ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

Copyrightใครๆก็รู้แล้วCopyleftล่ะ?

พูดถึง Copyright แล้วใครๆคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี มองไปทางไหนเราก็จะเจอสัญลักษณ์วงกลมแล้วมีตัว C แคทแมวอยู่ในวงกลม ... รู้จักกับ Copyright กันแบบเฉี่ยวๆก่อน



Copyright บอกว่าของชินนี้มีลิขสิทธิ์นะ หมายถึง แค่ผู้สร้างสรรค์หรือคิดค้นที่จะคัดลอก Copy ได้ตามสบายเพราะมีกฎหมายคุ้มครองเขาอยู่ ส่วนคนอื่นๆก็ต้องไปตกลงกับเจ้าของผลงานกันก่อนถึงจะ เอาไปเลียนแบบได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆก็ตาม (ห้ามดัดแปลง แก้ไข หรือส่งตามสายเคเบิล หากละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ... บอกทุกครั้งตอนจะดู VDO สมัยก่อน)

เข้าเรื่องของเรากันดีกว่า เรื่องของ Copyleft



สัญลักษณ์นี้ผมไม่ได้ทำให้กลับด้าน แต่มันกลับด้านของมันเอง ... เขาต้องกลับด้านมันครับ จะได้ไม่ซ้ำกับ Copyright เพราะ C หันไปทางซ้ายเขาก็เลยเรียกมันว่า Copyleft คำนี้ไม่ได้หมายถึง Copy ไปทางซ้ายแต่ Left ในที่นี้แปลว่า "ทิ้ง" ครับ ตัวอย่างเช่นคำที่ U.S.Marine ชอบใช้ "Left No Man Behind" เราจะไม่ทอดทิ้งใครไว้

Copyleft คืออะไร ? กลับกันกับ Copyright ครับ ถ้าอะไรที่มีสัญญลักษณ์ Copyleft อยู่นั่นหมายถึงเอาไปเล่นได้เลย ดัดแปลง แก้ไข หรืออะไรก็ตามสบาย ส่วนถ้าจะเอาไปใช้เชิงพานิชก็ต้องดูให้ดีๆก่อนครับ เพราะส่วนใหญ่เขาจะต้องการให้เป็น Freeware ตลอดไป ตัวอย่างที่เห็นกันง่ายๆคือ Linux ส่วนใหญ่จะใช้ไม่ต้องเสียตัง แค่โหลดมาก็ใช้ได้เลย

ความพิเศษของ Copyleft คือการที่เจ้าของยอมเสียสละบางส่วน จึงได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์เพียงบางส ่วนเท่านั้น แทนที่เจ้าของลิขสิทธิ์จะปล่อยงานของเขาออกมาภายในพื ้นที่สาธารณะโดยสมบูรณ์ หรือก็คือไม่สงวนสิทธิ์ใด ๆ Copyleft จะให้เจ้าของสามารถสร้างข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ได้บาง ประการ สำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในงานอันมีลิขสิทธิ์นี ้ โดยถ้าผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้แล้ว จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เงื่อนไขเพื่อที่จะไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ภายใต้ Copyleft นี้ก็คือทำให้เป็น Copyleft ตลอดไป หรือเรียกว่า "สัญญาอนุญาตต่างตอบแทน" (Reciprocal Licenses) ครับ



พี่หนวดคนนี้ชื่อ Richard Matthew Stallman เพราะชื่อยาวเขาเลยย่อเป็น RMS เรียกได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดของโปรแกรมเสรีต่างๆ เป็นผู้สร้างโครงการ GNU (อ่านว่า "กะ-นู") ในปี ค.ศ. 1984 หรือ พ.ศ. 2527 ผมยังไม่เกิดเลย ก็เป็นโครงการที่สร้าง Linux นั่นเองครับ จริงๆแล้วเราต้องเรียกว่า GNU/Linux (เพราะใช้ Linux เป็น Kernel ก็คือส่วนสำคัญเป็นแกนหลักของรับบปฎิบัติการเลยก็ว่า ได้) สัญลักษณ์ของ GNU คือรูปนี้ครับ



"GNU's Not Unix" ถึงจะเหมือน Unix ก็ไม่ได้แปลว่าใช้ Source Code เดียวกับ Unix ...

Richard Matthew Stallman ลงทุนยอมลาออกจากสถาบันแมสซาชูเซตส์ เพราะไม่อยากให้มหาวิทยาลัยมาอ้างลิขสิทธิ์ในตัวซอฟต ์แวร์และแทรกแซงการเผยแพร่ในรูปแบบซอฟต์แวร์เสรี สำหรับชื่อ"กนู" นั้น สตอลแมน ได้แนวความคิดจากการเล่นคำแบบต่าง ๆ และจากเพลง The Gnu ของคู่หู Flanders และ Swann ใครอยากฟังลองกดที่ https://www.youtube.com/watch?v=YqgPyqyh4X4 ดูครับ


Flanders และ Swann

สิ่งที่ทำให้ Richard Matthew Stallman เซ็งมาก คือเขาพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตัวแปลคำสั่งภาษา Lisp ขึ้นมา ต่อมาบริษัทที่ชื่อว่า Symbolics ได้ขอใช้งานตัวแปลคำสั่งนี้ สตอลแมนตกลงอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวใช้งาน โดยมอบเป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) ในเวลาต่อมา บริษัท Symbolics ได้แก้ไขปรับปรุงความสามารถของตัวแปลคำสั่งภาษา Lisp ให้ดีขึ้น แต่เมื่อสตอลแมนแสดงความต้องการที่จะเข้าถึงส่วนที่แ ก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม เหล่านั้น ก็ได้รับการปฏิเสธจากบริษัท ... เหตุนี้ล่ะครับเขาจึงต้องสร้าง Copyleft ขึ้นมา ... ผมชอบเขาตรงนี้ล่ะครับ เขาชอบคิดอยู่เสมอว่าจะสร้างโลกนี้ให้มีแต่ Freeware แต่ดูแล้วคงยาก Website ส่วนตัวของพี่ Stallman เขาคือ//stallman.org/ ครับ

เนื่องจาก Stallman เห็นว่าในระยะสั้นมันคงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกำจัดกฎหมายลิขสิทธิ์ในปัจจุบัน รวมถึงสิ่งที่เขามองว่าเป็นสิ่งผิดปกติให้หมดไปอย่าง ถาวร เขาจึงเลือกที่จะใช้กลไกของกฎหมายที่มีอยู่มาเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุสิ่งที่เขาต้องการ เขาได้สร้างสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในแบบของเขาขึ้นมาเอง โดยสัญญาอนุญาตที่เขาสร้างขึ้นมาถือเป็นสัญญาอนุญาตแบบ copyleft ตัวแรก คือ Emacs General Public License ซึ่งต่อมาสัญญาอนุญาตนี้ก็ได้รับการพัฒนาปรับปรุงจนก ระทั่งกลายเป็น GNU General Public License (GPL) ซึ่งเป็นสัญญาอนุญาตแบบซอฟต์แวร์เสรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอันหนึ่ง

ใครสนใจ GNU/Linux ก็กดที่ //www.gnu.org/ ได้เลยครับ

เพราะตอนนั้น Unix กำลังมาแรง GNU จึงออกแบบให้คล้ายกับ Unix เพื่อให้ผู้ใช้สามารถย้ายไปใช้ GNU ได้ง่าย Unix ยังมีโครงสร้างแบบโมดูล จึงสามารถพัฒนาโครงการ GNU แยกกันเป็นส่วน ๆ ได้

เมื่อ GNU เริ่มจะมาแรง บริษัททั้งหลายก็หันมาใช้ หรือขายซอฟต์แวร์และบริการทางเทคนิก บริษัทที่มีชื่อและประสบความสำเร็จที่สุดก็คือ Cygnus Software ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Red Hat (มวกแดง แต่ไม่ใช่ ต้อย "อย่าขอหมอรำ")

มีตัวอย่างป้าย Copy ในสมัยก่อนให้ดูครับ



เรื่องของ Copyleft คร่าวๆคงมีเพียงเท่านี้ครับ

Credit : Hitzuja
Google
//www.google.co.th/ig
Richard Stallman's Personal Home Page
//stallman.org/
GNU Operating System
//www.gnu.org/
Copyleft - Wikipedia
//en.wikipedia.org/wiki/Copyleft , //th.wikipedia.org/wiki/Copyleft
Richard Stallman - Wikipedia
//th.wikipedia.org/wiki/ริชาร์ด_สตอลล์แมน
GNU - Wikipedia
//th.wikipedia.org/wiki/กนู
Kernel (computing) - Wikipedia
//en.wikipedia.org/wiki/Kernel_(computing)




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2553    
Last Update : 20 สิงหาคม 2553 19:22:03 น.
Counter : 1916 Pageviews.  

ฟี(Phi)อัตราส่วนทองคำ(Golden ratio)กับลำดับเลขฟีโบนักชี (Fibonacci numbers)

ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา

ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิชาการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม

Phi (Φ) (อ่านออกเสียงว่า “ฟี”) ก็คือตัวเลข 1.618… เป็นค่าคงที่ของธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งหลายประการ แต่คุณสมบัติที่น่าสนใจที่สุด ของ Phi ก็คือ Phi มีความเกี่ยวพัน กับลำดับเลขฟีโบนักชี เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่า ถ้าเอาเลขฟีโบนักชีตัวใดตัวหนึ่งมา แล้วหารด้วยเลขฟีโบนักชี ในลำดับที่มาก่อนหน้าหนึ่งตำแหน่ง มักจะได้ผลหารเท่ากับ หรือใกล้เคียงกับ Phi หรือ 1.618… เสมอ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรานำเลขฟีโบนักชีสองจำนวน ที่อยู่ติดกันมาหารกัน เช่น 309/191 จะได้ผลหารเท่ากับ 1.6179 หรือเอา 118/73 จะได้ผลหารเท่ากับ 1.6164 ซึ่งมีค่าใกล้เคียงกับ Phi เป็นอย่างมาก และถ้าเราพิจารณาเลขฟีโบนักชีที่มีค่ามากๆ จะพบว่าอัตราส่วนของเลขสองจำนวนจะเท่ากับ 1.6180339887... เสมอ

ค่าที่แท้จริงของ Phi เท่ากับ (1 + 5)/2) หรือประมาณ 1.61803398874989...



สี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ (Golden Rectangle)


คือ สี่เหลียมผืนผ้าที่มีอัตราส่วนด้านยาวต่อด้านสั้นเท่ากับอัตราส่วนทองคำ หรือ phi นั่นเอง ความพิเศษของสี่เหลี่ยมทองคำก็คือถ้าเราแบ่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำออกเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส และส่วนที่สองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็จะพบว่าสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเล็ก ที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ยังคงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าเรายังแบ่งสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ ที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยวิธีการเดียวกันนี้ ก็จะได้สี่เหลี่ยมจตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ ที่มีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนไม่รู้จบ

เพื่อให้เข้าใจสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำมากขึ้น ลองพิจารณาจากรูปประกอบนี้

ถ้าสมมุติให้สี่เหลี่ยม ABCD เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีอัตราส่วนทองคำแล้ว จะทำให้ AD/AB = AE/ED = phi โดยที่ FE = AE และ FE/ED= phi จะส่งผลให้สี่เหลี่ยม FCDE เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีอัตราส่วนทองคำเช่นเดียวกันซึ่งจะทำให้ AD/EF = BD/CE = phi เช่นเดียวกัน

Phi มีบทบาทในการเป็นรากฐานที่สำคัญให้กับธรรมชาติ คน สัตว์ พืช หรือแม้แต่อะตอม ซึ่งต่างก็มีสัดส่วนที่ตรงกับอัตราส่วนของ Phi ต่อ 1 อย่างน่าอัศจรรย์! จึงทำให้การปรากฏอยู่ ของตัวเลข Phi ในธรรมชาติ มีมากเกินกว่าที่จะเป็นการบังเอิญ จนราวกับว่าตัวเลข Phi ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า จนนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียน ชื่อ Luca Pacioli จึงได้เรียบเรียงตำราขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ The Devine Proportion (สัดส่วนแห่งสวรรค์) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ Phi ขึ้นมาโดยเฉพาะ จนถึงทุกวันนี้ได้มีการค้นพบว่า Phi เข้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ และสิ่งต่างๆอย่างมากมาย เช่น ศาสตร์สัญลักษณ์ในวงการศิลปะ, สถาปัตยกรรม เช่น พีระมิดอียิปต์, ดนตรี, เกลียวสับปะรด, หลุมดำ, ซุปเปอร์โนวา (supernova) และทฤษฎี string ฯลฯ ตัวอย่างของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Phi มีดังนี้

