่วนที่เป็นการปั้นเสริมเติมแต่งเกินความ เป็นจริงปรากฎอยู่เช่นกัน เราไม่สามารถใช้คำพูดในลักษณะเหมารวมว่า นักการเมืองทุกคนจะต้องเป็นคนเลวเหมือนกันหมด เพราะสังคมนักการเมืองโดยรวมก็ย่อมมีทั้งนักการเมืองที่ดี และนักการเมืองที่ไม่ดีผสมปนเปกันไป เช่นเดียว กับบุคคลในอาชีพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่สังคมผู้พิพากษา ครูบาอาจารย์ นักธุรกิจ ล้วนมีคนที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือมุ่งแสวงหาผลประโยชน์อย่างไร้คุณธรรมจริยธรรมเหมือนนักการเมืองที่ไม่ดี ทั้งหลายสอดแทรกปะปนอยู่ แต่สังคมก็ไม่เคยมีความพยายามจะสร้างภาพให้เห็นว่าข้าราชการ ตำรวจ ทหารหรือนักธุรกิจทุกคนเป็นคนเลว แตกต่างไปจากกรณีของนักการเมือง ดังนั้นการพยายามประดิษฐ์ถ้อยคำเพื่อบอกว่านักการเมืองเลว จึงเป็นเพียงกระบวนการผลิตวาทกรรม เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างของผู้ผลิตวาทกรรมนั่นเอง

ข้อที่ น่าสงสัยต่อไปก็คือ ใครเป็นผู้ผลิตวาทกรรมว่าด้วยนักการเมืองเลวขึ้น พวกเขาผลิตวาทกรรมแบบนี้ด้วยวัตถุประสงค์อะไร หากมองย้อนกลับไปดูตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงที่มีการผลิตวาทกรรมนักการเมืองเลวออกมาจำนวนมาก จะเห็นว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลวอย่างแข็งขันมี 3 จำพวก

พวกแรกเป็นกลุ่มคนที่คิดว่าตนเป็นชนชั้นนำ(elites) ของแผ่นดิน ซึ่งหมายถึงพวกข้าราช การ(และอดีตข้าราชการ)ระดับสูง รวมถึงนักวิชาการและคนชั้นกลางบางคนที่เชื่อเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคน เชื่อเรื่องแผ่นดินไทยมีเจ้าของคนเดียว พวกนี้เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถคัดสรรนักการเมืองที่ดีได้

พวกที่ สองก็คือพวกสื่อมวลชนคอสัมนิสต์ทั้งหลายที่นิยมด่าคนอื่นเป็นอาชีพ คนพวกนี้มองเห็นแต่ความไม่ดีของคนอื่น ส่วนความดีถือว่าเป็นเรื่องปกติไม่สมควรเป็นข่าว ยิ่งในยุคสื่อมวล ชนเชิงธุรกิจ การด่าทอนักการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตมั่นคงได้เป็นอย่างดี วาทกรรมนักการเมืองเลวจึงหลั่งไหลออกมาจากสื่อพวกนี้ไม่ขาดระยะ

ส่วนพวก สุดท้ายเป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่สุด นักสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลวคนสำคัญ ก็คือ บรรดานักการเมืองด้วยกันเอง คนพวกนี้คิดว่าการด่าทอเหยียบย่ำคนอื่น จะเป็นบันไดให้ตนเองและพรรคพวกปีนป่ายกลายเป็นนักการเมืองหรือพรรคการเมือง น้ำดีขึ้นมาได้ นักการเมืองประเภททำงานด้วยปากเหล่านี้ จึงขยันขันแข็งในการสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลว ไม่น้อยไปกว่ากลุ่มอื่น สาดโคลนกันไปมาจนในที่สุดวาทกรรมนักการเมืองเลวก็ถูกเชื่อสนิทว่าเป็นความ จริง

การ สร้างวาทกรรมนักการเมืองเลวก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ผลิตเป็นอย่างมาก ผู้พูดผู้สร้างวาทกรรมจะได้รับการยกย่องชมเชยว่าเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม สูงส่งกว่านักการเมืองโดยปริยาย และไม่ต้องตรวจสอบความคิดหรือพฤติกรรมแต่เก่าก่อนว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพราะสังคมไทยเคยชินกับระบบการกล่าวหาคนอื่น และมักเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหามีแนวโน้นทำผิดจริง ส่วนผู้กล่าวหาหรือด่าทอคนอื่นเป็นคนดีเหนือกว่าผู้ถูกกล่าวหา คนดีที่เกิดขึ้นแบบนี้มีอยู่หลายคนในสังคมปัจจุบัน

ในระดับ มหภาค การผลิตวาทกรรมนักการเมืองเลว ถือว่าเป็นการต่อสู้เชิงอำนาจในสังคม วาทกรรมนักการเมืองเลวกลายเป็นเครื่องมือที่ชนชั้นนำหรือกลุ่มอำมาตย์ใช้ สำหรับลิดรอนอำนาจของนักการเมือง หรือถ้าจะพูดให้ลึกลงไป ก็คือการลิดรอนอำนาจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน เพราะสถาบันนักการเมืองเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ประชาชนเข้า ถึงอำนาจในการบริหารบ้านเมืองของตนเอง วาทกรรมนักการเมืองเลวทำให้ความชอบธรรมของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ลดน้อยลงไป แต่ทำให้ความชอบธรรมของชนชั้นนำหรืออำมาตย์ที่มีอำนาจแฝงหรืออำนาจนอกรัฐ ธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น

เมื่อ วาทกรรมนักการเมืองเลวที่พวกเขาสร้างมีพลังมากขึ้น จนกลายเป็นกระแสความเบื่อหน่ายต่อนักการเมือง อำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยก็จะหมดไปโดยสิ้นเชิง การเมืองไทยก็จะกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ไม่เหมือนประชาธิปไตยในบ้านเมืองอื่น นักการเมืองที่ประชาชนช่วยกันเลือกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐบาลก็อาจถูกขับไล่ไสส่งได้ง่าย ๆ ต้องปล่อยให้คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน องค์การหรือสถาบันทางการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ก็จะไม่เป็นสถาบันของประชาชนอีกต่อไป รัฐบาลที่ประชาชนตั้งขึ้นไม่สามารถสั่งการให้พวกเขาทำหรือไม่ทำอะไรได้ นายกรัฐมนตรีสุดท้ายก็มีฐานะเป็นเพียงจ้อกกี้คนหนึ่งเท่านั้นเอง หรือหากประชาชนยังดื้นรั้นไม่ยอมรับสิ่งที่ชนชั้นนำมอบให้ พวกเขาก็อาจล้มกระดาน ฉีกรัฐธรรมนูญ ให้การเมืองกลับไปเริ่มตันนับหนึ่งใหม่ เมื่อใดก็ได้

สังคม ไทยวันนี้ยังอยู่ในวังวนของการต่อสู้เชิงอำนาจไม่ต่างจาก พ.ศ. 2475 เท่าใดนัก เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจดั้งเดิม กับภาคประชาชนหรือคณะราษฎรตัวจริง การต่อสู้ในวันนี้ไม่ใช่เป็นการจับอาวุธจับปืนมาเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้าง หนึ่ง เพราะนั่นเป็นวิถีของคนป่าคนเถื่อน ซึ่งยังคงมีอยู่บ้างในสังคม การต่อสู้วันนี้เป็นการต่อสู้ด้วยปัญญาเป็นหลักใหญ่ การสร้างวาทกรรมเพื่อชี้นำความคิดความเชื่อของคนในสังคม ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของการต่อสู้ นักการ เมืองที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนมากยังมีจุดอ่อนด้อยในเชิงความคิดและ พฤติกรรม กลายเป็นโอกาสให้กลุ่มอำนาจดั้งเดิมนำไปสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลว สร้างภาพนักการเมือง “ปีศาจ” เพื่อลดความชอบธรรมของนักการเมืองและประชาชนผู้เลือกตั้งได้ หรือพูดอีกอย่างก็คือการเพิ่มความชอบธรรมให้กับกลู่มอำนาจดั้งเดิมและอำนาจ นอกรัฐธรรมนูญ

วันนี้ ภาคประชาชนเอง จะต้องรู้เท่าทันวาทกรรมต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา มองให้เห็นว่าใคร ผลิตวาทกรรมอะไร พวกเขาผลิตมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เพื่อจะได้ไม่หลงคล้อยตามกระแสที่ถูกสร้างขึ้น และที่สำคัญจะได้ไม่หลงไปเชื้อเชิญให้กลุ่มอำนาจดั้งเดิมมาทำลายอำนาจใน ระบอบประชาธิปไตยของประชาชนอีกต่อไป

ที่มา ประชาไท




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2552    
Last Update : 17 สิงหาคม 2552 18:58:15 น.
Counter : 251 Pageviews.  

@thaksinliveสมควรได้เป็นMr.Twitterแล้วหรือไม่?

วันอังคาร 4 สิงหาคม 2009
by akedemo
ที่มา – akedemo.wordpress

thaksin-shinawatra-winnerหลังจากที่นายกฯทักษิณเปิดตัว @thaksinlive พร้อมกับหน้าสื่อ online ส่วนตัวอีกหลายอัน ปรากฏการณ์การดึงสังคม online มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองไทยก็ถึงจุดวิกฤติอย่างแท้จริง ในระดับที่เรียกได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน (แม้ผมจะไม่มีตัวเลขสถิติมายืนยัน แต่ดูจากกระแสแล้ว ผมคาดเอาเองว่า จำนวนผู้ใช้ twitter และสังคมออนไลน์อื่นๆในช่วงวันเกิดคุณทักษิณที่ผ่านมา (26 ก.ค.) น่าจะพุ่งปรี๊ดอย่างแน่นอน)

ประเด็นที่มีคนพูดถึงกันมากที่สุดเกี่ยวกับ @thaksinlive ก็น่าจะเป็นเรื่องความเหมาะสมกับผลโหวตที่ได้รับในการแข่งขัน Thailand’s Mr TWITTER //tweeterwall.mallplace.com/tw/thailand/mr-twitter ที่มาเป็นอันดับหนึ่งแซงหน้า @sugree ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในหมู่คนที่เล่น twitter รุ่นบุกเบิกของประเทศไทย

เนื้อหาข้างล่างต่อจากนี้จะเป็นความคิดส่วนตัวของผมล้วนๆ ถ้าหากท่านใดไม่เห็นด้วย กรุณาโต้แย้งได้เต็มที่

หลายคนก็ไม่รู้สึกอะไร หลายคน(โดยเฉพาะพวกเสื้อแดง)ก็ดีใจกับคุณทักษิณ หลายคนก็ไม่พอใจ ด้วยเหตุผลต่างๆนานากันมากมาย นี่คือตัวอย่าง //www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8162340/P8162340.html

ผมคงอยู่ในประเภทที่ไม่รู้สึกอะไร เพราะผมกดโหวตให้ทั้งสองคนเลย แต่ไม่ชอบคนที่มาเอะอะต่อว่าทั้ง @thaksinlive และ @sugree ประเภทที่ว่า

* สาวกทักกี้ขึ้โกง เชียร์กันเอง ปั่นกันเอง
* สุกรีขี้อิจฉา ไม่ยอมรับผลโหวต
* สงสัยทักกี้ซื้อ “ทวิสเตอร์” ไปแล้ว (ทักษิณชอบกินน้ำส้ม?) – ข้ออ้างคลาสสิก
* อย่าเอาเรื่องการเมืองมาโยงกับสังคม twitter อันศักดิ์สิทธิ์

ผมงงว่าเหตุผลของการยกข้ออ้างเล่านี้มาถล่มฝ่ายตรงข้ามนั้นมีตรรกะรองรับหรือไม่

ถ้าสาวกหรือคนที่นิยมชมชอบนายกฯทักษิณจะเชียร์กันเอง แล้วลากพวกพ้องเพื่อนฝูงไปกดโหวต มันผิดหรือ? ในเมื่อมันเป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์อยู่แล้ว บางคนก็เชียร์ในสิ่งที่ตนเองรักแบบออกนอกหน้าและชักชวนคนอื่นด้วย บางคนก็อาจจะชอบเชียร์อยู่เงียบๆ คนที่เชียร์ @sugree และคนอื่นๆไม่มีการลากกันไปเชียร์เลยหรือไม่? ใครจะกล้ารับรองบ้าง?

คนที่ผมสงสารที่สุดก็คงเป็น คุณสุกรี นี่แหละ ผมไม่เคยเห็นคุณสุกรีออกมาโวยวายในเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่กลับกลายเป็นว่าโดนลากไปเป็นเครื่องมือและเป้าให้ทั้งสองฝ่ายรุมทึ้ง ไม่ยุติธรรมเลยสำหรับคนที่ทุ่มเทสร้างสังคม Twitter ในหมู่ geek ชาวไทยขึ้นมา (คนธรรมดาอย่างผมก็รู้จัก twitter เป็นครั้งแรกผ่านทาง geeks ที่ follow @sugree นี่แหละครับ) ยิ่งไม่ยุติธรรมเข้าไปใหญ่สำหรับบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมืองเพียงคนเดียวที่ ติดอันดับ Top 3 ของคนที่ดังที่สุดใน Thailand’s Twitter

ส่วนเรื่องที่ว่า twitter ไม่ได้สร้างมาเพื่อการเมือง การใช้ twitter เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ผิดข้อกำหนดอย่างร้ายแรงนั้น (มีบางคนจะไปฟ้อง Twitter ให้ถอนชื่อ @thaksinlive ออกด้วย — อย่าไปปิด twitter เหมือนยึดสนามบินเลยนะ ขอร้อง) ดูเหมือนจะเป็นข้ออ้างของพวกดัดจริตที่แฝงตัวเข้ามามากกว่า เพราะแทบจะทุกคนรู้กันดีว่า มีการใช้ twitter ไปเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ (ที่นอกจาก to say “what you are doing”) มาตั้งนมนานแล้ว เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯที่ผ่านมา หรือ กรณีที่ @DellOutlet ขายของผ่านทาง twitter

สำหรับผม ผลโหวตจากมวลชนก็คือคำตอบสำหรับการแข่งขันที่สังคมและผู้เข้าแข่งขันต้องยอมรับ ถ้า @thaksinlive ชนะการโหวตได้เป็น Mr Twitter ก็คงไม่มีใครอกแตกตายหรอก ดีซะอีกที่สังคมภายนอก geek community จะได้รู้จัก twitter รวมทั้ง social networking มากขึ้น ในเมื่อทุกคนต้องการสร้าง twitter ให้เป็นสังคม ทุกคนในสังคมไม่ว่าจะ “เกรียน”, “คนทีเรียกคนอื่นว่าเกรียน”, “คน tweet 1 ครั้ง”, หรือ “คน tweet 1000 ครั้ง” ก็ควรจะมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน หากไม่พอใจ ก็คงต้อง
เรียกทหารมาล้มผลโหวตกันอีกครั้ง




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2552    
Last Update : 7 สิงหาคม 2552 16:17:10 น.
Counter : 262 Pageviews.  

วิพากษ์“พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์”:6เดือนระบอบไม่เอาทักษิณ โดยชาวฟ้าเดียวกันและประชาไท

ที่มา กระทู้บอร์ดฟ้าเดียวกัน

อ.สมศักดิ์ เจียมธีรกุล

ผมดูรายการทีวี รายการหนึ่ง ที่ ดร.พิชญ์ ไปออก เมือ่วานหรือวานซืนนี้(1ส.ค.52) แล้วเสนอความไอเดีย เดียวกับที่ให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์นี้ ("ระบอบไม่เอาทักษิณ" ฯลฯ)

ข้อสรุปของผมคือ "clever rhetoric, bad analysis" (โวหารฉลาด, วิเคราะห์ห่วย")

ยก ตัวอย่างดูส่วนเหล่านี้ (เวลาออกทีวี บางตอนแย่กว่านี้ ในส่วนที่พูดถึงอภิสิทธิ์ คือแก้ตัวให้อภิสิทธ์เลย ประเภท "โทษอภิสิทธิ์ไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดอภิสิทธิ์" อะไรทำนองนี้ ในไทยโพสต์ การใช้คำยังไม่เห็นชัดทีวี แต่ก็ไปในทางเดียวกัน) โดยเฉพาะที่ผมทำตัวแดงไว้
QUOTE
ฉะนั้นการจะไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเราต้องมีความระมัดระวัง เพราะถ้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมันเป็นการทำให้รัฐบาลนี้ถูกใช้แล้วถูกเตะออกไป แต่ระบอบยังดี แล้วมีการเปลี่ยนหัว การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแบบนี้พูดในทางหนึ่งมันก็ไม่แฟร์กับรัฐบาลเหมือนกัน มันต้องวิพากษ์วิจารณ์ทุกส่วนด้วย มันเกี่ยวข้องกับสถาบันตุลาการด้วยหรือเปล่า เกี่ยวกับสถาบันทหารด้วยหรือเปล่า มันเกี่ยวข้องกับพันธมิตรประชาชนฯ ด้วยหรือเปล่า เพราะทั้งหมดก็คือกลุ่มที่แชร์อำนาจกัน เป็นกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณและระบอบหลังทักษิณซึ่งมาจากนอมินีของทักษิณ การเมืองไทยต้องมองในระดับที่กว้างขึ้นไป ผมไม่คิดว่าเราจะประเมินนโยบายรัฐบาลได้ เพราะผมไม่รู้ว่ารัฐบาลคืออะไร ถ้าเราจะดูในภาพแคบ มันต้องตอบอย่างน้อย 2-3 ส่วน ถ้าจะประเมินจริงๆ ควรจะประเมินไปเลยคือประเมินการบริหารประเทศโดยพรรคประชาธิปัตย์ มันจะชัดกว่า"

ตรงส่วนแรกที่ว่า "แต่ระบอบยังดี" ผมเข้าใจว่า ที่จริง พิชญ์ต้องการให้หมายถึง "ยังอยู่(ดี)" คือยังไม่ได้พังไปด้วย ไม่ใช่ "ดี" ในความหมาย "ดีชั่ว" ถ้า "ดี" ในความหมายหลังนี้ จะยิ่งแย่ใหญ่สำหรับพิชญ์ แต่ประเด็นจริงๆคือ ไอเดียที่ ดู clever เสนอให้ "แยก" รบ. หรือ แยก อภิสิทธิ์ ออกมาจาก "ระบอบ"(ไม่เอาทักษิณ) นี่มันมีความหมายในเชิงวิเคราะห์จริงๆอย่างไร? รัฐบาลอภิสิทธิ์ ไมใช่ส่วนหนึ่งของ "ระบอบ" นี้หรือ? ไมใช่ ตัวแทนสำคัญ หรือตัวจัดการสำคัญของ "ระบอบ" นี้ ไม่ใช่ การแสดงออกของ"ระบอบ"นี้หรือ?

