ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง

ข่าวบันเทิง:ทำให้ดีมีสาระ(ประโยชน์)ได้ไหม?

โดย : ธาม เชื้อสถาปนศิริ:
นักวิจัยโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor)

ผู้เขียนสังเกตทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจมานานแล้วในรายการ “ข่าวบันเทิง” ที่ออกอากาศอยู่ในจอโทรทัศน์ ดูมานานจนค้นพบว่า เนื้อหาสาระค่อนข้างที่จะวนเวียน ซ้ำซาก ไม่มีสาระเท่าที่ควร

ใจจริงไม่อยากสรุปว่าไร้สาระ แต่อยากจะบอกว่า ไม่มีสาระที่เป็นประโยชน์ต่อวงการบันเทิงต่างหาก
เป็นข้อสรุปที่มีเหตุจาก “คุณภาพของเนื้อหาสาระ” ที่ผู้เขียนพบว่าเนื้อหามี 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

1) ข่าวโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของดารา นักร้อง เป็นเนื้อหาข่าวบันเทิงที่พบมากที่สุด เช่น ข่าวละครเรื่องใหม่ที่เตรียมเปิดกล้อง กำลังถ่ายทำ หรือควันหลงในกองถ่าย หรือฉาก/ตอนเด็ดต่างๆ ของละครเช่น ฉากเข้าพระเข้านางที่ต้องมีการกอด จูบ ตบ ตี หรือฉากบู๊ ปะทะคารมกันระหว่างตัวละคร

ข่าวโฆษณาละครแบบนี้มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ จนกว่าละครเรื่องนั้นจะฉายจนจบ

เนื้อหารายการจะนำ “ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ” และมีภาพของดารานำเรื่องนั้นๆ มาแขวะ จิก กัด และแซวกันว่าฉากดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร สนุกสนาน มีมุขหลุด มุขฮาอย่างไรบ้าง

แล้วก็ตบท้ายด้วยว่าฝากให้ติดตามชมละคร และขอเรตติ้ง

มีบ้างที่พูดถึง “ความยาก ง่าย หรือเนื้อหาสาระของฉาก หรือความตั้งใจของผู้กำกับ” แต่น้อยมาก

หรือที่จริง “เราแทบจะไม่เคยเห็นผู้กำกับได้ออกมาพูดถึงละครของตัวเอง”

2) ข่าวเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของดารา พบรองลงมา เนื้อหาข่าวส่วนมากเกี่ยวกับชีวิตรักใคร่ส่วนตัว การทะเลาะ เบาะแว้งระหว่างดารา เบื้องหลังชีวิตส่วนตัว

รักๆ เลิกๆ คบๆ จากๆ ยิ่งข่าวลือดารายิ่งขายดีเทน้ำเทท่า ข่าวซุบซิบ และมี “ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์รักของคู่รักดารา” มาฟันธง คอนเฟริ์ม ว่าจะไปรอดไปไม่รอด

บ่อยครั้งเนื้อหาข่าวลักษณะนี้จะนำเอา “ข่าวลือ หรือ ข้อสงสัย” มาตั้งเป็นคำถาม เพื่อสร้างเนื้อหาแล้วจึงให้โอกาสดาราที่ถูกกล่าวหามาชี้แจง ซึ่งก็มักได้รับคำตอบว่า “ไม่มีอะไร”

บางครั้งถึงขนาดไปสัมภาษณ์ เพื่อนดาราคนนั้น เพื่อค้นหาข้อมูลกันเลย

เสียเวลาไปนานหลายนาที

เนื้อหากลุ่มนี้ดูจะเป็น “ข้อกล่าวหา” ที่ทำให้รายการข่าวบันเทิงดูไร้สาระมากที่สุด

3) การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ พูดคุยเกี่ยวกับผลงาน เช่นภาพยนตร์ ละคร อัลบั้ม เนื้อหากลุ่มนี้จะลงลึกถึงผลงานของดารา ศิลปินนั้นๆ ที่เป็นเจ้าของผลงาน อาจมีสัมภาษณ์ดารานำ และผู้กำกับบ้าง ส่วนจะลงลึกถึงระดับเนื้อหาได้แก่นสารสาระอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับกึ๋นของผู้ถามและแนวทางของรายการ

บ่อยครั้งรายการสนทนาประเภทดารามาคุยเป็นช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปในตัว

ข่าวบันเทิงบ้านเราจึงเต็มไปด้วย “ความฉาบฉวย รักส่วนตัวดารา และโฆษณาผลงาน” โดยที่ไม่ได้มี “เนื้อแท้แห่งสาระของวงการบันเทิง” เลย
ยิ่งดูข่าวบันเทิงบ้านเรามากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความเบาหวิวของสมอง

การทำแต่ข่าวบันเทิงที่ไร้สาระเช่นนี้จึงเท่ากับว่าคนวงการบันเทิงดูถูกคนในวงการบันเทิงด้วยกันเอง และยังดูถูกคนดูด้วยเช่นกัน

แต่ถามว่า “เนื้อแท้ของข่าวสารในวงการบันเทิง” นั้นจำเป็นต้องมีข่าว “ชีวิตรักดารา” ด้วยหรือไม่ ก็คงต้องบอกว่าจำเป็น เพราะ “เหตุผลที่มักอ้างกันจริงๆ” ก็คือ “ดาราเป็นบุคคลสาธารณะ” ใครๆ ก็อยากรู้เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของดารา และ “ความสนใจในชีวิตของคนดัง” ก็ดูเป็น “จริตของคนทั้งโลก” แม้ไม่ใช่ทุกคนก็ตามที

ทั้งหมดนี้คือ “เนื้อหาสาระ” ของข่าวบันเทิง

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้การันตีว่าข่าวบันเทิงมีสาระ

เพราะคำว่า “มีสาระ” กับ “ไร้สาระ” นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและนิยามว่า อะไรคือสาระ อะไรคือไร้สาระ

โดยทั่วไปนิยามของคำว่า “มีสาระ” หมายถึง ได้ประโยชน์ มีคุณค่า ช่วยส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้น ยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ขณะที่คำว่าไร้สาระ ก็คือตรงกันข้าม

คำถามที่สำคัญคือ “จะทำอย่างไรให้เนื้อหาสาระของข่าวบันเทิงนั้นมีสาระ(ประโยชน์)ขึ้นมาบ้าง” และต้องมีสาระในมุมแบบบันเทิงๆ
ถามง่าย แต่ตอบยาก

ลองเปรียบเทียบกับข่าวอื่นๆ เช่นข่าวการเมือง

ในมุมหนึ่ง ข่าวดารา/บันเทิงก็เหมือนกับข่าวการเมืองเช่นกันเพราะต่างก็เป็นบุคคลสาธารณะด้วยกันทั้งคู่

หากนักการเมืองถูกซักไซ้เรื่องส่วนตัว โกงกิน คอร์รัปชั่น ก็เพราะมีความสัมพันธ์กับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” ของประชาชน คืองบประมาณรัฐ ทรัพยากร การจัดการ สิทธิ ฯลฯ ต่างๆ ที่รัฐพึงกระทำเพื่อประชาชนทุกคน

ดาราก็ถูกซักไซ้ร ค้นหาเรื่องราวชีวิตรักใคร่ ความลับปกปิดส่วนตัว ก็เพราะมีความสัมพันธ์กับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” ของสาธารณชน “ผู้นิยม” ให้ความ “ชื่นชม ชื่นชอบ” กับดารา ซึ่งความนิยมนี้ เป็นมูลค่าทางจิตใจที่สามารถนำไปแปรค่าเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในต้นทุน ค่าตัวของดารานั้นๆ ได้เช่นกัน

เนื้อหาเป้าหมายของการขายข่าวชีวิตรักดารา หากมองในมุมดี (ดีมาก ดีสุดๆ ถึงดีมากที่สุด) ก็เป็นบทบาทของ “การเฝ้าระวัง” มิให้ดาราทำตัวออกนอกลู่นอกทางที่ควร

ข่าวดาราขายได้ด้วย ได้ทำหน้าที่เฝ้าระวังพฤติกรรมดาราด้วย ได้สนองความอยากรู้ส่วนตัวและของสังคมด้วย
ข่าว(ชีวิตรักใคร่)ดาราจึงยังสามารถอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่ทนในวงการบันเทิง

สนุก แต่ดูจบแล้วไม่ได้สาระอะไร
บันเทิง แต่ไม่ได้พัฒนาอะไร
มีเนื้อหาสาระ แต่ไม่ได้มีสาระประโยชน์


ข่าวบันเทิงในช่อง 3-5-7-9 นั้นแตกต่างกับข่าวบันเทิงในช่อง 11 และ ทีวีไทย เพราะขณะที่ข่าวบันเทิงของช่อง 3-5-7-9 นั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ “ดารา” (actors & actress/singers) แต่ข่าวบันเทิงของช่อง 11 และทีวีไทยนั้น เน้นไปที่ “ศิลปิน” (artist)

ที่เรียกว่าข่าวบันเทิงช่องของช่อง 11 และทีวีไทยนั้น แท้จริงเป็น “ข่าวศิลปะบันเทิง” ที่เน้นนำเสนอเรื่องราวในวงการบันเทิงที่ไม่ใช่เชิงพานิชย์ แต่กลับเป็นข่าว “ศิลปะ” เช่นเพลงที่ไม่ใช่จากนักร้องในค่ายใหญ่ หนังที่ไม่ใช่เพื่อการตลาด การแสดงที่ไม่ใช่เพื่อขายตั๋ว แต่เป็นศิลปินที่ไร้ค่าย เป็นนักเขียนภาพที่มีฝีมือ เป็นนักแสดงที่เปี่ยมสุนทรียศาสตร์ เป็นความบันเทิงที่มีสาระประโยชน์ที่ไม่ใช่ถูกผูกติดกับระบบตลาด

ข่าวบันเทิงใน 2 ช่องนี้จึงแทบไม่เห็นหน้า “ดารา” แต่จะเห็นหน้า “ศิลปิน”

พูดกันอย่างยุติธรรม ผู้เขียนคงไม่เสนอว่าช่องอื่นๆ ที่เลหือจะยกหน้าดารานักร้องออกจากหน้าจอข่าวบันเทิงเสียทั้งหมด แต่กำลังจะเสนอแนะว่า จะทำอย่างไรที่จะยกคุณภาพข่าวบันเทิงที่มีเรื่องดารานั้นให้มีสาระประโยชน์ ขึ้นได้บ้าง
ดังนี้

1) ข่าวบันเทิงประเภทโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงาน ที่มักเป็นเพียงการพูดคุยมุขตลกจากกองถ่าย จากขั้นตอนการทำงาน ก็น่าจะเพิ่มสาระลงไปเช่น การพูดคุยถึงเบื้องหลัง ความตั้งใจของละครที่ต้องการสื่อ (อย่าคิดว่าผู้ชมฉลาด ผู้จัด ดารา หรือพิธีกรข่าวบางคนชอบอ้างว่าอย่าดูถูกคนดู เขาคิดเองได้ อย่าสอนคนดู เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เคยเห็นผู้กำกับ ดารา ออกมาพูดถึงความตั้งใจในการทำงานของเขาที่มุ่งสื่อสารบางอย่างกับสังคม แต่จะขอเพียงให้ติดตามผลงานกันมากๆ เพื่อเรตติ้งเพียงเท่านั้น)

แน่นอนว่าการพูดถึง “เบื้องหลังของการทำงาน” อาจมีอะไรที่มากกว่าเบื้องหลังกองถ่าย แต่อาจสอดแทรกให้สาระความรู้แก่ผู้ชมให้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ หน้าที่ของคนทำงานต่างๆ ในกองถ่าย กว่าจะได้บท ได้ขั้นตอน การคัดเลือกตัวแสดง การกำกับ (คำพูด คำสอน คำสั่ง คำแนะนำของผู้กำกับที่มีต่อกองถ่าย)

2) ข่าวเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของดารา หากทำให้ดี ก็คงต้องเอาให้ถึงที่สุด โดยที่ยังเคารพสิทธิส่วนตัวของบุคคลสาธารณะอยู่บ้าง ไม่ใช้วิธีการหาข่าวที่ผิด หรือเชยๆ เช่น นำเอาข่าวลือมาสอบถามแบบข่าวปิงปอง โต้กันไปมา ฟังความรอบด้านหลายฝ่ายแล้วก็ค้นพบว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แบบนี้เสียเวลาทำข่าวเสียเวลาผู้ชม น่าจะทำข่าวขุดคุ้ยแฉพฤติกรรมที่ไม่ดีของดารา ว่ากันตามความประพฤติที่ออกนอกลู่นอกทาง ความไม่เป็นมืออาชีพ (นักร้องลิปซิ้ง มั่วเซ็กส์ ติดยา ทำผิดฏหมาย ไม่เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องต่างๆ) และต้องพิสูจน์ใหแน่ชัด

รายงานข่าวเพื่อการควบคุมพฤติกรรมและตรวจสอบ มิใช่รายงานข่าวเพื่อขายได้ เพื่อสร้างกระแส และสร้างโอกาสในทางเด่นดังของดาราที่ต้องการอาศํยกระแสอย่างที่เป็นอยู่ เช่นข่าวรักโปรโมททั้งหลาย

3) การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ พูดคุยเกี่ยวกับผลงาน ที่สามารถทำให้ดีขึ้นคือ การพูดคุยถึงคุณค่าของผลงาน ที่มา ที่ไป ขั้นตอนการผลิต บุคคลที่เกี่ยวข้อง งบประมาณ เวลา ความทุมเท อาจสัมภาษณ์ให้มีลักษณะข้อมูลเชิงลึกมากกว่าที่เป็น ในสิ่งที่ทำให้ผู้ชมเห็นถึงคุณค่าของเนื้องาน สัมผัสถึงสุนทรียะ ศาสตร์ ศิลป์ ความงามที่ซ่อนอย่ในงานบันเทิง โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกมาในลักษณะเชิงสั่งสอน หรือดูถูกความคิดของผู้ชมก็ทำได้

เพราะที่เป็นอยู่นั้น คือการเด็ดยอด ตัดตอน เอาเฉพาะส่วนที่เป็นผลสำเร็จเสร็จสิ้นออกมาให้ดูให้ชม และไม่เคยมีรายการใดที่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์

ผลงานบันเทิงที่ผลิตออกมาให้ผู้ชมได้มีความรู้ในแง่มุมศิลปะหรือสุนทรียศาสตร์ความงามกันเลย
หรือตัวผลงานจริงๆ มันก็ไม่มีสาระให้พูดถึง?

ทั้งหมดที่นำเสนอ ก็พูดเชียร์เพื่อขาย พูดคุยเพื่อชวนเท่านั้นเอง

ไม่มีติ ไม่มีเตือน เพื่อสร้างสรรค์ มีแต่หยิกๆ กัดๆ แล้วก็แล้วกันไป

งานวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ อาจมีผู้เชี่ยวชาญทางละคร ดนตรี ภาพยนตร์ มาช่วยสกัด พูดคุย แสดงความคิดเห็น มิใช่เพื่อโปรโมท แต่เพื่อสรรค์สร้างความงามทางศิลปะที่เกิดขึ้นจากงานพานิชย์ศิลป์
แต่บ้านเราก็ไม่มีข่าวบันเทิงเช่นนี้เลย และดูจะเป็นเรื่องยากอย่างถึงที่สุด

การเพิ่มมูลค่าในรายการข่าวบันเทิงอย่างที่เสนอไปนั้น มิได้ทำให้ความน่าสนใจของรายการข่าวบันเทิงจะไม่สนุกหรือซีเรียสมากขึ้น แต่จะทำให้ข่าวบันเทิงดูมีสาระประโยชน์พร้อมๆ กับแฝงไปด้วยสาระจากเรื่องราวในวงการบันเทิง หากทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อวงการบันเทิงเอง

ข่าวบันเทิง เรื่องราวรักใคร่ หรือโฆษณาหนัง-ละครเรื่องใหม่ ก็คงเป็นข่าวบันเทิงราคาถูก คุณภาพแย่ พอกับตัวผลงานของมัน แต่ข่าวบันเทิงที่ดี จะต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ผลงานของมันดีและมีคุณค่าเสียยิ่งกว่าข่าวที่รายงานออกไปเสียอีก

ที่มา Media Monitor




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2552    
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 17:30:27 น.
Counter : 333 Pageviews.  

เจาะเบื้องลึก ทำไม"คุยข่าว/เล่าข่าว"สุดฮิต เม็ดเงินสะพัดหมื่นล้าน สร้าง"เศรษฐีใหม่"บนยอดคลื่น

วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11:36:58 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชาติออนไลน์ นำเสนอสกู๊ปพิเศษสุดฮอต เรื่อง สงครามข่าวบนจอทีวี ศึกชิงเรตติ้ง-เม็ดเงินโฆษณา โอกาสทองเศรษฐีใหม่ นักเล่าข่าว ปลายสัปดาห์ เราขอเสนอ บทวิเคราะห์ สาเหตุที่ คนไทย ชื่นชอบ รายการคุยข่าว เล่าข่าว แบบสุด ๆ เพื่อค้นหาเบื้องหลังความสำเร็จของ ทีวี ช่อง 3 ช่อง 7 และฟรีทีวีช่องอื่นๆ ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในสงครามข่าวผ่านจอแก้ว

.... ดร.พิรงรองรามสูต รณะนันทน์ อาจารย์ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้รายการเล่าข่าวเกิดขึ้นตามช่องฟรีทีวีในเมือง ไทยอย่างดาษดื่นนั้น
1. เนื่องมาจากยุคนี้ได้ก้าวเข้าสู่ความเร่งรีบ มนุษย์ต้องทำงานแข่งกับเวลามากขึ้น เลยทำให้มีเวลาบริโภคข่าวจากสื่อทางอื่นน้อยลง พวกเขาจึงหันไปเสพข่าวที่มีรูปแบบย่อยข่าว เพราะแค่นั่งอยู่หน้าจอทีวีก็มีคนสรุปข่าวให้ฟังสามารถรับรู้เหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นได้ทันที


และ 2. ถ้าเปรียบรายการเล่าข่าวเป็นอาหาร ก็เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่สะดวก กินง่าย ไม่มีขั้นตอนกรรมวิธียุ่งยาก ซึ่งรายการแบบนี้ นอกจากคนในเมืองจะชอบแล้ว มันยังได้เข้าไปในวิถีชีวิตคนชนบท ที่ชอบวิธีการสื่อสารแบบปากต่อปากด้วยเหมือนกัน จึงทำให้รายการประเภทนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมการเล่าข่าวไปเสียแล้ว



ขณะที่ ธีระ ธัญไพบูลย์ ผู้ประกาศข่าวรายการข่าวข้น คนข่าว และลูกหม้อเนชั่น เห็นว่าการมีรายการเล่าข่าว ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน อย่างเมื่อก่อนโทรทัศน์ก็จะมีแต่การอ่านข่าวธรรมดา พูดไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ทุกวันนี้การมีรายการเล่าข่าว ก็ทำให้ข่าวดูมีสีสันขึ้น เนื่องจากผู้สื่อข่าวสามารถใส่ความคิดเห็น และสามารถเล่าเท้าความถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์นั้นๆ ได้ ก็ถือว่าให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพิ่มเติม ยกตัวอย่างกรณีข่าวขโมยนอตเสาไฟฟ้า ถ้าผู้เล่าข่าวรู้ภูมิหลังของข่าวนี้ ก็สามารถบอกได้ว่า เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งนี้ มันเคยมีมาแล้ว 2-3 ครั้ง


ดังนั้น การมีรายการเล่าข่าวแบบนี้ บางคนก็อาจจะไม่ชอบ เนื่องจากชอบข่าวลักษณะแบบเดิมมากกว่า คือไม่ต้องใส่ความคิดเห็นของคนอ่านลงไป แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะชอบ เพราะข่าวแบบนี้ มันดูมีสีสัน ผู้ดำเนินรายการมีลูกรับลูกคู่กัน ดูแล้วทำให้พวกเขาเกิดอารมณ์ร่วมไปกับสถานการณ์นั้นๆ ด้วย