1.อัตราส่วนระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางของเกลียวรอบเปลือกหอยนอติลุส
2.อัตราส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของวงขดเกลียวของเมล็ดทานตะวันแต่ละวงเทียบกับวงถัดไป
3.อัตราส่วนของสัดส่วนหน่วยโครงสร้างร่างกายมนุษย์ เช่น ระยะจากหัวถึงพื้นหารด้วยระยะจากสะดือถึงพื้น ระยะจากไหล่ถึงปลายนิ้วมือหารด้วยระยะจากข้อศอกถึงปลายนิ้วมือ หรือระยะจากสะโพกถึงพื้นหารด้วยระยะจากหัวเข่าถึงพื้น เป็นต้น
4.งานศิลปะและสถาปัตยกรรมของจำนวนมากมาย เช่น มหาวิหารพาร์ธีนอน (Parthenon) ในเอเธนส์ หรือ มหาวิหารน็อตเตอร์ดาม (NotreDame Cathedral) ในปารีส เป็นต้น



มหาวิหารพาร์ธีนอนในกรุงเอเธนส์ที่มีสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำซ่อนอยู่อย่างไม่รู้จบ ซึ่งส่งผลให้มหาวิหารแห่งนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่มีความสมมาตรและสวยงามมาก

จนกลายเป็นต้นแบบให้กับสิ่งก่อสร้างในภายหลังอีกหลายแห่ง

(ภาพประกอบจาก //britton.disted.camosun.bc.ca/goldslide/jbgoldslide.htm)





มหาวิหารน็อตเตอร์ดามแห่งปารีส และมหาวิหารพาร์ธีนอนในเอเธนส์ ต่างก็มีความเกี่ยวข้องกับ Phi ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเอาความยาวของเส้นสีขาวหารด้วยความยาวของเส้นสีฟ้าจะมีผลหารเท่ากับ Phi หรือ 1.618…




สี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าและส่วนต่างๆของ โมนาลิซา

ซึ่งเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดรูปหนึ่งของโลก ที่วาดขึ้นโดย เลโอนาร์โด ดา วินชี

(ภาพประกอบจาก //us.geocities.com/jyce3/leo.htm)


ภาพ “โมนาลิซา” (Mona Lisa) เป็นผลงานชิ้นเอกของ เลโอนาร์โด ดา วินชี จิตรกรชาวอิตาเลียน ซึ่งในขณะนี้ตั้งแสดงอยู่ที่ห้องเดอะแกรนแกลเลอรี่ ในพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ประเทศฝรั่งเศส ในนาม “ลา โฌกงด์” (La Joconde) โมนาลิซาในภาพเป็นภาพเหมือนของหญิงสาวชื่อ “ลา จิโอกอนดา” (La Gioconda) ภรรยาของฟรานเซสโก เดล จิโอกอนดา ที่ เลโอนาร์โด วาดขึ้นโดยใช้เทคนิคการวาดภาพแบบสฟูมาโต (sfumato) เพื่อให้โทนสีของภาพออกมาดูนุ่มเบา

ส่วนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โมนาลิซา กลายเป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ก็คงเป็นเพราะสีหน้าและรอยยิ้ม ที่โมนาลิซาแสดงออกมานั้นให้ความรู้สึกที่น่าฉงนมาก เพราะว่าบางมุมก็รู้สึกถึงความมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ขณะที่บางมุมก็ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยก หรือบางครั้งก็รู้สึกราวกับว่า โมนาลิซาอยากจะบอกกับคนที่กำลังจ้องมองดูเธออยู่ว่า “ฉันรู้เรื่องที่คุณยังไม่รู้อีกเยอะแยะเลยนะ จะบอกให้! ”



เดอะวิทรูเวียนแมน (the Vitruvian Man) เป็นภาพวาดที่มีชื่อเสียงมากของ เลโอนาร์โด ดาวินชี เนื่องจากเป็นภาพ ที่แสดงออกถึงความสามารถทางการวาดภาพ ที่เป็นศิลป์ผนวกกับความรู้ทางวิทยาศาสตร ์ของดาวินชีในการกำหนดสัดส่วน ทางคณิตศาสตร์ของร่างกายมนุษย์ โดยดาวินชีได้นำ Phi มาให้ในกำหนดสัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนได้ภาพวาดของมนุษย์เพศชาย ที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบ และมีสัดส่วนถูกต้องมากที่สุด ซึ่งถือว่าเป็นผลงาน ทางด้านกายวิภาคศาสตร์ ที่ก้าวล้ำสมัยมาก ซึ่งในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ ทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ


เพนตาเคิล (pentacle) หรือรูปดาวห้าแฉก เป็นสัญลักษณ์ของศาสนา ยุคก่อนคริสตกาล มีความหมาย ในการเป็นตัวแทนของเพศหญิง โดยที่เพนทาเคิล จะมีความเกี่ยวข้องกับ Phi เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากอัตราส่วนต่างๆ ถูกที่แบ่งโดยเส้นทุกเส้น ในเพนทาเคิลจะมีค่าเท่ากับ Phi ทั้งหมด


ส่วน เพนตากอน (pentagon) หรือรูปห้าเหลี่ยมด้านเท่า ก็มีความเกี่ยวข้องกับ Phi ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากอัตราส่วนระหว่างความยาวของเส้นทแยงมุมกับความยาวด้านของรูปห้าเหลี่ยมด้านเท่าจะมีค่าเท่ากับ Phi เสมอ!



รูปแสดงอัตราส่วน ระหว่างความยาวเส้นทแยงมุม กับความยาวด้าน ของเพนตากอน

และความยาวของส่วนต่างๆ ที่เกิดจากการตัดกัน ของเส้นแทยงมุม จะมีค่าเท่ากับ Phi เสมอ


เพนตาเคิล (รูปดาวห้าแฉก) และเพนตากอน (รูปห้าเหลี่ยมด้านเท่า) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่นิยมใช้ในทางศาสนา ลัทธิความเชื่อ และวงการศิลปะ ต่างก็มีความสัมพันธ์กับ Phi หรืออัตราส่วนทองคำ (golden ratio) เป็นอย่างมากจนน่าอัศจรรย์ใจ ซึ่งถ้าสังเกตรูปประกอบ ให้ดีจะเห็นว่า ทั้งเพนตาเคิลและเพนตากอน ซ้อนกันไปมาอย่างไม่รู้จบ และสัดส่วนต่างๆที่เกิดขึ้นจากเส้นที่ตัดกันไปมา ต่างก็มีความสัมพันธ์กับ Phi ทั้งสิ้น

นอกเหนือไปจากสี่เหลี่ยมผืนผ้าทองคำ และรูปห้าเหลี่ยมด้านเท่าหรือเพนตากอนแล้ว รูปเรขาคณิตชนิดอื่นๆ ก็มีอัตราส่วนทองคำด้วยเช่นกัน เช่น รูปสามเหลี่ยมทองคำ และรูปสิบเหลี่ยมทองคำ เป็นต้น




รูปสามเหลี่ยมทองคำแบบมุมแหลม (Golden Triangle) ที่มีด้านยาวต่อด้านสั้นเป็นอัตราส่วนทองคำ ซึ่งมีสามเหลี่ยมทองคำแบบมุมแหลมและแบบมุมป้านขนาดเล็กซ้อนทับกันซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้จบ




รูปสิบเหลี่ยมทองคำ (golden decacon) หรือรูปสิบเหลี่ยมด้านเท่าที่บรรจุอยู่ภายในวงกลม จะพบว่าอัตราส่วนระหว่างรัศมีวงกลม ( r ) ต่อความยาวด้านของรูปสิบเหลี่ยม ( s ) จะมีค่าเท่ากับ phi




สุดยอดความลับของนาโนเทคโนโลยีที่แฝงตัวอยู่ใน The Da Vinci Code กำลังจะถูกเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ ลำดับเลขฟีโบนักชี ฟี (?) อัตราส่วนทองคำ เพนทาเคิล รหัสลิขิต เลโอนาร์โด ดาวินชี สมาคมลับเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน โฮลี่เกรล นาโนไดรฟ์ ฯลฯ

จุดประสงค์ที่ผู้เขียน จัดทำบทความนี้ขึ้นมา ก็เพื่ออยากให้คนไทย สนใจที่จะเรียนรู้เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้าน นาโนศาสตร์ (nanoscience) และ นาโนเทคโนโลยี (nanotechnology) ได้อย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์นั้นเข้าใจยาก หรือมีเนื้อหาที่น่าเบื่อหน่าย โดยการสอดแทรกเกร็ดความรู้ ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับนาโนเทคโนโลยี เข้าไปในประเด็นต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ในเนื้อหาของนวนิยายอาชญากรรมซ่อนเงื่อน ที่โด่งดังติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดของโลก นั่นก็คือ "รหัสลับดาวินชี” (The Da Vinci Code) ผลงานการประพันธ์ของ แดน บราวน์ ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ให้คนทั่วโลกได้ชมกันในขณะนี้ ซึ่งให้ชื่อภาษาไทยว่า “รหัสลับระทึกโลก”โดยประเด็นต่างๆ ที่เลือกมานำเสนอมีดังต่อไปนี้

เลขฟีโบนักชี

ลำดับเลข ฟีโบนักชี (Fibonacci numbers) เป็นลำดับเลขที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแบบหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียนชื่อ เลโอนาร์โด ฟีโบนักชี (Leonardo Fibonacci) แห่งเมื่องปิซา เมื่อศตวรรษที่สิบสาม เลขฟีโบนักชีสามารถเขียนเป็นอนุกรมได้ดังนี้คือ

1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, x, y, x+y, …

(ตัวเลขตำแหน่งที่ n เท่ากับ ตัวเลขตำแหน่งที่ n-1 บวกกับตัวเลขตำแหน่งที่ n-2, หรือ Xn = Xn-1 + Xn-2)



เมล็ดของดอกทานตะวัน ในวงที่มีเกลียวการหมุนตามเข็มนาฬิกา มีจำนวนทั้งสิ้น 55 เมล็ด (เครื่องหมายสีแดง) ในขณะที่วงที่มีเกลียว การหมุนทวนเข็มนาฬิกา มีจำนวนทั้งสิ้น 89 เมล็ด (เครื่องหมายสีเขียว) (โดยที่ทั้ง 55 และ 89 ต่างก็สอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี)




ต้นตะบองเพชรที่มีลักษณะการจัดเรียงตัวของปุ่มหนามสอดคล้องกับเลขฟีโบนักชี

โดยมีวงเกลียวของปุ่มหนามที่หมุนตามเข็มนาฬิกา 3 วง (เส้นสีแดง)

และมีวงเกลียวที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาจำนวน 5 วง (เส้นสีเหลือง) โดยที่ 3 และ 5 ก็คือลำดับเลขฟีโบนักชี

(ภาพประกอบจาก //www-gap.dcs.st-and.ac.uk/~history/PictDisplay/Fibonacci.html)





ความยาวของกระดูกนิ้วมือแต่ละข้อจะมีอัตราส่วนเรียงตามลำดับเลขฟีโบนักชี





เกลียวการหมุนของยอดปุ่มของกะหล่ำดอกพันธุ์โรมาเนตโก (Romanesco) มีความสอดคล้องกับเลขฟีโบนักชีเช่นเดียวกัน

(ภาพประกอบจาก //wwpub.naz.edu:9000/~dghidiu7/phi.htm)



จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ลำดับเลขฟีโบนักชี ได้เข้ามาสู่โลกของนาโนเทคโนโลยีแล้ว เมื่อนักวิทยาศาตร์จาก Lawrence Berkeley National Laboratory ในแคลิฟอร์เนีย ได้ร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จาก Ames Laboratory แห่ง Iowa State University ในการใช้อุปกรณ์ ทางด้านนาโนเทคโนโลยี มาทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องแรงเสียดทาน ที่เกิดขึ้นในระดับของอะตอม โดยการใช้กล้องสแกนนิ่งทัลเนลลิ่งเอสทีเอ็ม (Scanning tunneling microscope, STM) ถ่ายภาพลักษณะการจัดเรียงตัว ของอะตอมบนผิวหน้าของผลึกสังเคราะห์ และใช้กล้อง อะตอมิกฟอร์ซไมโครสโคปหรือเอเอฟเอ็ม (Atomic force microscope, AFM) ในการวัดแรงเสียดทาน ที่เกิดขึ้นระหว่างหัวเข็มของกล้อง AFM กับอะตอมบนผิวหน้าผลึก ที่มีการจัดเรียงอะตอมแตกต่างกัน

ซึ่งจากการทดลองพบว่าแรงเสียดทาน ที่วัดได้จากการจัดเรียงตัว ของอะตอมแบบคาบซ้ำ
(periodic) จะมีค่าสูงกว่า การจัดเรียงตัวของอะตอมแบบไม่เป็นคาบซ้ำ (aperiodic) ถึง 8 เท่า! โดยการศึกษา เกี่ยวกับแรงเสียดทานที่เกิดขึ้น ในระดับอะตอมนี้จะทำให้ นักวิทยาศาสตร์เข้าใจธรรมชาติ ของแรงเสียดทานและสมบัติทางด้านนาโนไทรโบโลยี (nanotribology) เช่น การสึกหรอ การเสียดสี หรือการหล่อลื่น ที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหน้าของสสารต่างๆ ในระดับนาโนเมตรมากขึ้น




การจัดเรียงตัวของอะตอม บนผิวหน้าผลึกในทิศทางหนึ่ง จะมีอะตอมแต่ละอะตอมอยู่ห่างจากกัน เป็นระยะห่างประมาณ 4 อังสตรอม (?) เท่ากัน แต่ในอีกทิศทางหนึ่ง กลับพบว่าอะตอมแต่ละอะตอม อยู่ห่างจากกันเป็นระยะทาง ที่ไม่เท่ากัน โดยมีระยะห่างระหว่างอะตอม แต่ละตอมเรียงตามลำดับเลขฟีโบนักชี! โดยที่ L=13?, L1=8?, L2=5?, S=8?, S1=5?, S2=3? นอกจากนี้ยังพบว่า การจัดเรียงตัวของอะตอม นผิวหน้าผลึก ที่เป็นแบบคาบซ้ำ จะมีแรงเสียดทานที่กระทำกับหัวเข็มของกล้อง AFM สูงกว่าอะตอม ที่มีการเรียงตัว เป็นแบบไม่เป็นคาบซ้ำ

(ภาพจาก Science (2005) 309: 1354)




นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยชาวจีนที่นำโดย Zexian Cao แห่ง Chinese Academy of Sciences ในกรุงปักกิ่ง ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับแรงเครียด (stress) ของทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ไมโครเมตร ที่มีแกนกลางเป็นเงิน และมีเปลือกหุ้มเป็นซิลิกอนออกไซด์หนา 150 นาโนเมตร เมื่อให้ความเย็น จะพบว่าเปลือกหุ้มซิลิกา ที่อยู่ด้านนอกจะมีการหดตัว มากกว่าแกนกลางที่เป็นเงิน ซึ่งจะส่งผลทำให้ ซิลิกาหดตัวกลายเป็นเม็ดทรงกลมขนาดเล็ก จับอยู่บริเวณผิวหน้าของแกนกลาง โดยเม็ดซิลิกา จะมีลักษณะการจัดเรียงตัว เป็นวงเกลียวที่มีความสอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี ยกตัวอย่างเช่น ทรงกลมที่มีเปลือกหุ้มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9.5 ไมโครเมตร จะมีเม็ดซิลิกาอยู่ที่ผิวจำนวน 92 เม็ด ที่มีการเรียงตัวเป็นวงเกลียว ตามเข็มนาฬิกา 8 เส้น และทวนเข็มนาฬิกา 5 เส้น (โดยที่ทั้ง 5 และ 8 ต่างก็สอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี) หรือทรงกลม ที่มีเปลือกหุ้มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
18 ไมโครเมตร จะมีเม็ดซิลิกาจำนวน 230 เม็ด เรียงตัวเป็นวงเกลียวตามเข็มนาฬิกา 21 เส้น และทวนเข็มนาฬิกา 13 เส้น (โดยที่ทั้ง 13 และ 21 สอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี)




รูปประกอบ A, B และ C แสดงให้เห็นถึงลักษณะการจัดเรียงตัว ของเม็ดทรงกลม ขนาดเล็กของซิลิกา ที่อยู่บนผิวหน้าของแกนกลางที่เป็นเงิน

โดยรูป A แสดงให้เห็นการเรียงตัว ของเม็ดซิลิกา เป็นเส้นโค้งที่หมุนตามเข็มนาฬิกา จำนวน 8 เส้น

รูป B แสดงให้เห็นการเรียงตัวเป็นเส้นโค้ง ที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาจำนวน 5 เส้น

รูป C เป็นการสมมุติว่า จุดที่มีเครื่องหมายบอกตำแหน่ง เป็นจุดสิ้นสุดของวงเกลียว ซึ่งจะพบว่าเม็ดซิลิกา จะมีวงเกลียวทวนเข็มนาฬิกาจำนวน 13 เส้น และมีวงเกลียวตามเข็มนาฬิกาจำนวน 21 เส้น ซึ่งเป็นลักษณะที่เหมือน กับการเรียงตัวของเกสรดอกตะบองเพชร Mammillaria nejapensis ในรูป D (ภาพประกอบจาก //www.physorg.com/news5895.html และวารสาร Science (309) 909)





ปุ่มของลูกสนมีการจัดเรียงตัวเป็นเกลียวที่มีจำนวนปุ่มตรงกับเลขฟีโบนักชี




เมล็ดดอกทานตะวัน มีการจัดเรียงตัวเป็นเกลียวที่หมุนตามเข็มนาฬิกา และทวนเข็มนาฬิกา โดยที่จำนวนเมล็ดที่อยู่ในเกลียว แต่ละเกลียวจะตรงกับเลขฟีโบนักชี นอกจากนี้ จำนวนเมล็ดที่อยู่ในเกลียว ที่หมุนตามเข็มนาฬิกาและตามเข็มนาฬิกา ยังมีอัตราส่วนเท่ากับอัตาส่วนทองคำ “phi”




อัตราส่วนระหว่างเส้นผ่านศูนย์กลางของเกลียวเปลือกหอยนอติลุสที่มีความสอดคล้องกับลำดับเลขฟีโบนักชี



หน้ากากทองคำ (Golden Mask)

ท่านผู้อ่านเคยคิดไหมว่า ใบหน้าที่หล่อหรือสวยนั้นควรมีลักษณะเป็นอย่างไร?

คำตอบก็คงมีหลากหลายมาก ตั้งแต่ ใบหน้าควรมีความสมมาตร ได้รูป ผิวพรรณดี ไม่มีริ้วรอย ฯลฯ แต่ สตีเฟน มาร์ควอร์ต (Stephen Marquardt) ซึ่งเป็นหมอศัลยกรรมพลาสติก กล่าวว่าใบหน้ามนุษย์ที่งดงามที่สุดต้องมีสัดส่วนของบริเวณสำคัญบนใบหน้าตรงกับ “หน้ากากทองคำ” (golden mask) โดยหน้ากากทองคำที่ว่านี้ก็เกี่ยวข้องกับ phi อีกเช่นกัน!

ทั้งนี้ก็เพราะว่าหน้ากากทองคำถูกสร้างขึ้นมาจากรูปสิบเหลี่ยมทองคำที่มีเส้นเชื่อมโยงทุกจุดเข้าหากันนั่นเอง



หน้ากากทองคำ ที่ใช้กำหนดรูปหน้าในอุดมคติ


ถ้าผู้อ่านท่านใดเชื่อแนวคิดนี้และสนใจ ที่จะดัดแปลงหน้าตาตนเองให้คล้ายคลึงกับหน้ากากทองคำแล้วละก้อ เห็นทีที่จะต้องพึ่งหมอศัลยกรรมมือดี ที่รู้เรื่องหน้ากากทองคำให้ช่วยดัดแปลงหน้าตาให้ แต่ผู้เขียนคิดว่าคนเราควรพึงพอใจกับหน้าตาของเราที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดจะดีกว่า ยกเว้นแต่ว่าหน้าตามันแย่จริงๆ เพราะถ้าเกิดไปทำศัลยกรรมแล้ว ดีไม่ดีหน้าตาจะยิ่งแย่เข้าไปกว่าเดิม

(รายละเอียดเกี่ยวกับ หน้ากากทองคำ สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ หนังสือ กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง 2 ของ ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ)

รวบรวมจาก //learners.in.th/blog/eva




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2553    
Last Update : 7 สิงหาคม 2553 3:40:51 น.
Counter : 6704 Pageviews.  

10 สิ่งประดิษฐ์ไฮเทคที่ไม่สมควรคิดค้น

เคยดูหนังไซไฟใช่เปล่าครับ ที่หนังมีเทคโนโลยีสิ่งปีระดิษฐ์ล่ำยุคมากมาย ที่เราคิดว่าหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงเราคงมีชีวิตสงบสุขและเรียบง่าย ซึ่งข่าวดีคือสิ่งเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นจริงในอนาคติอันใกล้นี้ หากกระนั้นก็มีหลายฝ่ายบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สมควรเกิดขึ้นโ,กแห่งความจริง เพราะมันจะเกิดปัญหามากกว่าข้อดี และต่อไปนี้คือ 10 อันดับสิ่งประดิษฐ์ที่มีในหนังไซไฟบ่อยๆ ที่ดูเหมือนจะดูดี แต่ความจริงแล้วมันเต็มไปด้วยปัญหา


อันดับ 10. Flying Cars

รถบินยังคงเป็นพาหนะในฝันของมนุษย์ที่อยากจะได้เป็นเจ้าของมัน บ้างในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด คุณลองคิดดูสิคุณสามารถนั่งรถที่ดูเหมือนเครื่องบินสามารถพาคุณไปจุดมุ่ง หมายในระยะอีนใกล้ได้โดยการขึ้นบนฟ้า ท่องอวกาศด้วยไม่ง้อนาซ่า มันจะดีแค่ไหน

ในโลกแห่งความจริงมีผู้พยายามทำรถยนต์บินหลายเจ้า ล่าสุด บริษัทมอลเลอร์อินเตอร์เนชันแนล ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พัฒนารถ "เดอะ มอลเลอร์ เอ็ม400 สกายคาร์" ขึ้นมา บินได้ด้วยความเร็ว 360 ไมล์ต่อชั่วโมง ถ้าเดินทางจากกรุงลอนดอนไปยังปารีส จะใช้เวลาเพียง 35 นาทีเท่านั้น โดยผู้ผลิตบอกว่าระคนนี้ขับง่ายมาก ผู้ที่ขับรถอยู่แล้ว ก็สามารถนำมันขึ้นบินได้ แค่ตั้งทิศทางของจุดหมายที่จะไป พร้อมกับควบคุมความเร็วของรถ ซึ่งผู้ผลิตคาดว่ารถต้นแบบ "เดอะ มอลเลอร์ เอ็ม 400 สกายคาร์" จะพัฒนาเสร็จภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมกับจะขออนุญาตจากสำนักงานการบินสหพันธ์ หรือ เอฟเอเอ ยอดจองรถที่เข้ามานั้นมีประมาณ 100 คันแล้ว คาดว่าราคาจะอยู่ที่ 5 แสนเหรียญ หรือ 17.5 ล้านบาท