QUOTE
"ประเด็นต่อมา สิ่งสำคัญของคุณอภิสิทธิ์คือคุณอภิสิทธ์บริหารประเทศผ่านสื่อ สิ่งนี้เกิดมาได้ไม่ใช่ความผิดคุณอภิสิทธิ์ แต่เป็นเพราะที่ผ่านมาสื่อบริหารประเทศจริงๆ คือสื่อมวลชนเป็นมาเฟียที่สามารถกำหนดประเด็นทุกอย่างได้ เอาทักษิณก็ได้ ฆ่าทักษิณก็ได้ ฉะนั้นวันนี้งานหลักของรัฐบาลคือการเอาอกเอาใจสื่อ การตอบคำถามสื่อ แต่มันมากเกินไป จนงานคือการตอบคำถามสื่อมากกว่าการแก้ปัญหาประชาชน ถ้าคุณทำให้สื่อพอใจ สื่อก็จะไม่ถามคุณว่าคุณแก้ปัญหาประชาชนหรือเปล่า สื่อก็จะทำหน้าที่รายงานว่ารัฐบาลพูดว่าอะไร ผมไม่ได้คิดว่าคุณอภิสิทธิ์เลวร้ายอะไรนะ แต่พัฒนาการของสังคมในช่วงที่ผ่านมาที่คุณมีสื่อจำนวนมาก มันก็ไม่แปลกที่สุดท้ายรัฐบาลจะต้องเอาอกเอาใจสื่อ"

ฟัง ดูเหมือนจะ"ดี" ใช่ไหม? คือ ด่าสื่อ แต่ทำไมจึงต้องแก้ตัวให้อภิสิทธิ์ด้วย? เป็นเรื่องตลกที่ยังแก้ตัวให้อภิสิทธิ์ ทำไปเพียงเพราะจะต้องทำตัวเป็น "นักวิชาการ" ที่ "ดูไม่เข้าข้างไหน" แค่น้นเอง คือ เป็นพวกไม่มีกระดูกสักหลังเหมือนนักวิชา "เสรีนิยม-ซ้าย" ส่วนใหญ่นั่นเอง


อ้า...

พิชญ์ อาจไม่ทราบแนวความคิดหรือวิธีคิดของอภิสิทธิ์ จึงอาจมอง ตัวอภิสิทธิ์ ว่าไม่มีปัญหา มองเป็นนักากรเมืองรุ่นใหม่ที่ดูดี

ผมเองก็ไม่ทราบแนวความคิดหรือวิธีคิดของอภิสิทธิ์ แต่มันมีข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจจากกระทู้วิจารณ์สื่อของคุณ "รักในหลวง ห่วงลูกหลาน" ในกระทู้นั้น ได้เล่าถึง ปริญญา เทวาฯ โดยเล่าเกี่ยวข้องไปถึง อภิสิทธิื ที่เป็นอาจารย์ขณะนั้นด้วย ผมอ่านแล้วผมคิดว่า ถ้าจะมีแนวคิดอะไรที่ผลักดัน อภิสิทธิ์ เข้าสู่การเมือง แนวคิดที่ว่าก็ประมาณแบบพวก ปริญญา เทวาฯ แบบพวกที่อ้างว่าเป็นภาคประชาชน หรือ แบบพวกพันธมิตรฯ หรือเก่าหน่อยก็แบบพวก ปชป.ที่มองตัวเองเป็นเทพฝ่ายตรงข้ามเป็นมาร

ผมเชื่อว่า อภิสิทธิ์ ไม่ได้เล่นเกมการเมืองแบบนักการเมือง หากแต่เกมที่เล่นนั้นมาจาก การมีแนวคิดและวิธีคิดแบบพันธมิตรฯ ต่างหาก

หากข้อสังเกตนี้เป็นจริง จะรู้สึกสยองมากไหมกับการที่ ตัวแทนความคิดพันธมิตรฯ ขึ้นเป็นนายกฯบริหารประเทศ ?


Virus

ในขณะที่รัฐบาลกำลังจะแถลงผลงานครบ 6 เดือน และถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายด้าน พิชญ์กลับบอกว่าการวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นไม่ยุติธรรม เพราะหลังจากโค่น "ระบอบทักษิณ" แล้ว ผู้ที่กำลังมีอำนาจและใช้อำนาจอยู่ในขณะนี้คือ "ระบอบไม่เอาทักษิณ" ที่ไม่ใช่เฉพาะประชาธิปัตย์

อ่านแล้วรู้สึกทะแม่งๆ สุะดุดยังงัยไม่รู้ คุณพิชญ์ทำเหมือนคนเข้าใจปัญหาแต่ตีโจทย์ไม่แตก

รัฐบาลอธิสิทธิ์ไม่ได้เป็นตัวแทนของระบบไม่เอาทักษิณหรอกหรือ

การขึ้นมามีอำนาจบริหารปท.ของปชป. ไม่ใชหรือที่ยิ่งทำให้ระบอบไม่เอาทักษิน ยิ่งมีอำนาจนำ

ในกองทัพ หรือสายตุลาการ แม้กระทั่งนักวิชาการในมหาลัยก้อล้วนแต่มีแต่พวกที่กวักมือเรียกร้องรปห. ขึ้นมามีอำนาจ

แล้วทำไมวิพากษ์วืจารณ์รบ.อภิสิทธิ์แล้วจะไม่ยุติธรรม เพราะงัยๆเราคงวิจารณ์พวก invisible hand ในทางเปิดไม่ได้อยู่แล้ว


อ.สมศักดิ์ เจียมธีรกุล

ถึงคุณอ้า.... กรณีการพูดถึงอภิสิทธิ์ในลักษณะแก้ตัวให้ของพิชญ์ บอกตรงๆว่า ผมไม่"เก็ต"เท่าไร คือไม่รู้สึกว่า make sense อะไร

ผม มีข้อสังเกตอยู่นิดหนึงว่า กรณีอภิสิทธ์นี้ ดูเหมือน แม้แต่คนที่ critical ต่อพันธมิตร อย่างพวกที่เขียนแสดงความเห็นใน บล็อก Bangkok Pundit หรือแม้แต่อาจจะตัวคุณ Bangkok Pundit เอง มีน้ำเสียง ที่ออกจะดี จนผมออกจะแปลกใจ คืออกมาในทำนอง อภิสิทธิ์ อยู่ในท่ามกลางคนทีแย่ แล้วตัวเองทำอะไรไม่ได้มาก หรือ ถ้าจะวิจารณ์ก็วิจารณ์ว่า อภิสิทธิ์น่าจะกล้า ทำอะไรมากกว่านี้ (กรณีนิธิ นี่ไม่ต้องยกมาซ้ำแล้ว)

ผม รู้สึกว่า การมองแบบนี้ เป็นเรือ่ง non-sense มากๆ ใครที่สามารถพูดเรื่องเขาพระวิหารแบบทีอภิสิทธิ์พูด (สมัย รบ.สมัคร) ใครที่สามารถเอาด้วยกับกระแสเล่นงานจักรภพ (กรณีปาฐกถา "ระบบอุปถัมภ์") ผมว่า เป็นคนไม่มียางอายเลย และอภิสิทธิ์นี่แหละ แบบฉบับของความไม่มียางอายเลย ผมไม่รู้สึกว่า อภิสิทธิ์เป็นคนที่ใครทีรักประชาธปไตย ควรจะมีความ"รู้สึกดี"ด้วยเลยแม้แต่กระผีกเดียว

...............

ผม อยากเสริมกรณีพิชญ์ อีกเล็กน้อย ผมผิดหวังกับกรณีพิชญ์ จนเลิกผิดหวังไปนานแล้ว คือ โวหารดูเหมือนจะดี น่าสนใจ แต่เมือถึงการวิเคราะห์ที่มีลักษณะ เป็นเนื้อเป็นหนัง โดยเฉพาะเมื่อถึงประเด็นการเมืองสำคัญจริงๆ (เรื่องสถาบันกษัตริย์ และอำนาจที่ล้อมรอบทั้งหลาย) พิชญ์ห่วยแตก

ให้ผมยกตัวอย่างเล็กๆเรืองนึง

เมื่อ หลายสัปดาห์ก่อน พิชญ์ รับเชิญไปพูด "โรงเรียนการเมือง มูลนิธิ 111" (พี่จรัล เป็นคนจัด) มีถ่ายทอดทาง NewSky ผมได้ดูโดยบังเอิญ ความจริง ก็นับถือว่า พิชญ์กล้าดี ไปพูดในแวดวงเสื้อแดง ท้งๆที่ตัวเอง ก็ critical ต่อทักษิณ

แต่มาถึงจุดนึง - นี่คือตัวอย่างที่ผมจะเล่า ถึงความไม่เอาไหนของนักวิชาการ "เสรีนิยม" พวกนี้ - พิชญ์ พูดถึง "กลไก หรือมาตรการ" ที่จะช่วยให้ระบอบประชาธิปไตย "ไม่เป็นที่เบื่อหน่าย" ของคนทั่วไป (เขาใช้คำทำนองนี้ ขออภัย ผมไม่มีคลิป หรือบันทึกยืนยัน) แล้วเขาก็ยกตัวอย่างนึง คือ เรื่อง การจำกัดเวลาอยู่ในอำนาจของผู้นำ คือ ถ้าผู้นำที่แม้จะได้รับการเลือกตั้งตามประชาธิปไตย ถ้าอยู่ในอำนาจนานไป ก็ทำให้คนไม่พอใจได้

แล้วพิชญ์ ก็ยกตัวอย่างกรณีทักษิณ ...


ผม ฟังแล้ว ส่ายหัวเลย ตอนนั้น ผมเขียนไปใน C-Box บอกให้คนที่กำลังฟังพิชญ์อยู่ ช่วย relay ข้อความจากผมไปด้วยว่า เป็นการพูดที่ห่วยแตกมากๆ (ไม่มีใครกล้าทำ แม้จะได้อ่านข้อความผม)

คือ ทักษิณน่ะอยู่ในอำนาจแค่ 5 ปี

สิ่ง ที่พิชญ์ ควรถาม กับสังคม หรือ ควรตอบตัวเองคือ ทำไม คนอย่างเขา (หรือ"คนชั้นกลาง" นักวิชาการดัดจริต จำนวนมาก) จึงรู้สึก "ทนไม่ได้" เสียเหลือเกินกับการอยู่ในอำนาจของทักษิณ 5 ปี

แล้วที่อยู่นานกว่านั้น เป็นสิบๆปี ทำไมทนได้ ไม่ทราบ?

(ผมหมายถึงคนอย่าง "เปรม" นะครับ อย่าหาเรื่องใสความผม)


We vote No

อ่านเต็มๆ แล้ว ก็เห็นได้ชัดถึงความห่วงใยที่ พิชญ์ มีต่อ อภิสิทธิ์

เกรงจะต้องตกเป็น แพะรับบาป รับขี้ ที่ ระบอบไม่เอาทักษิณ

ที่ใหญ่กว่าโยนให้

เหตุผลก็พอเข้าใจ คือ คนพวกนั้นก็ร่วมกันกระทำมา ดังนั้นควรรับผิดชอบด้วย

จะให้ ม้าก รับไปคนเดียวได้ไง

ส่วนเหตุผลที่พิชญ์ เห็นใจอภิสิทธิ์มากนั้น พบในย่อหน้านี้

QUOTE
"... คือเป็นเรื่องน่าสงสาร คุณอภิสิทธิ์ไม่พร้อมแต่จำเป็นต้องขึ้น เพราะระบอบนี้เอาใครไม่ได้แล้ว เพราะคนก่อนหน้า ระดับองคมนตรียังเอาไม่อยู่ พอกลับมาหานักการเมือง คุณก็เจอนักการเมืองแบบนี้ เพราะคุณมี choice แค่ 2 แบบคือนักการเมืองที่ clean แต่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ กับนักการเมืองที่ corrupt แต่มีโปรเจ็คให้ประชาชน ได้รับความนิยม"

ที่ไม่เข้าใจ หรือจะว่า ไม่เห็นด้วย กับ พิชญ์ ก็คือ

การที่เห็นอภิสิทธิ์ "clean แต่ไร้ความสามารถ" นั้น

ทำให้ถึงกับต้องไปเชียร์ และหวาดหวั่น แทนระบอบใหญ่ที่ว่า

จะแพ้ ความสามารถในการเข้าถึงสื่อ และเข้าถึงประชาชน (ชั้นล่าง) ของทักษิณ

(big surprise ทีวีผ่านดาวเทียม จากนอกประเทศ - ASshole TV ทำตัวอย่าง

ไว้ดีเจงๆ - เรียกว่า ดาบนี้คืนสนอง)

เชียวหรือ?

กลัวว่าฝ่าย "เทพ" จะแพ้ "มาร"?

แบบนี้มันไม่ใช่ "สองไม่เอา" แล้วมั้ง


อ้า...

ถึงคุณWe vote No พิชญ์ น่าจะทบทวนบุคคลและเหตุการณ์ปี 2549 อีกครั้ง

หลังการยุบสภาต้นปี 2549 ไม่ว่านักการเมืองจะเล่นเกมการเมืองอะไรในประเด็นการปฏิรูปการเมืองที่ดูวุ่นๆตอนนั้น ระบบมันก็ไปได้ มาร์ค ยังพูดว่าพร้อมต่อสู้ศึกเลือกตั้ง และผมจำได้ว่า มาร์ค บอกว่า พร้อมเป็นนายกฯ ด้วย

ครั้น พันธมิตรฯ เสนอให้มาร์ค บอยคอต เลือกตั้ง มาร์คก็กลับคำในวันเดียว บอยคอตเลือกตั้งทันที

ลองลำดับดูว่า การบอยคอตเลือกตั้งทำให้เกิดอะไรในเวลาต่อมาบ้าง ?

การ บอยคอตเลือกตั้ง ทำให้ การเลือกตั้งไม่อาจเสร็จสมบูรณ์ เกิดเป็นปัญหากับทาง กกต. เกิดฎีกานายกฯพระราชทาน เกิด พรด.และการตีความพรด.เป็น ตุลาการภิวัฒน์

เมื่อเกิดรัฐประหารปี 2549 นักประชาธิปไตยอย่างมาร์ค พูดอย่างไร (ผมขี้เกียจไปจำ เลยจำไม่ได้)


จากประชาไท

ความคิดเห็นของ doctor J (visitor) (127.0.0.1 58.8.83.227) .. Mon, 2009-08-03 10:51

บทความนี้ของคุณพิชญ์จะมีคุณค่ามากกว่านี้ ถ้าคุณพิชญ์กล้าหาญพอจะบอกว่า กลุ่มไม่เอาทักษิณคือใครบ้าง

ยังไงก็ต้องขอบคุณผู้เขียน ที่ดูจะแหลมคมในการวิเคราะห์มากขึ้นทุกวัน เริ่มชัดเจนมากขึ้นทุกวัน สะเปะสะปะน้อยลงทุกวัน

ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเป็นกลุ่ม"ไม่เอาทักษิณ" เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองในระยะนี้ได้ดีที่สุด เป็นการตั้งสมมติฐานที่อธิบายได้ดีที่สุด จนกว่าจะมีใครตั้งทฤษฎีที่อธิบายได้ดีกว่านี้ ผมจะยังยึดแนวคิดนี้เป็นแกนกลางในการมองการเมืองไทยในระยะนี้

ปัญหาเดียวที่ผมเห็นได้จาก บทสัมภาษณ์คุณพิชญ์อันนี้ คือ คุณพิชญ์ยังไม่กล้าพอที่จะออกมาระบุว่า กลุ่มที่ไม่เอาทักษิณประกอบด้วยใครบ้าง

อีกประเด็นที่ผมยังเคลือบแคลงอยู่ในใจตลอดคือ ผมไม่มั่นใจว่า กลุ่มที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ แต่ละพวกก็ล้วนแต่ใหญ่คับโลกคับฟ้าทั้งนั้น มารวมกันโดยไม่มีผู้นำได้อย่างไร ผมยัง"รู้สึก"ว่า กลุ่มนี้น่าจะมีผู้นำเหมือนกัน และบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำกลุ่มนี้ได้ ต้องมี"บารมี" มากล้นพ้นเกินปัญญาอันน้อยนิดของผมจะจินตนาการได้ ต้องรบกวนคุณพิชญ์ช่วยตอบประเด็นนี้เหมือนกัน

