ก็แค่Weblogดองๆทำเล่นไปเรื่อยแหละน่าของกรรมกรกระทู้ลงชื่อและเมล์ที่Blogนี้สำหรับผู้ที่ต้องการGmailครับ
เข้ามาแล้วกรุณาตอบแบบสอบถามว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาเก็บเนื้อหาในBlogไหนของผมบ้างนะครับ
รับRequestรูปCGการ์ตูนไรท์ลงแผ่นแจกจ่ายครับ
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter

เข้ามาเยี่ยมแล้วรบกวนลงชื่อทักทายในBlogไหนก็ได้Blogหนึ่งพอให้ทราบว่าคุณมาเยี่ยมแล้วลงสักหน่อยนะอย่าอายครับถ้าคุณไม่ได้เป็นหัวขโมยเนื้อหาBlog(Pirate)โจทก์หรือStalker

ความเป็นกลางไม่มีในโลก มีแต่ความเป็นธรรมเท่านั้นเราจะไม่ยอมให้คนที่มีตรรกะการมองความชั่วของ มนุษย์บกพร่อง ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น กระทำสองมาตรฐานและเลือกปฏิบัติได้ครองบ้านเมือง ใครก็ตามที่บังอาจทำรัฐประหารถ้าไม่กลัวเศรษฐกิจจะถอยหลังหรือประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ได้เจอกับมวลมหาประชาชนที่ท้องสนามหลวงแน่นอน

มีรัฐประหารเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขอให้มวลมหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จงไปชุมนุมพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงทันที

พรรคการเมืองนะอยากยุบก็ยุบไปเลย แต่ึอำมาตย์ทั้งหลายเอ็งไม่มีวันยุบพรรคในหัวใจรากหญ้ามวลมหาประชาชนได้หรอก เสียงนี้ของเราจะไม่มีวันให้พรรคแมลงสาปเน่าๆไปตลอดชาติ
เขตอภัยทาน ที่นี่ไม่มีการตบ,ฆ่าตัดตอนหรือรังแกเกรียนในBlogแต่อย่างใดทั้งสิ้น
อยากจะป่วนโดยไม่มีสาระมรรคผลปัญญาอะไรก็เชิญตามสบาย(ยกเว้นSpamไวรัสโฆษณา มาเมื่อไหร่ฆ่าตัดตอนสถานเดียว)
รณรงค์ไม่ใช้ภาษาวิบัติในโลกinternetทั้งในWeblog,Webboard,กระทู้,ChatหรือMSN ถ้าเจออาจมีลบขึ้นอยู่กับอารมณ์ของBlogger
ยกเว้นถ้าอยากจะโชว์โง่หรือโชว์เกรียน เรายินดีคงข้อความนั้นเพื่อประจานตัวตนของโพสต์นั้นๆ ฮา...

ถึงอีแอบที่มาเนียนโพสต์โดยอ้างสถาบันทุกท่าน
อยากด่าใครกรุณาว่ากันมาตรงๆและอย่าได้ใช้เหตุผลวิบัติประเภทอ้างเจตนาหรือความเห็นใจ
ไปจนถึงเบี่ยงเบนประเด็นไปในเรื่องความจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นอันขาด

เพราะการทำเช่นนี้รังแต่จะทำให้สถาบันฯเกิดความเสียหายซะเอง ผมขอร้องในฐานะที่เป็นRotational Royalistคนหนึ่งนะครับ
มิใช่Ultra Royalistเหมือนกับอีแอบทั้งหลายทุกท่าน

หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ตรรกะวิบัติ รณรงค์ต่อต้านการใช้ตรรกะวิบัติทุกชนิด แน่นอนความรุนแรงก็ต้องห้ามด้วยและหยุดส่งเสริมความรุนแรงทุกชนิดไม่ว่าทางตรงทางอ้อมทุกคนทุกฝ่ายโดยเฉพาะพวกสีขี้,สื่อเน่าๆ,พรรคกะจั๊ว,และอำมาตย์ที่หากินกับคนที่รู้ว่าใครต้องหยุดปากพล่อยสุมไฟ ไม่ใช่มาทำเฉพาะเสื้อแดงเท่านั้นและห้ามดัดจริต