ลองไปดูคลิปที่ https://www.youtube.com/watch?v=U9CfHGnsPqs

ทำไมมันไม่สมควรเกิด ขึ้น? ขนาดการจราจรบนพื้นดินยังว่าจัดการยากแล้ว แล้วการจราจรบนท้องฟ้ามันจะยุ่งยากขนาดไหน ในเมื่อไม่มีสัญญาไฟเขียวไฟแดง ไม่มีเส้นทางบังคับ มีหรือที่จะ ไม่เกิดอุบัติเหตุกลางอากาศ หากเราดูสารคดีคมนาคมอากาศเครื่องบินเราจะรู้ซึ้งถึงความยุ่งยากอย่างไม่น่า เชื่อ เมื่อบนท้องฟ้ามันอันตรายกว่าบนบกอย่างที่คิด ไม่ว่าจะเป็นหลุมอากาศ สภาพอากาศแปรปรวน, นกบิน ฯลฯ คงยุ่งยากพิลึกในการจัดการเส้นทางการเดินทางของรถแต่ละคันได้อย่างครบถ้วน


อันดับ 9. Cryogenic freezing

เขียนไปนานแล้วแต่ก็อยากจะเขียนอีก การแช่แข็งยังเป็นเทคโนโลยี Cryonics ในฝันสำหรับคนที่เป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย แต่เขาก็มีโอกาสเป็นผู้โชคดีในการเข้าร่วมโครงการแช่แข็งในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าศูนย์องศา เพื่อรักษาสภาพร่างกายเอาไว้ (และเขาอ้างว่าสามารถรักษา ความทรงจำและบุคลิกภาพในสมองไว้ได้ด้วย) และเก็บรักษาไปเรื่อยๆ ด้วยความหวังที่จะรักษาโรคในอนาคตที่ทาง การแพทย์ก้าวหน้า

เทคโนโลยีมีอยู่จริงใน หน่วยงานชื่อ Alcor Life Extension Foundation หน่วยงานนี้เป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหากำไร และมีเป้าหมายอยู่กับการเก็บอวัยวะบางส่วน(ศีรษะ) ไว้ในภาชนะที่ลดอุณหภูมิมากๆ บริการนี้มีไว้สำหรับผู้เป็นสมาชิกเท่านั้น ส่วนเหตุผลของการเก็บรักษาศีรษะของผู้ตายไว้ก็เพราะปัจจุบันเครื่องมือที่ นี่ยังไม่สามารถเก็บรักษาร่างกายทั้งร่างของมนุษย์ไว้ได้ดีพอ เนื่องจากร่างกายของเรามีความหนาแน่นของอวัยวะแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน อุณหภูมิที่จะเก็บรักษาจึงแตกต่างกันมากด้วย สมองจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของคนๆ หนึ่งที่ควรเก็บรักษาไว้ เพี่อรอคอยเทคโนโลยีในอนาคตที่จะสามารถทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่

ทำไมมันไม่สมควรเกิดขึ้น?แต่อย่าง ไรมันก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่หลายๆเรื่อง เช่นเทคโนโลยีนั้นไม่สามารถอธิบายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันสามารถทำได้หรือ เปล่า สามารถปลุกคนที่แช่งแข็งมาได้หรือเปล่า แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ทดลองกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช้คน เช่นทดลองในกบ สุนัข นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องกฎหมายที่ยังถกเถียงหลายรอบว่าถ้าเกิดคนที่ตาย แล้วทางกฎหมายคืนชีพในอนาคตละสถานะบุคคลจะเป็นเช่นไร


อันดับ 8. Artificial Intelligence

ปัญญาประดิษฐ์ ก็ยังเป็นความฝันของคนธรรมดาและชาวโอตากุอย่างเราๆ ที่อยากเห็นหุ่นยนต์ฉลาดเท่ามนุษย์และรับใช้เราเหมือนทาสผู้ซื่อสัตย์โดยไม่ ปริปากบ่น ในภาพยนตร์และนิยายที่เต็มไปด้วยหุ่นยนต์ไซไฟ ค่อนข้างแสดงออกอย่างน่ารื่นรมณ์เสียจริง

ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์เป็นสิ่งไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ เอไอ (AI) หมายถึงความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ปัญญาประดิษฐ์เป็นสาขาหนึ่งในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นหลัก แต่ยังรวมถึงศาตร์ในด้านอื่นๆอย่างจิตวิทยา ปรัชญา หรือชีววิทยา ซึ่งสาขาปัญญาประดิษฐ์เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการการคิด การกระทำ การให้เหตุผล การปรับตัว หรือการอนุมาน และการทำงานของสมองของเครื่องจักร

ทำไมมันไม่สมควรเกิดขึ้น? สิ่งที่ถกเถียงคือ เราสมควรพัฒนาปัญญาประดิษฐ์โยใช่อารมณ์หรือความรู้สึกของมนุษย์หรือไม่ หากทำแล้วจ่ะสงผลให้หุ่นยนต์เกิดความ คิดที่จะเป็นศัตรูกับมนุษย์หรือเปล่า ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ก็ยังพยายามศึกษา และพัฒนาหุ่นยนต์กันอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นผลให้หุ่นยนต์มีการพัฒนาที่ดี ขึ้นเป็นลำดับ และในอนาคต หากวันใดวันหนึ่งมนุษย์สามารถ พัฒนาหุ่นยนต์ ให้มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ได้ละก็จะเกิดปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน

และที่น่าวิตกคือมนุษย์ได้พัฒนาอาวุธในการสงคราม ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ซึ่งอาวุธเหล่านี้ ก็เป็นส่วนประกอบของหุ่นยนต์เช่นกัน…และถ้าวันใดวัน หนึ่งมันมีความคิดที่จะตอบสนองด้วยตนเอง แน่นอนอะไรมันจะเกิดขึ้น คงไม่ต้องอธิบายยาวละ


อันดับ 7. Prediction of the future

เป็นการดีหรือไม่หากเรารู้อนาคตเพื่อป้องกันภัยพิบัติต่างๆ เพียงแค่คุณดูอยู่ในหน้าจอ คุ้นก็เห็นอนาคตทำนายต่างๆ ที่เราสามารถป้องกันภัยพิบัติต่างๆ นาๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดินไหว, น้ำท่วม, การก่อการร้าย โรคระเบิด และนี้จะเป็นเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบหรือไม่? โอกาสที่มี เทคโนโลยีเหล่านี้มีสูงครับ เพราะปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศ, การเกิดซึนามิ และวงการธุรกิจ ฯลฯ

ทำไมมันไม่สมควรเกิด ขึ้น? สมมุติว่าเราดูหน้าจอ สมมุติหน้าจอบอกว่าจีนจะบุกอเมริกา เพื่อป้องกันเหตุเกิดขึ้นอเมริกาสั่งประชาชนหยุดงานและเริ่มต้นทำสงครามกับ จีนโดยไม่ใช้วิธีการภูต เปิดตัวด้วยขีปนาวุธต่างๆ มันคงสนุกพิลึกละ อีกทั้งเกิดมีการทำนายหวยล็อตเตอรี่, ทำนายดวงซะตา เรื่องวุ่นวายก็จะเกิดขึ้นไม่รู้จบ


อันดับ 6. Teleportation Device

มนุษย์รู้จักล้อมาเป็นเวลากว่า 3000 ปี มีนักประดิษฐ์มากมายสร้าง เครื่องจักรกลที่ติดล้อ สามารถ เคลื่อนย้ายคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว เช่น รถม้า จักรยาน และรถยนต์เป็นต้น ต่อมาพัฒนาเป็นเครื่องจักรที่ไม่ต้อง ใช้ล้อ แต่สามารถเคลื่อน ที่ได้อย่างรวดเร็วกว่าเช่น เครื่องบินและจรวด อย่างไรก็ตามในอนาคตอันใกล้ การเคลื่อนที่แบบดังที่กล่าวไปแล้ว เป็นสิ่งล้าสมัย เมื่อมาเทียบกับสิ่งที่จะเขียนถึงนี้ ยกตัวอย่างถ้าคุณอยู่ที่บ้านและต้อง การไปโลตัส หรือบิ๊กซี บนดวงจันทร์ เพียงแต่เดินเข้าไปในห้องเล็กๆที่สร้างหลบมุมไว้ที่บ้าน และกดปุ่ม ร่างกายของคุณจะหายไป และไปปรากฎอยู่ที่ใหม่ ด้วยความเร็วที่เทียบได้กับความเร็ว แสง ฝรั่งเรียกว่า วิธีเทเลพอเทชั่น (Teleportation)

แนวคิดเทเลพอเทชั่นเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 -69 ปรากฎอยู่ในภาพยนต์วิทยาศาสตร์เรื่อง สตาร์เทค (Star-Trek) ประพันธ์โดยนาย Gene Roddenberr เราจะได้เห็นกัปตัน Kirk ที่เป็นพระเอกของเรื่อง เดินเข้าไปในห้องแก้ว และ กดปุ่ม เขาจะหายไป และ ปรากฎอยู่ ณ ดาวแห่งหนึ่งที่ไกลจากเดิมนับพันปีแสง จากนั้นเป็นต้นมาก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามที่จะค้นหา

ในปี 1993 แนวคิดของเทเลพอเทชั่น เข้าใกล้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น เมื่อนักฟิสิกส์ คือ นาย Charles Bennett แถลงข่าวพร้อมกับทีมงานวิจัยของ ไอบีเอ็ม ยืนยันว่า ควอนตัมเทเลพอเทชั่น(Quantum Teleportation) กำลังเป็นจริงโดยพวกเขาทดลองเคลื่อนย้ายโฟตอน สำเร็จ หลักการ ทำงานคือคล้ายๆ กับเครื่องส่งแฟกซ์ ทำให้หน้าที่ทำให้มวลที่จุดเริ่มต้นแตกสลายกลายเป็นอะตอมและพลังงานโดยเก็บข้อมูลทุกๆตำแหน่งของอะตอม และส่งผ่าน ทางสายไฟ สายไฟเบอร์ออฟติก หรือไม่ต้องใช้สาย เป็น ต้น เมื่อถึงตำแหน่งที่ ต้องการ อะตอมก็จะจัด เรียงและก่อตัวขึ้น เหมือนกับต้นทางทุกประการ แม้จะติดที่กฎพื้นฐาน ของฟิสิกส์ แต่กระนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ยังเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราจะสามารถเคลื่อนย้าย มนุษย์โดยวิธีเทเลพอเทชั่นได้ หาก ความฝันนี้เป็นจริงเราก็สามารถเดินทางไปทั่วโลกภายในหนึ่งวันได้โดยไม่ง้อ เครื่องบิน เราสามารถไปช็อปปิ้งที่อียิปต์ กินอาหารที่อิตาลี เข้าห้องน้ำที่จีน และไปร้องคาราโอเกะที่ญี่ปุ่นได้อย่างสบายใจเลยแหละ

ทำไมมันไม่สมควรเกิดขึ้น? มันคงเป็นสวรรค์และสนุกพิลึก และเมื่อผู้ก่อการร้ายสามารถใช้เทคโนโลยีนี้สร้างความวุ่นวายแก่ทั่วโลกใน เวลาแค่หนึ่งวัน และเทคโลยีนี้ใช่ว่าจะดีเสมอไปเมื่อคิดถึงความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้น เมื่ออะตอมจัดเรียงผิดพลาด คุณเคยทำสำเนาเองหรือไม่ คุณคงรู้ดีว่าบางครั้งสำเนาก็มีข้อผิดพลาด เช่นกระดาษติด, กระดาษดำ, กระดาษยับ, ตัวอักษรซ้อน แล้วเครื่องเทเลฯ มีหรือจะไม่ผิดพลาดเหมือนเครื่องถ่ายเอกสารบ้าง ผมของคุณ, เล็บมือ, หัวใจคุณ แน่ใจหรือว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลงหลังคุณใช้เครื่องนี้


อันดับ 5. Nanobots

นาโนบอดี้ เป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กจิ๋วสุดๆๆ ที่นักวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่หลายอย่างตั้งแต่การช่วย สังเคราะห์โปรตีนด้วยกันเอง ควบคุมให้ปฏิกริยาต่างๆ เกิดขึ้นได้ เช่นการเผาผลาญอาหาร การกำจัดสิ่งแปลกปลอม เป็นต้น ควบคุมการเข้าออกของสารเคมีต่างๆ ผ่านเซลล์ ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้กับอวัยวะ หรือทำให้สัตว์เคลื่อนไหวได้ ฯลฯ ส่งผลให้มนุษย์เราไม่มีโรคภัยอีกต่อไป มะเร็งเป็นโรคที่สูญพันธุ์ ร่างกายแข็งแรงตลอดกาบ