ผมเชื่ออีกอย่างว่า กลุ่มนี้ต้องการเพียงแค่"ถีบ"ทักษิณออกไปให้พ้นทางเท่านั้น ไม่ได้มีagendaอื่นใดอีก ส่วนแนวทางการเมืองของกลุ่มนี้ คือ manipulated democracy หรือที่ Hewison เรียกมันว่า Thai style democracy นั้นเอง ลองไปหาอ่านเอาเอง ขี้เกียจท้าวความ ความจริงบทความนั้นเขียนมาหลายสิบปีแล้ว แต่แปลกตรงที่มันยังอธิบายการเมืองไทยทุกวันนี้ได้ดี ไม่รู้ว่าควรยกย่องว่าคนเขียนวิเคราะห์สังคมไทยได้ลึกถึงแก่น หรือเป็นเพราะสังคมไทยไม่เคยพัฒนาเลยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมากันแน่


ความคิดเห็นของ เป็นใครไม่สำคัญ (visitor) (127.0.0.1 116.58.231.242) .. Wed, 2009-08-05 02:20

ส่วน หนึ่งพิชญ์เองก็คงพูดอะไรยากหน่อย เพราะอยู่ในปีกลูกพี่ใหญ่อธิการเชียร์เสื้อเหลือง เลยพูดคลุมเครือๆ ไปบ้าง แต่สาระหลักก็คือ สมาชิกพรรค no takky มันมีหลากหลาย แกนนำก็ไม่แสดงตัวออกมาชัดเจน มีอย่างเดียวคือภาพพ่อรูปหล่อถูกเชิดออกมา ในภาพรัฐบาล ออกมาเป็นตัวหนังหน้าไฟแทน

ดังนั้นถ้าจะด่า มันต้องด่าสมาชิกอีแอบ พวกนั้นด้วย เท่านั้นเอง

แต่พอพิชญ์ พูดไม่ชัด การจะร่วมสังฆกรรมด่าอีแอบด้วยเลย เป็นมึนๆ แบบคุณ "ไม่รู้ว่าใคร" นั่นแหละ ถ้าพยายามขุดค้นตามตรรกของ ลุงมาก (Karl Marx) ที่ชี้ว่า ปมความขัดแย้ง ระหว่าง ทักกี้ กับโนทักกี้ มันก็ไปอยู่ที่ปัจจัยการผลิต

ในยุคนี้ปัจจัยการผลิตก็หมายถึงเรื่องผลประโยชน์นั่นแหละ

ถ้าว่ากันตามหลักการเคลื่อนไหวขบวนการทางสังคม องค์ประกอบที่ทำให้เคลื่อนขบวนสำเร็จ ได้ ยังไงมันก็ต้องมีความสามารถในการระดมทุน ซึ่งประกอบด้วย 1.แกนนำหรือหัวขบวน 2.ข้ออ้างเพื่อการระดมทุน 3.นายทุนขบวนการ 4.เครื่องมือในการแพร่กระจายข้อมูล 5.ผู้เข้าร่วม 6.การเคลื่อนขบวน 7.ข่าวร้ายเพื่อขยายวง และข่าวดี เพื่อการร่นถอย 8.หัวเชื้อสำหรับปลุกม็อบกลับมาใหม่

ข้ออื่นๆ ช่างหัวมัน มาดูตรงข้อ 3 ว่า "นายทุนขบวนการ" นายทุนหลักของขบวนการมันมีอยู่ ทั้งปีกทักกี้ และโนทักกี้ คำถามคือ นายทุนพวกนี้ เป็นใคร มาจากไหน ในเมื่อเป็นนายทุนด้วยกันแล้วแยกปีก สนับสนุนคนละฝ่ายได้อย่างไร

ถ้ามองแบบ "วัตถุนิยมประวัติศาสตร์วิภาษวิธี" เพื่อหาคำอธิบายต่อไป ก็พอจะบอกได้ว่า โดยธรรมชาติ นายทุนมันก็แข่งขันเพื่อชิงผลประโยชน์กันอยู่แล้ว ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์นายทุนไทย ก็จะพบว่า "มันเป็นการเติบโตขึ้นภายใต้การถูกครอบงำ" ซึ่งก็คือรัฐนั่นแหละครอบ

ในยุครัฐศักดินา กลุ่มนายทุนเชื้อสายจีน ที่เป็นเสรีชน ขณะคนไทยที่เป็นข้าราชการ ก็มีระบบคิด ไม่เอื้อให้ประกอบการค้า ส่วนคนไทยทั่วไปยังเป็นชนชั้นไพร่ หรือทาส ต้องสังกัด "มูลนาย" หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดย "คณะราษฎร" ทำให้ข้าราชการมีอำนาจมากขึ้น โดยกลุ่มเจ้าๆ ทั้งหลายถูกเขี่ยพ้นวังวนผลประโยชน์ นอกจากหากินกับพื้นดินเดิมที่ตัวเองเคยอยู่ พวกคนเชื้อสายจีน ก็หันมาเกาะข้าราชการ จนกระทั่ง ยุคทหารเรืองอำนาจในทางการเมือง

ถ้าพิจารณาดูกลุ่มทหารที่ครองอำนาจกันยานนาน ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะพบว่า มีตั้งแต่ จอมพล.ป.พิบูลสงคราม/ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ปี2504) / จอมพลถนอม กิตติขจร /แล้วคั่นด้วยพวก นายกฯ ตัวประกอบอดทน/ แล้วมาถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์/คั่นด้วยรัฐบาลตัวประกอบอดทน /พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ยุคหลังสงครามโลก รัฐบาลยังไม่เก่งการใช้จ่ายมากนัก เมื่อถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ นี่แหละรัฐบาลเริ่มผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า "ไอ้นโยบายห้ามเอกชนตั้งห้ามเอกชนขยาย เพราะรัฐจะทำรัฐวิสาหกิจเอง" ก็ตรงนี้แหละ ฟันรายได้เข้ากระเป๋ารัฐมนตรีดีนักแล กลุ่มนายทุนผูกขาดรุ่น เก่าๆ ทั้งหลาย ก็เติบโตมาตรงนี้แหละ เช่น

1.กลุ่มนายทุนผูกก่อสร้าง (ได้งบรับเหมาก่อสร้าง)
2.พวกโรงงานอุตสาหกรรม แปรรูปพืชผลการเกษตร (ฝ่าด่านนโยบายห้ามตั้งห้ามขยาย และต้องควบคุมพื้นที่การเกษตร และพวกคนงาน) ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวไร่นรก หลอกคนไปทำงานไร่ แล้วกักตัวไว้เป็นทาสกสิกรรม ก็คนพวกนี้แหละ
3.นายทุนการเงิน (ยุคหนึ่งถูกเรียกว่าปลิงสูบเลือดคนจน)
4.การค้าส่งออก (บริษัทผูกขาดการส่งออกโดยโควต้า)
5.ทอผ้า (เพราะพวกนี้ผลิตด้วย) พวกนี้ต้องซบรัฐบาล เพราะเกี่ยวกับการผลิต ที่มีคนงานจำนวนมาก มีพลังเคลื่อนไหวนัดหยุดงาน และเพื่อโควต้าการส่งออกด้วย

ในยุค พล.อ.เปรม นี่แหละ เศรษฐกิจตกต่ำรัฐมนตรีในรัฐบาล ได้เอานโยบายการลงทุนโดยรัฐ ที่เรียก "ระบบเคนส์" นั่นแหละมาใช้ ผลก็คือ เศรษฐกิจเติบโต โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ขุดคลองเป็นถนน ถมถนนให้เป็นคลองนี่แหละ ทำให้พ่อค้าก่อสร้างเติบโต เพราะได้รับสัมปทานจากรัฐ ก่อสร้าง ทำเอาธุรกิจอื่นพลอยเฟื่องฟูไปด้วย แม้กระทั่งกลุ่มปูนซีเมนต์ กลุ่มรับประกันสินค้า

ยิ่งหลวงพ่อเปรมครองอำนาจยาวนานถึง 8 ปี ซึ่งมี "พรรคประชาธิปัตย์" เคียงข้างมาโดยตลอด ทำให้กลุ่มทุนเก่าสถาปนาอำนาจเหนือ กลุ่มทุนนอกอุปถัมภ์ประชาธิปัตย์และป๋า จนเติบโตและแข็งแรงเหนือกลุ่มอื่น

แม้กระทั่งข่าวลือที่ทำเอา ธ.กรุงเทพ ยักษ์ใหญ่แบงก์ไทยยุคป๋า เกือบล้ม ที่ต่อให้หลวงพ่อคูณมาสวดสิบจบก็ยังอาจช่วยไม่ได้ แต่มนต์หลวงพ่อเปรมนี่แหละสุดยอดกว่า เสกเงินย้ายจากแบงก์ชาติ ไปวางหลังเคาน์เตอร์แบงก์กรุงเทพ ทำให้สถานการณ์พลิกฟื้นคืนตัวรอดตายไป มีข้อสังเกตว่า ม็อบเสื้อเหลืองมีชื่อแบงก์กรุงเทพสนับสนุน แถม คุณหญิงตาวิเศษ กัลยา ก็เป็นส.ส.ปชป. กลุ่มซิโนทัย ก็เติบโตมาตั้งแต่ยุคถนอมแต่รุ่งเรืองช่วงป๋าครองอำนาจ ได้เป็นผู้สร้าง อุโมงค์เชื่อมต่อดอนเมืองสุวรรณภูมิ โดยมีรัฐบาล คมช.หนุนเงินช่วย ตอนนี้ผู้นำกลุ่ม กลายเป็น รมต.มท.ในรัฐบาล ปชป.

มาถึงยุครัฐบาลทักกี้ โดยส่วนใหญ่กลุ่มทุนที่เติบโต มักเป็นพวกทำมาหากินกับการค้าขาย หรือกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลาง อาจมีเชื้อทรากกลุ่มทุนกลุ่มเก่าๆ คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นรายเล็กๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มอิตัลไทย กลุ่ม ช.การช่าง ในยุคป๋า จนยุคทักกี้ ถูกกล่าวหามา ตลอดว่าแจกผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง มีผลประโยชน์ทับซ้อน

จริงๆ มันก็หาแด๊กทับซ้อนทุกรัฐบาลนั่นแหละ ไม่เคยมีรัฐบาลไหนไม่ทับซ้อน แม้กระทั่งยุคหลวงพ่อเปรม ก็มีรายงานการทำมาหารับประทาน การคอรัปชั่นไม่ได้น้อยหน้าไปก่อนใคร แม้กระทั่ง การแต่งตั้ง "ลูกป๋าๆ" ทั้งหลาย "เหยียบหัวรุ่นพี่" ขึ้นไปนั่งแท่นอย่างสง่า รัฐบาลป๋าก็ทำมาแล้ว อาจเป็นเพราะประสบการณ์เส้นทางนายทหารของป๋า ก็เป็นทำนองเดียวกัน เลยไม่น้อยหน้าใครเพื่อน จนถูก "ลูกป๋า จปร.7" หมั่นไส้ พยายามจะยึดอำนาจขับไล่ สุดท้ายป๋าต้องหยุดให้สัมภาษณ์

เนื่องจากป๋า เติบโตมาแบบนายทหารผู้น่ารักและกว้างขวาง รู้แต่เรื่องออกคำสั่งทหารซ้ายหันขวาหัน ไม่รู้เรื่องการเมือง ไม่รู้เรื่องทุน เขาสอนยังไงก็ทำตามหมด ทำให้นายทุนเติบโตและเข้มแข็งกับระบอบป๋า เลยทำให้ด้านหนึ่ง รัฐสามารถทำให้ "ทุนเติบโตภายใต้การกำหนด" แต่อีกด้าน "นายทุนเข้ามากำหนดรัฐบาลเพื่อเอาประโยชน์" เช่น กรณีพอกท่อ ที่เดิมรัฐสั่งติดตั้งท่อร้อยสายเคเบิลใต้น้ำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 120 ซม.ใต้ทะเล นายทุนติดให้ 80 ซม. พอถูกซักฟอกป๋าเลยอนุมัติงบ ให้เอาไปพอกท่อให้เป็น 120 ซม. เพื่ออุ้มนายทุน ป๋าก็ทำมาแล้ว

แต่พอยุคทักกี้ กลายเป็นทุนกลุ่มใหม่รุ่นใหม่ๆ ที่โตเอาๆ แถมอ้ายพวกเชื้อทรากกากเดนสังคมรับเหมาก่อสร้าง ยังเติบโตมากินหัวคิวจากสัมปทานรัฐ โครงการใหญ่ ให้พวกรุ่นเก่าหมั่นไส้ เมื่อประกอบกับการดำเนินนโยบายรัฐบาลทักกี้ นอกจากจะเบียดกลุ่มทุนเก่าออกนอกระบบอุปถัมภ์ตัวเอง ยังเปิดทางทำมาหากินไม่ให้ทุนเก่าฟันกำไรอีกต่างหาก

จากงานวิจัยเรื่องการทำกำไรของแบงก์ ยุคทักกี้ของ ม.ธรรมศาสตร์ ที่เปิดเผยออกมาในปี 2550 พบว่าอัตราทำกำไร ต่ำที่สุด ก็จะทำกำไรได้ไง เมื่อรัฐบาลเปิดตัวกองทุนสารพัดกองทุน ที่กู้เงินง่ายกว่า ดอกเบี้ยต่ำกว่า ออกมา นี่ยังไม่พูดถึง OTOP ที่พวกคุณหญิงคุณนายอดทำกำไร จากเดิมเคยเดินสายกว๊านซื้อผลงานฝีมือชาวบ้านราคาถูก แล้วเอาไปอัพราคา ที่ตลาดต่างประเทศ แต่มารัฐบาลนี้ เจ้าตัวดันทำเองขายเองเป็นสินค้า OTOP ซะนี่

นี่ขนาดยังอยู่ไม่นานเหมือน รัฐบาลหลวงพ่อเปรมนะ

เมื่อประกอบกับพวกนายทุนเกเรอื่นๆ ที่หวังจะได้ประโยชน์แล้วไม่ได้ ตามใจฉัน เลยพาลพาโล ก็อย่างว่าแหละ "วาทกรรม" อื่นๆ เลยเกิดขึ้นสารพัด ตามมา ไม่ว่าจะเป็น วาทกรรมรุ่น "เตรียม10เหยียบรุ่นพี่บี้รุ่นน้อง" นี่แค่แซมเปิ้ล ที่เหลือคงรู้ๆ กันอยู่ว่าอะไรบ้าง โดยเฉพาะ 4 ข้อที่ คปค.อ้างมายึดอำนาจรัฐ แล้วผลก็อย่างที่รู้ๆ กัน

คงพอจะเห็นภาพขึ้นมาแล้วนะ ว่ากลุ่มทุนนอกเหนือจากกลุ่มทุนทักกี้แล้วมีใครบ้าง เข้ามาเกี่ยวกับตรงนี้ได้ยังไง

แต่เมื่อพูดถึง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" การตั้งศูนย์ความสนใจอยู่ที่รัฐบาลทักกี้ ดูจะไม่แฟร์ จะให้ดีควร เจาะทลวงการเปลี่ยนขั้ว กลุ่มทุนที่เกาะกินกับกระทรวง กรม กองต่างๆ น่ะ ไล่มาจากรัฐบาลหลวงพ่อเปรม กระโน้น...มาจนถึง ทักกี้เอย สุรยุทธ์เอย สมัคร สมชาย มาจนถึงอภิสิทธิ์ แปดแสนล้าน หรือเอาช่วงสั้นๆ จาก "ทักกี้ สุรยุทธ" ถึง "อภิสิทธิ์ แปดแสนล้าน" ก็ยังไม่เลว

แบบนี้ค่อยแฟร์ ทำให้ชาวบ้านเห็นภาพชัดว่า ใครเป็นใคร เพราะคนพวกนั้น ตอนนี้ยังมีบทบาทในสังคมไทย และแน่นอนว่า นายกฯแบบทักกี้ ชาวบ้านยังเดินขบวนด่าได้ ไล่ได้ ยังไม่โดนตอบโต้ หรือตีกบาล อย่างมากแค่ขู่

แต่กับรัฐบาลทุนเก่านี่ 8 เม.ย.52 แสดงให้เห็นแล้วว่าใครจะมาหือไม่ได้ เพราะเครือข่ายตัวช่วย ที่เติบโตมาในสังคมช่วงเดียวกันถึงไม่รู้ว่า ใครเป็นใคร แต่เส้นทางปมปัญหา ทำให้พวกนั้นเปิดตัวออกมาทีละคนสองคน แล้วในสิ่งที่รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่นี่ จะให้พิชญ์ พูดอะไรต่อไปมากมายทำไมกัน


ความคิดเห็นของ doctor J (visitor) (127.0.0.1 61.90.9.101) .. Tue, 2009-08-04 09:40

ตอบคุณงานกร่อย

การเชื่อว่า กลุ่มไม่เอาทักษิณต้องการเพียงแค่"ถีบ"ทักษิณออกไปให้พ้นทางเท่านั้น
เป็นการเชื่อแบบที่ต้องสำรวจตนเองแล้วว่ามีสติปัญญาอยู่แค่ไหน
กระแสไม่เอาทักษิณไม่ได้มีโดยข้ามคืน
กระบวนการมันมีการพัฒนา


เหตุผลที่ผมเชื่ออย่างนั้น เพราะ

(๑) กลุ่มไม่เอาทักษิณ ไม่แสดงความตั้งใจเอาผิดทักษิณจริงๆ คตส.อำนาจล้นฟ้า แต่งมโข่งอยู่เป็นปีฟ้องร้องได้คดีเดียว แถมคดีเดียวที่ได้ ก็ต้องอาศัยการตัดสินชนิด นักกฏหมายส่ายหน้า อาจารย์กฏหมายอย่างวรเจตน์แทบจะตัองเผาตำราทิ้ง ไม่รู้จะอธิบายให้นศ.ฟังถึงหลักการเหตุผลพิลึกพิลั่นของคำตัดสินอย่างไร คดีอื่นๆที่คุยว่าเจ๋งๆ ไม่เห็นได้เรื่องสักคดี

ที่เขียนเพราะอยากให้ทำให้เป็นเหตุเป็นผล ด้วยหลักฐานและกระบวนการที่"ยุติธรรม"จริง ผมจะยอมรับ สังคมจะยอมรับ ทักษิณก็จะแถต่อไปไม่ได้ด้วย

(๒) การเขียนรธน.ใหม่ ที่จงใจจะกีดกันทักษิณมากกว่า หาได้พยายามแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการเมืองไม่ ที่จริงยังไม่เคยวิเคราะห์ปัญหาทักษิณอย่างเป็นระบบ,เชิงโครงสร้างเลยด้วย ซ้ำไป รธน.ใหม่จึงสร้างความปันป่วนต่อทุกรัฐบาลรวมทั้งมาร์คด้วย เพราะมีศาจเจ้าพ่อเจ้าแม่เข้ามาmanipulate แถมอำนาจการตรวจสอบ ตกอยู่ในมืออรหันต์เจ็ดคนเท่านั้น ประเทศนี้ชี้ขาดโดยคนเจ็ดคนเท่านั้น เป็นปชต.จังเลยนะ

กลุ่มไม่เอาทักษิณที่คุณว่ามีสติปัญญาทำไม เอานักกฏหมายเมื่อวานซืนมาเขียนรธน. ที่ยุ่งเหยิงกว่าเดิม หรือตั้งใจจะหมกเม็ด?