ใครมีอะไรอยากบ่น ก่นด่า ทักทาย เชลียร์ เยินยอ ไล่เบี๊ย เอาเรื่อง คิดบัญชี กรรมกรกระทู้(ยกเว้นSpamโฆษณาตัดแปะรำพึงรำพัน) เชิญได้ที่ My BoardในMy-IDของกรรมกรที่เว็ปเด็กดีดอทคอมนะครับ


Weblogแห่งนี้อัพแบบรายสะดวกเน้นหนักในเรื่องข้อมูลสาระใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ตามกระแส ไม่หวังปั่นยอดผู้เข้าชม
สำหรับขาจรที่นานๆเข้ามาเยี่ยมสักที Blogที่อัพเดตบ่อยสุดคือBlogในกลุ่มการเมือง
กลุ่มหิ้งชั้นการ์ตูนหัวข้อรายชื่อการ์ตูนออกใหม่รายเดือนในไทย
และรายชื่อการ์ตูนออกใหม่ที่ญี่ปุ่นในตอนนี้

ช่วงที่มีงานมหกรรมและสัปดาห์หนังสือแห่งชาติประจำครึ่งปี(ทวิมาส)จะมีการอัพเดตBlogในกลุ่มห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญา
และหิ้งชั้นการ์ตูนของกรรมกรกระทู้


Hall of Shame กรรมกรมีความภูมิใจที่ต้องขอประกาศหน้าหัวนี่ว่า บุคคลผู้มีนามว่า ปากกาสีน้ำ......เงิน หรือ กลอน เป็นขาประจำWeblogแห่งนี้ที่เสพติดBlogการเมืองและใช้เหตุวิบัติอ้างเจตนาในความเกลียดชังแม้วเหลี่ยมและความเห็นใจในสถาบัน เบี่ยงประเด็นในการแสดงความเห็นเป็นนิจ ขยันขันแข็งแบบนี้เราจึงขอขึ้นทะเบียนเขาคนนี้ในหอเกรียนติคุณมา ณ ที่นี้ จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

Group Blog
นิยายดองแต่งแล่นบันทึกการเดินทางของกรรมกรกระทู้คำทักทายกับสมุดเยี่ยมพงศาวดารมหาอาณาจักรบอร์ดพันทิพย์สาระ(แนว)วงการการ์ตูนมารยาทในสังคมออนไลน์ที่ควรรู้แจกCDพระไตรปิฎกฟรีรวมเนื้อเพลงดีๆจากดีเจกรรมกรกระทู้รวมแบบแผนชีวิตของกรรมกรกระทู้ชั้นหิ้งการ์ตูนของกรรมกรกระทู้ภัยมืดของโลกออนไลน์เรื่องเล่าในโอกาสพิเศษห้องสมุดรวมสาระอุดมปัญญาของกรรมกรกระทู้กิจกรรมของกรรมกรกระทู้กับInternetคุ้ยลึกวงการบันเทิงโทรทัศน์ตำราพิชัยสงครามซุนวูแฟนพันธ์กูเกิ้ลหน้าสารบัญคลังเก็บรูปกล่องปีศาจ(ขอPasswordได้ที่หลังไมค์)ลูกเล่นเก็บตกจากเน็ตสาระเบ็ดเตล็ดรู้จักกับงานเทคนิคการแพทย์ของกรรมกรรวมภาพถ่ายโดยช่างภาพกรรมกรรวมกระทู้ดีๆการเมือง1กรรมกรกับโรคAspergerรวมกระทู้ดีๆการเมือง2ความเลวของสื่อความเลวของพรรคประชาธิปัตย์ความเลวของอำมาตย์ศักดินาข้อมูลลับส่วนตัวกรรมกรที่ไม่สามารถเผยได้ในการทั่วไปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายรวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินเจาะฐานการเมืองท้องถิ่น