นอกจากนาโนบอดี้ มันมีคุณสมบัติเหลือเชื่ออีก คือมันสามารถวิวัฒนาการไปจนมีความฉลาดพอๆ กับมนุษย์ได้,ความ สามารถในการประกอบตัวเอง และมันยังสามารถขยายพันธ์ได้ด้วย (Self Replication)

แม้นาโนบอดี้ จะเป็นของใหม่ แต่ตามที่ศึกษา ภายในระยะเวลา 10 ปี เราอาจมีนาโนบอดี้ที่สามารถเลื้อยไปในร่างกายของคุณทันทีโดยไม่ต้องพึ่งหมอ อีกต่อไป

ทำไมมันไม่สมควรเกิดขึ้น? นาโนบอดี้ อาจจะนำไปสู่หายนะที่คาดไม่ถึง ถ้าสมมุตินาโนบอดีที่ว่าเกิดทำสำเร็จ จนมันสามารถอยู่อาศัยบนร่างเราเรียบร้อย และมันมีความฉลาดพอๆ กับมนุษย์ และถ้าเกิดเราตายลงแต่เจ้าเทคโนโลยีบอดียังโปรแกรมทำงานอยู่โดยไม่ได้ตาย พร้อมกับเราละอะไรจะเกิดขึ้น? แม้สมองของเราจะตายแล้วเจ้านาโนนี้ก็จะทำงานและมันจะทำการสร้าง รูปแบบระบบ ประสาท ขึ้นมาใหม่ บังคับกล้ามเนื้อในร่างกายของเรา แม้ร่างกายจะผุเน่าและสมองตายแล้ว แต่ซอมบี้ที่นาโนบอดีบงการอยู่ก็ยังสามารถแคลื่อนไหวได้ตามที่มันนึก

และ เมื่อนาโนนี้ถูกโปรแกรมการเพิ่มจำนวนตัวเอง (self-replicate) มันจึงต้องการเพิ่มจำนวนและหาร่างใหม่ดังนั้นมันเลยบงการร่างนั้น กัดเหยื่อที่แข็งแรง เพื่อให้นาโนบอดี้ เข้าไปติดตั้งในสมองเจ้าของบ้านใหม่ของมัน และมันสามารถปิดการทำงานของสมองเหยื่อรายใหม่ได้ และเมื่อสมองหยุดทำงานมันก็เปลี่ยนระบบประสาทใหม่ ที่นี้เราก็จะได้สมาชิกใหม่ ในกองทัพไม่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีวันตายได้แล้ว


อันดับ 4. Weather Control

ยินดีต้อนรับสู่อนาคต เมื่อความหิวโหยทั่วโลกจะได้รับความแก้ไข ชีวิตสังคมปกติสงบสุขเมื่อไม่มีพายุเฮอริเคน หรือน้ำท่วม เมื่อมนุษย์สามารถควบคุมสภาพอากาศในระบบนิเวศที่ละเอียดอ่อนได้อย่างง่ายดาย จนเรียกได้ว่ามนุษย์สามารถเอาชนธธรรมชาติได้

เทคโนโลยีนี้มีอยู่จริง ครับ สหรัฐอเมริกาได้มีโครงการควบคุมสภาพอากาศนี้ว่า โครงการฮาร์พ Haarp HAARP(High Frequency Active Auroral Research Project) เป็นคือศูนย์วิจัยไอโอโนสแฟร์ (ionosphere คือ ชั้นบรรยากาศช่วงที่อยู่ห่างระหว่าง 80-1000 กิโลเมตร)ในมลรัฐอะแลสกา มีจุดมุ่งหมายสำรวจทรัพยากรชั้นบรรยากาศโลก เพื่อพัฒนาระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม โดยโครงการนี้สามารถ สร้างและควบคุมสภาพภูมิอากาศได้โดยการยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ขึ้นไป ที่ชั้นบรรยากาศไอโอโน สเฟียร์ แล้วให้สะท้อนกลับมายังพื้นผิวโลก ไปยังเป้าหมายที่ รวมไปถึงส่งพลังงานนั้นลงไปสู่ชั้นหินใต้ดินเพื่อก่อให้เกิดแรง สั่นสะเทือนหรือแผ่นดินไหวนั่นเอง

ทำไมมันไม่สมควร เกิดขึ้น? ต่าง ประเทศออกมาด่าครับว่าโครงการนี้เป็นการสร้างอาวุธที่จะสร้างหายนะแก่มนุษยชาติ เพราะมันทำให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวน เมื่อไม่นานมานี้มีคน ล่าวหาสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นต้นตอของหายนะในเฮติ จากการทดสอบอาวุธ อันก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่คร่าชีวิตพลเรือนนับแสนคน

ในปี 1997 วิลเลียม โคเฮน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯขณะนั้น แสดงความกังวลต่อเครื่อง HAARP นี้ ในกรณีที่มันสามารถก่อความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ จุดชนวนแผ่นดินไหวและควบคุมการปะทุของภูเขาไฟด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอีกทั้ง ยังสามารถประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีร่วมกับดาวเทียม และเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อควบคุมกระแสลมกรด ซึ่งเป็นกุญแจของธรรมชาติที่จะนำพากลุ่มเมฆ น้ำฝน ความร้อน ความแห้งแล้งและความหนาวเย็น และอื่นๆ อีกมาก

ปัจจุบันโครงการฮาร์พกำลังอยู่ในชั้นตอนสุดท้าย ของการขยายกำลังส่ง และคาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ให้ใช้การได้เต็มที่ในราวปี 2549 (ปัจจุบัน แน่นอนคงใช้ได้อย่างเต็มที่แล้ว) แม้ว่ามีหลายประเทศออกมากดดันให้สหรัฐยกเลิกโครงการนี้แล้วก็ตาม


อันดับ 3. Genetic Engineering

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพันธุกรรมสามารถนำไปใช้โดยไม่ ต้องสนใจศิลธรรม เพื่อสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา โดยไม่มีความเสี่ยงโรคภัยหรือคงวามผิดปกติหลังคลอด โดยไม่ต้องใช้นาโนบอดี้ยุ่งยากเหล่านั้น เหมือนในหนังเรื่อง Gattaca(1997) นอกจากนั้นพันธุกรรมยังช่วยในการแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารและการสร้างสิ่งมี ชีวิตในฝันต่างๆ นาๆ

เราเรียกวิชาเหล่านี้ว่าพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) หรือความรู้ที่ได้จากการศึกษาชีววิทยาระดับโมเลกุล (molecular biology) จนทำให้สามารถประยุกต์ใช้ในการปรับเปลี่ยน เคลื่อนย้าย หรือตรวจสอบสารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) และผลิตภัณฑ์ของสารพันธุกรรม (อาร์เอ็นเอและโปรตีน) การประยุกต์ใช้พันธุวิศวกรรมแบบหนึ่งที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางได้แก่ การเคลื่อนย้ายยีน (transgenesis)จากสิ่งมีชีวิตสปีชีส์หนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่นในสปีชีส์เดียว กันหรือสปีชีส์อื่น ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายทอดยีนและลักษณะที่ยีนนั้นควบคุมอยู่ ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจไม่เคยปรากฏในธรรมชาติมาก่อน ตัวอย่างเช่น การใส่ยีนสร้างฮอร์โมนอินซูลินเข้าไปในแบคทเรียหรือยีสต์ เพื่อให้ผลิตสารดังกล่าว ซึ่งสามารถนำมาสกัดบริสุทธิ์เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นต้น

ทำไมมันไม่สมควรเกิดขึ้น? ความจริงเทคโนโลยีดี แต่หากนำไปใช้โดยไม่คำนึงศิลธรรมและผลเสียที่ตามมาเป็นเรื่องยุ่งแน่ การดัดแปลงมนุษย์โดยพันธุกรรมอาจนำไปสู่การทดลองในมนุษย์ การสร้างสัตว์ประหลาดที่มีพลังวิเศษต่างๆ ของสัตว์ หรือหากนำไปใช้กับอาหารของมนุษย์จะเกิดความเสี่ยงต่อผ็บริโภคและสิ่งแวดล้อม หรือไม่


อันดับ 2 Holodecks

หลังจากที่เครียดจากที่ ทำงาน เหนื่อยหน่ายจากโลกภายนอก คุณเบื่อภรรยาเส็วเคร็งกับเด็กเหลือขอทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นลูกของคุณ คุณอยากมีโลกส่วนตัวสบายๆ อยู่กับบ้าน เราขอแนะนำเทคโนยีโลกสามมิติที่คุณสามารถพักผ่อนในทุ่งหญ้าแอฟริกาทั้งๆ ที่อยู่ในบ้าน คุณสามารถไปที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องเดินอะไรเลย นอกจากนี้คุณยังสามารถเล่นเกมส์เสมือนว่าเราไปอยู่ในโลกนี้จริงๆ

Holodecks เป็นโลกจำลองเสมือนจริง มีแนวคิดจากนิยายสตาร์เกท เป็นโลกจำลองที่สร้างบนพื้นฐานของเทคโนโลยี 3Dมีการจำลองสิ่งต่าง ๆ ในห้องได้สมจริง ในนิยายจะเป็นการจำลองการรบในอวกาศ และสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ทั้งการเรียนการสอนออนไลน์ พิพิธภัณฑ์ออนไลน์

ทำไมมันไม่สมควรเกิดขึ้น? สวรรค์โอตากุดีๆนี้เอง เพราะคุณสามารถเล่นเกมส์จีบสาวและได้สัมผัสสาวๆ ได้ตามต้องการ(แม้มันจะเป็น 3D ก็เถอะ) ส่งผลให้คนอยู่แต่ในบ้านมากขึ้น กลายเป็นคนไม่เอาไหนมากขึ้น


อันดับ 1 Replicators

นี้คือสุดยอดเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขปัญหาใดๆ ในโลกได้ทุกจุด ปัญหาเรื่องความอดอยาก ปัญหาด้านพลังงาน ปัญหาการขาดเวชภัณฑ์ โลกสมบูรณ์แบบกำลังอยู่ในมือของเราแล้ว

เทคโนโลยีปรากฏในสตาร์เกท เป็นเครื่องที่สามาระสร้างและรีไซเคิล สังเคราะห์อาหาร(วัสดุอินทรีย์และอนินทรี)หรืออะไรก็ตามได้โดย มีฉายแสงเลเซอร์แสกนโมเลกุลขึ้นมา เช่นคุณอยากกินไก่ย่างเคเอฟซีคุณก็กดปุ่มว่าอยากกินไก่ที่เครื่อง เครื่องก็จะคำนวณหาส่วนประกอบแล้วใช้แสงแสกนโมเลกุลที่สามารถจับต้องได้และ มีรสชาติขึ้นมา

เทคโนโลยีมีการศึกษาและมีเทคโนยีว่าอาจสามารถทำได้จริง โดนการจัดเรียงอนุภาพ Subatomic ที่มีอยู่มากมายหลายที่ในจักรวาล เพื่อให้อยู่ในรูปโมเลกุลและจัดเรียงโมเลกุลนั้นเป็นวัตถุ เช่น อยากสร้างหมูสับ จะต้องมีฟอร์มอะตอมคาร์บอน, ไฮโดรเจน ไนโตรเจน และจัดให้เป็นกรดอะมิโนโปรตีนและเซลล์เพื่อนำไปสู่การสร้างหมูสับขึ้นมา

ทำไมมันไม่สมควรเกิดขึ้น? มันคงจะวุ่นวายพิลึกเมื่อมีคนดัดแปลง เทคโนโลยีเพื่อสร้าง ทองคำ, ระเบิด, สารพิษ, ไวรัส, แบคทีเรีย อีกทั้งเทคโนโลยียังไม่สามารถเกิดเครื่องจริงเพราะมีปัญหาเหมือนเครื่องเทเล พ็อต

อันดับ 0 Time Travel

Time Travel

ยังเป็นความฝันของมนุษย์มาช้านานที่จะท่องเวลา ย้อนเวลาเพื่อจะไปแก้ปัญหาในอดีต เตือนภัยอันตรายล่วงหน้า นำความรู้ในอนาคตมาใช้ในอดีต ช่วงที่ธุรกิจของคุณตกต่ำ หรืองานวันเกิดแม่ยายที่คุณไปสายจนโดนด่า เพียงแค่คุณนั่งเครื่องแล้วย้อนเวลาเท่านั้น หรือจะข้ามไปดูอนาคตข้างหน้า