ผมเขียนชัดออกอย่างนี้แล้วยังจะหาว่าผมไม่มองปัญหายุคทักษิณ? ปัญญาอ่อนเอามาก

แต่ทักษิณจะเอี้ยแค่ไหน ก็ไม่เป็นเหตุผลให้ใครนำไปอ้างล้มล้างการปกครองด้วยระบบปชต.ครับ มีแต่นักประชาธิปไตยจอมปลอมตอแหลอย่างที่สมศักดิ์ เจียมธีระสกุลชอบเรียกเท่านั้น ที่เพิกเฉยต่อการรัฐประหาร

แต่ที่แนนอนก็คือ ยังไม่มีคนไม่เอาทักษิณคนไหนกล้าจะออกมาบอกผมตรงๆเลยว่ากลุ่มไม่เอาทักษิณมี ใครบ้าง นอกจากแอบๆมาแถอยู่ในเรื่องคัดค้านการถวายฎีกา ถ้าเชื่อว่าตัวเองถูกต้องชอบธรรมจริงก็แสดงตัวซิครับ

ขนาดคดีที่เห็นชัดๆง่ายๆอย่างที่ดินรัชดายังมีการอ้างด้านๆว่าทำไมเมียซื้อไม่ผิด แต่ผัวเซ็นต์ยินยอมผิด

ประเด็นที่นักกฏหมายอย่างวรเจตน์ ภาคีรัตน์แห่งภาควิชากฏหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ไม่เห็นด้วยคือการตีความว่า นายกฯเป็นผู้บังคับบัญชาของบบส.เจ้าของที่ดินผืนนั้น ที่ภรรยานายกฯไปประมูลซื้อ จึงเข้าข่ายความผิดตามกฏหมายปปช.

การตีความกฏหมายแบบนี้ ต่อไปนายกฯจะไปทำนิติกรรมสัญญาซื้อขายกับหน่วยงานราชการใดในประเทศไทยไม่ได้ เลย เพราะนายกฯเป็นหัวหน้าสูงสุดของหน่วยงานรัฐทุกแห่ง คิดว่าการสร้างมาตรฐานของกฏหมายฉบับนี้แบบนี้ถูกต้องและสมเหตุสมผลหรือไม่? ผู้สนใจลองไปหาอ่านดูในหนังสือ"จุดไฟในสายลม"ของอ.วรเจตน์ได้ครับ

ส่วนใครจะตีความว่าคนที่มีความเห็นอย่างวรเจตน์หรือผม เป็นขี้ข้าทักษิณก็ตามใจครับ แต่ถ้าคิดอย่างนั้นจริงๆ ช่วยไปทวงเช็คค่าเขียนเลียทักษิณมาให้ผมด้วย เขียนเลียมาเป็นปีแล้วยังไม่ได้ตังค์สักบาทเลย ช่วยสงเคราะห์หน่อย แฮะๆ

พอเขาใช้เวลาเพิ่อพิจารณาคดีนานหน่อยก็กลายเป็นว่าเอาผิดไม่ได้

ผมจะรอดูครับ ว่าข้อสังเกตของผมถูกหรือผิด เวลาเท่านั้นเป็นตัวตัดสิน ไม่วิจารณ์อะไรอีก

ไอ้เรื่องนักประชาธิปไตยจะจอมปลอมหรือปล่าว อย่าไปสนใจเลย
มันน่าสนใจมากกว่าว่า ทักษิณบริหารประเทศแบบไหนถึงทำให้นักประชาธิปไตย
เหล่านั้นไม่ปฎิเสธรัฐประหารครั้งนี้ ทั้งที่พวกเขาเคยผ่านการต่อสู้กับเผด็จการทหารมาอย่างโชกโชน ในขณะที่พวกชอบอ้างประชาธิปไตยตอนนี้ไม่รู้มุดหัวอยู่ที่ไหน


ถ้าคนที่คุณเรียกว่านักประชาธิปไตย อ้างว่าเคยต่อสู้เผด็จการทหารมาโชกโชน แต่ไม่ปฏิเสธการรัฐประหารโดยทหาร ที่อ้างเหตุผลความผิดพลาดของทักษิณ อย่างนี้เรียกว่านักประชาธิปไตยด้วยหรือครับ ต่อสู้เผด็จการทหารแบบไหน จึงยอมรับการรัฐประหาร ต่อให้ทักษิณเลวแค่ไหน เป็นเผด็จการเสียงข้างมากอย่างที่คุณชอบกล่าวหา แต่ไม่เป็นเหตุผลให้แก้ด้วยการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเด็ดขาด คนแบบนี้ไม่ไช่นักประชาธิปไตยแน่ ผมรับรองได้ว่าผมไม่ได้เป็นคนเดียวที่คิดอย่างนี้แน่นอน


ความคิดเห็นของ อะตอม (visitor) (127.0.0.1 192.168.1.202, 124.121.17.48) .. Wed, 2009-08-05 11:51

ก่อนอื่นขอชมคุณพิชญ์ เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เป็นอนาคตประเทศ ในนี้ผมเห็นหลายคนเช่น คุณศิโรฒแม้พี่ชายจะเป็นคนปชป.แต่วิธีคิดเขาไม่ได้ติดกรอบความคิด แค่นั้นเขาเป็นคนที่วิเคราะห์บ้านเมืองอย่างเป็นวิชาการน่าสนใจ และคุณพิชญ์เหมือนกัน แต่รายคุณพิชญ์น่าจะติดกรอบสถาบันฯ(ต้นสังกัด)มาค่อนข้างมาก มันมีผลอย่างไรกับกรอบวิธีคิด ก็ไปย้อนดูที่มาที่ไปของจุฬาฯต่อบทบาทปัญหาบ้านเมืองก็จะพอรู้ว่ากรอบแบบ พิชญ์มันอยู่ตรงไหน?

แต่ภาพรวมแล้วสวยงามมีความหวังในตัวแทนคนรุ่นใหม่ครับ???

มาที่เนื้อหา ผมไปแบบตามน้ำตามบทวิเคราะห์คุณพิชญ์เป็นหลัก จะไม่พยายามไปสรุปเนื้อหาใหม่ หรือเพิ่มอะไรลงไป(แม้บางทีผมจะค่อนข้างเสริมหรือเพิ่มเติมส่วนของผมลงไปแบบ ลืมตัวเพราะมันไหลไม่รู้จะคุมได้แค่ไหน)

เอาที่เรื่องโฆษกธิปไตยกับโฟนอินธิปไตย และอนาธิปไตย(หรือปชต.ข้างถนน) ผมชอบสีสันในการสร้างคำ เพื่อกระชับความเข้าใจอย่างมีสีสันตรงนี้ครับ (หลายคนไปจับเรื่องเล่นคำ แบบอ.ธีรยุทธผมว่าไม่ใช่) แต่เป็นการสร้างสีสันในคำจำกัดความในการพยายามนำเสนอ ที่ครีเอท เป็นเมนูพิเศษก่อนเสิร์ฟให้น่าสนใจ ผมว่าคุณพิชญ์ค่อนข้างผ่าน เพราะมันค่อนข้างชัดกระชับเข้าประเด็น?

เพราะการบริหารประเทศผ่านน้ำลายนั้น มันจะฟุ้งฯจนกลายเป็นน้ำท่วมทุ่งจับต้องอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้? โดยเฉพาะเทพไทฯโฆษกพรรค นี่เจตนามาผลิตวาทะกรรมตอบโต้แบบปชป.ชัดมาก คือมัดสาดโคลนหาความเป็นชิ้นเป็นอันอย่างคนมีวุฒิภาวะผู้นำไม่ได้หรือความ เป็นรบ.ที่ต้องมีวุฒิภาวะในการตอบโต้กว่านั้น?

ส่วนสาแทะ ลงหนองเลย(สาทิตย์รมต.ที่คุมกระทรวงสื่อ) หลงหนองเลยจริงๆ? หลายเรื่อง?ที่ชัดคือวิธีคิดที่ใครมาก่อนไม่รู้?ในการบริหารกระทรวงนี้ แต่ไม่ใช่ปชช.ต้องมาก่อนแน่นอนตามสโลแกนพรรคที่เขียนไว้ประดับพรรคที่ไม่เคย เห็นรูปธรรมว่าจะเป็นตามนั้นอย่างจริงจัง เพราะบทบาททหารเอกในกรงลิงมันชัดกว่า???

ส่วนที่คุณพิชญ์ให้คำจำกัดความกับพวก"ระบอบไม่เอาทักษิณ" นั้น ผมจะนิยามให้ชัดกว่านั้น นั้นก็คือ"ระบอบประชาธิปไตยไม้ดัด" หรือ"ระบอบสวนสัตว์" คือมันค้านกับปชตที่มีปรัชญาไปทาง"นิเวสน์ประชาธรรม"หรือ"ป่าปกสรรพสัตว์" แต่แนวคิดกลุ่มไม่เอาทักษิณนี้คือ ปชต.ไม้ดัดหรือ"ระบอบสวนสัตว์"ครับชัดเจนมาก(มีเวลาจะมาขยาย)

โดยมีรบ.มาร์คหนึ่งคือทหารเอกในกรงลิง และพธม.คือทหารราบในกรงลิง มันไปไม่รอดเพราะ มันจะเอาระบอบสวนสัตว์ที่สวนทางกับระบบ"นิเวสน์ประชาธรรม"ของปชต.และของโลก ยุคโลกาฯคือมันจะอยู่กับเขาอย่างขวางๆหรือไม่เป็นส่วนหนึ่งในระบบแบบที่ลง ตัวไปกับเขาได้

อย่างที่หัวข้อที่คุณพิชญ์ว่าไว้ เรื่องระบอบที่ไร้ระบบนั้นล่ะ? คือมันกรงใครกรงมัน ถ้าปล่อยออกมาหากันเมื่อไหร่มันก็กัดกัน ? คือมันอยู่ด้วยกันตามหลักพึ่งพาทุกหนึ่งคือในนั้นอย่างเป็นธรรมชาติไม่ได้ เพราะปฎิสัมพันธุ์แบบปกติไม่มี? มันเป็นระบบแบบสหาบาท คือโครงสร้างที่ขามันเยอะ เหมือนมีระบบตรวจสอบเยอะ แต่ทำงานไปคนละทาง(เพราะเขาจับให้อยู่คนละกรงทำงานตาม"ธง"ที่ตั้งโดยพระยา อภิบาลเจ้าของสวนสัตว์เดียวกัน) แบบไม่สามัคคีกัน

มันไม่โฟลล์ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะโครงสร้างมันคือปชตไม้ดัดหรือระบอบสวนสัตว์ และแนวคิดและโครงสร้างหลักๆที่มันขัดกันไปกันไม่ได้ก็คือเรือยนต์ปชตแต่กาง ใบสมบูรณ์ฯร่นเก่าเอาไว้ คือทั้งติดเครื่องยนต์ปชต และติดเบรคกางใบเอาไว้ กัปตันสองคนเหยียบเรือสองแคม ตะบี้ตะบันดันกันคนละทิศทางคนละเครื่องมือนำทาง

พลวัฒน์มันจึงคือการหมุนเพราะแนวทางมันสวนทางกันไปในลักษณะดันกันไม่ใช่ดุลกัน

ก็อย่างที่พิชญ์บอกว่า เรื่อง ฝ่ายปชต.ไม้ดัด ต้องการสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน(จริงๆไม่ใช่เป็นแค่วาทะกรรม) แต่ตัวตนคือสมถะพอเพียง(อนุรักษ์สุดโต่งลงทางแคบ) หรือ"แบบบ้านเสาเดียว"มันคนละอย่างกับ"สมดุล"หรือ"พอดี"ที่คือทางสายกลาง จริงๆ แต่สมถะพอเพียงนั้นคือแนวทางสมถะไม่ใช่สมดุล อย่างที่พยายามสร้างวาทะกรรมหลายอย่างมาประกอบให้เพี้ยนไปจากตัวตนของคำนี้ นั้นคือ"เศรษฐกิจพอเพียง"(คำนี้ผิดหลักภาษาในเจตนาที่อยากจะสื่อ แน่นอน)

จะตั้งเวทีดีเบตที่ไหนก็ได้ว่าใช้คำผิดเจตนาแบบไหนอย่างไร? และ มันจะยิ่งไปไม่ได้ถ้าเอาแผนที่ผิดหลักภาษานี้มาเป็นแผนที่หลักในการนำทาง? เพราะเรื่องนี้คือความพอเพียงหรือความเป็นอยู่แบบพอเพียง ตรงนี้ใช่มันเป็นเรื่องปรัชญญาทางศาสนา แต่เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ และไม่ใช่ปรัชญา(เพราะยังเถียงกับอุปสงค์อุปทานของเศรษฐศาสตร์ในเสกลที่เป็น ศาสตร์ที่เล็กกว่าปรัชญญา) มันจึงเป็นปรัชญญาไม่ได้ แต่ความเป็นอยู่แบบพอเพียง เป็นปรัชญาได้ไม่ขัดหลักอะไรในเศรษฐศาสตร์

พิชญ์ต้องไปทำความเข้าใจใหม่เรื่องนี้? หรือจะดีเบตกับผมก็ได้ตรงไหนที่นี่ก็ได้ตั้งประเด็นมา แต่หลักคิดความพอเพียงนั้นคือพยายามจะนำเสนอในในทิศทางพึ่งตนเองหรือความ แข็งแกร่งจากภายในซึ่งตรงนี้เป็นทิศทางที่ดีและผมเคยเสนอไว้ในนี้ในบทวิ เคราะห์อ.พันศักดิ์แนวๆนี้ในนี้(ไหอ่านเอาว่าผมไม่ได้ค้านแนวทางนี้ แต่ที่ชี้คือกางแผนที่นำทางให้ถุกอย่ามั่วแบบนี้)

ไม่ใช่เจตนาอคติใครแต่ต้องกางแผนที่ความพอเพียงจึงจะถูก ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อไหร่มั่ว?และงง?เมื่อนั้นเพราะมันขัดกันหลายเรื่อง มันจะไปในแนวทางแบบบ้านเสาเดียว(สมถะสุดโต่งไปตามตัวตนของคำไม่ใช่เจตนาของ คำนี้เนวิเกเช่อร์มาร์คจำไว้)

ไม่ใช่นำทางแบบ""จากสนามหลวงไปผ่านฟ้า ผ่านพระบรมรูปทรงม้า แล้วหลังจากนั้นตะวันตกดินคำไหม?""

เอ้าคนนำทางกางแผนที่กลับมาถามคนตามในลักษณะงึกๆงักๆมันเป็นงึกๆงักๆงงๆ แบบนี้ เอาลำสิตะวันตกดินนั้นมันคำอยู่แล้ว จะพูดไปไม ตกลงจะพอเพียงแค่นั้นใช่ไหม ไม่ไปต่อแล้วใช่ไหม เพราะตะวันมันตกดินใช่ไหม? แผนที่ว่าอะไรต่อล่ะ???