ถึงผู้ที่ต้องการขอpasswordกล่ิองปีศาจหรือFollowing Userใต้ดินเพื่อติดตามข่าวการอัพเดตกล่องปีศาจและดูpasswordมีเงื่อนไขว่ากรุณาแจ้งอายุ ระดับการศึกษาหรืออาชีพการงาน และอำเภอกับจังหวัดของภูมิลำเนาที่คุณอยู่ เป็นการแนะนำตัวท่านเองตอบแทนที่ผมก็แนะนำตัวเองในBlogไปแล้วมากมายกว่าเยอะ อีกทั้งยังเก็บรายชื่อผู้เข้ามาเยี่ยมGroup Blogนี้ไปด้วย
ถ้าอยากให้คำร้องขอpasswordหรือการFollowing Userใต้ดินผ่านการอนุมัติขอให้อ่านBlogข้างล่างนี่นะครับ
ข้อแนะนำการเขียนProfileส่วนตัว

อยากติดตั้งแถบโฆษณาแนวนอน ณ ที่ตรงนี้จังเลยพับผ่าสิเมื่อไหร่มันจะยอมให้ใช้Script Codeได้นะเนี่ย เพราะคลิกโฆษณาที่ได้มาตอนนี้ได้มาจากWeblogของผมที่Exteen.comซึ่งทำได้2-4คลิกมากกว่าที่นี่ซึ่งทำได้แค่0-1คลิกซะอีก ทั้งๆที่ยอดUIPที่นี่เฉลี่ยที่400กว่าแต่ของExteenทำได้ที่200UIP ไม่ยุติธรรมเลยวุ้ยน่าย้ายฐานจริงๆพับผ่า
เนื่องจากพี่ชายของกรรมกรแนะนำW​eb Ensogoซึ่งเป็นWebขายDeal Promotion Onlineสุดพิเศษ ซึ่งมีอาหารและของน่าสนใจราคาถูกสุดพิเศษให้ได้เลือกกัน ใครสนใจก็เชิญเข้ามาลองชมดูได้ม​ีของแบบไหนที่คุณสนใจบ้าง
ว่าด้วยพุทธผี พุทธพราหมณ์ พุทธปรัชญา พุทธวิทยาศาสตร์ พุทธประชาธิปไตย

สุรพศ ทวีศักดิ์


ข้อวิจารณ์ที่ว่า การตีความพุทธศาสนาในเชิงปรัชญา เน้นความมีเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นประชาธิปไตยหรือการอ้างอิงคำสอนที่ถูกต้องจาก ‘พระไตรปิฎก’ เป็นการขจัดทำลายความหลากหลายของพุทธศาสนา ทำให้พุทธผี พุทธพราหมณ์ พุทธแก้กรรม พุทธปาฏิหาริย์ พุทธปลุกเสก พุทธแบบบ้านๆ พุทธนอกพระไตรปิฎก ฯลฯ ไม่มีที่ยืนในสังคม หรือกลายเป็นพุทธชายขอบไป ผมคิดว่าข้อวิจารณ์ดังกล่าวมีแง่มุมทั้งในเชิงข้อเท็จจริงและในเชิงหลักการที่ซับซ้อนอยู่ จึงอยากเสนอมุมมองอีกด้านเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน


ประเด็น ‘ข้อเท็จจริง’ มีข้อพิจารณาอยู่สองเรื่องหลักๆ คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อหาในพระไตรปิฎก และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่ถูกตีความ หรือประยุกต์เข้ากับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม


เป็นความจริงว่า เนื้อหาในพระไตปิฎกมีทั้งเรื่องราวที่สะท้อนความเชื่อแบบพุทธผี พุทธพราหมณ์ พุทธที่เป็นปรัชญา มีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นประชาธิปไตย หมายความว่าไม่ว่าคุณจะตีความพุทธอย่างไร คุณก็สามารถอ้างอิงที่มาที่ไปจากพระไตรปิฎกมาสนับสนุนการตีความของคุณได้ทั้งสิ้น เพราะในพระไตรปิฎกมีทั้งเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีสางเทวดา นรก เปรต อสุรกาย โลกสวรรค์ พรหมโลกชั้นต่างๆ กระทั่งเรื่องการเหาะเหินเดินหาวไปจนถึงราหูอมจันทร์ มีความเชื่อเรื่องบุญ บาป กฎแห่งกรรม ชาติหน้า ชาติหลัง ซึ่งเป็น ‘ความเชื่อร่วม’ ทางศาสนาในวัฒนธรรมพราหมณ์ของชาวอินโดอารยันที่มีอิทธิพลทางศาสนาและการเมืองในชมพูทวีปมาก่อนจะเกิดพุทธศาสนาราว 5-3 พันปี


ในขณะเดียวกันเนื้อหาของคำสอนพุทธส่วนที่ว่าด้วยกฎธรรมชาติและสภาวะนามธรรมบางอย่าง ก็รุ่มรวยเสน่ห์ดึงดูด ‘คนช่างคิด’ ทั้งหลายให้กระหายที่จะไตร่ตรองตีความคำสอนเหล่านั้นในเชิงปรัชญา ความมีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ก็มีอยู่อย่างเด่นชัด เช่นคำสอนเกี่ยวกับสังขตธรรม อสังขตธรรม สุญญตา อนัตตา ไตรลักษณ์ ปฏิจสมุปบาท อริยสัจ ขันธ์ห้า กฎแห่งกรรม ธรรมชาติของจิตหรือวิญญาณ ในวงการศึกษาพุทธศาสนาอย่างเป็นวิชาการก็มีการตีความ จำแนกแยกแยะเนื้อหาของหลักธรรมเหล่านี้ให้เห็นส่วนที่เป็นอภิปรัชญา (metaphysic) ญาณวิทยา (epistemology) และจริยปรัชญา (moral philosophy) เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งก็มีประโยชน์มากในทางวิชาการ


นักคิดชาวพุทธบางคน เช่นท่านพุทธทาสก็ตีความว่า ‘พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต’ ดังงานเขียนชื่อ ‘ปมเขื่อง’ จะว่าไปก็มีความลึกซึ้งไม่ด้อยไปกว่าความคิดเรื่องจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ ส่วนที่ตีความว่าพุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยนั้น เห็นได้งานเขียนของ ส.ศิวรักษ์ ที่อ้างอิงหลักความเสมอภาค และเสรีภาพของสังคมสงฆ์ในสมัยพุทธกาล และการตีความพุทธศาสนาเพื่อตอบ ‘ปัญหาพื้นฐาน’ ทางปรัชญานั้น เห็นได้ชัดในงานของสมภาร พรมทา ที่ตีความหลักการพุทธศาสนาเพื่อตอบปัญหาเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรม รวมทั้งปัญหาจริยธรรมในโลกสมัยใหม่ เช่นปัญหาการทำแท้ง ชีวจริยธรรม การโคลนนิ่ง เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในพระไตรปิฎกนอกจากจะมีหลากหลายสามารถนำมาอ้างอิงสนับสนุนทั้งพุทธผี พุทธพราหมณ์ พุทธปรัชญา พุทธวิทยาศาสตร์ พุทธราชาธิปไตย พุทธประชาธิปไตย แม้กระทั่งพุทธสังคมนิยม (เช่นธัมมิกสังคมนิยม เผด็จการโดยธรรม) ได้แล้ว (คือใครๆ ก็หยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้มาสนับสนุนการตีความของตนได้ แต่จะสมเหตุสมผลหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ในพระไตรปิฎกนั้นเองยังมีการวิพากษ์ความงมงายในรูปแบบต่างๆ เช่นการยึดถือภูเขา จอมปลวก ต้นไม้ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ การไหว้ทิศ การบูชายัญญ์ ความเชื่อเรื่องพระพรหมสร้างโลก ความงมงายในศีลพรต ความเชื่อลัทธิกรรมเก่า กระทั่งวิจารณ์การตีความคำสอนของตถาคตอย่างคลาดเคลื่อนว่าเป็นสิ่งที่ผิด เพราะเป็นการ ‘ตู่พุทธพจน์’ (ข้อความในพระไตรปิฎกมีว่าคนที่ตู่พุทธพจน์เป็นมหาโจร เป็นโมฆบุรุษ เป็นต้น) นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกยังได้วาง ‘มาตรฐาน’ ตัดสินว่าอะไรคือพระธรรมวินัยของตถาคตเอาไว้ด้วย