การท่องเวลายังคงเป็นความฝันของนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามเกิดขึ้น จริง บรรดานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ของโลกที่กำลังทุ่มเทการ วิจัยเรื่องนี้กันอย่างหนัก และเริ่มมีเค้าโครงของความเป็นไปได้เมื่อบรรดานักวิจัยจากแคลิฟอร์เนียและ กรุงมอสโควเค้าประกาศออกมาแล้วว่า การท่องเวลา (Time Travel) นั้น มีความเป็นไปได้อยู่ทีเดียว !! ซึ่งพวกเค้าได้สร้างห้อง แล็ปที่เรียกว่า TARDIS ขึ้น มา และเริ่มทดลองโดยนำพื้นฐานมาจากสมการของนักฟิสิกส์เอกของโลก อัลเบิร์ท ไอนสไตน์ (Albert Einstein)

ทำไมมันไม่สมควรเกิดขึ้น? สวรรค์ของก่อการร้ายชัดๆ คุณสามารถเปลี่ยนอนาคตโดยให้เยอรมันชนะสงครามโลกครั้งที่ 2, ฆ่าจอร์ดบุซเพื่อไม่ให้เกิดสงครามอีรัก ,หรือซื้อหวยโดยคุณรู้ล่วงหน้าว่ามันจะออกเลขอะไร หากการท่องเวลาเกิดขึ้นจริง แล้วถ้าในอนาคตสร้างได้จริง ... ทำไมลูกหลานถึงไม่แวะเวียนมาหาเราบ้าง เป็นไปได้ไหมว่าอนาคตการสร้าง ไทม์แมชชีน (Time machine) ไม่สำเร็จ ห้ามสร้าง หรือไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในอนาคตไม่มี ไทม์แมชชีนแน่นอน


จัดอันดับโดย listverse.com

ข้อมูลแปลจากวีกีพีเดีย
//www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?p=34449

Credit:cammyแห่งเว็ปเด็กดี




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2553 17:15:35 น.
Counter : 536 Pageviews.  

สูตรลับเครื่องดื่มชื่อดัง(โคคา-โคล่า)

บริษัท ทรัสต์ คอมพานี แห่งรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐฯ เป็นที่เก็บสูตรลับของเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า โคคา-โคล่า หรือคนทั่วไปเรียกว่า โค้ก สูตรลับนี้มีผู้ที่สามารถเปิดดูได้เพียงคนเดียวเท่านั้นคือผู้อำนวยการบริษัท
ถึงแม้จะมีผู้จัดจำหน่ายอยู่หลายแห่งทั่วโลก แต่ไม่มีสักรายที่ล่วงรู้ส่วนผสมที่แท้จริง เพราะบริษัทจะจัดส่งหัวเชื้อซึ่งเป็นน้ำเชื่อมและส่วนผสมอื่นๆ ให้ผู้แทนจำหน่ายไปผสมกับน้ำโซดา แม้กระทั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่สามารถล่วงรู้สูตรลับของโคคา-โคล่า ได้
ปี ค.ศ.1983 นักเขียนอเมริกัน วิลเลียม พาวน์สโตน ตีพิมพ์ผลงานที่มีความยากลำบากในการค้นคว้าชื่อว่า Top Secret เขาบอกว่า ส่วนผสมหลักของโค้ก บริษัทจะกำหนดเป็นส่วนผสมหมายเลข 1-9 และเรียกว่าเป็นสินค้านั้น มีดังนี้คือ 1.น้ำตาล 2.น้ำตาลไหม้ 3.กาเฟอีน(ไร้กาเฟอีน) 4.กรดฟอสฟอริก 5.สารสกัดจากใบโคคา(สกัดเอาโคเคนออกแล้ว) และสารสกัดจากเมล็ดโคลาปริมาณเล็กน้อย 6.กรดน้ำส้ม และโซเดียมไซเทรต 7X.มะนาวฝรั่ง ส้ม มะนาว แคสเซีย(cassia คืออบเชยชนิดหนึ่ง) น้ำมันลูกจันทร์เทศ และสารอื่นๆ 8.กลีเซอรีน 9.วานิลลา การวิเคราะห์สารเคมีทำให้รู้ส่วนผสมบางอย่าง แต่ส่วนที่ค้นพบยากที่สุดคือส่วนที่เป็นหัวน้ำมันหอมระเหยใน สินค้าหมายเลย 7X (ไม่มีคำอธิบายความหมายของ X)
การนำเอาหัวเชื้อเหล่านี้มาผสมกันใช่ว่าจะได้กลิ่นและรสชาติตามสูตรของโคคา-โคล่า เพราะน้ำมันเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากันเกิดเป็นกลิ่นและรสชาติอื่นๆได้อีก การที่จะลอกเลียนแบบต้องรู้ส่วนผสมและสัดส่วนที่แท้จริง ซึ่งยากในการวิเคราะห์ ด้วยเหตุนี้ส่วนผสมก็ยังคงเป็นความลับสุดยอดของโคคา-โคล่า จนถึงทุกวันนี้
ดร.จอห์น เอส เพมเบอร์ตัน เป็นผู้คิดค้นสูตรดั้งเดิมของโคคา-โคล่า เขาเป็นเภสัชกรที่แอตแลนตา จอร์เจีย ในปี ค.ศ.1885 เขานำเอาเครื่องดื่มที่ผสมเหล้าองุ่นแดงมาดัดแปลโดยผสมใบโคคาลงไปด้วย ซึ่งโคคามีสารที่กระตุ้นประสาทที่เรียกว่าโคเคน แต่กลับขายไม่ดี เขาจึงปรับปรุงสูตรอีกโดยเอาลูกโคลามาแทนเหล้าองุ่นแดง ซึ่งโคลานี้เป็นโคลาพันธุ์แอฟริกา มีสารประตุ้นประสาทที่เรียกว่า กาเฟอีน เข้าได้เติมน้ำตาลและแต่งกลิ่นไม่ให้ขม
สัญลักษณ์โคคา-โคล่า เป็นการออกแบบของหุ้นส่วนที่ชื่อว่า แฟรงค์ เอ็ม โรบินสัน เมื่อปี 1887 เพมเบอร์ตันขายสูตรนี้ให้ วิลลิส อี เวเนเบิล และ จอร์จ เอส ลอนเดส และอีก 5 เดือนต่อมาก็ขายต่อให้ วูลโฟล์ค วอล์เคอร์ และ เอ็ม ซี โดเซียร์ และต่อมาอีก 1 ปี ก็ขายให้ เอซา จี แคนด์เลอร์ ซึ่งเพมเบอร์ตันก็ถึงแก่กรรมในปีนั้น แคนด์เลอร์ได้ผสมส่วนผสมนี้กับน้ำโซดา และคิดว่าต้องเป็นเครื่องดื่มที่คนนิยมอย่างมาก จึงได้เก็บสูตรนี้ไว้เป็นความลับ แคนด์เลอร์ได้ปรับปรุงสูตรใหม่อีก และรับแฟรงค์ เอ็ม โรบินสัน เข้าเป็นหุ้นส่วน และได้ก่อตั้งบริษัทโคคา-โคล่า
ในปี 1892 จนถึงปี 1903 ก็มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่รู้สูตรของเครื่องดื่มชนิดนี้ และมีสิทธิ์ในการผสมน้ำเชื่อมในห้องลับ เขาได้แกะฉลากส่วนผสมต่างๆ ออกและชำระเงินด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้ฝ่ายบัญชีรู้ว่าซื้อส่วนผสมอะไรมา เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น เขาทั้งสองคนไม่สามารถผสมส่วนผสมต่างๆ ได้ด้วยตัวเองอีก เขาจึงกำหนดหมายเลข 1-9 เพื่อใช้เรียกชื่อส่วนผสม ผู้จัดการสาขาจะรู้เพียงสัดส่วนและวิธีผสมเท่านั้น เมื่อปี 1909 รัฐบาลสหรัฐฯ ยื่นฟ้องบริษัทว่าใช้ส่วนผสมที่มีโคคาอยู่ด้วย ซึ่งอาจจะมีโคเคนผสมอยู่ คดียืดเยื้อกว่า 10 ปี แต่ก็ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าในส่วนผสมพบโคเคนอยู่ในสารสกัดโคคาหรือโคลาแม้แต่น้อยนิด วิลเลียม พาวน์สโตน กล่าวในหนังสือ Top Secret ว่า ในโคคา-โคล่า มีส่วนผสม โคคา หรือ โคลา เพียงนิดเดียว ซึ่งไม่มีผลต่อรสชาติสักเท่าใด ในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังฝ่ายพันธมิตรในแอฟริกาได้สั่งซื้อโคคา-โคล่า จำนวนถึง 3 ล้านขวด ส่วนโคคา-โคล่าที่เป็นกระป๋องพึ่งมีในปี 1955

เครื่องดื่ม "โค้ก" เป็นสินค้าอมตะนิรันดร์กาลของบริษัทโคคา-โคลา สูตรของน้ำอัดลมสีดำนี้ถือเป็นความลับสูงสุดของบริษัท อย่างที่เป็นข่าวในปี 2006 แค่มีการสงสัยว่าอดีตพนักงานแอบเอาสูตรไปขายให้กับ PepsiCo (บริษัทที่ทำ "เป๊บซี่") โคคา-โคลายังไล่ฟ้องแทบจะให้ตายกันไปข้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่าวลืออีกว่าสูตรโค้กตัวจริงเก็บอยู่ในห้องนิรภัยลึกลับ ภายนอกมีหน่วยรักษาความปลอดภัยยืนคุมเข้มตลอดเวลา มีพนักงานโคคา-โคลาเพียงสองคนเท่านั้นที่มีกุญแจไขเข้าไปได้

แต่วันนี้กลับมีรายการวิทยุ This American Life ในชิคาโก ตาดีไปเจอสูตรโค้กในหนังสือพิมพ์ Atlanta Journal-Constitution ฉบับปี 1979 หรือเมื่อ 32 ปีที่แล้ว

คอลัมน์นั้นเขียนโดย Charles Salter ซึ่งตอนนี้เกษียณไปแล้ว Charles Salter เล่าว่าเพื่อนของเขาชื่อ Everett Beal (ตอนนี้ตายไปแล้ว) มาพบเขาแล้วก็โชว์สูตรเครื่องดื่มอย่างหนึ่งให้ดูและบอกว่ามันคือสูตรของโค้กซึ่งอ้างว่าเอามาจาก John Pemberton (ผู้ก่อตั้งบริษัทโคคา-โคลา และผู้คิดค้นสูตรโค้ก) เองเลยทีเดียว

ด้วยสัญชาติญาณนักข่าว Charles Salter เลยขอถ่ายรูปสูตรจากสมุดบันทึกนั้นไว้และเอาไปลงหนังสือพิมพ์ จากนั้นข่าวก็เงียบไป

ผ่านมา 32 ปี Ira Glass นักข่าวของ This American Life ไปขุดเจอหนังสือพิมพ์ที่ว่าจากไหนไม่รู้ แต่ก็อุตส่าห์แกะสูตรจากภาพถ่ายของ Charles Salter มาได้ดังนี้

Fluid extract of Coca (3 drams USP)
Citric acid (3 ounces)
Caffeine (1 ounce)
Sugar (30 pounds)
Water (2.5 gallons)
Lime juice 2 pints (1 quart)
Vanilla (1 ounce)
Caramel (1.5 ounces or more to color)

7X flavor (Use 2 ounces flavor to 5 gallons of syrup):
Alcohol (8 ounces)
Orange oil (20 drops)
Lemon oil (30 drops)
Nutmeg oil (10 drops)
Coriander oil (5 drops)
Neroli oil (10 drops)
Cinnamon oil (10 drops)

แปลเป็นไทยก็เป็นดังนี้

สารสกัดจากเมล็ดโคลา(สกัดเอาโคเคนออกแล้ว) 3 drams USP
กรดซิตริก 3 ออนซ์
สารคาเฟอีน 1ออนซ์
น้ำตาล 30 ปอนด์ (14 กิโลกรัม)
น้ำ 2.5 แกลลอน
น้ำมะนาว 2 ลิตร
วานิลลา 1ออนซ์
คาราเมล 1.5ออนซ์ หรือมากกว่านั้น