ธีระ อธิบายประโยชน์ของรายการเล่าข่าว ว่ามันสามารถอธิบายความซับซ้อนของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ให้คนดูเข้าใจได้ง่าย แต่ทั้งนี้ข่าวจะมีคุณค่าดูน่าเชื่อถือได้ ก็ต่อเมื่อคนเล่าทำการบ้านมาอย่างดี ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการเรียบเรียงคำพูดเวลานำเสนอ ไม่เล่าข่าวแบบนกแก้วนกขุนทอง มีความเข้าใจในเรื่องที่เล่า สามารถเอาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันมาเทียบเคียงให้คนดูได้เห็น แต่ที่ผมพูดอย่างนี้ ผมก็ไม่ได้สรุปหรอกนะ ว่ารายการข่าวลักษณะไหนดีกว่ากัน



สุภาพร โพธิ์แก้ว เห็นว่า รายการข่าวประเภทเล่าข่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรายการข่าวโทรทัศน์ที่ เดิมใช้ผู้ประกาศข่าว และผู้ประกาศข่าวจะต้องรักษาระยะห่างของตนเองกับผู้ชมโดยไม่เข้าไปเกี่ยว ข้องกับเนื้อหาของข่าว ไม่วิพากษ์วิจารณ์ข้อมูลในข่าว มุ่งเสนอข่าวแบบตรงๆ ไปตรงมาเพราะจะต้องให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของข่าว อาจกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข่าวโทรทัศน์นั้นเริ่มต้นที่โทรทัศน์ ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา ปี 1971 หน่วยงาน FCC ประกาศใช้กฏข้อบังคับว่าด้วยการเข้าถึงชั่วโมงไพรม์ไทม์ (Prime-time Access Rule หรือ PTAR) โดยมีจุดประสงค์สองประการ คือ หนึ่งเพื่อป้องกันสถานีแม่ผูกขาดเวลาออกอากาศในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุด เนื่องจากในสมัยนั้นสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเป็นสถานีลูกสังกัดอยู่ในสถานีแม่ เครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องใช้ข่าวและสารคดีจากสถานีแม่ตลอดเวลา และสองเพื่อกระตุ้นสถานีท้องถิ่นให้ผลิตรายการของตัวเองให้มากขึ้น



ทันทีที่ PTAR มีผลบังคับใช้ สถานีท้องถิ่นก็เริ่มคิดหาทางโดยใช้แหล่งเงินทุนจากผู้สนับสนุนรายการ เริ่มด้วยการดัดแปลงรายการข่าวท้องถิ่นของตนเองให้เป็นรายการสนุกสาน เบาๆ ไม่ซีเรียส ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูง สามารถทำให้รายการข่าวซึ่งปกติเป็นรายการที่มีผู้ชมไม่มาก กลายเป็นรายการที่ขายได้ มีการแย่งผู้สนับสนันรายการกันรุนแรงไม่แพ้รายการประเภทอื่นๆ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับรายการข่าวคือ รูปแบบการนำเสนอและการออกแบบฉากโดยใช้กราฟิกแสงสีต่างๆ ให้ดูตระการตาขึ้น แต่ละสถานีแข่งกันตั้งชื่อรายการให้สะดุดหู เช่น "ABC News" "CBS News"



Al Primoผู้อำนวยการข่าวของสถานีโทรทัศน์ WXYZ TV สถานีลูกในสังกัด ABC ที่เมือง Detroit กล่าวถึงหลักการสำคัญๆ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในรายการข่าวว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างความรู้สึกร่วมกับคนดู ผู้สื่อข่าวจะต้องใช้วิธีพูดและวิธีเขียนข่าวซึ่งมีรายละเอียดมากพอที่จะทำ ให้ชาวบ้านทั่วไปนึกออกและเกิดอารมณ์คล้อยตามได้ และหลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ ทีมข่าวเองจะต้องรู้สึกสนุกและมีใจเป็นมิตรกับคนดู เพื่อว่าเวลารายงานข่าวต่อหน้ากล้อง จะได้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ฝืนและเกร็ง วิธีการของ Primo นี้ เรียกว่า "Happy talk" ซึ่งเฟื่องฟูมากในยุคนั้น นอกจากนั้น Primo ยังได้ใช้วิธีจัดลำดับข่าวแบบไม่ตายตัว ข่าวพยากรณ์อากาศ หรือข่าวกีฬาก็สามารถสลับขึ้นมาเป็นข่าวต้นๆ ได้ หากคิดว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ


ในสหรัฐอเมริกา เรียกรายการสนทนาข่าวว่า "Infotainment" หรือ "Soft News" เป็นธุรกิจนำเสนอข่าวในรูปแบบใหม่ที่ดึงดูดคนดูและโฆษณาด้วยการผสมผสาน ระหว่างการสื่อข่าวและความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน รายการแบบ NEWS talk ในสหรัฐอเมริกานั้นมีลักษณะเป็นการหยิบยกประเด็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ที่เป็นประเด็นร้อนมาพูดถกเถียงกันเพื่อขยายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องจริงชีวิตจริงของผู้คน (Human Drama/ Human Interest) ซึ่งรวมถึงชีวิตของคนธรรมดาจนถึงคนดัง (Celebrity) ยิ่งเป็นเรื่องที่สามารถสร้างอารมณ์เข้าถึงให้กับคนดูได้ยิ่งเป็นที่นิยม นอกจากนี้รายการรูปแบบนี้จะมีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาออกความคิดเห็นมา สัมภาษณ์ บางรายการมีการให้โทรศัพท์หรืออีเมล์เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นแบบสดๆ



ประเด็นสำคัญที่รายการคุยข่าวบ้านเราถูกวิพากษ์วิจารณ์คือ การใช้หนังสือพิมพ์มาอ่านในรายการ กิตติ สิงหาปัด กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า


"ผมคิดว่าหนังสือพิมพ์มีความจำเป็นในการนำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์บางครั้ง ผมเคยไปยุโรป ไปอเมริกา ที่นั่นตอนเช้าก็มีรายงานสดจากตรงโน้น รายงานสดจากตรงนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาปรากฏว่าเอาหนังสือพิมพ์มาอ่านเหมือนเราเลย นี่คือวิวัฒนาการของการนำเสนอข่าว มันไปได้หมด ข้อมูลข่าวสาร จากนั้นมันก็มีเรื่องของเราต้องให้เกียรติกับหนังสือพิมพ์มากขึ้น ก็ต้องเอ่ยชื่อฉบับเขา แต่ก่อนไม่ได้บอกว่าเอามาจากไหนก็ต้องบอก ที่บอกว่าการหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านมีความจำเป็นนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง บางเรื่องไว้เป็นฐานข้อมูล บางแหล่งในเวบไซต์ก็เอามาเพราะข้อมูลข่าวสารเป็นข้อมูลที่ต้องบริหารข้อมูล มากขึ้น"



แต่ กิตติ สิงหาปัด กลับมองว่า "คุณจะมาอ่านหนังสือพิมพ์ให้คนอื่นฟังทำไม เพราะหนังสือพิมพ์ชาวบ้านก็อ่าน วิธีการถ้าคุณจะนำเสนอข่าวจากหนังสือพิมพ์ ก็เป็นเพียงแต่สำรวจบางประเด็น ซึ่งเราต้องการเปรียบเทียบว่าแต่ละฉบับมีการวางประเด็นต่างกันยังไง คุณต้องมีข่าวของคุณเอง คนอ่านเขาก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว คนที่ทำรายการต้องรู้ว่าข่าวในหนังสือพิมพ์น่ะมันเป็นข่าวที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เมื่อวาน หนังสือพิมพ์ถึงมาตีพิมพ์ แต่เราเป็นทีวี คุณเรียลไทม์ คุณทำไมเอาข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน 9 โมง มานั่งอ่านเช้าอีกวันหนึ่ง 7 - 8 โมง คุณเป็นทีวี คุณก็มีเหมือนกันก็ต้องไปหาเรื่องคืบหน้ากว่านั้นเอาภาพอย่างอื่นที่เป็นภาพ เคลื่อนไหวไม่ใช่ภาพนิ่งๆ ของหนังสือพิมพ์ มันฆ่าวิชาชีพตัวเองไงถ้าทำแบบนั้น มันเป็นวิธีที่ง่ายแต่ทำให้วงการไม่พัฒนา"



ในขณะที่ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ผู้ดำเนินรายการ ′สยามเช้านี้′ แสดงความเห็นถึงรายการเล่าข่าวผ่านหน้ากระดาษในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 764 ว่า เป็นการอธิบายข่าวที่เกิดขึ้นให้เห็นกลไก และวิเคราะห์ไปข้างหน้าว่าจะเดินไปอย่างไรมากกว่าการนำข่าวขึ้นมาอ่าน


"จะไปเล่าข่าวของเมื่อวานนี้ ก็จะเป็นข่าวที่มีอยู่แล้วในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับตอนเช้า ซึ่งแฟนประจำของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเขาก็อ่านเองได้อยู่แล้ว โดยที่เราไม่ต้องนั่งอ่านให้ฟังอีกรอบ มีคนเคยตั้งข้อสังเกตให้ฟังเหมือนกันว่า แทนที่เราจะทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนหนึ่งแขนงให้เป็นกลไกส่งเสริมกัน กลายเป็นว่าโยนภาระสื่อมวลชนไปให้สิ่งพิมพ์ทั้งหมด"
เธอรู้สึกว่า โดยธรรมชาติ สื่อวิทยุและโทรทัศน์เป็นสื่อที่เร็วกว่าหนังสือพิมพ์หลายเท่า แต่ถ้าไม่ใช้ธรรมชาตินั้น แทนที่สิ่งพิมพ์จะพึ่งพาทีวีให้ช่วยตามข่าวให้เดินเร็วขึ้น จากการสัมภาษณ์แหล่งข่าวสดๆ ใหม่ๆ หรือเปิดประเด็นวิเคราะห์เรื่องเพื่อเดินหน้ารับช่วงต่อกันไป ก็กลายเป็นว่าทีวีหันกลับไปพึ่งสิ่งพิมพ์อยู่ฝ่ายเดียว



อย่างไรก็ตาม เหตุผลนอกจากความง่าย ความสนุก ความเร็ว ความเป็นกันเองที่ทำให้รายการคุยข่าว "ฮิต/ป๊อป" ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญจากฝั่งผู้รับสาร (receiver)



กล่าวโดยสรุป รายการแบบคุยหรือเล่าข่าวมีหน้าที่ที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ช่วยอธิบายข่าว 2. ช่วยตีความและเลือกมุมที่จะวิเคราะห์มุมที่จะเพิ่มเติมและข้อสังเกต และ 3. ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการวิพากษ์วิจารณ์

วัฒนะชัย ยะนินทร ได้ประมวลเหตุผล 10 ประการที่รายการ News talk ได้รับความนิยมไว้ดังนี้
1. ต้นทุนการผลิตรายการต่ำ
2. เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของสื่อทีวี เจาะขยายฐานกลุ่มคนดูได้กว้างขึ้น
3. เอเจนซี่ และสปอนเซอร์ตอบรับ ยิ่งนำพิธีกรคนดังมาเป็นผู้ดำเนินรายการ
4. คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ นิยมดูทีวีมากกว่า
5. กระแสการแข่งขันของสื่อทีวี ช่องไหนมี ช่องเราต้องมีด้วย
6. รายการข่าวมีอายุรายการยืนยาว เมื่อเปรียบเทียบกับละครที่มีตอนอวสาน
7. ผู้ชมนิยมดู เพราะฟังแล้วไม่เครียด
8. ชื่นชอบตัวพิธีกรข่าว
9. สามารถเลือกเสพข่าวสารได้สะดวก เพราะรายการข่าวจะคัดเลือกมานำเสนอ
10. การผลิตแบบข้ามสื่อด้วยการนำรายการข่าวผลิตโทรทัศน์มาออกอากาศวิทยุ ทำให้คนฟังกว้างขึ้น

เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือจากฝั่งตัวสื่อสารมวลชนเอง (sender & channel) "การหลอมรวมสื่อ และ สัมพันธบทที่ไร้พรมแดนข้อมูลข่าวสาร" ที่ทำให้รายการคุยข่าวฮิตได้



ประการแรก - sender/ผู้ผลิตข่าวสาร ที่ในปัจจุบันเป็นทั้งนักข่าว ผู้ประกาศข่าว พิธีกร ซึ่งอาจทำทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ อ่านข่าววิทยุ รายงานข่าวโทรทัศน์ เป็นผู้อ่านข่าว และวิเคราะห์ข่าวไปในตัว และเป็นพิธีกรรายการต่างๆ เป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร และหลายคนเป็นดาราแลละพรีเซ็นเตอร์โฆษณาด้วย


ตัวผู้ส่งสาร ไม่ได้มี "บทบาท/ฟังก์ชั่น" เดียวอีกต่อไป หากแต่ผสมกลมกลืนบทบาทตนเองเข้ากับแวดวงอาชีพสื่อมวลชนแขนงต่างๆ อย่างกลมกลืน และใช้บทบาทเหบ่านี้อย่างชาญฉลาดในการนำเสนอตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญข่าวใน รายการข่าว ผ่านบุคลิกและความเป็นตัวของตัวเองอย่างมีมูลค่าทางการตลาด

"สรุยทธ" มีความดุ เผ็ด เด็ด มัน
"กนก" มีความสนุก ตลก ประนีประนอม ไทยๆ
"ธีระ" มีความสุขุม คม นุ่ม ลึก

การ "ขายตัวเอง" ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญข่าว ผู้เล่าข่าวที่มีความรู้ (บางรายมี เหมือนว่าจะรู้") นั้นกลายเป็น "สิ่งกระตุ้น/เรียกความสนใจ" จากผู้ชมได้มาก เพราะปัจจุบันเราไม่ได้ชมเฉพาะข้อเท็จจริงจากเนื้อหาข่าว แต่เรายังเสพติด "ความสนุกสนาน/กลวิธี/ลีลา/บุคลิก ของผู้เล่าข่าว" ด้วย
พิธีกร ข่าวจึงกลายมาเป็นผู้ที่มีอิทธิพล "เหนือ/เทียบเท่า" ตัวข่าว ข่าวมิใช่สินค้าเพียงอย่างเดียวในรายการ แต่ตัวพิธีกรก็เป็นตัวสินค้า คือมีความเป็น "แบรนด์" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย



สำหรับเทคนิคสร้าง "ความใกล้ชิด" นี้ "สรยุทธ" อธิบายไว้ในนิตยสาร Positioning Magazine มิถุนายน 2552 "ต้องมี Contact อะไรบางอย่าง ต้องสื่อสารกับคนดูเหมือนเขานั่งอยู่กับเรา สมัยก่อนบางวันผมทำรายการแล้วรู้สึกไม่สนุก เพราะรู้สึกว่า Contact เขาไม่ถึง ถ้าวันไหนสนุก ก็ Contact ถึง"
เขาเล่าได้มากขึ้นว่าหลักในการ Contact ให้ถึงผู้ชมคือ
1. มีพื้นฐานข่าว มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งต้องใช้เวลา ต้องสร้าง และมันไม่มีทางลัด ทำให้การเล่าข่าวมาจากความเข้าใจ เนื้อหาอยู่ในหัว


2. มีความเป็นมนุษย์ พิธีกรข่าวไม่ใช่ผู้วิเศษ ผิดพลาดได้ เก่งและไม่รู้ได้ แต่ให้เป็นธรรมชาติ ไม่โอเวอร์ แต่ก็ต้องไม่จืด

ข้อมูลจากการสำรวจของ AC Nielsen Media Research สำรวจออกมาว่า เหตุผลหลักๆ ในการเลื่อกรับชมข่าวคือ "พิธีกร" ส่วนปัจจัยด้านความรวดเร็ว การเกาะติดทันเหตุการณ์นั้น รองลงมา ขณะที่คุณภาพของข่าวด้านความน่าเชื่อถือ การวิเคราะห์ข่าวนั้นเป็นปัจจัยลำดับท้ายๆ


ตารางแสดง 5 เหตุผลแรกในการเลือกชมข่าวแต่ละช่อง
ช่อง/อันดับ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 เนชั่น แชนแนล ASTV
อันดับ 1 พิธีกร พิธีกร พิธีกร พิธีกร เกาะติดข่าวร้อน พร้อมรายงาน 24 ชม.
อันดับ 2 เกาะติดข่าวร้อน น่าเชื่อถือ รวดเร็วอัพเดต รวดเร็วอัพเดต น่าเชื่อถือ น่าเชื่อถือ
อันดับ 3 วิเคราะห์เชิงลึก วิเคราะห์เชิงลึก น่าเชื่อถือ เกาะติดข่าวร้อน วิเคราะห์เชิงลึก พิธีกรข่าว
อันดับ 4 รวดเร็วอัพเดต รวดเร็วอัพเดต เกาะติดข่าวร้อน น่าเชื่อถือ รวดเร็วอัพเดต เกาะติดข่าวร้อน
อันดับ 5 พร้อมรายงาน 24 ชม. เกาะติดข่าวร้อน วิเคราะห์เชิงลึก วิเคราะห์เชิงลึก ความเป็นช่องข่าว ความเป็นช่องข่าว
ที่มา : Nielsen ปี 2008 จากนิตยสาร Positioning Magazine


ประการที่สอง - channel/ช่องทางการสื่อสาร ปัจจุบันเราเสพข่าวผ่านสื่อต่างๆ มากกมาย ข่าวมิได้เป็น "สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว-มีสังกัดที่อยู่ที่ชัดเจน" อีกต่อไปแล้ว ในอดีตเราสนใจข่าวๆ หนึ่งว่ามาจากไหน ฉบับไหน ช่องไหน ข่าวเป็นเหมือนสินค้า "ที่เกือบจะมีลิขสิทธิ์" เพราะการแข่งขันกันของสื่อที่ "เน้นที่ประเด็นเนื้อหา"


ในอดีตวัฒนธรรมการคัดลอกข่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นการเสียเกียรติและอุดมการณ์วิชาชีพ แต่สำหรับยุคปัจจุบัน ไม่มีใครสนใจเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นเราจึงเห็นภาพพิธีกรข่าวหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน เปิดเว็บไซต์ข่าวอ่านพาดหัวข่าวเด่นของวัน การเชื่อมโยงสำนักข่าวต่างๆ มากมายทั้งในและต่างประเทศ


ข่าวเป็นสินค้าที่ไร้ลิขสิทธิ์ ไร้พรมแดน เสรี และแพร่กระจายรวดเร็วมากขึ้นในโลกไซเบอร์สเปซ
เกิด แนวคิดเรื่อง "economics of news" หรือ การประหยัดจากข่าว ซึ่งเมื่อข่าวชิ้นหนึ่งๆ ถูกผลิตขึ้นมา ต้นทุนมีค่าคงที่ (เช่น 10,000 บาท) ข่าวชิ้นนี้ก็จะต้องถูกใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด ในรายการข่าวทั้งเช้า สาย บ่ายเย็น (ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของข่าว-แง่มุม-ประเด็น-ความยาวของข่าว) ในสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ข้อความสั้น (sms) โดยที่ต้นทุนของข่าวยังมีค่าคงที่


ช่องการสื่อที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดนี้เป้นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนในรายการข่าวปัจจุบันจึงต่ำลง และง่ายที่จะเสพมากขึ้น
รายการ คุยข่าว ในสถานการณืปัจจุบันจึงเป็นรายการที่ "มีต้นทุนด้านเนื้อหาข่าวต่ำ แต่กลับมีต้นทุนทางด้านผู้เล่าข่าวสูง" ซึ่งเป็นภาวะที่สะท้อนอย่างชัดเจนว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพข่าวที่จะได้รับในปัจจุบัน
ข้อมูลจากการสำรวจ ของ AC Nielsen Media Research สำรวจความนิยม ส่วนแบ่งผู้ชม และอัตราค่าโฆษณาในรายการข่าว (ยกเว้นข่าวเบรก/ข่าวต้นชั่วโมง) ที่เรตติ้งสูงสุด 10 อันดับแรก ณ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมือง พบว่ามีเพียง 2 ช่องสถานีเท่านั้นที่มีความนิยมสูงสุดจากผู้ชม คือช่อง 7 และช่อง 3
รายการเรื่องเล่าเช้านี้ เป็นรายการที่มีส่วนแบ่งผู้ชมสูงสุด คือ 50% แม้ว่าช่อง 7 จะมีอัตราค่าโฆษณาโดยเฉลี่ยสูงกว่า แต่ก็เป็นเพราะ "อัตราค่าเช่าโดยรวม" มีสัดส่วนแพงกว่า เนื่องจากคนส่วนมากนิยมดูช่อง 7