จึงกลายเป็นว่า เนื้อหาส่วนที่เป็นการวิพากษ์ความงมงาย การสอนผิด และหลักเกณฑ์การตัดสินพระธรรมวินัยเหล่านี้เองที่ชาวพุทธจำนวนหนึ่งใช้เป็น ‘มาตรฐาน’ อ้างอิงในการแยกแยะว่า อะไรคือคำสอนที่ถูกต้อง และอะไรน่าจะไม่ใช่คำสอนของพุทธะ (โดยมีสมมติฐานว่า พระไตรปิฎกอาจมีการเพิ่มเติมเนื้อหาที่ไม่ใช่พุทธพจน์เข้าไปภายหลัง ดังท่านพุทธทาสบอกกว่า พระอภิธรรมปิฎกไม่อยู่ในรูปพุทธพจน์ และเห็นว่าพระไตรปิฎกควรฉีกทิ้งสัก ก็ได้ เหลือไว้สัก 30% ที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจเรื่องทุกข์กับการดับทุกข์ก็พอ) ซึ่งบางทีการกระทำเช่นนี้ก็ถูกวิจารณ์ว่ากำลังพยายามแยก ‘พุทธแท้-พุทธเทียม’


แต่หากมองอย่าง common sense เราอาจเข้าใจได้ว่านี่เป็น ‘หลักการทั่วไป’ ที่คนจะตั้งคำถามว่าอะไรใช่-ไม่ใช่ หรือใครพูดถูกพูดผิด เช่น นักวิชาการคนนี้อธิบายความคิดของโสเครตีสถูกหรือไม่ คนนั้นอธิบายความคิดของมาร์กผิดหรือเปล่า เป็นต้น หากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสอนถูกสอนผิดที่ไม่ได้ใช้อำนาจมาควบคุมบังคับก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผลรองรับ ดังที่ยอมรับกันปกติในแวดวงวิชาการด้านอื่นๆ


จะเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อหาในพระไตรปิฎกที่พุทธผี พุทธพราหมณ์ พุทธปรัชญา พุทธวิทยาศาสตร์ พุทธราชาธิปไตย พุทธประชาธิปไตย พุทธสังคมนิยม ต่างก็อาจอ้างอิงสนับสนุนความเชื่อของตนได้ทั้งนั้น รวมทั้งฝ่ายที่พยายามแยกแยะคำสอนที่ถูก-ผิด ก็สามารถอ้างอิง ‘มาตรฐาน’ สำหรับวินิจฉัยจากพระไตรปิฎกได้อีกเช่นกัน ปรากฏการณ์ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันที่ดูสับสน ย้อนแย้ง เอาเข้าจริงแล้วอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่มีมานาน แม้แต่ในพระไตรปิฎกเองก็มีความซับซ้อนย้อนแย้งในตัวเอง และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้เกิดการแยกนิกายออกเป็นร้อยๆ นิกาย เป็นต้น


ส่วนประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพัฒนาการของพุทธศาสนาที่ถูกตีความหรือประยุกต์เข้ากับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม จะเห็นว่าพุทธศาสนาถูกตีความเข้ากับบริบททางสังคมการเมือง และบริบทวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นมาโดยตลอด โดยในบริบททางสังคมการเมืองพุทธศาสนาถูกตีความสนับสนุนระบบราชาธิปไตยมาโดยตลอด (อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นต้นมา)