หัวน้ำมันหอมระเหยในสินค้าหมายเลย 7X (ใช้ 2ออนซ์สำหรับแต่งกลิ่น และ5แกลลอน สำหรับทำน้ำเชื่อม)ประกอบด้วย
แอลกอฮอล์ 8 ออนซ์
น้ำมันหอมระเหยกลิ่นส้ม 20 ดรอป
น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาว 30 ดรอป
น้ำมันหอมระเหยจากจันทร์เทศ 10 ดรอป
ผักชีไทย(Coriander) 5 ดรอป
น้ำมันหอมระเหยดอกส้ม10 ดรอป
อบเชย 10 ดรอบ

เมื่อเอาสูตรนี้ไปเปรียบเทียบกับอีกสูตรที่เชื่อกันว่าเป็นของ John Pemberton เหมือนกัน ก็พบว่าทั้งสองสูตรตรงกันเกือบทุกประการ (สูตรอีกอันได้รับการตีพิมพ์ในปี 1992 ในหนังสือ "For God, Country and Coca-Cola" ของ Mark Pendergrast) ถ้าใครอยากรู้ว่ามันเหมือนกันขนาดไหนก็ไปดูให้เห็นกับตาได้จากเว็บ This American Life ได้เลย

พอข่าวนี้แพร่ไปทั่วอินเตอร์เน็ต Kerry Tressler โฆษกของโคคา-โคลา ก็รีบออกมาแก้ลำปฏิเสธทันที ทำนองว่าสูตรที่ This American Life แกะมาได้นี้ไม่ใช่ของจริง

ที่มาต้นฉบับ This American Life


หากคุณอยากทำโคลาโคล่าเองโดยไม่ง้อละก็ เราก็มีสูตรมานำเสนอ ขอบอกว่ามันโครตยุ่งยากมากๆ เกิดมาไม่เคยเห็นเครื่องดื่มที่ทำโครตยากแบบนี้ ไม่ว่าจะต้องเตรียมเครื่องปรุง เตรียมส่วนผสม การทำ ไม่เชื่อก็ลองดูต่อไปนี้ได้เลย

(ปล. บางทีผมอาจแปลผิด ใครอ่านแล้วมันผิดตรงไหนขอให้บอกด้วยนะครับ)
1.เริ่มจากทำตัวน้ำเชื่อมก่อนครับ โดยการละลายน้ำเชื่อมข้าวโพด(คนไทยเรียกว่าแบะแซ) 2,400 กรัมกับน้ำพอเพียง (เราอาจใช้น้ำตาลฟรักโทสแทนน้ำเชื่อมข้าวโพดก็ได้) (Mix 2,400 grams of sugar with just enough water to dissolve (high-fructose corn syrup may be substituted for half the sugar).

2. เพิ่มน้ำตาลไหม้(น้ำตาลคาราเมล) 37 กรัม, คาเฟอีน 3.1 กรัม, และกรดฟอสฟอรัส 11 กรัม ( Add 37 grams of caramel, 3.1 grams of caffeine, and 11 grams of phosphoric acid.)

3. ใส่สารสกัดโคเคน 1.1 กรัม (โคเคน เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ โดยสกัดมาจากใบของต้นโคคา (Erythroxylum coca) ซึ่งเป็นพืชที่มีถิ่นที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างแรง ยาเสพย์ติดดีๆ นี้แหละ แต่ประเทศไทยบอกว่าสูตรของเขาไม่ใช้สารโคเคนมาทำ นอกจากนี้เคยมีคดีฟ้องร้องบริษัทนี้เกี่ยวกับการที่ส่วนผสมมีโคเคนในโคล่าด้วยอย่างที่เขียนไว้ตอนต้น จะเป็นจริงหรือไม่นั้น ก็ฟังหูไว้หูเถอะครับ)ใช้ชนิดแห้ง(แล้วตรูจะหาโคเคนมาจากไหนว่ะ!!) (Extract the cocaine from 1.1 grams of coca leaf (Truxillo growth of coca preferred) with toluol; dry the cocaine extract.)

4. จากนั้นเราทำอีกส่วนคือ แช่ใบโคคาและถั่วโคล่า(ถั่วชนิดนี้มีอยู่ในประเทศอาฟริกาตะวันตก อเมริกันเอาไปทำส่วนผสมของโคคาโคลาเป็นถั่วแห้ง) แน่นอนถั่วต้องละเอียดเป็นผง 0.37 กรัม ในแช่แอลกอฮอล์ร้อยละ 20 ใน 22 กรัม (Soak the coca leaves and kola nuts (both finely powdered; 0.37 gram of kola nuts) in 22 grams of 20 percent alcohol.)

5. ไวน์ขาวแคลิฟอร์เนีย 20 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสมัยก่อนนั้นวิธีนี้ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาเรื่องการแช่ 1909 ซึ่งสมัยก่อนนั้น โคคา โคล่า เป็นน้ำธรรมดา/ผสมแอลกอฮอล์ California white wine fortified to 20 percent strength was used as the soaking solution circa 1909, but Coca-Cola may have switched to a simple water/alcohol mixture.

6. หลังจากแช่โคคาและโคล่าและเพิ่มของเหลวด้วยน้ำเชื่อม (After soaking, discard the coca and kola and add the liquid to the syrup.)

7. เพิ่มน้ำมะนาว 37 กรัม (ส่วนประกอบของโคล่าสมัยก่อน แต่ตอนนี้โคล่าปฏิเสธว่าไม่ได้ใส่) หรือจะใช้กรดมะนาวแทนก็ได้และเติม โซเดียมซิเทรต เพื่อลดความขมของน้ำมะนาว (Add 30 grams of lime juice (a former ingredient, evidently, that Coca-Cola now denies) or a substitute such as a water solution of citric acid and sodium citrate at lime-juice strength.)

8. นำสิ่งต่อไปนี้มารวมกัน น้ำมันจากมะนาว 0.88 กรัม, น้ำมันจากส้ม 0.47, น้ำมันแคสเซีย"(อบเชยจีน) 0.20 กรัม, น้ำมันลูกจันทน์เทศ 0.07 กรัม จากนั้นก็ใส่ ผักชี, ดอกลาเวนเดอร์, น้ำมันหอมละเหยเนโรลี และเติมแอลอฮอล์ 95 เปอร์เซ็นต์ 4.9 กรัม(Mix together 0.88 gram of lemon oil, 0.47 gram of orange oil, 0.20 gram of cassia (Chinese cinnamon) oil. 0.07 gram of nutmeg oil, and, if desired, traces of coriander, lavender, and neroli oils, and add to 4.9 grams of 95 percent alcohol.)ขั้นตอนเตรียมสิ่งเหล่านี้ใครที่เคยเรียนเคมีคงรู้ดีถึงความยากอภิมหายุ่งยาก สกัดน้ำมันจากผลไม้ต่างๆ นี้ต้องเสียไปกี่ผลคงรู้ดีใช่เปล่าครับ

9. เขย่า(Shake.)

10. เพิ่มน้ำ 2.7 กรัมต่อ และรอยี่สิบชั่วโมงที่ประมาณ 60 °F (15.5 °C). เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาแบ่งชั้นส่วนผสมน้ำมัน/แอลกฮอล์ Add 2.7 grams of water to the alcohol/oil mixture and let stand for twenty-four hours at about 60 °F (15.5 °C). A cloudy layer will separate.

11.แยกส่วนที่ไม่ต้องการออกเหลือ(ตะกอน)แต่ของเหลวและเพิ่มน้ำเชื่อม( Take off the clear part of the liquid only and add the syrup.)

12. เพิ่มกลีเซอรีน 19 กรัมและกลิ่นวนิลา 1.5 กรัม (Add 19 grams of glycerine (from vegetable source, not hog fat, so the drink can be sold to Jews and Muslims who observe their respective religion’s dietary restrictions) and 1.5 grams of vanilla extract.)ปล.ไอ้วงเล็บไม่ขอแปลครับ ขี้เกียจ

13. เติมน้ำ(ต้องจัดการกับสารเคลอรีนด้วย)เพื่อให้ได้ 1 แกลลอนของน้ำเชื่อมเป็นอันเสร็จ( Add water (treated with chlorine) to make 1 gallon of syrup.)

สูตรนี้จากอาหาร Flavorings: Composition, ผลิตและใช้ (2 ค.) 1968 โดย Joseph Merory (avi Publishing Company, Inc, Westport, CT). Makes one US gallon (3.8 L) of syrup.Makes one U.S. gallon (3.8 L) of syrup. Yield (used to flavor carbonated water at 1 fl oz per bottle): 128 bottles, 6.5 fl oz (192 ml).
สรุปคือซื้อมากินง่ายกว่า ใครอยากบ้าทำก็ทำไปเถอะครับ

แปลโดยคุณCammyแห่งMy-IDในเว็ปเด็กดอทคอม

ที่มา My-IDของCammy




 

Create Date : 22 มีนาคม 2553    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2554 18:19:03 น.
Counter : 496 Pageviews.  

มหากาพย์ว่าด้วยเรื่องโลกร้อนกับการบิดเบือนข้อมูลของนักวิจัยชาติมหาอำนาจ

ประชุมโลกร้อนล่ม...ชาติกำลังพัฒนาถอนตัว

ความตกลงในการประชุม UN climate summit ครั้งที่ 15 ถูกเลื่อนออกไป เมื่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา G77 ประกาศถอนความร่วมมือ จากความไม่พอใจหลายอย่างที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาต้งแต่ก่อนการประชุมจนในที่ สุดก็ถึงจุดแตกหัก สิ่งที่เป็นชนวนที่ทำให้การประชุมล้มเหลว ได้แก่
- เกิดกรณี climategate พบว่านักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยโลกร้อน ปั้นแต่งข้อมูลให้สภาวะโลกร้อนดูร้ายแรงกว่าที่เป็นจริง
- มีการอ้างว่าสภาวะโลกร้อนกำลังเลวร้ายเกินกว่าที่จะผ่อนผันให้กับประเทศใด ได้ มีพยายามจะบังคับให้ทุกประเทศ รวมทั้งชาติที่กำลังพัฒนาต้องร่วมลดการปล่อยกาซเรือนกระจก ทั้งๆที่เคยได้รับการยกเว้นโดยสัญญาเกียวโต ซึ่งทำให้สอดคล้องกับข้อสงสัยเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิดจากกรณี climategate
- ร่างข้อตกลงใหม่ (Danish Text) มีความพยายามจะให้อำนาจบางอย่างแก่ประเทศที่เจริญแล้วควบคู่ไปกับสหประชา ชาติ ในการควบคุมประเทศที่กำลังพัฒนาให้ต้องร่วมลดการปล่อยกาซเรือนกระจก ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การกีดกันทางการค้าโดยใช้ข้ออ้างเรื่องโลกร้อน
- ข้อตกลงใหม่มีการเสนอจัดสรรโควต้าการปล่อยกาซเรือนกระจก ที่จะทำให้ประเทศที่ร่ำรวยมีสิทธิปล่อยกาซต่อหัวประชากรได้ประมาณสองเท่าของ ประเทศที่กำลังพัฒนา
- มีการผลักดันนำเสนอนโยบายซื้อขายสิทธิการปล่อยกาซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เนื้อหาส่อให้เห็นเจตนารมณ์ที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากการซื้อขาย carbon credit อย่างชัดแจ้ง

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา G77 ประกาศถอนตัวและความร่วมมือ โดยยืนยันแน่วแน่ที่จะให้ชาติร่ำรวยเป็นฝ่ายลดการปล่อยกาซเรือนกระจกเพียง ลำพังฝ่ายเดียวต่อไปตามพันธะสัญญาเกียวโตที่มีอยู่เดิม

แม้ว่าการ ประชุมจะยังเหลือเวลาอีกหลายวัน แต่ขณะนี้ดูเหมือนความเห็นของประเทศต่างๆได้แตกแยกกันเกินกว่าที่จะทำความ ตกลงอะไรกันได้ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ข้อตกลงใหม่ๆเกี่ยวกับมาตรการแก้ไข Climate Change น่าจะถูกเลื่อนออกไป 6 ปี