ตารางสำรวจความนิยม ส่วนแบ่งผู้ชม และอัตราค่าโฆษณาในรายการข่าว
รายการ ช่อง เรตติ้ง สัดส่วนผู้ชม อัตราโฆษณาต่อนาที (บาท)
1. ข่าว 20.00 น. 7 9.8 41% 330,000
2. ข่าวภาคค่ำ 19.40 น. 7 8 33% 330,000
3. ข่าว 3 มิติ 3 7.5 35% 260,000
4. ข่าว 20.00 น. 3 6 25% 330,000
5. ประเด็นเด็ด 7 สี 7 4.7 20% 300,000
6. เรื่องเล่าเช้านี้ 3 4.3 50% 175,000
7. เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ 3 4.3 36% 230,000
8. เรื่องเด่นเย็นนี้ 3 3.1 27% 175,000
9. เที่ยงวันทันเหตุการณ์ 3 3 26% 120,000
10. ก๊วนข่าวเช้าวันหยุด 3 3 43% 150,000
ที่มา : POSITIONING รวบรวมจากข้อมูล AC Nielsen Media Research



ตารางนี้แสดงให้เห็นว่ารายการข่าวเป็นรายการที่ "สามารถทำเงินได้" เพราะอัตราค่าโฆษณานี้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันกับรายการละคร การทำให้รายการข่าว "ขายได้" จึงสามารถกำหนดเวลาไพรม์ไทม์ใหม่ได้ ช่วงเวลาเช้า 06.00 - 08.00 น. จึงเป็นเวลาทองใหม่ (new prime time)


ทั้งหมดนี้เป็นทั้งปัจจัยเอื้อ และปัจจัยหนุนให้รายการคุยข่าว/เล่าข่าวในปัจุบัน "ฮิต" ติดกระแสจนยากที่จะยั้งอยู่ได้

ตารางสรุปคุณลักษณะของรายการข่าว/สนทนาข่าว/สนทนา

คุณลักษณะ รายการข่าว รายการสนทนาข่าว รายการสนทนา


1. เนื้อหา " รายงานข่าวหนัก/เบาทุกประเภท
" เรียงลำดับข่าวตามแบบแผนที่ตายตัว " นำเสนอเรื่องราวทีอยู่ในความสนใจของคนดู (human interest)
" สาระเบาๆ, เน้นปัญหาสังคม, หากเป็นข่าวการเมือง/เศรษฐกิจจะนำเสนอแบบผิวเผิน
" ไม่เรียงลำดับข่าวตามแบบแผนที่ตายตัว " นำเสนอเรื่องราวที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกร่วมในรายการ
" เน้นเสนอเรื่องราวเพียงไม่กี่ประเด็นใน 1 ตอนออกอากาศ


2. ผู้ประกาศข่าว/พิธีกร " มีเพียงคนเดียวหรือมากกว่า 1 คนก็ได้
" มีหน้าที่อ่านข่าวตามบทที่มีผู้เขียนและผ่านการตรวจแก้จากบรรณาธิการข่าว " มักมีพิธีกรมากกว่า 1 คน ได้แก่ พิธีกรหลักและพิธีกรรอง
" มีหน้าที่ในการอธิบายเรื่องราวและบอกที่มาที่ไปของข่าว แสดงความคิดเห็นในข่าว
" มีลักษณะผสมผสานระหว่างพิธีกรรายการสนทนากับผู้ประกาศข่าว
" เล่าข่าวด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย " มักใช้พิธีกรมากกว่าหนึ่งคน
" เน้นที่ให้ความสำคัญกับตัวพิธีกร
" ทำหน้าที่พูดคุยกับผู้ร่วมรายการ


3. แขกรับเชิญและผู้ร่วมรายการ " ไม่มี " ไม่มี เพราะเน้นทีให้ตัวพิธีกร หรือ ผู้ดำเนินรายการเป็นจุดเด่นของรายการ " แขกรับเชิญเป็นจุดเด่นที่ทำให้ รายการน่าสนใจ


4. บรรยากาศในรายการ " เป็นทางการ
" ไม่เน้นฉากใหญ่โต อลังการเพื่อดึงความเข้าใจจากผู้ชม " เน้นเล่าเรื่องเพื่อสร้างความบันเทิง สนุกสนาน และง่ายต่อการติดตาม
" ไม่เน้นฉากใหญ่โต อลังการ " ให้ความสำคัญกับฉาก เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกตื่นตาตื่นใจ


5. สไตล์และรูปแบบการนำเสนอ " แบ่งตามเกณฑ์เวลาออกอากาศ เช่น ข่าวเช้า กลางวัน ข่าวไพรม์ไทม์
" แบ่งตามเกณฑ์เนื้อหา เช่น รายการข่าวหนัก, รายการข่าวเบา " ขึ้นอยู่กับรสนิยมของกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย
" มี การวิจารณ์ว่าผู้ประกาศข่าวเหล่านี้ไม่ใช่ "นักข่าว" ที่แท้จริง แต่เป็นเพียงแค่ "News Actors" หรือนักแสดงสื่อข่าวที่มีความสามารถในการแสดงให้ผู้ชมเชื่อว่ามีความน่า เชื่อถือในการนำเสนอข่าวมากกว่าที่จะเป็นผู้ที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในจิต วิญญาณของผู้สื่อข่าว " ขึ้นอยู่กับรสนิยมของกลุ่มผู้ชมเป้าหมาย


6. เวลาออกอากาศ " ออกอากาศสด " ออกอากาศสด " สดหรือบันทึกเทป

เหตุ-ผลของการกำเนิดรายการคุยข่าว/เล่าข่าวที่มักใช้อธิบายกันคือ
1) ด้วยภาวะสังคมที่เร่งรีบ บวกด้วยปริมาณข้อมูลข่าวสารที่มีมากมากจนไม่สามารถมีเวลาให้กับมันได้ทั้งหมด
2) (สถานีโทรทัศน์) จึงกำหนดให้ผู้ประกาศข่าวเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้เรียบเรียง/ย่อย/ข่าวสาร ข้อมูลปริมาณมหาศาลนั้นให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายๆ สบายๆ เข้าใจได้ง่าย เพราะผู้เล่าข่าวจะอธิบายเล่าเรื่องข่าวสารที่ยากๆ นั้นให้ง่ายขึ้น
และ 3) ด้วยเพราะสังคมไทยเป็นสังคมของการพูด (มุขปาถะ) ไม่ใช่สังคมของการอ่าน
เหล่านี้จึงที่มาของความนิยมในรายการคุยข่าว/เล่าข่าวในปัจจุบัน เพราะตอบสนองสังคมผู้ชมได้

ข้อดีของรายการคุยข่าวเล่าข่าวต่อผู้ชม คือ ช่วยให้ผู้ชมติดตามข่าวมากขึ้น (อาจเป็นเพราะข่าวถูกย่อยให้ง่ายขึ้น และสนุกขึ้นเพราะผู้เล่าสนุก เล่าเก่ง ตลก เป็นกันเอง)
ข้อดีของรายการคุยข่าวเล่าข่าวต่อผู้ผลิต คือง่าย สะดวก ถูก และกำไรดี

แต่ประเด็นปัญหาสำหรับรายการคุยข่าวเล่าข่าวในทางวารสารศาสตร์คือ
1) การผสมปนเปกันระหว่าง "ข้อเท็จจริง" กับ "ความคิดเห็น" กล่าวคือ ผู้เล่า/คุยข่าวจะนำเสนอข้อมูลที่เป็นเนื้อข่าวปนไปกับคามคิดเห็นความรู้สึก ส่วนตัวของผู้เล่า เนื่องจาก "กลวิธีการเล่าเรื่อง" คือการที่ผู้เล่าจะต้อง "ทำความเข้าใจ/จำ/รับรู้เรื่องราวข้อมูลนั้นๆ" จากนั้นจึง "แปลงสารออกมาในรูปแบบของความเข้าใจของตนเอง" ซึ่งในกระบวนการทำความเข้าใจนี้เองที่มีการ "ตีความส่วนตัว" และเป็นช่องว่างให้ความคิดความรู้สึกส่วนตัวของผู้เล่าปะปนมาในเนื้อหาข่าว

เพราะรายการ(อ่าน/รายงาน) ข่าว คือ
= ผู้ประกาศ + ข่าว + ด้วยวิธีการรายงาน + ปราศจากคติ/ความคิดเห็น
= news anchors + news + report + without bias and opinion
= ข้อเท็จจริง (facts) - ภายใต้บรรยากาศเคร่งขรึม จริงจัง เป็นทางการ

แต่ รายการ(คุย/เล่า) ข่าว คือ
= พิธีกรข่าว + ข่าว + ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง + มีอคติ/ความคิดเห็น
= news actors + news +narrative + with bias and opinion
= ข้อคิดเห็น (opinion) - ภายใต้บรรยากาศเป็นกันเอง สบายๆ ไม่เป็นทางการ

เมื่อข่าวไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่มีความคิดเห็นเข้ามาปะปน ข่าวจึงไม่ใช่ข่าว แต่เป็นความเข้าใจของผู้เล่าซึ่งอาจมีอคติ/ความคิดเห็นในเชิงตัดสินให้คุณ ให้โทษ



2) ก่อให้เกิดภาวะชี้นำความคิดทางสังคมให้ไปในทางใดทางหนึ่งได้ เพราะข้อมูลในรายการคุยข่าวเป็นข้อคิดเห็นที่มีส่วนของข้อเท็จจริงและความ คิดเห็นปะปนมาด้วย ผ่านลีลาการคุยข่าวการเล่าข่าว ซึ่งลีลาการคุยเหล่านี้ล้วนแฝงความคิดเชิงคุณค่า การที่เรารับชมข่าวเหล่านี้ซึ่งมีความสนุกสนาน ความตลก ความเบา ความง่าย ความหวือหวา ผ่านการเล่าเรื่อง จบข่าวหนึ่งชิ้นก็เชื่อมโยงต่อกับข่าวอีกชิ้น และบางครั้งก็กลับมาพูดคุยถึงข่าวอีกชิ้นก่อนหน้านี้ หรือเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิต ทัศนคติส่วนตัวของผู้เล่า ก็ย่อมที่จะมีความโน้มเอียงในข้อมูลนั้น ผู้ชมที่รู้ไม่เท่าทัน หรือรู้เท่าทันแต่ด้วยภาวะเวลาที่เร่งรีบ ไม่มีเวลานั่งคิดพิจารณาข้อเท็จจริง ก็มักจะเชื่อเอาตามที่ผู้เล่า
และ ยิ่งสื่อโทรทัศน์เปลี่ยนรายการข่าวแบบอ่านรายงานปกติมาเป็นแบบคุยข่าว/เล่า ข่าวกันหมด ปัจจุบันคงเหลือการรายงานข่าวแบบอ่านข่าวเพียงไม่กี่รายการ บางช่องมีเฉพาะการรายงานข่าวพระราชสำนักและข่าวต้นชั่วโมงเท่านั้น



3) ก่อให้เกิดภาวะการขาดความหลากหลายของ/ข้อมูลความคิดเห็น เพราะรายการคุยข่าว/เล่าข่าวปัจจุบันที่ปรากกฎในสื่อโทรทัศน์เกือบทุกช่อง /ทุกรายการนั้นนำข้อมูลมาจากสื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นสื่อเย็น (หนังสือพิมพ์คือสื่อเย็นเพราะ ซื้อวันนี้ ตีตราวันพรุ่งนี้ แต่เนื้อหาของเมื่อวานนี้ ขณะที่สื่อโทรทัศน์นั้นสามารถอาศัยความได้เปรียบที่สามารถรายงานสดได้) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการทำลายคุณสมบัติเด่นของสื่อโทรทัศน์เรื่องความสด ทันสมัย และด้วยความมักง่ายของการผลิตรายการคุยข่าวที่เพียงคัดเลือกเอาข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ (ซึ่งความหลากหลายของข่าวสารในหนังสือพิมพ์ก็มีอยู่ระดับหนึ่ง) เมื่อผู้คุยข่าวหยิบเอาข่าวเด่นๆ ที่มีในเกือบๆ ทุกฉบับมาเล่ารายงาน จึงทำให้แทนที่ข่าวในสื่อโทรทัศน์จะมีภาพ มีข้อมูลที่แตกต่าง รอบด้าน มีความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นจากสื่อหนังสือพิมพ์ กลับไม่มี


หนังสือพิมพ์นั้น ข่าวชิ้นเดียวกันยังมีให้เลือกอ่านจากหลายๆ ฉบับ แต่ละฉบับก็มีการคัดเลือกข่าวมาตีพิมพ์แตกต่างกันตามแต่บรรณาธิการของตน แต่ผู้คุยข่าวเล่าข่าวกลับมีเพียงไม่กี่คน บางคนก็ปรากฏตัวในหลายช่องกลายเป็นผู้กำหนดความคิดให้กับสังคมไป เพราะกระทำตนเป็นผู้คัดเลือกข่าวสารคนที่สองซึ่งก็เลือกข่าวจากบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ต่างๆ นั้นเอง



4) เกิดภาวะปรสิตในระบบข้อมูลข่าวสาร ทำให้ระบบสื่อสารมวลชน/สังคมไม่พัฒนา เนื่องจากกระบวนการคัดลอก/ผลิตซ้ำ/ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์สู่สื่อโทรทัศน์ ทำให้เกิดความรู้สึกเกลียดชังกันระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเอง เพราะผู้เล่าข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์มิได้ต้องรับผิดชอบการทำข่าว เพียงแต่ทำหน้าที่อ่านและรายงาน เมื่อมิได้ทำข่าวเอง จึงมิจำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบหรือมีความรู้สึกตระหนักต่อความยากลำบากในการ ทำข่าวที่ต้องลงไปค้นคว้าข้อมูลบุคคลจากการสัมภาษณ์ ไม่ต้องลงแรงไปสืบค้นข้อมูลเอกสาร ภาพถ่าย มิต้องเผชิญกับ "ภาวะอันตรายจากการทำข่าว" เพียงแต่ซื้อหนังสือพิมพ์วันละไม่กี่ร้อย ก็สามารถทำรายการข่าวและขายเวลาโฆษณาได้นาทีละแสนสองแสนบาท ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิตข่าวที่มีคุณภาพ เช่นข่าวเจาะ ข่าวสืบสวน ข่าวคอร์รัปชั่น ที่ควรแจกจ่ายให้กับทีมข่าวซึ่งมีหลายชีวิตเพื่อการพัฒนาการทำข่าว กลับตกไปอยู่กับค่าตัวของผู้เล่าข่าว/คุยข่าวค่าตัวแพงไม่กี่คน ภาวะปรสิตสื่อนี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานข่าวโทรทัศน์แบบรายการคุยข่าว/เล่าข่าวย่อมขาดความเข้าใจ และตระหนักในจรรยาบรรณ จริยธรรมทางวิชาชีพไป หรือคำนึงถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น


เมื่อไม่ได้ทำข่าวเอง ก็ไม่ตระหนักในจริยธรรมสื่อมวลชนและความรับผิดชอบต่อสังคม
เมื่อไม่ต้องรับผิดชอบต่อสื่อสังคม ก็ทำให้สังคมไม่พัฒนาไปในทางที่ควรจะเป็น
ใน ระบอบสังคมแบบประชาธิปไตย ความหลากหลายของข้อมูลและความคิดเห็น เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่หากผู้ชมเปิดหน้าจอโทรทัศน์และเจอแต่รายการคุยข่าวเล่าข่าว ก็ทำให้ผู้ชมขาดทางเลือกในการรับชมข่าวสารข้อเท็จจริงล้วนๆ ไป กลายเป็นสังคมข้อมูลข่าวสารที่มีความคิดเห็นปนเปื้อน บิดเบือน



5) ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในรายการคุยข่าว/เล่าข่าว เช่น เรื่องโฆษณาแฝงที่มีในรายการ การโฆษณาที่ยาวเกินกว่าที่กำหนดไว้ เช่นโฆษณาข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรมห้างร้านต่างๆ การแจกทั้งเสื้อ ทั้งหนังสือหรือของขวัญร่วมสนุกกับผู้ชมทางบ้าน การตั้งคำถามผ่านระบบข้อความสั้น หรือการแสดงความคิดเห็นผ่านรายการ ที่อาจไม่ค่อยเป็นประโยชน์ต่อเนื้อหาข่าวมากเท่ายุคแรกเริ่มของกิจกรรมนี้



Bonnie Anderson อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ NBC และ CNN ได้กล่าวไว้ในหนังสือ News Flash ว่า "ฉันเรียกคนเหล่านี้ว่า นักแสดงสื่อข่าว เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือ ให้คนดูที่ตัวของพวกเขา ไม่ใช่เนื้อหาสาระของข่าว" และถ้าคนดูติดรายการ เรตติ้งเพิ่ม เงินเพิ่ม ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง (celebrity) ภายในระยะเวลาอันสั้น มีรายได้ค่าตัวแพง ๆ

ทั้งหมดอาจแสดงให้เห็นภาพว่า ขณะที่เรากำลังมีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี เข้าสู่ยุค 3.0 ที่ซึ่งข้อจำกัดทางเทคโนโลยีไม่มีความหมายอีกต่อไป เราเรียกมันว่าการพัฒนา แต่ขณะเดียวกันคุณภาพข่าวสารกลับเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสำคัญกับมันอีกต่อ ไป


ความเป็นห่วงว่ารายการคุยข่าวจะมาชี้นำความคิดผู้คนในสังคมนั้น มีส่วนจริงอยู่มิน้อย แต่การแก้ไขปัญหาที่โยนให้สมาคมวิชาชีพลงมารับผิดชอบนั้น อาจไม่เพียงพอ องค์กรสื่อโทรทัศน์นั่นเองที่ควรรับเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพราะประเด็นปัญหาทางวารสารศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากรายการคุยข่าวเล่าข่าวนั้น มิใช่เรื่องที่ "เบาๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส" แต่กลับเต็มไปด้วย "ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมข้อมูลข่าวสารที่อ่อนเปลี้ยและอันตรายในสังคม ประชาธิปไตย" รายการคุยข่าวทำให้ผู้ชมเสพติดความคิดเห็น มิใช่ ข้อเท็จจริงอีกต่อไป
.................................................................................................
( หมายเหตุ บทวิเคราะห์นี้ มาจากงานวิจัยของ ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) )

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2552    
Last Update : 28 สิงหาคม 2552 16:50:37 น.
Counter : 350 Pageviews.  