ที่เราเรียกพุทธภายใต้ระบบมหาเถรสมาคมปัจจุบันนี้ว่า ‘พุทธมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์’ นั้น ก็คือพุทธราชาธิปไตยนี่แหละ ที่ตีความว่ากษัตริย์คือสมมติเทพ เป็นพระโพธิสัตว์ กระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าหลวง) มีระบบการปกครองสงฆ์ที่ขึ้นกับอาวุโสทางสมณศักดิ์ที่ถูกสถาปนาโดย ‘พระราชอำนาจ’ และเป็นพุทธพราหมณ์ คือพุทธที่ถือว่าพระสงฆ์มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมเหมือนพราหมณ์ มีบทบาทสำคัญในการรักษาพิธีกรรมของราชสำนักและรัฐพิธี ดังนั้น พุทธภายใต้ระบบมหาเถรสมาคมจึงไม่ใช่พุทธในเชิงปรัชญา ความมีเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ หรือพุทธประชาธิปไตยแต่อย่างใด


พุทธมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (พุทธราชาธิปไตย+พุทธพราหมณ์) นี่แหละที่ขจัดทำลายความหลากหลายของพุทธศาสนา ดัง ร.6 ลงโทษกักบริเวณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เพราะเทศนาว่าการส่งทหารไปร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นปาณาติบาต และดังที่การรวบอำนาจรวมศูนย์คุกคามครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนา เป็นต้น พุทธที่ว่านี้ดูถูกพุทธผีว่างมงาย แต่ตนเองกลับทำพิธีพุทธาภิเษก เจิมป้าย รดน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก ปลุกเสกวัตถุมงคลเป็นกิจวัตร นอกจากนี้ยังไม่ยินดีกับการตีความคำสอนพุทธในเชิงปรัชญา หรือวิทยาศาสตร์มากนัก (ผู้ที่สัมผัสระบบการศึกษาของสถาบันสงฆ์คือนักธรรม-บาลี ย่อมรู้ว่าคนที่จบเปรียญ 9 ส่วนมากจะมีทัศนคติแอนตี้การตีความคำสอนพุทธแบบท่านพุทธทาส พวกนี้เน้นการเรียนแบบท่องจำ และเชื่อว่าพุทธบริสุทธิ์คือพุทธตามตัวอักษรในคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา)


การตีความพุทธในเชิงวิทยาศาสตร์ของวชิรญาณภิกขุหรือ ร.4 และสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสนั้น จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีอิทธิพลต่อคณะสงฆ์กระแสหลักมากนัก ที่มีอิทธิพลคือการรวบอำนาจการปกครองสงฆ์จากทั่วประเทศมาไว้ที่ส่วนกลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำควบคู่ไปกับการรวบอำนาจทางบ้านเมืองในสมัย ร.5 อันเป็นข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์พัฒนาการทางการเมืองของสยามประเทศ ฉะนั้น อิทธิพลของวชิรญาณภิกขุและสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ที่มีต่อคณะสงฆ์จริงๆ คือการวางระบบการปกครองและการจัดการศึกษาพุทธศาสนาแบบรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ซึ่งส่งผลให้พุทธราชาธิปไตย+พุทธพราหมณ์ทรงอิทธิพลมากเป็นพิเศษเท่านั้น


ส่วนการตีความพุทธในเชิงวิทยาศาสตร์กลับมีอิทธิพลต่อพระภิกษุที่ขบถต่อระบบอย่างท่านพุทธทาสมากกว่า (ดังที่ท่านพุทธทาสเขียนพุทธประวัติฉบับวิจารณ์ ก็อ้างอิงการตีความที่ ‘เป็นเหตุเป็นผล’ ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ) เอาเข้าจริงการตีความพุทธว่าเป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุผลที่พิสูจน์ได้ซึ่งเป็นเรื่องของการท้าทายทางปัญญาย่อมขัดแย้งกับธรรมชาติของพุทธราชาธิปไตย (ที่สอนเรื่อง ‘สมมติเทพ’ อวยทศพิธราชธรรมแต่ห้ามตรวจสอบ) และพุทธพิธีกรรมแบบพราหมณ์ ฉะนั้น การตีความพุทธว่าเป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุผลที่พิสูจน์ได้จึงไม่ได้มีอิทธิพลต่อคณะสงฆ์กระแสหลักมากนัก หากแต่ไปกันได้ดีกับพุทธแบบท่านพุทธทาสที่เน้นเสรีภาพในการตีความ การวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนา สังคมการเมือง รวมทั้งการก้าวข้าม ‘อคติ’ ระหว่างนิกายเถรวาท มหายาน นิกายอื่นๆ และกระทั่งก้าวข้ามอคติระหว่างศาสนา