ข่าว
Copenhagen climate summit negotiations 'suspended'
//news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/8411898.stm

Developing nations suspend Copenhagen talks
//www.euronews.net/2009/12/14/developing-nations-suspend-copenhagen-talks/

Link
โลกร้อน ตอน ความลับแตก
//pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8581568/X8581568.html

“ลัทธิกีดกันการค้า” ด้วยข้ออ้างเรื่อง “โลกร้อน”
//www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000122874

The Story of Cap and Trade (การซื้อขาย carbon credit)
//www.thaiclimate.org/Articles.cfm?ID=575

การใช้มาตรการด้านการค้ากับเรื่องโลกร้อน
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
//www.prachatai.com/journal/2009/10/26317

สินค้าไทยรับมือ 'ภาษีคาร์บอน'
//www.thaipost.net/x-cite/220709/8092

ห่ะ! โลกร้อนทุก 1500 ปี? : ความจริงที่น่าอึดอัด
โดย อจ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล
//www.thaienvironment.org/?q=node/24

ความตกตื่นในภาวะโลกร้อน: การย้อนแย้งเชิงข้อมูล
โดย อจ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล
//www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999707.html

เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย
//www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm


กระทู้เก่าว่าด้วยเรื่องโลกร้อน

คำเตือน
ในกระทู้เก่าจะมีข้อโต้แย้งของผู้ที่สนับสนุนทฤษฎีมนุษย์ทำให้โลกร้อน ซึ่งส่วนใหญ่จะอ้างถึงรายงานของกลุ่มที่ถูกเปิดโปง
ในการอ่านจึงขอให้ระลึกว่า คำกล่าวอ้างที่ดูน่าเชื่อถือในขณะนั้น พอมาถึงขณะนี้กำลังมีปัญหาเรื่องความถูกต้อง


สหรัฐไม่ลงนามในสัญญาเกียวโตเพราะทฤษฎีเรือนกระจกเป็นเรื่องเหลวไหล
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/X3721530/X3721530.html

โลกร้อน..เรื่องเล็ก
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/03/X5215913/X5215913.html

ท่านคิดว่าโลกร้อนขึ้น เกิดจากสาเหตุอะไร
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2007/03/X5277664/X5277664.html

โลกร้อน ตอนเจาะลึก Greenhouse Effect
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/02/X6327353/X6327353.html

โลกร้อน ตอน Gameover
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/02/X6373013/X6373013.html

โลกร้อน ตอน No Food For Oil
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/04/X6519835/X6519835.html

โลกร้อน - ตอน The Day After Tomorrow
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2008/05/X6576611/X6576611.html

โลกร้อน ตอน Global Cooling
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/01/X7413397/X7413397.html

โลกร้อน ตอน ร้อนไม่จริง (ขอแนะนำให้อ่านเพราะมีส่วนเกี่ยวข้อง)
//topicstock.pantip.com/wahkor/topicstock/2009/06/X7991325/X7991325.html

จากคุณ : กาลามะชน เขียนเมื่อ : 15 ธ.ค. 52 10:12:18

รวมข้อมูลเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การพลังงานและสิ่งแวดล้อมตรงจากคุณกาลามะชนที่Weblog
//galama.bloggang.com

ที่มา โต๊ะหว้ากอ ณ พันทิป


แว่วๆว่าประเทศกำลังพัฒนาประเทศอะไรก็ไม่รู้เตรียมตัวน้อมรับนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่โดยดี ไม่มีข้อโต้แย้ง

ทำเหมือนไม่เคยได้ยินเรื่องความลับในงานวิจัยโลกร้อนที่รั่วไหลออกมา

ถือเป็นโชคดีของประเทศนั้นไปที่การประชุมมันล่ม

จากคุณ : Sleeper MoNKeY 2nd เขียนเมื่อ : 15 ธ.ค. 52 11:19:35


ต่อไปนี่คือตัวอย่างของผู้ที่ได้รับผลกระทบความเสียหายจากมาตรการจัดการเรื่องโลกร้อน

รุมจวกสูตร"อส."ตัดต้นไม้อ้างทำโลกร้อน หญิงพัทลุงอยากฆ่าตัวตาย ตัดยางสวนตัวเองโดนปรับ1.6ล.

นักวิชาการรุมจวกกรมอุทยานฯ คิดสูตรพิสดาร ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้านตัดไม้ในอุทยานฯ อ้างเป็นต้นเหตุทำโลกร้อน ชี้ถ้าใช้กระทบทั่วประเทศ งงฟ้องศาลเล่นงานคนจน สาวใหญ่พัทลุงครวญอยากฆ่าตัวตาย ตัดยางในสวนตัวเองกลับโดนปรับ 1.6 ล้าน

เมื่อ วันที่ 14 สิงหาคม ที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) แยกราชเทวี จัดสัมมนาเรื่อง "ค่าเสียหายจากการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน" เชิญผู้เกี่ยวข้องกับกรณีคดีความที่เทือกเขาบรรทัด และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านโลกร้อนเข้าแสดงความคิดเห็นกรณีกรมอุทยาน แห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฟ้องร้องทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากชาวบ้านใน จ.ตรัง พัทลุง และกระบี่ ที่อาศัยในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา จ.กระบี่ ฐานบุกรุกทำลายป่าทำให้โลกร้อน อากาศร้อน ฝนตกน้อยลง ล่าสุดศาลพิพากษาให้ชาวบ้าน 15 ราย จ่ายค่าเสียหายให้แก่รัฐแล้ว โดย 7 รายต้องจ่ายค่าเสียหายรวม 20.30 ล้านบาท

นายพงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล นักวิชาการชำนาญการพิเศษ จากส่วนวิจัยต้นน้ำ สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ อส. กล่าวถึงหลักการประเมินค่าเสียหายของสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าต้นน้ำว่า มีการพัฒนารูปแบบการคิดคำนวณมาตั้งแต่ปี 2531 เดิมคิดมูลค่าจากเนื้อไม้ประเภทต่างๆ ต่อมาเพิ่มการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของการทำลายป่าต้น น้ำ จนถึงปัจจุบันได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียกค่า เสียหายทางแพ่งกับผู้บุกรุกทำลายป่าต้นน้ำที่สอดคล้องกับความเป็นจริง แบบจำลองผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว คาดว่าเร็วๆ นี้ จะสามารถเผยแพร่และนำไปใช้ในพื้นที่จริง หากได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหาร อส. อย่างไรก็ตาม แบบจำลองนี้อาจมีความแตกต่างกันในแง่สภาพพื้นที่ เช่น ป่าเสื่อมโทรม ป่าเศรษฐกิจ มูลค่า 82,500 บาทต่อไร่ต่อปี, พื้นที่สวน 53,900 บาทต่อไร่ต่อปี พื้นที่โล่งเตียน 35,200 บาทต่อไร่ต่อปี

ด้าน ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธานสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ไม่อยากให้ อส. กรมป่าไม้ นำแบบจำลองนี้ไปใช้ เพราะจะสร้างความไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะกลุ่มชาวนา ชาวไร่ ขณะเดียวกันแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วและมีพันธกรณีลดก๊าซเรือนกระจกก็ยังไม่นำ ค่าความเสียหายดังกล่าวไปใช้ปรับชาวบ้าน เรื่องนี้อาจจะส่งสัญญาณผิดในเวทีโลกว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องลดก๊าซเรือนกระจก และทำให้เสียเปรียบประเทศอื่นๆ ได้

ขณะที่นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์วิจัยการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แบบจำลองคิดค่าเสียหายของ อส.เป็นการคิดแบบมุมเดียว และมีมุมมองทางวิชาการที่แคบมาก ความเสียหายจากกิจกรรมต่างๆ ที่คิดกันว่าก่อให้เกิดโลกร้อนนั้น ขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยหรืองานวิชาการของประเทศใดในโลกรับรองกันว่าเป็นงาน วิจัยที่สมบูรณ์หรือทฤษฎีใดๆ ที่ได้รับการยอมรับ และสามารถนำมาอ้างอิงอย่างเป็นทางการได้

"รู้สึกแปลกใจและตกใจ ที่นักวิชาการ อส.บอกในที่ประชุมว่า แบบจำลองนั้นได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องหมดแล้ว ไม่มีใครคัดค้าน และอยู่ระหว่างผู้บริหารอนุมัติประกาศใช้ เพราะนักวิชาการที่ทำเรื่องนี้โดยตรงยังไม่มีใครทราบข้อมูล หากประกาศใช้จริง จะมีคนเดือดร้อนจำนวนมาก หาก อส.อยากให้ได้รับการรับรอง ต้องเสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาหาข้อสรุปด้วย" นายอานนท์กล่าว และว่า กรณีชาวบ้านเทือกเขาบรรทัดนั้นเรื่องเกิดมาตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อน แต่ประเทศไทยเพิ่งพูดถึงทฤษฎีโลกร้อนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้น สิ่งที่น่าทำมากกว่ากล่าวหาว่าชาวบ้านตัดต้นยางแล้วทำให้โลกร้อน คือการพิสูจน์สิทธิที่ทำกิน และประเด็นที่น่าสนใจคือชาวบ้านตัดต้นยางแล้วถูกหาว่าทำให้โลกร้อน ทุกคนล้วนกู้ยืมเงินมาจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางทั้งสิ้น

นาง กำจาย ชัยทอง ชาวพัทลุง อายุ 43 ปี ผู้ถูกศาลตัดสินให้จ่ายค่าเสียหาย 1.67 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ฐานบุกรุกที่ดินและตัดต้นยางในพื้นที่ 8 ไร่ กล่าวด้วยน้ำตานองหน้า กลางที่ประชุมว่า มีสวนยาง 11 ไร่ เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ย่ามากว่า 100 ปี เมื่อต้นยางแก่ ต้องตัดเพื่อปลูกใหม่ ก็ถูกกล่าวหาเป็นตัวการทำลายป่า ทำให้โลกร้อน ต้องจ่ายเงินเป็นล้าน จะเอาที่ไหนมาจ่าย ลำพังแค่เงินหมื่นยังไม่เคยได้จับ ต้องมาจ่ายเงินล้านเพราะตัดต้นยางในพื้นที่ของตัวเอง อยากจะฆ่าตัวตายวันละหลายรอบ แต่เป็นห่วงลูก


**************************
สำหรับสูตรคิดค่าเสียหายทำโลกร้อน ออกโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป่าและพันธุ์พืช

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 97 "กำหนดให้ผู้ใดที่กระทำ หรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลาย หรือทำให้สูญหาย หรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐจากมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากร ธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปแล้ว"

คำว่า "ทำลาย หรือเสียหาย" นอกจากตัดไม้แล้วยังหมายถึงการเผา แผ้วถางทำไร่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด มีรายละเอียดการคิด ดังนี้

1.ค่าเสียหายที่ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี
2.ค่าเสียหายทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 58,800 บาทต่อไร่ต่อปี
3.ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี
4.ทำให้ปุ๋ยสูญหาย 4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี
5.ค่าเสียหายทางตรงจากการเพิ่มรายปีของเนื้อไม้เฉลี่ย 40,825.10 บาทต่อไร่ต่อปี

ทั้งนี้ แบบจำลองดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว สามารถนำไปใช้กับพื้นที่ต่างๆ ได้ คาดว่าเร็วๆ นี้จะสามารถเผยแพร่ได้หากได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารกรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป่าและพันธุ์พืช (อส.)

ตัวเลขค่าความเสียหายดังกล่าว เริ่มคิดมาตั้งแต่ปี 2536 และพัฒนาการให้เข้ากับภาวะปัจจุบันเรื่อยมา กระทั่งเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ได้มีการเก็บค่าตัวอย่างต่างๆ ทำวิจัยในพื้นที่ต่างๆ อีกครั้งก่อนประกาศตัวเลขดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ อส.ยอมรับว่าแบบจำลองนี้อาจใช้ไม่ได้ในทุกพื้น เพราะแต่ละพื้นที่มีลักษณะแตกต่างกัน

//www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1180865




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2552    
Last Update : 15 ธันวาคม 2552 16:43:22 น.
Counter : 269 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.