เจาะเบื้องหลังสงครามข่าวบนจอทีวีศึกชิงเรตติ้ง-เม็ดเงินโฆษณา โอกาสทองเศรษฐีใหม่นักเล่าข่าว

เปิดแนวรบสงครามข่าว บนจอทีวีช่อง 7 ช่อง 3 รบดุเดือด ปลุกให้คู่แข่งขันกระโดดลงสู่สนามรบ ทั้งข่าวเช้าและค่ำแย่งชิงเรตติ้งและเม็ดโฆษณาหมื่นล้าน เปลี่ยนคนอ่านข่าวกลายเป็นเศรษฐีใหม่ ทั่วหน้าทั้ง สรยุทธ์ ตัวพ่อ และนักเล่าข่าวยอดนิยม เผยกลยุทธการแข่งขันที่เปลี่ยนข่าวกลายเป็นเรียลริตี้โชว์

... ชั่วโมงนี้ เชื่อหรือไม่ว่า รายการคุยข่าว เป็นรายการที่มีต้นทุนด้านเนื้อหาข่าวต่ำ แต่กลับมีต้นทุนด้านผู้เล่าข่าวสูงมาก

AC Nielsen Media Research สำรวจความนิยมส่วนแบ่งผู้ชมและอัตราค่าโฆษณาในรายการข่าวที่เรตติ้งสูงสุด10 อันดับแรก ช่วงพฤษภาคม 2552 ในพื้นที่กรุงเทพและหัวเมือง พบว่า มีเพียง 2 ช่อง สถานีเท่านั้นที่มีความนิยมสูงสุดจากผู้ชมคือ ช่อง7และช่อง3

สงครามข่าวบนจอทีวี ปัจจุบัน มี มวยคู่เอก คือ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง7 และ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็นผู้นำ ด้วยมวยรองบ่อนคู่อื่นๆ อาทิ โมเดิร์นไนน์ทีวี,สถานีวิทยุและโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และ TNN สถานีข่าว 24 ชั่วโมง ทางช่องทรูวิชั่นส์ 7 ที่มีความจำเป็นต้องออกมาฟุตเวิร์คโชว์ตัวเรียกเรตติ้งจากผู้ชมและดูดเม็ด เงินโฆษณาเข้าสู่สถานี

วันนี้ รายการประเภทข่าวหน้าจอทีวีของประเทศไทยในวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเวลาที่ไม่ทำเงินกลายมาเป็นนาทีทอง

@จากสงครามเล่าข่าว...สู่ศึกเรียลลิตี้ นิวส์

หากย้อนเวลาไปประมาณ 6 ปีที่ยุคนั้นเป็นยุคที่นักวิชาการด้านสื่อเรียกว่า “ยุครายการเล่าข่าวฟีเวอร์” ผู้ชมหน้าจอและผู้ฟังหน้าปัดวิทยุคงจะคุ้นเคย เคยชิน และชินชา กับรายการประเภทเล่าข่าวที่มีอยู่เกลื่อนจอ และเกือบทุกหน้าปัด วิทยุและโทรทัศน์เมืองไทย รายการประเภทเล่าข่าวในยุคนั้นจะเน้นที่ตัวพิธีกรผู้เล่าข่าวเป็นหลัก

ส่วนเนื้อหาของข่าวที่เอามาเล่า มาพูดมาแสดงความคิดเห็นในรายการส่วนใหญ่จะมามาจากหนังสือพิมพ์ จนเกิดการตั้งคำถามกันขึ้นว่า การทำข่าวและเนื้อหาของข่าวในรายการประเภทเล่าข่าวในสถานีโทรทัศน์นั้นง่าย เกินไปหรือเปล่า

แต่ในปัจจุบันรายการประเภทเล่าข่าวได้มีการปรับเปลี่ยนแหล่งที่มาของเนื้อหา ข่าวสารและวิธีการในการนำเสนอไปบ้าง เช่น มีนักข่าวของตัวเองลงพื้นที่ไปทำข่าวเองด้วย มิใช่เพียงแค่หยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในสมรภูมิการเล่าข่าวมีการแข่งขันกันสูงขึ้น แต่ละสถานีจึงต้องแสวงหาจุดขาย และความแตกต่างของตัวเองเพื่อตรึงผู้ชมและดึงเรตติ้งให้สูงขึ้น

ศึกรายการประเภทเล่าข่าวยกแรก ปรากฏว่าผู้ครองแชมป์ เรตติ้งพุ่งแรง ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทั้งนี้เพราะได้พิธีกรผู้ดำเนินรายการที่เรียกได้ว่าเป็นตัวพ่อของรายการ ประเภทเล่าข่าวคือ สรยุทธ สุทัศนะจินดา

ในสไตล์การ “เล่าข่าว” และ “คุยข่าว” ได้ชัดเจน ที่เหมือนมีคนกันเองมาพูดให้ฟัง นับตั้งแต่เริ่มออนแอร์ที่ช่อง 3 ในรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” เมื่อปี 2546 ทำให้ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” แตกต่างจากพิธีกรข่าวคนอื่นในช่วงนั้น ที่พูดจาฉะฉานกล้าซักถาม สัมภาษณ์แขกรับเชิญอย่างตรงไป ตรงมา ด้วยคำถามที่แรงจนโดนใจผู้ชม และได้เรตติ้งดี เป็นเศรษฐีเงินร้อยล้านภายในไม่กี่ปี

สรยุทธ กลายเป็นต้นแบบการเล่าข่าวที่ลามไปทุกช่องในเวลานี้ หากเปรียบเทียบกับสินค้าแล้ว “สรยุทธ” คือโปรดักต์ที่แตกต่างในตลาดช่วงนั้น เข้าตลาดได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม และสุดท้ายคือช่องทางจำหน่ายที่สามารถเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากอย่างฟรีทีวี

เอาเข้าจริงแล้ว ช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ แม้บางช่วงจะถูกคอมเมนท์อย่างแรง ถึงความเป็นกลาง อิงการเมือง แต่เรตติ้งก็ยังแรงดี ไม่มีตก

ขณะที่ช่อง 3 จะมีรายการประเภทเล่าข่าว และ คุยข่าว ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ก็เข็นรายการประเภทเล่าข่าวออกมาสู้ภายใต้ชื่อรายการ “จมูกมด” ดำเนินรายการโดย กนก รัตน์วงศ์สกุล, พิสิฐ กีรติกานต์กุล, จอมขวัญ หลาวเพ็ชร และ ภัทร จึงกานต์กุล เพื่อหวังชิงตำแหน่งแชมป์และเม็ดเงินโฆษณาจากช่อง 3

แต่สงครามระหว่าง เรื่องเล่าเช้านี้ กับ จมูกมด กลับต้องจบเกมก่อนกำหนดเมื่อมีตัวตัวแปรสำคัญคือ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ต้องการสร้างเงินจากเวลาที่ไม่ทำเงินคือเวลาช่วงเช้าบ้าง เพราะเห็นว่าช่อง 3 และ ช่อง 7 ต่างก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว

ว่าแล้ว ผู้บริหาร อสมท จึงเลือกเป็นพันธมิตรกับเนชั่น เชแนล อีกครั้งในการผลิตรายการข่าวช่วงเช้า และส่ง กนก รัตน์วงศ์สกุล และ จอมขวัญ หลาวเพชร์ มาเป็นพิธีกรร่วมกับพิธีกรข่าวของสถานีภายใต้ชื่อรายการ “เช้าข่าวข้น คนข่าวเช้า” ซึ่งรายการนี้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนรายการประเภทข่าวอย่างรุนแรงอีกทั้งใน สถานีโทรทัศน์ทัศน์กองทัพบกช่อง 7 พร้อมๆ กับการหายไปจากหน้าจอของรายการคุยข่าว “จมูกมด” แต่กลับมีรายการ “เช้านี้ที่หมอชิต” มาแทนที่

มืออาชีพที่ เปิดตัวท้าชิงตำแหน่งสถานีข่าวอันดับหนึ่งอย่างเต็มตัวของสถานีโทรทัศน์กอง ทัพบกช่อง 7 คือ ชาลอต โทณวณิก ผู้บริหาร มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด มหาชน โดยการดึงทีมไอทีวีเก่ามาพร้อมชนอย่างเต็มที่ ชัดเจนจาก คอนเชปต์ ผู้รู้...ผู้เล่า เช่น การวิเคราะห์เศรษฐกิจ โดย วีระ ธีรภัทร, รายการกีฬา โดย ภราดร ศรีชาพันธุ์, สมจิตร จงจอหอ, ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ซึ่งจะมีพิธีกรประกาศหลัก 2 คน คือ ศศิวรรณ เลิศวิริยะประภา อดีตผู้ประกาศข่าวจากช่อง 3 และไอทีวี และจำเริญ รัตนตั้งตระกูล อดีตผู้ประกาศข่าวจากช่อง 9 และไอทีวี

จากการสำรวจของ ACORN ลำดับเหตุผลในการเลือกชมข่าวเช้าคือ

1.หัวข้อข่าว ไม่หนักเกินไป และไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ เจาะลึก

2.ผู้ประกาศข่าว ต้องมีสีสัน ดูกระฉับกระเฉงในการนำเสนอ มีความสามารถในการสรุปและวิเคราะห์ข่าว

3.การนำเสนอ ต้องมีความสดใส มีรูปแบบสบายๆ ไม่หนักจนเกินไป

4.ช่วงเวลาในการนำเสนอ กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ เพราะผู้ชมมีเวลาจำกัด

5.ทันสถานการณ์ การรายงานข่าว หรืออัพเดทข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงข้ามคืน หรือที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น

6.อื่นๆ ฉาก การแต่งกาย สดใส สีสัน เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่

@ แนวรบใหม่ “รายการข่าวช่วงสี่ทุ่ม”

หลังจากช่อง 3 ประสบความสำเร็จจากรายการ “ครอบครัวข่าว” จนกลายเป็นตำนานแห่งความสำเร็จจากการนำเวลาที่ไม่ทำเงิน มาปั้นให้เป็นรายการข่าวที่มีเรตติ้งสูงจนกลายเป็นเวลาทองที่สร้างรายได้ให้ กับช่อง 3 รองจากละคร

ครอบครัวข่าว เป็นการรวมพลังระหว่างผู้ผลิตรายการข่าว ที่มี บีอีซีเทโร และ เซิร์ซเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และ ทีมข่าวช่อง 3 ร่วมกันระดมความคิด นำการตลาดมาเป็นส่วนผสมใช้ถอดรหัสคนดู และเอเจนซี่โฆษณา ดึงพิธีกรระดับแนวหน้ารวมถึงพิธีกรข่าวผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ๆ ไฟแรง มาเสริมทัพตลอดเวลา โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 สนับสนุนลงทุนทุกอย่าง เพื่อต้องการให้รายการประเภทข่าวของสถานีพัฒนาอย่างต่อเนื่องและนำคู่แข่ง ทางธุรกิจอยู่ตลอดเวลา

สิงหาคม 2551 ช่อง 3 เฉือนเวลาสำหรับรายการประเภทวาไรตี้บันเทิง ทุกวันยกเว้นวันอังคาร มาเป็นเวลาสำหรับ รายการข่าวช่วง 4 ทุ่มครึ่ง ภายใต้ชื่อรายการ “ข่าว 3 มิติ” โดยมี กิตติ สิงหาปัด เป็นพิธีกรข่าว และ ทีมข่าวเจาะของอดีตสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลปรากฏว่า หลังจากการออกอากาศของรายการข่าว 3 มิติ เรตติ้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอกเอนเตอร์เทน์เมนท์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ก่อนตัดสินใจวางผังรายการข่าว 3 มิติ ช่อง 3 ได้ศึกษาพฤติกรรมผู้ชมอย่างละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่ส่วนใหญ่ช่วงเย็นยังไม่ได้ดูข่าว เพราะอยู่ระหว่างเดินทาง อยู่บนท้องถนน

ขณะที่รายการข่าวส่วนใหญ่จบช่วง 1-2 ทุ่มครึ่ง หลังกลับบ้านผู้ชมดูละคร ได้พักผ่อนหย่อนใจ ประมาณ 2 ชั่วโมง การมีรายการข่าวในช่วงนี้จึงเป็นช่องว่างการตลาดที่ช่อง 3 มั่นใจอีกครั้งว่าจะได้คนดูและรายได้ และเมื่อได้คุยคอนเซ็ปต์กับทีมผู้ผลิตในนามบริษัทฮอตนิวส์ ของ ”กิตติ” และความเป็น ”พิธีกรข่าว”ของ ”กิตติ” ที่มีบุคลิกชัดเจน มีแฟนผู้ชมตั้งแต่สมัยไอทีวี ช่อง 3 จึงเห็นว่าเป็นรูปแบบที่ลงตัวและเหมาะสมกับเวลา 4 ทุ่มครึ่งซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือส่วนใหญ่ 40 ปีขึ้นไป

“สุรินทร์” กล่าวว่า ในช่วงแรกยังไม่ได้คาดหวังเรตติ้งสูงนัก หากเทียบกับรายการประเภทบันเทิงวาไรตี้ที่อยู่ในผังเดิม ซึ่งเฉลี่ยมีเรตติ้งตั้งแต่ 3-7 แต่ “ข่าว 3 มิติ”ได้ทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 หากนับเฉพาะในกทม.และหัวเมืองอยู่ที่ 7 จึงถือว่าน่าพอใจอย่างมาก และสำหรับ ”กิตติ” ผลตอบรับ ออกมา ดีกว่าที่คาดไว้มาก

ความสำเร็จของ “ข่าว3 มิติ”ในมุมมองของ “สุรินทร์” คือมาจากคอนเทนต์ เพราะในที่สุดเรื่องทุนหากใครมีก็สามารถทุ่มซื้อเทคโนโลยีและพิธีกรได้ แต่หากทำเนื้อหาข่าวออกมาไม่ดีก็ยากจะประสบความสำเร็จ

ช่อง 7 เมื่อโดนช่อง 3 แย่งชิงเม็ดเงินโฆษณา และเรตติ้งคนดูจนแซงหน้าไปได้ ก็อยู่เฉยไม่ได้ เมื่อมีการปรับองค์กรภายใน กฤตย์ รัตนรักษ์ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เข้ามากุมบังเหียนการบริหารงาน ได้ปรับผังรายการใหม่ ซึ่งเป็นการท้ารบกับช่อง 3 โดยเฉพาะ ด้วยการโยกรายการชิงร้อยชิงล้าน ชนกับตีสิบของช่อง 3 ในวันอังคาร พร้อมเขย่าเวลาช่วงข่าวใหม่ โดยมอบหมายให้ “มีเดีย ออฟ มีเดียส์” บริษัทลูกของช่อง 7 ที่มี “ชาลอต โทณวณิก” เป็นแม่ทัพนำทีมงานที่เป็นอดีตคนข่าวไอทีวีมาเป็นผู้ผลิตรายการข่าว

ประเดิมด้วยรายการ “ข่าวเจาะเกาะติด” ช่วงเวลาเที่ยงคืน เป็นรายการข่าวแรกที่ช่อง 7 เปิดทางให้แสดงฝีมือ เมื่อมีการพิสูจน์ฝีมือจนเป็นที่ประจักษ์ในผลงาน ทางช่อง 7 จึงเพิ่มเวลาในการทำข่าวเพื่อท้าชนกับรายการ ข่าว 3 มิติ ด้วยการเปิดตัวรายการ ประเด็นเด็ดเจ็ดสี และยอมเฉือนเวลาจากละครให้ตัดเข้ารายการประเด็นเด็ดเจ็ดสี เร็วขึ้นก่อนรายการข่าว 3 มิติ การเข้ามาขอแชร์เรตติ้งของ ประเด็นเด็ดเจ็ดสี ที่มีเดียฯ เป็นผู้ผลิต ประกบกับข่าว 3 มิติ และ ทำให้รายการข่าวช่วงสี่ทุ่มกว่าๆ ร้อนระอุขึ้นมาทันที

บัดนี้ 4 ทุ่ม กลายมาเป็นช่วงเวลาแห่งสงครามข่าวที่ถูกจับตามองมากที่สุด มีเดียฯ ได้โยก “นารากร ติยายน” อดีตพิธีกรข่าวไอทีวี จากรายการข่าวเจาะเกาะติด ประกบคู่ชน กิตติ สิงหาปัด ซึ่งถือได้ว่าเป็นมวยที่ถูกคู่กองเชียร์อีกเหมือนกัน

เพราะทั้ง กิตติ สิงหาปิและ นารากร ติยายน ต่างก็เคยเป็นศิษย์เก่าไอทีวี และเคยทำรายการ Hot News ถือเป็นรายการข่าวดังที่สุดของไอทีวี รวมทั้งทีมงานผลิตรายการข่าว 3 มิติ และประเด็นเด็ดเจ็ดสี ก็ล้วนแต่เป็นทีมเบื้องหลัง Hot News

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ทั้งรายการของประเด็นเด็ดเจ็ดสี และข่าว 3 มิติ ต่างก็ต้องสร้างมิติใหม่ของการนำเสนอข่าวที่ฉีกไปจากรูปแบบเดิม เพื่อสร้าง ”ความต่าง” ที่เป็นจุดขายสำคัญสำหรับเวลาข่าวช่วงดึก ให้ข่าวที่ถูกรายงานมาแล้วตลอดทั้งวัน ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบการนำเสนอ “สกู๊ปข่าวค้นหาความจริง หรือ Fact News ถูกนำเสนอเป็นข่าวในรูปแบบใหม่ ด้วยการตามค้นหาความจริงของช่าวชิ้นนั้น เติมรสชาติความเป็น Reality เพื่อทำให้ผู้ชมรู้สึกมีอารมณ์ร่วมในการค้นหาข้อมูล

“ทุกวันนี้รูปแบบการนำเสนอข่าวค้นหาความจริง น่าสนใจน้อยลงเรื่อยๆ เราจึงต้องเสริมเรียลลิตี้เข้าไป และไม่ใช่แค่การค้นหาความจริง แต่ต้องสร้างให้คนดูรู้สึกร่วมไปกับข่าว ถ้าเป็นข่าวเศร้าก็ต้องให้คนดูรู้สึกเศร้าไปด้วย เช่น กรณีข่าวฆ่ายกครัว แทนที่จะรายงานข่าวว่าใครฆ่า เราต้องถ่ายทอดให้เห็นความรู้สึกแม่และยายที่กอดกันร้องไห้ หรือกรณีเด็กชายเคอิโงะ ที่คนดูรู้สึกร่วมไปกับการตามหาพ่อของเขา” นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ของการนำเสนอข่าว ที่ ธเนส เกษรรัตน์ ซีเนียร์โปรดิวเซอร์รายการประเด็นเด็ดเจ็ดสี เชื่อว่าเป็นทิศทางการทำข่าวรูปแบบใหม่ที่จะยึดใจคนดูไว้ได้ ต้องเติมรสชาติของความเป็นเรียลลิตี้

ชั่วโมงนี้ เรียลลิตี้ข่าว ได้กลายเป็น “สูตรสำเร็จ” ของสงครามข่าวรอบใหม่ และได้ถูกนำไปใช้ในเวลาข่าวอื่นๆ ข่าวเช้า กลางวัน และข่าวดึก ที่แม้จะยังคงเป็นรายงานข่าว หรือการเล่าข่าว แต่ได้ใส่ความเป็นเรียลลิตี้ข่าว ในภาพข่าวที่เอามานำเสนอ เพื่อให้เกิดเน้นอารมณ์ความรู้สึกไปกับข่าวอย่างเห็นได้ชัด

@ช่อง 7 เน้นภูมิภาค - ช่อง 3 เน้นสดทั่วไทย

ข่าวภูมิภาค เป็นอีกหนึ่งในจุดขาย ที่ช่อง 7 ยังคงให้น้ำหนักในช่วงข่าวเช้ามากถึง 30% เพื่อตอบโจทย์คนดูหลักของช่อง 7 ที่เป็นคนต่างจังหวัด ซึ่งข่าวช่วงเช้าจะมีบทบาทมากกับคนดูกลุ่มนี้ ทั้งกลุ่มแม่บ้าน หรือร้านค้าต่างๆ ที่นิยมดูข่าวเช้า และยังเป็นการฉีกหนีไปจากคู่แข่ง ที่มุ่งเน้นตอบสนองคนดูที่เป็นคนเมือง

ขณะที่เรื่องเล่าเช้านี้ของสรยุทธมีรายงานสดจากทั่วประเทศในประเด็นต่างๆ แล้วแต่กระแสการตั้งประเด็นขึ้นมาในแต่ละวัน อาทิ จราจรในกรุงเทพฯ สลับกับการรายงานพยากรณ์อากาศ หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่น่าสนใจในแต่ละวัน อาทิ ภาวะตลาดสดตอนเช้า ร้านข้าวแกงทั่วไทยตอนเช้า ภาวะตลาดหุ้นไทย-เทศ ภาวะดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลที่คนวัยทำงานในเมืองต้องการทราบทั้งสิ้น แต่ เช้านี้...ที่หมอชิต มีรายงานสดราคาพืชผลจากตลาดสดช่วงเช้า เพื่อให้ตอบโจทย์คนดูต่างจังหวัด

ขณะเดียวกัน “สรยุทธ” เองก็ปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด กลับมาหา จุดแข็งของ ตัวเองอย่างชัดเจน คือทีวีสำหรับคนกรุงเทพฯและหัวเมือง และหากวัดจากการเริ่มต้นรายงานข่าว “สรยุทธ” มักจะเริ่มด้วยข่าวในกระแสที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวันนั้นๆ ข่าวความเคลื่อนไหวรัฐบาล หรือข่าวการเมืองที่ร้อนแรง ต่างจาก “เช้านี้...ที่หมอชิต” โดยสิ้นเชิงที่ผู้ชมจะได้รับรู้ข่าวอาชญากรรม และข่าวชาวบ้านในอันดับต้นๆ