เพราะพอเพียงหรือสมถะนั้นคือเป็นแนวทางปัจเจกในคำว่า"พอ"ของระดับอัตตา แต่จะเอาระดับอัตตาหรือปัจเจก ไปออกแบบความพอของอัตตาที่มากกว่าหนึ่งให้เป็นพอเพียงแบบอัตตาไม่ได้ นั้นคือในสเกลระดับหพุฯ ต้องหาความพอดีของคำว่าพอที่มารวมกันที่มากกว่าหนึ่ง มันต้องพอดีกันไม่ใช่พอเพียงแบบฉัน? เอาแค่นี้คงพอเข้าใจนะพิชญ์(ผมเห็นคุณคุยเรื่องนี้ในทีวีที่เข้าใจผิดๆใน เรื่องนี้หลายอันผมจะแย้งคุณในนี้ล่ะ

แต่อีกขั่วความคิดที่คุณไปบอกว่าคือขั่วความคิดแบบ กระโจนเข้าสู่ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์(ในที่นี้คงโฟกัสไปที่ระบบอบทักษิณเดิม) นั้นคือแนวคิด"แบบบ้านติดล้อ" คือมันไร้รากไร้เสาเข็ม คือทั้งแบบบ้านเสาเดียว(แบบบ้านปัจเจกมันจึงตอบสนองแบบปัจเจกหรือยานลำเล็ก นั้นคือแบบบ้านศาลพระภูมิ เอาไว้ให้ระดับเทพอยู่เท่านั้นคนมุดเข้าไปอยู่ด้วยยาก)

หรือ"แบบบ้านติดล้อ"นั้นคือทุนนิยมนักล่า ที่ติดล้อให้กิเลสมนุษย์ตามหาเส้นสุดขอบฟ้ามันไร้รากไร้เสาเข็มเกินไป มันหาความพอดีที่ลงตัวแบบไทยที่อยู่ได้กับโลกาภิฯ(สากล) ไม่ได้ไม่ลงตัว นั้นคือเรามีทางเลือกอยู่สองทางไฟ้ต์บังคับตอนนี้นั้นคือ จะอยู่บ้างหลังไหน?ระหว่างแบบบ้านเสาเดียวกับแบบบ้านติดล้อ มันไม่มีทางเลือกที่สามที่เป็นจริงและเป็นทางเลือกได้ขณะนี้(นี่คือข้องสัง เกตุในการติดกรอบแบบพิชญ์ที่มีอิทธิพลมาจากสถาบันฯ)

เมื่อมันไม่มีทางเลือกที่เหมาะสม มันจึงรื้อบ้านๆๆๆสร้างใหม่ๆๆๆๆๆ สร้างกันให้ตายก็หาความลงตัวไม่ได้ ที่สุดเราจะได้ข้อหา ลูกหลานคนบ้าสร้างบ้าน? ทุกวันนี้ก็ยังรื้อยังสร้างยังหาความลงตัวไม่ได้ ทั้งสถาปนึก, วิศวกวน, นักวิชาเกิน มันยังสหบาท และเลยเถิดบานปลายเป็น"สหบาทา"กันขณะนี้ กรณีเหลืองกระแทกปากแดง จนฟันแดงเลือดกลบปากขณะนี้ก็เรื่องหาความลงตัวของแบบบ้านนี้ล่ะ?

พิชญ์ล่ะ? จะเลือกแบบบ้านแบบไหนเสาเดียวกับติดล้อ? เรามีสิทธิจะสร้างทางเลือกที่สามที่เป็นจริงได้ไหม ? ถ้าได้ ?หลายอย่างในความคิดเราต้องสร้างทางเลือกได้จริง ไม่ใช่ไปติดกรอบอะไรหรือยอมอยู่ในคอกระบอบสวนสัตว์แบบนั้น เช่นละเลยมิติความยุติธรรม ที่คือต้นตอต้นน้ำของปัญหาขณะนี้ พิชญ์ยังละเลยมองข้าม? ไม่กล่าวถึงกับนักวิเคราะห์ระดับนี้ ? ถ้ามองข้ามเท่ากับไม่ให้ความสำคัญต้นน้ำของปัญหาที่ระดับหนึ่งในตัวแปรหลัก ของปัญหา?

หรือระดับสามก้อนเส้าของปัญหา ถ้าคุณยกแค่สองยังเหลืออีกหนึ่ง มันจะเอียงจนล้มเทกระจาดไหม?พิชญ์ มันจะยกออกไปสู่การปลี่ยนแปลงได้ไหมพิชญ์? มิติความยุติธรรมที่พิชญ์มองข้ามแต่กล่าวถึงเหมือนสนับสสนุน ให้ใช้ตุลาการอภิบาลนุมัติ(วิสามัญฆาตรกรรมโดยศาล) นั้นคือมองว่างานวิสามัญฆาตรกรรมโดยศาลต่อการล้มระบอบทักษิณ มันคือความชอบธรรม หรือยุติธรรมอยู่แล้ว?(แต่หลายเรื่องหลายครั้งพิชญ์กล่าวไม่เห็นด้วยเรื่อง ศาลหรือตุลาการระบบยุติธรรมไทยแต่ทำไมเรื่องสำคัญในบทวิเคราะห์นี้จึงมอง ข้ามล่ะ?)

การมองปัญหา แบบกระต่ายขาเดียวแบบนี้พิชญ์ จะไหวเหรอ?สามก้อนเส้า ถ้ายกออกไปแค่สองก้อน พิชญ์ถามพิชย์ว่ามันจะตั้งเตาปรุงอาหารให้ลูกหลานในอนาคตเราทานใหม่ได้ไหม พิชญ์ไปคิดดู???




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2552    
Last Update : 5 สิงหาคม 2552 18:44:59 น.
Counter : 702 Pageviews.  

ไทยโพสต์แทบลอยด์สัมภาษณ์“พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์”:6เดือนระบอบไม่เอาทักษิณ

"เรากำลังเจอสถานการณ์โฆษกธิปไตยปะทะ โฟนอินธิปไตย ขณะที่พวกม็อบธิปไตยลดบทบาทลงไปแล้วในวันนี้ ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยโฆษก ตัวนายกฯเองก็แถลงผลงานทุกสัปดาห์ มีโฆษกรัฐบาลซึ่งตำแหน่งก็ไม่ชัดเจน มีโฆษกประจำตัวนายกฯ เอาไว้โต้ตอบนักการเมือง และยังมีโฆษกพรรคอีก ฟาดเข้าไป 4 โฆษก ก็คือคุณบริหารงานผ่านโฆษก ขณะที่อีกฝ่ายก็โฟนอินกับประชาชน"

"ระบอบไม่เอาทักษิณซึ่งใหญ่กว่ารัฐบาล กำลังจะทรุด เราจะเห็นว่ามันมีรอยปริ ระบอบไม่เอาทักษิณเป็นระบอบใหญ่ และมีจุดร่วมมีจุดเดียวจริงๆ คือไม่เอาทักษิณ แต่สุดท้ายก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ คุณสามารถสร้างจุดร่วมเพื่อเกลียดคนคนหนึ่งได้ ทำลายคนคนหนึ่งได้ แต่การ move สังคมไปในอนาคต คุณทำไม่ได้"

"สงครามสื่อจะเป็นสงครามใหญ่ ถ้าพรุ่งนี้คุณทักษิณสามารถจัดรายการวิทยุ หรือจัดรายการทีวีเองทุกสัปดาห์เหมือนเดิม คุณว่าใครจะไม่ฟัง โดยธรรมชาติคุณทักษิณเข้าใจสื่ออยู่แล้ว สื่อก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปซักคุณอภิสิทธิ์ เดี๋ยวคุณอภิสิทธิ์พูดเสร็จคุณทักษิณโต้ ยังไงก็เพลี่ยงพล้ำ"


นักวิชาการรัฐศาสตร์ คนรุ่นใหม่ไม่ใส่เสื้อกั๊ก ใส่ต่างหูข้างเดียว แต่วิพากษ์วิจารณ์ได้แหลมคมโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ .. “พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์”

ในขณะที่รัฐบาลกำลังจะแถลงผลงานครบ 6 เดือน และถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายด้าน พิชญ์กลับบอกว่าการวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นไม่ยุติธรรม เพราะหลังจากโค่น "ระบอบทักษิณ" แล้ว ผู้ที่กำลังมีอำนาจและใช้อำนาจอยู่ในขณะนี้คือ "ระบอบไม่เอาทักษิณ" ที่ไม่ใช่เฉพาะประชาธิปัตย์

แม้จะมีส่วนที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ "ระบอบไม่เอาทักษิณ" ที่มีจุดร่วมกันเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ และทำงานไม่ได้


โฆษกธิปไตย

"ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดในทางการเมือง สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจก่อนคือขอบเขตของคำว่ารัฐบาล ในระบอบการเมืองแบบไม่เอาทักษิณ มันกินความแค่ไหน ฉะนั้นถ้าจะประเมินรัฐบาลมันแฟร์กับรัฐบาลไหม คุณมองว่ารัฐบาลคือใครล่ะ รัฐบาลที่เห็นเป็นทางการคือมีนายกอภิสิทธิ์กับรัฐมนตรี แค่นั้นเรียกว่ารัฐบาล หรือเรากำลังพูดถึงระบอบหลังรัฐประหารที่ไม่เอาทักษิณ ซึ่งประกอบด้วยทหาร พันธมิตร และพลังอื่นๆ ที่เรามองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ คำว่ารัฐบาลก็กว้างกว่านั้นเพราะมันคือระบอบที่ไม่เอาทักษิณซึ่งเป็นระบอบ ใหญ่"

"ฉะนั้นการจะไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เราต้องมีความระมัดระวัง เพราะถ้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมันเป็นการทำให้รัฐบาลนี้ถูกใช้แล้วถูกเตะออก ไป แต่ระบอบยังดี แล้วมีการเปลี่ยนหัว การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแบบนี้พูดในทางหนึ่งมันก็ไม่แฟร์กับรัฐบาลเหมือนกัน มันต้องวิพากษ์วิจารณ์ทุกส่วนด้วย มันเกี่ยวข้องกับสถาบันตุลาการด้วยหรือเปล่า เกี่ยวกับสถาบันทหารด้วยหรือเปล่า มันเกี่ยวข้องกับพันธมิตรประชาชนด้วยหรือเปล่า เพราะทั้งหมดก็คือกลุ่มที่แชร์อำนาจกัน เป็นกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณและระบอบหลังทักษิณซึ่งมาจากนอมินีของทักษิณ การเมืองไทยต้องมองในระดับที่กว้างขึ้นไป ผมไม่คิดว่าเราจะประเมินนโยบายรัฐบาลได้ เพราะผมไม่รู้ว่ารัฐบาลคืออะไร ถ้าเราจะดูในภาพแคบ มันต้องตอบอย่างน้อย 2-3 ส่วน ถ้าจะประเมินจริงๆ ควรจะประเมินไปเลยคือประเมินการบริหารประเทศโดยพรรคประชาธิปัตย์ มันจะชัดกว่า"

พิชญ์เริ่มต้นจากเฉพาะส่วนการบริหารของประชาธิปัตย์ก่อน

"ถ้าเราประเมินอันนี้ คุณดูตัวนายกอภิสิทธิ์ ก็จะมีลักษณะทำงานร่วมกันบ้างไม่ร่วมกันบ้าง ประเด็นอยู่ที่การบริหารงานของนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งวันนี้มีปัญหามากคือนายกฯอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของพรรคประชา ธิปัตย์ทั้งพรรค อย่างน้อยเราเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ประกอบด้วย 3-4 ส่วน คือตัวนายกอภิสิทธิ์ ตัวคุณสุเทพ และคนอื่นๆ ที่มาร่วมงานกับนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งเราไม่เคยเห็นภาพความสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ เราเห็นภาพแต่อภิสิทธิ์-กรณ์ อภิสิทธิ์-สุเทพ คนอื่นๆ ของพรรคผมไม่เห็น แปลกนะ คือสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านก็จะมีคนออกมา มีกอร์ปศักดิ์ อลงกรณ์ พวกนี้หายไปหมด ทั้งหมดถูกลดทอนโดยเหลือแต่โฆษกพรรค โฆษกประจำตัว ตัวพรรคเองก็แทบจะไม่เห็นบทบาทด้วยซ้ำ ทุกอย่างโฟกัสที่ตัวคุณอภิสิทธิ์ โอเค พรรคจะมีบทบาทก็ตอนมีตัวช่วยคือคุณชวนมาช่วยคุณอภิสิทธิ์ แต่เราไม่ค่อยเห็นภาพพรรค"

"การบริหารงานของรัฐบาลประกอบด้วย 2-3 ส่วน หนึ่งคือตัวคุณอภิสิทธิ์ คุณกรณ์ และคุณสาทิตย์ ดูเรื่องเศรษฐกิจและสื่อ ขณะเดียวกันอีกกลุ่มหนึ่งคือยืมจมูกคนอื่นหายใจ ดึงเอากลุ่มทักษิณเก่ามาช่วย กลุ่มที่เคยสวามิภักดิ์กับทักษิณ ก็คือกลุ่มเนวิน ภารกิจของคนเหล่านี้คือการลดความนิยมของทักษิณ โดยยอมให้ใช้กลไกทุกอย่างที่เป็นโครงการต่างๆ เพื่อไปแก้โครงการของทักษิณ ไม่ว่าจะมหาดไทย คมนาคม"

"อีกกลุ่มหนึ่งก็คือคุณกษิต ซึ่งก็มีหน้าที่ไล่ล่าคุณทักษิณเป็นหลัก งานอื่นๆ เราไม่เห็นชัด เขาคงมีงานรูทีนของกระทรวงอยู่ แต่ปัญหาหลักของงานต่างประเทศมี 2 ส่วนคือปัญหาเขาพระวิหาร ซึ่งสุดท้ายเหมือนกับว่าคุณกษิตก็ต้อง fade ตัวเองออกไป ให้คุณสุเทพรับแทน อีกอันที่สำคัญคือการไล่ล่าทักษิณตามประเทศต่างๆ ซึ่งกลายเป็นภารกิจหลัก"

"ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญ ถ้ากล้ารับกันจริงๆ ก็ควรจะตั้งกระทรวงจัดการทักษิณไปเลย แทนที่จะปล่อยให้มีการทับซ้อนเชิงวาระซ่อนเร้นต่างๆ ในการจัดการคุณทักษิณ ทำเป็นกระทรวงจัดการคุณทักษิณเลย แล้วดึงทุกคนที่ไม่ชอบทักษิณไปอยู่ในกระทรวงนี้ ทำให้เป็นระบบไปเลย จะตั้งคณะกรรมการก็ได้ ไม่เห็นแปลก คตส.ยังทำได้ ตั้งคณะกรรมการไล่ล่าทักษิณแห่งชาติ ก็ทำไปเลย เป็นวาระแห่งชาติอยู่แล้ว ทำจริงๆ จังๆ ไปเลย ไม่ใช่ว่าทำแล้วไปทำซ้อนกับแนวนโยบายแห่งรัฐอื่นๆ ซึ่งควรจะต้องทำ แล้วแยกกันไม่ขาดว่าจะต้องทำอะไร"

"ประเด็นที่สองก็คือปัญหาของคุณ อภิสิทธิ์เอง ปกครองสังคมโดยระบบโฆษกธิปไตย อันนี้ไม่ใช่การตั้งคำเล่นๆ เรากำลังเจอสถานการณ์โฆษกธิปไตยปะทะโฟนอินธิปไตย ขณะที่พวกม็อบธิปไตยลดบทบาทลงไปแล้วในวันนี้ เพราะม็อบธิปไตยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถจะมีบทบาทหลัก โฆษกธิปไตยกับโฟนอินธิปไตย ปะทะกัน ฝ่ายหนึ่งก็เต็มไปด้วยโฆษก ตัวนายกฯเองก็แถลงผลงานทุกสัปดาห์ และมีโฆษกรัฐบาลซึ่งตำแหน่งก็ไม่ชัดเจน มีโฆษกประจำตัวนายกฯ เอาไว้โต้ตอบนักการเมือง และยังมีโฆษกพรรคอีก ฟาดเข้าไป 4 โฆษก ก็คือคุณบริหารงานผ่านโฆษก ขณะที่อีกฝ่ายก็โฟนอินกับประชาชน มันก็เห็นภาพอยู่"

"คุณอภิสิทธิ์ใช้เครือข่ายต่างๆ ที่ไม่เอาทักษิณหรือเครือข่ายที่จำเป็นต้องไม่เอาทักษิณเพื่อความอยู่รอด สิ่งที่คุณทำได้คือคิดว่าต้องสร้างคะแนนนิยมโดยการเป็นมิสเตอร์คลีน แต่โดยการที่ไปไล่บล็อคคนอื่นเวลาเขาชงโครงการต่างๆ ขึ้นมา พอสังคมสงสัยเรื่องทุจริตคุณก็มาจัดการ บริหารงานในฐานะเป็นประธานของ ครม. แต่ไม่ได้บริหารงานผ่านเรื่องอื่นๆ"

"มติ ครม.ในการปกครองของไทยมันทำงานมากกว่าสภา ในประเทศไทยมติ ครม.กลายเป็นการปกครองหลักของประเทศ มติครม.เปิดปิดเขื่อนก็ได้ เปิดวันหยุดปิดวันหยุดก็ได้ เลื่อนนโยบายก็ได้ อนุมัติอะไรก็ได้ แต่ปัญหาคือมติครม.เป็นการประชุมลับ ไม่มีการถ่ายทอดการประชุม มติครม.ก็มีนัยที่เป็นประชาธิปไตยที่ต้องตั้งคำถามเหมือนกัน เพราะเราเปลี่ยนมติ ครม.ได้ง่ายๆ ชาวบ้านม็อบหน้าทำเนียบก็เปลี่ยนมติ ครม. ปิดถนนเข้าเขื่อนก็เปลี่ยนมติ ครม. ประชาธิปไตยไทยกลายเป็นอยู่ที่มติ ครม.มากกว่าสภา ทั้งๆ ที่นัยของสภามีคุณูปการ เช่นกว่าคุณจะออกกฎหมาย จะออกได้ต้องผ่านคณะกรรมการกี่ขั้น ถ่ายทอดถึงประชาชน มีการตั้งกรรมการเยอะแยะ มันไม่ใช่เป็นการชงจากข้าราชการสู่เจ้ากระทรวงแล้วส่งมาเป็นโครงการ"