จะว่าไปแล้วศาสนาหลักๆ ของโลกล้วนแต่ถูกตีความรับใช้สังคมการเมืองในบริบทของยุคสมัยนั้นๆ ทั้งสิ้น ในยุคกลางมีนักปรัชญาศาสนาจำนวนมากอ้างอิงความคิดทางปรัชญาของอริสโตเติลสนับสนุนการมีอยู่ของพระเจ้า (เช่นโทมัส อไควนัส และ ฯลฯ) มีการตีความแนวคิด (concept) เรื่องพระเจ้าสนับสนุนความชอบธรรมของระบอบเผด็จการกษัตริย์และอำนาจเผด็จการของศาสนจักร แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปแนวคิดเรื่องพระเจ้าก็ถูกตีความสนับสนุนประชาธิปไตย ดังคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นต้นว่า ‘พระเจ้าสร้างมนุษย์มาเท่าเทียมกัน...’ หรือแนวคิดเรื่องสิทธิทางธรรมชาติของจอห์น ล็อก ก็อ้างว่าสิทธิทางธรรมชาติเป็นสิทธิที่พระเจ้าประทานมาพร้อมกับการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นต้น


มองอีกแง่หนึ่ง ศาสนามีทั้งลักษณะที่แข็งทื่อตายตัวและยืดหยุ่น บางทีเราก็รู้สึกได้ว่าศาสนานำพามนุษย์ไปสู่ความสับสนทางความคิด สับสนระหว่างความจริงและความลวง ความมีเหตุผลและความงมงาย เสรีภาพและพันธนาการ สันติภาพและความรุนแรง ฯลฯ แต่สุดท้ายเราก็พบว่าศาสนาถูกตีความเสมอ อยู่ที่ว่าการตีความแบบไหนจะสมเหตุสมผลและมีคุณค่าต่อการส่งเสริมการมีชีวิตที่ดีและสังคมที่ยุติธรรมมากกว่า


ที่น่าประหลาดก็มีเพียงบ้านเราเท่านั้นแหละ ที่ถ้าใครตีความว่าพุทธเป็นประชาธิปไตย หรือเข้ากันได้กับประชาธิปไตยมักจะถูกโวยว่า กำลังดึงศาสนามายุ่งการเมือง ขณะที่การตีความพุทธสนับสนุนราชาธิปไตยมาเป็นพันๆ ปี และปัจจุบันพระสงฆ์ก็ยังเทศนาอวยราชาธิปไตยอยู่ทุกวัน กลับแทบจะไม่มีใครเดือดร้อนว่าพุทธศาสนายุ่งการเมือง


แท้จริงแล้ว การตีความว่าพุทธเป็นปรัชญา มีเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ หรือเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การทำให้พุทธศาสนาเป็นของที่ ‘แตะต้องไม่ได้’ แต่เป็นการทำให้พุทธศาสนามาอยู่ในเวทีของเหตุผลที่ถกเถียงโต้แย้งกันได้อย่างเสรี เป็นการดึงพุทธศาสนาออกมาจากอำนาจของ ‘พุทธราชาธิปไตย+พุทธพราหมณ์’ เพื่อมาสัมผัสกับปัญหาในโลกที่เป็นจริง


เราจะกล่าวหาว่าชาวพุทธไม่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้อย่างไร หากเราปฏิเสธการตีความพุทธสนับสนุนประชาธิปไตย เราจะตัดสินว่าพุทธไม่ยอมรับคุณค่าของความมีเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร หากเรารังเกียจการตีความคำสอนสอนบางเรื่องของพุทธว่าเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์