“ยกแรกการแข่งรายการข่าวในช่วงเช้า “สรยุทธ” ยังชนะ เพราะเป็นพิธีกรอันดับ 1 โฆษณาเข้าเต็มตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง ขณะที่ช่อง 7 ยังเพิ่งเริ่มต้นในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งยังมีโฆษณา House Ad ได้เห็นบ่อยๆ พิธีกรข่าวที่ยังไม่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้ชมนัก ต้องรอดูว่ากองทัพพิธีกร และเหล่าผู้รู้ทั้ง 13 คน ของเช้านี้...ที่หมอชิต จะช่วงชิงคนดู จากเรื่องเล่าเช้านี้ได้มากน้อยเพียงใด” (Positioning Magazine เดือนมิถุนายน 2552)

@ข่าวเย็น ช่อง 3 นำช่อง 7

ข่าวช่วงเย็นของช่อง 3 เป็นรายการข่าวอีกช่วงหนึ่งที่ช่อง 3 มีการปรับรูปแบบมาตั้งแต่ปี 2548 ภายใต้แบรนด์ “ครอบครัวข่าว” จนในที่สุดสามารถทำเรตติ้งทั่วประเทศใกล้เคียงกับช่อง 7 และในพื้นที่กทม. และหัวเมือง ชนะช่อง 7 ด้วยสัดส่วนผู้ชมสูงกว่าประมาณ 6% (ข้อมูล Nielsen)

ด้วยรูปแบบการเล่าข่าวผ่านพิธีกรที่หลากหลายทั้งหญิงชาย ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ เป็นสูตรตามหลักการตลาดโดยแท้ ผลักดันให้ข่าวของช่อง 7 ต้องปรับเป็นสไตล์การเล่าข่าวโดยมีพิธีกรฮอตเวลานี้ของช่อง 7 คือ “นารากร ติยายน” และ “ภัทร จึงกานต์กุล” 2 คนเป็นหลัก

“เรื่องเด่นเย็นนี้” จันทร์-ศุกร์ เป็นรายการคุยข่าวต้นแบบที่ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้ว่ามีพิธีกรข่าวมากที่สุด ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที มีทั้งหมด 6 คน เพื่อตอบโจทย์การให้ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ภายใต้แบรนด์ “ครอบครัวข่าว 3” สามารถเข้าถึงผู้ชมทุกเซ็กเมนต์ จากการเล่าข่าวของพิธีกรข่าวแต่ละคนที่จัดวาง Positioning ให้เด่นชัดเป็น Man of Knowledge ในแต่ละเรื่อง ตั้งแต่เรื่องข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การเจาะลึกบางประเด็นและกีฬา

“เรื่องเด่นเย็นนี้” เป็นรายการข่าวที่อยู่ภายใต้การร่วมผลิตระหว่างฝ่ายข่าวช่อง 3 และบริษัทเซิร์ชไลฟ์ จำกัด ในกลุ่ม “เซิร์ช เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ตั้งแต่ปี 2548” ที่มี “วิบูลย์ ลีรัตนขจร” เป็นกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ โดยปัจจุบัน เซิร์ช ไลฟ์ ยังมีรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ เสาร์-อาทิตย์ 17.15-18.00 น. ด้วยพิธีกรอีกชุดหนึ่ง

“วิบูลย์” บอกว่าความสำเร็จของ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ในช่วงแรกวางตามสูตรกลยุทธ์การตลาดที่ว่าจะมีส่วนใดมาประกอบให้โปรดักต์ ประสบความสำเร็จบ้าง แน่นอนคุณภาพข่าวคืออันดับแรก แต่มีองค์ประกอบหนึ่งคือผู้ประกาศข่าว ซึ่งก่อนที่จะลงตัวได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ชม เช่น ต้องการชมอะไร และผู้ประกาศข่าวคนไหน พบว่าส่วนหนึ่งรายการข่าวจะสำเร็จได้ผู้ประกาศที่ได้รับความนิยม และน่าเชื่อถือเป็นส่วนสำคัญ ในปีนี้กำลังพยายามขยายกลุ่มเป้าหมายผู้ชม จากเดิมส่วนใหญ่ผู้ชมเป็นกลุ่มอายุ 35 ปี มาเป็นกลุ่มเยาวชนอายุไม่เกิน 30 ปี ด้วยกลยุทธ์ล่าสุดคือการดึงพิธีกรข่าวรุ่นใหม่ “ภาษิต อภิญญาวาท” จากช่อง 7 มาร่วมคุยข่าว

ปัจจุบัน “เรื่องเด่นเย็นนี้” จันทร์-ศุกร์ จึงมีพิธีกรข่าวทั้งหมด 6 คน คือ ธีระ ธัญไพบูลย์ วราภรณ์ สมพงษ์ ภาษิต อภิญญาวาท บัญชา ชุมชัยเวทย์ สรยุทธ สุทัศนะจินดา และสาธิต กรีกุล (จันทร์-เสาร์) ส่วนเรื่องเด่นเย็นนี้ เสาร์-อาทิตย์ มีสายสวรรค์ ขยันยิ่ง นิธินาฎ ราชนิยม ม.ล.ณัฎฐกร เทวกุล บัญชา ชุมชัยเวทย์ พลวรรธก์ บุญลออ

แม้ว่าช่อง 7 ยังไม่ได้ขยับปรับเปลี่ยนข่าวเย็นในช่วงนี้ แต่เชื่อได้ว่าศึกรอบนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ ที่สำคัญ สงครามข่าวรอบใหม่นี้ ได้เปลี่ยนรูปแบบของการนำเสนอข่าวไปแล้ว จากการ “เล่าข่าวมาเป็นเรียลลิตี้ข่าว” อย่างสมบูรณ์แบบไปแล้ว

@ สงครามแย่งชิงคนข่าว

10 ปีที่แล้ว รุ่งมณี เมฆโสภณ กล่าวถึงเส้นทางผู้ประกาศข่าวประเทศไทยเอาไว้ว่า

“การเป็นผู้ประกาศก็คือกระดานเด้งชั้นดีในการก้าวไปสู่นักเลือกตั้งบ้าง เส้นทางแสวงหารายได้จากการรับถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา ในแวดวงผู้ประกาศในบ้านเรายังขาดมาตรฐานและการไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ซึ่งกรณีนี้ไล่ดะมาตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงตัวผู้ประกาศเอง”

เมื่อวงการข่าวโทรทัศน์ใช้การตลาดเป็นตัวนำในการทำรายการข่าว ตัวผู้ดำเนินรายการและผู้ประกาศข่าว ก็กลายเป็นโปรดักส์ เช่นเดียวกันกับการขายสินค้าที่ต้องมีผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคม แวดวงดารา มาเป็นจุดดึงดูด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอีกต่อไปที่ผู้ทำหน้าที่ประกาศข่าวเป็นเสมือนศิลปิน ดารา นักร้อง ที่มีแฟนคลับ มีคนมาขอถ่ายรูปด้วย มาขอลายเซ็นต์ วันนี้ในแวดวงของผู้ประกาศข่าวก็มีอัตราค่าตัวเหมือนกับ ดารา นักร้อง ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการแข่งขันด้านรายการข่าวสูงขณะนี้ว่ากันว่ามีเม็ดเงิน สะพัดในแวดวงผู้ประกาศข่าวกันไม่ต่างจากดารา นักร้อง และฝุ่นก็ยังคงตลบจากการวิ่งสลับย้ายช่องไปมาของผู้ประกาศข่าว อะไรคือเหตุผลหรือปัจจัยหลักในการทุ่มเงินซื้อตัวแย่งชิง และ การตัดสินใจย้ายช่องของผู้ประกาศข่าว?

@เงินสะพัด...ปั่นค่าตัวผู้ประกาศข่าว

เมื่อคนข่าวหน้าจอที่ขายได้เป็นที่ต้องการตัวมากขึ้น แน่นอนว่า "ดีมานด์มา ราคาก็พุ่ง" ค่าตัวผู้ประกาศคนดังจึงพุ่งสวนกระแสเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง คนในแวดวงข่าวโทรทัศน์ เล่าให้ฟังถึงรายรับของผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการประเภทข่าวว่า มีด้วยกันสองประเภท

หนึ่งคือ เป็น "พนักงานสังกัดช่อง" ซึ่งจะได้เงินเดือนก้อนหลักก้อนหนึ่ง บวกกับค่าอ่านข่าว ซึ่งแต่ละคนก็จะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชั่วโมงบิน ชื่อเสียง และการได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยเฉพาะจากเอเยนซี ปัจจุบันค่าอ่านของผู้ประกาศระดับกลางๆ จะอยู่ที่ราว 4-8 พันบาทต่อตอน บางคนได้อ่านหลายช่วง บางคนอ่านแค่วันละช่วง คิดเป็นรายได้ต่อเดือนแล้วจะอยู่ที่ระหว่าง 7 หมื่น - 4 แสนบาท ต่อเดือน

สอง คือ "ฟรีแลนซ์" อ่านข่าวหรือดำเนินรายการโดยไม่ได้เป็นพนักงานประจำของสถานีนั้นๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นรุ่นใหม่อยู่ระหว่างสั่งสมประสบการณ์ โดยค่าแรงสำหรับการอ่านข่าวของฟรีแลนซ์จะอยู่ที่ชั่วโมงละ 3 พันบาท แต่ส่วนมากจะมีการันตีรายได้ว่าขั้นต่ำจะอยู่ที่เท่าไหร่ และทางสถานีก็จะจัดตารางเวลาให้อ่านข่าวตามที่ตกลงกันไว้ โดยทั่วไปฟรีแลนซ์มีรายรับเฉลี่ยที่ประมาณ 5 หมื่นบาท จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่ารับงานมากน้อยแค่ไหน ข้อดีของฟรีแลนซ์ คือ อ่านได้ทุกช่อง แต่ข้อเสียก็มี คือ ไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย

นอกจากรูปแบบการจ่ายเงินให้กับผู้ประกาศทั้งสองประเภทแล้ว ยังมี ดีลพิเศษ สำหรับคนพิเศษ สำหรับผู้ดำเนินรายการระดับท็อปซึ่งต้องสร้างแรงจูงใจทั้งเพื่อซื้อตัว และรักษาให้คงอยู่กับช่องอีกด้วยนับตั้งแต่การแข่งขันรายการข่าวหน้าจอสูง ขึ้น "ดีลพิเศษ" ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อคนพิเศษเหล่านี้เริ่มตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ตั้งบริษัท ขึ้นมาเพื่อรับเป็น "ผู้จัดร่วม" เรียกเต็มๆ ก็คือ ผู้จัดรายการร่วมกับทางสถานี ซึ่งบริษัททั่วไปต่อให้เก่งจากไหนก็ใช่ว่าจะได้รับเลือก หากไม่มีผู้ประกาศระดับดาราอยู่ในสังกัด

จะว่าไปก็เป็นการง่ายมาก เมื่อผู้ประกาศระดับดาราหันมาเปิดบริษัทเอง และทางสถานีก็พร้อมที่จะอ้าแขนมอบเวลาให้ทำรายการ โดยรายได้ก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้

นอกจากนี้ ยังลือกันต่ออีกว่าผู้ประกาศระดับดารา เมื่อรับจัดรายการให้กับบริษัทอื่น ค่าจ้างอ่านไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาพูดกันเป็นนาทีว่าจะได้รับส่วนแบ่งกี่นาทีโฆษณาที่ขายได้ของรายการ นั้นๆ

สำหรับ "สรยุทธ สุทัศนจินดา" ซึ่งจัดรายการ 2 รอบในหนึ่งวันธรรมดา เริ่มจาก "เรื่องเล่าเช้านี้" ตั้งแต่เวลา 06.00-08.30 น. ในนามบริษัทไร่ส้มของสรยุทธเองร่วมผลิตกับบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์ เทนเม้นท์ ในเครือช่อง 3 โดยวางเรทค่าโฆษณาของรายการดังกล่าวไว้ที่นาทีละ 1.75 แสนบาท เมื่อหักส่วนลด 15% ตามธรรมเนียมการขายให้กับเอเยนซีแล้ว ก็จะเท่ากับ 1.48 แสนบาท

รายการมีความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง ขายโฆษณาได้ 25 นาที เท่ากับวันละ 3.7 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน สำหรับบริษัทไร่ส้มในฐานะผู้จัดร่วม และช่อง 3 เจ้าของเวลา

นอกจากนี้ เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ สรยุทธก็ได้รับส่วนแบ่งเด้งที่สอง สำหรับการเป็นผู้ร่วมจัดรายการ "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" ระหว่างเวลา 11.00 น. - 12.15 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ โดยขายโฆษณานาทีละ 2.3 แสนบาท หักส่วนลด15% เหลือนาทีละ 1.95 แสนบาท มีสิทธิขายโฆษณาได้ 10 นาที เท่ากับมีรายได้วันละ1.95 ล้านบาท

ส่วน "กิตติ สิงหาปัด" ซึ่งจัดรายการ "ข่าว 3 มิติ" 6 วันต่อสัปดาห์ ในนามของบริษัทฮอตนิวส์ จำกัด รายได้ของกิตตินอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับจากการเป็นพนักงานของช่อง 3 เป็นผู้บริหารและโปรดิวเซอร์ของ ฮอตนิวส์ แล้ว ยังบวกเข้ากับค่าจ้างจากการอ่านข่าวด้วย

โดยราคาขายโฆษณาในรายการข่าว 3 มิติ อยู่ที่นาทีละ 2.6 แสนบาท เมื่อหักส่วนลด 15% ก็จะเหลือเท่ากับ 2.21 แสนบาท รายการครึ่งชั่วโมงสามารถขายโฆษณาได้ 5 นาที เท่ากับวันละ 1 ล้านบาทเศษ ออกอากาศ 24 วันในหนึ่งเดือน คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 24 ล้านบาทต่อเดือน

หากเทียบกับสมัยที่กิตติจัดรายการฮอตนิวส์ทางไอทีวีนั้น เรียกว่าห่างกันไกลลิบ เพราะสมัยนั้นค่าจัดรายการของกิตติ สนนราคาอยู่ที่ตอนละ 1 พันบาทเท่านั้น นอกจากแรงจูงใจด้วยการเปิดโอกาสให้เป็นผู้จัดร่วมแล้ว ยังมีเคสพิเศษสุดๆ สำหรับการเป็น "ผู้ประกาศมือปืนรับจ้าง" ให้กับบริษัทผู้จัดรายอื่นในสังกัดสถานีเดียวกัน ซึ่งหากว่าเป็นตัวจริง ดังจริง ก็ไม่ต้องต่อรองกันให้มาก

นุกูล กาญจนรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด ในเครือ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ซึ่งปัจจุบันบริหารรายการข่าวในความหวังของช่อง 7 อย่าง "ประเด็นเด็ด 7 สี" "เจาะ เกาะติด" และล่าสุดคือ "เช้านี้ ที่หมอชิต" เอ่ยว่า เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่ค่าจ้างของคนเบื้องหลังกับผู้ประกาศจะแตกต่างกันมาก เพราะคนเบื้องหลังนั้นหาง่าย ลาออกไปก็หาใหม่ได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนเบื้องหน้าที่ดีๆ นั้น มีอยู่ไม่มาก จึงต้องรักษาไว้ให้ดี

"ผู้ประกาศระดับดาราในเมืองไทยมีอยู่ไม่มาก ราคาจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะรายการข่าวเดี๋ยวนี้การแข่งขันสูง ราคาค่าโฆษณาก็มหาศาล จึงเป็นเรื่องปรกติที่แต่ละสถานีจะยอมทุ่มเงินซื้อตัวผู้ประกาศระดับดารามา เข้าสังกัด" นุกูลว่าไว้

ส่วน เชิงชาย หว่างอุ่น รองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัทมีเดีย สตูดิโอ ในเครือ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ และเป็นหนึ่งในทีมคนข่าวที่สำคัญของ ไอทีวี และ รายการฮอตนิวส์ แสดงความเห็นว่า หากมองในฐานะผู้บริหาร ก็ไม่เคยคิดที่จะสู้ราคาแย่งตัวผู้ประกาศ

โดยยึดหลักที่ว่า ทุกแวดวงต้องมีตัวตายตัวแทน และเชื่อว่ายังมีคนที่มีความสามารถแต่ขาดวินโดว์อีกไม่น้อย "ขอแค่บุคลิกดี มีสมอง อ่านภาษาไทยชัด อ่านพอมพ์เตอร์เป็น ถ้าได้วินโดว์โชว์ความสามารถดีๆ ผมเชื่อว่าดังได้"

นั่นจึงเป็นเหตุผลของการไม่ยื้อตัวผู้ประกาศในสังกัด ตั้งแต่ครั้งที่ร่วมบริหารงานข่าวที่ไอทีวี และยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนมากและกำลังจะทวีความห่างมากขึ้นในอนาคตแต่ นั่นก็เป็นช่องว่างที่คนข่าวอย่างเขายอมรับได้

"ผมถูกสอนมาตลอดว่า อย่าไปอิจฉาคนที่ดัง เพราะคนเหล่านี้แหละที่ทำมาหาเลี้ยงให้ทีมงานทั้งหมดมีกิน" เชิงชาย กล่าว

Bonnie Anderson อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ NBC และ CNN ได้กล่าวไว้ในหนังสือ News Flash ว่า “ฉันเรียกคนเหล่านี้ว่า นักแสดงสื่อข่าว เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือ ให้คนดูที่ตัวของพวกเขา ไม่ใช่เนื้อหาสาระของข่าว” และถ้าคนดูติดรายการ เรตติ้งเพิ่ม เงินเพิ่ม ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง (celebrity) ภายในระยะเวลาอันสั้น มีรายได้ค่าตัวแพง ๆ

ทั้งหมดอาจแสดงให้เห็น ภาพว่า ขณะที่เรากำลังมีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี เข้าสู่ยุค 3.0 ที่ซึ่งข้อจำกัดทางเทคโนโลยีไม่มีความหมายอีกต่อไป เราเรียกมันว่าการพัฒนา แต่ขณะเดียวกันคุณภาพข่าวสารกลับเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสำคัญกับมันอีกต่อ ไป

ธาม เชื้อสถาปศิริ แห่ง มีเดียมอนิเตอร์ กล่าวว่า ความเป็นห่วงว่ารายการคุยข่าวจะมาชี้นำความคิดผู้คนในสังคมนั้น มีส่วนจริงอยู่มิน้อย แต่การแก้ไขปัญหาที่โยนให้สมาคมวิชาชีพลงมารับผิดชอบนั้น อาจไม่เพียงพอ องค์กรสื่อโทรทัศน์นั่นเองที่ควรรับเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพราะประเด็นปัญหาทางวารสารศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากรายการคุยข่าวเล่าข่าวนั้น มิใช่เรื่องที่ “เบาๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส” แต่กลับเต็มไปด้วย “ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมข้อมูลข่าวสารที่อ่อนเปลี้ยและอันตรายในสังคม ประชาธิปไตย”

รายการคุยข่าวทำให้ผู้ชมเสพติดความคิดเห็น มิใช่ ข้อเท็จจริงอีกต่อไป !!

(บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ ปรับปรุงจาก แนวรบด้านข่าวเพื่อการสร้างเรตติ้ง ของ นิรมล ประสารสุข รายงานประจำปี 2552 สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ )

วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 11:40:15 น.
ที่มา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2552    
Last Update : 24 สิงหาคม 2552 17:40:11 น.
Counter : 417 Pageviews.  

เราควรรื้อถอนโครงสร้างของละคร'น้ำเน่า'หรือไม่?โดยวินทร์ เลียววาริณ

ผมดูละครโทรทัศน์ไทยครั้งแรกเมื่อสามสิบห้าปีมาแล้ว แทบทั้งหมดเป็นนิยายรักที่มีโครงเรื่องเกี่ยวกับการแย่งชิงมรดก การทะเลาะกันระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ การกลั่นแกล้งนางเอก การชิงรักหักสวาท การตบ-จูบ ฯลฯ

ผ่านมา 3.5 ทศวรรษ ดูเหมือนว่าเนื้อหาของละครโทรทัศน์ยังคงรักษารากเดิมอย่างเหนียวแน่น หลายคนปฏิเสธความบันเทิงแบบ 'หนีความจริง' นี้ ด้วยเหตุผลว่า ผู้สร้างละครไม่เคยเปลี่ยนโลกทัศน์ เนื้อเรื่องที่ 'เหนือจริง' เหล่านี้เป็นการดูถูกสติปัญญาของคนดู บ้างก็ว่าทำให้ผู้ชมจมอยู่ในโลกของความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ และทำให้สังคมเราถอยหลัง เพราะรับสารความคิดมาผิดๆ ฯลฯ

ทว่าหากมองใน มุมของเวลา สิ่งใดที่อยู่ยืนยงมานานขนาดนี้อาจมีคุณค่าของมัน หรือกระทั่งเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ ที่มีเสน่ห์ของมัน? คำถามคือเราสมควรรื้อถอนโครงสร้างของละครแบบเดิมๆ นี้หรือไม่? และเพราะอะไร?