"มันไม่ใช่เฉพาะสมัยคุณอภิสิทธิ์ สมัยก่อนก็เป็น แต่คุณอภิสิทธิ์ไปสร้างตัวเองให้กลายเป็นคนซึ่งมาจัดการ กลายเป็นพระเอกในหมู่ผู้ร้าย แต่คำถามคือนโยบายมันไม่มาถึงประชาชน พอนโยบายไม่ออกใครรับล่ะทีนี้ คือทางหนึ่งคุณก็ต้องการนโยบายประชานิยมจำนวนมากเพื่อจะไปลดความนิยมของ ทักษิณ แต่ขณะเดียวกันนโยบายก็แฝงไปด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคอร์รัปชั่น ผมคิดว่าปัญหาของคุณอภิสิทธิ์อยู่ตรงนี้ และก็ยังแก้ไม่ได้เพราะเป็นฝ่ายตั้งรับตลอด"

"คุณคิดว่าการปกครองประเทศคือการตอบคำ ถามสื่อหรือ ผมเห็นว่าเขาให้น้ำหนักกับการตอบคำถามสื่อมาก และให้น้ำหนักกับการไปเปิดงานมาก มีภาพถ่ายออกงานโน่นนี่ แต่ออกชนบทน้อยมาก และออกทีภาพลักษณ์ที่คุณออกก็คือไม่มีความมั่นใจอะไรเลย คุณต้องใส่เสื้อเกราะออกไป มีคนมาล้อมหน้าล้อมหลัง แต่เวลาไปออกงานในหมู่คนที่นิยมคุณในเมืองคุณออกได้ทุกวัน ผมไม่ได้บอกว่าคุณไม่ทำงาน แต่ผมไม่ได้บอกว่าคนอื่นเขาไม่ทำงาน ทุกรัฐบาลเขาทำงาน แต่ภาพลักษณ์ของคุณมีปัญหา ขนาดพวกเดียวกัน คมช.เขายังด่าคุณเลย เขายังด่าว่าคุณออกงานทุกวัน ประชาชนเข้าไม่ถึงตัวนายกรัฐมนตรี เขาไม่ไปไหนเลย"

"คนที่สอบผ่านคนเดียวในรัฐบาลนี้คือ คุณสุเทพ ผมคิดว่าคุณสุเทพควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะคุณสุเทพทำทุกอย่างให้คุณ อภิสิทธิ์ คุณสุเทพทำทุกเรื่องที่นายกรัฐมนตรีควรจะทำ คุณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วคุณปล่อยให้รองนายกฯ ทำหน้าที่ในการแก้ปัญหากัมพูชา แก้ปัญหาภาคใต้ คุณเป็นนายกรัฐมนตรีทำไม ก็แปลว่าคุณไม่มีความสามารถในการทำงานจริงๆ เศรษฐกิจก็ให้คุณกรณ์อยู่แล้ว หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี คุณเป็นนายกรัฐมนตรีหรือคุณเป็นโฆษก ผมพูดทีไรมีคนเขียนด่าทุกทีบอกว่าผมจิตใจคับแคบ ผมไม่คิดว่าคนคนนี้คือนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าเขาคือโฆษกคณะรัฐมนตรี-ตัวจริง คือผมก็เข้าใจว่าเขาพยายามจะคิดว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีคือการกระจายงาน ให้คนอื่น แต่สุดท้ายแล้วมันมีการแสดงภาวะผู้นำอะไรบ้างที่เป็นนายกรัฐมนตรี"

แต่คนกรุงเทพฯคนชั้นกลางอาจต้องการนายกฯสไตล์อย่างนี้
"ผมไม่แน่ใจนะว่าคนชั้นกลางพอใจคุณ อภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นนายกฯ ผมคิดว่าคนชั้นกลางพอใจคุณอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน คนชั้น กลางพอใจคุณอภิสิทธิ์ในฐานะนักการเมืองที่มีประวัติดี แต่ผมถามว่าคนชั้นกลางพอใจคุณอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีหรือเปล่า อะไรคือหลักฐาน ล่าสุดคะแนนนิยมต่ำกว่านายกรัฐมนตรีคนเก่า"

"ประเด็นต่อมา สิ่งสำคัญของคุณอภิสิทธิ์คือคุณอภิสิทธ์บริหารประเทศผ่านสื่อ สิ่งนี้เกิดมาได้ไม่ใช่ความผิดคุณอภิสิทธิ์ แต่เป็นเพราะที่ผ่านมาสื่อบริหารประเทศจริงๆ คือสื่อมวลชนเป็นมาเฟียที่สามารถกำหนดประเด็นทุกอย่างได้ เอาทักษิณก็ได้ ฆ่าทักษิณก็ได้ ฉะนั้นวันนี้งานหลักของรัฐบาลคือการเอาอกเอาใจสื่อ การตอบคำถามสื่อ แต่มันมากเกินไป จนงานคือการตอบคำถามสื่อมากกว่าการแก้ปัญหาประชาชน ถ้าคุณทำให้สื่อพอใจ สื่อก็จะไม่ถามคุณว่าคุณแก้ปัญหาประชาชนหรือเปล่า สื่อก็จะทำหน้าที่รายงานว่ารัฐบาลพูดว่าอะไร ผมไม่ได้คิดว่าคุณอภิสิทธิ์เลวร้ายอะไรนะ แต่พัฒนาการของสังคมในช่วงที่ผ่านมาที่คุณมีสื่อจำนวนมาก มันก็ไม่แปลกที่สุดท้ายรัฐบาลจะต้องเอาอกเอาใจสื่อ"


ระบอบที่ไร้ระบบ

"ภาพที่สองที่ต้องประเมินก็คือถ้าจะ วิเคราะห์รัฐบาลปัจจุบัน มันต้องวิเคราะห์ทั้งระบบ และถามว่าระบบต้านทักษิณทำงานสำเร็จไหม อย่าไปโยนความผิดให้รัฐบาล แต่ต้องเห็นว่าระบบนี้มันไม่มีแกน ในเมื่อมันไม่มีแกน ลักษณะเครือข่ายพันธมิตรต้านทักษิณซึ่งเป็นระบอบพันธมิตรต้านทักษิณขนาดใหญ่ มันมีปัญหามาก ตุลาการก็ทำงานไม่ link กับตัวรัฐบาล ผมคิดว่าต้องดูทั้งระบบ มันเป็นระบบที่ปกครองสังคมไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าระบอบตุลาการทำงานอย่างไร คำว่าระบอบตุลาการไม่ใช่ศาลนะ ระบอบตุลาการเป็นคำใหญ่ มันกินความมากกว่าศาล มันมีตุลาการรัฐธรรมนูญ มี ปปช. มี กกต.เป็นระบอบองค์กรอิสระซึ่งทำหน้าที่ตัดสินต่างๆ ซึ่งก็ไม่ได้ link กับรัฐบาลหรือเจตจำนงทางการเมือง มันเชื่อมบ้างไม่เชื่อมบ้าง ระบอบมันพลิกผันได้ง่ายขนาดนี้จนทำให้ผลลัพธ์ของการเมืองในแต่ละช่วงเปลี่ยน ได้เร็ว"

เช่นการที่ กกต.ชี้เรื่องหุ้นของ ส.ส. สว.ใช่ไหม
"โดยอุดมคติคือการตรวจสอบซึ่งกันและ กัน แต่ในความเป็นจริงมันพันกัน จนรัฐบาลก็ไม่กล้าตัดสินใจอะไร เพราะกลัวจะผิด ทุกอย่างก็เลยล่าช้า การกระทำทุกอย่างไม่แน่นอน ทำแล้วมันจะย้อนกลับได้ไหม มันเกิดการที่ระบอบทำงานโดยไม่สัมพันธ์กัน และไม่มีแกน"

"ในยุคหนึ่งเราเชื่อว่ามีปีศาจร้าย หนึ่งตัว แต่ในปัจจุบันเรากำลังเจอปัญหาระบอบมันไม่สัมพันธ์กันเลย ทุกเรื่องเปลี่ยน พลิกผันได้หมด วันนี้ทำงาน link กัน ศาลมาตัดสินอย่างนี้ อีกวันศาลตัดสินอีกอย่าง หรือยังไม่ตัดสิน เรื่องมันวุ่นวายไปหมด จนกระทั่งถ้ามองในทั้งระบอบต้านทักษิณแล้ว มันมีปัญหาของมัน และสุดท้ายถ้าเราไม่เข้าใจระบอบต้านทักษิณ ที่เป็นระบบจริงๆ มันก็จะเสี่ยงมาก เราจะยินยอมสังเวยคุณอภิสิทธิ์ เพื่อเอาคนอื่นขึ้นมาแทนตลอด ทั้งๆ ที่เราเห็นว่ามันมีทั้งระบอบ แต่เราไปโฟกัสวิพากษ์วิจารณ์คุณอภิสิทธิ์คนเดียว"

"คุณวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของทหาร ไหม คุณวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของฝ่ายตุลาการในการตัดสินคดีต่างๆ ไหม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวแค่การตัดสิน มันเกี่ยวกับความเร็วในการตัดสิน มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรอีกเยอะแยะ ถามว่ารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ทำงานแค่ไหน เขาทำงาน แต่ว่าสุดท้ายแล้วมีปัญหาภาพลักษณ์ การบริหารความรู้สึกของคน มันมีปัญหา เรื่องหวัด 2009 ก็เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เริ่มจะต้องถอยตัวเองออกมา คือเลิกมองว่าเป็นปัญหาการเมือง จะเริ่มเห็นแล้วว่าเป็นปัญหาซึ่งจำเป็นต้องใช้การเมืองในการแก้ ก็คือใช้ประชาธิปไตยในการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ เลิกมองว่าทุกคนถามคำถามนี้โดยมีจุดประสงค์ทางการเมือง เนื่องจากเรากำลังเผชิญปัญหาที่ไม่มีใครรู้ทางออก ฉะนั้นการเปิดให้เกิดสังคมประชาธิปไตยจึงสำคัญ มันสำคัญกว่าการมีเพียงผู้บริหารโปร่งใสหรือไม่โปร่งใส มันเป็นเรื่องที่คุณกำลังเผชิญความเสี่ยงร่วมกันทั้งโลก"

ถ้าเราดูหลังสงกรานต์ที่ เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำ เหมือนอภิสิทธิ์มั่นคงมาก มีเวลา แต่ทำไมตกเร็วมาก กระทั่งฝ่ายทักษิณกลับมาชนะเลือกตั้งและมีคะแนนนิยมสูงขึ้น
"ผมตอบ 2 อย่างนะ อย่างแรกคือในทางวิชาการ เราค่อนข้างละเลยการศึกษาประชาชนมาเป็นเวลานาน คือในสมัยโบราณ ศัพท์ฝ่าย ซ้ายต่างๆ เราเคยศึกษาเรื่องจิตสำนึกชาวนา จิตสำนึกปฏิวัติ แม้กระทั่งพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ช่วงหลังเราไม่ค่อยศึกษา เราศึกษาเพียงวาทกรรม ศึกษาอุดมการณ์ต่างๆ ศึกษานโยบาย ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกล่อมเกลา ครอบงำ ซื้อเอาใจประชาชน แต่เราขาดการศึกษาวิเคราะห์ประชาชน งานทางวิชาการว่าด้วยการศึกษาวิเคราะห์ประชาชนน้อย มีแต่งานวิเคราะห์นโยบาย วิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดการเมือง วิเคราะห์โครงสร้างอำนาจในรัฐธรรมนูญ นอกรัฐธรรมนูญ แต่เราขาดความเข้าใจที่มีกับประชาชน นี่ก็เป็นส่วนแรก"

"คำถามต่อมาที่ทำไมมันมีการพลิกผัน ผม คิดว่าสถานการณ์โลกสำคัญ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โลกมาโดยตลอด เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยน แนวนโยบายที่ไม่ได้เน้นความเข้าใจและการกำหนด จังหวะท่าทีในการเกี่ยวพันกับโลกอย่างชัดเจน มันทำให้เมื่อมีปัญหาขึ้นมาก็ตอบปัญหาได้ยาก พูดง่ายๆ คุณมีระบอบ 2 ระบอบ ระบอบแบบทักษิณคือระบอบที่กระโจนเข้าสู่โลก กับระบอบที่เน้นความเข้มแข็งของตัวเอง เห็นว่าโลกมันผันผวนคุณต้องเข้มแข็งก่อนที่จะก้าวเข้าสู่โลก มันก็เกิดปัญหาขึ้นมาทันทีว่าในความผันผวนของโลก เมื่อคุณไม่ยอมกระโจนเข้าสู่โลก แต่คุณกำหนดจังหวะที่จะสัมพันธ์กับโลกไม่ได้ คนที่เดือดร้อนเขาก็ไม่ฟังคุณแล้ว ในขณะที่อีกคนพยายามจะสร้างภาพว่าเขาจะทำให้คุณก้าวเข้าสู่โลกได้ เขาจะทำให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของโลก เขาจะทำทีวีให้มี 3 ช่องให้คุณฟรีๆ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้มีคำตอบเลยว่าประชาชนจะเกี่ยวพันกับโลกอย่างไร ตั้งแต่ เป็นรัฐบาลมาเดินสายกับนายทุนตลอดเวลา คุณต้องพยายามเอาอกเอาใจนายทุน โยนเงิน 2,000 บาทให้คนเอาเงินไปโยนให้นายทุนเร็วที่สุด แต่สิ่งสุดท้ายคือคุณไม่เคยตอบคำถามเชิงรูปธรรมว่าคนยากคนจนจะเกี่ยวพันกับ โลกอย่างไร"

ดูเหมือนรัฐบาลก็พยายาม เช่นตอนนี้บอกว่าจะเอาเงินลงชนบทลงจังหวัดต่างๆ
"แต่ปัญหาคือการทำโครงการอย่างนั้นไม่ มีรูปธรรม มีความพยายามที่บอกว่าจะทำ แต่คุณดันไปมองว่านั่นเป็นการจะทำในระยะยาว แต่ระยะสั้นคุณแก้ปัญหาโดย 2,000 บาท คุณไม่มีโครงการระยะสั้นให้คนจน คุณแก้โดยการใช้วาทกรรมพอเพียงตลอด คุณโยนเข้าไปในเรื่องพอเพียง หรือโยนให้เป็นโครงการที่มาจากพรรคอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่แย่งคะแนนเสียงคุณ ทักษิณ แต่พอทำจริงๆ ก็มีปัญหาทุจริต สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้"

"ความรู้สึกสัมพันธ์กับรัฐบาล ผู้นำรัฐบาลเป็นผู้นำซึ่งความทุกข์ยากของประชาชน มันไม่มี สิ่งนี้เป็นปัญหาในเชิงภาวะผู้นำมาก เพราะคุณทักษิณรวยกว่าคุณอภิสิทธิ์กี่ เท่า ทำไมชาวบ้านเขารู้สึกว่าคุณทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของเขา คุณทักษิณใช้คำว่าผมเคยจนมาก่อน ทั้งๆ ที่รวยตลอด แต่ชาวบ้านรู้สึกว่าคุณทักษิณเข้าใจและเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาชาว บ้าน ทั้งๆ ที่ในภาพรวมคือเมื่อแก้ปัญหาแล้วมันก็มีปัญหาทุจริต ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน จำนวนมาก แต่อย่างน้อยชาวบ้านเขารู้สึกว่าคุณทักษิณเข้าใจเขา มันก็คงเหมือนเซลส์แมนที่เข้าไป ชาวบ้านรู้สึกว่าเข้าใจเขาแต่จะโกงเขา ขณะ ที่ชาวบ้านไม่รู้ว่าคุณอภิสิทธิ์เข้าใจปัญหาของชาวบ้านหรือเปล่า"

"คุณอภิสิทธิ์เคยมีทฤษฎีในการอธิบาย ความยากจนของชาวบ้านไหม ถ้าคุณทักษิณมีทฤษฎีว่าความยากจนนั้นเกิดจากการที่ คุณไม่เข้าไปเกี่ยวพันกับโลก ถ้าคุณทักษิณมีคำอธิบายว่าความยากจนคือคุณยัง ขาดโอกาส คุณต้องการโอกาส รัฐบาลมีหน้าที่เสริมโอกาสให้คุณ และคุณเข้าไปในเชิงรูปธรรม เช่น OTOP พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีทฤษฎีในการอธิบายกับคนยากคนจนว่าจะต้องมีความ เข้มแข็งก่อนที่จะเกี่ยวพันกับโลก คุณอภิสิทธิ์มีทฤษฎีอะไร คุณกรณ์มีทฤษฎีอะไร ในการอธิบายให้คนยากคนจนฟังว่าเขาเข้าใจปัญหาของคนยากคนจน นี่คือปัญหาสำคัญ คุณมีโฆษกจำนวนมาก แต่โฆษกมีหน้าที่โต้ตอบ ไม่เคยมีหน้าที่อธิบายได้ โครงการไทยเข้มแข็งอธิบายได้ไหมว่าไทยไม่เข้มแข็งเพราะอะไร อธิบายและให้ประชาชนเชื่อมั่นในสิ่งซึ่งเขาอธิบายได้อย่างไร"

รัฐบาลก็จะทำโครงการลงจังหวัดต่างๆ เช่นถนนปลอดฝุ่น
"เวลาที่คุณอภิสิทธิ์พูดถึงตัวโครงการ ไม่ได้พูดถึงโครงการ แต่พูดถึงนโยบายกว้างๆ โครงการมันก็ลงกับพรรคต่างๆ คือเป็นเรื่องน่าสงสาร คุณอภิสิทธิ์ไม่พร้อมแต่จำเป็นต้องขึ้น เพราะระบอบนี้เอาใครไม่ได้แล้ว เพราะคนก่อนหน้าระดับองคมนตรียังเอาไม่อยู่ พอกลับมาหานักการเมืองคุณก็เจอนักการเมืองแบบนี้ เพราะคุณมี choice แค่ 2 แบบคือนักการเมืองที่ clean แต่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ กับนักการเมืองที่ corrupt แต่มีโปรเจ็คให้ประชาชน ได้รับความนิยม"