และเราจะสรุปว่าพุทธไม่มีคำตอบเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานของชีวิตและสังคมการเมืองเช่นเรื่องเสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ศักดิศรีของมนุษย์ได้อย่างไร หากเราปฏิเสธการตีความพุทธในเชิงปรัชญาและความมีเหตุผล แท้จริงแล้วเราควรจะยอมรับมิใช่หรือว่า การตีความพุทธในเชิงปรัชญา ความมีเหตุผล ความเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นประชาธิปไตย คือลักษณะหนึ่งของความงอกงามแห่งพุทธศาสนาอย่างท้าทายทางปัญญา และอย่างสอดคล้องกับบริบททางสังคมวัฒนธรรมในปัจจุบันและอนาคต


ในทางตรงข้าม โดยที่ไม่จำเป็นต้องปกป้อง พุทธผี พุทธไสยศาสตร์ พุทธปาฎิหาริย์ พุทธแก้กรรม พุทธอ้างอิง ‘สถานะผู้มีญาณวิเศษเหนือมนุษย์’ ทำมาร์เก็ตติ้งเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของบรรดาคนดังของโลก ฯลฯ พุทธพวกนี้ก็ยังทำหน้าที่ของตนเองอย่างเข้มข้นในสังคมที่เราใฝ่หาความมีเหตุผล ความเป็นวิทยาศาสตร์ ความเท่าเทียม และความเป็นประชาธิปไตยนี่แล


ที่มา : ประชาไท




Create Date : 27 กันยายน 2555
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2555 14:32:10 น. 1 comments
Counter : 622 Pageviews.

 
ศาสนาก้อคือศาสนา...

พุทธเป็นศาสนาก้อดีอยู่แล้ว...

จะดิ้นรนตีความว่าพุทธเป็นปรัชญา.เป็นวิทยาศาสตร์..เพื่ออะไร







โดย: . IP: 223.27.234.186 วันที่: 27 กันยายน 2555 เวลา:17:39:30 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]









ผม ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร
สามัญชนคนเหมือนกัน(All normal Human)
คนจรOnline(ได้แค่ฝัน)แห่งห้วงสมุทรสีทันดร
(Online Dreaming Traveler of Sitandon Ocean)
กรรมกรกระทู้สาระ(แนว)อิสระผู้ถูกลืมแห่งโลกออนไลน์(Forgotten Free Comment Worker of Online World)
หนุ่มสันโดษ(ผู้มีชีวิตที่พอเพียง) นิสัยและความสนใจแปลกแยกในหมู่ญาติพี่น้องและคนรู้จัก (Forrest Gump of the family)
หนุ่มตาเล็กผมสั้นกระเซิงรูปไม่หล่อพ่อไม่รวย แถมโสดสนิทและอาจจะตลอดชีวิตเพราะไม่เคยสนใจผู้หญิงกะเขาเลย
บ้าในสิ่งที่เป็นแก่นสารและสาระมากกว่าบันเทิงเริงรมย์
พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ดีๆกับบันทึกในโลกออนไลน์แล้วครับ
กรุณาปรับหน้าจอเป็นขนาด1024*768เพื่อการรับชมBlog
ติดตามการเคลื่อนไหวของกรรมกรผ่านTwitter
และติดตามพูดคุยนำเสนอด้านมืดของกรรมกรผ่านTwitterอีกภาคหนึ่ง
Google


ท่องไปทั่วโลกหาแค่ในพันทิบก็พอ
ติชมแนะนำหรือขอให้เพิ่มเติมเนื้อหาWeblog กรุณาส่งข้อความส่วนตัวถึงผมโดยตรงได้ที่หลังไมค์ช่องข้างล่างนี้


รับติดต่อเฉพาะผู้ที่มีอมยิ้มเป็นตัวเป็นตนเท่านั้น ไม่รับติดต่อทางE-Mailเพื่อสวัสดิภาพการใช้Mailให้ปลอดจากSpam Mailครับ
Addชื่อผมลงในContact listของหลังไมค์
free counters



Follow me on Twitter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ไทยวรรษ สีทันดรสมุทร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.