นี่ไม่ใช่คำถามใหม่ สังคมรับรู้ปัญหานี้ (หากเราจัดมันเป็นปัญหา!) มานานแล้ว มีหลายความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคม แต่มันก็ยังคงดำรงอยู่

บาง คนแสดงความเห็นว่าคนไทยเกิดในสังคมที่หลอมเหลาให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือ สรรค์สร้างอะไรได้ด้วยตัวเอง ต้องรอโชคและฟ้าประทาน ความคิดนี้จึงสะท้อนในละครไปโดยปริยาย ตั้งแต่ตัวละครประเภทที่รอฟ้าบันดาล ไปถึงโครงเรื่องในรูปของการรอคอยความหวังใหม่ (บ่อยครั้งในรูปของมรดก หรือการแต่งงานกับคนที่รวยมาก)

บางคนเห็นว่า ในชีวิตจริงของแต่ละคนก็เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าสาหัส กลับถึงบ้านก็ไม่อยากรับรู้อะไรที่หนักหัวอีก การดูละครโทรทัศน์ที่หนีโลกแบบนี้ก็เป็นการคลายเซลล์สมองอย่างหนึ่ง

คน อีกไม่น้อยแย้งว่า ละครเหล่านี้มิได้เป็นเรื่องเหนือจริงแต่ประการใด ชีวิตจริงของคนบางคนไม่น่าเชื่อ (บางคนใช้คำว่า 'น้ำเน่า') เสียยิ่งกว่านิยายเสียอีก

ความจริง คำว่า 'รื้อถอน' นี้มิได้มีนัยของการทำลายโดยสิ้นซาก แต่เป็นการพัฒนาต่อไปไม่ให้ซ้ำรอยเดิมมากกว่า พูดง่ายๆ คือ เราจะเต้นฟุตเวิร์กอยู่กับที่ หรือว่าจะวิ่งออกไปจากจุดเดิม

หากเราเลือกที่จะวิ่งออกไปจากจุดเดิม ก็นำเราไปสู่อีกสองคำถามคือ

1 ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง? มันสำคัญนักหรือ? ในเมื่อละครโทรทัศน์ก็เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกสำหรับคนทั่วไป จะหวังเอาสาระอะไรกันนักหนา?

และ 2 เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน?

สำหรับ ข้อแรก เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า สังคมคือการอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ คุณค่าของสังคมก็คือความผาสุกของคนส่วนใหญ่, คุณภาพชีวิต และคุณภาพของมนุษย์ (ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จะมาอยู่รวมกันทำไม) และเครื่องมือหนึ่งที่มีส่วนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือศิลปะที่ดี

เมื่อ มองอย่างนี้ จะเห็นว่าเราสามารถใช้คุณภาพชีวิตและคุณภาพของมนุษย์เป็นมาตรวัดคุณค่าของ ศิลปะ ศิลปะที่ดีน่าจะมีส่วนช่วยทำให้มนุษย์มีคุณค่าขึ้น ไม่ทางจิตใจก็ทางความคิด และอะไรก็ตามที่ทำให้มนุษย์ลดค่าลงหรือโง่ลง ไม่ว่ามันจะดำรงอยู่ในสังคมมานานเท่าไร นอกจากจะไม่น่าจัดว่ามีคุณค่าแล้ว อาจจะไม่นับว่าเป็นศิลปะด้วยซ้ำ

ภาพยนตร์เป็นสายหนึ่งของศิลปะ หากเราดูสายธารของศิลปะทุกสายในประวัติศาสตร์โลก ศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่อยู่นิ่ง ไม่มีกรอบตายตัว ไม่มีกฎกติกาใดๆ และเนื่องจากมันไม่อยู่นิ่งนี่เอง จึงก่อเกิดสายธารศิลปะมากมายหลายแขนง ยกตัวอย่างเช่นในงานจิตรกรรม หากถือว่าการวาดภาพแบบเรียลิสติกเป็นแนวทางมาตรฐานหรือเอกลักษณ์ที่ ต้องอนุรักษ์ดำรงไว้ โลกนี้ก็คงไม่มีทางกำเนิดศิลปะสายอื่นๆ เช่น แนวแอ็บสแตร็คท์ แนวเซอร์เรียลิสม์ แนวป๊อปอาร์ต ฯลฯ และศิลปินอย่าง แวนโก๊ะห์ ปิกัสโซ่ เซอราต์ ดาลี ฯลฯ ก็ไม่มีทางได้เกิด เช่นกันด้วยความเชื่อที่ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยกรอบใดๆ โลกเราตอนนี้จึงมีตระกูลนิยายมากมายกว่าสมัยเชกสเปียรส์หลายร้อยเท่า และนี่เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ?

ผมเชื่ออย่างโง่ๆ (และอาจจะไร้เดียงสา) ว่า เราสามารถนำพาสังคมของเราไปสู่ความสวยงามและมีคุณค่ากว่าเดิมได้ ผมมองไม่เห็นว่าทำไมเราต้องจำนนทนอยู่กับสิ่งเดิมๆ เพียงเพราะมันอยู่มานาน เราเลือกได้ และเมื่อเราถูกต้อนไปสู่มุมอับที่ดูเหมือนไม่มีทางเลือก เราก็สามารถปฏิเสธทางเลือกที่คนอื่นยื่นให้เราได้ เช่นเดียวกับที่เราปฏิเสธผงชูรส สารกันบูด สีฟอก ฯลฯ เพราะเรารู้ว่าในระยะยาวมันอาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้

ปัญญาของคนเรา เกิดมาจากการรับสารความคิดหลากหลาย มีใครบ้างที่ร่างกายแข็งแรงจากการเสพข้าวขาหมูอย่างเดียวทุกมื้อทุกวัน? สมองของคนเราก็ต้องการสารอาหารทางปัญญาครบห้าหมู่ ไม่ว่าเราจะรับสารความคิดมาจากการศึกษา ประสบการณ์ หรือผ่านศิลปะ ยิ่งมีทางเลือกมาก ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักคิดมากขึ้น และท้ายที่สุดแล้วสังคมก็จะได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น และสังคมยิ่งมีคนมีคุณภาพมากขึ้นเท่าไร คุณภาพชีวิตของเราก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแต่ทำให้เราจะเป็นคนฉลาดขึ้น เราจะมีความสุขขึ้น

สำหรับ ข้อที่สอง : เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายความคิด โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่า สภาพทางการตลาดทำให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่จริงหรือ?

สำหรับความเห็นที่ว่า ในชีวิตจริงของแต่ละคนก็เหน็ดเหนื่อย กลับถึงบ้านก็ไม่อยากรับรู้อะไรที่หนักหัวอีก ข้อแย้งคือการเบื่อชีวิตจริงและความอยากหนีความจริงเข้าไปในโลกแห่ง จินตนาการเป็นคนละเรื่องกับการเดินย้อนรอยศิลปะแบบเดิม

ความเห็น ว่า 'ชีวิตจริงของคนบางคนน้ำเน่าเสียยิ่งกว่านิยายเสียอีก' นั้นเป็นความจริงแน่นอน แต่นี่ก็เป็นคนละเรื่องกับความจำเจของเนื้อหา เพราะในมุมมองของศิลปะ แก่นเรื่องเดิมๆ ก็สามารถนำเสนอได้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างความบันเทิงมากมายในโลกที่สามารถสอดสาระเข้ากับความบันเทิงและยก ระดับผู้เสพ ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าเรารู้ว่าเราสามารถส่งเสียลูกให้เรียนจบปริญญาได้ เราจะยอมให้เขาจบแค่ชั้นอนุบาลหรือ?

ผมทำงานในวงการสร้างสรรค์มานาน พอที่กล้ายืนยันได้ว่า ศิลปะไม่มีข้อจำกัดอย่างที่คนไม่น้อยชอบใช้เป็นข้ออ้าง ผมไม่เห็นด้วยว่าคนสร้างไม่มีปัญญาคิดเรื่องใหม่ๆ

สำหรับ ประเด็นที่ว่า แนวทางละครเปลี่ยนไม่ได้เพราะการตลาดหรือเรตติ้งบังคับนั้น เราอาจดูตัวอย่างจากที่ในสมัยหนึ่งทุกคนในประเทศไทยมีความพอใจอย่างยิ่งกับ การดูหนังวิดีโอคาสเส็ตต์ จนเมื่อเทคโนโลยีวีซีดีเข้ามา วิดีโอคาสเส็ตต์ก็หายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อดีวีดีเข้ามา วีซีดีก็ค่อยๆ กลายเป็นอดีตที่ไม่มีใครแยแส

ลองคิดดูเล่นๆ หากตีสามคืนนี้ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ทุกรายถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปล้างสมอง และวันพรุ่งนี้หันมาผลิตแต่หนังคุณภาพระดับสารอาหารครบห้าหมู่ ประชาชนก็ย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับ และบางทีเมื่อพวกเขารู้รสของ 'ดีวีดี' ก็อาจไม่มีวันหวนกลับไปหา 'วิดีโอคาสเส็ตต์' อีก!

ทว่า เนื่องจากเราไม่มีมนุษย์ต่างดาวมาช่วยตัดสินใจแทนให้ เราก็ต้องเลือกเอาเอง จะเลือกที่จะเปลี่ยนมาก เปลี่ยนน้อย หรือไม่เปลี่ยนเลยก็อยู่ที่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทางใด อย่างน้อยที่สุดในด้านคนสร้างสรรค์งาน ก็ควรมีความรับผิดชอบส่วนหนึ่งในการไม่ใส่สารเมลามีนทางความคิดแก่คนดู ในด้านคนเสพ ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรอง รู้จักปฏิเสธสารพิษทางความคิดให้ลูกหลาน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างทุกจุดของสิ่งเดิมจะเป็นเรื่องแย่ที่ต้องรื้อถอน หากรู้จักเลือกองค์ประกอบเดิมที่ดีมาใช้ เราก็อาจนำพาละครไทยไปสู่ความบันเทิงแบบไทยๆ ที่มีคุณค่าได้เช่นกัน

เราอาจเดินไปไม่ถึงโลกแห่งความสมบูรณ์แบบ แต่หากเราลองเดิน อย่างน้อยที่สุดเราก็น่าจะได้โลกที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้

และนี่มิใช่เรื่อง 'เหนือจริง' แต่อย่างไร

(* นี่เป็นคำถามที่ตั้งให้ Yahoo! รู้รอบ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551)

วินทร์ เลียววาริณ
13 ธันวาคม 2551


ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะครับ

เห็นด้วยกับความคิด แต่ไม่ใคร่จะเห็นด้วยกับวิธีคิดครับ

ความคิดของเจ้าของบทความที่ต้องการเห็นการผลิตละครน้ำดีโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้ศิลปะที่ดีงามยกระดับความคิด ความสุขของคนในสังคม
ผมว่ามันสวนทางกับความเป็นจริง

ถ้า ผู้ผลิตละครผลิตแต่ละครน้ำดีมีสาระจะเป็นเหมือนการเติมสารอาหารที่ครบห้า หมู่ให้กับคนดูมันฟังดูเหมือนศิลปะเป็นสิ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้เสพ มันฟังดูเหมือน ดินจะดีไม่ดี ขึ้นอยู่กับชนิด คุณภาพของต้นไม้ที่งอกอยู่บนผืนดินนั้น ? ถ้าท่านปลูกแต่ต้นไม้ที่สูงส่งงดงาม ผืนดินก็จะอุดมสมบูรณ์?

ผมกลับ มองว่าความเป็นจริง ความสุข ระดับความคิด ของคนในสังคมต่างหากที่เป็นฝ่ายยกระดับศิลปะ ศิลปะควรเป็นเหมือนต้นไม้ที่งอกมาจากผืนดิน
ดินดี จะให้กำเนิดศิลปะที่งอกงาม ดินไม่ดี ศิลปะมันก็จะแคระแกรนบิดๆเบี้ยวๆหรือกลายพันธุ์ไปตามสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน

ฉะนั้น ถ้าจะมองว่าทำไมละครน้ำเน่า ตบจูบๆ แม่ผัวลูกสะใภ้ แย่งมรดก แย่งผู้ชายรวย ถึงได้รับความนิยมในสังคมไทย ก็คงต้องบอกว่าผืนดินไทยปลูกขึ้นแต่ต้นไม้จำพวกนี้ เหมือนทะเลทรายที่คุณต้องปลูกตะบองเพ็ดเท่านั้นถึงจะเติบโตงอกงาม ถ้าเอาพันธุ์ไม้สูงค่า หรือ ศิลปะสูงส่งอย่างอื่นมาปลูกลงไปก็เหี่ยวแห้งตายเสียเปล่าๆ

การ แก้ไขจึงไม่ใช่การพยายามยัดเยียดกล้าไม้พันธ์ดีลงบนผืนดินขาดสารอาหาร ถ้าผู้จัด ผู้สร้างถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปแล้วพร้อมใจกันสร้างแต่ละครน้ำดีมาพร้อมๆกัน ผลคืออะไร ผลก็คงเหมือนเอาต้นข้าวปักลงบนผืนดินที่แห้งแล้ง อาจมีส่วนน้อยนิดที่งอก แถมงอกแบบแคระแกรนด้วย แต่ส่วนใหญ่ตาย! และผู้สร้างผู้จัดหลายคนคิดได้ เคยลองแล้ว และก็ไปไม่รอด การจะให้ผู้สร้างผู้จัดสร้างละครน้ำดีก็เหมือนเป็นการบอกให้เขาไปดำนาในทะเล ทรายยังไงยังงั้น

ถ้ามันปลูกข้าวขึ้น ใครมันจะตะบี้ตะบันปลูกแต่ต้นตะบองเพ็ด ล่ะครับ

วิธีที่ควรปฏิบัติน่าจะเป็นการปรับปรุงคุณภาพดินโดยตรงเพื่อให้เป็นผืนแผ่นดินที่อุมดมสมบูรณ์พอที่ศิลปะชั้นสูงจะงอกเงยขึ้นมาได้

การปรับปรุงคุณภาพดินโดยตรง คือการ ยกระดับการศึกษาของประชาชน
ไม่ได้จะโยงเข้าการเมืองนะครับ แต่ต้องยอมรับว่าประชากรไทยส่วนใหญ่ยังด้อยการศึกษา การศึกษาจะช่วยให้คนฉลาดขึ้นหรือไม่ผมไม่แน่ใจ
แต่ที่แน่ๆการศึกษาจะช่วยให้โครงสร้างทางความคิดของคนซับซ้อนขึ้น

ซึ่งผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเรายังขาด โครงสร้างทางความคิดที่ซับซ้อนขึ้นจะเป็นตัวช่วยในการกลั่นกรองคุณภาพของ ศิลปะที่คนจะเสพ ผู้จัดจะทำแบบมักง่ายไม่ได้อีกต่อไป ทุกอย่างต้องสมเหตุสมผลมีที่มาที่ไปในระดับที่ไม่ขัดใจคนดู ละครน้ำเน่ามักง่ายแบบสุกเอาเผากินก็จะค่อยเสื่อมความนิยมลงไปเอง

เมื่อ ประชาชนในสังคมมีการศึกษา อย่าว่าแต่ศิลปะคุณภาพอย่างละครน้ำดีหลังข่าวเลยครับ ต่อให้เอาละคร หรือ ภาพยนตร์น้ำดีระดับเวิร์ลคลาสมาเสนอ ชาวบ้านเขาก็พร้อมที่จะเสพ เหมือนดินที่อุดมสมบูณร์เอาเมล็ดพืชชนิดใดหว่านลงไป มันก็พร้อมจะเจริญงอกงามได้

ถึงตอนนั้นค่อยพิจารณาหว่านแต่พืชพันธ์ดีๆสร้างสรรค์สังคม เช่นนี้ถึงจะแก้ปัญหาได้

สรุปว่าปัญหาของศิลปะ แต่กลับต้องใช้การเมืองการบริหารประเทศแก้ จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิด -_-"

จากคุณ : FinalPath - [ 19 ม.ค. 52 17:17:05 ]




 

Create Date : 21 มกราคม 2552    
Last Update : 21 มกราคม 2552 15:07:19 น.
Counter : 376 Pageviews.  

ข้อมูล รายชื่อ นักพากษ์ของไทย

นักพากษ์การ์ตูนไทย

นักพากษ์ชาย

1 นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ (น้าต๋อย)
อาจกล่าวได้ว่าเป็นนักพากย์การ์ตูนที่โด่งดังที่สุด เป็นขวัญใจของเด็กทุกยุคทุกสมัย โดยผลงานการพากย์เรื่องแรกก็คือ หน้ากากเสือ
โด่งดังสุดๆ ก็ตอนพากย์เรื่องดร.สลัมป์ จนได้ฉายาว่า น้าต๋อย เซมเบ้
ปัจจุบันเป็นเจ้าของบริษัท ตูนส์ ทาวน์ และ กำลังสร้างหนังขบวนการแปลงร่างเป็นของตนเอง
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,DEX
ให้เสียงตัวละคร: โกดะ ทาเคชิ หรือ ไจแอนท์ (โดราเอม่อน),โนริมากิ เซมเบ้(ดร.สลัมป์),เคนชิโร่(หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ),
ซุน โกคู,ฟรีเซอร์(ทั้งคู่จากดราก้อนบอล),ซาหม่อมชั้นรางิ ฮานามิจิ(สแลมดังก์),รันม่าร่างชาย(รันม่า1/2),มาคุโนอุจิ อิปโป(ก้าวแรกสู่สังเวียน ช่อง9),
คุนิมิ ฮิโร่(H2),เคียว นัยน์ตายักษ์ - มิบุ เคียวชิโร่ (ซามูไรเคียว DEX),สิบเอก คุรุรุ (เคโรโระ),ปาร์ยัง(ปาร์แมน) ,เทสึกะ คุนิมิสึ(Prince of Tennis ช่อง 9)

2 ชิษณุ บุญยรัตพันธุ์ (ต๋อม)
ลูกชายน้าต๋อย ผลงานพากษ์มีไม่มาก มักจะรวมพากย์กับน้อต๋อย เป็นพิธีกร รายการช่อง 5 การ์ตูนฮิต
งานพากย์ในปัจจุบัน:DEX
ให้เสียงตัวละคร:ชินจิ (ริวคิ),กัปตัน(SD Gundam)

3 สุภาพ ไชยวิสุทธิ (ติ่ง) 06 มี.ค. 2505
หนึ่งในนักพากย์ที่พากย์ได้"ธรรมชาติ"ที่สุด และพากย์ได้ดีทั้งบทพระเอก บทขรึม ตัวโกง และ ตัวตลก
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,พันธมิตร
ให้ เสียงตัวละคร: โนะฮาร่า ฮิโรชิ(ชินจังจอมแก่น),ทรังส์(ดราก้อนบอล),รุคาว่า คาเอเดะ(สแลมดังก์) ,โคจิโร่แห่งแก๊งร็อคเก็ต(โปเกม่อน) ,
เซ็ตโชมารุ,นาราคุ(ทั้งคู่จากอินุยาฉะ),ทากามูระ(ก้าวแรกสู่สังเวียน ช่อง9),คุโรซากิ อิจิโกะ (บลีช Rose),สิบตรี กิโรโระ(เคโรโระ)

4 หฤษฏ์ ภูมิดิษฐ์ (อู๊ด) 09 ก.ค. 2505
นักพากย์เสียงหนุ่มประจำทีม Rose VDO และ พากย์ให้กับ ช่อง9 บางเรื่อง
งานพากย์ในปัจจุบัน:Rose VDO,ช่อง9
ให้เสียงตัวละคร: อุจิวะ ซาสุเกะ,โจจิ(นารุโตะ),อาคิยามะ เรน(Masked Rider Ryuki) ,คุณพ่อ และ คุณครูของโนบิตะ(โดราเอม่อน),
อิชิมารุ งิน,อุคิทาเกะ จูชิโร่ (บลีช Rose)