"ปัญหาความชอบธรรมขนาดใหญ่อีกอันหนึ่ง ของระบอบใหม่ ไม่ใช่ปัญหาคุณอภิสิทธิ์ แต่เป็นระบอบที่เอาคุณอภิสิทธิ์ขึ้นมา ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย มันเป็นระบอบของคนที่ไม่เอาทักษิณ ระบอบของพลพรรคที่ไม่เอาทักษิณ อย่าไปมองว่าเป็นอำมาตย์ มันมีนายทุน มันมีชนชั้นผู้ดี มันมีคนชั้นกลางบางกลุ่ม คนจนที่ไม่เอาทักษิณก็มี เราเรียกว่าระบอบของคนที่ไม่เอาทักษิณก็ได้"

"ระบอบนี้มีปัญหาคือมันไม่ให้ความ สำคัญกับการเลือกตั้ง การเข้าใจประชาธิปไตยต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน ประชาธิปไตยที่ชอบพูดกันในเชิงคลาสสิค อธิบายได้ว่าประชาธิปไตยมีที่มา จากประชาชน และทำประโยชน์เพื่อประชาชน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับมิติที่ 3 ที่สำคัญคือกระบวนการ เมื่อคุณไม่เข้าใจกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งการเลือกตั้ง อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นหนึ่งในนั้น ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องกระบวนการ ประชาธิปไตย การอ้างที่มาและเป้าหมายและประชาธิปไตยมันทำให้ระบอบอื่นเข้ามาอยู่ในระบอบ ประชาธิปไตยได้ คุณสามารถมีระบอบรัฐประหารที่อ้างว่ามาจากประชาชนและทำเพื่อประชาชน แต่ กระบวนการที่ทำมันไม่เป็นประชาธิปไตย ในเมื่อการเมืองไทยในระบอบนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง และรู้ว่าถ้าเลือกตั้งอีกก็แพ้อีก ประชาธิปไตยของไทยก็จะมีปัญหาไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นประชาธิปไตยที่มีแต่หลักนามธรรม แต่คุณไม่สามารถแก้ปัญหากระบวนการประชาธิปไตยได้ คุณสามารถมีศาลซึ่งทำงานเพื่อประชาธิปไตยได้ อ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่กระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าพูดถึงประชาธิปไตยต้องตอบด้วยว่าที่มา เป้าหมาย และกระบวนการ เป็นประชาธิปไตยไหม กระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะมันบี้กันอยู่ในสภาในการตั้งรัฐบาลนี้ และรัฐบาลนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า ทั้งหมดที่ทำมันอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย มันเป็นปัญหาตั้งแต่จุดตั้งต้นของรัฐบาล"

ถ้าเรามองความหวังของรัฐบาลตอนนี้ก็คือหวังว่าจะกระจายงบประมาณ ดึงไปให้ถึงปลายปีที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเป็นบวกแล้วไปรอดได้
"นี่ก็เป็นปัญหาเพราะปัจจัยด้าน เศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่มาจากภายนอก คำถามคือถ้าคุณไม่เกี่ยวพันกับโลกภายนอก คุณจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าคุณเกี่ยวพันกับโลกภายนอกคุณสามารถที่จะวัดอัตราการเติบโตได้ แต่คุณวัดการกระจายรายได้ไม่ได้ แต่ในปัจจุบันคุณวัดอัตราการเติบโตก็ไม่ได้ คุณก็ไม่สามารถวัดการกระจายได้ด้วย คุณจะเอา index อะไร เอาตัวชี้วัดอะไร ถ้าคุณคิดว่าไม่ต้องการอัตราการเติบโต คือถ้าติดลบ แต่บอกได้ไหมความเท่าเทียมกันในสังคมเพิ่มขึ้น ไม่มีเลย ตัวแปรปัจจุบันนี้เป็นตัวแปรความรู้สึกหมดเลย ความสุข แล้วคุณวัดอะไรทางเศรษฐกิจได้ และคุณก็กอดนายทุนตลอดเวลา นายทุนไม่มีความจงรักภักดีกับใคร และไม่มีความจงรักภักดีกับรัฐบาล วันนี้เขาบอกว่าบ้านเมืองแตกแยกแล้วให้เงียบซะ วันรุ่งขึ้นเขาอาจจะบอกว่ารัฐบาลไม่ได้เรื่องแล้วควรจะออกไป อย่าไปพึ่งพานายทุน คุณต้องพึ่งพาประชาชน และเขาจะเป็นคนมาโอบล้อมคุณ ถ้าคุณจะจัดการนายทุนถ้าคุณมีประชาชนเป็นพวก นายทุนก็ทำอะไรคุณไม่ได้ แต่คุณไปกอดนายทุน ชาวบ้านเขาไม่เอาคุณ นายทุนก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่"


สงครามสื่อ

ถ้าคะแนนนิยมยังตกอยู่อย่างนี้และไม่มีจุดพลิก จะไปสู่ทางตันไหม
"รัฐบาลอาจจะเพลี่ยงพล้ำลง แต่ถ้าเรามองภาพรวมระบอบ เขาคิดว่าเขามีไม้ตาย เพราะถ้าเริ่มตัดสินคดีทักษิณมากขึ้น สังคมก็จะเปลี่ยนมุมมอง โดยเขาก็รอให้ส่วนนี้ทำงานมากขึ้น ก็คือให้ตัดสินคดีทักษิณมากขึ้นแล้วเชื่อว่าประชาชนจะไม่สนับสนุนทักษิณ ทักษิณก็จะเป็นอาชญากรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าคดีความต่างๆ มีความล่าช้าอยู่แล้ว กระบวนการมันไม่ได้รวดเร็ว แต่รัฐบาลต้องตอบคำถามประชาชนทุกวัน"

แต่ถ้าคะแนนนิยมรัฐบาลไม่ขึ้น ทักษิณโดนกี่คดี คนก็ยังนิยมทักษิณอยู่
"ก็ต้องใช้กระบวนการศาลในการกันทักษิณไม่ให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ก็ทำได้เท่านี้ ทำไปเรื่อยๆ"

จะถึงทางตันไหม
"ไม่หรอก สุดท้ายไม้สองของเขาก็คือพยายามดึงคนสนับสนุนทักษิณมาอยู่ฝั่งเขา ถ้าเขาจัดการตัวทักษิณไม่ได้ก็ต้องบี้ให้พรรคเล็กทั้งหลายดึงคนออกจากเพื่อ ไทย และก็กำหนดกระบวนการต่างๆ ให้กลับไปสู่การเลือกตั้งแบบยุคเก่า อาจจะย้อนไปก่อนชาติชาย กลับไปในยุคเปรม นักการเมืองทุกพรรคไม่สามารถที่จะเป็นรัฐบาลโดยไม่มีการ สนับสนุนจากสถาบันอื่นๆ ก็คือต้องย้อนกลับไปในการเมืองยุคนั้น"

ให้เป็นการเมืองหลายพรรคอย่างนั้นหรือ
"ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดกระบวนการที่ลด ทอนพรรคของทักษิณลง ซึ่งสามารถจะทำโดยใช้กระบวนการที่มี เช่นการเข้าไปจัดการตัวกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย หรือความเชื่อที่ว่าจะใช้กระบวนการเลือกตั้ง ก็อาจต้องไปเสี่ยงในการเลือกตั้งว่าปล่อยให้มีการทุจริตซะ จะได้ยุบพรรคอีกสักรอบ"

"สิ่งที่เรากำลังจะเจอในระยะต่อไปนี้ คือสงครามสื่อ ผมคิดว่าการประกาศบิ๊กเซอร์ไพรส์ของคุณทักษิณเป็นบิ๊ก เซอร์ไพรส์จริงๆ ในแง่ความรู้สึกของประชาชน ในเชิงเทคนิคก็คือถ้าคุณสามารถยิงดาวเทียมโดยไม่ เกี่ยวพันกับสังคมไทย คุณสามารถอัพสัญญาณขึ้นไป ทุกบ้านรับได้ สงครามสื่อจะเกิดจริง และปิดไม่ได้ มันจะปิดอย่างไรในเมื่อถ่ายทอดออกมาแล้วทุกบ้านรับได้หมด คุณไม่สามารถกันได้หมดหรอก เข้าอินเตอร์เน็ตได้ คุณไม่มีทางที่จะดูไม่ได้ ถ้ารายการโทรทัศน์พวกนี้เขาออนไลน์โดยสามารถใช้โปรแกรมพร็อคซี่ดู การอัพสัญญาณขึ้นมันอัพจากที่อื่น การจัดรายการจัดในประเทศอื่น ยิงสัญญาณขึ้นไปโดยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน คุณจะไปจับเขาอย่างไร ตรงนี้คือการทำลายอำนาจของการควบคุมสื่อทั้งหมด ก็เขาพิสูจน์แล้วว่าเขาทำอะไรเล็กๆ ไม่ได้ เขาพิมพ์หนังสือก็ไม่ได้ ทำวิทยุ ทำทีวีในประเทศก็ไม่ได้ ในระยะนี้ผลจริงๆ คือมันสะเทือน ถ้าเขาทำสถานีมาจากข้างนอก คนรับได้ ยุ่งล่ะทีนี้ ถ้าเขาออกในประเทศไม่ได้แต่ออกต่างประเทศได้มันก็ยุ่งแล้ว ฐานของสังคมเปลี่ยน สังคมมันเกี่ยวพันกับโลกมากขึ้น มันกันไม่อยู่หรอก และโลกเขาไม่ฟังคำอธิบายทางการเมืองแบบที่คุณพยายามพูดตลอดเวลา เขามีสิทธิ์ถามเขามีสิทธิ์สงสัย ผมคิดว่าสงครามสื่อจะเป็นสงครามระยะนี้ และยิ่งถ้ารัฐบาลมีการทุจริตไปเรื่อย คือรัฐบาลตกอยู่ในฐานะที่จะต้องโดนอยู่แล้ว"

อย่างนี้รัฐบาลมีแต่ทรงกับทรุดสิ
"รัฐบาลทรงกับทรุดอีกเรื่องหนึ่ง แต่ระบอบไม่เอาทักษิณซึ่งใหญ่กว่ารัฐบาลจะทรุด ระบอบนี้ที่ไม่เอาทักษิณและกำลังจะทรุดก็จะลำบากกว่า และเราจะเห็นเองว่ามันมีรอยปริ ซึ่งอาจกดดันรัฐบาลภายในโดยระบอบนี้ เพราะระบอบไม่เอาทักษิณเป็นระบอบใหญ่ และมีจุดร่วมมีจุดเดียวจริงๆ คือไม่เอาทักษิณ อย่าไปเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย ถ้าวาทกรรมระบอบทักษิณทำให้คุณทักษิณถูกถามคำถามได้ วาทกรรมระบอบไม่เอาทักษิณก็ต้องเป็นคำถามที่ถามพวกไม่เอาทักษิณเหมือนกันว่า จะเอาอย่างไร คุณไม่สามารถขี่กระแสไม่เอาทักษิณปกครองประเทศไปได้เรื่อยๆ หรอก คุณต้องมีผลงานมากกว่าสร้างคุณทักษิณเป็นปีศาจอย่างเดียว การที่คุณต้องตอบคำถามเรื่องทักษิณกับสังคมมันเรื่องหนึ่ง แต่การบริหารประเทศคุณจะมาอ้างตลอดว่าทำโน่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้เพราะคุณ ทักษิณอยู่เบื้องหลังทุกเรื่อง วันหนึ่งมนต์ตรงนี้จะคลาย และมันจะตอบได้ว่าคุณมีความสามารถเพียงพอหรือเปล่า"

"ปัญหาใหญ่คือ 6 เดือนของรัฐบาลกับ 6 เดือนของระบอบไม่เอาทักษิณ ซึ่งเป็นระลอก 2 มันน่าสนใจ เพราะระลอกแรกมันคือระบอบตรงๆ ระบอบหลังรัฐประหาร แต่นี่มันคือระบอบการรัฐประหารเงียบ ซึ่งเป็นระบอบที่มาจากการบี้กันจนทำให้พรรคนั้นถูกยุบ 2 ครั้ง และก็ทำให้รัฐบาลนี้ขึ้นมาได้ รัฐบาลไม่ใช่หัวของระบอบ ระบอบนี้เป็นความเชื่อมโยงของกลุ่มคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะไม่มีใครเป็นหัวเลย แต่มันมีผลประโยชน์มันมีความเชื่อร่วมกันของนักวิชาการ ของคนนั้นคนนี้จำนวนมาก ล่าสุดคุณก็เห็นมีนักวิชาการออกมาให้ความรู้เรื่องการถวายฎีกา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านเขาทำกันมานานแล้ว มันเป็นหนึ่งในระบอบไม่เอาทักษิณ ระบอบนี้คือรอบ 2 แล้ว รอบแรกก็พังไปแล้วกับสุรยุทธ์ การเลือกตั้งพิสูจน์แล้วว่าคุณพัง รอบนี้จะจบอย่างไร นี่ต่างหาก"

"ผมอยากใช้โอกาสนี้ชี้ว่าอย่าเอา อภิสิทธิ์เป็นแพะ อภิสิทธิ์ไม่ใช่แพะ ฉะนั้นห่วยไม่ห่วย ต้องมองทั้งระบอบว่ามีใครบ้างที่ไม่เอาทักษิณ และคนพวกนี้จะตอบคำถามสังคมเรื่องอื่นอย่างไร จะแก้ปัญหาสังคมอย่างไร"

"อย่าปล่อยให้คนในระบอบนี้ฉวยโอกาส ความไม่พอใจของเราที่มีต่อรัฐบาล ในความไร้ประสิทธิภาพของอภิสิทธิ์ ไปกดอภิสิทธิ์ออกแล้วเอาคนอื่นขึ้นมาแทน คนที่จะไปกดอย่างนั้นต้องถูกตั้งคำถามด้วย เช่นคนที่เชียร์ คมช. และไปด่าว่าอภิสิทธิ์เอาแต่เปิดงาน ต้องถูกถามด้วยว่าแล้วคุณเป็นส่วนหนึ่งของการให้คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาตั้งแต่ แรกไหมเล่า อย่าปล่อยให้คนเหล่านี้ลอยนวลแล้วไปบี้รัฐบาลหรือเปลี่ยนหัว รัฐบาลอย่างเดียว คนเหล่านี้ต้องรับผิดชอบด้วย คุณอภิสิทธิ์เป็นเพียงปัญหาเดียวของระบอบ มันมีอะไรมากกว่านี้"

มองว่าจะไปลงเอยแบบไหน
"ผมคิดว่าโดยอุดมคติก็คือการอยู่ใน ระบอบนี้เพื่อทำให้คุณทักษิณโดนข้อหาให้ได้มากที่สุด เพิ่มคดีความ ทำตรงนี้ออกมาให้ได้มากที่สุด ก็คือทำลายทางการเมืองให้ได้มากที่สุด และหวังพึ่งเศรษฐกิจโลกว่ามันจะบูม แต่มันบูมไม่ได้หรอก อย่างที่เคยบอกว่านัยของพันธบัตรรัฐบาลมีปัญหา คือโอเครัฐบาลระดมทุนได้แต่การที่คุณเอาเงินของคนรวยเข้ามา มันจะตอบปัญหาความเท่าเทียมในสังคมอย่างไร ในเมื่อคุณระดมเงินได้ คุณก็มีสิทธิ์เอาเงินก้อนนี้ไปทำโครงการให้กับคนในเมืองได้เพราะคุณระดมเงิน มาจากคนในเมือง คุณก็สามารถทำรถไฟฟ้าได้ ทั้งที่จริงๆ มันก็เหมือนเดิม มันคือการกู้เงินแบบหนึ่งที่คนทั้งประเทศต้องแบกหนี้ แล้วคุณจะมาทำรถไฟฟ้าได้อย่างไรล่ะในเมื่อมีปัญหาอีกเยอะในประเทศ มันทำให้รู้สึกว่าคนกลุ่มหนึ่งสามารถที่จะมีส่วนในประเทศได้มากกว่าคนกลุ่ม อื่น เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะ"

"คือถ้าจะให้ผมพูดตอนนี้มันจะเหมือน ซินแสที่มาบอกว่ารัฐบาลจะอยู่ได้กี่วันกี่เดือน ผมอยากจะบอกเพียงว่าอย่าประเมินผลงานรัฐบาลอย่างเดียว ต้องประเมินผลงานบรรดาพันธมิตรของรัฐบาลว่าเขามีส่วนอะไรในการทำให้การ บริหารประเทศเป็นแบบนี้"

ตอนนี้ก็สะเปะสะปะอย่างเห็นได้ชัด พันธมิตรไปทาง ทหารลอยหนีไปอีกทาง
"ทุกคนก็มีผลประโยชน์ของเขา ระบอบนี้ให้ผลประโยชน์กับเขาโดยตรงไม่ได้ ระบอบนี้ไม่สามารถให้งบประมาณทหารจำนวนมหาศาลได้ ระบอบนี้ไม่สามารถทำให้พันธมิตรยึดสื่อหลักได้ทั้งหมด ขนาดสมัยสุรยุทธ์ยังทำได้แค่ไม่กี่วัน นี่ก็เหมือนกัน การปกครองประเทศมันไม่ง่ายอย่างนั้น ผมวิจารณ์อย่างนี้และไม่ได้วิจารณ์ว่าอย่างนั้นสมควรจะชื่นชมถ้าระบอบนี้ จัดการทักษิณได้ ไม่ใช่ ผมพยายามจะบอกว่ากระบวนการที่ไม่เอาทักษิณ สุดท้ายคุณก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ คุณสามารถสร้างจุดร่วมเพื่อเกลียดคนคนหนึ่งได้ ทำลายคนคนหนึ่งได้ แต่การ move สังคมไปในอนาคต คุณทำไม่ได้ คุณไม่มีความสามารถพอที่จะจัดการกับระบบเศรษฐกิจโลก ขณะที่ประเทศไทยมันผูกพันกับโลก"