5 จักรกฤษณ์ อุปัติสิงห์ (ไก่)
นักพากย์ที่พากย์ให้กับทางช่อง 9 มานาน โดยเขามักจะได้บทพากย์เป็นตัวประกอบเสียเป็นส่วนใหญ่
งานพากย์ในปัจจุบัน:ช่อง9
ให้เสียงตัวละคร: อาน่อน (อุเอคิ ช่อง 9),คาวามูระ ทาคาชิ (The Prince of Tennis ช่อง 9)

6 ปริญญา กีรกะจินดา (แป็ก)
นักพากษ์ที่พากษ์นอกบทได้ดีอีกคนหนึ่ง มีประสบการณ์จากการพากย์หนังขบวนการแปลงร่างเป็นอย่างมาก
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose,DEX , Cartoon Inter
ให้เสียงตัวละคร: ฮิวงะ เนจิ , อินุซึกะ คิบะ (ทั้งหมดจากนารุโตะ) ,ไอระ เทคคัง (เดกะเรนเจอร์), ซีโร่ (SD Gundam),
เฮียวกะ , อิคคิ (เซนต์เซย่า Cartoon Inter )

7 มนูญ เรืองเชือเหมือน (มนู) ปี 2491
นักพากย์ประสบการณ์สูง เคยพากย์ประจำที่ช่อง9 ปัจจุบันพากษ์ประจำที่ UBC
งานพากย์ในปัจจุบัน:UBC,TIGA, DEX และอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร:พิคโกโร่(ดราก้อนบอล),เกนโด(Evangelion),โอนิสึกะ เอคิจิ(จีทีโอ--TIGA),นูเบ(มืออสูรล่าปีศาจ--TIGA) ,
โม ริ โคโกโร่(โคนันverช่อง9(ปี1-2)และค่ายอื่นๆ),รอย มัสแตง(Full Metal Alchemist) ,ชิกามารุ,โอโรจิมารุ,ไก,อิรุกะ(ทั้งหมดจากนารุโตะ),
คาวาจิ เคียวสุเกะ(แชมเปี้ยน เจปัง),คอนโง อากอน,จูมอนจิ คาซึกิ(ทั้งคู่จาก Eye Shield 21-- UBC True Vison )

8 ไกวัล วัฒนไกร (ไก) 08 เม.ย. 2494
นักพากย์ประสบการณ์สูงอีกคนหนึ่งของวงการ พระเอกประจำทีมพากย์ VDO Square ที่ปัจจุบันยังมีผลงานอย่างต่อเนื่อง
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,TIGA,DEX และอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร:เบจิต้า(ดราก้อนบอล),ไอ้มดแดง V1,กัส(เบอร์เซิร์ก--TIGA), เนียส(โปเกม่อน), ผู้เฒ่าเต่า(ดราก้อนบอล),
ผู้ พันฮิวจ์(Full Metal Alchemist), โซโล(วันพีซ ปี2),สารวัตรเมงุเระ(โคนัน ช่อง9/TIGA),โออิชิ,ไคโด (ทั้งคู่จาก The Prince of Tennis ช่อง 9),
กิลเบิร์ต ดูแรนดัล,ราอู เลอ คลูเซ่ (ทั้งคู่จาก Gundam Seed Series)

9 ภัทรวุฒิ สมุทรนาวี (หนึ่ง) 16 ต.ค. 2511
เป็นนักพากย์ที่น่าจะเรียกได้ว่ามาแรงที่สุด โดยเขาเป็นเจ้าของเสียงพระเอกที่อ่อนนุ่ม มาดเข้มที่ทำให้หลายๆคนหลงเสน่ห์มาแล้ว
งานพากย์ในปัจจุบัน:UBC,TIGA, DEX
ให้เสียงตัวละคร: คิระ ยามาโตะ(กันดั้ม ซีด),เดม่อน(จี กันดั้ม),กาโอไกก้า(กาโอไกก้า),เอ็ดเวิร์ด เอลริค(Full Metal Alchemist),
คุโด้ ชินอิจิ(โคนัน--TIGA), อินุอิ ทาคุมิ(Masked Rider Faiz) ,ฟูจิวาระ โนะ ซาอิ (ฮิคารุเซียนโกะ TIGA),
ซันจิ(One Piece ปี2),ซาวามูระ เซย์จิ(มือขวากับขาโจ๋)

10 อิทธิพล มามีเกตุ (จูน) 14 มิ.ย. 2515
เคยมีประสบการณ์ในการพากย์รายการหลายรายการทาง UBC มาแล้ว ปัจจุบันเขาเป็นนักพากย์ที่มาแรง
เป็นขวัญใจวัยรุ่นเลยทีเดียว กับลีลาการพากย์ที่ได้อรรถรส มีทั้งมาดเท่ห์ปนฮาไปตามๆกัน
และเป็นเจ้าของเสียงพากย์ Dr.Bonnie ในรายการ Mega Clever
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,DEX,ช่อง3,ITV
ให้ เสียงตัวละคร:อัสรัน ซาร่า(กันดั้ม ซี้ด),คินิคุ มันทาโร่(คินิหม่อมชั้นแมน รุ่น2),ลูฟี่(วันพีซ ปี2),มิโรคุ(อินุยาฉะ ช่อง9),คิโยมาโระ(กัซเบล),
มิยาตะ(ก้าวแรกสู่สังเวียน ช่อง9),คุโรยานางิ เรียว,เปียร์โร่(ทั้งคู่จาก แชมเปี้ยน เจปัง)

11 ธนกฤต เจมคลองธรรม (อ๋อ)
นักพากย์ประจำ UBC แต่ปัจจุบันก็พากย์ให้กับค่ายอื่นๆบ้างแล้ว
งานพากย์ในปัจจุบัน:UBC ,DEX,Amigo
ให้เสียงตัวละคร: ซิกนัส เฮียวกะ(เซนต์ เซย่า UBC True Vison),ชิน อาสึกะ(Gundam Seed Destiny),
ไรเดอร์ เดลต้า (Masked Rider Faiz),มิซากิ,ริวัล(ทั้งคู่จากกัปตันซึบาสะ ช่อง9),กีนิว,ฟรีเซอร์,ทรังค์(ดราก้อนบอล DEX),
กอน,กันจู,แช้ด (ทั้งหมดจาก บลีช UBC True Vision) ,ชาร์ อัสนาเบิ้ล (กันดั้ม)

12 พงศ์พันธุ์ เจียมชวลิต (พง) 06 เม.ย. 2489
นักพากย์การ์ตูนประจำค่ายTIGA อีกหนึ่งคน นอกจากนี้ยังมีงานพากย์หนังอีกมากมาย เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคมะเร็งกล่องเสียง
งานพากย์ในปัจจุบัน:TIGA,Animedia,และ อื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร: เพกาซัส (เกมส์กลคนอัจฉริยะ ภาค ดูเอลมอนสเตอร์ Animedia) ,อิชิมอนจิ ฮายาโตะ(ไอ้มดแดง วี2),
เทนจิ(Tenchi Muyo),ดร.อากาสะ(โคนัน TIGA), ฟูจิ (The Prince of Tennis TIGA)

13 พงษ์เทพ เทพหัสดิน ณ อยุธยา (แมน)
นักพากย์การ์ตูนประจำค่ายTIGA อีกคนหนึ่ง แถมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานบันทึกเสียงของอนิเมนำเข้าของค่ายนี้
นอกจากนี้เขายังนิยมชมชอบหนังขบวนการ 5สี และ เคยเข้าร่วมแข่งขัน แฟนพันธุ์แท้ ตอน ซุปเปอร์เซ็นไท มาแล้ว
งานพากย์ในปัจจุบัน:TIGA
ให้ เสียงตัวละคร: มิตซึฮิโกะ ,สารวัตรชิราโทริ(ทั้งคู่จากโคนัน TIGA) ,ไทม์กรีน(ขบวนการไทม์เรนเจอร์) ,คาวามูระ ทาคาชิ (Prince of Tennis Tiga)

14 ภัคภูมิ ลิ้มมานะสภาพร (เบิร์ด)
นักพากย์ประจำของ Tiga,Rose (ชื่อ ยุทธการ แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนชื่อแล้ว)
งานพากย์ปัจจุบัน:Tiga,Rose
ให้ เสียงตัวละคร:อุเอคิ (แสบซ่าผ่ากฏเทพ Rose),กอน,ฮานาทาโร่,ซันเงสึ,ไอเซ็น(ทั้งหมดจาก บลีช Rose), อินูอิ ซาดาฮารุ (Prince of Tennis Tiga)

15 ธวัช รัตตะชัย (ต่อ) 09 ก.พ. 2508
นักพากย์ประจำทีมRose อีกทั้งยังพากย์หนังและละครทางช่อง 3,TITV อีกด้วย
งานพากย์ปัจจุบัน: Rose,ช่อง 3,TITV
ให้ เสียงตัวละคร:ฮาคาเตะ คาคาชิ,อุจิวะ อิทาจิ,จิไรยะ (นารุโตะ),ซาราคิ เคมปาจิ,อาบาราอิ เร็นจิ(Rose),เปกาซัส เซย่า (เซนต์ เซย่า Cartoon Inter),
เดกะบลู(เดกะเรนเจอร์),อาบะเรด(อะบาเรนเจอร์),มุทสึมิ ซาบุโร่ (เคโรโระ)

16 ธีระ โรจนานันท์ (ปุ๊)
อดีตนักพากย์ประจำ True Visions ปัจจุบันพากย์ให้กับค่าย Rose และ บรรยายสารคดีทางช่อง 9
งานพากย์ปัจจุบัน: Rose,Tiga
ให้ เสียงตัวละคร:สิบจัตวาโดโรโระ ,พอล (เคโรโระ),ซาโดะ ยาสึโทระ,คุจิกิ เบียคุยะ,ชิโฮอิน โยรุอิจิ(ร่างแมว),คุโรซากิ อิชชิน(บลีช Rose),
สารวัตรอาเคจิ(คินดะอิจิ กับ คดีฆาตกรรมปริศนา UBC),เดกะมาสเตอร์(เดกะเรนเจอร์)

17 กริน อักษรดี (กิ๊บ)
นักพากย์ประจำของค่าย Rose,Tiga
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose,Tiga
ให้ เสียงตัวละคร:อิชิดะ อุริว,อุราฮาร่า คิสึเกะ,ชิบะ กันจู(ทั้งหมดจาก บลีช Rose),ไคโตะ โดโมโตะ(เจ้าหญิงเงือกน้อย),อิกกิ(Air Gear),
ซาโนะ (แสบซ่าผ่ากฏเทพ Rose),คันดะ ยู (D.Gray-man)

18 ณฐพงษ์ เธียรสวัสดิ์กิจ (ณัฐ)
นักพากษ์หนุ่มหน้าใหม่ นักพากย์ประจำของค่าย Rose,Tiga
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose,Tiga,DEX,Wish
ให้เสียงตัวละคร: คาสึ(Air Gear),ฮัคไค (ไซยูคิ รีโหลด)

19 รบ เพชรประสิทธิ์
นักพากษ์ใหม่ นักพากย์ประจำของค่าย Rose,Tiga
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose,Tiga
ให้เสียงตัวละคร: อาน่อน (อุเอคิ Rose),ทาคาฮาชิ เรียวสึเกะ(Initial D),โอริจิริ(Air Gear)

20 อภินันท์ ธีระนันทกุล (เอ)
นักพากษ์หนุ่ม เคนพากษ์กับทีมพากษ์หนัง พันธมิตร ได้มารวมพากย์กับทางค่าย Rose
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose
ให้เสียงตัวละคร: โกคู (ไซยูคิ รีโหลด), มิมูระ โยชิโมริ (Kekkaishi) , โซตะ โบเคนบูล (โบเคนเจอร์) ,ฟูจิวาระ ทาคุมิ (Initial D)

21 อภิชาติ สมุทคีรี (ติ๊ก)
นักพากษ์หนุ่ม ที่ได้ที่ 1 จากการประกวดนักพากย์หน้าใหม่ของ Rose (โครงการ 1)
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose

22 อภิชิต ลิขิตลิ้มปรีชา (บอส)
นักพากย์หน้าใหม่ล่าสุดในวงการพากย์การ์ตูน เป็นคนรู้จักกับพี่แมน พงษ์เทพ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ใน ตอนแรกมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องเกลาบทพากย์ FMA ,ซามูไร 7 ฯลฯ ทำบทมา 4 ปีเพิ่งจะได้พากย์จริงๆ ก็เมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว (ปี 2551)
ใน อีวา 0.1 ก็แปลเพลงใน mv angel of doom ไว้เป็นผลงานด้วย
งานพากย์ปัจจุบัน:TIGA,Rose

นักพากษ์หญิง

1 ศันสนีย์ วัฒนานุหม่อมชั้นล (นิด)
อดีดนางเอกเรื่องบ้านทรายทอง(นานมาแล้ว)
ปัจจุบันเป็นนักพากย์ที่เรามักจะคุ้นเคยในบทของพระเอก(ตอนเด็ก) ส่วนนางเอกก็พากย์บ้าง
อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าฝ่ายรายการของ โมเดิร์นไนน์ อีกด้วย
ล่าสุด ก็ร่วมแสดง ในภาพยนตร์เรื่อง แก๊งชะนีกับอีแอบ อีกด้วย
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,Amigo และ ค่ายอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร: โนบิ โนบิตะ(โดราเอม่อน),ฮารุคาเซะ โดเรมี(แม่มดน้อยโดเรมี),คาซึมิ(โปเกม่อน),
คุราปิก้า(HunterXHunter),ฮอนดะ โทรุ(FruitBasket ),อาซึสะงาวะ ทสึกิโนะ(แชมเปี้ยน เจปัง),จิเสะ(ไซคาโนะ),
ซึคาโมโต้ เทนมะ (School Rumble),นารุเสะงาว่า นารุ(Love Hina Amigo),จิเสะ(Saikano Amigo),คิตาจิม่า มายะ (หน้ากากแก้ว Amigo/ช่อง9)

2 ฉันทนา ธาราจันทร์ (ติ่ม) 11 ก.พ. 2489
นักพากย์ที่มีผลงานที่เรามักคุ้นเสียงกันดีอย่าง โดราเอม่อน และผลงานในการพากย์เรื่องแรกของเขาคือ ไทรตั้น ลูกทะเล
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,Rose VDO
ให้เสียงตัวละคร:โดราเอม่อน(โดราเอม่อน),ซาโตชิ(โปเกม่อน),ซุน โกคู ตอนเด็ก(ดราก้อนบอล ช่อง9),อาซึสะ โมโมโกะ(แม่มดน้อยโดเรมี),
ซึจิโมโต้ นัตสึมิ(ตำรวจสาวจอมซ่า ปี1),อุซึมากิ นารุโตะ(นารุโตะ),ฮินาตะ ฟูยุกิ( เคโรโระ),
อาริซาวะ ทัตสึกิ,ฮิซึกายะ โทชิโร่,มัตซึโมโตะ รันงิคุ,ชิโฮอิน โยรุอิจิ (บลีช Rose), ซึวะ มิตซึโอะ "ปาร์แมน"(ปาร์แมน)

3 ศรีอาภา เรือนนาค (ผึ้ง) 14 ธ.ค. 2499
อดีตนักแสดงช่อง9เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันเป็นนักพากย์หญิงที่ถือว่า
พากย์ตัวละครผู้หญิงได้เสียงหวาน น่ารัก อีกคน แต่หลังๆจะเน้นพากย์ตัวละครที่เป็นนางเอกหนังแปลงร่างมากกว่า
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,TIGA,Rose VDO,ค่ายอื่นๆ
ให้ เสียงตัวละคร: เซเลอร์เมอร์คิวรี่(เซเลอร์มูน),ชิซูกะ(โดราเอม่อน),คิโนโมโตะ ซาหม่อมชั้นระ(มือปราบไพ่ทาโร่ ช่อง 9 และ สึบาสะ สงครามเทพข้ามมิติ),
โคบายากาว่า มิยูกิ(ตำรวจสาวจอมซ่า ปี1),เซงาวะ ออมปุ(แม่มดน้อยโดเรมี),อัลฟองเซ่ เอลริค (Full Metal Alchemist) ,
ฮารุโนะ ซาหม่อมชั้นระ,ฮิวงะ ฮินาตะ (ทั้งคู่จาก นารุโตะ) ,อายูมิ(โคนัน ช่อง9/TIGA),คิตซึเนะ,ชิโนบุ(ทั้งคู่จาก Love Hina Amigo),
ริงโกะ(Air Gear),อิโนอุเอะ โอริฮิเมะ (บลีช Rose),พลทหารทามามะ,ฮินาตะ นัตซึมิ(ทั้งคู่จาก เคโรโระ),
ทาคามาจิ นาโนฮะ(Magical Girl Lyrical Nanoha),โฮชิโนะ ซึมิเระ "ปาร์โกะ"(ปาร์แมน) ,อเลน วอล์กเกอร์(D.Gray-man

4 อรุณี นันทิวาส (ตุ๊ก) 21 มิ.ย. 2499
นักพากย์หญิงที่ถือได้ว่าพากย์ตัวละครได้หลากหลายแนว
และเคยได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำสาขาผู้บรรยายหญิงดีเด่นจากการพากย์การ์ตูนเรื่อง ฮาเงะมารุ
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,TIGA,DEXและอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร:ซูเนโอะ(โดราเอม่อน),เอโดงาวะ โคนัน (นักสืบจิ๋วโคนัน),กอร์น (HunterXHunter),
ฮาซึกิ(แม่มดน้อยโดเรมี),รันม่าร่างหญิง(รันม่า1/2),กัซ(กัซเบล),สิบโท เคโรโระ (เคโรโระ),ริตสึโกะ,อาซึกะ (เอวานเกเลี่ยน Tiga) ,
โมโตโกะ (Love Hina Amigo) ,โอซากิ นานะ (นานะ) ,เฟรย์ อัลสตาร์,ลูน่ามาเรีย ฮอว์ค (Gundam Seed Series),

5 วิภาดา จตุยศพร (เปียก) 08 ต.ค. 2500
เป็นเจ้าของเสียงพากย์นางเอกแสนอ่อนหวานของการ์ตูนหลายๆ
เรื่องที่เข้ามาฉายในบ้านเรา และก็เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกการ์ตูนที่เข้ามาฉายในช่อง9 อีกด้วย
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,TIGA, DEX และอื่นๆ
ให้เสียงตัวละคร:ทสึกิโนะอุซางิ(เซเลอร์มูน),คิรัว(HunterXHunter),ไอโกะ(แม่มดน้อยโดเรมี),คาโงเมะ(อินุยาฉะ),
อาซาหม่อมชั้นระ โย,เคียวยามะ แอนนา (ชาแมนคิง),อาสุมะ คาสุมะ(แชมเปี้ยน เจปัง),เอจิเซ็น เรียวมะ(The Prince of Tennis),
มิซาโตะ,อายานามิ เรย์ (เอวานเกเลี่ยน Tiga) ,โอโตฮิเมะ มุทซึมิ (Love Hina Amigo), เฟท เทสทารอสซ่า(Magical Girl Lyrical Nanoha) ,
ฟูจิโอกะ ฮารุฮิ (ชมรมรักคลับมหาสนุก) ,ลักซ์ ไคลน์,เมอริล ราเมียส,สเตล่า (Gundam Seed Destiny),
ซึคาโมโต้ ยาคุโมะ,ซาวาจิกะ เอริ (School Rumble)

6 ธนาภรณ์ จตุยศพร (มด) 23 ส.ค. 2525
เป็น นักพากษ์หญิงหน้าใหม่ที่บางคนอาจเคยได้ยินมาบ้างในกันดั้ม ซีด และ เป็นลูกสาวของคุณ เปียก วิภาดา อีกด้วย ปัจจุบัน กำลังศึกษาต่อยังต่างประเทศ
งานพากย์ในปัจจุบัน: DEX
ให้ เสียงตัวละคร: คางาริ(กันดั้ม ซีด),รันจิ,ปูอัล,เจาซือ,จีจี้(ทั้งหมดจากดราก้อนบอล TITV),พันจ่าตรี ทาชิงิ,นิโคโรบิน(ทั้งคู่จากวันพีซ ปี2)