และจัดการกับคนจนไม่ได้ด้วย
"คุณเข้าไม่ถึงเขา โอเคคนที่เข้าถึงก่อนเขาโกง แต่ตัวคุณก็แก้ปัญหาให้เขาไม่ได้"

ถ้าเลือกตั้งก็กลัวทักษิณชนะอีก ก็พยายามจะไม่ให้มีเลือกตั้งเร็ว
"ประการแรกคือไม่มีโดยเร็ว สองมี ก็รอไปบี้ จัดการทุจริต ซึ่งการทุจริตเกิดแน่นอน แต่วิธีคิดในเรื่องการจัดเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมโดยใช้การยุบพรรคมัน ไม่ได้สร้างศรัทธาให้กับประชาชน มันเป็นการปฏิเสธอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนในหลายๆ พื้นที่ซึ่งกรรมการพรรคเขาไม่ได้โกงในเขตนั้น ต่อให้สมมติว่าคนคนนี้เขารู้เห็นในกระบวนการยุบพรรค แต่ในพื้นที่เขาไม่ได้โกง แล้วคุณไปตัดสิทธิประชาชนที่จะให้คนเหล่านี้เป็นส.ส.ได้อย่างไร มันผิดหลักประชาธิปไตย โอเคมันถูกหลักประชาธิปไตย ตรงที่การเลือกตั้งในพื้นที่ที่ถูกกล่าวหามันไม่บริสุทธิ์ แต่การลงโทษโดยยุบพรรค มันไม่ได้ตอบคำถามว่าคุณให้ความสำคัญกับประชาชนที่เขาเลือกกรรมการพรรคเหล่า นั้นอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไร เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ผิดในพื้นที่ของ เขาเอง อันนี้เป็นประเด็นใหญ่นะ มันก็เลยทำให้ศรัทธาที่มีกับระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอน"

ที่บอกว่าในทางวิชาการละเลยการศึกษาประชาชน หมายถึงคนชนบทนิยมทักษิณเพราะเข้าถึงเขามากกว่าใช่ไหม
"ผมคิดว่ามันเกิดลักษณะสำคัญขึ้นมาใน สังคมในยุคทักษิณ คือทักษิณทำให้เห็นว่านอกเหนือจากผู้อุปถัมภ์ในระดับท้องถิ่นแล้ว ทักษิณเองสามารถเป็นผู้อุปถัมภ์ในระดับชาติได้ ดังนั้นประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ถ้าทักษิณให้เขาไม่ได้ วันนี้เขาก็ยังมีผู้อุปถัมภ์เดิม ถ้าผู้อุปถัมภ์เดิมไม่ทำงานร่วมกับทักษิณ เขาอาจจะถามคำถาม เขาอาจจะเคลือบแคลงใจมากกว่า แต่ขณะเดียวกันถ้าผู้อุปถัมภ์เดิมกับทักษิณจับมือกัน เขาก็อาจจะรู้สึกว่าเขาได้ความมั่นคงหลายๆ มุมมากกว่า ผมไม่เชื่อว่าชาวบ้านเลือกอะไรแบบขาวดำ ผมคิดว่าเวลาชาวบ้านมอง การมีทักษิณมันเป็นการเพิ่มช่องทางให้เขา และช่องทางนี้ถูกตัด แต่ในทุกๆ ครั้งทักษิณให้ความหวังกับเขา เขาก็จะรู้สึกว่ามีความหวังมากขึ้น จากช่องทางปกติที่เขามีอยู่แล้ว เขาไม่ได้คิดว่าการเลือกทักษิณจะทำให้เขาได้อะไร มันเป็นการเพิ่มช่องทางให้เขามากกว่า"

ถ้าอย่างนี้ทักษิณก็จะได้ความนิยมอยู่ตลอด
"ไม่ เพราะตัวทักษิณเองก็ขึ้นลงตามจังหวะเหมือนกัน กว่าจะกลับมาสู่วันนี้เขาก็ เพลี่ยงพล้ำไปมาก หลังจากกระแสเสื้อแดงลง เพราะตอนนั้นเขามาโหนกระแสเสื้อแดง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาควรจะทำคือทำด้วยตัวเขาเอง ความนิยมของเขาในช่วงนี้ก็เกิดจากตัวเขาเอง ไม่ได้เกิดจากการโหนกระแส ผมคิดว่าเขาเริ่มกลับมาเรียนรู้แล้วว่าเขามีหน้าที่กำหนด agenda โดยตรง ไม่ใช่ทำงานเบื้องหลังแก๊งสามคน พอมีกระแสแล้วค่อยออก แต่เขามีความสามารถในการลงไปถึงประชาชนเอง การโฟนอินของคุณทักษิณมีลักษณะพิเศษก็คือเขาเข้าหาคนในหลายๆ ที่ และมีลักษณะเฉพาะ เขาพูดภาษาอีสานเขาพูดภาษาเหนือ ขณะที่นายกอภิสิทธิ์บอกว่าเข้าถึงประชาชน แต่เป็นการเข้าถึงที่ประชาชนเข้าไม่ถึง"

"ล่าสุดที่เพลี่ยงพล้ำที่สุดก็คือการ มาอ้างว่าใน twitter ไม่ได้เขียนเอง เป็นอีกกลุ่มหนึ่งเขียน ควรจะบอกไปเลยว่าให้คนกลุ่มนั้นเขียน เพราะมันทำให้คนรู้สึกว่าคุณอภิสิทธิ์มีตัวตนจริงๆ การที่คุณไปใช้วิธีบอกว่าคนกลุ่มนั้นไม่เกี่ยว ทำเองโดยไม่ปรึกษาคุณอภิสิทธิ์ มันไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์คุณดีขึ้น ถ้าคุณ บอกว่าคุณเขียนเอง มันก็จะมีคนที่คิดว่าคุณอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญ แต่ไม่จำเป็นที่คุณอภิสิทธิ์จะเขียนเอง บอกว่าทีมงานเขียนตามเจตจำนงคุณอภิสิทธิ์ก็ได้ และคำพูดคุณก็ไม่มีใครว่าผิด แต่นี่ไปทำให้คนที่เชียร์รู้สึกว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีตัวตน ไม่แท้ คุณอภิสิทธิ์จะลำบากกว่าเดิมอีก ในสงครามสื่อ เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ก็จะมีหน้าที่ตอบคำถามสื่อเป็นหลัก และคนยังจะรู้สึกว่าไม่สามารถค้นพบความเป็นตัวตนคุณอภิสิทธิ์"


อุ้มกันมาอย่าลอยนวล
ถ้าทักษิณสามารถใช้สื่อของตัวเองอย่างที่ว่า ก็เป็นการเข้าถึงประชาชนโดยไม่ต้องผ่านสื่อกระแสหลัก
"ตรงนี้จะอันตรายเพราะดาวเทียม ต่างๆ มันถึงประชาชนในชนบทมากกว่าคนชั้นกลางในเมืองแล้วนะ เคเบิลท้องถิ่น ที่เขาสอยสัญญาณฟรีพวกนี้ราคาไม่แพง ราคามันเท่ากับหนังสือพิมพ์ สมมติเดือนละ 300 บาท ก็คือหนังสือพิมวันละ 10 บาท มันมีทฤษฎีอยู่ 2 ทฤษฎี ทฤษฎีแรกบอกว่าคนจนไม่มีปัญญาซื้อ แต่สองคุณลืมไปว่าคนจนมีปัญญาที่จะลงทุน เช่นคนจนรู้สึกว่าถ้าซื้อน้ำเสียก็ไม่ต้องเดิน 3 ชั่วโมงไปตักน้ำ ก็เอาเวลาไปทำมาหากินอย่างอื่น ถ้าคนจนรู้สึกว่าการที่เขาซื้อข้อมูลข่าวสารเหล่านี้แล้วทำให้เขาเข้าใจโลก มากขึ้น ขายของได้ ลูกได้เรียนหนังสือ เขาเพิ่มเงินอีก 300 บาท แล้วลูกเขาได้เรียนพิเศษ ความรู้สึกมันเปลี่ยน โลกของคุณทักษิณเป็นโลกที่ก้าวไปข้างหน้า มันพูดถึงคนรุ่นต่อไปว่าจะได้อะไรมากขึ้น ขณะที่โลกที่รัฐบาลหรือระบอบที่ไม่เอาทักษิณพยายามบอกก็คือ ให้พอใจกับสิ่งที่ตัวคุณมีในขณะนี้ ในขณะที่คนชนบทมีความรู้สึกตลอดเวลาว่าเขาไม่เท่าเทียมกับคนอื่น การไปบอกว่าการไม่เท่าเทียมกับคนอื่นเป็นสิ่งที่คุณต้องทำใจ มันตอบคำถามในสังคมประชาธิปไตยไม่ได้"

"เรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น เรื่อยๆ สงครามสื่อจะเป็นสงครามใหญ่ ถ้าพรุ่งนี้คุณทักษิณสามารถจัดรายการ วิทยุ หรือจัดรายการทีวีเองทุกสัปดาห์เหมือนเดิม คุณว่าใครจะไม่ฟัง โดยธรรมชาติคุณทักษิณเข้าใจสื่ออยู่แล้ว สื่อก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปซักคุณอภิสิทธิ์ เดี๋ยวคุณอภิสิทธิ์พูดเสร็จคุณทักษิณโต้ ยังไงก็เพลี่ยงพล้ำ เส้นแบ่งของความเป็นสื่อแท้กับสื่อเทียมจะหายไป การที่สื่อกลุ่มหนึ่งอ้างอภิสิทธิ์ว่าตัวเองเป็นสื่อแท้จะหมดไป เพราะสุดท้ายแล้วการเข้าถึงประชาชนจะเป็นหัวใจสำคัญของสื่อ"

"และความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับคุณ อภิสิทธิ์ก็จะไม่แนบแน่น เพราะว่าสื่อก็ต้องขาย โดยธรรมชาติของสื่อ ผมไม่ได้มองว่าสื่อมีอุดมการณ์อะไร เป็นเรื่องที่คุณต้องมีอยู่แล้ว แต่ความสามารถในการขายข่าวของคุณ คุณจะจบ"

ที่บอกว่าจะเปิดช่อง OTOP อาจจะขายไม่ออกก็ได้ แต่ทำให้ชาวบ้านมีความหวังใช่ไหม
"มันอาจจะขายไม่ได้ แต่มันเป็นความสามารถทำให้สิ่งซึ่งอยู่ในแต่ละที่ไปปรากฏตัวในโลก มันคือปม ปมหนึ่งของชาตินิยมคือการทำให้คุณรู้สึกว่าคนอื่นยอมรับคุณ คุณมีที่ทางในโลก มันก็เป็นหลักการเดียวกับคุณต้องการมีธูปใหญ่ที่สุดในโลก ยาวที่สุดในโลก คุณต้องการการยอมรับ การมี OTOP มันคือตรงนี้ มันคือจิตวิทยาที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าวันหนึ่งเขาจะได้ไปปรากฏตัวในโลก เขาไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ ช่องที่ 2 เรียลลิตี้คนจนมันเป็นการพิสูจน์ว่าเขาต้องการมีที่ทาง เขาต้องการถูกนำเสนอในโลก และอันสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือช่องกวดวิชา กวดวิชามันคือการที่คุณรู้สึกว่าระบบรัฐหรือใครต่างๆ มาสนใจอนาคตของพวกคุณ ทุกคนยอมทำงานหนักเพื่อให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดี ความรู้สึกต่ำต้อยของคนที่รู้สึกว่าไม่มีเงินจะไปซื้อ service แล้วเขาได้ฟรี ซึ่งจริงๆ ไม่ฟรีเพราะเขาต้องจ่ายเงิน แต่มันคุ้มหรือเปล่าล่ะ 300 กว่าบาท เขามีทีวีดู ที่จริงอาจจะไม่เสียเลยเพราะเพิ่มจากเคเบิลเก่า เขาก็สอยเพราะช่องพวกนี้ฟรี"

รัฐบาลอาจจะสกัดเคเบิลเหล่านี้ได้
"จะไปจับทันยังไง ถ้าเขามีจานของเขาเอง หรือต่อเน็ตของเขา คุณจะไปจับยังไงหมด คุณไล่จับเขาแล้วคุณตอบคำถามโลกยังไง คุณปิดกั้นสื่อหรือเปล่า วาทกรรมเรื่องสื่อแท้สื่อเทียมจะหมดไป"

"อย่าลืมว่าก่อนที่คุณทักษิณจะได้รับ ความนิยมในวันนี้ คุณทักษิณเคยเป็นฝ่ายค้าน การเติบโตของพรรคไทยรักไทยเห็นชัดว่าเกิดจากกระแส ที่ประชาธิปัตย์ทำงานไม่ได้ ทั้งที่ประชาธิปัตย์ตอนนั้นขึ้นมาโดยที่ประชาชนสรรเสริญว่าจะมาแก้ปัญหา เศรษฐกิจแทนบิ๊กจิ๋ว อย่าลืมนะตอนนี้คุณทักษิณย้ายไปเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว"

หันมามองอีกด้านทักษิณก็เดินเกมกดดันเรื่องถวายฎีกา ก็เป็นการรุกอยู่เรื่อยๆ
"เกมการถวายฎีกามี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการแสดงพลังของประชาชนเพื่อที่จะเข้าถึงสถาบันที่พวกเขารัก เขาอยากเข้าถึง แต่สิ่งที่สอง สิ่งที่เขาไม่เสียเลย คือการถวายฎีกาจะเปิดโปงให้เห็นว่าระบอบไม่เอาทักษิณจะปรากฏตัวอย่างไร จะปรากฏตัวว่ามีใครบ้าง ซึ่งมันก็ทำให้ฝ่ายนั้นเห็นเองว่าใคร"

ซึ่งปรากฏว่าฝ่ายไม่เอาทักษิณเต้นรุนแรงมาก
"และการเต้นรุนแรงเป็นคุณกับทักษิณ เป็นคุณกับคนที่สนับสนุนทักษิณ เพราะมันทำให้เห็นว่าทำไมต้องเต้นแรงขนาดนี้"

"การเต้นเป็นผลร้ายต่อระบอบไม่เอา ทักษิณ เพราะเต้นแรงและเต้นเป็นขบวนการ มันก็จะปรากฏตัวในที่สว่าง ประชาชนจะเห็นว่าใครที่เต้นแรง และมันน่ากลัวตรงที่คนที่เต้นแรงไม่ใช่ม็อบ ไม่มีม็อบที่เต้นแรงนะ ไม่มีม็อบต้าน แต่เป็นคนซึ่งใช้ต้นทุนทางสังคมออกมาต้านทั้งนั้น และคนเหล่านี้จะอยู่ต่อไปอย่างไรในสังคมประชาธิปไตย คนเหล่านี้ก็อยู่ใน เรื่องถูกผิดมาโดยตลอด และตัวเองก็ถวายฎีกามาเองด้วย"

พิชญ์ย้ำทิ้งท้ายว่า 6 เดือนที่ผ่านมาไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ แต่ระบอบไม่เอาทักษิณต้องรับผิดชอบร่วมกัน

"ปัญหาใหญ่ไม่ใช่รัฐบาล ปัญหาใหญ่คือระบอบไม่เอาทักษิณ ต้องใช้คำนี้ในทางการเมือง เพราะสมัยผมต่อต้านรัฐประหาร พวกคุณก็ด่าว่าผมเป็นพวกทักษิณ ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนด่าทักษิณเป็นคนแรกๆ ฉะนั้นพวกคุณก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันว่าพวกคุณคือระบอบไม่เอาทักษิณ พวก คุณใช้วิธีนี้ในการสร้างอำนาจมาแต่แรก ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาล จะมาด่ารัฐบาลโดยที่เอาตัวรอดไปวันๆ ไม่ได้ พวกคุณด่าว่าพวกผมเป็นสองไม่เอา แล้วจะโยนบาปให้คุณอภิสิทธิ์ทุกๆ เรื่องได้ยังไง ไม่ได้ ระบอบนี้ต้องรับผิดชอบทั้งระบอบ ใน 6 เดือนที่ผ่านมาสื่อได้ทำหน้าที่เปิดโปงคุณทักษิณมากขึ้นหรือเปล่า ก็ไม่ได้ทำอะไร สื่อไม่ได้ทำอะไรที่เป็นระบบเพียงพอที่จะเป็นข้อมูลทำให้คนไม่เอาทักษิณมาก ขึ้น ทำให้ศาลมีคนโอบล้อมมากขึ้น ไม่มี ไม่ทำ เมื่อทำได้แค่นี้ก็ต้องเจออย่างนี้ แล้วก็โยนขี้ให้อภิสิทธิ์”


เผยแพร่ครั้งแรกในไทยโพสต์ แทบลอยด์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552
ลงแบบไม่สมบูรณ์ในเว็ป
//www.thaipost.net/tabloid/020809/8637




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2552    
Last Update : 14 สิงหาคม 2552 16:23:39 น.
Counter : 274 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.