7 สุลักษณา เทพหัสดิน ณ อยุธยา (หน่อย) 16 เม.ย. 2499
ปัจจุบันพากย์การ์ตูนให้กับทางช่อง9 และ Rose
งานพากย์ในปัจจุบัน:Modern Nine Cartoon,Rose VDO
ให้เสียงตัวละคร:โทโมโยะ(ซาหม่อมชั้นระ มือปราบไพ่ทาโร่),มุซาชิแห่งแก๊งร็อคเก็ต(โปเกม่อน),คุณแม่ของโนบิตะ(โดราเอม่อน),
อาคางิ ฮารุโกะ(สแลมดังก์) ,ซึนาเดะ,อิโนะ (ทั้งคู่จากนารุโตะ)

8 จารุภา ลิ้มธีระยศ (ตี้) 16 พ.ค. 2517
นักพากย์ประจำช่อง9 ซึ่งหลังๆเราจะได้ยินเสียงกันบ่อยขึ้น ถึงแม้จะพากย์แต่ตัวประกอบของการ์ตูนแต่ละเรื่องเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม
งานพากย์ในปัจจุบัน:ช่อง9 ,DEX,Tiga
ให้เสียงตัวละคร: คุมิ(ก้าวแรกสู่สังเวียน ช่อง9) , ทามาโอะ ทามามุระ ,ไออ้อน เมเด้น แจนนู(ทั้งคู่จากชาแมนคิง),
ฮิคาริ(ดิจิม่อน 02) ,ริงโกะ (อูเอคิ ผ่ามิติอลเวง ช่อง9),อาซึสะงาวะ ทสึกิโนะ(แชมเปี้ยน เจปัง ช่วงหลัง)

9 พิชยา บุญสม (เอ)
นักพากย์ประจำช่อง 9 ที่ขาดหายไปพักหนึ่ง ปัจจุบันกลับมาพากย์ให้กับช่อง 9 อีกครั้ง หนักไปทางพากย์เป็นตัวประกอบเสียเป็นส่วนใหญ่
งานพากย์ปัจจุบัน: DEX,ช่อง9
ให้เสียงตัวละคร:มาริริน (อุเอคิ ช่อง 9),มารูโจ (บาคุกัน DEX)

10 จิตราวดี ณ ตระกุล (ตาล)
นักพากษ์หญิงคนใหม่ของ Modern Nine Cartoon ทำงานอยู่ที่ Modern Nine TV
เป็น Webmaster ของเวป Modern Nine Cartoon มีเสียงออกจะคล้าย ๆ เอ พิชยา
งานพากย์ปัจจุบัน: Modern Nine Cartoon

11 ศันสนีย์ ติณห์กีรดีศ (สัน)
นักพากย์หน้าใหม่ประจำทีม DEX และ ค่ายอื่นๆ
งานพากย์ปัจจุบัน: DEX,Tiga
ให้เสียงตัวละคร:บลูม่า,หมายเลข 18 (ทั้งหมดจากดราก้อนบอล TITV),ยูกิฮิโระ อายากะ(คุณครูจอมเวทย์เนกิมะ),
บาตาโกะ"พี่เนย"(Anpanman),ทีโอ,ซึซึเมะ มิซึโนะ,(กัซเบล),ยางามิ ฮายาเตะ(Magical girl lyrical Nanoha ),
แองโกล มัว,อาซึมายะ โคยูกิ (ทั้งคู่จาก เคโรโระ)

12 มนชยา พงษ์เรวี (โอ)
งานพากย์ปัจจุบัน: DEX,Tiga
ให้เสียงตัวละคร:มิยาซากิ โนโดกะ(คุณครูจอมเวทย์เนกิมะ), คิคุกาวะ ยูกิโนะ (Mai Hime)

13 สุพิชฌาย์ พานประทีป (มด)
งานพากย์ปัจจุบัน: Rose,Tiga
ให้เสียงตัวละคร:นิชิซาว่า โมโมกะ,ฮินาตะ อากิ(ทั้งคู่จากเคโรโระ),มาจิบลู หรือ อุราระ (มาจิเรนเจอร์),มาโกโตะ (อินดาเท็น)

14 (ฟ้า)
นักพากษ์หญิงของ Rose ที่ยังไม่รู้ชื่อ ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมา
งานพากย์ปัจจุบัน: Rose
ให้เสียงตัวละคร:คูจิกิ ลูเคีย (บริส),จัสมิน (เดกะเรนเจอร์),คาโอรุ (กาโร่),ยูกะ (จัสติไรเซอร์)

15 พรรณวดี เรืองไรเลขา (หนิง)
อดีตนักพากย์ช่อง 3 เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันพากย์ให้กับ True Visions พากษ์ให้ AmiGo 1 เรื่อง
จัดเป็นนักพากย์หญิงคนหนึ่งที่พากย์เสียงนางเอกได้ น่ารัก อ่อนหวาน
งานพากย์ปัจจุบัน: True Visions ,Amigo
ให้เสียงตัวละคร:ซึโอ มิโคโตะ (School Rumble),ไม(Yugioh True Vision),มิซากิ(Angelic Layer),ทาคิ สึซึนะ(Eye Shield 21)

16 รัชนี อารีย์รักษ์วานิช (แป๋ว)
นักพากย์หญิงจาก True Vision อาจไม่คุ้นเสียงกันนัก เคยพากษ์อนิเมให้กับ Tiga บางเรื่องด้วย
งานพากย์ในปัจจุบัน:UBC True Vision
ให้เสียงตัวละคร: อิคาริ ชินจิ (เอวานเกเลี่ยน - Tiga),โมคุบะ (เกมส์กลคนอัจฉริยะ - True Vision)

17 กนกวรรณ พวงสุข
นักพากษ์ที่มีผลงานน้อยมาก ทำงานอยู่กับทาง Tiga
งานพากย์ปัจจุบัน: Tiga
ให้เสียงตัวละคร:อายูมิ , คาสึฮะ (โคนัน Movie 1 - 3)

18 สังวาล เทพหัสดิน ณ อยุธยา (มอก)
นักพากษ์ที่มีผลจากทีมพญาไฟ(ทีมพากษ์การ์ตูนนอกลิขสิทธิ์) เคยพากษ์การ์ตูนให้กับช่อง 3 และพากษ์หนังฝรั้ง
งานพากย์ปัจจุบัน: VCDไพเรท,Rose
ให้เสียงตัวละคร:อายูมิ , ลูเคีย (บรีส มาแทนพี่ฟ้า),นิน่า (โฟร์แองจี), เรเซล (Scary Movie 4)

19 ธันวา ภักดีอำนาจ (แก่น)
นักพากษ์สาว ที่ได้ที่ 2 จากการประกวดนักพากย์หน้าใหม่ของ Rose (โครงการ 1)
งานพากย์ปัจจุบัน:Rose

20 อภิญญา พรมานะสุขุม (ลุค)
นักพากย์หน้าใหม่ล่าสุดในวงการพากย์การ์ตูนฝ่ายหญิง
งานพากย์ปัจจุบัน:TIGA,Rose

นักพากย์หนังของไทย

นักพากย์ ช่อง 3

1 จักรกฤษณ์ หาญวิชัย (โอ๊ด) 18 มี.ค. 2495
เสียงพระเอกหนังเกาหลีทางช่อง 3 คู่พระ-นางประจำหลักกับคุณ หนู กรณิการ์ ประภัคภักดี
ผลงานที่ผ่านมา
จั่นเจา , จูมง , เจอร์รี่ F4 , เจนเซ่น อาเมส (Death Race ) , แม็กซ์ เพย์น (Max Payne) , คลาทู ( The Day The Earth Stood Still )

2 กำธร สุวรรณปิยะศิริ (อากำธร) 17 ส.ค. 2478
พากย์มาหลายปี อดีตนักแสดงเก่าในอดีต
ผลงานที่ผ่านมา
เปาปุ้นจิ้น

3 สิทธิสม มุทธานุกุลวงศ์ (แซม) 18 ธ.ค. 2498
เมื่อก่อนพากย์หนังโรงบ่อยโดยเฉพาะหนังฝรั่งเดี่ยวนี้มีแต่ช่อง3หนังโรงก็ยังมีบ้าง
ผลงานที่ผ่านมา
เคน F4 , เสียงพ่อชินจัง (ชินจังจอมแก่น) , เรย์ (Hancock)

4 สมพร อ่วมใจบุญ (ต้อย) 01 พ.ค. 2511
พระรองของช่อง3 จะได้ยินเสียงมากสุดในรายการแนะนำสินค้าต่าง ๆ เจ้าของเสียงพากย์ Criss Angel รายการคนชอบกล
ที่บ้างครั้งจะไปพากษ์หนังเซนไท ให้กับ ดรีมวิชั่น / มีเดีย
ผลงานที่ผ่านมา
Vic F4 , ต้าอิง(เทพบุตรนักบาส) , ไบรอัน โอคอนเนอร์[พอล วอล์คเกอร์] (Fast and Furios 1/2/4)

5 ธวัช รัตตะชัย (ต่อ) 09 ก.พ. 2508
ผลงานที่ผ่านมา
ริค โอคอนเนลล์ (The Mummy 3) , เลอ ชืฟ (Casino Royale) , โดมินิค กรีน (Quantum of Solace)

6 พิณโญ รุ่งสมัย (โญ)

7 อิทธิพล มามีเกตุ (จูน)

8 ณฐพงษ์ เธียรสวัสดิ์กิจ (ณัฐ)

9 กรณิการ์ ประภัคภักดี (หนู)
ส่วนใหญ่พากย์ทั้งช่อง 3 ช่อง TPBS เป็นนางเอกประจำ
ผลงานที่ผ่านมา
แดจังกึม , ซันไช่ , มารูโกะ (คนแสดงช่อง ไทยทีวี) , เฮนเนสซี่ย์ (Death Race)

10 จุฑามาศ ชวนเจริญ (ต้อย) 26 ก.ค. 2483
ผลงานที่ผ่านมา
เสียงแม่ชินจัง (ชินจังจอมแก่น)

11 นัยนา ทิพย์ศรี (ไก่) 08 ส.ค. 2499
ผลงานที่ผ่านมา
กาละแมร์ (โฟร์แองจี้)

12 จรัสกร ทิพย์ศรี (กุ้ง)
ผลงานที่ผ่านมา
เล็ตตี้ มาร์เชียโน่[มิเชล ร็อดริเกซ] (Fast and Furios 4)

13 รัตติยากร ริมสินธุ (แอน)
อดีต ผู้ประกาศข่าวช่อง3 ปัจจุบันพากย์หนังจีนให้กับทางช่อง3 ส่วนการพากย์การ์ตูนนั้น โด่งดังมาจากการพากย์เป็น ชินจัง ใน ชินจังจอมแก่น
ผลงานที่ผ่านมา
ชินจัง (ชินจังจอมแก่น)

14 สุรพร ใจรัก (เก๋)

ตำนานรักดอกเหมย = เส้นทางแห่งรัก - Terms of Endearment

จุฑามาศ ชวนเจริญ (ต้อย) = คังคิมพา (Kang Geum Pah)
รัตติยากร ริมสินธุ (แอน) = คังจินพา (Kang Jin Pah)
สุรพร ใจรัก (เก๋) = คังอึนพา (Kang Eun Pah)
กำธร สุวรรณปิยะศิริ (กำธร) = Kang Han Gul (พ่อของคิมพา)
จรัสกร พิทย์ศรี (กุ้ง) = Goo Ki Ra (แม่ของคิมพา)

ธวัช รัตตะชัย (ต่อ) = จินจุงฮัน (Jin Jung Han)

สมพร อ่วนใจบุญ (ต้อย) = โนยุนแท็ก (Noh Yun Tek)
สิทธิสม มุทธานุข้าน้อยลวงศ์ (แซม) = Noh Ma Jin (อาของยุนแท็ก)
อิทธิพล มามีเกตุ (จูน) = Noh Gwang Tek (พี่ชายของยุนแท็ก)
พิณโญ รุ่งสมัย (โญ) = Moh Bum Soo (หุ้นส่วนและเพื่อนของยุนแท็ก)

รัตติยากร ริมสินธุ (แอน) = Nah Ae Ri
พิณโญ รุ่งสมัย (โญ) = นาชังซู (Nah Jang Soo)
ธวัช รัตตะชัย (ต่อ) = Nah Man Deuk (Ae Ri's father)
จรัสกร พิทย์ศรี (กุ้ง) = Lee Hyung Sil (Ae Ri's mother)
นัยนา ทิพย์ศรี (ไก่) = Nah Jin Deuk (Man Deuk's sister)

อิทธิพล มามีเกตุ (จูน) = จุงซุงคี (Jung Sung Ki)

ป.ล. พอดีช่วงระหว่างที่ทำงานอยู้ พี่ ๆ ในแผนกเปิดทีวี ดูเรื่องนี้กัน เราก็จัดระเบียบรายชื่อนักพายก์ที่พากย์เรื่องนี้ซะเลย

นักพากย์ ทีมพันธมิคร

1 ปริภัณฑ์ วัชรานนท์ (โต๊ะ) 24 พ.ค. 2503
หัวหน้าทีมพากย์พันธมิตร อดีตเป็นนักพากย์ ประจำช่อง 3 คุณโต๊ะ พากย์ คู่กับ คุณแมว สุธีรา วีรกุล
(คุณ แมว นักพากย์นางเอกเจ้าเก่าของช่อง 3 ปัจจุบันออกจากช่อง 3แล้ว พากย์ประจำที่ True visions ตั้งแต่หนัง การ์ตูน และซีรีส์เกาหลี-ญี่ปุ่น)
เป็น เจ้าของเสียงพากย์"ให้เสียงภาษาไทยโดย พันธมิตร" พากย์ส่วนใหญ่เป็นพระเอกทุกเรื่องของทีมเป็นเอกลักษณ์
ผลงานที่ผ่านมา
เฉินหลง , โจว ซิง ฉือ , เจย์ โชว์ ,เจ็ท ลี , หลิวเต๋อหัว ,
ยางามิ ไลท์ (Death Note) , ขงเบ้ง / จูล่ง / ซุนกวน (Red Cliff) , เอ็ดเวิร์ด (Twilight )

2 สุภาพ ไชยวิสุทธิกุล (ติ่ง) 06 มี.ค. 2505
ไม่ต้องอธิบายอีกต่อไปพราะเก่งสุดๆพากย์ได้ทุกรูปแบบของตัวละคร พระรอง-ตัวร้าย-ตัวตลกของทีมนี้
พากย์หนังมาเยอะและพากย์การ์ตูนประจำให้ช่อง 9
ผลงานที่ผ่านมา
คริส ทักเกอร์ , เหลียง เฉา เหว่ย , ตู้เหวินเจ๋อ , เฉินเสี่ยวชุ่น
โดมินิค โตเร็ตโต[วิน ดีเซล] (Fast and Furios 1/4) , เจมส์ บอนด์[แดเนียล เครค] , จิวยี่ / กำเหลง (Red Cliff)

3 เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง
นักพากย์ที่พากย์ให้กับหลายทีมตั้งแต่อินทรี(ในอดีต) จนพันธมิตร พากย์หนังฝรั่งก็เยอะมาก
ได้แสดงหนังไทยเรื่อง เก๋า...เก๋า ละครและโฆษณา และซิทคอม เป็นต่อ เป็น เจ้าของเสียงพากย์ อู๋ม่งต๊ะ
ผลงานที่ผ่านมา
อู๋ม่งต๊ะ นักแสดงคู่บุญของโจว ซิง ฉือ , โจโฉ , เตียวหุย (Red Cliff)

4 โฆษิต กฤษตินันท์ (เล็ก)
"เล็ก ดอกคำใต้" นักพากย์ประสบการณ์สูงถนัดการพากย์ตัวละครที่สูงอายุ ,ตลกร้าย, เสียงผู้ร้ายตัวใหญ่ในแก๊งเจ้าพ่อ เก่งมาก
ผลงานที่ผ่านมา
เล่าปี่ , กวนอู (Red Cliff)

5 ชานนท์ จำเนียรแพทย์ (เอ)
ผลงานที่ผ่านมา
ฮาน[ซุง กัง] (Fast and Furios 4)

6 อภินันท์ ธีระนันทกุล (เอ)
ผลงานที่ผ่านมา
L (Death Note)

7 อรนุช ลาดพันนา (นุช)
นักพากย์นางเอกประจำทีมพันธมิตรมายาวนาน ประสบการณ์สูงมาพาย์จากการชักชวนของคุณ โต๊ะ และเป็นน้องสาวของ พันนา ฤทธิไกร
ผลงานที่ผ่านมา
ซุนฮูหยิน (Red Cliff) , ยายหยิบ (บ้านผีปอบ 2008)

8 สุรพร ใจรัก (ภา)
นักพากย์ที่ถนัดการพากย์เสียงเด็ก บ้าง สาว บ้าง บ่อยและเยอะ
ผลงานที่ผ่านมา
ซูฉี , เสี่ยวเกี้ยว (Red Cliff)

นักพากย์หนังอื่นๆ

ปิยะ ชำนาญกิจ (ปิยะ) 09 ก.ย. 2493
เสียงพากย์พระเอกประจำช่อง ทีวีไทย และหนังตัวละครต้องเด่น
ผลงานที่ผ่านมา
โทนี่ สตาร์ค (Iron Man) , ฮาร์วีย์ เดนท์ (The Dark Knight)

บัญชา เหมบุตร (อ๊อด) 20 ส.ค. 2493
นักพากย์ประสบการณ์สูง อดีตนักพากย์ประจำของ ช่อง 3,ช่อง 9 การ์ตูน ,TITV ปัจจุบันพากย์ให้กับ True Visions
ผลงานที่ผ่านมา
เบจิต้า (ดราก้อนบอล ช่อง 9 แต่ภายหลังให้ น้าไกวัล มาพากย์แทนจนถึงปัจจุบัน)
จิม กอร์ดอน (The Dark Knight)

เอกชัย พงศ์สมัย 16 ก.พ. 2484
ผลงานที่ผ่านมา
โซโล (วันพีชปี 1) , โมโจโจโจ้ (PPG) , โค้ช (Death Race) , ปู่โกฮัง (Dragonball Evolution)

ชูชาติ อินทร (-)
ผู้ก่อตั้งทีมพากย์และหัวหน้าทีมพากย์อินทรีกำเนิดก่อนทีมพากย์ พันธมิตร
มี สโลแกนว่า “อินทรี ให้เสียงภาษาไทย” ในทีมนี้มีหลายต่อหลายท่านมาอยู่ในทีมและก็มีคนที่เคยอยุ่ทีมพันธมิตรด้วยบางท่าน
เคย พากย์เป็นเจ้าของเสียง เฉินหลง ,โจว ซิง ฉือ ก่อนคุณโต๊ะ(พันธมิตร) ปัจจุบันพากย์ประจำกับอยู่ที่ช่อง 7 มีลูกเป็นนักพากย์ชื่อ อภิชาติ อินทร
ผลงานที่ผ่านมา
จิม [เทอเรนส์ โฮเวิร์ดล] (Iron Man) , ลูเซียส ฟอกซ์ (The Dark Knight) , ผู้เฒ่าเต่า (Dragonball Evolution)

สุมาลี สุธีธรรม (อ้อย)

นิรมล กิจภิญโญชัย
นักพากย์หญิง ที่เราเห็นชื่อบ๋อยในการไปดูหนังในโรง (เฉพาะเรื่องที่มันขึ้นชื่อนักพากย์ไว้)
แล้วมีความรู้สึกว่า เสียงพี่คนนี้ เหมือน พี่ฟ้า
ผลงานที่ผ่านมา
ฟ็อกซ์ (Wanted) , เคส (Death Race) , เอเวลีน โอคอนเนลล์ (The Mummy 3) , เรเชล (Eagle Eye)

โดยคุณKiraYamato แห่งบอร์ดRose VDO
//www.rose.co.th/forum/index.php?topic=487.0




 

Create Date : 11 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 4 มกราคม 2553 17:26:42 น.
Counter : 1894 Pageviews.  

1  2  3  4  

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.